คณะรัฐมนตรี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คณะรัฐมนตรี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 29 May 2026 06:12:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สภามีมติคว่ำตั้ง กมธ. ศึกษาแลนด์บริดจ์ฯ ชง ครม. พิจารณาต่อ ท่ามกลางความเห็นต่างของพรรคร่วมฝ่ายค้าน https://thestandard.co/parliament-rejects-landbridge-panel/ Fri, 29 May 2026 06:12:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1212359 ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรขณะลงมติญัตติแลนด์บริดจ์

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเที่ยงวันนี้ (29 พฤษภาคม) […]

The post สภามีมติคว่ำตั้ง กมธ. ศึกษาแลนด์บริดจ์ฯ ชง ครม. พิจารณาต่อ ท่ามกลางความเห็นต่างของพรรคร่วมฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรขณะลงมติญัตติแลนด์บริดจ์

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเที่ยงวันนี้ (29 พฤษภาคม) เข้าสู่ขั้นตอนการอภิปรายสรุปในญัตติด่วนขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ หลังจากเมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) สมาชิกได้ใช้เวลาอภิปรายแสดงความเห็นแล้ว โดยก่อนการลงมติ สมาชิกผู้เสนอญัตติและตัวแทนพรรคการเมืองได้อภิปรายสรุป

 

 
 

สส. ภูมิใจไทยชี้แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่จะช่วยยกระดับขนส่งไทย

 

พีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนโครงการ โดยระบุว่า แม้แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ในข้ามคืน แต่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่จะช่วยยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน โครงการนี้คาดว่าจะสร้างงานกว่า 2.8 แสนอัตรา เพิ่มจีดีพีร้อยละ 1.5 ต่อปี และลดเวลาการเดินเรือโลกได้ 3-4 วัน รวมทั้งสามารถขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ไปยังท่าเรือระนองได้โดยตรงซึ่งลดเวลาได้ถึง 14 วัน

 

พีรพัฒน์เน้นย้ำถึงมิติด้านความมั่นคง โดยเปรียบเทียบช่องแคบฮอร์มุซที่มีการขนส่งน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน กับช่องแคบมะละกาที่มีการขนส่งถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเกิดวิกฤตหรือการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบมะละกา ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

 

แลนด์บริดจ์จึงเป็นยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมและเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศ ในด้านสิ่งแวดล้อม โครงการจะใช้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ระบบท่าเรือสีเขียว (Green Port) สมาร์ทโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีขุดอุโมงค์เพื่อรักษาแนวป่าและระบบนิเวศ โดยมองว่าการไม่ลงมือทำอะไรเลยคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับอนาคตของคนรุ่นหลัง

 

พรรคประชาชนเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาระเบียบงเศรษฐกิจชีวภาพแทน

 

จากนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายสรุปญัตติ โดยตั้งคำถามถึงฐานคิดของรัฐบาลว่า มอง 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงทางผ่านของซัพพลายเชนและตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือมองว่าเป็นบ้านเกิดที่ประชาชนต้องใช้ชีวิตประกอบอาชีพ ขณะที่การปัดตกญัตติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญถือเป็นการดำเนินโครงการโดยไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและสมาชิกรัฐสภา

 

ณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคใต้ที่ถูกละเลยมาตลอด 30 ปี ทั้งปัญหาเกษตรกรขาดสิทธิที่ดินทำกิน การเข้าถึงน้ำประปาต่ำ การกระจุกตัวของการท่องเที่ยว และปัญหาเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ใน 11 จังหวัดภาคใต้แม้จะเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญ พร้อมแสดงความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจทำลายความมั่นคงทางที่ดิน ป่าชายเลน และทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงดูดการท่องเที่ยว

 

หัวหน้าพรรคประชาชนได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) แทนแลนด์บริดจ์และการร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยใช้งบลงทุน 5 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ ความมั่นคงในที่ดิน การเพิ่มมูลค่าเกษตรกรเกื้อกูลชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ และบริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างการเติบโตของจีดีพีร้อยละ 4 ต่อปี และลดภาระหนี้สินได้ร้อยละ 30 โดยไม่ต้องออกกฎหมายรวบอำนาจจากส่วนกลาง

 

พรรประชาชาติเตือนรัฐบาล ยกบทเรียนความคุ้มค่าเมกะโปรเจกต์ในอดีต

 

ต่อมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายเตือนสติรัฐบาล โดยอ้างอิงข้อเสนอแนะจากสำนักวิชาการของรัฐสภา 3 ประการ ได้แก่ รัฐบาลควรคิดช้าทำเร็วและวิเคราะห์ความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดสัมปทานจากกลุ่มทุนเดิม ควรพิจารณาเปรียบเทียบผลการศึกษาจากทุกฝ่ายให้ถูกต้อง และควรวางยุทธศาสตร์ตำแหน่งของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกก่อนกำหนดโครงการก่อสร้างเป็นเป้าหมายหลัก

 

พ.ต.อ.ทวี แสดงความกังวลต่อโครงสร้างของคณะกรรมการที่ศึกษาโครงการนี้ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการเป็นหลัก ขาดการรับฟังเสียงจากประชาชน พร้อมยกตัวอย่างความผิดพลาดในอดีตจากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท ที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการรับผิดชอบจนเกิดปัญหาการออกแบบทับซ้อนกับรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และปัญหาการสร้างทับพื้นที่มรดกโลกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

นอกจากนี้ ยังระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย เนื่องจากขาดการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและครอบคลุม

 

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงมติ ผลการลงมติจากผู้เข้าร่วมประชุม 445 คน พบว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการดังกล่าว แต่มีมติเห็นชอบให้ส่งรายงานการศึกษาและความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

The post สภามีมติคว่ำตั้ง กมธ. ศึกษาแลนด์บริดจ์ฯ ชง ครม. พิจารณาต่อ ท่ามกลางความเห็นต่างของพรรคร่วมฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ย้ำคดีนี้เป็นปมข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง https://thestandard.co/government-loan-decree-explanation/ Fri, 29 May 2026 06:11:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1212362 ภาพประกอบข่าวการส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ของรัฐบาลต่อศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เ […]

The post รัฐบาลส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ย้ำคดีนี้เป็นปมข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ของรัฐบาลต่อศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (29 พฤษภาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

 

ปรกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการรวบรวมรายละเอียดและยื่นคำชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเนื้อหาเป็นไปตามข้อเท็จจริง และไม่มีการแก้ไขประเด็นใดเพิ่มเติม

 

สำหรับขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายหลังจากนี้ ปกรณ์ชี้แจงว่า ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดการบังคับใช้ไว้ก่อน โดยขั้นตอนต่อไปสามารถเป็นไปได้หลายแนวทาง

 

ทั้งนี้ หากศาลเห็นว่าข้อมูลเพียงพอ เนื่องจากกรณีนี้เป็นปัญหาในข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้ภายในกรอบเวลา 60 วัน แต่หากศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นอำนาจของศาลในการพิจารณา

The post รัฐบาลส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ย้ำคดีนี้เป็นปมข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไทย-เวียดนาม’ โอกาสขยายความร่วมมือทุกมิติ สำคัญอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง? https://thestandard.co/thailand-vietnam-strategic-partnership/ Thu, 28 May 2026 03:48:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1211787 ภาพกราฟิกแสดงความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

การเยือนไทยของโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียด […]

The post รู้จัก ‘ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไทย-เวียดนาม’ โอกาสขยายความร่วมมือทุกมิติ สำคัญอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

การเยือนไทยของโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ค.69 ซึ่งเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีและเป็นการเยือนประเทศแรกในอาเซียน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระดับสูงระหว่างสองประเทศ

 

 

โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบรัฐบาลช่วงเช้าวันนี้ (28 พฤษภาคม) ต้อนรับผู้นำเวียดนามอย่างสมเกียรติ เน้นย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ระหว่างไทยและเวียดนาม

 

การเยือนไทยครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “New Chapter of the 50th Thailand – Viet Nam Diplomatic Relations: Enhancing Comprehensive Strategic Partnership” เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 

จุดเริ่มต้นความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

 

ไทยและเวียดนาม ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ในระหว่างการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2025 ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของสองประเทศ ที่จะเพิ่มพูนและขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยครอบคลุมทั้งในด้าน

 

1.ความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง

 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การปรึกษาหารือ และประสานความร่วมมือกันระหว่างเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และยังมุ่งมั่นที่จะร่วมกันจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ และการบริหารจัดการน้ำทั้งในกรอบความร่วมมือทวิภาคีและกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้อง

 

2.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นที่จะเพิ่มพูนการอำนวยความสะดวกและการส่งเสริมทางการค้าเพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเห็นพ้องที่จะจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) ไปขับเคลื่อนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

 

โดยแผนปฏิบัติการดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ อาทิ โลจิสติกส์ ปิโตรเคมี พลังงานหมุนเวียน ธนาคาร และการค้าปลีก

 

3.ความร่วมมือระดับประชาชน

 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการศึกษา

 

การยกระดับสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนาม ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่อยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน และพร้อมที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อรับมือกับความท้าทายในระดับโลกและระดับภูมิภาคไปด้วยกัน

 

ครม.เดินหน้าแผนปฏิบัติการความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 -2574

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนปฏิบัติการฯ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งมีสาระสำคัญ คือ

 

  • ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะเดินหน้าความร่วมมือระหว่างกันให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยครอบคลุมสามเสาหลัก ได้แก่
  • หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน
  • หุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
  • หุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
  • ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบและแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามในด้านต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน

 

โดยร่างแผนปฏิบัติการฯ มีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

The post รู้จัก ‘ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไทย-เวียดนาม’ โอกาสขยายความร่วมมือทุกมิติ สำคัญอย่างไร ครอบคลุมอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กเลย! ครม. เพิ่ม 9 มูลนิธิการแพทย์-การศึกษา ลดหย่อนภาษีบริจาค 2 เท่าผ่าน e-Donation ถึงสิ้นปี 2570 https://thestandard.co/cabinet-add-foundations-tax-deduction/ Tue, 26 May 2026 10:12:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1211196 ภาพมือถือแสดงการบริจาคผ่านระบบดิจิทัล

ครม. เคาะเพิ่มมูลนิธิด้านแพทย์-สาธารณสุข-การศึกษาอีก 9 […]

The post เช็กเลย! ครม. เพิ่ม 9 มูลนิธิการแพทย์-การศึกษา ลดหย่อนภาษีบริจาค 2 เท่าผ่าน e-Donation ถึงสิ้นปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือแสดงการบริจาคผ่านระบบดิจิทัล

ครม. เคาะเพิ่มมูลนิธิด้านแพทย์-สาธารณสุข-การศึกษาอีก 9 แห่ง เปิดลดหย่อนภาษี 2 เท่า สูงสุดไม่เกิน 10% เมื่อบริจาคผ่าน e-Donation มีผลถึงสิ้นปี 2570 หวังเพิ่มโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

 

 
 

วันนี้ (26 พฤษภาคม) สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา โดยเปิดให้ผู้บริจาคผ่านระบบ e-Donation สามารถนำเงินบริจาคมาหักลดหย่อนภาษีหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับมูลนิธิ 9 แห่ง

 

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมมูลนิธิด้านการแพทย์ สาธารณสุข ผู้พิการ และการศึกษา ดังนี้

 

  • มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์
  • มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

 

โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลสำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

 

“มาตรการภาษีนี้จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงมากขึ้น ตลอดจนเด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานเพิ่มขึ้น” สมศักดิ์กล่าว

 

ลดหย่อนได้ 2 เท่า สูงสุดไม่เกิน 10%

 

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่เสนอโดยกรมสรรพากรภายใต้กระทรวงการคลัง

 

โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการเพิ่มหน่วยรับบริจาคอีก 9 แห่ง ต่อยอดจากมาตรการภาษีเดิมที่สนับสนุนการบริจาคให้แก่องค์กรและมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขอยู่แล้ว 27 แห่ง

 

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนลักษณะเดียวกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

 

ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

The post เช็กเลย! ครม. เพิ่ม 9 มูลนิธิการแพทย์-การศึกษา ลดหย่อนภาษีบริจาค 2 เท่าผ่าน e-Donation ถึงสิ้นปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเลื่อนประชุม ครม. สัญจร เดือนมิถุนายนนี้ พิพัฒน์ เผยมีโครงการเสนอจำนวนมาก ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ https://thestandard.co/mobile-cabinet-meeting-postponed/ Tue, 26 May 2026 06:53:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1211069 ภาพการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post รัฐบาลเลื่อนประชุม ครม. สัญจร เดือนมิถุนายนนี้ พิพัฒน์ เผยมีโครงการเสนอจำนวนมาก ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ว่า ยังมีโครงการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเสนอเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อบรรจุเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569

 

เนื่องจากการประชุมครั้งดังกล่าวมีขอบเขตครอบคลุมหลายจังหวัด จึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการพิจารณา กลั่นกรอง และตรวจสอบรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และสอดคล้องกับกรอบงบประมาณของรัฐ

 

นอกจากนี้ การประชุม ครม. สัญจร ครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องเลื่อนการประชุมออกไปประมาณ 1 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานมีเวลาเตรียมข้อมูล และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างครบถ้วน

 

ทั้งนี้ ภายหลังนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดช่วงเวลาการจัดประชุม ครม. สัญจร อย่างเป็นทางการต่อไป โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

 

การเลื่อนประชุมครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการยกเลิกวาระ แต่เป็นการขยับกำหนดเวลา เพื่อเปิดทางให้การกลั่นกรองโครงการและการจัดสรรงบประมาณมีความพร้อมมากขึ้น เนื่องจากมีข้อเสนอจากหลายหน่วยงานและครอบคลุมหลายพื้นที่ ทำให้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาเพิ่มเติมก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. สัญจร อย่างเป็นทางการครับ

The post รัฐบาลเลื่อนประชุม ครม. สัญจร เดือนมิถุนายนนี้ พิพัฒน์ เผยมีโครงการเสนอจำนวนมาก ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถกคณะรัฐมนตรี แทนนายกฯ ระหว่างเยือนฝรั่งเศสรัฐมนตรีลา 11 คน https://thestandard.co/pipat-cabinet-anutin-france-11-ministers/ Tue, 26 May 2026 04:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1210953 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (26 พฤษภาคม) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึก […]

The post พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถกคณะรัฐมนตรี แทนนายกฯ ระหว่างเยือนฝรั่งเศสรัฐมนตรีลา 11 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

วันนี้ (26 พฤษภาคม) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี แทนอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ระหว่างเดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหลายคน

 

ทำให้วันเดียวกันนี้ มีคณะรัฐมนตรีลาการประชุม 11 คน ได้แก่

 

  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • สรรเพรช บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  • อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

The post พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถกคณะรัฐมนตรี แทนนายกฯ ระหว่างเยือนฝรั่งเศสรัฐมนตรีลา 11 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ ครม. เตรียมยื่นเอกสารชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน ต่อศาลรัฐธรรมนูญหลังครบเดดไลน์วันนี้ https://thestandard.co/cabinet-secretary-loan-decree-clarification/ Tue, 26 May 2026 03:54:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1210904 ภาพกราฟิกแสดงข้อความการยื่นชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ณัฐฏ์จารี อนันตศิล […]

The post เลขาฯ ครม. เตรียมยื่นเอกสารชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน ต่อศาลรัฐธรรมนูญหลังครบเดดไลน์วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความการยื่นชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณี ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำคำชี้แจงร่วมกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

 

จากนั้นสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะทำเอกสารเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะจัดส่งในวันนี้ (26 พฤษภาคม) เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายตามกำหนดที่จะต้องชี้แจงภายใน 7 วัน โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ถือเอกสารไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับศาลฯ ว่าจะเรียกบุคคลให้ไปชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่

The post เลขาฯ ครม. เตรียมยื่นเอกสารชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน ต่อศาลรัฐธรรมนูญหลังครบเดดไลน์วันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่ https://thestandard.co/chulaphan-extend-foreign-worker-permits/ Mon, 25 May 2026 08:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1210670 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับหนังสือข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่กระทรวงแรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน […]

The post จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับหนังสือข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่กระทรวงแรงงาน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับหนังสือข้อเสนอการแก้ไขปัญหาภาวะแรงงานขาดแคลน จากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

ด้าน กกร. ระบุว่า ปัจจุบันภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการมีประเทศคู่แข่งในการนำเข้าแรงงานจากเมียนมา ส่งผลให้แรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในไทยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานเพศชาย ทำให้ปัจจุบันไทยเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานสูงถึง 5 แสนคน สวนทางกับจำนวนประชากรวัยทำงานในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว โดยเน้นทั้งเรื่อง 4 สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย (เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) พร้อมขอให้กระทรวงแรงงานวางแผนทดแทนแรงงานในระยะยาว ด้วยการขยายฐานนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่น เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยชี้ว่าการเร่งแก้ปัญหานี้ จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

 

จุลพันธ์กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า รัฐบาลยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานจริง ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนในการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงาน 4 สัญชาติที่อยู่ในไทย จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด แม้ก่อนหน้านี้จะมีปัญหาการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดน แต่อยากให้แยกแยะว่าเป็นประเด็นระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชน

 

จุลพันธ์ย้ำว่า จะรีบนำข้อเสนอนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งสั่งการเชิงนโยบายให้เร่งแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ยังพำนักอยู่ในไทย แต่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเนื่องจากติดขัดเรื่องการต่อทะเบียน ให้สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ส่วนแนวทางการเปิดด่านเพื่อนำเข้าแรงงานลอตใหม่นั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับแนวนโยบายภาพรวมของรัฐบาล

 

สำหรับแผนระยะยาวในการนำเข้าแรงงานจากกลุ่มประเทศใหม่ๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รัฐมนตรีฯ ระบุว่า กระทรวงแรงงานเล็งเห็นความจำเป็นและได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันในอนาคตต่อไป

The post จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ชี้ไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญกำหนดยาก เหตุหลายพรรคยังไม่ยื่นร่าง-ต้องรอถกในสภา https://thestandard.co/paradorn-constitution-amendment-timeline-difficult/ Mon, 25 May 2026 07:36:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1210657 ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภราดร ปริศนานันทกุ […]

The post ภราดร ชี้ไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญกำหนดยาก เหตุหลายพรรคยังไม่ยื่นร่าง-ต้องรอถกในสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติครั้งที่ 2 ว่า เรายังไม่รู้ และคาดการณ์ไม่ได้ว่า การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ขณะนี้มีแค่ร่างของพรรคภูมิใจไทยที่ยื่น แต่ไม่รู้ว่าพรรคการเมืองอื่นจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ และยังไม่ทราบว่าพรรคประชาชน (ปชน.) จะรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้น การกำหนดไทม์ไลน์คงทำได้ยาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของรัฐสภา

 

เมื่อถามถึงกรณีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยไม่เข้าเงื่อนไขของพรรคประชาชนทั้ง 3 ข้อ ภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นร่างของพรรคประชาชนว่าเป็นแบบไหน แต่ร่างของพรรคภูมิใจไทยนำเสนอก่อน ให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่ร่างสุดท้าย ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการพูดคุยเพื่อให้ได้ร่างของคณะกรรมาธิการ และเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 ยังมีอีกหลายขั้นตอน แต่วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้แสดงความชัดเจนแล้วว่า เราจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจกับฝ่ายค้านจนได้เสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้าน 20% ในวาระที่ 3 ได้หรือไม่ ภราดร กล่าวว่า ตนว่าไกลเกินไป เดี๋ยวรอดูในวาระที่ 1 ว่ามีการอภิปรายอย่างไร และต้องดูว่าในคณะกรรมาธิการมีการถกเถียงมากแค่ไหน มีการยอมรับหรือถอยในจุดยืนมากน้อยเพียงใด หากทุกคนยอมรับในชั้นคณะกรรมาธิการก็ไม่มีปัญหา

 

เมื่อถามว่า ทุกฝ่ายต้องประนีประนอมใช่หรือไม่ ภราดร กล่าวว่า การทำรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน ทุกคนต้องเห็นชอบร่วมกัน รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า การจะผ่านร่างต้องมีเงื่อนไขอะไร ดังนั้น การแก้ไขต้องเป็นไปด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่าย

 

เมื่อถามอีกว่า ได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทยหรือยังว่า จะสนับสนุนร่างของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ภราดร กล่าวว่า ตนได้คุยนอกรอบกับ ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพรรคเดียว ทางพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยพร้อมสนับสนุนด้วย อยู่ที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างแบบไหน

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า งบกลางในการทำประชามติครั้งที่ 2 มีเพียงพอหรือไม่ ภราดร กล่าวว่า เมื่อใดที่กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำเสมอว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการทุกรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน 26.7 ล้านเสียงตามผลประชามติ โดยจะใช้ทุกองค์ประกอบสนับสนุน ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

The post ภราดร ชี้ไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญกำหนดยาก เหตุหลายพรรคยังไม่ยื่นร่าง-ต้องรอถกในสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์คาดสัปดาห์หน้า แนวร่วม ปชป. ตกผลึกร่วมกันยื่นร่างแก้ไข รธน. อย่างไร เสนอไอเดียหยั่งเสียง สสร. ออนไลน์ https://thestandard.co/abhisit-charter-amendment-ssr-online/ Fri, 22 May 2026 13:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1210109 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังให้สัมภาษณ์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประช […]

The post อภิสิทธิ์คาดสัปดาห์หน้า แนวร่วม ปชป. ตกผลึกร่วมกันยื่นร่างแก้ไข รธน. อย่างไร เสนอไอเดียหยั่งเสียง สสร. ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังให้สัมภาษณ์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อสัปดาห์หน้าได้ข้อยุติการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังเจรจาหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีจำนวน สส. ไม่เพียงพอในการยื่นเช่นกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยื่นร่างแก้ไขฯ ของแต่ละพรรคโดยรวมเนื้อหาเป็นร่างเดียว หรือเสนอแยกกันไปแต่ละพรรค โดยร่วมกันเข้าชื่อให้ครบจำนวนเพื่อเสนอเข้าไปทุกร่าง

 

ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ค่อนข้างจะมีความเห็นในหลักการเดียวกัน คือ 1. ต้องเป็นการสร้างกระบวนการให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากของพรรคภูมิใจไทย และ 2. ต้องไม่มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งจะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน

 

“ผมเห็นร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทย ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆ ไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้น การเลือกตัว สสร. ก็จะมีปัญหา ซึ่งพยายามจะทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วน และจังหวัด ก็จะมีความสับสนอยู่” อภิสิทธิ์กล่าว

 

ส่วนความเห็นต่อกรณีที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาในนามพรรคภูมิใจไทย แทนที่จะเป็นการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญนั้น อภิสิทธิ์มองว่า เป็นเรื่องของการกำหนดว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้เขียนในนโยบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ส่วนตัวก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ที่ไม่มีร่างของ ครม. เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้ ก็ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองไป

 

“ก็เป็นจุดยืนที่มีได้ แต่คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลก็บอกชัดตั้งแต่ต้นว่าไม่ทำเรื่องนี้ จึงไม่เขียนในนโยบาย”

 

ผุดไอเดียหยั่งเสียงประชาชนเลือก สสร. แทนการเลือกตั้ง

 

สำหรับหลักการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร. หรือไม่ เพราะอาจเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า ตามแนวคิดส่วนตัวขณะนี้ อยากให้ใช้วิธีการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือ ให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สสร. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

 

อภิสิทธิ์ชี้ว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้เป็นวงกว้าง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปเลือกตั้งเหมือนการไปเลือก สส. แต่ถ้ามีข้อทักท้วงว่า แล้วประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะทำอย่างไร ก็อาจเปิดโอกาสให้ประชาชนลงทะเบียนในตำบลของตัวเองแล้วใช้สิทธิ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 

“ทั้งหมดก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการหยั่งเสียงเท่านั้น ดังนั้น ชื่อของ สสร. ที่ได้มา ก็ไม่ใช่ชื่อสุดท้าย เพราะต้องเอามาให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้อาจจะเป็นความต่างที่พรรคประชาธิปัตย์คิดอยู่ในขณะนี้ เข้าใจว่ายังไม่ตรงกับพรรคอื่น ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกัน ในแต่ละพรรคก็มีความคิดของตัวเอง เกี่ยวกับการที่จะได้มาของ สสร.”

 

อภิสิทธิ์ยังคาดว่า สำหรับพรรคเพื่อไทย อาจเหมือนกับพรรคประชาชน ที่ต้องการให้มีกระบวนการคล้ายการเลือกตั้ง แต่ว่าเป็นการเลือกเกินจำนวนเข้ามา แต่ของพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงเรื่องการไม่ให้เสียเวลา และเรื่องการมีค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า แต่ก็สุดแท้แต่ เพราะวิธีการนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น

 

เสียดายกระบวนการจัดทำ รธน. ต้องเริ่มใหม่ อาจไม่ราบรื่น

 

อภิสิทธิ์ยังให้ความเห็นถึงโอกาสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ โดยระบุว่า ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้มีอำนาจ ซึ่งวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า สว. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในการที่จะไม่ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แม้เสียงของ สว. จะเป็นเสียงต่างหากของเสียงข้างมากในรัฐสภา ดังนั้น ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่านก็ผ่านยาก เช่นเดียวกัน ถ้าเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่เสียงของฝ่ายค้านไม่ได้ตามเงื่อนไข ก็ผ่านไม่ได้

 

“ใจผมตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็พยายามจะบอกว่า ความจริงสามารถหาฉันทามติให้ได้ระดับหนึ่ง ผมจึงน่าเสียดายว่า ถ้า ครม. ยืนยันร่างเดิมที่เคยเข้าสภาฯ และกรรมาธิการเคยพิจารณาเสร็จแล้ว ก็เอาตรงนั้นเป็นตัวตั้ง เราก็จะหลีกเลี่ยงการถกเถียง หลายต่อหลายเรื่องได้

 

“แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจไม่ทำอย่างนั้น เราก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ จึงไม่ง่ายที่จะให้ทุกอย่างราบรื่น เพราะช่องว่างยังมีอยู่ และประเด็นใหญ่ๆ ที่เป็นความต่างชัดเจนในตอนนี้ คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนว่า จะมากน้อยแค่ไหน กับปัญหาเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ก็จะกลับมาอีก” อภิสิทธิ์กล่าว

 

ขณะที่เงื่อนไขให้เสียงเห็นชอบของ สว. จำนวน 1 ใน 4 ของวุฒิสภานั้น อภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า ล้อตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการให้ความเห็นชอบ แต่จะเหมาะสมหรือไม่ ความเห็นก็แตกต่างกันไป และมีการปรับจำนวน ที่พรรคภูมิใจไทยปรับจาก 1 ใน 3 เป็น 1 ใน 4 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดคุยกันเบื้องต้น อาจจะลดลงไปอีก ก็จะดี

 

“เราต้องเข้าใจ หลักรัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ใช้กับทุกคน สร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบได้ ที่เขามีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญ เพียงป้องกันไม่ให้เสียงข้างมาก มากำหนดทุกเรื่อง ดังนั้น แม้จะเสียงข้างมากในรัฐสภา หากจำนวน สว. หรือ ฝ่ายค้านไม่ถึงในระดับหนึ่ง ก็มองว่า ควรจะเปิดโอกาสให้ทักท้วง เพราะหากไม่มีการกำหนดเกณฑ์ใดเลย การไปยกร่างรัฐธรรมนูญตามเสียงข้างมาก ก็สามารถลากทุกอย่างไปได้ และเสียงข้างน้อย ก็ไม่ได้มีสิทธิใดๆ

 

“เพียงแต่ขั้นตอนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร . ยกร่างแล้วเสร็จ ก่อนการนำไปออกเสียงประชามตินั้น ไม่ได้เป็นการเสนอจาก สส. หรือพรรคการเมือง แต่เป็นการยกร่างโดย สสร. ที่ผูกพันกับรัฐสภา” อภิสิทธิ์ระบุ

The post อภิสิทธิ์คาดสัปดาห์หน้า แนวร่วม ปชป. ตกผลึกร่วมกันยื่นร่างแก้ไข รธน. อย่างไร เสนอไอเดียหยั่งเสียง สสร. ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาธิปัตย์แสวงแนวร่วมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสัปดาห์ ย้ำไม่ให้เสียงข้างน้อยมีเงื่อนไขพิเศษมายับยั้ง https://thestandard.co/democrat-constitution-amendment-minority-block/ Thu, 21 May 2026 12:14:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1209812 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประช […]

The post พรรคประชาธิปัตย์แสวงแนวร่วมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสัปดาห์ ย้ำไม่ให้เสียงข้างน้อยมีเงื่อนไขพิเศษมายับยั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติของพรรค และความเคลื่อนไหวของการยื่นร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนเสียง สส. ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขในการยื่นร่างแก้ไขฯ เอง

 

 

▪เปิด 3 สาระสำคัญ ร่าง รธน. ‘ประชาธิปัตย์-แนวร่วม’

 

ดังนั้น พรรคจึงได้เจรจาประสานงานกับพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีอุดมการณ์และเผชิญปัญหาทำนองเดียวกัน เพื่อร่วมมือกันผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และได้มีกำหนดการยื่นร่างแก้ไขฯ ร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า

 

โดยมีกรอบสาระสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

 

  • ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องกระจายตัว โดยกำหนดให้ สสร. มาจากการคัดเลือกและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่กลไกการโหวตเลือกในรัฐสภาจะต้องออกแบบให้เกิดการกระจายสัดส่วน ไม่ให้กลุ่มทุนหรือเสียงข้างมากในสภาเข้าควบคุมหรือผูกขาด สสร. ได้
  • ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของรัฐและความรู้สึกของสังคม
  • ปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาหลังจากที่ สสร. ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยเดินหน้าได้โดยไม่ถูกกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษใช้อำนาจยับยั้งจนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องตกไป

 

▪เกาะติดปม ป.ป.ช. ยกคำร้องศักดิ์สยาม

 

นอกเหนือจากนี้ คณะทำงานกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ได้ตรวจสอบมติและการชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่า ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จและไม่ได้แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง

 

“พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมีผลผูกพันทุกองค์กร และได้ชี้ชัดไว้แล้วว่าพฤติการณ์ของศักดิ์สยามเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 ในเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น สส. พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดในประเด็นนี้ต่อไปตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

 

▪เสนอร่างกฎหมายภาคประชาชนกลับเข้าสภาฯ

 

อภิสิทธิ์ระบุด้วยว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่ยืนยันร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน ส่งผลให้ความเพียรพยายามของภาคประชาชนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ในสัปดาห์นี้

 

สส. ของพรรคประชาธิปัตย์จึงได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาอีกครั้ง โดยหยิบยกเอาเนื้อหาที่ผ่านการเคาะจากชั้นกรรมาธิการวิสามัญชุดก่อนซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มาปัดฝุ่นและยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ประกอบด้วย

 

  • ร่าง พ.ร.บ. รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างฉบับของประชาธิปัตย์จะใช้เนื้อหาเดิมที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและภาคธุรกิจแล้ว แต่จะมีการ ปรับลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลให้สั้นลงจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยให้สอดรับกับเกณฑ์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามหมุดหมายของประเทศ
  • ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มุ่งเน้นการขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการทุกรูปแบบ โดยนำร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วมาปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่
  • ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อยกระดับและรับรองสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์ของแนวหน้าสุขภาพ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ เพิ่มกลไก ‘กองทุนสวัสดิการ อสม.’ เข้าไปในร่างกฎหมาย เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากกฎหมายเยียวยาภาคประชาชนแล้ว อภิสิทธิ์ระบุว่า พรรคได้จัดทำร่างกฎหมายที่เป็นเสาหลักนโยบายของพรรคเสร็จสิ้น และพร้อมยื่นต่อสภาอีก 2 ฉบับ คือ

 

  • ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ปรับปรุงกติกาให้หน่วยงานรัฐต้องจัดทำและจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อความโปร่งใสและเอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล พร้อมกระชับกระบวนการอุทธรณ์ในกรณีที่รัฐปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
  • ร่าง พ.ร.บ. สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สภา SME) จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศในการคานอำนาจและเจรจาต่อรอง พร้อมบรรจุบทบัญญัติบังคับให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม SME ไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดสัดส่วนโควตาในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

The post พรรคประชาธิปัตย์แสวงแนวร่วมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสัปดาห์ ย้ำไม่ให้เสียงข้างน้อยมีเงื่อนไขพิเศษมายับยั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง https://thestandard.co/welfare-card-screening-assets/ Thu, 21 May 2026 10:38:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1209767 ภาพกราฟิกแสดงการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบสินทรัพย์ การลงทุนหุ้น และประกันชีวิตมูลค่าสูง เพื่อหาผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ภายใ […]

The post คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบสินทรัพย์ การลงทุนหุ้น และประกันชีวิตมูลค่าสูง เพื่อหาผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ภายในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ยันเกณฑ์ใช้รายได้ 100,000 บาทต่อปีตามเดิม แต่จ่อนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาด้วย พร้อมตรวจสอบการถือครองสินทรัพย์ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ พร้อมจ่อตัดสิทธิกลุ่มจดทะเบียน VAT ลงทุนหุ้น และมีประกันชีวิตมูลค่าสูง หวังคัดเหลือเฉพาะ ‘คนจนจริง’ เท่านั้น

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เร็วๆ นี้ ภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม โดยเป้าหมายของการลงทะเบียนรอบนี้ทำไปเพื่อต้องการทบทวนและคัดกรองสิทธิให้เหลือเฉพาะ ‘ผู้มีรายได้น้อยจริงๆ’ อยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐ

 

ลวรณอธิบายเพิ่มเติมว่า การคัดกรองรอบใหม่จะยังคงเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีไว้ตามเดิม แต่จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลและฐานข้อมูลที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยจะตรวจสอบทั้งการถือครองสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ และรถจักรยานยนต์

 

“เกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ จะทำให้เหลือจำนวนผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการเป็นคนจนอย่างแท้จริง” ลวรณกล่าว

 

สอดคล้องกับ วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง ที่กล่าวว่า แม้เกณฑ์รายได้ยังคงเดิม แต่ระบบคัดกรองจะมีความรอบคอบมากขึ้น จากเดิมที่ตรวจสอบเฉพาะข้อมูลภาษีเงินได้ที่ยื่นแบบเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เข้ามาพิจารณาร่วมด้วย รวมไปถึงตัดสิทธิผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง

 

นอกจากนี้ วินิจยังระบุว่า ในการลงทะเบียนใหม่รอบนี้ กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานอย่างน้อย 18 หน่วยงาน และนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน (Real-time) มากที่สุดเช่นกัน

 

“ที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง และบางรายสูงกว่า 1 ล้านบาทเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” วินิจกล่าว

 

โดยลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ยังอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังขั้นตอนการจัดทำหลักเกณฑ์แล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ

The post คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศิริกัญญา’ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลใช้เงินกู้อุ้มงบสวัสดิการแทนงบประจำ ชี้ผิดวัตถุประสงค์ https://thestandard.co/sirikanya-criticizes-loan-welfare-misuse/ Wed, 20 May 2026 10:21:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1209345 ภาพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมข้อความเกี่ยวกับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

‘ศิริกัญญา’ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาล ใช้เงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสน […]

The post ‘ศิริกัญญา’ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลใช้เงินกู้อุ้มงบสวัสดิการแทนงบประจำ ชี้ผิดวัตถุประสงค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมข้อความเกี่ยวกับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

‘ศิริกัญญา’ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาล ใช้เงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้าน อุ้มงบสวัสดิการแทนงบประจำ ชี้ผิดวัตถุประสงค์เยียวยาวิกฤตพลังงาน

 

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกต ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลนำเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทมาใช้ทดแทนงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือไม่ แทนที่จะเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

 

ศิริกัญญาระบุว่า รัฐบาล ‘แอบสอดไส้’ ใช้เงินกู้วงเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการประชารัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องได้รับตามปกติอยู่แล้ว เช่น เงินช่วยเหลือ 300 บาท ค่าสาธารณูปโภค และค่าเดินทาง โดยย้ำว่า โครงการดังกล่าวควรใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่เงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

 

ศิริกัญญายังชี้ว่า ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลตั้งงบประมาณสำหรับสวัสดิการดังกล่าวไว้ ‘ต่ำกว่าความต้องการใช้จริง’ โดยปีงบประมาณ 2569 มีการตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ขณะที่ต้องใช้จริงประมาณ 50,000 ล้านบาท จึงทำให้ต้องนำเงินกู้มาเติมส่วนต่าง

 

“นับว่ารัฐบาลกล้ามาก ที่จะนำเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในวงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้เพื่อจ่ายรายจ่ายประจำ ที่ควรใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ ถือว่าผิดจากวัตถุประสงค์ไปไกล” ศิริกัญญาระบุ

 

พร้อมตั้งคำถามว่า “สรุปว่าเงินกู้ก้อนนี้ นำมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หรือมาแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณของรัฐบาลกันแน่”

 

ก่อนหน้านี้ มติคณะรัฐมนตรีเปิดเผยผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ครั้งที่ 1/2569 และครั้งที่ 2/2569 อนุมัติโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ 2569 ของสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง วงเงินไม่เกิน 18,800 ล้านบาท

 

โดยโครงการดังกล่าวจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดประชารัฐสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่เกิน 13,185,236 คน ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ให้ได้รับสวัสดิการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 รวมถึงการเพิ่มเบี้ยสวัสดิการคนพิการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

The post ‘ศิริกัญญา’ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลใช้เงินกู้อุ้มงบสวัสดิการแทนงบประจำ ชี้ผิดวัตถุประสงค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สสรท. จี้รัฐปฏิรูประบบราง ค้านห้ามรถไฟเข้ากรุงชั้นใน เปิดปมปัญหาขาดทุน-บุคลากรขาดแคลนสะสม 5 ทศวรรษ https://thestandard.co/thai-labor-union-rail-reform/ Wed, 20 May 2026 06:28:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1209173 สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) แถลงข่าวเรียกร้องปฏิรูประบบราง

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) […]

The post สสรท. จี้รัฐปฏิรูประบบราง ค้านห้ามรถไฟเข้ากรุงชั้นใน เปิดปมปัญหาขาดทุน-บุคลากรขาดแคลนสะสม 5 ทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) แถลงข่าวเรียกร้องปฏิรูประบบราง

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ได้ออกแถลงการณ์ในหัวข้อ อุบัติเหตุแยกอโศกอย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง จงไปให้ถึงการปฏิรูประบบการขนส่งทางรางให้เป็นระบบหลักการขนส่งของประเทศและปลอดภัย เพื่อแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อภาครัฐ ภายหลังเกิดโศกนาฏกรรมขบวนรถไฟสินค้าพุ่งชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย

 

แถลงการณ์เริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงและนักการเมือง ที่มักออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเมื่อเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ แต่ขาดความเข้าใจในรายละเอียดและหลีกเลี่ยงการแสดงความรับผิดชอบอย่างแท้จริง โดยปล่อยให้ประเด็นดังกล่าวเลือนหายไปเมื่อกระแสสังคมลดลง

 

สสรท. เน้นย้ำว่า โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ไม่ควรจบลงเพียงแค่การกล่าวโทษความบกพร่องของพนักงานกั้นถนน ความประมาทของพนักงานขับรถโดยสาร หรือการตรวจพบสารเสพติดในพนักงานขับรถไฟเท่านั้น แต่รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย นโยบาย การจัดสรรบุคลากร เทคโนโลยี อุปกรณ์ และการรณรงค์จิตสำนึก โดยอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ สหภาพแรงงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของกิจการรถไฟไทยที่สะสมมากว่า 5 ทศวรรษ โดยระบุว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องแบกรับภาระต้นทุนการดำเนินงานที่ 3.20 บาทต่อกิโลเมตรต่อคน แต่รัฐบาลกำหนดให้จัดเก็บค่าโดยสารได้เพียง 24 สตางค์ แม้กฎหมายจะระบุให้รัฐต้องชดเชยส่วนต่าง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบความล่าช้าอย่างหนัก

 

ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2568 ระบุว่า รัฐค้างจ่ายเงินชดเชยแก่ รฟท. สูงถึงประมาณ 320,000 ล้านบาท ส่งผลให้ รฟท. ต้องกู้ยืมเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องและต้องรับภาระดอกเบี้ยเองปีละกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีปัญหาหัวรถจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ยสูงถึง 40 ปี รวมถึงมาตรการจำกัดการรับพนักงานใหม่ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2541 ที่อนุญาตให้รับเพิ่มได้เพียงร้อยละ 5 ของผู้เกษียณอายุ ส่งผลให้ปัจจุบัน รฟท. มีพนักงานลดลงจาก 20,000 คน เหลือเพียง 8,000 คน ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐมักไม่กล่าวถึงเมื่อเกิดปัญหา

 

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ สสรท. ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการ สนับสนุน การพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้เป็นยุทธศาสตร์และระบบหลักของการขนส่งประเทศ แต่ คัดค้าน แนวคิดการห้ามขบวนรถไฟเข้ามารับส่งผู้โดยสารในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน เนื่องจากจะส่งผลกระทบโดยตรงและเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ผู้มีรายได้น้อย นักเรียน และนักศึกษา รวมถึง คัดค้าน การปิดสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)

 

พร้อมกันนี้ สสรท. ได้ส่งกำลังใจให้แก่พนักงานรถไฟและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ให้ยืนหยัดทำหน้าที่รับใช้ประชาชนต่อไป โดยเน้นย้ำว่าหากพนักงานรายใดกระทำความผิดจริงก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย แต่สังคมไม่ควรมององค์กรและพนักงานรถไฟทั้งหมดเป็นจำเลยของสังคม สมาพันธ์ฯ ยังคงเชื่อมั่นในตัวบุคลากร รฟท. และขอให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนต่อไป

The post สสรท. จี้รัฐปฏิรูประบบราง ค้านห้ามรถไฟเข้ากรุงชั้นใน เปิดปมปัญหาขาดทุน-บุคลากรขาดแคลนสะสม 5 ทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีคนล่าสุด https://thestandard.co/somsak-anantawat-revenue-director-general/ Wed, 20 May 2026 05:50:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1209139 ภาพบุคคล สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่

เปิดเส้นทาง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ ลูกหม้อกรมสรรพากร สู่ […]

The post รู้จัก ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีคนล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบุคคล สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่

เปิดเส้นทาง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ ลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากรคนล่าสุด หลัง ครม.เห็นชอบแต่งตั้งแทนตำแหน่งว่าง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้ง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) กรมสรรพากร ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง หลังดร.กุลยา ตันติเตมิท ลาออกจากราชการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยการแต่งตั้งจะมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

 

 

 

สำหรับสมศักดิ์ถือเป็น ‘ลูกหม้อสรรพากร’ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการสายตรวจสอบและกฎหมายภาษี และเติบโตมาจากภายในกรมสรรพากรโดยตรง โดยมีประสบการณ์ทั้งด้านการจัดเก็บภาษี การตรวจสอบภาษี และงานกฎหมายภาษีอากร

 

โดยก่อนขึ้นนั่งอธิบดี ได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กลุ่มธุรกิจพลังงาน รับผิดชอบงานด้านยุทธศาสตร์และกำกับดูแลหน่วยงานสำคัญ อาทิ สำนักงานเลขานุการกรม กองกฎหมาย รวมถึงสำนักงานสรรพากรภาค 10 และ 11

 

นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งนักตรวจสอบภาษีเชี่ยวชาญ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร ผู้อำนวยการกองอุทธรณ์ภาษี และผู้อำนวยการกองมาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี ก่อนขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากรในปี 2562

 

เปิดประวัติการทำงาน

 

  • ปี 2558: นักตรวจสอบภาษีเชี่ยวชาญ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่
  • ปี 2559: ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านตรวจสอบภาษีสูง) มาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร
  • ปี 2560: ผู้อำนวยการ (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านนิติการสูง) กองอุทธรณ์ภาษี
  • ปี 2561: ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) มาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี
  • ปี 2562: รองอธิบดีกรมสรรพากร
  • ปี 2566: ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน)

 

เปิดประวัติการศึกษา

 

สมศักดิ์มีพื้นฐานการศึกษาทั้งด้านบัญชี กฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งสอดรับกับภารกิจการบริหารจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร โดยมีประวัติการศึกษา ดังนี้

 

  • ปี 2530: บริหารธุรกิจบัณฑิต (การบัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปี 2537: นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ปี 2543: รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปี 2561: ผ่านการอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 70 ในปี 2561

 

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งครั้งนี้อาจถูกมองว่า เป็นการเลือกขึ้นมา เพื่อนั่งตำแหน่งผู้นำกรมฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เนื่องจากสมศักดิ์จะครบเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้

 

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงจะต้องพิจารณาโยกย้ายหรือแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงอีกครั้งในปีงบประมาณใหม่ที่กำลังจะมาถึง

The post รู้จัก ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีคนล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสัปดาห์หน้า พริษฐ์วิจารณ์ร่างฯ ภูมิใจไทยขัดหลักการ https://thestandard.co/people-party-charter-amendment-criticism/ Wed, 20 May 2026 04:49:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1209087 พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าววิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประช […]

The post พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสัปดาห์หน้า พริษฐ์วิจารณ์ร่างฯ ภูมิใจไทยขัดหลักการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าววิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงยืนยันในวันนี้ (20 พฤษภาคม) เกี่ยวกับการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับอีก 6 ร่างกฎหมายสำคัญของพรรค

 

พริษฐ์ย้ำถึง 3 หลักการของกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ประกอบด้วย 1. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการ เช่น การให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 2. ป้องกันการผูกขาดการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และ 3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. อย่างการกำหนดให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 5 ของวุฒิสภา เพื่อเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ชี้ร่างภูมิใจไทยขัดหลักการ

 

ในวันเดียวกันนี้ พรรคภูมิใจไทยเองก็เตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของพรรคต่อประธานสภาฯ เช่นกัน โดยพริษฐ์เปรียบเทียบว่า จะมีความแตกต่างกันพอสมควรกับร่างของพรรคประชาชน เพราะเนื้อหาสาระของร่างพรรคภูมิใจไทยขัดกับอย่างน้อย 2-3 หลักการที่พรรคประชาชนวางไว้

 

พริษฐ์ยกเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีกระบวนการเปิดให้มีคูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ขณะเดียวกัน หลักการเรื่องการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. นั้น ร่างของพรรคภูมิใจไทยมีการกําหนดไว้ว่า ให้มีการเพิ่มอํานาจวุฒิสภา โดยระบุว่า จะผ่านความเห็นชอบต้องได้เสียง 1 ใน 4 ของ สว. ซึ่งคือ 50 คน อาจมีความเชื่อว่า หากมีกลุ่มการเมืองใดสามารถคุมเสียงได้ ก็จะเป็นคนชี้ขาดได้ ว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นเช่นไร

 

ทั้งนี้ พริษฐ์เชื่อว่า ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 จะมีอย่างน้อย 2 ร่าง เข้าสู่การพิจารณาของสภาด้วยเช่นกัน

 

เชื่อร่างแก้ไขของพรรคประชาชน พร้อมยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า

 

พริษฐ์ชี้แจงถึงกรณีคูหาเลือกตั้งในร่างของพรรคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร. โดยอ้อม โดยระบุว่า แม้ในที่ประชุม สส. จะมีการถกเถียงกัน แต่ยืนยันว่า การเปิดคูหาคือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่าง เนื่องจากเรามองคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ว่าขัดต่อพื้นฐานหลักการประชาธิปไตย และขัดคําวินิจฉัยฉบับก่อนของศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ำ ในการระบุว่า รัฐสภามิอาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง

 

พริษฐ์ย้ำว่า การมีคูหาจะเป็นกลไกที่ทําให้เนื้อหาของรัฐรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถออกแบบวิธีการบรรจุการพิจารณาวาระหนึ่งของรัฐสภาได้ สำหรับรายละเอียดนั้น ยืนยันว่าจะมีการยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า

 

ส่วนเงื่อนไขเสียง สว. พริษฐ์ระบุว่า เราไม่มีแนวคิดในการไปเพิ่มอํานาจให้กับ สว. แต่เราปฏิบัติกับ สส. และ สว. เท่าเทียมกัน คราวที่แล้วเรากําหนดแค่กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา

 

ขณะที่การกำหนดไทม์ไลน์ของพรรคภูมิใจไทยให้เป็น ‘4 ปีทันใช้’ พร้อมกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติแล้วนั้น พริษฐ์กล่าวว่า การยื่นร่างเป็นเพียงขั้นตอนแรก ซึ่งพรรคประชาชนมีความพร้อม แต่ตัวร่างน่าจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า เรื่องกรอบเวลาเป็นขั้นตอนของสภาฯ ที่ต้องมีการนัดประชุม

 

ส่วนจะผ่านเสียงเห็นชอบของ สว.ในวาระ 1 หรือไม่นั้น ก็ต้องไปว่ากันในการพิจารณาของรัฐสภา อาจจํากันได้ว่า เนื้อหาร่างพรรคประชาชนปลายปี 2568 วาระที่ 1 นั้น ก็มีความสอดคล้องกับหลักการที่เราพูดไว้ และไม่เห็นเหตุผลอันใดที่ สว. จะลงมติแตกต่างจากคราวก่อน

 

ยืนยัน 6 ร่างกฎหมายที่ค้างสภาฯ กลับไป

 

นอกจากนี้ ตัวแทน สส. พรรคประชาชนยังได้เสนอร่างกฎหมายเพิ่มเติมของพรรคอีกรวมกันเป็น 6 ฉบับ ป็นร่างกฎหมายค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นชัดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีมติยืนยัน จึงทำให้โครงร่างทั้ง 6 ร่างดังกล่าวตกลงไป ทางเราจึงได้มีการอภิปรายถึงเหตุผลว่าเหตุใด 6 ประเด็นดังกล่าวควรจะได้ไปต่อในวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ในคำชี้แจงของรัฐบาลยังไม่สมเหตุสมผล

 

โดยจะมีทั้งร่างเดิมที่ยื่นกลับไปโดยไม่มีการปรับปรับปรุงเนื้อหา แต่อาจจะมีบางร่างที่มีการปรับปรุงเนื้อหาเล็กน้อยเพิ่มเติม ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR), ร่าง พ.ร.บ. โรงงาน, ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า, ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

พริษฐ์กล่าวว่า ทั้ง 6 ร่าง ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจสังคมการเมือง และมีร่างกฎหมายของภาคประชาชนหลายฉบับที่ได้ผ่านกระบวนการฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว และหวังว่าในการประชุมสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม 3 วัน จะมีวันสำหรับการพิจารณากฎหมายของ สส. โดยเฉพาะไม่ใช่แค่ของ ครม. ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ทางประธานสภาฯ เคยให้ไว้ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ

The post พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสัปดาห์หน้า พริษฐ์วิจารณ์ร่างฯ ภูมิใจไทยขัดหลักการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. รับลูก กสม. สั่ง ศธ. เร่งแก้ปมโรงเรียนไม่ออกใบจบเหตุค้างค่าเทอม ดันนโยบาย Thailand Zero Dropout ห้ามเด็กหลุดระบบ https://thestandard.co/cabinet-education-dropout-policy/ Wed, 20 May 2026 01:32:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1209029 ภาพประกอบข่าว ครม. สั่ง ศธ. แก้ปัญหาโรงเรียนไม่ออกใบจบเหตุค้างค่าเทอม และนโยบาย Thailand Zero Dropout

วานนี้ (19 พฤษภาคม) ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รอง […]

The post ครม. รับลูก กสม. สั่ง ศธ. เร่งแก้ปมโรงเรียนไม่ออกใบจบเหตุค้างค่าเทอม ดันนโยบาย Thailand Zero Dropout ห้ามเด็กหลุดระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ครม. สั่ง ศธ. แก้ปัญหาโรงเรียนไม่ออกใบจบเหตุค้างค่าเทอม และนโยบาย Thailand Zero Dropout

วานนี้ (19 พฤษภาคม) ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา และให้เด็กสามารถนำเอกสารไปรายงานตัวเพื่อศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้อย่างต่อเนื่อง

 

ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และคุ้มครองสิทธิในการศึกษาของเด็กและเยาวชนตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

 

ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม และส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน

 

รายงานข่าวระบุว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีโรงเรียนบางแห่งไม่ออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบรับรองผลการเรียนหรือใบรับรองวุฒิการศึกษา เนื่องจากนักเรียนค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสศึกษาต่อและเสี่ยงทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้

The post ครม. รับลูก กสม. สั่ง ศธ. เร่งแก้ปมโรงเรียนไม่ออกใบจบเหตุค้างค่าเทอม ดันนโยบาย Thailand Zero Dropout ห้ามเด็กหลุดระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางปฏิทินรอ! ครม. เคาะ 16 ต.ค. 69 เป็นวันหยุดพิเศษ กทม. พร้อมสั่ง WFH 3 วัน https://thestandard.co/life/cabinet-16-oct-69-special-holiday/ Wed, 20 May 2026 01:27:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1209026 ภาพทิวทัศน์เมืองกรุงเทพฯ ยามพระอาทิตย์ตกดิน

ตื่นเช้ามาพร้อมกับการเตรียมตัวรับมือและวางแผนตารางงานช่ […]

The post กางปฏิทินรอ! ครม. เคาะ 16 ต.ค. 69 เป็นวันหยุดพิเศษ กทม. พร้อมสั่ง WFH 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทิวทัศน์เมืองกรุงเทพฯ ยามพระอาทิตย์ตกดิน

ตื่นเช้ามาพร้อมกับการเตรียมตัวรับมือและวางแผนตารางงานช่วงปลายปีกันแต่เนิ่นๆ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติไฟเขียวให้ วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งมีคำสั่งให้หน่วยงานราชการใน กทม. ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง หรือ Work from Home (WFH) เป็นเวลา 3 วัน เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรและอำนวยความสะดวกในช่วงการประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

สำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นอีเวนต์ทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี โดยคาดว่าจะมีรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกกว่า 15,000 คน จาก 190 ประเทศเดินทางมายังกรุงเทพฯ

 

เช็กตารางสัปดาห์หยุดยาว เตรียม WFH ของคนกรุง

 

เพื่อให้ภาพรวมการคมนาคมในเมืองหลวงคล่องตัวที่สุด ตารางการทำงานและการหยุดในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2569 จะถูกปรับเปลี่ยนดังนี้

 

  • วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569: หน่วยงานราชการใน กทม. ปฏิบัติงานแบบ Work from Home
  • วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569: วันหยุดราชการ (วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9)
  • วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569: หน่วยงานราชการใน กทม. ปฏิบัติงานแบบ Work from Home
  • วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569: หน่วยงานราชการใน กทม. ปฏิบัติงานแบบ Work from Home
  • วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569: วันหยุดราชการกรณีพิเศษ (เฉพาะพื้นที่ กทม.)

 

สําหรับภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา: ทางรัฐบาลได้ ‘ขอความร่วมมือ’ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดงาน ให้พิจารณามาตรการที่เหมาะสม เช่น การปรับมาทำ WFH หรือปรับเวลาการทำงานตามความเหมาะสม เพื่อลดความหนาแน่นบนท้องถนน

 

แน่นอนว่าสัปดาห์นั้นจะกลายเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงได้รีเซ็ตจังหวะชีวิตพอสมควรเลย เพราะเมื่อนับรวมวันหยุดราชการปกติในวันอังคารที่ 13 ตุลาคม และวันหยุดพิเศษในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เท่ากับว่าในสัปดาห์นั้นเราจะได้หยุดยาวกับเสาร์-อาทิตย์ แถมวันทำการที่เหลือยังเป็นการ Work from Home แทบทั้งหมด

 

สำหรับคนเมืองแบบเรา นี่คือโอกาสดีในการวางแผนแบบเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งทำงานชิลๆ ในต่างจังหวัด หรือวางแผนทริปพักผ่อนยาวๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดในเมืองหลวงไปพร้อมกับการต้อนรับผู้นำความคิดระดับโลกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ใครมีแพลนอยากไป Staycation หรือจองตั๋วเที่ยวช่วงนั้น แนะนำให้เริ่มบุ๊กกิ้งกันไว้ได้เลย

 

ภาพ: Shutterstock

The post กางปฏิทินรอ! ครม. เคาะ 16 ต.ค. 69 เป็นวันหยุดพิเศษ กทม. พร้อมสั่ง WFH 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง สส. ฝ่ายค้าน ยื่นตีความ ผิดกฎหมายหรือไม่ https://thestandard.co/loan-decree-court-challenge/ Wed, 20 May 2026 01:12:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1209015 ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้ […]

The post ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง สส. ฝ่ายค้าน ยื่นตีความ ผิดกฎหมายหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง สส. ฝ่ายค้านจำนวน 133 คน ยื่นให้ตีความ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำคำชี้แจงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 7 วัน

 

อีกทั้งมีรายงานว่า มติเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมนั้น เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเต็มองค์คณะ 9 คน ในครั้งถัดไป จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

 

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTHการที่ศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านถือเป็นขั้นตอนตามปกติ และตัว พ.ร.ก. ยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเตรียมนำเม็ดเงินก้อนแรกเกือบ 2 แสนล้านบาทไปใช้ในโครงการลักษณะแจกเงิน เช่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

อดีต รมว.คลัง ประเมินว่า หากรัฐบาลนำเงินกู้ไปแจกแบบให้สิทธิคนทั่วไปจำนวนถึง 30 ล้านคน โดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีความเดือดร้อนอย่างแท้จริงหรือไม่ จะทำให้มีคนที่ไม่เดือดร้อนเข้ามารับสิทธิด้วย ลักษณะการกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มหนี้สาธารณะแล้วนำมาแจกจ่ายโดยไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นการกู้เงินที่เกินความจำเป็นและไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ

 

นอกจากนี้ หากรูปแบบการแจกเงินเป็นลักษณะ ‘ใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อน’ จะยิ่งสร้างความไม่ยุติธรรม เนื่องจากผู้สูงวัยหรือประชาชนในต่างจังหวัดที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ระบบคอมพิวเตอร์ ได้ยาก จะเสียเปรียบกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงระบบได้ง่ายกว่า ซึ่งการทำให้เกิดการ ‘เลือกปฏิบัติ’ ระหว่างบุคคลในประเทศลักษณะนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่บัญญัติห้ามไว้

 

สำหรับเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาทที่อ้างว่าจะนำไปใช้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานนั้น ธีระชัยมองว่า โครงการเหล่านั้นเป็นเพียงการสอน การจัดฝึกอบรมเพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต หรือการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นงานประจำและเป็นโครงการระยะยาว โครงการเหล่านี้ ‘ไม่เข้าลักษณะความจำเป็นรีบด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

 

ในประเด็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธีระชัยประเมินว่า การกู้เงินมาแจกในโครงการอย่างไทยช่วยไทย พลัส แม้จะช่วยทำให้มีกำลังซื้อและดันตัวเลข GDP ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่จะเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบเดียวแบบ ‘ไฟไหม้ฟาง’ เพราะไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศแต่อย่างใด

 

สิ่งที่รัฐบาลควรทำอย่างแท้จริงเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน คือการเข้าไปรื้อและปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจพลังงานในปัจจุบัน

 

ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 1

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

สรุป 3 ข้อหาที่เสี่ยงผิดกฎหมาย อดีต รมว.คลัง สรุปทิ้งท้ายว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ มีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  1. ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการกู้เงินได้โดยใช้วิธีการอื่น
  2. ขัดรัฐธรรมนูญ ในประเด็นก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคคลจากระบบการลงทะเบียน
  3. ขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เพราะนำเงินไปแจกจ่ายในโครงการที่ไม่คุ้มค่าและกู้เกินความจำเป็น

 

ทั้งนี้ ในส่วนของกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าศาลจะมีกรอบเวลาในการพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันที่รับคำร้อง

 

ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลทำคู่ขนานกันไป ซึ่งมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า การที่เราออกพระราชกำหนด เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ

 

สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับรัฐบาล ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ว่าจากมูลเหตุใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งในกระบวนการชี้แจงต่อศาลมีกระบวนการอยู่แล้ว โดยปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

 

นายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลออกพระราชกำหนดมาแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทุกอย่างจึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน และเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ระเบียบ และกฎหมายกำหนด ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 พฤษภาคม ตามกำหนด

 

ทั้งนี้ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เห็นชอบโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน’

 

โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว ว่าอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่

 

โดยรัฐบาลได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการชี้แจงแก่ศาลรัฐธรรมนูญ

 

“คณะรัฐมนตรียืนยันว่า พระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำร้องก็เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินการไปแล้ว เราก็ชี้แจงไป ซึ่งเน้นย้ำว่าพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องดำเนินการต่อไป” ดร.เอกนิติกล่าว

 

อดีต ตุลาการศาล รธน. วิเคราะห์ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย

 

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เวทีความคิด ช่อง Thinkingradio’ ให้ความเห็นว่า ย้อนกลับในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการออก พ.ร.ก. ได้ใน 2 เงื่อนไขหลัก คือ 1. เพื่อประโยชน์ในความปลอดภัยสาธารณะหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ 2. เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน

 

แต่สำหรับ รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญถูกจำกัดอำนาจให้ตรวจสอบได้เฉพาะเงื่อนไขแรกเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่ประเด็น ความฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

 

ศาลไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงหรือตรวจสอบได้ ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านจะยื่นตีความว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ ‘ไม่ฉุกเฉินหรือเร่งด่วน’ จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะรับพิจารณาได้ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

 

ขณะที่เนื้อหาในคำร้องของ สส.ฝ่ายค้านที่เสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีจุดที่น่าสนใจคือ ฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้านงบประมาณในส่วนของการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ พุ่งเป้าโจมตีไปที่เงินกู้ก้อนที่สองมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเตรียมนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยมองว่าส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามปกติได้โดยไม่ต้องใช้ทางลัดผ่าน พ.ร.ก.

 

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องความเร่งด่วนไม่ได้ ประเด็นชี้ขาดจึงเหลือเพียงว่า งบพลังงาน 2 แสนล้านบาท เข้าข่ายการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความปลอดภัยสาธารณะหรือไม่

 

ในมุมมองทางกฎหมาย วิกฤตพลังงานถือเป็นเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักที่ใช้ทั้งในการขับเคลื่อนกำลังทหารเพื่อความปลอดภัย ไปจนถึงกระบวนการทางเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ เงื่อนไขในการตีตก พ.ร.ก. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ต้องใช้เสียงข้างมากถึง 2 ใน 3 หรือ 6 ใน 8 เสียงของตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งโอกาสที่ตุลาการถึง 6 ท่านจะลงมติว่าเรื่องพลังงานไม่มีประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลยนั้น แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

 

ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 2

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

ส่วนกรณี Worst-case Scenario หากเกิดเหตุการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ทางกฎหมายจะรุนแรงกว่ากรณีที่สภาไม่อนุมัติอย่างมาก

 

หากเป็นกรณีที่สภาไม่อนุมัติในภายหลัง พ.ร.ก. จะตกไปแต่จะไม่มีผลย้อนหลัง การกระทำใดๆ ก่อนหน้านั้นยังคงมีผลสมบูรณ์ แต่ หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก. จะ ‘ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น’ หรือตกเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลให้สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วต้องถูกยกเลิกเพิกถอนย้อนหลังทั้งหมด เงินที่จ่ายไปต้องถูกเรียกคืน และผู้ที่อนุมัติสั่งจ่ายอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำร้องของฝ่ายค้านระบุชัดเจนว่า ‘ไม่ติดใจในส่วนของงบเยียวยา’ รัฐบาลจึงสามารถตีความได้ว่างบส่วนนี้เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีข้อขัดแย้ง ในทางปฏิบัติ รัฐบาลจึงสามารถเดินหน้าดำเนินมาตรการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาจากศาล และต่อให้ศาลตีตก พ.ร.ก. ฉบับนี้ กฎหมายก็จะตกไปเฉพาะในส่วนของงบพลังงานที่ถูกร้องเรียนเท่านั้น

 

ดังนั้น พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีแนวโน้มสูงที่จะผ่านการพิจารณา แต่การทักท้วงของฝ่ายค้านถือเป็นกลไกการตรวจสอบที่เกิดประโยชน์ เพราะการกู้เงินถึง 2 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูพลังงาน แม้จะมีความสำคัญ แต่หากไม่ฉุกเฉินเร่งด่วน การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะและดอกเบี้ยมหาศาลที่ลูกหลานต้องตามชดใช้โดยไม่จำเป็น

 

ภาพ: Mehaniq / Shutterstock

The post ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง สส. ฝ่ายค้าน ยื่นตีความ ผิดกฎหมายหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเงื่อนไข ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ เริ่มใช้จ่าย 1 มิ.ย.นี้ https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-welfare-card/ Tue, 19 May 2026 14:29:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1209000 อินโฟกราฟิกสรุปโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมเงื่อนไข 60/40 และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทย […]

The post สรุปเงื่อนไข ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ เริ่มใช้จ่าย 1 มิ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกสรุปโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมเงื่อนไข 60/40 และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันนี้ (19 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งประกอบไปด้วย 2 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการ 60/40 และ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

1. โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

 

ให้สิทธิจำนวน 30 ล้านคน โดยรัฐจะช่วยจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%

 

📋 เปิดคุณสมบัติผู้สมัครผู้เข้าร่วม 60/40

 

  • มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน และมีบัตรประชาชน
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569)
  • ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ทุกเฟส รวมถึงโครงการคนละครึ่ง พลัส

 

⏱เปิดไทม์ไลน์ ลงทะเบียน -ใช้สิทธิ

 

  • วันลงทะเบียนประชาชน: 25 – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)
  • รับจำกัดไม่เกิน 30 ล้านคน (เต็มแล้วปิดทันที)
  • ช่วงเวลาใช้สิทธิทั่วไป: 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) ผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’
  • ช่วงเวลาใช้สิทธิผ่าน Food Delivery: 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

 

💰 วงเงินที่จะได้รับในโครงการ 60/40

 

  • รัฐช่วยจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน
  • จำกัดวงเงินรวมไม่เกิน 1,000 บาท/คน/เดือน (รวม 4 เดือน มิถุนายน – กันยายน 2569)
  • หมายเหตุ: หากใช้ไม่หมดในเดือนนั้น ๆ วงเงินจะไม่ทบไปเดือนถัดไป

2. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

 

โดยผู้ที่ถือบัตรฯ อยู่แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ในตอนนี้ จะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาค่าครองชีพเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ

 

  • สิ่งที่จะได้รับเพิ่ม: เงินช่วยเหลือพิเศษ 700 บาท/คน/เดือน (ทบจากเดิมที่ได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท/เดือน)
  • ระยะเวลาความช่วยเหลือ: รวม 4 เดือน (มิถุนายน – กันยายน 2569)
  • หมายเหตุ: วงเงินนี้ต้องใช้ให้หมดเดือนต่อเดือน ไม่มีการสะสมไปเดือนถัดไป
  • ในอนาคต: กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนคัดกรองรอบใหม่เร็ว ๆ นี้

 

อ้างอิง: กระทรวงการคลัง รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 19 พ.ค. 2569

 

อินโฟกราฟิกสรุปโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมเงื่อนไข 60/40 และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1

The post สรุปเงื่อนไข ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ เริ่มใช้จ่าย 1 มิ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>