ขายกิจการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ขายกิจการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Nov 2025 05:55:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตลาดพิซซ่าแข่งเดือด! Yum Brands จ่อขาย ‘Pizza Hut’ หลังยอดขายทรุดหลายไตรมาส พร้อมดัน ‘Taco Bell–KFC’ แบรนด์ฮีโร่ช่วยหนุนรายได้โต https://thestandard.co/yum-sells-pizza-hut-pushes-kfc/ Wed, 05 Nov 2025 05:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1139895 ตลาดพิซซ่าแข่งเดือด Yum Brands จ่อขาย ‘Pizza Hut’ หลังยอดขายทรุดหลายไตรมาส พร้อมดัน ‘Taco Bell–KFC’ แบรนด์ฮีโร่ช่วยหนุนรายได้โต

Yum Brands เจ้าของเครือร้านอาหารระดับโลกอย่าง KFC, Taco […]

The post ตลาดพิซซ่าแข่งเดือด! Yum Brands จ่อขาย ‘Pizza Hut’ หลังยอดขายทรุดหลายไตรมาส พร้อมดัน ‘Taco Bell–KFC’ แบรนด์ฮีโร่ช่วยหนุนรายได้โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดพิซซ่าแข่งเดือด Yum Brands จ่อขาย ‘Pizza Hut’ หลังยอดขายทรุดหลายไตรมาส พร้อมดัน ‘Taco Bell–KFC’ แบรนด์ฮีโร่ช่วยหนุนรายได้โต

Yum Brands เจ้าของเครือร้านอาหารระดับโลกอย่าง KFC, Taco Bell และ Pizza Hut กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายกิจการ Pizza Hut หลังแบรนด์พิซซ่าชื่อดังเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดท่ามกลางความท้าทายด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

 

สอดรับกับ Pizza Hut รายงานยอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ ลดลงติดต่อกันหลายไตรมาส โดยตลาดดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 42% ของยอดขายทั่วโลก ทำให้ภาพรวมธุรกิจถูกฉุดรั้ง แม้ยอดขายในตลาดต่างประเทศจะยังขยายตัวก็ตาม

 

ส่วนไตรมาสล่าสุด ยอดขายสาขาเดิมของ Pizza Hut ทั่วโลกลดลง 1% สวนทางกับแบรนด์อื่นในเครืออย่าง Taco Bell และ KFC ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย Taco Bell มียอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 7% และ KFC เติบโต 3% แม้ยังเผชิญแรงกดดันในตลาดสหรัฐฯ

 

แม้ Pizza Hut จะสร้างรายได้ราว 11% ของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดของบริษัท และมีเครือข่ายกว่า 20,000 สาขาทั่วโลก และสาขาส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งตลาดพิซซ่าแข่งขันกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากคู่แข่งอย่าง Domino’s Pizza ที่เพิ่งรายงานยอดขายรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 6% จากการทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายอย่างหนัก ซึ่งทำให้ Pizza Hut สูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

คริส เทอร์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Yum Brands กล่าวว่า ผลประกอบการของ Pizza Hut สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินการหาทางออก เพื่อให้แบรนด์สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งมองว่าแบรนด์อาจทำได้ดีกว่านี้ หากอยู่นอกกลุ่ม Yum Brands พร้อมย้ำว่าบริษัทอยู่ระหว่างการทบทวนทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจพิซซ่า คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนเร็วๆ นี้

 

เมื่อมาดูผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีนี้ Yum Brands มีกำไรสุทธิ 397 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 382 ล้านดอลลาร์ โดยมีรายได้รวมเติบโต 8% สู่ระดับ 1.98 พันล้านดอลลาร์ ส่วนช่องทางออนไลน์เติบโตทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก คิดเป็นกว่า 60% ของยอดขายทั้งหมด

 

โดยได้แรงหนุนหลักจากแบรนด์เรือธงอย่าง Taco Bell ที่ยังคงเป็นดาวเด่น โดยมียอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.2% แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ Taco Bell ยังคงดึงดูดลูกค้าได้ด้วยเมนูใหม่และแคมเปญการตลาดที่เน้นความคุ้มค่าในราคาจับต้องได้

 

โดยปัจจุบันบริษัทให้สิทธิ์แฟรนไชส์กว่า 98% ของสาขาทั่วโลก และเมื่อไม่นานมานี้เข้าซื้อกิจการร้าน Taco Bell เพิ่มอีก 128 สาขาในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เพื่อเสริมการเติบโตในตลาดหลัก

 

รวมถึงแบรนด์เรือธงอย่าง KFC มียอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของแบรนด์ มียอดขายเพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ในสหรัฐฯ ยอดขายสาขาเดิมกลับมาขยายตัว 2% หลังเคยสูญเสียส่วนแบ่งให้กับผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Raising Cane’s ไปก่อนหน้า

 

ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากฝีมือผู้บริหาร แคทเธอรีน แทน-กิลเลสพี ที่เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ KFC สหรัฐฯ คนใหม่ ที่ปรับกลยุทธ์การตลาดให้ทันสมัยขึ้น และเปิดตัวเมนูปีกไก่รสเผ็ด ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า Pizza Hut ยังคงเป็นจุดอ่อนของกลุ่ม

 

Ranjith Roy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุว่า แม้จะอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมปรับโครงสร้างหรือการทำธุรกรรมบางอย่าง แต่บริษัทก็ยังเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพให้ Pizza Hut อย่างต่อเนื่อง และไม่เพียงตลาดสหรัฐฯ เท่านั้นที่ลำบาก สถานการณ์ในต่างประเทศก็ไม่ต่างกัน โดยใน สหราชอาณาจักร ผู้ดำเนินการแฟรนไชส์รายใหญ่ DC London Pie Limited เพิ่งยื่นล้มละลายไปในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้องปิดร้านไปอย่างน้อย 68 สาขา

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การขาย Pizza Hut จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและเปิดทางให้บริษัทหันไปเน้นลงทุนในแบรนด์ที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่าอย่าง Taco Bell และ KFC ซึ่งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท

 

ภาพ: Dutch_Photos / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ตลาดพิซซ่าแข่งเดือด! Yum Brands จ่อขาย ‘Pizza Hut’ หลังยอดขายทรุดหลายไตรมาส พร้อมดัน ‘Taco Bell–KFC’ แบรนด์ฮีโร่ช่วยหนุนรายได้โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks ปฏิเสธขายกิจการในตลาดจีน ยันมุ่งมั่นทำธุรกิจ แม้เผชิญการแข่งขันดุเดือดและยอดขายชะลอตัว https://thestandard.co/starbucks-rejects-china-sale/ Thu, 26 Jun 2025 13:47:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1089744

Starbucks เชนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่ได้ออกมา ‘ปฏิเสธ’ รายงานข […]

The post Starbucks ปฏิเสธขายกิจการในตลาดจีน ยันมุ่งมั่นทำธุรกิจ แม้เผชิญการแข่งขันดุเดือดและยอดขายชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

Starbucks เชนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่ได้ออกมา ‘ปฏิเสธ’ รายงานข่าวที่ระบุว่า กำลังเจรจากับบริษัทไพรเวทอิควิตี้เพื่อขายกิจการทั้งหมดในประเทศจีน โดยยืนยันผ่านแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 24 มิถุนายนว่า “เรามีทีมงานระดับโลกในจีน และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง” พร้อมเสริมว่า “เราเห็นศักยภาพระยะยาวที่สำคัญในตลาดนี้ และกำลังประเมินวิธีที่ดีที่สุดในการคว้าโอกาสการเติบโตในอนาคต”

 

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สำนักข่าว Caixin Global ของจีนรายงานเมื่อวันจันทร์ (23 มิถุนายน) โดยอ้างแหล่งข่าวว่า Starbucks กำลังพิจารณาการขายหน่วยธุรกิจในจีน ซึ่งดึงดูดผู้ซื้อที่มีศักยภาพหลายราย เช่น Hillhouse Investment และ Trustar Capital ซึ่งเป็นบริษัทในเครือไพรเวตอิควิตี้ของ Citic Capital เจ้าของ McDonald’s China

 

ก่อนหน้านี้ Bloomberg ก็เคยรายงานว่า Starbucks ได้เริ่มเข้าหาบริษัทไพรเวตอิควิตี้ เพื่อพิจารณาการขายหุ้นในกิจการจีนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

 

แม้หุ้นของ Starbucks จะปรับขึ้นไม่ถึง 1% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการที่ New York ซึ่งปิดที่ 92.34 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ราคาหุ้นก็ลดลงเกือบ 20% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคม

 

ริชาร์ด ลิน หัวหน้านักวิเคราะห์ผู้บริโภคจาก SPDB International กล่าวว่า “การแยกธุรกิจออกไปอาจเป็นผลมาจากความต้องการด้านการบริหารจัดการในระดับองค์กร” โดยโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันทางการเงินของบริษัทแม่ระดับโลก ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานในระดับภูมิภาค

 

Starbucks ซึ่งเคยเป็นผู้จำหน่ายกาแฟรายใหญ่ที่สุดในจีน และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในฐานะแบรนด์พรีเมียม แต่กำลัง ‘เสียส่วนแบ่งตลาด’ อย่างรวดเร็วให้กับคู่แข่งในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและเมนูราคาเข้าถึงง่าย

 

Luckin Coffee ซึ่งมีฐานอยู่ในปักกิ่ง ได้แซงหน้า Starbucks ในด้านยอดขายประจำปีในจีนเป็นครั้งแรกในปี 2023 ขณะที่ Cotti Coffee ซึ่งจุดชนวน ‘สงครามราคา’ ทั่วทั้งอุตสาหกรรมด้วยเครื่องดื่มราคา 9.9 หยวน ก็ได้แซงหน้าเชนร้านกาแฟสหรัฐฯ ในด้านส่วนแบ่งตลาดเมื่อปีที่แล้ว

 

ข้อมูลจาก Caixin ระบุว่า Luckin, Cotti และ Starbucks มีส่วนแบ่งตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2024 ที่ 11%, 4.4% และ 4.2% ตามลำดับ

 

ยอดขายในร้านสาขาเดิมของ Starbucks ในจีนช่วงไตรมาส 2 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลังจากที่ลดลงติดต่อกัน 4 ไตรมาส รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบเป็นรายปี อยู่ที่ 739.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 8% ของรายได้ทั่วโลกทั้งหมด

 

และจากการรายงานทางการเงินล่าสุด จำนวนสาขาของ Starbucks ในจีนเพิ่มขึ้น 9% เป็น 7,758 แห่ง ขณะที่ Luckin ซึ่งใช้โมเดลการขยายสาขาแบบแฟรนไชส์ มีร้านค้าทั่วจีนถึง 22,289 แห่ง ณ เดือนธันวาคม 2024

 

นับตั้งแต่ ไบรอัน นิคคอล ซีอีโอคนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน Starbucks ได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงหลายชุดที่มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดผู้บริโภคกลับมา ในเดือนนี้บริษัทประกาศลดราคาเครื่องดื่มครั้งแรกในจีน โดยลดราคาเครื่องดื่มเย็น เช่น Frappuccinos และ chai lattes ลงเฉลี่ย 5 หยวน

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเติบโตคนแรกในประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน เพื่อร่วมมือกับแบรนด์และคนดัง โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่

 

ภาพ: Sandra Foyt / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Starbucks ปฏิเสธขายกิจการในตลาดจีน ยันมุ่งมั่นทำธุรกิจ แม้เผชิญการแข่งขันดุเดือดและยอดขายชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google เสี่ยงถูกสั่งขาย Chrome นักวิเคราะห์ชี้ หุ้น Alphabet อาจเจอ Black Swan ดิ่งได้มากถึง 25% จับตาคำตัดสิน ส.ค. นี้ https://thestandard.co/google-chrome-sale-risk/ Tue, 03 Jun 2025 08:04:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1081543 google-chrome-sale-risk

หุ้นของ Alphabet (GOOG, GOOGL) บริษัทแม่ของ Google อาจเ […]

The post Google เสี่ยงถูกสั่งขาย Chrome นักวิเคราะห์ชี้ หุ้น Alphabet อาจเจอ Black Swan ดิ่งได้มากถึง 25% จับตาคำตัดสิน ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
google-chrome-sale-risk

หุ้นของ Alphabet (GOOG, GOOGL) บริษัทแม่ของ Google อาจเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ ดิ่งลงได้ถึง 15-25% หากผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ Amit Mehta สั่งให้ Google ขายเบราว์เซอร์ Chrome ออกไป ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์จาก Barclays ที่ส่งถึงนักลงทุนเมื่อวันจันทร์ (2 มิถุนายน) ท่ามกลางคดีต่อต้านการผูกขาดครั้งประวัติศาสตร์ที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายนี้กำลังเผชิญชะตากรรม

 

นี่คือสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่าอาจเป็น Black Swan หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อหุ้น Google อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด

 

เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2024 Google ได้พ่ายแพ้ในคดีต่อต้านการผูกขาดครั้งสำคัญที่ฟ้องร้องโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) โดยผู้พิพากษา Mehta ตัดสินว่า Google มีความผิดฐานผูกขาดตลาดเครื่องมือค้นหา โดยเฉพาะตลาดการค้นหาทั่วไปและโฆษณาแบบข้อความค้นหาทั่วไปซึ่งเป็นโฆษณาที่ปรากฏที่ด้านบนสุดของหน้าผลการค้นหา

 

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม) ซึ่ง Google และ DOJ ได้เสร็จสิ้นการแถลงปิดคดีในส่วนของบทลงโทษ โดย DOJ ยืนกรานให้ผู้พิพากษาสั่งบังคับให้ Google ขายเบราว์เซอร์ Chrome, แบ่งปันข้อมูลการค้นหาให้กับคู่แข่ง และยุติข้อตกลงผูกขาดที่ทำให้ Google เป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบนอุปกรณ์มือถือและเบราว์เซอร์ต่างๆ

 

Ross Sandler นักวิเคราะห์จาก Barclays กล่าวในรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า “แม้โอกาสที่ Chrome จะถูกสั่งให้ขายจะยังคงต่ำ แต่เราเห็นว่าเพิ่มสูงขึ้นแล้ว” หลังจากการไต่สวนปิดคดี โดยระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่น่าจะซื้อ Chrome ได้มากที่สุดคือบริษัท AI ที่มีเงินทุนแกร่ง อย่าง OpenAI, Anthropic หรือ Perplexity

 

หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริง Sandler มองว่าจะเป็น ‘หายนะครั้งใหญ่’ สำหรับ Google เนื่องจาก Chrome มีผู้ใช้งานมากถึง 4 พันล้านคน และสร้างรายได้จากการค้นหาให้ Google ถึง 35%

 

“นี่จะเป็นเหตุการณ์สำคัญ เป็น Black Swan สำหรับหุ้น GOOGL อย่างแท้จริง” เขากล่าว “ราคาหุ้นจะร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญหากเป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีนักลงทุนที่เราคุยด้วยคนไหนคิดว่าบทลงโทษนี้จะเกิดขึ้นจริง”

 

Sandler คาดการณ์ว่าการขาย Chrome ไม่เพียงแต่จะทำให้หุ้น Alphabet ดิ่งลงถึง 25% แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อกำไรต่อหุ้นของ Alphabet มากถึง 30%

 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า “ความจริงก็คือเราไม่รู้ว่าศาลจะตัดสินบทลงโทษอย่างไร เราได้รับฟังการแถลงปิดคดีตลอดทั้งวัน มีบางช่วงที่เรากังวลมากกว่าเดิม และบางช่วงที่รู้สึกดีขึ้น (ในแง่ผลกระทบต่อราคาหุ้น GOOGL)”

 

ผู้พิพากษา Mehta คาดว่าจะตัดสินบทลงโทษในคดีนี้ และชี้ชะตาอาณาจักรการค้นหาของ Google ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งทาง Google ได้ประกาศเมื่อวันเสาร์ (31 พฤษภาคม) ว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีนี้อย่างแน่นอน

 

ภาพ: Creative Salim / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Google เสี่ยงถูกสั่งขาย Chrome นักวิเคราะห์ชี้ หุ้น Alphabet อาจเจอ Black Swan ดิ่งได้มากถึง 25% จับตาคำตัดสิน ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OnlyFans จ่อขายกิจการมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางความสำเร็จทางธุรกิจและความท้าทายจากเนื้อหาอนาจาร https://thestandard.co/onlyfans-deal-billion/ Sat, 24 May 2025 08:56:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1078032 onlyfans-deal-billion

เว็บไซต์ OnlyFans แพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่ […]

The post OnlyFans จ่อขายกิจการมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางความสำเร็จทางธุรกิจและความท้าทายจากเนื้อหาอนาจาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
onlyfans-deal-billion

เว็บไซต์ OnlyFans แพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อ ‘ขายกิจการ’ ให้กับกลุ่มนักลงทุนในมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 แสนล้านบาท) ตามรายงานของ Reuters โดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวใกล้ชิด

 

OnlyFans ซึ่งเป็นเจ้าของโดย Fenix International ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในช่วงการระบาดของโควิด โดยเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ ‘แพลตฟอร์มเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่’ ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าสมัครสมาชิกจากผู้ชม ซึ่งแพลตฟอร์มจะหักรายได้ 20% ของครีเอเตอร์ 

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 2023 รายได้สุทธิของ OnlyFans เพิ่มขึ้น 20% แตะ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำกำไรได้ 485.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้าเช่นกัน 

 

นอกจากนี้จำนวนครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มยังเพิ่มขึ้น 29% เป็น 4.1 ล้านคน และจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 28% เป็น 305 ล้านคน

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กลุ่มนักลงทุนที่นำโดย Forest Road Company ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในลอสแอนเจลิส กำลังเป็นหัวหอกในการเจรจาซื้อกิจการ OnlyFans ซึ่งมีฐานอยู่ในลอนดอน 

 

การเจรจาได้ดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม และแหล่งข่าวคาดว่าข้อตกลงอาจบรรลุได้ภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า แม้จะไม่มีการยืนยันถึงความแน่นอนของข้อตกลงนี้ แหล่งข่าวระบุว่า Fenix International ก็กำลังเจรจากับผู้สนใจรายอื่นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ‘การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ’ (IPO) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังพิจารณาอยู่

 

ปัจจุบัน Leonid Radvinsky นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายยูเครน เป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวของ Fenix International โดยเขาได้ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ OnlyFans มาตั้งแต่ปี 2018 จาก Guy และ Tim Stokely ผู้ก่อตั้งชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ในปี 2016 

 

เอกสารการยื่นต่อทางการอังกฤษระบุว่า Radvinsky ได้จ่ายเงินปันผลให้ตัวเองไปแล้วอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม การที่ OnlyFans เกี่ยวข้องกับ ‘เนื้อหาอนาจาร’ สร้างความท้าทายอย่างมากในการหาผู้ซื้อรายใหญ่หรือการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ 

 

แพลตฟอร์มนี้กลายเป็น ‘สิ่งที่แตะต้องไม่ได้’ (Untouchable) สำหรับธนาคารและนักลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากเมื่อทำการตรวจสอบก่อนลงทุน (Due Diligence) อาจพบเนื้อหาผิดกฎหมาย

 

อาทิเนื้อหาอนาจารเด็ก(child sexual abuse material), เหยื่อการค้ามนุษย์ หรือ ‘เนื้อหาอนาจารโดยไม่ยินยอม’ รายงานสืบสวนของ Reuters ในปี 2024 ได้เคยบันทึกข้อร้องเรียนในบันทึกของตำรวจและศาลสหรัฐฯ ว่ามีการพบเนื้อหาเหล่านี้บนเว็บไซต์มาตั้งแต่ปี 2019 และยังพบกรณีผู้ค้ามนุษย์ใช้แพลตฟอร์มเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากผู้หญิงด้วย

 

การเจรจาซื้อกิจการ OnlyFans ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จทางธุรกิจอันน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญ จากลักษณะของเนื้อหาบนแพลตฟอร์มและความกังวลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สนใจเข้าลงทุนจะต้องประเมินอย่างรอบคอบต่อไป

 

อ้างอิง:

The post OnlyFans จ่อขายกิจการมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางความสำเร็จทางธุรกิจและความท้าทายจากเนื้อหาอนาจาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอมโดนแบน ดีกว่าขายกิจการ? ทำไมจีนตอบโต้กรณีสหรัฐฯ บีบขาย TikTok น้อยกว่าช่วง Huawei ถูกแบน https://thestandard.co/bytedance-rather-close-down-tiktok/ Tue, 30 Apr 2024 12:35:01 +0000 https://thestandard.co/?p=928653 TikTok

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในสมรภูมิการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเ […]

The post ยอมโดนแบน ดีกว่าขายกิจการ? ทำไมจีนตอบโต้กรณีสหรัฐฯ บีบขาย TikTok น้อยกว่าช่วง Huawei ถูกแบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในสมรภูมิการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลัง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขีดเส้นตายให้ ByteDance บริษัทสัญชาติจีนขายกิจการแอปพลิเคชัน TikTok ภายใน 270 วันนับตั้งแต่ลงนามบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรส ไม่เช่นนั้นแอปแชร์คลิปวิดีโอสั้นยอดนิยมอย่าง TikTok จะถูกแบนการใช้งานทั่วสหรัฐฯ อย่างถาวร

 

หากการแบนเป็นไปตามเส้นตายวันที่ 19 มกราคม 2025 จริง ก็จะเกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนที่ไบเดนจะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยนี้ 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ไบเดนอาจใช้อำนาจขยายเวลาการขายกิจการของ TikTok ออกไปได้อีก 3 เดือน หากเห็นว่า ByteDance มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ตามคำสั่งของทางการสหรัฐฯ

 

ปฏิกิริยาจาก TikTok

 

โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok ยืนยันว่า “เราจะไม่ไปไหน” พร้อมมั่นใจว่า ข้อเท็จจริงและรัฐธรรมนูญจะช่วยให้ ByteDance และแอปพลิเคชัน TikTok ชนะคดีเหนือร่างกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

 

ByteDance ยืนยันว่า ไม่มีการแชร์ข้อมูลของผู้ใช้งาน TikTok กว่า 170 ล้านคนในสหรัฐฯ ให้กับทางการจีน ตามที่ทางการสหรัฐฯ แสดงความกังวลแต่อย่างใด อีกทั้งยังระบุว่า บริษัทไม่มีความคิดที่จะขายกิจการ โดยเจ้าหน้าที่ทางการจีนที่กำกับดูแลเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตแนะนำให้ ByteDance ยอมถอนตัวออกจากสหรัฐฯ แทนที่การขายกิจการที่ดำเนินงานทั้งหมดในสหรัฐฯ ให้กับผู้อื่น 

 

ท่าทีจีน หลังสหรัฐฯ แบน TikTok

 

หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีของจีนต่อกรณีการประกาศแบน TikTok ของสหรัฐฯ ดูจะ ‘ค่อนข้างเงียบกว่าที่คาดการณ์ไว้’ เมื่อเทียบกับช่วงที่จีนออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดต่อกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศแบนมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของจีนอย่าง Huawei  

 

…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

 

นักวิเคราะห์กล่าวใน The Wall Street Journal ว่า ปฏิกิริยาตอบโต้จากทางการจีนอาจสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่า TikTok อาจมี ‘คุณค่าเชิงกลยุทธ์’ ต่อจีนน้อยกว่า Huawei ซึ่งแอปพลิเคชันแชร์คลิปวิดีโอชื่อดังนี้ไม่ได้ถูกมองในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยให้จีนประสบความสำเร็จและกลายเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ Huawei

 

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และจีนต่างมองว่า การปะทะกันในกรณีของ Huawei นั้นนับเป็นการแข่งขันที่มีเดิมพันสูงกว่า และมีการตอบโต้กันอย่างดุเดือดมากกว่า โดยเฉพาะหลังจากที่ เมิ่งหว่านโจว ผู้บริหารระดับสูงของ Huawei ถูกควบคุมตัวที่แคนาดา ตามคำร้องขอของทางการสหรัฐฯ เมื่อปี 2018 ก่อนที่จะถูกปล่อยตัว และเดินทางกลับจีนได้ เมื่อปลายเดือนกันยายน ปี 2021 หลังถูกกักตัวในแคนาดานานเกือบ 3 ปี

 

ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ กล่าวกับ THE STANDARD ว่า จริงๆ แล้วปฏิกิริยาจากทางการจีนก็ไม่ได้น้อย เพียงแค่ต่างวาระต่างสถานการณ์กันเท่านั้น กรณี Huawei เสมือนเป็นตัวแทนของจีนที่จะเดินหน้านโยบายสำคัญอย่าง ‘Made in China 2025’ เน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง จีนจึงไม่ยอมและดูมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่ดุเดือด

 

ขณะที่กรณี TikTok ภากรมองว่า ขณะนี้จีนถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนักในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสินค้าส่งออกหลักใหม่ของจีน ควบคู่ไปกับแบตเตอรี่ลิเธียมและโซลาร์เซลล์ จึงทำให้ดูเหมือนว่าทางการจีนมีท่าทีต่อประเด็นการแบน TikTok ของสหรัฐฯ ค่อนข้างน้อย ทั้งที่จริงแล้วมีการเรียกร้องในประเด็นนี้ไปพร้อมๆ กับเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กัน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการจีนเชื่อว่า TikTok จะไม่ยอมทำตามสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ เพราะถ้าหากยอมทำตามด้วยการขายกิจการทั้งหมดในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ที่จีน ซึ่งจีนมีกฎหมายและมาตรการคุมเรื่องสื่อและบริษัทเทคโนโลยีที่เข้มงวด

 

ภากรยังตั้งข้อสังเกตว่า จีนอาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการใช้ประโยชน์จากการถูกสหรัฐฯ แบนอย่างไม่เป็นธรรมในครั้งนี้ โดยสร้างระบบ Ecosystem และแพลตฟอร์มแบบจีนที่เข้มข้นและจริงจังขึ้น พร้อมจำกัดการใช้งานในสหรัฐฯ เราจึงอาจเห็นการแบ่งฝ่ายในโลกไซเบอร์และเทคโนโลยีอย่างชัดเจนในอนาคต

 

TikTok กับข้อกังวลด้านความมั่นคง

 

เหตุผลที่ ByteDance อาจยอมโดนแบน ดีกว่าขายกิจการในสหรัฐฯ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง เชื่อว่า โจทย์ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับ ‘ความมั่นคงทางไซเบอร์’ (Cybersecurity) เพราะระบบไซเบอร์ของจีนเข้าถึงผู้คนได้มาก แต่ขณะเดียวกันก็ซ่อนความกังวลของโลกตะวันตกเอาไว้ เพราะเกรงว่าสิ่งนี้อาจนำไปสู่การจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์

 

ทั้งกรณีของ Huawei รวมถึง TikTok นี้ ศ.ดร.สุรชาติ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า จีนขยายอิทธิพลอย่างมากผ่านระบบไซเบอร์และเทคโนโลยี จนทำให้โลกตะวันตกหวาดระแวง หรือเป็นความกลัวที่เกิดจากการแข่งขันกันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ ในขณะที่สหรัฐฯ สั่งแบนแอปพลิเคชันจีน จีนเองก็หวั่นวิตกและแบนการใช้งานแอปพลิเคชันหรือระบบไซเบอร์ต่างๆ จากโลกตะวันตก ‘ไม่ต่างกัน’

 

คำถามสำคัญคือ สังคมไทยกลัวหรือกังวลต่อประเด็นเหล่านี้ไหม หรือสังคมไทยไม่รู้สึก?

 

แฟ้มภาพ: Salarko / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ยอมโดนแบน ดีกว่าขายกิจการ? ทำไมจีนตอบโต้กรณีสหรัฐฯ บีบขาย TikTok น้อยกว่าช่วง Huawei ถูกแบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางการสหรัฐฯ เตรียมเปิดประมูล ‘ขายกิจการ’ SVB เป็นครั้งที่ 2 หลังความพยายามในรอบแรกล้มเหลว https://thestandard.co/usa-plans-sell-business-svb-2nd/ Tue, 14 Mar 2023 04:42:24 +0000 https://thestandard.co/?p=762605

The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวระดับส […]

The post ทางการสหรัฐฯ เตรียมเปิดประมูล ‘ขายกิจการ’ SVB เป็นครั้งที่ 2 หลังความพยายามในรอบแรกล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาว่า ในเร็วๆ นี้ทางการสหรัฐฯ เตรียมจะประกาศขายกิจการธนาคาร Silicon Valley Bank หรือ SVB เป็นครั้งที่ 2 แม้ว่าการเปิดประมูลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จ

 

เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากของสหรัฐฯ (FDIC) ได้เปิดประมูลขายกิจการ SVB โดยมีข่าวลือว่ากลุ่ม PNC Financial Group ให้ความสนใจเข้าซื้อกิจการ 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม การประมูลดังกล่าวไม่สามารถหาผู้ซื้อกิจการได้ หลังจากที่กลุ่ม PNC ตัดสินใจไม่ยื่นราคาภายหลังเข้าตรวจสอบกิจการ (Due Diligence)

 

แหล่งข่าวระบุว่า โอกาสในการขายกิจการของ SVB ยังมีอยู่ และหน่วยงานกำกับอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะเปิดประมูลขายกิจการเป็นครั้งที่ 2 

 

การถูกสั่งปิดกิจการของ SVB และ Signature Bank ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้สร้างความกังวลว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินสหรัฐฯ ในภาพรวม 

 

เพื่อป้องกันปัญหา Bank Run ลามทุ่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงิน FDIC, Fed และกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดตั้ง 2 เครื่องมือหลัก ได้แก่ Systemic Risk Exception (SRE) และ Bank Term Funding Program (BTFP) เพื่อเข้ามาจัดการเงินฝากของลูกค้าของ SVB และ Signature Bank รวมถึงดูแลปัญหาสภาพคล่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ

 

อ้างอิง:

The post ทางการสหรัฐฯ เตรียมเปิดประมูล ‘ขายกิจการ’ SVB เป็นครั้งที่ 2 หลังความพยายามในรอบแรกล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Subway แฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชพร้อมขายกิจการแล้ว! ด้วยมูลค่าสูงกว่า 334,000 ล้านบาท หากขายสำเร็จจะเป็นดีลที่ใหญ่สุดในอุตสาหกรรมอาหาร https://thestandard.co/subway-is-ready-for-sale/ Wed, 15 Feb 2023 10:57:07 +0000 https://thestandard.co/?p=751027

Subway แฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชพร้อมขายกิจการแล้ว! ด้วยมูลค […]

The post Subway แฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชพร้อมขายกิจการแล้ว! ด้วยมูลค่าสูงกว่า 334,000 ล้านบาท หากขายสำเร็จจะเป็นดีลที่ใหญ่สุดในอุตสาหกรรมอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Subway แฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชพร้อมขายกิจการแล้ว! ด้วยมูลค่าสูงกว่า 334,000 ล้านบาท แม้ยังไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดการซื้อขายที่ชัดเจน แต่หากขายสำเร็จจะเป็นดีลที่ใหญ่สุดในอุตสาหกรรมอาหาร

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘Subway’ แฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 58 ปี มีสาขากระจายในหลายๆ ประเทศทั่วโลก พร้อมขายกิจการแล้ว โดยคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ (334,000 ล้านบาท) โดยบริษัทได้จ้างบริษัท เจพีมอร์แกน เป็นที่ปรึกษา ซึ่งยังไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดการซื้อขายที่ชัดเจน

 

สำหรับการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก Peter Buck ผู้ก่อตั้ง Subway ที่ยังมีชีวิตอยู่คนสุดท้ายเสียชีวิตในปี 2021 และได้มอบหุ้นใน Subway ที่มีอยู่ 50% ให้กับมูลนิธิการกุศล ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการขายกิจการดังกล่าวหรือไม่ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

John Chidsey CEO Subway กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจของ Subway ที่ผ่านมามีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการพัฒนาเมนูใหม่ รวมถึงการรีโนเวตร้านใหม่ และมีการขยายสาขาในต่างประเทศมากกว่า 750 สาขา ทำให้ยอดขายสาขาเดิมทั่วโลกเติบโต 9.2% ต่อปี โดยเฉพาะสาขาในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 7.8% ในปี 2022 ซึ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากกว่า 700 ล้านดอลลาร์

 

ขณะเดียวกัน Subway ยังมีจุดแข็งด้านดิจิทัล เน้นการให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี ทำให้ยอดขายผ่านแอปเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว และในช่วงปลายปี 2023 เตรียมลงทุนนำเครื่องหั่นเนื้อสำเร็จรูปเข้ามาใช้งานในทุกสาขาของอเมริกา เพื่อควบคุมคุณภาพของเนื้อให้สดใหม่ ซึ่งจะมีรสชาติดีกว่าเนื้อที่หั่นไว้เป็นระยะเวลานาน และที่สำคัญจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Subway มีร้านอาหารทั้งหมด 37,000 สาขาใน 100 ประเทศทั่วโลก ส่วน Subway ประเทศไทย มีบริษัท อะเบาท์ แพสชั่น จำกัด ผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์แต่เพียงผู้เดียว

 

อย่างไรก็ตามหาก Subway ขายกิจการได้สำเร็จ จะถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ 

ในอุตสาหกรรมอาหารจานด่วน นับตั้งแต่ Inspire Brands ซื้อ Dunkin’ Donuts ไปด้วยมูลค่า 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2020 

 

อ้างอิง:

The post Subway แฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชพร้อมขายกิจการแล้ว! ด้วยมูลค่าสูงกว่า 334,000 ล้านบาท หากขายสำเร็จจะเป็นดีลที่ใหญ่สุดในอุตสาหกรรมอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนันดาฯ’ จ่อรับกำไร 506 ล้าน หลังบอร์ดอนุมัติให้ขายกิจการของบริษัทย่อย ‘เอดีซี – เจวี 28’ มูลค่ารวม 2.6 พันล้าน คาดปิดดีลเสร็จสิ้นเดือนนี้ https://thestandard.co/ananda-sale-subsidiary-business/ Thu, 15 Dec 2022 08:39:25 +0000 https://thestandard.co/?p=724171

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แ […]

The post ‘อนันดาฯ’ จ่อรับกำไร 506 ล้าน หลังบอร์ดอนุมัติให้ขายกิจการของบริษัทย่อย ‘เอดีซี – เจวี 28’ มูลค่ารวม 2.6 พันล้าน คาดปิดดีลเสร็จสิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า การประชุมของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 มีมติอนุมัติให้บริษัทขายกิจการของ บริษัท เอดีซี – เจวี 28 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ประกอบไปด้วย หุ้น ทรัพย์สิน และหนี้สินทั้งหมด ให้แก่ GREEN ZONE DEVELOPMENT LIMITED โดยมีมูลค่ากิจการที่ขายทั้งสิ้น 2,611 ล้านบาท

 

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ธุรกรรมการซื้อขายกิจการของบริษัท เอดีซี – เจวี 28 ในครั้งนี้จะได้มีการเข้าทำสัญญาระหว่างกันในวันที่ 23 ธันวาคม 2565 และจะดำเนินการโอนหุ้นและทรัพย์สินต่างๆ ระหว่างกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2565 โดยคาดว่าบริษัทจะได้รับกำไรจากการขายกิจการของบริษัท เอดีซี – เจวี 28 จำนวน 506 ล้านบาท โดยเงินที่ได้รับจะใช้เป็นทุนหมุนเวียนภายในของบริษัท

 

โดยทางผู้ซื้อคือ GREEN ZONE DEVELOPMENT LIMITED จะชำระเป็นเงินสด โดยแบ่งชำระให้แก่อนันดาฯ เป็นจำนวน 2 งวด คือ งวดแรกชำระในสัดส่วน 60.57% ของมูลค่ารวมทั้งหมด และงวดที่สอง ชำระในสัดส่วน

 

39.33% ของมูลค่ารวมทั้งหมด ภายในระยะเวลา 18 เดือนหลังการเข้าทำรายการ ซึ่งภายหลังจากการขายกิจการทั้งหมดของบริษัท เอดีซี – เจวี 28 ไปให้แก่ GREEN ZONE DEVELOPMENT LIMITED นั้น จะทำให้บริษัท เอดีซี – เจวี 28 สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของบริษัท


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘อนันดาฯ’ จ่อรับกำไร 506 ล้าน หลังบอร์ดอนุมัติให้ขายกิจการของบริษัทย่อย ‘เอดีซี – เจวี 28’ มูลค่ารวม 2.6 พันล้าน คาดปิดดีลเสร็จสิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>