คดีความ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 21 Dec 2025 09:13:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า https://thestandard.co/elon-musk-tesla-court-win/ Sun, 21 Dec 2025 09:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1156632 อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั […]

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยให้คืนสิทธิ์ในแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท) แก่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดคดีความที่ยืดเยื้อและเปิดทางให้มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกรายนี้ได้รับผลตอบแทนมหาศาลอีกครั้ง

 

คำตัดสินดังกล่าวเป็นการปฏิเสธคำพิพากษาเดิมในปี 2024 ของ แคธลีน แมคคอร์มิค ประธานศาลแห่งศาลชานเซอรีรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเคยสั่งเพิกถอนแผนการจ่ายค่าตอบแทนปี 2018 ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคณะกรรมการของ Tesla มีความใกล้ชิดกับ มัสก์ มากเกินไป และกระบวนการอนุมัตินั้นมีความบกพร่อง

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้ง 5 ท่านมองว่า แม้กระบวนการอนุมัติจะไม่เหมาะสม แต่การยกเลิกสัญญาจ้างทั้งหมดถือเป็น ‘บทลงโทษที่ไม่ถูกต้อง’ โดยศาลระบุในความเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ว่า “การเพิกถอนสัญญาจะทำให้มัสก์ไม่ได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาและความพยายามของเขาในช่วงระยะเวลา 6 ปี”

 

ศาลสูงสุดยอมรับความจริงที่ว่า คณะกรรมการของ Tesla ในปี 2018 ได้อนุมัติการมอบหุ้นหลายร้อยล้านหุ้นให้กับ มัสก์ ผ่านกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎระเบียบ แต่ศาลสรุปว่า “การสั่งยกเลิกแผนตอบแทนทั้งหมดไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม” สำหรับความผิดพลาดในขั้นตอนดังกล่าว เนื่องจากบริษัทได้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจตามเงื่อนไขแล้ว

 

เหตุผลสำคัญคือผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์อย่างมากจากความพยายามของ มัสก์ ระหว่างปี 2018 ถึง 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ Market Cap ของบริษัทพุ่งสูงขึ้นเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) โดยศาลระบุว่า “เป็นที่ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่ามัสก์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนตามสัญญาปี 2018”

 

สำหรับหุ้นจำนวน 303 ล้านหุ้นที่ มัสก์ ได้รับสิทธิ์คืนกลับมาตามคำตัดสินนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.71 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่มหาศาล และเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารงานของเขาในช่วงเวลาดังกล่าวตามที่ศาลได้พิจารณา

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2024 ศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดว่ากระบวนการอนุมัติแพ็กเกจนี้มีความบกพร่อง เนื่องจากคณะกรรมการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและทางวิชาชีพที่ใกล้ชิดกับ มัสก์ โดยระบุว่า “มัสก์เป็นตัวอย่างของ ‘Superstar CEO’ และครอบงำกระบวนการที่นำไปสู่การอนุมัติแผนค่าตอบแทนของเขา”

 

ผลพวงจากคำตัดสินในปี 2024 ทำให้คณะกรรมการ Tesla ต้องอนุมัติข้อตกลงค่าตอบแทนฉบับใหม่ในปีนี้ ซึ่งผู้ถือหุ้นได้ลงมติเห็นชอบมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) หากทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ Tesla ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากศาลสูงสุดคืนสิทธิ์ในแพ็กเกจปี 2018 บริษัทจะดำเนินการถอนข้อเสนอค่าตอบแทนชั่วคราวและแพ็กเกจใหม่ล่าสุดออกไป ซึ่งรวมถึงเงินตอบแทนชั่วคราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.11 แสนล้านบาท) ที่ตั้งใจจะมอบให้ก่อนหน้านี้

 

ในส่วนของบทลงโทษ ศาลสั่งให้คณะกรรมการจ่าย ‘ค่าเสียหายเชิงสัญลักษณ์’ เพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31 บาท) สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ได้อนุมัติค่าทนายความจำนวน 54.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.71 พันล้านบาท) ให้แก่ทีมกฎหมายของ ริชาร์ด ทอร์เนตตา ผู้ถือหุ้นที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจนชนะคดี

 

ทนายความฝั่งโจทก์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “เราขอขอบคุณผู้พิพากษาสำหรับความใส่ใจ การทำงานหนัก และเวลาที่มอบให้กับเรื่องนี้ เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในคำตัดสินประวัติศาสตร์ ที่เรียกให้คณะกรรมการ Tesla และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดหน้าที่ความไว้วางใจ”

 

คดีความนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยก่อนหน้านี้ มัสก์ ได้กล่าวหาศาลว่ามี ‘การทุจริตอย่างร้ายแรง’ และตัดสินใจย้ายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท Tesla ไปยังรัฐเท็กซัส ซึ่งส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Dropbox และ Coinbase ทยอยย้ายออกจากรัฐเดลาแวร์ไปยังเท็กซัสหรือเนวาดาเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568

ภาพ : Max Whittaker/Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุสุมาลวตี วิจารณ์พฤติกรรม สุขสมรวย ข่มขู่คุกคามอดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/kusumalawati-suksomruay-mp-court/ Tue, 16 Dec 2025 05:44:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1155238 กุสุมาลวตีวิจารณ์พฤติกรรมสุขสมรวย ข่มขู่คุกคาม อดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่อาคารรัฐสภา กุสุมาลวตี ศิริโกมุล […]

The post กุสุมาลวตี วิจารณ์พฤติกรรม สุขสมรวย ข่มขู่คุกคามอดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุสุมาลวตีวิจารณ์พฤติกรรมสุขสมรวย ข่มขู่คุกคาม อดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่อาคารรัฐสภา กุสุมาลวตี ศิริโกมุล อดีต สส. มหาสารคาม พร้อมด้วย สมหญิง บัวบุตร อดีต สส. อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีสมหญิงที่ถูก สุขสมรวย วันทนียกุล อดีต สส. อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย คุกคามข่มขู่ด้วยกิริยาอาการที่ไม่สุภาพ และผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่สนามบินจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงการส่งเอกสารรูปปืนมายังสมหญิง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

กุสุมาลวตีระบุว่า ตนเองก็เป็นคู่กรณีกับสุขสมรวยเช่นเดียวกัน ที่สุขสมรวยได้ฟ้องร้องตนเองถึง 4 คดี และเมื่อไปศาลก็แสดงกิริยาอาการเหยียดหยามดูถูกตนเอง จนกระทั่งศาลได้ตัดสินยกฟ้องตนเองในถึง 3 คดี

 

“เมื่อดิฉันได้ทราบข่าวว่าท่านสมหญิงถูกกระทำเช่นเดียวกัน จึงมีความรู้สึกว่า เหตุไฉนสุขสมรวยจึงมีกิริยาอาการที่กร่าง รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกิน รวมทั้งมีสามีเป็นตำรวจ ก็เข้ามาส่งสารข่มขู่คุกคามท่านสมหญิงอยู่ตลอดเวลา” กุสุมาลวตีกล่าว

 

นางกุสุมาลวตรีระบุว่า สุขสมรวยได้ชี้แจงในเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และในคดีที่ตนเองชนะแล้ว สุขสมรวยยังได้ละเมิด ซึ่งตนจะฟ้องกลับแน่นอน เช่นเดียวกับคดีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ฟ้องร้องตนเอง สื่อมวลชนและทนายทั้งหลายได้ดูคำวินิจฉัยแล้ว ก็เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งตนเองได้รับความกรุณาจากนายกสภาทนายความแห่งประเทศไทย เขียนคำร้องอุทธรณ์ให้ตนเองในคดีของอนุทิน

 

“ดิฉันโดนอนุทินกล่าวหาว่ากักขฬะ เป็นคนน่ารังเกียจ เป็นคนชอบพูดโกหก ซึ่งเข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท แต่ศาลได้ตัดสินว่า อนุทินเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะต้องปกป้องพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค แต่การปกป้องพรรคไม่ใช่มาด่าเรื่องส่วนตัว การปกป้องพรรคจะต้องพูดในสาระของพรรคที่เสียหาย แต่นี่อนุทินไม่ได้พูดในสาระของพรรคเลย แต่กลับมาด่าดิฉันในเรื่องส่วนตัว” กุสุมาลวตีระบุ

 

กุสุมาลวตีกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน สุขสมรวยก็มีกิริยาอาการที่คล้ายกัน จึงอยากถามว่า เป็นวัฒนธรรมองค์กรหรืออย่างไร ที่คนของบางพรรคการเมืองมีอาการกร่าง ว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ข่มขู่คุกคามคนอื่น ซึ่งเป็นคนธรรมดา ตนเองที่เป็นอดีต สส. เราจะต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองจากการกระทำของคนมีอำนาจ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี และ สส. กลับดูถูกคนอื่น

 

“ดิฉันคิดว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้แทน หรือได้คะแนนเยอะแยะมากมาย แต่อยู่ที่ในขณะเลือกตั้งได้ซื้อเสียงหรือกระทำผิดหรือไม่ และสิ่งที่ท่านสมหญิงปกป้องตนเองจึงได้ฟ้องร้อง เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่าเขาได้กระทำผิด” กุสุมาลวตีกล่าว

 

ด้านสมหญิงกล่าวชี้แจงว่า กรณีการถูกข่มขู่ ตนเองมีหลักฐานทั้งหมด และยังมีการข่มขู่ดิฉันซึ่งเป็นพยานที่จะไปขึ้นศาลในวันที่ 19 ธันวาคม นี้ด้วย ตนเองห่วงในความปลอดภัย จึงมาขอความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน เพราะตนเองอายุมากแล้ว และไม่อยากมีเรื่องกับใคร ขณะที่กุสุมาลวตีกล่าวเสริมว่า วันที่ 19 ธันวาคมนี้ ตนเองจะไปเป็นกำลังใจให้พี่สมหญิง และในวันเดียวกันตนเองจะประกาศสู้ จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดอำนาจเจริญ

The post กุสุมาลวตี วิจารณ์พฤติกรรม สุขสมรวย ข่มขู่คุกคามอดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ju Hak Nyeon เปิดใจถึงการถูกค่ายฟ้องร้องเพื่อให้ออกจากวง The Boyz https://thestandard.co/ju-hak-nyeon-sued-boyz/ Thu, 04 Dec 2025 04:55:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1151258 Ju Hak Nyeon เปิดใจถึงการถูกค่ายฟ้องร้องเพื่อให้ออกจากวง The Boyz

Ju Hak Nyeon ให้สัมภาษณ์กับ Billboard เกี่ยวกับการถูกกด […]

The post Ju Hak Nyeon เปิดใจถึงการถูกค่ายฟ้องร้องเพื่อให้ออกจากวง The Boyz appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ju Hak Nyeon เปิดใจถึงการถูกค่ายฟ้องร้องเพื่อให้ออกจากวง The Boyz

Ju Hak Nyeon ให้สัมภาษณ์กับ Billboard เกี่ยวกับการถูกกดดันให้ออกจากวง The Boyz เป็นครั้งแรก หลังจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญหน้ากับการกดดันให้ออกจากค่ายและจ่ายค่าเสียหายให้กับต้นสังกัด เพราะมีข่าวลือว่าเขามีความสัมพันธ์กับอดีตนักแสดง AV อย่าง Asuka Kirara แต่เขาและอีกฝ่ายยืนยันว่า พวกเขาแค่พูดคุยกันเฉยๆ ไม่ได้คบหากัน หรือซื้อบริการทางเพศแต่อย่างใด และตอนนี้ตำรวจก็ไม่ได้ตั้งข้อหาเรื่องการค้าประเวณีเช่นกัน

 

เขาเล่าว่า ถ้าหากตอนนี้เขาต้องจ่ายค่าเสียหายที่บริษัท ONE HUNDRED เรียกร้อง นี่อาจจะเป็นจุดจบของชีวิตเขาก็เป็นได้ แต่เขาเองก็จำเป็นต้องออกมาพูดถึงประเด็นนี้เพื่อเตือนศิลปินคนอื่นๆ ด้วย

 

“ในกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมบอกว่า ผมจะไม่เซ็นสัญญาอะไร ผมคงเห็นด้วยกับยอดเงินที่ต้องจ่ายไม่ได้จริงๆ ผมขอโทษและร้องไห้ไปเยอะมาก เพราะถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าผมจ่ายสิ่งนี้ไปนั่นคงเป็นจุดจบชีวิตของผม และผมก็คงล้มละลาย ผมก็เลยเอาแต่พูดว่า ผมทำไม่ได้จริงๆ” นั่นเป็นสิ่งที่ Ju Hak Nyeon เล่าถึงความรู้สึกของการต้องเซ็นสัญญาเพื่อสิ้นสุดเรื่องคดีความ ซึ่งหลังจากที่เขาปฏิเสธ ค่ายก็เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มจาก 2 พันล้านวอนเป็น 8 พันล้านวอนโดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ และขาดการติดต่อไปทันที

 

“ผมอยากให้ผู้คนรู้ว่าบริษัทไม่ได้ปกป้องศิลปิน และไม่ได้ทำอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าผมแพ้คดีนี้จากสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ บริษัทเหล่านี้ก็จะใช้เหตุผลนี้กับสถานการณ์แบบนี้อีก”

 

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เขาก็ไม่ติดต่อกับสมาชิก The Boyz เพื่อไม่ให้เพื่อนๆ ต้องเดือดร้อน แต่ตอนนี้ก็มีเพื่อนในวงการคอยเป็นกำลังใจให้เขาเช่นกัน “ผมคิดแบบนี้นะ ถ้าผมไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้องมาตลอด พวกเขาอาจจะหันหลังให้ผมไปแล้ว แต่หลังจากที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ยังมีเพื่อนหลายคนที่เชื่อและสนับสนุนผม ทั้งจากในวงการและคนอื่นๆ เพราะพวกเขารู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ความเชื่อมั่นเช่นนั้นเป็นสิ่งที่มอบกำลังใจให้ผมได้มากจริงๆ”

 

ภาพ: _juhaknyeon_ / Instagram

อ้างอิง:

The post Ju Hak Nyeon เปิดใจถึงการถูกค่ายฟ้องร้องเพื่อให้ออกจากวง The Boyz appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีทหารฟ้อง สส. จิรัฏฐ์ ‘ใบ สด.43’ สืบพยานโจทก์นัดแรก พรุ่งนี้ หลังถูกกล่าวหาปลอมเอกสารราชการ https://thestandard.co/military-sues-mp-sd43-forgery/ Thu, 16 Oct 2025 03:38:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1131237 คดีทหารฟ้อง สส.จิรัฏฐ์ ‘ใบ สด.43’ สืบพยานโจทก์นัดแรก พรุ่งนี้ หลังถูกกล่าวหาปลอมเอกสารราชการ

วันนี้ (16 ตุลาคม) มีรายงานว่า ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นั […]

The post คดีทหารฟ้อง สส. จิรัฏฐ์ ‘ใบ สด.43’ สืบพยานโจทก์นัดแรก พรุ่งนี้ หลังถูกกล่าวหาปลอมเอกสารราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีทหารฟ้อง สส.จิรัฏฐ์ ‘ใบ สด.43’ สืบพยานโจทก์นัดแรก พรุ่งนี้ หลังถูกกล่าวหาปลอมเอกสารราชการ

วันนี้ (16 ตุลาคม) มีรายงานว่า ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดสืบพยานนัดแรกในคดีที่ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (อดีตพรรคก้าวไกล) ตกเป็นจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รวมถึงนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น.

 

คดีนี้มีต้นเหตุจากข้อสงสัยเกี่ยวกับ ใบ สด.43 ซึ่งเป็นเอกสารยืนยันการผ่านการเกณฑ์ทหารของชายไทย โดยมีการร้องเรียนต่อกองทัพบกให้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวที่จิรัฏฐ์ถือครอง ว่าอาจได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ทั้งนี้ ใบ สด.43 ที่ออกโดยทางราชการอย่างถูกต้อง จะต้องมีลายเซ็นของคณะกรรมการตรวจเลือกครบทั้ง 5 คน และต้องรับจากมือประธานกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือกเท่านั้น รวมถึงต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือประกอบ หากขาดองค์ประกอบใด จะไม่ถือเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง

 

ภายหลังการตรวจสอบ พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ในข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารราชการปลอม

 

คดีนี้ได้รับความสนใจในแวดวงการเมือง เนื่องจากจิรัฏฐ์ถือเป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นในสภาผู้แทนราษฎร

The post คดีทหารฟ้อง สส. จิรัฏฐ์ ‘ใบ สด.43’ สืบพยานโจทก์นัดแรก พรุ่งนี้ หลังถูกกล่าวหาปลอมเอกสารราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 6 คดีดังกับ 29 ตัวละครสำคัญที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน-ตุลาคม-พฤศจิกายน 2567 https://thestandard.co/6-major-cases-sep-oct-nov-2567/ Wed, 27 Nov 2024 07:58:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1013445

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน 256 […]

The post สรุป 6 คดีดังกับ 29 ตัวละครสำคัญที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน-ตุลาคม-พฤศจิกายน 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน 2567 เกิดคดีความที่เป็นที่สนใจของประชาชนมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคดีเหล่านี้เกิดจากการฉ้อโกงที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายของประชาชนเป็นวงกว้าง และอีกส่วนที่สำคัญคือ ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม

 

THE STANDARD สรุปข้อมูล 6 คดีสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเพียง 3 เดือน ดังนี้

 

 

‘คดีดิไอคอนกรุ๊ป’ หรือที่หลายคนเรียกว่าจักรวาลดิไอคอน คดีความเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง 

 

เนื่องจากคดีนี้สร้างผลกระทบไปถึงหลายภาคส่วน ทั้งในหน่วยงานราชการ, เอกชน, มูลนิธิ และกระทบไปถึงคนหลายวงการ ทั้งนักการเมือง, นักแสดง, นักกฎหมาย, นักธุรกิจ และนักร้องเรียน

 

ในเรื่องความเสียหาย ณ ปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2567) มีประชาชนเดินทางมาแสดงตัวว่าได้รับผลกระทบแล้วประมาณ 9,000 คน เกิดความเสียหายมากกว่า 2 พันล้านบาท

 

ด้วยขอบเขตความเสียหายที่เป็นวงกว้างและคดีมีความซับซ้อน ทำให้ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นหลักคือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) 

 

มีผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับความสำคัญ ดังนี้

 

  1. บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด โดย วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ผู้มีอำนาจดำเนินการแทนนิติบุคคล
  2. บอสพอล-วรัตน์พล วรัทย์วรกุล
  3. โค้ชแล็ป-จิระวัฒน์ แสงภักดี
  4. บอสปีเตอร์-กลด เศรษฐนันท์
  5. บอสปัน-ปัญจรัศม์ กนกรักษ์ธนพร
  6. บอสหมอเอก-ดร.ฐานานนท์ หิรัญไชยวรรณ
  7. บอสสวย-นัฐปสรณ์ ฉัตรธนสรณ์
  8. บอสโซดา-ญาสิกัญจน์ เอกชิสนุพงศ์
  9. บอสโอม-นันท์ธรัฐ เชาวนปรีชา
  10. บอสวิน-ธวิณทร์ภัส ภูพัฒนรินทร์
  11. บอสแม่หญิง-กนกธร ปูรณะสุคนธ์
  12. บอสอูมมี่-เสาวภา วงษ์สาขา
  13. บอสทอมมี่-เชษฐ์ณภัฏ อภิพัฒนกานต์
  14. บอสป๊อป-หัสยานนท์ เอกชิสนุพงศ์
  15. บอสจอย-วิไลลักษณ์ เจ็งสุวรรณ
  16. บอสอ๊อฟ-ธนะโรจน์ ธิติจริยาวัชร์
  17. บอสแซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี
  18. บอสมิน-พีชญา วัฒนามนตรี
  19. บอสกันต์-กันต์ กันตถาวร

 

‘กฤษอนงค์’

จากนักร้องเรียนที่เป็นตัวแทนพาผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษคดีดิไอคอนกรุ๊ป สู่การถูกเปิดเผยข้อมูลคลิปเสียงว่าเรียกรับผลประโยชน์จากบุคคลในคดีเดียวกัน (ทำงานให้ 2 ฝ่าย) ทำให้ กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ เจ้าของเพจกฤษอนงค์ต้านโกง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหาหลัก คือ กรรโชกทรัพย์ และเป็นตัวกลางเรียกรับสินบน จนนำมาสู่การจับกุมตัวในที่สุด

 

‘สามารถและแม่’ 

สามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตรองโฆษกและอดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เป็นนักการเมืองแทบจะคนแรกๆ ที่ถูกพูดถึงในคดีดิไอคอนกรุ๊ป สืบเนื่องมาจากคลิปเสียงปริศนาที่คนนำไปผูกโยงว่าอาจเป็นสามารถ แม้ต่อมาฝั่งดิไอคอนกรุ๊ปจะเคลื่อนไหวผ่านทางทนายความว่าไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ให้สามารถเลยก็ตาม

 

แต่ในท้ายที่สุดตำรวจกลับพบเส้นทางการเงินสำคัญระหว่างตัวบุคคลในดิไอคอนกรุ๊ป (บอสพอล) โอนถึงมารดาของสามารถ ซึ่งถูกส่งต่อให้สามารถอีกทอด มูลค่ามากเกินล้านบาท และทำมาอย่างต่อเนื่อง

 


 

 

‘ทนายตั้ม-ภรรยา’

เรื่องนี้มีที่มาจากรายการ คุยทุกเรื่องกับสนธิ หรือ Sondhitalk ซึ่งดำเนินรายการโดย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เปิดเผยพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ และเบิกตัวผู้เสียหายซึ่งก็คือ จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย อดีตลูกความและนายจ้างของบริษัท ษิทรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด

 

โดยหลักใหญ่ใจความที่เจ๊อ้อยเปิดเผยนำมาสู่การเปิดแผลว่า ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เคยได้รับทรัพย์สินไปมากมาย เพื่อแลกกับการเป็นธุระจัดการธุรกิจและเรื่องส่วนตัวให้เจ๊อ้อยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศกับครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เจ๊อ้อยรับรู้ได้ถึงความผิดปกติในการบริหารทรัพย์สิน จึงเลิกจ้างทนายตั้มและเริ่มทวงถามเงินและรถต่างๆ ที่ไหว้วานเป็นธุระให้ จนนำมาสู่ข้อเท็จจริงที่ว่าเงินของเจ๊อ้อยถูกแปลงเป็นของทนายตั้มไป และเจ๊อ้อยขอดำเนินคดีทันที

 

‘หมอบุญ’

คดีนี้นับเป็นเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในวงการตลาดหุ้นไทย หลังศาลอาญาออกหมายจับ นพ.บุญ วนาสิน พร้อมกับภรรยา บุตรสาว และพวก รวม 9 คน 

 

จากการที่ นพ.บุญ ชักชวนนักธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน ให้ร่วมลงทุนใน 5 โครงการ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ประกอบไปด้วย 

 

  • โครงการสร้างศูนย์มะเร็งย่านปิ่นเกล้า
  • โครงการ Wellness Center ย่านพระราม 3 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 
  • โครงการสร้างโรงพยาบาลใน สปป.ลาว 3 แห่ง
  • ลงทุนโรงพยาบาลในเวียดนาม 
  • Medical Intelligence อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

 

ในรูปแบบทำสัญญากู้ยืมเงินโดยให้ดอกเบี้ยกับผู้เสียหาย และจ่ายเช็คให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้เงินกู้ พร้อมเช็คเพื่อชำระค่าดอกเบี้ยล่วงหน้าในชื่อ นพ.บุญ โดยมี จารุวรรณ วนาสิน และ ณวรา วนาสิน บุคคลในครอบครัว เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญา โดยช่วงแรกให้ดอกเบี้ยกับผู้ที่เข้าร่วมลงทุนตามสัญญา แต่ต่อมาไม่ได้ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด

 


 

 

‘แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์’

จากจุดเริ่มต้นที่มีผู้เสียหาย 2 คนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อตำรวจ หลังซื้อทองคำจากบริษัท เคทูเอ็น โกลด์ จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการโดย กานต์พล เรืองอร่าม หรือ ป๋าเบียร์ และ กรกนก สุวรรณบุตร หรือ แม่ตั๊ก นำมาสู่การเปิดศูนย์รับแจ้งความทั่วประเทศเพื่อรวบรวมผู้เสียหายที่ซื้อทองคำได้แพงเกินกว่าราคาตลาด ได้รับของไม่ตรงตามการโฆษณาในไลฟ์ และไม่สามารถนำทองคำที่ซื้อมาไปขายต่อที่ร้านทองอื่นๆ ได้ นำมาสู่การขุดคุ้ยเรื่องของป๋าเบียร์และแม่ตั๊ก 2 สามีภรรยาที่มีชีวิตในโลกออนไลน์ร่ำรวยว่าเป็นไปเกินจริง

 

และจบลงที่ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค, ร่วมกันประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ฯลฯ

 

‘เชฟอ้อย’

การจับกุม ยุวดี ชัยศิริพาณิชย์ หรือ เชฟอ้อยกระทะเหล็ก เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้รับเรื่องจากผู้เสียหายที่รู้จักกับเชฟอ้อยผ่านรายการโทรทัศน์

 

จากนั้นได้ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารเชฟอ้อย มีความสนิทสนมกัน ทางเชฟอ้อยเห็นว่าผู้เสียหายต้องการจะขายทองคำ เพชร และพระเครื่อง มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท จึงเสนอตัวจะเป็นนายหน้า เชฟอ้อยจ่ายเงินก้อนแรกเรียบร้อย 5 แสนบาท แต่ต่อมาประสบปัญหาทางธุรกิจ จึงไม่สามารถผ่อนคืนให้กับผู้เสียหายได้

 

‘เชน ธนา-ภรรยา’

ว่าด้วยเรื่องของหนี้ ธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ หรือ เชน ธนา เล่าถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า สั่งสินค้าจากบริษัทผู้เสียหาย ซึ่งสินค้ามีทั้งหมด 2 ล็อต ล็อตแรกขายดี แต่เพียง 7 วันหลังจากรับสินค้า ได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าสินค้ามีปัญหาในการขออนุญาตโฆษณา กล่องผลิตภัณฑ์ไม่สามารถนำไปโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ที่ซื้อไว้ได้

 

ทำให้บริษัทของเชนต้องเรียกสินค้าคืนทั้งหมด นอกจากนี้ สินค้าไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงไว้คือ เนื้อผลิตภัณฑ์ต้องเป็นสีเหลือง แต่ของที่ได้รับกลับเป็นสีส้ม บริษัทของเชนจึงไม่ได้จ่ายค่าผลิตใดๆ ที่เกิดขึ้น จนนำมาสู่การที่บริษัทดังกล่าวต้องแจ้งความเอาผิดเงินค่าผลิตสินค้าจำนวน 79 ล้านบาท

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post สรุป 6 คดีดังกับ 29 ตัวละครสำคัญที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน-ตุลาคม-พฤศจิกายน 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัณวีร์หวัง 9 นักกิจกรรมคดีชุดมลายูหาดวาสุกรีได้รับความเป็นธรรม ก่อนอัยการนัดสั่งฟ้องหรือไม่ 26 พ.ย. https://thestandard.co/kannavee-hopes-justice-for-9-malayu-activists/ Mon, 25 Nov 2024 07:07:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1012496 กัณวีร์

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่ […]

The post กัณวีร์หวัง 9 นักกิจกรรมคดีชุดมลายูหาดวาสุกรีได้รับความเป็นธรรม ก่อนอัยการนัดสั่งฟ้องหรือไม่ 26 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัณวีร์

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีชุดมลายู ก่อนถึงกำหนดที่อัยการจังหวัดปัตตานีนัดนักกิจกรรม 9 คนพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดปัตตานีในวันพรุ่งนี้

 

กัณวีร์กล่าวว่า ความสำคัญของคดีนี้จะส่งผลต่อกระบวนการสันติภาพปาตานี โดยเป็นการฟ้องย้อนหลังกิจกรรมที่จัดไปก่อนหน้านั้น 2 ปี และหลังจากนั้นก็จัดมาอย่างต่อเนื่องโดยการรู้เห็นของหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตใช้สถานที่จากเทศบาล และมาตรการความปลอดภัยที่ผ่านการหารือกับหน่วยงานความมั่นคง

 

“การแจ้งข้อกล่าวหายุยงปลุกปั่นและการกล่าวหาเชื่อมโยงถึงแนวคิดแบ่งแยกดินแดนอย่างที่ทางแม่ทัพภาคที่ 4 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 แถลงข่าวล่าสุด เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสันติภาพ” กัณวีร์ระบุ

 

กัณวีร์กล่าวต่อไปว่า หากฟังการชี้แจงของนักกิจกรรมที่ถูกดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรม ช่วงเวลา 2 ปีนี้พวกเขาเดินทางไปชี้แจงต่อหลายหน่วยงาน ทั้งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่ตนเองอยู่ใน กมธ.การกฎหมายด้วย และยังนำเรื่องนี้หารือต่อสภา การยื่นหนังสือถึงสถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ ที่เกี่ยวข้องอย่างมากมาย ตลอด 2 ปีพวกเขาได้ชี้แจงอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ ซึ่งทราบมาว่าหลังการเลื่อนการพิจารณาของอัยการเมื่อครั้งที่แล้ว (29 ตุลาคม) อัยการจังหวัดปัตตานีแจ้งว่า สำนักงานอัยการสูงสุดขอพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ เพราะเป็นคดีสำคัญ

 

“ผมจึงคาดหวังจะเห็นการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาคดีด้วยความรอบคอบ เพราะมีผลสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะได้ไม่ซ้ำรอยคดีตากใบ” กัณวีร์กล่าว

 

กัณวีร์กล่าวด้วยว่า ทราบว่านักกิจกรรมทั้ง 9 คนไม่ได้หลบหนี พร้อมจะไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างที่เคยย้ำไปว่า ดนตรี กวี และการแต่งกาย ไม่ใช่อาชญากรรม สำหรับบ่ายวันนี้สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนา ‘ศักดิ์ศรี สันติภาพ ปาตานี’ ที่อาคาร Patani Center สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี หลังเก่า เพื่อสร้างความเข้าใจต่อบริบทสันติภาพ รวมถึงการเปิดจดหมายจากผู้ถูกดำเนินคดีกฎหมายปิดปาก หรือ SLAPP

 

สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากนักกิจกรรมสวมชุดมลายูในกิจกรรม Melayu Raya 2022 ที่หาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีออกหมายเรียกนักกิจกรรมทั้ง 9 คนเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 9 มกราคม 2567 ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ทำให้วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ตำรวจส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการ ซึ่งมีความเห็นสั่งฟ้อง และได้เลื่อนนัดรายงานตัวมาเป็นวันที่ 26 พฤศจิกายน

The post กัณวีร์หวัง 9 นักกิจกรรมคดีชุดมลายูหาดวาสุกรีได้รับความเป็นธรรม ก่อนอัยการนัดสั่งฟ้องหรือไม่ 26 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ตัดสินคดีถอดถอนเศรษฐา นัดพิจารณาต่อวันที่ 24 ก.ค. นี้ https://thestandard.co/constitutional-court-srettha-impeachment-case/ Wed, 10 Jul 2024 05:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=955908

วันนี้ (10 กรกฎาคม) ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีสำคัญ ก […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ตัดสินคดีถอดถอนเศรษฐา นัดพิจารณาต่อวันที่ 24 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 กรกฎาคม) ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีสำคัญ กรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4), มาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

 

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา ให้เรียกข้อมูลเพิ่มเติม และรอคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากหน่วยงานหรือบุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปก่อนหน้านี้ กำหนดนัดพิจารณาคดีต่อไปในวันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.30 น.

 

สำหรับคดีดังกล่าว สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 40 คน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 2) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 

 

เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 2 เคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลาหกเดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ผู้ร้องจึงส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องเฉพาะส่วนของผู้ถูกร้องที่ 2 สำหรับกรณีของผู้ถูกร้องที่ 1 มีคำสั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยผู้ถูกร้องที่ 1 ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ

The post ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ตัดสินคดีถอดถอนเศรษฐา นัดพิจารณาต่อวันที่ 24 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. 67 : หลายกลุ่มรุมคัดค้านผลการเลือก สว. ขอ กกต. นับคะแนนใหม่ พร้อมยื่นศาลปกครอง https://thestandard.co/protesting-selection-senators-2567-results/ Mon, 08 Jul 2024 09:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=954992

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก […]

The post สว. 67 : หลายกลุ่มรุมคัดค้านผลการเลือก สว. ขอ กกต. นับคะแนนใหม่ พร้อมยื่นศาลปกครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคณะบุคคลหลายกลุ่มเดินทางเข้ามาร้องเรียน กกต. ในประเด็นการเลือก สว. ชุดใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

 

โดยในช่วงเช้า พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม พร้อมด้วยคณะ เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. ขอให้ชะลอการประกาศผลรับรองผู้ได้รับคะแนนสูงสุด 10 อันดับแรก และขอให้ กกต. เปิดหีบนับคะแนนใหม่อีกรอบ โดยนำโพยการลงคะแนนมาเป็นหลักฐานด้วย โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงก็เป็นไปตามโพยทุกประการ

 

▪ เร่งสอบ สส. นัดผู้สมัคร สว. กินข้าว

 

ต่อมา ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้าร้อง กกต. เปิดหลักฐานว่ามี สส. นัดกินข้าวกับผู้สมัคร สว.ที่จังหวัดขอนแก่น และอาจเข้าข่ายฮั้วการเลือกสว. โดยมีการยื่นเสนอตำแหน่งผู้ช่วย สว.และพูดคุยโทรศัพท์ ซึ่งปลายสายอ้างว่าเป็นเจ้าพ่อเขากระโดงและเป็นถึงรัฐมนตรี จึงขอให้ กกต. ขยายผลว่า เจ้าพ่อเขากระโดงเป็นใคร มีบทบาทอย่างไรกับการเลือก สว. รวมถึง สส. ที่นัดกินข้าวกับ สว. ด้วย

 

โดยหาก กกต. ฝืนประกาศรับรองผล ขอเตือนว่าทั้ง 77 จังหวัดได้จองกฐินเตรียมดำเนินคดีกับ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ตามมาตรา 157 แต่ส่วนตัวเดาว่าเลขาธิการ กกต. ไม่กล้าประกาศผลรับรองในช่วงนี้ เพราะมี กกต. หลายคนไม่เอาด้วย

 

▪ ร้อง กกต. อย่าปล่อยผ่านคุณสมบัติผู้สมัคร

 

จากนั้น นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำพิราบขาว 2006 เดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. โดยนำหลักฐานตัวอย่างรายชื่อว่าที่ สว.ที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติมิชอบ 2-3 คน เนื่องจากเป็นลูกของ สว.ที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนี้ จากการตรวจสอบพบว่า มีทั้งผู้ที่มีคดีความ มีหุ้นส่วนสื่อและบริษัทต่างๆ ทั้งนี้ อาจไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สมัครก็ได้ เพราะอาจไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนในการสมัคร สว. แต่ กกต. ปล่อยผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ จึงขอให้ กกต. ตรวจสอบว่าที่ สว. ทั้ง 200 คน และรายชื่อสำรอง 100 คนอย่างเร่งด่วน

 

พร้อมระบุด้วยว่า หาก กกต. ปล่อยผ่านแล้วมาสอยภายหลัง ถือเป็นความเสียหาย จึงเรียกร้องให้ กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเฉพาะกิจในเรื่องนี้ เพื่อตรวจสอบก่อนรับรอง เพราะหาก กกต. รับรองแล้ว จะต้องรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่ายและลาออกจากตำแหน่ง เพราะ กกต. ต้องมีการรับรองที่มีเสถียรภาพมากกว่านี้

 

▪ ขอศาลคุ้มครองชั่วคราว ชะลอการรับรองผล

 

ในวันเดียวกัน จักรพงษ์ คงปัญญา อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 12 การอุตสาหกรรม เดินทางไปยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองไต่สวนคุ้มครองชั่วคราว เพื่อไม่ให้ กกต. พิจารณารับรอง สว. เนื่องจากมีกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวในการที่ กกต. จะประกาศรับรองรายชื่อ สว. ทั้ง 200 คน หากวันนี้ กกต. จะประกาศรับรองผลการเลือก สว. ต้องรอคำสั่งศาลปกครองก่อนว่าจะประกาศได้หรือไม่

 

จักรพงษ์ชี้ว่า วันนี้มีผู้คัดค้านมาก และ กกต. ก็ยอมรับว่ามีกระบวนการฮั้วจริง และเป็นผู้มีอำนาจ มีเงิน มีความรู้ เป็นการพิสูจน์แล้วว่าในกระบวนการที่เกิดขึ้นมีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้นจริง และ กกต. ก็รับรู้รับทราบ แต่ไม่ได้ดำเนินการยับยั้งแต่ประการใด และในวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็ยังปล่อยให้มีการเลือก สว. ระดับประเทศตามปกติ และยังมีผู้สมัครเอาเอกสารที่จดโพยเข้าไปในสถานที่เลือก จึงเกิดปรากฏการณ์ยิงคะแนนเป็นชุดๆ ซ้ำกัน กระทั่งหลายคนแปลกใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือไม่

The post สว. 67 : หลายกลุ่มรุมคัดค้านผลการเลือก สว. ขอ กกต. นับคะแนนใหม่ พร้อมยื่นศาลปกครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุดทำคดีเว็บพนันมินนี่ส่งสำนวน 8 ลูกน้อง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ให้ ป.ป.ช. ไต่สวน-ชี้มูลความผิด ยืนยันไม่ได้ขัดแย้งอัยการ https://thestandard.co/surachet-gambling-case-investigation/ Mon, 08 Jul 2024 06:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=954811

วันนี้ (8 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม […]

The post ชุดทำคดีเว็บพนันมินนี่ส่งสำนวน 8 ลูกน้อง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ให้ ป.ป.ช. ไต่สวน-ชี้มูลความผิด ยืนยันไม่ได้ขัดแย้งอัยการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ต.ท. สราวุธ บุตรดี รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจนครบาล (สน.) สายไหม ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนทำคดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่ พร้อมพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) 

 

นำสำนวนคดีที่มีชื่อผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ต้องหาทั้งหมด 8 คน จากผู้ต้องหาทั้งหมด 14 คนที่มีพลเรือนรวมอยู่ด้วย ส่งมอบให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. หลังจากที่อธิบดีอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนนำสำนวนส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวนเพื่อชี้มูลความผิด 

 

พ.ต.ท. สราวุธ ระบุว่า สำนวนคดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่ ก่อนหน้านี้อำนาจการสอบสวนเป็นของ ป.ป.ช. แต่ทาง ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงได้ส่งสำนวนต่อให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง แต่ต่อมาทาง ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือไปยังอัยการสูงสุด เพื่อขอสำนวนกลับมาพิจารณาไต่สวนเอง 

 

แม้ทางอัยการสูงสุดจะยังไม่ได้มีคำสั่ง แต่มอบหมายให้อธิบดีอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต เป็นผู้ใช้ดุลพินิจส่งสำนวนคืนให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อส่งสำนวนต่อให้กับ ป.ป.ช. จนกว่าอัยการสูงสุดจะมีความเห็นอย่างไรต่อไป วันนี้พนักงานสอบสวนจึงนำสำนวนมาส่งให้กับ ป.ป.ช. ตามความเห็นของอธิบดีอัยการฯ 

 

พ.ต.ท. สราวุธ ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนและอัยการไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งกันในกรณีนี้ แต่เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะมีสิทธิ์ในการพิจารณาไต่สวนหรือชี้มูล 

 

ซึ่งการที่พนักงานสอบสวนนำสำนวนมาส่ง ป.ป.ช. วันนี้ ไม่ใช่การเพลี่ยงพล้ำในข้อกฎหมาย แต่เป็นการทำตามขั้นตอนและตามคำสั่งของ ป.ป.ช. ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ระบุว่าพนักงานสอบสวนทำคดีผิดขั้นตอน ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่าง ส่วนที่มีการโยกย้ายสำนวนกันระหว่างพนักงานสอบสวนและ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ เป็นคนละส่วนกัน เพราะเป็นคดีเว็บไซต์ BNK Master ของพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาล (สน.) เตาปูน ทำคดี ไม่เกี่ยวข้องกับสำนวนคดีนี้ 

 

โดยคดีเว็บพนันเครือข่ายมินนี่ ส่วนของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่ง ป.ป.ช. ไม่ได้มีคำสั่งอะไรกลับมา แตกต่างจากสำนวนส่วนของผู้ใต้บังคับบัญชา 8 คน ที่ ป.ป.ช. ส่งคืนให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน

The post ชุดทำคดีเว็บพนันมินนี่ส่งสำนวน 8 ลูกน้อง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ให้ ป.ป.ช. ไต่สวน-ชี้มูลความผิด ยืนยันไม่ได้ขัดแย้งอัยการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ เปรียบเทียบคดีเว็บพนันของตัวเอง-8 ลูกน้อง กับคดีเป้รักผู้การ มีสองมาตรฐาน ย้ำความยุติธรรมนายกฯ เป็นวาทกรรม https://thestandard.co/surachet-gambling-website-case/ Mon, 08 Jul 2024 05:03:12 +0000 https://thestandard.co/?p=954719 พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ คดีเว็บพนัน

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.อ. สุร […]

The post พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ เปรียบเทียบคดีเว็บพนันของตัวเอง-8 ลูกน้อง กับคดีเป้รักผู้การ มีสองมาตรฐาน ย้ำความยุติธรรมนายกฯ เป็นวาทกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ คดีเว็บพนัน

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมาเข้าไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรกในคดี โดยเป็นโจทก์ฟ้อง อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นการใช้สิทธิดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาลอาญาเมื่อตนเองถูกกระทบสิทธิ 

 

เมื่อถามถึงกรณีที่วันนี้คณะพนักงานสอบสวนตำรวจในคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่ายมินนี่จะนำสำนวนคดีจากพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตมาส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) พิจารณาไต่สวนนั้น 

 

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เนื่องจากสำนวนดังกล่าวที่พนักงานสอบสวนตำรวจได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวน 8 คนของตนเอง และส่งสำนวนไปยังอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต แต่ทางอัยการได้พิจารณาแล้วว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นไปตามที่ตนเองเคยได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สำนวนคดีนี้เป็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่อำนาจตำรวจที่จะพิจารณาสั่งฟ้อง 

 

และเป็นไปตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่ได้ระบุว่า หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในเบื้องต้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถออกหมายเรียกหรือหมายจับได้ กฎหมายมีหลักเดียว สุดท้ายอัยการจึงพิจารณาว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. จึงได้พิจารณาส่งคืนสำนวนไปยังพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงต้องนำสำนวนส่งไปคืน ป.ป.ช. ไปใน 30 วัน ซึ่งตนเองได้กล่าวหาคณะพนักงานสอบสวนไว้ทั้งหมดแล้วว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

“จะเห็นได้ว่าการสอบสวนที่ผมบอกว่าเป็นการสอบสวนโดยชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ท่านก็จะเห็นว่าตำรวจสอบสวนได้เฉพาะคดีความผิดอาญา แต่หากเป็นความผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไรก็ต้องส่ง ป.ป.ช. ไม่ใช่ดึงไปสอบไปเอง” พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าว

 

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นการส่งสำนวนกลับ ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 8 คนไม่ต้องเดินทางไป ป.ป.ช. แต่หากเป็นการสั่งฟ้องจึงจะเรียกลูกน้องของตนเองไป

 

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ยังได้เปรียบเทียบกรณีดังกล่าวกับกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนและอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับผู้การลงไปจนถึงรองสารวัตรกว่า 20 ราย ในคดีที่อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีกับพวกเรียกรับเงินจากเว็บพนันออนไลน์ 140 ล้านบาท (คดีเป้รักผู้การเท่าไร) ซึ่งถือว่าเป็นการสั่งฟ้องในคดีอาญา มีผู้เสียหายชัดเจน และเป็นคดีสำคัญร้ายแรง แต่กลับไม่มีคำสั่งให้ออกจากราชการทั้งหมดเหมือนกับกรณีของตนเองซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองต่อสู้มาตลอด แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน

 

“ดังนั้นที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะให้ความเป็นธรรมกับตนเองนั้นก็เป็นเพียงวาทกรรมที่พูดไป เหตุใดนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาของตำรวจ หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงไม่ดำเนินการ” พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าว

The post พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ เปรียบเทียบคดีเว็บพนันของตัวเอง-8 ลูกน้อง กับคดีเป้รักผู้การ มีสองมาตรฐาน ย้ำความยุติธรรมนายกฯ เป็นวาทกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจ-พลเรือนรวม 35 ราย คดี ‘เป้รักผู้การเท่าไร’ ส่งฟ้องภายในเดือนนี้ เตรียมตั้งกรรมการแจ้งข้อหาฟอกเงินเพิ่ม https://thestandard.co/corruption-case-35-accused-thailand/ Thu, 04 Jul 2024 08:04:11 +0000 https://thestandard.co/?p=953944 เป้รักผู้การเท่าไร

วันนี้ (4 กรกฎาคม) พล.ต.ท. อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บ […]

The post อัยการแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจ-พลเรือนรวม 35 ราย คดี ‘เป้รักผู้การเท่าไร’ ส่งฟ้องภายในเดือนนี้ เตรียมตั้งกรรมการแจ้งข้อหาฟอกเงินเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป้รักผู้การเท่าไร

วันนี้ (4 กรกฎาคม) พล.ต.ท. อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันเรียกรับทรัพย์จากเว็บไซต์พนันออนไลน์ 140 ล้านบาท หรือคดี เป้รักผู้การเท่าไร และ วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบและกำกับการสอบสวนในคดีนี้ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีว่า

 

คณะทำงานได้มีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีรวมทั้งหมด 35 ราย แบ่งเป็นข้าราชการตำรวจ 21 นาย และพลเรือน 14 ราย ในความผิดมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, มาตรา 149 เป็นเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ และความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 5 และ 7

 

โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาที่หลบหนี 1 ราย ซึ่งได้ประสานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์โพล ให้ติดตามจับกุมเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะสรุปสำนวนส่งให้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตพิจารณาสั่งฟ้องได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้อย่างแน่นอน 

 

ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าคดีเป้รักผู้การเท่าไรเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น พล.ต.ท. อัคราเดช กล่าวว่า อาจคิดไปเอง ตนเองเป็นคนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยังมองไม่เห็นความขัดแย้ง

 

ส่วนกรณีที่ วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการตรวจสอบของคณะกรรมการเกี่ยวกับความขัดแย้งของสองนายตำรวจใหญ่ ซึ่งมีผลสรุปไปในทิศทางเดียวกันนั้น ก็ถือเป็นเรื่องของคณะทำงาน โดยยืนยันว่าทางคณะทำงานได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาไปตามพยานหลักฐาน 

 

ด้านวัชรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มเติมกับทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งผู้ต้องหาที่เป็นพลเรือนได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแม้ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน เนื่องจากตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ แล้วถือว่าเป็นตัวการ จึงทำให้ต้องใช้ระยะเวลาตรวจสอบเพิ่ม แต่ยืนยันว่าการทำงานเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และที่ผ่านมาคณะทำงานได้ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาทุกคนในการยื่นพยานหลักฐาน และได้สอบปากคำเรียบร้อยแล้วหมดทุกคน

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากสรุปสำนวนในคดีนี้ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องแล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานฟอกเงินกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ต่อไป

The post อัยการแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจ-พลเรือนรวม 35 ราย คดี ‘เป้รักผู้การเท่าไร’ ส่งฟ้องภายในเดือนนี้ เตรียมตั้งกรรมการแจ้งข้อหาฟอกเงินเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลากความเห็น ว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานี หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชูศักดิ์ชี้ อำนาจอยู่ที่ศาล ปิยบุตรระบุ กกต. ต้องรับรอง แสดงสปิริตลาออก https://thestandard.co/different-opinions-pathumthani-president-provincial/ Wed, 03 Jul 2024 10:23:46 +0000 https://thestandard.co/?p=953549

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ที่รัฐสภา ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภา […]

The post หลากความเห็น ว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานี หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชูศักดิ์ชี้ อำนาจอยู่ที่ศาล ปิยบุตรระบุ กกต. ต้องรับรอง แสดงสปิริตลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ที่รัฐสภา ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการสั่ง ชาญ พวงเพ็ชร์ ว่าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด อบจ.ปทุมธานี หยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า ในความเห็นของตนคิดว่า เรื่องที่กฤษฎีการะบุว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นเรื่องของมติทั่วไป ซึ่งคนที่พ้นจากตำแหน่ง และกลับมามีตำแหน่ง แล้วมีคดีแบบนี้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ นี่คือคดีทั่วไป 

 

แต่ในกรณีของชาญนั้น เมื่อมีคำร้องที่ศาลอาญาทุจริตแล้ว ซึ่งศาลมีอำนาจในการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อมีคำร้องไปที่ศาลเพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่ศาลต้องสั่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครที่จะสั่ง สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเรื่องไปที่ศาลแล้ว และหากศาลประทับรับฟ้องแล้ว ศาลมีอำนาจทางกฎหมายที่จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งควรจะเป็นไปตามแนวนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องนี้ ชูศักดิ์กล่าวว่า ใครเป็นโจทก์ก็ควรที่จะยื่นคำร้องเข้าไป เมื่อเรื่องไปถึงศาล ศาลก็ต้องใช้ดุลพินิจว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยไม่ใช่อำนาจของมหาดไทย

 

ปิยบุตรชี้ ควรแสดงสปิริตด้วยการลาออก

 

ขณะที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า แสดงความคิดเห็นทางกฎหมายว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการออกแบบระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับคดีทุจริตของนักการเมืองที่มีการลักลั่น ถ้าไปสมัครรับเลือกตั้งแต่มีคดีที่ยังอยู่ในศาลก็สามารถสมัครได้ แต่ถ้าสมัครแล้วได้เป็นกลับถูกสั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคดีแบบนี้ต้องใช้เวลานานเป็น 10 ปี 20 ปี ทางแก้มี 2 ทาง 

 

  1. ใครก็ตามที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยคดีในลักษณะนี้ ควรที่จะแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ ใครก็ตามที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะนี้ พรรคการเมืองและตนเองไม่ควรที่จะลงรับสมัคร 

 

  1. แก้ด้วยกฎหมาย ที่มีความยุ่งยาก เพราะใครที่โดนคดีห้ามลงสมัครเลยก็ไม่เป็นธรรมกับเขา เพราะเขายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็จะมีปัญหาตามมาว่าเป็นการตัดสิทธิเกินเหตุ  ดังนั้นการแก้ด้วยสปิริตนั้นสำคัญ ถ้าหากโดนกล่าวหาแบบนี้ก็ลาออกเสีย หรือไม่กลับมาลงสมัครอีกแล้ว รอจัดการตนเองให้เสร็จ แต่ในกรณีนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว 

 

เรื่องดังกล่าวการตีความทางกฎหมายตีได้ 2 แนวทาง

 

  1. ตามความเห็นของกฤษฎีกา หากมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว เมื่อกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อเลยโดยไม่ต้องออกคำสั่งเพิ่ม

 

  1. ให้เข้าไปดำรงตำแหน่งก่อน แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้กำกับดูแลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

 

“แต่ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน หากพิจารณาจากคำพิพากษาของศาลตามมาตรา 81 เมื่อศาลรับฟ้องก็ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลมีคำสั่งอย่างอื่น เมื่อศาลไม่ได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ถือว่าต้องหยุดโดยอัตโนมัติ”

 

ปิยบุตรกล่าวอีกว่า ทั้งสองแนวทางนี้ล้วนมีความต่าง กล่าวคือ หากสั่งให้หยุดต่อเนื่องเลยคนที่รักษาการแทนคือ ปลัด อบจ. ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ แต่หากให้ชาญเข้าไปดำรงตำแหน่งก่อน คนที่รักษาการจะกลายเป็นรองนายก อบจ. ส่วนทางออกเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ตนคิดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะประกาศรับรองถ้าไม่มีเรื่องอื่น

 

“ในความเห็นของผมเรื่องนี้มันควรจะเป็นเรื่องของสปิริต เรื่องทุจริตเราไม่สามารถแก้ด้วยกฎหมายทั้งหมด อย่างพวกผมสมัยที่ยังเป็นอนาคตใหม่ ตอนนี้เป็นก้าวไกล เราตรวจสอบแบบนี้เหมือนกัน หากใครมีคดี เราก็จะไม่ให้ลงสมัคร เพื่อตัดปัญหา หรือหากใครมีคดีในลักษณะนี้ก็ควรที่จะลาออก อย่างกรณีของพรรคภูมิใจไทยก็เลือกที่จะลาออกเลย ผมว่าเราควรใช้สปิริต เพราะหากใช้กฎหมายจะเกิดการลักลั่นอีก ตอนสมัครลงได้ แต่พอเป็นแล้วเป็นไม่ได้” ปิยบุตรกล่าว 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี สนับสนุนชาญนั้น ได้ประเมินความนิยมหรือไม่ ปิยบุตรกล่าวว่า ตอนนี้ยังแค่ 1 จังหวัด ยังตัดสินอะไรไม่ได้ ในความเห็นส่วนตัวมองว่าทักษิณยังไม่ได้เดินหน้าเต็มที่ 

 

ส่วนตัวคิดว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ต้องแข่งกัน 2 ฝ่าย มีบุคลากรสำคัญ มีคนที่ได้รับความนิยม ต้องนำมาใช้ช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติ และมองด้วยความสนุกตื่นเต้นว่าอยากให้เป็นแบบนี้แหละ การเมืองในมุมของประชาธิปไตยที่ต้องแข่งขันกันระหว่างหลายพรรค แต่ละพรรคแข่งกันทำประโยชน์ นำเสนอนโยบายต่อประชาชน

The post หลากความเห็น ว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานี หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชูศักดิ์ชี้ อำนาจอยู่ที่ศาล ปิยบุตรระบุ กกต. ต้องรับรอง แสดงสปิริตลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน​ไม่ขอเสี่ยง​ปมว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานี​ มีคดีค้าง​ แนะให้ยึดกฎหมาย​ ขออย่าให้ถึง ​มท. ชี้ มีเพียงคำสั่งปลดออก https://thestandard.co/anutin-pathumthani-president-provincial-case/ Wed, 03 Jul 2024 10:11:26 +0000 https://thestandard.co/?p=953536 อนุทิน​ อบจ.ปทุมธานี​

วันนี้ (3 กรกฎาคม) อนุทิน​ ชาญวีรกูล​​ รองนายก​รัฐมนตรี […]

The post อนุทิน​ไม่ขอเสี่ยง​ปมว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานี​ มีคดีค้าง​ แนะให้ยึดกฎหมาย​ ขออย่าให้ถึง ​มท. ชี้ มีเพียงคำสั่งปลดออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน​ อบจ.ปทุมธานี​

วันนี้ (3 กรกฎาคม) อนุทิน​ ชาญวีรกูล​​ รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีหากปล่อยให้ ชาญ​ พวงเพ็ชร์​ ว่าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด​ (อบจ.) จังหวัดปทุมธานี​ ปฏิบัติหน้าที่จะขัดกฎหมายมาตรา 157 หรือไม่​ เนื่องจากมีคดีที่ ป.ป.ช. เคยชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการจัดซื้อถุงยังชีพเมื่อปี 2555 ว่า​ รับรองว่าตนไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงแน่นอน ทุกอย่างมีข้อกฎหมาย ซึ่งความเป็นส่วนราชการเราต้องทำตามข้อเสนอแนะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา​

 

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ได้รับรายงานมาในระดับหนึ่ง คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเบื้องต้นคือผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมีแนวทางในการดำเนินการ มีขั้นตอนอยู่แล้ว และหากผู้ว่าราชการจังหวัดมีข้อสั่งการใดออกมา และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ปฏิบัติตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจะตั้งคณะกรรมการสอบสวน และนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มีคำสั่ง

 

อนุทินกล่าวอีกว่า “หน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีเพียงสั่งปลดอย่างเดียว เราอย่าไปให้ถึงจุดนั้นเลย เพราะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน​ ขอให้ทุกท่านทำตามกฎหมายให้ได้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องใช้มาตรการอะไร”

 

อนุทิน​ยืนยันว่า ไม่รู้สึกหนักใจอะไรแม้จะเป็นคนของพรรคเพื่อไทย หรือต่อให้เป็นพรรคเดียวกัน จะทำผิดกฎหมายเพื่อเอื้อพรรคพวกเพื่อนพ้องไม่ได้ เพราะมีโทษทางอาญา

The post อนุทิน​ไม่ขอเสี่ยง​ปมว่าที่นายก อบจ.ปทุมธานี​ มีคดีค้าง​ แนะให้ยึดกฎหมาย​ ขออย่าให้ถึง ​มท. ชี้ มีเพียงคำสั่งปลดออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องลึก ‘ชาญ พวงเพ็ชร์’ นายก อบจ.ปทุมธานี โดนคดีอะไรที่อาจต้องหยุดทำหน้าที่ https://thestandard.co/revealing-chan-puangphet/ Tue, 02 Jul 2024 10:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=952802

วันนี้ (2 กรกฎาคม) หลังจาก ‘ชาญ พวงเพ็ชร์’ กลายเป็นผู้ช […]

The post เปิดเบื้องลึก ‘ชาญ พวงเพ็ชร์’ นายก อบจ.ปทุมธานี โดนคดีอะไรที่อาจต้องหยุดทำหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 กรกฎาคม) หลังจาก ‘ชาญ พวงเพ็ชร์’ กลายเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

แต่ยังไม่ทันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรอง ชาญอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีคดีค้างเก่าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และศาลได้ประทับรับฟ้องไว้แล้วด้วย

 

สำหรับคดีดังกล่าว เป็นคดีเมื่อครั้งที่ ‘ชาญ’ ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี และพวก ได้ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการจัดซื้อถุงยังชีพในปี 2555

 

ปัจจุบันศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำสั่งประทับฟ้องคดีนี้แล้ว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาฯ โดยคาดว่าคดีนี้ศาลนัดไต่สวนสืบคดีช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 11 มกราคมปีนี้ ชาญและพวก ได้เดินทางไปรายงานตัวเพื่อส่งฟ้องคดีทุจริตถุงยังชีพดังกล่าว พร้อมยื่นขอประกันตัว โดยใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักทรัพย์ประกันตัว ก่อนที่ศาลจะนัดไต่สวนสืบคดีในครั้งต่อไป

 

ทำไมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

 

วานนี้ (1 กรกฎาคม) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณี ‘ชาญ’ สมัครเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี และการหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังการเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เป็นทางการแล้ว พร้อมให้เหตุผล 2 ประการ

 

1. การสมัครเป็นนายก อบจ. ของ ‘ชาญ’ หลังถูกศาลอาญาฯ ประทับฟ้อง คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด และไม่ได้ถูกคุมขังโดยหมายศาล อีกทั้งไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

 

ดังนั้น ‘ชาญ’ จึงยังไม่มีลักษณะต้องห้าม และสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี ได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 35/1 ประกอบ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (5), (6) และ (10) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 และมาตรา 93

 

2. ทำไมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากการที่ ‘ชาญ’ ได้กระทำความผิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในวาระก่อน และแม้ว่าศาลอาญาฯ จะได้ประทับฟ้องเมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

 

แต่ต่อมา ‘ชาญ’ ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในอีกวาระหนึ่ง ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 และมาตรา 93 เทียบเคียงความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1486/2565

 

กฤษฎีกาชี้ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อลดความยุ่งเหยิง

 

ด้าน ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า แม้จะเป็นการดำรงตำแหน่งคนละครั้งกัน แต่ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจาก ป.ป.ช. มีคำสั่งชี้มูล ซึ่งถึงแม้จะพ้นตำแหน่ง หรือถูกเลือกตั้งให้กลับเข้ามาใหม่ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยุ่งเหยิงกับกรณีที่ผ่านมา และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เรื่องนี้ไม่มีอะไร เป็นหลักกฎหมายปกติ

 

ทั้งนี้ ผู้ที่ชี้ขาดคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่งหรือการดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่น ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีคำสั่งในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

แกนนำเพื่อไทยประสานเสียง ศาลยังไม่ตัดสินถือว่าบริสุทธิ์​

 

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองผู้สนับสนุน ‘ชาญ’ บนเส้นทางการเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ในครั้งนี้ ​ภูมิธรรม​ เวช​ย​ชัย ​รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​พาณิชย์​ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะตอนที่ ป.ป.ช. ร้อง ‘ชาญ’ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่

 

ส่วนความเห็นกฤษฎีกาที่บอกว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ เป็นความคิดเห็นทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติชาญจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต้องให้ศาลเป็นคนสั่ง ไม่ใช่เป็นไปตามอัตโนมัติตามที่กังวลใจกันอยู่ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ ชาญยังมีสิทธิ์ เนื่องจากตอนมาสมัครก็ไม่ได้ขาดคุณสมบัติอะไร ดังนั้นเรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย และปัจจุบันก็ไม่มีข้อบังคับใดมาห้าม

 

“วันนี้เป็นแค่การประทับรับฟ้อง และเป็นกระบวนการให้มีสิทธิ์ต่อสู้ เรื่องนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยมอง แต่ทางกฎหมายเป็นแบบนั้น”

 

ภูมิ​ธรรมกล่าวว่า ความเห็นของกฤษฎีกาเกิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่ง และไม่ครบถ้วน เพราะชาญไม่ได้อยู่ในวิสัยที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากตอนนั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว กกต. ก็ไม่ได้บอกว่าขาดคุณ​สมบัติ​ เพราะยังไม่ถูกตัดสินว่าผิด เราอย่าไปวินิจฉัยแทน เราก็เชื่อใจในความบริสุทธิ์ของทุกคนตราบใดที่ยังไม่ถูกตัดสิน

 

ขณะที่ สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสระแก้ว ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีของ ‘ชาญ’ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น เป็นกรณีทั่วไป คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาล ควรให้ศาลเป็นผู้สั่ง หากกระทรวงมหาดไทยสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้ถูกคำสั่งสามารถฟ้องร้องไปยังศาลปกครองได้

 

ก่อนหน้านี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้มีการตรวจสอบข้อมูลเรื่องดังกล่าวแล้ว มีความเห็นว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้อง ในขณะที่ศาลประทับรับฟ้องชาญไม่มีตำแหน่งหน้าที่ จึงไม่มีกรณีที่ต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาล ถ้าจะต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช. ที่เป็นโจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาล

 

สรวงศ์กล่าวอีกว่า การให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ไม่มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 เพียงแต่เขียนไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เท่านั้น และเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้นกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ จากนี้เป็นหน้าที่ของ กกต. เพราะได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับสมัครจนเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง ชาญได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 1 และในท้ายที่สุด กกต. ได้รับรอง ‘ชาญ’ ให้เป็นนายก อบจ.ปทุมธานีแล้ว

 

ชาญ พวงเพ็ชร์ โดนคดีอะไร

 

สำนักข่าวอิศรารายงานว่า รายละเอียดคดีที่อาจส่งผลให้ ‘ชาญ’ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ อบจ.ปทุมธานี ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ลงมติชี้มูลความผิด ‘ชาญ’ และพวก กรณีถูกกล่าวหาทุจริตในการจัดซื้อถุงยังชีพในโครงการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุทกภัยในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 2 ครั้ง เมื่อปี 2554 มูลค่านับล้านบาท

 

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 9 เสียง เห็นชอบตามความเห็นคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นว่า การกระทำของชาญมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น

 

ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ

 

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, มาตรา 157 และมาตรา 162 (1), (4) ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192

 

นอกจากนี้ยังมีมูลความผิดฐานละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 79

 

นอกจากคดีซื้อถุงยังชีพดังกล่าวแล้ว ในปี 2560 ‘ชาญ’ ยังปรากฏชื่อเป็น 1 ใน 5 ผู้บริหารระดับสูงของ อบจ. ที่ถูก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 35/2560 ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 9 จากจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปรากฏรายชื่อมีทั้งหมด 70 ราย เป็นเหตุทำให้ต้องถูกระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่เป็นการชั่วคราว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเป็นทางการ

 

กรณีดังกล่าว ‘ชาญ’ ถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยมีความเกี่ยวข้องกับการตั้งงบประมาณในปี 2555-2556 เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายจำนวน 12 สัญญา ซึ่งต่อมาถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาจัดซื้อสูงเกินกว่าความเป็นจริงถึงกว่า 44,574,012.14 บาท และมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับไปดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากรณีดังกล่าว ป.ป.ช. จะมีการไต่สวนและชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐรายใดหรือไม่

 

ถ้าชาญต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จะเกิดอะไรขึ้น

 

ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการ และอดีต สส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการกระจายอำนาจในท้องถิ่น ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งเมื่อสมัยที่แล้ว และการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ไม่ต้องตีความเพิ่มเติม 

 

ชำนาญเชื่อว่าแม้จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ชาญน่าจะได้วางระบบการบริหารงานไว้แล้ว โดยมีทีมรองนายกฯ ที่เข้าไปรักษาการแทน จะมีเพียงชาญคนเดียวที่ทำงานไม่ได้ สุดท้ายหากสู้กันในชั้นศาลจนถึงที่สุดแล้ว ศาลยกฟ้องก็สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้

 

ชำนาญกล่าวต่อว่า ผลการเลือกตั้งในเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของประชาชน คนที่เลือกต้องรู้อยู่แล้ว เพราะคู่แข่งก็ได้นำเรื่องนี้มาใช้หาเสียง เมื่อประชาชนตัดสินใจแบบนี้ และด้วยคะแนนเสียงที่ชนะกันไม่มากก็ต้องยอมรับ ทีมงานอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ประชาชนก็เสียประโยชน์ไปบ้าง

 

“สุดท้ายคนที่ตัดสินใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือชาญว่าจะเอาอย่างไร จะสู้ต่อหรือลาออก ทางที่ดีควรแสดงจุดยืนด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ประชาชนจะได้ไม่เสียโอกาส” ชำนาญกล่าวทิ้งท้าย

 

ทั้งนี้ บทเรียนจากการเลือกตั้งนายก อบจ. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่านักการเมืองส่วนใหญ่ล้วนเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง พรรคการเมืองทั้งสีแดง, สีน้ำเงิน, สีส้ม ต่างกระเหี้ยนกระหือรือเข้าแข่งขันกันอย่างดุเดือด บางคนเลือกที่จะลาออกก่อนครบวาระ และไม่ได้จัดการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นพร้อมกันทั่วประเทศ ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่บางคนไม่สนชนักที่ติดหลัง เลือกที่จะไปตายดาบหน้า 

 

สุดท้ายเมื่อได้คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ระยะเวลาผ่านไปแค่ 1 วันกว่าๆ ก็มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะชนะคู่แข่งมาได้เป็นนายก อบจ. สมัยที่ 4 แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ แต่ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร คนที่เสียประโยชน์จากเรื่องนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่เป็นคนไทยผู้เสียภาษีทุกคนนั่นเอง

 

อ้างอิง:

The post เปิดเบื้องลึก ‘ชาญ พวงเพ็ชร์’ นายก อบจ.ปทุมธานี โดนคดีอะไรที่อาจต้องหยุดทำหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสานเสียงแกนนำเพื่อไทย ศาลยังไม่ตัดสินถือว่าบริสุทธิ์-ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว​ ชาญไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ https://thestandard.co/pheu-thai-defends-chan-duties/ Tue, 02 Jul 2024 05:36:58 +0000 https://thestandard.co/?p=952628 เพื่อไทย ชาญ

วันนี้ (2 กรกฎาคม) ภูมิธรรม​ เวช​ย​ชัย ​รองนายก​รัฐมนตร […]

The post ประสานเสียงแกนนำเพื่อไทย ศาลยังไม่ตัดสินถือว่าบริสุทธิ์-ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว​ ชาญไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทย ชาญ

วันนี้ (2 กรกฎาคม) ภูมิธรรม​ เวช​ย​ชัย ​รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​พาณิชย์​ ในฐานะแกนนำพรรค เพื่อไทย แสดงความคิดเห็นกรณี ชาญ พวงเพ็ชร์ หลังได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี แต่มีคดีอยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีทุจริตและศาลประทับรับฟ้องแล้ว ซึ่งตามกฎหมายต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะตอนที่ ป.ป.ช. ร้อง ชาญไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่

 

ส่วนความเห็นกฤษฎีกาที่บอกว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ เป็นความคิดเห็นทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ชาญจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต้องให้ศาลเป็นคนสั่ง ไม่ใช่เป็นไปตามอัตโนมัติตามที่กังวลใจกันอยู่ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ ชาญยังมีสิทธิ์ เนื่องจากตอนมาสมัครก็ไม่ได้ขาดคุณสมบัติอะไร ดังนั้นเรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย และปัจจุบันก็ไม่มีข้อบังคับใดมาห้าม

 

“วันนี้เป็นแค่การประทับรับฟ้อง และเป็นกระบวนการให้มีสิทธิ์ต่อสู้ เรื่องนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยมอง แต่ทางกฎหมายเป็นแบบนั้น”

 

ภูมิ​ธรรมกล่าวว่า ความเห็นของกฤษฎีกาเกิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่ง และไม่ครบถ้วน เพราะชาญไม่ได้อยู่ในวิสัยที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากตอนนั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ได้บอกว่าขาดคุณ​สมบัติ​ เพราะยังไม่ถูกตัดสินว่าผิด เราอย่าไปวินิจฉัยแทน เราก็เชื่อใจในความบริสุทธิ์ของทุกคนตราบใดที่ยังไม่ถูกตัดสิน

 

ยันตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว

 

ขณะที่ สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสระแก้ว ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีของชาญ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น เป็นกรณีทั่วไป คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาล ควรให้ศาลเป็นผู้สั่ง หากกระทรวงมหาดไทยสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้ถูกคำสั่งสามารถฟ้องร้องไปยังศาลปกครองได้

 

สำหรับกรณีก่อนหน้านี้ของชาญ ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้มีการตรวจสอบข้อมูลเรื่องดังกล่าวแล้ว มีความเห็นว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้อง ในขณะที่ศาลประทับรับฟ้อง ชาญไม่มีตำแหน่งหน้าที่ จึงไม่มีกรณีที่ต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาล ถ้าจะต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช. ที่เป็นโจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาล

 

สรวงศ์กล่าวอีกว่า การให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ไม่มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลอาญาทุจริต เพียงแต่เขียนไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. เท่านั้น และเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้นกรณีนี้ไม่ใช่เป็นการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ จากนี้เป็นหน้าที่ของ กกต. เพราะได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับสมัครจนเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง ชาญได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 1 และในท้ายที่สุด กกต. ได้รับรองชาญให้เป็นนายก อบจ.ปทุมธานีแล้ว

The post ประสานเสียงแกนนำเพื่อไทย ศาลยังไม่ตัดสินถือว่าบริสุทธิ์-ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว​ ชาญไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ กฤษฎีกาชี้ ‘ชาญ’ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ.ปทุมธานี เหตุมีคดีค้างเก่าที่ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว https://thestandard.co/pathumthani-prime-minister-suspended-duty/ Tue, 02 Jul 2024 03:16:47 +0000 https://thestandard.co/?p=952520 ชาญ อบจ.ปทุมธานี

วันนี้ (2 กรกฎาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมกา […]

The post เลขาฯ กฤษฎีกาชี้ ‘ชาญ’ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ.ปทุมธานี เหตุมีคดีค้างเก่าที่ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาญ อบจ.ปทุมธานี

วันนี้ (2 กรกฎาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณี ชาญ พวงเพ็ชร์ ชนะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) แต่ชาญมีคดีค้างอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และศาลได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะสามารถเข้ารับตำแหน่งได้หรือไม่ ว่า ก็แล้วแต่เขาจะดำเนินการไป ซึ่งผู้ที่ชี้ขาดคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งหรือการดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่น ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีคำสั่งในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในข้อกฎหมายถึงแม้จะกลับมารับตำแหน่งใหม่ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ใช่หรือไม่ ปกรณ์ระบุว่า ใช่ครับ วัตถุประสงค์ของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้เหตุผลไว้แล้วว่า ถ้าถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจาก ป.ป.ช. มีคำสั่งชี้มูล ซึ่งถึงแม้ระหว่างนั้นเขาพ้นตำแหน่งไปแล้วและถูกเลือกตั้งให้กลับเข้ามาใหม่ เขาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะป้องกันไม่ให้เกิดการยุ่งเหยิงกับกรณีที่ผ่านมา และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เรื่องนี้ไม่มีอะไร เป็นหลักกฎหมายปกติ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่อัตโนมัติโดยไม่ต้องขอคำสั่งศาลใหม่ใช่หรือไม่ ปกรณ์กล่าวว่า ไม่ต้อง เพราะเป็นผลทางกฎหมาย ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่แทนคาดว่าจะเป็นปลัดจังหวัด

The post เลขาฯ กฤษฎีกาชี้ ‘ชาญ’ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ.ปทุมธานี เหตุมีคดีค้างเก่าที่ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ทนายฯ ระบุ ศาลออกหมายจับ ‘เพนกวิน’ หลังไม่มาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 กรณี นพดล เลขาฯ ศชอ. แจ้งความ https://thestandard.co/arrest-warrant-penguin-parit-112/ Tue, 25 Jun 2024 04:23:43 +0000 https://thestandard.co/?p=949395

วันนี้ (25 มิถุนายน) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพส […]

The post ศูนย์ทนายฯ ระบุ ศาลออกหมายจับ ‘เพนกวิน’ หลังไม่มาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 กรณี นพดล เลขาฯ ศชอ. แจ้งความ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 มิถุนายน) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความกรณีที่ นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ดำเนินคดีกับ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาและนักกิจกรรมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 จากการโพสต์ภาพพร้อมข้อความในเฟซบุ๊ก

 

โดยระบุว่า “ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ กรณีถูก นพดล พรหมภาสิต จากกลุ่ม ศชอ. กล่าวหาจากการโพสต์ภาพ-ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2564

 

“แต่พริษฐ์ไม่ได้เดินทางมาศาลในวันนี้ ทำให้ศาลสั่งออกหมายจับ พร้อมนัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567”

The post ศูนย์ทนายฯ ระบุ ศาลออกหมายจับ ‘เพนกวิน’ หลังไม่มาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 กรณี นพดล เลขาฯ ศชอ. แจ้งความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ขออย่าเร่งหาบทสรุปผลสอบ 2 นายพล รับว่าปัญหาความขัดแย้งในตำรวจมีมานานกว่า 10 ปี ต้องใช้เวลาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย https://thestandard.co/results-for-2-generals/ Fri, 21 Jun 2024 05:07:10 +0000 https://thestandard.co/?p=947920 นายก นายพล

วันนี้ (21 มิถุนายน) เศรษฐา ทวีสิน นายก รัฐมนตรี กล่าวถ […]

The post นายกฯ ขออย่าเร่งหาบทสรุปผลสอบ 2 นายพล รับว่าปัญหาความขัดแย้งในตำรวจมีมานานกว่า 10 ปี ต้องใช้เวลาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายก นายพล

วันนี้ (21 มิถุนายน) เศรษฐา ทวีสิน นายก รัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีผลการสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีความขัดแย้งระหว่าง 2 นายพล พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายกฯ ได้ลงนามแล้ว

 

ในประเด็นที่มีหลายคนอยากให้มีมาตรการลงโทษผู้กระทำผิด นายกฯ กล่าวว่า ขอให้รอดูคำสั่งที่กำลังจะออกมาสู่สาธารณชนว่าสื่อสารได้มากขนาดไหน ขออย่าไปหาบทสรุปเร็วขนาดนั้น

 

ทั้งนี้ยอมรับว่าปัญหาภายในองค์กรตำรวจมีอยู่ มีมานานกว่า 10 ปี ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ตนเข้ามา ได้พยายามสะสางและบริหารจัดการหลายๆ เรื่อง เรื่องปัญหาระหว่างเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ที่ทะเลาะกันในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ก็มีการจัดการไป มีการตั้งคณะกรรมการ และองค์กรอิสระ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

นายกฯ กล่าวว่า ขอให้รออีกหน่อยให้ผลที่จะออกมา เรื่องของปัญหาตนทราบดีอยู่แล้ว ไม่ได้ละทิ้งหรือละเลย ไม่ได้ปล่อยปละ ส่วนจะสามารถเรียกศรัทธาประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่นั้น คงต้องใช้เวลา ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 คนด้วย ซึ่งมีกระบวนการอยู่แล้ว

 

“ไม่ใช่ว่าเป็นนายกฯ แล้วจะทำได้ทุกอย่าง ก็ต้องให้เกียรติกับทางคู่กรณี ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้มันถูกต้อง แต่แน่นอนว่าหากพบว่ามีความผิดก็ต้องดำเนินการ” นายกฯ กล่าว

The post นายกฯ ขออย่าเร่งหาบทสรุปผลสอบ 2 นายพล รับว่าปัญหาความขัดแย้งในตำรวจมีมานานกว่า 10 ปี ต้องใช้เวลาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. เร่งปรับภูมิทัศน์รอต้อนรับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับเข้าทำงาน พร้อมคืนชื่อ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในทำเนียบผู้บริหาร https://thestandard.co/welcoming-torsak-back/ Thu, 20 Jun 2024 08:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=947577 ต่อศักดิ์ สุรเชษฐ์

ความคืบหน้าหลังจากที่ วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรั […]

The post ตร. เร่งปรับภูมิทัศน์รอต้อนรับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับเข้าทำงาน พร้อมคืนชื่อ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในทำเนียบผู้บริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่อศักดิ์ สุรเชษฐ์

ความคืบหน้าหลังจากที่ วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณี พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

โดยผลการตรวจสอบพบว่ามีการขัดแย้งและไม่มีความเรียบร้อยเกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริง ทั้งนี้ผลสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วจึงสมควรส่ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับไปปฏิบัติในตำแหน่งและหน้าที่เดิมนั้น

 

มีรายงานว่า บรรยากาศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีสื่อมวลชนจำนวนมากมาปักหลักติดตามความคืบหน้าการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยในวันนี้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาทำงานตามปกติ 

 

ซึ่งบริเวณด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคนงานเข้ามาปรับภูมิทัศน์ดูแลต้นไม้และดอกไม้ ทั้งนี้คาดว่าเพื่อต้อนรับการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ 

 

ส่วนบริเวณชั้น 4 อาคาร 1 ซึ่งเป็นสำนักงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า แต่พบว่ายังมีการทำงานตามปกติของข้าราชการตำรวจ 

 

ส่วนบริเวณสำนักงานรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นห้องทำงานของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อยู่บริเวณชั้น 1 อาคาร 1 ส่วนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่มีการติดป้ายชื่อ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด ส่วนบริเวณลานจอดรถด้านหลังอาคาร 1 ยังมีป้ายชื่อของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ อยู่เหมือนเดิม เนื่องจากยังไม่มีการนำออกตั้งแต่ต้น

 

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้เว็บไซต์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (www.royalthaipolice.go.th) ได้ถอดรูป พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ออกจากทำเนียบผู้บังคับบัญชา ระดับรอง ผบ.ตร. จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีการนำรูปและชื่อกลับเข้าอยู่ในทำเนียบผู้บังคับบัญชา ระดับรอง ผบ.ตร. ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

The post ตร. เร่งปรับภูมิทัศน์รอต้อนรับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับเข้าทำงาน พร้อมคืนชื่อ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในทำเนียบผู้บริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุนำแถลงผลสรุปความขัดแย้ง 2 นายพล ส่ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับ ตร. ส่วน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้พิจารณาคำสั่งออกจากราชการใหม่ จากนี้ย้ำให้ปรองดองเพื่อประชาชน https://thestandard.co/conflict-torsak-surachet/ Thu, 20 Jun 2024 07:49:31 +0000 https://thestandard.co/?p=947550

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ​ เครืองาม​ […]

The post วิษณุนำแถลงผลสรุปความขัดแย้ง 2 นายพล ส่ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับ ตร. ส่วน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้พิจารณาคำสั่งออกจากราชการใหม่ จากนี้ย้ำให้ปรองดองเพื่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ​ เครืองาม​ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี​ แถลงผลสอบคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะ เกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงกรณีของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์​ สุขวิมล​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ​ และ พ.ต.อ. สุรเชษฐ์​ หักพาล​

 

วิษณุระบุว่า​ มีการรายงานผลให้นายกรัฐมนตรีทราบเมื่อ 2-3 วันก่อน ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำต่อไปในอนาคต โดยสรุปได้ความว่า วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ครบ 4 เดือนพอดี ทั้งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ หรือไม่พอใจ ต่อสถานการณ์​ที่เกิดขึ้น

 

นายกฯ​ จึงได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จและข้อกฎหมายฯ ตรวจสอบข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เพื่อประมวลเรื่องราวว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อแก้ไขความเป็นไปในอนาคต

 

ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหลายชุดเพื่อมาช่วย เนื่องจากได้สอบพยานไปกว่า 50 คน​ ในจำนวนนั้นได้สอบสวนคู่กรณี ทั้ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์​ และ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ซึ่งสรุปได้ความว่า พบว่ามีความขัดแย้งและความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริง มีความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ระดับกลาง​ ระดับเล็ก​ หรือทุกระดับและทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะเหตุเดียวกัน หรือคนละเหตุแล้วบังเอิญมาประจวบกันก็ตาม จนกระทั่งเกิดเป็นคดีความฟ้องร้องกันอยู่ทั้งภายนอก และภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

นอกจากนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับบุคคล 2 ท่าน คือ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ซึ่งแต่ละท่านก็มีทีมงานอยู่ใต้การบังคับบัญชา จึงพลอยเกิดความขัดแย้งไปด้วย โดยเฉพาะคดีสำคัญที่เกี่ยวข้อง​กับบุคคล เช่น​ คดี 140 ล้านบาท เป้รักผู้การเท่าไร, คดีที่ 2 คือคดีกำนันนก, คดีที่ 3 คือคดีมินนี่ เว็บพนันออนไลน์, คดีที่ 4 คือเรื่องพนันออนไลน์ BNK Master และยังมีคดีย่อยแยกออกไปอีกประมาณ 10 คดี ซึ่งแยกย้ายกระจายกันอยู่ตามสถานีตำรวจต่างๆ และอยู่ในชั้นศาลแล้วก็มี โดยเฉพาะศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาค 7 และส่วนกลาง ความขัดแย้งบางเรื่องเพิ่งเกิด บางเรื่องเกิดขึ้นมากกว่า 10 ปีแล้ว จึงทำให้เกิดคดีเหล่านี้ขึ้นมา

 

ข้อที่ 3 คดีความที่เกี่ยวข้องกับ 2 นายพล จากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ มีบางเรื่องส่งให้กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ตำรวจ​ อัยการ​ และศาล​ ว่าไปตามปกติ

 

ข้อที่ 4 บางเรื่องเกี่ยวพันกับหน่วยงานนอกกระบวนการยุติธรรมคือ องค์กรอิสระ​ คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับไปดำเนินการ ซึ่งเวลานี้คดีทั้งหมดมีเจ้าของคดีรับดำเนินการ ไม่มีคดีตกค้างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก เมื่อเป็นเช่นนั้นก็นำมาสู่ผลสรุปรายงาน​

 

ในข้อที่ 5 กรณี พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้รับคำสั่งให้กลับไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 แต่เพียงผู้เดียว ให้อยู่ในตำแหน่งและหน้าที่เดิม แต่ในวันเดียวกันนั้นเองก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นอีก 1 ชุด เพื่อสอบสวนทางวินัย และตามมาด้วยคำสั่งอีกฉบับ​ให้ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์​ ออกจากราชการไว้ก่อน

 

วิษณุ​กล่าวว่า พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สมควรที่จะส่งกลับไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่เดิม เพราะวันนี้ไม่มีอะไรจะสอบสวนแล้ว การที่นำตัวมาที่ทำเนียบ เพื่อที่จะได้สอบสวน แต่เมื่อการสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว หรือกระบวนการที่ยังอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช.​ ซึ่งไม่มีเหตุให้อยู่ที่ทำเนียบ จึงให้กลับไปทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตามเดิม ส่วนคดีให้เป็นไปตามสายงานของคดี

 

ผลสรุปของคณะกรรมการไม่ได้เป็นการชี้ว่าใครผิด ใครถูก แต่ได้รายงานให้นายกฯ ทราบว่าพบเห็นความยุ่งยากสับสนระหว่างอำนาจสอบสวนของหลายหน่วยงาน ซึ่งความจริงควรจะพบเห็นเรื่องนี้มานาน แต่มีคดีใหญ่หลายคดีประเดประดังเข้ามา และหลายคดีไม่รู้ว่าอำนาจอยู่ในมือของตำรวจ, ป.ป.ช., ปปง., กรมสอบสวนคดีพิเศษ​ (DSI),​ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน​ภาครัฐ​ (ป.ป.ท.​) ทำให้คดีทุจริตมีเจ้าภาพหลายรายเกินไป​

 

คณะกรรมการจึงเสนอแนะว่า ให้กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบให้ชัดเจน โดยมอบให้คณะกรรมการประสานงานกระบวนการยุติธรรม​ว่า หากเหตุเกิดขึ้นอีก อำนาจการสอบสวนอยู่ที่ใคร เมื่อไปถึงขั้นตอนของศาลอาจยกฟ้องได้ จึงต้องสอบสวนให้ชัดว่าใครมีอำนาจกันแน่ และเพื่อเป็นคู่มือให้พนักงานสอบสวนได้เก็บไว้ ซึ่งถือเป็นบทเรียนว่าต่อไปอาจจะเกิดขึ้นอีก และต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อนายกฯ รับทราบ ก็มีบัญชาการให้ตนมาชี้แจงและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

วิษณุ​ระบุว่า สถานภาพของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์​ ที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการนำความกราบบังคมทูลฯ ให้ออกจากราชการไว้ก่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องตรวจสอบว่าทำถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนตามกฎหมายหรือไม่ ขณะเดียวกัน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้นำเรื่องไปฟ้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

เมื่อถามว่า การได้กลับไปปฏิบัติราชการ​ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้ง 2 คน จะเป็นการให้คำมั่นกับประชาชนได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก วิษณุระบุว่า กรณี พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ไม่ใช่การส่งกลับไป​ เพราะส่งไปตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนแล้ว​ ส่วนกรณีของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ ส่งกลับไปได้​ แต่จะกลับวันนี้หรือพรุ่งนี้ แล้วแต่คำสั่งของนายกฯ

 

ส่วนที่มีความสับสนวุ่นวายขัดแย้งจนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น​ วิษณุ​กล่าวว่า​ ตอนที่เอาตัวออกมาทั้ง 2 คน ไม่ได้เอาออกมาเพื่อที่จะแก้ไข​ แต่เพื่อจะตรวจสอบ สอบวินัย​ สารพัดจะสอบ ซึ่งก็จะนำมาสู่การแก้ไขต่อไปในอนาคต โดยนายกฯ ​ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายปรองดองกันในงานราชการ​ แต่ส่วนตัวใครทำอะไรผิดก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย เพราะมีอำนาจอยู่แล้ว แต่การทำงานเพื่อบังเกิดประโยชน์กับประชาชน​ ไม่ให้ประชาชนรู้สึกเสื่อมศรัทธา​ต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดี จะต้องร่วมมือกันแก้ไขทั้งสำนักงาน รวมไปถึงตำรวจนอกจาก 2 ท่านนี้ด้วย

 

ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์คงจะเบาบางลง​ เพราะในระหว่างที่เวลาผ่านไป 4 เดือน ทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้พบปะพูดจาอะไรกันบ้างพอสมควร​ และคณะกรรมการก็เข้าไปไกล่เกลี่ยบางเรื่องให้​ แต่ไม่ใช่ไปซูเอี๋ย หรือมวยล้มต้มคนดู​อะไร เพราะคดีทั้งหมดมีมีดปักหลังทุกคน​ ก็ว่ากันไป​ แต่ระหว่างนี้ให้กลับไปทำงาน เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำงานแบบไม่มีหัวไม่ได้ ขณะนี้ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ​  พันธุ์​เพ็ชร์​ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่เกินกำลัง

 

ส่วนที่ พล.ต.อ. วินัย ทองสอง แถลงข่าวว่า พล.ต.อ. สุรเชษฐ์​ มีความผิดจริง​ วิษณุยอมรับว่า มีการพูดทั้งหมด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตัดสินใจชะตากรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป

 

ส่วนการส่งตัว พล.ต.อ. ต่อศักดิ์​ กลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเป็นการล้างมลทินหรือไม่​ วิษณุ​ยืนยันว่า ไม่ล้มล้าง ความผิดยังคงเดินหน้าต่อ ซึ่งคดีอยู่ที่ ป.ป.ช.​ ผลสอบครั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีผลผูกพันไปยังหน่วยงานอื่น​ แต่เป็นการแจ้งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทราบ

 

ส่วนเสียงครหาว่าเป็นการฟอกขาวหรือไม่ วิษณุระบุว่า ไม่มีอะไรเป็นการฟอกขาว​ แต่ขอให้ท่านกลับไปทำหน้าที่ของท่าน ในส่วนนี้อย่าว่อกแว่ก​ ส่วนคดีใน ​ป.ป.ช. ก็ขอให้ไปสู้กันเอง​

 

วิษณุ​เน้นย้ำว่า​ ตำรวจจำเป็นต้องทำความเข้าใจกฎหมายของตำรวจเองให้ดีเสียก่อน​ ก่อนที่จะออกคำสั่งอะไร

 

ส่วนเหตุผลที่ให้วิษณุเป็นผู้แถลงนั้น นายกฯ ระบุว่า เรื่องนี้หากให้โฆษกรัฐบาลแถลงจะเกิดความสลับซับซ้อน และที่สำคัญ​ตนเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่ 2 ที่วินิจฉัยว่าการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนไม่ถูกต้อง​ เนื่องจากไม่ได้ทำตามกระบวนการ นายกฯ จึงมอบหมายให้ตนมาชี้แจง

 

ส่วนการส่งกลับเช่นนี้จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยหรือไม่ วิษณุระบุว่า คงไม่สงบเรียบร้อย 100% เรียบแต่ไม่ร้อย แต่คงจะสงบจบลงได้ และมีความปรองดองในส่วนงานราชการ

 

ส่วนกรณี พล.ต.อ. สุรเชษฐ์​ หากพิจารณาเสร็จแล้วจะสามารถมาลุ้นตำแหน่ง ผบ. ตร. ได้เหมือนเดิมหรือไม่​ วิษณุระบุว่า​ มี

The post วิษณุนำแถลงผลสรุปความขัดแย้ง 2 นายพล ส่ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กลับ ตร. ส่วน พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้พิจารณาคำสั่งออกจากราชการใหม่ จากนี้ย้ำให้ปรองดองเพื่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>