ก้อย-อรัชพร โภคินภากร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ก้อย-อรัชพร-โภคินภากร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Jun 2026 07:13:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘เลิกถามว่าทำไมต้องเป็นเรา’ ทักษะสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษใคร สไตล์ ก้อย อรัชพร https://thestandard.co/goy-arachaporn-overcome-crisis-mindset/ Mon, 22 Jun 2026 07:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1221395 ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร กำลังให้สัมภาษณ์ในรายการ

เรียนจบพร้อมหนี้ก้อนโตและแม่ป่วยหนักกะทันหันคือมรสุมที่ […]

The post ‘เลิกถามว่าทำไมต้องเป็นเรา’ ทักษะสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษใคร สไตล์ ก้อย อรัชพร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร กำลังให้สัมภาษณ์ในรายการ

เรียนจบพร้อมหนี้ก้อนโตและแม่ป่วยหนักกะทันหันคือมรสุมที่พร้อมพังชีวิตคนๆ หนึ่งได้ แต่ ‘ก้อย-อรัชพร โภคินภากร’ พิสูจน์ในรายการ THE FUTURE GEN ซีรีส์พิเศษของ THE SECRET SAUCE ร่วมกับ Hi-Q ว่า การเปลี่ยนมุมมองเลิกซัดทอดโชคชะตาและมองวิกฤตเป็นโจทย์ท้าทาย คือทักษะสำคัญที่ช่วยให้สร้างภูมิคุ้มกันใจให้แข็งแกร่ง พร้อมส่งต่อวัคซีนความสตรองนี้ไปสู่เด็กยุค Future Gen ได้จริง

 

🟡 อะไรหล่อหลอมให้ก้อยเผชิญหน้ากับวิกฤตอย่างเข้มแข็ง

 

ก่อนจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตได้ สิ่งสำคัญเริ่มต้นจากฐานรากทางใจที่มั่นคง ก้อยเล่าว่า วัยเด็กของเธอเติบโตมาจากการได้รับรู้ว่าตัวเองเป็น priority หรือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณแม่เสมอ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและการให้เวลาอย่างเต็มที่ของคุณแม่สร้างความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ และทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและคุ้มค่าที่เป็นมนุษย์

 

แม้ในช่วงวัยรุ่นเธอจะเคยเป็นเด็กเกเรที่สุดตอน ม.3 โดดเรียนและปะทะกับความเข้มงวดของคุณแม่บ้าง แต่พื้นฐานความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นก็เป็นเหมือนบูมเมอแรงที่ดึงเธอกลับเข้าที่เข้าทางได้เสมอ รากฐานใจที่เต็มเปี่ยมจากครอบครัวนี้เองที่ทำให้เธอกลายเป็นคนมองโลกในแง่ดี มี self-love ที่แข็งแรง และพร้อมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่กลัวความล้มเหลว

 

🟡 วิธีสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษชะตากรรมทำได้อย่างไร

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอน ม.6 เมื่อเธอสอบไม่ติดหมอตามความคาดหวังของคุณแม่ โลกใบเดิมพังครืนลงพร้อมความเจ็บปวด นี่อาจเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่งไปสู่อีกด้านได้เลย แต่เธอกลับเลือกหยุดฟังเสียงรอบข้างแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าตัดแม่ออกจากสักสมการอะ เราอะจะเอาอะไร”

 

การเลือกฟังเสียงหัวใจ และรับผิดชอบทางเลือกของตัวเองนำพาเธอเข้าสู่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และปรับตัวใหม่ให้กลายเป็นคนชอบคิดวิเคราะห์ และชอบตั้งคำถาม

 

ทว่าเมื่อเรียนจบ เธอกลับต้องเจอมรสุมชีวิตลูกใหญ่กว่าเดิม เมื่อครอบครัวมีหนี้สินและคุณแม่ป่วยเป็นสโตรก แทนที่จะจมอยู่กับคำถามตัดพ้อว่า “ทำไมต้องเป็นกูอะ” เธอเลือกเปลี่ยนวิธีคิดในทันทีและบอกตัวเองว่า

 

“เพราะว่าฉันสามารถทำได้ไงล่ะ เขาเลยท้าทายฉัน”

 

ความรับผิดชอบนี้ทำให้เธอโยนอีโก้ทิ้งทั้งหมดและลุยทำงานทุกรูปแบบเพื่อหาเงินมาดูแลคุณแม่และเคลียร์หนี้สินตั้งแต่งานแสดง เขียนบท แคสติ้ง ไปจนถึงการรับจ้างเป็นแอดมินประชุมผู้ถือหุ้น แต่งชุดมาสคอตเดินแจกลูกโป่งตามงานอีเวนต์

 

การไม่ยอมเสียเวลาโทษปัจจัยภายนอกแต่โฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้ คือการกู้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแรงกระแทกให้กลายเป็นตัวเร่งศักยภาพ ทำให้เธอเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

🟡 ทักษะสำคัญสำหรับ Future Gen ในมุมก้อย อรัชพร

 

การส่งต่อความแข็งแกร่งไปสู่คนรุ่นหลังจำเป็นต้องใช้ระบบความคิดที่เป็นระบบ คุณก้อย อรัชพร ได้ถอดบทเรียนชีวิตออกมาเป็นสามวิชาสำคัญ

 

🔸 Kindness คือการรักษาความใจดีต่อตัวเองและคนอื่น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ความกดดันของโลกที่รวดเร็วหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนใจร้ายที่พร้อมตัดสินผู้อื่น

 

🔸 Emotional Intelligence คือการเท่าทันอารมณ์ของตนเอง รู้จักวิธีอยู่ร่วมกับมัน และเข้าใจความรู้สึกของคนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกันและการดูแลครอบครัว

 

🔸 Critical Thinking คือทักษะการฝึกตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างมีเหตุผล เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแยกแยะปัญหาได้อย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามค่านิยมของสังคมโดยไม่ได้ไตร่ตรอง

 

การก้าวผ่านมรสุมชีวิตในโลกยุคใหม่ ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราเลือกรับมือกับมัน การหยุดซัดทอดโชคชะตาแล้วหันกลับมาควบคุมการกระทำของตนเองคือวัคซีนใจที่สตรองที่สุด คนทำงานและคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่เพาะบ่มระบบความคิดนี้ให้แข็งแรง จะสามารถเป็นต้นแบบที่ดีและพร้อมจูงมือเด็กยุค Future Gen ให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง

The post ‘เลิกถามว่าทำไมต้องเป็นเรา’ ทักษะสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษใคร สไตล์ ก้อย อรัชพร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังและไวน์บาร์แห่งใหม่ ในตึกเก่า 70 ปี ใจกลางสีลม https://thestandard.co/life/sala-saneha-cinema-wine-bar-silom/ Thu, 19 Mar 2026 12:46:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1189325 ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม

Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังอิสระ ไวน์บาร์ ร้านหนัง […]

The post Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังและไวน์บาร์แห่งใหม่ ในตึกเก่า 70 ปี ใจกลางสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม

Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังอิสระ ไวน์บาร์ ร้านหนังสือ และห้องสมุดใหม่เอี่ยมที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเก่าบนถนนเดโช ย่านสีลม โดยที่ยังคงโครงสร้างและบรรยากาศดั้งเดิมไว้ ให้ทั้งความรู้สึกสงบ อบอุ่น และเปี่ยมด้วยมนตร์ขลังของอาคารอายุ 70 ปี ทำให้ผู้ที่แวะเวียนมาสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่อยากให้พื้นที่นี้เป็นจดหมายรักมอบให้แก่คนกรุงเทพฯ

 

เริ่มต้นจากความหลงใหลของทีมผู้ก่อตั้ง นำโดย ‘ณัฐ-ณัฐชนน วะนา’ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่อยากให้การดูหนังไม่ใช่แค่การจ้องมองจอ แต่เป็นการเสพสุนทรียภาพผ่าน รูป รส กลิ่น และเสียง โดยเลือกใช้บ้านเก่าที่เคยเป็นร้านเพชรมาเนรมิตใหม่ แต่ยังคงเสน่ห์เดิมอย่างพื้นไม้และรอยสีผนังไว้อย่างดี เพื่อสร้างพื้นที่วัฒนธรรมภาพยตร์ให้กับคนเมือง ผ่านการร่วมมือของเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและศิลปะกว่า 15 ชีวิต อย่าง ‘บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ และ ‘ก้อย-อรัชพร โภคินภากร’

 

ส่วนชื่อ ‘ศาลาสเน่หา’ ก็สะท้อนถึงจิตวิญญาณของพื้นที่ได้อย่างลึกซึ้ง คำว่า ‘ศาลา’ หมายถึงศาลาพักใจหรือพื้นที่สำหรับการรวมตัว ส่วน ‘เสน่หา’ แปลตรงตัวเลยคือความรักและความผูกพัน

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 1ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 2ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 3

 

The Vibe

 

ตัวพื้นที่ถูกออกแบบให้มี 3 ชั้นที่เรียงร้อยความทรงจำและสุนทรียะ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกัน

 

เริ่มจากชั้น 2 มีโซนที่เป็นห้องสมุดขนาดย่อม จะมีหนังสือบริจาคจากเหล่าผู้ก่อตั้งและผองเพื่อน ทั้งด้านการเมือง สังคม และศิลปวัฒนธรรมให้หยิบยืมอ่านกันได้ ในเรื่องของการตกแต่งที่นี่จะใช้งานไม้เป็นส่วนใหญ่ พร้อมงานศิลปะจากศิลปินชั้นนำที่หมุนเวียนมาจัดแสดง

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 4

 

ถัดมาคือโซนร้านอาหารที่ช่วงกลางวันเตรียมจะเสิร์ฟชาจีนหอมกรุ่น ส่วนกลางคืนจะเปลี่ยนเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ขวดจากทั่วโลก ไฮไลต์ที่เราชอบที่สุดคือ ‘รางม่านทรงกลม’ ขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง ซึ่งเป็นไอเดียที่อยากสร้างองค์ประกอบมาเบรกสายตาจากโครงสร้างพื้นที่รอบๆ มาพร้อมกับบรรยากาศที่สื่อถึงความรู้สึกโรแมนติก ล้อมรอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าและร่องรอยของตัวตึก

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 5ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 6

 

ส่วนชั้น 3 โรงภาพยนตร์ขนาด 25 ที่นั่ง ที่ออกแบบด้วยแนวคิด ‘อยากให้โรงหนังกลับมาโรแมนติกอีกครั้ง’ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์แจ๊ส ที่มีเก้าอี้สุดเก๋าพร้อมโต๊ะสำหรับวางอาหารและเครื่องดื่ม ให้คุณจิบไวน์ไปพร้อมกับชมหนังอินดี้ หนังไทยนอกกระแส หรือหนังไทยคลาสสิกที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีวันละ 2 รอบ และด้านนอกตัวโรงหนังก็ตกแต่งโดยใช้สังกะสี ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฟอร์มหน้าต่างเดิมของตึก นำมาเรียงต่อกันจนดูเหมือนยานอวกาศขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในบ้านเก่า

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 7ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 8

 

The Taste

 

ในส่วนของอาหารที่นี่เลือกนำเสนอสไตล์ ‘กุ๊กช็อป’ หรือเมนูฝรั่งในความทรงจำสมัยยุค 80s-90s มาประยุกต์ให้มีความทันสมัยขึ้น โดยยังคงใช้เทคนิคและวัตถุดิบท้องถิ่นที่คุ้นเคย ทุกจานถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมรสชาติของไวน์โดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเครื่องดื่มที่ปรุงจากสุราไทยที่ดึงจุดเด่นของวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 9ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 10ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 11

 

Good for

 

ใครที่เบื่อการดูหนังในห้างหรืออยากที่จะเปลี่ยนบรรยากาศดูหนังแบบสแตนด์อโลนที่เป็นส่วนตัว หรือสายดื่มที่อยากแวะมาจิบไวน์คุยเรื่องหนังในบาร์แบบที่ไม่ต้องรีบไปไหน และคนที่ชื่นชอบงานดีไซน์อยากสัมผัสกลิ่นอายตึกเก่าที่มีเสน่ห์ บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์มาก

 

Sala Saneha | ศาลาเสน่หา

Address: 9/1 ถนนเดโช สีลม

Open: เปิดให้บริการวันพฤหัสบดี-วันจันทร์ เวลา 18:00-00:00 น.

Parking: Pullman Hotel Silom

Contact: Sala Saneha

Budget: 350-2,000 บาทต่อคน

 

The post Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังและไวน์บาร์แห่งใหม่ ในตึกเก่า 70 ปี ใจกลางสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rest & Reset: ก้อย อรัชพร กับมายด์เซ็ตการพักและเริ่มต้นใหม่ https://thestandard.co/life/goy-arachaporn-rest-reset/ Mon, 16 Mar 2026 07:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1188013 ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า

THE STANDARD LIFE ได้พบกับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ที่งาน […]

The post Rest & Reset: ก้อย อรัชพร กับมายด์เซ็ตการพักและเริ่มต้นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า

THE STANDARD LIFE ได้พบกับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ที่งานเปิดตัวน้ำหอม YSL Libre Berry Crush สุดเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากจะชวนเธอเล่าถึงกลิ่นใหม่ที่หยิบเอาความสดของผลเบอร์รี่มาผสมกับเอกลักษณ์ความเป็น Libre ได้อย่างลงตัวแล้ว เรายังชวนเธอแบ่งปัน Mindset ในแบบของตัวเอง ซึ่งเธอบอกตรงๆ ว่าตอนนี้ทำงานเหนื่อย แต่ก็ยังโอเค ประโยคนั้นสั้นและเรียบง่าย ซึ่งสะท้อนตัวตนของเธอได้เป็นอย่างดี เธอคือหนึ่งในผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เรียนรู้ชีวิตในโลกของการทำงานมาแล้วว่า “ถ้าเหนื่อย ก็แค่พัก การพักไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ไปต่อได้” เธอพูดถึงวิธีดูแลพลังงานตัวเอง การรู้จักสัญญาณของความเครียด และบทเรียนชีวิตที่มีความหมายในทุกวัน

 


 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 1

 

ก้อยเลือกจัดการพลังงาน ไม่ใช่จัดการเวลา

 

เมื่อถูกตั้งคำถามว่าในวันที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน มีวิธีรักษาพลังงานของตัวเองอย่างไร คำตอบข้อแรกคือนอน

 

“ข้อแรกต้องนอนก่อนค่ะ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ข้อสองคือการนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยสัก 5-10 นาทีต่อวัน มันคือการ Being At Rest อาจจะไม่ใช่การทำสมาธิแบบเป็นทางการ แต่เป็นการปล่อยให้หัวว่างจริงๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรเลยสักครู่”  

 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 2

 

สัญญาณอะไรที่บอกว่าพลังงานกำลังหมด

 

“สำหรับก้อยมันไม่ได้มาในรูปของความเครียดชัดๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของความตึงที่คอ บ่า ไหล่ รวมไปถึงคุณภาพการนอนหลับที่เริ่มไม่ปกติ หรือถ้าเมื่อไหร่ที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ นั่นคือสัญญาณที่ชัดที่สุดสำหรับก้อยเลย บางทีอารมณ์หรือฮอร์โมนก็อาจจะแกว่งได้ค่ะ”​

 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 3

 

กลิ่นหอมคือ Remote Control ของอารมณ์

 

หนึ่งในวิธี Reset ที่ก้อยชอบมากที่สุดคือการจุดเทียนและการใช้น้ำหอม เธอเชื่อว่ากลิ่นที่ดีมีพลังมากกว่าที่คิด ทั้งกลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และกลิ่นที่พาความทรงจำดีๆ กลับมา ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยในชั่วขณะนั้น



“กลิ่นที่ดี หรือกลิ่นที่ทำให้เรารู้สึกจดจำอะไรบางอย่างที่เราให้เรารู้สึก Safe มันช่วย Reset ได้ค่ะ หรือแม้กระทั่งน้ำหอมที่เราใช้มัน Outside in นะคะ เช่นบางทีเราเหนื่อย รู้สึกไม่มีแรง ความหอมมันช่วยได้ ก้อยรู้สึกว่าปกติ YSL จะมีความ Cool ความเท่ มีความ Mature สไตล์ Working Woman ใช้แล้วรู้สึกมัน Dept หรือมีไฟทำงาน แต่สำหรับกลิ่นใหม่ที่เปิดตัวอย่าง YSL Libre Berry Crush ก็จะให้ฟีลที่สนุกขึ้น ความสดชื่นจากผลเบอร์รี่ที่นำมาผสมเข้ากับเอกลักษณ์ความเป็น Libre อันนี้มันทำให้รู้สึกว่าเราทำงานด้วยความสุขขึ้นนะ”

 

กล้า Say No ให้เร็วขึ้น วงสังคมให้เล็กลง

 

เมื่อถามถึงสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก้อยพูดถึง 3 สิ่งที่เชื่อมโยงกัน หนึ่งคือการรู้จักพักมากขึ้น สองคือการกล้าพูดว่าไม่กับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองได้เร็วขึ้น และสามคือการคุยกับตัวเองเยอะขึ้น



“ก้อยคิดว่าวงสังคมที่แคบลงทำให้ความสัมพันธ์ของเรามีคุณภาพมากขึ้น” และนั่นคือ Trade-Off ที่เธอเลือกอย่างตั้งใจ

 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 4

 

หนังสือที่เธออยากแนะนำให้ทุกคนอ่าน

 

“เล่มแรกคือ กล้าที่จะถูกเกลียด ของ คิชิมิ อิชิโร และโคะกะ ฟุมิทะเกะ นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นที่พูดถึงปรัชญา Alfred Adler ที่พูดเรื่องการไม่เอาความสุขของตัวเองไปผูกติดกับคำวิจารณ์ของคนอื่น เล่มที่สองคือ The Subtle Art Of Not Giving A F*Ck ที่ขยายแนวคิดเดียวกันในอีกมิติหนึ่ง พูดถึงการเลือกใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต และเลิกให้ค่ากับเรื่องอื่นๆ หรือความคาดหวังที่ไม่จำเป็น” 

 

เมื่อ Burnout ให้ออกจาก Comfort Zone เพื่อหาพลังใหม่

 

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อยหรือ Burnout อยู่ คำแนะนำแรกของก้อยยังคงเป็นเรื่องเดิม นั่นคือพักให้จริง แต่เธอยังเสริมอีกมุมมองที่น่าคิดว่า บางทีการอยู่กับพลังงานเดิมๆ ก็กลายเป็น Comfort Zone ที่ดูดเราไว้โดยไม่รู้ตัว

 

“อยากให้คนที่กำลังเหนื่อยหรือ Burnout ลองก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เพื่อไปเจอแหล่งพลังงานใหม่ๆ ก้อยมองว่ามันช่วยได้มาก และถ้าพลังของตัวเองยังไม่พอ ก็ลองวิ่งไปหาคนที่มีไฟ เพราะก้อยเชื่อว่าไฟหรือพลังงานดีๆ มันติดต่อกันได้”

The post Rest & Reset: ก้อย อรัชพร กับมายด์เซ็ตการพักและเริ่มต้นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GET TO KNOW THEM ก้อย อรัชพร https://thestandard.co/get-to-know-them-goy-arachaporn/ Sat, 21 Feb 2026 01:57:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1180530 ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร นักแสดงสาวมากความสามารถ ที่แจ้งเก […]

The post GET TO KNOW THEM ก้อย อรัชพร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร นักแสดงสาวมากความสามารถ ที่แจ้งเกิดจากซีรีส์เรื่อง Hormones ทั้งยังมีผลงานในบทบาทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยูทูเบอร์ ศิลปิน รวมถึงนักเขียนบทประพันธ์ และล่าสุดเพิ่งมีกระแสเกี่ยวกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของเธอกับ ทิม พิธา นักการเมืองและอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ทำเอาผู้คนหันมาให้ความสนใจ ทั้งยังชื่นชมผลงานและความสามารถของเธอไม่น้อย

 

THE STANDARD POP ขอถือโอกาสนี้พาทุกคนไปทำความรู้จักเธอผ่าน 5 เรื่องราวน่าสนใจที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยเส้นทางนี้เรียกว่าเป็น ‘เส้นทางที่พลิกผันจากความฝันวัยเด็ก สู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่ง’

 

ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน 1

Hormones วัยว้าวุ่น / Netflix

 

จุดเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิง ที่พลิกผันจากความฝันวัยเด็ก

 

ก้อย อรัชพร เริ่มต้นเส้นทางการแสดงหลังจากเธอเข้าเรียนที่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งการเข้าเรียนที่นี่ถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เนื่องจากในชีวิตวัยเด็กเธออยู่ในครอบครัวที่ค่อนข้างเข้มงวดและเข้าเรียนในสายวิทย์-แพทย์ แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านคะแนน ทำให้สุดท้ายเธอตัดสินใจเข้าเรียนต่อในสาขานิเทศศาสตร์ และมีโอกาสเล่นละครเวทีประจำปี ซึ่งนั่นทำให้เธอค้นพบเส้นทางใหม่ และเข้าใจชีวิตมากขึ้น

 

หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงและมีผลงานแจ้งเกิดอย่างซีรีส์เรื่อง Hormones ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ด้วยบทบาท ดิว ก่อนจะกลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในผลงานซีรีส์เรื่อง O-Negative รักออกแบบไม่ได้ ในบทบาท ชมพู่ ซึ่งระหว่างนั้น เธอยังแสดงฝีมือผ่านผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นละคร ซีรีส์ รวมถึงภาพยนตร์ จนกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงมากความสามารถของวงการ

 

ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน 2

Goy Natty Dream / Goy Natty Dream Official

 

ก้าวสู่เส้นทางใหม่กับบทบาทสำคัญที่เรียกว่า ครีเอเตอร์ และ เจ้าของแบรนด์

 

นอกจากเส้นทางสายการแสดงแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งบทบาทอย่างการเป็นครีเอเตอร์และยูทูเบอร์ในช่อง GoyNattyDream Channel ที่ทำร่วมกับ นัตตี้ นันทนัท และดรีม อภิชญา เพื่อนสาวของเธอที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนและเติบโตมาในเส้นทางวงการบันเทิงเช่นเดียวกัน

 

จุดเริ่มต้นของช่องนี้เกิดจากความสนิทของกลุ่มเพื่อนที่อยากลองทำโปรเจกต์ร่วมกัน โดยเริ่มจากรายการ ถ้าหนูรับ พี่จะรักป่ะ รายการที่จะพาไปจีบแขกรับเชิญและพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองเรื่องความรักที่ทั้ง 3 เป็นพิธีกรดำเนินรายการหลัก ซึ่งเธอเคยเล่าไว้ในรายการ ป๋าเต็ดทอล์ก ว่า ต้องขอบคุณ เก้าจิรายุ และวี วิโอเลต ที่มาเป็นแขกรับเชิญให้ในตอนแรกของรายการ ซึ่งมีกระแสตอบรับดีจนเธอและเพื่อนตัดสินใจเดินหน้าทำต่อ โดยเริ่มมีการวางแผนอย่างจริงจังมากขึ้น จนตอนนี้ช่อง GoyNattyDream Channel เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเริ่มมีรายการอื่นๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงรายการเดี่ยวที่แต่ละคนเป็นผู้ดำเนินรายการหลักอีกด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญนั่นคือเจ้าของแบรนด์ Bitch With Brain ซึ่งต่อยอดหลังจากที่เส้นทางครีเอเตอร์นั้นลงตัว เธอและเพื่อนจึงเดินหน้าเส้นทางใหม่ด้วยการทำธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอางที่สะท้อนตัวตนของพวกเธอ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากไลฟ์สไตล์ของพวกเธอเองที่รักสวยรักงาม ด้วยคอนเซปต์ที่อยากให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นใช้งานง่ายเป็นเหมือนเพื่อนที่ช่วยเสริมความมั่นใจ

 

ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน 3

ก้อย อรัชพร / Instagram

 

จุดร่วมสำคัญที่ทำให้กลายเป็น ศิลปิน อย่างเต็มตัว

 

คำว่า ‘ศิลปิน’ หากสื่อความหมายโดยรวมแล้ว ไม่ใช่เพียงนักร้องที่ร้องเพลง แต่เป็นทุกอาชีพที่ใช้ศาสตร์แห่งศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น นักวาด นักแสดง รวมถึงนักแต่งเพลง ซึ่งสำหรับ ก้อย อรัชพร เธอเป็นหนึ่งคนที่สามารถเรียกว่าศิลปินได้อย่างเต็มตัว เพราะนอกจากผลงานการแสดงแล้ว เธอยังมีผลงานเพลงในฐานะเกิร์ลกรุ๊ปร่วมกับเพื่อนสนิทที่ทำช่องยูทูบมาด้วยกันภายใต้ชื่อ GoyNattyDream และปล่อยซิงเกิลแรกอย่างเพลง Play With Me (เล่นกันไหม) ที่เป็นไวรัลไปทั้งโซเชียล

 

ซึ่งนอกจากทั้งร้องและเต้นแล้ว เธอยังตอกย้ำความเป็นศิลปินของเธอ ด้วยการเขียนเพลงด้วยตัวเอง โดยเธอเปิดเผยในรายการ Piano & i จากช่อง TorBright Channel ว่า เพลงแรกที่เธอเริ่มเขียนคือเพลง จางหาย ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากช่วงที่เธอพบเจอกับความรู้สึกที่ท่วมท้นจนต้องหาทางระบายออกมา เลยเลือกที่จะถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง ก่อนจะเริ่มทำเพลงอื่นมาเรื่อยๆ นอกจากนี้เธอยังบอกถึงจุดมุ่งหมายที่ทำให้เธอเขียนแต่ละเพลงได้จบนั่นเพราะเธออยากทำมิวสิกวิดีโอที่กำกับด้วยตัวเอง เธอจึงต้องเริ่มจากการแต่งเพลงให้จบ ก่อนจะถ่ายทอดเพลงนั้นออกมาเป็นงานภาพด้วยมิวสิกวิดีโอ กลายเป็นผลงานที่เป็นฝีมือของเธอทุกกระบวนการ

 

ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน 4

ก้อย อรัชพร / Instagram

 

ถอยจากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง รังสรรค์บทซีรีส์และหนังสือเล่มแรก

 

หลายคนอาจคุ้นเคยกับผลงานเบื้องหน้าของเธอ และเห็นผ่านตามาแล้วมากมาย แต่นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว เธอยังมีผลงานเบื้องหลังที่แฟนซีรีส์เองอาจยังไม่ทราบกันว่าเธอเคยร่วมเขียนบทละครให้กับซีรีส์ My Ambulance (รักฉุดใจนายฉุกเฉิน) ซึ่งเป็นผลงานเขียนบทร่วมกับ บอส นฤเบศ, แตง ภัทรนาถ และนัตตี้ นันทนัท รวมถึงเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทซีรีส์ชื่อดังอย่าง แปลรักฉันด้วยใจเธอ ที่ตีแผ่เรื่องราวความรักของ LGBTQ+ ในรูปแบบ Coming of Age อีกด้วย

 

ซึ่งเธอเปิดเผยในรายการ ON THAT DAY ของ THE STANDARD POP เกี่ยวกับการเขียนบทในช่วงแรก เธอให้ความสำคัญกับการเขียนให้ดีและเป็นที่ยอมรับ แต่หลังจากเรียนรู้ในสายงานนี้ เธอพบว่าจริงๆ แล้วการเขียนบทสำหรับเธอคือการเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น สิ่งที่ตัวเองอยากเห็น และสื่อสารสิ่งที่ต้องการให้กับคนที่ทำงานด้วยเข้าใจมากกว่าทำให้เขาพอใจ ทำให้บทซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ เป็นผลงานที่เธอสนุกกับมันมาก

 

แน่นอนว่าหลังจากเธอผ่านการร่วมเขียนบทซีรีส์มาแล้ว การเขียนหนังสือสักเล่มเป็นของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งหนังสือ THE TWENTIES’ ACHE เป็นงานเขียนเล่มแรกในชีวิตของเธอ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการจดบันทึกเรื่องราวความรู้สึกหลังตื่นนอนในทุกๆ เช้า หรือสิ่งที่เธอเคยพบเจอบางช่วงเวลา ร่วมกับจินตนาการแต่งแต้มให้กลายเป็นเรื่องสั้นว่าด้วยความฝัน ความสัมพันธ์กับผู้คน และตัวตนที่หล่นหายในช่วงชีวิตวัยเลขสอง ผ่านตัวละครสมมติรวม 28 เรื่องสั้น เป็นของขวัญสำหรับ 28 ปีที่ผ่านมาของเธอ

 

ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน 5

ก้อย อรัชพร / Instagram

 

กระบอกเสียงสำคัญ ที่เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

 

การแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในฐานะพลเมืองที่ดี เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ทำให้เธอถูกพูดถึงและนำเธอมาเป็นบุคคลตัวอย่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนประชาธิปไตย ความยุติธรรม รณรงค์การใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตัวเอง รวมถึงเป็นกระบอกเสียงสำคัญโดยการใช้พื้นที่โซเชียลของเธอให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งเธอยังเคยเข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องประชาธิปไตยอีกด้วย

 

โดยเธอเคยเผยมุมมองที่มีต่อการเมืองผ่านรายการ Chairs to Share ของ THE STANDARD POP ว่า เธอไม่ได้อยากให้การแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องของความกล้า แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าถ้าการเมืองมันดี มันจะส่งผลให้สถานการณ์ต่างๆ ในประเทศดีไปด้วยกัน เธอและเพื่อนเคยถูกยกเลิกงานเพียงเพราะแสดงออกทางการเมือง นั่นยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจและตกตะกอนกับตัวเองว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น เราทุกคนควรมีสิทธิ์มีเสียงที่จะแสดงออกทางความคิดเพื่อเคารพซึ่งกันและกัน นั่นเลยทำให้เธอเป็นหนึ่งในบุคคลในวงการที่แสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจนอยู่เสมอ

 

สำหรับบทความนี้ เป็นเพียงการรวบรวมประเด็นส่วนหนึ่งของหญิงสาวมากความสามารถคนนี้เพียงเท่านั้น ยังมีเส้นทางของเธออีกมากมายที่รอให้ผู้คนค้นพบ รวมถึงเส้นทางในอนาคตที่จะดำเนินต่อไปด้วยชื่อของ ก้อย อรัชพร โภคินภากร

 

ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร นักแสดง ยูทูเบอร์ ศิลปิน และนักเขียน 7

 

อ้างอิง:

 

The post GET TO KNOW THEM ก้อย อรัชพร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ปิดฉาก Voter Concert เวทีดนตรีปลุกคนใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. https://thestandard.co/voter-concert-urge-vote/ Fri, 06 Feb 2026 01:45:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1174459 บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ที่ลานลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ปิดฉาก Voter Concert เวทีดนตรีปลุกคนใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ที่ลานลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ช่วงท้ายของกิจกรรม Voter Concert ฟรีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กลุ่มศิลปะปลดแอก TUNE&CO. ร่วมด้วยเครือข่ายศิลปิน เพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

 

บนเวทียังมีกลุ่มนักแสดงที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ ‘ปากุมแภด’ รวมถึง ‘ก้อย-อรัชพร โภคินภากร’ ที่ทำเนื้อหารณรงค์การออกเสียงประชามติ ร่วมเล่าถึงเบื้องหลังแนวคิดบนเวทีด้วย

 

ยิ่งชีพ อัชชานนท์ ผู้จัดการ iLaw ได้ขึ้นเวทีอธิบายถึงขั้นตอนและความสำคัญในการใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการเห็นชอบให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

จากนั้น เป็นการแสดงของศิลปิน Moving and Cut และ ไททศมิตร ก่อนจะสิ้นสุดกิจกรรมลงในเวลา 21.40 น.

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

 


 

 

 

บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 1บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 2บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 3บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 4บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 5บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 6บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 7บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 8บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 9บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 10บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 11บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 12บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 13บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 14บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 15บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 16บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 17บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 18บรรยากาศ Voter Concert ที่ลานหอศิลปฯ กรุงเทพฯ ผู้คนร่วมกิจกรรมรณรงค์ เลือกตั้ง-ประชามติ 19

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

The post เลือกตั้ง 2569 : ปิดฉาก Voter Concert เวทีดนตรีปลุกคนใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย อรัชพร ส่งซิงเกิลใหม่ เลือกฉันก่อนเธอ ที่มีเจษ เจษฎ์พิพัฒ มาร่วมแสดงใน MV https://thestandard.co/never-the-first-goy-arachaporn/ Tue, 30 Sep 2025 12:36:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1124881

ก้อย อรัชพร เปิดตัวซิงเกิล เลือกฉันก่อนเธอ (Never The F […]

The post ก้อย อรัชพร ส่งซิงเกิลใหม่ เลือกฉันก่อนเธอ ที่มีเจษ เจษฎ์พิพัฒ มาร่วมแสดงใน MV appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก้อย อรัชพร เปิดตัวซิงเกิล เลือกฉันก่อนเธอ (Never The First) เพลงที่นำกลิ่นอายความเป็นเพลงไทยเก่าๆ มาตีความให้โมเดิร์นมากขึ้น พร้อมเผยมิวสิกวิดีโอที่มีเพื่อนสนิท นัตตี้ นันทนัท และนักแสดงชายมากฝีมืออย่าง เจษ เจษฎ์พิพัฒ มาร่วมแสดงในมิวสิกวิดีโอเพลงด้วย

 

เลือกฉันก่อนเธอ เป็นเพลงที่ก้อย อรัชพร แต่งเนื้อร้องและเมโลดี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเธอเลือกคำนี้มาเป็นชื่อเพลงเพราะอยากเล่าถึงความรู้สึกของคนที่ไม่ถูกเลือก และความรู้สึกนี้ก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ไกลตัว ไม่ว่าจะใครอยู่ในฐานะไหน ก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกของเนื้อเพลงได้ไม่ยาก

 

ส่วนการโปรดิวซ์ก็มี ต้นหน ตันติเวชกุล มาโปรดิวซ์ให้ และการเรียบเรียงก็เป็นฝีมือของ โฟร์ ประทีป ที่เขาเคยทำเพลงให้ศิลปินไทยยุคใหม่มาแล้วมากมาย และเมื่อผสมผสานกับเสียงเปียโนจาก โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยิ่งทำให้เพลงนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

มิวสิกวิดีโอก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของเพลง เพราะนอกจากตัวศิลปินจะเป็นคนแต่งเองแล้ว ก้อยก็ยังรับหน้าที่เป็นผู้กำกับ ซึ่งเธอเผยว่า ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการทำมิวสิกวิดีโอก็มาจากการที่เธอเติบโตมากับละครไทยย้อนยุค และเมื่อเธอแต่งเพลงเสร็จแล้วก็ทำให้นึกถึงภาพนัตตี้รำ เธอจึงเลือกใส่ฉากรำและภาพความสัมพันธ์รักในยุคพีเรียดเข้าไปด้วยนั่นเอง

 

ดังนั้นใครที่อยากรับชมเรื่องราวความรักสามเส้าและเพลงไพเราะสุดกินใจ ‘เลือกฉันก่อนเธอ (Never The First)’ สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอได้ทาง GoyNattyDream Channel

 

ภาพ: GoyNattyDream

 

อ้างอิง:

The post ก้อย อรัชพร ส่งซิงเกิลใหม่ เลือกฉันก่อนเธอ ที่มีเจษ เจษฎ์พิพัฒ มาร่วมแสดงใน MV appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซองแดงแต่งผี การรีเมกที่ครบรสทั้งอมยิ้ม เสียงหัวเราะและเสียน้ำตา https://thestandard.co/opinion-the-red-envelope/ Fri, 21 Mar 2025 08:54:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1054765 ซองแดงแต่งผี (2025)

อีกหนึ่งภาพยนตร์จาก GDH ที่ผู้ชมหลายคนตั้งตารอตั้งแต่ปร […]

The post ซองแดงแต่งผี การรีเมกที่ครบรสทั้งอมยิ้ม เสียงหัวเราะและเสียน้ำตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซองแดงแต่งผี (2025)

อีกหนึ่งภาพยนตร์จาก GDH ที่ผู้ชมหลายคนตั้งตารอตั้งแต่ประกาศโปรเจกต์ สำหรับ ซองแดงแต่งผี ภาพยนตร์รอมคอม-สืบสวนที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์ไต้หวันยอดฮิตอย่าง Marry My Dead Body (2566) โดยได้สองนักแสดง บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และ พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร มารับบทนำร่วมกันบนจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรก พร้อมด้วย โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล จาก พี่มาก..พระโขนง (2556) มาดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ และ หมู-ชยนพ บุญประกอบ จาก Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน (2562) มานั่งแท่นผู้กำกับ  

 

 

เนื้อหาในฉบับนี้จะเล่าเรื่องราวของ เม่น (บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) โจรหนุ่มที่ต้องกลายมาเป็นสายสืบให้กับ เจ๊ก๊อย (ก้อย-อรัชพร โภคินภากร) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังตามสืบคดีของพ่อค้ายารายใหญ่ แต่แล้วชีวิตของเม่นก็พลิกผัน เมื่อเขาบังเอิญไปหยิบซองแดงปริศนาจนทำให้เขาต้องมาแต่งงานกับ ตี่ตี๋ (พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร) ที่ถูกรถชนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังต้องทำตามคำขอของตี่ตี๋เพื่อช่วยให้เขาได้ไปสู่สุคติ แต่นั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่พบเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงกับคดีพ่อค้ายา พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันไขคดีไปพร้อมกับค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตของตี่ตี๋ 

 

จุดเด่นข้อหนึ่งของ Marry My Dead Body ผลงานของผู้กำกับ เฉิงเหว่ยหาว (สามารถชมได้ทาง Netflix) ที่ผู้เขียนชื่นชอบมากๆ คือการบาลานซ์ความคอเมดี้และดราม่าได้อย่างลงตัว ทั้งการสร้างสถานการณ์และบทสนทนาที่สนุกสนาน การแสดงของ เกร็ก ซู และ  ออสติน หลิน ที่มีสีสันอันโดดเด่น แม้จะมีบางมุกที่เราแอบไม่ซื้ออยู่บ้าง แต่เมื่อตัวเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงพาร์ตสำคัญ ทีมสร้างก็ถ่ายทอดประเด็นที่พวกเขาต้องการนำเสนอได้อย่างกินใจ 

 

 

สลับมาที่เวอร์ชันไทยอย่าง ซองแดงแต่งผี ที่ได้สองนักแสดงอย่างบิวกิ้นและพีพีมาร่วมรับบทนำ ซึ่งพอได้ดูตัวอย่างก็เรียกได้ว่าทั้งคู่เหมาะสมกับบทนำมากจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้นการได้เห็นชื่อของ โต้ง บรรจง และ หมู ชยนพ ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์คอเมดี้ยอดฮิตมาแล้วก็ยิ่งทำให้ ซองแดงแต่งผี น่าสนใจมากขึ้นไปอีกว่าพวกเขาจะตีความและนำเสนอเรื่องราวในฉบับนี้ออกมาอย่างไร 

 

ซองแดงแต่งผี เป็นการดัดแปลงที่เคารพต้นฉบับมากพอสมควร ฉากจำหลายฉากของเวอร์ชันต้นฉบับถูกใส่เข้ามาอย่างครบถ้วน ทั้งเหตุการณ์เจอกันครั้งแรกระหว่างเม่นและตี่ตี๋หรือฉากไปเยี่ยมอาม่าของทั้งคู่ที่เราได้เห็นกันไปแล้วในตัวอย่าง  

 

ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนเนื้อหาและสถานการณ์บางส่วน เช่น การเปลี่ยนอาชีพของตัวละครหลักจากนายตำรวจมาเป็นโจรที่ช่วยเหลือตำรวจอีกที ก็ไม่ได้ทำให้ประเด็นหลักของเรื่องผิดเพี้ยนหรืออ่อนลงเท่าไรนัก นอกจากนี้ตัวมุกตลกต่างๆ ที่มีการออกแบบให้เข้ากับคาแรกเตอร์อันโดดเด่นของบิวกิ้นและพีพีก็น่าจะทำให้เหล่า เพนกวิน (ชื่อแฟนคลับของบิวกิ้นพีพี) สนุกไปกับความคอเมดี้ที่ผู้กำกับและทีมสร้างใส่เข้ามาได้ไม่มากก็น้อย 

 

 

อีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้ชมที่อาจจะไม่เคยดูผลงานต้นฉบับมาก่อน สำหรับผู้เขียน ซองแดงแต่งผี ก็เป็นภาพยนตร์รอมคอมที่กลมกล่อม โดยเฉพาะการแสดงของบิวกิ้นและพีพีที่รับส่งกันได้อย่างลื่นไหล จังหวะการเล่าเรื่องที่ช่วยผลักดันให้ความคอเมดี้ของเรื่องโดดเด่นมากขึ้น หรือในบางฉากที่เวอร์ชันต้นฉบับใส่ความคอเมดี้ไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่ผู้กำกับและทีมสร้างก็ยกระดับมันให้ใหญ่และโดดเด่นขึ้นไปจากเดิม 

 

ซึ่งสิ่งที่เราแอบเซอร์ไพรส์ที่สุดเห็นจะเป็นเหล่าตัวละครรองที่แม้จะปรากฏตัวออกมาไม่บ่อย แต่พวกเขาก็นำเสนอบทบาทของตัวเองออกมาได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะนักแสดงตลกมากประสบการณ์อย่าง จาตุรงค์ พลบูรณ์ กับบท เสี่ยโจ้ ที่เขายังคงสร้างเสียงหัวเราะให้เราได้เสมอที่เขาปรากฏตัว  

 

 

รวมถึงเนื้อหาของตัวภาพยนตร์ที่ร่วมสมัยและเข้าถึงใจผู้ชมได้ไม่ยาก ทั้งการพูดถึงความสำคัญของกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่นำเสนอผ่านตัวละครของตี่ตี๋ที่ถ่ายทอดให้เห็นว่า ‘ความรัก’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศใด หรือจะเป็นบทบาทของอาม่าที่คอยสนับสนุนและยืนเคียงข้างตี่ตี๋อย่างเต็มที่ก็เป็นตัวแทนให้เราเห็นว่าผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสเองก็สามารถปรับเปลี่ยนและโอบรับความคิดที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยได้เช่นกัน 

 

ไปจนถึงการกล่าวเตือนกับผู้ชมอย่างไม่อ้อมค้อมว่า ‘ชีวิตนั้นไม่แน่นอน’ เราสามารถจากลากับคนรักหรือคนใกล้ตัวได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งบางครั้งมันก็มาอย่างกะทันหันเกินกว่าที่เราจะได้เตรียมตัว หากยังมีโอกาสก็อย่าลืมที่จะมอบความรักและหันหน้าพูดคุยกันให้ได้มากที่สุด 

 

 

อย่างไรก็ตาม ซองแดงแต่งผี ก็ยังมีข้อสังเกตที่เราติดขัดอยู่เช่นกัน ประเด็นแรกคือพาร์ตสืบสวนที่เราแอบติดขัดมาตั้งแต่เวอร์ชันต้นฉบับ เราพอเข้าใจว่าภาพใหญ่ของเรื่องคือความโรแมนติก-คอเมดี้ แต่ด้วยความที่ตัวเนื้อเรื่องหลักที่ผลักดันให้ตัวละครดำเนินไปข้างหน้าคือการสืบสวนเพื่อจับตัวพ่อค้ายารายใหญ่ เราจึงแอบคาดหวังพาร์ตการสืบสวนพอสมควร ซึ่งตัวภาพยนตร์กลับมีการผูกปมและคลี่คลายการสืบสวนได้ไม่น่าสนใจเท่าไรนัก รวมถึงการไปไหนมาไหนก็ได้โดยไม่มีใครเห็นของตี่ตี๋เองก็น่าจะเป็นจุดเด่นที่ทีมสร้างสามารถหยิบไปใช้ในการช่วยสืบสวนได้ แต่ตัวภาพยนตร์ก็นำเสนอด้านนี้ออกมาสั้นและเรียบง่ายไปสักหน่อย 

 

นอกจากนี้ การลดบทบาทบางส่วนของตัวละครตำรวจสาวอย่าง เจ๊ก๊อย ลงจากเวอร์ชันต้นฉบับก็ส่งผลให้เรื่องราวของเธอที่ถูกนำเสนอได้น่าสนใจมากๆ ในเวอร์ชันต้นฉบับดูเบาลงไปอย่างน่าเสียดาย  

 

 

แม้จะมีบางมุกที่ส่วนตัวเราแอบไม่ซื้ออยู่บ้าง แต่มองในภาพรวมแล้ว ซองแดงแต่งผี ก็เป็นภาพยนตร์รอมคอมที่ยังรักษาความสนุกของเวอร์ชันต้นฉบับไว้ได้อย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเสริมแต่งบางจุดให้เล่นใหญ่และโดดเด่นมากขึ้น รวมถึงบทบาทของทีมนักแสดงทุกคนที่โดดเด่นชนิดไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะสองนักแสดงหลักอย่างบิวกิ้นและพีพีที่นำเสนอบทบาทของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ไม่แพ้ต้นฉบับ 

 

ซองแดงแต่งผี มีกำหนดฉาย 20 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่าง ซองแดงแต่งผี ได้ที่: www.youtube.com/watch?v=zmsN3WVXqrU

 

 

ภาพ: GDH

The post ซองแดงแต่งผี การรีเมกที่ครบรสทั้งอมยิ้ม เสียงหัวเราะและเสียน้ำตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นุ่น วรนุช, ก้อย อรัชพร และ แก๊ป ธนเวทย์ แสดงนำใน สุสานคนเป็น ฉบับภาพยนตร์ เข้าฉาย 24 เมษายนนี้ https://thestandard.co/tomb-watcher-2025/ Mon, 17 Mar 2025 11:34:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1053215

M Studio และ Global Ink Studios ปล่อยโปสเตอร์ทีเซอร์และ […]

The post นุ่น วรนุช, ก้อย อรัชพร และ แก๊ป ธนเวทย์ แสดงนำใน สุสานคนเป็น ฉบับภาพยนตร์ เข้าฉาย 24 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

M Studio และ Global Ink Studios ปล่อยโปสเตอร์ทีเซอร์และตัวอย่างแรกออกมาแล้วสำหรับ สุสานคนเป็น ที่หยิบเอาละครในตำนานมารีเมกตีความใหม่ฉบับภาพยนตร์ นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี จะรับบทเป็น คุณนายลั่นทม, ก้อย-อรัชพร โภคินภากร รับบท รสสุคนธ์ และ แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล รับบท ชีพ สามตัวละครหลักของเรื่อง ภาพยนตร์กำกับโดย วทัญญู อิงควิวัฒน์ (The Up Rank อาชญาเกม) โดยมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 24 เมษายนนี้

 

 

สำหรับ สุสานของคนเป็น เป็นละครแนวดราม่า แฟนตาซี สยองขวัญ เคยถูกสร้างมาแล้ว 3 ครั้งโดยบริษัท กันตนา วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด (ชื่อเดิมในเวลานั้น ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)) ออกฉายทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ประกอบด้วยเวอร์ชั้นปี 2534, 2545 และรีเมกครั้งสุดในปี 2557 โดยนักแสดงหลักของทั้ง 3 เวอร์ชันคือ 

 

▪2534: นำแสดงโดย แก้ว-อภิรดี ภวภูตานนท์ (รับบท คุณนายลั่นทม), เหมียว-ชไมพร จตุรภุช (รับบท รสสุคนธ์) และ ดุ๊ก-ภาณุเดช วัฒนสุชาติ (รับบท ชีพ) 

 

▪2545: นำแสดงโดย แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ (รับบท คุณนายลั่นทม), เอ๋-พรทิพย์ สกิดใจ (รับบท รสสุคนธ์) และ บิลลี่ โอแกน (รับบท ชีพ) 

 

▪ 2557: นำแสดงโดย ยุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม (รับบท คุณนายลั่นทม), จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข (รับบท รสสุคนธ์) และ เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ (รับบท ชีพ) 

 

 

โดยในฉบับละคร สุสานคนเป็น ว่าด้วยเรื่องราวของ คุณนายลั่นทม เศรษฐีนีผู้มีอาการแปลกประหลาดคือเธอมักจะมีอาการเหมือนคนตาย (แต่ยังไม่ตาย) และเธอก็สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ทุกครั้ง เธอจึงได้สร้างโลกแก้วเอาไว้ในบ้านที่ใส่ร่างเธอไว้ พร้อมกันนั้นด้วยความรักและไว้ใจที่มีต่อ ชีพ ผู้เป็นสามี ลั่นทมได้มอบหมายให้ชีพเป็นคนดูแลกิจการทั้งหมดของเธอ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อ รสสุคนธ์ ได้เข้ามาในบ้านและแอบมีความสัมพันธ์กับชีพ ทั้งสองร่วมกันวางแผนเพื่อจะครอบครองสมบัติทั้งหมดโดยการจัดการให้ลั่นทมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แต่แล้วทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นตามแผน ได้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมการล้างแค้นที่น่าสะพรึง  

 

 

ขณะที่ฉบับภาพยนตร์ที่จะมีการตีความใหม่ ยังไม่แน่ชัดว่าจะเนื้อหาจะต่างออกไปในฉบับละครที่เคยสร้างความจดจำในอดีตอย่างไรบ้าง แต่เมื่อดูจากสามนักแสดงหลักของเรื่องอย่าง นุ่น วรนุช ที่ปีก่อนเพิ่งกลับมาจะมีผลงานการแสดงใน อย่ากลับบ้าน (Don’t Come Home) ทาง Netflix ขณะที่ ก้อย อรัชพร เองก็มีผลงานการแสดงออกมาอย่างโดดเด่นต่อเนื่องโดยปีผ่านมา (2567) จากผลงานอย่าง บางกอกคณิกา ทางช่อง one31, ดอกเตอร์ไคลแมกซ์ ปุจฉาพาเสียว ทาง Netflix, วัยหนุ่ม 2544 และล่าสุดในปีนี้กับงานภาพยนตร์ที่กำลังเตรียมเข้าฉายอย่าง ซองแดงแต่งผี ที่เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 20 มีนาคม และสุดท้ายคือ แก๊ป ธนเวทย์ ที่ปีที่แล้วผลงานการแสดงซีรีส์ สืบสันดาน ซึ่งการแสดงในคาแรกเตอร์ มาวิน ที่เขาแสดงก็ทำได้อย่างแตะตาผู้ชมเป็นอย่างมาก 

 

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ สุสานคนเป็น ได้ที่: https://youtu.be/l6jF5CtCJYs 

 

The post นุ่น วรนุช, ก้อย อรัชพร และ แก๊ป ธนเวทย์ แสดงนำใน สุสานคนเป็น ฉบับภาพยนตร์ เข้าฉาย 24 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT https://thestandard.co/goy-natty-dream-blue-giant/ Sat, 27 Jan 2024 09:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=892677

ครั้งสุดท้ายที่ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออ […]

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครั้งสุดท้ายที่ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออะไร” เกิดขึ้นเมื่อไร

 

THE STANDARD POP ชวน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล คุยเรื่องราวเส้นทางของความฝันที่ต้องเจอบททดสอบมากมาย ทั้งการค้นหาตัวเอง วันที่อกหักจากความฝัน จนถึงวันที่ลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง 

 

เช่นเดียวกับเรื่องราวของภาพยนตร์แอนิเมชัน BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า ที่ได้จุดเชื้อเพลิงของแพสชันให้กับทั้ง 3 คนจนไฟลุกโชน และอาจทำให้ใครหลายคนได้ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า

 

‘ความฝันของเราคืออะไร’

 

 

รู้มาว่าหลังจากดูภาพยนตร์เรื่อง BLUE GIANT ทั้งก้อย นัตตี้ และดรีม ร้องไห้กันแบบพร้อมเพรียง

 

ก้อย: ใช่ ทั้ง 3 คนเลย (ยิ้ม) จริงๆ ก่อนเข้าไปดูที่ GDH เราทำงานเพิ่งเสร็จ ทั้งเหนื่อยและง่วง พลังงานติดลบเลยล่ะ และส่วนตัวก็ไม่รู้จักมังงะเรื่องนี้มาก่อน จึงเข้าไปดูแบบไม่ได้คาดหวัง แต่พอภาพยนตร์จบรู้สึกเหมือนถูกบูสต์เอเนอร์จี้ให้ไฟกลับมาลุกโชนเลย 

 

ดรีม: ถึงแม้ว่าภาพยนตร์จะเล่าประเด็นที่เข้าใจง่ายอย่างความฝันและแพสชัน แต่เป็นช่วงที่เราอินกับเรื่องนี้ พอดูจึงยิ่งมีพลัง และได้ถามตัวเองว่า กำลังใช้ชีวิตโดยทำสิ่งที่มีความสุขไหม หรือทำเต็มที่กับมันแล้วหรือยัง 

 

BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดึง ‘ความฝัน’ เรื่องอะไรของทั้ง 3 คนออกมา  

 

ก้อย: การเป็นนักแสดงค่ะ ถึงแม้ว่าก้อยจะได้ทำงานพาร์ตนี้บ้าง แต่พอมีหลายๆ โปรเจกต์ที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งถ้าพูดตรงๆ บางอันอาจไม่ใช่แพสชันหลัก แต่เราไม่อยากเสียโอกาสนั้น พอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จึงไม่ได้นั่งคิดว่าอยากทำสิ่งไหนมากกว่ากัน เหมือนขาดการคุยกับตัวเอง ปีนี้จึงตั้งใจเลือกในสิ่งที่อยากทำจริงๆ มากขึ้น อาจเพราะจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดีขึ้นด้วย

 

BLUE GIANT โดนก้อยหลายด้าน ทั้งความเป็น Perfectionist ความทะเยอทะยานของตัวละครที่คิดถึงแต่เป้าหมาย จนติดอยู่ในกรอบ และหลงลืมความสุขระหว่างการเล่นดนตรี ซึ่งจริงๆ แล้วอาจพาให้เขาไปได้ไกลกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราย้อนกลับมาคิดถึงความสุขในการแสดงของตัวเอง  

 

นัตตี้: เรา 3 คนน่าจะคล้ายกัน คือรักการเป็นนักแสดงมากๆ ตี้ชอบเอเนอร์จี้ของตัวเองที่ได้เป็นตัวละคร แต่พอกลับสู่ชีวิตจริงมันมีเรื่องเงิน อาชีพ และโอกาสที่เข้ามา เพราะสำหรับอาชีพนักแสดง ถึงแม้จะอยากทำแค่ไหน แต่ถ้าทีมงานไม่เลือกก็ไม่ได้เล่น 

 

ในวันนี้ตี้จึงทรีตความฝันนี้ให้เป็นงานอดิเรก คือไม่ต้องได้เงินจากมันก็ได้ ต่อให้เป็นงานละครของนิสิตรุ่นน้องที่ขอให้ไปเล่นตี้ก็แฮปปี้ที่จะทำ แต่ขณะเดียวกันเราก็เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับละครและภาพยนตร์อยู่ตลอด เพียงแต่พยายามเข้าใจโลกว่า ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นสำหรับตี้คือทำให้ดีที่สุดจนดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

 

ดรีม: ของดรีมเป็นความฝันเรื่องการแสดงเหมือนกัน (ยิ้ม) ตอนนี้ให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นลำดับต้นๆ เป็นสิ่งที่อยากพัฒนาตัวเองและทำให้ดีที่สุด ซึ่งไม่รู้หรอกว่าจะมีใครเห็นบ้าง แต่อย่างน้อยพอได้ลงมือทำก็จะรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความสุขทุกครั้ง

 

 

การแสดงมีความหมายกับทั้ง 3 คนอย่างไร

 

ก้อย: ถ้ามองในมุมส่วนตัว การแสดงคือการดีท็อกซ์ชีวิตที่ดีที่สุด เป็นศาสตร์ที่ทำให้ก้อยได้พัฒนาตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ถ้าพูดในภาพใหญ่ การแสดงและบทที่ดีช่วยยกระดับมนุษย์ได้เลยนะ เป็นศิลปะที่ไม่ใช่แค่ทำแล้วผ่านไป เพราะกว่าที่ก้อยจะเติบโตมาเป็นคนแบบนี้ก็ผ่านการเรียนรู้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่หล่อหลอมวิธีคิดและการแสดงออก ทุกตัวละครที่เล่นจะสะท้อนแง่มุมชีวิตบางด้านกลับมาเสมอ ซึ่งก้อยชอบโมเมนต์แบบนี้และอยากจะรู้สึกต่อไปเรื่อยๆ 

 

ดรีม: ถ้าเป็นภาพใหญ่ก็เหมือนที่ก้อยเล่า ภาพยนตร์หรือละครที่ดีมีอิทธิพลต่อสังคมได้จริงๆ สำหรับมุมส่วนตัว การแสดงเป็นพื้นที่สบายใจที่พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ดรีมชอบตัวเองเวลาทำงานแสดง เหมือนเป็นร่างที่มีพลังและมีความสุขมากๆ 

 

นัตตี้: สมมติว่านี่คือยอดของการบำบัด (นัตตี้วาดมือเป็นรูปภูเขา) การแสดงอยู่ด้านบนสุดที่ช่วยเติมเต็มความเป็นมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ตี้ตั้งใจส่งต่อให้กับนักเรียนหรือคนที่เข้าเวิร์กช็อป การแสดงทำให้เราเป็นมนุษย์ที่กลมขึ้น ทั้งเข้าใจตัวเองและคนอื่นผ่านตัวละคร ซึ่งนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย

 

แต่ละคนเคยอกหักกับความฝันในเรื่องอะไรบ้าง และจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร

 

ดรีม: ต้องบอกว่าดรีมค่อนข้างชินกับการอกหักเรื่องความฝัน เพราะอยู่ในวงการแคสติ้งตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเจอกับความผิดหวังอยู่เรื่อยๆ บางงานเหมือนใกล้ที่จะได้รับเลือกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้

 

ถ้าให้พูดตรงๆ นอกจากความสามารถ มันมีเรื่องของดวง ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ดรีมมองโลกว่า อะไรที่ไม่ใช่ของเรามันก็อาจจะไม่ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดทำนะ อย่างน้อยสิ่งที่เราเชื่อและพยายามมาตลอดก็ทำให้ชีวิตมาถึงจุดนี้ได้ 

 

นัตตี้: โมเมนต์อกหักที่สุดของตี้คือ ครั้งหนึ่งที่เคยยอมแพ้ให้กับงานในวงการบันเทิงไปแล้ว เพราะรู้สึกเหนื่อยกับความพยายามที่ไม่สำเร็จสักที ไม่ว่าจะงานเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังที่รู้สึกว่าทำไมได้เงินแค่นี้เอง ทำกับที่บ้านได้เยอะกว่านี้มาก จนวันหนึ่งที่ตัดสินใจว่าพอแล้ว ขอกลับไปทำงานกับครอบครัวดีกว่า

 

แต่พอใช้ชีวิตแบบนั้นได้ครึ่งปี จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาเองว่า นี่เราทำอะไรอยู่ ทำไมไม่มีความสุขเลย จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่ชอบอีกครั้ง และมันก็พามาถึงวันที่ประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง จุดนี้แหละที่ทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงวันที่ยอมแพ้ว่า มันเคยมีวันนั้นนะ วันที่เราเลือกทิ้งการแสดงที่รักเหลือเกิน “มึงทำได้ยังไงวะ” ตี้ถามตัวเองแบบนั้นจริงๆ และดีใจที่กลับมาได้

 

 

เพราะฉะนั้น ‘ความผิดหวัง’ ก็เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญ

 

ก้อย นัตตี้ ดรีม: สำคัญ (ทั้ง 3 คนตอบพร้อมกัน)  

 

ก้อย: ก้อยชอบกดดันตัวเอง ซึ่งความล้มเหลวหลายครั้งก็เกิดจากแอตติจูดนี่แหละ พอตั้งใจมากแล้วไม่ได้ก็ผิดหวัง แต่มันเป็นบทเรียนที่ดีนะ อย่างที่ดรีมบอกคือ แค่ทำให้เต็มที่ อะไรที่ใช่ของเรามันจะใช่ ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ยังไงมันก็ไม่ใช่ 

 

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ก้อยรับมือกับความผิดหวังได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยเด็กๆ เวลาแคสต์งานไม่ผ่านจะร้องไห้เป็นอีบ้า แต่แรงผลักดันในวันนั้นก็มอบวิธีการมากมายที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้

 

มีคนจำนวนมากที่ยังตามหาความฝันของตัวเอง บางคนพยายามเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก ทั้ง 3 คนมองเรื่องนี้อย่างไร  

 

ก้อย: ก้อยเข้าใจสิ่งนี้นะ ต้องยอมรับว่าเราโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเลือกได้ แต่สิ่งที่อยากบอกคือ เราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อไร เรา 3 คนก็ไม่สามารถบอกได้ว่าถ้าทำแบบนี้จะได้ผลลัพธ์แบบนั้น เพราะชีวิตไม่มีสูตร แต่ถ้าคุณเชื่อในสิ่งนั้นจริงๆ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อม เพราะถ้าวันหนึ่งโชคชะตาเหวี่ยงโอกาสเข้ามา คุณอาจจะคว้ามันได้ 

 

นัตตี้: ในมุมของตี้ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเราจะได้โอกาสนั้น แต่การที่ไม่มีอะไรคอนเฟิร์มแปลว่าจะไม่ทำเหรอ เพราะถ้าเลือกแบบนั้นก็เท่ากับไม่ได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าอย่างน้อยได้เริ่มทำมันอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ หรือบางทีอาจมีคนเห็นความตั้งใจของเรา แล้วหยิบยื่นโอกาสที่ดีกว่ามาให้ก็ได้ 

 

อย่างในวันที่ตัดสินใจทำช่องยูทูบ GoyNattyDream ก็ไม่รู้หรอกว่ารายการจะประสบความสำเร็จไหม ยังคุยกับก้อยและดรีมว่า ถ้าไม่เวิร์กก็ช่างมันนะ ถือว่าได้ลองแล้ว เพราะฉะนั้นขอแค่เริ่มลงมือทำ ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าคนอื่น แต่เส้นทางนั้นจะพาเราไปเจออะไรสักอย่าง

 

 

ความฝันอะไรในปี 2024 ที่แต่ละคนตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

 

ดรีม: ดรีมอยากลองเล่นภาพยนตร์ ซีรีส์ ในทุกๆ แพลตฟอร์มเท่าที่จะทำได้ค่ะ เป็นช่วงที่อยากพัฒนาตัวเองในเรื่องการแสดงมากๆ อยากเรียนรู้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มจะพาเราไปเจออะไรบ้าง

 

นัตตี้: เหมือนกันค่ะ ช่วงนี้กำลังอินเรื่องการแสดง และอย่างที่เล่าว่าเป็นงานที่เราควบคุมไม่ได้ว่าจะได้รับเลือกไหม ปีนี้จึงอยากชวนเพื่อนๆ ทำละครเวทีกันเถอะ (หันไปบอกก้อยและดรีมว่า ถ้าเขาไม่เลือกเรา ก็จะทำเล่นเอง) ถึงแม้จะไม่ใช่โปรเจกต์ที่ยิ่งใหญ่ แต่คิดถึงการแสดงที่เราได้เป็นตัวละครในแบบเข้มข้นจริงๆ  

 

ก้อย: ละครเวทีก็อยากทำเหมือนกัน แต่ก้อยเพิ่งเจอสิ่งใหม่ที่รู้สึกสนุกมากนั่นคือ ก้อยแต่งเพลงเอง! (ก้อยเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น) เหมือนพอโตขึ้นก็มีสิ่งที่อยากเล่ามากขึ้น โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาที่ถือว่าเข้มข้นที่สุดในชีวิตแล้ว เข้มปิ๊ดทุกเรื่อง (หัวเราะ) 

 

ในปีก่อนก้อยใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยการเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งแล้ว พอปีนี้ก็อยากเปลี่ยนรูปแบบ ก็เลยลองแต่งเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง ตอนนี้ได้ 2 เพลงแล้ว ซึ่งก้อยเล่นดนตรีไม่เป็นนะ ใช้วิธีฮัมๆ อัดใส่โทรศัพท์ พอทำแล้วก็เพลินมาก เหมือนได้ปลดปล่อยมวลอารมณ์ข้างในออกมา  

 

เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับอะไร 

 

ก้อย: เพลงแรกเกี่ยวกับแม่ ส่วนเพลงที่ 2 เป็นโมเมนต์ของความรักที่คิดวนเวียนไม่สิ้นสุดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

 

Based on True Story ใช่ไหม

 

ก้อย: เรื่องจริงทั้งนั้นแหละค่ะ (ก้อยตอบทันที ก่อนจะหัวเราะกันทั้งวง) บางทีเรื่องขมๆ ในชีวิตก็เป็นงานศิลปะที่ดีนะ เพราะตอนแต่งเพลงเนื้อมันพรั่งพรูออกมา ตอนนี้จึงตั้งใจแต่งให้ได้สัก 5 เพลง เป็นมิชชันที่อยากชวนเพื่อนๆ ทำด้วยกันในปีนี้ และไม่ต้องห่วงเลย ไอ้พวกนี้บิลด์ง่าย (ก้อยหันไปมองเพื่อนๆ ที่พยักหน้าและหัวเราะกันอีกครั้ง) 

 

 

กลับมาที่ BLUE GIANT คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้บอกอะไรคนดูบ้าง

 

ดรีม: มันคือความสุขของการมีชีวิต ตัวละครหลัก 3 คนรู้ว่าความสุขของพวกเขาคืออะไร สิ่งสำคัญกว่าคือการลงมือทำมันด้วย ดรีมรู้สึกว่าเขาอยู่บนโลกนี้โดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆ และมันสะท้อนให้เราอยากทำแบบนั้นเหมือนกัน 

 

นัตตี้: สำหรับคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่อให้เป็นคนที่มีความฝัน ไม่มีฝัน หรืออาจจะพอใจกับชีวิตอยู่แล้ว แต่ BLUE GIANT มีพลังพิเศษที่ทำให้เราค้นเจอแง่มุมที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และอาจทำให้ชีวิตน่าสนใจมากกว่าเดิม

 

อีกเรื่องที่ตี้ได้คือ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม อย่าลืมความสุข ยกตัวอย่างเช่น เวลาเล่นละคร บางครั้งเวลาตั้งใจมากๆ จะเผลอกดดันตัวเองว่าต้องเล่นให้ได้แบบนั้นแบบนี้ ตี้โชคดีที่มีผู้ใหญ่ที่เคารพคอยเตือนว่า จะตั้งใจก็ได้ แต่เมื่อเป็นตัวละครแล้วอย่าลืมความสุขของการเป็นนักแสดง เพราะนั่นคือหัวใจของอาชีพนี้ เมื่อใดที่เราแสดงด้วยมายด์เซ็ตว่าจะต้องเล่นให้ดีเพื่อให้ทุกคนชม อันนี้คือโฟกัสผิดที่ คนดูจะสัมผัสได้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวละครจริงๆ นี่คือคำสอนที่ตี้คิดอยู่ตลอดและจะไม่มีวันลืม 

 

ก้อย: กำลังจะตอบคำที่ Cliché เหมือนที่ตี้บอก มันคือความสุข เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะบางทีที่เราหมุนตามชีวิตไป จนลืมว่าความสุขของสิ่งที่ทำอยู่ตรงไหน ก้อยรู้สึกว่ามันไม่ได้ปรับใช้แค่ความฝันในการเป็นนักแสดง แต่ใช้ได้กับทุกๆ แอ็กชันที่เราเลือกทำ มันควรจะต้องมี Happiness อยู่ในนั้น

 

ขอเสริมว่าดูภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าใจร้อน เพราะเราอยู่ในยุคที่เนื้อหาเด็ดต้องมาภายใน 5-10 นาทีแรก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะค่อยๆ เล่าอย่างมีจังหวะ เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ แล้วจะได้สิ่งที่ดีกลับมา 

 

BLUE GIANT จะกระตุ้นแอตติจูดของการทำความฝันให้มีพลังขึ้นอีกครั้ง

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบลล์ เขมิศรา, อัพ ภูมิพัฒน์, ก้อย อรัชพร และ เกรท สพล เตรียมออกล่าฝันใน Start-Up ฉบับรีเมก 12 ม.ค. ทาง TrueID https://thestandard.co/start-up-series-remake/ Sun, 07 Jan 2024 09:21:02 +0000 https://thestandard.co/?p=885065

ถึงเวลาเสริมสร้างแรงบันดาลใจไปกับ Start-Up ซีรีส์ที่บอก […]

The post เบลล์ เขมิศรา, อัพ ภูมิพัฒน์, ก้อย อรัชพร และ เกรท สพล เตรียมออกล่าฝันใน Start-Up ฉบับรีเมก 12 ม.ค. ทาง TrueID appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงเวลาเสริมสร้างแรงบันดาลใจไปกับ Start-Up ซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต ความรัก และความฝันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจสตาร์ทอัพ แต่ระหว่างทางของการจะได้ลิ้มรสความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นำทีมโดย เบลล์-เขมิศรา พลเดช, อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง, ก้อย-อรัชพร โภคินภากร และ เกรท-สพล อัศวมั่นคง เตรียมเสิร์ฟเอพิโสดแรก 12 มกราคมนี้ ทาง TrueID

 

 

Start-Up เป็นผลงานรีเมกจากซีรีส์เกาหลียอดฮิตอย่าง Start-Up (2020) ที่นำแสดงโดย แบซูจี และ นัมจูฮยอก ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างถล่มทลาย โดยในเวอร์ชันไทยจะเล่าเรื่องราวของ พาฝัน (เบลล์-เขมิศรา พลเดช) หลังจากพ่อแม่แยกทางกัน เธอเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับพ่ออย่างขัดสน ในขณะที่พี่สาวอย่าง อลิส (ก้อย-อรัชพร โภคินภากร) เลือกอยู่กับแม่และใช้ชีวิตสุขสบายกับพ่อเลี้ยง ก่อนที่พาฝันได้เจอกับอลิสอีกครั้งและได้โกหกว่ากำลังทำธุรกิจและคบหาอยู่กับ กรณ์ (อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง) 

 

เรื่องกลับยิ่งวุ่นวายขึ้น เมื่อกรณ์ที่เธอรู้จักทางจดหมายตอนเด็กกับกรณ์ตัวจริงเป็นคนละคนกัน พาฝันพยายามตามหากรณ์ โดยมี จิรภัทร (เกรท-สพล อัศวมั่นคง) ช่วยตามหากรณ์ ก่อนพาฝันจะรู้ความจริงว่ากรณ์ได้ตั้งบริษัทกับเพื่อนๆ และมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเข้า Sandbox เหมือนกับเธอ จนวันหนึ่งพวกเขาสามารถเข้า Sandbox ได้สำเร็จ เป็นจังหวะเดียวกับอลิสที่ลาออกจากบริษัทของพ่อเลี้ยงและเริ่มต้นสร้างบริษัทของตัวเองโดยการเข้า Sandbox เช่นกัน เรื่องราวความวุ่นวายต่างๆ จึงได้เริ่มต้นขึ้นโดยมีความฝันเป็นตัวนำทาง

 

 

ร่วมลุ้นไปกับความฝันของพวกเขาที่พยายามใช้หัวใจ สมอง และสองมือ เพื่อสานฝันและสร้างโลกที่น่าอยู่ในอนาคต บนเส้นทางของการเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิดไปพร้อมกันได้ทุกวันศุกร์-เสาร์ เวลา 20.00 น. ทาง TrueID เริ่มตอนแรก 12 มกราคมนี้

 

รับชมตัวอย่างซีรีส์ Start-Up ได้ที่:

 

The post เบลล์ เขมิศรา, อัพ ภูมิพัฒน์, ก้อย อรัชพร และ เกรท สพล เตรียมออกล่าฝันใน Start-Up ฉบับรีเมก 12 ม.ค. ทาง TrueID appeared first on THE STANDARD.

]]>
Passion Calling: ก้อย อรัชพร จากนักแสดงสู่การเขียนหนังสือเล่มแรก https://thestandard.co/life/passion-calling-goy-arachaporn/ Sat, 25 Nov 2023 04:00:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=869180

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในซีรีส์ Hormones จะมีผู้ห […]

The post Passion Calling: ก้อย อรัชพร จากนักแสดงสู่การเขียนหนังสือเล่มแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในซีรีส์ Hormones จะมีผู้หญิงคนหนึ่งรับบทหญิงสาวที่จัดจ้าน มีบุคลิกแรงๆ ต่อมากับซีรีส์ O-Negative รักออกแบบไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ได้กลับมารับบท ชมพู่ ผู้หญิงสายฮาที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้หลายๆ ฉาก และต่อมาก็มีอีกหลากหลายบทบาทที่เธอได้รับ ไม่น่าเชื่อว่าคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันเหล่านั้นจะมาจากนักแสดงหญิงคนเดียวกันนั่นคือ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร

 

ในช่วงหลังๆ มานี้เราจะได้เห็นก้อยในอีกหนึ่งบทบาทนั่นคือการเป็นยูทูเบอร์ คอยสร้างความสนุก เสียงหัวเราะ และคอนเทนต์ดีๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ และล่าสุดเธอกลายเป็นนักเขียนที่เริ่มต้นออกหนังสือของตัวเองด้วยมุมมองที่บอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดในวัย 20 กว่าของเธอ

 

ในเมื่อก้อยมีอาชีพและความสามารถที่หลากหลายขนาดนี้ เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักเธอให้มากขึ้นผ่าน Passion Calling ครั้งนี้กัน

 

 

เราเห็นว่าก้อยทำอาชีพนักแสดงเป็นหลัก เลยอยากทราบว่าจุดเริ่มต้นของความชอบการแสดงมาจากไหน 

 

ก้อย: มันเริ่มต้นมาตั้งแต่เด็ก ในทุกสัปดาห์เราจะชอบทำการแสดงให้ยายดู มีเรื่อง บ้านทรายทอง,  อังกอร์ และ สาวน้อยในตะเกียงแก้ว เราเล่นทุกบทตั้งแต่เด็ก แค่รู้สึกว่ามันเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานดี แต่พอโตขึ้นมันก็ไม่ได้สานต่อ เพราะพ่อแม่อยากให้เป็นหมอ แล้วก็รู้สึกว่ามาชอบการแสดงก็คือตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว 

 

 

ในวัยเด็กก้อยมีความคิดไหมว่าอยากเป็นนักแสดงจริงๆ จังๆ

 

ก้อย: ไม่เลย ทุกครั้งที่มีคนถามก็จะตอบว่าฉันอยากเป็นหมอ อันที่จริงมันมาจากการที่เราเป็นคนเสพติดกับคำชม พอเราตอบว่าอยากเป็นหมอคนก็จะชมว่าดี เอาเข้าจริงเราแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าหมอต้องทำอะไร (หัวเราะ) อย่างมากสุดที่รู้ก็อาจจะรักษาคน พอคนชมว่าดีที่อยากเป็นหมอเราก็รู้สึกดีใจ แต่พอเราโตขึ้นเรายิ่งชินกับคำชมเหล่านั้นมากขึ้น พอได้รับคำชมมาก็รู้สึกว่าแล้วยังไงต่อ แต่สุดท้ายในวันนี้เราเปลี่ยนจากความรู้สึกดีใจ๊ดีใจที่ได้คำชมมาเป็นขอบคุณที่ชม แล้วก็มาพัฒนาต่อยังไงดี

 

พอเริ่มโตขึ้นเข้ามหาวิทยาลัย เส้นทางงานแสดงของก้อยเป็นยังไงต่อ

 

ก้อย: งานแรกที่ได้ลองแสดงคือการเล่นละครเวทีของคณะ ตอนเล่นก็ไม่แน่ใจว่าชอบไหม แอบรู้สึกกดดันตัวเอง คงเพราะเราเป็น Perfectionist ด้วยมั้ง ก็เลยเป็นประสาทไปช่วงหนึ่งเลย (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นก็ได้ลองเล่นหนังสั้นของเพื่อนคนหนึ่ง มันทำให้เราตกหลุมรักงานแสดงไปเลย มันเป็นหนังสั้นของเพื่อนที่เราไม่ค่อยเข้าใจความเป็นเขา หนังเรื่องนั้นเขาเขียนเกี่ยวกับตัวเอง พอเราได้ไปลองเล่น พอได้ลองทำความเข้าใจในตัวละคร ได้ลองเข้าใจมิติต่างๆ ของตัวละคร มันเลยทำให้เราเข้าใจเพื่อนคนนี้มากขึ้น และมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าศาสตร์นี้มันทำให้เราเข้าใจคนในอีกขั้นหนึ่งได้

 

 

ที่ก้อยบอกว่าช่วงแรกเป็น Perfectionist เวลาแสดง แล้วก้อยจัดการความรู้สึกนั้นอย่างไร

 

ก้อย: จัดการไม่ได้เลย เราเป็นพวกที่คิดวนอยู่อย่างนั้น เวลาที่เจอปัญหาแล้วรู้สึกว่าทำไม่ได้ เราร้องไห้เหมือนทุกอย่างมันแหลกสลาย แต่พอมันพังมาถึงจุดหนึ่งแล้ว คนเราจะค่อยๆ ก่อตัวเองขึ้นมาใหม่ ภายใต้มุมมองใหม่ แบบที่ยอมรับว่าคนเราไม่สามารถทำได้ดีทุกอย่าง มันอาจจะมีบางอย่างที่เราทำไม่ได้ก็ได้

 

“หลังจากที่เรารู้สึกพังและแหลกสลาย คนเรามันจะค่อยๆ กลับมา 

พร้อมกับเรียนรู้ว่า บางทีเราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง มีหลายๆ อย่างที่เราทำไม่ได้ 

คนเราไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง แล้วก็ยอมรับมัน

 

ในช่วงเวลานั้นก้อยเริ่มหันมาสนใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นด้วยใช่ไหม

 

ก้อย: ใช่ แล้วช่วงนั้นเราได้ลองอ่านหนังสือเล่มแรกที่คุณครูการแสดงแนะนำมาชื่อว่า กล้าที่จะถูกเกลียด ปกติเราก็ไม่ค่อยอ่านหนังสือเท่าไร จะอ่านก็แค่ช่วงใกล้สอบ แบบว่าเดี๋ยวอีกอาทิตย์หนึ่งจะสอบแล้วต้องรีบอ่านหน่อย (หัวเราะ) แต่หนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด แค่ชื่อมันก็มีความหมายกับเรามากเลย คือคนไม่ต้องรักคุณขนาดนั้นก็ได้ แต่คุณต้องรู้ว่าคุณจะเอาอะไร เนื้อหาข้างในมันเป็นนักจิตวิทยาคุยกับคนคนหนึ่งที่มีคำถามแล้วไม่ได้คำตอบ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันเหมือนตัวเองได้ถามตอบกับนักจิตวิทยาคนนั้น ก็เลยอ่านยาวเลย

 

 

การอ่านหนังสือให้อะไรกับก้อยบ้าง

 

ก้อย: เราว่ามันคือการสงบจิตนะ บางที่เรามีความฟุ้ง ชอบตั้งคำถามเยอะแยะ พออ่านหนังสือมันก็อาจทำให้เราได้คำตอบบ้าง ไม่ได้คำตอบบ้าง ทำให้เราเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเร็วๆ นี้ก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยให้ความคิดเรากว้างขึ้น

 

พี่ชอบตั้งคำถามเสียเหลือเกิน 

บางทีการอ่านหนังสือก็ทำให้พี่ได้คำตอบ บางทีก็ไม่ได้คำตอบ 

แต่บางครั้งก็ไม่ต้องได้คำตอบทันทีก็ได้ 

ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ Mind ของเรากว้างขึ้น”

 

จากการเป็นคนอ่าน มาเริ่มเปลี่ยนเป็นนักเขียนตอนไหน

 

ก้อย: ตอนแรกไม่มีความคิดจะเป็นนักเขียนเลย แต่ก็ได้ไปเจอกับหนังสือเล่มหนึ่งของ Salmon Books มันเกี่ยวกับเรื่องสั้น มันมีบางเรื่องที่รีเลตกับชีวิตเรา มันทำให้ในหัวเหมือนเกิดภาพขึ้นมาทันทีว่า ถ้าเราเขียนหนังสือมันคงจะประมาณนี้ ประกอบกับเราเป็นคนเขียน Morning Pages อยู่แล้ว ประมาณว่าวันนี้รู้สึกอะไร จนมันเริ่มมาเป็นไดอารีส่วนตัว

 

 

แล้วก้อยเริ่มเขียน Morning Pages ตั้งแต่เมื่อไร

 

ก้อย: น่าจะเป็นช่วงโควิด ตอนแรกเราก็เขียนอยู่คนเดียว เขียนตั้งแต่ตอนตื่น ต่อมาเราก็ลองจับกลุ่มกับเพื่อนประมาณ 3 คน เขียน Morning Pages แล้วแลกกันอ่าน แต่ไม่ต้องคอมเมนต์ อ่านอย่างเดียวเท่านั้น เราว่าข้อดีคือมันทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนในวันที่เราไม่ค่อยได้เจอกัน 

 

จากการเขียนเรื่องราวใน Morning Pages กลายมาเป็นหนังสือเล่มแรกได้อย่างไร

 

ก้อย: ตอนแรกเราตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า 28 คือเราเกิดวันที่ 28 แล้วเราก็อายุ 28 พอดี แต่ต้องให้เครดิตทีม Salmon Books ที่ค่อยๆ หาจนเจอว่ามันเป็นการรวมเอาความเจ็บปวด 28 เรื่องในวัยนี้ของเรา ก็เลยกลายเป็นชื่อ THE TWENTIES’ ACHE วันแรกที่เราเริ่มเขียนจำได้ว่าใช้เวลาไม่นานเลย เหมือนมันมีอะไรอยู่ในหัวอยู่แล้ว พอเริ่มเขียนคำแรกมันเหมือนแล่นออกมาทั้งหมด จนกลายเป็นหนึ่งเรื่องภายใน 1-2 ชั่วโมง

 

“THE TWENTIES’ ACHE คือความเจ็บปวด 

ซึ่งเรื่องนี้ก็ยอมรับว่ามันก็มีความเจ็บปวดในช่วงวัย 20 กว่าของเรา” 

 

 

แล้วพอออกมาเป็นหนังสือก้อยรู้สึกอย่างไรบ้าง

 

ก้อย: กรี๊ดกร๊าดมาก (หัวเราะ) มันเหมือนบันทึกความเป็นเราเอาไว้ ถ้าวันหนึ่งอายุเรา 40 หรือ 50 ปีแล้วเรากลับมาดู เราก็จะเข้าใจว่านี่คือเราในวัย 20 กว่าๆ แล้วเราก็จะรู้สึกภูมิใจมากๆ

 

ให้เลือก 1 เรื่องจากทั้งหมด 28 เรื่องที่ก้อยเขียน ก้อยชอบเรื่องไหนที่สุด

 

ก้อย: ความจริงคือชอบทุกเรื่องนะ แต่เรื่องที่นึกถึงแล้วมันเด้งขึ้นมาเลยจะเป็นเรื่อง ผู้พิทักษ์ ขึ้นมาคือเรื่องผู้พิทักษ์ เรารู้สึกว่ามันเป็นการเชื่อมต่อกับเราในวัยเด็ก เรารู้สึกว่าเด็กในตัวเรามันยังมีอะไรอีกเยอะมาก แบบว่าพอเราโตขึ้นเราก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เด็กคนนั้นไปเยอะ ด้วยสิ่งที่สังคมคาดหวัง สิ่งที่เราอยากเป็น เราจำได้ว่าเราเขียนบทนั้นไปแล้วเราก็ร้องไห้ แบบที่เขียนแล้วน้ำตาไหลไปด้วย ทุกคนที่ได้อ่านก็จะพูดว่าไดอะล็อกมันมีเสียง เพราะตอนเราเขียนก็ยอมรับว่ามันไม่ใช่ภาษาที่สละสลวยอะไร มันก็แค่พูดสิ่งที่คิดออกไปเรื่อยๆ ก็สนุกดีนะ

 

งานแสดงกับการอ่านหนังสือและการเขียนหนังสือ มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

 

ก้อย: เราว่าทั้งหมดมันเหมือนเป็นการเอาตัวเองไปอยู่ในสภาวะหนึ่ง เราเรียกมันว่าเหมือนเราโดนดูดเข้าไป แล้วทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น แค่อยู่กับปัจจุบันแล้วทำมันให้ดีที่สุด

 

“มันคือการที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานะหนึ่ง 

คือการแสดงมันเป็นพาร์ตที่เป็นตัวละครใช่ไหม แต่ว่าจริงๆ ความรู้สึกที่มันเหมือนกัน พี่เรียกสภาวะนั้นว่าเป็นสภาวะที่เราโดนดูดเข้าไป แค่อยู่จุดนั้นแล้วทำอะไรบางอย่าง แต่สภาวะปัจจุบันน่าจะเป็นสภาวะที่เหมือนกันกับการแสดง 

แต่สิ่งที่ต่างคือเป็นตัวละครหรือเป็นตัวเรา”

 

 

สุดท้ายแล้วก้อยชอบทำอาชีพไหนมากที่สุด

 

ก้อย: เราว่าเราชอบการแสดงที่สุด ตอนที่เราได้แสดงเรารู้สึกฟินนะ ขั้นตอนของการแสดงมันไม่ใช่แค่แสดงแล้วจบ มันมีขั้นตอนของการค่อยๆ ก่อสร้างตัวละคร จนเรากลายเป็นมัน จนมันเข้าเนื้อหนังเรา จนมันออกมาจากตัวเรา มันเป็นอาชีพที่เราจะพูดกันว่าต้อง Pay the Price คือมันต้องแลกด้วยจิตวิญญาณ ร่างกาย และทัศนคติ ที่มันไม่ใช่เรา พอเราทุ่มให้กับตัวละครนั้นไปแล้วแล้วมันออกมาดี นั่นแหละคือจุดที่เราเองมีความสุข

 

ในด้านของงานแสดงก้อยอยากให้ตัวเองไปถึงจุดไหน

 

ก้อย: เราอยากทำงานกับคนที่มี Passion ในเรื่องเดียวกันไปเรื่อยๆ มันทำให้พลังงานในตัวเราพลุ่งพล่านมาก แล้วเราก็อยากทำสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ จนตาย คือเราอยากรับบทดีๆ สนุกๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ในภาพใหญ่เราอยากให้วงการบันเทิงไทยไปได้ไกลขึ้น กว้างขึ้น และได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

 

มุมมองความคิดที่มีต่อเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

ก้อย: พอเราโตขึ้นเรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องตามแพลนขนาดนั้นก็ได้ เมื่อก่อนเราเคยจะต้องตั้งเป้าไว้ว่าอีกกี่ปีต้องทำอะไร แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างมันยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ เราอยากทำอะไรทำ เราไม่อยากก็ไม่ทำ เราค่อนข้างจะคุยกับตัวเองมากขึ้น

 

 

อยากให้ก้อยแนะนำหนังสือหรือแนวการอ่านหนังสือสำหรับมือใหม่หน่อย

 

ก้อย: เราว่าเริ่มอ่านจากอะไรที่เราอิน อะไรที่มันคอนเน็กต์กับเราได้ เราว่าหนังสือเล่มแรกควรเริ่มจากความอยากของเราก่อน แต่ถ้าต้องเริ่มจริงๆ เราว่าจิตวิทยามันก็เป็นเรื่องที่ง่ายดีนะ อย่างน้อยคุณอ่านไปมันก็จะเกิดคำถามในตัวคุณ และคงจะได้คำตอบไปไม่มากก็น้อย 

 

อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงมือทำอะไรใหม่ๆ หน่อย

 

ก้อย: เราว่าเริ่มต้นจากชัตดาวน์สมองก่อนเลย หลายโปรเจกต์ของเราเกิดจากการที่เราเลิกคิด เลิกกังวลเรื่องต่างๆ แล้วลงมือทำเลย เช่น งานคอนเสิร์ต แฟนมีต หรืองานเพลง ถ้าเรายังไม่เริ่มมันไม่มีทางรู้หรอก ถ้าเรามัวแต่คิดว่าจะลงมือทำตอนพร้อม มันไม่มีอะไรพร้อมสุดๆ หรอก สุดท้ายพอลงมือทำจริงมันจะมีปัญหาบางอย่างให้เราได้แก้ไขไปเรื่อยๆ อยู่ดี เอาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน แล้วทุกอย่างมันจะพาคุณไปเอง อย่าคิดเยอะ 

 

“เราว่าหลายๆ อย่างในชีวิตเราเกิดจากการชัตดาวน์สมอง

แล้วให้มันเกิดจากตัวฉัน”

 

“ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าความอยากของคุณมีมากพอจะทำอะไรสักอย่าง 

เอาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน แล้วทุกอย่างมันจะพาไป อย่าคิดเยอะ”

The post Passion Calling: ก้อย อรัชพร จากนักแสดงสู่การเขียนหนังสือเล่มแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย นัตตี้ ดรีม มิตรภาพที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันในทุกเส้นทาง https://thestandard.co/quotes-goy-natty-dream/ Sat, 12 Aug 2023 07:30:29 +0000 https://thestandard.co/?p=828660

THE STANDARD POP เปิดบ้านต้อนรับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, […]

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม มิตรภาพที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันในทุกเส้นทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD POP เปิดบ้านต้อนรับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล กับการพูดคุยเปิดใจกันในรายการ Chairs to Share EP.6 ที่พร้อมพาผู้ชมไปฟังเรื่องราวแบบครบทุกอารมณ์ ทั้งชีวิต ความรัก มิตรภาพ และการเมือง ที่ทั้งสามคนบอกว่าการที่ออกมา Call out ไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นความเชื่อที่ว่า ถ้าการเมืองดี ทุกอย่างจะดีขึ้น

 

พวกเธอยังเล่าถึงความสัมพันธ์ของสามเพื่อนซี้ที่ผ่านหลายเหตุการณ์มาด้วยกัน ทั้งความสุข ความเจ็บปวด การเติบโต และความฝันที่ตั้งใจจะลุยไปข้างหน้าด้วยกันด้วยมิตรภาพที่จะยังคงอยู่ตลอดไป

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสนี้รวบรวมคำพูดและโมเมนต์ดีๆ จากสามสาว ก้อย นัตตี้ ดรีม มาให้แฟนๆ ทุกคนเกิดความประทับใจและรักในตัวตนของพวกเธอไปพร้อมกันอีกครั้ง

 

รับชม ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจทุกองศา การเมือง ความรัก มิตรภาพ | Chairs to Share EP.6 ได้ที่: https://youtu.be/n8TUKSnMMkw 

 

 


 

 

“หนูมีเพื่อนที่ดี หนูพูดตลอดว่าความโชคดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของหนูคือการเจอมนุษย์ที่ดี หนูโคตรโชคดีเลยที่เจอคนเหล่านี้ แถมยังมีครอบครัวที่คอยสนับสนุนทุกอย่าง พอเราได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วมีคนที่รักในสิ่งเดียวกับเรา รักในผลงานของเรา มันดีใจมากที่ได้เกิดมาแล้วได้เจอคนดีๆ และมีคนที่รักเรา”

 

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Chairs to Share EP.6 ถึงเรื่องราวมิตรภาพของก้อย นัตตี้ ดรีม

 


 

 

“ตอนมีความรักเราเสียสละมากขึ้น ยอมรับความไม่เพอร์เฟกต์ของความสัมพันธ์มากขึ้น ความเป็นตัวเขาและความเป็นตัวเราที่เราไม่ชอบมากขึ้น มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง ซึ่งเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก พอถึงจุดที่เรากำลังจะมีครอบครัว เราก็ลดอีโก้บางอย่างลง เปิดใจมากขึ้น ให้อภัยง่ายขึ้น แล้วเราถึงรู้สึกว่านี่แหละคือความรักจริงๆ ”

 

นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Chairs to Share EP.6 ถึงมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปเมื่อกำลังจะแต่งงาน

 


 

 

“ความใจเย็นเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันจะผ่านไปได้ด้วยดีมากขึ้น เราควรที่จะมองว่าเราจะไปในทิศทางไหน เป้าหมายของเราคืออะไร เวลามีปัญหาเกิดขึ้นเราก็แก้ไขมันไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็น และควรที่จะใจดีกับตัวเองให้มากๆ ด้วย อยากให้ทุกคนใจดีกับโลกใบนี้”

 

ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Chairs to Share EP.6 ถึงเรื่องราวของสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการเติบโต

 

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม มิตรภาพที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันในทุกเส้นทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร หรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม การเมืองคือเรื่องของคุณ” ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจผ่านรายการ Chairs to Share EP.6 https://thestandard.co/goy-natty-dream-chairs-to-share/ Fri, 11 Aug 2023 02:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=828040 ก้อย นัตตี้ ดรีม Chairs to Share

ภาพของสามเพื่อนสนิท ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทน […]

The post “ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร หรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม การเมืองคือเรื่องของคุณ” ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจผ่านรายการ Chairs to Share EP.6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย นัตตี้ ดรีม Chairs to Share

ภาพของสามเพื่อนสนิท ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล ที่ปรากฏตัวในชุดดำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง หลังจากที่ประชุมสภามีมติไม่ให้เสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 

 

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนแม้จะผ่านเหตุการณ์นั้นมาเกือบจะครบหนึ่งเดือนแล้ว 

 

ล่าสุด THE STANDARD POP มีโอกาสชวนสามสาว ก้อย นัตตี้ และ ดรีม มาร่วมพูดคุยในรายการ Chairs to Share EP.6 ซึ่งช่วงหนึ่งของบทสนทนาพวกเธอได้เปิดใจถึงเหตุผลของการร่วมแสดงออกในวันนั้น รวมไปถึงแง่มุมทางการเมืองอีกหลายเรื่อง ซึ่งทั้ง 3 สาวต่างก็แสดงทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า 

 

“ยิ่งโตยิ่งรู้สึกค่ะ ว่าการเมืองเป็นเรื่องของเรา ตราบจนเราแก่ ตราบจนเราตาย ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร หรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม การเมืองคือเรื่องของคุณ เรามีสิทธิที่จะแสดงออก”

 

“ถ้าเรามีความคิดเห็นแบบไหน และแค่รู้สึกว่าอยากจะแสดงมันออกไปก็ทำเลย ทำให้มันเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องเป็นกระบอกเสียง เราแค่ทำมันในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความถูกต้อง”

 

“ไม่ได้คิดว่าเราทำอาชีพอะไร แค่เราต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าเราจะเป็นใคร แล้วเราทำอะไรได้ในตอนนี้ เราก็แค่ทำมัน เพื่อช่วยส่งสารออกไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง”

 

ก้อย นัตตี้ ดรีม ยังได้เล่าถึงเรื่องราวของการออกมาแสดงความคิดเห็นและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาของพวกเธอ รวมถึงการช่วยเป็นกระบอกเสียงในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่ต้องการจะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ

 

รับชม ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจทุกองศา การเมือง ความรัก มิตรภาพ | Chairs to Share EP.6 ได้ที่:

 

The post “ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร หรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม การเมืองคือเรื่องของคุณ” ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจผ่านรายการ Chairs to Share EP.6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจทุกองศา การเมือง ความรัก มิตรภาพ | Chairs to Share EP.6 https://thestandard.co/chairs-to-share-ep-6/ Thu, 10 Aug 2023 12:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=827993 ก้อย นัตตี้ ดรีม chairs to share

Chairs to Share ล้อมวงคุยกับ ‘ก้อย นัตตี้ ดรีม’ แบบครบท […]

The post ชมคลิป: ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจทุกองศา การเมือง ความรัก มิตรภาพ | Chairs to Share EP.6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย นัตตี้ ดรีม chairs to share

Chairs to Share ล้อมวงคุยกับ ‘ก้อย นัตตี้ ดรีม’ แบบครบทุกอารมณ์ ทั้งชีวิต ความรัก มิตรภาพ และการเมือง ที่ทั้งสามคนบอกว่า การที่ออกมา Call Out ไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นความเชื่อที่ว่า ถ้าการเมืองดี ทุกอย่างจะดี รวมถึงความสัมพันธ์ของสามเพื่อนซี้ที่ผ่านหลายเหตุการณ์มาด้วยกัน ทั้งความสุข ความเจ็บปวด การเติบโต และความฝันที่ตั้งใจจะลุยไปข้างหน้าด้วยกัน

The post ชมคลิป: ก้อย นัตตี้ ดรีม เปิดใจทุกองศา การเมือง ความรัก มิตรภาพ | Chairs to Share EP.6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hey! อย่าขัดใจ เพราะฉัน เอาแต่ใจ ซิงเกิลล่าสุดจาก Paradox x GoyNattyDream https://thestandard.co/hey-paradox-x-goynattydream/ Tue, 28 Mar 2023 07:43:54 +0000 https://thestandard.co/?p=769745 Hey! เอาแต่ใจ

“ไม่ชอบให้ขัดใจ ก็เพราะฉันเอาแต่ใจ”     […]

The post Hey! อย่าขัดใจ เพราะฉัน เอาแต่ใจ ซิงเกิลล่าสุดจาก Paradox x GoyNattyDream appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hey! เอาแต่ใจ

“ไม่ชอบให้ขัดใจ ก็เพราะฉันเอาแต่ใจ”  

 

ความในใจจากเพลง เอาแต่ใจ ซิงเกิลใหม่ล่าสุดจาก Paradox และสามสาว GoyNattyDream ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกจากโปรเจกต์ Plern Original Album “HEY!” ที่แอปพลิเคชัน Plern จับมือกับค่าย White Music ในเครือ GMM Grammy

 

 

เอาแต่ใจ แนวเพลงมีความสนุกสนาน และให้ความรู้สึกถึงเพลงในยุค 90 ตามสไตล์ Paradox ที่เหล่าแฟนๆ ต่างคิดถึง โดยเปิดเพลงมาด้วยเสียงเชียร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่การแข่งขัน

 

 

เนื้อเพลงพูดถึงความสัมพันธ์ของคู่รักที่ฝ่ายหญิงมักจะชอบประชดประชัน ทำนิสัยเอาแต่ใจ เพราะอยากให้ฝ่ายชายมาคอยง้อ คอยเอาใจใส่ และในขณะที่ฝ่ายหญิงมักเอาแต่ใจ ฝ่ายชายจึงต้องคอยขัดใจ เหมือนเนื้อเพลงที่ว่า

 

“ก็เธอน่ะชอบขี้บ่น แต่เธอไม่ชอบให้บ่น ก็เลยต้องขัดใจกันทุกที”

 

มิวสิกวิดีโอมีความโดดเด่นเรื่องการใช้สีสันที่เลือกใช้แม่สีทั้ง 3 อย่าง แดง น้ำเงิน และเหลือง มาช่วยให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา สดใส มั่นใจ ตามสไตล์ของสามสาวตัวแม่อย่าง ก้อย นัตตี้ ดรีม

 

 

ด้านเนื้อหาเป็นการเล่าถึงการแข่งขันกีฬากันระหว่างคู่รักทั้ง 5 คู่ ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงที่ต่างไม่มีใครยอมกัน ในตอนสุดท้ายถึงแม้ว่าจะรู้ผลแพ้ชนะแล้ว แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายง้อก็ยังคงเป็นฝ่ายชายอยู่ดี ก็เพราะว่า ‘ฉันเอาแต่ใจ’

 

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง เอาแต่ใจ ได้ที่:

 

The post Hey! อย่าขัดใจ เพราะฉัน เอาแต่ใจ ซิงเกิลล่าสุดจาก Paradox x GoyNattyDream appeared first on THE STANDARD.

]]>
“จะมีที่ไหนในโลกที่เราจะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” Faces of Anne กับคำถามว่าโลกอนุญาตให้เราเป็นตัวเองได้แค่ไหน https://thestandard.co/spotlight-faces-of-anne/ Tue, 31 Jan 2023 10:21:15 +0000 https://thestandard.co/?p=744273

*หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ […]

The post “จะมีที่ไหนในโลกที่เราจะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” Faces of Anne กับคำถามว่าโลกอนุญาตให้เราเป็นตัวเองได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>

*หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Faces of Anne (2022) 

 

 

 

“จะมีที่ไหนในโลกที่เราจะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” 

 

หนึ่งในประโยคจากภาพยนตร์ Faces of Anne (2022) ที่เราหยิบยกมากล่าวถึงนี้อาจไม่ได้เป็นประโยคที่ตัวละครเอ่ยออกมาเองอย่างตรงตัว แต่เป็นประโยคที่ปรากฏในสมุดเล่มหนึ่งที่แอนขีดเขียนลงไปเพื่อระบายความรู้สึก ซึ่งหากเราลองตีความให้แอนเป็นตัวละครที่สะท้อนภาพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ประโยคสั้นๆ ประโยคนี้ก็อาจเป็นข้อความสำคัญที่ภาพยนตร์ต้องการให้ทุกคนได้ยินเสียงของพวกเขาและเธอ

 

 

โดยตลอดระยะเวลาร่วม 2 ชั่วโมง Faces of Anne ได้สอดแทรกฉากเล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนให้เราขบคิดและตีความอยู่หลายจุด ตั้งแต่ฉากกองถ่ายภาพยนตร์ที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีคำอธิบาย โทรศัพท์มือถือที่เมื่อแอนหยิบขึ้นมาแล้วใบหน้าของเธอจะเปลี่ยน หรือบทสนทนาระหว่างแอนและจิตแพทย์ที่พยายามช่วยแอนในการตามหา ‘ตัวตนจริงๆ’ ของเธอ 

 

ซึ่งสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ต่างก็ทำหน้าที่ขับเน้นประเด็นสำคัญของเรื่องให้เราเห็นอย่างเด่นชัด นั่นคือสภาพแวดล้อมที่กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญส่งผลต่อสภาพจิตใจของพวกเขาขนาดไหน ทั้งการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับโซเชียลมีเดียที่เราจะได้เห็นไลฟ์สไตล์ของคนอื่นที่อาจจะดูดีกว่าตนเอง การเห็นภาพความสำเร็จของผู้คนเหล่านั้น การให้ความสนใจกับยอดไลก์ ยอดแชร์ต่างๆ จนสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ก่อร่างความคิดที่ทำให้เราอยากจะเป็นให้ได้แบบคนอื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ และบางครั้งมันก็กลายเป็นว่าเราอาจจะกำลัง ‘แสดง’ เป็นใครบางคนที่ ‘ไม่ใช่ตัวเอง’ เพื่อให้คนอื่นยอมรับและชื่นชม

 

 

รวมถึงประเด็นของการ ‘ตามหาตัวตน’ ของคนรุ่นใหม่ ที่สภาพแวดล้อมหลายๆ อย่างบีบบังคับให้พวกเขาและเธอต้อง ‘รีบ’ ตามหาตัวเองให้เจอเพื่อให้เท่าทันคนอื่นๆ ตั้งแต่ความชื่นชอบของตัวเองคืออะไร ความฝันของตัวเองคืออะไร และ ‘คุณค่า’ ของเราคืออะไร ซึ่งหลายครั้งก็สร้างความสับสนและกดดันให้กับตัวเราเองไปพร้อมกัน

 

อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ภาพยนตร์พยายามนำเสนอคือ ความคิดเห็นของผู้คนรอบข้างที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของพวกเขาและเธอไม่แพ้กัน ทั้งการต้องเผชิญกับถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามจากผู้คนบนโซเชียลมีเดียที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน โดยเฉพาะการมา ‘กำหนด’ และ ‘ตัดสิน’ ภาพลักษณ์และความงามของเราเสียอย่างนั้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างบาดแผลให้กับจิตใจของใครหลายคนอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น 

 

รวมไปถึงแรงกดดันจากผู้คนรอบข้างที่พยายามจะ ‘กำหนด’ คุณค่าให้เราเดินตามเส้นทางที่เขาขีดเขียนไว้ให้ หรือไม่ก็ต้องเผชิญกับ ‘ความคาดหวัง’ จากผู้คนที่มากจนเกินไป จนกลายเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

 

 

บางที Faces of Anne อาจไม่ได้พยายามทำหน้าที่สะท้อนภาพความรู้สึกของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ ดังที่เรากล่าวไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตั้งคำถามต่อผู้ชมทุกคนด้วยว่า สังคมในตอนนี้เปิดพื้นที่ให้พวกเขาเหล่านั้นได้ ‘ใช้เวลา’ ในการค้นหาคุณค่าของตัวเอง และได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอย่าง ‘มีความสุข’ มากพอหรือยัง

 

“จะมีที่ไหนในโลกที่เราจะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” 

 

สามารถรับชม Faces of Anne ได้แล้วทาง Netflix

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 

The post “จะมีที่ไหนในโลกที่เราจะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” Faces of Anne กับคำถามว่าโลกอนุญาตให้เราเป็นตัวเองได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
GoyNattyDream ตอกย้ำความเศร้าส่งท้ายปีด้วยซิงเกิลใหม่ ‘ถ้าเธอจะรักก็รักไปนานแล้ว’ https://thestandard.co/goynattydream-new-single/ Sun, 04 Dec 2022 06:46:24 +0000 https://thestandard.co/?p=719681 GoyNattyDream

หลังจากที่ 3 เพื่อนซี้ GoyNattyDream ก้อย-อรัชพร โภคินภ […]

The post GoyNattyDream ตอกย้ำความเศร้าส่งท้ายปีด้วยซิงเกิลใหม่ ‘ถ้าเธอจะรักก็รักไปนานแล้ว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GoyNattyDream

หลังจากที่ 3 เพื่อนซี้ GoyNattyDream ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล ได้ส่งซิงเกิลเดบิวต์อย่าง PLAY WITH ME (เล่นกันไหม) พร้อมกระแสตอบรับที่อบอุ่นจากแฟนๆ ล่าสุดพวกเธอกลับมาอีกครั้งกับซิงเกิลลำดับที่ 2 อย่าง ถ้าเธอจะรักก็รักไปนานแล้ว บทเพลงเปี่ยมอารมณ์ที่ส่งผ่านเสียงร้องอันไพเราะของพวกเธอ

GoyNattyDream

 

ครั้งนี้ GoyNattyDream ได้ร่วมงานกับ แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ โปรดิวเซอร์มือทอง มารับหน้าที่ช่วยเขียนเนื้อร้องและโปรดิวซ์เพลงให้ รวมถึงพวกเธออยู่ในทุกกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนนำเสนอไอเดีย ซึ่งเพลงนี้จะเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์อันไม่ชัดเจนของคู่รักคู่หนึ่งที่หากจะรักกันก็คงไม่ยอมปล่อยให้เกิดความเจ็บปวด จนอีกฝ่ายอยากจะล้มเลิกความสัมพันธ์ครั้งนี้ลง โดยผ่านแรงบันดาลใจในการเล่าเรื่องจากตัวเองและคนรอบตัว

 

เมื่อได้ฟัง ถ้าเธอจะรักก็รักไปนานแล้ว เราจะรับรู้ได้ถึงพลังแห่งความเจ็บปวดที่ 3 สาวต้องการสื่อสารออกมาผ่านการร้อง เนื้อเพลง และดนตรี ได้อย่างชัดเจน สลัดภาพเดิมๆ ที่เคยสดใสและร่าเริงไปหมดสิ้น สังเกตเห็นการทดลองก้าวใหม่ของ GoyNattyDream ที่พร้อมนำเสนอความตั้งใจอีกด้านหนึ่งของพวกเธอ

GoyNattyDream

 

ส่วนมิวสิกวิดีโอได้ผู้กำกับมากความสามารถอย่าง บอส-นฤเบศ กูโน ซึ่งเคยร่วมงานกับก้อยมาแล้วในงานซีรีส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน หรือ แปลรักฉันด้วยใจเธอ I Told Sunset About You มาร่วมสร้างสรรค์ฉากเศร้าที่สวยงามไปด้วยองค์ประกอบศิลป์ให้เราได้สัมผัสกัน

 

ประกบด้วยนักแสดงรับเชิญมากฝีมืออย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร จาก Hormones วัยว้าวุ่น ที่เคยร่วมงานกับ 3 สาวเช่นเดียวกัน มาช่วยถ่ายทอดให้ภาพในเพลงของ GoyNattyDream ดูสมบูรณ์แบบขึ้น และคละคลุ้งไปด้วยการแสดงทางอารมณ์ที่เข้มข้น โดยต่อจะสวมบทบาทกับ 3 สาวในมุมมองที่แตกต่างกันไป เช่น ก้อยเป็นแค่คนคุยมา 2 ปี, นัตตี้เป็นแค่แฟนเก่ามา 7 ปี และดรีมเป็นแค่เพื่อนมา 15 ปี

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง ถ้าเธอจะรักก็รักไปนานแล้ว ได้ที่

 

The post GoyNattyDream ตอกย้ำความเศร้าส่งท้ายปีด้วยซิงเกิลใหม่ ‘ถ้าเธอจะรักก็รักไปนานแล้ว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมภาพเบื้องหลัง ก้อย อรัชพร จากรายการ On That Day EP.20 น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ https://thestandard.co/goy-arachaporn-pokinpakon-on-that-day/ Thu, 20 Oct 2022 06:20:22 +0000 https://thestandard.co/?p=697688 ก้อย-อรัชพร โภคินภากร

ชมภาพเบื้องหลังบทสนทนาของ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร จากรายก […]

The post ชมภาพเบื้องหลัง ก้อย อรัชพร จากรายการ On That Day EP.20 น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย-อรัชพร โภคินภากร

ชมภาพเบื้องหลังบทสนทนาของ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร จากรายการ On That Day EP.20 ที่เราจะพาแฟนๆ มาร่วมย้อนเวลากลับไปสำรวจเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ผ่านภาพถ่ายของเธอ ไล่เรียงตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก, การก้าวเข้าสู่โลกละครเวที, การยอมรับความไม่เก่งของตัวเอง, ผลงานการแสดงเรื่องใหม่อย่าง Faces of Anne และความตั้งใจสำคัญที่ว่า เราจะทิ้งสิ่งดีๆ อะไรได้บ้างให้กับโลกใบนี้

 

สามารถรับชมรายการ On That Day EP.20 ก้อย อรัชพร น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ได้ที่นี่ 

 

 

ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ก้อย-อรัชพร โภคินภากร

The post ชมภาพเบื้องหลัง ก้อย อรัชพร จากรายการ On That Day EP.20 น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม ก้อย อรัชพร | ON THAT DAY EP.20 https://thestandard.co/on-that-day-goy-arachaporn/ Thu, 13 Oct 2022 13:06:41 +0000 https://thestandard.co/?p=695361

รายการ On That Day EP.20 THE STANDARD POP ชวนทุกคนย้อนเ […]

The post ชมคลิป: น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม ก้อย อรัชพร | ON THAT DAY EP.20 appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายการ On That Day EP.20 THE STANDARD POP ชวนทุกคนย้อนเวลากลับไปสำรวจทุกเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในทุกช่วงชีวิต ไปพร้อมกับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร

 

เริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก, ความฝันอยากเป็นหมอ, เข้าสู่โลกละครเวที, สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการแสดง, การยอมรับความไม่เก่งของตัวเอง, วิธีบาลานซ์สมองกับหัวใจ, Faces of Anne ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุด, บทเรียนจากหนังสือ, การทำงานกับเพื่อน, แรงผลักดันที่มาจากความรัก 

 

ไปจนถึงความตั้งใจสำคัญที่ว่า เราจะทิ้งสิ่งดีๆ อะไรได้บ้างให้กับโลกใบนี้

The post ชมคลิป: น้ำตาที่ซ่อนในรอยยิ้ม ก้อย อรัชพร | ON THAT DAY EP.20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Faces of Anne ลึกลับชวนติดตาม และพื้นที่โชว์ฝีมือของ ‘นักแสดงหญิง’ ที่ฝากความหวังไว้กับพวกเธอได้ https://thestandard.co/faces-of-anne-review/ Tue, 11 Oct 2022 13:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=694576

Faces of Anne คือภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่องล่าสุดจากค่าย M […]

The post Faces of Anne ลึกลับชวนติดตาม และพื้นที่โชว์ฝีมือของ ‘นักแสดงหญิง’ ที่ฝากความหวังไว้กับพวกเธอได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Faces of Anne คือภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่องล่าสุดจากค่าย M Pictures ผ่านวิสัยทัศน์ของสองผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี จาก Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า (2562) และ ปอม-ราสิเกติ์ สุขกาล หนึ่งในผู้กำกับจาก Five to Nine (2558) พร้อมได้ 10 นักแสดงหญิงมากฝีมือมาร่วมรับบทนำ ได้แก่ ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, อุ้ม-อิษยา ฮอสุวรรณ, วี-วิโอเลต วอเทียร์, อิ้งค์-วรันธร เปานิล, มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร, ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์, ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นาน่า-ศวรรยา ไพศาลพยัคฆ์, เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ (เจนนิษฐ์ BNK48) และ มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ (มิวสิค BNK48)

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มตัวละครหญิงที่ถูกจับตัวมายังสถานที่ปริศนาแห่งหนึ่งเพื่อทำการทดลองบางอย่าง โดยความแปลกประหลาดครั้งนี้คือพวกเธอทุกคนต่างมีชื่อว่า ‘แอน’ อีกทั้งใบหน้าของพวกเธอจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนอีกคน พวกเธอจึงต้องหาทางหลบหนีออกจากสถานที่ดังกล่าว พร้อมกับตามหาความจริงของเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อพวกเธอต้องหลบหนีจากการตามล่าของปีศาจนาม Vetigo ที่จะปรากฏตัวขึ้นทุกคืน

 

 

สิ่งที่โดดเด่นมากๆ ของ Faces of Anne คือการปูเรื่องราวในช่วง 10 นาทีแรกของเรื่องที่สร้างความน่าติดตามให้เราได้อย่างอยู่หมัด โดยบอกเล่าผ่านสายตาของหญิงสาวคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาในสถานที่ปริศนา แถมเธอยังจำเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้อีกต่างหาก มีเพียงอย่างเดียวที่เธอรู้คือเธอและผู้หญิงคนอื่นต่างมีชื่อว่า ‘แอน’ นั่นจึงทำให้ผู้ชมจะได้ประสบพบเจอและรับรู้ข้อมูลต่างๆ ไปพร้อมกับตัวละครดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น เธอเป็นใคร, ที่นี่ที่ไหน, ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่, หมอและพยาบาลเหล่านี้ต้องการอะไร และทำไมถึงมีผู้หญิงที่ชื่อ ‘แอน’ เหมือนเธอ

 

ขณะเดียวกัน เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เราก็จะได้รับเบาะแสต่างๆ ที่ผู้กำกับและทีมสร้างค่อยๆ สอดแทรกเข้ามาทีละนิดทีละหน่อย เพื่อให้เราได้ร่วมกันตีความเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับตัวละคร กล่าวคือ Faces of Anne อาจเปรียบได้กับจิ๊กซอว์ภาพหนึ่ง ที่ผู้กำกับและทีมสร้างจะค่อยๆ ยื่นชิ้นส่วนต่างๆ มาให้เราได้ประกอบเรื่องราวให้สมบูรณ์ แต่จิ๊กซอว์ชิ้นต่างๆ จะถูกประกอบเข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตีความเรื่องราวในแบบฉบับของตัวเองอีกด้วย

 

 

ซึ่งนอกจากพล็อตเรื่องที่แข็งแรงมากๆ อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความน่าสนใจให้กับภาพยนตร์คืองานโปรดักชันอันแปลกตา ทั้งการออกแบบฉากหลังของเรื่อง การใช้แสงสีที่ช่วยเสริมความน่าฉงนสงสัยให้กับสถานที่ดังกล่าว ดนตรีประกอบที่ปลุกเร้าให้เราเห็นถึงความไม่ปลอดภัย จังหวะการตัดต่อที่เสริมความลึกลับซับซ้อนให้กับเรื่องราวมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงรูปแบบของการ ‘เปลี่ยนใบหน้า’ จากใบหน้าหนึ่งไปอีกใบหน้าหนึ่ง ที่นำเสนอออกมาได้อย่าง ‘บิดเบี้ยว’ ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เราได้เป็นอย่างดี

 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ Faces of Anne ที่สร้างความฮือฮาแก่ผู้ชมตั้งแต่ตัวอย่างคือรายชื่อนักแสดงนำทั้ง 10 คนที่มาสวมบทเป็น ‘แอน’ ซึ่งต่างก็เป็นนักแสดงหญิงที่เคยพิสูจน์ฝีมือการแสดงให้ทุกคนได้ชมมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบ จาก ฉลาดเกมส์โกง (2560), วี จาก ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2558), เจนนิษฐ์ จาก Where We Belong ฯลฯ รวมถึงนักแสดงสมทบอีกหลายคนที่มาร่วมสวมบทเป็น ‘แอน’ เช่น โจ้-พลอยยุคล โรจนกตัญญู จาก กระสือสยาม (2562), แป๋ม-ไปรยา สังขจินดา จาก 4Kings (2564), แพรวา-แพรรุจิรา โกมลารชุน ศิลปินจากค่าย Kiddo Records ฯลฯ

 

ซึ่งนักแสดงทุกคนต่างทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘แอน’ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเธอต้องมาสวมบทเป็น ‘ตัวละครตัวเดียวกัน’ แต่พวกเธอก็สามารถถ่ายทอดคำพูดและอากัปกิริยาต่างๆ ออกมา จนทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกเธอกำลังสวมบทเป็น ‘แอน’ คนเดียวกันอยู่

 

 

สำคัญที่สุด ภายใต้เรื่องราวการเอาชีวิตรอดสุดระทึก ปริศนาต่างๆ ที่ชวนให้เราหาคำตอบตลอดทั้งเรื่อง งานสร้างอันโดดเด่น และการแสดงอันยอดเยี่ยมของทีมนักแสดงทุกคน Faces of Anne ยังมาพร้อมกับ ‘หัวใจสำคัญ’ ของเรื่องที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากผู้คนรอบข้าง เผชิญกับความคาดหวัง การถูกเปรียบเทียบ และปัญหาอีกมากมายที่ค่อยๆ สร้างบาดแผลทางจิตใจแก่พวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

 

เราจึงอาจตีความได้ในแง่มุมหนึ่งว่า Faces of Anne อาจกำลังชวนให้เราลองหยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดคุย ขบคิด เพื่อช่วยกันหาทางออกของปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรักษาบาดแผลทาง ‘จิตใจ’ ที่ใครหลายคนอาจกำลังมองข้ามไป

 

 

ในภาพรวมแล้ว เราขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่า Faces of Anne คือภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ชมไม่ควรพลาด ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่สลับซับซ้อน ชวนให้เราติดตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ งานโปรดักชันที่ถูกสร้างสรรค์มาได้อย่างละเมียดละไม รวมถึงการแสดงของทีมนักแสดงทุกคนที่ต่างก็ถ่ายทอดบทบาทของ ‘แอน’ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

 

Faces of Anne มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

รับชมรายการ ON THAT DAY EP.19 มิวสิค เจนนิษฐ์ ความผูกพัน การจากลา ในวันที่ไม่มี BNK48 ต่อท้ายชื่อ ได้ที่นี่

 

 

 

ภาพ: M Pictures

The post Faces of Anne ลึกลับชวนติดตาม และพื้นที่โชว์ฝีมือของ ‘นักแสดงหญิง’ ที่ฝากความหวังไว้กับพวกเธอได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>