ความมั่นคง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความมั่นคง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 21 Sep 2026 03:24:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ โจทย์ใหญ่ Gastech 2026 ของพลังงานโลก กลุ่มปตท. วางเกมพลังงานไทยอย่างไร? [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ptt-gastech-energy-security-thailand/ Mon, 21 Sep 2026 05:30:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1256800 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน

โลกพลังงานกำลังเผชิญโจทย์ยากและความท้าทายหลายมิติ ทั้งค […]

The post ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ โจทย์ใหญ่ Gastech 2026 ของพลังงานโลก กลุ่มปตท. วางเกมพลังงานไทยอย่างไร? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน

โลกพลังงานกำลังเผชิญโจทย์ยากและความท้าทายหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงจาก AI และ Data Center รวมถึงแรงกดดันในการลดคาร์บอน จนเกิดเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกว่า “เราจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้ระบบยังคงมั่นคง มีราคาที่เหมาะสม และรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้จริง”

 

บริบทนี้เองที่ทำให้การมาถึงของ Gastech 2026 ในประเทศไทยมีความหมายมากกว่าการเป็นงานประชุมพลังงานระดับโลก เพราะระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 กรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นจุดนัดพบของรัฐบาล บริษัทพลังงาน นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อถกคำถามเดียวกันว่า ระบบพลังงานในทศวรรษข้างหน้าควรมีหน้าตาอย่างไร

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 1

 

Gastech คืออะไร และทำไมการมาจัดที่ไทยจึงสำคัญ

 

Gastech เป็นหนึ่งในเวทีประชุมและนิทรรศการด้านพลังงานขนาดใหญ่ของโลก เดิมมีรากฐานจากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและ LNG แต่ปัจจุบันขยายไปครอบคลุมทั้ง Hydrogen, CCUS, Electrification, AI และ Low-Carbon Solutions โดย Gastech 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คนจากราว 150 ประเทศ และบริษัทจัดแสดงประมาณ 1,000 บริษัท

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 2

 

การจัดงานในเอเชียครั้งนี้สำคัญมาก เพราะภูมิภาคนี้กลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตด้านพลังงานโลก จากความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงตามการขยายตัวของเมือง อุตสาหกรรม Data Center และ AI ทำให้เอเชียต้องรับมือทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเพิ่มแหล่งพลังงานใหม่เข้าสู่ระบบพร้อมกัน

 

การเป็นเจ้าภาพของไทยสร้างประโยชน์ในการวางตำแหน่งประเทศในภูมิทัศน์พลังงานระดับภูมิภาค ทั้งด้าน LNG โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนพลังงานใหม่ Gastech จึงเป็นทั้งเวทีด้านการทูต การค้า และนโยบาย ที่ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนจากนโยบายสู่การลงทุนจริง

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 3

 

จากบทบาทเจ้าบ้าน สู่ผู้เล่นที่อยู่กลางสมการพลังงานไทย

 

แน่นอนว่างานมหกรรมพลังงานระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย ย่อมมีตัวแทนพลังงานไทยเข้าร่วมในการเสวนา แสดงวิสัยทัศน์ และร่วมออกแบบทางออกของพลังงานโลกไว้เช่นกัน

 

กลุ่ม ปตท. มีบทบาทสำคัญใน Gastech 2026 ทั้งในฐานะผู้ร่วมจัดแสดงและองค์กรหลักของระบบพลังงานไทย ครอบคลุมการสำรวจ ผลิต จัดหา นำเข้าก๊าซและ LNG โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเทคโนโลยีลดคาร์บอน และบริบทโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ ปตท. ต้องเร่งยกระดับบทบาท จากเดิมที่เน้นความเพียงพอและราคาที่เหมาะสม สู่การบริหารความเสี่ยง Supply Shock เพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบ และลดคาร์บอนจากก๊าซธรรมชาติ

 

จากบทบาทนี้ ทำให้ทางกลุ่ม ปตท. ได้แสดงวิสัยทัศน์บนเวที Executive Leadership Panel: LNG in the age of electrification: Contracting, competition and demand realities ซึ่ง ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารจาก TotalEnergies, Woodside Energy, XRG และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

กลุ่ม ปตท. ให้น้ำหนักด้านความมั่นคงทางพลังงาน

 

ดร.คงกระพัน ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากวิกฤตโลกทำให้แนวทางการจัดหาพลังงานเปลี่ยนไป ประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศรองรับความต้องการได้ประมาณครึ่งหนึ่ง จึงต้องสร้างความมั่นคงของ Supply จากหลายทาง ทั้งการเพิ่มการจัดหาก๊าซในประเทศและกระจายแหล่ง LNG จากต่างประเทศ

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 4

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.

 

การบริหารพลังงานในปัจจุบันได้คำนึงถึงความมั่นคงของ Supply ในยามวิกฤต ปตท. จึงใช้แนวทางกระจายความเสี่ยงด้วยการรักษาและเพิ่มการจัดหาก๊าซในประเทศ ควบคู่กับการนำเข้า LNG จากหลากหลายแหล่งทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง

 

ในมุมหนึ่ง การกระจายแหล่งจัดหาจึงเปรียบได้กับการสร้าง ‘หลักประกัน’ ให้ระบบพลังงานแม้จะมีต้นทุนสูงกว่าการเลือกแหล่งที่ถูกที่สุดเพียงแห่งเดียว แต่ช่วยป้องกันความเสียหายเมื่อเกิดปัญหาการหยุดชะงัก ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญยิ่งขึ้นในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้า เนื่องจากการเติบโตเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้ไฟฟ้าสูงและจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากการส่งมอบพลังงานขาดความต่อเนื่อง

 

ก๊าซยังจำเป็นแต่ต้องลดคาร์บอนไปพร้อม ๆ กัน

 

อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ได้หมายความว่า ปตท. มองว่าก๊าซธรรมชาติควรถูกใช้งานในรูปแบบเดิมต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

ดร.คงกระพันมองว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ระบบพลังงานต้องมีทั้งความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว ก๊าซยังคงมีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพระหว่างที่ระบบกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือการลดการปล่อยคาร์บอนของก๊าซ

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 5

 

แนวทางครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงาน ไปจนถึง Carbon Capture และเทคโนโลยีลดคาร์บอนอื่นๆ อย่างไรก็ดี ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Justification) ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะต้องพิจารณาว่าเทคโนโลยีนั้นขยายผลในระดับใหญ่ได้จริงหรือไม่ ต้นทุนเท่าใด และผู้บริโภคหรือระบบเศรษฐกิจรับภาระได้เพียงใด

 

โครงสร้างพื้นฐานที่ดีต้องมาก่อนวันที่ต้องใช้จริง

 

อีกประเด็นที่ ดร.คงกระพัน ให้น้ำหนักคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้เกิดจากการมีแหล่งพลังงานเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องมีระบบที่สามารถรับ จัดเก็บ ขนส่ง และกระจายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องด้วย

 

โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซต้องวางแผนและลงทุนล่วงหน้าก่อนเกิดวิกฤต เพราะการพัฒนาต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนสูง แม้การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและกำลังการผลิตเผื่อความต้องการในอนาคตจะมีต้นทุน แต่ในวันที่เกิดวิกฤต ความพร้อมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบพลังงานเดินหน้าต่อได้

 

ดร.คงกระพันเน้นย้ำว่า ไม่มีใครลงทุนได้ลำพัง การสร้างพันธมิตรและความเชื่อมั่นระยะยาวระหว่างผู้จัดหา ผู้ค้า และเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงาน

 

ใครจะเป็นคนจ่ายค่าความมั่นคงทางพลังงาน?

 

อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยง กำลังการผลิตสำรอง และโครงสร้างพื้นฐานย่อมมาพร้อมต้นทุน ซึ่ง ดร.คงกระพัน ยอมรับว่าไม่มีคำตอบเดียวว่าใครควรรับภาระนี้ เนื่องจาก ปตท. มีสองบทบาทคู่ขนาน ทั้งการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของชาติ และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

 

การจัดสมดุลระหว่างสองภารกิจนี้จึงต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการปรับตัวตามสถานการณ์ เนื่องจากน้ำหนักของทั้งสองบทบาทไม่ได้เท่ากันเสมอไป โดยเฉพาะในยามเกิดวิกฤตที่จำเป็นต้องให้น้ำหนักกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นหลัก

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 6

 

การที่ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่มาได้โดยไม่ขาดแคลน ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นผลจากการวางแผนและลงทุนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้โรงกลั่น การพัฒนากลยุทธ์ด้านการค้า การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

 

อย่างไรก็ดี การดำเนินงานทั้งหมดล้วนมีค่าใช้จ่าย ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ความมั่นคงทางพลังงาน “ปราศจากต้นทุน” ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่คือการบริหารจัดการต้นทุนเหล่านั้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดภาระและผลกระทบที่จะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

วิสัยทัศน์บนเวทีมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่สัมผัสได้ในโซนจัดแสดง

 

นอกจากการเปิดวิสัยทัศน์บนเวทีใหญ่ของกลุ่ม ปตท. แล้ว ยังมีโซนการจัดแสดงที่ได้ฉายศักยภาพ ความคืบหน้า และความเป็นไปได้ของพลังงานไทยสู่สายตาผู้ร่วมงานจากหลากหลายชาติทั่วโลก

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 7

 

โดยภายในงาน Gastech 2026 กลุ่ม ปตท. นำเสนอแนวคิด “Flow” ที่เชื่อมภาพของ Supply, Infrastructure, Technology และ Low-Carbon Solutions เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้และการเปลี่ยนผ่านในวันข้างหน้าไม่ได้เป็นสองเรื่องที่แยกออกจากกัน

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 8

 

ด้านแรกคือ การสร้างความมั่นคงของพลังงานปัจจุบัน ผ่าน Global LNG Portfolio และโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานก๊าซ โดยกลุ่มปตท. ได้แสดงศักยภาพตั้งแต่การจัดหา LNG ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของ PTTLNG ทั้ง LMPT1 และ LMPT2 ซึ่งมีความสามารถรองรับ LNG รวมประมาณ 19 ล้านตันต่อปี

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 9

 

โดยกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio จาก 3.7 ล้านตันในปี 2569 เป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578

 

ซึ่งมุมนี้สะท้อนสิ่งที่ ดร.คงกระพัน พูดบนเวทีโดยตรง เพราะการมี LNG Terminal ไม่ได้มีความหมายแค่การรองรับปริมาณนำเข้า แต่คือการสร้างทางเลือกเชิงกายภาพ ให้ประเทศมีทางเลือกมากขึ้นในการรับและบริหารแหล่งพลังงานจากหลายแหล่ง

 

ด้านที่สองคือการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย I-SPARK ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะด้วย AI เพื่อมุ่งสู่การเป็นต้นแบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน LNG การดักจับและกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนธุรกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 10

 

พร้อมกันนี้ ยังนำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะ LNG กลับเป็นก๊าซ มาต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการส่งเสริมปลูกพืชเมืองหนาว

 

ด้านสุดท้ายคือ การลดคาร์บอนจากสิ่งที่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด จุดนี้ถูกสะท้อนผ่านโครงการ Arthit CCS โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ที่มีเป้าหมายกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนเริ่มดำเนินการในปี 2028 ซึ่งทำหน้าที่มากกว่าการเป็นโครงการเดี่ยว เพราะเป็นโครงการต้นแบบสำคัญสำหรับการต่อยอดการพัฒนา CCS ในพื้นที่อื่นของไทย

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 11

 

ภาพรวมของบูธสะท้อนทิศทางของกลุ่ม ปตท. ในการยกระดับจากผู้จัดหาพลังงาน สู่แพลตฟอร์มพลังงานแบบบูรณาการ ที่รวมแหล่งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล โซลูชันภาคอุตสาหกรรม และการบริหารจัดการคาร์บอนไว้ด้วยกัน จึงไม่ใช่เพียงการแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์บนเวทีว่า ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องมั่นคง ยืดหยุ่น และลดคาร์บอนควบคู่กันไป

 

การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องไม่ทิ้งความมั่นคงทางพลังงานไว้ข้างหลัง

 

บทเรียนสำคัญจาก Gastech 2026 คือการเปลี่ยนผ่านพลังงานในความเป็นจริงไม่อาจทำได้ด้วยการปิดสวิตช์ระบบเดิมแล้วสลับไปใช้ระบบใหม่ทันที หากแต่เป็นการค่อย ๆ ถักทอระบบใหม่ขึ้นมาทีละระดับ พร้อมกับดูแลให้โครงสร้างพลังงานเดิมยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 12

 

สำหรับประเทศไทย โจทย์จึงมีอยู่พร้อมกันสองด้าน คือวันนี้ต้องทำอย่างไรให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอในราคาที่แข่งขันได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีอะไรตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ระบบพลังงานในอีก 10-20 ปีข้างหน้ามีความยืดหยุ่นและปล่อยคาร์บอนต่ำลง

 

บทบาทของกลุ่ม ปตท. ใน Gastech 2026 สะท้อนการยกระดับสู่ผู้วางระบบพลังงานแบบบูรณาการที่เชื่อมแหล่งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการลดคาร์บอนเข้าด้วยกัน ทั้งการกระจายแหล่ง LNG สถานีรับ-จ่าย ท่อขนส่ง เอไอ โซลูชันอุตสาหกรรม และการกักเก็บคาร์บอน

 

ท้ายที่สุด การแข่งขันด้านพลังงานในทศวรรษหน้าจะอยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างระบบที่ มั่นคง ยืดหยุ่น มีต้นทุนที่รับได้ และลดคาร์บอนได้พร้อมกัน และสำหรับไทย Gastech 2026 คือเวทีที่ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าโจทย์นี้กำลังขยับจากระดับนโยบาย ไปสู่การลงทุนและการลงมือทำจริงแล้ว

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านพลังงาน 13

 

ภาพ: Headline on Cover

 

 

The post ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ โจทย์ใหญ่ Gastech 2026 ของพลังงานโลก กลุ่มปตท. วางเกมพลังงานไทยอย่างไร? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมช. ควรมีบทบาทอย่างไรในโครงสร้างความมั่นคงไทย ‘สุรชาติ’ เสนอทบทวนภารกิจและโครงสร้างองค์กร https://thestandard.co/surachart-nsc-security-role-review/ Wed, 26 Aug 2026 08:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1246771 ภาพ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

วันนี้ (26 สิงหาคม) ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เ […]

The post สมช. ควรมีบทบาทอย่างไรในโครงสร้างความมั่นคงไทย ‘สุรชาติ’ เสนอทบทวนภารกิจและโครงสร้างองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

วันนี้ (26 สิงหาคม) ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ ดำเนินรายการโดย ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ เผยแพร่ทาง Nation TV ช่อง 22 โดยตั้งคำถามถึงบทบาท โครงสร้าง และประสิทธิภาพของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ประเทศไทยมี สมช. ไว้เพื่ออะไร และองค์กรยังมีคุณค่าในเชิงนโยบายความมั่นคงอยู่หรือไม่ หากยังไม่สามารถทำหน้าที่หลักของตนเองได้อย่างแท้จริง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีขึ้นภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้โอน ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทน ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ซึ่งจะเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2569 พร้อมทั้งเห็นชอบแต่งตั้ง กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

เสนอแบ่งเส้นฝ่ายการเมือง-ข้าราชการประจำให้ชัด

 

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า จะวิเคราะห์อย่างไรต่อกรณีที่ สมช. กำลังถูกมองว่า “ย้อนยุค เอาพลเรือนออก แล้วเอาทหารเข้าไปแทน” ดร.สุรชาติกล่าวว่า หากคิดในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยควรถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลากเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำให้ชัดเจน

 

ดร.สุรชาติอธิบายว่า ในอดีตตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นตำแหน่งทางการเมือง ฝ่ายการเมืองสามารถแต่งตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งโดยตรง ขณะที่ข้าราชการประจำจะขึ้นได้สูงสุดเพียงตำแหน่งปลัดของหน่วยงาน หรือหากใช้ภาษาในระบบเดิมคือ ‘ปลัดบัญชาการของ สมช.’

 

เขาระบุว่า ประเทศไทยนำแบบจำลองสภาความมั่นคงแห่งชาติมาจากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร โดย สมช. ในระบบของหลายประเทศตะวันตกไม่ได้เป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือมีกำลังพลจำนวนมาก บุคลากรส่วนหนึ่งมาจากฝ่ายการเมือง และเมื่อฝ่ายการเมืองนั้นหมดอำนาจ บุคคลเหล่านี้ก็พ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวมาเปลี่ยนแปลงในยุค พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และในระยะหลัง เมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ โครงสร้างดังกล่าวกลับกลายเป็นปัญหามากขึ้น

 

“ข้อเสนอของผมพูดมานานว่า ควรถอยกลับไปสู่โมเดลเดิม แล้วลากเส้นแบ่งให้ชัดเลยว่า ฝ่ายข้าราชการประจำจะขึ้นสูงสุดที่ตำแหน่งปลัดบัญชาการหรือปลัด สมช. ส่วนฝ่ายการเมืองจะตั้งใครมาก็ตาม” ดร.สุรชาติกล่าว

 

เขายกตัวอย่างระบบของสหรัฐฯ ว่า บุคคลที่ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว และเป็นผู้กำกับดูแล สมช. ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาคือการกลับมาออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำให้ชัดเจน มิฉะนั้นสังคมก็จะถกเถียงกันไม่จบว่า ควรย้ายหรือไม่ย้ายข้าราชการประจำ หรือเมื่อย้ายทหารเข้ามาแล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร โดยไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า การย้ายหรือไม่ย้ายแบบใดเหมาะสมกว่า

 

ชี้ สมช. แกว่งตามการเมือง-รัฐประหาร จนเจ้าหน้าที่เป็นเพียง ‘เสมียนความมั่นคง’

 

เมื่อถูกถามว่า การนำทหารเข้ามาคุม สมช. จะเหมาะสมกับบริบทปัจจุบันหรือไม่ ดร.สุรชาติกล่าวว่า เข้าใจดีว่าบุคลากรใน สมช. ต้องการให้คนจากภายในองค์กรขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์จะเห็นว่า สมช. เป็นองค์กรที่ “แกว่งมาก” และเมื่อใดที่เกิดรัฐประหาร ก็มักมีการนำทหารเข้ามาดำรงตำแหน่ง

 

“ผมว่าสถานะ สมช. เป็นองค์กรซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานใน สมช. รวมถึงเลขาธิการ สมช. เป็นแค่ ‘เสมียนความมั่นคง’ ไม่มีบทบาทอะไรจริง เพราะถ้าเป็นทหารมา ทหารก็คุมภายใน ถ้าเป็นพลเรือนมา อย่างไรก็ต้องทำตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง” ดร.สุรชาติกล่าว

 

ดร.สุรชาติระบุว่า คำถามใหญ่ในวันนี้คือ นักการเมือง ผู้บริหาร สมช. เจ้าหน้าที่ สมช. รวมถึงทหาร เข้าใจบทบาทของ สมช. มากน้อยเพียงใด และประเทศไทยมี สมช. ไว้เพื่ออะไร เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายการเมืองซึ่งเข้ามาบริหารประเทศบางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะใช้ สมช. อย่างไร หรือไม่เข้าใจว่า สมช. มีหน้าที่อะไร

 

เขากล่าวอีกว่า สมช. เป็นองค์กรที่ถูกวิจารณ์ลับหลังอย่างมาก พร้อมเปิดทางว่า หากบุคลากรของ สมช. รับฟังอยู่ก็สามารถโต้แย้งได้ โดยตลอดช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขาออกไปบรรยายเรื่องความมั่นคง มักมีผู้เข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัวและวิจารณ์ถึงความไร้ประสิทธิภาพของ สมช.

 

ดร.สุรชาติจึงตั้งคำถามว่า สมช. สามารถทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตนเองได้หรือไม่ และงานใดที่ไม่ใช่หน้าที่ก็ควรยุติ ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นหน่วยงานอื่นจัดหลักสูตร สมช. ก็ต้องการจัดหลักสูตร หรือเมื่อเห็นหน่วยงานอื่นทำงานวิชาการ สมช. ก็ตั้งวารสารวิชาการขึ้นมา

 

เขาย้อนถึงยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยว่า ในเวลานั้น สมช. ตั้งหน่วยงานที่เขามองว่า “ประหลาดมาก” โดยกำหนดว่า สมช. จะทำงานด้านสันติวิธีเท่านั้น เขาเคยเสนอต่อทักษิณว่า หาก สมช. คิดจะทำงานด้านสันติวิธี ก็ควรเปลี่ยนสภาพไปเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO หรือย้ายบุคลากรชุดดังกล่าวทั้งหมดไปอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้า

 

“ผมรู้ว่านายกฯ ทักษิณทำไม่ได้ แต่สิ่งนี้สะท้อนความไม่เข้าใจบทบาทของคนใน สมช. เอง” ดร.สุรชาติกล่าว

 

ตั้งคำถาม เก้าอี้เลขาฯ สมช. กลายเป็นที่รองรับปัญหาโผทหารหรือไม่

 

ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ดูเหมือนถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาโผทหาร เมื่อการจัดวางตำแหน่งในกองทัพไม่ลงตัว หรือต้องระบายบุคคลบางคนออกจากหน่วย ก็ส่งมาที่ สมช. และถามว่า ประวัติศาสตร์ของการแต่งตั้งทหารในตำแหน่งนี้มักเป็นเช่นนั้น แล้วครั้งนี้จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันหรือไม่

 

ดร.สุรชาติตอบว่า ไม่ต้องการวิจารณ์ในลักษณะดังกล่าวโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็พบภาวะเช่นนั้น โดยเฉพาะตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นสู่อำนาจ บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ภายหลังรัฐประหารปี 2557 ก็เป็นคำตอบของคำถามดังกล่าวอยู่แล้ว

 

สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือ สมช. มีอำนาจในเชิงนโยบายสูงมาก แต่กลับแสดงบทบาทเป็นเพียงหน่วยงานในระดับยุทธวิธี อันเป็นผลจากความสับสนทั้งของผู้บริหารหน่วยและเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร

 

ดร.สุรชาติกล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า สมช. มีงบประมาณจำนวนมาก และวิจารณ์ว่า สมช. “มือเติบ” พร้อมยกตัวอย่างงบประมาณสำหรับการพูดคุยกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN ซึ่งมีการจัดคนไปพูดคุยและพาคู่สนทนาไปหารือในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และตุรกี

 

เขาตั้งคำถามว่า สมช. เคยประเมินหรือไม่ว่างบประมาณส่วนนี้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด รวมถึงกรณีกฎหมายบางฉบับที่ สมช. เตรียมผลักดัน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร กฎหมายที่ควรนำมาใช้กลับถูกทิ้งไป

 

“ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ คนใน สมช. ต้องตั้งหลักคิดได้แล้ว ตกลงการที่อยู่ สมช. จะทำหน้าที่อะไร ทราบหรือไม่ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร” ดร.สุรชาติกล่าว

 

เขามองว่า ประเทศไทยทำให้ สมช. กลายเป็นองค์กรราชการแบบพื้นๆ ซึ่งหลายเรื่องไม่มีสาระ จึงควรกลับมาทบทวนตัวเอง หากฝ่ายการเมืองสามารถนำทหารคนใดเข้ามาก็ได้ บุคลากรใน สมช. ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดองค์กรจึงกลายเป็นเพียง “องค์กรไม้ประดับ” และเหตุใดเมื่อกองทัพจัดการปัญหาภายในไม่ได้ จึงสามารถโยนบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาอยู่ในองค์กรนี้ได้

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนกลับมาที่คำถามสำคัญว่า สมช. ยังมีคุณค่าในทางนโยบายความมั่นคงอยู่หรือไม่

 

ปัญหาใหญ่กว่าใครเป็นเลขาธิการฯ คือ สมช. ไม่เข้าใจบทบาทตัวเอง

 

ผู้ดำเนินรายการสรุปว่า ปัญหาของ สมช. มีขนาดใหญ่กว่าคำถามว่าใครจะเข้ามาเป็นเลขาธิการ เพราะยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมาก ตั้งแต่ความเข้าใจในบทบาทของตนเอง ซึ่งควรทำงานด้านยุทธศาสตร์ ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะงานในระดับยุทธวิธี

 

ดร.สุรชาติยกตัวอย่างว่า ครั้งหนึ่งเคยมีเลขาธิการ สมช. ซึ่งย้ายมาจากสายงานข่าว และเข้าใจว่า สมช. มีลักษณะเหมือนสำนักข่าวกรอง จึงมุ่งเน้นงานด้านข่าวเป็นหลัก

 

สำหรับยุคที่เขามองว่าเป็น “ยุคทอง” ของ สมช. มีอยู่ในสมัยบุคคล 2 คน ได้แก่ พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา และ พล.อ. จรัล กุลละวณิชย์ ส่วนนอกเหนือจากนั้น เขามองว่าเป็น สมช. ที่ไม่เข้าใจตัวเอง

 

ดร.สุรชาติกล่าวว่า หากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งใจทำงานด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง ควรนำพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติมาพิจารณาใหม่ และรื้อบางหน่วยหรือบางส่วนใน สมช. เพราะโครงสร้างและภารกิจในปัจจุบันมีความ “เลอะ” โดยเฉพาะการจัดหลักสูตรของ สมช. ทั้งที่ไม่มี สมช. แห่งใดในโลกจัดหลักสูตรเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น

 

นอกจากนี้ บางครั้งยังมีการนำเอกสารการประชุมไปลงในวารสาร ทั้งที่ สมช. ควรเข้าใจว่า การประชุมซึ่งบุคลากรของ สมช. เข้าร่วมเป็นการประชุมแบบปิด ไม่ใช่การประชุมแบบเปิด การนำผลการประชุมไปเผยแพร่ในวารสารของ สมช. จึงอาจก่อให้เกิดข้อกล่าวหาว่า บุคลากรที่นำเอกสารดังกล่าวออกมาเผยแพร่ได้เปิดเผยเอกสารลับทางราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่

 

ดร.สุรชาติระบุว่า เขาเสนอให้รื้อและตั้งหลัก สมช. ใหม่มาตั้งแต่ยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาจนถึงช่วงหลัง เพราะหากไม่ตั้งหลัก งานความมั่นคงของประเทศจะมีปัญหา เนื่องจากอำนาจหลายส่วนอยู่ที่ สมช.

 

เขายังไม่ต้องการเห็นนายกรัฐมนตรีใช้เลขาธิการ สมช. เป็นเพียง ‘buffer’ หรือกันชนทางการเมือง เมื่อมีเรื่องใดก็ให้เลขาธิการ สมช. ออกมาเป็นผู้พูดแทนเล็กน้อย แต่ไม่เคยใช้ สมช. ในฐานะกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแท้จริง

 

ย้ำ 2 หน้าที่หลัก หากทำไม่ได้ ผู้บริหาร สมช. ‘สอบตก KPI’

 

ดร.สุรชาติกล่าวว่า แม้หน้าที่ของ สมช. อาจมีอยู่หลายประการ แต่หน้าที่หลักมีเพียง 2 เรื่อง ได้แก่

 

  • ให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงและการต่างประเทศแก่ผู้นำประเทศ
  • เป็นองค์กรศูนย์กลางในการประสานนโยบายความมั่นคงของหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งหมด

 

“ถ้า สมช. ทำทั้ง 2 อย่างนี้ไม่ได้ แปลว่าผู้บริหาร สมช. สอบตก KPI” ดร.สุรชาติกล่าว

 

ชี้งานข่าวกรองต้องใช้มืออาชีพ พร้อมสร้างประชาคมข่าวกรองใหม่

 

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการเปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดร.สุรชาติกล่าวว่า ข้อดีของสำนักข่าวกรองแห่งชาติคือสามารถประคององค์กรมาได้ยาวนาน และสามารถผลักดันบุคลากรภายในขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการได้

 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ควรให้คนในองค์กรขึ้นดำรงตำแหน่ง คือ งานข่าวกรองเป็นงานแบบวิชาชีพ หรือ professional ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

 

ดร.สุรชาติกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ย้ายเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยกล่าวว่า หากมีการย้ายดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหา พร้อมกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติว่า “เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ท่านย้ายไปกระทรวงยุติธรรมเป็นญาติท่าน ญาติภรรยาเก่า” และระบุว่าบุคคลดังกล่าวยังเหลืออายุราชการอีก 8 ปี หากดำเนินการเช่นนั้น ระบบงานข่าวกรองอาจเสียหายได้

 

เขาจึงกล่าวขอบคุณที่นายกรัฐมนตรียอมให้รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 2 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรชาติชี้ว่า งานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข โดยยกเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดคำถามว่าตกลงแล้วมีเหตุทั้งหมดกี่จุด แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดตอบได้ชัดเจน สะท้อนว่าแม้แต่งานข้อมูลพื้นฐานก็ยังมีปัญหา

 

ท่ามกลางสถานการณ์โลกและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่รัฐไทยกำลังเผชิญ ดร.สุรชาติเสนอแนวทางปรับปรุงงานข่าวกรองของประเทศ 5 ประการ ได้แก่

 

  • ต้องทบทวนและออกแบบระบบงานข่าวกรองของประเทศใหม่
  • ต้องทำให้งานข่าวกรองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับยุทธการและระดับนโยบาย รวมถึงต้องสามารถทราบล่วงหน้าว่า พื้นที่ใดและวันใดมีแนวโน้มจะเกิดเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้น
  • งานข่าวกรองต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเหมาะสม
  • ต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของงานข่าวกรองในโลกสมัยใหม่ เพราะงานข่าวกรองในวันนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ และไม่ควรคิดว่า สมช. คือ ‘007’ เนื่องจากทั้งโลก วิธีการ และเครื่องมือด้านข่าวกรองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
  • ต้องสร้างประชาคมข่าวกรองใหม่ที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะการฟื้นบทบาทของศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ หรือ ศป.ข. ซึ่งรัฐบาลในอดีตเคยใช้งาน แต่ในช่วงหลังนักการเมืองพลเรือนอาจไม่เข้าใจและมองไม่เห็นบทบาทของหน่วยงานดังกล่าว ทั้งที่ ศป.ข. ต้องทำหน้าที่บูรณาการงานข่าวกรองจากทุกฝ่าย

 

ท้ายที่สุด ดร.สุรชาติย้ำว่า โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้นักการเมืองพลเรือนเข้าใจบทบาทของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เช่นเดียวกับที่ต้องเข้าใจบทบาทของ สมช. เพื่อให้องค์กรทั้งสองสามารถทำหน้าที่ด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศได้อย่างแท้จริง

The post สมช. ควรมีบทบาทอย่างไรในโครงสร้างความมั่นคงไทย ‘สุรชาติ’ เสนอทบทวนภารกิจและโครงสร้างองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ https://thestandard.co/thailand-asean-polycrisis-strategic-assets/ Wed, 19 Aug 2026 09:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1243005 ภาพการเสวนา Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อความมั่นคงไทย-อาเซียน

“ถ้าคุณไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเส […]

The post ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนา Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อความมั่นคงไทย-อาเซียน

“ถ้าคุณไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเสียเอง”

 

 
 

คำกล่าวของ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ที่กำลังเผชิญ เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจขยายตัวออกไปไกลกว่าสนามรบ ซึ่งรวมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน อวกาศ ไซเบอร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมยุทธศาสตร์ต่อรองกันและกัน

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่คืออีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ภูมิภาคต้องรับมือ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่วิกฤตหลายด้านกำลังร้อยรัดเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันมากขึ้น หรือภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis)

 

ภายใต้บริบทเช่นนี้ คำถามที่ตามมา คือ โจทย์สำคัญของไทยคืออะไร ประเทศจะต้องสร้างขีดความสามารถใดขึ้นมาเพื่อเป็นอำนาจต่อรอง แล้วอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างไร เพื่อไม่ให้ภูมิภาคกลายเป็นเพียงพื้นที่รองรับการแข่งขันและความขัดแย้งของผู้อื่น

 

THE STANDARD สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาหัวข้อ Strategic Security Review: From Global Dynamics to Regional Security ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2026 โดยมี พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพไทย, รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ ศ.ดร.ควิก เชง-ชวี ศาสตราจารย์ประจำสถาบันมาเลเซียและนานาชาติศึกษา (IKMAS) มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (UKM) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ขณะที่ ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

เมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ กลายเป็นความแน่นอนของโลก

 

บนเวทีการเสวนา ณัฏฐาได้เปิดประเด็นอย่างแหลมคมว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขั้วอำนาจต่างๆ แตกกระจาย การแข่งขันระหวางมหาอำนาจทวีความดุเดือดและรับมือได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้ในห้วงเวลานี้ การตั้งคำถามสั้นๆ ว่า ‘เกิดอะไรขึ้นในโลก’ คงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่ลึกลงไปว่า ปรากฏการณ์เหล่านั้นมีความหมายและส่งผลกระทบอย่างไรต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เพื่อสะท้อนภาพความกังวลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิกฤต เธอได้โยนคำถามสำคัญไปยังวิทยากรทั้งสามคนว่า ท่ามกลางภาพรวมความมั่นคงระดับโลกที่กำลังผันผวน อะไรคือสิ่งที่สร้างความกังวลใจจนทำให้พวกเขาถึงกับ ‘ข่มตาไม่หลับ’ ในตอนกลางคืน

 

ด้าน พล.อ.ทรงวิทย์ สะท้อนมุมมองในฐานะอดีตผู้นำทางทหารว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแข่งขันในโลกพหุขั้ว โดยเฉพาะเมื่อแรงกระเพื่อมของการแข่งขันนั้นไหลทะลักเข้ามาถึงพื้นที่ผลประโยชน์ของประเทศไทย พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ภัยคุกคามที่มองเห็นล่วงหน้ายังพอมีเวลาให้เตรียมยุทธศาสตร์รับมือและป้องปรามได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ‘ความประหลาดใจเชิงยุทธวิธี’ (Tactical Surprise) หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งสามารถพลิกผันสถานการณ์ทั้งหมดให้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันในเวลาอันสั้น

 

ในขณะเดียวกัน รศ.ดร.ปณิธาน มองสถานการณ์นี้ผ่านแว่นตาของประวัติศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่า แม้โลกวันนี้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในอิหร่าน ยูเครน หรือแม้แต่กรณีของไทย-กัมพูชา

 

อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็น ‘เกมเก่า’ ของการช่วงชิงอำนาจ ทว่าถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือและระดับความเร็วรูปแบบใหม่เท่านั้น โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคองสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่านี้ คือ การเร่งสร้าง ‘ดุลยภาพ’ (Equilibrium) ระหว่างผู้เล่นทุกฝ่าย เพื่อหยุดยั้งไม่ให้การแข่งขันลุกลามไปสู่การปะทะกันแบบเต็มรูปแบบ

 

ทางด้าน ศ.ดร.ควิก ได้เลือกใช้คำว่า ‘ความไม่แน่นอน’ (Uncertainty) เป็นตัวแทนของภาพรวมสถานการณ์โลก พร้อมเน้นย้ำว่า ในยุคสมัยนี้ ความไม่แน่นอนคือความแน่นอนเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น

 

เขาย้ำว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะไม่ใช่การขับเคี่ยวของมหาอำนาจครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่จุดที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไป คือการที่ความเสี่ยงหลายมิติกำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันและร้อยรัดเชื่อมโยงถึงกันอย่างซับซ้อน

 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจจึงไม่อาจตั้งรับด้วยแนวคิดการเตรียมพร้อมแบบรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การเตรียมความพร้อมแบบ ‘Just in case’ (เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน) เพื่อรับมือกับวิกฤตที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อโดยไม่ทันตั้งตัว

 

เมื่อทุกมิติกลายเป็นพื้นที่แข่งขัน

 

พล.อ. ทรงวิทย์ชี้ว่า ทุกวันนี้ ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง อาจจะดำเนินยุทธศาสตร์ ‘การลู่ตามลม’ (Hedging) ได้ยากขึ้น โดยภาพที่เกิดขึ้นในระเบียบโลก คือ กำลังทหารและการป้องปรามกลับมามีบทบาทสำคัญ ขณะที่การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ (Economic Interdependence) ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์มากขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาด เทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากร และจุดเชื่อมต่อสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน ถูกนำใช้เพื่อสร้างแรงกดดันหรือเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะที่องค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติและอาเซียนเองก็เผชิญข้อจำกัดในการสร้างฉันทามติ จนความร่วมมือแบบกลุ่มขนาดเล็ก (Minilateralism) มีบทบาทมากขึ้น

 

พล.อ. ทรงวิทย์ เรียกสถานการร์นี้ว่า ‘แรงบีบทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Compression) ซึ่งเกิดจากการแข่งขันของมหาอำนาจที่แทรกซึมเข้าไปในแทบทุกมิติ จนประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางมีพื้นที่ในการขยับตัวน้อยลง

 

เขายังชี้ว่า จุดเสี่ยงสงครามในอนาคตไม่ได้อยู่เพียงในทะเลจีนใต้ ช่องแคบไต้หวัน หรือคาบสมุทรเกาหลี แต่ยังรวมถึงอวกาศ สายเคเบิลใต้ทะเล เทคโนโลยีขั้นสูง และแร่ธาตุสำคัญ โดยยกตัวอย่างว่า สายเคเบิลใต้ทะเลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่แร่หายากและแร่สำคัญเชื่อมโยงกับทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตอาวุธ ทุกจุดในห่วงโซ่ตั้งแต่การขุด ขนส่ง แปรรูป ไปจนถึงการผลิต ซึ่งสามารถกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางยุทธศาสตร์ได้

 

ทรงวิทย์ยังย้ำว่า สงครามยุคใหม่ก็มีความซับซ้อนขึ้น เพราะมีการผสมผสานการรบแบบดั้งเดิมเข้ากับสงครามข้อมูลข่าวสาร สงครามการรับรู้ ไซเบอร์ และ AI ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นที่มีทรัพยากรน้อยกว่าสามารถลดช่องว่างกับคู่แข่งรายใหญ่ได้เร็วขึ้น

 

ส่วน รศ.ดร.ปณิธานเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ความไม่สมมาตร’ (Asymmetry) โดยยกตัวอย่างว่า ยูเครนและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในเมียนมา เป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมิน

 

จาก ‘ความร่วมมือที่กระจัดกระจาย’ สู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

 

รศ.ดร.ปณิธานยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายของโลกปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่เพียงจำนวนวิกฤตที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่วิกฤตเหล่านี้ยังเชื่อมโยงและสร้างผลกระทบถึงกันได้อย่างรวดเร็ว โดยเรียกสภาวะนี้ว่า ‘Fragmented Collaboration’ พร้อมยกตัวอย่างถึงองค์การระหว่างประเทศอย่าง WTO, NATO, UN และ ASEAN ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดในการประสานงานและขับเคลื่อนมติร่วมกัน

 

ช่องว่างดังกล่าวยิ่งทวีความสำคัญ เพราะภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่หลังพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย รศ.ดร.ปณิธาน ได้ยกกรณีเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงฐานปฏิบัติการตั้งแต่เมียนมา ไทย ไปจนถึงกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติสามารถลุกลามจนกลายเป็นชนวนกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

 

เมื่อวิกฤตในมิติหนึ่งสามารถซ้อนทับและส่งต่อแรงกระแทกไปสู่อีกมิติหนึ่งได้อย่างง่ายดาย สถานการณ์จึงพัฒนาเข้าสู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis) ที่บีบบังคับให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทย มีความจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือข้ามพรมแดนมากยิ่งขึ้น

 

3S: แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อาเซียนหลีกไม่พ้น

 

ส่วน ศ.ดร.ควิก เสนอกรอบ 3S เพื่ออธิบายสภาพแวดล้อมที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ ได้แก่ แรงกดดันเชิงโครงสร้าง (Structural) การอยู่รอด (Survival) และความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)

 

  • Structural หมายถึง การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้นำคนใดคนหนึ่ง และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในระยะยาว อีกทั้งยังขยายขอบเขตจากมิติทางการทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อมโยง AI และเทคโนโลยี

 

  • Survival คือความอยู่รอดของรัฐที่ไม่ได้จำกัดแค่การป้องกันการรุกรานทางทหาร แต่ครอบคลุมลึกไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อัตราภาษี มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี

 

  • Strategic Autonomy คือความสามารถของประเทศในการรักษาพื้นที่สำหรับการตัดสินใจของตัวเอง ท่ามกลางแรงกดดันที่บังคับให้เลือกข้างซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ

 

สำหรับบทบาทของอาเซียนในการรับมือภาวะดังกล่าว ศ.ดร.ควิก ให้คำจำกัดความว่า ‘ยังไม่เพียงพอ แต่ก็ขาดไม่ได้’ (Insufficient, but indispensable) โดยแม้อาเซียนอาจไม่สามารถรับมือกับทุกปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกมีพื้นที่คุ้มกันทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

 

เมื่อถูกถามว่า ยุทธศาสตร์ ‘ไม่เลือกข้าง’ ยังคงใช้ได้หรือไม่ ศ.ดร.ควิก มองว่ายุทธศาสตร์ลู่ตามลม (Hedging) ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเองก็ถูกนักวิชาการประเมินว่าเป็นถึง ‘ปรมาจารย์ด้านการลู่ตามลม’ (Master Hedger) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เขายกตัวอย่างว่า ไทยสามารถรักษาสถานะความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ผ่านการฝึกความร่วมมือทางทหารอย่าง Cobra Gold ในขณะที่ก็ยังพัฒนาความร่วมมือทางทหารกับจีนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมอธิบายว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘พฤติกรรมแสวงหาหลักประกันความเสี่ยง’ (Insurance-seeking behavior) เพราะประเทศขนาดกลางไม่สามารถสั่งให้สหรัฐฯ และจีนยุติการแข่งขันกันได้

 

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ การกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากการถูกพันธมิตรทอดทิ้ง (Risk of Abandonment) และความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของผู้อื่น (Risk of Entrapment)

 

นอกจากนี้ ศ.ดร.ควิก ยังเสนอหลักการอีกว่า ประเทศต่างๆ สามารถสร้างความร่วมมือกับหลายฝ่ายไปพร้อมกันโดยไม่จำเป็นต้องผูกมัดตนเองเข้ากับขั้วอำนาจใด หรือ ‘Alignment without Alliance’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีของเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่เดินหน้าขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับหลายประเทศ โดยที่ยังคงสามารถรักษา Autonomy ของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

 

ไทยต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะ และรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร

 

นอกจากนี้ ณัฏฐายังตั้งคำถามในช่วงท้ายของเวทีการเสวนาว่า ไทยสามารถใช้การฝึกร่วม Cobra Gold เป็นเครื่องมือต่อรองเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ได้หรือไม่ โดย พล.อ. ทรงวิทย์ มองว่า การคิดเช่นนั้นแคบเกินไป เพราะคุณค่าของ Cobra Gold อยู่ที่การยกระดับขีดความสามารถของไทย ทั้งด้านไซเบอร์ อวกาศ และเทคโนโลยีสงครามรูปแบบใหม่ ซึ่งควรถูกมองเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ มากกว่าจะเป็นเพียงไพ่ต่อรองทางเศรษฐกิจ

 

เขาย้ำว่า ไม่ว่าไทยจะเลือกยุทธศาสตร์ใด อำนาจต่อรองจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อประเทศมีขีดความสามาารถ และมีสิ่งที่มีมูลค่าพอจะนำไปวางบนโต๊ะเจรจา เช่น หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางด้าน AI ก็ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ชิป เทคโนโลยี และกำลังคนรองรับ ขณะที่ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อไทยสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นศักยภาพที่ประเทศอื่นเห็นคุณค่าของการร่วมมือด้วย

 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ปณิธานเตือนว่า ก่อนจะคิดถึงดุลยภาพในระดับมหาอำนาจ ไทยต้องจัดการความตึงเครียดไทย-กัมพูชาและวิกฤตเมียนมาให้ได้เสียก่อน เพราะหากพื้นที่รอบบ้านยังไร้เสถียรภาพ ไทยย่อมมีพื้นที่น้อยลงในการกำหนดสมการระดับภูมิภาค และยังเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality)

 

ส่วน ศ.ดร.ควิกมองว่า ประเทศขนาดกลางไม่ควรฝากอนาคตไว้กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรสร้างความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายไปพร้อมกัน เพื่อรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตัวเอง และลดความเสี่ยงหากมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนนโยบายหรือเกิดความขัดแย้งขึ้น

 

ภาพ: กฤตพล วิทย์ว่องไว / THE STANDARD

The post ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำความพร้อมภารกิจความมั่นคง https://thestandard.co/pm-visits-wing1-korat-border/ Fri, 14 Aug 2026 01:11:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1241715 นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมกองบิน 1 นครราชสีมา พร้อมคณะ

วันนี้ (14 สิงหาคม) เวลา 08.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำความพร้อมภารกิจความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมกองบิน 1 นครราชสีมา พร้อมคณะ

วันนี้ (14 สิงหาคม) เวลา 08.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธี ณ กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศให้การต้อนรับ

 

ภายหลังเดินทางถึงกองบิน 1 นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจสำคัญของกองบิน 1 สถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติภารกิจในห้วงสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงรับฟังการบรรยายสรุปโครงการสำคัญต่างๆ ของกองทัพอากาศ

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีให้โอวาทแก่ข้าราชการและกำลังพลกองบิน 1 โดยเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ เป็นข้าราชการและกำลังพลที่ดีของกองทัพอากาศและประเทศชาติ ก่อนเยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศ

 

กองบิน 1 ถือเป็นหน่วยที่ตั้งทางยุทธวิธีตามแผนป้องกันประเทศ โดยมีอากาศยานรบของกองทัพอากาศวางกำลัง ณ ฐานที่ตั้ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจทางอากาศเมื่อได้รับคำสั่ง

 

การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อตรวจติดตามความพร้อมในด้านต่างๆ เนื่องจาก สมช. เป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงของประเทศ มีหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบาย เสนอแนะยุทธศาสตร์ แนวทาง และมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ตลอดจนติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์ที่อาจเป็นภัยคุกคามในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ

 

ดังนั้น การตรวจเยี่ยมหน่วยบินยุทธวิธีจึงถือเป็นภารกิจสำคัญของสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และสั่งการได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง และแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ ทั้งในภาวะปกติและภาวะสงคราม

The post นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำความพร้อมภารกิจความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง https://thestandard.co/thai-security-strategy-neighbors/ Mon, 10 Aug 2026 02:59:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1240113 ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน […]

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน”

 

Sitting Bull

 

ผู้นำเผ่าอินเดียนแดงในการต่อสู้กับการขยายพื้นที่ของรัฐบาลอเมริกัน

 

“สงครามมีเจตนาเพียงประการเดียวคือ การเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาสังคม”

 

Albert Marius Soboul

 

นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

“ความไร้เหตุผลมักจะทำให้สงครามเกิดได้ง่าย”

 

George H. Quester

 

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน

 
 

 

กล่าวนำ

 

ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน หรือมีสถานะเป็น “รัฐเพื่อนบ้าน” ที่ไม่ต่างไปจากความเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงในชีวิตประจำวันของเรา

 

สำหรับรัฐเล็กแล้ว ชีวิตประจำวันของความเป็นรัฐนั้น มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวโยงกับเพื่อนบ้าน หรือบางทีเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาได้ไม่ยาก อันเป็นผลมาจากการมีชายแดนติดต่อกัน หรือในประวัติศาสตร์สงครามของรัฐเล็กเช่นนี้ ถ้ารบก็เป็นการรบกับเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น เพราะรัฐเหล่านี้ไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการรบระยะไกลเช่นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่ในหลายครั้ง บรรดารัฐเล็กก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่จะต้องรบกันไปเสมอ หรือเป็นช่วงที่ปลอดจาก “สงครามเพื่อนบ้าน”

 

แต่ก็ไม่ได้บอกแบบ “โลกสวย” ว่าไม่มีสงคราม จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหาระหว่างรัฐที่มีชายแดนติดต่อกัน หรือบอกว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดินไปอย่างราบเรียบสบายๆ

 

ความเป็นรัฐที่มีแนวพรมแดนเช่นนี้จึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อีกว่า รัฐเหล่านี้จะต้อง “อยู่ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะความเป็นจริงของภูมิศาสตร์คือ ไม่ชอบกันอย่างไร … จะเกลียดกันอย่างไร ก็ย้ายหนีจากกันไม่ได้ หรือต่อให้สร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางกายภาพ ก็ใช่ว่าจะตัดพื้นที่ให้ “ขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิศาสตร์ หรือ “แยกขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”

 

ในสภาพที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ผู้คนจึงมักมีความเชื่อเสมอว่า วิธีการป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดคือ การสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก หรือเพื่อป้องกันการเข้าตีทางทหารของฝ่ายข้าศึก ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เชื่อว่า วิธีป้องกันภัยที่ดีที่สุดให้แก่บ้านของเราคือ สร้างรั้วให้สูงและแข็งแรง แล้วภัยจากภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ เช่น อย่างน้อยขโมยและโจรจะเข้ามาไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะใช้กีดขวางบางสิ่งบางอย่างได้บ้างในบริบทของความเป็นรัฐ เช่น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ แต่ก็ใช่ว่ากำแพงเมืองจีนจะป้องกันข้าศึกจากภายนอกได้ตลอดไป เพราะในยุคต่อมาก็มีชนเผ่ามองโกลและพวกแมนจู สามารถบุกทำลายกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ

 

ในยุคปัจจุบันคือ แนว “กำแพงทรัมป์” ที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการเข้ามาของผู้อพยพผิดกฎหมายจากอเมริกาใต้ ซึ่งก็ท้าทายอย่างมากว่า กำแพงของทรัมป์จะสามารถป้องกันปัญหาผู้อพยพได้จริงเพียงใด

 

สิ่งที่ท้าทายอย่างมากคือ ระบบรั้วป้องกันชายแดนแบบไฮเทคของอิสราเอล หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Iron Dome” ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นระบบป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสสามารถบุกทำลายแนวป้องกันนี้ และนำกำลังเข้าไปก่อเหตุรุนแรงในดินแดนของอิสราเอลได้อย่างคาดไม่ถึง จนกลายเป็นสงครามกาซ่าในเวลาต่อมา

 

ข้อสังเกตอย่างสังเขปในข้างต้นว่า ยุทธศาสตร์ในแบบสร้าง “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านได้จริง สภาวะที่ “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ความเชื่อที่วางน้ำหนักไว้กับการสร้างสิ่งกีดขวางเช่นนี้ ว่าที่จะจริงแล้ว อาจไม่แตกต่างจาก “กำแพงทรัมป์” ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมาก

 

เรื่องราวเช่นนี้ จึงเป็นดังประเด็นชวนคิดว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เราคงจะมียุทธศาสตร์อย่างไร ดังที่กล่าวแล้วว่า ในความเป็นจริงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น ไทยไม่สามารถอยู่ในภาวะของการมีความขัดแย้งระยะยาว หรือที่อาจใช้ในภาษาของสงครามในยุคปัจจุบันได้ว่า ไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่เป็น “Forever War” คือตกอยู่ในสภ่าพของ “สงครามตลอดกาล“ กับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มองไม่เห็น “แสงสว่างของสันติภาพ” ที่ปลายอุโมงค์

 

ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการบนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีตเช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเชื่อว่า เราจะบุกเข้าตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นที่กองทัพราชอาณาจักรอยุธยาเคยรุกเข้าตีจนถึงเมืองหลวงของเพื่อนบ้านมาแล้ว เป็นต้น

 

ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน

 

หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจาการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราช ก็ตาม

 

ฉะนั้นโลกยุคหลังสงครามโลก จึงเป็นโลกของ “ยุคได้รับเอกราช” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations)

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมานั้น ล้วนเคยถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามคือ รัฐเจ้าอาณานิคมดำรงอยู่ทั้ง 2 ฝากฝั่งของเส้นพรมแดน … สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตก ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina)

 

เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์เป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็น “โจทย์ความมั่นคง” ที่ทั้งรัฐมหาอำนาจภายนอกและบรรดารัฐเล็กๆ ในภูมิภาค ได้ร่วมกันต่อสู้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และประเด็นอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น

 

คำถามหลักในสภาวะของสงครามเย็นคือ สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่?

 

ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามภายนอกขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สภาวะดังกล่าว ทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้าน อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ. 2518) ที่มีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ประกอบกับปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม

 

ผลจากความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น สภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1975 และสภาวะเช่นนี้้เปลี่ยนซ้ำอีกครั้งในปี 1979 จนเป็นดังการสร้างความเข้มข้นของสงครามเย็นในภูมิภาค และภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนในมิติทางอุดมการณ์ และไทยกลายเป็น “รัฐแนวหน้า” (Frontline State) ของสงครามภูมิภาค

 

ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน

 

ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้ง หรือตกอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” กับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยจะต้องไม่เข้าไปติดกับ “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ในสภาวะเช่นนี้ ไทยต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นความสัมพันธ์ด้านหลักระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนทำให้ไทยไม่สามารถขยับตัวไปสู่การจัดการปัญหาอื่นๆ ได้ นอกจากเตรียมรับ “สงครามชายแดน” ซึ่งภาระสงคราม/ความขัดแย้งเช่นนี้ จะไม่ช่วยให้ไทยสร้าง “บทบาทนำ” ในเวทีภูมิภาคได้เลย มีแต่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปไม่หยุด

 

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักยุทธศาสตร์แห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่จากเดิมนโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” เป็นสำคัญ

 

ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมือง แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังเช่นที่เราเห็นนโยบายเช่นนี้ในยุคนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2001-2006 (พ.ศ. 2544-2549)

 

รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” และทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า อีกทั้ง การเน้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านนั้น สอดรับอย่างมากกับการขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสโลกาภิวัตน์

 

อาจกล่าวได้ว่า นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ดังได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีรัฐบาลมาเป็น “ตัวคั่นเวลา” แต่ก็มิได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด “สนามการค้า” มีความสำคัญมากกว่า “สนามรบ” เสมอในนโยบายต่างประเทศไทย

 

แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)

 

ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม

 

ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นจากสงครามเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก

 

ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทินเอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกทิศทางยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสนำการทหาร และการเมืองตาม”

 

ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนสภาวะเช่นนี้ ได้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ข้ามเส้นเขตแดน

 

ขณะเดียวกัน เมื่อสงครามน้ำลายที่ถูกผสมด้วยกระแสชาตินิยมแล้ว โอกาสที่ “พี่น้องสองฟากของเส้นเขตแดน” จะกลายเป็นศัตรูไม่จบ และเกิดสภาวะ “ไม่มีใครยอมใคร” ที่พร้อมจะนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้เสมอ ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่า กระแสชาตินิยมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงดำรงสถานะเป็น “กระแสหลัก” ทั้งในสื่อและในสังคม แม้กระแสเช่นนี้ อาจจะลดลงบ้างในปีปัจจุบัน แต่ทิศทางของกระแสดังกล่าวยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลเองก็คาดหวังว่า การเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม จะเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง การเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยมแบบสุดโต่ง ทำให้รัฐบาลเน้นการสื่อสารกับสังคมภายในที่ชื่นชอบ “ลัทธิชาตินิยม” มากกว่าจะสื่อกับสังคมภายนอกที่เน้นในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเกิดสภาพของการเสนอนโยบายในแบบ “ถูกใจ” (กับสังคมภายใน) มากกว่าต้องการความ “ถูกต้อง” ในทางหลักการ หรือข้อเท็จจริง หรือในอีกทางทำให้เกิดสภาพที่รัฐบาลไทย “ไม่สนใจ” หลักการระหว่างประเทศเท่าที่ควร อันส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความสนับสนุนจากเวทีระหว่างประเทศมากนัก

 

อนาคตที่ยุ่งยาก

 

การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชา จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องความมั่นคงอื่นๆ ในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ ไทยดูจะไม่สนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เท่าใดนัก มีแต่ความสนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องของชายแดนและเส้นเขตแดน

 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คงหนีไม่พ้นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายผู้นำไทยอยู่ทุกวัน … เป็นความท้าทายทุกวันที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วย แต่เราก็ดูจะยังไม่เห็นคำตอบเหล่านี้เท่าใดนัก เว้นแต่การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะในช่วงที่ผ่านมา และถูกถ่ายทอดด้วยเสียงเพลง “เถียนมี่มี่” นั้น เป็นคำตอบในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องถกแถลงให้เสียเวลาว่า “ไทยยืนกับจีนเต็มตัวแล้ว”

 

เอ … บทความนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องเพื่อนบ้าน แต่ทำไมกลับมาจบลงที่จีน … หรือว่า วันนี้ถ้าจะถกเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะต้องถกเรื่องบทบาทของจีนด้วย เพราะสักวันหนึ่ง จีนอาจจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนเกิดสภาพที่อิทธิพลของจีน “ประชิด” แนวชายแดนไทย และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต หรือไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน

 

ว่าที่จริงวันนี้ แนวเส้นเขตแดนไทยก็ประชิดอยู่กับเขตอิทธิพลของ “จีนเทา” ในหลายพื้นที่อยู่แล้ว แม้พื้นที่เหล่านั้นจะอยู่ในรัฐเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงสังคมไทยจะยอมรับความจริงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม!

 

ภาพ: Niphon Subsri via ShutterStock

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคงไทย-สหรัฐฯ https://thestandard.co/sihasak-pearl-harbor-thailand-us-security/ Wed, 08 Jul 2026 06:38:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1228183 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม

สีหศักดิ์เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม พบเจ้าหน […]

The post สีหศักดิ์เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคงไทย-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม

สีหศักดิ์เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม พบเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ชี้มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค พร้อมกระชับความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ

ดูภาพข่าว 

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม (Joint Base Pearl Harbor-Hickam) รัฐฮาวาย โดยมีพลเรือเอก Samuel J. Paparo ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (U.S. Indo-Pacific Command: USINDOPACOM) ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมฐานทัพและพบปะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองบัญชาการฯ

 

ในโอกาสนี้ สีหศักดิ์ได้วางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานเรือรบ USS Arizona เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2484 โดยมีสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน พลเรือเอก Paparo และผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายร่วมในพิธี

 

จากนั้น สีหศักดิ์ได้เยี่ยมชมกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Pacific Fleet) และกองเรือนานาชาติที่เข้าร่วมการฝึก Rim of the Pacific (RIMPAC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 และถือเป็นการฝึกทางทะเลพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

สีหศักดิ์กล่าวขอบคุณฝ่ายสหรัฐฯ สำหรับการต้อนรับ พร้อมย้ำว่า ความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยืนยันความพร้อมของไทยในการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันต่อไป

 

ภาพ: กระทรวงต่างประเทศ

 

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม 4สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม 5

The post สีหศักดิ์เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคงไทย-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง https://thestandard.co/de-croo-development-unstable-world/ Tue, 02 Jun 2026 02:27:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1213604 ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม วิกฤตพลังงาน ความไม่มั […]

The post การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม วิกฤตพลังงาน ความไม่มั่นคงทางอาหาร การย้ายถิ่นฐาน ความเหลื่อมล้ำ และแรงสั่นสะเทือนจากเทคโนโลยี คำว่า ‘การพัฒนา’ อาจฟังดูเหมือนภาษานโยบายที่อยู่ไกลจากชีวิตประจำวัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่สำหรับ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุดของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP การพัฒนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงศัพท์ทางวิชาการ หากคือหัวใจของเสถียรภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคม

 

“Development is the first line of defence.”

 

 

การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรก

 

นี่คือหนึ่งในประโยคสำคัญที่สุดที่ De Croo กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ในรายการ THE WORLD DIALOGUE

 

De Croo เดินทางมาเยือนไทยในโอกาสที่กรุงเทพมหานครได้รับรางวัล Gender Equality Seal ระดับ Gold จาก UNDP ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานภาครัฐด้านความเท่าเทียมทางเพศ

 

นี่คือข่าวดีของกรุงเทพมหานคร เพราะสะท้อนว่าความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงสัญลักษณ์ แต่สามารถถูกแปลงเป็นมาตรฐานการบริหาร นโยบายเมือง การบริการสาธารณะ และการวัดผลเชิงสถาบันได้จริง

 

แต่ในอีกด้าน บทสนทนากับ De Croo พาเราไปไกลกว่าประเด็นรางวัล เพราะเบื้องหลังบทบาทของ UNDP ในวันนี้ คือโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาในระดับโลก ท่ามกลางยุคที่ความร่วมมือพหุภาคี หรือ multilateralism กำลังถูกตั้งคำถาม งบประมาณด้านการพัฒนาในหลายประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการด้านการพัฒนากลับเพิ่มขึ้นจากสงคราม วิกฤตพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว

 

ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP 1

 

สำหรับประเทศไทย บทสนทนานี้เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญเช่นกัน

 

ไทยกำลังเผชิญโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ World Bank คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 จะเติบโตเพียง 1.6% ก่อนขยับเป็นประมาณ 2.3% ในปี 2027 สะท้อนว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และโมเดลการเติบโตใหม่

 

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยการส่ง Initial Memorandum เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ technical phase ที่ไทยต้องประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติกับมาตรฐาน OECD

 

ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรูปแบบการพัฒนา จากประเทศที่เคยเติบโตด้วยแรงงาน การผลิต การท่องเที่ยว และการลงทุนแบบเดิม ไปสู่โจทย์ใหม่ที่ต้องพึ่งพาผลิตภาพ เทคโนโลยี ความยั่งยืน สถาบันที่มีคุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันในโลกหลายขั้ว

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะโตได้เท่าไร”

 

แต่คือ “ไทยจะพัฒนาอย่างไรให้คนรุ่นต่อไปมีอนาคตที่ดีกว่าวันนี้”

 

โลกยิ่งปั่นป่วน การพัฒนายิ่งสำคัญ

 

De Croo เริ่มต้นด้วยภาพใหญ่ของโลกที่เขามองเห็นจากบทบาทของ UNDP

 

“เรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน เห็นผลกระทบจากสงคราม เห็นผลกระทบจากความไม่มั่นคง และคนที่เปราะบางที่สุดคือคนที่รู้สึกถึงผลกระทบเหล่านี้ก่อน”

 

เขายกตัวอย่างการวิเคราะห์ของ UNDP ต่อผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคอ่าวว่า เพียง 8 สัปดาห์ของความขัดแย้งสามารถผลักคนกว่า 30 ล้านคนกลับเข้าสู่ความยากจน

 

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้มาจากสงครามโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ระบบอาหารที่ติดขัด และปัญหาปุ๋ยที่ยังถูกขัดขวางในภูมิภาคอ่าว ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนาและครัวเรือนรายได้น้อยทั่วโลก

 

ในมุมของ De Croo ความต้องการด้านการพัฒนาในวันนี้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน เงินทุนสาธารณะสำหรับการพัฒนากลับลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

นี่คือความย้อนแย้งของโลกปัจจุบัน: ความจำเป็นเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรเพื่อรับมือกลับลดลง

 

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าโลกไม่สามารถลดความสำคัญของการพัฒนาได้ เพราะหากต้องการโลกที่มั่นคง ต้องการการค้า การลงทุน และต้องการยกระดับผู้คนออกจากความยากจน การลงทุนในการพัฒนาคือเงื่อนไขพื้นฐาน

 

“ถ้าคุณต้องการโลกที่มั่นคง และโลกที่มั่นคงคือเงื่อนไขพื้นฐานของการค้า การลงทุน และการยกระดับผู้คนออกจากความยากจน คุณจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนา”

 

นี่คือเหตุผลที่เขาเรียกการพัฒนาว่าเป็น ‘แนวป้องกันด่านแรก’ ไม่ใช่ในความหมายทางทหาร แต่ในความหมายของการป้องกันไม่ให้สังคมเปราะบางจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง

 

โลกมีต้นทุนสงคราม แต่ยังลังเลกับต้นทุนการพัฒนา

 

ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP เปรียบเทียบต้นทุนสงครามกับต้นทุนการป้องกันความยากจน

 

เขาประเมินว่าเงินประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจำเป็นต่อการป้องกันไม่ให้หลายประเทศถูกผลักเข้าสู่ความยากจนเชิงโครงสร้าง

 

ตัวเลขนี้ฟังดูสูง แต่ De Croo เปรียบเทียบว่า ต้นทุนของสงครามอยู่ที่ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์

 

“เงินที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ ถูกผลักกลับสู่ความยากจน มีมูลค่าเพียงมากกว่าต้นทุนสงครามครึ่งสัปดาห์เล็กน้อยเท่านั้น”

 

ประโยคนี้สะท้อนความย้อนแย้งของโลกอย่างชัดเจน… โลกมีทรัพยากรมากพอสำหรับสงคราม แต่กลับลังเลเมื่อต้องลงทุนเพื่อป้องกันความยากจน

 

สำหรับ UNDP การพัฒนาไม่ใช่เรื่อง Charity หรือความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมเท่านั้น แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความเปราะบางไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตที่ใหญ่กว่าเดิม

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ

 

ในยุคที่หลายคนบอกว่าโลกาภิวัตน์ล่มสลายแล้ว และความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังเสื่อมถอย De Croo ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

 

“ผมไม่มั่นใจว่าโลกาภิวัตน์ล่มสลายแล้ว”

 

เขาอธิบายว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การค้าโลกเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และเขาเชื่อว่าการค้าโลกจะยังเติบโตต่อไป เพียงแต่จะถูกจัดรูปแบบใหม่

 

ในอดีต การค้าระหว่างประเทศถูกจัดวางบนฐานของความได้เปรียบเชิงแข่งขัน แต่ต่อจากนี้ ประเทศและธุรกิจจะไม่ได้มองเฉพาะต้นทุนหรือประสิทธิภาพเท่านั้น หากจะมองความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

 

ประเทศและธุรกิจจะพยายามลดการพึ่งพาที่มากเกินไป และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่ทำให้ตนตกอยู่ในความเปราะบาง

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้หายไป แต่กำลังกลายเป็นโลกาภิวัตน์ที่ระมัดระวังมากขึ้น แตกเป็นกลุ่มมากขึ้น และอ่อนไหวต่อภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

 

นี่คือบริบทสำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ในโลกที่การตัดสินใจทางธุรกิจไม่ได้ขึ้นกับต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นกับความเสี่ยง ความน่าเชื่อถือ ความต่อเนื่องของนโยบาย และคุณภาพของสถาบัน ไทยจึงต้องแข่งขันด้วยมากกว่าค่าแรงหรือทำเลที่ตั้ง

 

พหุภาคีนิยมยังจำเป็น แต่ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์

 

เมื่อถามว่า De Croo ยังเชื่อในพหุภาคีนิยมหรือไม่ คำตอบของเขาชัดเจน

 

“ไม่มีประเทศใดในโลก แม้แต่ประเทศที่ทรงอำนาจที่สุด ที่จะพูดได้ว่า ‘ฉันทำได้ด้วยตัวเอง’”

 

สำหรับเขา ความท้าทายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการการย้ายถิ่นฐาน การปราบปรามการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย หรือการต่อสู้กับแนวคิดสุดโต่ง ล้วนไม่มีประเทศใดแก้ไขได้เพียงลำพัง

 

แต่ De Croo ไม่ได้ปฏิเสธเสียงวิจารณ์ต่อระบบพหุภาคี เขายอมรับว่าองค์กรระหว่างประเทศจำเป็นต้องทำงานเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้ปัญหามากขึ้น

 

ด้วยประสบการณ์ของอดีตผู้นำรัฐบาลยุโรปที่เคยอยู่ทั้งในสนามการเมืองภายในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ De Croo มองว่าความท้าทายของสถาบันต่างๆ ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ประชาธิปไตย หรือองค์กรระหว่างประเทศ คือการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ‘ระบบ’ ยังสามารถแก้ปัญหาได้จริง

 

หัวใจของเรื่องนี้คือ ‘ความไว้วางใจ’

 

‘Relevance comes from trust. And trust you gain by achieving results.’ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความสำคัญเกิดจากความไว้วางใจ และความไว้วางใจเกิดจากการสร้างผลลัพธ์ให้ได้จริง

 

สำหรับ De Croo สถาบันใดจะยังมีความหมายในโลกปัจจุบันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันนั้นสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงหรือไม่

 

เขายกตัวอย่างประชาธิปไตยว่า โดยทั่วไปผู้คนยังมองประชาธิปไตยในแง่บวก แต่หากประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ พวกเขาก็จะมองหาทางเลือกอื่น

 

De Croo ไม่ได้วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นคำเตือนเชิงสถาบันต่อโลกทั้งใบว่า ความชอบธรรมของระบบใดๆ ไม่ได้เกิดจากคำประกาศหรือสถานะเดิม หากเกิดจากความสามารถในการแก้ปัญหาจริงให้ประชาชน

 

ไทยต้องยกระดับจากการเติบโต ไปสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพ

 

เมื่อมองมายังประเทศไทย De Croo ชี้ว่าไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่สะท้อนพลังของการพัฒนา

 

เขากล่าวว่า โลกกำลังเคลื่อนจากระบบที่มีมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ไปสู่โลกที่มีประเทศขนาดกลางหลายประเทศเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

ในโลกแบบนี้ ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในประเทศขนาดกลางที่มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น บนฐานของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ผ่านมา

 

‘การพัฒนาไม่ใช่แค่คำทางวิชาการ’ เขากล่าว

 

สำหรับ De Croo การพัฒนาหมายถึงการที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีชีวิตที่มั่งคั่งขึ้น และเชื่อได้ว่าลูกหลานของพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่ารุ่นของตนเอง

 

นี่คือหัวใจของการพัฒนาในความหมายที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด: คนรุ่นต่อไปต้องมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นก่อน

 

สำหรับไทย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไรในปีหน้า แต่คือไทยจะสร้างโมเดลการพัฒนาแบบใดที่จะทำให้การเติบโตนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียม และความเชื่อมั่นในอนาคตของคนรุ่นใหม่

 

ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP 2

 

OECD ไม่ใช่แค่สถานะ แต่คือแรงผลักให้ปฏิรูป

 

ไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ซึ่ง De Croo มองว่าเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่เป็นความทะเยอทะยานที่มีประโยชน์

 

“ผมเป็นแฟนของเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน เพราะเป้าหมายแบบนี้ทำให้สิ่งต่างๆ ขยับ”

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ต้องมาพร้อมการปฏิรูปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง การเปิดเสรีตลาดพลังงาน และตลาดสาธารณูปโภคอื่นๆ

 

De Croo กล่าวว่า UNDP มีประสบการณ์ทำงานกับหลายประเทศทั่วโลกในเส้นทางสู่การเป็นสมาชิก OECD และกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานไทยในกระบวนการนี้

 

แต่เขาย้ำว่า OECD ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคหรือสถานะสมาชิก หากเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งประเทศไทยในภูมิภาค

 

กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่แค่ ‘ใบรับรอง’ ว่าไทยมีมาตรฐานสากล แต่เป็นแรงผลักให้ไทยทบทวนคุณภาพของสถาบัน กติกา และระบบเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อก้าวพ้นกับดักเดิมและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 

AI ต้องเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

 

หนึ่งในประเด็นที่ De Croo พูดอย่างมีพลังคือเรื่อง AI

 

สำหรับเขา AI ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง ‘Artificial Intelligence’ หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่ควรถูกมองเป็น ‘Augmented Intelligence’ หรือปัญญาที่ช่วยขยายศักยภาพของมนุษย์

 

เขาอธิบายว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการทำให้มนุษย์มีความสามารถมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแทนที่มนุษย์

 

ในหลายประเทศเปราะบาง UNDP เริ่มใช้ AI ในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีบุคลากรการแพทย์ด่านหน้า เช่น พยาบาลจำนวนมาก แต่ไม่มีแพทย์เพียงพอ AI สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถของพยาบาล ช่วยคัดกรองว่าเคสใดจำเป็นต้องพบแพทย์ และเคสใดสามารถดูแลได้ในระดับเบื้องต้น

 

สำหรับประเทศไทย De Croo มองว่า AI สามารถช่วยยกระดับบริการภาครัฐได้อย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนยังต้องการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและเข้าถึงง่ายขึ้น

 

แต่เขาเตือนว่า การใช้ AI ต้องมาพร้อมกติกา ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของประชาชน และต้องมีระบบกำกับดูแลเพื่อให้ AI ถูกใช้ในทางบวก

 

ประเด็นนี้สอดคล้องกับ Human Development Report 2025 ของ UNDP ที่ชี้ว่าอนาคตของการพัฒนาในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI ทำอะไรได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่มนุษย์และสังคมจะเลือกใช้ AI เพื่อขยายโอกาส สร้างทางเลือกใหม่ และทำให้ผู้คนมีชีวิตที่มีคุณค่าได้อย่างไร

 

เมื่อถามว่า ไทยซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ควรมอง AI เป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายหรือไม่ De Croo ตอบอย่างตรงไปตรงมา

 

“ถ้าคุณบอกว่าจะไม่ใช้ AI สถานการณ์ก็จะยิ่งแย่ลง”

 

สำหรับเขา การปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ใช่ทางออก การโอบรับเทคโนโลยีคือหนึ่งในหนทางเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

แต่การเติบโตต้องไม่หยุดอยู่แค่ตัวเลข GDP สิ่งสำคัญคือการเติบโตต้องแปลเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และต้องนำไปสู่การจ้างงาน โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่

 

การเติบโตที่ดีต้องสร้างงาน ไม่ใช่สร้างแค่ตัวเลข

 

De Croo ย้ำว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีต้องเป็น Inclusive Economic Growth หรือการเติบโตที่ทั่วถึง

 

วิธีหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างงาน

 

เขาชี้ว่า ภาคการท่องเที่ยว สาธารณสุข การก่อสร้าง และอีกหลายอุตสาหกรรม เป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และสามารถสร้างงานได้มาก

 

สำหรับประเทศที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมาก รัฐบาลต้องเลือกทิศทางการลงทุนที่ทำให้เกิดงาน ไม่ใช่เพียงสร้างการเติบโตในเชิงตัวเลข

 

นี่คือโจทย์สำคัญของไทยในวันที่ประเทศเผชิญทั้งการเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง และความไม่มั่นใจของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคต

 

คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ไทยจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการเติบโตนั้นจะสร้างงานแบบใด จะสร้างโอกาสให้ใคร และจะทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อในอนาคตของประเทศได้มากเพียงใด

 

Climate Resilience คือวาระเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

 

เมื่อถามถึงความเปราะบางของไทยต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ De Croo ตอบว่า climate resilience หรือความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ เป็นทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นเศรษฐกิจ

 

“มันเป็นทั้งสองอย่าง”

 

เขากล่าวว่า โลกมีเป้าหมายภายใต้ Paris Agreement ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจำนวนมากก็เป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ

 

De Croo ยังชี้ว่า เทคโนโลยีทำให้สมการพลังงานเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน เพราะการผสมผสานระหว่างโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่มีต้นทุนถูกกว่าฟอสซิลแล้วในหลายกรณี

 

จากมุมมองทางเศรษฐกิจ พลังงานสะอาดจึงสมเหตุสมผลมากขึ้น

 

จากมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ไม่ต้องเผชิญความผันผวนและการพึ่งพิงแบบเดียวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

“วันนี้การลงทุนในพลังงานยั่งยืนมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ และยังมีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์รองรับด้วย”

 

สำหรับไทย การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงวาระสีเขียว แต่เป็นวาระความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่

 

Gender Equality ส่งผลให้เกิดเศรษฐกิจที่ดี

 

De Croo เชื่อมโยงประเด็น Gender Equality Seal ของกรุงเทพมหานครเข้ากับเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

 

เขากล่าวว่า เศรษฐกิจที่ดีต้องมีมุมมองเรื่องความเท่าเทียม โดยเฉพาะความเท่าเทียมทางเพศ

 

หากประเทศต้องการใช้ศักยภาพของคนทั้งหมด ความเท่าเทียมทางเพศคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ประเทศควรทำ

 

ในมุมนี้ รางวัลของกรุงเทพมหานครจึงไม่ใช่เพียงรางวัลด้านสังคมหรือสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสัญญาณว่าการบริหารเมืองยุคใหม่ต้องมองประชาชนทุกกลุ่ม ต้องมีข้อมูล ต้องวัดผล และต้องทำให้นโยบายตอบโจทย์ชีวิตจริง

 

สำหรับประเทศไทยที่กำลังมองหาโมเดลการเติบโตใหม่ การใช้ศักยภาพของประชากรทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง จึงไม่ใช่เพียงวาระทางสังคม แต่เป็นวาระทางเศรษฐกิจ

 

การพัฒนาต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

 

หนึ่งในคำตอบที่สำคัญของ De Croo คือเมื่อถามถึงบทบาทของภาคเอกชนและภาคธุรกิจในการผลักดันประเทศไปข้างหน้า

 

เขาตอบว่า อนาคตของประเทศไม่เคยถูกกำหนดโดยนักการเมืองเท่านั้น

 

“ผมเองเป็นอดีตนักการเมือง แต่ผมอยากบอกว่า กรุณาอย่าปล่อยให้การถกเถียงเรื่องอนาคตของประเทศอยู่ในมือของนักการเมืองเท่านั้น”

 

ประโยคนี้ไม่ได้เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาในโลกปัจจุบันต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

 

นักการเมืองมีบทบาท ภาครัฐมีบทบาท ภาคเอกชนมีบทบาท ภาคประชาสังคมมีบทบาท และสถาบันการศึกษาก็มีบทบาท

 

เขาส่งสารถึงผู้นำธุรกิจว่า หากคุณเป็นผู้นำธุรกิจ หรือเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจ คุณควรเข้าร่วมการถกเถียงสาธารณะ เพราะคุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของทั้งการตั้งคำถามและการหาทางออก

 

นี่คือประเด็นสำคัญสำหรับไทยในเวลานี้

 

ในประเทศที่ต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต ต้องการปรับตัวต่อ AI ต้องการรับมือ Climate Risk และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ การพัฒนาไม่สามารถเป็นภาระของภาครัฐฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

 

ผู้ประกอบการ ธุรกิจ สื่อ มหาวิทยาลัย เมือง ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ต้องเข้ามาเป็นเจ้าของอนาคตร่วมกัน

 

ข้อความถึงคนรุ่นใหม่ไทย: อนาคตไม่ได้เกิดจากการรอ

 

ในช่วงท้ายของการสนทนา THE STANDARD ถาม De Croo ถึงคนรุ่นใหม่ไทยที่อาจรู้สึกหมดหวังกับอนาคตของประเทศ ทั้งจากโอกาสการทำงานที่ไม่สดใส เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และความรู้สึกว่าอนาคตอาจอยู่ต่างประเทศมากกว่าในบ้านเกิด

 

De Croo เริ่มต้นอย่างถ่อมตัวว่า “ผมเป็นใครที่จะให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่”

 

แต่จากนั้นเขาให้คำตอบที่ชัดเจน

 

“อนาคตของประเทศไม่ได้ถูกสร้างโดยชนชั้นการเมืองเท่านั้น อนาคตของประเทศถูกสร้างโดยคนรุ่นใหม่ที่ทะเยอทะยาน อยากเป็นผู้ประกอบการ อยากทำงานในภาคสังคม และมีความหิวกระหายที่จะสร้างประเทศของตัวเอง”

 

เขาบอกว่า คนรุ่นใหม่มีสิทธิเลือกว่าจะสร้างสังคมจากในประเทศของตัวเอง หรือจากที่อื่น แต่สิ่งสำคัญคือ การสร้างสังคมสามารถทำได้จากหลายมุม

 

ในโลกวันนี้ การเข้าถึงเทคโนโลยีง่ายกว่าที่เคย การเข้าถึงทุนก็ง่ายกว่าที่เคย

 

“องค์ประกอบทั้งหมดมีอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของสังคม”

 

นี่อาจเป็นข้อความสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ไทยในเวลานี้

 

ไม่ใช่ข้อความปลอบใจว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
แต่เป็นการชี้ว่า อนาคตไม่ได้เกิดจากการรอ
และประเทศไม่ได้เปลี่ยนเพราะใครคนใดคนหนึ่ง

 

ประเทศเปลี่ยนเมื่อคนจำนวนมากตัดสินใจไม่ยอมเป็นเพียงผู้ชม

 

เพราะโลกไม่สงบ เราจึงยิ่งต้องพัฒนา

 

บทสนทนากับ Alexander De Croo สะท้อนว่า การพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถถูกแยกออกเป็นเรื่องเฉพาะของนักพัฒนา นักเศรษฐศาสตร์ หรือองค์กรระหว่างประเทศได้อีกต่อไป

 

การพัฒนาคือเรื่องความมั่นคง เพราะความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจสามารถกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางสังคมและการเมือง

 

การพัฒนาคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะประเทศที่ไม่ลงทุนในคน เทคโนโลยี ความเท่าเทียม และพลังงานสะอาด จะเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

การพัฒนาคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพราะประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองในโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ

 

และการพัฒนาคือเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโต แต่คือชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน และความหวังว่าลูกหลานจะมีอนาคตที่ดีกว่าเรา

 

ในโลกที่ความร่วมมือพหุภาคีกำลังถูกตั้งคำถาม De Croo ยังยืนยันว่า ไม่มีประเทศใดอยู่รอดได้เพียงลำพัง

 

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เขาเห็นว่า AI ต้องถูกใช้เพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

 

ในโลกที่ภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เขามองว่าการลงทุนในพลังงานยั่งยืนมีทั้งเหตุผลทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

 

และในประเทศที่กำลังมองหาอนาคตใหม่ เขาย้ำว่า การพัฒนาต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

The post การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับไปใช้เกณฑ์เดิม 30 วัน รอ คกก.ตรวจลงตราพิจารณารายประเทศ https://thestandard.co/thailand-free-visa-policy-change/ Tue, 19 May 2026 08:52:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1208831 สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงข่าวการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน

วันนี้ (19 พฤษภาคม) สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว […]

The post รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับไปใช้เกณฑ์เดิม 30 วัน รอ คกก.ตรวจลงตราพิจารณารายประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงข่าวการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน

วันนี้ (19 พฤษภาคม) สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวน 90 กว่าประเทศ รวมถึงยกเลิกประเทศที่มีมากกว่า 1 วีซ่า โดยให้นำไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการแจ้งกับหน่วยงานต่างๆ ต่อมติดังกล่าว

 

ส่วนเกณฑ์ที่มีการเสนอใหม่นั้น สุรศักดิ์ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราจะมีการพิจารณาในรายประเทศอีกครั้งว่าประเทศใดเหมาะสมกับวีซ่าประเภทไหน โดยคำนึงถึงเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจในรอบด้าน ทั้งนี้ ทุกประเทศที่ถูกยกเลิก 60 วัน ก็จะกลับไปใช้วีซ่าประเภทเดิม ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 30 วัน

 

ขณะที่ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจงเรื่องดังกล่าวในเวลา 16.00 น. วันนี้

The post รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับไปใช้เกณฑ์เดิม 30 วัน รอ คกก.ตรวจลงตราพิจารณารายประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เข้าปฏิบัติทำเนียบฯ รับ ทูตเปรู-บังกลาเทศ อำลาตำแหน่ง ก่อนประชุมสรุปสถานการณ์ความมั่นคงช่วงบ่าย https://thestandard.co/pm-receives-ambassadors-security-meeting/ Mon, 18 May 2026 02:22:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1208334 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (18 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรั […]

The post นายกฯ เข้าปฏิบัติทำเนียบฯ รับ ทูตเปรู-บังกลาเทศ อำลาตำแหน่ง ก่อนประชุมสรุปสถานการณ์ความมั่นคงช่วงบ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (18 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.45 น. โดยเวลา 09.00 น. เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน (H.E. Ms. Cecilia Zunilda Galarreta Bazán) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

 

จากนั้น เวลา 10.00 น. ฟัยยาซ มูรชิด กาซี (H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐบังกลาเทศประจำประเทศไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

 

ทั้งนี้ การเข้าพบเพื่ออำลาตำแหน่งของเอกอัครราชทูตต่างประเทศ ถือเป็นธรรมเนียมทางการทูตภายหลังเสร็จสิ้นวาระการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และยืนยันความร่วมมือระหว่างประเทศในมิติต่าง ๆ

 

ส่วนในช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศ โดยประชาคมข่าวกรอง ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศในช่วงระยะต่อไป

The post นายกฯ เข้าปฏิบัติทำเนียบฯ รับ ทูตเปรู-บังกลาเทศ อำลาตำแหน่ง ก่อนประชุมสรุปสถานการณ์ความมั่นคงช่วงบ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
​​รมว.กลาโหมขออย่ากังวล​อาวุธกองทัพตกอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ​ ย้ำกองทัพ​ตรวจเข้ม​ ทุกกระบอก เร่ง​สร้างความเข้าใจคนชายแดนหาของป่า​ https://thestandard.co/defense-minister-reassure-no-arms-trafficking/ Tue, 12 May 2026 05:49:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1206248 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พล.ท. อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​ รัฐมนตร […]

The post ​​รมว.กลาโหมขออย่ากังวล​อาวุธกองทัพตกอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ​ ย้ำกองทัพ​ตรวจเข้ม​ ทุกกระบอก เร่ง​สร้างความเข้าใจคนชายแดนหาของป่า​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พล.ท. อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ หมิงเฉิน ซัน ครอบครองคลังอาวุธสงครามซึ่งมีปืนของกองทัพเรือรวมอยู่ด้วย​ ว่า​ การตรวจสอบเรื่องอาวุธในห้วงที่มีการรับส่งหน้าที่ผู้บังคับหน่วยจะมีการสำรวจพิเศษ โดยมีการนับเป็นรายกระบอก ซึ่งทุกหน่วยทำอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลใจ

 

ส่วนกรณีที่หลุดไปอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาตินั้น พล.ท. อดุลย์​ กล่าวว่า​ เดี๋ยวตนจะไปตรวจสอบดู

 

เมื่อถามถึงกรณีการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวจากไปหาของป่า พล.ท. อดุลย์กล่าวว่า​ จากรายงานของหน่วยในพื้นที่ ชาวบ้านคนดังกล่าวถูกจับตัวไปตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่าอยู่ในกระบวนการของกัมพูชาเรื่องหนีเข้าเมือง แต่ขอไปตรวจสอบว่าชาวบ้านรายดังกล่าวเข้าไปทำอะไรเนื่องจากไปเพียงคนเดียว ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 แต่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทั้งนี้ขอไปตรวจสอบกรณีที่ชาวบ้านออกมาระบุว่าฝ่ายความมั่นคงห้ามเข้าพื้นที่

The post ​​รมว.กลาโหมขออย่ากังวล​อาวุธกองทัพตกอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ​ ย้ำกองทัพ​ตรวจเข้ม​ ทุกกระบอก เร่ง​สร้างความเข้าใจคนชายแดนหาของป่า​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​​สีหศักดิ์เตรียมเสนอทบทวนลดระยะเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว จาก 60 เหลือ 30 วัน ป้องกันใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดปัญหาอาชญากรรม https://thestandard.co/visa-free-stay-reduced/ Tue, 12 May 2026 03:24:11 +0000 https://thestandard.co/visa-free-stay-reduced/ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนต […]

The post ​​สีหศักดิ์เตรียมเสนอทบทวนลดระยะเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว จาก 60 เหลือ 30 วัน ป้องกันใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดปัญหาอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการพิจารณาลดระยะเวลาฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เพื่อลดอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า เรามีวีซ่าหลายประเภท แต่สำหรับฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว 60 วันอาจจะเยอะไป และอาจจะมีคนที่เข้ามาโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อท่องเที่ยว จึงจะเสนอลดให้เหลือ 30 วัน เพื่อดูแลให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมจะเสนอตั้งแต่รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล 1 แต่ตอนนั้นมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จึงเลื่อนออกไป

 

สีหศักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งเสนอ แต่ในกระบวนการทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเชื่อว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะคณะกรรมการวีซ่า ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

 

สีหศักดิ์ยังเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเพื่อมาดูวีซ่าทั้งหมดที่บางส่วนอาจจะเกินความจำเป็นว่าสามารถยุบรวมได้หรือไม่ และหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ โดยลำดับแรกเราจะทำในเรื่องฟรีวีซ่าเกี่ยวกับนักท่องเที่ยว

 

สีหศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่า เพิ่งออกมาให้ความเห็นเรื่องลดระยะเวลาฟรีวีซ่า โดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะเคยให้ความเห็นมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะนี้เราจะมาดูภาพรวมทั้งหมด และประเมินหลักเกณฑ์ให้รัดกุมมากขึ้น

 

สำหรับชาวจีนจะลดระยะเวลาการพำนัก หรือ ยกเลิกรีวีซ่าหรือไม่ สีหศักดิ์ย้ำว่า เราไม่ได้มุ่งประเทศใดเป็นพิเศษ แต่มุ่งไปยังกิจกรรมที่อาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย ดังนั้น การออกวีซ่าต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันคนที่เข้ามาภายใต้วีซ่าแต่ละประเภท เข้ามาตามวัตถุประสงค์ของวีซ่านั้นหรือไม่ ประเด็นสำคัญ คือ เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากใครเข้ามาผิดวัตถุประสงค์ เข้ามาประกอบกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาชญากรรม ต้องเพ่งเล็งให้ดี

The post ​​สีหศักดิ์เตรียมเสนอทบทวนลดระยะเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว จาก 60 เหลือ 30 วัน ป้องกันใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดปัญหาอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มท. 3 แจง สว. ปมพบคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม ย้ำบูรณาการตรวจเข้ม แต่สิทธิเข้าถึงปืนของคนไทยยังจำเป็น https://thestandard.co/thai-interior-ministry-explains-foreigner-weaponry/ Mon, 11 May 2026 07:24:18 +0000 https://thestandard.co/thai-interior-ministry-explains-foreigner-weaponry/ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงประเด็นการครอบครองอาวุธสงครามของบุคคลต่างด้าว

ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณากระทู้ถามวันนี้ (11 พฤษภา […]

The post มท. 3 แจง สว. ปมพบคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม ย้ำบูรณาการตรวจเข้ม แต่สิทธิเข้าถึงปืนของคนไทยยังจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงประเด็นการครอบครองอาวุธสงครามของบุคคลต่างด้าว

ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณากระทู้ถามวันนี้ (11 พฤษภาคม) โดย น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งถามนายกรัฐมนตรี กรณีที่มีคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ

 

 

น.ต. วุฒิพงศ์ระบุว่า ถือว่าโชคดีที่มีอุบัตเหตุเกิดขึ้น ทำให้ตำรวจไปค้นเจออาวุธสงครามหลายประเภท และเป็นอาวุธที่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการพยายามอัตนิวิบาตกรรม แต่ประเทศไทยจะอาศัยโชคช่วยตลอดไม่ได้ จำเป็นต้องมีการควบคุมอาวุธยุทธโทปกรณ์ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย

 

นอกจากนี้ ยังมีตรวจค้นพบระเบิด C4 และเครื่องกระสุนแบบ M16 จำนวนมาก ซึ่งอานุภาพการทำลาย ต่อให้รัฐสภาแห่งนี้ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว รัฐบาลจึงควรหาวิธีควบคุมกำกับดูแลอาวุธต่างๆ ทั้งในส่วนของมหาดไทยและกลาโหม โดยเรื่องนี้มีความพัวพันกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะบุคคลดังกล่าวมีบัตรต่างด้าว และบัตรประจำตัวประชาชนไทยด้วย

 

น.ต. วุฒิพงศ์ยังยกข้อมูลว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนประจำกายจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 กว่าล้านกระบอก เท่ากับคนไทยจำนวน 1 ใน 6 มีอาวุธ หากมี 10 ล้านครัวเรือน ก็นับว่ามีทุกครัวเรือน ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความวิตกว่า เพียงอาวุธปืน 6 ล้านกระบอกจดทะเบียนไว้ แต่ยังมี 4 ล้านกว่ากระบอก ที่ยังไม่จดทะเบียน แต่มีมากน้อยไม่สำคัญ เท่ากับมีการควบคุมหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

 

  • • มท. 3 ย้ำสิทธิเข้าถึงปืนยังต้องมีอยู่ แต่เพิ่มเข้มงวดสอบต่างด้าว

 

เจเศรษฐ์ชี้แจงว่า อาวุธปืนแบ่งเป็น 2 ส่วน คืออาวุธปืนที่ขออนุญาตตามกฎหมาย และปืนเถื่อน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีมาตรการกวาดล้างปืนเถื่อนที่เข้มงวด พร้อมบทลงโทษที่ชัดเจน เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีการขอการครอบครองอย่างถูกต้อง แต่อาจจะมีการนำไปก่อเหตุหรือผิดมือ อย่างในกรณีของชาวต่างด้าว อาวุธปืนสั้นมีใบอนุญาตถูกต้องจากบุคคลที่ได้ขายให้บุคคลต่างด้าว กรณีนี้จึงขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน

 

กรมการปกครองยังมีมาตรการเรียกตรวจผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนโดยมีใบอนุญาต เรียกคืนเพื่อตรวจสอบว่าอาวุธดังกล่าวมีการผิดมือ หรือทำเป็นปืนเถื่อนหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กรมการปกครองเน้นไปที่อาวุธปืนที่มีใบอนุญาตว่าอยู่ในสภาพแบบใด และอยู่กับบุคคลที่ขออนุญาตหรือไม่

 

สำหรับเรื่องการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทย เจเศรษฐ์ย้ำว่า ยังมีความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงอาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สิน ครอบครัว และที่อยู่อาศัย แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ใฝ่ดีมีคุณธรรม มีสิทธิครอบครองอาวุธปืน ส่วนผู้มีแนวโน้มจะก่อเหตุ หรือมีประวัติก่ออาชญากรรม จะไม่มีสิทธิเข้าถึงอาวุธปืนได้อยู่แล้ว

 

เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว รัฐบาลจึงได้มีการบูรณาการให้กระทรวงมหาดไทยติดตามดูชาวต่างด้าวทุกชาติที่อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่าบัตรชมพู ว่ามีพฤติกรรมว่าสาเหตุในการอยู่ในประเทศไทยคืออะไร หากพบความสุ่มเสี่ยงก็จะประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าตรวจสอบ ส่วนกระทรวงกลาโหมเอง ได้สั่งการ ผบ. ทุกเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมสรรพาวุธทุกหน่วย ให้ตรวจดูการขึ้นทะเบียนปีละหลายครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เจเศรษฐ์ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหามีการครอบครองอาวุธสงครามต่างๆ ได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถก้าวล่วงได้ เชื่อว่ากระทรวงกลาโหมจะมีการแถลงข่าวอย่างชัดเจน

 

ภาพ: 2 ภาพประกบกัน

The post มท. 3 แจง สว. ปมพบคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม ย้ำบูรณาการตรวจเข้ม แต่สิทธิเข้าถึงปืนของคนไทยยังจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ยกระดับความมั่นคง สั่งล่าขบวนการจีนเทาซุกคลังแสง กำชับสืบลึกเส้นทางเงิน-ที่มาอาวุธ ป้องกันเหตุซ้ำรอย https://thestandard.co/police-hunt-chinese-gang-arms-cache/ Sat, 09 May 2026 03:51:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1205351 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอาวุธสงครามและสิ่งของที่ยึดได้จากคลังแสง

สืบเนื่องจากปฏิบัติการของชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ. […]

The post ตร. ยกระดับความมั่นคง สั่งล่าขบวนการจีนเทาซุกคลังแสง กำชับสืบลึกเส้นทางเงิน-ที่มาอาวุธ ป้องกันเหตุซ้ำรอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอาวุธสงครามและสิ่งของที่ยึดได้จากคลังแสง

สืบเนื่องจากปฏิบัติการของชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2) ที่ได้ทำการขยายผลจากอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ ซึ่งมีชาวจีน 2 รายเป็นผู้ขับขี่และโดยสาร โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบการพกพาอาวุธปืนสั้น นำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางละมุง และพื้นที่นาจอมเทียน

 

ซึ่งเจ้าหน้าที่พบอาวุธสงครามและเสื้อเกราะดัดแปลงติดระเบิดในลักษณะเตรียมพร้อมก่อเหตุพลีชีพ ก่อนจะขยายผลต่อเนื่องเข้าตรวจค้นบ้านพักหรูแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และพบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นคลังเก็บอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล โดยมีชาวต่างชาติเป็นผู้ครอบครอง

 

วันนี้ (9 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และประเมินว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง จึงได้มีข้อสั่งการด่วนให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รับผิดชอบงานความมั่นคง) ลงพื้นที่กำกับดูแลคดีนี้ด้วยตนเอง พร้อมสั่งการให้ทีมสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดการสืบสวนขยายผลโดยเร็วที่สุด

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับแนวทางการทำงานของชุดสืบสวนว่า ต้องดำเนินการสอบสวนขยายผลในทุกมิติอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ประวัติเชิงลึกของผู้ต้องหา การเดินทางเข้าออกประเทศ อาชีพ ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจากนี้ ต้องสืบสวนหาที่มาของอาวุธสงครามว่าได้มาด้วยวิธีใด จากบุคคลกลุ่มใด และที่สำคัญที่สุดคือต้องค้นหา วัตถุประสงค์ ในการครอบครองอาวุธร้ายแรงเหล่านี้ ว่ากลุ่มผู้ต้องหาเตรียมการจะนำไปใช้ก่อเหตุใด

 

รวมถึงให้ตรวจสอบข้อมูลการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ บัญชีธนาคาร และเส้นทางการเงินอย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำให้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และต้องรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถทลายขบวนการนี้ได้ทั้งเครือข่าย

 

นอกจากมาตรการปราบปรามแล้ว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังได้สั่งการเชิงรุกเพื่อการป้องกัน โดยกำชับให้ พล.ต.อ.สำราญ ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และคัดแยกกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่เดินทางเข้า-ออก หรือพำนักอยู่ในประเทศไทยที่มีนัยยะความผิดปกติ เช่น มีประวัติการเดินทางเข้า-ออกบ่อยครั้ง หรือมีระยะเวลาการพำนักที่ยาวนานผิดสังเกต

 

จากนั้นให้ส่งมอบข้อมูลดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อปฏิบัติการด้านการข่าวและดำเนินการเอกซเรย์ ทั้งบุคคลต่างด้าวกลุ่มเสี่ยงและสถานที่พักอาศัยอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์คุกคามความมั่นคงในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

The post ตร. ยกระดับความมั่นคง สั่งล่าขบวนการจีนเทาซุกคลังแสง กำชับสืบลึกเส้นทางเงิน-ที่มาอาวุธ ป้องกันเหตุซ้ำรอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซีย ดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ https://thestandard.co/pm-discusses-malaysia-border-infrastructure-southern-peace/ Fri, 08 May 2026 11:09:49 +0000 https://thestandard.co/pm-discusses-malaysia-border-infrastructure-southern-peace/ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหารือกัน

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ประเทศฟิลิปปินส์ […]

The post นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซีย ดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหารือกัน

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ประเทศฟิลิปปินส์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเองและใกล้ชิด เพื่อกระชับความร่วมมือทวิภาคี และผลักดันประเด็นสำคัญร่วมกันอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซียในปัจจุบันที่อยู่ในระดับดีมาก ทั้งสองฝ่ายมีความใกล้ชิด คุ้นเคย และสามารถประสานงานกันได้อย่างราบรื่น ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยแทบไม่มีประเด็นค้างคา เนื่องจากผู้นำทั้งสองมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี พร้อมกล่าวถึงการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเดิมมีกำหนดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไป โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมที่จะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ และกล่าวด้วยว่าอยากมีโอกาสทำความรู้จักประเทศมาเลเซียให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

 

โอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ทั้งการเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม จังหวัดสงขลา และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

 

ในด้านความมั่นคงและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ฝ่ายมาเลเซียทราบว่า รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างดี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่า ความสงบสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเดินทางและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

 

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซียในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคุ้นเคยและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่พร้อมร่วมกันผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

The post นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซีย ดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เตรียมเปิด ครม.เงา ย้ำยึดอุดมการณ์เดิม เติมความหวังประชาชน ชูทำงานข้ามกระทรวง https://thestandard.co/natapong-launches-shadow-cabinet/ Wed, 29 Apr 2026 01:24:24 +0000 https://thestandard.co/natapong-launches-shadow-cabinet/ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์เรื่องการเปิดตัว ครม.เงา

วันนี้ (28 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื […]

The post ณัฐพงษ์ เตรียมเปิด ครม.เงา ย้ำยึดอุดมการณ์เดิม เติมความหวังประชาชน ชูทำงานข้ามกระทรวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์เรื่องการเปิดตัว ครม.เงา

วันนี้ (28 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Standard Now ถึงการเตรียมเปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ว่า พรรคจะเดินหน้าขับเคลื่อนการทำงานเชิงนโยบาย เพื่อเติมความหวังให้กับสังคมท่ามกลางวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญ

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า แม้คำสั่งศาลที่ออกมาจะทำให้ตนและ สส.อีก 10 คนสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่ปัญหานิติรัฐนิติธรรมของไทยยังไม่ได้คลี่คลาย สังคมยังตั้งคำถามว่ากฎหมายถูกใช้เพื่อความยุติธรรมหรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

สำหรับการจัดตั้ง ครม.เงา ระบุว่า จะเน้นการทำงานเป็นทีม โดยมี สส.และเครือข่ายของพรรคเข้ามาร่วมขับเคลื่อนในประเด็นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจยุคใหม่ คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการปฏิรูปรัฐ พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญคือ “การเติมความหวัง” ผ่านการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล การตัดสินใจด้านนโยบายจะดีกว่านี้ได้อย่างไร เราจะทำให้ประชาชนเห็นภาพผ่าน ครม.เงา” ณัฐพงษ์กล่าว และว่า จะมีตนในฐานะหัวหน้าทีม ร่วมกับแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี 4 ด้าน และเจ้าของวาระสำคัญหมุนเวียนมาแถลงข่าวทุกสัปดาห์ โดยเตรียมแถลงคิกออฟอย่างเป็นทางการที่รัฐสภาในวันถัดไป

 

เมื่อเปรียบเทียบกับ ครม.เงาในอดีต ณัฐพงษ์มองว่า รูปแบบของพรรคประชาชนจะต่างออกไป โดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือการจัดวางตำแหน่งล่วงหน้า แต่จะใช้วาระเป็นตัวตั้ง และทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

พร้อมวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า แม้จะประกาศนโยบายเป็นคลัสเตอร์ แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นการแบ่งโควตากระทรวงตามกลุ่มการเมือง ซึ่งไม่ตอบโจทย์วิกฤตระดับโลกในปัจจุบัน

 

ส่วนกรณีที่มีความเห็นจากบางพรรคการเมืองว่า ครม.เงาอาจไม่สะท้อนเอกภาพของฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ชี้แจงว่า เป็นข้อเสนอของพรรคประชาชนเอง ไม่ได้ผูกกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคในสภา

 

ในประเด็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ณัฐพงษ์ระบุว่า จำเป็นต้องใช้เสียง สส.อย่างน้อย 140 เสียง ซึ่งพรรคอยู่ระหว่างรวบรวมเสียงจากทั้ง สว.และพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมั่นใจว่าจะครบตามเกณฑ์ และคาดหวังว่าประธานรัฐสภาจะดำเนินการส่งเรื่องต่อไป

 

สำหรับคำถามเรื่องคะแนนนิยมที่ลดลงในบางพื้นที่ ณัฐพงษ์ยอมรับว่า แม้พรรคจะยังรักษาฐานคะแนนได้ แต่แพ้จากการรวมเสียงของฝ่ายคู่แข่ง โดยย้ำว่าพรรคจะปรับยุทธศาสตร์ เน้นประเมินพื้นที่และศักยภาพผู้สมัครอย่างรอบด้าน พร้อมจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ณัฐพงษ์ยังยกตัวอย่างลำพูนโมเดล ที่สามารถผลักดันนโยบายระดับท้องถิ่นจนเห็นผลเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่ชัยชนะทางการเมืองในระดับประเทศ โดยมองว่าการขยายการทำงานในระดับท้องถิ่นจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและคะแนนเสียงในอนาคต

 

ทั้งนี้ ย้ำว่าพรรคยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม แต่จะเพิ่มประสบการณ์และความหนักแน่น เพื่อให้สามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

The post ณัฐพงษ์ เตรียมเปิด ครม.เงา ย้ำยึดอุดมการณ์เดิม เติมความหวังประชาชน ชูทำงานข้ามกระทรวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากสันติภาพสู่ประชาชน: การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงของเอเชีย https://thestandard.co/china-asia-security-model-track-ii/ Thu, 23 Apr 2026 07:59:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1200496 ภาพประกอบแนวตั้งสำหรับบทความ opinion แสดงข้อความ ‘จากสันติภาพสู่ประชาชน การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงเอเชีย’

เมื่อวันที่ 20-21 เมษายน 2026 มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจ […]

The post จากสันติภาพสู่ประชาชน: การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวตั้งสำหรับบทความ opinion แสดงข้อความ ‘จากสันติภาพสู่ประชาชน การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงเอเชีย’

เมื่อวันที่ 20-21 เมษายน 2026 มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน (CFAU) ได้จัดการประชุม China-Cambodia-Thailand Track II Dialogue ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “การดำเนินการตามฉันทามติฝู่เซียนและการส่งเสริมสภาพแวดล้อมความคิดเห็นสาธารณะที่สงบสุข (Implementing the Fuxian Consensus and Fostering a Peaceful Public Opinion Environment)”

 

ภายหลังความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกลางปี ​​2025 จีนได้พยายามไกล่เกลี่ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยในเดือนธันวาคม 2025 รัฐมนตรีต่างประเทศและผู้นำหน่วยงานทางการทหารจากจีน กัมพูชา และไทย ได้จัดการประชุมที่ทะเลสาบฝู่เซียน (Fuxian) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งได้บรรลุฉันทามติ 5 ประการเกี่ยวกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 CFAU ได้จัดการประชุมเสวนาแบบ Track II ครั้งแรกระหว่างจีน กัมพูชา และไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเสวนาในหมู่นักคิดและนักวิชาการจากทั้งสามประเทศ และให้การสนับสนุนทางปัญญาสำหรับการดำเนินการตามฉันทามติฝู่เซียน

 

การประชุมเสวนาครั้งที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ก้าวไปข้างหน้า จากการประชุมระดับชนชั้นนำไปสู่การประชุมระดับสังคม และเปลี่ยนจุดสนใจจากประเด็นสันติภาพไปสู่ประเด็นของประชาชน ผู้เข้าร่วมการประชุมไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนจากนักคิดและนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวแทนจากสื่อมวลชน องค์กรด้านมนุษยธรรม และองค์กรภาคประชาสังคมด้วย

 

หัวข้อการประชุมเปลี่ยนจากการเสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไปสู่การชี้นำความคาดหวังของประชาชนและการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความตึงเครียด การกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดน และการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พลัดถิ่น

 

ที่ประชุมได้มีการส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับบทบาทของสื่อในกระบวนการสันติภาพ พร้อมทั้งได้เสนอแนะมาตรการหลายประการเพื่อช่วยลดความไม่ไว้วางใจ ข้อมูลเท็จ และคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง บรรเทาความไม่พอใจของประชาชน และสร้างกลไกเพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างชุมชนสื่อของกัมพูชาและไทย ตลอดจนส่งเสริมบรรยากาศเชิงบวกและความเป็นมิตร

 

นอกจากนี้ยังได้สำรวจอุปสรรคที่ขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยตระหนักว่า เงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการกลับมาแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความปรารถนาดีทางการเมืองและเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในการประชุมเสวนาแบบ Track II ยังได้มีการพิจารณาแนวคิดใหม่ๆ ตั้งแต่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นในพื้นที่ชายแดนเพื่อคุ้มครองพลเรือน ดูแลผู้พลัดถิ่น และรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ไปจนถึงช่องทางการเจรจาเฉพาะสำหรับประเด็นด้านมนุษยธรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของอาเซียนและพันธมิตรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในระดับภูมิภาค

 

ความพยายามในการไกล่เกลี่ยของจีนแสดงให้เห็นถึง ‘โมเดลความมั่นคงในเอเชีย’ ของจีน

 

โมเดลความมั่นคงแห่งเอเชียเป็นกระบวนทัศน์ใหม่สำหรับการกำกับดูแลความมั่นคงระดับภูมิภาค ซึ่งจีนได้เสนออย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนเมษายน 2025 ในการประชุมกลางว่าด้วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน (Central Conference on Work Related to Neighboring Countries)

 

โมเดลนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นทางเลือกแทนพันธมิตรทางทหารดั้งเดิมแบบตะวันตก โดยมีหลักการสำคัญคือ “แบ่งปันความสุขและความทุกข์ แสวงหาจุดร่วมในขณะที่ละทิ้งความแตกต่าง และให้ความสำคัญกับการเจรจาและการปรึกษาหารือ”

 

โมเดลนี้แสดงถึงการนำแนวคิดความมั่นคงแห่งเอเชียไปใช้เพิ่มเติม ซึ่งเน้นความมั่นคงร่วมกันอย่างครอบคลุม ความร่วมมือ และยั่งยืน

 

ประการแรก การแบ่งปันความสุขและความทุกข์เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานและเป้าหมายหลักของการเจรจา โดยถือว่าชะตากรรมของประเทศต่างๆ นั้นเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และความมั่นคงของประเทศหนึ่งไม่สามารถบรรลุได้โดยแลกกับความมั่นคงของอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องก้าวข้ามความคิดแบบผลรวมเป็นศูนย์

 

ด้วยเหตุนี้ การเจรจาจึงแยกประเด็นด้านมนุษยธรรมและการดำรงชีวิตออกจากข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย ดังที่ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านได้ชี้ให้เห็น รัฐบาลทั้งสองควรจัดตั้งช่องทางสำหรับการปรึกษาหารือด้านมนุษยธรรมและการดำรงชีวิตที่เป็นอิสระจากการเจรจาเรื่องอธิปไตย โดยให้ความสำคัญกับการค้าข้ามพรมแดน ความช่วยเหลือทางการแพทย์ และการเคลื่อนย้ายขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อลดต้นทุนทางสังคมของความขัดแย้ง

 

การสร้างรากฐานของความไว้วางใจขึ้นใหม่โดยการปรับปรุงการดำรงชีวิตและสายสัมพันธ์ทางสังคมในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

 

ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะเฉพาะเจาะจง ได้แก่

 

  • การฟื้นฟูการขนส่งสินค้าและบริการโลจิสติกส์อย่างเป็นระเบียบ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

  • การฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ด้านการดำรงชีวิตในชุมชนชายแดน รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน การดำเนินงานของตลาดท้องถิ่น และการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม

 

  • การปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พลัดถิ่นโดยให้ความสำคัญกับที่พักพิงที่ปลอดภัย น้ำดื่มสะอาด อาหาร และการดูแลทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน

 

  • การให้การสนับสนุนด้าน ‘ฮาร์ดแวร์’ รวมถึงโรงพยาบาลสนามแบบโมดูลาร์ บ้านสำเร็จรูป อุปกรณ์กรองน้ำ และทีมป้องกันและควบคุมโรคระบาด

 

ประการที่สอง การแสวงหาจุดร่วมในขณะที่ละทิ้งความแตกต่างเป็นหลักการสำคัญของการร่วมมือ โดยสนับสนุนให้ละทิ้งความแตกต่างเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงร่วมกัน

 

การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยในปัจจุบันไม่ใช่คำถามว่า “จะหยุดยิงหรือไม่” อีกต่อไป แต่เป็นคำถามว่า “จะเปลี่ยนเสถียรภาพชั่วคราวให้กลายเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร”

 

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมความคิดเห็นสาธารณะภายในประเทศเป็นอย่างมาก ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าสื่อเป็นพลังที่มองไม่เห็นซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ทวิภาคี การหยุดยิงไม่ใช่เพียงแค่การหยุดยิง แต่ยังรวมถึงการลดระดับวาทกรรมที่ปลุกปั่นด้วย

 

ควรมีการกำหนดมาตรฐานการรายงานข่าวที่มุ่งเน้นสันติภาพเพื่อเปลี่ยนสื่อจากอาวุธแห่งการแบ่งแยกให้กลายเป็นสะพานแห่งความเข้าใจ

 

ในบริบทนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่

 

  • การจัดตั้งเครือข่ายนักข่าวข้ามพรมแดนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเปิดใช้งานการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อของทั้งสองประเทศ

 

  • การจัดตั้งจุดติดต่อเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงข้ามพรมแดน (Cross-Border Fact-Checking Contact Points)

 

  • การป้องกันข่าวลือที่ปลุกปั่นไม่ให้แพร่กระจาย

 

  • การพัฒนากฎเกณฑ์การปฏิบัติที่ยืดหยุ่นและสมัครใจสำหรับสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ (Online Influencers) ซึ่งสนับสนุนการหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ และลดกรอบการรายงานที่ปลุกปั่นความขัดแย้ง

 

นักวิชาการบางท่านเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ลัทธิชาตินิยม ข้อมูลเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ และการนำเสนอภาพลักษณ์ในแง่ลบในตำราประวัติศาสตร์ เป็นอุปสรรคสำคัญ

 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องควบคุมข้อมูลเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ ปรับปรุงตำราประวัติศาสตร์เพื่อขจัดลัทธิชาตินิยม และเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับชาติจาก ‘การป้องกันดินแดน’ ไปสู่เรื่องราวที่มุ่งเน้นสันติภาพ เช่น ‘การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’

 

ประการที่สาม การเจรจาและการปรึกษาหารือเป็นวิธีการหลักในการบรรลุความมั่นคง โดยสนับสนุนให้แก้ไขข้อพิพาทและจัดการความเสี่ยงผ่านการสื่อสารอย่างสันติและการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

 

นอกเหนือจากช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการแล้ว ควรจัดตั้งและรักษาช่องทางการสื่อสารอย่างต่อเนื่องสำหรับกลุ่มนักคิด สื่อ และตัวแทนภาคประชาสังคม

 

การเจรจา Track II นี้ ได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ

 

ในฐานะผู้ริเริ่มและสนับสนุนการเจรจา งานนี้ช่วยสร้างและรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างแวดวงวิชาการ สื่อ และองค์กรด้านมนุษยธรรมของกัมพูชาและไทย แม้ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดอย่างมาก

 

งานนี้ยังริเริ่มกระบวนการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความไว้วางใจ และรักษาการเจรจาระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งสาระสำคัญคือการขจัดอุปสรรค สร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย และให้การสนับสนุนการเจรจาอย่างเป็นทางการ

 

นักวิชาการชาวกัมพูชาและไทยชื่นชมความพยายามของ CFAU ในการจัดการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ พวกเขาเน้นย้ำว่า ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ การเจรจาระหว่างนักวิชาการมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ค้นหาแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม และสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยและแรงผลักดันที่ยั่งยืนสำหรับกระบวนการอย่างเป็นทางการ

 

พวกเขามองว่า งานนี้เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงโมเดลความมั่นคงแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นแนวทางของเอเชียที่จีนนำเสนอเพื่อแก้ไขความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่ซับซ้อน โดยอาศัยภูมิปัญญาทางประวัติศาสตร์ของเอเชีย

 

โมเดลนี้พยายามแก้ไขความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคผ่านความร่วมมือและการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า นำเสนอแนวคิดใหม่สำหรับการกำกับดูแลความมั่นคงในภูมิภาค

The post จากสันติภาพสู่ประชาชน: การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันเผยเตรียมแนวทางการพูดคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา เรียบร้อยแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด https://thestandard.co/yoschanan-pondok-tadika-talks/ Thu, 23 Apr 2026 02:01:23 +0000 https://thestandard.co/yoschanan-pondok-tadika-talks/ อินโฟกราฟิกแสดงหัวข้อข่าวการเตรียมหารือ โรงเรียนปอเนาะและตาดีกา

วันนี้ (23 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนันเผยเตรียมแนวทางการพูดคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา เรียบร้อยแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแสดงหัวข้อข่าวการเตรียมหารือ โรงเรียนปอเนาะและตาดีกา

วันนี้ (23 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว โดยยอมรับว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประเด็นอยู่ 2-3 ประเด็น เรื่องการศึกษา เรื่องความปลอดภัย และเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า เราพยายามส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุกมิติ รวมถึงความรุนแรง ความเดือดร้อน และเรื่องรายได้ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ หากมองเป็นเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว เศรษฐกิจปากท้องก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในฐานะบทบาทที่กำกับดูแลอยู่ และรวมอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะสะท้อนปัญหาตรงนี้และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด

 

ส่วนแนวทางการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ได้มีการพูดคุยกับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในเบื้องต้นแล้วหรือไม่ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งตนไม่ขอพูดในรายละเอียด

The post ยศชนันเผยเตรียมแนวทางการพูดคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา เรียบร้อยแล้ว แต่ขออุบรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินสั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ เป็น Single Command ลุยรับมือ 4 ภัยหลัก เร่งงานเชิงรุกทั่วไทย https://thestandard.co/anutin-orders-governors-single-command/ Wed, 22 Apr 2026 04:02:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1199817 อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

วันนี้ (22 เมษายน) เวลา 08.09 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ช […]

The post อนุทินสั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ เป็น Single Command ลุยรับมือ 4 ภัยหลัก เร่งงานเชิงรุกทั่วไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

วันนี้ (22 เมษายน) เวลา 08.09 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านระบบการประชุมทางไกล

 

โดยมี พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมมอบนโยบาย พร้อมด้วย ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร

 

รวมถึงรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ผู้ตรวจราชการ อธิบดี ผู้ว่าการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ปรึกษาระดับทรงคุณวุฒิ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง รองอธิบดี และหัวหน้าหน่วยงานระดับกองและสำนัก เข้าร่วมประชุม โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ และข้าราชการในส่วนภูมิภาค เข้าร่วมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

 

อนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่ร่วมประชุมพร้อมเพรียง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย และติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัย ความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ เพื่อร่วมกันหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ประเทศจะเผชิญวิกฤตใด ๆ กระทรวงมหาดไทยยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

 

“ขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเชิงรุกโดยเร็ว คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ดังนั้นการบริหารราชการต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เต็มที่ในการแก้ไขปัญหา ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในระยะต่อไป”

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขปัญหาทั้งเชิงป้องกันและรับมือ แต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งการเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน จึงต้องเน้นการป้องกัน เช่น การพัฒนาสาธารณูปโภค การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบริหารงานเชิงรุก ไม่รอส่วนกลาง พร้อมรับมือ 4 ภัยหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ ‘Single Command’ บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ลักลอบเผาป่า พร้อมจัดทำแนวกันไฟ ใช้เทคโนโลยีติดตามจุดความร้อน (Hotspot) และสนับสนุนกำลังอากาศยานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ ให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น แนวคิด ‘ป่าเปียก’ เพื่อลดความเสี่ยงไฟป่า รวมถึงตรวจสอบการนำเข้าสินค้าเกษตรที่อาจเกี่ยวข้องกับการเผาป่า หากพบการกระทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

ด้านการรับมือวาตภัยและพายุฤดูร้อน ให้เตรียมแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลระบบระบายน้ำ ไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง พร้อมกำชับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้า การประปา องค์การตลาด และองค์การจัดการน้ำเสีย ให้เร่งช่วยเหลือประชาชนทันทีโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไร ถือเป็นภารกิจเพื่อสาธารณะ

 

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ยึดหลักเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงและพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นการสื่อสารสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นกับประชาชน

 

ส่วนการรับมือวิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอให้เตรียมมาตรการรองรับ ทั้งการบริหารจัดการน้ำมันและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการศึกษามาตรการประหยัดพลังงานในพื้นที่

 

ด้านเศรษฐกิจ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมอำนวยความสะดวกโครงการไทยช่วยไทย พลัส และบัตรสวัสดิการ พร้อมขับเคลื่อนงบประมาณปี 2570 ตามแนวทาง Zero-Based Budgeting ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

 

“ขอให้เราทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีลำดับชั้น เป็นเพื่อนร่วมงานที่สนับสนุนกัน ทำหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน” อนุทิน กล่าว

 

อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 1อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 2อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 3อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 4อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 5อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 6อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 7

The post อนุทินสั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ เป็น Single Command ลุยรับมือ 4 ภัยหลัก เร่งงานเชิงรุกทั่วไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัด มท. สั่ง 5 มาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบ https://thestandard.co/thai-myanmar-border-security/ Wed, 22 Apr 2026 01:04:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1199752 ภาพประกอบข่าว ปลัด มท. แถลงมาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา

วานนี้ (21 เมษายน) เวลา 18.00 น. อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ […]

The post ปลัด มท. สั่ง 5 มาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ปลัด มท. แถลงมาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา

วานนี้ (21 เมษายน) เวลา 18.00 น. อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรง และขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามแนวชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา

 

“จากสถานการณ์ดังกล่าว พบการปะทะระหว่างกองกำลังรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์หลายจุด โดยใช้กำลังทางทหาร อากาศยาน และอาวุธวิถีโจมตีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเมียนมาได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ เสียชีวิต และหนีภัยเข้ามาใกล้แนวชายแดนไทย ขณะเดียวกัน มีความเสี่ยงจากกระสุนหรืออาวุธตกในเขตพื้นที่ไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา”

 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ยกระดับความเข้มข้นดูแลพื้นที่ 5 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ได้แก่

 

  • ประสานการปฏิบัติและบูรณาการหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ หรือการล้ำแดน พร้อมทั้งซักซ้อมและเตรียมความพร้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์ลุกลามเข้ามาในเขตแดนไทย
  • แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้รับทราบสถานการณ์ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมดำเนินการตามแผนอพยพประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน และกำหนดจุดปลอดภัย/ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมใช้งาน
  • เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญ
  • ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอม
  • เฝ้าระวังและควบคุมการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรา และเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าข้ามแดนที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท

The post ปลัด มท. สั่ง 5 มาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth https://thestandard.co/defense-industry-investment-outlook/ Fri, 17 Apr 2026 04:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1198480 ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งใน […]

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าจับตามองมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ ยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และเติมคลังอาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจมากขึ้น คือ การใช้อาวุธในคลังที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วในสนามรบจริง อ้างอิงจาก Global X ‘Defense Tech: Inventory Burn Becomes a Catalyst’ ชี้ว่า ความขัดแย้งล่าสุดทำให้ตลาดเริ่มตระหนักว่า หัวใจของสงครามยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครมีอาวุธทันสมัยกว่าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าใครสามารถผลิตทดแทน เติมสต็อก และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ดีกว่าด้วย เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนการป้องกันและระยะเวลาการผลิตจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆ กับประสิทธิภาพของอาวุธเอง

 

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากความไม่สมดุลด้านต้นทุนในสนามรบ โดยอิหร่านถูกประเมินว่ามีโดรนราว 80,000 ลำ แต่ละลำมีต้นทุนประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสามารถผลิตได้หลักหลายร้อยถึงหลักพันลำต่อเดือน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้อาวุธสกัดกั้นที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก โดย interceptor บางประเภทมีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อหน่วย เพื่อยิงสกัดเป้าหมายที่มีมูลค่าต่ำกว่ามากหลายเท่า ความต่างของต้นทุนเช่นนี้ทำให้การป้องกันประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ทางสงครามอย่างชัดเจน และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเร่งวงจรการสั่งซื้อใหม่ให้เกิดเร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญข้อจำกัดด้านคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว Global X ระบุว่า ในความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ ใช้อาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ไปประมาณ 25% ของคลังที่มีอยู่ และการเติมคลังสำหรับระบบลักษณะนี้อาจใช้เวลานานมากกว่า 3 ปี ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เมื่อคลังอาวุธสำคัญถูกใช้ไปเร็ว การสั่งซื้อเพิ่มและการเร่งกำลังผลิตจึงมีแนวโน้มกลายเป็นนโยบายต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงาน Bloomberg Intelligence ‘Iran War Set to Accelerate More US Munitions Spending’ ซึ่งระบุว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่ากำลังการผลิตกระสุนและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอ และอาจต้องใช้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเติมคลังอาวุธและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตขีปนาวุธ ผู้ผลิตเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนำวิถี เรดาร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง

 

หากมองในระดับงบประมาณ ภาพยิ่งชัดเจนมากขึ้น รายงานของ J.P. Morgan ‘FY27 Defense Budget: A Transformative Request; Now, Grab Some Popcorn’ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯเสนอให้งบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้นราว 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้งบรวมอาจแตะระดับประมาณ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายแบบเท่าๆ กัน แต่เน้นไปที่หมวดอาวุธอย่างชัดเจน J.P. Morgan ระบุว่า จากการเพิ่มขึ้นของงบจัดซื้อในปีงบประมาณ 2027 นั้น มีประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มาจากหมวดขีปนาวุธและอาวุธของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สะท้อนว่าการเติมคลังอาวุธกำลังเป็นวาระสำคัญทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การเพิ่มงบเพื่อรองรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

 

ในอีกด้านหนึ่ง งบต่อเรือก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดย J.P. Morgan ประเมินว่างบต่อเรือของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027 อาจขึ้นไปอยู่ที่ราว 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับราว 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2023-2025 มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบขีปนาวุธ แต่ยังครอบคลุมเรือรบ อากาศยาน ระบบอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงอีกด้วย

 

อีกปัจจัยที่ทำให้ธีมนี้น่าสนใจ คือการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามในปัจจุบัน สงครามยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาแต่อาวุธราคาแพงหรือระบบชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบที่แม่นยำขั้นสูงและระบบต้นทุนต่ำที่ผลิตได้จำนวนมากควบคู่กันไป โดยสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างอาวุธชั้นสูงกับอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรน อาวุธโจมตีต้นทุนต่ำ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธราคาแพงเกินความจำเป็นกับเป้าหมายที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

 

จุดนี้เองทำให้โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ แต่ยังรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโดรน ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซอฟต์แวร์ควบคุมและสั่งการ เรดาร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่นๆ ด้วย

 

ข้อมูลของ Global X ยังช่วยตอกย้ำภาพเชิงบวกว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก หุ้นในกลุ่มป้องกันประเทศภายในดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีโดยรวมเฉลี่ยประมาณ 7.3% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศยังมีสัดส่วนในดัชนี S&P 500 ต่ำกว่า 2.5% แสดงให้เห็นว่าแม้ธีมนี้จะมีขนาดใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่ได้มีน้ำหนักมากนักในดัชนีหลัก จึงยังมีพื้นที่ให้เงินลงทุนไหลเข้าได้อีกหากมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ Global X ยังประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั่วโลกอาจเพิ่มจากประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นมากกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการขยายตัวราว 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 6 ปี หากการเติมคลังอาวุธและการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ตัวเลขดังกล่าวยังอาจมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในรอบนี้ ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรตามข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงหนุนเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งเติมคลังอาวุธ การขยายกำลังการผลิต การเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่ระบบที่ต้องใช้ทั้งปริมาณและเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้บริษัทในห่วงโซ่เทคโนโลยีความมั่นคงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกที่ยังอยู่ในขาขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่มีความน่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Naeblys / Shutterstock

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>