ความมั่นคงชายแดน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความมั่นคงชายแดน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 19 May 2026 07:16:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดเบื้องหลังรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 อะไรคือ ข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องพิจารณา https://thestandard.co/thailand-cambodia-mou-2544-cancel/ Tue, 19 May 2026 06:57:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1208778

การบริหารนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงชายแดนของไทยกำลัง […]

The post เปิดเบื้องหลังรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 อะไรคือ ข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>

การบริหารนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงชายแดนของไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตัดสินใจผลักดันแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ที่มีการลงนามรับรองในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 หรือที่รู้จักกันดีในนาม MOU 2544

 

 
 

นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับท้องถิ่น แต่ถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในวาระหลักที่ชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งผ่านการกลั่นกรองและรับทราบโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีมติยกเลิกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เบื้องหลังการตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 ได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศ ในการบรรยายสรุป: แง่มุมทางกฎหมาย กรณี MOU 2544 ไทย – กัมพูชา เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมี เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย พร้อมด้วยอังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และรัชภูมิ บุญรอด รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมให้ข้อมูล ท่ามกลางสื่ออาวุโสจากหลายสำนัก โดยมีการชี้แจงถึงแนวนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของรัฐบาล ภายใต้ 3 หัวข้อหลัก คือ

 

1. การยึดมั่นในระบบพหุภาคีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

2. ความมั่นคงชายแดน

 

3. การมุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี โดยใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกัน

 

เอกสารสำคัญและแผนที่แสดงเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี MOU 2544 ที่รัฐบาลพิจารณายกเลิก 1

 

ทั้ง 3 หลักการนี้ ยังเป็นแนวทางหลักที่จะใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์กับกัมพูชา ซึ่งไทยยังคงยึดมั่นในการเจรจาหาทางออกร่วมกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความชัดเจนด้านเขตแดนทางทะเล ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของไทยในระยะยาว

 

เปิดเหตุผลรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544

 

รองอธิบดีอังกูร เริ่มต้นด้วยการอธิบายสาระสำคัญของ MOU 2544 ว่ามีสถานะทางกฎหมายเป็นสนธิสัญญาประเภทหนึ่ง มีความยาวเพียง 2 หน้า พร้อมข้อสัญญาสั้นๆ ไม่กี่ข้อ และผังแนบท้าย (Annex) โดยเป็นเพียงข้อตกลงที่จะเจรจา (Agreement to negotiate) และผังแนบท้ายเป็นเพียงแผนผังที่ใช้บรรยายขอบเขตการอ้างสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่แผนที่ และไม่ใช่การยอมรับเส้นของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

 

เอกสารสำคัญและแผนที่แสดงเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี MOU 2544 ที่รัฐบาลพิจารณายกเลิก 2

 

ทั้งนี้ MOU 2544 กำหนดให้เจรจาควบคู่กันไป 2 เรื่อง (เป็นลักษณะ แพ็กเกจที่แบ่งแยกไม่ได้ – Indivisible Package) ได้แก่

 

1.เรื่องการกำหนดเขตทางทะเล เหนือเส้น 11 องศาเหนือ

2.เรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area – JDA) ใต้เส้น 11 องศาเหนือ

 

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีอังกูร ชี้ว่า ในทางปฏิบัติ ‘เหรียญย่อมมีสองด้าน’ โดยข้อเสียของ MOU 2544 คือเป็นกระบวนการระยะยาวที่ไม่ทันใจ และที่สำคัญที่สุดคือการเจรจาต้องอาศัยความจริงใจของคู่เจรจา รวมถึงบรรยากาศความสัมพันธ์รอบด้านเป็นองค์ประกอบสำคัญ

 

นับตั้งแต่ทำ MOU 2544 มากว่า 2 ทศวรรษ คณะกรรมการทางเทคนิคฝ่ายไทยและกัมพูชา (JTC) สามารถจัดประชุมร่วมกันได้เพียง 5 ครั้ง และระดับคณะทำงาน เพียง 2 ครั้ง เนื่องจากความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา 

 

นอกจากนี้ รองอธิบดีอังกูรกล่าวว่า ท่าทีของฝ่ายกัมพูชายังไม่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงและสุจริตใจในการเจรจา โดยกัมพูชาไม่ยอมคุยเรื่องเขตแดนทางทะเล และมุ่งแต่จะคุยเรื่องการพัฒนาร่วมและจะขอแบ่งผลประโยชน์ทั้งผืน โดยอ้างว่า นโยบายทางการเมืองของกัมพูชาไม่ให้คุยเรื่องเขตแดน แต่จากการตรวจสอบกลับไม่พบว่า มีฝ่ายการเมืองของกัมพูชาหรือไทยที่กำหนดนโยบายเช่นนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชากล่าวอ้างเอง

 

เหตุผลเหล่านี้ประกอบกับผลการศึกษาของรัฐบาลในปัจจุบันระบุว่าสามารถยกเลิกได้จึงนำมาซึ่งการตัดสินใจยกเลิกของ สมช.

 

ยกเลิก MOU 2544 ไปใช้กรอบ UNCLOS เพราะ ‘บริบทเปลี่ยน’

 

สำหรับคำถามว่า การยกเลิก MOU 2544 หมายถึงการที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเลยใช่หรือไม่ รองอธิบดีอังกูร ให้คำตอบว่า “ต่อให้ยกเลิก MOU 2544 ไป เส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาและไทยประกาศไว้ก็ยังคงอยู่ ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปทำอะไรในพื้นที่อ้างสิทธิ์ได้

 

เอกสารสำคัญและแผนที่แสดงเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กรณี MOU 2544 ที่รัฐบาลพิจารณายกเลิก 3

 

ส่วนคำถามว่า ทำไมรัฐบาลถึงยกเลิก MOU 2544 ในตอนนี้ เขายืนยันว่า “เพราะบริบทเปลี่ยนไปแล้ว” 

 

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กัมพูชาได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม

 

รองอธิบดีอังกูร ยืนยันว่ากรอบ UNCLOS คือสิ่งที่จะเข้ามาตอบโจทย์แนวทางของไทย ที่เป็นภาคี UNCLOS มานานแล้ว (ลงนามปี 2525 ให้สัตยาบันพฤษภาคม 2554) และเมื่อกัมพูชาเข้ามาเป็นภาคีด้วย จึงกลายเป็นกลไกใหม่ที่จะใช้ในการเจรจาแทน MOU 2544

 

การเข้าเป็นภาคีของกัมพูชาในครั้งนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ทั้งประเทศไทยและประเทศกัมพูชาต่างอยู่ภายใต้ระบอบกฎหมายสากลฉบับเดียวกัน จากเดิมที่เคยคุยกันคนละระบอบหรืออ้างอิงหลักการที่แตกต่างกันตามอำเภอใจ 

 

รองอธิบดีราชภูมิ อธิบายว่า UNCLOS เป็นกฎหมายที่มีทั้งสารบัญญัติ (ข้อบังคับสิทธิ์) และวิธีสบัญญัติ (กระบวนการดำเนินการ) อยู่ในตัวเดียวกัน และมุ่งเน้นเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลเป็นหลัก ไม่ใช่เน้นเรื่องเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมหรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงาน

 

การก้าวเข้าสู่กรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นเหมือน “ธรรมนูญของกฎหมายทะเล หรือรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” หรือกฎหมายสูงสุดของท้องทะเล ทำให้ทั้งกัมพูชาและไทยในฐานะรัฐภาคี มีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณี 

 

“รัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะต้องเจรจากันโดยสันติ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม (Equitable Solution) กัมพูชาจะมาบอกว่า ไม่คุยเรื่องเขตแดนนั้นไม่ได้แล้ว การเข้าสู่ระบอบ UNCLOS ทำให้เราพูดภาษาเดียวกัน ต่อไปนี้กัมพูชาจะมาใช้ภาษาอื่นคุยกับเรา หรือลากเส้นตามอำเภอใจเหมือนในอดีตไม่ได้แล้ว” รองอธิบดีอังกูร ยืนยัน 

 

“นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นชอบว่า นี่คือกลไกสากลที่จะใช้ในการเจรจาหารือกับกัมพูชาต่อจากนี้ ส่วนการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเจรจาไม่ใช่ประเด็นยาก แต่สิ่งสำคัญคือ กัมพูชามีพันธกรณีตามกฎหมายสากลที่ต้องมาคุยกับไทย และต้องคุยด้วยความจริงใจด้วยเช่นกัน”

 

นอกจากนี้ รองอธิบดีอังกูรอธิบายเพิ่มเติมว่า การก้าวเข้าสู่ UNCLOS นั้นช่วยสร้างความได้เปรียบทางกฎหมายให้กับฝ่ายไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการกำหนดสถานภาพของเกาะกูดของไทย ภายใต้กฎหมายทะเลสากล 

 

โดยเกาะกูด ซึ่งมีสถานะเป็นเกาะที่สมบูรณ์ ย่อมต้องมีทะเลอาณาเขตและน่านน้ำภายในของตนเองตามกฎหมาย ส่งผลให้เส้นอ้างสิทธิ์เดิมของกัมพูชาที่เคยประกาศไว้ ซึ่งลากพาดผ่านเกาะกูดอย่างไม่เป็นธรรมนั้น กลายเป็นเส้นที่ไร้น้ำหนักและไม่มีฐานรองรับในทางกฎหมายระหว่างประเทศทันที 

 

แนวทางเจรจาเขตแดนหลังยกเลิก MOU 2544

 

รองอธิบดีราชภูมิ อธิบายว่า ภายหลังแจ้งยกเลิก MOU 2544 แนวทางต่อไปคือการเจรจาหาทางออกร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งท่าทีของรัฐบาลไทยในตอนนี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าภายหลังการยกเลิก MOU 2544 วิธีการหลักที่ควรใช้ คือการเจรจาระหว่างสองฝ่ายให้ถึงที่สุดก่อน และหากตกลงกันไม่ได้ จึงค่อยพิจารณากลไกอื่นๆ ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เช่น กลไกการประนอมภาคบังคับ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงยินยอมร่วมกัน

 

ทั้งนี้ สำหรับการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลภายใต้ UNCLOS นั้น จะเกี่ยวข้องกับ 3 ข้อบทสำคัญ ได้แก่

 

  • ข้อบทที่ 15 : เกี่ยวกับการแบ่งทะเลอาณาเขต
  • ข้อบทที่ 74 : เกี่ยวกับการแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ)
  • ข้อบทที่ 83 : เกี่ยวกับการแบ่งเขตไหล่ทวีป

 

สำหรับทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) แต่ละรัฐชายฝั่งจะมีสิ่งเรียกว่าสิทธิอธิปไตย ซึ่งไม่ถึงกับเป็นอธิปไตยเด็ดขาดแบบเขตแดนทางบก ต่างกันตรงที่เขตแดนทางบกใครจะเข้ามาต้องขออนุญาตก่อน แต่ในทะเลอาณาเขตมันมีสิทธิ์ที่เรียกว่า ‘สิทธิในการผ่านโดยสุจริต’ ไม่ว่าจะเป็นเรือของชาติใด ตราบเท่าที่เป็นการผ่านโดยสันติและสุจริตย่อมสามารถดำเนินการได้

 

หลักการเจรจาตาม ข้อบทที่ 15 คือเรื่องทะเลอาณาเขต กำหนดไว้ 2 ประการคือ

 

  • ประการแรก: ต้องไปตกลงแบ่งเขตกันโดยทำความตกลงร่วมกัน
  • ประการที่สอง: หากตกลงกันไม่ได้ ให้ใช้ เส้นมัธยะ (Equidistance Line) หรือแนวเส้นที่มีระยะห่างจากจุดอ้างอิงบนชายฝั่งของทั้งสองฝ่ายเท่ากัน เช่น หากฝั่งซ้ายคือไทย ฝั่งขวาคือกัมพูชา เส้นมัธยะก็คือเส้นตรงกลางที่แบ่งระยะจากซ้ายไปขวาเท่าๆ กัน ซึ่งในทฤษฎีนั้นดูเหมือนง่าย แต่ในความจริงชายฝั่งทะเลของแต่ละรัฐไม่ได้เป็นเส้นตรง มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค

 

นอกจากนี้ข้อบทที่ 15 ยังเปิดช่องว่า หากมีสถานการณ์พิเศษ ก็สามารถนำมาใช้ในการปรับแนวเส้นทะเลอาณาเขตได้

 

ส่วนเรื่องการแบ่งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (ข้อบทที่ 74) และเขตไหล่ทวีป (ข้อบทที่ 83) ซึ่งเนื้อหาเหมือนกันทุกประการ หลักการเจรจาจะต่างจากข้อบทที่ 15 เพราะในข้อ 74 และ 83 ระบุว่า “การแบ่งเขตต้องทำบนมูลฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความตกลงระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม ซึ่งในข้อนี้ไม่มีการระบุเรื่องระยะห่าง หรือสั่งให้ใช้เส้นมัธยะตั้งแต่แรก

 

ทั้งนี้ ในวรรคที่ 2 ของข้อบทที่ 74 และ 83 ระบุว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้ในระยะเวลาอันสมควร ให้รัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในภาค 15 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ส่วนวรรคที่ 3 กำหนดพันธกรณีไว้ 2 ประการในระหว่างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงเด็ดขาด คือ

 

  1. ทั้งสองฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะแนวปฏิบัติได้ (Provisional Arrangement) เช่น การทำพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เหมือนกรณีไทย-มาเลเซีย ที่เจรจาเส้นเขตแดนกันมาแล้วแต่เหลือตรงส่วนปลายที่ยังตกลงกันไม่ได้ และถ้าจะเจรจาต่ออาจใช้เวลานาน จึงตกลงทำข้อตกลงชั่วคราวมาพัฒนาพื้นที่ร่วมกันในนาม MTJA 

 

2.ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเด็ดขาด ห้ามมิให้รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว (Unilateral Action) ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในอนาคตได้ หมายความว่า รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวในการเอาทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ประโยชน์

 

สำหรับแนวคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 เป็นต้นมา ได้มีพัฒนาการในการตีความคำว่า ‘ผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม’ ให้มีความชัดเจนและเป็นวิทยาศาสตร์และคำนวณได้มากที่สุด

 

โดยศาลพยายามทำคำที่ดูเป็นนามธรรมให้มีหลักเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาจึงมีการกำหนดวิธีการเจรจาแบ่งเขตแดนเป็น 3 ขั้นตอน (3-Step Approach) ได้แก่

 

  • ขั้นตอนที่ 1 (Provisional Equidistance Line): เริ่มต้นด้วยการลากเส้นมัธยะเบื้องต้นขึ้นมาก่อน ซึ่งกระบวนการนี้ใช้หลักวิทยาศาสตร์โดยการเลือกจุดฐาน (Base Points) บนชายฝั่งที่เหมาะสมของแต่ละฝ่าย และใช้โปรแกรมในการคำนวณลากเส้น

 

  • ขั้นตอนที่ 2 (Relevant Circumstances): ศาลจะมาพิจารณาว่า เส้นมัธยะเบื้องต้นในขั้นตอนแรกนั้น มีพฤติการณ์หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องอะไรบ้างที่ทำให้เส้นนั้นดูแล้วไม่เที่ยงธรรม เช่น หากอีกฝ่ายนำเอาเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งมากๆ และไม่ได้เกาะกลุ่มอะไรกับแผ่นดินใหญ่มาใช้เป็นจุดอ้างอิง จะทำให้แนวเส้นถูกดันล้ำเข้ามาอีกฝั่งอย่างไม่เหมาะสม ศาลก็จะนำปัจจัยนี้มาคิดคำนวณเพื่อปรับเส้นเขตแดนใหม่

 

  • ขั้นตอนที่ 3 (Proportionality Test): หลังจากดูการปรับเส้นตามปัจจัยต่างๆ ในขั้นที่สองแล้ว ศาลจะตรวจสอบสัดส่วนความสมดุล โดยคำนวณดูความยาวแนวชายฝั่งของแต่ละฝ่าย เปรียบเทียบกับปริมาณพื้นที่น่านน้ำที่แต่ละฝ่ายจะได้รับจากการแบ่งเส้นเขตแดนนั้น ว่ามีความสมเหตุสมผลและได้สัดส่วนกันหรือไม่

 

ความเสี่ยงสุญญากาศและกลยุทธ์รับมือการประนอมภาคบังคับ

 

แน่นอนว่าการประกาศบอกเลิกสนธิสัญญาฝ่ายเดียวย่อมนำมาซึ่งความท้าทายและความเสี่ยงในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเด็นนี้เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามและแสดงความกังวลของสื่อมวลชน เกี่ยวกับปฏิกิริยาของฝั่งกัมพูชาที่ปฏิเสธไม่ยอมเจรจา รวมถึงความเสี่ยงที่กัมพูชาจะพยายามดึงไทยเข้าสู่กลไกการระงับข้อพิพาทอื่นๆ เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก – ICJ), ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) หรือศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งภายใต้กรอบของ UNCLOS ในภาค 15 เรื่องการระงับข้อพิพาท ส่วนแรกคือจะเปิดโอกาสให้คู่พิพาทตกลงเจรจากันเองก่อน และส่วนที่สองคือหากตกลงกันไม่ได้ จึงจะให้สิทธิ์นำเรื่องเข้าสู่กลไกศาลสากล 

 

ต่อประเด็นดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า “ประเทศไทยได้ทำข้อสงวนไว้ตั้งแต่ตอนเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่า จะไม่ยอมรับอำนาจของศาลสากลใดๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนทางทะเล” 

 

หมายความง่ายๆ ว่ากัมพูชาไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะลากประเทศไทยขึ้นสู่ศาลโลกหรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเพื่อตัดสินชี้ขาดเส้นแดนได้ตามใจชอบ

 

ส่วนความเสี่ยงในช่องทางการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS นั้น แม้กัมพูชาจะสามารถยื่นเรื่องคำร้องได้ แต่ผลลัพธ์หรือรายงานที่ออกมาจากคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาท จะมีสถานะเป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น

 

“รายงานดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะคำสั่งชี้ขาดเด็ดขาดเหมือนคำพิพากษาของศาล ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องนำข้อเสนอแนะนั้นกลับมาใช้เป็นแนวทางในการเจรจาหารือร่วมกันแบบทวิภาคีอยู่ดี” รองอธิบดีราชภูมิ กล่าว

 

The post เปิดเบื้องหลังรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 อะไรคือ ข้อดี ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว ‘โอร์เสม็ด’ ไทยประเมินเป็นการเช็กแนวรบ หลังพบต่างชาติประชิดลวดหนาม ยิงเตือน 2 นัด เฝ้าระวังเข้ม 24 ชม. https://thestandard.co/cambodia-thailand-border-shots-security/ Wed, 13 May 2026 14:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1206955 Breaking-News

กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่า เมื่อเ […]

The post กัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว ‘โอร์เสม็ด’ ไทยประเมินเป็นการเช็กแนวรบ หลังพบต่างชาติประชิดลวดหนาม ยิงเตือน 2 นัด เฝ้าระวังเข้ม 24 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Breaking-News

กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่า เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด รวม 11 นัด หลายจุด คาดเป็นการ “ยิงเช็กแนว” ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

 

รายงานระบุว่า จุดเริ่มต้นของการยิงอยู่บริเวณเนิน 278 ทิศตะวันออกของช่องจอม ก่อนจะไล่แนวยิงลงมาทางตลาดฝั่งตะวันออกของถนนเข้าสู่พื้นที่โอร์เสม็ด โดยแต่ละจุดมีการยิงประมาณ 1-2 นัด รวมทั้งสิ้น 11 นัด เหตุเกิดในช่วงพลบค่ำ ขณะท้องฟ้ามืดครึ้มและมีฝนตั้งเค้า

 

หลังเกิดเหตุไม่นาน ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

 

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตรวจพบชายชาวต่างชาติ ลักษณะคล้ายชาวตะวันตก ไม่ทราบสัญชาติ เดินเข้าใกล้แนวลวดหนามบริเวณถนนทางเข้าโอร์เสม็ด เจ้าหน้าที่จึงยิงเตือน 2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่และลดความเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดที่อาจกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน

 

ทั้งนี้ หน่วยความมั่นคงประเมินว่า การยิงของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้มีลักษณะคล้ายการ “ยิงเช็กแนว” โดยสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง

The post กัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว ‘โอร์เสม็ด’ ไทยประเมินเป็นการเช็กแนวรบ หลังพบต่างชาติประชิดลวดหนาม ยิงเตือน 2 นัด เฝ้าระวังเข้ม 24 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปภารกิจ สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา พบมินอ่องหล่าย คุยอะไรบ้าง? https://thestandard.co/sihasak-myanmar-min-aung-hlaing-visit/ Thu, 23 Apr 2026 04:26:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1200328 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พบปะพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำเมียนมา ในการเยือนอย่างเป็นทางการที่กรุงเนปิดอว์

วานนี้ (22 เมษายน) ที่ โรงแรม Jasmine Hotels & Reso […]

The post สรุปภารกิจ สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา พบมินอ่องหล่าย คุยอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พบปะพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำเมียนมา ในการเยือนอย่างเป็นทางการที่กรุงเนปิดอว์

วานนี้ (22 เมษายน) ที่ โรงแรม Jasmine Hotels & Resort กรุงเนปิดอว์ เมียนมาสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับผลการเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน โดยระบุว่า การเยือนครั้งนี้ เป็นการเดินทางเยือนเพื่อแสดงความยินดีกับเมียนมาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเขาได้มีโอกาสพบกับผู้นำคนสำคัญของเมียนมา ทั้งพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ตลอดจนรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาคนใหม่

 

 
 

ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือกันในหลายประเด็น อาทิ ความมั่นคงชายแดน ความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ตลอดจนประเด็นกระบวนการสันติภาพ และแนวทางในการฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน โดยถือเป็นวาระสำคัญหลังจากที่เมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งและความวุ่นวายมานานหลายปี

 

และนี่คือสรุปประเด็นทั้งหมดของการเยือนครั้งนี้

 

เตรียมเปิดด่านเมียวดี-แม่สอด

 

ประเด็นการค้าชายแดน สีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเนี่ยการค้าชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา ที่เมืองเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จังหวัดตากนั้น หยุดชะงักไปเพราะมีการปิดด่าน แต่ได้ทราบระหว่างการเยือนว่า กำลังจะมีการเปิดด่านหลักที่ อ.แม่สอดในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากเปิดได้ก็จะช่วยส่งเสริมการค้าชายแดน ซึ่งคิดเป็น 80% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างไทยกับเมียนมา

 

นอกจากนี้ ไทยและเมียนมายังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หรือขบวนการสแกม ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และในปีที่ผ่านมา มีการช่วยเหลือส่งกลับผู้ได้รับผลกระทบกว่า 13,000 คน

 

ตลอดจนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำและมลพิษทางอากาศ ซึ่งเมียนมาแสดงท่าทีพร้อมให้ความร่วมมือแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งในกรอบทวิภาคีและไตรภาคี คือ เมียนมา-ไทย-ลาว โดยไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์และเทคโนโลยี เช่น แผนที่และภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นพื้นที่เสี่ยง

 

ขยายความร่วมมือการค้า พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน

 

ส่วนประเด็นความร่วมมือทางการค้าการลงทุน ในการเยือนครั้งนี้ ยังมีการเชิญภาคเอกชนไทยที่ทำธุรกิจในเมียนมาหลากหลายสาขา เช่น การเกษตร วัสดุก่อสร้างหรือภาคบริการ อย่างธนาคารและโรงพยาบาล เข้าร่วมหารือกับรองประธานาธิบดีเมียนมาด้วย

 

โดยสีหศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายไทยมีความเชื่อมั่นว่า หลังจากมีรัฐบาลใหม่ เมียนมาจะเดินหน้าในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเขาย้ำว่า ไทยอยากจะเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือต่างๆในส่วนของภาคเอกชน

 

ขณะที่ภาคเอกชนก็ให้ความสนใจที่จะมาประกอบธุรกิจในเมียนมา และเชื่อว่าจะมีโอกาสที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยนอกจากเรื่องการค้ายังมีเรื่องการผลิตทั้งเพื่อตลาดภายในและตลาดส่งออกในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาเมียนมาจะมีข้อจำกัดเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนการโอนเงิน และการนำเข้าวัตถุดิบ

 

“การที่ไทยมีความต้องการช่วยเหลือเมียนมาในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะอยากจะมีโครงการที่อำนวยประโยชน์กับประชาชนเมียนมา เพราะว่าถ้าหากประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ก็จะทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศไทยด้วย” เขากล่าว และเผยว่า ฝ่ายไทยเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือผ่านกรมพัฒนาความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ

 

ทั้งนี้ ไทยและเมียนมายังได้หารือในด้านความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือด้านแหล่งพลังงาน ซึ่งก๊าซธรรมชาติจากเมียนมามีความสำคัญต่อไทยในการผลิตไฟฟ้า

 

หวังฟื้นปฏิสัมพันธ์เมียนมา-อาเซียน

 

สีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญสำหรับวาระการเยือนในครั้งนี้ คือเรื่องสถานการณ์ภายในของเมียนมาและการมีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน

 

โดยไทยแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ภายในเมียนมาที่ยึดเยื้อมาหลายปี ขณะเดียวกันยังเห็นความสำคัญว่า ควรที่จะรื้อฟื้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน เพื่อที่จะนำเมียนมากลับสู่เวทีอาเซียน แต่กระบวนการต้องเป็นปฏิสัมพันธ์ 2 ทาง คือฝ่ายเมียนมาเองก็ต้องดำเนินการที่จะตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียน ในฉันทามติ 5 ข้อ หลักๆ คือเรื่องของการลดความรุนแรง, กระบวนการพูดคุยสันติภาพ, การเพิ่มพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

 

ซึ่งฝ่ายไทยก็แสดงความพร้อมสนับสนุนให้เมียนมาในฐานะเพื่อนบ้านของไทย ได้กลับสู่อาเซียน เพราะจะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความปั่นป่วนวุ่นวาย และต้องการการรวมพลังของภูมิภาคมากขึ้น

 

เมียนมาต้องแก้ปัญหาภายในเอง

 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “เรื่องสันติภาพและการปรองดองเป็นเรื่องภายใน ที่เมียนมาต้องหาทางแก้ไขปัญหาเอง โดยไทยพร้อมให้การสนับสนุน และอยากให้รัฐบาลเมียนมาพิจารณาแนวทางภายใต้ฉันทามติ 5 ข้อ ที่ถือเป็นแนวทางนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

 

ซึ่งหลังจากนี้ ก็จะมีการพูดคุยประเด็นสถานการณ์เมียนมาในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป-อาเซียน ที่ประเทศบรูไน และการประชุมอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ในวันที่ 7-8 พฤษภาคมนี้

 

นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความยินดีที่เมียนมามีการปล่อยตัวอดีตประธาธิบดีและนักโทษการเมืองจำนวนมาก ขณะที่ผู้นำเมียนมาก็ให้การยืนยันว่า จะดำเนินการต่อไปในเรื่องของกระบวนการสันติภาพและการปรองดองภายในประเทศ

 

ซูจียังได้รับการดูแลดี

 

ส่วนประเด็นของอองซานซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมา ที่ถือเป็นข้อกังวลของอาเซียน ทางมินอ่องหล่าย เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงได้รับการดูแลที่ดี โดยสีหศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลเมียนมายืนยันว่า กำลังพิจารณาในสิ่งที่ดี ซึ่งไม่ได้มีการขยายความ แต่คาดว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี

 

พบผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อผลประโยชน์ไทย-หนุนสันติภาพ

 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังสอบถามถึงประเด็นความกังวลต่อข้อครหาในการเยือนและพบกับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นชาติแรกๆ

 

โดยสีหศักดิ์ ให้คำตอบว่าการเยือนครั้งนี้ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วย เช่นผลประโยชน์เรื่องความมั่นคงชายแดนที่คอยไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังเป็นการพูดคุยเพื่อสนับสนุนให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ขณะที่ต้องยอมรับว่าเมียนมาจัดการเลือกตั้งแล้ว และไทยมีความหวังว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

 

“เราเรียกร้องเนี่ยให้เขาเดินหน้าในเรื่องกระบวนการพูดคุยสันติภาพต่อไป นี่คือความปรารถนาดี และเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้าน จะบอกว่าหันหลังให้เมียนมาก็ไม่ได้” สีหศักดิ์ กล่าว

The post สรุปภารกิจ สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา พบมินอ่องหล่าย คุยอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 เหตุผลสำคัญ รองนายกฯ ไทย เยือนเมียนมา ชูจุดยืนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ https://thestandard.co/thailand-deputy-pm-myanmar-reasons/ Wed, 22 Apr 2026 05:37:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1199897 รองนายกฯ ไทย เยือน เมียนมา เปิด 3 เหตุผลสำคัญ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post เปิด 3 เหตุผลสำคัญ รองนายกฯ ไทย เยือนเมียนมา ชูจุดยืนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองนายกฯ ไทย เยือน เมียนมา เปิด 3 เหตุผลสำคัญ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยถึง 3 เหตุผลสำคัญในการเดินทางเยือนเมียนมาครั้งนี้ (22 เมษายน) โดยระบุว่า

 

 
 

1. การแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่และสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า เดินทางไปเมียนมาครั้งนี้ เพื่อแสดงความยินดีกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และในโอกาสที่ พลเออาวุโส มินอ่องหล่าย ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่อย่างเป็นทางการ

 

โดยไทยคาดหวังว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น ‘การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ’ นำไปสู่กระบวนการสันติภาพ การปรองดอง และการพูดคุยระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา

 

2. การเปิด ‘บทใหม่’ ในความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือ

 

โดยไทยต้องการที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องความมั่นคงชายแดน มุ่งเน้นความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์ รวมถึงปัญหายาเสพติดที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และต้องการความร่วมมือในการแก้ไข

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหามลภาวะ ซึ่งเป็น ‘วาระเร่งด่วน’ ที่จะนำไปหารือกับประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา ทั้งปัญหามลภาวะทางน้ำจากการทำเหมือง และฝุ่น PM 2.5 โดยต้องอาศัยความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง ไทย เมียนมา และ สปป.ลาว

 

อีกทั้งยังต้องการให้กลับมาเปิดการค้าชายแดนอีกครั้ง เนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของการค้าทั้งหมดระหว่างไทยกับเมียนมา

 

3. การสนับสนุนเมียนมาให้กลับสู่การมีส่วนร่วมในอาเซียน

 

สีหศักดิ์ระบุว่า ไทยมีนโยบายการมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสนับสนุนและนำเมียนมากลับสู่อาเซียน โดยต้องการให้เกิดการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้เมียนมาตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียน โดยไทยแสดงความยินดีที่รัฐบาลใหม่ได้ประกาศอภัยโทษแก่นักโทษทางการเมือง รวมถึงอดีตประธานาธิบดี และหวังว่าจะมีการดำเนินการในลักษณะนี้ต่อไป

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงตามแนวชายแดนนั้น ไทยต้องการให้ลดระดับหรือยุติการสู้รบและการทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน โดยจะมีการหารือเรื่องความมั่นคงระหว่างฝ่ายทหารระดับสูง ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งยังต้องการให้เมียนมาเปิดพื้นที่ เพื่อให้อาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศต่างๆ สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังเดือดร้อนได้

The post เปิด 3 เหตุผลสำคัญ รองนายกฯ ไทย เยือนเมียนมา ชูจุดยืนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 https://thestandard.co/anuthin-thailand-foreign-policy/ Fri, 10 Apr 2026 02:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196565 อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 1

นโยบายด้านการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื […]

The post สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 1

นโยบายด้านการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

 

 
 

โดยในการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งเสร็จสิ้น มีการระบุถึงเนื้อหานโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายใหญ่คือการเร่งเสริมสร้างบทบาทและความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพของไทยและรักษาสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกขั้วมหาอำนาจ ขณะที่มุ่งเน้นรักษาความมั่นคงชายแดน และป้องกันภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ

 

โดยเนื้อหานโยบายด้านการต่างประเทศในคำแถลงมีดังนี้

 

เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

 

รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand) เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นในระบอบพหุภาคี โดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีพ.ศ. 2571

 

เสริมสร้างเสถียรภาพ

 

โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ

 

ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ

 

รัฐบาลจะขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปีพ.ศ. 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล

 

และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทย

 

ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน

 

รัฐบาลจะส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข

 

ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดย

 

  • ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างกำแพงชายแดน เพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งสินค้า ยาเสพติดแรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์การลักลอบเผาป่า การลักลอบทำเหมือง และกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค

 

  • มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

  • แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้

 

สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดย

 

  • บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ รวมทั้งจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

 

  • ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน

 

  • ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา

 


 

อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 2

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทภ.1 เผย กกล.บูรพา ประสาน ภูมิภาคทหารที่ 5 เตือนทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมก่อกวนทหารไทยบ้านหนองจาน https://thestandard.co/thai-cambodia-border-troops-warning/ Thu, 12 Feb 2026 10:20:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1177867 ภาพทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ขณะทหารไทยเตือนพฤติกรรมก่อกวน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) กองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานข้อมู […]

The post ทภ.1 เผย กกล.บูรพา ประสาน ภูมิภาคทหารที่ 5 เตือนทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมก่อกวนทหารไทยบ้านหนองจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ขณะทหารไทยเตือนพฤติกรรมก่อกวน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) กองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานข้อมูลจากกองกำลังบูรพาเกี่ยวกับเหตุการณ์ทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมก่อกวนทหารไทย ในพื้นที่ชายแดน บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว พบว่า ข้อเท็จจริง เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ในระหว่างที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ดำเนินการขุดคูติดต่อทางทิศเหนือของพื้นที่ควบคุมแนววางกำลังปัจจุบัน (ห่างจากตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 300 เมตร) ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้มีทหารกัมพูชา ประมาณ 13 นาย พร้อมอาวุธเข้ามาสังเกตการณ์ ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามและมีลักษณะพูดคุยสอบถามกัน

 

ต่อมา หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 กองกำลังบูรพา ได้ประสานไปยังภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ให้ดำเนินการควบคุมกำลังพลมิให้แสดงพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวอีก เนื่องจากอาจจะส่งผลทำให้เกิดสถานการณ์ที่ตึงเครียดจากการพูดจายั่วยุ

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปตามปกติ กองกำลังบูรพายังคงดำเนินการเสริมความมั่นคงในพื้นที่ควบคุมอย่างต่อเนื่อง และไม่ปรากฏทหารกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่บริเวณหน้าแนวอีก

The post ทภ.1 เผย กกล.บูรพา ประสาน ภูมิภาคทหารที่ 5 เตือนทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมก่อกวนทหารไทยบ้านหนองจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
​อนุทินไฟเขียวกองทัพเสริมแนวรั้วชายแดน-อาวุธ เพิ่มความแข็งแกร่ง ชี้ ยกเลิก MOU 44 ใช้อำนาจ ครม.ได้ ไม่ต้องผ่านสภา https://thestandard.co/anutin-military-border-mou-44-cancel/ Thu, 12 Feb 2026 06:08:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1177742 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์เรื่องการเสริมความแข็งแกร่งแนวชายแดน และการยกเลิก MOU 44

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ […]

The post ​อนุทินไฟเขียวกองทัพเสริมแนวรั้วชายแดน-อาวุธ เพิ่มความแข็งแกร่ง ชี้ ยกเลิก MOU 44 ใช้อำนาจ ครม.ได้ ไม่ต้องผ่านสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์เรื่องการเสริมความแข็งแกร่งแนวชายแดน และการยกเลิก MOU 44

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาชายแดนที่ทหารเหยียบกับระเบิดที่จังหวัดศรีสะเกษ ว่า เกิดอยู่ในพื้นที่ที่เราควบคุมที่มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่ ไม่ได้เกิดจากการปะทะ จึงอาจมีเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้ ดังนั้นต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะพื้นที่ที่เรากลับไปควบคุมยังมีความเสี่ยง ซึ่งทหารต้องมีการกำหนดเส้นทางที่ชัดเจนไม่ออกนอกแนว เนื่องจากยังมีทุ่นระเบิดเก่าวางอยู่

 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มวัยรุ่นกัมพูชาที่ยั่วยุตามบริเวณชายแดน ทำให้เกิดความกังวลอาจจะมีการปะทะรอบ 3 นั้น อนุทินกล่าวว่า ขณะนี้เราลงนามกันในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ดังนั้นเรื่องการยั่วยุโดยประชาชน สามารถเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเราก็ต้องอยู่ในเขตของเรา พร้อมย้ำว่าสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนด้วยการสร้างรั้วแนวชายแดน ซึ่งจะดำเนินการแน่นอน รวมถึงการเสริมศักยภาพด้านอาวุธและความแข็งแกร่งของกองทัพ ซึ่งตนได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว ว่าให้ไปดำเนินการได้เลย

 

เมื่อถามว่า การศึกษายกเลิก MOU 44 ได้กำหนดกรอบเวลาไว้หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการแล้ว ซึ่งไม่ต้องมีกรอบเวลา แต่ให้ดูตามกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถยกเลิกได้เลย โดยใช้อำนาจคณะรัฐมนตรี น่าจะไม่ต้องไปถึงสภาฯ เพราะเป็นแค่ MOU

 

ส่วน MOU 43 มีความเป็นไปได้หรือไม่ในการปรับเนื้อหา MOU 43 เพื่อคุยกันใหม่ ในจุดที่มีความเห็นไม่ตรงกัน อนุทินกล่าวว่า รอให้มีการพูดคุยเรื่องนี้ก่อน ตอนนี้ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น

The post ​อนุทินไฟเขียวกองทัพเสริมแนวรั้วชายแดน-อาวุธ เพิ่มความแข็งแกร่ง ชี้ ยกเลิก MOU 44 ใช้อำนาจ ครม.ได้ ไม่ต้องผ่านสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ไชยชนก ลุยชัยภูมิ หนุนไอเดียร์ สุชาดา เลขาฯ คนทำงานจริง แม้ท้องก็ไม่ทิ้งงาน https://thestandard.co/chaiyachanok-suchada-chaiyaphum-campaign/ Wed, 04 Feb 2026 06:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1173618 ไชยชนก ชิดชอบ ปราศรัยบนเวทีหาเสียงที่ชัยภูมิ พร้อม สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 17.00 น. ที่วัดศรีธงชัย บ้าน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ไชยชนก ลุยชัยภูมิ หนุนไอเดียร์ สุชาดา เลขาฯ คนทำงานจริง แม้ท้องก็ไม่ทิ้งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไชยชนก ชิดชอบ ปราศรัยบนเวทีหาเสียงที่ชัยภูมิ พร้อม สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 17.00 น. ที่วัดศรีธงชัย บ้านโนนเหม่า ต.นางแดด อ.หนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคพรรคภูมิใจไทยนำทีมขึ้นเวทีปราศรัยช่วยสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. เขต 4

 

ไชยชนก กล่าวบนเวทีว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือการมาช่วยสนับสนุน สุชาดา ซึ่งเป็น เลขาธิการประจำทีมทำงานของพรรคในพื้นที่ และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนงานจำนวนมากของพรรคในจังหวัดชัยภูมิ เป็นคนทำงานจริง ลงพื้นที่จริง และผลักดันงานจากส่วนกลางสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

สุชาดาเป็นคนที่ทำงานหนัก แม้ในช่วงตั้งครรภ์ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ ขับเคลื่อนภารกิจและประสานงานให้พรรคจนถึงวันคลอด สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความทุ่มเทที่เหมาะสมจะเป็นผู้แทนของประชาชนเขต 4 การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำพลังของพรรคในจังหวัดชัยภูมิ ต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ของศุภจี สุธรรมพันธุ์แกนนำพรรคก่อนหน้านี้

 

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยประกาศยุทธศาสตร์ ‘เกษตรยกระบบ’ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการชูนโยบายด้านความมั่นคง โดยไชยชนกเน้นว่า ตนมีพื้นฐานจากการทำงานด้านความมั่นคงและการทหาร จึงให้ความสำคัญกับการคุมเข้มแนวชายแดน สกัดสินค้าเถื่อน การปราบปรามขบวนการทุนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ การไม่สนับสนุนนโยบายกาสิโน และการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาพื้นที่ ทั้งด้านเกษตร ความปลอดภัย และการวางแผนรับมือภัยพิบัติ

 

ด้าน สุชาดา กล่าวปราศรัยว่า ความพ่ายแพ้เพียงเล็กน้อยในการเลือกตั้งครั้งก่อน เป็นแรงผลักดันให้ตนลงพื้นที่หนักขึ้น และทำงานใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมากกว่าเดิมดิฉันพร้อมแล้วที่จะนำประสบการณ์การทำงานในฐานะทีมเลขาฯ และผู้ประสานงานกับหลายกระทรวง เข้าไปขับเคลื่อนงบประมาณและโครงการพัฒนาที่จำเป็นต่อเขต 4 ไม่ว่าจะเป็นถนน แหล่งน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาที่ต้องเท่าเทียม รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติให้พื้นที่ของเราปลอดภัยมากขึ้น

 

ไชยชนก ชิดชอบ ปราศรัยบนเวทีหาเสียงที่ชัยภูมิ พร้อม สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย 1ไชยชนก ชิดชอบ ปราศรัยบนเวทีหาเสียงที่ชัยภูมิ พร้อม สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย 2ไชยชนก ชิดชอบ ปราศรัยบนเวทีหาเสียงที่ชัยภูมิ พร้อม สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย 3ไชยชนก ชิดชอบ ปราศรัยบนเวทีหาเสียงที่ชัยภูมิ พร้อม สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย 4
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ไชยชนก ลุยชัยภูมิ หนุนไอเดียร์ สุชาดา เลขาฯ คนทำงานจริง แม้ท้องก็ไม่ทิ้งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทินบุกศรีสะเกษวันเดียว 4 เวที ชูความมั่นคงชายแดน ชี้ภูมิใจไทยพรรคเดียวที่ไม่คืนดินแดน กา 37 ไทยหมดความเสี่ยง https://thestandard.co/anutin-sisaket-border-security-bhumjaithai/ Wed, 04 Feb 2026 06:55:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1173610 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ลานอเนกประสงค์ สำนักงานการกีฬา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินบุกศรีสะเกษวันเดียว 4 เวที ชูความมั่นคงชายแดน ชี้ภูมิใจไทยพรรคเดียวที่ไม่คืนดินแดน กา 37 ไทยหมดความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ลานอเนกประสงค์ สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นปราศัยเพื่อช่วยหาเสียงให้กับ สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 1 และ ศุภกิจ สีหาภาค ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 2 โดยมี ธนา กิจไพบูลย์ชัย ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 3 จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 8 และ วิทวัส ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 9 พร้อมด้วย ไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

อนุทินเริ่มการปราศรัยทักทายชาวศรีสะเกษ ว่าสวัสดีพี่น้องชาวศรีสะเกษ วันนี้เรามาเจอกันแต่เช้า ขอให้พี่น้องเขต 1 เลือก โต้ง สิริพงษ์ เขต 2 เลือกเติ้ล ศุภกิจ ถ้ากลับไปกาเบอร์ผู้สมัครของภูมิใจไทย ก็ไม่ต้องหาเสียงแล้ว เตรียมตัวเข้าสภาได้เลย ซึ่ง สิริพงษ์ พี่น้องเห็นแล้วว่า ทำงานสร้างชื่อเสียงให้กับพี่น้องชาวศรีสะเกษ พ่อก็เป็นนายกเทศมนตรี เราเป็นพี่น้องกัน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

วันนี้ตนเดินสายที่ศรีสะเกษเพราะถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นมาได้ โตได้ ขยายเขตที่เรามี สส. รับใช้ประเทศชาติ รับใช้พี่น้องประชาชนได้ ศรีสะเกษมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้นเราจะเริ่มมาจากบุรีรัมย์ สุรินทร์ ที่ได้รับความไว้วางใจตั้งแต่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนเลขาธิการที่ตนไว้วางใจก็เป็นคนศรีสะเกษ คือ ไตรศุลี หรือกวาง เรามีความใกล้ชิดกันมาก

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า ตอนที่เรามีสงคราม จังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่เราเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด ตอนนั้นตนยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มาดูตอนที่พี่น้องย้ายบ้าน บางคนต้องไปอยู่ตามที่อพยพต่าง ๆ จึงได้เห็นถึงความยากลำบาก และวิธีบริหารจัดการปัญหา ถ้าเรามีปัญหากับกัมพูชา สุดท้ายพอมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี แป๊บเดียว อันไหนที่เป็นเรา เราเอากลับมาเป็นของเราได้หมด และฉันทานุมัติจากประชาชน คือ คุณอนุทิน ห้ามเปิดด่าน ดังนั้นคำนี้คือคำสั่งของประชาชนชาวไทย ที่มอบให้ตน เลิกคิดได้แล้ว พร้อมย้ำว่า หลังเปิดด่าน ราคาหอม ราคามัน ข้าว มะม่วง อ้อย ราคาขึ้น แล้วจะไปเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก ขอทุกคนอย่ากังวล พวกเรามีความรู้สึกร่วมกัน คือความเกลียดแค้น ทำไมคนของเราถึงถูกรังแก มีอยู่เต็มหัวใจของตน

 

ดังนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์คิดได้หรือยังว่าจะให้ใครเข้าไปเป็นนายกฯ เบอร์ 37 ใช่หรือไม่ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่เขมรไม่อยากให้เป็นรัฐบาล เข้ามาแล้วไม่เปิดด่านแน่นอน เป็นพรรคอื่นอาจจะเปิดด่าน คืนดินแดน อาจจะเจรจาอะไรอีกมากมาย ดังนั้นหน้าที่ตนคือมาบอก “ยังจำได้อยู่ใช่ไหม ยังต้องการให้ไม่มีการเจรจา ยังต้องการปิดด่าน ยังต้องการอนุทินเป็นนายกฯ ด้วยใช่หรือไม่” เรื่องของชายแดนขอให้พี่น้องมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ใครจะเข้ามาวุ่นวายอีก หากเลือกอนุทินเข้าไปเป็นนายกฯ ขณะนี้ไม่มีเวลาทดลองงานแล้ว เพราะประเทศไทยไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร หากตัดสินใจผิดเพียงแค่ 1 วินาทีเดียว อนาคตประเทศเปลี่ยน พรรคภูมิใจไทยเข้ามาไม่กี่เดือน ตัดสินใจถูกทั้งหมด พวกเราให้คำมั่นสัญญา เลือกภูมิใจไทยเบอร์ 37 ประเทศไทยหมดความเสี่ยง

 

ส่วนบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนแห่เข้ามาฟังปราศรัยจนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ 6,000 ตัว เต็มทุกที่นั่ง โดยเวทีปราศรัยของพรรคภูมิใจไทย จุดแรกในอำเภอเมือง ห่างจากเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่จัดบริเวณสนามซ้อมศรีสะเกษ ยูไนเต็ด เพียง 2 กิโลเมตร

 

จากนั้นอนุทินพร้อมคณะจะเดินทางไปยังอำเภอปรางค์กู่ อำเภอขุขันธ์ อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 1อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 2อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 3อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 4อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 5อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 6อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 7อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 8อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยบนเวทีหาเสียงท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดศรีสะเกษ 9
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินบุกศรีสะเกษวันเดียว 4 เวที ชูความมั่นคงชายแดน ชี้ภูมิใจไทยพรรคเดียวที่ไม่คืนดินแดน กา 37 ไทยหมดความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ หนุนงบกลาโหมไทยกว่า 100 ล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงชายแดน-ยกระดับความร่วมมือทางทหารสองชาติ https://thestandard.co/us-thai-defense-aid-100m/ Fri, 09 Jan 2026 13:06:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1163423 สหรัฐฯ หนุนงบกลาโหม ไทย กว่า 100 ล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงชายแดน-ยกระดับความร่วมมือทางทหารสองชาติ

วันนี้ (9 มกราคม) พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการท […]

The post สหรัฐฯ หนุนงบกลาโหมไทยกว่า 100 ล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงชายแดน-ยกระดับความร่วมมือทางทหารสองชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ หนุนงบกลาโหม ไทย กว่า 100 ล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงชายแดน-ยกระดับความร่วมมือทางทหารสองชาติ

วันนี้ (9 มกราคม) พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ ไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก พร้อมด้วย ชอน โคตาโระ โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่าง ไทย และ สหรัฐอเมริกา รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ระหว่างการหารือ ฝ่ายไทยยืนยันจุดยืนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ยึดมั่นในหลักการตามปฏิญญาสันติภาพ และใช้กลไกทวิภาคีเป็นช่องทางหลักในการสร้างความเข้าใจกับกัมพูชา โดยผู้บัญชาการทหารบกระบุว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้งและมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขณะที่ไทยยังคงปฏิบัติต่อเชลยศึกจำนวน 18 นายตามหลักมนุษยธรรมและมาตรฐานสากล

 

ด้านสหรัฐฯ แสดงความขอบคุณต่อบทบาทของกองทัพบกไทยในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค และยืนยันการสนับสนุนงบประมาณด้านการทหารให้ไทยมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน การรับมืออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยยานเกราะล้อยางสไตรเกอร์ และการสนับสนุนหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมทางทหารอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องว่าการฝึกร่วมผสม Cobra Gold และ Balance Torch เป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องปรามความขัดแย้งในภูมิภาค พร้อมหารือการสนับสนุนเทคโนโลยีทางทหาร อาทิ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโดรนและต่อต้านโดรน การข่าวกรอง และอาวุธยิงสนับสนุน

 

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ใน ทะเลจีนใต้ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และย้ำความจำเป็นของความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อรักษาเสถียรภาพและสันติภาพของภูมิภาคในระยะยาว

 

กองทัพบกยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตร และเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

The post สหรัฐฯ หนุนงบกลาโหมไทยกว่า 100 ล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงชายแดน-ยกระดับความร่วมมือทางทหารสองชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ บิน 3 จังหวัดอีสานใต้ ปฏิบัติภารกิจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เผยฝ่ายความมั่นคงรายงานสถานการณ์เรียบร้อยดี https://thestandard.co/pm-visits-thai-cambodia-border/ Mon, 29 Dec 2025 02:37:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1159579 นายกฯ บิน 3 จังหวัดอีสานใต้ ปฏิบัติภารกิจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เผยฝ่ายความมั่นคงรายงานสถานการณ์เรียบร้อยดี

วันนี้ (29 ธันวาคม) เวลา 08.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 […]

The post นายกฯ บิน 3 จังหวัดอีสานใต้ ปฏิบัติภารกิจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เผยฝ่ายความมั่นคงรายงานสถานการณ์เรียบร้อยดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ บิน 3 จังหวัดอีสานใต้ ปฏิบัติภารกิจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เผยฝ่ายความมั่นคงรายงานสถานการณ์เรียบร้อยดี

วันนี้ (29 ธันวาคม) เวลา 08.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุดนายกองใหญ่ ออกเดินทางไปยัง 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมเดินทางด้วย

 

ทั้งนี้ ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเปิดกิจกรรมโครงการ ‘ปิดทองเบิกฟ้า สักการะบูชา มหาราชรัชกาลที่ 1’ ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

 

จากนั้นในช่วงเที่ยง นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังจังหวัดสุรินทร์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ ณ วัดเชือกนอก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ

 

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดน โดยย้ำว่า 72 ชั่วโมงตามข้อตกลงการลงนามร่วม (Joint Statement) จะครบกำหนดวันพรุ่งนี้ เวลา 12.00 น. และได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงฯ ว่า สถานการณ์ทั่วไปเรียบร้อยดี

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ายังคงพบโดรนบินอยู่ในหลายพื้นที่ อนุทิน ย้ำว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้

 

ส่วนจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างไร หลายพื้นที่ยังคงมั่นใจ อนุทิน กล่าวว่า มีการเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา ไม่ใช่ไม่เฝ้าระวังเลย เพียงแต่ว่าต่างฝ่ายต่างหยุดจริง ลดระดับความรุนแรงลงไปเป็นศูนย์ในเรื่องของการโจมตีซึ่งกันและกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้มีการป้องกันหรือเตรียมพร้อมใดๆ

 

เมื่อถามว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปพบ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เพื่อหารือทวิภาคี อนุทิน กล่าวว่า ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ได้รับรายงานว่าการพูดคุยเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อสักครู่เพิ่งวางสาย และจะเริ่มพูดคุยกับฝ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา

 

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าทางจีนจะให้เงินช่วยเหลือกัมพูชาในเรื่องความเสียหายจากสงคราม 20 ล้านหยวน ข้อเท็จจริงคือ ไทยก็ได้รับข้อเสนอนี้ด้วย ซึ่งทางการจีนแจ้งมา ส่วนไทยจะรับข้อเสนอหรือไม่ ต้องกลับมาพิจารณาร่วมกัน โดยต้องรอนายสีหศักดิ์กลับมาหารือร่วมกัน

 

“ในโซเชียลก็บอกว่าไหนบอกจีนเป็นกลาง ทำไมดูแลแต่ประเทศกัมพูชา ไม่เห็นดูแลประเทศไทย ผมถึงบอกว่าต้องฟังข่าวจากทางราชการ เพราะตอนนี้ก็มีข่าววิเคราะห์อะไรเต็มไปหมด จึงขอให้ยึดข่าวจากทางราชการเป็นหลัก”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทางการจีนได้ตั้งเงื่อนไขกับไทยหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า เงื่อนไขก็ต้องรอสีหศักดิ์กลับมาหารือ แต่คงเป็นเรื่องของการช่วยเหลือความเสียหายทั้งประชาชนและทรัพย์สิน

 

เมื่อถามย้ำว่าการพูดคุยวันนี้ระหว่าง สีหศักดิ์ กับ หวัง อี้ จะมีการตกลงอะไรร่วมหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องรอให้การพูดคุยเรียบร้อยก่อน จึงจะได้รับรายงาน โดยคาดว่าเป็นการหารือแนวทางการดำเนินการต่อไป ซึ่งขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ในระดับทูตและระดับเจ้าหน้าที่ โดยมีเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ส่วนการขยับความสัมพันธ์ต้องใช้เวลาและมีขั้นตอน ขณะนี้รัฐบาลเน้นการสร้างความมั่นใจ และการหยุดยิงในกรอบเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งจะดำเนินไปทีละขั้น

 

ส่วนการเดินทางกลับบ้านของประชาชนในศูนย์อพยพว่าจะสามารถกลับได้ 100% หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า อยู่ระหว่างทยอยให้กลับในพื้นที่ที่ทางการประเมินแล้วว่ามีความปลอดภัย โดยยกตัวอย่างที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้อพยพจากเดิมกว่า 20,000 คน ล่าสุดได้รับรายงานเมื่อวานว่าเหลืออยู่ประมาณ 2,000 คน ทั้งนี้ รัฐบาลจะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ และหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

The post นายกฯ บิน 3 จังหวัดอีสานใต้ ปฏิบัติภารกิจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เผยฝ่ายความมั่นคงรายงานสถานการณ์เรียบร้อยดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทินแจง 3 เหตุผลไม่ขึ้นเวทีดีเบตเลือกตั้ง ชี้ภารกิจนายกฯ-ความมั่นคงชายแดนสำคัญกว่า ไม่ถนัดวาทกรรมโจมตี https://thestandard.co/anutin-no-debate-explained/ Sun, 28 Dec 2025 12:50:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1159526

วันนี้ (28 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินแจง 3 เหตุผลไม่ขึ้นเวทีดีเบตเลือกตั้ง ชี้ภารกิจนายกฯ-ความมั่นคงชายแดนสำคัญกว่า ไม่ถนัดวาทกรรมโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘อนุทิน 37’ ชี้แจงเหตุผล 3 ประการในการไม่เข้าร่วมเวทีดีเบตเลือกตั้ง ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

 

อนุทินระบุว่า เหตุผลแรก ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยังมีภารกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา จึงมีข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่อการทำงานของกองทัพ หน่วยราชการ ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมขอให้ผู้จัดและผู้ร่วมดีเบตระมัดระวังการนำเสนอประเด็นด้านความมั่นคง

 

เหตุผลที่สอง คือ ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายบริหารจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ การไปร่วมดีเบตหรือรายการหาเสียงอาจกระทบงานราชการ และหากต้องเลื่อนกะทันหันจะส่งผลต่อผู้จัดรายการ โดยย้ำว่าช่วงนี้ต้องทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมากกว่าหัวหน้าพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยพร้อมส่งผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีและทีมช่วยหาเสียงไปร่วมนำเสนอนโยบายแทน

 

ส่วนเหตุผลที่สาม เป็นเหตุผลส่วนตัว โดยอนุทินระบุว่าไม่สบายใจกับบรรยากาศการดีเบตที่มักมีวาทกรรมโจมตีกัน อีกทั้งมีข้อจำกัดในการสื่อสารภายในเวลาสั้น 1-3 นาที เกรงจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน พร้อมย้ำว่าการนำนโยบายสาธารณะควรมีเวลามากพอทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

 

อนุทินย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้พื้นที่เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับประชาชนและสื่อมวลชน เปิดรับข้อเสนอเพื่อพัฒนาประเทศ และหากเป็นแนวคิดที่ทำได้ทันทีจะนำไปปฏิบัติ โดยระบุว่า “ขอให้ผลการทำงานพูดแทนผม” และย้ำคำว่า “พูดแล้วทำ”

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินแจง 3 เหตุผลไม่ขึ้นเวทีดีเบตเลือกตั้ง ชี้ภารกิจนายกฯ-ความมั่นคงชายแดนสำคัญกว่า ไม่ถนัดวาทกรรมโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ https://thestandard.co/weapons-return-peace-agreement/ Wed, 05 Nov 2025 12:24:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1140047 AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) คณะทำงานประสานงาน กระทรวงกลาโหมกัม […]

The post AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) คณะทำงานประสานงาน กระทรวงกลาโหมกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินการระยะที่ 1 ของการเคลื่อนย้ายอาวุธหนัก และยุทโธปกรณ์ทำลายล้างกลับสู่ที่ตั้งเดิมในพื้นที่ จังหวัดกำปงสปือ

 

อาวุธหนักดังกล่าวได้ถูกถอนออกจากพื้นที่ อำเภอจอมกระสานต์ และอำเภอรังเวียง จังหวัดพระวิหาร เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.45 น. ตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุม GBC (General Border Committee) ซึ่งเป็นไปตามแผนการเคลื่อนย้ายทั้งสองฝ่าย โดยไทยและกัมพูชา ได้เห็นชอบร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน

 

การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้การอำนวยความสะดวก และการตรวจสอบของคณะผู้แทนทั้งสองประเทศ และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมบรรยากาศแห่งสันติภาพบนพื้นฐานของความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

 

ขณะที่ พ.อ. ครองพล โลหะชาละ รองผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ประจำประเทศไทย (AOT-TH) ประกอบด้วย พ.อ. Khamphat Songsamay ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย พ.ท. Lee Choon Hian รองผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย พ.ต. Mohd Jaffny bin Abdullah ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และ MSgt Jonathan Apolonio ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฟิลิปปินส์ ประจำประเทศไทย ร่วมสังเกตการณ์การถอนอาวุธหนัก ถึงที่ตั้งปกติ ณ ค่ายสิริกิติ์ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

 

AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ 1
AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ 2
AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ 3
AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ 4

The post AOT ตรวจสอบ กัมพูชา-ไทย เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กลับที่ตั้งตามข้อตกลงสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมลงพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว 20 ต.ค. ตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด หลังมวลชนทั้งสองฝ่ายยังคงเคลื่อนไหวใกล้ชายแดน https://thestandard.co/army-region-1-mine-clearance/ Sun, 19 Oct 2025 11:03:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1132546 แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมลงพื้นที่ บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว 20 ต.ค. ตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด หลังมวลชนทั้งสองฝ่ายยังคงเคลื่อนไหวใกล้ชายแดน

วันนี้ (19 ตุลาคม) กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกอง […]

The post แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมลงพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว 20 ต.ค. ตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด หลังมวลชนทั้งสองฝ่ายยังคงเคลื่อนไหวใกล้ชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมลงพื้นที่ บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว 20 ต.ค. ตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด หลังมวลชนทั้งสองฝ่ายยังคงเคลื่อนไหวใกล้ชายแดน

วันนี้ (19 ตุลาคม) กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน ณ เวลา 16.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว

 

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จังหวัดสระแก้ว โดยฝ่ายไทย มีมวลชนชาวบ้านในพื้นที่และมวลชน ร่วมแสดงกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ในพื้นที่บ้านหนองจาน ส่วนฝั่งตรงข้าม ฝ่ายกัมพูชา บริเวณ บ้านโจกเจย และบ้านเปรยจัน พบความเคลื่อนไหวประชาชน, สื่อมวลชน, ทหาร และตำรวจ ฝ่ายกัมพูชาคอยติดตามความเคลื่อนไหวการปฏิบัติของฝ่ายไทย ประมาณ 40-50 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ

 

กองกำลังบูรพา จัดกำลังป้องกันในพื้นที่ตอนในบ้านหนองจาน เสริมแนวลวดหนามชั้นในเพื่อป้องกันมวลชนไทยรุกล้ำเข้าเขตปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนเตรียมเคลียร์พื้นที่ โดยมีชุดทหารช่างดำเนินการทำเส้นทางและปรับสภาพพื้นที่การปฏิบัติในพื้นที่บ้านหนองจาน

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ตุลาคม พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 มีกำหนดเดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดน จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่บ้านหนองจาน และรับทราบความคืบหน้าการคืนพื้นที่ปลอดภัยบ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมพบป่ะประชาชนตลอดจนมวลชนในพื้นที่

The post แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมลงพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว 20 ต.ค. ตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด หลังมวลชนทั้งสองฝ่ายยังคงเคลื่อนไหวใกล้ชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพบกเผยผลเจรจา ผบ.ทบ. ไทย-กัมพูชา ยืนยันไม่รุกรานอธิปไตย มุ่งเจรจาสันติเพื่อประชาชน https://thestandard.co/thai-cambodia-army-border-talks/ Fri, 30 May 2025 05:27:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1080227 ผบ.ทบ. ไทย-กัมพูชา เจรจาย้ำจุดยืนไม่รุกรานอธิปไตย มุ่งสันติภาพและผลประโยชน์ประชาชนชายแดน

วันนี้ (30 พฤษภาคม) กองทัพบกเผยแพร่แถลงการณ์ผลการเจรจาร […]

The post กองทัพบกเผยผลเจรจา ผบ.ทบ. ไทย-กัมพูชา ยืนยันไม่รุกรานอธิปไตย มุ่งเจรจาสันติเพื่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทบ. ไทย-กัมพูชา เจรจาย้ำจุดยืนไม่รุกรานอธิปไตย มุ่งสันติภาพและผลประโยชน์ประชาชนชายแดน

วันนี้ (30 พฤษภาคม) กองทัพบกเผยแพร่แถลงการณ์ผลการเจรจาระหว่าง ผบ.ทบ. ไทย – ผบ.ทบ. กัมพูชา ในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน

 

  1. ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียกำลังพลจากเหตุการณ์ปะทะ และเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญต่อเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ที่ต้องการให้มีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนการพูดคุยเจรจาด้วยสันติวิธีในการหาข้อตกลงร่วมกัน และขอยืนยันว่าจะไม่มีการรุกรานอธิปไตย หรือการหยิบยกประเด็นข้อขัดแย้งในอธิปไตยของกัมพูชาโดยเด็ดขาด การเจรจาครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ

 

  1. กรณีข้อขัดแย้งบริเวณช่องบก กองทัพบกไทยและกัมพูชา มีความเห็นร่วมกันในการใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ Joint Boundary Committee (JBC) ซึ่งเป็นกลไกในระดับรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผลการประชุม JBC คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในอีก 2 สัปดาห์ โดยปัจจุบันกำลังทั้งสองฝ่ายที่เคยปะทะได้ตกลงที่จะเคลื่อนออกจากพื้นที่ ถือเป็นการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นพ้องในการใช้กลไกคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน หรือ Regional Border Committee (RBC) เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่อาจค้างคา และส่งเสริมกลไก JBC ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

  1. ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายได้ระบุว่าจะกำกับดูแลกำลังพลให้อยู่ภายใต้กรอบการเจรจาอย่างเคร่งครัด โดยผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา ย้ำว่าในส่วนของกัมพูชา หากมีผู้ใดฝ่าฝืนข้อตกลงที่ได้ร่วมกันวางไว้ในวันนี้ จะดำเนินการย้ายกำลังออกจากพื้นที่ทันที และยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชาสามารถควบคุมและสั่งการหน่วยงานทุกหน่วยได้อย่างเด็ดขาด

 

  1. การพบปะเจรจาระหว่างผู้บัญชาการทหารบกไทยและกัมพูชาในครั้งนี้ บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี สามารถบรรลุข้อตกลงในการถอนกำลังออกจากจุดที่ปะทะ และคงกำลังอยู่ในที่ตั้งเดิมรอผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม JBC ในระหว่างนี้ ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายจะกำกับดูแลกำลังพลให้อยู่ภายใต้กรอบการเจรจาอย่างเคร่งครัด โดยกองทัพบกจะยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานด้านต่างๆ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนต่อไป   

 

อ้างอิง: กองทัพบก

The post กองทัพบกเผยผลเจรจา ผบ.ทบ. ไทย-กัมพูชา ยืนยันไม่รุกรานอธิปไตย มุ่งเจรจาสันติเพื่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุปะทะทหารไทย-กัมพูชาบริเวณช่องบก อุบลราชธานี เหตุตรวจพบกัมพูชาตั้งจุดตรึงกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ ก่อนเจรจายุติ https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-tension-dispute/ Wed, 28 May 2025 02:32:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1079260 ทหารไทย กัมพูชา

วันนี้ (28 พฤษภาคม) รายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงชายแ […]

The post เกิดเหตุปะทะทหารไทย-กัมพูชาบริเวณช่องบก อุบลราชธานี เหตุตรวจพบกัมพูชาตั้งจุดตรึงกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ ก่อนเจรจายุติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารไทย กัมพูชา

วันนี้ (28 พฤษภาคม) รายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงชายแดน ช่องบก เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 05.45 น. บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ซึ่งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่ยังไม่ได้มีการแบ่งเขตแดนอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา และเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีการอ้างสิทธิทับซ้อนมาโดยตลอด 

 

ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงร่วมกันในการ ‘รักษาสถานภาพเดิม’ (Status Quo) เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน โดยกำหนดให้ไม่มีการดำเนินการที่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่ เช่น การสร้างสิ่งปลูกสร้าง การเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการขุดหลุมโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 05.45 น. ของวันนี้ ฝ่ายไทยตรวจพบการเคลื่อนกำลังและการจัดเตรียมพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาในลักษณะการตั้งจุดตรึงกำลังในพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ ซึ่งอาจขัดต่อข้อตกลงที่มีอยู่ ฝ่ายไทยจึงได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบ และเกิดเหตุปะทะขึ้น

 

สำหรับเหตุปะทะเกิดขึ้นจากความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานการณ์ในระดับภาคสนามและยุติลงภายในเวลาอันสั้นโดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และภายหลังเกิดเหตุการณ์ พล.ต. ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา ได้ประสานทางโทรศัพท์กับรองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีของไทย และสามารถตกลงยุติเหตุการณ์ได้ภายในเวลา 05.55 น.

 

ทั้งนี้ กำลังพลของไทยจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ซึ่งปฏิบัติภารกิจตามปกติในการประสานงานและเฝ้าระวังพื้นที่ โดยไม่มีเจตนาแสดงอำนาจเหนือดินแดนหรือยั่วยุใด ๆ ต่อประเทศเพื่อนบ้าน

 

สถานการณ์ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือผ่านกลไกทวิภาคีตามกรอบที่มีอยู่ เพื่อจัดการกรณีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนด้วยวิถีทางสันติและวางแนวปฏิบัติร่วมกันในอนาคต

 

ขณะที่กำลังพลของฝ่ายไทยปลอดภัยทุกนายและสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยทางกองทัพบกยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือกับราชอาณาจักรกัมพูชาในทุกระดับ เพื่อรักษาเสถียรภาพชายแดนและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

The post เกิดเหตุปะทะทหารไทย-กัมพูชาบริเวณช่องบก อุบลราชธานี เหตุตรวจพบกัมพูชาตั้งจุดตรึงกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ ก่อนเจรจายุติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.กลาโหม ยืนยัน กองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย แต่ต้องคำนึงผลกระทบแนวชายแดน https://thestandard.co/thai-army-is-ready-to-protect-sovereignty/ Sat, 21 Dec 2024 02:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1021910 กองทัพไทย

วันนี้ (20 ธันวาคม) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. ณัฐพล […]

The post รมช.กลาโหม ยืนยัน กองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย แต่ต้องคำนึงผลกระทบแนวชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพไทย

วันนี้ (20 ธันวาคม) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา กรณีพื้นที่ที่มีการพิพาทเกิดขึ้นกับกลุ่มว้าแดงในขณะนี้ โดยระบุว่า ประเด็นนี้ไม่ขอลงรายละเอียด แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยหากเกิดการรุกล้ำอธิปไตยเข้ามา 

 

“เช่นเดียวกับกรณีที่เมียนมายังคงไม่ปล่อยตัว 4 ลูกเรือประมงไทย ไม่อยากจะลงในเรื่องของรายละเอียด เนื่องจากอยู่ระหว่างการพูดคุย ซึ่งอาจกระทบต่อขั้นตอนการเจรจา อาจทำให้คนไทยที่อยู่ฝั่งโน้นได้รับผลกระทบ” พล.อ. ณัฐพล กล่าว 

 

พล.อ. ณัฐพล ยืนยันว่า กองทัพไทยไม่ได้อ่อนท่าที เราพร้อมปฏิบัติการเมื่อรัฐบาลสั่งการ แต่การพูดคุยจะต้องคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว แต่อยากให้เชื่อใจ หากเป็นเรื่องอธิปไตย กองทัพปกป้องแน่นอน ไม่ยอมให้ใครมารุกล้ำอธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน การพูดคุยก็ต้องคำนึงถึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

 

“การรบกัน การปะทะกัน เป็นอาชีพของทหารและความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน เราต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย” พล.อ. ณัฐพล กล่าว

 

ส่วนข้อมูลที่ว่ากลุ่มว้าแดงไม่ได้รุกล้ำมาเพียงแค่จุดเดียว แต่ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา มีการรุกล้ำถึง 80 จุด พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งพื้นที่ตามแนวชายแดน เช่น จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ปัจจุบันยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ จึงมีพื้นที่ซึ่งไม่ชัดเจนหลายแห่ง ก็ต้องพูดคุยกันในคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC) และยืนยันว่าไม่มีเดดไลน์อย่างที่เป็นข่าว 

 

พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมมีแนวทางอยู่แล้ว เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ แม้ไม่มีแนวเขตแดน แต่เรามีเส้นปฏิบัติการที่กำหนดว่าทั้งสองฝ่ายจะอยู่กันบริเวณไหน เพื่อเป็นกรอบการปฏิบัติของแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเรามีคนไทยพูดคุยอยู่แล้ว และมีความแน่นแฟ้นกับชนกลุ่มน้อย แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ซึ่งเราไม่ได้พูดคุยกับเมียนมาโดยตรง มีชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มอยู่ตรงนั้น เราจึงใช้กลไกทั้ง TBC และกลไกอื่นๆ เข้ามาเสริม

 

นอกจากนี้ พล.อ. ณัฐพล ยังฝากไปถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ว่า ขอให้มั่นใจ กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตย และในการพูดคุยเราไม่ได้มองแค่ประเด็นด้านความมั่นคงหรือการทหารเพียงอย่างเดียว มีเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และผลกระทบต่อประชาชน 

 

“การรบ การปะทะกันนั้นง่าย แต่เรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อเกิดขึ้นแล้วยากที่จะเยียวยา กองทัพจึงคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคำนึงจนอ่อนอย่างที่สังคมวิจารณ์ เมื่อไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติการได้ทันที” พล.อ. ณัฐพล ระบุ

The post รมช.กลาโหม ยืนยัน กองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย แต่ต้องคำนึงผลกระทบแนวชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาริษหารือ 6 ประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน เมียนมาเผย ปล่อย 4 ลูกเรือไทยเร็วๆ นี้ https://thestandard.co/maris-discusses-border-security-myanmar-to-release-thai-crew/ Thu, 19 Dec 2024 11:01:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1021588 maris-discusses-border-security-myanmar-to-release-thai-crew

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป […]

The post มาริษหารือ 6 ประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน เมียนมาเผย ปล่อย 4 ลูกเรือไทยเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
maris-discusses-border-security-myanmar-to-release-thai-crew

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเป็นเจ้าภาพการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนระดับสูง 6 ประเทศ ทั้งไทย, เมียนมา, สปป.ลาว, จีน, อินเดีย และบังกลาเทศ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นข้อห่วงกังวลร่วมกัน ทั้งในเรื่องความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทุกประเทศต่างเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประสานงานในการบังคับใช้กฎหมาย 

 

มาริษเผยว่า การหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้เป็นข้อริเริ่มของไทย โดยต่อยอดมาจากข้อริเริ่มของไทยเมื่อครั้งการหารืออย่างไม่เป็นทางการ 3 ฝ่าย ระหว่างไทย อินเดีย และเมียนมา ช่วงการประชุม BIMSTEC ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และการหารืออย่างไม่เป็นทางการ 4 ฝ่าย ระหว่างไทย, จีน, เมียนมา และ สปป.ลาว ช่วงการประชุมแม่โขง-ล้านช้าง ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา 

 

การหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกที่เมียนมาและประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมประชุมครบทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งสะท้อนความจริงจังของทุกประเทศที่ต้องการปรึกษาหารือและร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ และการหารือในวันนี้ได้แยกต่างหากจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการในกรอบอาเซียนวันพรุ่งนี้ (20 ธันวาคม) แต่จะช่วยเสริมความพยายามของอาเซียนในการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อ หรือ Five-Point Consensus ที่ได้ให้กับเมียนมาให้มีผลเป็นรูปธรรม

 

รัฐมนตรีต่างประเทศยังกล่าวด้วยว่า ประเทศต่างๆ ชื่นชมที่ไทยริเริ่มจัดการหารือครั้งนี้ และมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การหารือกันโดยตรงระหว่างเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้านมีความจำเป็นและสำคัญมาก เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในเมียนมาโดยตรงและมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในเมียนมาดีกว่าประเทศอื่นๆ โดยเห็นประโยชน์ของการพบกันเป็นระยะ แล้วแต่โอกาสจะเหมาะสม ซึ่งไทยจะสานต่อการหารือในครั้งนี้

 

ขณะที่เขายืนยันว่าบรรยากาศการหารือในวันนี้ถือว่าดีมาก เพราะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ 

 

โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศเมียนมายังได้เล่าให้ที่ประชุมฟังเกี่ยวกับแผนงานด้านการเมืองของเมียนมา และความคืบหน้าในการเตรียมการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า เช่น การจัดทำสำมะโนประชากรและการจดทะเบียนพรรคการเมือง โดยแจ้งด้วยว่ามีความตั้งใจที่จะเชิญผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากต่างประเทศ อาทิ จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งฝ่ายเมียนมากำลังพิจารณารายละเอียดและจะแจ้งมิตรประเทศให้ทราบ 

 

ทั้งนี้ มาริษยังเปิดเผยอีกด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้พบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา โดยครอบคลุมประเด็นทวิภาคีที่สำคัญต่างๆ อาทิ ประเด็นลูกเรือประมงไทย 4 คน ซึ่งได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางการเมียนมาว่าลูกเรือประมงไทยทั้ง 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศไทยเร็วๆ นี้ และทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

 

อ้างอิง: 

  • กระทรวงการต่างประเทศ

The post มาริษหารือ 6 ประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน เมียนมาเผย ปล่อย 4 ลูกเรือไทยเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>