วันนี้ (27 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]
The post อว.-ศธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดเวที ‘MOE Human Capital Blueprint Workshop’ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อระดมสมองออกแบบสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ยุคใหม่
ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่หลักสูตรเดิมจะตามทัน สิ่งสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการให้คุณค่ากับคนผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักสูตรแบบเดิมที่ใช้เวลา 3-5 ปี อาจช้าเกินไปสำหรับเด็กยุคนี้ เวทีครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่กลางในการสร้างฉันทามติร่วมกัน โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนมากกว่าชื่อเสียงของสถาบัน เพื่อให้เด็กไทยสามารถเริ่มทำตามความฝันได้โดยไม่ต้องยึดติดกับกรอบเดิม วางรากฐานตั้งแต่ปฐมวัยทั้งด้านภาษาและการคิดวิเคราะห์ เพื่อสร้างพลเมืองที่พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตจากผลประเมิน PISA ที่สะท้อนว่าสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพผู้เรียนได้จริง อีกทั้งครูไทยยังต้องเสียเวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับงานเอกสารและการประเมิน ขณะที่ระบบ Credit Bank หรือการสะสมหน่วยกิตที่คุยกันมานาน ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อ จนทำให้ผู้เรียนที่มีทักษะการทำงานจริงเสียโอกาสในการได้รับรองคุณวุฒิ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ต้องร่วมกันแก้ไข
ประเสริฐ ยังกล่าวถึง 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา, การสร้างระบบการเรียนรู้ไร้รอยต่อ, การคืนเวลาสอนให้ครูโดยตัดงานเอกสารและบริการออก, การสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระ และการปฏิรูประบบวิชาชีพครูเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทย
ขณะที่ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงฐานรากความปลอดภัย ว่า หลักสูตรที่ล้ำหน้าจะไร้ความหมาย หากเด็กยังเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัวจากการถูกบูลลี่หรือละเมิดสิทธิ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีกลไกคุ้มครองที่เป็นที่พึ่งได้จริง โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในระบบร้องเรียนเพื่อปกป้องสิทธิของทั้งเด็กและครูโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้แนวทาง ‘All for Education’ ในการขับเคลื่อนนโยบายจากล่างขึ้นบน โดยเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายอย่าง Inskru และ TEP เพื่อเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากหน้างานให้เป็นกฎหมายและนโยบายที่ใช้งานได้จริง มุ่งหวังให้เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง






The post อว.-ศธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 ตุลาคม) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าก […]
The post รมว.ศึกษาธิการ ประกาศยกระดับคุณภาพชีวิตครู ดูแลบ้านพัก 4.1 หมื่นหลัง-ตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ชูดอกเบี้ย 0% พร้อมเปิดช่องพิเศษเลื่อนวิทยฐานะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 ตุลาคม) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย โดยได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และโรงเรียนเวียงชัยวิทยาคม เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาจากผู้บริหาร คณะครู อาจารย์
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตครู ซึ่งถือเป็นกลไกหลักของระบบการศึกษาไทย เพราะหากครูเองยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคง ก็ยากที่จะดูแลและสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่ง ร.อ. ธรรมนัส ย้ำมาตลอดว่าต้องเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาจากการดูแลครูอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การยกระดับหลักสูตรหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง สวัสดิการ ความมั่นคง รายได้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา
ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่า บ้านพักทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง ขณะที่อีกหลายหมื่นหลังอยู่ในสภาพพอใช้เท่านั้น จึงตั้งเป้าจะดำเนินการปรับปรุง ก่อสร้างใหม่ในพื้นที่จำเป็น เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก็จะดำเนินการได้ทันทีภายในรัฐบาลนี้
ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งประเทศไทย ว่าจะจัดตั้งสหกรณ์กลางสำหรับรวมหนี้สินครูจากทั่วประเทศเข้ามาบริหารจัดการร่วมกัน โดยให้ครูย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่างๆ เข้าสู่สหกรณ์กลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเสนอของบชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลวงเงินราว 6,000 ล้านบาท เราขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก
“ในเรื่องของวิทยฐานะ เราจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาทุกประเภท สามารถยื่นขอวิทยฐานะได้สำหรับคนที่มีความพร้อม ให้มีช่องทางพิเศษ ไม่ต้องรอระยะเวลา หากผลงานของเขาพร้อมและดีจริง ส่วนช่องทางเดิมๆ ที่ต้องทำงานวิชาการในรูปแบบของงานวิจัย ก็ขอช่องทางที่หลากหลายตามความถนัด และเป็นไปตามลักษณะงานของครูทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในทุกสังกัดของ ศธ. รวมทั้งครู สกร. หรือครูการศึกษาพิเศษ จะได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต” ศ.ดร.นฤมลกล่าว
ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของ ร.อ. ธรรมนัส และกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตครูไทยให้เป็นรูปธรรมในรัฐบาลนี้ เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่สร้างคนของชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ
The post รมว.ศึกษาธิการ ประกาศยกระดับคุณภาพชีวิตครู ดูแลบ้านพัก 4.1 หมื่นหลัง-ตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ชูดอกเบี้ย 0% พร้อมเปิดช่องพิเศษเลื่อนวิทยฐานะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 พฤษภาคม) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 […]
The post กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจงไม่มีคำสั่งย้ายครูไทยพุทธจากพื้นที่ชายแดนใต้ ชี้เป็นข่าวบิดเบือน สร้างความสับสน-หวาดกลัวในพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 พฤษภาคม) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์โดยระบุว่า “ผู้บัญชาการทหารบก มีคำสั่งย้ายครูไทยพุทธออกจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในบางจุด เพื่อรักษาครูไทยพุทธ” ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและมีลักษณะปลุกปั่น ยุยง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง อันอาจนำไปสู่ความหวาดระแวงและความสับสนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
พล.ท. ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า ไม่มีคำสั่งหรือแนวทางใดในการโยกย้ายครูไทยพุทธออกจากพื้นที่ตามที่ปรากฏในโลกออนไลน์ ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของบุคลากรทุกฝ่ายในพื้นที่ และมีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชน และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการรับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนส่งต่อ โดยควรรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันการตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีที่พยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ หากมีข้อสงสัยหรือประสงค์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โดยตรง
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือพฤติกรรมผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่:
ขอเตือนว่าการให้ความช่วยเหลือผู้กระทำผิด เช่น ซ่อนเร้น ให้ที่พักพิง หรือจัดหาเสบียงอาหาร ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สุดท้ายนี้ ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจากโซเชียลมีเดีย อย่าแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือยืนยันจากหน่วยงานทางการ เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีที่มุ่งหวังสร้างความแตกแยกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
The post กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจงไม่มีคำสั่งย้ายครูไทยพุทธจากพื้นที่ชายแดนใต้ ชี้เป็นข่าวบิดเบือน สร้างความสับสน-หวาดกลัวในพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 ตุลาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]
The post รัฐบาลเตรียมแผนแก้หนี้ครูทั้งระบบ หลังพบครู 9 แสนคนทั่วประเทศมีหนี้รวม 1.4 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 ตุลาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยต่อสถานการณ์ปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันพบว่า ครูทั่วประเทศประมาณ 9 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 80 มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู วงเงิน 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64 รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน วงเงิน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำชับกระทรวงศึกษาธิการให้เร่งหาแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรอย่างยั่งยืน รวมถึงให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมพร้อมวงเงินปล่อยกู้ให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าถึงแหล่งเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปีการศึกษา 2564
ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบแล้ว ระยะแรกจะดำเนินการ 3 แผนงาน ได้แก่
แผนงานที่ 1 โครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบจำนวน 12 แห่ง 4 ภาค ภาคละ 3 แห่ง ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งและส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดภายในเดือนตุลาคมนี้ และขยายผลการดำเนินงานไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศที่มีความพร้อมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป
แผนงานที่ 2 คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาครูรายที่ถูกฟ้อง พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาของผู้ค้ำประกันและการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 โดยให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันในระดับพื้นที่จังหวัดในการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สถาบันการเงิน และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับจังหวัด
แผนงานที่ 3 การจัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ทางด้านการวางแผนและการสร้างวินัยทางการเงินและการออม โดยมีเป้าหมายอบรม 1 แสนคนต่อปี เริ่มอบรมรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ศูนย์ Deep กระทรวงศึกษาธิการ
นอกจากนี้ยังมีการถอดบทเรียนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจากสหกรณ์ตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด พบสาระสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้คือ การปรับลดภาระดอกเบี้ยและการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ต่ำลงไม่เกิน 3% ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์และสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5%
ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เช่น รวมหนี้จากทุกสถาบันการเงินมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู การปรับโครงสร้างหนี้ครูก่อนเกษียณอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่ครูที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปตั้งแต่ 0.25-0.50.% เป็นต้น
สำหรับการช่วยเหลือนักเรียนและนักศึกษาในเรื่องเงินกู้นั้น กยศ. ได้ขยายกรอบวงเงินการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2564 จากเดิมจำนวน 38,587 ล้านบาท สำหรับผู้กู้จำนวน 6.2 แสนราย เป็น 40,000 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืมจำนวน 7 แสนราย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่างๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด โดยขยายเวลายื่นขอกู้ยืมเงินภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564 นักเรียนและนักศึกษาสามารถยื่นกู้ยืมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือทางเว็บไซต์ studentloan.or.th โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในการทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่
รัชดากล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึษาเป็นเรื่องที่ พล.อ. ประยุทธ์ ให้ความสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาได้แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มการออม และไม่ก่อหนี้เพิ่ม รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้ครูรุ่นใหม่ๆ ต้องติดกับดักวงจรการเป็นหนี้ด้วย และในเรื่องเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอยืนยันว่า กองทุน กยศ. มีเงินให้กู้ยืมเพียงพอสำหรับนักเรียนและนักศึกษาได้มีโอกาสได้เรียนต่ออย่างแน่นอน
The post รัฐบาลเตรียมแผนแก้หนี้ครูทั้งระบบ หลังพบครู 9 แสนคนทั่วประเทศมีหนี้รวม 1.4 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
เพราะการศึกษาคือ ‘รากฐาน’ ที่สำคัญ ที่จะทำให้เด็กๆ มีคว […]
The post Future of Education 4 ข้อสำคัญที่เด็กต้องเรียนรู้ของ วรรณี เจียรวนนท์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เพราะการศึกษาคือ ‘รากฐาน’ ที่สำคัญ ที่จะทำให้เด็กๆ มีความคิดและการกระทำที่ดีพอสำหรับอนาคต
ภายในงาน #CTC2020 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป วรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ Founding Director, Concordian International School จึงมาร่วมแชร์ความคิดและประสบการณ์เกือบ 20 ปี จากการทำโรงเรียน Concordian ในหัวข้อ Future of Education
วรรณีบอกว่า แม้ที่บ้านมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็จริง แต่เหตุผลที่เลือกทำโรงเรียนนานาชาติ เพราะส่วนตัวเชื่อว่า การสร้างคนให้โตขึ้นไปอย่างมีคุณภาพต้องสร้างตั้งแต่เด็ก ให้สิ่งดีๆ ตั้งแต่เริ่มแรก ส่ิงนี้จะอยู่กับตัวเขาตลอดไป ยิ่งกับเด็กๆ ที่ผู้ปกครองสามารถส่งมาเรียนนานาชาติได้ จึงมีโอกาสที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำได้มากกว่า
“คนที่ทำให้โลกยุ่งเหยิงในทุกวันนี้คือ คนที่มีการศึกษาทั้งนั้น เลยถามตัวเองว่า ถ้าเกิดทำให้เด็กคนหนึ่งเป็นคนฉลาดแต่เห็นแก่ตัวจะเกิดอะไรขึ้น กลับกัน ทำให้เด็กกลายเป็นคนที่มีเมตตา ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปทำงานมูลนิธิเสมอไป แต่ต้องการให้โตไปเป็นผู้นำแบบที่เขาอยู่ เป็นผู้นำที่มีจรรยาบรรณ เช่น เป็นเจ้าของโรงงานเคมี ต้องลงทุนกับระบบบำบัดน้ำเสีย หรือดูแลพนักงานให้ดี ไม่ใช่นำเงินที่ได้มาไปปรนเปรอตัวเองอย่างเดียว”
4 สิ่งสำคัญที่ต้องสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ตั้งแต่เล็กๆ คือความมีเมตตา ซึ่งแทบจะไม่ค่อยเห็นในหลักสูตรการศึกษาเลย, การสะท้อนตัวเอง เรียนรู้ความผิดพลาดให้นำไปสู่การแก้ไข, ความกล้าอย่างมีเหตุผล และที่สำคัญคือ การแยกแยะข้อมูลว่าจริงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้มีข้อมูลเยอะมากอยู่ในมือ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ แต่ต้องแยกให้ออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้จริงๆ
ดังนั้น เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ ‘ครู’ จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาผลักดันในเรื่องนี้ ครูที่จะสร้างเด็กสมัยใหม่ได้ต้องเป็นคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวอย่างตลอดเวลา กระหายความรู้ใหม่ๆ ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่อง บางครั้งเด็กรู้มากกว่า ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นได้
ขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็มีส่วนเสริมในเรื่องนี้ โดยการปลูกฝังให้เด็กๆ มีนิสัยเรียนรู้ตลอดเวลา เรื่องนี้ควรเริ่มตั้งแต่เล็กๆ สอนให้อ่านหนังสือด้วยกันจนเป็นนิสัย หลังจากอ่านจบให้ชวนลูกมาพูดคุยถึงสิ่งที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ จะช่วยเสริมพัฒนาการของลูกได้
“คุณพ่อไม่เคยมากดดันเรื่องเรียน อยากเรียนอะไรสามารถเรียนได้เต็มที่ ส่วนคุณแม่พูดเสมอว่า ความรู้เป็นสมบัติที่จะอยู่กับตัวเราตลอดไป ทรัพย์สินมีเข้ามาก็หายไปได้ อีกอย่างที่คุณพ่อและคุณแม่ย้ำเสมอคือ การอย่ามองคนที่ภายนอกและทรัพย์สินอย่างเดียว ให้มองความเป็นมนุษย์และจิตใจดี พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งไม่ว่าอยู่ในธุรกิจไหนก็ต้องมีคุณธรรมและทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม”
ส่วนกรณีที่เจ้าสัวธนินท์มีแนวคิดอยากให้เด็กไทยเรียนจบมหาวิทยาลัยที่อายุ 18 ปี แล้วทำงานได้เลย โดยลดจำนวนปีลงจากระบบการศึกษาปกติประมาณ 4 ปี วรรณี กล่าวว่า เห็นด้วย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ การเรียนรู้และออกไปเจอประสบการณ์จริงๆ อีกเรื่องคือ การเรียนผ่านออนไลน์ จะช่วยลดความความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาลงได้ เพราะทุกวันนี้คนเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปในการเข้าถึงการศึกษา
“สิ่งที่อยากฝากไว้คือ ความรู้ที่ช่วยเหลือสังคมจำเป็นอย่างมากสำหรับโลกในอนาคต อีกเรื่องคือ Soft Skills เป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้นำต้องมี ถึงจะเป็นผู้นำที่ยั่งยืนได้” วรรณีกล่าวในที่สุด
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post Future of Education 4 ข้อสำคัญที่เด็กต้องเรียนรู้ของ วรรณี เจียรวนนท์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 มกราคม) สำคัญ จงโกเย็น เลขาธิการศูนย์ประสานง […]
The post ครูไทยเป็นหนี้เฉลี่ยรายละ 3 ล้านบาท ครูทั่วประเทศมีหนี้คิดเป็น 16% ของหนี้ทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 มกราคม) สำคัญ จงโกเย็น เลขาธิการศูนย์ประสานงานการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าปัจจุบันนี้ปัญหาหนี้สินครูยังถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต
เนื่องจากสถิติพบว่ามีครูประมาณ 4 แสนราย หรือคิดเป็น 80% ของครูทั่วประเทศเป็นหนี้สินท่วมตัว ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเฉลี่ยรายละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท โดยแยกออกเป็นหนี้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภา (ช.พ.ค.) 4 แสนล้านบาท กับหนี้สหกรณ์ครู 7 แสนล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 16% ของมูลหนี้ทั้งประเทศเลยทีเดียว
สิ่งที่ทำให้ครูมีปัญหาหนี้สินท่วมตัว ส่วนหนึ่งเกิดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความต้องการในปัจจัย 4 สูงขึ้น ภาระครอบครัวมากขึ้น ความไม่มีวินัยของครู และความไม่มีวินัยของสถาบันการเงิน ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์ประสานงานการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินการช่วยเหลือครูที่เดือดร้อนจากปัญหาหนี้สินท่วมตัว แต่เนื่องจากว่าปัญหานี้มีมูลค่าเงินที่สูงมาก รัฐบาลเองก็ไม่ค่อยมีเงินแก้ปัญหา เบื้องต้นจึงต้องเดินเรื่องฟ้องต่อศาลคุ้มครองผู้บริโภค 4 หน่วยงานคือ 1.คณะรัฐมนตรีที่ออกนโยบายปี 2550 ซึ่งออกนโยบายมาไม่ประสบความสำเร็จและยิ่งเพิ่มปัญหาให้ครูมากขึ้น อีกทั้งไม่มีการติดตามนโยบายอย่างจริงจัง 2.ธนาคารออมสินที่ออกสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นสัญญาสำเร็จรูป มีข้อสัญญาหลายข้อที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียว 3.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และ 4.ทิพยประกันภัย ซึ่งการฟ้องครั้งนี้เป็นทางแพ่ง เพื่อนำไปสู่การทำให้สัญญาเป็นโมฆะและเริ่มต้นกันใหม่
ขณะเดียวกันเนื่องในวันครูแห่งชาติ ตนก็อยากฝากถึงครูรุ่นใหม่ที่กำลังจะได้รับการบรรจุเข้ามาสอนหนังสือตามโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ ขอให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อย่าประมาท หากจะกู้เงินก็ขอให้มีวินัยทางการเงินด้วย ใช้หนี้แล้วอย่างน้อยต้องมีเงินเดือนเหลือ 30% จึงจะปลอดภัยที่สุด
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post ครูไทยเป็นหนี้เฉลี่ยรายละ 3 ล้านบาท ครูทั่วประเทศมีหนี้คิดเป็น 16% ของหนี้ทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Q: พี่คะ หนูเป็นกะเทยแต่งหญิง หนูเห็นข่าวที่มีอาจารย์มห […]
The post เขาบอกว่ากะเทยเป็นครูไม่ได้ หนูควรล้มเลิกความตั้งใจไหมคะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Q: พี่คะ หนูเป็นกะเทยแต่งหญิง หนูเห็นข่าวที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยบอกว่าเพศที่สามไม่ควรเป็นครู เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็ก หนูควรทำตามความฝันต่อดีไหมคะ หรือควรจะพอแค่นี้
A: น้องเอ๋ย มาๆ มากอดกันก่อน จะหยุดความฝันของหนูทำไมล่ะครับ
เวลาบอกว่ามี ‘เพศที่สาม’ นี่น่าคิดนะครับว่า เพศที่หนึ่ง เพศที่สอง คืออะไร เพศที่สาม สี่ ห้า หก ฯลฯ คืออะไร สำหรับพี่แล้ว พี่คิดว่าการมาเรียกใครว่าเป็นที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ฯลฯ แบบนี้ มันมีอคติเคลือบอยู่ในภาษาอยู่แล้ว พอบอกว่าเป็นเพศที่สามมันมีความด้อยอยู่ในน้ำเสียงนั้น อารมณ์เดียวกับเราเรียกประเทศไหนว่า ‘ประเทศโลกที่สาม’ นั่นแหละครับ
คำว่า ‘เพศทางเลือก’ ก็เหมือนกัน ฟังดูเหมือนเป็นเพศอินดี้เนอะ เป็นเพศที่ไม่ใช่เมนสตรีม ฟังดูเป็นคนกลุ่มน้อย ไม่ใช่ทางหลัก ฮ่าๆ ไม่รู้นะ เวลาพี่ฟังคำว่า ‘เพศทางเลือก’ ทีไร พี่คิดไปทุกทีว่ามันไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ หรอก แต่มันเป็นเพศที่เราเลือกแล้ว
อีกคำที่พี่คิดว่ามันตลกมากก็คือ ‘รักร่วมเพศ’ พี่คิดว่าเพศไหนๆ รักการร่วมเพศทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่แค่เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ฯลฯ ใครก็รักมันทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นทุกเพศก็เป็นรักร่วมเพศด้วยกันหมด ไม่ใช่แค่เพศใดเพศหนึ่ง ฮ่าๆ อีกอย่างพี่ไม่ค่อยชอบคำนี้เท่าไร เพราะมันฟังดูเหมือนไปตีตราแปะป้ายบนหน้าผากไปหน่อยว่าคุณค่าของคนคนนี้มีแต่เรื่อง ‘ร่วมเพศ’ วันๆ คิดแต่เรื่องร่วมเพศอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้ว ชีวิตคนเรามีอีกหลายล้านแง่มุม ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ร่วมเพศ’ แล้วทำไมเราต้องเอาแค่เรื่อง ‘ร่วมเพศ’ ที่เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของเรามากลายเป็นทั้งหมดทั้งมวลในชีวิตเราด้วย
นั่นสิครับ ทำไมต้องเอาเพศวิถีของมนุษย์มากลายเป็นป้ายแปะบนหน้าผากว่าคนนี้เป็นคนแบบไหน ทำอะไรได้ หรือทำอะไรไม่ได้
พี่คิดว่าเวลาเรามองคน เราควรมองคนเป็นคนที่มีหนึ่งเดียวในโลก ไม่มีใครซ้ำกัน แต่ละคนเป็นจักรวาลในตัวเอง ไม่ต้องไปมองแยกส่วนว่าคนนี้ชาติไหน เพศอะไร ความเชื่อแบบไหน ฯลฯ เพราะเวลามองแบบนั้น บางทีมันจะมาพร้อมอคติหรือชุดความคิดเหมารวมบางอย่าง ซึ่งความคิดเหมารวม หรือ Stereotype นี่แหละที่เป็นปัญหา เพราะมันทำให้เรามองคนได้ตื้นเขินเป็นมิติเดียว และมันจะทำให้เราพลาดที่จะได้เจอคนดีๆ
เหมือนการที่เราอาจจะพลาดโอกาสได้ครูที่ดีเพียงเพราะเราไปตัดสินจากเพศสภาพที่เขาเป็นแค่นั้น
ถ้าเรามองแบบนี้ เราจะไม่มองว่านี่คือเพศที่หนึ่ง เพศที่สอง เพศที่สาม เราจะไม่มองว่าอันไหนคือเพศทางหลัก อันไหนเพศทางเลือก เราจะไม่มองว่าใครคิดแต่เรื่องการร่วมเพศ
นั่นแหละครับ มันไม่มี ‘เพศที่สาม’ เพราะแต่ละคนก็เป็นหนึ่งเพศที่ไม่ซ้ำกัน มันไม่มี ‘เพศทางเลือก’ เพราะแต่ละคนเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบที่เขาเป็น บนเพศวิถีที่เขาเลือกแล้วว่าสบายใจที่จะเป็นแบบนั้น มันไม่มี ‘รักร่วมเพศ’ เพราะการร่วมเพศเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของชีวิต และมันไม่ได้มีไว้เพื่อนิยามความเป็นมนุษย์
พี่คิดว่าหน้าที่หนึ่งของการเป็นครูคือการหมั่นพัฒนาความรู้และวิสัยทัศน์ให้ทันโลกหรือไกลไปกว่าที่โลกตอนนี้เป็นอยู่ ครั้งหนึ่งในอดีตอาจจะมีความเชื่อกันว่ากะเทยเป็นครูไม่ได้ เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน เป็นโรคจิต ต้องจับไปบำบัด แต่ปัจจุบันได้มีความเข้าใจใหม่แล้วว่า เพศวิถีมีความหลากหลาย มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศใด คุณค่าของคนมาจากสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่เพศที่เขาเป็น ถ้ายังมีครูท่านใดคิดแบบยุคเก่าว่ากะเทยเป็นโรคจิต เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของสังคม เอามาเป็นครูสอนเด็กไม่ได้หรอก พี่คิดว่านั่นเท่ากับครูท่านนั้นหยุดตัวเองไว้ที่โลกยุคเก่า เหมือนหลับไปแล้วเมื่อ 50 ปีแล้วตื่นมายุคนี้โดยไม่ได้อัปเดตความรู้และวิสัยทัศน์ให้ทันโลก อาจารย์ไปอยู่ที่ไหนมาครับ หลับไปนานเลย ฮ่าๆ
แต่ถามว่าเราเข้าใจได้ไหมว่าทำไมยังมีคนคิดแบบนั้น พี่คิดว่าเข้าใจได้ เพราะในอดีตที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของกลุ่ม LGBT ที่ถูกสื่อออกมามักจะมีแต่ภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เช่น เป็น LGBT แล้วต้องเป็นตัวตลก บ้าผู้ชาย สำส่อน อารมณ์รุนแรง สุดท้ายก็ไม่มีใครรักจริงและต้องตายอย่างเดียวดาย พอภาพลักษณ์แบบนี้มันถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ เป็นเวลานานๆ เข้า ก็ทำให้คนมีความเข้าใจแบบเหมารวมว่า LGBT ต้องเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีคนเข้าใจแบบนั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเห็นและมันทำให้เขาเชื่อแบบนั้น
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่อาจารย์ที่เป็นข่าวท่านเดียวหรอกครับที่คิดแบบนั้น พี่คิดว่าก็คงมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่ยังมีอคติกับความหลากหลายของมนุษย์อยู่ ทั้งอคติเรื่องเพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา ความคิดทางการเมือง ฯลฯ มีการแปะป้ายเหมารวมอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าน้องเองก็ต้องไปเจอคนเหล่านี้ในสังคมอยู่ และต่อให้เราจะไม่เห็นด้วยกับพวกเขาแค่ไหน เรายังต้องอยู่บนโลกเดียวกับเขาอยู่
สำหรับพี่ ถ้าจะมีการตั้งคำถามว่า “กะเทยเป็นครูได้หรือไม่” พี่อยากตั้งคำถามใหม่ว่า “คนที่มีความคิดเหยียดเพศสมควรเป็นครูได้หรือไม่” พี่คิดว่าคำถามนี้แหละที่น่าตอบ
พี่เพิ่งไปดูหนังเรื่อง On the Basis of Sex มา ซึ่งนำมาจากเรื่องจริงของ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก นักกฎหมายผู้มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ หนังฉายให้เห็นภาพของสังคมอเมริกันในยุคที่ผู้หญิงยังถูกปิดกั้นทางหน้าที่การงานอยู่ ปิดกั้นขนาดที่ว่าครั้งหนึ่งแม้แต่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศก็ไม่มีห้องน้ำหญิงให้นักศึกษากฎหมาย เพราะไม่เคยมีผู้หญิงได้เรียนกฎหมายมาก่อน แม้กระทั่ง รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก เองเรียนจบด้านกฎหมายด้วยคะแนนระดับท็อป แต่พอไปสมัครงานในบริษัทกฎหมายก็ถูกปฏิเสธเพียงเพราะเป็นผู้หญิง ผู้หญิงถูกจำกัดหน้าที่ให้อยู่แต่บ้านเลี้ยงลูก ทำหน้าที่แม่และเมียให้ดี เพราะโลกในตอนนั้นไม่อนุญาตให้เธอมีหน้าที่อื่น ณ ตอนนั้นคำว่าความเท่าเทียมทางเพศเป็นอย่างไรไม่มีใครนึกออกหรอกครับ แต่ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก เชื่อว่าการที่เธอลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมเป็นสิ่งที่มีความหมาย และมันจะดีต่อคนรุ่นลูกหลานของเธอ เธอก็เดินหน้าต่อสู้ทางกฎหมาย ต่อให้มันจะต้องสู้แล้วแพ้อีกกี่ครั้ง หรือคนรอบตัวจะบอกว่าเธอไม่มีวันชนะ เธอก็ยังเดินหน้าสู่ต่อ จนปัจจุบันความเท่าเทียมทางเพศในสังคมอเมริกันเกิดขึ้นได้ก็เกิดจากการต่อสู้ของผู้หญิงที่ชื่อ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก นี่แหละครับ
สิ่งที่พี่จะบอกก็คือ บางอย่าง ณ วันนี้มันอาจจะดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราตั้งมั่นบนความเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เดินหน้าทำสิ่งที่เราตั้งใจนี้ต่อไป วันหนึ่งในอนาคต สิ่งที่มันเคยเป็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้มันจะเป็นไปได้
เป็นครูให้ดีที่สุด ให้สมกับที่น้องอยากเป็นเลยนะครับ ต่อให้มีคนบอกว่ากะเทยไม่สมควรเป็นครู ถ้าน้องอยากเป็นครูที่ดี น้องเอาความตั้งใจนี้มาเป็นพลังให้น้องเป็นครูที่ดีให้ได้ คนอื่นคิดว่าน้องเป็นอย่างไรคงไม่สำคัญเท่ากับน้องมองเห็นว่าตัวเองเป็นอย่างไร
ถ้าได้เป็นครูแล้ว นอกจากการให้วิชาความรู้ อย่าลืมสอนเด็กให้เคารพตัวเอง ให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง เพราะมันจะทำให้เขาไม่หวั่นไหวเวลาที่มีใครมาตั้งคำถามกับคุณค่าในตัวเขา สอนเด็กให้ไม่รังแกคนอื่น ไม่ดูถูกเหยียดหยามคนอื่นเพียงเพราะความแตกต่างบางอย่าง สอนให้เขารัก สอนให้เขามองคนเป็นคน และพี่เชื่อว่าน้องจะเป็นคนที่สอนพวกเขาบนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด
สอนเด็กให้ดี ให้วันหนึ่งลูกศิษย์เติบโตไปเป็นคนดี มีความรู้ ไปดูแลคนอื่น ดูแลแม้กระทั่งคนที่เคยมีอคติกับตัวน้อง ถึงวันนั้นพี่คิดว่าคนที่เคยมีคำถามว่า “กะเทยสมควรเป็นครูไหม” จะได้คำตอบที่ชัดเจนเอง
วันหนึ่งข้างหน้า ถ้ามีเด็กมาถามน้องว่า ตัวเขาเป็นแบบนี้ เขาควรจะหยุดฝันไหม พี่อยากเห็นวันที่น้องบอกเด็กๆ ว่า ครั้งหนึ่งมีคนบอกครูว่า ครูเป็นครูที่ดีไม่ได้หรอก เพราะครูเป็นกะเทย แต่วันนี้ครูเป็นครูที่ดีได้ สิ่งที่ครูจะบอกทุกคนก็คือ ในชีวิตคนเราจะมีคนดูถูกเรา มีคนอคติกับเรา มีคนห้ามเราที่จะเดินตามความฝัน แต่ถ้าเรามั่นคงกับความฝันของเรา มั่นคงกับการทำดี มันไม่มีใครห้ามเราได้
ให้ชีวิตของน้องเป็นตำราให้เด็กๆ นี่แหละครับ
ส่งคำถามดราม่าในที่ทำงานที่คุณสงสัยมาได้ที่อีเมล [email protected] หรืออินบ็อกซ์ไปที่ FB: ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post เขาบอกว่ากะเทยเป็นครูไม่ได้ หนูควรล้มเลิกความตั้งใจไหมคะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกโซเชียลในรอบ 2-3 วันที่ผ่านมามีประเด็น […]
The post LGBT กับคำว่าครูในสังคมไทย ผ่านมุมมอง 5 พรรคการเมืองที่อาสามาเปลี่ยนแปลงประเทศ appeared first on THE STANDARD.
]]>

โลกโซเชียลในรอบ 2-3 วันที่ผ่านมามีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับกรณีการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศอีกครั้ง
เมื่อนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความร้องเรียน ระบุว่าถูกอาจารย์พิเศษบังคับให้แต่งกายให้ตรงกับเพศกำเนิด รวมถึงได้พูดว่า “เป็นกะเทยก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้า แค่สังคมยอมรับมากกว่า การที่คณะครุศาสตร์ให้พวกกะเทยมาเรียนได้ก็บุญแล้ว คนที่ผิดปกติทางจิตเป็นครูไม่ได้หรอก” ตามที่สื่อหลายสำนักได้รายงานไปก่อนหน้านี้
กระทั่งเกิดเป็นกระแสตามมาอีกระลอก เมื่อคณะกรรมการนิสิตปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (USCE) ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามให้สังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า ‘เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่’
ขณะที่บทความในเว็บไซต์ www.nisitreview.com ได้โพสต์เนื้อหาถึงพฤติกรรมการเหยียดเพศของอาจารย์ท่านหนึ่ง เนื้อหาบางตอนระบุว่า “เขาเป็นอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สอนวิชาจิตวิทยาพื้นฐานการศึกษาและวิชาจิตวิทยาสำหรับครู เป็นวิชาบังคับทั้งสองตัว ซึ่งนิสิตอย่างฉันที่ไม่ชอบ ไม่อยากเรียนกับอาจารย์คนนี้ แต่อยากเป็นครู ก็หลีกเลี่ยงวิชานี้ไม่ได้”
ประเด็นของการเหยียดผู้มีสถานะทางเพศหลากหลายในสังคมไทยและตกเป็นข่าว ยิ่งในสถาบันศึกษานั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก นั่นหมายความว่าความคิดเหล่านี้ยังเป็นตะกอนตกหล่นในสังคมไทยอยู่มาก แล้วจะทำอย่างไรให้บุคคลมีความเท่าเทียมกันจริงในสังคมนี้ เมื่อโลกต่างก็เปิดรับ และแท้จริงแล้วนี่คือคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ไม่เกี่ยวกับเพศสภาพหรือเพศสภาวะแต่อย่างใด
THE STANDARD ชวนไปสำรวจมุมมองตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาทำงานให้กับประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาต้องการเข้ามาพัฒนาและเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ถึงความรู้สึกและการขยับเรื่องทำนองนี้ในอนาคตว่าจะทำอย่างไรบ้าง

ชมพูนุท นาครทรรพ (กลาง), ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ (ขวา)
ครูต้องส่งเสริมเด็ก การกีดกันคือภาพใหญ่ทำลายสิทธิมนุษยชน
ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย
เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก กระทบจิตใจและความรู้สึก ไม่ว่าเด็กนักเรียนที่อายุน้อยหรือโตแล้ว
สิ่งที่ต้องเร่งทำทันทีโดยที่ไม่ต้องรอการผ่านกฎหมายหรือขั้นตอนทางเทคนิคคือทัศนคติของทุกคนในสังคมซึ่งสำคัญมาก ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ขยับเรื่องนี้เลย
และมองว่าไม่ว่าจะกลุ่ม LGBT หรือเพศไหนก็็ล้วนมีศักดิ์และสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันหมด เขาเป็นพลเมืองของประเทศ เป็นสมาชิกของครอบครัว เป็นลูกศิษย์ของครู ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ล้วนมีคุณค่าและความเก่งอยู่ในตัว
เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะทัศนคติของครูที่แสดงออกถึงการกีดกันเด็ก แต่แท้จริงแล้วควรมองว่าเด็กเป็นเลิศด้านไหน ควรส่งเสริมให้เขาไปได้ดีในด้านนั้น
เมื่อมองภาพใหญ่ นี่คือการทำลายสิทธิมนุษยชนของคน พรรคเพื่อไทยยึดหลักนี้ ไม่ใช่แค่ครูอาจารย์ แต่หมายถึงทุกองค์กรไม่ว่ารัฐหรือเอกชน และยิ่งสถาบันการศึกษาที่ผลิตคนให้สังคมจะเลือกปฏิบัติแบบนี้ไม่ได้
พรรคเพื่อไทยกำลังประสานกับกลุ่ม LGBT เพื่อจัดทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ เพื่อนำเอานโยบายที่เราร่างไว้แล้วมาปรับรวมกับการรับฟังปัญหาจริงจากกลุ่ม LGBT ที่จะเชิญมาร่วมสะท้อนภาพให้เราฟัง

อย่าคิดแทนเด็ก โลกกว้างแต่บางคนแคบ
ชมพูนุท นาครทรรพ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
ก่อนอื่นอยากจะสื่อสารเริ่มต้นด้วยการให้เลิกใช้คำว่าเพศที่สาม เพราะปัจจุบันไม่สามารถยันกันได้ว่าใครเป็นเพศที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม หรือที่สี่ แต่อยากให้เรียกว่าบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจะถูกต้องกว่า
กับการที่เขาเรียนเพื่อไปเป็นครูหรืออาจารย์นั้นต้องดูที่พฤติกรรม หากเขาสามารถทำตัวได้เหมาะสมกับอาชีพที่เขาทำ ไม่ว่าอาชีพไหนก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรไปเลือกปฏิบัติ แต่ในสังคมไทยอาจมีเรื่องกาลเทศะเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
เราไม่สามารถไปบังคับให้นิสิตนักศึกษามาเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยนได้ มันไม่ใช่พฤติกรรมเลียนแบบกันได้ หากตัวเขาและจิตสำนึกเขาไม่ใช่ เราก็ไม่ควรดูถูกเด็กหรือดูถูกเจเนอเรชันของเขาว่าเขาคิดไม่เป็น เขาคิด เขาเลือกทางของเขาได้
การที่ไปมองว่ามาเป็นครูแล้วยิ่งเป็นเพศทางเลือกก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสม มันคือการไปคิดแทนเด็ก ควรจะต้องเปลี่ยนทัศนคติได้แล้ว ต้องเปิดกว้าง ประเทศอื่นมีนักการเมือง มีผู้นำประเทศเป็นเพศหลากหลายเยอะมาก แต่ไทยยังมาหยุดอยู่ที่ครู ไม่ควรเป็น LGBT ก็ไม่ต้องบอกแล้ว ให้สังคมตัดสินด้วยตัวเองดีกว่า

ครูไม่ใช่เรื่องเพศ แต่คือความรู้และความรักในการพัฒนาคน
ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ
คนเป็นครูไม่ได้จำกัดอยู่ที่ว่าคุณจะต้องเป็นเพศไหน หรือเพศไหนเป็นได้ดีกว่ากัน เราควรวัดกันที่ความสามารถกับความรักที่จะเปลี่ยนชีวิตของเด็กให้ดีขึ้นจะดีกว่า เราใช้ความสามารถเป็นตัวชี้วัดมากกว่าใช้ต้นกำเนิดหรือประสบการณ์ชีวิตของเขาที่เป็นมา
ตราบใดที่เขามีความรู้และมีความรักที่จะพัฒนาชีวิตคนอีกคนหนึ่งให้ดีขึ้น เราควรเปิดกว้างให้กับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งก็ต้องมีพฤติกรรมและประวัติความเป็นมาที่ดีเหมือนกับทุกคน มีคุณธรรมจริยธรรมในการชีวิตที่เป็นพื้นฐาน
วังวนที่เกิดขึ้นต้องกลับมาที่การมองคนให้เป็นคน มองสิทธิความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน พรรคประชาชาติให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มาก ไม่ได้นับว่าต้องเป็นเพศใด และความแตกต่างหลากหลายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เรานำมาแบ่งปันเพื่อให้ความสามารถของคนทุกกลุ่มสามารถช่วยพัฒนาประเทศได้
การจะไปตัดสินว่าเขาเป็นเพศไหนแล้วทำให้เขาต้องเสียโอกาสกับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ขอเปิดกว้างและไม่กีดกัน ทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียม
เพชรชมพู กิจบูรณะ ในนามกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย
อยากให้สังคมเราเปิดกว้างมากขึ้นและทำความเข้าใจถึงความหลากหลายในทุกๆ ด้าน สิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะประชาชนคือการมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรของรัฐให้ได้มากที่สุดโดยไม่มีการกีดกัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยเรื่องเพศ อายุ ศาสนา หรือภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม
ทุกคนในสถานศึกษามีสิทธิ์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ปราศจากการถูกคุกคามในทุกรูปแบบ อยากให้เรามาร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย

เมื่อครูมองนิสิตวิปริตห้ามเป็นครู นี่คือผลผลิตการศึกษาไทย
ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่
จากการติดตามข่าวต้องบอกว่าฟังแล้วรู้สึกแย่มาก ทัศนคติต่อการเป็นครูนั้นต้องบอกว่าก็เป็นหนึ่งในอาชีพที่สุจริต และเมื่อบอกว่าอาชีพ ทุกคนก็ควรเป็นได้ เพราะล้วนต้องทำงานแลกกับค่าจ้างทั้งนั้น และทุกคนก็ล้วนแต่มีความเป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ไม่ได้แบ่งแยกแต่อย่างใด และไม่ว่าอาชีพไหนก็ตาม
ต้องยอมรับว่าสังคมไทยให้คุณค่ากับยูนิฟอร์มมากเกินไป ให้มากกว่าคุณค่าความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นมืออาชีพ เราเคารพคนที่ยูนิฟอร์ม ไม่ได้เคารพที่ความเป็นคน นั่นเป็นการให้ความสำคัญที่ผิดจุด
สิ่งที่เกิดขึ้นถามว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจไหม ต้องบอกว่าไม่น่าแปลกใจ แต่นี่คือตัวอย่างของหลักสูตรการศึกษาของไทยที่ยังสอนว่าคนที่เป็นแบบนี้คือคนเบี่ยงเบนทางเพศ ในโรงเรียนก็ยังสอน คำถามคือเด็กที่เป็นแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร ต้องเก็บกดหรือกดดันแค่ไหนที่ถูกเพื่อนมองว่าตัวเองเป็นคนผิดปกติ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่
ผลของการที่ถูกสอนมาแบบนี้ เราจึงได้ตัวอย่างของครูที่มีทัศนคติแบบที่เห็น คือแบ่งแยก กีดกัน ไม่เข้าใจ ยังมองว่าเพศหลากหลายเป็นเรื่องเวรกรรม เรื่องวิปริต นี่คือผลผลิตของสังคมไทย
ข่าวที่เกิดขึ้นคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของสังคมว่าไทยเราไปถึงแค่ไหน และต้องเร่งทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ในสังคมอย่างมาก ซึ่งเป็นงานที่เราจะทำอย่างเต็มที่
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post LGBT กับคำว่าครูในสังคมไทย ผ่านมุมมอง 5 พรรคการเมืองที่อาสามาเปลี่ยนแปลงประเทศ appeared first on THE STANDARD.
]]>