คนไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คนไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Apr 2026 10:45:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘กลับบ้านเรารักรออยู่’ ถนนพหลโยธินหนาแน่นรับสงกรานต์ 69 https://thestandard.co/songkran-2026-phahonyothin-traffic/ Sat, 11 Apr 2026 10:45:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1197172 สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา

วันนี้ (11 เมษายน) ทีมช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที […]

The post ‘กลับบ้านเรารักรออยู่’ ถนนพหลโยธินหนาแน่นรับสงกรานต์ 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา

วันนี้ (11 เมษายน) ทีมช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 โดยเฉพาะบริเวณถนนพหลโยธิน พื้นที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ พบว่ามีปริมาณรถยนต์หนาแน่นตลอดทั้งวัน ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว มีประชาชนบางส่วนยังคงเลือกเดินทางด้วยรถกระบะ บรรทุกสัมภาระ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี ตู้เย็น และของฝากกลับไปฉลองกับครอบครัว

 

ทางด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยกระดับการบริหารจัดการจราจรในปีนี้ด้วยการนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินสำรวจสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ทางอากาศ จากการตรวจสอบพบว่า ในหลายพื้นที่การจราจรยังคงสามารถเคลื่อนตัวได้ดี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและตำรวจทางหลวงกระจายกำลังคอยดูแลและอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง

 

สำหรับพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการปรับแผนการระบายรถให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยพิจารณาเปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ และบริหารจัดการการจราจรบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้รถสามารถระบายได้อย่างคล่องตัวและปลอดภัยสูงสุด

 

นอกจากมาตรการด้านการจราจรแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่ 1,182 แห่งทั่วประเทศ โดยเป็นพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่จำนวน 89 แห่ง เช่น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร ในกรุงเทพมหานคร, บางแสนและพัทยา จังหวัดชลบุรี รวมถึงถนนข้าวเหนียว จังหวัดขอนแก่น โดยเจ้าหน้าที่จะเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ไม่ให้เกิดความแออัดจนเกินไป พร้อมจัดชุดเฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือกรณีบุคคลสูญหาย พลัดหลง รวมถึงเฝ้าระวังผู้ที่อาจเกิดภาวะลมแดด (Heatstroke) เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้

 

สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 1สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 2สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 3สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 4สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 5สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 6สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 7สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 8สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 9สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 10สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 11สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 12สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 13สภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีรถยนต์หนาแน่นและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา 14

The post ‘กลับบ้านเรารักรออยู่’ ถนนพหลโยธินหนาแน่นรับสงกรานต์ 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] https://thestandard.co/alcohol-law-reform-tourism-economy/ Fri, 10 Apr 2026 07:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196254 ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักขอ […]

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจกำลังขยี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง’

 

เมื่อเทียบดัชนีการฟื้นตัวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ พบว่าไทยมีการฟื้นตัวช้าที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

 

ภาพลักษณ์และความปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยยังตีโจทย์ไม่แตก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการไปเมืองรอง ประกอบกับปัจจัยค่าเงินที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยปี 2026 อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อย จากฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี จึงครองสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง กรุงเทพฯ มีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่า 50% ขณะที่ภูเก็ตสูงถึง 89% [1,2] สะท้อนชัดว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการท่องเที่ยว เกือบทั้งหมดของรายได้ส่งผลต่อ GDP ประเทศโดยตรง ทั้งในด้านการจ้างงาน ค้าขาย และการลงทุนในภาคบริการ

 

หากมองจากบริบทนี้ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก การมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอย่างการงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ก่อน 17.00 น. ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในหลายประเทศสามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่า

 

คำถามคือ กฎหมายยังตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็น คอขวดที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในหัวเมืองที่เป็น International Tourism Hub อย่างภูเก็ตและพัทยา

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 2

 

เศรษฐกิจที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมง   

 

ผลสำรวจของ Super Poll ชี้ชัดว่า ประชาชนกว่า 82.1% เห็นด้วยว่าการเปิดขายช่วงบ่ายช่วยสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

 

จากการวิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) ในหลากหลายอาชีพ ได้แก่ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยว อาสาสมัครสาธารณสุข และนักวิชาการ  ระบุว่า ผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่าช่วงบ่ายคือเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาใช้ชีวิต ทั้งพักผ่อนริมชายหาด รับประทานอาหาร และมีความต้องการบริโภคสูง แต่ที่ผ่านมาธุรกิจต้องปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ช่วงเวลา’ สร้างความสับสนและภาพลักษณ์ที่ดูไม่เป็นสากลในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

สิ่งที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่ยอดขายเครื่องดื่ม แต่คือรายได้ที่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ไม่สามารถสร้างได้ในช่วงเวลานั้น และส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่น รวมถึงแรงงานในภาคบริการที่สูญเสียโอกาสหารายได้เพิ่ม

 

ขนาดของโอกาสที่หายไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการประเมินว่านโยบายปลดล็อกครั้งนี้อาจทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี [3]

 

นี่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวต่างชาติมานานกว่า 50 ปี 

 

ความเสี่ยงทางสังคมไม่รุนแรงอย่างที่กังวล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะกังวลว่า หากอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายได้ อุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น การทะเลาะวิวาทจะถี่ขึ้น หรือปัญหาสังคมจะตามมา แต่จากผลสำรวจ Super Poll ในช่วงทดลอง 180 วันที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางสังคมจากการเปิดขายช่วงบ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้พุ่งสูงหรือรุนแรงอย่างที่กังวลกัน 47.7% ไม่พบปัญหาความปลอดภัยหรือสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และ 37.8% พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเหตุความไม่สงบ การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่เชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายอย่างชัดเจน เหตุทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่จากการทำ Focus Group พบว่า ปัญหาทางสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาขาย แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการจำกัดเวลาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง เพราะผู้ดื่มหนักสามารถซื้อสะสมล่วงหน้าได้ ปัญหาจึงมักเกิดจากพฤติกรรมหลังการดื่มมากกว่าเวลาที่ซื้อ การจำกัดเวลาคือการเพียงควบคุมโอกาส แต่การบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปควบคุมพฤติกรรมจริง

 

ส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และขาดความต่อเนื่องในการตั้งด่านตรวจหรือตรวจร้านค้า ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายทำให้อุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น แต่ความกังวลในเชิงนโยบายยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ 

 

กลุ่มตัวอย่าง 64.4% เสนอให้ ‘มาตรการควบคุมเมาแล้วขับ’ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหากมีการยกเลิกการห้ามขายช่วงบ่ายถาวร สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ต้องการยกเลิกการควบคุม แต่ต้องการควบคุมที่ตรงจุดกว่า นั่นคือคุมที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่คุมที่ชั่วโมงการขาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3

 

เปลี่ยนจาก ‘คุมเวลา’ เป็น ‘คุมกฎหมาย’

 

หากพิจารณาจากข้อกังวลทั้งหมดและความคิดเห็นจากผลสำรวจพบว่า แนวทางที่สังคมไทยจะยอมรับได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านนโยบายสู่รูปแบบ “เสรีภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด” (Regulated liberalization) โดยมองว่านโยบายการจำกัดเวลาขายมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงควรเปลี่ยนจาก ‘จำกัดเวลาขาย’ (Time Control) เป็น ‘กำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย’ (System Control) ที่ชัดเจน 

 

64.5% มองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจอายุผู้ซื้อและการควบคุมเมาแล้วขับ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการห้ามขายตามเวลา และ 91.8% เห็นว่าหากรัฐเข้มงวดเรื่องการตรวจอายุคนซื้อ การควบคุมเมาแล้วขับ และบทลงโทษที่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการห้ามขายช่วงบ่ายอีกต่อไป และกว่า 86% ยอมรับให้ปลดล็อกถาวรได้หากมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สำคัญคือ สังคมไม่ได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายใหม่ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้จริง อย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความรับผิดชอบร่วมระหว่างร้านค้า ผู้บริโภค และภาครัฐ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัด 17.00 น. ยังสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับบรรทัดฐานสากล ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดลักษณะนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึง การถูกปฏิเสธการสั่งเครื่องดื่มในช่วงบ่ายโดยไม่เข้าใจเหตุผล คือต้นทุนแฝงที่บั่นทอนประสบการณ์และภาพลักษณ์ประเทศ

 

นี่ไม่ใช่การผ่อนให้ดื่มมากขึ้น ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คือการปฏิรูปกติกาที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

คำถามคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปกติกานี้? จากผลสำรวจ Super Poll ประชาชนกว่า 81.1% สนับสนุนการปลดล็อกถาวร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86% เมื่อมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม

 

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรื้อถอนอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวโลกที่ไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่ง การยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ภายใต้การกำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย จะทลายคอขวดทางเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้นโอกาส ลดภาวะ Lost Demand ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้การท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
วราวุธสั่งตั้งวอร์รูมสางปมพลาสติกแพง วอนคนไทยคัดแยกขยะ-พกกระติกน้ำลดภาระ https://thestandard.co/waravut-plastic-price-war-room/ Fri, 10 Apr 2026 04:19:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1196613 ภาพ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงปมพลาสติกแพงและแนวทางแก้ไข

วันนี้ (10 เมษายน) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรว […]

The post วราวุธสั่งตั้งวอร์รูมสางปมพลาสติกแพง วอนคนไทยคัดแยกขยะ-พกกระติกน้ำลดภาระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงปมพลาสติกแพงและแนวทางแก้ไข

วันนี้ (10 เมษายน) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์เม็ดพลาสติกที่กำลังสร้างความกังวลให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาสูงขึ้นและเริ่มขาดแคลน

 

จากการหารือร่วมกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปในการเร่งจัดตั้งคณะทำงานบูรณาการระดับกระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม (โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (โดยกรมควบคุมมลพิษ) และกระทรวงสาธารณสุข (โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.)

 

เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งที่มา ปริมาณสต็อกคงเหลือ และโครงสร้างราคาของเม็ดพลาสติกในประเทศเทียบกับตลาดโลก โดยวราวุธเน้นย้ำว่า มาตรการเบื้องต้นยังไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซงราคาหรือควบคุมปริมาณ แต่เป็นการสำรวจข้อมูลตลอดต้นน้ำถึงกลางน้ำเพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แสดงความห่วงใยต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนที่อาจสูงขึ้นตามต้นทุนบรรจุภัณฑ์ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้วัสดุทดแทน โดยได้ยกตัวอย่างการพกพากระติกน้ำส่วนตัว เพื่อลดการพึ่งพาขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งแม้จะลดทอนความสะดวกสบายลงบ้าง แต่จะช่วยลดทั้งต้นทุนและภาระด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกสูงถึง 2.7 ล้านตัน แต่ถูกนำกลับมารีไซเคิลเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

 

ดังนั้น หากสามารถสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนร่วมกันคัดแยกขยะและทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ก่อนทิ้งอย่างถูกวิธี จะช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนการจัดการของโรงงานรีไซเคิลได้มหาศาล ซึ่งกระทรวงฯ ตั้งเป้าจะผลักดันสัดส่วนการรีไซเคิลให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30-35 เพื่อนำขยะเหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบทดแทนการนำเข้าเม็ดพลาสติกใหม่ที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

 

ในตอนท้าย วราวุธ ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงกำหนดการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม จากเดิมที่กำหนดไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 โดยขอเลื่อนออกไปเป็นเช้าวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 แทน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีวาระด่วนในการมอบนโยบายเกี่ยวกับกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวันและเวลาดังกล่าว

The post วราวุธสั่งตั้งวอร์รูมสางปมพลาสติกแพง วอนคนไทยคัดแยกขยะ-พกกระติกน้ำลดภาระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน https://thestandard.co/grape-oil-grab-modern-lifestyle/ Fri, 03 Apr 2026 10:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1194101 โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน

กว่าจะเรียกอาหารจานหนึ่งได้ว่าเป็นอาหารที่ดี นอกจากจะมี […]

The post “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน

กว่าจะเรียกอาหารจานหนึ่งได้ว่าเป็นอาหารที่ดี นอกจากจะมีรสชาติถูกปากแล้ว ก็ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ที่คัดสรรมาอย่างใส่ใจ “น้ำมันองุ่น” คือส่วนผสมที่ทำให้ทุกวัตถุดิบลงตัว เป็นน้ำมันพืชที่สกัดจากถั่วเหลือง 100% ปราศจากคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ 0 กรัม มาพร้อมกับแคมเปญ “องุ่นที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน” แสดงความมุ่งมั่นส่งต่อความอร่อยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี

 

ในวันนี้แบรนด์องุ่นกำลังขยับตัวครั้งสำคัญ จากการเป็นวัตถุดิบสำคัญก้นครัว สู่ส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ด้วยการจับมือกับ Grab และร่วมมือกับ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมไทย

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 1

 

แคมเปญ Angoon x Grab: ส่งต่อวัตถุดิบคุณภาพถึงหน้าบ้าน

 

ความสำคัญของการดูแลคนในครอบครัวคือการปรุงอาหารทานเอง เพราะได้เลือกวัตถุดิบคุณภาพกับมือ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป คนเจเนอเรชันใหม่มองหาความสะดวกสบายกันมากขึ้น การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม Delivery จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นกันจนชินตา 

เพื่อให้มั่นใจว่าอาหาร Delivery ทุกมื้อเริ่มต้นจากวัตถุดิบชั้นดี น้ำมันองุ่นจึงจับมือกับ Grab แพลตฟอร์ม Delivery ชั้นนำของไทย สร้าง “Special Menu Collaboration” ร่วมกับร้านอาหารชื่อดังบนแพลตฟอร์ม เช่น บ้านหญิง, This is Basil, ครัวอัปษร, เนื้อแคมป์ไฟ และนิลทิมพง โดยใช้น้ำมันองุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อการันตีว่ามาตรฐานความใส่ใจจะส่งตรงถึงบ้าน นอกจากนั้น ยังสร้างสีสันด้วย Troops Day ขบวนพี่ไรเดอร์ที่ออกเดินทางโปรโมตแคมเปญ Snap and Share ส่งต่อความใส่ใจไปทั่วเมือง ตอกย้ำว่าแบรนด์องุ่นไม่ได้อยู่เพียงบนชั้นวางสินค้า แต่พร้อมติดตามไปในทุกโมเมนต์การรับประทานอาหารของทุกคน ที่สามารถส่งมอบสิ่งดี เพื่อสังคมไทยไปด้วยกัน

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 2

 

“Grab เป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ใกล้กับพฤติกรรมการกินของผู้บริโภคในชีวิตประจำวันมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร การค้นหาร้านอร่อย หรือแม้แต่การเชื่อมคนกับร้านอาหารในแต่ละพื้นที่ 

 

การจับมือกับ Grab จึงเป็นความร่วมมือที่ตอบโจทย์มาก เพราะทำให้แบรนด์องุ่นสามารถเข้าไปอยู่ใน “โมเมนต์จริง” ของการเลือกมื้ออาหารของผู้บริโภคได้ และให้มีสุขภาพดีไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่สื่อสารอยู่บนโฆษณาเท่านั้น แต่ได้เข้าไปอยู่ทั้งบนแพลตฟอร์ม หน้าร้าน บนท้องถนน และในบทสนทนาของผู้คน

อีกมุมหนึ่ง Grab เองก็มี ecosystem ที่เชื่อมทั้งผู้บริโภค ร้านอาหาร และไรเดอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแคมเปญนี้ที่ต้องการให้ความใส่ใจเกิดขึ้นในทุกจุดของ journey อย่างแท้จริง” พจนีย์ อัศวพัฒนากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจน้ำมันพืช กล่าว

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 3

 

ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้สังคมกับมูลนิธิหัวใจฯ 

 

มากไปกว่าการส่งมอบอาหารคุณภาพ คือการส่งต่อความปรารถนาดีคืนสู่สังคม ในแคมเปญครั้งนี้ แบรนด์องุ่นจึงจัดกิจกรรม “Snap and Share” เพื่อร่วมสมทบทุนให้แก่ “มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” โดยทุกการแชะภาพเมนูอาหารที่ร่วมแคมเปญ หรือภาพกิจกรรมในวัน Troops Day แล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดีย จะมีค่าเท่ากับการร่วมบริจาค 1 บาท และการสั่งอาหารที่ร่วมแคมเปญ 1 จาน มีค่าเท่ากับการสมทบทุน 9 บาท เป็นการต่อยอดแนวคิด “ใส่ใจทุกจาน” ของแบรนด์องุ่น ไปสู่ “การดูแลหัวใจ” ทุกคนในสังคม

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 4

 

“‘องุ่น ที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน’ ไม่ได้เป็นเพียงข้อความสื่อสาร แต่เป็นความตั้งใจที่เราอยากส่งต่อออกไปในทุกมิติ ทั้งผ่านความร่วมมือกับ Grab ร้านอาหาร ผู้บริโภค และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อทำให้คำว่า ‘ใส่ใจ’ เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเลือกสิ่งที่ดีให้กับอาหารในแต่ละจาน ไปจนถึงการส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม

 

เราหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า แบรนด์องุ่นไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันถั่วเหลืองที่อยู่ในครัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหัวใจ และอยู่ในทุกมื้อด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง” วิวัฒน์ วงศ์สุชาต ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าว

The post “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Techsauce Healthspan Festival 2026 รวมพลังรัฐ-เอกชน สร้าง Ecosystem สุขภาพ ดันไทยสู่ Medical Hub [PR News] https://thestandard.co/techsauce-healthspan-festival-medical-hub/ Thu, 02 Apr 2026 09:30:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1193749 ภาพบรรยากาศงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 สร้างระบบนิเวศสุขภาพและดันไทยสู่ Medical Hub

อะไรคือจุดแข็งของประเทศไทย? หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “การ […]

The post Techsauce Healthspan Festival 2026 รวมพลังรัฐ-เอกชน สร้าง Ecosystem สุขภาพ ดันไทยสู่ Medical Hub [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 สร้างระบบนิเวศสุขภาพและดันไทยสู่ Medical Hub

อะไรคือจุดแข็งของประเทศไทย? หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “การดูแลสุขภาพ” หรือเรื่อง Health นั่นเอง แต่การที่เราจะคว้าโอกาสด้านเศรษฐกิจในเรื่องของสุขภาพ ต่อยอดให้ประเทศไทยกลายเป็น Medical Hub จะต้องทำสิ่งใดบ้าง?

 

คำตอบของเรื่องนี้ต่างถูกคิวเรตและรวบรวมไว้ใน “Techsauce Healthspan Festival 2026” ซึ่งถูกจัดขึ้นโดย Techsauce ผู้นำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ซึ่งในปีนี้ก็ประสบความสำเร็จ ในการเป็นมหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดี คือเวทีนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร ที่มุ่งเป็น Ecosystem Builder เชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี ภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจ เพื่อสร้างระบบนิเวศและ Community สุขภาพที่แข็งแกร่ง สนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub

 

แนวคิด “Healthspan” อยู่อย่างไรให้สุขภาพยืนตามอายุ?

 

สำหรับปีนี้ งาน “Techsauce Healthspan Festival 2026” จัดขึ้นพร้อมแนวคิดหลักคือ “Healthspan” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและหาคำตอบใหม่ให้กับการใช้ชีวิต ว่าเราจะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดียาวนานเท่ากับช่วงอายุขัยของเรา

 

โดยภายในงานได้รวบรวมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ บริษัทด้านสุขภาพ และนวัตกรรมมาร่วมจัดแสดง เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) และการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพ

 

เชื่อมโยงคอนเทนต์สู่นโยบายระดับชาติและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ

 

หัวใจสำคัญของงานในปีนี้คือการยกระดับการเสวนาไปสู่มิติทางด้าน “เศรษฐกิจและนโยบาย” (Economy & Policy) โดย Techsauce เปิดเวทีให้ผู้นำทางความคิดร่วมหารือในหัวข้อ “Road to Global Medical Hub” และ “Global Wellness Destination” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางทางการแพทย์ระดับโลก ไม่เพียงแค่ในด้านการรักษาพยาบาล แต่รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

 

ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีเสวนาได้ร่วมกันหารือถึงการพลิกโฉมระบบสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นที่การใช้ระบบการดูแลเชิงป้องกัน (Preventative Care) เพื่อลดภาระของโรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งเปลี่ยนวิกฤตสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน

 

เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก จาก AI สู่การปลดล็อกศักยภาพมนุษย์

 

จากความเชี่ยวชาญและชำนาญในมิติของเทคโนโลยีของ Techsauce งานนี้ยังสร้างปรากฏการณ์การรวมตัวของ DeepTech ด้านสุขภาพที่ล้ำสมัยที่สุด ตั้งแต่เวที “Future of HealthTech” ที่นำเสนอการใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์โรคแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล (Personalized Medicine) ไปจนถึงนวัตกรรม Genomics ที่จะทำให้การรักษาโรคยากๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

 

มากไปกว่านั้น ยังมีการพูดถึงเทรนด์ “Next-Gen Biohacking” และ “Human Optimization” ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออัปเกรดศักยภาพของมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเน้นการใช้ Smart Wearables และอุปกรณ์อัจฉริยะในการติดตามดัชนีชี้วัดสุขภาพแบบ Real-time ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของคนไข้จากการเป็นผู้รับการรักษา มาเป็นผู้ควบคุมสุขภาพของตนเองอย่างแท้จริง

 

Techsauce มองเห็นโอกาสจากเศรษฐกิจแห่ง Healthspan

 

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า “โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ลงทุนเพื่อป้องกัน’ ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญของเทคโนโลยีและชีววิทยาที่ทำให้เราสามารถออกแบบสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ” 

 

“วันนี้ Techsauce Healthspan Festival จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างชุมชนสายสุขภาพที่แข็งแกร่ง เรามองเห็นโอกาสมหาศาลใน ‘เศรษฐกิจแห่ง Healthspan’ ที่นวัตกรรมจะต้องเข้าถึงง่ายและราคาจับต้องได้ เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาระทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีกำลังซื้ออย่างยั่งยืน”

 

หนึ่งในความโดดเด่นของงานนี้คือการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

การดูแลสุขภาพไม่จบเพียงโรงพยาบาลแต่ขยายไปสู่ระดับดูแลตลอดชีวิต

 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบนิเวศสุขภาพว่า 

 

“โลกของ Healthcare และ Life Insurance กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว งานนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตไม่ได้จบแค่ที่โรงพยาบาล แต่คือการดูแลตลอดช่วงชีวิตผ่านแนวคิด Longevity Design”

 

“การเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Healthspan Festival ทำให้เราเห็นถึงโอกาสในการนำ Data และนวัตกรรมใหม่ๆ มาออกแบบโซลูชันประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ช่วยให้ลูกค้าของเรามีช่วงเวลาสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน”

 

ความสำเร็จที่วัดผลได้และก้าวต่อไปของนวัตกรรม

 

นอกจากเนื้อหาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว โซนการจัดแสดงนวัตกรรม (Exhibition) ยังได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง โดยมีตัวเลขยอดผู้เข้าชมรวมกว่า 2,500 ท่าน ตลอดระยะเวลา 2 วัน และรวบรวมบูธแสดงผลงานจากบริษัทชั้นนำมากกว่า 80 ราย

 

ทั้งหมดยิ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่างาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ในครั้งนี้ ได้ยกระดับไปสู่การเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมของความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า Healthcare Ecosystem ของประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

The post Techsauce Healthspan Festival 2026 รวมพลังรัฐ-เอกชน สร้าง Ecosystem สุขภาพ ดันไทยสู่ Medical Hub [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขปรากฏการณ์ ‘Hyrox’ ไม่ใช่แค่กระแส แต่เทคโนโลยีกำลังพาคนไทยออกไปวัดขีดจำกัดของตัวเอง https://thestandard.co/hyrox-thailand-performance-lifestyle/ Wed, 01 Apr 2026 10:28:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1193717 hyrox-thailand-performance-lifestyle

ถ้าเป็นคนเล่นโซเชียลประจำ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เคยไ […]

The post ไขปรากฏการณ์ ‘Hyrox’ ไม่ใช่แค่กระแส แต่เทคโนโลยีกำลังพาคนไทยออกไปวัดขีดจำกัดของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
hyrox-thailand-performance-lifestyle

ถ้าเป็นคนเล่นโซเชียลประจำ คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกอย่าง ‘Hyrox’ ที่เพิ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย จากภาพจำที่อาจดูเป็นเพียงการรวมตัวของคนเฉพาะกลุ่มในครั้งแรก วันนี้มันได้ยกระดับสู่ปรากฏการณ์ระดับประเทศที่บัตรขายหมดเกลี้ยงหลายหมื่นใบ

 

 
 

หากมองผ่านๆ Hyrox อาจดูเป็นแค่หนึ่งอีเวนต์ของคนรักการออกกำลังกาย แต่ถ้ามองให้ลึก นี่คือภาพสะท้อนของคลื่นลูกใหม่ในวัฒนธรรมสุขภาพ ที่กำลังพาผู้คนออกจากการออกกำลังกายเพื่อแค่ดูดีหรือเข้าสังคม ไปสู่การใช้ร่างกายเป็นสนามทดลอง ใช้ตัวเลขเป็นเครื่องยืนยัน และใช้การแข่งขันเป็นเวทีพิสูจน์ว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน 

 

‘Hyrox’ มาจากไหน ทำไมถึงดังระเบิดในไทย

 
‘Hyrox’ เกิดขึ้นที่เยอรมนีในปี 2017 จากการร่วมสร้างของ Christian Toetzke ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานกีฬาระดับโลก และ Moritz Fürste นักกีฬาฮอกกี้เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก โดยออกแบบให้เป็นการแข่งขันความฟิตที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ผ่านการผสมการวิ่งเข้ากับการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัลเทรนนิง จนเกิดเป็นสนามที่ทดสอบทั้งแรงกาย ความอึด และวินัยไปพร้อมกัน

 

คุณธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ชี้ให้เห็นว่า ความนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ค่อยๆ สะสมแรงจนคลาสฝึกซ้อมเฉพาะทางตามฟิตเนสต่างๆ ถูกจับจองจนแน่น และเมื่อมองในภาพใหญ่ ตลาดไทยเองก็ยังไม่มีแพลตฟอร์มแข่งขันที่ออกแบบมาเพื่อสายฟิตเนสโดยเฉพาะเหมือนที่งานวิ่งตอบโจทย์นักวิ่งไปแล้ว Hyrox จึงเข้ามาเติมช่องว่างนั้นอย่างพอดิบพอดี กลายเป็นโอเอซิสใหม่ของคนที่ไม่ได้อยากแค่ออกกำลังกาย แต่ต้องการมีเส้นชัยให้พุ่งชน

 

‘Performance Lifestyle’ คืออะไร เปลี่ยนเทรนด์การออกกำลังกายไปแค่ไหน

 

สิ่งที่ Hyrox สะท้อนชัดที่สุด คือการเปลี่ยนผ่านจากการออกกำลังกายเพื่อภาพลักษณ์ ไปสู่การใช้ร่างกายเป็นพื้นที่ทดสอบศักยภาพของตัวเอง และเทคโนโลยีคือแรงผลักสำคัญของเรื่องนี้ เมื่อผู้คนมีสมาร์ทวอตช์อยู่บนข้อมือ การออกกำลังกายจึงไม่ใช่แค่เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย แต่กลายเป็นเรื่องของเพซ หัวใจ การฟื้นตัว และสถิติที่ดีขึ้นทุกวัน

 

เมื่อเห็นพัฒนาการของตัวเองเป็นรูปธรรม คนจำนวนมากจึงเริ่มไม่ได้อยากแค่สุขภาพดี แต่อยากรู้ว่าตัวเองไปได้ไกลกว่านั้นแค่ไหน Hyrox จึงตอบโจทย์ เพราะมันให้มากกว่าการออกกำลังกาย แต่ให้ทั้งเป้าหมาย ความท้าทาย และพื้นที่ให้ผู้คนพิสูจน์ตัวเอง

 

‘เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข’ นักแสดงที่ลงแข่งขันในรุ่นคู่ผสม เขาเล่าว่าการเข้ายิมคนเดียวซ้ำๆ นั้นพาไปสู่ความเบื่อได้ไม่ยาก แต่การแข่งขันรูปแบบนี้ทำให้การฝึกซ้อมมีเป้าหมาย มีแรงกระตุ้น และมีอารมณ์ร่วมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง บรรยากาศในสนามเหมือนคอนเสิร์ตขนาดย่อม ทั้งแสง สี เสียง และเสียงเชียร์ที่เร่งหัวใจให้พุ่งทะยานจนแตะ 190 และค้างอยู่ในโซน 5 ได้นานเกือบชั่วโมง ความเหนื่อยในสนามจึงไม่ใช่ความทรมาน แต่เป็นความสะใจ ภูมิใจ และเป็นโมเมนต์ที่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เต็มที่

 

ธุรกิจคว้าโอกาสจากเทรนด์นี้ได้อย่างไร?

 

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตาม และโอกาสในคลื่นลูกนี้ไม่ใช่แค่การเข้าไปติดโลโก้บนป้ายงาน แต่คือการเข้าใจว่าผู้คนกำลังให้คุณค่ากับอะไร ธิติพรอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจทั้งสุขภาพ ประสิทธิภาพของร่างกาย และการฟื้นตัวหลังการฝึกมากขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย แบรนด์จึงต้องมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ความรู้สึกสดชื่น สนุก และมีส่วนร่วมกับไลฟ์สไตล์นี้ได้โดยไม่ทำลายเป้าหมายด้านสุขภาพ บุญรอดก็ได้ส่ง Singha Sparkling Water เข้าไปตอบโจทย์นี้

 

อย่างไรก็ดี โอกาสที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่การเป็นสปอนเซอร์ในวันแข่ง แต่อยู่ที่การเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน อย่างบุญรอดก็ได้จับมือกับฟิตเนสอย่าง ‘Cubic’ เพื่อร่วมสร้างคลาสฝึกซ้อมเฉพาะทาง เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางพัฒนาตัวเองของผู้บริโภค และเมื่อแบรนด์อยู่ในช่วงเวลาที่คนเหนื่อย ทุ่มเท และมีวินัยมากที่สุด ความผูกพันก็ย่อมเกิดลึกกว่าการมองเห็นเพียงชั่วคราว

 

ท้ายที่สุด Hyrox จึงไม่ใช่แค่กระแสออกกำลังกาย แต่คือภาพสะท้อนของคนยุคนี้ที่ต้องการสนามสำหรับวัดขีดจำกัดของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม และสำหรับแบรนด์ นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการขายสินค้า แต่คือโอกาสในการเข้าไปอยู่บนเส้นทางที่ผู้คนใช้สร้างเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง เพราะในวันที่การเอาชนะตัวเองกลายเป็นคุณค่าใหม่ แบรนด์ที่เข้าใจแรงขับนี้ก่อน ย่อมเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ลึกกว่า

The post ไขปรากฏการณ์ ‘Hyrox’ ไม่ใช่แค่กระแส แต่เทคโนโลยีกำลังพาคนไทยออกไปวัดขีดจำกัดของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ https://thestandard.co/welfare-card-400-baht-ect-approval/ Wed, 01 Apr 2026 10:02:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1193707 ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน

วันนี้ (1 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]

The post ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน

วันนี้ (1 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ที่ สยามรัตนา ซุปเปอร์มาร์เก็ต พบว่ามีประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนมาก เดินทางมาเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากรับทราบข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากสื่อสังคมออนไลน์ว่า วันนี้เป็นวันแรกที่รัฐบาลโอนเงินช่วยเหลือวงเงินซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 100 บาท (จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน) ส่งผลให้ประชาชนหลายรายต้องนำสินค้าออกจากตะกร้าบริเวณจุดชำระเงิน หรือบางรายต้องยอมจ่ายเงินส่วนตัวสำหรับค่าส่วนต่างเอง

 

จากการสอบถามความคิดเห็น ประชาชนรายหนึ่งสะท้อนว่า นอกจากการปรับเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถปรับแต่งวงเงินในบัตรให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเองได้ เช่น ผู้ที่มีพาหนะส่วนตัวและไม่ได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ควรสามารถโยกย้ายวงเงินค่าเดินทางมาสมทบเป็นค่าซื้อสินค้าได้ เนื่องจากวงเงิน 400 บาทต่อเดือนยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ขณะที่ประชาชนอีกรายระบุว่า ตนได้รับข่าวสารจากโซเชียลมีเดียจนเกิดความเข้าใจผิดว่ายอดเงินถูกโอนเข้าบัตรแล้ว จึงอยากฝากถึงหน่วยงานของรัฐให้ปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารกับประชาชนให้มีความชัดเจนและเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายกว่านี้

 

ก่อนหน้านี้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางดังกล่าวว่า โครงการนี้เป็นการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค จากเดิม 300 บาท เพิ่มอีก 100 บาท รวมเป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ถือบัตรจำนวน 13.3 ล้านคน ใช้งบกลางรวมกว่า 1,300 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมดังกล่าวจะดำเนินการในระยะเวลา 1 เดือน ก่อนที่จะมีการนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐบาลชุดใหม่อย่างเป็นทางการ

 

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า แม้ ครม. จะมีมติเห็นชอบการใช้งบกลางและวงเงินดังกล่าวไปแล้ว แต่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องรอเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อน จึงจะสามารถระบุวันที่เงินเข้าบัตรอย่างเป็นทางการได้ ขอให้ประชาชนรอฟังประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

สำหรับสิทธิพื้นฐานประจำเดือนของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ ปัจจุบัน

 

  • วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค: 300 บาท/คน/เดือน (ส่วนที่เพิ่มพิเศษอีก 100 บาท รวมเป็น 400 บาท อยู่ระหว่างรอ กกต. อนุมัติ)
  • ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม: 80 บาท/คน/3 เดือน (รอบเดือน เม.ย. – มิ.ย. 2569)
  • วงเงินค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ: 750 บาท/คน/เดือน

 

ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 1ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 2ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 3ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 4ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 5ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 6ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 7ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 8ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 9ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 10ประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เงิน 400 บาทยังไม่เข้า ทำให้เกิดความสับสน 11

The post ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากใบแดงสู่ความสมัครใจ พัฒนาการเกณฑ์ทหารไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน https://thestandard.co/thailand-conscription-voluntary-evolution/ Wed, 01 Apr 2026 00:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1193254 การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ

เมื่อสายลมร้อนของเดือนเมษายนพัดมาเยือน สิ่งหนึ่งที่อยู่ […]

The post จากใบแดงสู่ความสมัครใจ พัฒนาการเกณฑ์ทหารไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ

เมื่อสายลมร้อนของเดือนเมษายนพัดมาเยือน สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานคือ ‘ฤดูกาลเกณฑ์ทหาร’ โดยในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาเปิดรับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ

 

 
 

สำหรับในปีนี้ กองทัพได้กำหนดวันตรวจเลือกตั้งแต่วันที่ 1-12 เมษายน (เว้นวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรี) แม้จะเน้นการเปิดรับทางออนไลน์เป็นหลัก แต่บรรยากาศของการถอดเสื้อรอคิว และวินาทีระทึกใจตอนล้วงไหจับ ‘ใบดำ-ใบแดง’ ยังคงเป็นภาพจำที่สร้างความตึงเครียดให้กับชายไทยและครอบครัว ทว่าภายใต้ภาพจำเหล่านั้น ระบบการเกณฑ์ทหารของไทยกำลังก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากยุคที่บังคับ 100% สู่ความพยายามผลักดันระบบ ‘สมัครใจ’ อย่างเต็มรูปแบบ

 

THE STANDARD พาย้อนดูพัฒนาการของการเกณฑ์ทหารไทยตั้งแต่อดีต ไทม์ไลน์การขยับตัวของรัฐบาลในแต่ละยุค ภาพจำด้านลบที่กองทัพต้องเร่งลบเลือน รวมถึงความจำเป็นของยุทโธปกรณ์และกำลังพลในสภาวะความขัดแย้งของโลกปัจจุบัน

 

 
การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ 1
 

ปฐมบทแห่งหน้าที่: นิยามและกฎหมายที่บีบบังคับ 100%

 

จุดเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารในยุคปัจจุบัน อ้างอิงตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กฎหมายระบุชัดเจนว่า ชายที่มีสัญชาติไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการทหารด้วยตนเอง เพื่อป้องกันประเทศชาติ

 

โดยมีนิยามสถานะที่สำคัญดังนี้:

 

  • ทหารกองเกิน: ชายไทยอายุ 18-30 ปีบริบูรณ์ ที่ลงบัญชีทหารกองเกินไว้ (ผู้ถือใบ สด.9)
  • ทหารกองประจำการ: ผู้ที่เข้าสู่ระบบเกณฑ์ หรือสมัครใจเข้ารับราชการทหาร และกำลังอยู่ในวาระที่กำหนด (พลทหาร)
  • ทหารกองหนุน: ทหารที่ปลดจากกองประจำการ หรือผู้ที่เรียนจบ รด. ปี 3 ซึ่งอาจถูกเรียกพลเพื่อฝึกทบทวนหรือระดมพลในยามสงครามได้

 

ในยุคสงครามเย็นที่ภัยคุกคามล้อมรอบประเทศ กองทัพมีความต้องการกำลังพลสูงมาก ชายไทยที่ไม่ได้เรียน รด. ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือก หากมีผู้สมัครใจไม่พอ จะต้องใช้วิธีจับสลาก ระบบนี้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจและจิตใจให้ชายไทยจำนวนมาก เพราะการได้ ‘ใบแดง’ อาจหมายถึงการต้องทิ้งครอบครัว ทิ้งการศึกษา หรือหน้าที่การงานไปเป็นเวลา 1-2 ปี

 

 
การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ 2
 

ภาพจำด้านลบ: บาดแผลจากอดีต ศาลทหาร และกระบวนการยุติธรรม

 

ตลอดหลายทศวรรษ ระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับก่อให้เกิดภาพจำด้านลบ และเป็นบ่อเกิดของวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ภาพจำเหล่านี้เกิดจากเหตุการณ์จริงที่กองทัพต้องยอมรับและหาทางแก้ไข:

 

  • ความปลอดภัยและการลงโทษที่รุนแรง: กรณีที่สะเทือนใจและเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความยุติธรรม คือคดีของ พลทหารวิเชียร เผือกสม ที่ถูกรุมซ้อมทรมานในหน่วยฝึกจนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2554 ครอบครัวต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยาวนานถึง 12 ปี กว่าศาลมณฑลทหารบกจะพิพากษาจำคุกนายทหารที่กระทำผิดในปี 2566 รายงานจากองค์การนิรโทษกรรมสากลในปี 2562 ยังระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน การล่วงละเมิด และการธำรงวินัยที่ผิดหลักการ
  • พลทหารรับใช้และการทุจริต: มีข้อครหาเสมอมาว่าพลทหารจำนวนมากไม่ได้ถูกฝึกเพื่อรบ แต่ถูกส่งไปเป็น ‘ทหารบริการ’ รับใช้ตามบ้านนายทหารระดับสูง รวมถึงปัญหาการหักหัวคิวเงินเดือน และกระบวนการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่เพื่อแลกกับการรอดพ้นเกณฑ์ทหาร
  • ศาลทหารกับการตรวจสอบ: เมื่อทหารกระทำผิด การต้องขึ้น ‘ศาลทหาร’ ทำให้ภาคประชาชนมองว่าขาดความโปร่งใส นำมาซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการปฏิรูปกฎหมายให้ทหารที่ทำผิดคดีทุจริตหรือคดีอาญาต่อนอกกองทัพ ต้องขึ้นศาลยุติธรรมหรือศาลอาญาคดีทุจริตฯ เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

 

 
การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ 3
 

ไทม์ไลน์พัฒนาการด้านกฎหมาย และการขยับตัวของรัฐบาล

 

แรงกดดันจากสังคมทำให้รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมในหลายยุค ต้องค่อยๆ ขยับตัวเพื่อปรับโครงสร้างกองทัพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

 

ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ. 2558-2566):

 

  • พ.ศ. 2558: ผลักดัน พ.ร.บ.กำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558 เพื่อบริหารจัดการกำลังสำรอง (อดีตทหารเกณฑ์และผู้จบ รด.) ให้เป็นระบบ สามารถเรียกฝึกทบทวนได้ เพื่อลดภาระการรักษากำลังรบหลักในยามปกติ
  • พ.ศ. 2559: สภากลาโหมเห็นชอบแผนปฏิรูปกระทรวงกลาโหม 20 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ปรับลดนายพลลง 50% ภายในปี 2571 และยุติแผนการตั้งกองพลใหม่ เพื่อลดงบประมาณบุคลากร
  • พ.ศ. 2566: ออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 275/2566 ปลดล็อกให้ทหารเกณฑ์ที่ครบกำหนด สามารถ ‘สมัครใจอยู่ต่อ’ ได้ เพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์คนใหม่ ถือเป็นก้าวแรกๆ ของการสร้างระบบทหารอาสาสมัคร

 

ยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และ รมว.กลาโหม สุทิน คลังแสง (พ.ศ. 2566-2567):

 

  • นำนโยบาย ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ของพรรคเพื่อไทยมาปฏิบัติจริง โดยประกาศชัดเจนว่าต้องการลดการเกณฑ์ทหารและมุ่งสู่ระบบสมัครใจ
  • เปิดแคมเปญ ‘ปีใหม่ ทหารใหม่ โอกาสใหม่’ (ธันวาคม 2566) รับสมัครทหารออนไลน์ล่วงหน้า พร้อมเพิ่มสวัสดิการ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ทหารเกณฑ์ให้เป็นสายอาชีพที่มีเกียรติและรายได้มั่นคง

 

ยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร และ รมว.กลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย (พ.ศ. 2567-2568):

 

  • ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง โดยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ด้วยตนเอง เพื่อการันตีคุณภาพชีวิตทหาร
  • ยอดผู้สมัครใจพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 28,572 คน ในปี 2564 ขยับขึ้นเป็น 38,160 คน ในปี 2567

 

ยุครัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล และ รมว.กลาโหม พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ (พ.ศ. 2568-2569):

 

  • ในช่วงเลือกตั้ง มีการผลักดันนโยบาย จากระบบบังคับเป็นทหารอาสา 1 แสนนาย เพื่อยกเลิกจับใบดำใบแดง
  • จูงใจด้วยเงินเดือนประจำ 12,000 บาท รับราชการ 4 ปี ได้ฝึกทักษะเพื่อไปประกอบอาชีพหลังปลดประจำการ มีโอกาสสอบเข้าเป็นนายสิบ หรือจ่า
  • อนุมัติเพิ่มความช่วยเหลือและเงินชดเชยกรณีได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการสู้รบและปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงการสู้รบไทย-กัมพูชา

 

การผลักดันจากฝ่ายนิติบัญญัติ (พรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน):

 

  • มีการเสนอ ‘ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร’ ฉบับใหม่ เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารในยามปกติอย่างเด็ดขาด และเสนอแนวคิดการฝึกแบบ เช้าไป-เย็นกลับ (ไปกลับค่ายทหารเหมือนพนักงานบริษัท) สำหรับผู้ที่เลือกหน่วยฝึกใกล้บ้าน เพื่อสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

 

 
การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ 4
 

สวัสดิการทหารยุคใหม่ และเทคโนโลยีทดแทน

 

เพื่อจูงใจให้เกิดทหารอาสาสมัคร 100% ในปี 2569 กองทัพได้รื้อระบบสวัสดิการและการดูแลพลทหารใหม่หมด เพื่อลบภาพ ‘น้องคนเล็กของกองทัพ’ ที่ถูกรังแก สู่การเป็น ‘กำลังพลที่มีคุณค่า’

 

  • การันตีรายได้และแก้หนี้: ทหารใหม่รับเงินเดือนรวมค่าครองชีพ 11,000 บาท/เดือน (หักค่าประกอบเลี้ยงแล้วเหลือสุทธิประมาณ 8,900 บาท) มีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามผู้บังคับบัญชายึดสมุดบัญชีหรือบัตร ATM นอกจากนี้ยังช่วยปลดล็อกปัญหาให้ทหารใหม่ที่ตกเป็นเหยื่อ ‘บัญชีม้า’ ก่อนเข้ากรม ให้สามารถเปิดบัญชีรับเงินเดือนได้อย่างถูกต้อง
  • ความโปร่งใสและปลอดภัย: โรงพยาบาลค่ายทหาร 37 แห่งทั่วประเทศ คัดกรองทหารใหม่เป็น 4 กลุ่มความเสี่ยง (ใช้สัญลักษณ์สี) เพื่อปรับความเข้มข้นการฝึกให้เหมาะกับร่างกาย ห้ามการลงโทษที่รุนแรง และ ห้ามซ่อมหลังเวลา 18.00 น. โดยเด็ดขาด พร้อมจัดตั้ง Line Group ให้ผู้ปกครองพูดคุยและเห็นสภาพการฝึกได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ความก้าวหน้าทางการศึกษาและอาชีพ: ให้โควตาสอบนักเรียนนายสิบทหารบกสูงถึง 80% จากพลทหาร จับมือกับกระทรวงศึกษาธิการให้ทหารเรียน กศน. จนจบวุฒิ ม.ต้น และ ม.ปลาย ระหว่างประจำการได้
  • เทคโนโลยีทดแทนกำลังคน: เพื่อลดภาระความต้องการทหารเกณฑ์ ฝ่ายการเมืองและกรรมาธิการการทหารได้เสนอการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนกำลังคน เช่น การสร้าง Smart Tower ติดตั้งกล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูง การใช้ ยานไร้คนขับและโดรน (UAV) ในการลาดตระเวนชายแดน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเหยียบทุ่นระเบิดและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง

 

 
การเกณฑ์ทหารของไทย จากการจับใบแดง สู่ยุคสมัครใจ 5
 

อนาคตทหารไทยกับความจำเป็นในภาวะสงครามปัจจุบัน

 

แม้กระแสสังคมจะมุ่งไปที่การลดขนาดกองทัพและยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ในความเป็นจริง ภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบันยังคงคุกรุ่น ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล) ความไม่สงบตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านของไทย

 

ประเด็นเรื่อง ‘ความพร้อมรบ’ จึงเป็นสิ่งที่ละทิ้งไม่ได้ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี ที่กล่าวในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 29 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568 ถึงเหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่อาจยกเลิก ‘กฎหมายเกณฑ์ทหาร’ ได้แบบถอนรากถอนโคนไว้ว่า

 

“การยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น ยังคงไม่มีหลักประกันได้ว่าในแต่ละปีจะมีผู้สมัครใจได้ครบ 100% ซึ่งหากการสมัครใจไม่ครบ ก็ต้องมีระบบเกณฑ์รองรับ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อม… และถ้ายกเลิกกฎหมายเกณฑ์ทหารไปแล้ว หากเกิดสงคราม ประเทศต้องการคนไปรบ ที่ต้องพร้อมรบ ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เคยฝึกมาก่อน ก็จะส่งผลเสียหายต่อการป้องกันประเทศ หรือถ้าเกิดสงคราม และเราไม่มีกฎหมายเกณฑ์ทหาร… ก็คงต้องไปดึง นักศึกษาวิชาทหาร ทหารกองหนุน มาทำการรบ ปัญหาคือ จะพร้อมรบหรือไม่ ฝึกทบทวนทันหรือไม่”

 
ทหารเกณฑ์
 

แม้ในทางข้อกฎหมายจะยังไม่มีการประกาศ ‘ยกเลิก’ การบังคับเกณฑ์ทหารทิ้ง 100% ด้วยความกังวลด้านความมั่นคงของประเทศในภาวะสงครามโลกที่คาดเดาไม่ได้ แต่ทิศทางที่รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่วมกัน ล้วนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพไทยกำลังก้าวสู่การเป็น ‘ทหารอาชีพ’ ที่ประชาชนพร้อมจะเดินเข้าหาด้วยความเต็มใจ แทนที่จะต้องวิ่งหนีจากการจับใบดำใบแดงเหมือนในวันวาน

 

ภาพ: ทำเนียบรัฐบาล, กองทัพบก

The post จากใบแดงสู่ความสมัครใจ พัฒนาการเกณฑ์ทหารไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน https://thestandard.co/thailand-happiness-dopamine-economy/ Mon, 30 Mar 2026 13:50:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1192905 ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังไถฟีดโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาความสุขจาก Dopamine Economy

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้ […]

The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังไถฟีดโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาความสุขจาก Dopamine Economy

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทยประจำปี 2569 ในหัวข้อ ‘Dopamine Economy: เมื่อพลังใจกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด’ โดยเจาะลึกข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศกว่า 2,074 คน ครอบคลุมผู้บริโภค 3 เจเนอเรชัน เพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ

 

 
 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เมื่อพบว่าแนวโน้ม ‘ความสุขในอนาคต’ ของคนไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง แบรนด์จึงถูกท้าทายให้ต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากการเป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้า ก้าวสู่บทบาทใหม่ในการเป็น ‘ผู้บริหารจัดการโดพามีน’ เพื่อสร้างความผูกพันและอยู่รอดในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

 

ทำความเข้าใจโดพามีนและวิกฤตความสุขของคนไทย

 

ข้อมูลที่น่าตกใจจากงานวิจัยคือ มีคนไทยเพียง 7% เท่านั้นที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘โดพามีน’ ทั้งที่สารเคมีในสมองชนิดนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่คอยควบคุมแรงจูงใจและผลักดันให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมหรือการลงมือทำสิ่งต่างๆ

 

ในยุคที่ผู้คนถูกกระหน่ำด้วยสิ่งเร้าตลอดเวลา ทั้งจากโซเชียลมีเดีย การช้อปปิ้งออนไลน์ และความบันเทิงรูปแบบต่างๆ สมองจึงเกิดความเคยชินและเรียกร้องหาแรงกระตุ้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกมีความสุขเท่าเดิม ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน ยิ่งบั่นทอนความหวังของคนไทย ส่งผลให้ตัวเลขความคาดหวังว่าชีวิตในอนาคตจะมีความสุขลดลงจาก 51% ในปี 2565 เหลือเพียง 44% ในปี 2568 หรือต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

 

เมื่อเผชิญกับความเครียดสะสม คนไทยจึงหันเข้าหา ‘Happiness Spike’ หรือการเสพความสุขแบบฉับพลันเพื่อประคองสภาพจิตใจแบบวันต่อวัน โดย 61% ยอมรับว่ามีพฤติกรรมไถฟีดโซเชียลมีเดียแบบไร้จุดหมาย และ 48% เลือกที่จะซื้อของให้รางวัลตัวเองเพื่อเติมพลังใจ

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า กลไกทางอารมณ์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มากกว่าการตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลด้านฟังก์ชันของสินค้า

 

เจาะลึกความต้องการโดพามีนที่แตกต่างในแต่ละวัย

 

ผลวิจัยระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยมีรูปแบบความต้องการโดพามีนและเผชิญกับช่องว่างทางอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแบรนด์จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อตอบสนองให้ตรงจุด

 

  • Gen Z (18-28 ปี): กลุ่มนักอัปเกรดชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการเติบโต พวกเขาโหยหาความสำเร็จและความภาคภูมิใจ แต่ในความเป็นจริงกลับเผชิญภาวะ ‘Mismatch’ หรือความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายกับพฤติกรรม เพราะมักจะพึ่งพาสิ่งกระตุ้นระยะสั้น เช่น การไถโซเชียลมีเดีย (67%) หรือการกินของหวานเยียวยาจิตใจ (24%) แทนที่จะลงมือทำเพื่อเป้าหมายระยะยาว
  • Gen Y (29-44 ปี): กลุ่มคนที่แบกรับหลายบทบาทและพยายามตามหาความสมดุลในชีวิต พวกเขาต้องการสร้างวินัยและอยากเห็นคนที่รักมีความสุข แต่ด้วยความเครียดจากหน้าที่การงาน ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกใช้วิธี ‘ให้รางวัลตัวเอง’ (Self-reward) สูงถึง 54.5% เพื่อหนีความเหนื่อยล้า นำไปสู่ภาวะ ‘Misfocus’ ที่การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ กลับกลายเป็นตัวขโมยเวลาและทำลายสมดุลชีวิตเสียเอง
  • Silver Generation (45-69 ปี): รุ่นใหญ่ที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยการค้นหา ‘ความหมาย’ คนกลุ่มนี้เผชิญกับภาวะ ‘Misperception’ หรือการถูกสังคมตีกรอบให้ต้องใช้ชีวิตช้าลง ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขายังคงมีไฟ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (49%) และไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยว

 

กลยุทธ์แบรนด์เพื่อเติมเต็มรางวัลทางอารมณ์

 

เพื่อปิดช่องว่างความรู้สึกไม่ถูกเติมเต็มของผู้บริโภค สถาบันวิจัยฯ ได้เสนอแนะแนวทางให้แบรนด์ปรับตัวเพื่อเข้าไปนั่งในใจของแต่ละเจเนอเรชัน ดังนี้

 

สำหรับกลุ่ม Gen Z แบรนด์ควรเปลี่ยนจากการนำเสนอความสุขฉับพลัน มาเป็นการช่วยสร้างระบบความสำเร็จเล็กๆ (Small Win System) เพื่อให้พวกเขาสะสมความภูมิใจและเห็นพัฒนาการของตัวเองแบบรายวัน เช่น การทำ CRM ที่วัดผลความก้าวหน้า

 

ส่วนกลุ่ม Gen Y แบรนด์ต้องเข้ามาช่วยดึงสติและคืนสมดุลชีวิต โดยออกแบบแคมเปญที่ให้พวกเขาได้พักผ่อนจริงๆ โดยไม่สูญเสียเวลาไปกับสิ่งรบกวน เช่น ฟีเจอร์ช่วยเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรหยุดพักการใช้แอปพลิเคชัน

 

และสำหรับ Silver Generation แบรนด์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาพจำของสังคม โดยสร้างพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ เช่น การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนรุ่นใหญ่กับคนรุ่นใหม่ เพื่อคืนความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตของพวกเขา

 

เมื่อแบรนด์สามารถเข้าไปอุดช่องว่างทางอารมณ์ได้อย่างตรงจุด ข้อมูลระบุว่าคนไทยกว่า 78% พร้อมที่จะ ‘เปิดใจ’ สนับสนุนแบรนด์ที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกให้กับชีวิต การตลาดในยุค Dopamine Economy จึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือศิลปะในการเติมพลังใจให้ผู้คนลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

 

ภาพ : KieferPix / Shutterstock

The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กของ BTS ที่โซลเป็นชาวต่างชาติกว่า 25% https://thestandard.co/bts-comeback-seoul-foreign-fans/ Sun, 29 Mar 2026 02:40:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1192409 แฟนคลับวง BTS รวมตัวกันหน้าสถานที่จัดคอนเสิร์ตที่กรุงโซล

BTS Comeback Live: ARIRANG คอนเสิร์ตต้อนรับการคัมแบ็กอย […]

The post ผู้ชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กของ BTS ที่โซลเป็นชาวต่างชาติกว่า 25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟนคลับวง BTS รวมตัวกันหน้าสถานที่จัดคอนเสิร์ตที่กรุงโซล

BTS Comeback Live: ARIRANG คอนเสิร์ตต้อนรับการคัมแบ็กอย่างพร้อมหน้าของวง BTS ที่จัดขึ้น ณ จัตุรัสควางฮามุนเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีชาว ARMY ไปรอต้อนรับพวกเขากันอย่างคับคั่ง และท่ามกลางฝูงชนนั้นก็มีแฟนชาวต่างชาติที่มารอพบกับวง BTS จำนวนทั้งหมด 25%

 

รัฐบาลกรุงโซลเปิดเผยสถิติที่แสดงให้เห็นว่ามีแฟนเพลงชาวต่างชาติที่มาร่วมชมโชว์คัมแบ็กพิเศษของวง BTS ที่กรุงโซลในจำนวน 19,170 คน คิดเป็น 25% ของฝูงชนจำนวน 75,972 คนที่ไปรวมตัวกันในพื้นที่นั้นพร้อมๆ กัน โดยชาวต่างชาติจำนวน 13,898 คนเป็นผู้พำนักในประเทศเกาหลีใต้ระยะยาว และส่วนใหญ่ก็เป็นคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ในขณะนั้นอยู่แล้วอย่างเช่น นักเรียนและนักศึกษา เป็นต้น

 

สำหรับคนต่างชาติที่ไปชมโชว์คัมแบ็กของ BTS ในจำนวนที่เยอะเป็นพิเศษก็ไม่ใช่เชื้อชาติไหน แต่เป็นคนไทยเรานี่เองที่ไปร่วมงานอีเวนต์ดังกล่าวในจำนวนประมาณ 1,740 คน ตามมาด้วยคนเวียดนามในจำนวน 1,184 คน, คนอินเดีย 1,126 คน และคนญี่ปุ่นจำนวน 1,098 คน นอกจากนั้นยังมีแฟนๆ ชาวตะวันตกที่ปรากฏตัวในงานนี้อีกมากมายหลายคน

 

BTS Comeback Live: ARIRANG เป็นฟรีคอนเสิร์ตที่มีคนไปรับชมกันในจำนวนถึง 104,000 ราย จากที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 260,000 ราย โดยมีชาว ARMY ประมาณ 22,000 รายที่สามารถกดจองตั๋วได้ทันและเข้าไปรับชมโชว์กันด้านในพื้นที่ด้านใน ในขณะที่แฟนเพลงที่เหลือได้รับชมการแสดงของวง BTS ผ่านทางหน้าจอที่ถูกติดตั้งไว้รอบๆ พื้นที่ โดยงานนี้ได้รับการถ่ายทอดสดผ่านทาง Netflix สำหรับแฟนทางบ้าน และมียอดผู้ชมทั่วโลกจำนวนถึง 18.4 ล้านครัวเรือน

 

ภาพ: Chung Sung-Jun/Getty Images

 

อ้างอิง

 

The post ผู้ชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กของ BTS ที่โซลเป็นชาวต่างชาติกว่า 25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก https://thestandard.co/lumpini-park-aerobics-trend/ Thu, 26 Mar 2026 13:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191831 ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สว […]

The post มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สวนลุมพินีเพื่อเก็บภาพปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมสุขภาพที่กำลังเป็นกระแสไวรัล เมื่อกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มารวมตัวกันออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกในช่วงเย็นอย่างเนืองแน่น

 

ภาพบรรยากาศบริเวณพื้นที่หลักอย่างลานตะวันยิ้ม (ฝั่งพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6) และ ลานสวนปาล์ม เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ที่มาร่วมเต้นแอโรบิกประกอบจังหวะดนตรีสุดมันส์และท่าเต้นที่สนุกสนาน โดยกระแสดังกล่าวได้เปลี่ยนภาพจำของการพบปะสังสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จากการออกไปปาร์ตี้ยามค่ำคืน มาเป็นการรวมตัวกันเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ แลกเปลี่ยนสังคมใหม่ๆ และสนุกไปกับการเสียเหงื่อโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสบรรยากาศการเต้นแอโรบิกภายในสวนลุมพินี สามารถเข้าร่วมได้ฟรี พิกัดหลักที่ ลานตะวันยิ้ม (ฝั่ง ร.6) และ ลานสวนปาล์ม เวลาให้บริการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 18:00 – 20:00 น. และ วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17:00 – 18:00 น.

 

หรือใครอยากพักกายพักใจก็สามารถแวะเติมแมวสวนลุมได้ฟรีอีกเช่นกัน ซึ่งน้องๆเหล่านี้ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ต้อนรับผู้ที่มาออกกำลังกายและพักผ่อนในสวนอย่างเป็นมิตร แมวที่นี่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคน และนิสัยดี บางตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์เพราะมีทาสแมวแวะเวียนมาดูแลเสมอ อีกทั้งกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเข้ามาดูแลสุขภาพแมวเป็นระยะ เช่น การส่งรักษาแมวที่ป่วยติดเชื้อรา และการทำหมันเพื่อควบคุมประชากร

 

ในยุคที่น้ำมันแพงเราขอแนะนำการเดินทางด้วยรถสาธารณะ โดยที่สะดวกที่สุดคือการใช้รถไฟฟ้า (MRT หรือ BTS) ซึ่งมีสถานีที่เชื่อมต่อกับทางเข้าสวนโดยตรง

 

รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT)

 

  • สถานีสีลม (ทางออก 1): เมื่อขึ้นมาจากสถานีจะพบทางเข้าสวนลุมพินีฝั่งพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ทันที
  • สถานีลุมพินี (ทางออก 3): จะอยู่ทางฝั่งถนนวิทยุและถนนพระราม 4 ใกล้กับลุมพินีสถาน

 

รถไฟฟ้า (BTS)

 

  • สถานีศาลาแดง (ทางออก 6): เดินผ่าน Skywalk เชื่อมมาทางแยกศาลาแดงเพื่อเข้าสู่สวนลุมพินี
  • สถานีราชดำริ (ทางออก 4): เดินต่อไปทางถนนสารสินเพื่อเข้าสวนทางฝั่งทิศเหนือ

 

รถเมล์

 

  • ฝั่งถนนพระราม 4: สาย 4, 14, 45, 47, 50, 67, 74, 76, 115, 141, 507
  • ฝั่งถนนวิทยุ: สาย 13, 17, 50, 62, 76, 505
  • ฝั่งถนนราชดำริ: สาย 14, 15, 74, 76, 77, 504, 514
  • ฝั่งถนนสารสิน: สาย 13, 76, 505

 

ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 1ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 2ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 3ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 4ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 5ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 6ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 7ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 8ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 9ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 10ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 11ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 12ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 13ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 14ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 15ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 16ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 17

 

The post มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพลเผยผลสำรวจ คนไทยกังวลวิกฤตน้ำมัน ไม่เชื่อมั่นข้อมูลน้ำมันสำรองรัฐ – แห่ยกเลิกแผนเที่ยวสงกรานต์ https://thestandard.co/nida-poll-oil-crisis-public-distrust/ Mon, 23 Mar 2026 03:08:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1190128 ภาพประกอบข่าววิกฤตน้ำมัน ที่คนไทยไม่เชื่อมั่นข้อมูลรัฐ และยกเลิกแผนเที่ยวสงกรานต์

วานนี้ (22 มีนาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบัน […]

The post นิด้าโพลเผยผลสำรวจ คนไทยกังวลวิกฤตน้ำมัน ไม่เชื่อมั่นข้อมูลน้ำมันสำรองรัฐ – แห่ยกเลิกแผนเที่ยวสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าววิกฤตน้ำมัน ที่คนไทยไม่เชื่อมั่นข้อมูลรัฐ และยกเลิกแผนเที่ยวสงกรานต์

วานนี้ (22 มีนาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ ‘น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ’ ซึ่งเป็นการสำรวจเพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนต่อวิกฤตการณ์น้ำมันที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม 2569 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้

 

การสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพล และเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

 

เมื่อสอบถามถึงระดับความตื่นตระหนกต่อวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวล โดยร้อยละ 31.76 ระบุว่าค่อนข้างตื่นตระหนก และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก ในขณะที่ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก และร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย

 

สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 33.66 ระบุว่าต้องเผชิญกับปัญหาบ้าง และร้อยละ 23.59 ระบุว่าเผชิญกับปัญหามาก อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 33.90 ที่ระบุว่าไม่เผชิญกับปัญหาเลย และร้อยละ 8.85 ระบุว่าไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

 

ในประเด็นความมั่นใจต่อข้อมูลของรัฐบาลที่ระบุว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 69) รวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนอย่างชัดเจน โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างสัดส่วนสูงสุดถึง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจ ทั้งในปริมาณน้ำมันสำรอง 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้

 

รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจ ทั้งในปริมาณน้ำมันสำรอง 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ส่วนร้อยละ 16.72 ระบุว่าไม่มั่นใจเรื่องน้ำมันสำรอง 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะหาเพิ่มเติมได้ ขณะที่ร้อยละ 9.54 มั่นใจเรื่องน้ำมันสำรอง 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะหาเพิ่มเติมได้ และร้อยละ 0.53 ไม่ตอบหรือไม่สนใจ

 

ท้ายที่สุด เมื่อสอบถามถึงการตัดสินใจวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง หากวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่คลี่คลาย พบว่า ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.80 ตัดสินใจ ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด

 

มีเพียงร้อยละ 12.06 ที่ยืนยันจะ ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้ ส่วนที่เหลือเลือกที่จะปรับเปลี่ยนแผน ได้แก่ ร้อยละ 9.62 ระบุว่ายังคงเดินทางแต่จะปรับวิธีการเดินทาง, ร้อยละ 2.98 จะปรับทั้งวิธีการเดินทางและจุดหมายปลายทาง, ร้อยละ 2.75 จะปรับเฉพาะจุดหมายปลายทาง และร้อยละ 0.23 ไม่ตอบหรือไม่สนใจ

The post นิด้าโพลเผยผลสำรวจ คนไทยกังวลวิกฤตน้ำมัน ไม่เชื่อมั่นข้อมูลน้ำมันสำรองรัฐ – แห่ยกเลิกแผนเที่ยวสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม https://thestandard.co/diesel-demand-fuel-transport/ Sun, 22 Mar 2026 06:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1189975 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'น้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 103 วัน' ประกอบข่าวสถานการณ์น้ำมันดีเซล

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกก […]

The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'น้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 103 วัน' ประกอบข่าวสถานการณ์น้ำมันดีเซล

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยความผิดปกติของเส้นทางขนส่งน้ำมัน หลังเข้าตรวจคลังบริษัทเอกชนในจังหวัดอ่างทอง พบใบกำกับระบุปลายทางกรุงเทพฯ แต่กลับนำไปลงผิดพื้นที่ เตรียมส่งหลักฐานให้ตำรวจดำเนินการต่อไป

 

 

ขณะเดียวกันได้เร่งคลายความตื่นตระหนกของประชาชนต่อวิกฤตพลังงาน โดยยืนยันว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองแน่นหนาใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 103 วัน พร้อมเริ่มมาตรการปลดล็อกการขนส่งเข้าเขตเมือง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันแก้ปัญหาความต้องการดีเซลที่พุ่งทะลุ 100 ล้านลิตรต่อวัน หวังให้สถานการณ์คลี่คลายภายในสัปดาห์หน้า

 

ปริมาณการใช้ดีเซลสูงกว่าปกติ บางวันพุ่งถึงร้อยล้านลิตร

 

วันนี้ (22 มีนาคม) ศบก. แถลงข่าวประจำวัน โดย สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงผลการดำเนินการของกรมธุรกิจพลังงานว่า รายงานสถานภาพของน้ำมันเบนซิน ที่ผลิตในประเทศ ณ วันนี้ ซึ่งผลิตใน 5 โรงกลั่น ได้แก่ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร ที่ผลิตออกมาจะเป็นเบนซินพื้นฐาน จะต้องมีการเติมเอทานอล จะมีการผสมโดยผู้ค้าน้ำมัน

 

ประกอบไปด้วยค่าโรงกลั่นดังกล่าวและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผลิตออกมาขายเป็นเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 E20 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนหนึ่งส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ค้ามาตรา 7 อีก 14 รายเป็นการจำหน่ายตามสถานีบริการของปั๊มแบรนด์ต่างๆ อยู่ที่ 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายให้กับผู้ค้ารายย่อย กำลังจะทยอยมา คาดว่า 2-3 วันนี้จะมีภาพที่ชัดขึ้นในส่วนของผู้ค้าตามมาตรา 1 ซึ่งจะเป็นจ็อบเบอร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับธุรกิจพลังงานและบางส่วนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

 

สำหรับสถานการณ์ของน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่นที่ผลิตอยู่รวมทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น PPTGC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่งในวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลิตดีเซลพื้นฐานทั้งสิ้น 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยโรงกลั่นจะส่งให้กับผู้ค้า เพื่อไปผสมกับไบโอดีเซลจนกลายมาเป็นดีเซลหมุนเร็วที่จำหน่ายในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย

 

ผู้ค้าที่ผลิตไบโอดีเซลจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจะส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 จะเป็นจ็อบเบอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน อีกด้านหนึ่งผู้ที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วขนาดใหญ่ จะจำหน่ายให้กับผู้ค้าขนาดใหญ่ที่เป็นสาขา ประกอบด้วย 15 ราย ซึ่งปริมาณที่จำหน่ายไปยังผู้ค้าจำหน่าย อยู่ที่ 71 ล้านลิตร เป็นการดึงสต็อกเก่าที่เป็นเวิร์กกิ้งสต็อกมาใช้ ปริมาณการใช้ดีเซลโดยปกติอยู่ประมาณ 67 – 70 ล้านลิตรต่อวัน ตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึงกว่าร้อยล้านลิตร

 

ผลสอบ บ. น้ำมันเอกชนอ่างทอง พบออกใบกำกับการขนส่งผิด

 

สราวุธยังกล่าวถึงคืบหน้าการตรวจสอบคลังน้ำมันของบริษัทเอกชน จังหวัดอ่างทอง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เบื้องต้นได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมัน 3 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย ต้นทางเป็นบริษัท IRPC เดิมถูกผู้ค้าตามมาตรา 10 จำนวน 2 ราย ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน ที่ส่งไปยังคลังที่จังหวัดอ่างทอง

 

จากข้อมูลดังกล่าวตรวจพบว่า ใบกำกับการขนส่งของ IRPC ที่จัดส่งให้บริษัทดังกล่าวระบุสถานที่ส่งไปปลายทางอยู่ใน กทม. แต่น้ำมันดังกล่าวไปพบที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับกรมธุรกิจสืบเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เบื้องต้นน่าจะมีความผิดในการออกใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ได้มีการตรวจบริษัทเดิมด้วยว่า ใบกำกับการขนส่งอื่นๆ ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะขออนุญาตมารายงานต่อไป

 

ร่วมมือภาคประชาชนพัฒนาแอป ‘ปั๊มเรดาห์’

 

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า มีประชาชนได้ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่นของ ชานนท์ เงินทองดี เรียกว่า ‘ปั๊มเรดาห์’ ทางกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานไปยังชานนท์ เพื่อจะได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง โดยจะให้สถานีบริการเป็นผู้ร่วมกรอกข้อมูลผ่านมาทางพลังงานจังหวัด และจะจัดเตรียมแอพพลิคชั่นที่ชื่อว่า FUEL NOW เข้ามาตรวจสอบว่า มีน้ำมัน ณ จุดไหน ส่งไปยังจุดไหนบ้าง ทั้งหมดร่วมกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศและหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้เกิดการบริการประชาชนอย่างเต็มกำลัง

 

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการกักตุนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 8 จุด 4 จังหวัด ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ โดยจะเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจตราจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ย้ำน้ำมันสำรองเพียงพอไม่น้อยกว่า 103 วัน

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 103 วัน ณ วันนี้เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ระหว่างขนส่งอีก 4,206 ล้านลิตร และน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางมี 3,700 ล้านลิตร

 

เมื่อถามถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ สราวุธกล่าวว่า ได้มีการปลดล็อกเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตรเข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ

 

“เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวัน ช่วงสัปดาห์จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี” สราวุธระบุ

 

สราวุธยังยืนยันด้วยว่า น้ำมันดีเซลบางช่วงมีปริมาณความต้องการผ่านปั๊มถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน สถานการณ์วันที่ 20 มีนาคม สูงกว่ากว่าปกติถึง 71 ล้านลิตร มีการดึงสต๊อกออกมาใช้ จึงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด

The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
“คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ https://thestandard.co/wongwian-yai-prices-rising-cost/ Fri, 20 Mar 2026 10:37:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1189667 ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น

วันนี้ (20 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น

วันนี้ (20 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ ตลาดวงเวียนใหญ่ พบว่าบรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคต่างสะท้อนความกังวลต่อภาระค่าครองชีพที่เตรียมเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้

 

จากการสอบถามผู้ประกอบการร้านค้าภายในตลาด พบว่าสัญญาณการปรับขึ้นราคาเริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว โดยร้านจำหน่ายน้ำมันปาล์มทั้งแบบแบ่งขายและแบบขวด เปิดเผยว่า ซัพพลายเออร์ได้แจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการปรับราคาขึ้นอีกขวดละ 2 บาท

 

ในขณะที่ร้านจำหน่ายข้าวสารระบุว่า ทางผู้จัดส่งได้แจ้งเงื่อนไขเช่นกันว่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงปรับตัวสูงขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องขยับราคาข้าวสารตามต้นทุนค่าขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้านร้านขายส่งสินค้าเบ็ดเตล็ด (ร้านโชห่วย) สะท้อนความลำบากใจว่า ขนาดสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา ตลาดก็ยังซบเซาอย่างหนัก รู้สึกสงสารผู้บริโภคที่ต้องซื้อของแพง แต่หากต้นทุนปรับขึ้น ทางร้านก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปรับราคาขายตามกลไกตลาดเพื่อให้อยู่รอด

 

เสียงสะท้อนความเดือดร้อนไม่ได้มีเพียงฝั่งพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนในฐานะนายจ้างที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของในตลาด ได้เปิดเผยถึงความยากลำบากในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองว่า นโยบายของรัฐบาลที่แนะนำให้ประชาชนสำรองเงินออมไว้ใช้ 3-6 เดือนนั้น ในความเป็นจริงทำได้ยากมาก ลูกจ้างของตนมีเงินใช้ไม่ถึงเดือนก็หมดแล้ว ส่วนตัวนายจ้างเองก็แบกรับภาระหนักจนแทบจะรับไม่ไหวเช่นกัน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาอย่างตรงจุด พร้อมตัดพ้อว่า “คนรวยไม่ใช่พวกเรา”

 

ความกังวลของพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดวงเวียนใหญ่ สอดคล้องกับข้อมูลความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ยืนยันว่า มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหลายรายการ เตรียมจ่อปรับขึ้นราคาในช่วงสัปดาห์หน้าและต้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงาน

 

ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 1ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 2ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 3ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 4ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 5ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 6ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 7ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 8ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 9ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 10

The post “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/fda-forum-thai-health-economy/ Fri, 20 Mar 2026 10:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1189548 ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นมากกว่าทางเลือก […]

The post FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นมากกว่าทางเลือกการเยียวยารักษาของผู้บริโภค เพราะเป็น “The Next Engine” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างภาคภูมิ

 

แต่การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยทลายกำแพง และติดปีกผลิตภัณฑ์ไทยให้ไปไกลสู่สากล ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับสากล

 

งาน FDA Forum 2026 ได้จัดการเสวนา “Thailand’s Next Engine : ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจยั่งยืน” ที่เชิญชวนตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ มาพูดคุยกันถึงกลยุทธ์ที่จะพาเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

 

  • ภญ. สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ตัวแทนจากฝั่งผู้ควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย
  • ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตัวแทนจากหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย
  • นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนภาคส่วนเอกชน

 

เวทีเสวนาดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 1

 

ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ: โอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไทยไม่ควรละเลย

 

งานเสวนาเริ่มต้นด้วยการถามมุมมองภาพรวมตลาดเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพจากตัวแทนแต่ละท่าน ภญ. สุภัทรา บุญเสริม ชี้ว่าเทรนด์สุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนทิศ ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกและ Longevity บทบาทของ อย. จึงไม่หยุดอยู่แค่การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่อย่างอาหารและยาอีกต่อไป แต่กำลังแปลงร่างสู่การเป็น “Coordinator และ Supporter” ด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ไทยในระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกัน 

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 2

 

ด้าน นาคาญ์ ระบุว่าไทยมีรากฐานตลาดสุขภาพที่แข็งแรง เพราะมีอาหารคุณภาพและวัตถุดิบชั้นดี แต่ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งจุดอ่อนของไทยคือการขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ขาดความสามารถในการผลิต Active Pharmaceutical Ingredient เองในประเทศ รวมถึงขาดการเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ดังนั้นไทยควรทลายอุปสรรคเหล่านี้เพื่อก้าวเป็นผู้นำการผลิตระดับโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง มองว่าปัจจุบันไทยมีครบถ้วนทั้งโอกาส คนเก่ง และ Ecosystem ที่พร้อม แต่การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็น New Growth Engine ได้ ต้องการงานวิจัยมาขับเคลื่อน สกสว. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน ในการสร้างและพัฒนากำลังคน รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ก่อนส่งต่อให้อุตสาหกรรมนำสู่ตลาดโลก

 

กำแพงที่ต้องทลายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยเติบโต

 

ภญ. สุภัทรา มองว่าความซับซ้อนของมาตรฐานในแต่ละตลาดคือความท้าทายใหญ่ เพราะสินค้าที่ผ่านการรับรองในไทยไม่ได้แปลว่าจะขายได้ทุกที่ในโลกโดยอัตโนมัติ แต่ละประเทศมีกฎ กติกา และมาตรฐานของตัวเอง การจะก้าวข้ามกำแพงเหล่านี้ได้ ผู้ประกอบการต้องผนวกนวัตกรรมจากการวิจัยเข้ากับความตั้งใจจริงในการยกระดับมาตรฐาน

 

ความมีประสิทธิภาพในการรับรองมาตรฐานก็เป็นความท้าทายที่ อย. เผชิญ เพื่อให้รับรองมาตรฐานได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว อย. จึงนำ AI มาช่วยคัดแยกเอกสาร รวมถึงทำ API เชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ 

 

ศ.ดร.สมปอง แลกเปลี่ยนว่าจุดอ่อนของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูลอุตสาหกรรม ข้อมูลวิจัย และข้อมูลผู้ประกอบการที่ยื่นขอใบอนุญาต การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าหากันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

 

นาคาญ์ชี้ว่า ความท้าทายคือการขยายสเกลการผลิตให้ใหญ่ขึ้น เพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก นาคาญ์ยกตัวอย่างโมเดลจีนที่ขยายผลงานวิจัยหนึ่งชิ้น ไปสู่โรงงานผลิตสารสกัดหลักพันแพง ทำให้สามารถส่งออกได้ในปริมาณมหาศาล ต่างจากไทยที่กระจายงานวิจัยลงทีละบริษัท ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาคือการคิดหาของที่ทำแล้วกระจายไปทั่วโลกได้ และการสร้างองค์ความรู้ 

 

สภาอุตสาหกรรมฯ จึงลงมือทำ Academy เพื่อเพิ่มศักยภาพตั้งแต่ระดับพนักงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI และ Robot หรือการจดทะเบียนบริษัทในต่างประเทศ ไปจนถึงการทำการตลาดต่างประเทศ

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 3

 

โมเดลความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

 

สำหรับแนวทางที่จะทำให้ระบบนิเวศนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ภญ. สุภัทรา เผยว่า อย. เดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเป็นสมาชิก PIC/S (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ที่การันตีว่าโรงงานยาไทยได้มาตรฐาน Tier 1 พร้อมขายในตลาดโลกได้ทันที และการเตรียมรับการประเมินจาก WHO ในระดับ Tier 3 และ Tier 4 ที่จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกันยังทำ MOA กับหลายประเทศเพื่อให้มาตรฐาน อย. ไทยได้รับการยอมรับเทียบเท่าสากล

 

ภายในประเทศ อย. ขยายเครือข่ายการทำงานออกไปถึง 70 กว่าจังหวัด ผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการเชื่อม API กับหน่วยงานภาครัฐ แหล่งทุนวิจัย ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ Ecosystem ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ

 

นาคาญ์เชื่อมั่นว่า “องค์ความรู้” คือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อผู้ประกอบการรายย่อยมีเครื่องมือและความรู้ ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขัน สภาอุตสาหกรรมฯ จึงพยายามกระจายองค์ความรู้ผ่าน FTI Academy รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน 

ศ.ดร.สมปอง เห็นสอดคล้องกับ นาคาญ์ ว่าองค์ความรู้คือสิ่งสำคัญของการเติบโต พร้อมต่อยอดว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเกิดจากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้ ไม่ใช่แค่การส่งมอบองค์ความรู้ครั้งเดียวแล้วจบ เพราะฉะนั้นการร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิด Research and Innovation อย่างต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญ

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 4

 

ปิดท้าย ภญ. สุภัทรา ทิ้งท้ายว่าการพัฒนาคนคือรากฐานที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งบุคลากรไปเรียนสาขาใหม่ๆ ตั้งแต่วิศวกรรมชีวการแพทย์ไปจนถึง Stem Cell และ Genetic Engineering เพื่อสร้างฐานความรู้ให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนั้นการคำนึงถึงมิติ SDG และการลด Carbon Emission ในกระบวนการผลิต ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในยุคที่การส่งออกไม่ได้แค่ส่งสินค้า แต่ส่งความเชื่อมั่นของประเทศออกไปด้วย ทุกมิติจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน 

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 5

The post FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคาะใช้ระเบียบเดิม เลือกบอร์ดประกันสังคม หลังผลประชาพิจารณ์ชนะท่วมท้น https://thestandard.co/social-security-board-old-regulations/ Thu, 19 Mar 2026 08:06:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1189164 ภาพประกอบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม แสดงถึงการลงคะแนนเสียงของผู้ประกันตน

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ […]

The post เคาะใช้ระเบียบเดิม เลือกบอร์ดประกันสังคม หลังผลประชาพิจารณ์ชนะท่วมท้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม แสดงถึงการลงคะแนนเสียงของผู้ประกันตน

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อผู้ประกันตนทั่วประเทศ เป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังบอร์ดชุดเดิมหมดวาระลงตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ควรเดินหน้าด้วยระเบียบใหม่ หรือย้อนกลับไปใช้กติกาเดิม

 

ปมปัญหานี้มีที่มาจากความพยายาม ‘ปฏิรูประบบเลือกตั้ง’ ของคณะกรรมการประกันสังคม ที่ในช่วงก่อนหมดวาระ มีแนวคิดปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตน โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทแรงงานยุคใหม่ และเพิ่มความโปร่งใสในการได้มาของบอร์ด

 

อย่างไรก็ตาม ร่างระเบียบฉบับใหม่กลับถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย ทั้งในแง่ความพร้อมของระบบ ขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น และระยะเวลาดำเนินการที่ยาวนานกว่าเดิม ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งให้ทันตามกรอบเวลา หลังบอร์ดชุดเดิมสิ้นสุดวาระไปแล้ว รวมถึงวิธีการเลือกที่ปรับให้เป็นแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง แทนการเลือกแบบยกทีม

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดสุญญากาศเชิงโครงสร้า ในระดับการกำกับนโยบายของสำนักงานประกันสังคม และเพิ่มแรงกดดันต่อกระทรวงแรงงานในการเร่งหาข้อยุติว่า จะใช้กติกาใดในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่

 

ล่าสุดวานนี้ (18 มีนาคม) ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม จึงได้เร่งรัดให้ปลัดกระทรวงแรงงานสรุปภาพรวมการดำเนินงาน ลำดับเหตุการณ์ และแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อรายงานภายในวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา

 

ผลการประมวลล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม พบว่า การทำประชาพิจารณ์มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก และกว่า 95.22% เห็นควรให้กลับไปใช้ระเบียบกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นระเบียบเดิมในการจัดการเลือกตั้ง

 

เสียงส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ระเบียบเดิมมีขั้นตอนที่ชัดเจน ใช้ระยะเวลาดำเนินการสั้นกว่า และส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการจัดการเลือกตั้งน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากใช้แนวทางนี้ จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

 

ในทางกลับกัน หากเลือกใช้ร่างระเบียบฉบับใหม่ จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 60 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าและความไม่แน่นอนในระบบ

 

ปลัดกระทรวงแรงงานให้ความเห็นว่า เมื่อผลประชาพิจารณ์สะท้อนเสียงประชาชนอย่างชัดเจน กระทรวงแรงงานจำเป็นต้องรับฟัง และเมื่อพิจารณาในเชิงประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างแล้ว เห็นว่าการกลับไปใช้ระเบียบเดิมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

 

อ้างอิง:

The post เคาะใช้ระเบียบเดิม เลือกบอร์ดประกันสังคม หลังผลประชาพิจารณ์ชนะท่วมท้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wings for Life World Run 2026 กลับมาอีกครั้ง ชวนคนไทยวิ่งพร้อมกันทั่วโลก 10 พ.ค. นี้ https://thestandard.co/wings-for-life-world-run-2026/ Mon, 16 Mar 2026 11:23:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1188240 นักวิ่งร่วมงาน Wings for Life World Run 2026 วิ่งพร้อมกันทั่วโลกเพื่อระดมทุนวิจัยไขสันหลัง

Wings for Life World Run 2026 กลับมาอีกครั้งกับงานวิ่งร […]

The post Wings for Life World Run 2026 กลับมาอีกครั้ง ชวนคนไทยวิ่งพร้อมกันทั่วโลก 10 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิ่งร่วมงาน Wings for Life World Run 2026 วิ่งพร้อมกันทั่วโลกเพื่อระดมทุนวิจัยไขสันหลัง

Wings for Life World Run 2026 กลับมาอีกครั้งกับงานวิ่งระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกออกวิ่งพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยความพิเศษของรายการนี้คือรูปแบบการแข่งขันที่ไม่เหมือนใคร เพราะนี่คืองานวิ่งเดียวในโลกที่ ‘เส้นชัยจะไล่ล่าคุณ’

 

ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกวิ่งได้จากทุกที่ผ่าน Wings for Life World Run App ไม่ว่าจะวิ่งได้ระยะทาง 5 กิโลเมตร หรือ 50 กิโลเมตร ทุกก้าวล้วนมีความหมาย เพราะค่าสมัคร 100% จะถูกนำไปสนับสนุนงานวิจัยเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บไขสันหลัง เพื่อช่วยให้ผู้ที่ไม่สามารถเดินหรือวิ่งได้ มีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

 

สำหรับกติกาของการแข่งขัน หลังจากนักวิ่งเริ่มออกตัวไปแล้ว 30 นาที ‘Catcher Car’ จะเริ่มออกสตาร์ตและขับไล่ตามผู้เข้าแข่งขัน โดยหน้าที่ของนักวิ่งคือวิ่งให้ไกลที่สุดก่อนที่รถจะไล่ทัน และทันทีที่ Catcher Car แซงผู้เข้าแข่งขันได้ นั่นถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันของคนนั้นทันที

 

การแข่งขัน Wings for Life World Run 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม เวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วโลกออกวิ่งไปพร้อมกันในภารกิจเดียวกัน คือการ “วิ่งเพื่อคนที่วิ่งไม่ได้”

 

ขณะเดียวกันในปีนี้ยังมีรางวัลพิเศษสำหรับนักวิ่งชาวไทย โดยผู้ที่ทำระยะทางได้ไกลที่สุด 3 อันดับแรก ในกลุ่ม “Red Bull Thailand & Friends” จะได้รับรองเท้าวิ่ง adidas adizero EVO SL มูลค่า 5,800 บาท พร้อมประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผ่าน Facebook Page: adidas Runners Bangkok

 

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://www.wingsforlifeworldrun.com/en

 

และสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Wings for Life World Run ได้ที่ https://win.gs/wflwrthailand

The post Wings for Life World Run 2026 กลับมาอีกครั้ง ชวนคนไทยวิ่งพร้อมกันทั่วโลก 10 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบก. เผยยอดอพยพคนไทยสะสม 952 คน พร้อมเจรจาอิหร่านขอเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส-ช่วยอีก 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี https://thestandard.co/thai-evacuate-iran-hormuz-strait/ Mon, 16 Mar 2026 04:57:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1187986 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงยอดคนไทยอพยพจากตะวันออกกลาง 952 คน พร้อมระบุรอบอพยพเพิ่มเติมจากอิหร่าน

วันนี้ (16 มีนาคม) ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีก […]

The post ศบก. เผยยอดอพยพคนไทยสะสม 952 คน พร้อมเจรจาอิหร่านขอเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส-ช่วยอีก 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงยอดคนไทยอพยพจากตะวันออกกลาง 952 คน พร้อมระบุรอบอพยพเพิ่มเติมจากอิหร่าน

วันนี้ (16 มีนาคม) ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงขยายตัวและมีความไม่แน่นอนสูง มีการโจมตีทางอากาศโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ทั้งอิหร่าน อิสราเอล และอิรัก โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่กับสถานเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบเพื่อรับการช่วยเหลือ

 

แม้สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน จะต้องย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี แต่ยังคงดูแลคนไทยและอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดรอบอพยพคนไทยออกจากอิหร่านเพิ่มเติม 2 รอบ ในวันที่ 17 และ 25 มีนาคม 2569 ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับเร่งลงทะเบียนโดยด่วน ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง มีคนไทยในตะวันออกกลางได้รับการช่วยเหลืออพยพกลับประเทศแล้ว รวมทั้งสิ้น 952 คน

 

ปาณิดลกล่าวอีกว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ลูกเรือบรรทุกสินค้าไทยมยุรีนารี จำนวน 20 คน ได้เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพแล้ว โดยได้รับการต้อนรับจากผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน

 

สำหรับลูกเรืออีก 3 คนที่ยังติดค้างอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อขอให้สนับสนุนการช่วยเหลือลูกเรือกลุ่มนี้แล้ว พร้อมกันนี้ยังได้เจรจาขอให้ทางการอิหร่านอนุญาตให้เรือพาณิชย์ของไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย พร้อมย้ำท่าทีของไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่การเจรจาและการทูต เพื่อให้เรื่องทุกจบลงโดยเร็วและสันติ

ส่วนภาพรวมการอพยพคนไทยประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปาณิดลกล่าวว่า จุดที่มีความท้าทายและยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว คือกรณีของการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่มีความอันตรายที่สุด และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องอพยพ ซึ่งคนไทยสองกลุ่มแรกเดินทางออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกสองกลุ่มที่กำลังจะอพยพกำลังจะตามออกมา

 

ส่วนภาพรวมการอพยพคนไทยประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปาณิดลกล่าวว่า จุดที่มีความท้าทายและยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว คือกรณีของการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่มีความอันตรายที่สุด และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องอพยพ ซึ่งคนไทยสองกลุ่มแรกเดินทางออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกสองกลุ่มที่กำลังจะอพยพกำลังจะตามออกมา

 

ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ เรายึดหลักการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ โดยสรุปปัจจัยต่างๆ ประกอบกับความพร้อมของเที่ยวบิน การเปิดน่านฟ้า ส่วนกรณีที่ขอเปิดไม่ได้ก็จะไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ฉะนั้นยืนยันว่าหากมีสถานการณ์เราก็สามารถรับมือได้

The post ศบก. เผยยอดอพยพคนไทยสะสม 952 คน พร้อมเจรจาอิหร่านขอเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส-ช่วยอีก 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต.แสดงความกังวลเหตุโจมตีเรือ ‘มยุรีนารี’ ในฮอร์มุซ เรียกร้องทุกฝ่ายอดกลั้น ลดความตึงเครียด https://thestandard.co/mfa-mayuree-naree-attacked/ Thu, 12 Mar 2026 02:28:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1186650 ภาพเรือบรรทุกสินค้าในน่านน้ำสากล พร้อมเนื้อหาข่าวการโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อเหตุโจม […]

The post กต.แสดงความกังวลเหตุโจมตีเรือ ‘มยุรีนารี’ ในฮอร์มุซ เรียกร้องทุกฝ่ายอดกลั้น ลดความตึงเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกสินค้าในน่านน้ำสากล พร้อมเนื้อหาข่าวการโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อเหตุโจมตีเรือ มยุรีนารี (Mayuree Naree) ชี้ขอให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุด ลดระดับความตึงเครียด และกลับสู่การเจรจา

 

เมื่อคืนนี้ (11 มีนาคม) กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังเรือมยุรีนารี เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยจากบริษัท Precious Shipping จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) อ้างความรับผิดชอบจากเหตุโจมตีดังกล่าว

 

แถลงการณ์ระบุว่า ไทยมีความกังวลต่อการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความตึงเครียดภายนอกภูมิภาค

 

กระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า ความรุนแรงในตะวันออกกลางก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในภูมิภาค อีกทั้งยังมีผลต่อประชาชนของประเทศนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทยด้วย

 

“ล่าสุด ได้ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือ เมื่อเรือสัญชาติไทยลำหนึ่งที่มีลูกเรือคนไทย 23 คน ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ในห้วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ การคุ้มครองพลเรือน และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง”

 

แถลงการณ์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด ลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับสู่การเจรจา การทูต และการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป

 

ภาพ: ROYAL THAI NAVY / Reuters

 

อ้างอิง:

The post กต.แสดงความกังวลเหตุโจมตีเรือ ‘มยุรีนารี’ ในฮอร์มุซ เรียกร้องทุกฝ่ายอดกลั้น ลดความตึงเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร ทุ่ม ‘หมื่นล้าน’ รับคลื่นทุนนอกย้าย ทะลักเข้าอาเซียน https://thestandard.co/vikrom-amata-investment-asean/ Tue, 10 Mar 2026 12:19:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1186320 ภาพ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและแผนลงทุน

‘วิกรม’ ชี้เกมภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการผลิต ‘อมตะ’ พร้ […]

The post วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร ทุ่ม ‘หมื่นล้าน’ รับคลื่นทุนนอกย้าย ทะลักเข้าอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและแผนลงทุน

‘วิกรม’ ชี้เกมภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการผลิต ‘อมตะ’ พร้อมรีเซ็ตองค์กร รับคลื่นทุนใหม่ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ เตือนเศรษฐกิจไทยเตรียมรับแรงกระแทกน้ำมัน แนะรัฐดึงทุนโลกหนีสงครามย้ายฐานมาไทย

 

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญ ‘ความไม่แน่นอน’ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพ

 

“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนระลอกใหม่” วิกรมกล่าว

 

รีเซ็ตองค์กร-เพิ่มสปีดการตัดสินใจ

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภูมิภาค กลุ่มอมตะจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล

 

สำหรับโครงสร้างใหม่ บริษัทมุ่งเน้น 3 แกนสำคัญ ได้แก่

 

1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

 

2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

 

3. Scale Up รองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และเมกะโปรเจ็กต์

 

สำหรับผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยการขาดเสถียรภาพและกฎเกณฑ์ของโลก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะโลกในปัจจุบันเริ่มไม่มีกฎเกณฑ์หรือหลักการที่แน่นอน แต่ใช้การตัดสินใจตามอำเภอใจมากขึ้น

 

แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดสู้รบและไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการสู้รบ แต่จะได้รับผลกระทบหนักในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เงินทุนและการลงทุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง

 

วิกรมแนะอีกว่า ปีนี้ให้ ‘เตรียมเหนื่อย’ และต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนใหม่ ๆ ในช่วงนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

 

โดยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีและเงินทุนในขณะที่เกิดสงคราม เช่น กรณีอิหร่าน กลุ่มเศรษฐีในประเทศเหล่านั้นย่อมต้องการย้ายเงินทุนและทรัพยากรไปยังที่ที่ปลอดภัย จึงเสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดเงินทุน ความรู้ (Know-how) และกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้เข้ามาในไทย

 

ตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้าน ขายที่ดิน 2,800 ไร่

 

สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่

 

1. ประเทศไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

2. เวียดนาม 550 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล

 

3. สปป.ลาว 600 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค

 

ดันโมเดล ‘Industrial City’

 

นอกจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บริษัทอยู่ระหว่างปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา ‘Industrial City’ หรือเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา ‘All Win’ มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างนักลงทุน ภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

โมเดลดังกล่าวจะครอบคลุมบริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด สถานศึกษา ที่อยู่อาศัย โรงแรม รวมถึงศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

 

‘คลื่นทุนจีน’ หนุนดีมานด์นิคมเวียดนาม-ไทย

 

วิกรม กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าของอมตะกว่า 70% เป็นนักลงทุนจากจีน หรือบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศในอาเซียน

 

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า จีนเป็นประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

“เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมอมตะในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีโรงงานจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วประมาณ 300 แห่ง”

 

‘เวียดนาม-สปป.ลาว’ เนื้อหอม

 

วิกรม ประเมินการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุด จากผู้นำ โต ลัม นโยบายภาครัฐ การควบรวมกระทรวงทำให้ง่ายต่อการลงทุน ความชัดเจนและต่อเนื่องการเมือง

 

ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 8 แสนไร่ และมีแผนขยายเป็น 1.3 ล้านไร่ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตสูงถึง 10%

 

สำหรับผลประกอบการของอมตะในเวียดนามปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิเติบโตถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567

 

ขณะที่ สปป.ลาว ใช้จุดแข็งด้านสิทธิประโยชน์ภาษีเป็นแรงจูงใจนักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 30 ปี และเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 5% รวมถึงมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานสะอาด เนื่องจาก 95% ของไฟฟ้ามาจากพลังงานสีเขียว

 

ชี้ไทยได้เปรียบทำเล แต่ต้องเร่งปรับ ‘นโยบาย’

 

วิกรม ย้ำว่า “แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของภูมิภาค ทั้งรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงที่เชื่อมจีนผ่านไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน”

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว รวมถึงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

โดยอาจศึกษาตัวอย่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ซึ่งมีกฎหมายเอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ

 

“ประเทศไทยมีศักยภาพทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญคือการกำหนดนโยบายให้เอื้อต่อการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุน” วิกรม กล่าว

The post วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร ทุ่ม ‘หมื่นล้าน’ รับคลื่นทุนนอกย้าย ทะลักเข้าอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>