คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คณะกรรมการการแข่งขันทา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 24 Oct 2026 08:36:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs https://thestandard.co/commerce-ministry-credit-term-smes/ Sat, 24 Oct 2026 08:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1271511 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมหารือมาตรการทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดันกติ […]

The post ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมหารือมาตรการทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. 2569 กำหนดกรอบชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วัน ธุรกิจทั่วไปที่เข้าเกณฑ์ คาดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 750,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม หนุนแข่งขันเป็นธรรม

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

 

นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

 

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

 

โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ

 

พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

 

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

 

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

 

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน

 

โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

 

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท

 

ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

 

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

 

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

 

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

The post ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. https://thestandard.co/gc-scgc-petrochemical-joint-venture/ Thu, 01 Oct 2026 04:41:00 +0000 https://thestandard.co/gc-scgc-petrochemical-joint-venture/ ภาพพื้นหลังพร้อมโลโก้ GC และ SCGC

GC-SCGC เดินหน้ารวมธุรกิจปิโตรเคมีไทย จ่อสรุปดีลร่วมทุน […]

The post GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังพร้อมโลโก้ GC และ SCGC

GC-SCGC เดินหน้ารวมธุรกิจปิโตรเคมีไทย จ่อสรุปดีลร่วมทุน ต.ค. 69 เร่งตรวจสอบข้อมูลและเจรจาเงื่อนไข เพื่อเคาะโครงสร้างธุรกรรม เบื้องต้น GC จะถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ SCGC ถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ มุ่งรวมจุดแข็ง ซัปพลายเชน เสริมขีดแข่งขันปิโตรเคมีไทย

 

 

รายงานข่าวระบุว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence)

 

รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

 

เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมีไทยระดับภูมิภาค

 

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน

 

โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

 

โดยขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่

 

  • บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.)
  • ธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย
  • โรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE)

 

รวมไปถึง โพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

 

  • บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด
  • บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด
  • บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC

 

GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่

 

ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ไทม์ไลน์ดังกล่าวเลื่อนขยับจากเดิมซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ จะมีความชัดเจนออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน หรือปลายไตรมาส 3 นี้

 

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน

 

อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

 

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัปพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTGC กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้

 

โดยคาดว่าจะเสริมแกร่งศักยภาพปิโตรเคมีไทย สู่กำลังผลิตขึ้นแท่น Top 10 โลก

The post GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพลตฟอร์มสัญชาติไทย vs ยักษ์ต่างชาติ เกมนี้ใครอยู่ ใครไป ในตลาดอีคอมเมิร์ซ? https://thestandard.co/thai-platforms-ecommerce-competition/ Fri, 31 Jul 2026 02:57:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1236660 ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ

ปีนี้วงการ ‘อีคอมเมิร์ซ’ สัญชาติไทยร้อนแรงขึ้นอย่างเห็น […]

The post แพลตฟอร์มสัญชาติไทย vs ยักษ์ต่างชาติ เกมนี้ใครอยู่ ใครไป ในตลาดอีคอมเมิร์ซ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ

ปีนี้วงการ ‘อีคอมเมิร์ซ’ สัญชาติไทยร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากแพลตฟอร์มไทยหลายรายเปิดตัวพร้อมข้อเสนอค่าธรรมเนียม GP ที่ต่ำ บางรายตั้งไว้ที่ 0% และยังชูโมเดลการเชื่อมต่อครีเอเตอร์กับระบบโลจิสติกส์ เพื่อตั้งเป้าดึงทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยให้หันมาใช้บริการบนแพลตฟอร์มของตน

 

ในสนามการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่ามหาศาล ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ‘แพลตฟอร์มไทย’ จะสามารถสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีความได้เปรียบทั้งในทรัพยากรและฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ได้หรือไม่?

 

เมื่อไม่นานมานี้ พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ในระดับสูงถึงหลักล้านล้านบาท และบางแพลตฟอร์มมีรายได้รวมปีละหลายหมื่นล้านบาทรวมถึงมีกำไรเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลให้การกำกับดูแลการแข่งขันและการป้องกันพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมมีความสำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น

 

ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้เข้ามามีบทบาทต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากขึ้น และการกำกับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

อย่างไรก็ตาม ผลจากการแข่งขันที่เข้มข้นก็ทำให้แพลตฟอร์มไทยบางรายไม่สามารถรับมือได้ ทำให้ต้องทยอยออกจากตลาด ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

 


 

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 1

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 2

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 3

thailand post market

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 5

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 6ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 7

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post แพลตฟอร์มสัญชาติไทย vs ยักษ์ต่างชาติ เกมนี้ใครอยู่ ใครไป ในตลาดอีคอมเมิร์ซ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน จุรินทร์นั่งหัวโต๊ะประชุม เคาะ 6 มาตรการแก้ปัญหา งัดทุกช่องทางช่วยส่งออก https://thestandard.co/container-shortage-find-way-to-help-export/ Mon, 14 Dec 2020 08:20:19 +0000 https://thestandard.co/?p=431235 ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน จุรินทร์นั่งหัวโต๊ะประชุม เคาะ 6 มาตรการแก้ปัญหา งัดทุกช่องทางช่วยส่งออก

วันนี้ (14 ธันวาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนต […]

The post ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน จุรินทร์นั่งหัวโต๊ะประชุม เคาะ 6 มาตรการแก้ปัญหา งัดทุกช่องทางช่วยส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน จุรินทร์นั่งหัวโต๊ะประชุม เคาะ 6 มาตรการแก้ปัญหา งัดทุกช่องทางช่วยส่งออก

วันนี้ (14 ธันวาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ และหารือร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าและอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกที่กำลังได้รับผลกระทบ

 

ภายหลังการประชุมหารือร่วม 15 หน่วยงานพร้อมภาคเอกชน จุรินทร์กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อมาดูสถานการณ์การส่งออกผ่านท่าเรือกรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาสำคัญ 3 ประเด็น

 

  1. ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้สำหรับบรรจุสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศขาดแคลน
  2. เรื่องค่าบริการในประเทศจากกระบวนการนำเข้าและส่งออก
  3. การจองพื้นที่เพื่อบรรจุตู้สำหรับส่งออกและปัญหาการจองตู้ ประเทศไทยมีความต้องการตู้สำหรับการส่งออกประมาณ 5,000,000 ตู้ต่อปี และนำเข้า 3,500,000 ตู้ต่อปี จึงขาดอยู่ 1,500,000 ตู้ 

 

สำหรับการประชุมวันนี้ สรุปการแก้ไขเรื่องตู้ได้ 6 มาตรการ 

 

  1. กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับการท่าเรือและภาคเอกชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาลู่ทางในการเร่งนำตู้เปล่าเข้ามาให้พอกับการใช้บรรจุสินค้าส่งออก 

 

  1. เอาตู้เก่ามาซ่อมแซมในประเทศเพื่อใช้บรรจุสินค้าเพื่อการส่งออก โดยให้ความช่วยเหลือให้นำเข้าตู้เปล่าและตู้เก่าให้สะดวกรวดเร็ว 

 

  1. หาทางเพิ่มช่องทางการส่งออกโดยไม่ใช้ตู้ เช่น ใช้เรือสินค้าทั่วไป เป็นต้น

 

  1. สนับสนุนช่วยเหลือ SMEs ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายย่อย ให้รวมตัวกันจองตู้ล่วงหน้าผ่านสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ  

 

  1. เร่งดำเนินการหาลู่ทางให้เรือที่มีขนาด 400 เมตรสามารถเข้าท่าที่แหลมฉบังได้แทนที่จะอนุญาตเฉพาะเรือ 300 เมตรในปัจจุบัน เพื่อให้การส่งออกการนำเข้าสามารถบรรทุกสินค้าได้มากขึ้น

 

  1. ให้หามาตรการในการลดต้นทุนการนำเข้าตู้

 

ขณะที่ในเรื่องของค่าบริการในประเทศ (Local Charge) ได้ตกลงร่วมกันว่าจะร่วมมือกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนในการหาทางลดค่าบริการในประเทศ ปัจจุบันเฉลี่ยตู้ขนาด 20 ฟุต ประมาณ 1,800 บาทต่อตู้ สำหรับภาครัฐ การท่าเรือจะไปหาลู่ทางปรับลดเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกและการนำเข้าตู้เปล่าหรือตู้เก่าเข้ามาช่วยรับภาระได้ 6 เดือนถึงเดือนมิถุนายน 2564 การคิดค่าบริการที่สร้างภาระเกินสมควร กรมการค้าภายในจะใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเข้ามากำกับดูแล

 

ปัญหาการจองพื้นที่ตู้หรือการจองตู้ที่บางครั้งถูกเลื่อนหรือถูกยกเลิก เป็นปัญหากับผู้ส่งออก ได้ขอให้สำนักงานแข่งขันทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์เข้ามารับภาระในการรับเรื่องร้องเรียนจากภาคเอกชนที่ประสบปัญหา โดยสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าแจ้งว่าถ้ามีหลักฐานพร้อมและมายืนร้องก็จะดำเนินการพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน

 

“ตู้ขาดแคลนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศเราประเทศเดียว ที่มาประชุมเพราะต้องการแก้ปัญหาในส่วนของประเทศไทยขาดแคลนเพราะ 1. ตู้คอนเทนเนอร์ไปค้างอยู่ที่สหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรปเยอะมาก และส่งออกไม่ได้เพราะติดโควิด-19 2. จีนกับเวียดนามสามารถที่จะดึงตู้เปล่าอยู่ในประเทศได้เยอะมาก ทำให้ยิ่งขาดแคลน และโดยปริมาณตัวเลขการส่งออก-นำเข้าของเรา นำเข้าแค่ 3,500,000 ตู้ต่อปี แต่ส่งออกถึง 5,000,000 ตู้ต่อปี ทำให้ขาดแคลนตู้ปีละ 1,500,000 ตู้” จุรินทร์ กล่าว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน จุรินทร์นั่งหัวโต๊ะประชุม เคาะ 6 มาตรการแก้ปัญหา งัดทุกช่องทางช่วยส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน https://thestandard.co/tesco-lotus-returns-to-cp/ Mon, 09 Nov 2020 00:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=418051 ‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน

ในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนจะเป็น Talk of […]

The post ‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน

ในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวไหนจะเป็น Talk of the Town ในแวดวงค้าปลีกไปมากกว่าการที่ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ สามารถดึงลูกอย่าง ‘เทสโก้ โลตัส’ กลับมาสู่อ้อมอก สมความตั้งใจซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ไว้ว่า

 

“ความจริงเทสโก้ โลตัสเป็นลูกของผม ตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ผมขายไป ฝากให้คนอื่นเลี้ยง ในครั้งนี้เจ้าของที่เคยเลี้ยงลูกผมจะขายลูกกลับคืนมา ผมก็ต้องซื้อ แต่ผมจะซื้อต่อเมื่อต้องเป็นประโยชน์ ถ้าซื้อแล้วไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ซื้อ​“

 

โดย ‘ซีพี’ เป็นผู้สร้างฐานลูกค้าเทสโก้ โลตัสในเมืองไทย แต่ต้องจำใจขายกิจการในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เพื่อรักษาธุรกิจหลักซึ่งก็คือเกษตรเอาไว้ แต่มั่นใจว่าด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ปรมาจารย์ระดับโลกจาก Walmart มาช่วยบริหารตั้งแต่ยุคเริ่มต้นนั้น ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในรากฐานของธุรกิจ เปรียบเสมือนตึกสูงที่มีเสาเข็มที่แข็งแรง

 

 

การเข้าซื้อในครั้งนี้คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 338,445 ล้านบาท โดยเป็นการเข้าซื้อผ่าน 3 บริษัทในเครือ ได้แก่ ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง 40%, CP ALL 40% และ CPF 20% ซึ่งได้มาทั้งธุรกิจของในไทยและมาเลเซีย

 

ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2562 ระบุว่า ร้านค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotus ในประเทศไทย ประกอบด้วยร้านค้ารูปแบบ ไฮเปอร์มาร์เก็ต 214 สาขา ตลาดโลตัส 179 สาขา และเทสโก้ เอ็กซ์เพรส 1,574 สาขา และให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า 191 สาขา

 

เทสโก้ประเทศมาเลเซียประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีร้านค้าในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตจํานวน 46 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ตจํานวน 13 สาขา และร้านค้าขนาดเล็กจํานวน 9 สาขา นอกจากนี้ยังมีธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าจํานวน 56 สาขา 

 

การแข่งขันจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก

อย่างไรก็ตาม การจะเข้าซื้อได้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งแม้การรวมธุรกิจดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขออนุญาตรวมธุรกิจซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดในตลาดร้านค้าปลีกสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทร้านค้าปลีกขนาดเล็ก จะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น 

 

แต่ไม่เป็นการผูกขาด และการรวมธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้นและอาจส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม 

 

ทั้งนี้ มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการแข่งขันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคภายหลังการรวมธุรกิจ โดยกรรมการเสียงข้างมากจึงมีมติอนุญาตให้รวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด 

 

อ่านเพิ่มเติม :

 

หนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากที่ซีพีสามารถเข้าซื้อเทสโก้ โลตัสในประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จคือ การแข่งขันใน ‘สมรภูมิไฮเปอร์มาร์เก็ต’ จะเปลี่ยนไปไหม? ซึ่งเจ้าสัวธนินท์เคยให้มุมมองกับ THE STANDARD ไว้ว่า

 

“การแข่งขันเหมือนเดิม เพราะว่าก็ยังมีคู่แข่งอยู่เหมือนเดิม แล้ววันนี้ที่แข่งกันอยู่มีใครเสียเปรียบไหม เราซื้อมาก็แข่งอยู่ บิ๊กซีก็ยังอยู่ ผมไม่ได้ซื้อบิ๊กซี ผมซื้อเฉพาะเทสโก้ โลตัส แล้วก็ไม่เกี่ยวกับสะดวกซื้อ มันคนละเรื่อง ร้านสะดวกซื้อคนเดินมาซื้อเพราะสะดวกใกล้บ้าน แม็คโครก็ขายส่ง ขายถูก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันแข่งกันอยู่แล้ว แต่ถ้าผมซื้อมาแล้วไม่มีใครแข่ง อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

 

 

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกให้มุมมองกับ THE STANDARD ว่า ด้วยความที่เทสโก้ โลตัสแข็งแกร่งมากๆ ในสมรภูมิไฮเปอร์มาร์เก็ต และมีส่วนแบ่งตลาดทิ้งห่างเบอร์ 2 อย่าง ‘บิ๊กซี’ พอสมควร จึงเชื่อว่า “รูปแบบการแข่งขันจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก”

 

“เชื่อว่าการแข่งขันจะอยู่ในกระบวนท่าแบบเดิมๆ เพราะตอนนี้ไฮเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้มี New Movement ออกมา ซึ่งที่ผ่านมาก็เน้นขายของถูก สาดโปรโมชันลดราคากันไม่มีวันหยุด เพราะ Perception หรือการรับรู้ของลูกค้ายังไม่ได้เปลี่ยนไป กล่าวคือลูกค้ามาที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตด้วยต้องการความคุ้มค่า”

 

อีกทั้งวันนี้เทสโก้ โลตัสมีความได้เปรียบมากกว่าบิ๊กซีอยู่แล้วคือ ในแง่ของฐานลูกค้า โดยแม้จะมีฐานเป็นกลุ่มแมสเหมือนกัน แต่ความต่างคือฐานลูกค้าของบิ๊กซีมีอำนาจในการซื้อที่จำกัดมากกว่า ขณะที่เทสโก้ โลตัสมีฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อมากกว่า จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้มากกว่า

 

สาเหตุที่เป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มของผู้บริโภคเอง ซึ่งที่ผ่านมาบิ๊กซีพยายามแก้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการปรับภาพลักษณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และหากต้องการจะทำให้สำเร็จ จำเป็นต้องลงทุนหลายร้อยล้านและใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือต้องทำเหมือนกับที่ ‘กลุ่มธนาคาร’ ทำ ต้องทุ่มสุดตัวถึงจะสามารถปรับภาพลักษณ์ได้

 

“ถ้าถามว่าบิ๊กซีจะก้าวขึ้นมาแข่งกับเทสโก้ โลตัสทำได้ไหม คำตอบคือทำได้ แต่ต้องเร่งขยายสาขาให้เข้ามาใกล้เคียงกันให้มากที่สุด และต้องเร่งสร้างประสบการณ์ของลูกค้าด้วย”

 

 

โดยจากรายงานของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบิ๊กซี ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 มีบิ๊กซีมีจำนวนสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด 151 สาขา (บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า) บิ๊กซี มาร์เก็ต 61 สาขา (บิ๊กมาร์เก็ต บิ๊กซีฟู้ดเพลส และบิ๊กซี ดีโป้) มินิบิ๊กซี 1,094 สาขา (รวมสาขาแฟรนไชส์ 63 สาขา) และภายใต้กลุ่มธุรกิจสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ ยังมีร้านขายยาเพรียวอีก 142 สาขา 

 

อ่านทิศทางบิ๊กซีเพิ่มเติม: 

 

 

อำนาจการต่อรองสูงอยู่แล้ว 

ขณะเดียวกันด้วยความที่ซีพียังมีธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ อยู่ในมืออีก ทั้ง ‘7-Eleven’ ซึ่งตัวเลข ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีอยู่ทั้งสิ้น 12,089 สาขา (เฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อในช่วงครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้ 167,673 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,329 ล้านบาท) และยังมี ‘แม็คโคร’ อีก 136 สาขา (หากรวมสาขาในประเทศอีก 8 สาขา ทำให้ตัวเลข ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 แม็คโครมีทั้งสิ้น 144 สาขา โดยครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้ 107,538 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,860 ล้านบาท)

 

ทั้ง 7-Eleven และ แม็คโคร ต่างเป็น ‘ยักษ์ใหญ่’ ในเซกเมนต์ที่ตัวเองอยู่ ทิ้งห่างเบอร์ 2 อย่างไม่เห็นฝุ่น และเมื่อรวมกับเทสโก้ โลตัสที่เป็นเบอร์ 1 เช่นกัน ทำให้เป็นที่สังเกตว่าอำนาจในการต่อรองกับ ‘แบรนด์สินค้า’ จะมีเพิ่มมากขึ้นหรือไม่?

 

 

เรื่องนี้แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกให้มุมมองว่า ที่ผ่านมาด้วยความที่ 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส ต่างเป็นฮีโร่ในเซกเมนต์ตัวเอง จึงมีอำนาจในการต่อรองกับแบรนด์สูงอยู่แล้ว หากเข้ามาอยู่ภายใต้เครือเดียวกัน อำนาจต่อรองจะเพิ่มไปกว่านี้ไหม “ก็อาจจะมีบ้าง แต่คงไม่ได้เพิ่มไปมากกว่าเดิม”

 

ที่ผ่านมาการนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกแบรนด์ต่างต้องมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วนที่มักจะเรียกกันว่า ‘Font Margin’ คือเมื่อขายสินค้าได้เท่าไรจะถูกหักออกในสัดส่วนที่ตกลงไว้ และ ‘Back Margin’ คือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่แบรนด์ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น การเข้าร่วมโปรโมชัน สื่อหน้าร้าน ตำแหน่งบนชั้นวางสินค้า เป็นต้น 

 

“รวมๆ แล้วทั้งคู่จะอยู่ที่ราว 50-70% ด้วยกัน สำหรับกลุ่มร้านสะดวกซื้ออาจจะเรียก Font Margin เยอะหน่อย ส่วนร้านไฮเปอร์มาร์เก็ตจะเรียกเก็บ Back Margin เยอะกว่า เพราะด้วยความที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดใหญ่ การวางสินค้าในจุดที่ลูกค้าจะเห็นมากที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่างจากร้านสะดวกซื้อซึ่งมีขนาดเล็กกว่า จึงมีโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นมากกว่า

 

“ถึงจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูง อย่างร้านสะดวกซื้อแค่คิดจะนำสินค้าไปวางก็มีค่าใช้จ่ายหลักแสนกลางๆ ซึ่งนับเป็นต่อ SKU ไม่ใช่ต่อแบรนด์ แต่ที่แบรนด์ต่างๆ ยอมเป็นเพราะช่องทางขายเป็นเรื่องสำคัญ มีแบรนด์ดีๆ มากมายที่สุดท้ายแล้วไม่เกิดเพราะไม่สามารถเข้าไปวางจำหน่ายในร้านโมเดิร์นเทรดได้ ซึ่งการเป็นช่องทางหลักทำให้วันนี้มีแต่แบรนด์ต่อคิวจะเข้า

 

“ขณะเดียวกันทุกวันนี้ผู้บริโภคมี Brand Loyalty หรือความภักดีต่อแบรนด์ที่ต่ำมาก ไม่มีแบรนด์ A ก็ซื้อ B หรือแบรนด์ไหนลดมากกว่าก็พร้อมจะซื้อ ดังนั้นการเข้าสู่ช่องทางขายให้ผู้บริโภคได้เห็นย่อมอีกว่า อีกทั้งยังเป็นการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด เพราะเมื่อใดก็ตามที่ส่วนแบ่งตก จะกระทบเหมือนโดมิโนตั้งแต่โรงงาน การวางแผนการผลิต เป็นต้น สุดท้ายเมื่อต้องเลือกยอดขายหรือกำไร แบรนด์ก็ต้องเลือกยอดขายมาก่อน กำไรค่อยมาจัดการกันเองหลังบ้าน แต่ถ้ายอดขายไม่เข้าจะแย่มากกว่า”

 

 

ความเสี่ยงเรื่อง ‘ปั้นแบรนด์’ ขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ตาม หากทั้ง 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส จับมือกันเพื่อต่อรองกัน ก็กลายเป็นความเสี่ยงที่แบรนด์ต่างๆ ต้องจับตาดูไว้ หลายๆ แบรนด์จึงต้องเตรียมวิธีบริหารช่องทางจำหน่ายไว้รองรับ เพราะหากมีการดึงไพ่ใบนี้ออกมาใช้จริงก็จะลำบาก บางแบรนด์ยอดขาย 70-80% มาจากช่องทางโมเดิร์นเทรด

 

“เท่าที่รู้มาตอนนี้ ทั้ง 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส ต่างมีการทำงานและกลยุทธ์ที่แยกกันอย่างชัดเจน ไม่ได้มีการตัดสินใจร่วมกัน”

 

ขณะเดียวกันยังมีอีกความเสี่ยงหนึ่งคือ ด้วยความที่ 7-Eleven และ เทสโก้ โลตัส ต่างเป็นปลายทางที่ได้เจอกับลูกค้า ทำให้มีข้อมูล พฤติกรรมของลูกค้า สินค้าไหนขายดี อยู่ในมือ

 

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะ ‘ปั้นแบรนด์’ ขึ้นมาเอง ด้วยความที่ซีพีมีร้านค้าปลีกจำนวนมากและมีวัตถุดิบอยู่ในมืออยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะตั้งบริษัท สร้างโรงงาน แล้วทำสินค้าส่งให้กับร้านภายใต้เครือของตัวเอง แต่ก็อาจจะไม่ได้เห็นมากนัก เพราะอาจทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้บริโภค

 

ยกเครื่อง ‘ไฮเปอร์มาร์เก็ต’ มาชนกับ ‘ดีพาร์ตเมนต์สโตร์’ 

ในส่วนของฐานลูกค้า หากวัดเฉพาะไฮเปอร์มาร์เก็ตย่อมไม่ทับซ้อนกัน เพราะจุดมุ่งหมายของการเดินเข้าไปซื้อสินค้าแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างเดินเข้าไปไฮเปอร์มาร์เก็ตด้วยต้องการซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน เน้นความคุ้มค่า ส่วนร้านสะดวกซื้อก็ตรงตามชื่อคือเน้นความสะดวก

 

แต่ที่น่าสนใจคือ ฟอร์แมตของเทสโก้ โลตัสมี เทสโก้ เอ็กซ์เพรส ซึ่งเป็นโมเดลไซต์เล็กอยู่ แต่ในมุมมองของแหล่งข่าวก็มองว่าจะไม่ทับซ้อน เพราะ Perception ของลูกค้าแตกต่างกันอยู่แล้ว

 

แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกกล่าวต่อว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนจากซีพีได้เข้าไปร่วมประชุมนัดสำคัญๆ และวางทิศทางในอนาคตบ้างแล้ว โดยเป้าหมายของซีพีคือต้องการขยายอัตราการเข้าถึงให้มากขึ้น โดยเฉพาะหัวเมืองสำคัญๆ ที่ยังมีคู่แข่งอยู่ไม่เยอะมาก แต่อาจจะไม่ได้ขยายสาขาแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว

 

 

อีกเรื่องที่ซีพีวางกลยุทธ์ไว้กับเทสโก้ โลตัสคือ การยกเครื่อง ‘ไฮเปอร์มาร์เก็ต’ เพราะที่ผ่านมาเวลาลูกค้ามาที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตมักจะใช้เวลาไม่นาน มาซื้อของแล้วก็กลับ ต่างจากการไปดีพาร์ตเมนต์สโตร์ที่จะไปซื้อเสื้อผ้าหรือนัดกินข้าว

 

ดังนั้นจึงมีแผนที่จะยกเครื่องไฮเปอร์มาร์เก็ต เพื่อทำให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพราะหากมองถึงจำนวนลูกค้าที่เดินเข้ามาเทสโก้ โลตัส ยังถือว่าได้เปรียบกว่าดีพาร์ตเมนต์สโตร์ โดยจะมีการขยายให้เป็นคอมเพล็กซ์ เบื้องต้นเทสโก้ โลตัสกำลังเจรจากับร้านอาหารให้เข้ามาเปิดอยู่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นเชนและเป็นร้านย่อยๆ คาดว่าสาขานำร่องที่จะมีการปรับนั้นจะอยู่ในชลบุรี นครสวรรค์ และพิษณุโลก

 

แน่นอนว่าการชนกับ ‘ดีพาร์ตเมนต์สโตร์’ ย่อมไม่พ้นกับ ‘เซ็นทรัล’ ที่ในช่วงหลังใช้โรบินสันและท็อปส์เข้าไปเจาะในหัวเมืองรอง ซึ่ง “หากเทสโก้ โลตัส ตอบโจทย์ในเรื่องการใช้ชีวิตได้ดีกว่า ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ลำบากแน่นอน” แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงค้าปลีกกล่าว

 

Synergy ระหว่างเครือ ลดต้นทุนหลัก ‘พันล้าน’

อย่างไรก็ตาม มุมมองในเรื่องการขยายสาขาที่จะไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว เป็นสิ่งที่ เอกสิทธิ์ คุณาดิเรกวงศ์ นักวิเคราะห์หุ้น การพาณิชย์ การท่องเที่ยว และการขนส่ง (อากาศ) บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด ซึ่งให้ข้อมูลกับ THE STANDARD ว่า มองไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตในไทยค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ถึงจะมีการขยายสาขาก็คงขยายไม่ได้มากนัก

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงของ Product Mix เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าซีพีมีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอยู่แล้ว และเมื่อเทียบกับบิ๊กซีที่อยู่ใต้ร่มของเครือช้าง ต้องยอมรับว่าซีพีครบเครื่องในทุกเซกเมนต์มากกว่า ซึ่งหากซีพีสามารถเพิ่มมูลค่า หาสินค้าที่โดนใจลูกค้ามากกว่า รวมถึงดึงกลุ่มร้านค้าเช่าที่เป็น ‘แม่เหล็ก’ เข้ามา ลูกค้าย่อมเลือกที่จะมาเดินเทสโก้ โลตัสมากกว่า

 

 

“ในมุมของผู้บริโภคอาจจะไม่ได้กระทบอะไรมาก เพราะในแง่ของการแข่งขันก็คงแข่งในเรื่องเดิมคือ ลดราคา ส่วนจะขึ้นราคาสินค้าก็อาจเป็นไปได้ยาก เพราะที่ผ่านมาเทสโก้ โลตัสที่เชี่ยวชาญด้านไฮเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้วยังขึ้นได้ยาก เห็นได้จากยอดรายได้ที่เติบโตในระดับตัวเลขเดียวต้นๆ ดังนั้นการจะเพิ่มยอดซื้อของลูกค้าน่าจะเติมสินค้าที่มีมูลค่าสูงเข้ามามากกว่า”

 

โดยในปี 2561 เทสโก้ โลตัส มีรายได้ 188,628 ล้านบาท กำไร 7,840 ล้านบาท ส่วนในปี 2562 มีรายได้ 187,959 ล้านบาท กำไร 12,107 ล้านบาท

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Synergy ระหว่างเครือ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนมหาศาล ตัวอย่างเช่น หลังจากที่บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ซื้อบิ๊กซีเข้ามาในพอร์ต ในช่วง 2-3 ปีต่อมาสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 1.7 พันล้านบาท แน่นอน ‘เทสโก้ โลตัส’ ใหญ่กว่าบิ๊กซีเป็นเท่าตัว ค่าใช้จ่ายย่อมลดได้มากกว่า

 

ซื้อ ‘เทสโก้ โลตัส’ เพื่อบุกต่างประเทศ

เอกสิทธิ์ฉายมุมมองอีกว่า ในช่วงอีก 3-4 ปีต่อจากนี้ หนี้ที่ CP All เข้าซื้อ ‘แม็คโคร’ มูลค่า 188,880 ล้านบาทเมื่อ 5 ปีก่อนจะหมดลงแล้ว จึงกลายเป็นว่าหนี้จะน้อยกว่าเงินสดที่อยู่ในมือ และอย่างที่รู้กันว่าวันนี้ดอกเบี้ยไม่ได้สูงมากนัก ดังนั้นแทนที่จะทำให้เงินสดกองอยู่กับตัวเอง สู้นำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า การเข้าซื้อเทสโก้ โลตัส ซึ่ง CP All ร่วมถือหุ้น 40% จึงนับเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

กระนั้นเป้าหมายของการซื้อเทสโก้ โลตัสในครั้งนี้อาจไม่ใช่เป้าหมายภายในประเทศ แต่ต้องการบุก ‘ต่างประเทศ’ มากกว่า เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา CP All ต้องการนำ 7-Eleven บุกตลาดต่างประเทศมาโดยตลาด ทั้งมีการขอสิทธิ์ไปยังบริษัทแม่เพื่อลุยธุรกิจในเวียดนามและจีนที่เมืองกวางโจว แต่ไม่เคยได้รับการอนุมัติ

 

ถึงล่าสุดจะได้รับสิทธิ์ในการนำ 7-Eleven บุกตลาดลาวและกัมพูชา แต่ก็อาจไม่ได้มีนัยอะไรมากนัก เพราะความเป็นเมืองของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ได้ขยายตัวมากขนาดนั้น ซึ่งเหมือนกับไทยเมื่อ 20 ปีก่อน จึงเหมาะกับการนำไฮเปอร์มาร์เก็ตไปเปิดมากกว่า

 

 

“แม้ตลาด CLMV ยังมีการแข่งขันที่ไม่แรงมากนัก แต่ก็ยังไม่เหมาะกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ต้องมีความเป็นเมืองและมีคนแออัดระดับหนึ่ง ทางเลือกที่ดีที่สุดจึงเป็นการนำไฮเปอร์มาร์เก็ตไปเปิดมากกว่า ซึ่งการซื้อในครั้งนี้ทำให้ซีพีได้สิทธิ์ขาดในเทสโก้ โลตัส เหมือนที่ทาง BJC ได้สิทธิ์ในบิ๊กซี จึงนำไปเปิดที่ไหนก็ได้ในอาเซียน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตบริษัทแม่แล้ว”

 

สำหรับธุรกิจในมาเลเซียนั้น เอกสิทธิ์กล่าวว่า ด้วยความที่บริษัทแม่ต้องการขายเป็นแพ็กรวมระหว่างไทยกับมาเลเซีย ไม่แยกขาย ซีพีจึงต้องซื้อมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งสภาพธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตในเวียดนามไม่ได้แตกต่างจากไทยมากนัก ทิศทางจึงคาดว่าจะเป็นการเพิ่มยอดซื้อมากกว่าที่จะขยายสาขา

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ที่สุดแล้ว ‘เทสโก้ โลตัส’ ในมือของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ได้ลูกกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งจะดำเนินไปในทิศทางไหน เราคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกันต่อไป!

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ‘เทสโก้ โลตัส’ คืนสู่มือซีพี ดีลนี้จะเปลี่ยนสมรภูมิค้าปลีกให้ร้อนแรงขึ้นแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘7 เงื่อนไข’ CP ควบรวม เทสโก้ โลตัส ภายใต้มติบอร์ด กขค. https://thestandard.co/open-7-conditions-cp-merged-with-tesco-lotus/ Fri, 06 Nov 2020 14:31:56 +0000 https://thestandard.co/?p=418138 เปิด ‘7 เงื่อนไข’ CP ควบรวม เทสโก้ โลตัส ภายใต้มติบอร์ด กขค.

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อนุมัติให้บริษัท ซ […]

The post เปิด ‘7 เงื่อนไข’ CP ควบรวม เทสโก้ โลตัส ภายใต้มติบอร์ด กขค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘7 เงื่อนไข’ CP ควบรวม เทสโก้ โลตัส ภายใต้มติบอร์ด กขค.

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อนุมัติให้บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด รวมกิจการได้ โดยประเมินว่า ‘ไม่เป็นการผูกขาด’ แม้จะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง และไม่กระทบต่อประโยชน์ของผู้บริโภคโดยรวม

อย่างไรก็ตาม กขค. ได้กำหนดมาตรการเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการแข่งขันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่หลังการรวมธุรกิจ โดยกำหนด ‘7 เงื่อนไข’ ที่ต้องปฏิบัติตาม

 

 เปิด ‘7 เงื่อนไข’ CP ควบรวม เทสโก้ โลตัส ภายใต้มติบอร์ด กขค.

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เปิด ‘7 เงื่อนไข’ CP ควบรวม เทสโก้ โลตัส ภายใต้มติบอร์ด กขค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กขค.’ อนุมัติ ‘CP’ ควบรวม ‘เทสโก้’ ประเมินไม่ผูกขาดธุรกิจ https://thestandard.co/competition-commission-approved-cp-merged-tesco/ Fri, 06 Nov 2020 11:01:07 +0000 https://thestandard.co/?p=417999 ‘กขค.’ อนุมัติ ‘CP’ ควบรวม ‘เทสโก้’ ประเมินไม่ผูกขาดธุรกิจ

บอร์ด กขค. ไฟเขียวกลุ่ม ‘ซีพี’ ซื้อหุ้น ‘เทสโก้ โลตัส’ […]

The post ‘กขค.’ อนุมัติ ‘CP’ ควบรวม ‘เทสโก้’ ประเมินไม่ผูกขาดธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กขค.’ อนุมัติ ‘CP’ ควบรวม ‘เทสโก้’ ประเมินไม่ผูกขาดธุรกิจ

บอร์ด กขค. ไฟเขียวกลุ่ม ‘ซีพี’ ซื้อหุ้น ‘เทสโก้ โลตัส’ หลังประเมินดีลดังกล่าวแม้ทำให้อำนาจตลาดเพิ่มแต่ไม่ผูกขาด รวมทั้งไม่กระทบผู้บริโภค พร้อมขีดข้อกำหนด 7 เงื่อนไขต้องปฏิบัติตามหลังรวมธุรกิจ



สมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า กขค. ได้พิจารณาการขออนุญาตรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยกรรมการเสียงข้างมากมีความเห็นว่า การรวมธุรกิจดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขออนุญาตรวมธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดในตลาดร้านค้าปลีกสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทร้านค้าปลีกขนาดเล็กจะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่เป็นการผูกขาด และการรวมธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม



ทั้งนี้มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการแข่งขันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคภายหลังการรวมธุรกิจ


สำหรับผลการตัดสินของ กขค. โดยกรรมการเสียงข้างมากมีมติอนุญาตให้รวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยการกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจปฏิบัติ ดังนี้



1. ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกัน กระทำการรวมธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นระยะเวลา 3 ปี ทั้งนี้ไม่รวมถึงตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)



2. ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด เพิ่มสัดส่วนของยอดขายสินค้าที่มาจากผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรชุมชน สินค้าชุมชน สินค้าวิสาหกิจชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (OTOP) และกลุ่มสินค้าอื่นๆ ของร้าน 7-Eleven และเทสโก้ สโตร์ส รวมกันทุกรูปแบบ ในอัตราเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี



ทั้งนี้ให้ใช้หลักเกณฑ์ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม



3. ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภค ใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบ โดยให้ถือว่าเป็นความลับทางการค้า



4. ให้บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด คงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบรายเดิม ที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี



เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบรายเดิม และต้องได้รับการยินยอมจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบนั้นๆ ด้วย



5. ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด สนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เป็นระยะเวลา 30-45 วัน นับจากวันที่ยื่นเอกสารเรียกเก็บเงิน เป็นระยะเวลา 3 ปี จำแนกเป็น

 

5.1 กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรชุมชน สินค้าชุมชน สินค้าวิสาหกิจชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (OTOP) ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน
5.2 กลุ่มสินค้าอื่นๆ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน

 

ทั้งนี้กรณีข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิมที่มีผลใช้บังคับก่อน กขค. ออกคำสั่งนี้มีระยะเวลาการให้สินเชื่อน้อยกว่าที่ กขค. กำหนดให้ใช้ข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิม หรือกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น



6. ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด รายงานผลการประกอบธุรกิจ ภายใต้การดำเนินการตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่ได้รับจาก กขค. เป็นรายไตรมาสหรือในระยะเวลาที่กำหนด ตามแบบที่สำนักงาน กขค. เป็นระยะเวลา 3 ปี



7. ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตรวมธุรกิจและผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภค กำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติทางการค้าที่ดี (Code of Conduct) เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน และถือปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการ กขค.​ เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด และต้องไม่กระทำการที่เป็นข้อห้ามของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560



สมศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตรวมธุรกิจดำเนินการตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตรวมธุรกิจปฏิบัติตามคำสั่ง กขค.​ หลังจากที่การรวมธุรกิจแล้วเสร็จ และให้มีหนังสือรายงานผลการรวมธุรกิจภายใน 30 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จด้วย และในกรณีผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับแจ้งคำสั่งของ กขค. ​และไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘กขค.’ อนุมัติ ‘CP’ ควบรวม ‘เทสโก้’ ประเมินไม่ผูกขาดธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPALL ต่ำสุดในรอบ 4 ปี! หาก กขค. อนุมัติซื้อ ‘เทสโก้’ อาจกดหุ้นลงต่อ https://thestandard.co/cpall-lowest-in-4-years/ Tue, 03 Nov 2020 09:24:41 +0000 https://thestandard.co/?p=416405 cpall

ปัจจุบันหุ้นของ บมจ. ซีพี ออลล์ (CPALL) รั้งอยู่อันดับ […]

The post CPALL ต่ำสุดในรอบ 4 ปี! หาก กขค. อนุมัติซื้อ ‘เทสโก้’ อาจกดหุ้นลงต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
cpall

ปัจจุบันหุ้นของ บมจ. ซีพี ออลล์ (CPALL) รั้งอยู่อันดับ 4 ของหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap.) มากที่สุดของไทย ที่ระดับ 4.87 แสนล้านบาท แต่หากมองย้อนกลับไปช่วงปี 2561-2562 ราคาหุ้น CPALL เคยปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 90 บาท ก่อนจะร่วงลงมาประมาณ 40% แตะจุดต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ 53.50 บาท 

 

แรงกดดันต่อหุ้น CPALL มาจากทั้งผลประกอบการที่ลดลงในช่วงวิกฤตโควิด-19 รวมถึงความกังวลต่อการเข้าซื้อกิจการ ‘เทสโก้’ ในไทยและมาเลเซีย รวมมูลค่า 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ได้ขออนุญาตกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำหรับการเข้าซื้อเทสโก้ ซึ่งประกาศเข้าซื้อกิจการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ปัจจุบันที่ประชุม กขค. ได้พิจารณาคำขออนุญาตของ CP เสร็จแล้ว โดยจะมีการแถลงผลเป็นทางการในวันนี้

 

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น CPALL ตั้งแต่ต้นปี 2563

 

โดยการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะดำเนินการภายใต้บริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือ ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง ถือหุ้นโดย CP Group 40%, CPALL 40% และ บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 20%

 

บล. เอเซียพลัส ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อ CPALL และ CPF แบ่งเป็น 2 ความเป็นไปได้ คือ กลุ่ม CP สามารถเข้าซื้อเทสโก้ได้สำเร็จ หรือไม่สามารถเข้าซื้อกิจการได้

 

ผลกระทบต่อ CPALL

ในกรณีที่กลุ่ม CP ได้รับอนุญาตให้เข้าซื้อกิจการเทสโก้ทั้งในไทยและมาเลเซีย ในส่วนของ CPALL ที่จะใช้เงินลงทุน 3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนในบริษัทย่อยจัดตั้งขึ้นใหม่คือ ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง มาจากการก่อหนี้เป็นหลัก ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นกดดันการเติบโตระยะสั้นถึงระยะกลาง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น CPALL หากได้รับอนุมัติ

 

โดยฝ่ายวิจัยได้สะท้อนในประมาณการปัจจุบันนับจากไตรมาส 4 ปี 2563 แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่รวมความเสี่ยง (Downside) จากผลกระทบโควิด-19 ต่อฐานกำไรและการฟื้นตัวของเทสโก้ ซึ่งเดิมกำหนดใช้ฐานกำไรเทสโก้ปี 2562 ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563 ขณะที่อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ เงื่อนไขในการซื้อกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อการ Synergy ในอนาคต

 

ส่วนกรณีที่กลุ่ม CP ไม่ได้รับอนุญาตเข้าซื้อกิจการเทสโก้ ระยะสั้นจะช่วยปลดล็อกความกังวลต่อการก่อหนี้ระยะสั้น ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อราคาหุ้น CPALL แต่อาจทำให้ภาพการเป็นผู้นำธุรกิจระยะยาวในอาเซียนโดดเด่นน้อยลง

 

ทั้งนี้ แม้ประมาณการปัจจุบันยังไม่รวมถึง Downside จากการฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาดจากผลกระทบโควิด-19 ของ CPALL ซึ่งน่าจะส่งผลให้กำไรปี 2563 ลดลง 15.5% โดยยังมี Downside อีกราว 8-10% แต่หากรวมผลกระทบการปรับลดกำไรตั้งแต่ต้นปีที่ฝ่ายวิจัยปรับลดลงจากผลกระทบการซื้อเทสโก้และโควิด-19 มาแล้ว 25% จะคิดเป็นผลกระทบราว 33-35%

 

เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของปีที่ 28.2% น่าจะสะท้อนประเด็นดังกล่าวและความกังวลต่อแรงกดดันจากภาระดอกเบี้ยกรณีซื้อเทสโก้ไปมากแล้ว จึงเชื่อว่าระดับราคาปัจจุบันเป็นจุดที่น่าสนใจในการเข้าลงทุน โดยแนะนำ ซื้อ ด้วยมูลค่าพื้นฐานที่ 75.5 บาท

 

ผลกระทบต่อ CPF

หากกลุ่ม CP สามารถเข้าซื้อกิจการเทสโก้ทั้งในไทยและมาเลเซียได้ จะส่งผลบวกต่อ CPF ในระยะยาว จากการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของ CPF ทั้งอาหารสดและอาหารแช่แข็ง โดยปัจจุบัน CPF มียอดขายผ่านเทสโก้ในไทยเพียง 700 ล้านบาทต่อปี โดยหากพิจารณาจากการซื้อกิจการ บมจ. สยามแม็คโคร (MAKRO) โดย CPALL เมื่อปี 2556 ซึ่งก่อนหน้านั้น CPF มียอดขายผ่าน MAKRO เพียง 500 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบัน CPF มียอดขายผ่าน MAKRO ถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

ปัจจัยบวกถัดมาคือ การลดต้นทุน โดยเฉพาะด้านการขนส่งและการพัฒนาบริการด้านอาหาร (Food Service) ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริหาร Food Court ในเทสโก้ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมมาลงทุน

 

แต่หากกลุ่ม CP ไม่สามารถเข้าซื้อกิจการเทสโก้ได้ จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2564-2565 เล็กน้อยราว 0.1% และ 0.3% ตามลำดับ เพราะถึงแม้ว่า CPF จะไม่สามารถเพิ่ม Synergy จากการลงทุนในเทสโก้ข้างต้น แต่บริษัทก็จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการกู้มาลงทุนด้วยเช่นกัน โดยฝ่ายวิจัยยังแนะนำซื้อ CPF ด้วยราคาพื้นฐาน 41 บาท จากแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2563-2564 จะเติบโต 32.8% และ 4.7% จากธุรกิจสุกรในไทย เวียดนาม และจีน เติบโตต่อเนื่อง พร้อมคาดหวังปันผลได้กว่า 3-4% ต่อปี

ด้าน บล. โนมูระ พัฒนสิน มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อประเด็นข้างต้น เพราะยังไม่มีพัฒนาการใหม่จากที่คาด โดยประเมินผลการตัดสินในครั้งนี้จะเป็น 2 แนวทาง โดยกรณีฐาน เรามองว่าน่าจะมีการอนุมัติควบรวมแบบมีเงื่อนไข เราประเมินให้จับตาการจัดหาโครงสร้างทางการเงินของดีลนี้ ส่วนกรณีเลวร้ายคือ ไม่ได้รับอนุมัติให้ควบรวมจะมีผลลบต่อหุ้น CPALL ในระยะสั้น

 

ตามแผนของ CPALL ต้องเตรียมจัดหาเงินเพื่อชำระดีลซื้อเทสโก้ตามสัดส่วนราว 3 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 9.5 หมื่นล้านบาท อิงอัตราแลกเปลี่ยน 31.6 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะมีผลให้อัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน ณ สิ้นปี 2563 (ตามสูตรเงื่อนไขหุ้นกู้) เป็น 2 เท่า เท่ากับระดับตามข้อตกลงเงินกู้ (Covenant) หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2563 ที่ 1.17 เท่า

 

หากนักลงทุนรายใดกังวลเรื่องฐานะการเงิน เราแนะนำให้รอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนระดมเงินก่อน แต่หากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงดังกล่าวได้ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้น เนื่องจากเราเชื่อว่า CPALL ยังมีทางเลือกในการจัดหาเงินทางอื่น เช่น ออก Perpetual Bond หรือลดสัดส่วนการถือหุ้น MAKRO ที่ 93% หากอิงจากรอบล่าสุดเมื่อปี 2561 พบว่า CPALL เคยขายหุ้น MAKRO ออกที่ราคา 44 บาท

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post CPALL ต่ำสุดในรอบ 4 ปี! หาก กขค. อนุมัติซื้อ ‘เทสโก้’ อาจกดหุ้นลงต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สขค. พร้อมพิจารณาการรวมธุรกิจของกลุ่มซีพีกับเทสโก้ โลตัส ชี้เป็นธุรกิจรายใหญ่ อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด https://thestandard.co/trade-competition-committee-ready-to-consider-cp-group-business/ Wed, 11 Mar 2020 02:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=339850

หลังจากบริษัทในกลุ่มซีพีได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นของเทสโก้ […]

The post สขค. พร้อมพิจารณาการรวมธุรกิจของกลุ่มซีพีกับเทสโก้ โลตัส ชี้เป็นธุรกิจรายใหญ่ อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากบริษัทในกลุ่มซีพีได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นของเทสโก้ โลตัส ประเทศไทย และเทสโก้ โลตัส มาเลเซีย มูลค่าประมาณ 10,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 338,445 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนจาก 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด สัดส่วน 40% 2. CPALL สัดส่วน 40% และ 3. CPF สัดส่วน 20% 

 

สมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าขอชี้แจงว่า ผู้ที่จะรวมธุรกิจดังกล่าว เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ อาจเข้าข่ายการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด จะต้องขออนุญาตรวมธุรกิจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจะรอการยื่นเอกสารการขออนุญาตรวมธุรกิจ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการการแข่งขันทางการพิจารณา โดยจะต้องศึกษา วิเคราะห์ขอบเขตตลาดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกหลายประเภท และศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ การแข่งขันทางการค้า รวมทั้งผู้บริโภค 

 

โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจะพิจารณาว่าเห็นควรอนุญาตหรือไม่ อนุญาตหรืออนุญาตแบบมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีการยื่นขออนุญาตรวมธุรกิจกับทางสำนักงานฯ และหากมีความจำเป็น สามารถขยายระยะเวลาได้อีก 15 วัน

 

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าชี้แจงเพิ่มเติมว่า ได้มีการติดตามข่าวการรวมธุรกิจดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และมีการรวบรวมศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่การที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรวมธุรกิจดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนของผู้ที่มีข่าวจะซื้อธุรกิจเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายใดบ้าง และรวมธุรกิจในรูปแบบใดบ้าง ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ อาจมีผลต่อราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และอาจมีผลต่อราคาซื้อขายธุรกิจดังกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post สขค. พร้อมพิจารณาการรวมธุรกิจของกลุ่มซีพีกับเทสโก้ โลตัส ชี้เป็นธุรกิจรายใหญ่ อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>