ความขัดแย้งในครอบครัว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความขัดแย้งในครอบครัว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 Jan 2026 07:39:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม https://thestandard.co/david-beckham-family-rift-what-happened/ Tue, 20 Jan 2026 07:39:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1167170 “ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม

กลายเป็นประเด็นใหญ่ในระดับโลกที่อยู่ในความสนใจของผู้คนม […]

The post “ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม

กลายเป็นประเด็นใหญ่ในระดับโลกที่อยู่ในความสนใจของผู้คนมากมายทันที เมื่อ บรู๊คลิน เพลตซ์-เบ็คแฮม ลูกชายคนโตของเซอร์ เดวิด และเลดี้ เบ็คแฮม โพสต์จดหมายเปิดใจจำนวน 5 แผ่นบน Instagram

 

เนื้อหาในจดหมายเปิดใจดังกล่าวสร้างความตกตะลึงไปทั่ว เพราะเป็นการออกมาพูดแบบหมดเปลือกของบรู๊คลิคเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับครอบครัว ที่แม้จะมีกระแสเรียกร้องจากภายนอกให้เขากลับมาคืนดีกับที่บ้านอีกครั้ง

 

แต่สิ่งที่บรู๊คลินยืนยันคือเขา “ไม่มีวันจะกลับไปคืนดี” กับที่บ้านอีกแล้ว

 

ก่อนจะร่ายยาวถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการทิ้งระเบิดใส่บ้านของครอบครัว ด้วยการเปิดเผยรายละเอียดหลายอย่างที่ได้ยินแล้วน่าตกใจ

 

โดยเฉพาะในคำพูดของบรู๊คลินที่บอกว่าสิ่งที่เดวิด และวิคตอเรีย ให้ความสำคัญมากกว่าความรักของครอบครัวคือภาพลักษณ์ของ ‘แบรนด์เบ็คแฮม’

 

“ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม 1

 

ข่าวคราวความสัมพันธ์ร้าวรานระหว่างครอบครัวเบ็คแฮม กับบรู๊คลิน ลูกชายคนโตของบ้านที่แต่งงานออกไปอยู่กับ นิโคลา เพลตซ์ ภรรยาสาวสุดสวยที่เป็นทั้งดารานักแสดงและทายาทของครอบครัวเพลตซ์ ผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลชาวอเมริกัน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนมาสักระยะ

 

โดยที่กระแสนั้นต้องการเห็นบรู๊คลิน ในฐานะลูกชายกลับมาคืนดีกับพ่อแม่อย่าง เซอร์ เดวิด เบ็คแฮม และ เลดี้ เบ็คแฮม (วิคตอเรีย) เพื่อที่ครอบครัวจะได้กลับมาเป็นทองแผ่นเดียวกันอีกครั้ง

 

แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิด บรู๊คลินได้เขียนจดหมายลงบนโซเชียลมีเดียของเขาซึ่งมีจำนวนผู้ติดตามถึง 16 ล้านคน โดยประกาศเจตนาและอธิบายอย่างชัดเจนในหลายประเด็นข้อสงสัย ว่าทำไมการกลับมาคืนดีกันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

เหตุลผลแรกที่สำคัญที่สุดคือเขาทนมานานแล้ว

 

บรู๊คลินเปิดเรื่องราวด้วยการบอกว่า “ผมพยายามเก็บตัวเงียบๆ มาหลายปีและพยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว”

 

แต่ปัญหาคือครอบครัวของเขาที่ “ยังคงให้ข่าวกับสื่อเสมอ และทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกมาพูดเพื่อตัวเองและบอกความจริงให้รู้เกี่ยวกับคำโกหกบางเรื่องที่มีการตีพิมพ์ออกไป”

 

ก่อนที่บรู๊คลินจะยืนยัน

 

“ผมไม่ต้องการกลับไปคืนดีกับครอบครัว ผมไม่ต้องการที่จะถูกบงการ ผมขอยืนหยัดเพื่อตัวเองเป็นครั้งแรกของชีวิต”

 

หนึ่งในประเด็นหลักของบรู๊คลินคือเรื่องนี้

 

“ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม 2

 

การถูกบงการและครอบงำจากครอบครัวเป็นสิ่งที่เขาต้องเผชิญตลอดชีวิต จนถึงวันนี้ในวัย 26 ปี บรู๊คลินรู้สึกว่าเขาไม่อยากทนอีกต่อไป

 

“พ่อแม่เป็นคนควบคุมมาโดยตลอด เรื่องเล่าต่างๆ ของครอบครัวเราที่ออกสู่สื่อ โพสต์โซเชียลมีเดียสร้างภาพ งานครอบครัว และความสัมพันธ์ที่ไม่จริงใจ เป็นสิ่งที่ผมต้องเติบโตมาพร้อมกับมัน”

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะตลอดมาครอบครัวเบ็คแฮมถูกมองว่าเป็นครอบครัวในอุดมคติ ที่ผ่านการต่อสู้ช่วงเวลาที่ยากลำบากในช่วงแรกของการคบกันระหว่าง เดวิด และวิคตอเรีย ที่พบรักกันตั้งแต่ในยุค 90 แต่ก็เคียงข้างกันมา และมีครอบครัวที่อบอุ่น

 

การที่บรู๊คลินออกมาพูดแบบนี้ ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ได้เห็นว่าจะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่

 

นอกจากการบงการชีวิตของลูกที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว บรู๊คลินยังเจ็บปวดกับปัญหา ‘แม่ผัว vs ลูกสะใภ้ ระหว่างวิคตอเรียกับนิโคลา ซึ่งมีเรื่องราวมากมายในประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็น

 

• การพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างบรู๊คลินกับนิโคลามาโดยตลอด

 

• การสั่งยกเลิกชุดแต่งงานของนิโคลาในนาทีสุดท้าย ทำให้ต้องหาชุดใหม่ทดแทนอย่างเร่งด่วน

 

• การกดดันให้สละสิทธิ์ในสกุล BECKHAM ซึ่งจะกระทบต่อตัวของบรู๊คลิน ภรรยา และลูกในอนาคต

 

• การที่โดนแม่ด่าว่า ‘คนเลว’ เพียงเพราะให้น้าเลี้ยงของบรู๊คลินและคุณย่าของนิโคลานั่งร่วมโต๊ะด้วย เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองท่านไม่มีสามีมาด้วย

 

และที่ทำใจไม่ไหวคือการที่วิคตอเรียแย่งนิโคลาในการเต้นรำแรก (The First Dance) ซึ่งตามธรรมเนียมคือการเต้นรำของบ่าวสาว ต่อหน้าแขกเหรื่อมากมายถึงกว่า 500 คน โดยที่การเต้นก็ไม่เหมาะสม ทำให้ไม่เคยรู้สึกอับอายอะไรมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

 

บรู๊คลินและนิโคลาถึงกับต้องจัดพิธีกล่าวคำสาบานใหม่อีกครั้งเพื่อลบความทรงจำนี้ และสร้างความทรงจำใหม่ที่ดีสำหรับทั้งสองคน

 

โดยไม่นับการที่มีความพยายามโจมตีทั้งคู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งการให้พี่น้องในบ้านเบ็คแฮมโพสต์ด่าและยังบล็อกตัดการติดต่อกัน

 

และการเพิกเฉยต่อกันทั้งๆ ที่บรู๊คลินพยายามที่จะประสานรอยร้าว ด้วยการเข้าหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นในงานวันเกิดของพ่อ หรือในงานพรีเมียร์ของซีรีส์สารคดี ‘BECKHAM’ ซึ่งเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงพ่อและแม่ได้ ยกเว้นในงานที่มีคนมาร่วมจำนวนมาก

 

แต่ถึงสุดท้ายจะให้เข้าพบได้แต่ก็อยู่บนเงื่อนไขโหดร้ายว่าไม่ให้นิโคลาได้เข้าร่วมด้วยอยู่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่บรู๊คลินบอกในจดหมายว่า

 

“เหมือนโดนตบหน้า”

 

“ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม 3

 

ทั้งหมดทั้งมวลในความรู้สึกที่เจ็บปวดของบรู๊คลินมันถูกสรุปด้วยประโยคง่ายๆ

 

“แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อน” (Brand Beckham comes first)

 

ความรักของคนในครอบครัวสำคัญน้อยกว่าภาพลักษณ์ และคำว่ารักของครอบครัวจะถูกตัดสินด้วยจำนวนโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

 

สำหรับบรู๊คลิน เขารับเรื่องนี้ไม่ได้ และมันทำให้เขาตกอยู่ในโรควิตกกังวล (Anxiety) มาตลอดชีวิต จนเพิ่งจะเริ่มดีขึ้นหลังแยกตัวจากครอบครัวมาอยู่กับครอบครัวของตัวเองระหว่างเขาและนิโคลา ที่ทำให้รู้สึกถึงคำว่าอิสระสักที

 

ทั้งนี้ยังไม่มีการออกมาชี้แจงใดๆ จากฝ่ายครอบครัวเบ็คแฮม ที่มีเพียงการให้ตัวแทนของครอบครัวตอบสื่ออย่าง BBC ว่า “ไม่รู้เรื่องความขัดแย้งนี้มาก่อน”

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากนี้ภาพลักษณ์ที่สวยงามของครอบครัวเบ็คแฮมจะเริ่มถูกตั้งคำถามจากโลกภายนอกที่มองเข้ามา

 

ส่วนในอนาคตจะมีวันที่ทั้งสองฝ่ายลืมความบาดหมางและกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันอีกครั้งไหมอย่างที่ทุกคนอยากเห็น

 

ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นไหม และจะดีหรือเปล่า

 

หรือบางทีการแยกกันแบบนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

 

 

อ้างอิง

The post “ผมไม่ต้องการคืนดีกับที่บ้าน” เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว เดวิด เบ็คแฮม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ไม่อยากขึ้นศาล มีทางออกแบบไหนบ้าง https://thestandard.co/family-asset-conflict-alternatives-to-court/ Fri, 15 Aug 2025 11:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1107828 ความขัดแย้งในครอบครัว

กลไกการจัดการความขัดแย้งในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำห […]

The post เมื่อเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ไม่อยากขึ้นศาล มีทางออกแบบไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความขัดแย้งในครอบครัว

กลไกการจัดการความขัดแย้งในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าปกติ หากไม่ต้องการให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวเดินเรื่องไปถึงศาลจะมีทางออกอย่างไรบ้าง

 

ดร. นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ใน รายการ Morning Wealth อธิบายความเข้าใจในเรื่องของกลไกการจัดการความขัดแย้งในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าปกติ

 

โดยชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ครอบครัวที่มี ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) ซึ่งเป็นกติกาที่เขียนขึ้นเพื่อป้องกันและจัดการข้อพิพาทไว้แล้ว ก็ยังสามารถเกิดความขัดแย้งได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องมีกลไกและระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการความขัดแย้งโดยเฉพาะ ซึ่งทางออกเหล่านั้นไม่ได้มีแค่การพึ่งพาศาลเท่านั้น แต่ยังมีทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องการรักษาความสัมพันธ์และชื่อเสียงของครอบครัวเอาไว้

 

สำหรับทางเลือกที่ไม่ต้องขึ้นศาลเหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การประนอมข้อพิพาท (Mediation) และ อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ซึ่งครอบครัวสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของระดับความขัดแย้ง

 

อนุญาโตตุลาการ ทางออกที่รวดเร็วและเป็นความลับ

 

ดร. นิติ ยังอธิบายต่อความสำคัญกับกลไกอนุญาโตตุลาการเป็นพิเศษ โดยอธิบายว่า นี่คือกระบวนการที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่สามซึ่งมีความเป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทและทำ ‘คำชี้ขาด’ ซึ่งคำชี้ขาดนี้มีผลผูกพันทางกฎหมายและสามารถบังคับใช้ได้จริง ข้อดีที่โดดเด่นของอนุญาโตตุลาการ มีดังนี้

 

  1. เลือกผู้ชี้ขาดได้ โดยคู่พิพาทสามารถเลือกอนุญาโตตุลาการที่เหมาะสมจากรายชื่อของสถาบันที่เชื่อถือได้ ซึ่งผู้ชี้ขาดเหล่านี้มักจะเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์สูงในเรื่องที่กำลังเป็นข้อพิพาท เช่น หากข้อพิพาทเกี่ยวกับธุรกิจตระกูล ก็สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง ต่างจากการพิจารณาคดีในศาลซึ่งคู่กรณีไม่สามารถเลือกผู้พิพากษาได้เอง

 

  1. เป็นระบบปิดและเป็นความลับ ซึ่งกระบวนการพิจารณาคดีในศาลเป็นระบบเปิดที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าฟังได้ แต่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการเป็นระบบปิด ทุกข้อมูลและรายละเอียดของข้อพิพาทจะถูกเก็บเป็นความลับอย่างเคร่งครัด ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เรื่องภายในครอบครัวรั่วไหลสู่สาธารณะและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูล

 

  1. รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ทำให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากกระบวนการทางศาลที่อาจใช้เวลานานหลายปี

 

  1. สามารถบังคับใช้ได้ทั่วโลก โดยมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสามารถนำไปบังคับใช้ได้ในประเทศที่ลงนามในอนุสัญญานิวยอร์ก (New York Convention) ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกประเทศทั่วโลก นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ เพราะสามารถนำคำชี้ขาดที่ได้ในไทยไปบังคับใช้กับทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศได้ทันที ซึ่งการนำคำพิพากษาของศาลไทยไปบังคับใช้ในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่ามาก

 

  1. รักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการใช้อนุญาโตตุลาการไม่ใช่แค่การตัดสินว่าใครถูกหรือผิด แต่คือการหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวเอาไว้ เพราะไม่ว่าอย่างไร คู่ขัดแย้งก็ยังคงมีสถานะเป็นคนในครอบครัวกันต่อไป

 

เปิดคุณสมบัติของ ‘อนุญาโตตุลาการ’

 

ดร. นิติ ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นอนุญาโตตุลาการ โดยระบุว่า อนุญาโตตุลาการไม่ได้จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมายเสมอไป แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และคุณสมบัติที่ได้รับการรับรองจากสถาบันที่อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม

โดยผู้ที่ถูกเลือกจะต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ที่อาจมีกับคู่กรณีทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) หากมีความสัมพันธ์ใด ๆ เช่น เคยเป็นญาติ ผู้ร่วมงาน หรือที่ปรึกษา ก็จะไม่สามารถเป็นอนุญาโตตุลาการได้ เพื่อให้มั่นใจในความเป็นกลางอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ตามกฎหมายแล้ว อนุญาโตตุลาการเองก็มีความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากทำผิดหรือตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน

 

‘การประนอมข้อพิพาท’ อีกทางเลือกสำหรับข้อขัดแย้งที่ไม่รุนแรง

 

นอกจากอนุญาโตตุลาการแล้ว ดร. นิติยังกล่าวถึง การประนอมข้อพิพาท (Mediation) ซึ่งเป็นอีกกลไกที่น่าสนใจ โดยผู้ประนอม (Mediator) จะเข้ามาเป็นคนกลางเพื่อช่วยให้คู่กรณีได้เจรจาหาทางออกร่วมกัน ซึ่งผู้ประนอมนี้สามารถเป็นได้ทั้งคนในครอบครัว (In-house Mediator) ที่ทุกฝ่ายให้ความเคารพ หรือเป็นผู้ประนอมจากสถาบันภายนอกที่ไม่มีความสัมพันธ์กับคู่กรณีเลยก็ได้ กลไกนี้เหมาะสำหรับข้อขัดแย้งที่มีระดับความรุนแรงไม่มากนัก และคู่กรณีต้องการที่จะร่วมกันหาทางออกโดยเฉพาะเพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นหลัก

 

ดร. นิติ ทิ้งท้ายว่า การมีกลไกเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการวางแผนครอบครัว (Family Planning) ซึ่งควรทำตั้งแต่ Day One หรือตั้งแต่แรกเริ่มที่ยังไม่มีความขัดแย้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตกลงกันล่วงหน้าว่าหากเกิดความขัดแย้งขึ้นในอนาคต จะใช้กลไกใดในการจัดการ

 

ทั้งนี้หากปล่อยให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวแล้วค่อยมาหาข้อตกลง ก็อาจสายเกินไป เพราะเมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล การเจรจาหาทางออกร่วมกันจะกลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเดิม การวางแผนในวันนี้จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้ครอบครัวสามารถรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

The post เมื่อเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ไม่อยากขึ้นศาล มีทางออกแบบไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>