ก่อการร้าย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ก่อการร้าย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 28 Feb 2026 11:19:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” https://thestandard.co/trump-iran-war-nuclear-weapons/ Sat, 28 Feb 2026 09:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1182796 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประกาศปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ความ […]

The post ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประกาศปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ความยาวกว่า 8 นาที ผ่าน Truth Social ประกาศเริ่มต้นปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดภัยคุกคามและปกป้องประชาชนอเมริกัน พร้อมชี้ถึงอันตรายจากระบอบเผด็จการของอิหร่าน และกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ซึ่งกระทำการก่อการร้ายและสังหารชาวอเมริกันและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ

 

ทรัมป์ ชี้ว่านโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐบาลของเขาคือ “ระบอบก่อการร้าย จะต้องไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” และชี้ว่าอิหร่านปฏิเสธโอกาสละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ จึงทำให้สหรัฐฯ ต้องเปิดฉากปฏิบัติการสู้รบครั้งนี้ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านให้ราบเป็นหน้ากลอง และจะทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน และทำให้แน่ใจว่ากลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่าน จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองทัพและประชาชนอเมริกันได้อีกต่อไป

 

โดยทรัมป์ ยังประกาศกองทัพและตำรวจอิหร่านให้วางอาวุธหรือเผชิญกับความตาย และเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านออกมาควบคุมรัฐบาล ภายหลังปฏิบัติการโจมตีเสร็จสิ้น โดยชี้ว่าเป็น “โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน”

 

และนี่คือเนื้อหาทั้งหมดของแถลงการณ์จากทรัมป์

 

“เมื่อไม่นานนี้ กองทัพสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน เป้าหมายของเราคือปกป้องประชาชนชาวอเมริกันด้วยการขจัดภัยคุกคามเร่งด่วนจากระบอบการปกครองอิหร่าน กลุ่มที่โหดร้าย แข็งกร้าว และเลวร้ายอย่างยิ่ง กิจกรรมที่เป็นภัยคุกคามของพวกเขาส่งผลอันตรายโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกา ต่อทหารของเรา ต่อฐานทัพของเราในต่างประเทศ และต่อพันธมิตรของเราทั่วโลก

 

ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ระบอบการปกครองอิหร่านได้ตะโกนคำขวัญว่า ‘ความตายจงมีแด่อเมริกา’ และดำเนินการรณรงค์นองเลือดและสังหารหมู่อย่างไม่สิ้นสุด โดยมุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา ทหารของเรา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ หลายประเทศอย่างยิ่ง

 

หนึ่งในการกระทำแรกๆ ของระบอบนี้คือการสนับสนุนการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในอิหร่าน จับชาวอเมริกันหลายสิบคนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน โดยในปี 1983 กลุ่มตัวแทนของอิหร่านได้ก่อเหตุระเบิดค่ายทหารนาวิกโยธิน ในเบรุต คร่าชีวิตทหารอเมริกัน 241 นาย และในปี 2000 พวกเขารู้และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือ USS Cole ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

 

กองกำลังอิหร่านได้สังหารและทำให้ทหารอเมริกันในอิรักหลายร้อยนายพิการ กลุ่มตัวแทนของระบอบนี้ยังคงเปิดฉากโจมตีกองกำลังอเมริกันที่ประจำการในตะวันออกกลางนับไม่ถ้วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงโจมตีเรือรบและเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ ในเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ มันคือการก่อการร้ายอย่างมหาศาล และเราจะไม่ทนกับมันอีกต่อไป

 

จากเลบานอนถึงเยเมน และจากซีเรียถึงอิรัก ระบอบนี้ได้จัดหาอาวุธ ฝึกฝน และให้ทุนสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่ทำให้ผืนแผ่นดินชุ่มไปด้วยเลือดและซากศพ และกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นตัวแทนของอิหร่าน คือผู้ที่เปิดฉากการโจมตีอันอำมหิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมต่ออิสราเอล สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์มากกว่า 1,000 คน รวมถึงชาวอเมริกัน 46 คน พร้อมทั้งจับตัวพลเมืองของเรา 12 คนเป็นตัวประกัน มันโหดร้าย เป็นสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

 

อิหร่านคือผู้สนับสนุนการก่อการร้ายระดับรัฐอันดับหนึ่งของโลก และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้สังหารประชาชนของตนเองนับหมื่นคนบนท้องถนน ขณะที่พวกเขาออกมาประท้วง

 

นโยบายของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลของผม คือ ระบอบก่อการร้ายนี้จะต้องไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์

 

ผมจะพูดอีกครั้ง พวกเขาจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์ นั่นคือเหตุผลที่ในปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เราได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของระบอบนี้ที่ฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮานจนราบเป็นหน้ากลอง

 

หลังการโจมตีนั้น เราได้เตือนพวกเขาว่า อย่ากลับมาดำเนินการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายอีก และเราได้พยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทำข้อตกลง เราพยายามแล้ว พวกเขาอยากทำข้อตกลง แล้วพวกเขาก็ไม่อยากทำอีก พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาแค่ต้องการฝึกฝนความชั่วร้าย

 

แต่อิหร่านปฏิเสธ เช่นเดียวกับที่ปฏิเสธมาหลายทศวรรษ พวกเขาปฏิเสธทุกโอกาสที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และเราทนไม่ไหวอีกต่อไป

 

แทนที่จะหยุด พวกเขากลับพยายามฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ และยังคงพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งขณะนี้สามารถคุกคามเพื่อนและพันธมิตรที่ดีของเราในยุโรป ทหารของเราที่ประจำการในต่างประเทศ และในไม่ช้าอาจไปถึงแผ่นดินใหญ่ของอเมริกา

 

ลองจินตนาการดูว่าระบอบนี้จะยิ่งฮึกเหิมเพียงใด หากวันหนึ่งพวกเขามีและติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เพื่อใช้ส่งสารของพวกเขา

 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กองทัพสหรัฐฯ กำลังดำเนินปฏิบัติการครั้งใหญ่และต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเผด็จการหัวรุนแรงที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งนี้จากการคุกคามอเมริกาและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงหลักของชาติ เราจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขา และทำให้อุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาราบเป็นหน้ากลอง มันจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง

 

เราจะทำลายกองทัพเรือของพวกเขา เราจะทำให้แน่ใจว่ากลุ่มตัวแทนก่อการร้ายของระบอบนี้จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองกำลังของเราได้อีกต่อไป และจะไม่สามารถใช้ระเบิดแสวงเครื่องหรือระเบิดข้างถนนดังที่เรียกกัน เพื่อทำให้ผู้คนหลายพันหลายหมื่นคนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต รวมถึงชาวอเมริกันจำนวนมาก

 

และเราจะทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ นี่คือข้อความที่เรียบง่ายมาก ‘พวกเขาจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์’

 

ระบอบนี้จะได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่า ‘ไม่มีใครควรท้าทายพลังและแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐอเมริกา’

 

ผมได้สร้างและสร้างใหม่กองทัพของเราในรัฐบาลแรกของผม และไม่มีกองทัพใดในโลกที่ใกล้เคียงกับพลัง ความแข็งแกร่ง หรือความล้ำสมัยของเราเลย

 

ถึงกระนั้นก็ตาม และผมไม่ได้กล่าวคำนี้อย่างไม่คิดไตร่ตรอง รัฐบาลอิหร่านมุ่งหมายที่จะเข่นฆ่า

 

ชีวิตของวีรบุรุษชาวอเมริกันผู้กล้าหาญอาจสูญเสียไป และเราอาจมีผู้บาดเจ็บล้มตาย นั่นมักเกิดขึ้นในสงคราม แต่เราทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพื่อปัจจุบัน เราทำเพื่ออนาคต และมันคือภารกิจที่สูงส่ง

 

เราขอภาวนาเพื่อทหารทุกนายที่เสียสละเสี่ยงชีวิต เพื่อให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันและลูกหลานของเราจะไม่มีวันถูกคุกคามโดยอิหร่านที่ติดอาวุธนิวเคลียร์

 

เราขอให้พระเจ้าปกป้องวีรบุรุษทุกคนของเราในแนวหน้า และเรามั่นใจว่าด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์ ชายและหญิงในกองทัพของเราจะได้รับชัยชนะ เรามีกำลังพลที่ดีที่สุดในโลก และพวกเขาจะได้รับชัยชนะ

 

ถึงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม กองกำลังติดอาวุธ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอิหร่านทั้งหมด ผมขอกล่าวในค่ำคืนนี้ว่า พวกคุณต้องวางอาวุธลง และจะได้รับการคุ้มกันอย่างสมบูรณ์ หรือมิฉะนั้นจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน ดังนั้นจงวางอาวุธลง คุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม พร้อมเอกสิทธิ์คุ้มกันเต็มรูปแบบ หรือคุณจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน

 

ท้ายที่สุด ถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจของอิหร่าน ผมขอกล่าวในคืนนี้ว่า ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกท่านมาถึงแล้ว จงหลบภัยอยู่ภายในบ้าน อย่าออกจากบ้าน ข้างนอกอันตรายมาก ระเบิดจะตกลงมาทั่วทุกแห่ง เมื่อเราดำเนินการเสร็จสิ้น จงเข้าควบคุมรัฐบาลของท่าน มันจะเป็นของท่านให้ยึดครอง นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของท่านในรอบหลายชั่วอายุคน

 

เป็นเวลาหลายปีที่ท่านร้องขอความช่วยเหลือจากอเมริกา แต่ท่านไม่เคยได้รับมัน ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดเต็มใจทำในสิ่งที่ผมกำลังทำในคืนนี้

 

ตอนนี้ ท่านมีประธานาธิบดีที่กำลังมอบสิ่งที่ท่านต้องการให้แก่ท่าน ดังนั้น เรามาดูกันว่าท่านจะตอบสนองอย่างไร อเมริกาสนับสนุนท่านด้วยพลังอันท่วมท้นและกำลังทำลายล้างอย่างรุนแรง

 

บัดนี้ คือเวลาที่จะยึดกุมชะตากรรมของท่าน และปลดปล่อยอนาคตที่รุ่งเรืองและสง่างามซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม นี่คือช่วงเวลาแห่งการลงมือทำ อย่าปล่อยให้มันผ่านไป ขอพระเจ้าทรงอวยพรชายหญิงผู้กล้าหาญในกองทัพสหรัฐอเมริกา ขอพระเจ้าทรงอวยพรสหรัฐอเมริกา และขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกท่าน ขอบคุณ”

The post ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชี้อย่าผูกเหตุรุนแรงชายแดนใต้โยงการเมือง กำชับความมั่นคงคุมเข้ม ป้องกันซ้ำรอยวางเพลิงปั๊มน้ำมัน https://thestandard.co/pm-southern-border-violence-security/ Thu, 22 Jan 2026 03:07:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1167998 นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วันนี้ (21 มกราคม) เวลา 08.00 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสี […]

The post นายกฯ ชี้อย่าผูกเหตุรุนแรงชายแดนใต้โยงการเมือง กำชับความมั่นคงคุมเข้ม ป้องกันซ้ำรอยวางเพลิงปั๊มน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วันนี้ (21 มกราคม) เวลา 08.00 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ภายหลังจากการทำบุญตักบาตรอายุวัฒนมงคล 76 ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังจากที่วานนี้มีเหตุปะทะกับผู้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดยะลา จำเป็นจะต้องกำชับอะไรหรือไม่ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า ขออย่าไปผูกโยงกัน ซึ่งทาง พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คอยควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มที่

 

เมื่อถามย้ำว่าแต่ขณะนี้เองใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี ยังคงย้ำว่าอย่าไปผูกโยงกันกับการเลือกตั้ง การเกิดเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการก่อการร้าย พร้อมระบุว่าจะต้องมีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว ทั้งการเตรียมความพร้อมเสริมกำลัง และจากการก่อเหตุวางเพลิงปั๊มน้ำมันก็คงเห็นได้แล้วว่าเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของประชาชน ตนก็ได้กำชับไปแล้วว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก โดยเฉพาะเรื่องการข่าว

The post นายกฯ ชี้อย่าผูกเหตุรุนแรงชายแดนใต้โยงการเมือง กำชับความมั่นคงคุมเข้ม ป้องกันซ้ำรอยวางเพลิงปั๊มน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ รับทราบเหตุวางระเบิดชายแดนภาคใต้ ประเมินไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ส่งสัญญาณสอดรับเลือกตั้งท้องถิ่น https://thestandard.co/pm-southern-border-bombing/ Sun, 11 Jan 2026 05:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1163878 นายกฯ รับทราบเหตุวางระเบิดชายแดนภาคใต้ ประเมินไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ ส่งสัญญาณสอดรับ เลือกตั้งท้องถิ่น

วันนี้ (11 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post นายกฯ รับทราบเหตุวางระเบิดชายแดนภาคใต้ ประเมินไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ส่งสัญญาณสอดรับเลือกตั้งท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ รับทราบเหตุวางระเบิดชายแดนภาคใต้ ประเมินไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ ส่งสัญญาณสอดรับ เลือกตั้งท้องถิ่น

วันนี้ (11 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ช่วงกลางดึกผ่านมา

 

อนุทินระบุว่า รับทราบรายงานแล้ว ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งสายความมั่นคง ประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการส่งสัญญาณให้สอดรับกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้มุ่งหวังก่อการร้าย แต่เราต้องกำชับไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ โดยประสานไปทางกองทัพภาคที่ 4 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ให้เข้าไปแก้ปัญหา

 

ส่วนจะต้องถึงขั้นเรียกฝ่ายความมั่นคงมาประชุมด่วนหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังเป็นแค่การหารือกันระหว่างผู้รับผิดชอบเท่านั้น

 

ทั้งนี้ อนุทินขอสื่อสารไปยังประชาชนว่า ตอนนี้นิ่งสงบแล้ว และอยากสื่อสารไปถึงชาวบ้านที่ต้องออกจากบ้าน เป็นเวลากว่า 20 วัน ก็ได้กลับบ้านแล้วในช่วงปีใหม่ ซึ่งหลังจากนั้นภาวะเหตุการณ์ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“รวมถึงไม่มีสิ่งบอกเหตุที่จะเป็นสัญญาณ ว่าจะมีการปะทะเกิดขึ้น แต่ประเทศไทยก็ต้องไม่ประมาท ซึ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงก็มีความพร้อมอยู่ตามแนวชายแดน” อนุทินกล่าว

The post นายกฯ รับทราบเหตุวางระเบิดชายแดนภาคใต้ ประเมินไม่ใช่ก่อการร้าย แต่ส่งสัญญาณสอดรับเลือกตั้งท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? https://thestandard.co/trump-maduro-arrest-illegal/ Tue, 06 Jan 2026 07:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1161896 The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บั […]

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule (adding a space before proper nouns that follow a verb). The sequence บุกจับ ‘มาดูโร’ demonstrates this, as there is a space between the verb phrase บุกจับ and the proper noun ‘มาดูโร’. Other parts of the headline also follow typical generous spacing for readability in this style. Therefore, no changes are needed. **Original Headline (already correctly formatted):** ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร?

ตกตะลึงไปทั่วโลกกับปฏิบัติการสุดระทึกของสหรัฐฯ ภายใต้บัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา จากบ้านพักในกรุงคารากัส มายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม และดำเนินคดีใน 4 ข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการก่อการร้าย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทำไมสหรัฐฯ จึงสามารถรุกล้ำอธิปไตยและบุกจับกุมตัวผู้นำของประเทศอื่นได้ แม้ว่าผู้นำประเทศนั้นจะมีความเผด็จการหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง และในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกหรือผิดอย่างไร

 

ผิด 100%

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD โดยยืนยันแบบตรงไปตรงมาว่า การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้ ‘ผิด 100%’ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารเข้าไปในรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างชัดเจน

 

  • เขาชี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างสิทธิการป้องกันตนเอง (Self Defense) จากภัยคุกคามเรื่องยาเสพติดที่จะทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ตามกฎบัตร UN ข้อที่ 51 รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ‘ถูกโจมตีด้วยอาวุธ (An armed attack occurs)’ เท่านั้น

 

  • โดยการลักลอบขนยาเสพติด แม้เป็นภัยคุกคาม แต่ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่อาจนำมาใช้สนับสนุนการใช้กำลังทหารเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น

 

  • ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรมีหมายจับ จึงต้องส่งกำลังเข้าไปจับกุมเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่การส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น FBI หรือ CIA) เข้าไปจับผู้ร้ายในดินแดนของรัฐอื่น ทำไม่ได้หากเจ้าของดินแดนไม่ยินยอม เปรียบเทียบง่ายๆ คือตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับผู้ร้ายที่หนีไปต่างประเทศได้เอง แม้จะมีหมายจับ หากประเทศปลายทางไม่อนุญาต

 

  • การเข้าไปจับกุมโดยพลการ ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเหนือดินแดนรัฐอื่น ซึ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง แยกต่างหากจากเรื่องการใช้กำลังทหาร

 

  • นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการบริหารประเทศของเวเนซุเอลา หรือแม้แต่ควบคุมหรือตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำเวเนซุเอลานั้น ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดอีกชั้นในเรื่องหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

 

เทียบกรณี ซัดดัม ฮุสเซน (2003)

 

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้นำเวเนฯ ไม่ใช่กรณีแรกที่สหรัฐฯ บุกไปโค่นล้มและจับกุมผู้นำต่างชาติ

 

  • กรณีหนึ่งที่เคยกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก คือการที่กองกำลังผสม สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และโปแลนด์ บุกอิรัก และโค่นอำนาจรัฐบาลเผด็จการของ ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในปี 2003

 

  • โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขณะนั้น ใช้ข้ออ้างเรื่องการสะสมอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) และให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ในการเปิดปฏิบัติการจนทำให้รัฐบาลซัดดัม ล่มสลายภายในไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่ซัดดัมจะถูกจับกุมในเดือนธันวาคม 2003 และถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากกรณีสังหารชาวชีอะฮ์ที่เมืองดูจาอิล และถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2006 แม้ว่าข้ออ้างเรื่องสะสมอาวุธทำลายล้างสูงนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ในกรณีของซัดดัมนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของมาดูโร โดยบุชอ้างเรื่อง ‘การป้องกันตนเอง (Self Defense)’ แต่ตีความว่าในกรณีที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐฯ ถูกโจมตีก่อนจึงค่อยใช้กำลังตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตนเอง แต่สามารถโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ก่อนได้หากได้รับข่าวกรองที่มีหลักฐานว่า อิรักกำลังจะใช้อาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็นหลักการ Preventive Self Defense

 

  • อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ใช้หลักการนี้ และในการโจมตีเมื่อได้รับข่าวกรอง นั้นไกลเกินไปจากการป้องกันตนเอง และไกลจากตัวบทของกฎบัตร UN ข้อที่ 51 เรื่องการที่รัฐจะใช้กำลังป้องกันตนเองได้ก็ต่อเมื่อ ถูกโจมตีด้วยอาวุธแล้วเท่านั้น

 

  • กรณีของมาดูโรนั้น ทรัมป์ไม่มีคำอธิบายทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยใช้แค่คำว่า Self Defense และไม่พยายามอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับกฎบัตร UN ข้อที่ 51 อย่างไร ซึ่งการที่ไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของดินแดน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ ไร้คำอธิบายทางข้อกฎหมาย

 

เทียบกรณี สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเผด็จการปานามา (1989)

 

  • อีกกรณีคือ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด โดยใช้ข้ออ้างที่คล้ายกันคือเรื่อง Self Defense

 

  • เหตุการณ์จับกุมนายพลโนริเอกา เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมปี 1989 หลังจากที่รัฐบาลเมืองไมอามีและแทมปา ในรัฐฟลอริดา ฟ้องร้องเขาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองในปานามาที่ปั่นป่วนจากคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และการที่เขายกเลิกผลการเลือกตั้งในประเทศ

 

  • โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อ ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาให้เขาลาออกแต่ประสบความ ‘ล้มเหลว’

 

  • ขณะที่รัฐสภาปานามาที่พรรค PRD ของนายพลโนริเอกาครองเสียงข้างมากได้ประกาศ ‘สถานะสงคราม’ ระหว่างสหรัฐฯ และปานามา และยังประกาศให้โนริเอกาเป็น ‘ซีอีโอ’ ของรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์กองกำลังทหารของโนริเอกาคุกคามทหารและพลเรือนอเมริกัน จึงเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติการบุกจับ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ เทียบเคียงกับกรณีมาดูโร โดยชี้ว่ารายงานของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ที่ยื่นต่อสภาคองเกรสตามกฎหมาย War Powers Resolution 4kpหลังปฏิบัติการจับตัวนายพลโนริเอกา ยังต้องมีการหาคำอธิบายทางกฎหมายที่ดี เพื่ออธิบายกับ สส. ประชาชน และประชาคมโลกให้เข้าใจ และชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐสภาปานามาประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ก่อน และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่อเมริกัน

 

  • ขณะที่บุช ชี้แจงว่าผู้นำปานามาคนใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหารแล้ว ยังได้ให้ความยินยอมและตอบรับความช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของนายพลโนริเอกาด้วย

 

  • ซึ่งแม้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่คำอธิบายเหล่านี้ยังมองได้ว่าเป็นคำอธิบายทางกฎหมายที่มีน้ำหนักกว่าหนังสือชี้แจงของทรัมป์

The post ปฏิบัติการทรัมป์ บุกจับ ‘มาดูโร’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2 https://thestandard.co/venezuela-us-international-piracy/ Sun, 21 Dec 2025 05:08:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1156577 เวเนซุเอลาประณาม สหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2

เวเนซุเอลาประณามสหรัฐอเมริกากระทำการ ‘โจรสลัด’ ผิดกฎหมา […]

The post เวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวเนซุเอลาประณาม สหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2

เวเนซุเอลาประณามสหรัฐอเมริกากระทำการ ‘โจรสลัด’ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในน่านน้ำสากล โดยอ้างว่า เป็นมาตรการปิดล้อมเพื่อปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด

 

เมื่อคืนนี้ (20 ธันวาคม) คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ ยืนยันผ่าน X ว่า หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมสกัดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งจากเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากลเป็นครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า สหรัฐฯ กำลังปิดล้อมและไล่ล่าเรือขนส่งน้ำมัน ที่ถูกใช้เป็นเงินทุนการก่อการร้ายด้วยยาเสพติดในภูมิภาคนี้

 

โนเอมโพสต์คลิปวิดีโอที่มีความยาวราว 8 นาที โดยเป็นภาพมุมสูงทางอากาศ เผยให้เห็นเฮลิคอปเตอร์ลอยตัวอยู่เหนือเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กลางทะเล ก่อนจะค่อยๆ ลงจอดเพื่อยึดเรือลำดังกล่าว

 

ด้าน แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาวระบุข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้เป็นเรือที่จดทะเบียนธงปลอม และเป็นกองเรือเงาของเวเนซุเอลาที่ถูกใช้สนับสนุนการก่อการร้ายของ นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

 

อย่างไรก็ดี The Guardian และ Reuters ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้เป็นของบริษัท Centuries ที่จดทะเบียนในประเทศปานามา โดยใช้ชื่อปลอมว่า Crag เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงา ซึ่งกำลังขนน้ำมันดิบ 1.8 ล้านบาร์เรลไปยังประเทศจีน ขณะที่รายงานหลายฉบับชี้ว่า เรือลำดังกล่าวไม่ได้อยู่ในรายชื่อเรือที่สหรัฐฯ คว่ำบาตร

 

ขณะที่เวเนซุเอลาออกมาประณามการยึดเรือของสหรัฐฯ ว่า กระทำการโจรสลัดระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง (Act of International Piracy) โดยชี้ว่า เป็นการโจรกรรมและบังคับสูญหายลูกเรือกลางน่านน้ำสากล หากแต่รัฐบาลและ Petroleos de Venezuela (PDVSA) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเวเนซุเอลา ยังไม่ได้ตอบคำถามกับสื่อถึงกรณีดังกล่าว

 

นับว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งสหรัฐฯ – เวเนซุเอลา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาว่า มาดูโรอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมที่ใช้ยาเสพติดเป็นเครื่องมือก่อการร้ายโจมตีประเทศ ขณะที่ผู้นำเวเนซุเอลาเชื่อว่า ทรัมป์พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ เพื่อครอบครองทรัพยากรสำคัญ

 

ล่าสุด ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ว่า แนวโน้มที่สหรัฐฯ จะทำ ‘สงคราม’ กับเวเนซุเอลาภายใต้มาดูโรยังอยู่ และเขาไม่ตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้ง พร้อมกล่าวหาว่า เวเนซุเอลายึดน้ำมันสหรัฐฯ ไป เป็นเหตุให้ประเทศสูญเสียการลงทุน

 

“พวกเขายึดน้ำมันของเราไปไม่นานมานี้ เราต้องการมันคืน พวกเขายึดไปอย่างผิดกฎหมาย” ทรัมป์ระบุ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

 

อนึ่ง นโยบายปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ สร้างผลกระทบมหาศาลต่อเวเนซุเอลา เพราะตั้งแต่สหรัฐฯ ยึดเรือลำแรกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือลำอื่นๆ ก็เลือกจอดในน่านน้ำเวเนซุเอลาแทน และการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ดี เรือจากอิหร่านและรัสเซียยังไม่ถูกคว่ำบาตร ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันจากบริษัทเชฟรอนของสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ขนส่งน้ำมันเข้าออกในเวเนซุเอลา

 

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลารายใหญ่ที่สุด หรือคิดตัวเลขราว 4% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า หากการปิดล้อมดำเนินต่อไป อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น

 

ภาพ: DHS/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

The post เวเนซุเอลาประณามสหรัฐฯ ก่อการโจรสลัด หลังยึดเรือบรรทุกน้ำมันเป็นครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลเลื่อนอ่านฎีกาคดี นปช. เหตุ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ป่วยมาศาลไม่ได้ นัดใหม่อีกครั้ง 20 ม.ค. https://thestandard.co/udd-appeal-postponed-jeng/ Tue, 16 Dec 2025 06:19:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1155268 ศาลเลื่อนอ่านฎีกาคดี นปช. เหตุ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ป่วยมาศาลไม่ได้ นัดใหม่อีกครั้ง 20 ม.ค.

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังค […]

The post ศาลเลื่อนอ่านฎีกาคดี นปช. เหตุ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ป่วยมาศาลไม่ได้ นัดใหม่อีกครั้ง 20 ม.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลเลื่อนอ่านฎีกาคดี นปช. เหตุ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ป่วยมาศาลไม่ได้ นัดใหม่อีกครั้ง 20 ม.ค.

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ. 2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), จตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช., ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาธิการ นปช. กับพวก รวม 24 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

 

สืบเนื่องจากกรณีช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 20 พฤษภาคม 2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่า อภิสิทธิ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งพวกจำเลยได้ร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ นอกจากนั้น ยังเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด M79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคน และฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

 

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

 

ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก ยศวริศ ชูกล่อม หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วน สุขเสก พลตื้อ จำเลยที่ 12 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น อัยการโจทก์กับจำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

 

ล่าสุดวันนี้ (16 ธันวาคม) จำเลยที่ 12 ทนายของจำเลยที่ 12 และนายประกันของจำเลยที่ 7 มาศาล ส่วนยศวริศ จำเลยที่ 7 ทราบนัดโดยชอบแล้ว ไม่มาศาล ทนายของจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องขอเลื่อน พร้อมใบรับรองแพทย์ ประกอบกับภาพถ่ายจำเลยที่ 7 นอนโรงพยาบาล ซึ่งใบรับรองแพทย์ได้ระบุว่า จำเลยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ แพทย์แนะนำให้รักษาตัว 30 วัน จึงไม่มาศาล และขอให้เลื่อนอ่านฎีกาไปอีก 30 วัน

 

พิเคราะห์แล้วทางจำเลยมีใบรับรองแพทย์ระบุว่า เป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ประกอบภาพนอนโรงพยาบาล จึงเชื่อว่าจำเลยป่วยและไม่สามารถมาศาลได้ เห็นสมควรอนุญาตให้เลื่อนนัดฟังอ่านคำพิพากศาลฎีกา เป็นวันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น.

The post ศาลเลื่อนอ่านฎีกาคดี นปช. เหตุ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ป่วยมาศาลไม่ได้ นัดใหม่อีกครั้ง 20 ม.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์: สัญญาณเตือน ‘ก่อการร้าย’ ไม่เคยหายไปไหน? https://thestandard.co/key-messages-new-orleans-attack/ Thu, 02 Jan 2025 13:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1026629

เกิดเหตุระทึกในวันขึ้นปีใหม่ 2025 หลังมีคนขับรถยนต์พุ่ง […]

The post สรุปเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์: สัญญาณเตือน ‘ก่อการร้าย’ ไม่เคยหายไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดเหตุระทึกในวันขึ้นปีใหม่ 2025 หลังมีคนขับรถยนต์พุ่งชนฝูงชนบน Bourbon Street ย่านชุมชนฝรั่งเศส (French Quarter) ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนาของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 คน และได้รับบาดเจ็บอีกราว 35 คน

 

เจ้าหน้าที่ FBI รายงานว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุถูกตำรวจวิสามัญแล้วหลังเกิดการปะทะกัน ทราบชื่อภายหลังคือ แชมซูด ดิน จับบาร์ พลเมืองอเมริกันวัย 42 ปีจากรัฐเท็กซัส เป็นอดีตทหารในกองทัพสหรัฐฯ นานกว่า 10 ปี โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งยังเคยถูกส่งตัวไปประจำการที่อัฟกานิสถานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009 – มกราคม 2010 ก่อนที่เขาจะเป็นกองกำลังสำรอง (Army Reserve) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2015 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2020 และผันตัวมาทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในเวลาต่อมา

 

FBI ยังเผยอีกว่า ตรวจพบธงของ ‘กลุ่มรัฐอิสลาม’ (IS) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวอยู่ในตะวันออกกลางและมีเครือข่ายอยู่ในหลายทวีปทั่วโลก แม้ว่าจะสูญเสียผู้นำคนสำคัญอย่าง อาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี ไป แต่กลุ่ม IS ก็ยังคงปฏิบัติการในรูปแบบสาขา หรือเป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์ของกลุ่ม IS อยู่เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม ทางการยังอยู่ในระหว่างตรวจสอบว่าผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS จริงหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร 

 

นอกจากธงแล้ว ตำรวจยังพบอาวุธปืนและอุปกรณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับระเบิดแสวงเครื่องในรถคันดังกล่าวและในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ ตำรวจสันนิษฐานว่าจับบาร์อาจไม่ได้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง 

 

อลีเทีย ดันแคน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI ระบุว่า “เราไม่เชื่อว่าจับบาร์จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว เรากำลังตามรอยทุกเบาะแสอย่างแข็งขัน รวมถึงซักถามเพื่อนร่วมงานและบุคคลใกล้ชิดของเขา”

 

สำนักข่าว CNN อ้างถึงเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 2 นายที่เปิดเผยว่าจับบาร์เคยอัดคลิปวิดีโอเล่าถึงความฝันที่อยากจะเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม IS มาตั้งนานแล้ว รวมถึงแผนการที่จะสังหารครอบครัวของเขาหลังจากที่หย่าร้างกับภรรยา ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจและหันมาใช้แนวทางของกลุ่ม IS หลังเข้าเป็นสมาชิก

 

ทางการนิวออร์ลีนส์เริ่มทยอยเปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองนิวออร์ลีนส์ที่ออกมาร่วมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลได้รับบาดเจ็บ 2 คน ขณะที่หนึ่งในผู้เสียชีวิตมีอดีตนักฟุตบอลดาวดังของ Princeton University รวมอยู่ด้วย

 

ด้านสำนักข่าว BBC รายงานว่า บริษัทของแอปพลิเคชันให้เช่ารถอย่าง Turo กำลังให้ความร่วมมือในการสืบสวนอย่างแข็งขัน หลังรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุขับพุ่งชนฝูงชนในเมืองนิวออร์ลีนส์ รวมถึงรถ Cybertruck ที่ระเบิดบริเวณหน้า Trump Hotel ถูกเช่าผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว 

 

ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ 

 

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เป็นการกระทำที่ ‘น่ารังเกียจ’ ไบเดนยังได้รับรายงานจาก FBI ว่า จับบาร์ได้โพสต์วิดีโอบนโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งมีเนื้อหาบ่งชี้ว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก IS และแสดงความปรารถนาที่จะสังหารผู้อื่น 

 

เบื้องต้นไบเดนระบุว่ายังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่าเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์นี้เชื่อมโยงกับเหตุรถ Cybertruck ระเบิดบริเวณหน้า Trump Hotel ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา ในวันเดียวกันนั้นหรือไม่

 

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เตรียมหวนคืนทำเนียบขาวในวันที่ 20 มกราคมนี้ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ และหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายว่า ‘ไม่มีประสิทธิภาพ’ และ ‘ไม่มีความเป็นผู้นำ’

 

ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีด้วยว่า FBI และกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ทำงานของพวกเขาในการปกป้องพลเมืองอเมริกัน พร้อมแนะนำให้ “CIA เข้ามาร่วมสืบสวน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” อีกทั้งยังระบุว่า “สหรัฐฯ กำลังล่มสลาย ความปลอดภัย ความมั่นคงของชาติ และประชาธิปไตย กำลังพังทลายลงทั่วทั้งประเทศของเรา 

 

“ความแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำเท่านั้นที่จะหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ได้ เจอกันวันที่ 20 มกราคม ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง!”

 

การกลับมาของกระแสเกลียดกลัว IS และการก่อการร้าย?

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า กระแสเกลียดกลัว IS โดยเฉพาะจากเหตุก่อการร้าย จะยิ่งเพิ่มกระแสสนับสนุนของฝ่ายขวาที่มีต่อทรัมป์ ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเชื่อมโยงหรือถูกโยงกับกลุ่ม IS ผ่านธงสัญลักษณ์ของกลุ่มหรือไม่ก็ตาม โดยอาจารย์เชื่อว่ากลุ่ม IS คงจะออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างแน่นอน

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์กราดยิงที่งานคอนเสิร์ตชายทะเลในลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อปี 2017 ที่ผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวอเมริกันวัย 64 ปี ซึ่งในครั้งนั้นกลุ่ม IS ก็ออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่ปรากฏว่าผู้ที่ก่อเหตุไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มไหนเลย เราจึงมองได้ว่า IS อาจอ้างความรับผิดชอบไม่ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำก็ตาม ยิ่งครั้งนี้ตรวจพบธงในที่เกิดเหตุด้วย ยิ่งทำให้กลุ่ม IS สามารถอ้างความรับผิดชอบได้ง่ายขึ้น และอาจจะอ้างถึงเหตุรุนแรงอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ด้วย

 

ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมต้องเลือกเวลานี้ในการก่อเหตุนั้น ก็เพราะมีความเหมาะเจาะใน 2 เรื่อง คือ เป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่และเป็นช่วงเวลาที่ทรัมป์จะกลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยังแสดงความเห็นอีกว่า ในสมัยที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยการปั่นกระแสเกลียดกลัวอิสลามและแบ่งแยกทางสังคม กลุ่มคนที่ดีใจที่สุดเมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้งคือกลุ่ม IS เพราะกลุ่มนี้ต้องการปั่นกระแสความขัดแย้งทางความเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งมันจะไปกระตุ้นฝ่ายขวาให้ต่อต้านโลกมุสลิมมากยิ่งขึ้น และจะเกิด ‘แนวร่วมมุมกลับ’ ที่ดึงมุสลิมที่ถูกฝ่ายขวาต่อต้านให้ไปร่วมกับกลุ่ม IS 

 

ดังนั้นการกลับมาของทรัมป์อาจต้องระวัง 2 เรื่องที่สัมพันธ์กัน คือ เรื่องการเพิ่มขึ้นของฝ่ายขวาหัวรุนแรงและการก่อการร้ายของกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง 

 

ส่วนเหตุรถ Cybertruck ระเบิดที่หน้า Trump Hotel อาจารย์มองว่า ทั้งสององค์ประกอบนี้สะท้อนนัยสำคัญถึงทั้งทรัมป์กับ อีลอน มัสก์ อย่างชัดเจน หากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการก่อวินาศกรรม

 

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง มองว่า การก่อเหตุร้ายกับตลาดคริสต์มาสชื่อดังในเยอรมนีเมื่อช่วงปลายปี 2024 รวมถึงเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์ เป็นตัวอย่างสัญญาณเตือนที่สะท้อนว่า ‘การก่อการร้ายไม่เคยหายไปไหน’ และอาจกลับมาให้เราเห็นบ่อยขึ้นในปีใหม่ (2025) แม้ว่าในช่วงก่อนโควิดเราจะเห็นว่าการก่อการร้ายจากกลุ่มอัลกออิดะห์หรือกลุ่ม IS จะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม

 

ภาพ: Eduardo Munoz / Reuters

อ้างอิง:

The post สรุปเหตุขับรถพุ่งชนฝูงชนในนิวออร์ลีนส์: สัญญาณเตือน ‘ก่อการร้าย’ ไม่เคยหายไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเผย หน่วยความมั่นคงประสานทูตอิสราเอลแล้ว ไร้แจ้งเตือนก่อการร้ายเกาะพะงัน ขอนักท่องเที่ยวเกาะพะงัน-สมุยมั่นใจในความปลอดภัย https://thestandard.co/israel-phangan-koh-samui-safety/ Wed, 13 Nov 2024 11:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1008245 ภูมิธรรม

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี […]

The post ภูมิธรรมเผย หน่วยความมั่นคงประสานทูตอิสราเอลแล้ว ไร้แจ้งเตือนก่อการร้ายเกาะพะงัน ขอนักท่องเที่ยวเกาะพะงัน-สมุยมั่นใจในความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรม

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวอิสราเอลประกาศแจ้งเตือนพลเมืองที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้ระวังการก่อเหตุ โดยระบุว่า ก็ไม่มีอะไร ช่วงนี้เป็นช่วงการท่องเที่ยวของไทยในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลเข้ามา ถือเป็นการประกาศเตือนตามปกติ โดยฝ่ายความมั่นคงมีความตื่นตัวในการดูแลและรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวทุกคนอยู่แล้ว 

 

ส่วนที่กล่าวอ้างว่า INTERPOL ประสานว่ามีกลุ่มคนที่อยู่ในขบวนการเดียวกันกับที่ลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เข้ามาในประเทศไทยนั้น ภูมิธรรมกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นกลาง มีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ที่สมดุล มีคนเข้า-ออกเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งเป็นช่วงท่องเที่ยวมีคนเข้า-ออกจำนวนมาก ก็มีการตักเตือนกันเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปมองให้เป็นเรื่องระทึกขวัญหรือหวาดกลัว ซึ่งหน่วยข่าวก็ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว เราใช้ความพยายามในการดูแลประเทศ ประชาชน และนักท่องเที่ยวด้วยความเข้มงวด ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ของเราในการดูแลรักษาความปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่าหน่วยงานความมั่นคงสอบถามไปยังเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยถึงกรณีดังกล่าว โดยทูตยืนยันว่าไม่ได้รับรายงานจากรัฐบาลอิสราเอลให้แจ้งเตือนพลเมืองที่อยู่ภายในประเทศไทย ในขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมแถลงข่าวถึงกรณีนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

 

ขอนักท่องเที่ยวเกาะพะงัน-สมุยมั่นใจในความปลอดภัย ย้ำก่อการร้ายแค่ข่าวลวง 

 

ด้าน นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคงร่วมกับฝ่ายปกครองตรวจสอบกระแสข่าวการก่อการร้ายในเกาะพะงันแล้วว่าเป็นเพียงข่าวลวง ไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันดูแลตรวจตราและรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในช่วงเทศกาลลอยกระทงและ Full Moon ซึ่งมีเกาะพะงันเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาลดังกล่าว จึงมีแผนการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จะเห็นได้ว่ามีฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และทหาร ออกตรวจตราและสอดส่องพื้นที่ต่างๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน 

 

ดังนั้นขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจต่อระบบรักษาความปลอดภัยของไทย และท่องเที่ยวอย่างมีความสุขในช่วงเทศกาลที่จะมาถึงนี้

 

The post ภูมิธรรมเผย หน่วยความมั่นคงประสานทูตอิสราเอลแล้ว ไร้แจ้งเตือนก่อการร้ายเกาะพะงัน ขอนักท่องเที่ยวเกาะพะงัน-สมุยมั่นใจในความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Taylor Swift ยกเลิกคอนเสิร์ตในกรุงเวียนนา หลังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยวางแผนก่อการร้าย https://thestandard.co/taylor-swift-cancels-concert-in-vienna/ Thu, 08 Aug 2024 03:37:37 +0000 https://thestandard.co/?p=968823

คอนเสิร์ต The Eras Tour ของ Taylor Swift ทั้ง 3 รอบการแ […]

The post Taylor Swift ยกเลิกคอนเสิร์ตในกรุงเวียนนา หลังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยวางแผนก่อการร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

คอนเสิร์ต The Eras Tour ของ Taylor Swift ทั้ง 3 รอบการแสดงที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ต้องถูกยกเลิก หลังจากทางการประกาศจับกุมชาย 2 คนที่ถูกกล่าวหาว่าวางแผนก่อการร้าย โดยที่หนึ่งในนั้นพุ่งเป้าไปที่สนามกีฬาที่จะเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตของเธอในช่วงสัปดาห์นี้

 

เดิมทีคอนเสิร์ตนี้จะเกิดขึ้นในวันนี้ (8 สิงหาคม) และจะมีผู้เข้าร่วมชมกว่า 200,000 คน แต่ทางผู้จัดก็ต้องโพสต์ประกาศทาง Instagram ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยกเลิกการแสดงทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของผู้ร่วมงาน และพวกเขาจะคืนเงินให้กับผู้ชมทุกคนอย่างแน่นอน

 

ส่วนทางเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงในออสเตรียกล่าวในการแถลงข่าววานนี้ (7 สิงหาคม) ว่ามีการจับกุมชาย 2 คนที่อาจจะวางแผนก่อการร้าย โดย 1 คนเป็นพลเมืองออสเตรียวัย 19 ปี ที่เพิ่งประกาศทางออนไลน์ถึงการสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายไอเอส พร้อมมุ่งเป้าไปที่คอนเสิร์ตในครั้งนี้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องควบคุมสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ก่อน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแฟนๆ หลายคนจะเสียใจที่เดินทางมาไกลหรือมีบัตรแล้วแต่ไม่ได้ชมโชว์สุดยิ่งใหญ่ของเธอ แต่ทุกคนก็เข้าใจดีว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า Taylor Swift ก็มีกำหนดการจะไปแสดงต่อที่สนามเวมบลีย์ในประเทศอังกฤษ ซึ่งก็เป็นที่น่าจับตามองต่อไปว่าคอนเสิร์ตจะมีการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง

 

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

The post Taylor Swift ยกเลิกคอนเสิร์ตในกรุงเวียนนา หลังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยวางแผนก่อการร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่รอด! พม่า ‘ติดแบล็กลิสต์’ ประเทศให้เงินสนับสนุนก่อการร้าย คู่กับอิหร่านและเกาหลีเหนือ FATF เตือนชาติสมาชิก-สถาบันการเงินตรวจสอบธุรกรรม https://thestandard.co/myanmar-funding-terrorism-blacklisted/ Sat, 22 Oct 2022 05:53:17 +0000 https://thestandard.co/?p=698634 พม่า

คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน หรือ Finan […]

The post ไม่รอด! พม่า ‘ติดแบล็กลิสต์’ ประเทศให้เงินสนับสนุนก่อการร้าย คู่กับอิหร่านและเกาหลีเหนือ FATF เตือนชาติสมาชิก-สถาบันการเงินตรวจสอบธุรกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พม่า

คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน หรือ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมและติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายได้บรรจุชื่อของประเทศเมียนมา หรือ พม่า เข้ามาอยู่ในบัญชีดำสำหรับประเทศที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับการให้เงินทุนสนับสนุนการก่อการร้ายเคียงข้างอิหร่านและเกาหลีเหนืออีกครั้ง

 

FATF ให้เหตุผลในการแบล็กลิสต์เมียนมาว่า สถานการณ์การค้าแบบผิดกฎหมายตามแนวชายแดนของเมียนมา รวมถึงการค้ายาเสพติดและการตั้งบ่อนคาสิโนและการพนันออนไลน์ในพื้นที่ดังกล่าวมีทิศทางที่เลวร้ายขึ้นนับตั้งแต่รัฐบาลทหารได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2021 FATF จึงพิจารณาให้เมียนมาถูกขึ้นบัญชีดำโดยทันทีและต้องได้รับการตรวจสอบสถานะจากประเทศสมาชิกก่อนที่จะมีธุรกรรมทางการเงินด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


“เมียนมาล้มเหลวในการจัดการข้อบกพร่องเชิงกลยุทธ์จำนวนมากในการต่อต้านการฟอกเงินและต่อต้านการก่อการร้ายทางการเงิน FATF จึงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกต่างๆ รวมถึงสถาบันการเงินต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ทางธุรกิจและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา” Raja Kumar ประธาน FATF กล่าว

 

อย่างไรก็ดี การมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำของ FATF จะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกรรมการเงินที่เป็นการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมผ่านองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างๆ กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในเมียนมา

 

การถูกขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ของเมียนมาสะท้อนถึงผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นกับความน่าเชื่อถือของประเทศจากการเข้ายึดอำนาจการปกครองของทหาร เมียนมาเคยอยู่จัดให้อยู่ในบัญชีดำของ FATF มาก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนที่จะถูกถอดออกจากบัญชีดำในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจมาสู่รัฐบาลพลเรือนของ ออง ซาน ซูจี แต่เพียง 6 ปีให้หลังก็ถูกบรรจุให้กลับมาอยู่ในบัญชีดำอีกครั้ง 

 

ขณะเดียวกัน FATF ได้ถอดชื่อของปากีสถานออกจากบัญชีสีเทาสำหรับประเทศที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับการให้เงินทุนสนับสนุนการก่อการร้าย หลังจากที่ปากีสถานสามารถดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในระบบต่อต้านการฟอกเงินและต่อต้านการให้เงินทุนสนับสนุนการก่อการร้ายได้อย่างน่าพอใจ

 

อ้างอิง:

The post ไม่รอด! พม่า ‘ติดแบล็กลิสต์’ ประเทศให้เงินสนับสนุนก่อการร้าย คู่กับอิหร่านและเกาหลีเหนือ FATF เตือนชาติสมาชิก-สถาบันการเงินตรวจสอบธุรกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 กันยายน 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก https://thestandard.co/onthisday05091972-2/ Mon, 05 Sep 2022 00:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=674535 โอลิมปิก

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายน 1972 เกิดเหตุคนร้ายชาวปา […]

The post 5 กันยายน 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอลิมปิก

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายน 1972 เกิดเหตุคนร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าไปหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก ปี 1972 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี จับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมอิสราเอล 11 คน

 

โดยช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 กันยายน ตำรวจเยอรมนีเริ่มปฏิบัติการจนเกิดการยิงปะทะกัน ผู้ก่อการร้ายจึงกราดยิงใส่ตัวประกัน และขว้างระเบิดมือถล่มซ้ำจนตัวประกันทั้งหมดเสียชีวิต

The post 5 กันยายน 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมียนมาตั้งข้อหานักข่าวอเมริกันฐานก่อการร้าย โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต https://thestandard.co/myanmar-charged-with-american-journalists-for-terrorism/ Thu, 11 Nov 2021 05:36:33 +0000 https://thestandard.co/?p=558584 แดนนี เฟนสเตอร์

สำนักข่าว AFP รายงานว่า แดนนี เฟนสเตอร์ นักข่าวชาวอเมริ […]

The post เมียนมาตั้งข้อหานักข่าวอเมริกันฐานก่อการร้าย โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แดนนี เฟนสเตอร์

สำนักข่าว AFP รายงานว่า แดนนี เฟนสเตอร์ นักข่าวชาวอเมริกันวัย 37 ปี และบรรณาธิการบริหารสำนักข่าว Frontier Myanmar ที่ถูกทางการเมียนมาจับกุมตัวที่สนามบินย่างกุ้ง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถูกทางการเมียนมาตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นและก่อการร้าย ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

 

การตั้งข้อหาดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่เฟนสเตอร์ถูกดำเนินคดีอยู่แล้วใน 3 ข้อหา ได้แก่ สนับสนุนกลุ่มต่อต้านกองทัพ เข้าร่วมการชุมนุมผิดกฎหมาย และละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งข้อหาใหม่นี้มีโทษที่ร้ายแรง โดยทนายความของเฟนสเตอร์ยืนยันเรื่องนี้ต่อ AFP แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดว่า เขาถูกตั้งข้อหาจากการทำความผิดอะไร ขณะที่การไต่สวนในข้อหาใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน

 

ทั้งนี้ หลังการรัฐประหารในเมียนมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กองทัพเมียนมาพยายามปิดกั้นเสรีภาพในการนำเสนอข่าว และมีนักข่าวท้องถิ่นถูกจับกุมตัวและดำเนินคดีหลายสิบคน 

 

โดยเว็บไซต์และนิตยสารข่าว Frontier Myanmar ที่มีสำนักงานอยู่ในนครย่างกุ้ง ได้ติดตามนำเสนอข่าวเรื่องการรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เฟนสเตอร์ซึ่งเข้าทำงานกับ Frontier Myanmar ราว 1 ปี ถูกจับกุมที่สนามบินย่างกุ้ง ระหว่างเตรียมขึ้นเครื่องบินเดินทางออกจากเมียนมาเพื่อไปพบครอบครัว และจนถึงตอนนี้เขายังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอินเส่ง ซึ่งเป็นเรือนจำขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ 

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลทหารเมียนมายังได้ตัดสินใจปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายร้อยคน แต่ไม่มีชื่อของเฟนสเตอร์รวมอยู่ด้วย โดยทางรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัวเฟนสเตอร์ในทันที

 

“การกักขังเฟนสเตอร์อย่างไม่ยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกมองเห็น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุ พร้อมเตือนไปยังรัฐบาลทหารเมียนมาว่า “ควรดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อปล่อยตัวเฟนสเตอร์ในตอนนี้ ซึ่งการกักขังเฟนสเตอร์ต่อไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และการทำข่าวไม่ใช่อาชญากรรม”

 

อ้างอิง:

The post เมียนมาตั้งข้อหานักข่าวอเมริกันฐานก่อการร้าย โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก กต. ชี้แจงกรณีญี่ปุ่นเตือนพลเมืองในไทยให้ระวังการก่อการร้ายในที่สาธารณะ ระบุเป็นข่าวกรองที่ญี่ปุ่นได้รับ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม https://thestandard.co/ojc-spokesman-explained-on-japan-warned-thai-terrorism/ Tue, 14 Sep 2021 06:23:26 +0000 https://thestandard.co/?p=536419 กต.

จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นส่งอีเมลแจ้งเตือนพลเมืองญี่ปุ่นที่ […]

The post โฆษก กต. ชี้แจงกรณีญี่ปุ่นเตือนพลเมืองในไทยให้ระวังการก่อการร้ายในที่สาธารณะ ระบุเป็นข่าวกรองที่ญี่ปุ่นได้รับ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กต.

จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นส่งอีเมลแจ้งเตือนพลเมืองญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายน ให้ระวังการก่อการร้ายด้วยระเบิดพลีชีพ พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันมากๆ เช่น ร้านอาหาร ระบบขนส่ง สถานที่สาธารณะ โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยชี้แจงว่าเป็นการประกาศเตือน ‘ตามวงรอบปกติ’ นั้น ล่าสุด ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 ว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศได้สอบถามไปยังสถานทูตญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งทางสถานทูตระบุว่ายังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลที่รับมา

 

นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศยังได้สอบถามไปยังสถานทูตไทยในกรุงโตเกียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาทางสถานทูตก็มีการตรวจสอบเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้รับคำชี้แจงว่า จริงๆ แล้วเป็นข่าวที่กรมการกงสุลของญี่ปุ่นแจ้งต่อชุมชนชาวญี่ปุ่นในหลายประเทศ ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ เนื่องจากได้รับข่าวกรองมาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการก่อการร้ายขึ้น

 

ซึ่งประเด็นที่ว่าญี่ปุ่นได้รับข่าวกรองมาเช่นนี้ จึงต้องแจ้งเตือนพลเมืองของพวกเขานั้น ได้สร้างความวิตกกังวลขึ้น โดย ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ผู้ดำเนินรายการได้ถามธานีเพิ่มเติมถึงการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่น ว่าที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรกันเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ แต่ธานีตอบว่า ทางญี่ปุ่นยังไม่ได้บอกข้อมูลอะไรเพิ่มเติม โดยทางสถานทูตไทยในโตเกียวก็ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมเช่นกัน ก็ได้รับข้อมูลมาแบบเดียวกัน

 

ส่วนกรณีที่ตำรวจไทยระบุว่า การแจ้งเตือนของทางการญี่ปุ่นเป็นการเตือนตามวงรอบปกติ ซึ่งผู้ดำเนินรายการขอให้ธานีอธิบายเพิ่มเติมนั้น ธานีระบุว่าเป็นการแจ้งเตือนเมื่อได้รับข่าวมาเท่านั้น 

 

ส่วนคำถามว่าหน่วยงานความมั่นคงของฝั่งไทยมีการส่งสัญญาณอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่นั้น ธานีตอบว่าได้ประสานไปยัง พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาว่าทางฝ่ายความมั่นคงของไทยก็ยังไม่มีการแจ้งเตือนเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมาก็มีการระมัดระวังตลอดเวลาอยู่แล้ว

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

อ้างอิง:

The post โฆษก กต. ชี้แจงกรณีญี่ปุ่นเตือนพลเมืองในไทยให้ระวังการก่อการร้ายในที่สาธารณะ ระบุเป็นข่าวกรองที่ญี่ปุ่นได้รับ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิวซีแลนด์เตรียมยกระดับ กม.ต่อต้านก่อการร้าย หลังเกิดเหตุไล่แทงผู้คนในซูเปอร์มาร์เก็ตเมืองโอ๊กแลนด์ บาดเจ็บอย่างน้อย 7 ราย https://thestandard.co/new-zealand-upgrade-anti-terrorist-laws/ Sun, 05 Sep 2021 03:01:06 +0000 https://thestandard.co/?p=533281 นิวซีแลนด์

วานนี้ (4 กันยายน) จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซี […]

The post นิวซีแลนด์เตรียมยกระดับ กม.ต่อต้านก่อการร้าย หลังเกิดเหตุไล่แทงผู้คนในซูเปอร์มาร์เก็ตเมืองโอ๊กแลนด์ บาดเจ็บอย่างน้อย 7 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิวซีแลนด์

วานนี้ (4 กันยายน) จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ประกาศทางการเตรียมยกระดับกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย หลังจากเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงผู้คนภายในซูเปอร์มาร์เก็ตลีนน์มอลล์ (LynnMall) ในเมืองโอ๊กแลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 ราย บางรายอาการวิกฤต

 

ผู้ลงมือก่อเหตุ ทราบชื่อภายหลังคือ อาห์เหม็ด อาทิล โมฮาเหม็ด ซามซูดีน วัย 32 ปีที่สนับสนุนแนวคิดของกลุ่มรัฐอิสลาม (Islamic State) เป็นชาวทมิฬสัญชาติศรีลังกา ที่เดินทางมาถึงนิวซีแลนด์ตั้งแต่ปี 2011 และพยายามขอสถานะผู้ลี้ภัย โดยก่อนหน้านี้ซามซูดีนเคยถูกจับกุมหลายครั้ง ก่อนที่จะลงมือก่อเหตุอุกอาจและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวซีแลนด์วิสามัญในท้ายที่สุด

 

โดยอาร์เดิร์นระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการก่อการร้าย ซึ่งเธอคาดว่าการยกระดับกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายจะได้รับการสนับสนุนจากสภานิวซีแลนด์ภายในเดือนกันยายนนี้ 

 

“เราจะต้องเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้เราจะรู้ดีว่าเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้”

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2019 นิวซีแลนด์ก็เคยเผชิญเหตุกราดยิงมัสยิดในไครสต์เชิร์ช อันเป็นฝีมือของผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่งและไม่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงครั้งนั้นสูงถึง 51 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของนิวซีแลนด์

 

ภาพ: Robert Kitchin – Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post นิวซีแลนด์เตรียมยกระดับ กม.ต่อต้านก่อการร้าย หลังเกิดเหตุไล่แทงผู้คนในซูเปอร์มาร์เก็ตเมืองโอ๊กแลนด์ บาดเจ็บอย่างน้อย 7 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักกลุ่ม ISIS-K เครือข่ายก่อการร้ายไอเอส ที่อ้างรับผิดชอบโจมตีสนามบินคาบูล https://thestandard.co/isis-k/ Fri, 27 Aug 2021 07:48:18 +0000 https://thestandard.co/?p=529880 ISIS-K

จากเหตุโจมตีสนามบินฮามิดการ์ไซ ในกรุงคาบูล เมื่อวานนี้ […]

The post รู้จักกลุ่ม ISIS-K เครือข่ายก่อการร้ายไอเอส ที่อ้างรับผิดชอบโจมตีสนามบินคาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ISIS-K

จากเหตุโจมตีสนามบินฮามิดการ์ไซ ในกรุงคาบูล เมื่อวานนี้ (26 สิงหาคม) ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 90 คน รวมทหารอเมริกัน 13 นาย สร้างความหวาดผวาแก่พลเรือนชาวอัฟกัน และกองกำลังชาติตะวันตกที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจอพยพ ก่อนถอนกำลังภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 31 สิงหาคม 

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไอซิส-เค (ISIS-K) หรือเรียกให้ถูกคือ ISKP ที่ย่อมาจาก Islamic State Khorasan Province หรือกลุ่ม ‘รัฐอิสลาม จังหวัดโคราซัน’ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น ที่เป็นเครือข่ายย่อยของกลุ่มก่อการร้ายอันดับ 1 ของโลกอย่างกลุ่มไอเอส (IS)

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และอังกฤษ ประกาศเตือนประชาชนที่อยู่รอบสนามบินให้ออกจากพื้นที่ทันที หลังได้รับข่าวกรองที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการขู่โจมตีอย่างรุนแรง จากกลุ่มไอซิส-เค ซึ่งวางแผนใช้ทั้งระเบิดรถบรรทุก ระเบิดฆ่าตัวตายแทรกซึมในฝูงชน และกระสุนปืนครกโจมตีสนามบิน

 

ขณะที่กลุ่มไอซิส-เค ประกาศอ้างความรับผิดชอบหลังเกิดเหตุ แต่ไม่ระบุเป้าหมายแน่ชัด โดยสำนักข่าว Amaq สื่อกระบอกเสียงของไอเอสเผยผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่า สมาชิกไอซิส-เค ชื่อว่า อับดุล ราห์มัน อัล-ลอการี (Abdul Rahman al-Logari) เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการโจมตีแบบพลีชีพในครั้งนี้

 

กลุ่มไอซิส-เค เป็นใคร?

 

  • กลุ่มไอซิส-เค นั้นได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่สุดโต่งและรุนแรงที่สุดในบรรดากลุ่มติดอาวุธญิฮาดในอัฟกานิสถาน โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ปี 2015 ช่วงที่กลุ่มไอเอสยังเรืองอำนาจในอิรักและซีเรีย 
  • สมาชิกเริ่มแรกของไอซิส-เค เป็นชาวอัฟกัน ปากีสถาน และอดีตสมาชิกกลุ่มตาลีบัน ที่มองว่าแนวคิดของกลุ่มตาลีบันนั้นยังไม่สุดโต่งมากพอ และมีฐานที่มั่นอยู่ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ใกล้ชายแดนปากีสถาน
  • ปัจจุบันคาดว่า ไอซิส-เค มีนักรบญิฮาดทั้งหมดราว 1,500-2,200 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอัฟกัน ปากีสถาน และชาวมุสลิมจากภูมิภาคอาหรับและตะวันออกกลาง ไปจนถึงประเทศในแถบเอเชียใต้
  • จากข้อมูลของ โคลิน คลาร์ก (Colin Clarke) นักวิเคราะห์ด้านต่อต้านก่อการร้ายของบริษัท Soufan Group พบว่า กลุ่มไอซิส-เค ถือเป็น ‘ศัตรูตัวฉกาจ’ ของกลุ่มตาลีบัน และเคยเกิดการปะทะระหว่างนักรบของทั้งสองกลุ่มขึ้นหลายครั้ง 
  • กลุ่มไอซิส-เค มีความเป็นกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติมากกว่าตาลีบัน และมีการพัฒนารูปแบบการกระจายอำนาจที่คล้ายคลึงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ โดยเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือการต่อต้านการก่อการร้ายจากสหรัฐฯ
  • ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมา พบว่าไอซิส-เค อ้างความรับผิดชอบในการก่อเหตุโจมตีอย่างน้อย 77 ครั้ง มากกว่าในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 3 เท่า 

 

กลุ่มไอซิส-เค สุดโต่งแค่ไหน? มีเป้าหมายอะไร?

 

  • กลุ่มไอซิส-เค นั้นถูกประณามจากหลายฝ่าย ถึงแนวคิดและการกระทำอันโหดเหี้ยมและเลวร้ายมากกว่ากลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าโจมตีโรงเรียนหญิงล้วน โรงพยาบาลและแผนกสูติกรรม ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว พวกเขาก่อเหตุบุกโจมตีแผนกสูติกรรมของโรงพยาบาลในคาบูล และสังหารหญิงตั้งครรภ์และพยาบาล และในเดือนพฤศจิกายน ก่อเหตุโจมตีมหาวิทยาลัยในคาบูล สังหารประชาชนไป 22 คน
  • การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไอเอสที่มีเครือข่ายทั่วโลก ทำให้กลุ่มไอซิส-เค มุ่งมั่นที่จะโจมตีเป้าหมายของชาติตะวันตก โดยเฉพาะเป้าหมายด้านมนุษยธรรม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า การลงมือก่อเหตุโจมตีสนามบินคาบูล ที่อยู่ระหว่างภารกิจอพยพของชาติตะวันตกนั้น ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของไอซิส-เค โดยครอบคลุมเป้าหมายหลักคือสหรัฐฯ ที่เป็นศัตรูอันดับหนึ่ง
  • นอกจากนี้ ไอซิส-เค ยังตั้งใจจะขยายพื้นที่ครองอำนาจในอัฟกานิสถานและสร้างอิทธิพลแข่งกับตาลีบัน ตามคำขวัญของกลุ่มคือ ‘คงอยู่และขยายออก’ ซึ่งการโจมตีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปกครองของตาลีบัน ยังเป็นการส่งผลกระทบในแง่ลบ และสร้างความอับอายให้แก่กลุ่มตาลีบันด้วย
  • อย่างไรก็ตาม สำหรับตาลีบันแล้ว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคงเป็นการยากที่ไอซิส-เค จะแข่งขันหรือเอาชนะในการสู้รบเพื่อแย่งพื้นที่ปกครอง เนื่องจากจำนวนนักรบที่น้อยกว่า แต่คาดว่าการก่อเหตุรุนแรงของไอซิส-เค ที่ค่อนข้างสะเทือนขวัญ อาจส่งผลให้การควบคุมความสงบของตาลีบันสั่นคลอนได้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นเป็นภัยคุกคาม แบบที่ตาลีบันบุกยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน

 

ไอซิส-เค กับ ตาลีบัน มีความเชื่อมโยงกันไหม?

 

  • ไอซิส-เค และตาลีบัน มีความเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายฮักกานี ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธสาขาย่อยของตาลีบัน 
  • Sajjan Gohel จากมูลนิธิเอเชียแปซิฟิก ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในอัฟกานิสถานมานานหลายปี เผยว่าการโจมตีใหญ่ๆ ในอัฟกานิสถานช่วงปี 2019-2021 นั้นเป็นความร่วมมือก่อเหตุระหว่างนักรบของไอซิส-เค กับเครือข่ายฮักกานี พร้อมด้วยกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในปากีสถาน 
  • หลังการบุกยึดกรุงคาบูลในวันที่ 15 สิงหาคม ตาลีบันยังปล่อยตัวนักรบส่วนหนึ่งออกจากเรือนจำ ซึ่งในจำนวนนี้มีนักรบไอเอสและอัลกออิดะห์รวมอยู่ด้วย 

 

ภัยคุกคามของไอซิส-เค ต่อสหรัฐฯ

 

  • ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการถอนกำลังทหารของสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่กลุ่มไอซิส-เค จะก่อเหตุโจมตีสหรัฐฯ ในอนาคต 
  • คาดว่าการโจมตีในแผ่นดินสหรัฐฯ ไม่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่อาจเป็นเป้าหมายหลักในระยะยาว

 

ภาพ: Marcus Yam / Los Angeles Times

อ้างอิง:

The post รู้จักกลุ่ม ISIS-K เครือข่ายก่อการร้ายไอเอส ที่อ้างรับผิดชอบโจมตีสนามบินคาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจฝรั่งเศสจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธมีดแทงพลเมืองในปารีสได้แล้ว ด้าน รมว.มหาดไทยชี้เป็นเหตุ ‘ก่อการร้าย’ https://thestandard.co/france-police-arrested-knife-hand/ Sat, 26 Sep 2020 03:50:37 +0000 https://thestandard.co/?p=401249

สำนักข่าว AFP รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงปารีส ประเ […]

The post ตำรวจฝรั่งเศสจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธมีดแทงพลเมืองในปารีสได้แล้ว ด้าน รมว.มหาดไทยชี้เป็นเหตุ ‘ก่อการร้าย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว AFP รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สามารถจับกุมตัวชายผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ก่อเหตุใช้มีดปังตอสับเนื้อ (Meat Cleaver) เป็นอาวุธเข้าทำร้ายพลเมือง 2 รายเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน

 

โดยมีผู้ต้องสงสัยที่อยู่ระหว่างการสืบสวนในคดีนี้รวมทั้งสิ้น 7 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ต้องสงสัยหนึ่งรายซึ่งเป็นชายชาวปากีสถาน วัย 18 ปี ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งเป้าเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก และถูกควบคุมตัวไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ 

 

ขณะที่มีการเปิดเผยว่าพลเมืองเคราะห์ร้ายทั้งสองรายที่ถูกทำร้ายด้วยมีดเป็นพนักงานของบริษัทผู้ผลิตรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่มีอาการบาดเจ็บสาหัส และได้ถูกส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที 

 

ด้าน เจอรัลด์ ดาร์มานอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ได้เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งชาติของฝรั่งเศส France 2 โดยประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่าเป็นเหตุก่อการร้ายอิสลาม (Islamist Terrorism) เช่นเดียวกับสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของฝรั่งเศส (PNAT) ที่ได้เปิดฉากการสอบสวนในข้อหา ‘พยายามฆ่าที่เกี่ยวข้องกับองค์กรก่อการร้าย’ รวมถึง ‘สมคบคิดกับผู้ก่อการร้าย’

 

สาเหตุที่ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้น่าจะเชื่อมโยงกับประเด็นทางศาสนา เนื่องจากบริเวณจุดเกิดเหตุเคยเป็นอาคารสำนักงานเก่าของนิตยสารเสียดสีประเด็นทางการเมืองและสังคมอย่าง Charlie Hebdo ที่เคยสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นับถือศาสนาอิสลามจากการตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียน ‘โมฮัมหมัด’ ศาสดาของศาสนาอิสลามเป็นเวลาต่อเนื่องนานหลายปี

 

โดยก่อนหน้านี้ย้อนกลับไปในช่วงเดือนมกราคม 2015 ก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่มือปืน 2 รายได้ก่อเหตุกราดยิงที่อาคารสำนักงานนิตยสาร Charlie Hebdo ในกรุงปารีสมาแล้วจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย (เป็นนักเขียนการ์ตูน 8 ราย) จากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งดังกล่าว (ปัจจุบันข้อมูลที่ตั้งออฟฟิศแห่งใหม่ของ Charlie Hebdo ได้ถูกปิดเป็นความลับ)

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ตำรวจฝรั่งเศสจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธมีดแทงพลเมืองในปารีสได้แล้ว ด้าน รมว.มหาดไทยชี้เป็นเหตุ ‘ก่อการร้าย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 กันยายน 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก https://thestandard.co/onthisday05091972/ Sat, 05 Sep 2020 01:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=395195

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972 เกิดเหตุคนร้าย […]

The post 5 กันยายน 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972 เกิดเหตุคนร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าไปหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก ปี 1972 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี จับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมอิสราเอล 11 คน

 

โดยช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 กันยายน ตำรวจเยอรมนีเริ่มปฏิบัติการจนเกิดการยิงปะทะกัน ผู้ก่อการร้ายจึงกราดยิงใส่ตัวประกัน และขว้างระเบิดมือถล่มซ้ำจนตัวประกันทั้งหมดเสียชีวิต

The post 5 กันยายน 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 SEP 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก https://thestandard.co/onthisday5sep1972/ Thu, 05 Sep 2019 01:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=291877

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972 เกิดเหตุคนร้าย […]

The post 5 SEP 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1972 เกิดเหตุคนร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าไปหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก ปี 1972 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี จับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมอิสราเอล 11 คน

 

โดยช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 กันยายน ตำรวจเยอรมันเริ่มปฏิบัติการจนเกิดการยิงปะทะกัน ผู้ก่อการร้ายจึงกราดยิงใส่ตัวประกัน และขว้างระเบิดมือถล่มซ้ำจนตัวประกันทั้งหมดเสียชีวิต

The post 5 SEP 1972 – ก่อการร้ายระหว่างแข่งกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มัลดีฟส์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จับกุม 2 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดและอดีตประธานาธิบดี https://thestandard.co/maldives-under-state-of-emergency-police-arrest-chief-justice/ https://thestandard.co/maldives-under-state-of-emergency-police-arrest-chief-justice/#respond Tue, 06 Feb 2018 03:46:48 +0000 https://thestandard.co/?p=67785

เจ้าหน้าที่ตำรวจมัลดีฟส์เข้าจับกุมผู้พิพากษาศาลสูงสุด 2 […]

The post มัลดีฟส์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จับกุม 2 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดและอดีตประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าหน้าที่ตำรวจมัลดีฟส์เข้าจับกุมผู้พิพากษาศาลสูงสุด 2 คน หลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยยังไม่มีการชี้แจงถึงข้อกล่าวหาและการกระทำความผิดแต่อย่างใด

 

เกิดอะไรขึ้นที่มัลดีฟส์?

 

 

สถานการณ์ทางการเมืองส่อเค้าวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดของมัลดีฟส์ไม่ตั้งข้อกล่าวหา ‘ผู้ก่อการร้าย’ แก่ศัตรูทางการเมืองของนายอับดุลลา ยามีน (Abdulla Yameen) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2013 โดยศาลสูงตัดสินใจให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลทุกคน ซึ่งสร้างความไม่พอใจกับประธานาธิบดียามีนเป็นอย่างมาก

 

ประธานาธิบดียามีนไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล โดยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นระยะเวลา 15 วัน พร้อมออกคำสั่งให้จับกุมตัวนายอับดุลลา ซาอีด (Abdulla Saeed) หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูง และผู้พิพากษาอีกหนึ่งคนคือนายอาลี ฮามีด (Ali Hameed) รวมถึงจับกุมอดีตประธานาธิบดีเมามูน อับดุล กายูม (Maumoon Abdul Gayoom) พี่น้องต่างมารดาที่เคยปกครองมัลดีฟส์มายาวนานกว่า 30 ปี หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีกายูนมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันและใกล้ชิดกับพรรคฝ่ายค้านมากกว่า

 

 

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดียามีนเผชิญหน้ากับคำถามและแรงกดดันทางสังคมมากมาย ทั้งเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการพูด การใช้อำนาจในทางที่มิชอบ รวมถึงการกำจัดศัตรูทางการเมือง ไม่รับฟัง และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นเห็นต่างจากแนวความคิดของตน ซึ่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเปิดโอกาสให้เขาใช้อำนาจในทางมิชอบ พร้อมมีคำสั่งให้กองทัพปกป้องไม่ให้ประธานาธิบดีต้องถูกปลดจากตำแหน่ง โดยอ้างว่าทำไปเพื่อความสงบสุขของคนในชาติ

 

ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ทวิตข้อความระบุว่า ‘สหรัฐฯ จะยืนเคียงข้างประชาชนมัลดีฟส์ทุกคน รัฐบาลและกองทัพของมัลดีฟส์ต้องเคารพหลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงสถาบันที่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ ทั่วโลกกำลังจับตามองพวกคุณอยู่’ ด้านนายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคมก็เรียกร้องให้รัฐบาลมัลดีฟส์ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยด่วน

 

รัฐบาลจีนและอินเดียออกประกาศเตือนพลเมืองที่จะเดินทางไปยังมัลดีฟส์ให้เลื่อนกำหนดการออกไปก่อน พร้อมทั้งรอดูสถานการณ์ก่อนออกเดินทาง แม้รัฐมนตรีต่างประเทศของมัลดีฟส์จะยืนยันว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศก็ตาม

 

Photo:AFP

อ้างอิง:

The post มัลดีฟส์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จับกุม 2 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดและอดีตประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/maldives-under-state-of-emergency-police-arrest-chief-justice/feed/ 0
‘ดูเตร์เต’ ลั่นปลดแอกมาราวีจากกลุ่มสวามิภักดิ์ไอเอสแล้ว สวนทางเสียงปืนยังดัง https://thestandard.co/philippine-conflict/ https://thestandard.co/philippine-conflict/#respond Wed, 18 Oct 2017 07:35:40 +0000 https://thestandard.co/?p=35659

         ประธานาธิบดีฟิลิปปินส […]

The post ‘ดูเตร์เต’ ลั่นปลดแอกมาราวีจากกลุ่มสวามิภักดิ์ไอเอสแล้ว สวนทางเสียงปืนยังดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

     ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประกาศ เมืองมาราวีได้รับการปลดแอกจากกลุ่มกองกำลังก่อการร้ายแล้ว แม้การต่อสู้ยังดำเนินอยู่

     โรดริโก ดูเตร์เต แถลงระหว่างเยี่ยมกองทัพในเมืองดังกล่าวช่วงวานนี้ (17 ตุลาคม 2560) ว่า “ท่านสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี ผมขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า มาราวีได้รับการปลดแอกจากกลุ่มก่อการร้ายแล้ว”

 

 

     อย่างไรก็ตาม เสียงปืนในพื้นที่ยังคงดังให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่เขาจะขึ้นปราศรัย ขณะเดียวกัน กองทัพเปิดเผยว่า ยังมีปฏิบัติการโจมตีต่อต้านนักรบ 30 คน ที่ทำการจับกุมตัวประกัน 20 ชีวิตอยู่

     เหตุรุนแรงที่ดำเนินมาตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมนับ 1,000 ราย โดย 800 รายเป็นนักรบจากกองกำลังก่อการร้าย ซ้ำประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ด้วย

 

 

     ด้านโฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ระบุว่า แถลงการณ์ของประธานาธิบดีถือเป็นสัญลักษณ์ และเป็นจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูมาราวีที่ถูกทำลายไปอย่างรุนแรงจากการทิ้งระเบิดรายวัน

     คำประกาศนี้มีขึ้นเพียง 1 วันให้หลังกองทัพสังหารหัวหน้านักรบ 2 นายที่เป็นแกนนำกองกำลังอะบูไซยาฟและมาอูเตในมาราวี โดยที่สองกลุ่มนี้ได้แสดงความสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม (ISIS)
     เมื่อวานนี้ กองกำลังต่อต้าน ISIS ประกาศว่า สามารถยึดคืนเมืองรอกเกาะห์ที่กลุ่มก่อการร้ายนี้สถาปนาเป็น ‘เมืองหลวงของรัฐอิสลาม’ ได้แล้ว

 

Photo: Ted ALJIBE/AFP

อ้างอิง:

The post ‘ดูเตร์เต’ ลั่นปลดแอกมาราวีจากกลุ่มสวามิภักดิ์ไอเอสแล้ว สวนทางเสียงปืนยังดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/philippine-conflict/feed/ 0