คนจน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คนจน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 06 Jun 2025 09:32:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! https://thestandard.co/gen-z-millennials-saving-tips/ Mon, 28 Apr 2025 05:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1068999 gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริก […]

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อต้นเดือนเมษายน ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกำลังจะถดถอยอีกครั้ง 

 

Google เผยว่าการค้นหาคำว่า Global Financial Crisis และ Great Recession พุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมานับสิบปี สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของชาวอเมริกัน

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ Kiki Rough สาววัย 28 ปี เริ่มนึกถึงทักษะการประหยัดที่เธอเคยใช้ในยามยาก และตัดสินใจสร้างวิดีโอสอนทำอาหารจากตำราที่ตีพิมพ์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและสงคราม 

 

เธอสอนเทคนิคทำอาหารราคาถูกและวิธีทดแทนของแพงด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้วในครัว วิดีโอของเธอดังเปรี้ยงปร้างบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดผู้ชม 21 ล้านวิวในเวลาเพียงเดือนเดียว 

 

“ฉันเห็นคอมเมนต์ตลกๆ ซ้ำๆ ว่า คนจนรุ่นเก่ากำลังสอนคนจนรุ่นใหม่” Rough เล่า “ทุกคนกำลังหวาดกลัว การแบ่งปันความรู้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้คนรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

 

ปรากฏการณ์นี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบน TikTok เมื่อกลุ่ม Millennial และ Gen X เข้ามารับบทเป็นพี่เลี้ยง แบ่งปันเคล็ดลับประหยัดเงินให้คนรุ่นใหม่ “นี่อาจเป็นครั้งแรกที่พวก Millennial ได้เป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในบางเรื่อง” Scott Sills นักการตลาดวัย 33 ปีกล่าว “เราเชี่ยวชาญในการรับมือเมื่อชีวิตพลิกผันกะทันหัน และทุกอย่างที่เคยมั่นคงถูกกระชากออกไป”

 

คำแนะนำเหล่านี้ย้อนกลับไปสู่ช่วงวิกฤตปี 2008 ทั้งการท่องเที่ยวประหยัดแทนทริปหรูต่างประเทศ การเก็บใบเสร็จเพื่อรอลดราคา การใช้ชุดทำงานในงานสังคมเพราะไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าหลายแบบ และอาหารยอดนิยมอย่าง ‘เนื้อหมู’ ที่มีราคาไม่แพงเกินไป 

 

คนถึงกับติดปากว่าเนื้อหมูมี ‘รสชาติเหมือน Great Recession’ เลยทีเดียว ส่วนการสังสรรค์ก็ย้ายจากบาร์มาจัดที่บ้านแทน พร้อมเครื่องดื่มยอดนิยมที่เรียกว่า ‘jungle juice’ ซึ่งเป็นการผสมเหล้าราคาถูกหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน

 

“สมัยก่อนฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็น ‘สัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจถดถอย’ คิดว่าเป็นแค่เทรนด์ธรรมดา” M.A. Lakewood นักเขียนจากนิวยอร์กเล่า “แต่ตอนนี้สัญญาณเห็นชัดเจนมาแต่ไกลเลย”

 

อย่างไรก็ตาม คนจนรุ่นเก่ากำลังพบว่าเคล็ดลับประหยัดสมัยก่อนบางอย่างใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคเงินเฟ้อพุ่งสูง Kimberly Casamento ที่ทำซีรีส์สอนทำอาหารจากตำราปี 2009 พบว่าค่าใช้จ่ายของเมนูประหยัดเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้น 100-150% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเหมือนเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

“ทุกอย่างในชีวิตแพงจนแทบไม่มีใครอยู่รอด” Casamento บอก “แค่ประหยัดค่าอาหารได้ 5 ดอลลาร์สหรัฐก็นับเป็นชัยชนะแล้ว”

 

Megan Way รองศาสตราจารย์ที่ Babson College ผู้ศึกษาเศรษฐศาสตร์ครอบครัว อธิบายว่านี่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากผู้อื่นในช่วงไม่มั่นคง 

 

“การแบ่งปันความรู้อาจสร้างความแตกต่างในความรู้สึกว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างเตรียมพร้อม สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือความหวาดกลัวแบบไร้ทิศทาง”

 

แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน Way ระบุว่าวิกฤตในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2008 ตรงที่ไม่มีปัญหาหนี้เสียที่จุดประกายวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่ความไม่แน่นอนกลับมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ หรือนโยบายภายในประเทศ

 

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี บ่งชี้ว่าความวิตกกังวลกำลังพุ่งสูง Lukas Battle ผู้สร้างวิดีโอล้อเลียนเรื่องการหย่าร้างช่วง Great Recession พบว่าคอมเมนต์เต็มไปด้วยคนที่พ่อแม่เพิ่งแยกทาง “กำลังเกิดคลื่นลูกที่สองของการหย่าร้างในขณะนี้” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา

 

แม้กระทั่งวงการบันเทิงก็สะท้อนความคล้ายคลึงกับยุค 2008 การเต้น flashmob กลับมาฮิตอีกครั้ง Disney รีบูตการ์ตูน Phineas and Ferb ที่ดังในช่วงนั้น และศิลปินยุค 2008 อย่าง Miley Cyrus, Lady Gaga และ Katy Perry ก็กลับมาปล่อยเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2025

 

“เพลงเหล่านี้เหมือนเป็นใบอนุญาตที่ทำให้เราหลุดพ้นและได้รู้สึกดีสักพัก” Sills อธิบาย “ไม่ใช่ว่าเราหนีปัญหา แต่เป็นการหาช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองท่ามกลางความยากลำบาก”

 

ในขณะที่ประเทศเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ การถ่ายทอดบทเรียนจาก ‘คนจนรุ่นเก่า’ ไปสู่ ‘คนจนรุ่นใหม่’ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นที่มีค่าในการรับมือกับพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว



ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดความเหลื่อมล้ำด้าน ‘การเข้าถึงการศึกษา’ ของเด็กไทย คนยากจนเข้าเรียน ป.ตรี ได้แค่ 6% ต่างกับคนรวยเรียนต่อ ป.ตรี ได้ถึง 71% https://thestandard.co/education-gap-in-thailand/ Sat, 11 Jan 2025 03:35:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1029253

‘ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเ […]

The post เปิดความเหลื่อมล้ำด้าน ‘การเข้าถึงการศึกษา’ ของเด็กไทย คนยากจนเข้าเรียน ป.ตรี ได้แค่ 6% ต่างกับคนรวยเรียนต่อ ป.ตรี ได้ถึง 71% appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง’ เป็นคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบให้กับเด็กไทย อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลจากสภาพัฒน์และ TDRI ชี้ว่า ‘ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับโอกาสนั้น’ และแม้จะเป็นเด็กไทย ‘เหมือนกัน’ แต่กลับมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ‘ต่างกัน’

 

ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุในบทความ ‘เด็กไทยในคำขวัญ จะไม่เป็นแค่ฝัน ต้องปรับระบบการศึกษา’ โดยชี้ให้เห็นว่า ตามข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แสดงให้เห็นว่า

 

กลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุด หรือกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูงสุด 10% ของประชากรไทย เข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (รวม ปวช.) ได้ 83% และระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) 71%

 

ขณะที่กลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุด หรือกลุ่มที่มีกำลังจ่ายน้อยที่สุด 10% ของประชากรไทย เข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (รวม ปวช.) ได้ 46% และระดับปริญญาตรี (รวม ปวส.) 6% เท่านั้น 

 

นอกจากนี้ การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น พิพิธภัณฑ์, หอศิลปะ, ศูนย์ฝึกอาชีพ และห้องสมุด ก็ยังเป็นอุปสรรคเช่นกัน จากการสำรวจโดย ‘คิด for คิดส์’ พบว่า เยาวชนไทยอายุ 15-25 ปี กว่า 40% ไม่เคยไปแหล่งเรียนรู้เหล่านี้

 

เด็กไทยขาดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง-ปรับตัวไม่ดี

 

ในหมู่เด็กที่เข้าถึงโอกาสเองก็ยังขาดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ซึ่งสะท้อนผ่านผลสำรวจนักเรียนไทยอายุ 15 ปี จากผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) 2022 ที่มีทั้งหมด 81 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วม พบว่า

 

  • 45% ไม่มั่นใจในการวางแผนการบ้านด้วยตนเอง (อันดับ 5 จากท้าย)
  • 50% ไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากอินเทอร์เน็ต (อันดับ 7 จากท้าย)
  • 55 % ไม่สามารถประเมินคุณภาพข้อมูลที่ค้นพบได้ (อันดับ 6 จากท้าย)

 

สำหรับในด้านการปรับตัว มีเด็กไทยกว่าครึ่งที่รู้สึกว่าตนเองปรับตัวไม่ดีเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์เปลี่ยนแปลง (PISA 2018) ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่ต้องพัฒนาเพื่อเตรียมเด็กไทยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

TDRI เสนอแนวทางเปลี่ยนระบบการศึกษา 4 ประการ

 

ทัฬหวิชญ์ยังเสนอแนะแนวทางเปลี่ยนระบบการศึกษา 4 ประการ ดังนี้

 

  1. ปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานให้บ่อยครั้งขึ้น หลักสูตรแกนกลางฯ ถูกบังคับใช้มาเกือบ 17 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลานาน จึงควรมีการปรับหลักสูตรให้มีเป้าหมายการเรียนรู้ที่ทันสมัย โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เกิด ‘สมรรถนะ’ ที่จำเป็น อย่างการปรับตัว การเรียนรู้ด้วยตนเอง และทักษะดิจิทัล ขณะเดียวกันควรมีการทบทวนหลักสูตรอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยทุก 6 ปี เพื่อให้หลักสูตรยังสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก

 

  1. เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ และการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้นอกระบบ รัฐควรลงทุนเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยอาจยึดแนวทาง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นชุดนโยบายเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน ทั้งการเปิดโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School) เป็นพื้นที่กิจกรรม การร่วมมือกับภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ในการพัฒนาและจัดกิจกรรมที่ห้องสมุด หอสมุด สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ในชุมชน

 

  1. เร่งพัฒนาธนาคารหน่วยกิต ที่ช่วยให้ผู้เรียนสะสมผลลัพธ์การเรียนรู้จากทุกโอกาส และนำมาใช้เป็นใบเบิกทางในการศึกษาต่อ ซึ่งควรได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศแนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตแล้ว ถือได้ว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกในการผลักดันแนวคิดนี้อย่างจริงจัง

 

  1. ปรับบทบาทครูสู่ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้สนับสนุน และกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน โดยทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (Facilitate) และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย นำพานักเรียนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เช่น การนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับปัญหาจริงนอกห้องเรียน ระบบการผลิต พัฒนา และการคัดเลือกครู โดยครูควรถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบทบาทใหม่นี้

 

“เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของหนทางที่จะช่วยให้เด็กไทยมีโอกาสเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังทำให้ ‘ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง’ เกิดขึ้นกับเด็กไทยทุกคนตามคำขวัญวันเด็กในปีนี้” ทัฬหวิชญ์ระบุ

 

อ้างอิง:

The post เปิดความเหลื่อมล้ำด้าน ‘การเข้าถึงการศึกษา’ ของเด็กไทย คนยากจนเข้าเรียน ป.ตรี ได้แค่ 6% ต่างกับคนรวยเรียนต่อ ป.ตรี ได้ถึง 71% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พันธกิจใหม่ World Bank สร้างโลกน่าอยู่-ไร้คนจน แม้แนวโน้มจนเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน | Marrakech 2023 https://thestandard.co/morning-wealth-14102023/ Sat, 14 Oct 2023 07:28:58 +0000 https://thestandard.co/?p=854622

อัปเดตจากงาน Marrakech 2023 World Bank Group – IM […]

The post ชมคลิป: พันธกิจใหม่ World Bank สร้างโลกน่าอยู่-ไร้คนจน แม้แนวโน้มจนเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน | Marrakech 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

อัปเดตจากงาน Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings วันที่ 5 (13 ตุลาคม 2566) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก กับไฮไลต์สำคัญ

 

วิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ของธนาคารโลก Ajay Banga และโอกาสและความหวังของ Next Generation โดย Kristalina Georgieva บนเวที 2023 Annual Meetings Plenary

 

สรุปเวที Debate on the Global Economy

 

ปิดท้ายด้วยสรุปประเด็นสำคัญจากเวที The Regional Economic Outlook ในส่วนของเอเชียแปซิฟิก

 

ติดตามไฮไลต์งาน Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ในรายการ Morning Wealth และทุกช่องทางของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: พันธกิจใหม่ World Bank สร้างโลกน่าอยู่-ไร้คนจน แม้แนวโน้มจนเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน | Marrakech 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกเผย แม้ ‘คนจน’ ของไทยจะน้อยลง แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง โดยเฉพาะใน ‘ชนบท’ พบอัตราความยากจนในภาคใต้และอีสานสูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ย https://thestandard.co/thailand-poverty-2563/ Tue, 25 Oct 2022 04:39:54 +0000 https://thestandard.co/?p=699639

รายงานการวิเคราะห์รายได้ในชนบท-โอกาสและความท้าทายของเกษ […]

The post ธนาคารโลกเผย แม้ ‘คนจน’ ของไทยจะน้อยลง แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง โดยเฉพาะใน ‘ชนบท’ พบอัตราความยากจนในภาคใต้และอีสานสูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานการวิเคราะห์รายได้ในชนบท-โอกาสและความท้าทายของเกษตรกร (Rural Income Diagnostic-Challenges and Opportunities for Rural Farmers) ของธนาคารโลก พบว่า ประเทศไทยมีความคืบหน้าในการลดความยากจนจาก 58% ในปี 2533 เป็น 6.8% ในปี 2563 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม 79% ของคนยากจนยังคงอยู่ในพื้นที่ชนบท และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม 

 

รายงานวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่า การลดความยากจนของประเทศไทยชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยความยากจนเพิ่มขึ้นในปี 2559, 2561 และ 2563 สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง รายได้จากภาคการเกษตรและภาคธุรกิจที่ซบเซา 

 

และวิกฤตโควิดในปี 2563 อัตราความยากจนในพื้นที่ชนบทสูงกว่าในเขตเมืองมากกว่า 3% และจำนวนคนจนในชนบทมีจำนวนมากกว่าคนจนในเมืองเกือบ 2.3 ล้านคน การกระจายความยากจนยังมีความแตกต่างในแต่ละภูมิภาค โดยอัตราความยากจนในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงเป็น 2 เท่าของอัตราความยากจนเฉลี่ยของประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


“ประเทศไทยมีศักยภาพในการสนับสนุนครัวเรือนในชนบทให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยั่งยืน” ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว “ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังปรับตัวให้เข้ากับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) หลังการระบาดของโควิด มาตรการเชิงนโยบายที่เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การสนับสนุนการเพาะปลูกพืชผลที่มีความหลากหลายและมีมูลค่าสูง การปรับปรุงการเข้าถึงตลาดผ่านการเชื่อมต่อในพื้นที่ชนบทที่ดีขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ จะสามารถแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ที่คนยากจนในชนบทต้องเผชิญได้”

 

จากการศึกษาพบว่า การระบาดใหญ่ของโรคโควิดได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อยู่ในเขตเมืองอย่างรุนแรง เนื่องมาจากมาตรการที่จำกัดการเคลื่อนย้าย การปิดกิจการ และการเลิกจ้างงาน อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในเมืองจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่ผลกระทบของวิกฤตที่มีต่อเศรษฐกิจในชนบทจะยังคงมีผลอยู่อย่างยาวนานขึ้น ผลการสำรวจทางโทรศัพท์เพื่อติดตามสถานการณ์โรคโควิดของธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า 70% ของครัวเรือนในชนบทมีรายได้ลดลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563

 

การวิเคราะห์ยังพบว่า ในปี 2562 ประเทศไทยมีอัตราความไม่เท่าเทียมกันของรายได้สูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ด้วยค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) ที่ 43.3% โดยครัวเรือนในชนบทมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 68% ของครัวเรือนในเขตเมือง หลายครัวเรือนในชนบทยังคงขาดการศึกษา มีผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงจำนวนมาก และมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก

 

นาเดีย เบลฮัจ ฮัสซีน เบลกิธ นักเศรษฐศาสตร์ความยากจนของธนาคารโลก กล่าวว่า มาตรการด้านนโยบายที่มีความเชื่อมโยงหลากหลายมิติเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ จะมีความสำคัญต่อการสนับสนุนครัวเรือนในชนบท เกษตรกรส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อยและขาดทักษะทางดิจิทัล อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรสูงอายุ

 

“ดังนั้นการสร้างทักษะให้เกษตรกรที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่อีกด้วย”

 

ภาพ: Pipat Yapathanasap / Shutterstock

The post ธนาคารโลกเผย แม้ ‘คนจน’ ของไทยจะน้อยลง แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง โดยเฉพาะใน ‘ชนบท’ พบอัตราความยากจนในภาคใต้และอีสานสูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนดุสิตโพลเผย ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่ารัฐไม่น่าจะแก้ปัญหาคนจนได้ นักวิชาการชี้ ที่บอกว่าคนจนจะหมดไปยังไม่เห็นผลชัดเจน https://thestandard.co/poll-poor-people-problem/ Sun, 09 Oct 2022 03:26:12 +0000 https://thestandard.co/?p=693292 ปัญหาคนจน

วันนี้ (9 ตุลาคม) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจ […]

The post สวนดุสิตโพลเผย ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่ารัฐไม่น่าจะแก้ปัญหาคนจนได้ นักวิชาการชี้ ที่บอกว่าคนจนจะหมดไปยังไม่เห็นผลชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาคนจน

วันนี้ (9 ตุลาคม) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,067 คน ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2565 พบว่า ณ วันนี้รายได้ของประชาชนไม่เพียงพอกับรายจ่าย ร้อยละ 54.54 เพียงพอกับรายจ่าย ร้อยละ 45.46

 

โดยสินค้าที่คิดว่า ‘แพง’ เกินกว่าที่จะรับได้ อันดับ 1 คือ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ร้อยละ 82.96 รองลงมาคือ ค่าน้ำ ค่าไฟ ร้อยละ 71.19

 

สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการคือ ควบคุมราคาสินค้า ลดราคาสินค้า ร้อยละ 85.73 ลดภาษีน้ำมัน ร้อยละ 68.43

 

กรณี ‘คนจน’ เพิ่มเป็น 20 ล้านคน มองว่าเพราะของแพงทำให้คนมีเงินไม่พอใช้ ร้อยละ 80.38 รองลงมาคือ คนตกงานมากขึ้น ไม่มีรายได้ ร้อยละ 74.72

 

สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อช่วยเหลือคือ สร้างโอกาส สร้างรายได้ เน้นการพึ่งตนเองได้ในระยะยาว ร้อยละ 78.32 รองลงมาคือ ควรแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ร้อยละ 77.19

 

ในภาพรวมประชาชนคิดว่ารัฐบาลไม่น่าจะแก้ปัญหา ‘คนจน’ ได้ ร้อยละ 77.32 ส่วนปัญหา ‘ของแพง’ ก็ไม่น่าจะแก้ไขได้เช่นกัน ร้อยละ 59.23

 

จากผลการสำรวจเชิงลึกพบว่า กลุ่มอาชีพที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 3 อันดับแรกคือ กลุ่มอาชีพรับจ้าง รองลงมาคือ นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนทำธุรกิจส่วนตัวและค้าขาย อาจเป็นเพราะทั้งสามกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำที่แน่นอน จึงเกิดปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยปัญหาของแพงเข้ามากระทบต่อการใช้จ่ายประชาชนเป็นอย่างมาก คนมีเงินไม่พอใช้ ช่วงโควิดยิ่งทำให้เกิดภาวะตกงาน ว่างงาน ต้องหยิบยืมมาใช้จ่าย ทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น อัตราคนจนหรือคนรายได้น้อยก็เพิ่มสูงขึ้น เสียงสะท้อนจากผลโพลจึงต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระของประชาชนโดยเร็ว

 

ผศ.ดร.จิตต์วิมล คล้ายสุบรรณ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ในปัจจุบันประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน ทำให้คนตกงานมากขึ้น ไม่มีรายได้ หรือบางคนถูกลดเงินเดือน จึงส่งผลให้คนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็หมายถึงมีจำนวนคนจนมากขึ้นนั่นเอง เมื่อ ‘รายได้น้อยลง’ แต่ ‘ของแพงขึ้น’ จึงทำให้เงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน จากปัญหาถึงแม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนอยู่หลายโครงการ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะการวางแผนในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ เป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน โดยสิ่งสำคัญจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับเปลี่ยนกลไกและวิธีการในการแก้ไขปัญหาให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน และสำหรับความตั้งใจของรัฐบาลที่ว่า ‘30 กันยายน 2565 คนจนจะหมดไป’ ณ วันนี้ก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่จะต้องหาวิธีการแก้จนกันต่อไป

 

ภาพ: Plus Seven

The post สวนดุสิตโพลเผย ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่ารัฐไม่น่าจะแก้ปัญหาคนจนได้ นักวิชาการชี้ ที่บอกว่าคนจนจะหมดไปยังไม่เห็นผลชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ: ความท้าทายของคนจนเมืองกับการพัฒนาเมือง https://thestandard.co/railway-life/ Mon, 03 Oct 2022 13:42:56 +0000 https://thestandard.co/?p=690442 เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลงนามในสัญญาก่อสร้าง […]

The post เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ: ความท้าทายของคนจนเมืองกับการพัฒนาเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา กับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 การรถไฟในฐานะเจ้าของที่ดินได้เริ่มต้นดำเนินการเตรียมความพร้อมในส่วนของพื้นที่โครงการเพื่อส่งมอบให้ทางบริษัท ด้วยการเรียกคืนพื้นที่จากประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบทางรถไฟในหลายภาคส่วน นำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจนถึงปัจจุบัน

 

ชุมชนริมทางรถไฟเหล่านี้มักตั้งอยู่บนที่ดินส่วนขนานเส้นทางเดินรางรถไฟ มีผู้คนเข้าไปปลูกสร้างบ้านเรือนขนาดเล็กเรียงรายมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจนเมือง ชนชั้นแรงงาน และบางส่วนเป็นอดีตกลุ่มคนทำงานใน รฟท.

 

ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการรถไฟลงไปสำรวจพื้นที่ในชุมชนโดยรอบที่อยู่ในแผนการพัฒนาพื้นที่ เช่น พื้นที่บริเวณทางรถไฟมักกะสัน ในเดือนมกราคม 2563 รฟท. ออกประกาศให้ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 6 เดือน เมื่อสมาชิกชุมชนทราบข่าว พวกเขาได้ยกประเด็นข้อกังวลในเรื่องการย้ายที่อยู่อาศัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วงเวลาการดำเนินการที่กระชั้นชิด หรือปัจจัยด้านการเงินที่ไม่เพียงพอต่อการเคลื่อนย้ายแหล่งอาศัย กอปรกับวิกฤตการณ์โควิด ทำให้ประเด็นการย้ายออกถูกพักไปก่อน และในระหว่างนั้นก็มีการพูดคุยระหว่างชาวบ้าน การรถไฟ และกระทรวงคมนาคม เพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นระยะ เช่น ประเด็นพื้นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ การชะลอการย้ายออก ฯลฯ โดยทาง รฟท. ได้แจ้งเอาไว้ว่าจะไม่มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้อยู่อาศัยบนพื้นที่ริมทางรถไฟแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม ถัดจากการสำรวจครั้งแรกราว 1 ปี ในเดือนมีนาคม 2564 หมายบังคับคดีบุกรุกและขับไล่ออกจากพื้นที่จากศาลอาญา ถูกนำมาติดประกาศไว้ที่หน้าบ้านของสมาชิกชุมชนริมทางรถไฟ มีเนื้อหาใจความให้พวกเขาต้องย้ายออกจากพื้นที่ในทันที ชาวบ้านจึงแจ้งกลับไปถึงการพูดคุยก่อนหน้าที่มีการระบุเอาไว้ว่าจะไม่มีการดำเนินคดี รวมถึงอธิบายเงื่อนไขและปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ในขณะนั้น โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถย้ายออกเพราะไม่มีที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ไม่มีที่พักรองรับ และยื่นข้อเรียกร้องให้ทางรัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย

 

บทสรุปของการหารือร่วมกันในครั้งนี้คือ การเคหะแห่งชาติเป็นผู้ดูแลสรรหาพื้นที่และเตรียมที่จะปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในรูปแบบของอาคารสูงบริเวณซอยหมอเหล็ง รวมถึงมีการตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งในการก่อสร้างที่ทางชาวบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบ

 

แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงในส่วนของบ้านพักแห่งใหม่ แต่ข้อพิพาทระหว่าง รฟท. กับชุมชนก็ยังไม่คลี่คลายทั้งหมด เพราะทาง รฟท. ยังคงต้องการให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ในทันที และยังดำเนินคดีกับสมาชิกชุมชนต่อไป

 

ข้อมูลในปี 2565 ระบุว่า ชาวบ้านบางส่วนได้ย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้ว ในขณะที่บางส่วนยังปักหลักอยู่ เพื่อรอที่จะบรรลุข้อตกลงในการย้ายถอนและก่อสร้างที่พักอาศัยแห่งใหม่ให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พักอาศัยในระหว่างการก่อสร้างที่ทางสมาชิกชุมชนยื่นหลายข้อเสนอไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการขอเช่าพื้นที่เดิมที่อาศัยอยู่ไปก่อน หรือหาก รฟท. ปฏิเสธให้เช่าพื้นที่สำหรับที่อยู่ชั่วคราว ก็ขอให้ชะลอการรื้อถอน

 

ชุมชนริมทางรถไฟเป็นหนึ่งในประเด็นทางสังคมเมืองหลวงที่ผ่านการถกเถียงมานับครั้งไม่ถ้วน บางกลุ่มคนในสังคมก็ยกประเด็นว่าคนเหล่านี้คือคนชุบมือเปิบ เข้ามาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ตนเองไม่ใช่เจ้าของ บางกลุ่มก็ยกประเด็นในส่วนของการจัดสรรพื้นที่ในเมืองหลวงที่ไม่มีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น แล้วในมุมมองทางวิชาการ ชุมชนคนเมืองสามารถอธิบายความเป็นมาและความท้าทายในการจัดการเพื่อพัฒนาเมืองได้อย่างไรบ้าง

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

การเติบโตของเมือง แรงงาน และการจับจองพื้นที่ว่างเปล่า 

ข้อพิพาทระหว่างชุมชนเมือง หรือคำที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่าสลัม กับรัฐหรือเจ้าของที่ดิน ในหลายครั้งมักเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของที่ดินตามกฎหมายต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ หากพบว่าบนที่ดินว่างเปล่าไร้กิจกรรมเป็นเวลานานมีกลุ่มผู้คนปลูกสร้างเรือนอยู่อาศัยเอาไว้แล้ว เพื่อให้ตนเองหรือองค์กรสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์บนพื้นที่นั้นได้ ก็จะมีการดำเนินการทางกฎหมาย นำไปสู่กระบวนการขับไล่ออกจากพื้นที่

 

เมื่อเกิดการขับไล่ ความคิดเห็นโดยกว้างสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งให้เหตุผลว่า การขับไล่เป็นเรื่องที่ชอบแล้ว เพราะคนจนเมืองไปยึดเอาพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของคนอื่นมาใช้ประโยชน์ ส่วนอีกฝั่งมองว่า ในเมื่อพื้นที่เหล่านี้ถูกทิ้งร้างจากเจ้าของทางกฎหมายเป็นเวลานาน ไม่ได้มีการใช้งานพื้นที่ ก็ควรตั้งประเด็นเรื่องของการใช้ประโยชน์บนที่ดินเอามาพิจารณาเช่นกัน

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มาพร้อมกับการไล่คือ ผู้อยู่อาศัยเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ยอมโยกย้ายออกจากพื้นที่ที่ตนไม่มีสิทธิ์ หากไม่ได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นว่าผู้คนเหล่านี้เป็นใคร เหตุใดจึงเลือกยึดเอาที่ดินของผู้อื่นเป็นที่อยู่อาศัย แล้วทำไมจึงไม่ยอมย้ายออก  

 

ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคนจนเมืองและคนไร้บ้าน อธิบายว่า การเกิดขึ้นของชุมชนเมืองหรือสลัมในประเทศกำลังพัฒนาจะต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วในแง่ที่ว่า การเกิดขึ้นของเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศในทวีปยุโรป ส่วนมากเมืองเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ดึงแรงงานเข้าสู่เขตเมือง และแรงงานเหล่านี้ล้วนเป็นแรงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ (Skilled Labor) เช่น การคุมเครื่องจักร การเย็บผ้า และงานที่พบเห็นได้ในโรงงานอุตสาหกรรม แตกต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนาที่เมืองมักไม่ได้ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เป็นแรงงานนอกภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการจ้างงานที่ไม่เป็นทางการ แต่ต้องการแรงงานจำนวนมาก เช่น งานแบกหาม รับจ้างทั่วไป เป็นต้น

 

เมื่อเมืองต้องการแรงงานก็ทำให้คนต่างจังหวัดจำนวนมากเข้ามาหาโอกาสในการทำงานในเมือง โดยแรงงานส่วนมากที่เข้ามาในเมืองในยุคนั้นเป็นแรงงานที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงนัก เมื่อการศึกษาไม่สูงก็มักจะได้ทำงานที่ใช้แรงงานหรืออยู่ในภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นแรงงานนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ได้รับรายได้ ค่าแรง ค่าจ้าง ต่ำกว่าแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นทางการ

 

และเมื่อแรงงานเหล่านี้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองก็จำเป็นต้องแสวงหาที่อยู่อาศัย หากด้วยข้อจำกัดในช่วงก่อร่างสร้างตัวและการหารายได้ ทำให้ตัวเลือกในการหาบ้านไม่ได้มีมากนัก ส่วนมากพวกเขามักเริ่มต้นจากการสำรวจที่ดินรกร้างว่างเปล่าและใกล้แหล่งงานที่สะดวกต่อการเดินทาง คนเหล่านี้จึงได้เลือกจับจองที่ดินรกร้างเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ 

 

หรือในบางกรณีชาวบ้านที่เข้ามาอยู่ก็เป็นชาวบ้านที่เคยเช่าห้องหรือเช่าที่ดินบริเวณนั้นอยู่ แต่เมื่อเมืองพัฒนาขึ้น เจ้าของที่ดินเดิมก็เลือกขายที่ดินแปลงเหล่านั้นให้กับกลุ่มผู้มีความพร้อมในการลงทุนที่มักจะนำที่ดินเหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น ตึกที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า พื้นที่คอมเพล็กซ์ เป็นต้น เมื่อคนเหล่านี้ไม่สามารถอาศัยอยู่บนพื้นที่เดิม ก็กลายเป็นคนไม่มีที่อยู่ จึงต้องขยับมาเริ่มต้นใหม่พื้นที่ว่างเปล่าที่ใกล้กับที่ดินเดิม

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

ไม่ใช่ผู้บุกรุก แต่คือผู้บุกเบิก

สำหรับปรากฏการณ์การเข้าใช้พื้นที่รกร้างเป็นที่อยู่อาศัยจนเกิดเป็นพื้นที่ชุมชนเมืองของแรงงานที่ย้ายถิ่นฐาน สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ ชุมชนแออัดหรือสลัมในกรุงเทพมหานครไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดมานานแล้ว เนื่องจากในอดีตที่ดินจำนวนมากเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาก่อน ในยุคที่ประชากรในกรุงเทพฯ มีไม่กี่แสนคน ที่ดินจำนวนมากถูกทิ้งเอาไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์มานาน 30-40 ปี เช่น ที่ดินบริเวณท่าเรือคลองเตย ที่ดินบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมรอบกรุงเทพฯ ย่านบ่อนไก่ มักกะสัน รวมถึงที่ดินของการรถไฟ

 

บุญเลิศอธิบายต่อไปว่า ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจคนจนเมืองคือ เรามักมองว่าคนเหล่านี้เป็น ‘ผู้บุกรุกพื้นที่’ เข้าไปยึดเอาทรัพยากรของคนอื่นมา

 

“คำว่าบุกรุกนี้เป็นปัญหามาก มันให้ภาพเหมือนกับว่าชาวบ้านบุกเข้าไปตัดรั้ว พังประตู แล้วเข้าไปตั้งชุมชน แต่จริงๆ แล้วที่ดินเหล่านี้ในอดีตเป็นที่ดินรกร้างมา 50-60 ปี ไม่มีการใช้ประโยชน์”

 

จากพื้นที่ทิ้งร้างที่ไม่ได้รับการดูแล จนเกิดเป็นภาพป่ากลางเมืองขนาดย่อม ชาวบ้านเหล่านี้คือคนที่เข้าไปหักร้างถากพง ไปพัฒนาพื้นที่หยุดนิ่งไม่ได้รับการเหลียวแลให้เกิดการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ทำให้พื้นที่เกิดการใช้ประโยชน์ เมื่อเกิดการใช้งาน ที่ดินเหล่านี้จึงมีราคาขึ้นมา

 

เพราะเมื่อคนจนเมืองเข้ามาอาศัยอยู่ เกิดการรวมตัวเป็นชุมชน นำไปสู่กลไกการเกิดขึ้นของตลาดเพื่อค้าขายภายในกลุ่มสมาชิก เกิดเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจขึ้นมา โดยที่ทางเจ้าของที่ดินดั้งเดิมจำนวนไม่น้อยเมื่อทราบว่ามีการเกิดขึ้นและขยายตัวของชุมชน ก็ปล่อยให้คนเหล่านี้อยู่อาศัยและสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจโดยไม่เข้าไปดำเนินการแสดงความเป็นเจ้าของ

 

เจ้าของที่ดินบางรายอาจหากำไรจากการปล่อยให้เช่าพื้นที่ตลาดเสียด้วยซ้ำ โดยที่ตนไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างตลาดขึ้นมาในคราวแรก และเมื่อถึงวันหนึ่งที่ที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้นมาก ก็เริ่มเล็งเห็นขึ้นการเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ด้วยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ก็เริ่มขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่

 

ด้วยมุมมองการสร้างชุมชน สร้างนิเวศเศรษฐกิจเมือง สร้างตลาด มุมนี้สิ่งที่คนจนเมืองทำคือ การพลิกฟื้นและเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน เพราะจากที่ดินที่เคยเป็นที่รกร้างมาหลายชั่วอายุคน หากไม่มีคนจนเมืองเข้าไปขยับการใช้งานก็อาจไม่มีการเพิ่มมูลค่าแต่อย่างใด พวกเขาจึงมองว่าตัวเองเป็นคนที่เข้าไปบุกเบิกพื้นที่

 

“พอคนจนเมืองเข้าไปอยู่อาศัย ก็เกิดชุมชน เกิดการทำมาค้าขาย เกิดแหล่งงาน เกิดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ ทำให้ที่ดินตรงนี้มีราคาขึ้นมา พอที่ดินเหล่านี้มีราคา การรถไฟจึงเริ่มเห็นประโยชน์ เห็นศักยภาพทางธุรกิจ จึงเริ่มมีโครงการพัฒนาออกมา แล้วก็เริ่มขับไล่ผู้คนออกไป เพื่อนำพื้นที่มาพัฒนาต่อหรือปล่อยให้เอกชนรายใหญ่เข้ามาเช่าต่อ”

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

ที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงาน 

เมื่อมีแผนการพัฒนาการใช้ที่ดิน ไม่ว่าจะโดยฝั่งของเจ้าของพื้นที่ตามกฎหมายหรือว่ากลุ่มเอกชนที่รับช่วงเข้ามาเพิ่มมูลค่าที่ดินต่อ ย่อมตามมาด้วยขั้นตอนการขับไล่ผู้อยู่อาศัยเดิมออกจากพื้นที่ 

 

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอในการย้ายที่อยู่ของคนจนเมืองคือ รัฐมักเสนอทางออกในการแก้ปัญหาด้วยการวางแผนสร้างที่อยู่อาศัยให้ใหม่ ทว่าส่วนมากเขตที่ตั้งของที่ดินผืนใหม่ที่รัฐจัดสรรให้มักอยู่ห่างไกลจากพื้นที่เดิมมากเป็นระยะทางกว่า 50-60 กิโลเมตร และทุกครั้งที่มีข้อเสนอดังกล่าว ชาวบ้านมักจะบอกว่า แต่ละคนไม่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยได้ เพราะถ้าย้ายไปจะไม่มีงานทำ ไม่สามารถหางานใหม่ได้ 

 

เพราะเหตุใดเรื่องการเดินทางจึงเป็นปัจจัยใหญ่สำหรับคนจนเมือง?

 

บุญเลิศอธิบายว่า ประเด็นการเดินทางจากบ้านพักอาศัยไปยังแหล่งงานของคนจนเมืองเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ เหตุผลว่าทำไมการมีที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานสำหรับคนจนเมืองนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแหล่งงานสำหรับคนจนเมืองส่วนมากนั้นอยู่ในพื้นที่เมือง อย่างงานแม่บ้านในห้างสรรพสินค้า งานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เอกชน งานค้าขายแผงลอยในพื้นที่ชุมชน หากต้องย้ายออกจากเมืองไปอยู่ชานเมือง การเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองให้ทันเวลาเข้างานนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะการขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึงพื้นที่ห่างเมืองเหล่านั้น และพวกเขาไม่มีกำลังในการซื้อรถส่วนตัว ต่างจากชนชั้นกลางที่มีความสามารถในการเข้าถึงขนส่งสาธารณะและมีรถส่วนตัว 

 

หากจะให้ไปหางานใหม่บริเวณนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เช่น จะขายของหาบเร่แผงลอยก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีพื้นที่ขาย ไม่มีแหล่งลูกค้า จะขับวินมอเตอร์ไซค์ก็ทำไม่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่ล้วนมีกลุ่มเจ้าถิ่นจับจองอยู่ก่อนแล้ว

 

“เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจใหม่คือ เราเอาเส้นความยากจนมาวัดคนจนเมืองไม่ได้ เราเห็นหลายคนที่รายได้แต่ละเดือนอาจจะไม่ได้ต่ำมาก อาจจะมีหลักหมื่นขึ้น แต่ต้นทุนการใช้ชีวิตในเมืองมันแพงมาก ข้าวของทุกอย่าง สินค้าอุปโภคบริโภคแพงกว่าที่อื่น แล้วถ้าเขาต้องไปอยู่นอกเมือง เสียค่ารถเข้ามาอีก เสียเวลาเพิ่มอีก มันไม่มีทางอยู่ได้

 

“ไม่ต้องคิดว่าคนจนเมืองก็ได้ มองแค่นักศึกษามหาวิทยาลัย นักศึกษาแต่ละคนตอนเรียนอาศัยอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง เงินแต่ละเดือนได้จากที่บ้านอาจจะประมาณหมื่นกว่าๆ ไม่ถึงหมื่น ก็อยู่กันได้ แต่พอจบปุ๊บ หลายคนก็มาเล่าให้ผมฟังแล้วว่าเครียดมาก เพราะต้องหาที่อยู่ใกล้ที่ทำงาน หรือถ้าอยู่ไกลจากที่ทำงานค่าเดินทางก็แพงมาก เงินเดือน 15,000 ไม่พอแน่ๆ แต่ละคนก็ต้องพยายามหามากขึ้นหน่อยเป็น 18,000 ซึ่งก็หายากมากเหมือนกัน” 

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

ทำไมต้องรางรถไฟ

สำหรับในส่วนของชุมชนเมืองแออัดหรือสลัม เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าสมาชิกของชุมชนพิจารณาเรื่องปัจจัยในด้านการเดินทางไปทำงานที่สะดวก หากเมื่อกล่าวถึงชุมชนริมทางรถไฟ หนึ่งในคำถามคงไม่พ้นคือ ทำไมผู้คนจึงเลือกมาอาศัยขนานกับพื้นที่เสี่ยงอันตรายและเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกคึกโครมยามรถไฟขับผ่าน

 

บุญเลิศเริ่มต้นให้ข้อมูลในส่วนนี้ว่า ปรากฏการณ์ที่คนจนเมืองมาอยู่ในพื้นที่ของรถไฟนั้นไม่ได้มีแค่ประเทศไทย แต่ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากล้วนมีผู้คนอาศัยอยู่ริมทางรถไฟและมีปัญหาพิพาทกับรัฐเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นในอินเดียหรือฟิลิปปินส์ที่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วก็มีการไล่รื้อชุมชนริมทางรถไฟในมะนิลาไปกว่า 10,000 ครัวเรือน ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นรางรถไฟก็คือ ในยุคก่อนพื้นที่รกร้างมักเป็นพื้นที่ริมทางรถไฟ และพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้ถูกเจ้าของพื้นที่พัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างยาวนาน

 

สาเหตุที่พื้นที่ริมทางรถไฟมักจะเป็นพื้นที่รกร้าง เพราะว่าการรถไฟไม่ว่าจะที่ใดก็ตามมักเป็นผู้ที่ถือครองที่ดินเป็นจำนวนมาก เพื่อให้มาซึ่งสิทธิ์ในการสร้างรางรถไฟบนพื้นที่เหล่านั้น ในส่วนของประเทศไทยเอง รฟท. ถือครองที่ดินกว่า 2.3 แสนไร่ หากใช่ว่า รฟท. จะสร้างรางรถไฟบนพื้นที่นั้นจนเต็มพื้นที่ แต่เป็นลักษณะของการใช้ประโยชน์เพียงบางส่วนตามแผนเส้นการเดินทางที่วางไว้

 

เมื่อพื้นที่ถูกใช้งานเพียงบางส่วน กอปรกับ รฟท. เองไม่สามารถดูแลพื้นที่บริเวณริมทางรถไฟได้ครอบคลุมทุกสัดส่วน ส่วนที่ตัดผ่านเมืองหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในเมืองมักถูกทิ้งให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อไม่ได้รับการดูแลจากเจ้าของที่ดินตามกฎหมาย ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ และปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าขนาดใหญ่มาหลายสิบปี ก็มีคนเข้าไปจัดการพื้นที่ให้กลายเป็นส่วนอยู่อาศัยในเวลาต่อมา

 

นอกจากนี้ผู้เข้าไปอยู่อาศัยบางส่วนก็เป็นเหล่าแรงงานก่อสร้างทางรถไฟหรือว่ากลุ่มคนที่ทำงานให้กับ รฟท. มาก่อน ด้วยปัจจัยที่ว่า การอาศัยอยู่บนพื้นที่ริมทางรถไฟมีความสะดวกต่อการทำงาน

 

เช่น กรณีของชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน 

 

กรณีของชุมชนริมทางรถไฟมักกะสันนั้นเป็นภาพที่สะท้อนได้อย่างชัดเจนของข้อมูลทั้งสองชุดที่บุญเลิศได้เล่ามา ในกรณีแรกก็คือ ชาวบ้านเห็นว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า จึงได้เข้าไปจับจองก่อสร้างพัฒนาจนเป็นชุมชน เป็นที่อยู่อาศัย และในกรณีต่อมาคือส่วนหนึ่งผู้ที่มาอาศัยในพื้นที่ของ รฟท. บริเวณย่านมักกะสันก็เป็นลูกจ้างของ รฟท. เองที่เป็นแรงงานราคาถูก เป็นกรรมกรที่ทำไม้หมอนรถไฟ และเลือกเอาพื้นที่บริเวณที่ใกล้กับแหล่งงานของตนเป็นที่อยู่อาศัย หรือในบางกรณีที่ได้อยู่ในที่พักอาศัยของ รฟท. แต่เมื่อเกษียณอายุแล้วยังไม่มีที่อยู่อาศัย ก็เข้าไปอยู่อาศัยในชุมชนเหล่านี้แทน 

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

คนจนกับรางรถไฟ ปัญหาที่ไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ 

ปัญหาเรื่องชุมชนโดยรอบทางรถไฟนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแทบทุกหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศที่ต้องการการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากในการพัฒนาเมืองอย่างเร่งด่วน แต่ไม่ได้วางแผนรองรับผู้คนที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาเป็นแรงงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัย 

 

ณัฐวุฒิ กรมภักดี เจ้าหน้าที่กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ในแง่หนึ่ง รถไฟนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางอพยพย้ายถิ่นฐาน ในอดีตนั้นคนที่เข้ามาอยู่บริเวณริมทางรถไฟตามต่างจังหวัด มีทั้งคนที่อยู่ในบริเวณจังหวัดนั้นๆ ที่เดินทางเข้ามาในส่วนเมืองเพื่อหาพื้นที่และโอกาสทำกิน โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น

 

อย่างชุมชนรถไฟในภาคอีสานก็เกิดจากการที่ผู้คนรอบนอกจังหวัดที่เส้นทางรางรถไฟพาดผ่าน โยกย้ายถิ่นอาศัยขยับเข้ามาอยู่ใกล้กับเขตเมือง เพราะพวกเขารู้ว่าพื้นที่เมืองต้องการแรงงานในการสร้างทางรถไฟหรือว่าสร้างถนน ดังนั้นเมื่อเดินทางเข้ามาแล้ว ก็มาอาศัยอยู่ตามพื้นที่ที่ไม่มีคนจับจองอยู่ก่อนแล้ว

 

“รถไฟในภาคอีสานเริ่มมีความสำคัญขึ้นในช่วงสงครามเย็น สงครามเวียดนาม เพราะแถบภาคอีสานมีฐานทัพของอเมริกาอยู่หลายที่ อเมริกาก็ลงทุนสร้างถนนมิตรภาพ สร้างทางรถไฟไว้ขนของขนส่งจากกรุงเทพฯ คนที่เข้ามาทำงานแต่ก่อนก็เข้ามาทำรางรถไฟ ทำไม้หมอน ทำถนนมิตรภาพ แล้วด้วยความที่การรถไฟที่เยอะและไม่มีคนอยู่ คนก็เลยไปอยู่กัน”

 

ณัฐวุฒิได้อธิบายต่อว่า การเกิดขึ้นของชุมชนเมืองในบริเวณโดยรอบริมทางรถไฟในหัวเมืองใหญ่ๆ ช่วงแรกนั้นมีความคล้ายกับการเกิดขึ้นของชุมชนริมทางรถไฟในกรุงเทพฯ กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งงานจำนวนมาก เพราะลักษณะทั่วไปของสถานีรถไฟในหัวเมืองใหญ่ๆ นั้นจะเป็นพื้นที่ชุมชน มักจะมีตลาดขนาดใหญ่อยู่เพื่อขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดอื่นที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับรางรถไฟ 

 

ตลาดเหล่านี้เป็นแหล่งงานของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเป็นแรงงานแบกหาม ขนสินค้าต่างๆ ที่ขนส่งมากับรถไฟหรือรับจ้างในตลาด เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีที่อยู่ จึงจับจองเอาพื้นที่ที่รกร้างของการรถไฟเป็นที่อยู่อาศัย จากนั้นก็ชักชวนเพื่อนฝูงหรือญาติมิตรที่ถิ่นฐานของตนเข้ามาทำงานร่วมกัน หรือว่าย้ายมาอยู่ด้วยกันเป็นชุมชน 

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

ต่างพื้นที่ ปัญหาเดียวกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟในบริเวณภาคอีสานคือ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่และการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงต่อเนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาถึงหนองคาย โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบหลักจะกระจุกตัวอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ในพื้นที่ที่ทางรถไฟดังกล่าวตัดผ่าน ได้แก่ ชุมชนริมทางรถไฟในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย 

 

ณัฐวุฒิเล่าว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ดินรถไฟนั้นมีทั้งความเหมือนและความต่างกับปัญหาที่ดินของ รฟท. ในกรุงเทพฯ ความเหมือนคือ หลายชุมชนริมทางรถไฟในภาคอีสานเข้ามาอยู่อาศัยโดยไม่มีการเช่าที่กับการรถไฟ ชุมชนเหล่านี้จึงเป็นชุมชนที่มีความเสี่ยงในการโดนไล่รื้อมากที่สุด โดยที่อาจะไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เพียงแค่จังหวัดขอนแก่นจังหวัดเดียวอาจมีมากกว่า 20 ชุมชนที่จะพบกับปัญหาเหล่านี้ในอนาคต

 

และอีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาคือ เป็นชุมชนที่ได้เช่าที่กับทาง รฟท. โดยผ่านการเจรจาต่อรองในอดีต แต่โดยกฎหมายของ รฟท. เองไม่ได้มีการให้เช่าที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ทำให้สิ่งนี้ยังคงเป็นปัญหาอยู่ว่า ถ้าหากเกิดการไล่รื้อขึ้น ผู้คนในชุมชนจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ 

 

ณัฐวุฒิกล่าวถึงการบอกกล่าวและการเตรียมตัวในการไล่รื้อว่า “วิธีคิดของระบบราชการเป็นปัญหา เพราะจริงๆ แล้วปัญหาเหล่านี้มันแก้ไขและหาทางออกร่วมกันได้ รัฐสามารถจัดสรรที่อยู่ต่างๆ ให้กับคนย้ายไปอยู่ได้ แต่ส่วนมากรัฐจะขยับตัวช้า มักจะมาบอกกันในช่วงที่อีกไม่กี่เดือนก็จะต้องย้ายแล้ว ทำให้การเจรจาต่อรองเกิดขึ้นได้ยาก 

 

“เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเคยมีการไล่รื้อ โดยที่บอกกล่าวล่วงหน้าช้ามาก ทำให้คนส่วนหนึ่งต้องกลายไปหาห้องเช่าราคาถูกอยู่ กลายเป็นคนจนในห้องเช่าที่คุณภาพชีวิตแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ บางส่วนก็กลายเป็นคนไร้บ้านอย่างถาวรไปเลย” 

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

โอกาสที่ไม่เท่าเทียม

ฝั่งความแตกต่างของชุมชนริมทางรถไฟในต่างจังหวัดกับชุมชนริมทางรถไฟในกรุงเทพฯ ณัฐวุฒิเทียบในส่วนของขนาดชุมชน โดยเราอาจเห็นชุมชนขนาดใหญ่มากมายในกรุงเทพฯ และในบางพื้นที่ก็ยังคงมีการขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง แต่ในต่างจังหวัดชุมชนเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าและไม่ค่อยขยายตัวเช่นเดียวกับเมืองหลวง โดยความแตกต่างนี้เป็นเพราะ 2 สาเหตุใหญ่ด้วยกัน 

 

สาเหตุแรกคือการเปลี่ยนแปลงวิธีการขนส่งที่รถไฟเริ่มหมดความสำคัญในด้านการขนส่งสินค้า เพราะเมื่อถนนหนทางพัฒนาขึ้นแล้ว การขนส่งสินค้าก็หันไปเส้นทางนี้แทน ทำให้ตลาดขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้สถานีรถไฟหัวเมืองหลายๆ ที่เริ่มร้างรา โอกาสในการทำงานก็เริ่มหายไป เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีการย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้ามาอยู่ในพื้นที่

 

สาเหตุประการต่อมาคือ การขยายตัวของเมืองที่ไม่เท่าเทียมกัน

 

“ที่ชุมชนในกรุงเทพฯ ยังมีขนาดใหญ่อยู่ ส่วนหนึ่งก็เพราะคนชนบทยังเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์รวมของโอกาสอยู่ ถึงเราจะพยายามพูดถึงการกระจายอำนาจยังไงก็ตาม แต่เราสังเกตได้เลยว่าคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะคนจน ก็ยังมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะเป็นที่ที่มีโอกาสในการทำงาน”

 

การขยายตัวของเมืองด้วยอัตราเร่งที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ ทำให้แหล่งงาน แหล่งอาชีพ กลับไปกระจุกตัวอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศไทย ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องหันหน้าเข้ากรุงเทพฯ คนจนในหัวเมืองจำนวนมากต้องอพยพเข้าสู่เมืองหลวงหรือเพื่อไปเป็นคนจนในเมืองที่ใหญ่กว่า แต่มีโอกาสในการทำกินมากกว่า 

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

การพัฒนาที่ผิดผลาด ทำให้ชนบทล่มสลาย

หากกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของชุมชนริมทางรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเมืองหลวงหรือว่าเมืองใหญ่ที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน ว่าเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายเข้าเมืองของแรงงานที่จำเป็นต้องหาพื้นที่ใกล้แหล่งงานเป็นที่อยู่อาศัย และด้วยเงื่อนไขเรื่องการเดินทางและค่าใช้จ่าย นำไปสู่การเลือกพื้นที่รกร้างริมทางรถไฟที่ไม่มีใครประโยชน์ก่อนหน้าเป็นแหล่งพักพิง

 

หากพื้นที่ที่เรียกว่าบ้านเหล่านี้ไม่สามารถเป็นพื้นที่อยู่อาศัยได้นิรันดร์ เนื่องจากในทางกฎหมายแล้วที่ดินเหล่านี้มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้มีสิทธิ์เด็ดขาดในการใช้สอยพื้นที่ หากวันหนึ่งเจ้าของต้องการนำที่ดินไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อ ก็เกิดการขับไล่ออกจากพื้นที่ขึ้น

 

คมสันต์ จันทร์อ่อน เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เล่าว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องที่อยู่อาศัยกับคนจนเมืองเกิดขึ้นเพราะการพัฒนาที่ผิดผลาดของรัฐ ทำให้ชนบทล่มสลาย และคนจำนวนมากต้องกลายมาเป็นแรงงานราคาถูกในยุคที่ไทยเริ่มพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในช่วงแรก อย่างในส่วนของแรงงานในภาคการเกษตรที่ย้ายเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองเพื่อพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม

 

ปัญหาคือ รัฐเองต้องการแรงงานจำนวนมากสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่รัฐไม่ได้เตรียมตัวหาพื้นที่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ที่ย้ายเข้ามาว่าจะต้องไปอยู่ตรงไหนอย่างไร ไม่ได้วางแผนหรือเตรียมตัวจนทำให้เกิดปัญหาที่อยู่อาศัยขึ้น แรงงานจำนวนมากจึงต้องเข้ามาบุกเบิกพื้นที่เพื่อหาที่อยู่อาศัย 

 

คมสันต์ตั้งคำถามกับการพัฒนาที่อิหลักอิเหลื่อของรัฐไทยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของแรงงานว่า จากแนวทางของฝ่ายนโยบายประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมหรือประเทศอุตสาหกรรมกันแน่ เพราะในทางหนึ่งรัฐก็ให้ความสำคัญกับการอัดฉีดภาคอุตสาหกรรมอย่างมากผ่านการลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรม หากในเวลาเดียวกันรัฐกลับบอกว่า ยังมีความต้องการให้ประเทศเดินหน้าในรูปแบบของการขยับเศรษฐกิจด้วยเกษตรกรรม

 

“ในอดีตแน่นอนว่าประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่พอมาวันนี้ประเทศเราเน้นอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมกันแน่ เรามีโครงการนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งเกิดขึ้น แต่ในทางหนึ่งเราก็บอกให้คนกลับบ้านไปทำไร่ไถนา คำถามคือรัฐจะพัฒนาไปทางไหน” 

 

กลับตัวไม่ได้ ไปไม่ถึง 

เมื่อมีคำถามว่า หากการทำงานในเมืองหลวงมีข้อจำกัดในหลายมิติ ทำไมผู้คนเหล่านี้จึงไม่กลับบ้านเกิดของตนเอง คมสันต์ขยายความต่อไปว่า การกลับต่างจังหวัดหรือกลับบ้านนอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนคิด ไม่เหมือนอย่างในโฆษณาที่จะสามารถกลับไปได้ง่ายๆ เพราะคนจำนวนมากก็ไม่มีที่ดินในพื้นที่บ้านเกิดเหลืออยู่แล้ว เพราะถูกกว้านซื้อไปจนหมดในช่วงที่ราคาที่ดินทะยานขึ้น หลายคนขายที่ดินเพื่อนำมาเป็นต้นทุนการแสวงโชคผ่านการเป็นแรงงานในเมืองใหญ่ หรือไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเพื่อการมีชีวิตในเมืองหลวงก็สูง ไม่ได้เหลือเฟือสำหรับเก็บออมเป็นเงินก้อนใหญ่ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา การจ้างงานในเมืองหลวงถดถอยลง คนเหล่านี้ก็ไม่เหลือที่ดินให้ลงทุนหรือบ้านให้กลับแล้ว 

 

“อีกปัญหาที่สำคัญคือ เราบอกกันว่าถ้าอยู่ในเมืองไม่ได้ก็กลับบ้าน คำถามคือกลับไปแล้วจะไปทำอะไร แน่นอนว่ามีบางคนที่ทำไร่ไถนาเป็นหรือพอมีที่ดินอยู่บ้าง แต่การทำการเกษตรก็ต้องมีต้นทุน ทั้งราคาค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงาน เชื้อเพลิง คำถามคือคนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำอยู่ในเมืองแบบนี้กลับไปแล้วจะทำมาหากินแบบนั้นได้อย่างไร จะเอาทุนจากที่ไหนมาทำ”

 

คมสันต์อธิบายต่ออีกว่า คนจนเมืองจำนวนมากก็ไม่ใช่คนต่างจังหวัดเสียทั้งหมด คนต่างจังหวัดหลายคนเมื่อมีครอบครัวอยู่ที่นี่ก็กลายเป็นคนกรุงเทพฯ ไปแล้ว หลายคนเป็นลูกหลานของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ รุ่นที่ 2 ที่ 3 ที่เมื่อถึงยุคสมัยของตนเองก็ไม่มีที่ดินอยู่ที่ต่างจังหวัดแล้ว หรือกล่าวได้ว่าเกิดมาโดยไม่เคยมีที่ดินหรือสิทธิ์ในที่ดินเลย การกลับไปบ้านเกิดของครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

ปัญหาใหญ่คือทัศนคติ

ถัดจากเรื่องของการมองว่าคนจนเมืองบุกรุกเข้ามาใช้พื้นที่รกร้างโดยไม่มีสิทธิ์ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ทัศนคติที่มองว่าชุมชนเมืองเป็นแหล่งเสื่อมโทรม แหล่งรวมยาเสพติด

 

“ในอดีตคำเป็นทางการที่รัฐใช้เรียกชุมชนเมืองคือ แหล่งเสื่อมโทรมและแหล่งวิบัติ จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ เป็นสลัม เป็นชุมชนแออัด สายตาจากคนภายนอกก็มองเข้าไปว่าที่เหล่านี้เป็นแหล่งยาเสพติด มีแต่คนขายยา ในความเป็นจริงคือคนขายยาเสพติดนั้นอยู่บนตึก อยู่คฤหาสน์ทั้งนั้น พอเวลาผ่านไปทางเราก็เริ่มพยายามเปลี่ยนมุมมองคนให้เข้าใจมากขึ้นว่าเราไม่ใช่แค่คนที่มาบุกรุก แต่คนเหล่านี้เป็นคนที่ร่วมพัฒนาให้เมืองเจริญขึ้น คนเหล่านี้คือคนที่ทำให้เมืองอยู่ได้”

 

คมสันต์ตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของคนจนเมือง แรงงานราคาถูก ผู้เป็นฟันเฟืองของทุกฐานเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนในเมืองหลวงว่า

 

“ถ้าหากบอกว่าคนเหล่านี้ที่เข้ามายึดเอาที่ดินต่างๆ ไม่ควรมีที่อยู่ คำถามคือ เมืองต้องการคนเหล่านี้ไหม เมืองต้องการแรงงานไหม ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เมืองอยู่ได้ไหม คนที่บอกให้คนเหล่านี้ออกไปจะมาทำงานแทนคนเหล่านี้ไหม จะมาเป็นแม่บ้าน เป็น รปภ. เป็นวินมอเตอร์ไซค์ หรือทำงานในโรงงาน ทำของรายชิ้น เก็บขยะ กวาดถนน ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ ใครจะทำงานพวกนี้”

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

Land Sharing คนไม่ต้องย้าย เจ้าของได้ประโยชน์

ทั้งบุญเลิศ ณัฐวุฒิ และคมสันต์ มองว่า ความพยายามในการแก้ไขปัญหาของรัฐในเรื่องนี้มักไม่ประสบความสำเร็จ เพราะใช้วิธีคิดแบบกลไกตลาดมากเกินไป การจะหาที่ดินมาให้คนจนเมืองอยู่อาศัย รัฐจะใช้วิธีการไปหาที่ดินที่ราคาถูกที่คนเหล่านี้จะผ่อนไหว ซึ่งที่ดินราคาถูกเหล่านั้นก็มักจะอยู่ห่างไกลออกไป และพอห่างไกลออกไปเช่นนั้น คนก็จะไม่ไปอยู่ เพราะมันไกลแหล่งงาน เมื่อไม่มีงานก็ย่อมไม่มีกำลังผ่อนส่ง ทำให้โครงการเหล่านี้ส่วนมากล้มเหลว

 

บุญเลิศได้เสนอว่า ในทางวิชาการ วิธีการแก้ปัญหาคนจนเมืองจะมีการใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘Land Sharing’ หรือการแบ่งปันที่ดิน โดยเจ้าของที่ดินแบ่งที่ดินจำนวนหนึ่งที่จะใช้เพื่อพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ให้กับคนจนเมือง เพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีที่อยู่อาศัย โดยอาจปรับจากการที่อยู่เป็นชุมชนขนาดใหญ่มาเป็นตึกสูง แต่ทำให้คนเหล่านี้ได้อยู่ในพื้นที่เดิม ได้อยู่ใกล้กับแหล่งงาน หรือทำให้คนเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมพัฒนาไปด้วย เช่น ทำงานในพื้นที่ที่กำลังจะมีการก่อสร้าง หรือทำงานในโครงการเหล่านั้น ในแง่นี้ทั้งเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยก็ได้ประโยชน์ ชาวบ้านเองได้อยู่ในที่อยู่อาศัยเดิม เจ้าของที่ดินอาจได้แรงงานเพิ่มขึ้นหรือได้ผลประโยชน์ทางภาษีด้วยเช่นกัน 

 

ณัฐวุฒิมองว่า การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการมองผ่านมิติกฎหมายที่ตั้งต้นว่า คนมีสิทธิ์เด็ดขาดคือเจ้าของตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน ต้องมองว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีที่อยู่อาศัย ต้องมีการปฏิรูปการถือครองที่ดิน การเก็บภาษีจากคนที่ถือครองที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก หรือการแบ่งปันพื้นที่เหล่านั้นให้คนจนเมืองเองเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ 

 

คมสันต์มีความเห็นสอดคล้องกันว่า รัฐต้องมีการจัดสรรปันส่วนที่ดินใหม่ให้เหมาะสม ให้คนจนเมืองที่เป็นแรงงานสำคัญในการพัฒนาเมืองมีสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย โดยจะใช้เพียงวิธีคิดด้านกฎหมายและกลไกตลาดเข้ามาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ 

 

คมสันต์ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีปัญหาด้านที่อยู่อาศัยในเมืองตามมาอีกจากกลุ่มผู้เช่าห้องพักหรือเช่าบ้านพัก เพราะในช่วงวิกฤตการณ์โควิดที่ผ่านมามีคนถูกไล่ออกจากหอพักและห้องเช่าจนกลายเป็นคนไร้บ้านจำนวนมาก หากรัฐยังไม่มีมาตรการที่จะจัดการในเรื่องนี้ และยังเดินหน้าที่จะไล่ที่ชุมชนต่างๆ ต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่ปัญหาชุมชนแออัด แต่จะกลายเป็นปัญหาคนไร้บ้านในอนาคต

 

เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ

 

การพัฒนาของรัฐที่พลาดผิดหรือคนที่ทำผิดผลาด

จากคำให้สัมภาษณ์ของทั้งสามคนได้สะท้อนให้เห็นว่า ต้นตอของปัญหาการบุกรุกที่ดินของคนจนเมืองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่คนจนที่เห็นแก่ตัว ต้องการมีบ้านอยู่อาศัยใจกลางเมือง แต่เป็นเพราะการพัฒนาเมืองของรัฐเองที่ต้องการแรงงานราคาถูกเข้ามาอย่างมหาศาล โดยที่ไม่ได้มีแผนการรองรับผู้คนที่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามา จนทำให้เกิดชุมชนแออัดจำนวนมากขึ้นในเมือง

 

ไม่เพียงแต่บริเวณริมทางรถไฟ แต่ชุมชนแออัดแทบทุกแห่งในเมืองล้วนเคยเป็นแหล่งงานหรือแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาก่อน เช่น ย่านชุมชนคลองเตย บ่อนไก่ หรือชุมชนแออัดย่านบางนา อุดมสุข ผู้คนที่อยู่อาศัยในชุมชนเหล่านี้ล้วนเคยเป็นผู้ที่พัฒนาเมืองในด้านเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่พัฒนาเมืองในเชิงพื้นที่ ทำให้ที่ดินที่เคยไม่มีราคาและรกร้างว่างเปล่ากลายเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่อาศัย เกิดชุมชนขึ้นโดยรอบ กลายเป็นที่ดินที่ทั้งรัฐและเอกชนสนใจเอาโครงการขนาดใหญ่มาลง มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยที่เจ้าของที่ดินเดิมไม่ได้ลงทุนพัฒนาอะไรเลย

 

สุดท้ายแล้วการทำความเข้าใจปัญหาการบุกรุกหรือบุกเบิกที่ดินของคนจนเมืองอาจไม่สามารถมองเพียงแค่สิ่งใดถูกหรือผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกันการทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของปัญหา ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายของรัฐในอดีต และการเข้าใจความสำคัญของโอกาสในการทำมาหาเลี้ยงชีพ

 

อาจเป็นมิติที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมในการทำความเข้าใจปัญหานี้เช่นกัน

 

ภาพ: Plus Seven

The post เปิดโลกของชุมชนริมทางรถไฟ: ความท้าทายของคนจนเมืองกับการพัฒนาเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Oxfam’ เผยช่วงโควิดทำคนรวยทั่วโลกพุ่ง สวนทางคนจนนับล้านที่เผชิญวิกฤตค่าครองชีพ จี้นานาประเทศเร่งลดเหลื่อมล้ำ https://thestandard.co/oxfam-calls-for-taxing-the-rich-as-davos-summit-returns/ Tue, 24 May 2022 07:32:39 +0000 https://thestandard.co/?p=633115 Oxfam

Oxfam องค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไรในอังกฤษ ซึ่งขับเคลื่ […]

The post ‘Oxfam’ เผยช่วงโควิดทำคนรวยทั่วโลกพุ่ง สวนทางคนจนนับล้านที่เผชิญวิกฤตค่าครองชีพ จี้นานาประเทศเร่งลดเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oxfam

Oxfam องค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไรในอังกฤษ ซึ่งขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายยุติความยากจนทั่วโลกเปิดเผยว่า วิกฤตการระบาดของโรคโควิดในช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมา ทำให้คนรวยที่รวยอยู่แล้วรวยมากขึ้นเข้าขั้นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์

 

โดยรายงานของ Oxfam ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นแล้วราว 573 คน ทำให้เศรษฐีพันล้านทั่วโลกทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,668 คน ซึ่งหมายความว่าในช่วงโควิดระบาด มีมหาเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุกๆ 30 ชั่วโมง

 

สำหรับเป้าหมายของรายงานฉบับนี้ ซึ่งอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมโดย Forbes มีขึ้นเพื่อกระตุ้นให้นานาประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งทาง Oxfam เลือกที่จะเปิดเผยรายงานดังกล่าวในช่วงเวลาที่มีการประชุม World Economic Forum ในเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การประชุมครั้งใหญ่ที่ถือเป็นการรวมตัวกันของบรรดาผู้มั่งคั่งและเหล่าผู้นำระดับโลก

 

จากข้อมูลของ Oxfam พบว่า บรรดามหาเศรษฐีมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกันเพิ่มขึ้นถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 42% มาแตะที่ 12.7 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงโควิด ซึ่งความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดหุ้น ที่สามารถคึกคักได้เพราะนโยบายกระตุ้นของภาครัฐที่อัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อลดผลกระทบทางการเงินจากวิกฤตการระบาดของโควิด อีกทั้งกลุ่มมหาเศรษฐีจากภาคอุตสาหกรรมอาหารและพลังงานต่างมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดีดตัวสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า มหาเศรษฐีในภาคอาหารและการเกษตรได้เห็นความมั่งคั่งของตนเพิ่มขึ้นทั้งหมด 382,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 45% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา และมีมหาเศรษฐีด้านอาหารประมาณ 62 คนที่เพิ่มขึ้นมา

 

ขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งสุทธิของบรรดามหาเศรษฐีในกลุ่มพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 24% นับตั้งแต่ปี 2020

 

นอกจากนี้ เพราะวิกฤตการระบาด ทำให้มีมหาเศรษฐีจากอุตสาหกรรมยาเพิ่มขึ้น 40 คน จากบทบาทสำคัญในการต่อกรรับมือกับไวรัส ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมยาไม่ขาดสาย

 

ในส่วนของภาคเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่แจ้งเกิดให้กับบรรดามหาเศรษฐีติดอันดับโลกมากมาย โดย 7 ใน 10 คนที่รวยที่สุดในโลกล้วนมาจากภาคเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX, เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้งอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ Amazon และ บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft ซึ่งบุคคลเหล่านี้สั่งสมความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 436,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 934,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสองปีที่ผ่านมา

 

แม็กซ์ ลอว์สัน หัวหน้านโยบายความเหลื่อมล้ำของ Oxfam กล่าวว่า ความมั่งคั่งที่พุ่งสูงขึ้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในปีแรกของการระบาด จากนั้นการขยายตัวก็ค่อนข้างทรงตัว ก่อนที่จะปรับตัวลดลงเล็กน้อย

 

ทั้งนี้ ปัญหาโควิดที่ซ้ำเติมให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น บวกกับวิกฤตเงินเฟ้อที่ดันให้ราคาอาหารและพลังงานแพงขึ้น มีแนวโน้มทำให้ประชากรทั่วโลก 263 ล้านคนตกอยู่ในสภาพยากจนขั้นเลวร้ายในปี 2022 ซึ่งปัจจัยนี้จะฉุดรั้งความก้าวหน้าที่ดำเนินมาหลายสิบปี

 

ลอว์สันยอมรับว่าไม่เคยเห็นช่วงเวลาที่ความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น ขณะที่ความมั่งคั่งเติบโตพุ่งพรวดอย่างน่าตกใจเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้ในขณะที่ประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ เนื่องจากผลกระทบของโควิด รวมถึงราคาสินค้าจำเป็น ได้แก่ อาหาร และพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนกลุ่มหนึ่งมีทุกอย่างไว้ในความครอบครองจนมากเกินพอ ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำซึ่งรุนแรงตั้งแต่ก่อนเกิดโรคโควิดระบาดอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก

 

ทั้งนี้ เพื่อสกัดกั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ให้ทวีความรุนแรง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับราคาอาหารและพลังงานที่แพงขึ้น Oxfam ได้ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกปฏิรูปมาตรการภาษีเพื่อจัดเก็บภาษีจากบรรดาบริษัทและบุคคลที่ร่ำรวยล้นเหลือเหล่านั้น

 

Oxfam ระบุในแถลงการณ์เรียกร้องให้เก็บภาษีชั่วคราว 90% สำหรับกำไรส่วนเกินของบริษัท เช่นเดียวกับภาษีแบบครั้งเดียวสำหรับความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี รวมถึงเสนอให้เก็บภาษีความมั่งคั่งถาวรกับคนที่รวยมากๆ ด้วย โดย Oxfam แนะให้เก็บภาษี 2% สำหรับผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 5 ล้านดอลลาร์ และเก็บภาษีที่ 5% สำหรับผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินมูลค่าสุทธิที่สูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว จะทำให้ทั่วโลกสามารถระดมทุนได้ถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่ารัฐบาลหลายประเทศไม่สามารถออกนโยบาย และบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดย กาเบรียลา บุชเชอร์ (Gabriela Bucher) กรรมการบริหาร Oxfam International เตือนว่า ความก้าวหน้าหลายสิบปีในการต่อสู้กับความยากจนขั้นรุนแรงกำลังกลับตาลปัตร ทำให้ผู้คนหลายล้านคนต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของต้นทุนในการดำรงชีวิตอยู่ ที่ทำให้แทบจะเอาตัวไม่รอด

 

อ้างอิง: 

The post ‘Oxfam’ เผยช่วงโควิดทำคนรวยทั่วโลกพุ่ง สวนทางคนจนนับล้านที่เผชิญวิกฤตค่าครองชีพ จี้นานาประเทศเร่งลดเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-49/ Sun, 28 Nov 2021 11:31:35 +0000 https://thestandard.co/?p=565220 ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง

จากคน 1% สู่คนชั้นล่าง เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &nb […]

The post ชมคลิป: ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง

จากคน 1% สู่คนชั้นล่าง เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

“ความยากจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ธุรกิจใหญ่ๆ กู้กันดอกเบี้ย 2% แบงก์แย่งกันอุตลุด แต่คนจนความเสี่ยงสูงขึ้น ก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการดึงดอกเบี้ยสูงขึ้น”

 

“บาทของเขา มันเล็กกว่าบาทของเรา อินเทอร์เน็ตของเขา มันเล็กกว่าอินเทอร์เน็ตของเรา นี่คือสองนคราของระบบการศึกษาไทยในยามโควิด-19”

 

“อย่างที่เรารู้กันอยู่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของคนเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วผมว่าเราต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะผมเชื่อว่าภาษีเป็นมาตรการทางด้านการเงิน ช่วยนำมาซึ่งความเท่าเทียมทางด้านสังคม”

 

ส่วนหนึ่งของสปีชที่กล่าวโดย เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ University of California San Diego บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ ‘K-Shaped Recovery: Resolvingthai Inequality ความเหลื่อมล้ำไทย ทำอย่างไรไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’

The post ชมคลิป: ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 ตัวเลขดีขึ้น แต่คนจน 1 คน ต้องเลี้ยงดู 4 ชีวิต https://thestandard.co/poverty-and-inequality-2020/ Fri, 26 Mar 2021 09:29:07 +0000 https://thestandard.co/?p=469390 ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 ตัวเลขดีขึ้น แต่คนจน 1 คน ต้องเลี้ยงดู 4 ชีวิต

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดท […]

The post ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 ตัวเลขดีขึ้น แต่คนจน 1 คน ต้องเลี้ยงดู 4 ชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 ตัวเลขดีขึ้น แต่คนจน 1 คน ต้องเลี้ยงดู 4 ชีวิต

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยเมื่อปี 2562 และพบว่า จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการขยายมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ทำให้ในภาพรวมนั้นสถานการณ์ดีขึ้น สัดส่วนของคนจนลดลงจากร้อยละ 9.85 ในปี 2561 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.24 หรือคิดเป็นคนจนจากจำนวน 6.7 ล้านคนมาสู่ 4.3 ล้านคน ในระดับครัวเรือน มีครัวเรือนยากจนทั้งสิ้น 1.31 ล้านครัวเรือน และลดลงเมื่อเทียบกับปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 1.85 ล้านครัวเรือน 

 

ทั้งนี้ยังพบว่า ครัวเรือนคนจนมีอัตราการพึ่งพิงสูงกว่าครัวเรือนไม่ยากจนอย่างมาก เพราะจากสถิติที่พบในปี 2562 วัยแรงงาน 1 คนในครัวเรือนยากจน ต้องรับผิดชอบดูแลเด็กและผู้สูงอายุ 1 คนเท่ากัน ขณะที่ครัวเรือนไม่ยากจน วัยแรงงาน 2 คน ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก 1 คน นอกจากนี้ ครัวเรือนขนาดใหญ่ ครัวเรือนแหว่งกลาง ซึ่งหมายถึงมีแค่ผู้สูงอายุกับเด็กที่ไม่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ประกอบอาชีพทางการเกษตร และมีการศึกษาต่ำ เป็นกลุ่มคนที่ประสบปัญหาความยากจนที่สุด

 

หากแบ่งคนจนออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. คนจนด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว 2. คนจนด้านตัวเงินและคนจนหลายมิติ 3. คนยากจนหลายมิติเพียงอย่างเดียว พบว่าคนจนกลุ่มแรกนั้นมีจำนวน 1.8 ล้านคน กลุ่มที่ 3 มีจำนวน 6.8 ล้านคน และกลุ่มตรงกลางที่จนทั้งด้านตัวเงินและจนหลายมิติมีจำนวน 2.25 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มคนที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะนอกจากรายได้ไม่เพียงพอแล้วยังมีความขัดสนในด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้วย และกว่า 33.5 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก ทั้งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบทด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนจนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้มากขึ้น และความยากจนในภาพรวมมีแนวโน้มลดลง

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านความยากจนด้านตัวเงินนั้นแม้จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และความรุนแรงของปัญหาความยากจนจะลดลง เพราะคนยากจนมากที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนกว่าร้อยละ 20 มีจำนวน 1.28 ล้านคน หรือร้อยละ 29.50 ของคนยากจนทั้งหมด ลดลงมาจากปีก่อนหน้าร้อยละ 51.78 ขณะที่คนยากจนน้อยหรือมีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคใกล้เคียงกับเส้นความยากจน มีจำนวน 3.05 ล้านคน ซึ่งลดลงจากปีก่อนร้อยละ 24.43 ซึ่งกลุ่มคนที่ยากจนมากนั้นอาจบริโภคอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของสารอาหารขั้นต่ำด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีกำลังในการอุปโภคแและบริโภค รวมถึงกลุ่มคนที่ยังไม่ใช่คนยากจนแต่มีรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคใกล้เคียงเส้นความยากจน คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนยากจนในทันทีได้ง่ายหากมีปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น การเจ็บป่วยหรือการว่างงาน

 

และหากพิจารณาจากรายได้ รายจ่าย หนี้สินของครัวเรือนยากจน พวกเขามีรายได้เฉลี่ย 9,994 บาท/ครัวเรือน/เดือน โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีอาชีพทำเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง มีสัดส่วนคนจนสูงสุดที่ร้อยละ 11.33 รองลงมาคือสาขาการทำเหมืองแร่ เหมืองหิน และการก่อสร้าง และมีคนที่ทำงานช่วยธุรกิจครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้างมีปัญหาความยากจนเยอะที่สุด รองลงมาคือกลุ่มคนที่ทำงานโดยไม่มีลูกจ้าง และกลุ่มลูกจ้างภาคเอกชนที่มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 4.38 ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายคนที่เป็นแรงงานโดยไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับด้วย 

 

สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา แต่ความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรยังสูงอยู่มาก ประชากรกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดมีรายได้เฉลี่ย 2,049 บาทต่อเดือน ขณะที่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงที่สุดมีรายได้เฉลี่ยสูงถึง 32,663 บาทต่อเดือน โดยความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความไม่เสมอภาคในการถือครองทรัพย์สินนั้นแม้จะลดลงแต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง ค่าสัมประสิทธิ์การถือครองยานพาหนะและทรัพย์สินทางการเงินปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่การถือครองบ้าน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบธุรกิจ / เกษตรฯ เป็นประเภททรัพย์สินที่มีความไม่เสมอภาคมากที่สุด และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ให้สูงขึ้น เพราะทรัพย์สินทั้งสองประเภทเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญนั่นเอง

 

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในภาพรวมค่อนข้างดีขึ้น แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กลุ่มเด็กที่มีฐานะดีที่สุดมีอัตราการเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสูงกว่าเด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่าที่สุดประมาณ 2 เท่า และเป็น 13 เท่าเมื่อเป็นระดับปริญญาตรี โดยระดับการศึกษาของหัวหน้าครัวเรือนมีผลต่อโอกาสการเข้ารับการศึกษาของเด็กๆ ในครัวเรือน รวมถึงการเข้าถึงโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาของรัฐในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนซึ่งยังมีระดับต่ำอยู่มาก ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษายังมีอยู่หลายมิติ เพราะปัญหาด้านการศึกษาในภาพรวมของประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มที่คุณภาพจะลดลงแล้ว ยังพบความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างสังกัดโรงเรียน ขนาดโรงเรียน ภูมิภาค และระหว่างกลุ่มรายได้ของประชากรด้วย

 

หากคิดเป็นร้อยละ คนจนส่วนใหญ่ร้อยละ 79.18 จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา คนยากจนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปมีโอกาสจะได้รับการศึกษาในระดับที่สูงกว่าพ่อแม่ที่โดยเฉลี่ยจบการศึกษาในระดับประถมศึกษาเพียงร้อยละ 46.7 ในปี 2562 ขณะที่ประชากรอายุ 25 ปีขึ้นไปในครัวเรือนที่ไม่จน มีโอกาสได้รับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา ถึงร้อยละ 79.1 ชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่แตกต่างกันในการได้รับการศึกษาในระดับสูงของครัวเรือนทั้ง 2 กลุ่ม และเป็นคนกลุ่มการศึกษาน้อยนี่เองที่ต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนมากที่สุด ในปี 2562 คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือมีสัดส่วนที่เป็นคนจนร้อยละ 16.3 รองลงมาเป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษา แสดงว่าการมีการศึกษาเพิ่มขึ้นทำให้ปัญหาความยากจนลดลง และไม่เพียงแต่สวัสดิการด้านการศึกษา หากแต่สวัสดิการในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็เช่นกัน สศช. พบว่า ครัวเรือนยากจนเข้าถึงน้ำสะอาด (เช่น น้ำจากขวด เครื่องกดน้ำ หรือน้ำประปาในบ้านที่ผ่านการต้มแล้ว) เพิ่มขึ้น แต่ยังมีครัวเรือนยากจนอีกร้อยละ 27.71 เข้าไม่ถึงน้ำดื่มสะอาด

 

มองจากภาพรวม เราจะเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง นั่นคือแรงงานภาคเกษตรยังเป็นกลุ่มคนจนกลุ่มใหญ่เหมือนเดิม และกลุ่มคนที่มีการศึกษาน้อย รายได้น้อย แต่อัตราการพึ่งพิงสูง ก็ทำให้หลุดจากความยากจนได้ยาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้วัยแรงงานที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวต้องรับผิดชอบในการหารายได้มาจุนเจือสมาชิกในครอบครัวทั้งเด็กและผู้สูงอายุ และกลุ่มคนเหล่านี้มักประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ได้น้อย ด้วยข้อจำกัดทางด้านการศึกษาที่ทำให้หลายคนเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้ ทำให้การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กนั้นเป็นเรื่องจำเป็นและภาครัฐต้องให้ความสำคัญอย่างมาก 

 

ขณะที่หลักประกันสุขภาพที่แม้จะครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการบริการที่ได้รับระหว่างหลักประกันสุขภาพสามระบบ และความเหลื่อมล้ำระหว่างประชากร กลุ่มผู้มีรายจ่ายต่ำที่สุดจะได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ลดลงตั้งแต่อายุ 85 ปีเป็นต้นไป สะท้อนว่าคนเหล่านี้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการบริการและคุณภาพของบริการสาธารณสุข ขณะที่ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงมีความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเอง สามารถเลือกใช้สถานบริการเมื่อเจ็บป่วยกันตามระดับรายได้ ประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่ามีแนวโน้มจะเลือกใช้สถานพยาบาลจากสถานีอนามัยหรือศูนย์สุขภาพชุมชนและโรงพยาบาลชุมชนมากกว่ากลุ่มที่มีระดับรายได้สูง ซึ่งจะเลือกใช้การบริการจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งสะท้อนว่าผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่ายอมจ่ายมากขึ้นเพื่อได้รับบริการด้านสุขภาพที่มากขึ้น 

 

เช่นเดียวกันกับความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่แม้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็พบว่าการเข้าถึงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ ปวช. นั้นแตกต่างกันตามระดับฐานะทางเศรษฐกิจอย่างมาก กลุ่มเด็กที่มีฐานะดีที่สุดสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้สูงกว่าเด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดสองเท่า โดยกลุ่มที่จนที่สุดนั้นเข้าเรียนเพิ่มขึ้นในระยะยาวจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่ครอบคลุมการศึกษาตอนปลาย และ ปวช., การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ด้วย ขณะที่ในระดับปริญญาตรีนั้นแม้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 28.1 แต่ก็ยังห่างกันมากประมาณ 13 เท่าระหว่างเด็กจากกลุ่มฐานะดีและเด็กฐานะยากจน และพบว่านักเรียนกลุ่มครัวเรือนยากจนนั้นเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายและปริญญาตรีต่ำกว่านักเรียนในครอบครัวที่ไม่ยากจนในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กลุ่มเด็กจากครอบครัวยากจนมีอัตราการเข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 36.2 ขณะที่เด็กจากกลุ่มครอบครัวไม่ยากจนเข้าถึงได้ร้อยละ 69.8 และเด็กจากครอบครัวยากจนมีอัตราการเรียนต่อระดับปริญญาตรีร้อยละ 0 สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาที่ยังสูงมาก

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งทุนและโครงสร้างพื้นฐาน เพราะพบว่าความเหลื่อมล้ำจากการถือครองที่ดินนั้นสูงและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วย โดยเป็นปัญหาที่ฝังรากมายาวนานในสังคมไทย เนื่องจากที่ดินเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนนิยมสะสมเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ครอบครัว ขณะที่คนจนสูญเสียที่ดินไปกับการนำไปค้ำประกันหรือสินเชื่อ และไม่สามารถชำระคืนได้ ทำให้ที่ดินหลุดไปอยู่ในมือคนรวยหรือกลุ่มนายทุน ในภาคเกษตร เกษตรกรส่วนใหญ่ถือครองที่ดินจำนวน 10-19 ไร่ และมีเกษตรกรร้อยละ 10 ที่ถือครองที่ดินแปลงใหญ่มากกว่า 40 ไร่ โดยมีลูกจ้างภาคเกษตรที่ไม่เป็นเจ้าของที่ดินและไม่ได้เช่าที่ดินร้อยละ 0.85 ในจำนวนนี้เป็นคนจนและกลุ่มเปราะบางกว่าร้อยละ 68 สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน เพราะแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรยากจนไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้ ตลอดจนความเหลื่อมล้ำด้านกฎหมายที่เป็นปัจจัยเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังมีประเด็นของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม เช่น การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและระบบอุปถัมภ์ ตลอดจนการละเว้นปฏิบัติหน้าที่จำนวนมาก ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า กระทบเสรีภาพผู้ต้องหาระหว่างพิจารณาคดี

 

สศช. ได้สรุปว่า สถานการณ์ความยากจนในไทยนั้นโดยรวมดีขึ้นในปี 2562 โดยถือว่าบรรลุเป้าหมายการแก้ไขปัญหาความยากจนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 เพราะสัดส่วนคนจนปี 2562 อยู่ที่ร้อยละ 6.2 ตามที่แผนพัฒนาฯ กำหนดไว้ให้เหลือที่ร้อยละ 6.5 ทั้งนี้ แม้คนยากจนจะลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังและมีมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพราะยังพบว่าอัตราการพึ่งพิงคนจนสูงถึงร้อยละ 98.6 หรือวัยแรงงานในครัวเรือนยากจน 1 คน ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูเด็กและผู้สูงอายุ 4 คนเท่ากัน มากกว่าอัตราการพึ่งพิงของคนไม่จนเกือบเท่าตัว และเมื่อแยกตามช่วงวัยก็พบว่าเด็กและเยาวชนมีปัญหาความยากจนสูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุและวัยแรงงาน ทั้งยังมีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา การอุปโภคบริโภค และสวัสดิการต่างๆ ที่ทำให้กลุ่มคนยากจนเหล่านี้ขยับฐานะหรือความเป็นอยู่ของตัวเองได้อย่างยากลำบาก ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไขและให้ความสำคัญต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 ตัวเลขดีขึ้น แต่คนจน 1 คน ต้องเลี้ยงดู 4 ชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกคาด กระจายวัคซีนช้าอาจกระทบ GDP ได้ถึง 1% ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้ ‘คนจน’ ในไทยเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน แนะภาครัฐช่วยเหลือแบบเจาะจงมากขึ้น https://thestandard.co/world-bank-slow-vaccination-impact-gdp/ Fri, 26 Mar 2021 08:41:09 +0000 https://thestandard.co/?p=469370 ธนาคารโลกคาด กระจายวัคซีนช้าอาจกระทบ GDP ได้ถึง 1% ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้ ‘คนจน’ ในไทยเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน แนะภาครัฐช่วยเหลือแบบเจาะจงมากขึ้น

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กว่า 1 ปีที่ผ่านมา ป […]

The post ธนาคารโลกคาด กระจายวัคซีนช้าอาจกระทบ GDP ได้ถึง 1% ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้ ‘คนจน’ ในไทยเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน แนะภาครัฐช่วยเหลือแบบเจาะจงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกคาด กระจายวัคซีนช้าอาจกระทบ GDP ได้ถึง 1% ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้ ‘คนจน’ ในไทยเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน แนะภาครัฐช่วยเหลือแบบเจาะจงมากขึ้น

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กว่า 1 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกต่างฟื้นตัวได้ไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด โดยธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงานติดตามเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งเห็นได้ว่ามีเพียงแค่ ‘จีน’ และ ‘เวียดนาม’ เท่านั้น ที่มีการฟื้นตัวเป็นรูปตัววี (V-shaped) ทำให้ขณะนี้มีผลผลิตสูงกว่าระดับก่อนโควิด19 ได้แล้ว 

 

โดยภาพรวมการฟื้นตัวในภูมิภาคคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 1.2% ในปี 2563 เป็น 7.6% ในปี 2564 แต่ก็มีแนวโน้มที่การฟื้นตัวจะดำเนินไปด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน 3 ระดับ โดยจีนและเวียดนามคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นไปอีกในปี 2564 คือ 8.1% และ 6.6% ตามลำดับ จาก 2.3% และ 2.9% ในปี 2563 

 

ส่วนเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ ในภูมิภาคที่บอบช้ำจากวิกฤตมากกว่า จะเติบโตประมาณ 4.6% โดยเฉลี่ย ซึ่งช้ากว่าอัตราการเติบโตก่อนวิกฤตเล็กน้อย การฟื้นตัวคาดว่าจะใช้เวลานานในประเทศหมู่เกาะที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว

 

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสามารถเพิ่มการเติบโตของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ถึง 1% โดยเฉลี่ยในปี 2564 และเร่งการฟื้นตัวให้เร็วขึ้นได้ประมาณสามเดือนโดยเฉลี่ย ส่วนความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความล่าช้าในการกระจายวัคซีนที่อาจฉุดการเติบโตได้ถึง 1% ในบางประเทศ

 

ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค ผลผลิตยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดโดยเฉลี่ยประมาณ 5% ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ศักยภาพทางเศรษฐกิจยังคงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความสามารถในการคว้าโอกาสจากการฟื้นตัวของการค้าระหว่างประเทศ และศักยภาพของรัฐบาลในการให้ความสนับสนุนทางด้านงบประมาณและการเงิน

 

ผลกระทบที่สำคัญอย่างหนึ่งจากวิกฤตครั้งนี้คือ ความยากจนในภูมิภาคเมื่อปี 2563 ไม่ลดลงเลยซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ประชากรราว 32 ล้านคน ในภูมิภาคไม่สามารถออกจากความยากจนได้ (เส้นความยากจน 5.50 ดอลลาร์ต่อวัน)

 

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทยคาดว่าคนจนจะเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน ขณะเดียวกันความไม่เท่าเทียมก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนจนซึ่งมีรายได้ลดลง รวมถึงในกลุ่มผู้หญิงซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะมีสัดส่วนการทำงานในภาคบริการสูงกว่า และกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่เช่นกัน 

 

“ในปีนี้ธนาคารโลกปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงเหลือ 3.4% และคาดว่ากว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 ต้องรอถึงปี 2565 ซึ่งในระหว่างนี้ภาครัฐควรที่จะมีนโยบายการคลังออกมาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง” 

 

ด้าน อาดิตยา แมตทู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เปิดเผยว่า การออกนโยบายช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐ ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเจาะจงมากขึ้น โดยเน้นปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและจัดสรรไปยังจุดที่จะได้รับผลตอบแทนทางสังคมสูงสุด ประเทศที่มีการบริหารจัดการการลงทุนภาครัฐที่ดีมีผลตอบแทนสูงกว่าประเทศอื่นถึงสี่เท่า 

 

นอกจากนี้ แทนที่จะลดความช่วยเหลือหรือขึ้นภาษีก่อนเวลาที่ควร ภาครัฐประเทศต่างๆ ควรให้คำมั่นที่จะยึดถือวินัยและดำเนินการปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งบางประเทศได้เริ่มวางแผนมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังที่จะต้องมีการลดการใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ รวมถึงการออกกฎเกณฑ์ทางการคลัง รัฐบาลยังสามารถยึดมั่นที่จะค่อยๆ ตัดการใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองและถดถอย เช่น การอุดหนุนเชื้อเพลิงมีสัดส่วนมากถึง 0.25% ของ GDP ในจีน 0.3% ในอินโดนีเซีย 0.5% ในเวียดนาม และ 1.3% ในมาเลเซีย 

 

ทั้งนี้ ความท้าทายของไทยที่สำคัญต่อจากนี้คือ การจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและรวดเร็วต่อความต้องการ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยยังสามารถฉีดวัคซีนได้เพียง 0.08 โดส ต่อ 100 คน คิดเป็นจำนวนทั้งหมดเพียง 5.4 หมื่นโดส 

 

ส่วนประเมินความสามารถทางด้านการคลังของไทย ถือว่ามีพื้นที่การคลังเพียงพอ แต่ก็มีหนี้เอกชนจำนวนมาก และมีปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโต ขณะที่การให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของไทยยังแทบไม่มีการดำเนินการเป็นรูปธรรมใดๆ

 

การคาดการณ์การเติบโตของ GDP สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่กำลังพัฒนา

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

พิสูจน์อักษร: ชฎานิสภ์ นุ้ยฉิม

The post ธนาคารโลกคาด กระจายวัคซีนช้าอาจกระทบ GDP ได้ถึง 1% ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้ ‘คนจน’ ในไทยเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน แนะภาครัฐช่วยเหลือแบบเจาะจงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลกระทบโควิด-19 ทำรอยแยก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ขยายชัดเจน https://thestandard.co/covid-19-impacts-clear-inequality-fissure/ Mon, 25 Jan 2021 12:33:43 +0000 https://thestandard.co/?p=447251 ผลกระทบโควิด-19 ทำรอยแยก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ขยายชัดเจน

Oxfam เปิดเผยผลการสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าโควิด-19 สร้างผล […]

The post ผลกระทบโควิด-19 ทำรอยแยก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ขยายชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลกระทบโควิด-19 ทำรอยแยก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ขยายชัดเจน

Oxfam เปิดเผยผลการสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าโควิด-19 สร้างผลกระทบกับปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่เกิดขึ้นระหว่างคนที่มีฐานะยากจนและร่ำรวยมากน้อยแค่ไหน

 

ความเหลื่อมล้ำ จากผลกระทบ โควิด-19 infographic

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ผลกระทบโควิด-19 ทำรอยแยก ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ขยายชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เวิลด์แบงก์’ ชี้โควิด-19 ทำคนจนไทยเพิ่ม 1.5 ล้านคน แนะรัฐออกมาตรการดูแลแรงงานระยะสั้น-ยาว https://thestandard.co/world-bank-covid-19-increases-poor-people-in-thailand/ Wed, 20 Jan 2021 06:35:49 +0000 https://thestandard.co/?p=445192 ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้โควิด-19 ทำคนจนไทยเพิ่ม 1.5 ล้านคน แนะรัฐออกมาตรการดูแลแรงงานระยะสั้น-ยาว

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไ […]

The post ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้โควิด-19 ทำคนจนไทยเพิ่ม 1.5 ล้านคน แนะรัฐออกมาตรการดูแลแรงงานระยะสั้น-ยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เวิลด์แบงก์’ ชี้โควิด-19 ทำคนจนไทยเพิ่ม 1.5 ล้านคน แนะรัฐออกมาตรการดูแลแรงงานระยะสั้น-ยาว

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก โดยมีคนไทยที่เข้าใกล้เส้นความยากจนเพิ่ม 1.5 ล้านคน และทำให้เส้นความยากจนในปี 2563 เพิ่มสู่ระดับ 8.8% ถือว่าเพิ่มขึ้นสูงจากช่วงปี 2562 ที่อยู่ 6.2%

 

ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/63 แล้ว แต่ยังมีโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจกระทบการท่องเที่ยวและแรงงานในไทย โดยต้องติดตามผลของมาตรการรัฐทั้งในระยะสั้นและยาว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาพบว่าภาครัฐใช้เม็ดเงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจราว 13% ของจีดีพี โดยแบ่งเป็นมาตรการทางการคลังราว 6% ของจีดีพี

 

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าต้องใช้เวลาอีก 2 ปี กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงจะกลับสู่ช่วงก่อนโควิด-19 โดยคาดว่าปี 2564 นี้ จีดีพีไทยพลิกกลับเป็นบวกที่ 4% จากปี 2563 ที่คาดว่าจะติดลบ 6.5% แต่หากสถานการณ์โควิด-19 รุนแรงและรัฐมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น อาจส่งผลให้จีดีพีปี 2564 เหลือ 2.4% ขณะที่ความเสี่ยงในปีนี้ยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่

 

  • เศรษฐกิจโลกอาจจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะโควิด-19 ที่ยังระบาด

 

  • การส่งวัคซีนอาจช้ากว่าที่คาด จากที่ช่วงครึ่งปีหลังนี้ หวังว่าประชากรไทยจะได้รับวัคซีนแล้ว 

 

  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจยืดเยื้อ กระทบความเชื่อมั่น



อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของเศรษฐกิจไทย และมาตรการของภาครัฐโดยเฉพาะด้านการช่วยเหลือกลุ่ม SMEs คือ มาตรการซอฟต์โลนที่ออกมาแล้วแต่การเบิกจ่ายรัฐยังค่อนข้างต่ำ จึงมีความพยายามที่จะปรับกลไกให้ดีขึ้น ขณะที่มาตรการรัฐที่ออกมาช่วยเยียวยา เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน (ให้เงินเดือนละ 5,000 บาท นาน 3 เดือน) สามารถช่วยแรงงานนอกระบบได้มากกว่า 50% แต่ยังเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น 

 

ด้าน แฮรี่ เอ็ดมุนด์ โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีวี่แววจะฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ยังมีผลกระทบด้านแรงงานอยู่ โดยช่วงไตรมาส 1/63 และ 2/63 พบว่ามีคนตกงานราว 340,000 ตำแหน่ง ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง และค่าจ้างแรงงานภาคเอกชนยังปรับลดลงราว 1.6% (โดยเฉพาะภาคเกษตร) ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3/63 และเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนเห็นการจ้างงานเพิ่มใกล้ 850,000 ตำแหน่งและชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้น

 

ทว่าปัญหาแรงงานไทยที่ต้องจับตามองคือโครงสร้างในระยะยาว โดยไทยมีปัญหาแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสังคมสูงวัยจะขยายตัวต่อเนื่องและเป็นปัญหาในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และในอนาคตมีแนวโน้มว่าปี 2583 แรงงานในตลาดจะเหลือ 35 ล้านคน จากปี 2563 ที่อยู่ราว 39 ล้านคน

 

ทั้งนี้ ข้อแนะนำถึงมาตรการของภาครัฐคือ การออกมาตรการด้านแรงงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มเติม ได้แก่ 

  • ระยะสั้น – การคุ้มครองแรงงานที่อาจจะ หรือตกงานแล้วในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะการรักษาระดับการจ้างงานและการสนับสนุนการสร้างทักษะที่ตลาดต้องการ เพื่อให้แรงงานที่ตกงานสามารถเข้าถึงตลาดแรงงานได้อีกครั้ง

 

  • ระยะยาว – การเพิ่มผลิตภาพในตลาดแรงงาน เพื่อให้สอดรับกับสังคมไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงวัย ทั้งการปรับทักษะแรงงานในการตอบโจทย์ภาคเอกชน โดยออกแบบร่วมกับภาคการศึกษาที่เพิ่มทักษะแรงงานที่ตลาดต้องการ รวมถึงทักษะในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต

 

  • ระยะยาว – การพัฒนาแรงงานในกลุ่มผู้หญิงให้มากขึ้นผ่านการสนับสนุนและสร้างความยืดหยุ่น เช่น สวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับบุตร (การดูแลเด็ก) การเทรนนิ่งเพิ่มทักษะต่างๆ 

 

  • ระยะยาว – เพื่อรับกับสังคมสูงวัย อาจต้องขยายระยะเวลาก่อนเกษียณอายุ และปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นขึ้น เช่น รูปแบบการทำงาน หรือสถานที่ในการทำงาน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้โควิด-19 ทำคนจนไทยเพิ่ม 1.5 ล้านคน แนะรัฐออกมาตรการดูแลแรงงานระยะสั้น-ยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยปี 2564 เสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อน ฟื้นตัว K-Shaped ช่องว่างระหว่าง ‘คนรวย-คนจน’ ถ่างขึ้น หากยังคุมโควิด-19 ไม่อยู่ https://thestandard.co/thai-economy-2021-risks-recession/ Sun, 03 Jan 2021 04:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=437652 เศรษฐกิจไทยปี 2564 เสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อน ฟื้นตัว K-Shaped ช่องว่างระหว่าง ‘คนรวย-คนจน’ ถ่างขึ้น หากยังคุมโควิด-19 ไม่อยู่

ปี 2563 เรียกได้ว่าเป็นปีเผาจริง เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า […]

The post เศรษฐกิจไทยปี 2564 เสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อน ฟื้นตัว K-Shaped ช่องว่างระหว่าง ‘คนรวย-คนจน’ ถ่างขึ้น หากยังคุมโควิด-19 ไม่อยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยปี 2564 เสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อน ฟื้นตัว K-Shaped ช่องว่างระหว่าง ‘คนรวย-คนจน’ ถ่างขึ้น หากยังคุมโควิด-19 ไม่อยู่

ปี 2563 เรียกได้ว่าเป็นปีเผาจริง เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าเศรษฐกิจไทยในปีดังกล่าวจะตกอยู่ในภาวะยากลำบากเช่นนี้ …ช่วงต้นปีสำนักวิจัยหลายแห่ง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังประเมินว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัวได้ราว 2.6% แต่หลังการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ก็ทำให้ภาพทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

 

ล่าสุดคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 น่าจะหดตัวไม่น้อยกว่า 6.6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 22 ปี นับจากปี 2541 ที่ GDP ในขณะนั้นหดตัว 7.6%

 

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลกใบนี้ ในทางการแพทย์จึงไม่มีวัคซีนป้องกันหรือแม้แต่ยารักษา อีกทั้งการแพร่ระบาดยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาครัฐต้องสั่งล็อกดาวน์ประเทศเพื่อหยุดการแพร่เชื้อ ส่งผลต่อเนื่องไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักอย่างฉับพลัน 

 

แม้เวลานี้จะเริ่มมียารักษาและมีวัคซีนป้องกัน แต่การแจกจ่ายวัคซีนยังไม่ทั่วถึงและเป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งการแพร่ระบาดเริ่มกลับมาใหม่ในช่วงปลายปี 2563 และมีทีท่าว่าจะแพร่กระจายต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ ‘การประเมิน’ ภาพเศรษฐกิจในปี 2564 มีความยากลำบาก 

 

อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าหากการระบาดรอบใหม่ไม่มีความรุนแรงเหมือนในรอบแรก เศรษฐกิจไทยปี 2564 น่าจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 3% ขึ้นไป

 

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร

 

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวกับ THE STANDARD ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังมีความท้าทายอยู่มาก และต้องขึ้นอยู่กับสองปัจจัยใหญ่คือ วัคซีนและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ โดยทั้งสองปัจจัยมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน

 

สำหรับกรณีฐาน บล. ภัทร ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัวได้ราว 3.5% ซึ่งตัวเลขนี้อยู่บนสมมติฐานว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยราว 6 ล้านคน และการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ไม่นำไปสู่การปิดเมืองเป็นการทั่วไป

 

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไม่สามารถคุมการระบาดได้ และต้องกลับไปล็อกดาวน์เหมือนที่เคยทำในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา กรณีนี้นอกจากจะทำให้การท่องเที่ยวปี 2564 หดตัวแล้ว การบริโภคภาคเอกชนอาจจะต่ำกว่าที่เราประเมินไว้ได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ GDP ปี 2564 เติบโตที่ 0% หรือไม่เติบโตเลย

 

“เบสไลน์เรายังมองเติบโต 3.5% แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสองเรื่องสำคัญคือ พัฒนาการของวัคซีน และสถานการณ์การแพร่ระบาดรอบใหม่ว่าจะรุนแรงจนต้องกลับไปล็อกดาวน์เหมือนเดิมหรือไม่”

 

พิพัฒน์กล่าวว่า ถ้าภาครัฐคุมสถานการณ์โควิด-19 รอบใหม่ไม่อยู่และต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (Double-dip Recession) เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2564 คงหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปี 2563 อย่างแน่นอน

 

“จริงๆ ต้องบอกว่าตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยปี 2564 ที่เรามองไว้คือการบริโภคภาคเอกชน แต่ถ้าโควิด-19 กลับมาจนต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง ห้างสรรพสินค้าเปิดไม่ได้ คนไม่เดินทางไปไหนมาไหน แบบนี้กระทบแน่นอน ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นผลกระทบบ้างแล้ว เพราะเมื่อมีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อในจังหวัดไหน ยอดการยกเลิกจองที่พักก็เพิ่มขึ้นทันที กรณีแบบนี้น่าเป็นห่วง”

 

ส่วนภาคการส่งออกในปี 2564 อาจจะพอช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ บล.ภัทร ไม่ได้มองว่าจะขยายตัวโดดเด่นมากนัก โดยปี 2564 ประเมินการเติบโตของการส่งออกไว้ราว 6.5% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในปีหน้าเองประเมินว่ายังไม่โดดเด่น

 

สำนักวิจัยเศรษฐกิจส่วนใหญ่ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังฟื้นตัวช้าในระดับ 3.2-3.8% บนสมมติฐานการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ไม่นำไปสู่การล็อกดาวน์ประเทศ โดยที่ ‘การบริโภคภาคเอกชน’ และ ‘การส่งออก’ ถือเป็นพระเอกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2564

 

คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 

 

สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พิพัฒน์เชื่อว่ายังคงเป็นภาพของ K-Shaped โดยที่กลุ่มคนรวยจะอยู่ในส่วนของ ‘เคขาขึ้น’ เพราะต้องยอมรับว่าสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ ขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ทำให้คนรวยรวยมากขึ้น เราจึงเห็นสินค้าราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรู รถหรู ยังขายได้ดี

 

ส่วน ‘เคขาลง’ ยังอยู่ในเศรษฐกิจภาคบริการเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ตลอดจนแรงงานระดับล่างที่ยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  

 

“แม้ว่าสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ จะดีขึ้น ทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ แต่ฐานเศรษฐกิจใหญ่ยังไม่ได้ดีขึ้น คนส่วนใหญ่จึงยังได้รับผลกระทบ ที่เรากังวลคือ จากวันนี้ไปจนถึงวันที่เริ่มมีนักท่องเที่ยวกลับมา คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 6-7 เดือน คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้เขาจะทนได้นานแค่ไหน คนกลุ่มนี้เหมือนกำลังถูกบังคับให้ดำน้ำลึกและยังต้องดำไปอีกกว่าครึ่งปี” 

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวกับ THE STANDARD ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังคงเผชิญความท้าทายอยู่มาก ซึ่งเดิมเราประเมินว่าตัวเลข GDP ในปี 2564 จะเติบโตได้ราว 4.1% แต่การกลับมาระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19 ทำให้เราต้องทบทวนตัวเลขดังกล่าวใหม่

 

“ปัญหาสำคัญของเราคือการระบาดรอบใหม่ ซึ่งทำให้ตัวเลขการบริโภคน่าจะต่ำกว่าตัวเลขที่เราประเมินไว้ในขณะนี้ เพราะการกลับมาของโควิด-19 มีผลต่อการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของคน เรากำลังดูอยู่ว่าจะปรับสินค้ากลุ่มไหนลงมาบ้าง”

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสินค้าในกลุ่มอาหารหรือของใช้ในชีวิตประจำวันคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ที่กระทบมากหน่อยจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและกลุ่มเครื่องดื่มต่างๆ แต่ผลกระทบเหล่านี้คงไม่รุนแรงเท่ากับการล็อกดาวน์ในรอบก่อน

 

ส่วนพระเอกที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยปี 2564 คือ การส่งออก โดยมองว่าในปี 2564 แม้หลายประเทศจะเผชิญแรงกดดันจากการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 แต่ด้วยนโยบายการเงินและการคลังจากประเทศอุตสาหกรรมหลัก ทำให้เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวต่อไปได้ การส่งออกของไทยก็น่าจะได้รับอานิสงส์จากส่วนนี้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยปี 2564 ไม่ได้อยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจว่าจะเป็นเท่าไร แต่อยู่ที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจที่อาจจะถ่างขึ้น ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในรูปของ K-Shaped ซึ่งเป็นเชฟที่แตกต่างกันระหว่าง ‘คนรวย’ และ ‘คนจน’

 

“เราห่วงการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง โดยเศรษฐกิจกลุ่มบนยังไปได้แม้ว่าจะเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะที่คนกลุ่มล่าง แม้ปัญหาการว่างงานไม่ได้สูง แต่ชั่วโมงการทำงานลดลงไปมาก กระทบต่อรายได้ของคนกลุ่มนี้ จึงอยากชวนคิดว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะวันนี้ภาครัฐทำได้เพียงการแจกเงินเพื่อประคับประคอง ในอนาคตคงต้องดูว่าจะมีอะไรที่ทำให้เศรษฐกิจระดับล่างพัฒนาได้อย่างยั่งยืนบ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจต่างจังหวัดซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก”

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี

 

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 น่าจะขยายตัวได้เพียง 3.5% หรือกลับมาขยายตัวได้เพียงครึ่งเดียวจากที่คาดว่าจะหดตัวระดับ 7% ในปี 2563 โดยการประเมินดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีการกลับมาล็อกดาวน์เป็นการทั่วไป เพราะถ้าเป็นกรณีนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คงต่ำกว่าระดับ 3% อย่างแน่นอน

 

สำหรับพระเอกของปี 2564 คือ การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งในกรณีที่ไม่กลับมาล็อกดาวน์อีกรอบ เชื่อว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 

 

“ถ้าดูการบริโภคสินค้าคงทนถือว่าฟื้นตัวได้ดี โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ที่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว สะท้อนว่าคนมีกำลังซื้อแต่ไม่กล้าใช้จ่ายเต็มที่ พอสถานการณ์เริ่มดีขึ้นก็เริ่มกลับมาใช้จ่าย ดังนั้นหากเราคุมสถานการณ์โควิด-19 อยู่ และไม่กลับไปล็อกดาวน์ใหม่ ในปี 2564 การบริโภคภาคเอกชนน่าจะเป็นพระเอกของปี”

 

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเชื่อว่ายังไม่ฟื้นตัว เพราะถ้าดูยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าขยายตัวเฉพาะสินเชื่อรายใหญ่ ในขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวราว 4-5% ดังนั้นการลงทุนในปี 2564 จึงยังไม่ใช่พระเอกหลัก

 

นริศกล่าวว่า สาเหตุที่การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ทำให้ความจำเป็นในการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อการส่งออกลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจจะต้องรอการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่นักลงทุนกลุ่มนี้ก็รอดูความชัดเจนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยอยู่

 

“ปี 2564 ดูแล้วการลงทุนในส่วนของงานก่อสร้างคงชะลอตัว เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เองก็ยังมีซัพพลายที่เหลืออยู่เยอะ ส่วนการลงทุนพวกเครื่องจักรก็ต้องไปลุ้นให้บริษัทใหญ่ๆ ลงทุนเพิ่ม แต่ถ้าดูกำลังผลิตของผู้ส่งออกเวลานี้ยังเหลืออยู่อีกเยอะ ยกเว้นจะเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ แต่พวกนี้ก็ต้องรอต่างชาติเข้ามา ซึ่งเวลานี้ยังทำได้ไม่เต็มที่นักเพราะติดปัญหาเรื่องโควิด-19”

 

ส่วนภาคการส่งออก ในปี 2564 อาจทำได้เพียงการพยุงเศรษฐกิจเท่านั้น โดย ศูนย์เคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีประเมินการส่งออกปี 2564 ขยายตัวราว 4.2% มาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยปัจจัยภายในเป็นเรื่องโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยที่ไม่ตรงกับความต้องการของโลก สะท้อนผ่านการส่งออกเดือนพฤศจิกายนที่ยังคงหดตัวในระดับ 3.6% เทียบกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคที่เริ่มกลับมาขยายตัว 

 

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าจากการกลับมาระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มสะดุด ส่งผลต่อการค้าโลกที่อาจชะลอตัวลง

 

สำหรับภาคการท่องเที่ยวในปี 2564 ยังประเมินสถานการณ์ได้ค่อนข้างยาก เพราะยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก

 

นริศกล่าวด้วยว่า ในส่วนของนโยบายการเงิน เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ตลอดทั้งปี 2564 แต่หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากกว่าคาด เชื่อว่า ธปท. จะใช้วิธีให้ธนาคารพาณิชย์ลดการนำส่งค่าธรรมเนียมบนฐานเงินฝากเข้าสู่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (FIDF) เพิ่มเติม

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เศรษฐกิจไทยปี 2564 เสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อน ฟื้นตัว K-Shaped ช่องว่างระหว่าง ‘คนรวย-คนจน’ ถ่างขึ้น หากยังคุมโควิด-19 ไม่อยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตรถกกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ตั้ง ‘ธรรมนัส’ เร่งหาทางออกโดยเร็ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง https://thestandard.co/prawit-set-up-thammanas-to-solve-poor-society/ Thu, 03 Dec 2020 06:09:24 +0000 https://thestandard.co/?p=428171 ประวิตรถกกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ตั้ง ‘ธรรมนัส’ เร่งหาทางออกโดยเร็ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันนี้ (3 ธันวาคม) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐม […]

The post ประวิตรถกกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ตั้ง ‘ธรรมนัส’ เร่งหาทางออกโดยเร็ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตรถกกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ตั้ง ‘ธรรมนัส’ เร่งหาทางออกโดยเร็ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันนี้ (3 ธันวาคม) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ครั้งที่ 2/2563 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลความคืบหน้าการลงพื้นที่เพื่อติดตาม เร่งรัดขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนในพื้นที่ 5 จังหวัด (ขอนแก่น, สุรินทร์, กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ และนครพนม) จำนวน 7 กรณีปัญหา ซึ่ง พล.อ. ประวิตร ได้มอบหมายให้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้เร่งรัด ติดตาม แก้ปัญหาต่างๆ ดังกล่าวให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว และรับทราบความคืบหน้าแนวทางการสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤต โควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งชุมชนชนบทของสมัชชาคนจนในพื้นที่ 47 ตำบล 20 จังหวัด ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ จากมาตรการสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศที่ผ่านมา

 

คณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบตามข้อเสนอของสมัชชาคนจนที่สำคัญ ได้แก่ การแก้ไขปัญหากรณีโครงการอ่างเก็บน้ำโป่งขุนเพชร จังหวัดชัยภูมิ, ปัญหาที่ราชพัสดุ หนองน้ำขุ่น จังหวัดขอนแก่น, ปัญหาโครงการฝายหัวนา จังหวัดศรีสะเกษ, ปัญหาการตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่จังหวัดพัทลุง, นครศรีธรรมราช และตรัง เป็นต้น

 

พล.อ. ประวิตร กล่าวย้ำว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทุกปัญหาอย่างเร่งด่วน และได้กำชับขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน โดยต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เป็นรูปธรรม มุ่งประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวมเป็นสำคัญ มีการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยเด็ดขาด

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ประวิตรถกกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ตั้ง ‘ธรรมนัส’ เร่งหาทางออกโดยเร็ว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สอวช. – บพท. เลือก 10 จังหวัดรายได้น้อยสุดในไทย เป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาความยากจนให้ประชาชนแบบยั่งยืน https://thestandard.co/choose-10-low-income-provinces-solve-poverty/ Mon, 14 Sep 2020 09:22:32 +0000 https://thestandard.co/?p=396618

วันนี้ (14 กันยายน) ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำ […]

The post สอวช. – บพท. เลือก 10 จังหวัดรายได้น้อยสุดในไทย เป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาความยากจนให้ประชาชนแบบยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 กันยายน) ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร สอวช. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้สั่งการให้ สอวช. ดำเนินการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งนี้ ในส่วนของ สอวช. โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ดำเนินโครงการ ‘การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาคนจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ’ โดยมีเป้าหมายเพื่อหลุดพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืน

 

 

นอกจากนี้ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า การดำเนินโครงการเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัดที่มีรายได้ภาคครัวเรือนต่ำที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท ปัตตานี กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ มุกดาหาร และสกลนคร ภายใต้เป้าหมายที่ต้องการให้ประชากรกลุ่มยากจนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืน และสามารถเข้าถึงทรัพยากรการศึกษา สวัสดิการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างเท่าเทียม มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามกลุ่มเป้าหมายคนจนที่มีความแม่นยำ เพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการรัฐมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น รวมถึงคนจนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนเป็น Knowledge Worker หรือ Smart Farmer มีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

ทั้งนี้ ดร.กิตติ กล่าวย้ำว่า จากการดำเนินงานวิจัยมา 2 เดือน พบว่าสามารถดำเนินงานวิจัยได้ตามแผน ทั้งการพัฒนาและทดสอบเครื่องมือการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาความยากจนในพื้นที่ และพัฒนากลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนทั้งระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่

 

โดยทีมสถาบันการศึกษาในพื้นที่สร้างกลไกความร่วมมือกับจังหวัดเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนของจังหวัด และเริ่มขับเคลื่อนการสำรวจปัญหาความยากจนรายครัวเรือน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่และส่วนกลาง 

 

นอกจากนี้ ทีมภาคประชาสังคมยังได้พัฒนาระบบและเครื่องมือกลางในการสำรวจวิเคราะห์สภาพปัญหาเชิงลึกของคนจนในพื้นที่ และสำรวจศักยภาพและทุนในพื้นที่สร้างระบบการช่วยเหลือและจัดการหนุนเสริมกระบวนการทำงานกับกลไกจังหวัด และสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง 10 จังหวัด ขณะเดียวกัน บพท. ยังได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ในด้านจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการวิจัยร่วมกับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนของจังหวัด เพื่อติดตามและประสานงานการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ

 

รวมถึงการประสานทำความร่วมมือกับสถาบันวิจัยป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการพัฒนา System Based Research พร้อมทั้งวิจัยนโยบายทำ State of Development ทำการสังเคราะห์งานภาพรวมและเชื่อมโยงระบบในระดับชาติ

 

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 5-7 กันยายนที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก พร้อมคณะผู้บริหารจากกระทรวง อว. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยพะเยา เรื่องการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานราก เน้นการมีส่วนร่วมของภาคีในพื้นที่ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาคมในพื้นที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ชื่นชมการทำงานในพื้นที่ของทุกภาคส่วน

 

นอกจากได้เห็นศักยภาพของนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแล้ว ชาวบ้านยังเข้าใจว่างานวิจัยคืออะไร ซึ่งทางกระทรวงฯ จะสนับสนุนให้ บพท. เข้ามาพัฒนาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจนต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post สอวช. – บพท. เลือก 10 จังหวัดรายได้น้อยสุดในไทย เป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาความยากจนให้ประชาชนแบบยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยชี้ วิกฤตโควิด-19 อาจทำให้คนจนสุดขีดเพิ่มเป็น 1.1 พันล้านคนทั่วโลก https://thestandard.co/oronavirus-crisis-could-see-number-of-extreme-poor-rise-to-11-billion-worldwide-researchers/ Fri, 12 Jun 2020 04:20:21 +0000 https://thestandard.co/?p=371333

วันนี้ (12 มิถุนายน) งานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์โ […]

The post งานวิจัยชี้ วิกฤตโควิด-19 อาจทำให้คนจนสุดขีดเพิ่มเป็น 1.1 พันล้านคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 มิถุนายน) งานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์โดย UNU-WIDER สถาบันวิจัยที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่าวิกฤตโควิด-19 จะผลักให้มีคนยากจนสุดขีดเพิ่มอีก 395 ล้านคน ส่งผลให้ตัวเลขผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่โดยใช้เงินเพียง 1.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันหรือน้อยกว่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 พันล้านคนทั่วโลก

 

ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรจะหดตัว 20% จะทำให้จำนวนคนยากจนสุดขีดเพิ่มขึ้นเป็น 1.12 พันล้านราย ขณะที่กลุ่มคนยากจนหรือคนที่ดำรงชีวิตอยู่โดยใช้เงินไม่ถึง 5.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 พันล้านคน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นประเทศรายได้ปานกลาง

 

ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เป้าหมายในการยุติความยากจนของสหประชาชาติห่างไกลออกไปยิ่งขึ้น โดยกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะกลายเป็นคนจนสุดขีดคือประชากรที่อาศัยอยู่ในเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดีย ประเทศที่มีประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน ตามมาด้วยประชากรในภูมิภาคแอฟริกาที่อยู่ใต้ทะเลทรายซาฮาราลงมา (Sub-Saharan Africa) โดยคนจนสุดขีดกว่า 1 ใน 3 ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นประชากรในภูมิภาคนี้

 

ภาพ: Arif Hudaverdi Yaman / Anadolu Agency / Getty Images

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post งานวิจัยชี้ วิกฤตโควิด-19 อาจทำให้คนจนสุดขีดเพิ่มเป็น 1.1 พันล้านคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดผลสำรวจคนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19 https://thestandard.co/open-survey-on-poor-people-in-coronavirus-crisis/ Tue, 14 Apr 2020 13:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=354022

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม […]

The post เปิดผลสำรวจคนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยข้อมูลผลสำรวจเรื่อง ‘คนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19’ และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยคณะนักวิจัยโครงการวิจัยคนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง 

 

โดยมีข้อค้นพบที่สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ สภาพความเป็นอยู่และการดูแลตัวเองของคนจนเมืองในวิกฤตโควิด-19, ผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 และการเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาล

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post เปิดผลสำรวจคนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สกสว. สำรวจคนจนเมืองกับวิกฤตโควิด-19 พบกว่า 60% รายได้ลด เกือบครึ่งไม่ผ่านเกณฑ์เยียวยา 5 พันบาท https://thestandard.co/explore-the-poor-in-the-city-with-the-covid-19-crisis/ Tue, 14 Apr 2020 11:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=353963

วันนี้ (14 เมษายน) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร […]

The post สกสว. สำรวจคนจนเมืองกับวิกฤตโควิด-19 พบกว่า 60% รายได้ลด เกือบครึ่งไม่ผ่านเกณฑ์เยียวยา 5 พันบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 เมษายน) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยข้อมูลผลสำรวจเรื่อง ‘คนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19’ และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยคณะนักวิจัยโครงการวิจัยคนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีข้อค้นพบที่สำคัญ 3 ประเด็น ดังนี้

 

  1. สภาพความเป็นอยู่และการดูแลตัวเองของคนจนเมืองในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

 

1.1 มีหน้ากากอนามัย (แบบผ้าหรือแบบกระดาษ) ใส่ทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านหรือไม่ โดยผลสำรวจพบว่า 89.90% มีหน้ากากใส่เสมอเมื่อต้องออกจากที่บ้าน รองลงมา 8.51% ไม่มีหน้ากากอนามัยใส่ในบางครั้งเมื่อต้องออกจากบ้าน และสุดท้าย 1.58% ไม่มีหน้ากากอนามัยใส่เมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้าน

 

1.2 มีเจลหรือแอลกอฮอล์ล้างมือสำหรับใช้เมื่อออกจากบ้านหรือไม่ โดยผลสำรวจพบว่า 44.27% มีการพกเจลหรือแอลกอฮอล์ล้างมือติดตัวเสมอ รองลงมา 29.45% มีพกติดตัวในบางครั้ง และ 26.28% ไม่เคยพกเจลล้างมือเมื่อต้องออกจากบ้าน

 

1.3 หากสมาชิกในครัวเรือนมีความเสี่ยงในการติดโควิด-19 ที่พักของท่านมีความเหมาะสมที่จะให้สมาชิกท่านนั้นกักตัวเองเพื่อแยกจากคนอื่นหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า 43.79% ไม่มีพื้นที่ให้กักตัวที่บ้าน รองลงมา 29.78% มีความพร้อมในการจัดสรรพื้นที่ให้กักตัวมาก และ 26.43% ไม่มีความพร้อมแต่สามารถจัดสรรพื้นที่ให้กักตัวได้ 

 

  1. ผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

2.1 ผลกระทบด้านการทำงานจากวิกฤตโควิด-19 แบ่งเป็น 3 ลำดับแรก พบว่า 18.87% นายจ้างให้หยุดงานหรือเลิกจ้าง 18.44% ประกอบอาชีพอิสระและไม่มีผู้ว่าจ้างหรือมีลูกค้าใช้บริการน้อยลง และ 18.24% ผลกระทบอื่นๆ

 

2.2 วิกฤตโควิด-19 มีผลต่อรายได้ของท่านอย่างไร ผลสำรวจพบว่า 60.24% รายได้ลดลงเกือบทั้งหมด 31.21% รายได้ลดลงกึ่งหนึ่ง และ 8.55% รายได้เท่าเดิม

 

2.3 หากคำนวณเป็นรายได้ที่ลดลงของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด จะพบว่าคนจนเมืองมีรายได้ลดลงโดยเฉลี่ย 70.84% จากเดิมรายได้เฉลี่ยของคนจนเมืองผู้ตอบแบบสอบถามก่อนวิกฤตโควิด-19 อยู่ที่ 13,397 บาทต่อเดือน ดังนั้น ในช่วงระหว่างวิกฤตคนจนเมืองผู้ตอบแบบสอบถามรายได้ลดลง 70.84% หรือ 9,490 บาทต่อเดือน คงเหลือรายได้เพียง 3,906 บาทต่อเดือน 

 

2.4 จากผลของรายได้ที่ลดลงท่านกำลังประสบความเดือดร้อนอะไรบ้าง โดยผลสำรวจ 3 ลำดับแรกที่มีการเลือกมากที่สุด คือ 54.41% ไม่มีเงินส่งหนี้สิน หนี้รถยนต์ หนี้ผ่อนบ้าน รองลงมา 33.82% ต้องกู้หนี้ยืมสิน และ 32.14% ต้องนำเงินที่ออมไว้มาใช้

 

2.5 อาชีพของท่านสามารถปรับตัวมาทำงานที่บ้านได้หรือไม่ ผลสำรวจพบว่า 78.97% ระบุว่าไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ รองลงมา 16.70% สามารถกลับมาทำงานที่บ้านได้บางส่วน 4.33% สามารถปรับมาทำงานที่บ้านได้โดยแทบไม่มีผลกระทบ

 

  1. การเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาล 

 

3.1 ท่านได้ลงทะเบียนโครงการรับเงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาทหรือไม่ โดยผลสำรวจแบ่งเป็น 3 ข้อที่มีการเลือกสูงสุดพบว่า 51.87% สามารถลงทะเบียนสำเร็จ รองลงมา 28.99% ไม่ได้ลงทะเบียนเพราะรู้ว่าตนเองไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการขอมาตรการเยียวยา และ 14.60% ลงทะเบียนแต่ไม่สำเร็จ

 

3.2 ท่านได้รับผลการพิจารณาโครงการรับเงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาทหรือไม่ โดยผลสำรวจพบว่า 65.78% ยังไม่ได้รับผล (อยู่ระหว่างรอผล) 21.29% ทางการพิจารณาได้รับเงินช่วยเหลือ และ 12.93% ไม่ผ่านการพิจารณา

 

3.3 ท่านได้ประโยชน์จากมาตรการผ่อนปรนหนี้สินของธนาคารไฟแนนซ์ หรือบัตรเครดิตหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า 44.40% ได้ประโยชน์ 30.11% ไม่ได้ประโยชน์ เพราะหนี้ที่มีเป็นหนี้นอกระบบ และ 25.49% ไม่ได้ประโยชน์ เพราะไม่มีหนี้ 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post สกสว. สำรวจคนจนเมืองกับวิกฤตโควิด-19 พบกว่า 60% รายได้ลด เกือบครึ่งไม่ผ่านเกณฑ์เยียวยา 5 พันบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียทุ่มงบประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาทต่อปี ประกันสุขภาพคนยากจนกว่า 500 ล้านคนทั่วประเทศ https://thestandard.co/indian-pm-launches-worlds-biggest-health-insurance-scheme/ https://thestandard.co/indian-pm-launches-worlds-biggest-health-insurance-scheme/#respond Mon, 24 Sep 2018 04:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=123439

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เผย รัฐบาลอินเดียเตรียมทุ่มงบป […]

The post อินเดียทุ่มงบประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาทต่อปี ประกันสุขภาพคนยากจนกว่า 500 ล้านคนทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เผย รัฐบาลอินเดียเตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 5.2 หมื่นล้านบาท) เริ่มต้นหนึ่งในโครงการประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างโครงการ Ayushman Bharat หรือ ‘Modicare’ โดยให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวอินเดียที่ยากจนกว่า 500 ล้านคนทั่วประเทศ

 

นายโมดีระบุว่า โครงการนี้จะช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลให้แก่ครอบครัวชาวอินเดียที่ยากจนทุกครอบครัว ครอบครัวละ 500,000 รูปี (ราว 225,000 บาท) พร้อมเผยว่า โครงการนี้จะช่วยพัฒนาและเปลี่ยนแปลงให้อินเดียเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต นับเป็นย่างก้าวสำคัญที่ชาวอินเดียที่ยากจนทุกคนจะได้เข้าถึงการรักษาด้านสาธารณสุขที่ดีและมีคุณภาพ

 

โดยจะเริ่มกระจายงบประมาณ 60:40 ไปยังส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่นทั้ง 29 รัฐ ซึ่งงบประมาณนี้อาจจะถูกปรับเพิ่มขึ้น ตามปริมาณความต้องการของประชากรในพื้นที่นั้นๆ พร้อมตั้งเป้าจะสร้างศูนย์ดูแลสุขภาพของประชาชนกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศภายในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งที่ผ่านมาอินเดียประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์และโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพมาโดยตลอด

 

นายโมดีระบุว่า “โครงการนี้จะไม่มีการแบ่งแยกประเภทการรักษาจากลัทธิศาสนาที่นับถือหรือชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด จะไม่มีการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างของเชื้อชาติในโครงการนี้”

 

ด้านอิเลียส อาลี แพทย์ชาวอินเดียที่ประจำอยู่ในเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกูวาฮาติ (Guwahati) กล่าวว่า “ขณะนี้อินเดียกำลังให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลในวงการแพทย์เป็นอย่างมาก และผมเชื่อว่าภายใน 10-15 ปี การแพทย์และการสาธารณสุขของที่นี่จะกลายเป็นระบบที่มีมาตรฐานทัดเทียมระดับโลกอย่างแน่นอน”

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post อินเดียทุ่มงบประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาทต่อปี ประกันสุขภาพคนยากจนกว่า 500 ล้านคนทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/indian-pm-launches-worlds-biggest-health-insurance-scheme/feed/ 0
ประเพณีทิ้งกระจาด งานบุญประจำปีป่อเต็กตึ๊ง กับจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบล้านคนของไทย https://thestandard.co/poh-teck-tung-foundation-annual-festival-2561/ https://thestandard.co/poh-teck-tung-foundation-annual-festival-2561/#respond Fri, 07 Sep 2018 07:44:51 +0000 https://thestandard.co/?p=119662

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งทำการแจกจ่ายข้าวสาร เครื่องอุปโภคบริโ […]

The post ประเพณีทิ้งกระจาด งานบุญประจำปีป่อเต็กตึ๊ง กับจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบล้านคนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งทำการแจกจ่ายข้าวสาร เครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2561

 

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (7 ก.ย.) มีประชาชนและผู้ยากไร้ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

 

 

สำหรับประเพณีทิ้งกระจาดนั้นปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และเป็นงานสังคมสงเคราะห์ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ปฏิบัติต่อเนื่องมาทุกปีเป็นเวลานานกว่า 100 ปี

 

โดยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้งมาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ แล้วนำมาแจกจ่ายเป็นทานให้แก่ผู้มารอรับ ซึ่งในแต่ละปีมีผู้มารับของแจกทานหลายหมื่นคน

 

 

โดยในปี 2561 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดงานประเพณีทิ้งกระจาดรวม 3 แห่งคือ จังหวัดสมุทรสาคร นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร รวมงบประมาณงานประเพณีทิ้งกระจาด ปี 2561 ทั้งสิ้น 13,950,000 บาท

 

จำนวนคนที่มาเข้าคิวรอรับของแจกสอดคล้องกับจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทย

 

สภาพัฒน์กำหนดเส้นความยากจนอยู่ที่ 2,920 บาทต่อคนต่อเดือน และคนไทยเกือบ 6 ล้านคนมีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 2,920 บาท 

 

 

ระหว่างปี 2558-2559 ประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 963,000 คน (เกือบ 1 ล้านคน) จากเดิมมีจำนวนคนจน 4.847 ล้านคนในปี 2558 เพิ่ม 20% เป็น 5.810 ล้านคน ในปี 2559

 

ในจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน แยกเป็นคนจนในเมืองเพิ่มขึ้น 436,000 คน และคนจนในชนบทเพิ่มขึ้น 527,000 คน      

 

จากข้อมูลนี้แปลว่าสัดส่วนของคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21% เป็น 8.61%

 

ตลอดช่วงเวลา 30 ปี ภาวการณ์ที่ความยากจนเพิ่มขึ้นเกิดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2541-2543 ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น 5.5 ล้านคน ครั้งที่สองในปี 2551 ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น 398,000 คน และครั้งที่สามก็คือครั้งนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่าวิกฤตอะไร

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่: thestandard.co/poverty-number-increase

The post ประเพณีทิ้งกระจาด งานบุญประจำปีป่อเต็กตึ๊ง กับจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบล้านคนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/poh-teck-tung-foundation-annual-festival-2561/feed/ 0