กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กิตติ-โฆษะวิสุทธิ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Oct 2023 07:43:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Cisco เปิดตัว Secure Networking ยกระดับ ‘เครือข่าย’ เพื่อการเชื่อมต่อขององค์กรอย่างปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล https://thestandard.co/cisco-secure-networking/ Wed, 25 Oct 2023 07:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=858310 Cisco Secure Networking

ในโลกยุคปัจจุบันที่การเชื่อมต่อทางออนไลน์เข้ามามีบทบาทก […]

The post Cisco เปิดตัว Secure Networking ยกระดับ ‘เครือข่าย’ เพื่อการเชื่อมต่อขององค์กรอย่างปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cisco Secure Networking

ในโลกยุคปัจจุบันที่การเชื่อมต่อทางออนไลน์เข้ามามีบทบาทกับทุกส่วนของชีวิตผู้คน ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นวาระจำเป็นที่ทุกคนรวมถึงภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงและขยายตัวอยู่ตลอดเวลา

 

สำหรับภาคธุรกิจ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อรักษาความยืดหยุ่นในโลกไฮบริดนับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากปัจจุบันพนักงานทำงานจากต่างสถานที่ โดยใช้การเชื่อมต่อที่หลากหลาย และเข้าถึงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เมื่อการทำงานรูปแบบใหม่เพิ่มช่องทางการถูกโจมตีมากขึ้น ความยืดหยุ่นจึงยิ่งมีความสำคัญ และตรงจุดนี้เองที่ ‘เครือข่าย’ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น ‘ด่านแรก’ ของการป้องกัน และเป็นจุดควบคุม (Sole Control Point) ที่ตรวจสอบทุกการเชื่อมต่อทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ใช้ อุปกรณ์ หรือสถานที่ 

 

น้อยกว่า 1 ใน 3 ขององค์กรไทยมีความพร้อมด้านไซเบอร์แบบ ‘สมบูรณ์’

วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า การโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์คือส่วนหนึ่งของการทำงานปัจจุบันที่ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องใช้

 

Cisco Secure Networking

วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและเมียนมา

 

รายงานความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Readiness Index) ของ Cisco ปีนี้ พบว่ามีเพียง 27% ขององค์กรในไทยเท่านั้นที่มีความพร้อมในระดับ ‘สมบูรณ์’ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สมัยใหม่ 

 

Cisco Secure Networking

แผนผังเทียบความพร้อมด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้จากผลสำรวจ ‘Cybersecurity Readiness Index’ ของ Cisco 

 

แม้องค์กรในประเทศไทยจะมีเพียง 27% ที่มีความพร้อมในระดับ ‘สมบูรณ์’ (เส้นสีเขียว) แต่ต้องถือว่าเราทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของโลกที่ 15% และมีองค์กรในไทยน้อยกว่าครึ่งที่มีความพร้อมต่ำกว่ามาตรฐาน (39%) ในขณะที่ทั่วโลกยังต่ำกว่ามาตรฐานถึง 55% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของความตื่นตัวในเรื่องนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม ความพร้อมในระดับ ‘สมบูรณ์’ มิได้หมายความว่าองค์กรจะไม่มีความเสี่ยง เพราะ 89% ของผู้ตอบแบบสอบถามในไทยคาดว่า เหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะทำให้ธุรกิจของพวกเขาหยุดชะงักใน 12-24 เดือนข้างหน้า 

 

หากปราศจากการเตรียมพร้อมที่ดีก็สามารถนำไปสู่ความเสียหายมูลค่าสูงได้ โดย 66% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขาประสบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และองค์กรครึ่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบต้องแบกรับความเสียหายมูลค่าอย่างน้อย 5 แสนดอลลาร์

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น วีระเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยไซเบอร์ยุคนี้ต้องมาจากองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันคือ ‘คน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี’ แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดในบรรดา 3 ปัจจัยนี้คือเรื่องของคน ที่จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ดี เพราะต่อให้ระบบจะล้ำสมัยแค่ไหน แต่ถ้าความเสียหายก็สามารถเกิดขึ้นได้อยู่ดีถ้าบุคลากรไม่มีความรู้ที่เพียงพอ 

 

ทางด้าน ดร.กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ผู้จัดการบริหารความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศและความปลอดภัยไซเบอร์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สาเหตุที่องค์กรจำนวนไม่มากมีความพร้อมในระดับ ‘สมบูรณ์’ มาจากการขาดแคลนความรู้ความเข้าใจ และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ประเทศไทยยังไม่ถูกหมายเป้าเป็นจุดโจมตีหลัก ซึ่งอาจจะสามารถมองในแง่ดีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่มีแรงจูงใจเพียงพอและย่ำอยู่กับที่ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมทั้งเอกชนและรัฐจำเป็นต้องยกระดับความรู้ให้กับผู้คน

 

Cisco Secure Networking

ดร.กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ผู้จัดการบริหารความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศและความปลอดภัยไซเบอร์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

 

นิยามใหม่ของ ‘ระบบเครือข่าย’ ที่ปลอดภัยในโลกไฮบริด

วานนี้ (24 ตุลาคม) Cisco ได้เปิดตัว Secure Networking ในไทย ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัย โดยเชื่อมโยงกับคลาวด์เน็ตเวิร์ก และคลาวด์ซีเคียวริตี้ของ Cisco (Cisco Networking Cloud & Cisco Security Cloud) เป็นนวัตกรรมที่ผสานรวมความสามารถขั้นสูงของระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ บนแนวคิด Zero Trust พร้อมความสามารถในการตรวจสอบและวิเคราะห์ และการบังคับใช้นโยบายเพื่อคุ้มครองทุกการเชื่อมต่อโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อให้องค์กรธุรกิจต่างๆ เชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ในโลกไฮบริดได้

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ที่เป็นสิ่งที่ Cisco มุ่งมั่นเพื่อมอบโซลูชันไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย จวน ฮวด คู (Juan Huat Koo) ผู้อำนวยการฝ่ายไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซิสโก้ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า การปรับใช้กลยุทธ์ AI สำหรับระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงการปกป้องระบบ AI ให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถขับเคลื่อนในระดับแมชชีน ไม่ใช่ในระดับมนุษย์ พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่เกี่ยวกับ AI ในเรื่องของความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความปลอดภัย การเก็บรักษาความลับ สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา และ Bias ต่างๆ ดังนั้นกลยุทธ์ AI สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ Cisco จึงคำนึงถึง 3 แง่มุมที่สำคัญ ดังนี้

 

  1. ทำให้การจัดการนโยบายด้านความปลอดภัยง่ายขึ้น
  2. ทำให้การป้องกันภัยคุกคามมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น
  3. ทำให้การคุ้มครองการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่มีความปลอดภัย

 

ความเร่งด่วนในการพัฒนาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่สามารถมองข้ามได้อีกแล้ว โดยเฉพาะกับองค์กรที่ผลสำรวจของ Cisco ชี้ว่าความเสียหายอย่างต่ำอยู่ที่ 5 แสนดอลลาร์ แต่มูลค่านี้ยังไม่รวมความเสียหายด้านชื่อเสียงในสายตาของลูกค้าที่สามารถส่งผลลบกับธุรกิจได้ในระยะยาว ดังนั้นยุคของความใจเย็นในการลงทุนความปลอดภัยไซเบอร์ได้ผ่านไปแล้ว เพราะองค์กรจะต้องเจอกับความท้าทายในโลกดิจิทัลมากขึ้นนับจากนี้

The post Cisco เปิดตัว Secure Networking ยกระดับ ‘เครือข่าย’ เพื่อการเชื่อมต่อขององค์กรอย่างปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมาคมธนาคารไทย’ เผยแอปดูดเงินสร้างความเสียหายแล้ว 500 ล้านบาท ชี้เหยื่อ 100% ใช้ระบบ Android เชื่อ Biometric ลดผลกระทบได้ https://thestandard.co/tba-use-biometric-reduce-impact/ Fri, 17 Feb 2023 01:42:23 +0000 https://thestandard.co/?p=751668 สมาคมธนาคารไทย

สมาคมธนาคารไทยเผยมิจฉาชีพใช้แอปพลิเคชันดูดเงินสร้างความ […]

The post ‘สมาคมธนาคารไทย’ เผยแอปดูดเงินสร้างความเสียหายแล้ว 500 ล้านบาท ชี้เหยื่อ 100% ใช้ระบบ Android เชื่อ Biometric ลดผลกระทบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมธนาคารไทย

สมาคมธนาคารไทยเผยมิจฉาชีพใช้แอปพลิเคชันดูดเงินสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นมูลค่าราว 500 ล้านบาทแล้ว เผยเตรียมนำเทคโนโลยี Biometric มาใช้เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ชี้หากร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีผลบังคับใช้ ธนาคารจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อปิดกั้นหรือลดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที

 

วานนี้ (16 กุมภาพันธ์) ยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักระบบชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนแนบเนียนขึ้นและมีเทคนิคที่หลากหลายขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียหายจากการตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก โดยสิ้นสุด ณ ปี 2565 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึงราว 500 ล้านบาท โดยแอปดูดเงินนี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงกลางปีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ขณะที่ ชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์ ประธานกรรมการ ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) เปิดเผยว่า เหยื่อทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบยังไม่มีกลุ่มที่ใช้ระบบ iOS และเป็นผู้ใช้ระบบ Android 100% เนื่องจากระบบ iOS สามารถเข้าถึงได้ยากกว่าอย่างมาก

 

เปิดมาตรการ ‘ป้องกันภัย’ จากมิจฉาชีพ ช่วยประชาชน

ผ่านการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือต่างๆ ได้แก่ True, AIS, DTAC และ NT รวมไปถึงผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่าง LINE ได้ดำเนินการต่างๆ ดังนี้

 

  • ตรวจสอบปิด LINE ปลอมของธนาคาร
  • ควบคุมและจัดการชื่อผู้ส่ง SMS (SMS Sender) ปลอม
  • ปิดกั้น URL ที่เป็นอันตราย
  • หารือธนาคารสมาชิกพัฒนาระบบความปลอดภัย แชร์เทคนิคและแนวทางป้องกันภัยร่วมกัน เช่น พัฒนาการป้องกันและควบคุม Mobile Banking Application กรณีมือถือมีการเปิดใช้งาน Accessibility Service เพิ่มระบบการพิสูจน์ตัวตน (Authentication) ด้วย Biometric Comparison 

 

พ.ร.ก.ใหม่ คือกฎหมายตัดขา (บัญชี) ม้า

นอกจากนี้สมาคมธนาคารไทยยังระบุว่า หากร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีผลบังคับใช้ จะช่วยให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทำได้รวดเร็วขึ้น ระงับความเสียหายได้อย่างทันท่วงที สามารถบล็อกบัญชีต้องสงสัยได้ โดยไม่ต้องรอแจ้งความ นอกจากนี้ธนาคารจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อปิดกั้นหรือลดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที

 

ขณะที่ยศกล่าวอีกว่า “พ.ร.ก.นี้ส่วนหนึ่งคือฟีดแบ็กของภาคธนาคารเองด้วยว่าต้องการให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาอะไร เพื่อให้ธนาคารได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ สื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว และช่วยทำให้การจับมิจฉาชีพทำได้เร็วขึ้น”

 

เตรียมใช้ Biometric ภายใน 1-2 สัปดาห์

ชัชวัฒน์เปิดเผยอีกว่า การใช้เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric Technology) ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะตัดตอนและลดผลกระทบให้กับลูกค้าได้ โดยเฉพาะเมื่อโจรเข้ามาอยู่ในมือถือแล้วและพยายามนำเงินออก เนื่องจากแอปดูดเงินส่วนใหญ่เป็นการล่อลวงรหัสผ่านจากประชาชน ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric Technology) ซึ่งเป็นเป็นการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลทางชีวภาพที่มีลักษณะเฉพาะตัวและไม่ซ้ำใคร เช่น ลายนิ้วมือ รูม่านตา โครงสร้างใบหน้า เสียง จะทำให้มิจฉาชีพทำงานได้ยากขึ้น

 

ขณะที่ยศกล่าวว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ธนาคารส่วนใหญ่น่าจะเริ่มนำมาระบบ Biometric มาใช้ได้

 

‘3 รูปแบบ’ การล่อลวงที่พบบ่อย

ชัชวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การหลอกลวงประชาชนให้ได้รับความเสียหายจากแอปดูดเงิน ส่วนใหญ่ดำเนินการใน 3 รูปแบบ ดังนี้

 

  1. หลอกล่อด้วยรางวัลและความผิดปกติของบัญชีและภาษี โดย Call Center โทรมาหลอกด้วยสถานการณ์ที่ทำให้กังวล SMS เป็นการใช้ชื่อเหมือนหรือคล้ายหน่วยงานต่างๆ และโซเชียลมีเดียหลอกให้เงินรางวัลและเงินกู้ หรือโน้มน้าวชวนคุยหาคู่ และให้เพิ่ม (Add) บัญชี LINE ปลอมของมิจฉาชีพ
  1. หลอกให้ติดตั้งโปรแกรม หลอกขอข้อมูล และให้ทำตามขั้นตอนเพื่อติดตั้งแอปปลอม (ไฟล์ติดตั้งนามสกุล .apk) โดยใช้ความสามารถของ Accessibility Service ของระบบปฏิบัติการ Android ที่เมื่อแอปใดๆ ได้รับอนุญาตให้ทำงานภายใต้ Accessibility Service แล้ว จะสามารถเข้าถึงและควบคุมการสั่งงานมือถือแทนผู้ใช้งานได้ ฟังก์ชันนี้จึงเป็นกลไกหลักของมิจฉาชีพในการควบคุมมือถือของเหยื่อ 
  1. ควบคุมมือถือของเหยื่อและใช้ประโยชน์ ด้วยการใช้แอปปลอมเชื่อมต่อไปยังเครื่องของมิจฉาชีพ เพื่อเข้าควบคุมและสั่งการมือถือของเหยื่อเพื่อโอนเงินและขโมยข้อมูลต่างๆ โดยรูปแบบของแอปดูดเงินที่มิจฉาชีพใช้หลอกประชาชนมี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. หลอกให้เหยื่อติดตั้งแอปจำพวกรีโมตจาก Play Store เช่น TeamViewer, AnyDesk เป็นต้น จากนั้นมิจฉาชีพจะรีโมตเข้ามาดูและควบคุมมือถือของเหยื่อเพื่อโอนเงินออกทันที 2. แอปอันตราย (.apk) เมื่อติดตั้งแล้วจอมือถือของเหยื่อจะค้าง โจรจะรีโมตมาควบคุมมือถือของเหยื่อและโอนเงินออกทันที เช่น แอปพลิเคชัน DSI, สรรพากร, Lion Air, ไทยประกันชีวิต, กระทรวงพาณิชย์ (ยังคงเป็นรูปแบบที่มิจฉาชีพใช้มากที่สุด) 3. แอปอันตราย (.apk) ที่ควบคุมมือถือของเหยื่อ รอประชาชนเผลอแล้วค่อยแอบโอนเงินออกภายหลัง เช่น แอปหาคู่ Bumble, Snapchat (ยังคงเป็นรูปแบบที่มิจฉาชีพใช้)

 

แนะแนวทางการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ

กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) แนะแนวทางการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพว่ามีจุดสังเกตที่ต้องระวังคือ 

 

  1. มิจฉาชีพจะแนะนำให้เหยื่อก๊อบปี้ลิงก์ไปเปิดในเบราว์เซอร์ Chrome เพื่อเข้าเว็บปลอม
  2. ขณะติดตั้งแอปของมิจฉาชีพ มือถือจะขอสิทธิ์ในการติดตั้งแอปที่ไม่รู้จัก
  3. มิจฉาชีพพยายามให้ตั้ง PIN หลายครั้ง หวังให้เหยื่อเผลอตั้ง PIN ซ้ำกับ PIN ที่ใช้เข้า Mobile Banking Application ของธนาคาร
  4. หลอกให้เหยื่อเปิดสิทธิ์การช่วยเหลือพิเศษ (Accessibility) โดยชวนคุยจนไม่ทันอ่านเนื้อหาที่ขึ้นมาเตือน

 

ทั้งนี้ ควรดาวน์โหลดแอปผ่าน App Store หรือ Play Store เท่านั้น และไม่ควร Add LINE หรือช่องทางแชตอื่นๆ คุยกับคนแปลกหน้า

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันภัยจากแอปดูดเงิน แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

 

  1. ตรวจสอบมือถือว่าเปิดแอปที่ทำงานภายใต้ Accessibility Service หรือไม่ โดยตรวจดูให้แน่ใจว่าเรารู้จักและทราบเหตุผลของการเปิดใช้งานทุกโปรแกรม หากไม่ทราบให้รีบปิด
  2. เปิดใช้งาน Google Play Protect เพื่อตรวจสอบการติดตั้งแอปอันตราย หากเจอให้ Uninstall ทันที 
  3. ติดตั้งแอป Endpoint Protection หรือ Antivirus บนมือถือเพื่อดักจับและป้องกันแอปอันตราย หรือมัลแวร์ต่างๆ

 

สำหรับผู้ที่หลงกลตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแล้ว ให้รีบดำเนินการปิดเครื่องทันทีด้วยวิธีกด Force Reset คือการกดปุ่ม Power และปุ่มลดเสียงพร้อมกันค้างไว้ 10-20 วินาที แต่ถ้าทำวิธีนี้ไม่สำเร็จ ให้ตัดการเชื่อมต่อของโทรศัพท์ด้วยการถอดซิมการ์ด ปิด WiFi และให้ติดต่อธนาคาร แจ้งความทันที

The post ‘สมาคมธนาคารไทย’ เผยแอปดูดเงินสร้างความเสียหายแล้ว 500 ล้านบาท ชี้เหยื่อ 100% ใช้ระบบ Android เชื่อ Biometric ลดผลกระทบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์กรุงเทพ’ แนะนำผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแบงกิ้งพิมพ์ URL เองทุกครั้ง หลังพบมิจฉาชีพลวงกรอกข้อมูลในเว็บปลอม ก่อนสวมรอยโอนเงินออก https://thestandard.co/bangkok-banking-internet-url/ Wed, 11 Jan 2023 09:10:01 +0000 https://thestandard.co/?p=735853 มิจฉาชีพลวงกรอกข้อมูลในเว็บปลอม

‘ธนาคารกรุงเทพ’ แนะนำผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งต้อ […]

The post ‘แบงก์กรุงเทพ’ แนะนำผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแบงกิ้งพิมพ์ URL เองทุกครั้ง หลังพบมิจฉาชีพลวงกรอกข้อมูลในเว็บปลอม ก่อนสวมรอยโอนเงินออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิจฉาชีพลวงกรอกข้อมูลในเว็บปลอม

‘ธนาคารกรุงเทพ’ แนะนำผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งต้องพิมพ์ URL เองทุกครั้ง หลังพบมิจฉาชีพลวงลูกค้ากรอกข้อมูลในเว็บปลอม ก่อนสวมรอยโอนเงินออก

 

ตามที่มีข่าวปรากฏในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับลูกค้ารายหนึ่งที่ต้องการเข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง โดยกดค้นหาเว็บไซต์จากผู้ให้บริการโปรแกรมค้นหา (Search Engine) ซึ่งมิจฉาชีพได้เข้ามาซื้อโฆษณาเพื่อเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มีชื่อ URL ใกล้เคียงกับเว็บไซต์ของธนาคาร จนเป็นเหตุให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปสวมรอยเพื่อทำรายการโอนเงินของลูกค้า

 

กิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ผู้จัดการความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารมีความห่วงใยในความปลอดภัยของลูกค้าทุกท่าน สำหรับกรณีล่าสุดที่ลูกค้าผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งถูกหลอกลวงเอาข้อมูล ขอแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการเข้าใช้งาน ด้วยการพิมพ์ URL ของเว็บไซต์ธนาคารด้วยตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ต่างๆ ที่อาจแนบมากับสื่อ หรือการค้นหาผ่านโปรแกรม Search Engine ต่างๆ ที่อาจถูกมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาลวงเอาข้อมูลสำคัญ เช่น รหัส PIN และ OTP (One Time Password) เพื่อนำไปสวมรอยทำโจรกรรม

 

นอกจากนี้ ธนาคารขอเรียนให้ลูกค้าทุกท่านทราบว่า ธนาคารไม่มีนโยบายสอบถามหรือขอข้อมูลส่วนตัวและเอกสารส่วนบุคคลของลูกค้า เช่น รหัสผู้ใช้ (Username), รหัส PIN หรือรหัส OTP จากลูกค้าแต่อย่างใด ลูกค้าจึงควรระมัดระวังและตรวจสอบให้แน่ใจก่อนกรอกข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวลงในเว็บไซต์

 

ธนาคารกรุงเทพให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า โดยลูกค้าทุกท่านสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากสื่อประชาสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพทุกช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ธนาคาร, Bangkok Bank LINE Official หรือหากต้องการคำแนะนำ บริการ หรือความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อธนาคารได้ที่สาขาธนาคารกรุงเทพทั่วประเทศ หรือบัวหลวงโฟน โทร. 1333 หรือ 0 2645 5555


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘แบงก์กรุงเทพ’ แนะนำผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแบงกิ้งพิมพ์ URL เองทุกครั้ง หลังพบมิจฉาชีพลวงกรอกข้อมูลในเว็บปลอม ก่อนสวมรอยโอนเงินออก appeared first on THE STANDARD.

]]>