กุลยา ตันติเตมิท Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กุลยา-ตันติเตมิท/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 20 May 2026 05:50:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้จัก ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีคนล่าสุด https://thestandard.co/somsak-anantawat-revenue-director-general/ Wed, 20 May 2026 05:50:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1209139 ภาพบุคคล สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่

เปิดเส้นทาง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ ลูกหม้อกรมสรรพากร สู่ […]

The post รู้จัก ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีคนล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบุคคล สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่

เปิดเส้นทาง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ ลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากรคนล่าสุด หลัง ครม.เห็นชอบแต่งตั้งแทนตำแหน่งว่าง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้ง ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) กรมสรรพากร ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง หลังดร.กุลยา ตันติเตมิท ลาออกจากราชการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยการแต่งตั้งจะมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

 

 

 

สำหรับสมศักดิ์ถือเป็น ‘ลูกหม้อสรรพากร’ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการสายตรวจสอบและกฎหมายภาษี และเติบโตมาจากภายในกรมสรรพากรโดยตรง โดยมีประสบการณ์ทั้งด้านการจัดเก็บภาษี การตรวจสอบภาษี และงานกฎหมายภาษีอากร

 

โดยก่อนขึ้นนั่งอธิบดี ได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กลุ่มธุรกิจพลังงาน รับผิดชอบงานด้านยุทธศาสตร์และกำกับดูแลหน่วยงานสำคัญ อาทิ สำนักงานเลขานุการกรม กองกฎหมาย รวมถึงสำนักงานสรรพากรภาค 10 และ 11

 

นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งนักตรวจสอบภาษีเชี่ยวชาญ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร ผู้อำนวยการกองอุทธรณ์ภาษี และผู้อำนวยการกองมาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี ก่อนขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากรในปี 2562

 

เปิดประวัติการทำงาน

 

  • ปี 2558: นักตรวจสอบภาษีเชี่ยวชาญ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่
  • ปี 2559: ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านตรวจสอบภาษีสูง) มาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร
  • ปี 2560: ผู้อำนวยการ (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านนิติการสูง) กองอุทธรณ์ภาษี
  • ปี 2561: ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) มาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี
  • ปี 2562: รองอธิบดีกรมสรรพากร
  • ปี 2566: ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน)

 

เปิดประวัติการศึกษา

 

สมศักดิ์มีพื้นฐานการศึกษาทั้งด้านบัญชี กฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งสอดรับกับภารกิจการบริหารจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร โดยมีประวัติการศึกษา ดังนี้

 

  • ปี 2530: บริหารธุรกิจบัณฑิต (การบัญชี) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ปี 2537: นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ปี 2543: รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปี 2561: ผ่านการอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 70 ในปี 2561

 

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งครั้งนี้อาจถูกมองว่า เป็นการเลือกขึ้นมา เพื่อนั่งตำแหน่งผู้นำกรมฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เนื่องจากสมศักดิ์จะครบเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้

 

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงจะต้องพิจารณาโยกย้ายหรือแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงอีกครั้งในปีงบประมาณใหม่ที่กำลังจะมาถึง

The post รู้จัก ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ จากลูกหม้อกรมสรรพากร สู่เก้าอี้อธิบดีคนล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับโกงภาษี มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท https://thestandard.co/police-rd-catch-major-tax-fraud/ Sat, 15 Nov 2025 06:13:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1143687 กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับโกงภาษี มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กรมสรรพากรร่วมกับกอง […]

The post กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับโกงภาษี มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับโกงภาษี มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กรมสรรพากรร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกและใช้ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพิ่มเติม จำนวน 2 แห่ง พบความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

 

เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นได้ยึดเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่สงสัยว่าจะมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบภาษีอากร และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก” อันเป็นความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร สืบเนื่องมาจากการสืบสวนขยายผลที่มีการจับกุมตัวบงการและเครือข่ายการฉ้อโกงภาษี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จำนวนรวมกว่า 80 นาย เปิดปฏิบัติการ “จบเกมส์กลโกงภาษี” หรือ “Anti Tax Fraud Operation Phase 2” เข้าจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว

 

ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “สืบเนื่องจากการตรวจค้นจับกุมเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิด กรณีมีการออกใบกำกับภาษีระหว่างกันในกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างยอดขายและยอดซื้อโดยไม่ได้มีการประกอบการจริง และจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นเพื่อประกอบกิจการส่งออกและขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ได้มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง

 

ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างความเสียหายให้แก่รัฐเป็นอย่างมาก โดยผู้ที่ออกและใช้ใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง ต้องรับผิดทางแพ่งและมีโทษทางอาญา โดยกรณีการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี เป็นความผิดอาญา ตามมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองแสนบาท

The post กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับโกงภาษี มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. มีมติโยกย้ายข้าราชการผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘กุลยา ตันติเตมิท’ นั่งอธิบดีกรมสรรพากร https://thestandard.co/kulaya-tantitemit-revenue-department/ Tue, 07 Oct 2025 13:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1127819 ครม. มีมติโยกย้ายข้าราชการผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘กุลยา ตันติเตมิท’ นั่งอธิบดีกรมสรรพากร

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็น […]

The post ครม. มีมติโยกย้ายข้าราชการผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘กุลยา ตันติเตมิท’ นั่งอธิบดีกรมสรรพากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. มีมติโยกย้ายข้าราชการผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘กุลยา ตันติเตมิท’ นั่งอธิบดีกรมสรรพากร

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

 

โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง (ย้าย/โอน) ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 7 ราย ดังนี้

 

1. โอน นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง (แทนตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองอยู่เดิมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น)

 

2. โอน นายปิ่นสาย สุรัสวดี ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายอัครุตม์ สนธยานนท์)

 

3. โอน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (แทน นายปิ่นสาย สุรัสวดี)

 

4. โอน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (แทน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท)

 

5. โอน นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์)

 

6. โอน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง)สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (แทน ตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองอยู่เดิมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น)

 

7. ย้าย นายพนิต ธีรภาพวงศ์ ตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

The post ครม. มีมติโยกย้ายข้าราชการผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘กุลยา ตันติเตมิท’ นั่งอธิบดีกรมสรรพากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิตคาดเก็บรายได้ตามเป้า เล็งปูทางดันไทยขึ้นฮับ Classic Car Restoration https://thestandard.co/excise-revenue-thailand-classic-car-hub/ Mon, 22 Sep 2025 10:56:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1121568 กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต แถลงรายได้และนโยบายดันไทยเป็นฮับ Classic Car Restoration

สรรพสามิตคาดเก็บรายได้ตามเป้า เล็งปูทางดันไทยขึ้นฮับ Cl […]

The post สรรพสามิตคาดเก็บรายได้ตามเป้า เล็งปูทางดันไทยขึ้นฮับ Classic Car Restoration appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต แถลงรายได้และนโยบายดันไทยเป็นฮับ Classic Car Restoration

สรรพสามิตคาดเก็บรายได้ตามเป้า เล็งปูทางดันไทยขึ้นฮับ Classic Car Restoration เตรียมเปิดทาง คราฟต์เบียร์ บรรจุ Keg ขายนอกโรงเบียร์ได้ธันวาคมนี้ ยันภาษียาสูบเก็บ Double Tier ต่อไป

 

กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ตลอด 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67 –  ส.ค. 68) กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้รวมทั้งสิ้น 489,564.14 ล้านบาท นับเป็นผลงานที่เติบโตจากปีก่อน 1.61% YOY 

 

สำหรับภาพรวมตลอดปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย 535,000 ล้านบาท หรือเติบโต 2.17% YOY ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกปรับลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณ 609,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ กุลยาได้เน้นย้ำถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิตในด้านการจัดเก็บรายได้ โดยระบุว่า กรมสรรพสามิตเป็นกรมสำคัญอันดับ 2 ของกระทรวงการคลัง ด้วยเป้าหมายรายได้ในกรอบ 500,000-600,000 ล้านบาท ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีขนาดใกล้เคียงงบการลงทุนของประเทศ หรือเทียบเท่าการกู้เงินของประเทศ 

 

ดันไทยขึ้นฮับ Classic Car Restoration 

 

สำหรับการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตยานยนต์โบราณเป็น 45% โดยไม่เรียกเก็บในพิกัดศุลกากร เบื้องต้นคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้สรรพสามิต 1,000-2,000 ล้านบาท และต่อยอดจนพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมบูรณะ (Restoration) รถยนต์โบราณ 

 

โดยหลักเกณฑ์เบื้องต้น จะต้องเป็นรถยนต์โบราณ (Classic Car) นำเข้า ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และได้รับการตรวจโดยหน่วยงานต่างประเทศว่ายังสามารถวิ่งได้ ซึ่งจะได้รับทะเบียนรถยนต์พิเศษจากกรมขนส่งทางบกที่มีพื้นดำ อักษรขาว ที่วิ่งได้เฉพาะวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตในกรณีพิเศษ

 

ทั้งนี้ สรรพสามิตเล็งเห็นภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ และตลาดใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยไม่รบกวนตลาดรถยนต์นั่งเดิม เนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวมีต้นทุนการซ่อมบำรุงที่สูง จึงหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถยกระดับ อุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์โบราณของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางของเอเชีย

 

เตรียมเปิดทาง คราฟต์เบียร์ บรรจุ Keg ขายนอกโรงเบียร์ได้ธันวาคมนี้

 

สำหรับมาตรการส่งเสริม ‘สุราชุมชน’ เพื่อต่อยอดนโยบาย ‘Soft Power’ ของไทย ด้านกรมสรรพสามิต ได้เตรียมอนุญาตให้ผู้ประกอบการสุราท้องถิ่นสามารถบรรจุเบียร์สดใส่ถัง Keg ไว้ขายนอกโรงงานได้ภายในเดือนธันวาคมนี้

 

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการสุราชุมชนในระบบกว่า 1,824 ราย เพิ่มขึ้น 5% YOY และช่วยให้สรรพสามิตจัดเก็บภาษีสุราชุมชนได้ 1,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YOY

 

ภาษีหวาน-เค็ม ต้องศึกษาต่อ

 

สำหรับภาษีความหวานในระยะที่ 4 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โดยนำร่องในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล สรรพสามิตคาดว่าจะช่วยจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรการผลิต และช่วยให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมสุขภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมาย Healthier Choice แล้ว 3,411 รายการ

 

อย่างไรก็ตาม สรรพสามิตชี้แจงว่านโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากภาคเอกชนร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรม โดย เครื่องดื่มซึ่งมีน้ำตาลสูงตามธรรมชาติแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น น้ำผลไม้ ถูกเรียกเก็บภาษีความหวานแพงกว่า ขณะที่เครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลไม่ถูกเรียกเก็บภาษีความหวานเลย

 

ทั้งนี้ สรรพสามิตชี้แจงว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษามาตรการดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า นโยบายมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล ซึ่งอาจต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับ เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบในหลายภาคส่วน 

 

เช่นเดียวกับภาษีความเค็มที่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับพฤติกรรมผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในประเทศ

 

ภาษียาสูบเก็บ Double Tier ต่อไป

 

กุลยายอมรับว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นสินค้าเพียงชนิดเดียวที่กรมสรรพสามิตเรียกเก็บภาษีได้น้อยลง 5 ปีติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 

 

ซึ่งกุลยายืนยันว่า ไทยจะยังคงใช้มาตรฐานการเก็บภาษีบุหรี่ แบบ Double Tier ต่อไป ต่างจากสากลที่ Single Tier โดยระหว่างนี้จะมีการศึกษาเพื่อคำนึงถึงรายได้ภาษีที่จะลดลง รวมถึงการกำกับดูแลการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนต่อไป

 

ทั้งนี้ ไทยมีการจัดเก็บภาษีแบบผสม (Compound Rate) โดยเก็บภาษีตามปริมาณ (Specific Rate) มวนละ 1.20 บาท และจัดเก็บภาษีตามมูลค่า (Ad Valorem Rate) แบ่งเป็น 25% หากต่ำกว่าเกณฑ์ราคาที่ 72 บาท และ 42% หากสูงกว่า ซึ่งมีปัญหาทำให้ยาสูบในตลาด

 

SMART Excise สำเร็จ ช่วยเก็บภาษีตรงเป้า

 

ภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise นับเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยให้กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มจากปีก่อน ซึ่งกรมสรรพสามิตอาศัยมาตรการเชิงรุกต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 

 

ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมัน: ปรับขึ้นภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซินและกลุ่มน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร โดยไม่กระทบราคาขายปลีก เนื่องจากมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ทำให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น ราว 2,800 ล้านบาท

 

ขยายเวลาลดอัตราภาษีสถานบริการ: ลดอัตราภาษีสถานบริการเหลือ 5% จาก 10% ต่อไปอีกจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และยังจัดเก็บรายได้ภาษีสถานบริการเพิ่มขึ้นเช่นกัน เป็น 199.73 ล้านบาทในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบฯ 68 (ต.ค. 67 – ส.ค. 68) เมื่อเทียบกับปีงบฯ 67 ซึ่งเก็บได้ทั้งปีที่ 182.5 ล้านบาท

 

เพิ่มประสิทธิภาพปราบปรามสินค้าหนีภาษี: มีการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ Dashboard เพื่อยกระดับการปราบปรามลักลอบขนส่งสินค้า รวมถึงลงนาม MOU กับ ขนส่งภาคเอกชน เช่น J&T และ KEX ซึ่งช่วยให้ตลอด 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้เพิ่มขึ้น 8.69% YOY คิดเป็น 33,766 คดี สูงกว่าเป้าหมาย 37.33% สามารถนำเงินส่งคลังได้ 497.95 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 27.74% 

 

มาตรการอุดหนุน-เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน ท้าทายรายรับภาษี 

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้นทั่วโลก ทำให้อุปสงค์ผู้บริโภคชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และกระทบต่อสินค้าในพิกัดภาษีสรรพสามิตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณการบริโภคลดน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาน้อยลง

 

นอกจากนี้ ด้วยมาตรการสนับสนุนรถยนต์ EV ทำให้รายได้การจัดเก็บภาษีรถยนต์โดยรวมลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนมีนาคม 2565 จนถึงเดือนสิงหาคม 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสมแล้ว จำนวน 232,802 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสม 71,667 คัน

 

สุดท้ายนี้ สรรพสามิตอยู่ระหว่างการเตรียมการ ยื่นข้อเสนอยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีบางรายการ หรือมาตรการละเว้นภาษีบางส่วน เพื่อเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาษีในอนาคต

The post สรรพสามิตคาดเก็บรายได้ตามเป้า เล็งปูทางดันไทยขึ้นฮับ Classic Car Restoration appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรดเกล้าฯ ข้าราชการคลัง แต่งตั้ง ‘กุลยา’ อธิบดีศุลกากร ‘พรชัย’ อธิบดีสรรพสามิต https://thestandard.co/royal-decree-new-customs-chiefs/ Sun, 10 Aug 2025 12:28:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1106007

วันนี้ (10 สิงหาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประก […]

The post โปรดเกล้าฯ ข้าราชการคลัง แต่งตั้ง ‘กุลยา’ อธิบดีศุลกากร ‘พรชัย’ อธิบดีสรรพสามิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 สิงหาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ

 

โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงการคลัง พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง รวมทั้งสิ้น 6 ราย ดังนี้

 

1. นางสาวกุลยา ตันติเตมิท พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพสามิต และแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมศุลกากร

 

2. นายพรชัย ฐีระเวช พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพสามิต

 

3. นายวินิจ วิเทษธุรรณภูมิ พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรางและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

 

4. นายอรรถพล อรรถวรเดช พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

 

5. นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ พ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิชาการศุลกากรทรงคุณวุฒิ) กรมศุลกากร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

 

6. นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล พ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

 

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยคำสั่งมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

The post โปรดเกล้าฯ ข้าราชการคลัง แต่งตั้ง ‘กุลยา’ อธิบดีศุลกากร ‘พรชัย’ อธิบดีสรรพสามิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสรรพสามิตขึ้นภาษีน้ำมันลิตรละ 1 บาท มุ่งเพิ่มรายได้รัฐ หลังราคาน้ำมันดิบโลกลด ยันไม่กระทบราคาขายปลีก https://thestandard.co/thai-fuel-tax-hike-2025/ Wed, 07 May 2025 13:54:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1072199 thai-fuel-tax-hike-2025

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิต […]

The post กรมสรรพสามิตขึ้นภาษีน้ำมันลิตรละ 1 บาท มุ่งเพิ่มรายได้รัฐ หลังราคาน้ำมันดิบโลกลด ยันไม่กระทบราคาขายปลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-fuel-tax-hike-2025

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร ตามกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2568 กรมสรรพสามิตขอยืนยันว่า การปรับอัตราภาษีน้ำมันครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมัน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

 

วันนี้ (7 พฤษภาคม) กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน 1 บาทต่อลิตร โดยในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการพิจารณาปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกในปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นการปรับความสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐและเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม

 

กุลยากล่าวย้ำว่า กรมสรรพสามิตขอยืนยันว่า การปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันดีเซลและเบนซินในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมัน และไม่ก่อให้เกิดภาระค่าครองชีพของประชาชนแต่อย่างใด

 

“เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สมควรเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล เพื่อให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น อันเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้” กฎกระทรวงระบุ

 

ภาพ: Supermop / Shutterstock 

 

อ้างอิง:

The post กรมสรรพสามิตขึ้นภาษีน้ำมันลิตรละ 1 บาท มุ่งเพิ่มรายได้รัฐ หลังราคาน้ำมันดิบโลกลด ยันไม่กระทบราคาขายปลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคาะรายชื่อบอร์ดใหม่ ‘การบินไทย’ ปลดล็อกเงื่อนไขสุดท้าย พาหุ้นกลับเข้าเทรดในเดือน มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/thai-airways-new-board/ Thu, 27 Feb 2025 03:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1046203 thai-airways-new-board

บมจ.การบินไทย ประกาศผลการดำเนินงาน ปี 2567 มีกำไรจากการ […]

The post เคาะรายชื่อบอร์ดใหม่ ‘การบินไทย’ ปลดล็อกเงื่อนไขสุดท้าย พาหุ้นกลับเข้าเทรดในเดือน มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-airways-new-board

บมจ.การบินไทย ประกาศผลการดำเนินงาน ปี 2567 มีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 เพิ่มขึ้น 3.2% จาก ปี 2566 แม้งบการเงินจะมีผลการขาดทุนสุทธิ กว่า 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็เป็นผลขาดทุนทางบัญชีซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวไม่ได้ส่งผลต่อการออกจากการฟื้นฟูกิจการ

 

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.การบินไทยหรือ THAI เปิดเผยในงานแถลงข่าว “ผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567” ระบุว่า ผลการดำเนินงานในปี 2567 ของบริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ 187,989 ล้านบาท เพิ่มจาก 16.7% จากปี 2566 โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน และไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวอยู่ที่ 41,515 ล้านบาทในปี 2567 เพิ่มขึ้น 3.2% จาก ปี 2566 

 

“ในปี 2567 มีผู้โดยสารทั้งหมดประมาณ 16 ล้านคน เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2566 แต่ก็ยังน้อยกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงปีที่ก่อนที่จะมีโควิดระบาด เพราะปัจจุบันเรามีเครื่องบิน 79 ลำ ส่วนในปี 2562 เรามีเครื่องบิน 103 ลำ แต่รายได้ของการบินไทยในปี 2567 ก็ยังสูงกว่าปี 2562 เพราะได้อานิสงส์จากราคาตั๋วโดยสารที่ปรับตัวขึ้นมากเป็นไปตามดีมานด์กับซัพพลาย” ดร.ปิยสวัสดิ์ กล่าว

 

สรุปข้อมูลผลการดำเนินงาน ปี 2567 ของ บมจ.การบินไทย

สรุปข้อมูลผลการดำเนินงาน ปี 2567 ของ บมจ.การบินไทย

 

ขณะที่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT Margin) ในปี 2567 อยู่ที่ 22.1% ซึ่งดีกว่าประมาณการตามแผนฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ ตามงบการเงินรวมสำหรับปี 2567 การบินไทยมีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 26,901 ล้านบาท เกิดจากผลขาดทุนทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการจำนวน 45,271 ล้านบาท ที่บริษัทฯ ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา 

 

โดยผลขาดทุนทางบัญชีส่วนใหญ่ประมาณ 40,582 ล้านบาท เกิดจากการใช้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ที่ราคาตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม และส่วนที่เหลือมาจากการแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ที่ได้รับการชำระหนี้ที่เร็วกว่ากำหนดที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูฯ 

 

อย่างไรก็ดี รายการดังกล่าวเป็นผลขาดทุนทางบัญชีซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และไม่ได้ส่งผลต่อการออกจากการฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ภายหลังการปรับโครงสร้างทุนยังคงเป็นบวกจากที่เคยติดลบประมาณ 43,000 ล้านบาท มาเป็นบวก 45,589 ล้านบาท

 

บรรยากาศงานแถลงข่าว "ผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567 ของ บมจ.การบินไทย

บรรยากาศงานแถลงข่าว “ผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567 ของ บมจ.การบินไทย

 

ประกาศนำหุ้น ‘การบินไทย’ พร้อมกลับเข้าเทรดในเดือน มิ.ย.นี้

 

ดร.ปิยสวัสดิ์ ยังย้ำว่า ปัจจุบันบริษัทฯ สามารถดำเนินการเงื่อนไข 3 หลัก จากทั้ง 4 เงื่อนไข เพื่อให้ดำเนินการออกจากฟื้นฟูฯ ครบแล้ว ดังนี้

  1. จดทะเบียนเพิ่มทุนเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างทุน ซึ่ง บมจ.การบินไทย ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565
  1. ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูฯ โดยไม่เกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ โดย บมจ.การบินไทย ยังไม่เกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ นับตั้งแต่วันที่เข้าแผนฟื้นฟูฯ ถึงปัจจุบัน
  1. มี EBITDA หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามสัญญาเช่าเครื่องบิน (EBITDA – Aircraft Lease Payment) ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง โดยปัจจุบันสามารถทำได้ที่ 41,839 หมื่นล้านบาท รวมทั้งส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงินเฉพาะกิจการเป็นบวก โดยภายหลังการแปลงหนี้เป็นทุน ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของ บมจ.การบินไทย จากเดิมที่เคยติดลบในสิ้นปี 2566 ที่เดิมเคยติดลบ 43,352 ล้านบาท พลิกมาเป็นบวก 45,495 ล้านบาท

 

เปิด 9 รายชื่อว่าที่บอร์ดชุดใหม่ ‘การบินไทย’

 

โดยขณะนี้เหลือเพียงเงื่อนไขสุดข้อสุดท้าย ข้อที่ 4 เพียงข้อเดียว คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ซึ่งคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ จะมีการเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ให้พิจารณาในวันที่ 18 เมษายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวน 11-12 คน ซึ่งประกอบด้วยบอร์ดเดิมจำนวน 3 คน คือ

  • ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
  • ชาญศิลป์ ตรีนุชกร 
  • พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย 

 

รวมทั้งมีบอร์ดใหม่จำนวน 8-9 คน ที่เตรียมเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจำนวน 6 คน ได้แก่ 

  • ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

 

  • ดร. กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต

 

ดร. กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต แทรกรูป

 

  • ชาครีย์ บำรุงวงศ์
  • พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • ชาติชาย โรจน์รัตนางกูร 
  •  ชาย เอี่ยมศิริ 

 

อีกทั้งมีกรรมการอิสระจำนวน 3 คน ได้แก่ ณปกรณ์ ธนสุวรรณเกษม, ยรรยง เดชภิรัตนมงคล และสัมฤทธิ์ สำเนียง

 

รายชื่อบอร์ดใหม่ บมจ.การบินไทย

รายชื่อบอร์ดใหม่ บมจ.การบินไทย

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากบริษัทฯ ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแล้ว 

เตรียมที่จะยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอยกเลิกการฟื้นฟูกิจการในเดือนเมษายนนี้ โดยคาดว่าศาลฯ จะมีคำสั่งในเดือนพฤษภาคมนี้ จากนั้นคาดว่าจะนำหุ้น ของ THAI กลับเข้าไปเทรดอีกครั้งในภายในเดือนมิถุนายนนี้

 

ลด Par Value ปูทางพร้อมกับมาจ่ายปันผล

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีมติอนุมัติการลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ของหุ้นของบริษัทฯ จากหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 1.30 บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมทางบัญชีของบริษัทฯ ให้ใกล้เคียงศูนย์มากที่สุด ทำให้ผลขาดทุนสะสมลดลงจากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 104,096 ล้านบาท ลงมาเหลือ 180 ล้านบาท และหากรวมกับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 คาดว่าจะส่งผลให้กำไรสะสมกลับมาเป็นบวก ส่งผลให้ในอนาคตบริษัทฯ จะสามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลในอนาคตให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ รวมถึงเจ้าหนี้จากการแปลงหนี้เป็นทุนด้วย 

 

ด้านชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย กล่าวว่า ในปี 2568 บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้รวมสูงกว่าปี 2567 ที่ทำได้ 187,989 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทฯ จะมีการรับมอบเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม 9 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแอร์บัส A330 จำนวน 7 ลำ, แอร์บัส A321 จำนวน 1 ลำ และ แอร์บัส A330-300 จำนวน 1 ลำ โดยจะเริ่มทยอยรับมอบตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2568 ทำให้สิ้นปี 2568 บริษัทฯ จะมีฝูงบิน 87 ลำ ส่งผลให้ในปีนี้จะมีความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 2% จากปี 2567 ขณะที่จำนวนผู้โดยสารรวมในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 16.5 ล้านคน จากปี 2567 อยู่ที่ 16 ล้านคน    

 

พร้อมทั้งคาดว่า ในปี 2568 จะสามารถรักษาระดับ EBITDA ไว้ไม่ต่ำกว่าปี 2567 ที่ 41,839 และส่วนรักษาระดับ EBIT Margin ในปีนี้ไม่ให้ต่ำกว่าปี 2567 อยู่ที่ 22.1% จากกลยุทธ์ที่เน้นเพิ่มสัดส่วนการขายตั๋วโดยสารแบบ Network มากขึ้นเป็น 40% ส่วนการขายแบบ Point to Point จะอยู่ที่ 60% สนับสนุนให้มีรายได้จากการขายตั๋วโดยสารเพิ่มสูงขึ้น

      

ขณะที่ในปีนี้ยังมีความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการบินในช่วง 2568-2570 ที่เผชิญปัญหาด้านซัพพลาย เนื่องจากยังมีจำนวนเครื่องบินใหม่เข้ามาไม่เพียงพอในการรับรองรับการเติบโตของผู้โดยสารทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องบินที่ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมการบินที่กำลังขยายตัว

 

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย

 

อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ไม่ได้มีความกังวลกับสถานการณ์ภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบทุกสายการบินทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน 

 

เดินหน้าทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน-อัตราแลกเปลี่ยน

 

สำหรับปัจจัยต้นทุนน้ำมันซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของบริษัทฯ ในสัดส่วนประมาณ 40% ของต้นทุนทั้งหมด ปัจจุบันยังสามารถบริหารจัดการได้ดี โดยคณะผู้บริหารแผนได้มีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้แล้ว รวมทั้งมีการเริ่มทำประกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงลดผลกระทบต่อความผันผวนต่องบการเงินของบริษัทฯ 

 

ชาย กล่าวต่อถึง ประเด็นจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงไปจากช่วงก่อนโควิด รวมทั้งล่าสุดที่มีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยกเลิกเดินทางมาไทยนั้น ปัจจุบันบริษัทฯ มีการพึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่มาก โดยขณะนี้มีสัดส่วนเพียงราว 2-3% ของรายได้รวมลดลงจากในอดีตที่เคยสูงสุดอยู่ที่สัดส่วนไม่เกิน 5% ดังนั้นจึงคาดว่าจะไม่ผลกระทบจากประเด็นนี้

 

ขณะที่ปัจจุบันมีจุดบินในจีนปัจจุบันเหลือจำนวน 5 เมือง มีจำนวน 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จากเดิมมีจำนวน 8 เมืองและมีจำนวน 70 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทำให้รายได้จากเส้นทางจีนมีสัดส่วนลดลงเหลือ 2-3% โดยหันไปเน้นขยายตลาดอินเดียกับปากีสถานแทนที่มีความต้องการเดินทางที่สูง ซึ่งอินเดียปัจจุบันมีจุดบิน 10 เมือง โดยมีแผนเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมุมไบ จากจำนวน 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เป็น จำนวน 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ขณะที่เส้นทางการบินยุโรป และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้สูงสุด อีกทั้งยังมีแผนจะเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเส้นทางมิวนิก อีกด้วย

                 

จ่อ MOU กับ ‘การบินกรุงเทพ’ ลุยโครงการ MRO ใน EEC

 

ชาย กล่าวต่อถึงความคืบหน้าของแผนการลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท ในเร็วๆ นี้ บริษัทฯ เตรียมนัดวันเพื่อลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เพื่อร่วมศึกษาและร่วมทุนโครงการ MRO นี้ 

 

อย่างไรก็ดีสำหรับสัดส่วนการถือหุ้นร่วมทุน รวมทั้งเงินลงทุนที่จะใช้ลงทุนในโครงการขึ้นกับผลของการเจรจาระหว่างบริษัทฯ กับ BA โดยโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จะเปิดให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจยื่นข้อเสนอโครงการ MRO โดยหากบริษัทฯ มีการร่วมทุนกับ BA แล้วได้รับการคัดเลือกจาก EEC ก็คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างโครงการ EEC ได้ภายในปีนี้

The post เคาะรายชื่อบอร์ดใหม่ ‘การบินไทย’ ปลดล็อกเงื่อนไขสุดท้าย พาหุ้นกลับเข้าเทรดในเดือน มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ 9 ผู้บริหารกระทรวงการคลัง หลัง ครม. มีมติโยกย้าย อัปเดตใครคุมหน่วยงานใดบ้าง https://thestandard.co/9-executives-of-the-ministry-of-finance/ Tue, 24 Sep 2024 13:06:19 +0000 https://thestandard.co/?p=987557

วันนี้ (24 กันยายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกร […]

The post เปิดรายชื่อ 9 ผู้บริหารกระทรวงการคลัง หลัง ครม. มีมติโยกย้าย อัปเดตใครคุมหน่วยงานใดบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 กันยายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง และเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการของกระทรวงการคลัง 9 ราย ได้แก่

 

  1. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต โยกย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์
  2. กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร โยกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต
  3. ปิ่นสาย สุรัสวดี รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร
  4. วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง
  5. ศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง
  6. พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
  7. ธีรลักษ์ แสงสนิท ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
  8. อรรถพล อรรถวรเดช ที่ปรึกษาการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
  9. ชุติมา ศรีปราชญ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า กรมธนารักษ์ เป็นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง

 

นอกจากนี้ ครม. มีมติแต่งตั้ง นลินี ทวีสิน และ ชัย วัชรงค์ เป็นผู้แทนการค้าไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2567

 

ขณะเดียวกันได้อนุมัติต่ออายุการดำรงตำแหน่งของ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1)

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดรายชื่อ 9 ผู้บริหารกระทรวงการคลัง หลัง ครม. มีมติโยกย้าย อัปเดตใครคุมหน่วยงานใดบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งหมอชัย อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนการค้า คลังเปลี่ยน 9 ตำแหน่ง ต่ออายุเลขาธิการสภาพัฒน์อีก 1 ปี https://thestandard.co/appoint-chai-as-trade-representative/ Tue, 24 Sep 2024 08:07:25 +0000 https://thestandard.co/?p=987412

วันนี้ (24 กันยายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกร […]

The post ตั้งหมอชัย อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนการค้า คลังเปลี่ยน 9 ตำแหน่ง ต่ออายุเลขาธิการสภาพัฒน์อีก 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 กันยายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง และเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการของกระทรวงการคลัง 9 ราย ได้แก่

 

  1. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต โยกย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์
  2. กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร โยกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต
  3. ปิ่นสาย สุรัสวดี รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร
  4. วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง
  5. ศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง
  6. พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
  7. ธีรลักษ์ แสงสนิท ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
  8. อรรถพล อรรถวรเดช ที่ปรึกษาการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เป็นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
  9. ชุติมา ศรีปราชญ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า กรมธนารักษ์ เป็นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง

 

นอกจากนี้ ครม. มีมติแต่งตั้ง นลินี ทวีสิน และ ชัย วัชรงค์ เป็นผู้แทนการค้าไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2567

 

ขณะเดียวกันได้อนุมัติต่ออายุการดำรงตำแหน่งของ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1)

The post ตั้งหมอชัย อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนการค้า คลังเปลี่ยน 9 ตำแหน่ง ต่ออายุเลขาธิการสภาพัฒน์อีก 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือ 7% ต่ออีก 1 ปี https://thestandard.co/vat-remains-at-7-percent-for-another-year/ Tue, 17 Sep 2024 11:29:55 +0000 https://thestandard.co/?p=984662

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 เห็นชอบขยาย […]

The post ครม. อนุมัติลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือ 7% ต่ออีก 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 เห็นชอบขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ออกไปอีก 1 ปี สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 

 

ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร ตระหนักถึงความสำคัญต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ออกไปอีก 1 ปี สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 เพื่อรักษาระดับการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีภาระทางภาษีเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

 

ด้าน จิรายุ​ ห่วงทรัพย์​ ที่ปรึกษาของนายก​รัฐมนตรี​ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้จัดทำประมาณการสูญเสียรายได้ กรณีการขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ว่าจะไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐเพิ่มเติม และไม่ส่งผลกระทบต่อการประมาณรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2568

 

ประเทศไทยได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% แต่ทั้งนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีจะออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% เป็นประจำทุกปี

The post ครม. อนุมัติลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือ 7% ต่ออีก 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทลายแหล่งออก ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท https://thestandard.co/fake-tax-invoice-ring-busted/ Thu, 15 Feb 2024 09:24:32 +0000 https://thestandard.co/?p=900375

กรมสรรพากร ร่วมกับ บก.ปอศ. ทลายแหล่ง ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ […]

The post ทลายแหล่งออก ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

กรมสรรพากร ร่วมกับ บก.ปอศ. ทลายแหล่ง ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท เตือนใบกำกับภาษีปลอมมีโทษทางอาญาและแพ่ง และเป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เชื่อระบบ e-Tax invoice & e-Receipt ช่วยป้องกันปัญหาได้

 

ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 กรมสรรพากรร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เข้าตรวจค้นสถานที่ออกใบกำกับภาษีปลอม จำนวน 5 แห่ง จึงพบใบกำกับภาษีจำนวนมาก ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

 

สำหรับการออกใบกำกับปลอม รวมไปถึงการออกใบกำกับภาษีแต่ไม่มีการส่งมอบหรือซื้อขายสินค้าจริง เพื่อให้ผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมนำไปใช้ลดหย่อนหรือหักเครดิตทางภาษี

 

ใบกำกับภาษีปลอมทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวอีกว่า “การออกและใช้ใบกำกับภาษีปลอม เป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และนอกจากผู้ออกต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว ยังมีโทษทางอาญาด้วย  ส่วนผู้ที่นำใบกำกับภาษีไปใช้ ถือเป็ภาษีซื้อต้องห้าม ไม่มีสิทธินำมาใช้เป็นเครดิต ต้องรับผิดทางแพ่งและมีโทษทางอาญา”

 

ออกใบกำกับภาษีปลอมมีโทษอย่างไร?

 

สำหรับผู้ประกอบการทั้งที่เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีและผู้ใช้ใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้มีการประกอบกิจการจริง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา 86/13 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร มีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยโทษทางแพ่งต้องรับผิดเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษี และโทษทางอาญาต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท”

 

ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ช่วยป้องกันปัญหาได้

 

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวทิ้งท้ายว่า “เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ใช้ใบกำกับภาษีต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบกิจการซึ่งมีตัวตนจริง และเป็นผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเท่านั้น กรมสรรพากรขอแนะนำให้ผู้ประกอบกิจการเข้าสู่ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปลอมแปลงใบกำกับภาษี ลดความซ้ำซ้อนและลดปัญหาการจัดการเอกสารที่อยู่ในรูปของกระดาษ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต และตามมาตรฐานสากลต่อไป”

 

The post ทลายแหล่งออก ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! https://thestandard.co/mof-new-executives-info/ Tue, 03 Oct 2023 12:40:36 +0000 https://thestandard.co/?p=850175

เปิดรายชื่อผู้บริหารกระทรวงการคลังชุดใหม่ หลังวันนี้ (3 […]

The post เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดรายชื่อผู้บริหารกระทรวงการคลังชุดใหม่ หลังวันนี้ (3 ตุลาคม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้โอน/ย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 13 ราย ดังนี้

 

 

  1. ​โอน กุลยา ตันติเตมิท ตำแหน่งอธิบดี (ผู้บริหารสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

  1. โอน แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

  1. โอน พชร อนันตศิลป์ อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธีรัชย์ อัตนวานิช รองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

  1. ย้าย ชาญวิทย์ นาคบุรี ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน เกียรติณรงค์ วงศ์น้อย ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ปิ่นสาย สุรัสวดี ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน อัครุตม์ สนธยานนท์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธิบดี วัฒนกุล ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง

  1. โอน ขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นักวิชาการคอมพิวเตอร์ทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธีรลักษ์ แสงสนิท ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ศุกร์ศิริ บุญญเศรษฐ์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

 

​ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเติบโต 1.3% พิษโควิดระบาดหนัก ประเมินปีหน้ากลับมาขยายตัวได้ในระดับ 4-5% https://thestandard.co/mof-thailand-economy-is-expected-to-grow-deu-to-covid/ Thu, 29 Jul 2021 06:31:44 +0000 https://thestandard.co/?p=518783 กระทรวงการคลัง

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศ […]

The post คลังหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเติบโต 1.3% พิษโควิดระบาดหนัก ประเมินปีหน้ากลับมาขยายตัวได้ในระดับ 4-5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลัง

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ โดยคาดว่าจะขยายตัวในระดับ 1.3% และมีกรอบประมาณการอยู่ที่ 0.8-1.8% ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงเมื่อเทียบกับประมาณการในครั้งก่อนหน้าที่ประเมินว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2.3%

 

สาเหตุที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปีนี้ลง เนื่องจากการระบาดของโรคโควิดที่เริ่มตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ปี 2564 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 

 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก โดยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2564 มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวสูง 14.5% ทำให้กระทรวงคลังคาดว่าการส่งออกของไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ราว 16.6% ซึ่งตัวเลขนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 11%

 

นอกจากนี้ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจไทย ผ่านการดำเนินมาตรการทางการคลังของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และมาตรการด้านการเงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ

 

ประกอบกับการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิดเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 อีก 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภค บรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจ และรักษาระดับการจ้างงานให้สูงขึ้น โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ 4.2% และ 9.5% ตามลำดับ

 

ส่วนการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 1% และ 4.1% ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 1.4% เนื่องจากภาครัฐมีการดำเนินการมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจทั่วประเทศ 

 

สำหรับในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศ คาดว่าในปีนี้จะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 0.5% ของ GDP ซึ่งเกิดจากการขาดดุลบริการเป็นสำคัญ

 

กุลยากล่าวว่า ในส่วนของแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2565 กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นในกรอบ 4-5% โดยได้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายลง และมีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น 

 

“คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในไทยราว 12 ล้านคนในปีหน้า ขณะที่การส่งออกสินค้าก็คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การจ้างงาน และสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้การใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้ดี”

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้ามี 4 ด้านหลัก

 

  1. ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด
  2. ข้อจำกัดในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
  3. ความไม่แน่นอนของตลาดน้ำมันโลก หากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศรุนแรงขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโยบายด้านพลังงาน
  4. ทิศทางนโยบายการเงินโลกที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น จะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม กุลยากล่าวย้ำว่าประเทศไทยยังมีฐานะการคลังที่มั่นคงมีเสถียรภาพ ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการดำเนินมาตรการทางการคลังเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

The post คลังหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเติบโต 1.3% พิษโควิดระบาดหนัก ประเมินปีหน้ากลับมาขยายตัวได้ในระดับ 4-5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN ยกเลิกการจ่ายแบบ ‘คนละครึ่ง’ ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม เป็นต้นไป https://thestandard.co/line-man-cancel-half-half-project-payment-on-july-23/ Wed, 21 Jul 2021 10:05:46 +0000 https://thestandard.co/?p=515460 LINE MAN

ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ลูกค้า LINE MAN […]

The post LINE MAN ยกเลิกการจ่ายแบบ ‘คนละครึ่ง’ ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN

ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ลูกค้า LINE MAN ที่สั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน จะไม่สามารถจ่ายเงินค่าอาหารผ่านโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ได้แล้ว เนื่องจากกระทรวงการคลังแจ้งว่าผิดเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 

 

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้ข้อมูลว่า “กรณีที่ผู้ให้บริการ Food Delivery Platform รายหนึ่งมีการเชิญชวนให้ร้านค้าและประชาชนทำผิดเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กระทรวงการคลังได้แจ้งให้ผู้ให้บริการดังกล่าวยุติการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขแล้ว และกระทรวงการคลังได้รับแจ้งว่าผู้ให้บริการดังกล่าวจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการยุติการดำเนินการ โดยจะมีการหารือเพื่อดำเนินการเชื่อมต่อกับระบบของกระทรวงการคลังให้ถูกต้องต่อไป”

 

อย่างไรก็ดีกระทรวงการคลังกำลังเร่งดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เกิดขึ้นได้โดยเร็วที่สุด

 

ฉะนั้นต่อไปนี้ผู้บริโภคทุกคนคงอาจจะใช้สิทธิ์จากโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม ภายใต้สภาวะการล็อกดาวน์ที่ประชาชนถูกงดออกจากบ้านหากไม่จำเป็นเช่นนี้ 

 

อ้างอิง:

The post LINE MAN ยกเลิกการจ่ายแบบ ‘คนละครึ่ง’ ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม เป็นต้นไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN แจ้งปิดบริการสแกนจ่าย ‘คนละครึ่ง’ เริ่ม 23 กรกฎาคมนี้ รอกลับมาเปิดใหม่ภายใต้เงื่อนไขกระทรวงการคลัง https://thestandard.co/line-man-cancel-half-half-project-start-july-23/ Wed, 21 Jul 2021 07:27:37 +0000 https://thestandard.co/?p=515374 LINE MAN

หลังจากมีประเด็นข้อพิพาทมาพักหนึ่งระหว่าง LINE MAN กับก […]

The post LINE MAN แจ้งปิดบริการสแกนจ่าย ‘คนละครึ่ง’ เริ่ม 23 กรกฎาคมนี้ รอกลับมาเปิดใหม่ภายใต้เงื่อนไขกระทรวงการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN

หลังจากมีประเด็นข้อพิพาทมาพักหนึ่งระหว่าง LINE MAN กับกระทรวงการคลัง ถึงการใช้สิทธิในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งผิดเงื่อนไขของโครงการ ทำให้กระทรวงการคลังต้องส่งจดหมายเตือนไปยังบริษัทนั้น

 

ล่าสุด LINE MAN ได้ออกแถลงการณ์ว่า บริษัทจำเป็นต้องแจ้งให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทราบว่า LINE MAN จำเป็นต้องปิดให้บริการสแกนจ่าย ‘คนละครึ่ง’ ตามข้อกำหนดของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป และหากสามารถกลับมาเปิดให้สแกนจ่ายภายใต้เงื่อนไขของกระทรวงการคลังได้ บริษัทจะแจ้งให้ร้านทราบต่อไป

 

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ให้บริการ Food Delivery Platform รายหนึ่งที่มีการเชิญชวนให้ร้านค้าและประชาชนทำผิดเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กระทรวงการคลังได้แจ้งให้ผู้ให้บริการดังกล่าวยุติการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขแล้ว และกระทรวงการคลังได้รับแจ้งว่าผู้ให้บริการดังกล่าวจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการยุติการดำเนินการ โดยจะมีการหารือเพื่อดำเนินการเชื่อมต่อกับระบบของกระทรวงการคลังให้ถูกต้องต่อไป

 

อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เพื่อให้การใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโควิด

The post LINE MAN แจ้งปิดบริการสแกนจ่าย ‘คนละครึ่ง’ เริ่ม 23 กรกฎาคมนี้ รอกลับมาเปิดใหม่ภายใต้เงื่อนไขกระทรวงการคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังเผยโครงการคนละครึ่งเฟส 3 มียอดใช้จ่ายแล้วกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท เตรียมถกผู้ให้บริการ Food Delivery Platform เชื่อมต่อระบบ https://thestandard.co/mof-revealing-project-phase-3-and-prepare-to-food-delivery-platform/ Mon, 19 Jul 2021 10:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=514483 Half half campaign

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐ […]

The post คลังเผยโครงการคนละครึ่งเฟส 3 มียอดใช้จ่ายแล้วกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท เตรียมถกผู้ให้บริการ Food Delivery Platform เชื่อมต่อระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Half half campaign

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2564 มีผู้ใช้สิทธิ์สะสมจำนวน 21.4 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 33,061 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 16,713 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 16,348 ล้านบาท 

 

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบกลางเพื่อให้ผู้ให้บริการ Food Delivery Platform สามารถเชื่อมต่อกับระบบของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ได้ เพื่อเป็นการตรวจสอบการทำธุรกรรมและป้องกันการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งอาจจะกลายเป็นเรื่องทุจริตได้ 

 

โดยในลำดับถัดไปกระทรวงการคลังจะหารือในรายละเอียดรวมทั้งเงื่อนไขต่างๆ กับผู้ให้บริการ Food Delivery Platform โดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการพัฒนาและทดสอบระบบอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตให้มีการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform

 

สำหรับกรณีที่ผู้ให้บริการ Food Delivery Platform รายหนึ่งที่มีการเชิญชวนให้ร้านค้าและประชาชนทำผิดเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กระทรวงการคลังได้แจ้งให้ผู้ให้บริการดังกล่าวยุติการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขแล้ว และกระทรวงการคลังได้รับแจ้งว่าผู้ให้บริการดังกล่าวจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการยุติการดำเนินการ โดยจะมีการหารือเพื่อดำเนินการเชื่อมต่อกับระบบของกระทรวงการคลังให้ถูกต้องต่อไป

 

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เพื่อให้การใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโควิด

The post คลังเผยโครงการคนละครึ่งเฟส 3 มียอดใช้จ่ายแล้วกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท เตรียมถกผู้ให้บริการ Food Delivery Platform เชื่อมต่อระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังเผยเฟส 3 ‘คนละครึ่ง’ วันแรกมียอดใช้จ่าย 791 ล้านบาท ขณะที่ ยิ่งใช้ยิ่งได้ เงียบเหงา ยอดเข้าแค่ 9 ล้านบาท https://thestandard.co/half-half-campaign-phase-3-first-day-spent-over-791-million-baht/ Fri, 02 Jul 2021 08:01:34 +0000 https://thestandard.co/?p=507702 คนละครึ่ง

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐ […]

The post คลังเผยเฟส 3 ‘คนละครึ่ง’ วันแรกมียอดใช้จ่าย 791 ล้านบาท ขณะที่ ยิ่งใช้ยิ่งได้ เงียบเหงา ยอดเข้าแค่ 9 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่ง

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด ซึ่งประกอบด้วย โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โครงการเพิ่มกำลังซื้อกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 3 และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ที่เปิดให้ประชาชนใช้จ่ายวันแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2564 มีการใช้จ่ายวันแรกรวมกันแล้ว 1,646 ล้านบาท จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ทุกโครงการรวม 7.8 ล้านราย

 

ทั้งนี้หากแยกจำนวนผู้ใช้สิทธิ์และปริมาณการใช้จ่ายในแต่ละโครงการพบว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวน 3.5 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายรวม 791.3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 399.4 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 391.8 ล้านบาท โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวน 3,428 ราย มียอดการใช้จ่ายรวม 9.1 ล้านบาท โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวน 4.2 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายรวม 826.3 ล้านบาท และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวนกว่า 1 แสนราย มียอดการใช้จ่ายรวม 19.6 ล้านบาท 

 

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า การใช้จ่ายในทุกโครงการจะต้องเป็นการจ่ายเงินระหว่างประชาชนกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการแบบพบหน้า (Face-to-Face) เท่านั้น และจะต้องไม่มีกระบวนการใดๆ รองรับการซื้อขายที่ดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์หรือผ่านคนกลางไม่ว่าด้วยวิธีการใดที่เป็นการหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมแบบพบหน้าดังกล่าว เช่น การนำ QR Code ไปคัดลอกส่งต่อแก่บุคคลอื่นเพื่อสแกนจ่ายเงิน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและตรวจสอบความถูกต้องได้ นอกจากนี้ในการสแกนจ่ายค่าสินค้าหรือบริการจะต้องระบุยอดเงินให้ตรงตามมูลค่าสินค้าหรือบริการนั้น เนื่องจากไม่สามารถทอนเงินหรือรับแลกสินค้าหรือบริการคืนเป็นเงินสดได้

 

สำหรับบรรยากาศการใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ในวันนี้ จากการสำรวจของ THE STANDARD WEALTH ไม่พบปัญหาแอปพลิเคชันเป๋าตังล่มเหมือนวันที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ร้านค้าหลายแห่งยังพูดตรงกันว่าจำนวนคนมาใช้สิทธิ์ยังน้อยกว่าช่วงเฟสที่ 1 และ 2 ของโครงการ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ต้องยืนยันตัวตนก่อนเริ่มใช้สิทธิ์ 

 

โดยผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่ ต้องยืนยันตัวตนทุกคน ส่วนผู้รับสิทธิ์รายเดิม เฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยยืนยันด้วยบัตรประชาชนที่สาขา และตู้ ATM ต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขา หรือ ตู้ ATM สีเทาของกรุงไทย เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบว่าเป็นตัวจริง ป้องกันการแอบอ้างสวมสิทธิ์

 

สำหรับโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีทั้งหมด 31 ล้านสิทธิ์ โดยปัจจุบันยังมีสิทธิ์คงเหลืออยู่อีกกว่า 2 ล้านสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือลงทะเบียนผ่านทางสาขา หรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทยได้จนกว่าสิทธิ์จะเต็ม

The post คลังเผยเฟส 3 ‘คนละครึ่ง’ วันแรกมียอดใช้จ่าย 791 ล้านบาท ขณะที่ ยิ่งใช้ยิ่งได้ เงียบเหงา ยอดเข้าแค่ 9 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังเผยยอดใช้จ่ายผ่านโครงการเราชนะพุ่งทะลุ 2.67 แสนล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ์ 33.2 ล้านคน ขู่ตัดสิทธิ์ร้านค้าที่ละเมิดเงื่อนไข https://thestandard.co/spending-we-win-project/ Fri, 11 Jun 2021 10:15:24 +0000 https://thestandard.co/?p=499180 โครงการเราชนะ

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐ […]

The post คลังเผยยอดใช้จ่ายผ่านโครงการเราชนะพุ่งทะลุ 2.67 แสนล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ์ 33.2 ล้านคน ขู่ตัดสิทธิ์ร้านค้าที่ละเมิดเงื่อนไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงการเราชนะ

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการเราชนะว่า ณ ปัจจุบัน ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมาไปแล้วจำนวน 100,139 ล้านบาท 

 

ขณะที่ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียน

ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 17.1 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมาไปแล้วจำนวน 146,812 ล้านบาท 

 

สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.4 ล้านคน ขณะนี้มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา เป็นจำนวน 20,162 ล้านบาท ทำให้ในภาพรวมมีมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยผ่านโครงการเราชนะไปแล้วกว่า 267,113 ล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ์รวม 33.2 ล้านคน โดยมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงนี้รวมกว่า 1.3 ล้านกิจการ

 

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังได้ตรวจพบธุรกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการเราชนะของผู้ประกอบการจำนวน 120 ราย จึงได้ทำการระงับสิทธิ์ชั่วคราวการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการที่กระทำผิดทั้งหมด และขอให้ผู้ประกอบการที่ถูกระงับสิทธิ์ชั่วคราวดังกล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงมายังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (โครงการเราชนะ) ภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ตามข้อความแนะนำที่ปรากฏขึ้นในแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเข้มงวดในการติดตามตรวจสอบประชาชนและผู้ประกอบการที่กระทำการเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการอย่างใกล้ชิด โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป 

 

นอกจากนี้ ยังอยากขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการของกระทรวงการคลังให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของแต่ละโครงการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการอื่นของรัฐในอนาคต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post คลังเผยยอดใช้จ่ายผ่านโครงการเราชนะพุ่งทะลุ 2.67 แสนล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ์ 33.2 ล้านคน ขู่ตัดสิทธิ์ร้านค้าที่ละเมิดเงื่อนไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังสรุปผลการประชุมคลัง-ธนาคารกลางอาเซียน+3 เร่งพหุภาคีเชียงใหม่-ตลาดพันธบัตรเอเชีย https://thestandard.co/summary-of-the-meeting-of-the-ministry-of-finance/ Mon, 03 May 2021 12:02:48 +0000 https://thestandard.co/?p=483554 กระทรวงการคลัง

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐ […]

The post คลังสรุปผลการประชุมคลัง-ธนาคารกลางอาเซียน+3 เร่งพหุภาคีเชียงใหม่-ตลาดพันธบัตรเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลัง

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 (ASEAN+3 Finance Ministers and Central Bank Governors Meeting: AFMGM+3) ครั้งที่ 24 (ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2564) ในระบบประชุมทางไกล มีข้อสรุป 4 ข้อ ดังนี้

1. มุมมองของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO), ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) มองว่าเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2564 เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ทั้ง 3 องค์กรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในทิศทางเดียวกัน คือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการระบาดโควิด-19 ทุกประเทศสมาชิกควรมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม มีเสถียรภาพ และยั่งยืนเป็นสำคัญ เช่น สร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างทั่วถึงโดยเร็ว สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) สนับสนุนการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ (Domestic Resources) ปรับปรุงระบบภาษีและความร่วมมือทางภาษี และส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การพัฒนาระบบการเงินระหว่างภูมิภาค เป็นต้น

 

2. มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) โดยความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ซึ่งจะทำให้สมาชิกได้รับความช่วยเหลือทางการเงินในส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF (De-linked Portion) เพิ่มมากขึ้นจากเดิม 30% เป็น 40% ของวงเงินที่จะได้รับความช่วยเหลือสูงสุด ทั้งนี้ประเทศสมาชิกยังสามารถใช้เงินสกุลท้องถิ่นสมทบเงินใน CMIM ได้

 

3. มาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets Initiative: ABMI) เพื่อส่งเสริมตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานผ่านการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่ประเทศสมาชิก ได้แก่ 

  • การดำเนินการของหน่วยงานการค้ำประกันเครดิตและการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน+3 (Credit Guarantee and Investment Facility: CGIF) 
  • การใช้ตราสารหนี้เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

4. ด้านกรอบความร่วมมือทางการเงินอาเซียน+3 มีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาความเป็นไปได้ของมาตรการริเริ่มใหม่ๆ เช่น การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากลไกเพื่อรองรับปัญหาด้านมหภาคและปัญหาเชิงโครงสร้าง การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านนโยบายเพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 

 

ทั้งนี้เพื่อขยายความร่วมมือทางการเงินให้ครอบคลุม ส่งเสริมความเจริญเติบโตของภูมิภาคอาเซียน+3 และสอดคล้องกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป 

 

อย่างไรก็ตามการประชุม AFMGM+3 สะท้อนถึงแนวคิดการพัฒนาและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

 



พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post คลังสรุปผลการประชุมคลัง-ธนาคารกลางอาเซียน+3 เร่งพหุภาคีเชียงใหม่-ตลาดพันธบัตรเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้โตเหลือ 2.3% พิษโควิด-19 รอบ 3 มองเศรษฐกิจโลกเติบโตดีขึ้น https://thestandard.co/fpo-estimate-gdp-growth/ Thu, 29 Apr 2021 08:14:01 +0000 https://thestandard.co/?p=481845 คลังหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้โตเหลือ 2.3% พิษโควิด-19 รอบ 3 มองเศรษฐกิจโลกเติบโตดีขึ้น

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศ […]

The post คลังหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้โตเหลือ 2.3% พิษโควิด-19 รอบ 3 มองเศรษฐกิจโลกเติบโตดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้โตเหลือ 2.3% พิษโควิด-19 รอบ 3 มองเศรษฐกิจโลกเติบโตดีขึ้น

กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 เติบโตน้อยลงเหลือ 2.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% สาเหตุหลักมาจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่เกิดขึ้นในไทยและโลก ซึ่งคาดกว่าจะกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยหลายด้าน

 

ทั้งนี้ปี 2564 ยังปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยเหลือ 2 ล้านคนจากก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ราว 5 ล้านคน และคาดว่ารายได้นักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 170,000 ล้านบาท ลดลง 49% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่อยู่ 260,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวยังปรับลดลงต่อเนื่อง ได้แก่

  • การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่อยู่ 2.5%
  • การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะโต 5% ลดลงจากก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ราว 6.1%
  • การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะโต 10.1% จากก่อนหน้าที่คาดไว้ 12.1%
  • ภาพรวมดุลการค้าคาดว่าจะโต 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ราว 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ที่ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการปรับคาดการณ์ดีขึ้น ได้แก่ 

  • การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับ 4.8% จากเดิมที่คาดการณ์ว่า 3.4% 
  • มูลค่าการส่งออกคาดว่าจะโต 6.5% จากก่อนหน้าที่คาดไว้ราว 3.1%
  • มูลค่าการนำเข้าคาดว่าจะโต 10.5% จากก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1%

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น เพราะ สศค. คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากมาตรการทางการคลังและการเงินที่ประเทศต่างๆ ดำเนินการ เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

ส่วนตัวเลขการนำเข้าที่ดีขึ้นก็มาจากการนำเข้าเพื่อผลิตและส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า 15 ประเทศ GDP ปี 2564 จะโต 6.0% ดีขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่ 5.2% 

 

ขณะที่ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปปี 2564 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.9 ถึง 1.9) โดยระดับ 1.4% ถือว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่อยู่ราว 1.3% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานยังมองทรงตัวที่ 0.4% 

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2564 นี้ สศค. มองปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่  

  1. การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายประเทศที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ 
  2. ข้อจำกัดในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 
  3. ราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับเพิ่มขึ้น หากปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศรุนแรงขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงาน 
  4. ความผันผวนของระบบการเงินโลกและเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ 

 

ทั้งนี้ในช่วงที่เหลือของปีภาครัฐ ยังมีการดำเนินมาตรการทางการคลังอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายวงเงินส่วนที่เหลือใน พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทในปีก่อน ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภค ประคับประคองภาคธุรกิจ และรักษาระดับการจ้างงานให้สูงขึ้น โดยฐานะการคลังที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ จึงมีความพร้อมในการดำเนินมาตรการทางการคลังเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

 


 

ไม่พลาดข่าวไฮไลต์ประจำวัน มาเป็นเพื่อนกับ THE STANDARD WEALTH ในไลน์ คลิก https://lin.ee/xfPbXUP 

 

The post คลังหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้โตเหลือ 2.3% พิษโควิด-19 รอบ 3 มองเศรษฐกิจโลกเติบโตดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>