คนละครึ่ง พลัส Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คนละครึ่ง-พลัส/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 22 Apr 2026 04:29:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s https://thestandard.co/thailand-economy-structural-reform/ Wed, 22 Apr 2026 04:29:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1199833 ภาพนาฬิกาทรายบนทางแตกร้าว มุ่งสู่เส้นขอบฟ้าประเทศไทย สื่อถึง Moody’s ให้เวลาไทย แต่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

การที่ Moody’s ปรับ Outlook แนวโน้มเครดิตของไทยจาก Nega […]

The post ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนาฬิกาทรายบนทางแตกร้าว มุ่งสู่เส้นขอบฟ้าประเทศไทย สื่อถึง Moody’s ให้เวลาไทย แต่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

การที่ Moody’s ปรับ Outlook แนวโน้มเครดิตของไทยจาก Negative (เชิงลบ) เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) อาจถูกมองว่าเป็นข่าวดี แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน นี่ไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่สะท้อนเพียงว่า ‘เรายังไม่แย่ลงไปกว่านี้’

 

สิ่งที่ประเทศไทยได้รับในรอบนี้จึงไม่ใช่ความเชื่อมั่นเต็มรูปแบบ แต่คือ ‘เวลา’

 

เวลาที่ตลาดการเงินยังยอมให้เราหายใจต่อ ก่อนจะต้องพิสูจน์ว่าทิศทางที่กำลังดำเนินอยู่นั้นสามารถพาเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้จริงหรือไม่

 

Moody’s ไม่ได้พูดถึง Growth Story (เรื่องราวการเติบโต) ใหม่ของไทย หากแต่เน้นไปที่ความเสี่ยงที่ ‘ลดลง’ มากกว่า ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ความต่อเนื่องของนโยบาย การลงทุนที่เริ่มกลับมา และฐานะการคลังที่ยังพอรับแรงกระแทกได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณบวก แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับโลกเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ทรงตัว’ หากให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ดีขึ้น’

 

และนี่คือจุดที่ประเทศไทยยังไปไม่ถึง

 

ปัญหาของไทยในวันนี้ไม่ใช่วิกฤตใหญ่แบบปี 2540 แต่เป็นการค่อยๆ เสื่อมลง หรือที่สื่อต่างชาติบางรายขนานนามว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

 

เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าคู่แข่ง การลงทุนไม่เพียงพอ ผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้น และยังคงติดอยู่กับโครงสร้างเดิม ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง AI การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และบริการทักษะสูง ประเทศที่ไม่ปรับตัวจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม แต่จะค่อยๆ หลุดออกจากการแข่งขัน

 

ในช่วงที่ผ่านมา การถกเถียงเชิงนโยบายมักเน้นไปที่ ‘เครื่องมือ’ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน หรือ Debt Ceiling (เพดานหนี้) ขณะที่คำถามเรื่อง ‘ทิศทาง’ ยังถูกพูดถึงไม่มากพอ

 

ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่าควรกู้หรือไม่ควรกู้ เพราะในบริบทโลกปัจจุบันทุกประเทศต่างต้องใช้ Fiscal Policy (นโยบายการคลัง) เข้ามาช่วย แต่คำถามสำคัญคือ ‘กู้ไปทำอะไร’

 

หากกู้เพื่อพยุงระยะสั้น กระตุ้นกำลังซื้อแบบ Short-Term Stimulus ผลลัพธ์อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากกู้เพื่อ Transform (เปลี่ยนโครงสร้าง) เช่น ลงทุนในพลังงานใหม่ ยกระดับทักษะแรงงาน หรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ นั่นคือการใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างอนาคต

 

ความแตกต่างระหว่างสองแนวทางนี้คือความแตกต่างระหว่าง ‘การอยู่รอด’ กับ ‘การไปต่อ’

 

นโยบายอย่างคนละครึ่ง พลัส อาจช่วยเรื่องกำลังซื้อได้ในระยะสั้น แต่ในมิติระยะยาวยังไม่สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ขณะที่นโยบายอย่างรถเก่าแลกรถใหม่ หากออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำหน้าที่เป็นนโยบายอุตสาหกรรมที่ช่วยผลักดัน EV และ Ecosystem ใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็นทิศทางที่ควรได้รับความสำคัญมากขึ้น

 

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการคลัง แผน MTFF (Medium-Term Fiscal Framework: กรอบการคลังระยะปานกลาง) กำลังส่งสัญญาณชัดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ และ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) จะกลับมาเป็นประเด็น แม้จะเป็นเรื่องยากในทางการเมือง แต่หากไม่สามารถสร้างฐานรายได้รัฐให้เพียงพอ การลงทุนเพื่ออนาคตจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ ‘หัวใจ’ ของปัญหา

 

หัวใจสำคัญอยู่ที่ Structural Reform (การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง) ซึ่งเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวต่อไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะในมิติของ ‘เจตจำนงทางการเมือง’

 

การปฏิรูปที่แท้จริงไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการกู้เงิน แต่คือการปรับ ‘กติกา’ ของประเทศ

 

กติกาที่ซ้ำซ้อน

 

กติกาที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงโดยไม่จำเป็น

 

กติกาที่เปิดช่องให้เกิดคอร์รัปชัน

 

และกติกาที่ทำให้เศรษฐกิจกระจุกตัว

 

หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ได้ ต่อให้มีเงินหรือมีนโยบายที่ดีเพียงใด ก็ยังมีแนวโน้มจะติดอยู่ในข้อจำกัดเดิม

 

ในขณะเดียวกัน ประเด็นการกระจายรายได้และการเพิ่มผลิตภาพอย่างทั่วถึงก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเศรษฐกิจที่ GDP เติบโต แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ย่อมไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ Moody’s ไม่ได้กังวลเรื่องระดับหนี้ของไทยมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับศักยภาพการเติบโตมากกว่า หากเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ หนี้ในระดับปัจจุบันยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากการเติบโตอ่อนแอ แม้ระดับหนี้จะไม่สูงมาก ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้ในที่สุด

 

ภาพรวมจึงชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยอาจยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตขั้นรุนแรง แต่ก็ยังไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง หากยังอยู่ในช่วง Transition การเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดที่ประเทศสามารถเลือกได้ว่าจะปรับตัวหรือยึดติดกับรูปแบบเดิม

 

Moody’s ให้เวลาเรา แต่ไม่ได้ให้คำตอบ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เท่าไร แต่คือประเทศไทยจะใช้เวลานี้อย่างไร และจะกล้าพอไหมที่จะมีเจตจำนงทางการเมืองเปลี่ยนกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง

The post ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัสยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ภราดรย้ำงบประมาณพร้อม รัฐบริหารได้ https://thestandard.co/khon-la-krueng-plus-cabinet-pharadon-budget/ Tue, 21 Apr 2026 04:27:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1199523 ภราดร ปริศนานันทกุล แถลงข่าวความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส และการบริหารงบประมาณภาครัฐ

วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภราดร ปริศนานันทกุล […]

The post คนละครึ่งพลัสยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ภราดรย้ำงบประมาณพร้อม รัฐบริหารได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ปริศนานันทกุล แถลงข่าวความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส และการบริหารงบประมาณภาครัฐ

วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาด ว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้หรือไม่ ว่า ยังไม่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังพิจารณารายละเอียดอยู่

 

ส่วนมาตรการดูแลค่าไฟให้กับกลุ่มเปราะบาง จะมีการพิจารณาหรือไม่ ภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีการจัดทำเป็นอัตราขั้นบันได โดยผู้ที่ใช้ไฟน้อย ปกติจ่ายอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีการปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ คาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม

 

ภราดร ยังชี้แจงกรณีโครงการคนละครึ่งพลัสยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งกลับจากต่างประเทศ จึงทำให้การประชุม ครม.เศรษฐกิจต้องเลื่อนออกไป

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับงบประมาณมีหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ โดยมีหลายช่องทาง เช่น การออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้

The post คนละครึ่งพลัสยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ภราดรย้ำงบประมาณพร้อม รัฐบริหารได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ ยันคนละครึ่ง ‘แจกเงิน 200 บาท นาน 10 เดือน’ ไม่เป็นข่าวจริง เผยกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย https://thestandard.co/ekniti-denies-konlakrueng-200-baht-policy/ Thu, 02 Apr 2026 12:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1194198 ภาพข้อความยืนยันจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ระบุโครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 200 บาท 10 เดือน ไม่เป็นข่าวจริง

เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง ยัน ‘แจกเงิน 200 บาท นาน 1 […]

The post เอกนิติ ยันคนละครึ่ง ‘แจกเงิน 200 บาท นาน 10 เดือน’ ไม่เป็นข่าวจริง เผยกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความยืนยันจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ระบุโครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 200 บาท 10 เดือน ไม่เป็นข่าวจริง

เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง ยัน ‘แจกเงิน 200 บาท นาน 10 เดือน’ ไม่ใช่ข่าวจริง ชี้มาแน่ พ.ค.-มิ.ย. นี้ เผยกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย ต้องอิงกับงบประมาณที่มีอยู่เดิม

 

 
 

วันนี้ (2 เมษายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ รอบใหม่ ไม่ใช่การแจกเงิน 200 บาท นาน 10 เดือน

 

พร้อมยืนยันว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ มาแน่ภายในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน โดยปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย ซึ่งต้องอิงกับงบประมาณที่มีอยู่เดิม

 

“โครงการคนละครึ่ง พลัส ตั้งใจออกแบบมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ตามที่ดูไว้ ขณะเดียวกันก็มาช่วยพลัสในเรื่องเอไอ เม็ดเงินต่างๆ รอมี ครม. ให้เรียบร้อย ต้องดูเรื่องงบประมาณด้วย ก็คิดว่า พฤษภา มิถุนายน” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

รู้จัก ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ลูกผสม ‘คนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการ’

 

ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่า จะนำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาผนวกรวมเข้ากับโครงการคนละครึ่ง พลัส กลายเป็นโครงการใหม่ ชื่อว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งจะเปิดทางให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งได้ เพิ่มเติมจากการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าธงฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะใช้จ่ายได้ตามวงเงินเดิม และจ่ายค่าสินค้าบริการในอัตราเดิม ต่างจากผู้เข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่จะมีสิทธิ์รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการ

 

หน้าเก่า-หน้าใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด

 

ก่อนหน้านี้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างออกแบบหน้าตาของโครงการ ว่าจะมีขนาดวงเงิน และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างไร เบื้องต้น ขนาดของโครงการขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่เหลืออยู่

 

“จะได้คนละเท่าไร ได้กี่คน แล้วรัฐจะยังจ่ายครึ่งๆ ไหม บอกตามตรงว่ายังทำงานอยู่ ยังไม่เสร็จนะครับ เดี๋ยวพูดไปแล้วระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงจะไม่ดี เดี๋ยวสับสน” ลวรณกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งรอบต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีการลงทะเบียนใหม่หมด ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเท่ากันหมด ยกเว้นกลุ่มคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งไม่ได้

The post เอกนิติ ยันคนละครึ่ง ‘แจกเงิน 200 บาท นาน 10 เดือน’ ไม่เป็นข่าวจริง เผยกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ ไม่หวั่นฝ่ายค้านใช้เวทีแถลงนโยบายซ้อมซักฟอก ชี้นโยบายคนละครึ่งต้องพลัสมากกว่าเดิม ส่วนใช้เติมน้ำมันได้หรือไม่ ต้องพิจารณาข้อกฎหมาย https://thestandard.co/pm-opposition-policy-half-half-fuel/ Wed, 01 Apr 2026 05:27:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1193564 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (1 เมษายน) เวลา 09.45 น. ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ ไม่หวั่นฝ่ายค้านใช้เวทีแถลงนโยบายซ้อมซักฟอก ชี้นโยบายคนละครึ่งต้องพลัสมากกว่าเดิม ส่วนใช้เติมน้ำมันได้หรือไม่ ต้องพิจารณาข้อกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (1 เมษายน) เวลา 09.45 น. ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่าจะมุ่งแก้ปัญหาใดให้ประชาชนเป็นอันดับแรก โดยระบุว่า ขณะนี้การจัดทำร่างคำแถลงนโยบายเหลืออีกเพียงเล็กน้อย คาดว่าจะส่งให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาได้ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ส่วนระยะเวลาในการประชุมขึ้นอยู่กับวิปที่จะต้องหารือร่วมกัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิก MOU 44 จะอยู่ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อยู่ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ส่วน MOU 43 ยังต้องพิจารณา และย้ำว่าตนพูดถึงการยกเลิกเฉพาะ MOU 44 เท่านั้น

 

ส่วนจะกังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะใช้เวทีแถลงนโยบายเป็นการซ้อมซักฟอก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนผ่านเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว และไม่ว่าจะเป็นการซักฟอก การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการเสนอความเห็น ล้วนเป็นมงคล เพราะในคำวิจารณ์ย่อมมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งไม่มีใครห้ามไม่ให้นำไปปรับใช้ พร้อมย้ำว่า ตนรับฟังและไม่ดื้อ

 

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีทีมองครักษ์คอยป้องกันการโจมตีจากฝ่ายค้านหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทุกฝ่ายมีสิทธิทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ และมองว่าทุกคนทำเพื่อประชาชน

 

“อย่าไปมองว่าเขาเป็นใคร แต่ให้มองว่าเขาคือผู้แทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ต่างก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกมา ผมต้องยึดประชาชนทั้งประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

เมื่อถามย้ำว่า ไม่กังวลว่าจะมีเกมการเมืองในสภาหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งที่กังวลคือทำอย่างไรให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

 

สำหรับนโยบายคนละครึ่ง ที่มีแนวคิดปรับรูปแบบการจ่ายเงินนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการ และเป็นข้อเสนอของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยขณะนี้ต้องเพิ่มมาตรการ พลัสมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเผชิญสถานการณ์ราคาน้ำมัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายต่าง ๆ จะให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีส่วนร่วมในการออกแบบรายละเอียด ขณะที่ตนในฐานะนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่เพิ่มเติมและปรับปรุง แต่จะไม่ตัดทอนสาระสำคัญ

 

เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งจะสามารถนำไปใช้เติมน้ำมันได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องรอให้มีข้อเสนออย่างเป็นทางการก่อน เนื่องจากบางเรื่องมีข้อจำกัดทางกฎหมาย

 

ส่วนการกู้เงินเพื่อนำมาดำเนินโครงการนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก ขณะที่การจัดหาและบริหารทรัพยากรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติหลังจากค่าฝุ่น PM.25 เกินมาตรฐานหรือไม่ ว่า วันนี้ในช่วงบ่าย ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางไปในพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเรียกประชุมหน่วยงาน ซึ่งตนทราบมาเบื้องต้นว่า แต่ละจังหวัดจะดำเนินการตามดุลยพินิจ และความจำเป็นเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่

 

เมื่อถามย้ำว่ามีความจำเป็นในการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า ผู้ที่จะประกาศ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และให้คนอยู่หน้างานเป็นผู้ดู ซึ่งตนให้อำนาจและการตัดสินใจไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมย้ำว่าให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สร้างความมั่นใจ และเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน และเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) ยังมอบหมายให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ จะลงพื้นที่พร้อมอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หรือ ปภ. ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาในช่วงที่มีสถานการณ์ฝุ่น

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว หลัง เลือกตั้ง 2569 : อัปเดตข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ และ ผลการเลือกตั้ง 2569
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ ไม่หวั่นฝ่ายค้านใช้เวทีแถลงนโยบายซ้อมซักฟอก ชี้นโยบายคนละครึ่งต้องพลัสมากกว่าเดิม ส่วนใช้เติมน้ำมันได้หรือไม่ ต้องพิจารณาข้อกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ https://thestandard.co/half-half-plus-welfare-cards/ Tue, 31 Mar 2026 13:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1193406 ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่ […]

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่อนไขใหม่ เปิดทางผู้ถือบัตรสวัสดิการ ซื้อสินค้าจากร้านคนละครึ่งได้ เพิ่มเติมจากการซื้อสินค้าร้านธงฟ้า

 

 
 

วันนี้ (31 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้เตรียมความพร้อมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ไว้ เชื่อว่าจะออกได้เร็วสุดเดือนพฤษภาคมนี้

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยจะเปิดทางให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งได้ด้วย เพิ่มเติมจากการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าธงฟ้า

 

“สมัยก่อนมันเคยมี 2 ระบบ พอหมดโครงการคนละครึ่งแล้ว ร้านค้าจะรู้สึกว่าลูกค้าเงียบหายไป วันนี้เลยจะเอาบัตรสวัสดิการมาใช้จ่ายกับร้านค้าคนละครึ่งได้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

การนำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาผนวกรวมเข้ากับโครงการคนละครึ่ง พลัส เช่นนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่าเป็นโครงการใหม่ ชื่อว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

นอกจากนี้ ยังเตรียม AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ให้ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

มาตรการรองรับสงครามตะวันออกกลาง 3-4 เดือน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการประเมินสงครามไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์แรกประเมินว่า สงครามจะจบเร็วภายใน 1 เดือน ซึ่ง ณ วันนี้สงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าแล้ว

 

ทำให้ ดร.เอกนิติมองว่า ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งมองว่า สงครามจะสงบลงภายใน 3-4 เดือนมีความเป็นไปได้สูงในปัจจุบัน ดังนั้น มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่เสนอมา จึงถูกเตรียมไว้เพื่อรองรับฉากทัศน์ที่ 2 และตั้งใจจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า โลกของความเป็นจริงเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ จึงจำเป็นต้องปรับตัวเตรียมพร้อมเสมอทั้งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case)

 

“วันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ สิ่งที่พยายามทำก็คือเอาน้ำมันให้เข้ามาให้มากที่สุด ไปซื้อล่วงหน้าไว้ให้มากที่สุด แต่หลายประเทศในปัจจุบันนี้เริ่มไม่มีน้ำมัน แย่งกันซื้อ วันนี้เนี่ยเราต้องเตรียมพร้อมไว้ส่วนนั้นเหมือนกัน ก็หวังว่าสถานการณ์โลกจะไม่ไปถึงจุดนั้น แต่เราต้องเตรียมพร้อม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

หน้าเก่า-หน้าใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างออกแบบหน้าตาของโครงการ ว่าจะมีขนาดวงเงิน และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างไร เบื้องต้น ขนาดของโครงการขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่เหลืออยู่

 

“จะได้คนละเท่าไร ได้กี่คน แล้วรัฐจะยังจ่ายครึ่งๆ ไหม บอกตามตรงว่ายังทำงานอยู่ ยังไม่เสร็จนะครับ เดี๋ยวพูดไปแล้วระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงจะไม่ดี เดี๋ยวสับสน” ลวรณกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งรอบต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีการลงทะเบียนใหม่หมด ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเท่ากันหมด ยกเว้นกลุ่มคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งไม่ได้

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPN ทำ New High 3 ปีซ้อน! กวาดกำไร 1.88 หมื่นล้าน เตรียมแจกปันผล 2.40 บาท หลังอานิสงส์มิกซ์ยูสแกร่งทั่วประเทศ https://thestandard.co/cpn-new-high-profit-dividend/ Tue, 24 Feb 2026 03:48:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1181145 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลประกอบการบริษัท CPN ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมแผนลงทุนและปันผลจากธุรกิจมิกซ์ยูส

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN รายงานผลประ […]

The post CPN ทำ New High 3 ปีซ้อน! กวาดกำไร 1.88 หมื่นล้าน เตรียมแจกปันผล 2.40 บาท หลังอานิสงส์มิกซ์ยูสแกร่งทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลประกอบการบริษัท CPN ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมแผนลงทุนและปันผลจากธุรกิจมิกซ์ยูส

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN รายงานผลประกอบการปี 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีรายได้รวม 53,009 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 18,841 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อนหน้า

 

“ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ Retail-Led Mixed-Use Development ที่เชื่อมโยงศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ” วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าว

 

จากผลกำไรที่เติบโตอย่างโดดเด่น คณะกรรมการบริษัทฯ เตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.40 บาทต่อหุ้น คิดเป็นสัดส่วนการจ่ายปันผลที่ 57% ของกำไรสุทธิ ซึ่งสะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

 

ธุรกิจศูนย์การค้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ปัจจุบันบริษัทฯ มีพันธมิตรกว่า 18,000 ร้านค้า โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือกว่า 80% ของแบรนด์ระดับโลกที่ขยายตลาดเข้าไทยครั้งแรก เลือกเปิดสาขากับเซ็นทรัลพัฒนาเป็นแห่งแรก ส่งผลให้ทราฟฟิกศูนย์การค้าทั่วประเทศสูงกว่า 650 ล้านครั้งต่อปี และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 70 ล้านครั้ง

 

การเปิดตัวโครงการใหม่อย่าง ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการได้ถึง 70,000 คนต่อวันในวันธรรมดา และแตะ 100,000 คนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ขณะที่ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัด สามารถสร้างยอดผู้เข้าชมในวันเปิดตัวได้ถึง 40,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อและการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในทำเลศักยภาพ

 

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในช่วงปลายปีมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ผสานกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐระหว่างวันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 ทั้งโครงการ คนละครึ่ง พลัส และ เที่ยวดีมีคืน ที่ให้นำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและยอดขายของร้านค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านกลุ่มธุรกิจอื่นในอีโคซิสเต็มก็เติบโตสอดคล้องกัน โดยธุรกิจที่อยู่อาศัยโครงการ Escent นครสวรรค์ ทำยอดขายแล้วกว่า 80% และนครปฐมกว่า 95% ส่วนธุรกิจโรงแรมแบรนด์ GO Hotel วางกลยุทธ์เจาะตลาดราคาที่เข้าถึงได้ โดยตั้งเป้าขยายสาขาให้ครบ 25 แห่งภายใน 5 ปี นำร่องด้วยสาขาเรือธงแห่งใหม่ที่สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

 

ในส่วนของกองทรัสต์ CPNREIT ได้รับอานิสงส์จากการปรับปรุงโฉมใหม่ของโครงการเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเชียงใหม่ แอร์พอร์ต ที่ช่วยดันทราฟฟิกให้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกองทรัสต์แข็งแกร่งขึ้น โดยได้วางเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายขนาดสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2575

 

นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ย้ำว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าลงทุนเมกะโปรเจกต์อย่างต่อเนื่อง อาทิ The Central พหลโยธิน, Central Khonkaen Campus และ Central Northville รวมถึงปรับปรุง Market Place ทองหล่อ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

 

ณ สิ้นปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนามีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารรวม 44 โครงการ คอมมูนิตี้มอลล์ 16 โครงการ คิดเป็นพื้นที่เช่าสุทธิ 2.3 ล้านตารางเมตร พร้อมด้วยอาคารสำนักงาน 11 อาคาร โรงแรม 11 แห่ง และโครงการที่พักอาศัย 51 โครงการ ถือเป็นพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

The post CPN ทำ New High 3 ปีซ้อน! กวาดกำไร 1.88 หมื่นล้าน เตรียมแจกปันผล 2.40 บาท หลังอานิสงส์มิกซ์ยูสแกร่งทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% https://thestandard.co/thailand-gdp-recovery-fti-growth/ Wed, 18 Feb 2026 10:21:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1179742 นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8 […]

The post ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 88.7 ชงรัฐบาลต่อมาตรการ BOI ถึงสิ้นปี แก้ปัญหาฝุ่น เดินหน้าคนละครึ่งพลัส ชี้หากไร้คอร์รัปชัน อุ้ม SMEs จัดตั้งรัฐบาลได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย. เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยับ 3%

 

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568

 

จากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์

 

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ กว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกทั้งกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐ อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง กิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

  • การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า
  • การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
  • ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย
  • สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง
  • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ

 

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.7 ในเดือนธันวาคม 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเทศกาลสงกรานต์ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน

 

ชง 3 เรื่องถึงรัฐบาลใหม่

 

1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จนถึงสิ้นปี 2569

 

2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

 

3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ผู้ประกอบการ SMEs

 

นาวา กล่าวอีกว่า การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ยังอยู่ระหว่างระดมความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่รัฐบาลได้รับข้อเสนอไปดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เอสเอ็มอี ผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 1 แสนล้านบาท

 

“วันนี้เอสเอ็มอียังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เหมือนเจอพายุฝนมา แต่ธนาคารพาณิชย์หุบร่ม ทำให้เอสเอ็มอีสู้กับพายุฝนไม่ได้ หวังว่าจะมีความชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้”

 

ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส มองว่า จากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 โตถึง 2.5% จากเดิมคาดว่าจะโต 1% ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่เข้ามาเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัสต่อ น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

“โครงการคนละครึ่ง พลัส จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนเพียงพอหรือไม่ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะต้องทำควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 16 ล้านล้านบาท การที่รัฐบาลมีแนวคิดสร้างสมดุลรายรับกับรายจ่ายเชื่อว่าจะปลดล็อกปัญหา”

 

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ยังสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เพราะไทยยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก เพื่อเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตได้ 3% ตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้

 

โดยหากรัฐบาลยังคงทำงานใกล้ชิดกับเอกชนในทุกสัปดาห์ ผ่านคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้คอยรับฟังเสียงความคิดเห็นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งหลายข้อตรงกัน จะเป็นผลบวกที่สะท้อนถึงทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดระหว่างรัฐและเอกชน

 

มองจัดตั้งรัฐบาลเร็วสุดไม่เกินกลางเดือน มิ.ย.

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้เกิน 3% ถ้าไม่เกิดวิกฤตทางการเมืองอื่นๆ จัดตั้งได้เร็ว และหากกำจัดคอร์รัปชัน แก้หนี้ เศรษฐกิจจะโตได้กว่า 3% ก็ไม่ยาก ซึ่งหากเทียบเพื่อนบ้านตอนนี้ถือว่าไทยยังโตต่ำมาก

 

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว หากล่าช้าจะกระทบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

 

นาวา ระบุว่า ตามกระบวนการ ประเมินจากขั้นตอนหลักการต่างๆแล้ว คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มทำงานได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย. เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองไปมากกว่านี้

 

“แม้ประชาชนเห็นต่างกัน แต่ท้ายที่สุด ทุกคนหวังให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย เพราะ GDP 10 ปี ย้อนหลัง เราเป็นรองบ๊วยของเอเชีย แพ้ประเทศอื่นๆ ผมเชื่อว่า แม้จะเห็นต่างทางการเมือง แต่ถ้ามองเศรษฐกิจผมว่ารัฐบาล จะหาจุดสมดุลให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ไปได้เร็วขึ้น” นาวา กล่าวทิ้งท้าย

The post ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลัง GDP โตแรงเกินคาด ชี้มาตรการ Quick Big Win ได้ผล กางแผนปีนี้ดัน GDP โต 3 Plus https://thestandard.co/thailand-economy-quick-big-win-gdp/ Mon, 16 Feb 2026 07:26:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1178956 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส แถลงข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤต พร้อมชูมาตรการ Quick Big Win และแผนดัน GDP สู่ 3 Plus

เอกนิติชี้ เศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลังสภาพัฒน์เผยา GDP […]

The post ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลัง GDP โตแรงเกินคาด ชี้มาตรการ Quick Big Win ได้ผล กางแผนปีนี้ดัน GDP โต 3 Plus appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส แถลงข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤต พร้อมชูมาตรการ Quick Big Win และแผนดัน GDP สู่ 3 Plus

เอกนิติชี้ เศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลังสภาพัฒน์เผยา GDP ไตรมาส 4/2568 โตแรงเกินคาด ดันภาพรวมทั้งปี 2568 โต 2.4% YoY ย้ำมาตรการ ‘Quick Big Win’ ได้ผล พร้อมประกาศภารกิจถัดไป ‘3 Plus’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ‘วิ่ง’ ได้อีกครั้งในปี 2569

 

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังจากตัวเลข GDP Q4/2568 ซึ่งเป็นไตรมาสล่าสุดได้ประกาศออกมา แล้ว ‘ดีกว่าคาด’ ที่ระดับ 2.5% YoY ส่งผลให้ GDP ทั้งปีโต 2.4% YoY สูงกว่าประมาณการของตลาดและกระทรวงการคลัง

 

โดยดร.เอกนิติ มองว่า เศรษฐกิจไทยสามารถ ‘พ้นจากหล่ม’ ได้อย่างเป็นทางการ

 

เขากล่าวว่า มาตรการ Quick Big Win ที่รัฐบาลอัดฉีดลงไป สามารถสร้างแรงส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน (C) ในไตรมาส 4 ที่ขยายตัวถึง 3.3% YoY ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า 3 ไตรมาสแรกอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ และ ‘เที่ยวดีมีคืน’ ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยกระจายรายได้และลดการรั่วไหล ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ที่สูง

 

ขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามราคาตลาด (Nominal GDP) ขยับขึ้นมาแตะระดับเกือบ 19 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 3 แสนล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง

 

นอกจากนี้ หนึ่งในตัวเลขที่ ดร.เอกนิติ ระบุว่า ‘ดีใจที่สุด’ คือตัวเลขการลงทุนรวมที่โตถึง 8.1% โดยการลงทุนภาครัฐที่เร่งเบิกจ่ายไป ถือเป็นหัวหอกในการเติบโต 13% ซึ่งช่วยดึงให้การลงทุนภาคเอกชนขยับตามมาอยู่ที่ 6%

 

“การลงทุนถือเป็นมาตรการที่กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว เพราะว่าเป็นเรื่องของอนาคต โดยรัฐบาลได้ปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ BOI Fast Pass ซึ่งช่วยให้เม็ดเงิน FDI ไหลลงสู่ระบบได้รวดเร็วขึ้น”

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติ ยืนยันชัดเจนว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม “ไม่ได้กู้เงินเพิ่ม และไม่ได้ขาดดุลเพิ่ม” แต่เป็นการจัดสรรงบให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P Global ยังคงเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังของไทย

 

สำหรับก้าวต่อไปในปี 2569 กระทรวงการคลังมองเป้าหมายขั้นต่ำที่ 2% แต่ ดร.เอกนิติ เชื่อมั่นว่าหากสามารถรักษาโมเมนตัมความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 และมีการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากกว่า 3% หรือ “3 Plus”

 

โดยแผนงานสำคัญคือการทำให้การลงทุนเป็นเรื่องถาวร ผ่านการเสนอเรื่องให้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ พิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อยกระดับสมรรถนะของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

เมื่อถูกถามถึงมุมมองจากสื่อต่างชาติที่เคยขนานนามไทยว่าเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ (Sick Man of Asia) ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยพ้นออกจากห้อง ICU แล้ว และยังอยู่ในภาวะพักฟื้นเพื่อให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

 

“ในฐานะ ‘หมอเอก’ ผมมองว่าวันนี้คนป่วยของเราออกจาก ICU แล้ว แต่โจทย์ถัดไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เราต้องเริ่มให้ออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ ‘การวิ่ง’ ซึ่งนี่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องทำต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลัง GDP โตแรงเกินคาด ชี้มาตรการ Quick Big Win ได้ผล กางแผนปีนี้ดัน GDP โต 3 Plus appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือน สนค.ยืนยันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด คาดพลิกบวกไตรมาส 2 https://thestandard.co/thailand-inflation-january-negative-q2-2026/ Thu, 05 Feb 2026 05:59:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1174056 กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนมกราคม 2569 ที่ติดลบ 0.66% และแนวโน้มเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม ลดลง 0.66% ติ […]

The post พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือน สนค.ยืนยันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด คาดพลิกบวกไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนมกราคม 2569 ที่ติดลบ 0.66% และแนวโน้มเศรษฐกิจ

กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือนติดต่อกัน สนค.คาดเห็นเงินเฟ้อกลับมาบวกในไตรมาสสอง

 

อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 10 เดือนต่อเนื่องในเดือนมกราคม โดยลดลง 0.66% สนค.ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก คาดเงินเฟ้อจะกลับมาพลิกบวกอีกทีในไตรมาสสอง และคาดว่าจะเป็นบวกต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี

 

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมกราคม 2569 ลดลง 0.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการลดลง 10 เดือนติดต่อกัน

 

โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับลดลง ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลง จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ

 

ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารสดและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.60% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนธันวาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.59% YoY

 

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% (MoM)

 

สนค.ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด

 

แม้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ 10 เดือนต่อเนื่อง แต่ณัฐิยายืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เมื่อพิจารณาจาก Core CPI ที่ยังคงเป็นบวก เพราะราคาอาหารพร้อมทาน และอาหารสำเร็จรูปยังคงสูงขึ้น เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจรู้สึกถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ

 

สำหรับมาตรการในการควบคุมราคาอาหารพร้อมทาน และอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มสูงขึ้น ณัฐิยาระบุว่า ควรจะเน้นไปที่การดูแลค่าครองชีพครัวเรือน เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แทนการคุมราคาอาหาร เพราะเกษตรกรรมเป็นภาคการผลิตที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ยาว การแทรกแซงใดๆ จึงสร้างความยุ่งยาก และส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน

 

คาดเงินเฟ้อพลิกบวกไตรมาส 2

 

ทั้งนี้ สนค.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงลดลงต่อไปในไตรมาสแรก ที่ -0.43% ก่อนจะกลับมาพลิกบวกในไตรมาสสองที่ 0.38% ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการรู้ผลการเลือกตั้ง และเพิ่มเป็น 0.90% ในไตรมาสสาม ท้ายสุดเป็น 1.15% ในไตรมาสสี่ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังเป็นบวกต่อไปตลอดทั้งปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนราคาสินค้าเกษตรที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น จากผลผลิตที่ลดลง ตามประมาณการที่ว่าปีนี้น้ำจะแล้งกว่าปีก่อน

 

ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อเดือนหน้า

 

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 สนค.คาดว่าจะยังคงลดลง โดยมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

 

(1) ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า ประกอบกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า

 

(2) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนมกราคม – เมษายน 2569 มาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย

 

(3) การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง

 

(4) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะผักสดที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี 2569

 

ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%)

 

เงินเฟ้อไทยรองบ๊วยอาเซียน

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนธันวาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.28% YoY โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 7 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ประกาศตัวเลข

 

สำหรับเฉลี่ยทั้งปี 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.14% อยู่ระดับต่ำอันดับที่ 8 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข

 

  • 🇧🇳บรูไน -0.7%
  • 🇹🇭ไทย -0.28%
  • 🇹🇱ติมอร์-เลสเต 1.0%
  • 🇰🇭กัมพูชา 1.19%
  • 🇸🇬สิงคโปร์ 1.2%
  • 🇲🇾มาเลเซีย 1.6%
  • 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.8%
  • 🇮🇩อินโดนีเซีย 2.92%
  • 🇻🇳เวียดนาม 3.48%
  • 🇱🇦สปป.ลาว 5.6%

The post พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือน สนค.ยืนยันยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด คาดพลิกบวกไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ – ‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท’ https://thestandard.co/tdri-bhumjaithai-policy-review/ Mon, 02 Feb 2026 08:51:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1172668 ภาพประกอบการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง 'คนละครึ่งพลัส' และ 'ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท' ของ พรรคภูมิใจไทย โดย TDRI

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ – ‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง 'คนละครึ่งพลัส' และ 'ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท' ของ พรรคภูมิใจไทย โดย TDRI

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) และนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ เป็นต้น พร้อมสนับสนุนนโยบาย ‘รมต.มืออาชีพ’ ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ และนโยบาย ‘พยาบาลอาสา’ ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา)

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อกกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ลดค่าไฟฟ้า (หน่วยละ 3 บาท) คนละครึ่งพลัส (ระยะ 2) ทหารอาสา (1 แสนคน) และพยาบาลอาสา (7.5 แสนคน)

 

โดยคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า อย่างไรก็ตามมีความท้าทายที่นโยบายนี้อาจไม่สามารถปฏิบัติได้ง่ายเหมือนในช่วงรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากในช่วงนั้นพรรคประชาชนลงคะแนนเสียงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้มีเก้าอี้เหลือสำหรับ “รมต.มืออาชีพ”

 

  • นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกอบรมพยาบาลอาสาอย่างเพียงพอและคัดเลือกพยาบาลอาสาตามคุณสมบัติ อนึ่งการดำเนินนโยบายนี้ไม่ควรอาศัยการเกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช. ซึ่งในปัจจุบันก็มีงบประมาณที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ TDRI ยังระบุว่า การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบาย “เรือธง” ของพรรคในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีความเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำมากจากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้

 

  • นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้นโยบายนี้ยัง “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งผลให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด

 

  • นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จึงควรจัดให้มีการประเมินผลถึงต้นทุนและประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานวิชาการอิสระ

 

  • นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยใช้กลไกตลาดที่มีอยู่ และรัฐไม่ควรอุดหนุนมากเกินไป

 

  • นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ยังจะมีผลในการกีดขวางการข้ามพรมแดนไปมาโดยปกติของประชาชนของทั้งสองประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคภูมิใจไทย’ แนะทบทวนนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ – ‘ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ซาบีดาลุยพัทลุง ดัน 3 ผู้สมัครภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ https://thestandard.co/sabida-campaigns-phatthalung-kon-la-krueng-plus/ Sun, 18 Jan 2026 10:56:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1166554 ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้

วันนี้ (18 มกราคม) ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ซาบีดาลุยพัทลุง ดัน 3 ผู้สมัครภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้

วันนี้ (18 มกราคม) ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ช่วยหาเสียงผู้สมัครทั้ง 3 เขต ได้แก่ เขต 1 เบอร์ 4 นาวาอากาศเอก ดร.อธิคุณ คงมี, เขต 2 เบอร์ 1 วรท เทอดวีระพงศ์ และเขต 3 เบอร์ 3 เขมพล อุ้ยตยะกุล

 

ซาบีดาลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุง มัสยิดในตัวเมือง ตลาดใต้โหนด อ.ควนขนุน เทศบาลควนเสาธง อ.ตะโหมด และตลาดเย็นแม่ขรี ย้ำให้ประชาชน “เลือกทั้งจังหวัด” เพื่อทำงานเป็นทีมเดียวกัน พร้อมชูผลงานพรรค โดยเฉพาะการลดค่าฮัจญ์ลงเกือบ 300 ล้านบาท และการเพิ่มค่าตอบแทนครูตาดีกา

 

ด้านนโยบาย พรรคย้ำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะกลับมาแน่นอนหากได้จัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าการศึกษา สร้างงาน-อาชีพ ปราบยาเสพติด และดูแลความมั่นคง-เศรษฐกิจปากท้อง-ภัยพิบัติ

 

ซาบีดาขอแรงประชาชน 8 กุมภาพันธ์ เลือกภูมิใจไทยทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ เบอร์ 37 บัตรชมพู ระบุ “นาทีนี้ภูมิใจไทยคือคำตอบสุดท้าย” และขออย่าแบ่งคะแนนให้พรรคอื่น

 

ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 1ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 2ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 3ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 4ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 5ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 6ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 7ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 8ซาบีดา ลุย พัทลุง ดัน 3 ผู้สมัคร ภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ 9

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : ซาบีดาลุยพัทลุง ดัน 3 ผู้สมัครภูมิใจไทย ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ กลับมาแน่ ขอเลือกยกจังหวัด 8 ก.พ.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน นำภูมิใจไทยลงพื้นที่ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู https://thestandard.co/anutin-visits-wang-lang-half-half/ Sun, 18 Jan 2026 09:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1166538 อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู

วันนี้ (18 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไท […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน นำภูมิใจไทยลงพื้นที่ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู

วันนี้ (18 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วันนี้ (18 มกราคม) พรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดวังหลัง นำโดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย ศุภมาส อิศรภักดี แกนนำพรรค, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, วราวุธ ศิลปอาชา และ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร่วมลงพื้นที่พบปะประชาชน โดยมี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย และ ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมคณะหาเสียงด้วย

 

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดให้ความสนใจเข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปกับแกนนำพรรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขบวนหาเสียงเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ โดยทีมผู้สมัครและแกนนำพรรคได้หยุดพูดคุย รับฟังปัญหา และทักทายประชาชนตามร้านค้าต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง

 

พ่อค้าแม่ค้าหลายรายสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ และแสดงความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พร้อมฝากให้พรรคผลักดันนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

 

นอกจากนี้ แกนนำพรรคยังได้แนะนำทีมผู้สมัครและบุคคลสำคัญของพรรคให้ประชาชนรู้จัก พร้อมสอบถามความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนและการค้าขาย โดยประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนมุมมองอย่างตรงไปตรงมา

 

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ ต่างขอให้อนุทินสานต่อโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอนุทินบอกว่าโครงการคนละครึ่งจะกลับมา พร้อมบอกด้วยว่า รอโครงการคนละครึ่ง

 

อนุทินยังได้แนะนำสีหศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เอาไปสู้กับกัมพูชา พร้อมสอบถามแม่ค้าว่า ให้เปิดด่านหรือไม่ โดยแม่ค้าบอกว่า ไม่เปิด

 

ขณะที่อนุทิน แวะร้านขายของชาวบ้านบอกว่า “ตอนนั้นให้ลุงตู่” อนุทินบอกว่า “ตอนนี้ให้น้องหนู”

 

นอกจากนี้อนุทิน ยังได้เดินแวะร้านขายตุ๊กตา โดยได้บอกทีมงานให้ขอเบอร์ร้านตุ๊กตาเอาไว้ วันหลังไปเยี่ยมเด็กๆ จะได้มาซื้อ

 

อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 1อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 2อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 3อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 4อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 5อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 6อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 7อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 8อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 9อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 10อนุทิน นำ ภูมิใจไทย ลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ ลุงตู่ ตอนนี้ให้ น้องหนู 11

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน นำภูมิใจไทยลงพื้นที่ตลาดวังหลัง รับฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้าหนุน ‘คนละครึ่ง’ ไปต่อ บอกตอนนั้นมอบคะแนนให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ‘อนุทิน’ ปูพรมชุมพร แก้โจทย์น้ำให้สวนทุเรียน-เพิ่มมูลค่าเกษตร ประกาศดึงโครงการคนละครึ่งเฟส 2 คืนความสุขให้พ่อค้าแม่ค้า https://thestandard.co/anutin-chumphon-water-half-half/ Sat, 17 Jan 2026 11:01:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1166355 ‘อนุทิน’ ปูพรม **ชุมพร** แก้โจทย์น้ำให้สวนทุเรียน-เพิ่มมูลค่าเกษตร ประกาศดึง **โครงการคนละครึ่งเฟส 2** คืนความสุขให้พ่อค้าแม่ค้า

วันนี้ (17 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไท […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘อนุทิน’ ปูพรมชุมพร แก้โจทย์น้ำให้สวนทุเรียน-เพิ่มมูลค่าเกษตร ประกาศดึงโครงการคนละครึ่งเฟส 2 คืนความสุขให้พ่อค้าแม่ค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน’ ปูพรม **ชุมพร** แก้โจทย์น้ำให้สวนทุเรียน-เพิ่มมูลค่าเกษตร ประกาศดึง **โครงการคนละครึ่งเฟส 2** คืนความสุขให้พ่อค้าแม่ค้า

วันนี้ (17 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะผู้บริหารพรรค เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพรเพื่อช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคทั้ง 3 เขตหาเสียง โดยเริ่มปูพรมพบปะพี่น้องประชาชนตั้งแต่ตลาดสดเขาปีบ อำเภอทุ่งตะโก ไปจนถึงอำเภอสวี และปิดท้ายที่เขตเทศบาลเมืองชุมพร

 

ในการปราศรัยย่อย ที่ ตลาดสดเขาปีบ อนุทินได้กล่าวขอบคุณชาวชุมพรที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 3 เขต ได้แก่ วิชัย สุดสวาสดิ์ (เขต 1), กิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (เขต 2) และ สุพล จุลใส หรือ สส.ลูกช้าง (เขต 3) ซึ่งทุกคนจับสลากได้ หมายเลข 4 เหมือนกันทั้งจังหวัด โดยอนุทินเน้นย้ำให้ชาวชุมพรเลือกแบบแพ็กคู่ คือเลือกทั้ง สส. เขตเบอร์ 4 และเลือกพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 37 เพื่อผลักดันให้อนุทินเข้าไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่เป็นลูกน้องของชาวชุมพร

 

อนุทินได้ชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำเพื่อสวนทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด พร้อมเสนอแนวคิดการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (Value Added) ผ่านการบริหารของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยมุ่งเน้นการแปรรูปและการหาตลาดส่งออกระดับโลก เพื่อให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้นแต่ใช้ต้นทุนน้อยลง

 

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยยืนยันว่าโครงการนี้จะครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าเดิม

 

ในด้านคุณภาพชีวิต อนุทินประกาศนโยบายการเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นสูง โดยเตรียมผลักดันการจัดตั้งศูนย์ฟอกไต-ศูนย์มะเร็ง และศูนย์โรคหัวใจ ขึ้นในจังหวัดชุมพร เพื่อลดภาระของประชาชนที่ต้องเดินทางไกลไปรักษาตัวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือนครศรีธรรมราช ซึ่งจะช่วยทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการรักษายามเจ็บป่วยฉุกเฉิน

 

ต่อมาในช่วงบ่าย อนุทินและคณะได้เดินทางไปยังตลาดนัดดอนหว้า อำเภอสวี โดยระบุว่ามีความผูกพันกับพื้นที่นี้ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าพรรคภูมิใจไทยจะเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมพรให้มีคุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างจังหวัด

 

“ผมขอฝากเนื้อฝากตัวกับพี่น้องชาวชุมพร รับรองว่าพวกเราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง เพราะเราพูดแล้วทำ แหลงแล้วทำ เลือกอนุทิน คนติดดิน ไปรับใช้คนชุมพร” อนุทินกล่าวทิ้งท้าย

 

อนุทิน ชาญวีรกูล และผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย พบปะประชาชนที่ตลาดสดเขาปีบ จ.ชุมพร อนุทิน ชาญวีรกูล และผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย พบปะประชาชนที่ตลาดสดเขาปีบ จ.ชุมพร อนุทิน ชาญวีรกูล และผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย พบปะประชาชนที่ตลาดสดเขาปีบ จ.ชุมพร อนุทิน ชาญวีรกูล และผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย พบปะประชาชนที่ตลาดสดเขาปีบ จ.ชุมพร

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘อนุทิน’ ปูพรมชุมพร แก้โจทย์น้ำให้สวนทุเรียน-เพิ่มมูลค่าเกษตร ประกาศดึงโครงการคนละครึ่งเฟส 2 คืนความสุขให้พ่อค้าแม่ค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจายสู่ฐานราก สร้างตัวคูณเศรษฐกิจสูง ชี้เงินกระจุกในกรุงเทพเพียง 16% https://thestandard.co/ekniti-reveals-that-half-price-plus/ Mon, 05 Jan 2026 07:30:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1161514 เอกนิติเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจายสู่ฐานราก สร้างตัวคูณเศรษฐกิจสูง ชี้เงินกระจุกในกรุงเทพเพียง 16%

เอกนิติ รมว.คลังเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจาย […]

The post เอกนิติเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจายสู่ฐานราก สร้างตัวคูณเศรษฐกิจสูง ชี้เงินกระจุกในกรุงเทพเพียง 16% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจายสู่ฐานราก สร้างตัวคูณเศรษฐกิจสูง ชี้เงินกระจุกในกรุงเทพเพียง 16%

เอกนิติ รมว.คลังเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจายฐานราก สร้างตัวคูณเศรษฐกิจสูง ชี้เงินกระจุกในกรุงเทพเพียง 16% ช่วยดัน GDP ปี 2568 เพิ่มอย่างน้อย 0.2%

 

วันนี้ (5 มกราคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งสิ้นสุดการดำเนินงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่า เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในการกระจายเงินสู่ฐานราก และสามารถอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,000 ล้านบาท

 

เอกนิติระบุว่า จุดเด่นของโครงการคนละครึ่งพลัสคือ ค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ภูมิภาคอย่างกว้างขวาง โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ เพียงประมาณ 15-16% ส่วนที่เหลือเป็นการใช้จ่ายในต่างจังหวัด

 

จากการประเมินเบื้องต้น พบว่าโครงการดังกล่าวช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมีส่วนช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้จะเป็นมาตรการที่ดำเนินการในช่วงระยะเวลาสั้นก็ตาม

 

ทั้งนี้ การที่เงินเข้าสู่มือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้การรั่วไหลของเม็ดเงินออกนอกระบบ หรือการนำไปชำระหนี้มีจำกัด ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สนค.) สรุปผลโครงการคนละครึ่ง พลัส เบื้องต้น ณ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น มีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย โดยจำนวนนี้ใช้สิทธิครบเต็มจำนวน 9.21 ล้านราย มียอดใช้จ่ายรวม 8.4 หมื่นล้านบาท (เป็นแบ่งประชาชนใช้จ่าย 4.28 หมื่นล้านบาท รัฐจ่าย 4.13 หมื่นล้านบาท) เบื้องต้น คาดเพิ่ม GDP 0.2% ในปี 2568

The post เอกนิติเผย ‘คนละครึ่ง พลัส’ หนุนเม็ดเงินกระจายสู่ฐานราก สร้างตัวคูณเศรษฐกิจสูง ชี้เงินกระจุกในกรุงเทพเพียง 16% appeared first on THE STANDARD.

]]>