กิจการอวกาศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กิจการอวกาศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 12 Jun 2026 13:34:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อุตสาหกรรม ‘อวกาศ’ กำลังจะโตขึ้น 3 เท่า สู่มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมความคาดหวังต่อ SpaceX ที่กำลังจะเทรดวันแรก 12 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/space-industry-growth-spacex-ipo/ Fri, 12 Jun 2026 13:33:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1217780 ภาพจรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ในทศวรรษข้างหน้า อุตสาหกรรมด้าน ‘อวกาศ’ มีแนวโน้มจะเป็น […]

The post อุตสาหกรรม ‘อวกาศ’ กำลังจะโตขึ้น 3 เท่า สู่มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมความคาดหวังต่อ SpaceX ที่กำลังจะเทรดวันแรก 12 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ในทศวรรษข้างหน้า อุตสาหกรรมด้าน ‘อวกาศ’ มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากปี 2023 ที่มีมูลค่า 630,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 20.8 ล้านล้านบาท ถูกคาดการณ์โดย World Economic Forum ว่าจะเติบโตไปเป็น 1.79 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 60 ล้านล้านบาท ภายในปี 2035 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของ GDP โลกที่น่าจะอยู่ที่ 5% ต่อปี

 

SpaceX (SPCX) บริษัทเอกชนด้านการขนส่งและเทคโนโลยีทางอวกาศภายใต้การบริหารของ Elon Musk ถือเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งมาพร้อมกับความคาดหวังที่ค่อนข้างสูง สะท้อนจาก Market Cap. ของธุรกิจที่กำลังจะเติบไปสู่ระดับ 60 ล้านล้านบาท จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจะเข้าเทรดวันแรกในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะระดมเงินทุนให้กับบริษัทได้มากถึง 2.4 ล้านล้านบาท

 

การเข้ามาจดทะเบียนของ SpaceX นั้นกำลังจะเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมอวกาศไปพอสมควร จากที่อดีตเป็นธุรกิจที่ดำเนินการโดยรัฐบาลเพียงส่วนเดียว แต่ SpaceX จะเป็นบริษัทเอกชนที่กำลังจะกลายเป็นบริษัทมหาชน ที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาเป็นเจ้าของ

 

ไม่เพียงเท่านั้น SpaceX ยังจะทำให้ตลาดมุ่งความสนใจไปยังธุรกิจอื่นๆในกลุ่มเทคโนโลยีด้านอวกาศและการบินมากยิ่งขึ้น ทำให้อาจเกิดการลงทุนเชิงโมเมนตัม และมีการไหลของเม็ดเงินไปยังหุ้นอื่นๆในกลุ่มเดียวกันได้อีก

 


 

ภาพจรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า 1

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post อุตสาหกรรม ‘อวกาศ’ กำลังจะโตขึ้น 3 เท่า สู่มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมความคาดหวังต่อ SpaceX ที่กำลังจะเทรดวันแรก 12 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ https://thestandard.co/the_secret_sauce/spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift/ Sat, 14 Feb 2026 02:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1178356 spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift

“ใครคุมน้ำมัน คนนั้นคุมโลก”    เค […]

The post SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift

“ใครคุมน้ำมัน คนนั้นคุมโลก” 

 

เคยเป็นประโยคทองของศตวรรษที่ผ่านมา แต่ในปี 2026 กฎกติกากำลังถูกเขียนขึ้นใหม่โดยชายที่ชื่อว่า Elon Musk เมื่อ SpaceX เตรียมทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยมูลค่าเฉียด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

 

 

ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในตลาดหุ้น แต่มันคือการประกาศว่า ‘อำนาจ’ ได้ย้ายจากมือของรัฐชาติมาสู่บริษัทเอกชนอย่างเต็มตัว และนี่คือจุดเปลี่ยนที่กำลังจะเข้ามากระทบกระเทือนถึงกระเป๋าสตางค์ วิธีการทำงาน และความมั่นคงของพวกเราทุกคนบนโลก

 

Elon Musk กำลังสร้างอะไรอยู่กันแน่

 

หลายคนอาจมองว่า SpaceX คือบริษัทจรวดที่อยากพามนุษย์ไปดาวอังคาร แต่นั่นเป็นเพียงภาพด้านหน้า

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือ Musk กำลังสร้าง ‘ระบบนิเวศครบวงจร’ ที่เชื่อม 3 อย่างเข้าด้วยกัน

1. การปล่อยจรวดและดาวเทียม

 

2. โครงข่ายอินเทอร์เน็ตจากอวกาศ หรือ Starlink

 

3. ปัญญาประดิษฐ์ผ่าน xAI

 

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เขาไม่ได้แค่สร้างเทคโนโลยีชิ้นเดียว แต่กำลังสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เทคโนโลยีอื่น ๆ ต้องพึ่งพาเหมือนในอดีตที่ประเทศต้องมีถนน มีไฟฟ้า มีน้ำประปา
 

ในโลกยุค AI สิ่งที่ต้องมีคือ คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ข้อมูลจำนวนมหาศาล การเชื่อมต่อความเร็วสูง และพลังงานราคาถูก ซึ่ง SpaceX กำลังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในหลายชั้นของโครงสร้างนี้พร้อมกัน

 

ทำไม Starlink ถึงสำคัญมาก

 

จรวดทำหน้าที่พาดาวเทียมขึ้นไป แต่ Starlink คือสิ่งที่ทำงานทุกวัน เป็นเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำที่กระจายรอบโลก ทำหน้าที่เหมือนอินเทอร์เน็ตที่ส่งมาจากท้องฟ้า

 

ข้อดีคือ ไม่ต้องพึ่งสายเคเบิลใต้น้ำ ไม่ต้องรอเสาสัญญาณ อยู่กลางทะเลหรือในพื้นที่ห่างไกลก็เชื่อมต่อได้ ในโลกที่ AI ต้องสื่อสารกันแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ โดรน หรือระบบเกษตรอัจฉริยะ การเชื่อมต่อที่เร็วและเสถียรคือหัวใจ

 

ถ้าไม่มีการเชื่อมต่อแบบนี้ AI จะทำงานได้เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ถ้ามีโครงข่ายครอบคลุมทั้งโลก AI จะขยายไปทุกพื้นที่

 

ตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มมองว่า SpaceX ไม่ใช่บริษัทอวกาศธรรมดา แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

เศรษฐกิจอวกาศในยุค AI จะเป็นอย่างไร

 

ในยุคที่ทรัพยากรบนโลกเริ่มเผชิญขีดจำกัด การขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์จะขับเคลื่อนให้ ‘อวกาศ’ กลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลังผ่านมิติต่างๆ ดังนี้

  • ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร: เมื่อการฝึก AI บนโลกเผชิญปัญหาการขาดแคลนพลังงานและสร้างความร้อนสูง อวกาศจะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่สำหรับการตั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center บนอวกาศ เพราะมีพลังงานแสงอาทิตย์ให้ใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และมีระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติจากอุณหภูมิเยือกเย็นของจักรวาล ส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผล AI ในอวกาศอาจมีต้นทุนเทียบเท่าการตั้ง Data Center บนโลก 
  • ข้อมูลอวกาศกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจ: ข้อมูลดิบจากดาวเทียมจะถูก AI แปรรูปให้กลายเป็นเครื่องมือพยากรณ์อนาคตที่แม่นยำ ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ การประเมิน ‘คาร์บอนเครดิต’ ไปจนถึงการจัดการภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลกว่าการขายเพียงแค่ภาพถ่ายดิบ 
  • โครงสร้างพื้นฐานที่ไร้พรมแดน: อวกาศจะทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเป็นตัวประสานให้ AI Agents, ยานยนต์ไร้คนขับ และระบบโดรน สามารถทำงานร่วมกันได้ในทุกตารางนิ้วบนโลก เปลี่ยนบทบาทของอวกาศจากเรื่องของการสำรวจไปสู่การเป็น ‘สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน’ ที่ทุกเทคโนโลยีต้องพึ่งพา 

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจอวกาศยุค AI จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ศูนย์กลางอำนาจโลกไม่ได้ยึดโยงอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับใครคือผู้ควบคุม ‘ข้อมูล การเชื่อมต่อ และพลังงาน’ เหนือชั้นบรรยากาศ

 

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้

 

เราอาจไม่ต้องสร้างจรวดเอง แต่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจอวกาศยังมีหลายบทบาท เช่น

 

  • การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูง
  • การตั้งสถานีรับส่งข้อมูล
  • การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมด้วย AI
  • การนำข้อมูลอวกาศไปแก้ปัญหาเกษตร น้ำ หรือภัยพิบัติ

 

มูลค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปล่อยดาวเทียม แต่อยู่ที่การตีความข้อมูลและสร้างบริการใหม่จากข้อมูลนั้น 

 

การ IPO ของ SpaceX ไม่ได้สำคัญเพียงตัวเลขมูลค่าเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนว่านอกจากทรัพยากรธรรมชาติแล้ว กำลังจะมีข้อมูล การเชื่อมต่อ และพลังงานสำหรับ AI มาเป็นศูนย์กลางอำนาจที่โลกทั้งใบต้องการไม่แพ้กัน

 

สำหรับเรา บทเรียนไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนตรงไหนเพราะเมื่อเข้าใจโครงสร้าง เราจะไม่เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่สามารถเป็นผู้สร้างคุณค่าในเกมใหม่นี้ได้

The post SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NARIT เผยภารกิจเรือธง พาอุปกรณ์วิจัยไทยไปดวงจันทร์ https://thestandard.co/narit-thai-moon-research-mission/ Sat, 07 Feb 2026 07:33:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1175150 ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นองค์กรภาครัฐแ […]

The post NARIT เผยภารกิจเรือธง พาอุปกรณ์วิจัยไทยไปดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่งที่มุ่งเน้นการทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อต่อยอดงานวิจัยนั้นไปสร้างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โดยผลงานของสถาบันฯ ถูกนำเสนออย่างครอบคลุมภายในงานกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ ภายใต้ชื่องานว่า NARIT Open Talk

 

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวเปิดงาน NARIT Open Talk 2026

 

งานวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิต และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ

 

เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ทางสถาบันฯ ได้มีการจัดงาน NARIT Open Talk 2025 และนำเสนอไฮไลต์เรื่องการวางรากฐานงานวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น PM2.5 ทันที​ ณ จุดวัด โดยใช้เครื่อง Aerosol Chemical Speciation Monitor (ACSM) ประกอบกับการแสดงข้อมูลองค์ประกอบของฝุ่นทุติยภูมิ ที่เกิดจากการรวมกันของฝุ่นปฐมภูมิที่มาจากจุดกำเนิดและสารเคมีในอากาศ เมื่อวิเคราะห์ย้อนกลับไปจึงพบว่าต้นกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพียงแค่จากการเผา แต่ยังมาจากโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมทางบกและทางน้ำ รวมถึงการเกษตรกรรม ที่สามารถปลดปล่อยสารเคมีสู่ชั้นบรรยากาศจนไปรวมตัวกับฝุ่น กลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิที่เป็นอันตรายกว่าเดิมได้

 

ในปี 2026 นี้ ทางสถาบันฯ ได้จัดงาน NARIT Open Talk ขึ้นอีกครั้ง โดยมีการแนะนำภาระงานที่กำลังดำเนินการอยู่ภายในปีนี้หลากหลายประเด็น รวมถึงเรื่องงานวิจัยฝุ่น PM2.5 ด้วย โดยในปีนี้มีการต่อยอดจำนวนเครื่องมือวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น ACSM เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปติดตั้งในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อวัดองค์ประกอบในแต่ละพื้นที่ที่มีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งเครื่องมือที่มีการนำมาใช้เพิ่มเติมคืออากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่สามารถตรวจวัดแก๊ส NOx ได้ และเริ่มดำเนินการตรวจวัดแล้วในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อศึกษาการกระจายตัว พฤติกรรม และการเปลี่ยนแปลงของแก๊สกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศส่วนใหญ่ในประเทศวัดเพียงปริมาณ PM2.5 เพียงอย่างเดียว ทั้งที่มลพิษในอากาศยังเต็มไปด้วยสารประกอบและละอองลอยอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น PM10, SOx, โอโซน ซึ่งการใช้โดรนที่ติดตั้งอุปกรณ์ Spectrograph ช่วยในการตรวจวัดสารประกอบอื่นเพิ่มเติมนั้น จะช่วยให้เราเข้าใจฝุ่นทุติยภูมิที่เป็นอันตรายได้มากขึ้น ซึ่งทางผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ดร.วิภู รุโจปการ ให้สัมภาษณ์ว่าทางสถาบันฯ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยที่จัดเก็บมาจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการตรวจวัดที่แม่นยำมากขึ้น และพัฒนาการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 1

โดรนที่ใช้ตรวจวัดแก๊ส NOx และผลการเก็บตัวอย่างพื้นที่บางขุนเทียนเมื่อ 17 ธันวาคม 2025

 

นอกเหนือจากงานวิจัยด้านฝุ่น PM2.5 ทางสถาบันฯ ยังขยายการใช้งานระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ผ่านดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย และบริหารจัดการสาธารณภัย โดยจะมีการติดตั้งอุปกรณ์และระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวรวม 10 สถานี และจะขยายผลให้มีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวเพิ่มเติมให้มีอย่างน้อย 500 สถานี เพื่อเตอืนภัยแผ่นดินไหวได้ทั่วประเทศ

 

ผลักดันเรื่อง ‘ดาราศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล’

 

หลายคนอาจคิดว่าดาราศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีดาราศาสตร์ยังสามารถบูรณาการเข้ากับศาสตร์วิชาอื่นได้ด้วย เช่น โบราณดาราศาสตร์ (Archaeoastronomy) ที่เป็นการประยุกต์ระหว่างดาราศาสตร์กับโบราณคดีเข้าด้วยกัน เช่น การใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์ในการระบุอายุของศาสนสถานโดยเปรียบเทียบกับวันเดือนปีในจารึกต่าง ๆ หรือการศึกษาพบการวางผังวัดในประเทศไทยที่มี่ความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ในวันวิษุวัต (วันที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านเส้นศูนย์สูตร ทำให้กลางวันกับกลางคืนมีระยะเวลาเท่า ๆ กัน พบได้ในช่วงมีนาคมและกันยายน) หรือการศึกษาศาสนสถานพุทธที่เกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย พบว่ามีการใช้ผังดาว และการวางทิศที่ตรงกันกับวันสำคัญในอาณาจักรหริภุญไชย ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของจังหวัดลำปางในประเทศไทย

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 2

ผลการศึกษาด้านโบราณดาราศาสตร์เรื่องการวางทิศของปราสาทพนมรุ้ง

 

การท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านโครงการ ‘เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย’ (Amazing Dark Sky in Thailand) เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงผลกระทบจากมลภาวะทางแสงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดูดาว การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดจึงเอื้อต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของคนทั่วไป เช่น เมื่อมีปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน มีดาวตก หรือดาวเคราะห์โคจรใกล้โลก อาจสังเกตได้ง่ายมากขึ้น ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้านดาราศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังได้รับชมความงดงามของดวงดาวยามค่ำคืนไปพร้อมกับได้ความรู้จากการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง

 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ยังมีเป้าหมายในการขยายขอบเขตการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์สู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มผู้บกพร่องทางการมองเห็น กลุ่มผู้บกพร่องทางการได้ยิน กลุ่มบุคคลออทิสติก กลุ่มผู้สูงวัย หรือผู้บกพร่องทางด้านการเคลื่อนไหว โดยการออกแบบวิธีการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเปราะบางอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในด้านดาราศาสตร์ได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เช่น มีการออกแบบท้องฟ้าจำลองปั้นนูนที่สามารถให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นสัมผัสรูปร่างของกลุ่มดาวได้ ขณะที่รับฟังการบรรยายเรื่องกลุ่มดาวในท้องฟ้าจำลอง ซึ่งภารกิจนี้นอกจากเสริมสร้างกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ผ่านประชาชนให้กลุ่มเป้่าหมายได้กว้างขึ้นแล้ว ภารกิจนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติที่กำหนดเจตนารมณ์ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 3

การเข้าชมท้องฟ้าจำลองของผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น พร้อมอุปกรณ์ที่ออกแบบโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

 

การพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง

 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มีความตั้งใจในการสร้างองค์ความรู้ให้คนไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอยู่เสมอ ในปี 2026 นี้ก็มีการพัฒนากล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาเองโดยฝีมือคนไทย เพื่อนำไปติดตั้งยังหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดพิษณุโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ฐานกล้องอัตโนมัติ ที่สามารถรองรับอุปกรณ์หนักถึง 300 กิโลกรัมติดตั้งบนนั้นได้ ซึ่งฐานกล้องนี้จะช่วยให้การติดตามวัตถุบนท้องฟ้าทำได้อย่างแม่นยำและสะดวกสบายขึ้น โดยสามารถควบคุมได้จากระยะไกล การพัฒนาอุปกรณ์ประเภทนี้ด้วยฝีมือคนไทย จึงทำให้การผลิตนวัตกรรมลดต้นทุนลง และยังผลิตเพื่อขายให้ต่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย

 

ดาวเทียมวงโคจรต่ำ TSC-1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พัฒนาขึ้นภายใต้ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย ดำเนินการผลิตและออกแบบโดยนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญคนไทย ตั้งแต่ระบบต่าง ๆ ของดาวเทียม ไปจนถึงชิ้นส่วนเล็ก ๆ เช่น กระจก ที่เรียบมากจากการขัดอลูมิเนียม ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับสถาบันทัศนศาสตร์ กลศาสตร์ขั้นสูง และฟิสิกส์แห่งฉางชุน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน เพื่อการพัฒนานวัตกรรมสำหรับงานวิจัยขั้นสูง

 

อีกหนึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญ และได้รับการนำเสนอเป็นไฮไลต์พิเศษในงาน NARIT Open Talk ในปีนี้ คือการประกาศว่าอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศที่วิศวกรชาวไทยเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์การทำงานและชิ้นส่วนเชิงกลความละเอียดสูง จะได้เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์จริง ๆ ร่วมกับยานฉางเอ๋อ 7 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาสภาพอวกาศและการกระจายตัวของอนุภาคพลังงานสูง รวมถึงประเมินผลกระทบจากพายุสุริยะที่อาจส่งผลต่อระบบเทคโนโลยีสำคัญบนโลก

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 4

การส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope)

 

ภายในปีนี้ ช่วง 10-20 สิงหาคม 2026 ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศฝีมือคืนไทย จะได้ร่วมเดินทางขึ้นไปสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถพูดได้ว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้จะพาลายนิ้วมือและความฝันของคนไทยไปใกล้ชิดถึงดวงจันทร์จริง ๆ ครั้งแรก แต่ไม่ใช่ครั้งเดียว เพราะในภารกิจการส่งยานฉางเอ๋อ 8 ที่มีแผนลงจอดบนดวงจันทร์ ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติก็เตรียมติดตั้งอุปกรณ์อีกชนิด สำหรับตรวจจับนิวตรอนขั้นสูงขึ้นไปที่ดวงจันทร์อีกครั้ง เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมด้านการแผ่รังสี และองค์ประกอบของดินบนดวงจันทร์ โดยมุ่งเน้นในบริเวณขั้วใต้ที่มีความสัมพันธ์กับการมีอยู่ของน้ำแข็งและแหล่งไฮโดรเจน

 

ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำคัญต่อทั้งงานวิจัยวิทยาศาสตร์และการประเมินความปลอดภัยสำหรับภารกิจอวกาศในระยะยาว รวมถึงยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไปอีกนานเช่นกัน

 

ก้าวต่อไปของ NARIT

 

ดร.วิภู ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ‘ASTRONOMY+’ เป็นพันธกิจที่มุ่งนำงานวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีดาราศาสตร์มาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทย ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการทำงานที่สอดรับกับทิศทางระดับโลก ผลลัพธ์ของพันธกิจนี้จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และสังคม ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ภารกิจของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจึงไม่จบแค่การพัฒนาอุปกรณ์ฝีมือคนไทย แต่เป็นการต่อยอดให้ผลงานชาวไทยได้มีพื้นที่ในระดับโลก รวมถึงยังปูพื้นฐานการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมกับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีกว่าในสายตาของสังคมโลก

 

ภาพการส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 5

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

The post NARIT เผยภารกิจเรือธง พาอุปกรณ์วิจัยไทยไปดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก https://thestandard.co/thailand-stsc-un-space-committee/ Tue, 03 Feb 2026 04:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1172950 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ประธาน STSC สหประชาชาติ

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาท […]

The post ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ประธาน STSC สหประชาชาติ

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ที่ประชุมกัน ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

 

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก

 

ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ เช่น ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

 

ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล

 

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล

 

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย

 

นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว

 

ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ประธาน STSC ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดย GISTDA ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำกรุงเวียนนา กระทรวงการต่างประเทศ ทำงานอย่างใกล้ชิดในการประสานประเทศสมาชิก รักษาความเป็นกลางทางการทูต และทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกอย่างยั่งยืน

 

ภาพ: GISTDA

 

อ้างอิง:

  • GISTDA

The post ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA กลับไปดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026 https://thestandard.co/nasa-moon-thai-space-2026/ Thu, 25 Dec 2025 06:45:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1158139 NASA กลับไป ดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026

เข้าสู่ศักราชใหม่อีกครั้ง เมื่อดาวเคราะห์สีครามดวงนี้ได […]

The post NASA กลับไปดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA กลับไป ดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026

เข้าสู่ศักราชใหม่อีกครั้ง เมื่อดาวเคราะห์สีครามดวงนี้ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ครบไปอีกหนึ่งรอบ พร้อมกับเรื่องราวน่าติดตาม และการสำรวจต่างๆ เพื่อปลดล็อกปริศนา ไขคำตอบของห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่นี้

 

ปี 2026 นับเป็นอีกปีที่น่าจับตาของวงการอวกาศ เพราะมีทั้งการส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ เป็นครั้งแรกที่จะมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทยไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับการนำส่งภารกิจต่างๆ ออกเดินทางสู่วงโคจร ตลอดจนนานาปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บนโลก ที่ THE STANDARD ได้รวบรวมมา

 

10 มกราคม – ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุด

 

เปิดปีใหม่ด้วยการสังเกตดู ดาวพฤหัสบดี ที่จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดของปี 2026 ในคืนวันที่ 10 มกราคม โดยสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ดวงนี้ขึ้นจากทิศตะวันออกช่วงเย็น และปรากฏสว่างเด่นตลอดคืน ก่อนตกลับขอบฟ้าในช่วงรุ่งเช้า

 

ตำแหน่งดังกล่าว เรียกว่า Jupiter Opposition หรือการที่ดาวพฤหัสฯ อยู่ตำแหน่งตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ เมื่อสังเกตจากโลก โดยปีนี้ดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างไปประมาณ 633 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 35 นาทีแสงด้วยกัน

 

มกราคม – GISTDA ส่งดาวเทียม THEOS-2A ขึ้นสู่วงโคจร

 

ในเดือนมกราคม GISTDA เตรียมส่ง THEOS-2A ดาวเทียมสำรวจโลกความละเอียดสูงดวงล่าสุดของประเทศไทย ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจการถ่ายภาพ สนับสนุนข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆ จากอวกาศ

 

สำหรับดาวเทียม THEOS-2A ได้มีการร่วมพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทยมากกว่า 20 คน และปัจจุบันได้ผ่านการทดสอบด้านต่างๆ จากศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ พร้อมสำหรับการนำส่งโดยจรวดของประเทศอินเดียในช่วงต้นปี 2026

 

6 กุมภาพันธ์ – NASA ส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์

 

NASA เตรียมส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1972 กับภารกิจ ‘อาร์ทีมิส 2’ โดยมีกำหนดออกเดินทางเร็วที่สุด ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 จากฐานปล่อย 39B ของศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา

 

ภารกิจดังกล่าวมีนักบินอวกาศ 4 คน ซึ่งรวมถึงสุภาพสตรี และชาวแคนาดาคนแรกที่จะได้ออกเดินทางไปดวงจันทร์ โดยมีแผนไปบินผ่าน (Flyby) ดวงจันทร์ เพื่อสาธิตความพร้อมของระบบต่างๆ และทำการสำรวจอีกฝั่งของดวงจันทร์ ก่อนเดินทางกลับมาลงจอดบนโลก

 

อาร์ทีมิส 2 จะกินระยะเวลารวมประมาณ 10 วัน และเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ โดยคาดว่าจะมีสื่อมวลชน และประชาชนไปรอรับชมการปล่อยยานเป็นจำนวนมาก โดย NASA ระบุว่ามีช่วงเวลาในการปล่อยยาน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2026 นี้

 

3 มีนาคม – จันทรุปราคาเต็มดวง เห็นได้จากทั่วไทย

 

เย็นวันที่ 3 มีนาคมนี้ ชวนดูปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้จากทั่วประเทศไทย

 

ในประเทศไทย จะเห็นดวงจันทร์ขึ้นจากขอบฟ้าเป็นสีแดงเลือด โดยสามารถมองเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้นานเกือบ 40 นาที ไปจนถึงช่วงเวลา 19:02 น. และมองเห็นเป็นจันทรุปราคาบางส่วนไปจนเวลาประมาณ 20:17 น.

 

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงตัวอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยดวงจันทร์ตกอยู่ในเงามืดของโลกพอดี ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ถูกหักเหในชั้นบรรยากาศโลก โดยเฉพาะแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นมากกว่า ไปตกกระทบบนพื้นผิวดวงจันทร์

 

สิงหาคม – จีนส่งยานลงดวงจันทร์ พร้อมอุปกรณ์ชิ้นแรกของไทย

 

ในช่วงกลางปี 2026 จีนเตรียมส่งยานอวกาศ ฉางเอ๋อ 7 ออกเดินทางไปลงจอดบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เพื่อศึกษาบริเวณโดยรอบ ค้นหาร่องรอยของน้ำแข็งบนพื้นผิว และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจลงจอดของนักบินอวกาศจีนในอนาคต

 

ในการนี้ ประเทศไทยได้ส่งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ หรือ MATCH (Moon Aiming Thai Chinese Hodoscope) เพื่อตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานสูง ศึกษาปริมาณของรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศรอบดวงจันทร์ จากการพัฒนาโดย NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นอุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกของไทย ที่จะได้ออกเดินทางไปถึงห้วงอวกาศลึก และติดตั้งอยู่กับยานส่วนที่โคจรอยู่รอบดวงจันทร์

 

ปลายปี – จีนเตรียมส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศมุมกว้าง

 

อีกหนึ่งภารกิจที่น่าจับตาของประเทศจีน คือการนำส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศสุนเทียน หรืออีกชื่อว่า CSST ขึ้นไปประจำการในวงโคจรที่ใกล้เคียงกับสถานีอวกาศเทียนกง

 

กล้องสุนเทียน มีขนาดกระจกหลัก 2 เมตร ซึ่งแม้จะเล็กกว่ากล้องฮับเบิล แต่ถูกออกแบบมาให้ถ่ายภาพมุมกว้างกว่าประมาณ 300-500 เท่า เพื่อถ่ายภาพมุมกว้างของห้วงจักรวาล ในช่วงเวลานานกว่า 10 ปีที่คาดว่ากล้องจะอยู่ในประจำการบนวงโคจรรอบโลกได้

 

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

The post NASA กลับไปดวงจันทร์ อวกาศไทยไปนอกโลก: รวมเรื่องราวอวกาศน่าติดตามปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน https://thestandard.co/king-queen-beijing-aerospace-city/ Mon, 17 Nov 2025 00:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1143970 ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน

วานนี้ (16 พฤศจิกายน) เวลา 11.06 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้า […]

The post ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน

วานนี้ (16 พฤศจิกายน) เวลา 11.06 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development) ณ ที่นั้น หวาย จิ้นเผิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน และ หลี่ ผิง อธิบดีศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

 

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงรับฟังการบรรยายภาพรวมการพัฒนาระบบการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และทอดพระเนตรอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาอัจฉริยะ ประกอบด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องทดลองเสมือนจริง หลักสูตรการเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ เครื่องตรวจข้อสอบ เครื่องสอนการเขียนพู่กันจีน และเครื่องเลเซอร์แกะสลักสื่อการสอน

 

เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องทำงานของแผนกข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทอดพระเนตรข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสาธิตการเรียนแบบอัจฉริยะ ผ่านระบบทางไกล ระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาในกรุงปักกิ่ง กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในมณฑลไห่หนาน สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมที่ประทับ

 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงปักกิ่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศจีน ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายในเมืองอวกาศกรุงปักกิ่ง (Beijing Aerospace City)

 

ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 1ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 2ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 3ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 4ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 5ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 6ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของ จีน 7

The post ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถาบันด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน https://thestandard.co/space-junk-delays-china-return/ Fri, 07 Nov 2025 07:44:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1140674 จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน

นักบินอวกาศจีนที่ทำงานอยู่บนอวกาศนาน 6 เดือน ได้เลื่อนแ […]

The post จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน

นักบินอวกาศจีนที่ทำงานอยู่บนอวกาศนาน 6 เดือน ได้เลื่อนแผนการเดินทางกลับโลกออกไป หลังพบว่ายานอวกาศพวกเขา อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน

 

ลูกเรือ 3 คนของภารกิจ Shenzhou-20 ที่ขึ้นไปปฏิบัติงานบนสถานีอวกาศเทียนกง ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2025 ต้องเลื่อนการเดินทางกลับโลกออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากมีรายงานว่ายานอวกาศ อาจถูกขยะอวกาศขนาดเล็กพุ่งชน จากรายงานของสำนักงานโครงการอวกาศของมนุษย์แห่งชาติจีน หรือ CMSEO

 

CMSEO ชี้แจงเพิ่มเติมในแถลงการณ์ว่า “เพื่อรับรองความปลอดภัยของนักบินอวกาศ และความสำเร็จของภารกิจในองค์รวม จึงได้มีการตัดสินใจเลื่อนการเดินทางกลับโลกของ Shenzhou-20 จากเดิมในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2025 ออกไปก่อน”

 

ในการนี้ CMSEO ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งต้องสงสัยว่าถูกขยะอวกาศพุ่งชน หรือมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด แต่กล่าวเพียงว่ากำลังมีการวิเคราะห์ความเสียหาย และประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ อยู่ ณ ตอนนี้

 

ลูกเรือทั้งสามคน ได้แก่ Chen Dong, Chen Zhongrui และ Wang Jie จะยังประจำการอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงต่อไปก่อน ในระหว่างมีการตรวจสอบความเสียหายจากขยะอวกาศ ว่ามีผลกระทบต่อระบบที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของนักบินอวกาศ อาทิ แผ่นกันความร้อน และระบบร่มชูชีพ เป็นต้น

 

สำหรับ CMSEO มีการเตรียมยานอวกาศ Shenzhou และจรวด Long March 2F ในสถานะเตรียมความพร้อมไว้ ณ ฐานปล่อย และพร้อมส่งขึ้นบินได้ในเวลาไม่เกิน 9 วัน โดยหากยานอวกาศของภารกิจ Shenzhou-20 ไม่สามารถใช้โดยสารกลับโลกได้จริง นักบินอวกาศอาจโดยสารยานของภารกิจ Shenzhou-21 กลับโลก หลังจากที่จีนได้ส่งยานลำใหม่ขึ้นไปทดแทน

 

ข้อมูลจากสำนักงานขยะอวกาศ องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ระบุว่าในปี 2024 มีขยะอวกาศขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร รวมมากกว่า 1,200,000 ชิ้น ที่กำลังโคจรรอบโลกด้วยความเร็วสูง ซึ่งหากมีการพุ่งชนเข้ากับโครงสร้างของยานอวกาศ อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบที่จำเป็นต่อการดำรงชีพได้

 

สถานีอวกาศเทียนกง เป็นสถานีอวกาศแห่งที่สามของประเทศจีน ประกอบด้วยโมดูลต่างๆ สำหรับการปฏิบัติภารกิจวิจัย และอยู่อาศัยของนักบินอวกาศจีน โดยปกติจะรองรับลูกเรือจำนวน 3 คน ในภารกิจระยะเวลา 6 เดือน แต่ ณ ตอนนี้ สถานีอวกาศเทียนกงจะมีลูกเรืออาศัยรวม 6 คนไปก่อน จนกว่าจะหาทางออกสำหรับ Shenzhou-20 ได้สำเร็จเรียบร้อย

 

ภาพ: CMSEO

 

อ้างอิง:

The post จีนเลื่อนพานักบินอวกาศกลับโลก หลังยานอวกาศ Shenzhou-20 อาจถูกขยะอวกาศพุ่งชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เปิดตัว ‘นักบินอวกาศฝึกหัด’ รุ่นที่ 24 รวม 10 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 8,000 คน https://thestandard.co/nasa-24th-astronaut-class/ Tue, 23 Sep 2025 04:23:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1121690

เช้ามืดวันที่ 23 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย NASA ได้เปิดต […]

The post NASA เปิดตัว ‘นักบินอวกาศฝึกหัด’ รุ่นที่ 24 รวม 10 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 8,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้ามืดวันที่ 23 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย NASA ได้เปิดตัว นักบินอวกาศฝึกหัด หรือ Astronaut Candidates รุ่นล่าสุด เพื่อเตรียมเข้ารับการฝึกพื้นฐานนาน 2 ปี ก่อนจะพร้อมปฏิบัติภารกิจจริง ทั้งการทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ ไปลงจอดบนดวงจันทร์ และดาวอังคารในอนาคต

 

ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ มี Sean Duffy รักษาการผู้อำนวยการของ NASA Ted Cruz สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ และนักบินอวกาศในประจำการจากนานาประเทศ รวมถึงเยาวชนจากโรงเรียนในท้องถิ่น ที่ได้โอกาสร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้

 

ทั้ง Duffy และ Cruz ได้เน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องส่งคนกลับไปดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีน พร้อมกับเผยว่าหนึ่งในนักบินอวกาศฝึกหัดที่นั่งอยู่ในห้องนี้ อาจได้เป็นมนุษย์คนแรกที่ไปลงดาวอังคารอีกด้วย

 

นักบินอวกาศฝึกหัดทั้ง 10 คน ได้แก่ Ben Bailey, Lauren Edgar, Adam Fuhrmann, Cameron Jones, Yuri Kubo, Rebecca Lawler, Anna Menon, Imelda Muller, Erin Overcash, และ Katherine Spies โดยหนึ่งในนี้ มี Anna Menon ที่เคยเดินทางไปอวกาศกับภารกิจ Polaris Dawn ของ SpaceX มาแล้ว

 

ปัจจุบัน NASA ได้คัดเลือกนักบินอวกาศรวมทั้งสิ้น 370 คน ตั้งแต่ภารกิจแรกเริ่มในโครงการเมอร์คิวรี มาจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการอาร์ทีมิสในยุคสมัยนี้

 

The post NASA เปิดตัว ‘นักบินอวกาศฝึกหัด’ รุ่นที่ 24 รวม 10 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 8,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากฝันสู่ห้วงอวกาศ วิศวกรผู้สร้างจรวดคนไทยในเยอรมนี เอม-อาชว์ ปลื้มปัญญา https://thestandard.co/thai-rocket-engineer-europe/ Fri, 18 Jul 2025 11:46:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1097913 thai-rocket-engineer-europe

“ความยากของการสร้างจรวดคือ ต้องควบคุมการระเบิดให้มีเสถี […]

The post จากฝันสู่ห้วงอวกาศ วิศวกรผู้สร้างจรวดคนไทยในเยอรมนี เอม-อาชว์ ปลื้มปัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-rocket-engineer-europe

“ความยากของการสร้างจรวดคือ ต้องควบคุมการระเบิดให้มีเสถียรภาพ วัสดุต้องทนต่อความร้อน ทนแรงดันสูงและต้องพัฒนาระบบควบคุมการระเบิดแบบหมุนวนได้ นี่ถือเป็นงานวิจัยที่จะสร้าง breakthrough ให้กับวงการอวกาศ และหากประสบความสำเร็จจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ”

 

ในโลกที่การแข่งขันด้านอวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของ NASA หรือ SpaceX อีกต่อไป ยุโรปกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ตกขบวนและในสมรภูมิแห่งนี้ มีคนไทยคนหนึ่งที่สร้างเครื่องยนต์จรวดอวกาศให้กับบริษัทสัญชาติยุโรปนั่นคือ

 

อาชว์ ปลื้มปัญญา หรือ เอม หนึ่งในวิศวกรระบบขับเคลื่อนของ Rocket Factory Augsburg (RFA) สตาร์ทอัพด้านจรวดสัญชาติเยอรมนีอันดับต้นๆ ของยุโรป เขาเป็นคนไทยไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสพัฒนาเครื่องยนต์จรวดจริง ตั้งแต่ประกอบ ทดสอบ ไปจนถึงผลิตเพื่อเตรียมส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร

 

เส้นทางของเขาเริ่มต้นจากเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่ผูกพันกับการบิน จากนักเรียนไทยในมหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue University) ที่ได้ลงมือ “ออกแบบและระเบิดท่อทดลอง” จนไปถึงการร่วมขับเคลื่อนวงการสตาร์ทอัพอวกาศยุโรปให้เดินหน้า

 

THE STANDARD ชวนคุยกับอาชว์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความหลงใหลในจรวด เบื้องหลังชีวิตการทำงานในอุตสาหกรรมอวกาศจริง ข้อจำกัด ความผิดพลาด ความหวัง และคำถามสำคัญว่า “อวกาศไทยจะไปต่ออย่างไร?”

 

เพราะการสร้างจรวดอาจไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือเรื่องของการกล้าสร้างเส้นทางใหม่ในโลกที่ไม่มีทางเดิน

 

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจจรวด

 

อาชว์: จริงๆ ครอบครัวอยู่ในแวดวงนี้ เริ่มจากคุณทวดเป็นทหารอากาศสมัยสงครามอินโดจีน คุณปู่เป็นนายพลทหารอากาศ น้องของคุณย่าก็เป็นนักบินรบเหมือนกันครับแล้วก็เป็นรุ่นคุณพ่อคุณลุงทั้งคู่ก็เป็นนักบินการบินไทยทั้งคู่

 

คุณแม่ก็ทำการบินไทยก็คือวนๆ อยู่ในนี้ครับ ตอนเด็กๆ ก็อยากเป็นนักบินเหมือนพ่อ ช่วงประมาณมัธยมปลายเริ่มผมก็มีความสนใจเรื่องอวกาศ ดู YouTube ข่าวการปล่อยจรวด NASA ดูหนัง Gravity ทำให้ผมมีความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นในด้านนี้

 

ตอนนั้นผมเรียนสาธิตเกษตรอินเตอร์ตั้งแต่ป.1 ถึงม.6 ผมไม่ได้เรียนเก่งท็อปห้องอะไรตลอด แต่จะเป็นเด็กที่พอมีความสนใจอะไรแล้วจะอยากต่อยอดตรงนั้นให้ลึกขึ้น พอช่วงมหาลัยสอบได้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมยานยนต์ ที่จุฬาฯ ประมาณ 1 ปี ก็รู้สึกไม่ค่อยตรง ผมรู้สึกว่ามันยังก้าวไปในระดับที่ผมอยากไปไม่ได้ ด้วยทรัพยากร สภาพแวดล้อม เพราะต้องเข้าใจว่าอวกาศบ้านเรามันมีน้อยมากสำหรับการเรียนการสอน

 

พอถึงเทอม 2 เราเห็นน้องๆ ที่สาธิตเกษตรรุ่นต่อไปที่เขาจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่อเมริกากัน ผมคิดว่ามันเปิดโลกทัศน์ทั้งในด้าน professional และ self-development ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ เลยตั้งใจสมัครดู ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัย Purdue ตอนนั้นลำบากมากจริงๆ เพราะการที่จะ transfer เข้ามักจะคำนึง GPA จากจุฬาฯที่ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนช่วงนั้นเป็นหลัก พอไปสอบต่อที่อเมริกาแบบเด็กซิ่วเข้าไปมันยาก ผมยื่นคะแนนไป รู้ว่าไม่ติดวิศวะที่นั่นอยู่แล้วมันแข่งขันกันเยอะ ผมเลยเข้าทางลัดเรียกว่า undeclared ก็คือเข้าไปในสาขาที่ยังไม่ได้ declare ว่าอยากเรียนอะไร มันมีสำหรับเด็กที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองอยากเรียนอะไร จากนั้นค่อยไปเริ่มเรียนคณะวิศวกรรมอวกาศ เรียนปี 1 ใหม่ เพราะหน่วยกิตจากจุฬาฯโอนเทียบไม่ได้

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

มหาวิทยาลัย Purdue สอนอะไรเรา 

 

อาชว์: มหาวิทยาลัยเพอร์ดู มีประวัติศาสตร์ทางด้านอวกาศมายาวนานมาก ถ้านับจำนวนนักบินอวกาศที่เป็นเด็กจบจากเพอร์ดู มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองของอเมริกา รองจาก MIT เพอร์ดูมีศิษย์เก่าอย่าง Neil Armstrong คือคนแรกที่เหยียบดวงจันทร์และคนล่าสุดที่เหยียบดวงจันทร์คือ Eugene Cernan และยังมี Gus Grissom กับ Roger Chaffee ที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุทดสอบภารกิจ Apollo 1 รวมไปถึงวิศวกรระดับต่ำจนถึงระดับบริหารอีกนับไม่ถ้วนที่ทำงานให้กับ NASA, SpaceX, Blue Origin, Lockheed Martin, Orbital ATK, ISRO, JAXA ฯลฯ

 

เมื่อเรียนจบเด็กที่มีสัญชาติอเมริกันที่นี่จะมีบริษัทมาทาบทามไป เงินเดือนก็น่าจะสักแสนดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ความประทับใจที่เรียนที่นี่คือ Professor มีความรู้ทางด้านนั้นๆ ครอบคลุมเกือบทั้งหมดที่เราอยากเรียนรู้ มี Lab ที่ทำเกี่ยวกับ Propulsion ก็คือพวกเครื่องยนต์จรวด เครื่องยนต์เครื่องบิน เป็นต้น ชื่อว่า Zucrow Laboratories ที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดในประเทศเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ

 

การเรียนการสอนก็จะ open-ended มากกว่าที่เราต้องทำเป็น teamwork ค้นคว้าด้วยตัวเองหา unique solution ไม่ใช่คำตอบตายตัวอะไรอย่างนี้ครับ ทำให้เหมือนนักเรียนได้ inspire ในการเป็นวิศวกรจริงๆ ในการแก้ปัญหา เราได้เป็น owner ของการคิดและการริเริ่มนำเสนอ Aerospace มี 2 สาขาหลักๆ คือเครื่องบินกับอวกาศ ผมจุดประกายความชอบมาจากกระสวยอวกาศกับเครื่องยนต์ ผมชอบความที่มันเป็น hardware ที่มันมีความซับซ้อนสูงและจับต้องได้

 

มีประสบการณ์ที่ท้าทายตอนเรียนป.โทบ้างมั้ย

 

อาชว์: ตอนป. โทผมลงเรียนลึกขึ้นด้าน Rocket Propulsion มีคลาสที่ประทับใจคือ AAE-53900 Advanced Rocket Propulsion หรือการออกแบบเครื่องยนต์จรวดสอนโดยศาสตราจารย์ Timothée Pourpoint ถ้านักเรียนคนไหนอยากไปอยู่ SpaceX หรือ NASA พัฒนาเครื่องยนต์จรวด คุณต้องลงคลาสนี้ อันที่ท้าทายที่สุดคือการที่ต้องเขียนโค้ดเพื่อที่จะ simulate และ analyze การถ่ายเทความร้อนภายใน nozzle จรวดที่มีการหล่อเย็นด้วยเชื้อเพลิง (heat transfer in regenerative cooled rocket nozzle) ก่อนจบคลาสก็จะมี project ใหญ่ๆ อีกสองอันซึ่งนำความรู้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ engine architecture ในภาพใหญ่แต่จะลงรายละเอียดในแง่มุม

 

ให้หลังมาปีหนึ่งตอนนั้นผมทำ final project สำหรับคลาส Air-Breathing Hypersonic Propulsion กับ Professor Heister แล้วสะดุดตาเขาเพราะเป็นนักเรียนคนแรกที่โค้ด simulation ของ flow field ในสองมิติโดยผมใช้ method of characteristics ในการจำลอง rotating detonation flow ในช่องเผาไหม้ เขาเลยไปแนะนำให้ Professor Pourpoint รับไปเป็น Teaching Assistant (TA) ช่วยสอนคลาส Advanced Rocket Propulsion การได้ช่วยสอนทำให้ผมได้เข้าใจเนื้อหามากกว่าการเป็นนักเรียนด้วยซ้ำไป นักเรียนหลายๆ คนผมยังติดต่ออยู่โดยคนที่มีสัญชาติอเมริกันก็ไปทำงาน NASA SpaceX กับ Blue Origin ก็มีไม่น้อย

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

ภาพถ่ายร่วมกับศาสตราจารย์ Timothée Pourpoint

 

มีคลาสไหนที่ได้ลงมือทดลองจริงบ้างไหม

 

ผมลงคลาสนึงที่ประทับใจคือ Design, Build, Test สอนโดย Professor Carson Slabaugh ที่คุมทีมวิจัย Rotating Detonation Engine (RDE) คือจะทำเครื่องยนต์จรวดแบบใหม่ในวงการเครื่องยนต์จรวดที่กำลังได้รับความสนใจจากนักวิจัยหลายแห่ง ปกติกลไกการเผาไหม้จะมีสองแบบคือแบบปกติและการระเบิด (Detonation) การเผาไหม้แบบปกติ เครื่องยนต์จรวดทั่วไปที่เห็นในการปล่อยจรวดใช้การเผาไหม้แบบปกติ มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วเสียงและเห็นเป็นเปลวไฟที่พวยพุ่งออกมาจากท้ายจรวด

 

แต่การระเบิด (Detonation) จะเป็นการเผาไหม้ที่มีความเร็วสูงกว่าความเร็วเสียง มีแรงดันขับเคลื่อนที่สูงกว่าการเผาไหม้แบบปกติหลายเท่า และมีการเกิดคลื่นช็อก (Shock wave) ออกมาด้วย โดยทั่วไปแล้ว วิศวกรมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการเกิด Detonation ในเครื่องยนต์จรวดแบบดั้งเดิม เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นสามารถทำลายเครื่องยนต์ได้ทันที

ซึ่ง Rotating Detonation Engine จะเป็นแนวคิดที่จะนำเอาพลังงานจากการระเบิดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยออกแบบให้เกิดการระเบิดหมุนเวียนเป็นวงรอบภายในห้องเผาไหม้ คลื่นการระเบิดจะหมุนไปเรื่อยๆ ในทิศทางเดียวกัน เหมือนเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่เป็นวงและสามารถควบคุมการระเบิดให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ข้อดีของ RDE คือ ประสิทธิภาพสูงขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากกว่า สร้างแรงดันที่สูงกว่าการเผาไหม้แบบปกติ ซึ่งความยากคือ ต้องควบคุมการระเบิดให้มีเสถียรภาพ วัสดุที่ใช้ต้องทนต่อความร้อนและแรงดันสูงมากและต้องพัฒนาระบบควบคุมที่สามารถจัดการกับการระเบิดแบบหมุนวนได้ นี่ถือเป็นงานวิจัยที่มีศักยภาพที่จะสร้าง breakthrough ให้กับวงการอวกาศ และหากประสบความสำเร็จจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับ hardware จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้โจทย์ที่ได้มาในกระดาษจะไม่พูดถึงโครงสร้างหรือชิ้นส่วนมากนัก จะโฟกัสที่การคำนวณหาค่าโดยไม่คำนึงถึงวิธีผลิตหรือประกอบ โจทย์ของทีมคือการออกแบบประกอบและทดสอบ hardware ที่สามารถใช้วิเคราะห์การระเบิดของส่วนผสมระหว่าง ammonia และแก๊สออกซิเจน (detonation characteristics of premixed ammonia-gaseous oxygen) โดยแท่นทดลองถูกออกแบบให้เป็น detonation tube ตั้งชื่อว่า BookStick มีขนาดท่อลดหลั่นกันลงไปเพื่อที่จะศึกษา quenching length ของการระเบิด และมีเซนเซอร์ตลอดลำท่อเพื่อที่จะวัดความเร็วของ detonation front งบในการพัฒนา $6,000

 

เรามีเวลาแค่สี่เดือนเลยต้องเร่งมือ มีหลายๆ อย่างที่ไม่เข้าที่เข้าทางแต่สุดท้ายเรา confirm ได้ว่าสามารถ detonate ส่วนผสม ammonia ในท่อสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแล็บ อาจารย์ยังเอ่ยปากชมว่าเป็นทีมที่มี teamwork ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญมากในการทำงานสายนี้

 

ความท้าทายในการทำงานด้านจรวดคืออะไร

 

อาชว์: แน่นอนว่าเขาให้เฉพาะคนอเมริกันมาทำงานด้านนี้ครับ เพราะเขาถือว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ดังนั้นเขาไม่อนุญาตให้คนสัญชาติอื่นมาทำงานบริษัทด้านจรวดในอเมริกาครับ ถือเป็นความลับ แค่ฝึกงานก็ไม่ได้ ขั้นต่ำจะต้องเป็น permanent resident หรือมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกกฎหมาย เพราะด้วยข้อบังคับ ITAR (International Traffic in Arms Regulations) จรวดไม่ว่าจะใช้ขนส่งอะไรก็ยังถือว่าเป็นยุทโธปกรณ์

 

แต่ถ้าฝั่งยุโรปก็จะเปิดกว้างมากกว่าในการรับคนสัญชาติอื่น เรียนจบเลยตัดสินใจสมัครงานที่ RFA (Rocket Factory Augsburg) บริษัทสตาร์ทอัพด้านอวกาศสัญชาติเยอรมัน ติดอันดับ Top ของยุโรปเลยครับ ทุกประเทศอยากตาม SpaceX ให้ทัน ยุโรปก็ตื่นตัว ทีนี้เยอรมนีจะมี 2 บริษัทที่นำหน้าทางยุโรปเลยก็คือ RFA กับ

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

RFA เป็นบริษัท spin-off มาจากบริษัท OHB SE กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอวกาศสัญชาติเยอรมัน-ยุโรปที่โด่งดังในการผลิตดาวเทียม เพราะในยุโรปเองเล็งเห็นความล้าหลังในเทคโนโลยีจุดนี้จึงอยากกระตุ้นบริษัทที่สามารถปล่อยดาวเทียมของตัวเองได้ ดาวเทียมเล็กๆ อยากมี VC เข้ามา แต่ต้องเป็น Strategic Investor หมายความว่าไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ใครจะมาลงทุนก็ลงได้ ต้องผ่าน OHB SE ก่อน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไม RFA ทุนเลยน้อยกว่า start-up บางบริษัทที่กำลังแข่งขันกันภายในทวีป ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างให้ฉลาดในสภาวะที่มีทรัพยากรจำกัด

 

ถ้าได้ยินข่าวดังของ RFA ปีที่แล้วมีการทดสอบก่อนที่จะปล่อยจรวดจริงๆ ก็เกิดอุบัติเหตุ อาจพูดได้ไม่มากว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่มันมีบางอย่างเกี่ยวกับดีไซน์ของ turbopump ที่ก่อให้เกิด oxygen fire ที่ควบคุมไม่อยู่ ในขณะที่ทดสอบ static hotfire ของจรวดขั้นที่หนึ่ง (Stage 1) ซึ่งจุดเครื่องยนต์ 9 เครื่องพร้อมกัน สุดท้ายสูญเสียจรวดขั้นที่หนึ่งพร้อมกับเครื่องยนต์ทั้งหมดไป เป็นการสูญเสียที่ใหญ่ของบริษัทแต่ไม่มีใครเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บนะครับ เรามี standard ที่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นอยู่แล้ว เคราะห์ดีที่จรวดขั้นที่สองและสามยังปลอดภัยดี ส่วนฐานปล่อยได้รับความเสียหายแค่เล็กน้อย

 

ผมเรียกว่ามันก็เป็นการทดสอบที่ล้มเหลวดีกว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุ นี่เป็นเรื่องปกติของการทดสอบจรวดและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา R&D ไม่ว่าจะเป็น hardware ไหนๆ ที่นักลงทุนและผู้มีอำนาจจะต้องเข้าใจครับ

 

ช่วงที่ทำงานเป็นวิศวกรด้านจรวดทำอะไรบ้าง

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

อาชว์: ณ ตอนนั้นน่ะ ผมเข้าไปเริ่มงานในจุดที่เพิ่งจะทดสอบเครื่องยนต์จรวดสำเร็จรอบแรก บริษัทฯ ได้ทำการพัฒนาเครื่องยนต์จรวดให้สำเร็จก่อนเพราะมันเป็นสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดและพัฒนายากที่สุด เมื่อทดสอบผ่านขั้นต่อไปคือการสร้างเครื่องยนต์เป็น production ก็คือผลิตเครื่องตัวนี้เพิ่ม 10 กว่าตัว เพื่อที่จะเอามาใส่จรวดจริงๆ ในการปล่อยจรวดครั้งแรก

 

ผมเข้าไปฝึกงานตอนนั้น ไม่ได้มีความรู้มากมายในด้านอุตสาหกรรมนั้น เริ่มตั้งแต่งานลูกกระจ๊อกที่สุดเลยก็คือไปคุม storage ของ flight hardware มันก็จะมีห้องโกดังเล็กๆ อันหนึ่งที่แบบเก็บชิ้นส่วนทุกอย่างที่จะนำมาประกอบเป็นเครื่องยนต์จรวด

 

ผมก็ไปนั่งนับสกรูว่าอันนี้มันมีกี่อันเพราะมันไม่ตรงกับใน system ก็ไปเรียนรู้ว่าชิ้นนี้เรียกว่าอะไร system code ของมันคืออะไร มันไปใช้อยู่ตรงไหน ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าคุ้มแล้ว อย่างน้อยก็เป็นคนไทยที่ได้มาทำจุดนี้ ถึงงานมันจะโง่มากไปหน่อย แต่ผมได้เรียนรู้จากพื้นฐานมากๆ ผมได้เรียนรู้ทุกชิ้นของจรวดที่มีอยู่ ชิ้นส่วน 800 กว่าชิ้นที่ไม่เหมือนกัน รู้ว่าคืออะไร ประกอบเข้ามาตรงไหน

 

ทำอยู่ประมาณ 3 เดือนก็ถูกเลื่อนมาทำหน้าที่คล้ายๆ โฟร์แมนในไซต์ก่อสร้างทำให้ได้ใช้สมองมากขึ้น งานผมคือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง design engineer กับ assembly technician คล้ายสถาปนิกกับวิศวกรออกแบบตึกต้องทำงานร่วมกัน แต่สองส่วนนี้มันไม่ได้เชื่อมกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ผมต้องคอยคุมว่า เอ้ย ชิ้นนี้มีปัญหาแล้วนะ ปัญหาใหญ่ๆ ก็ต้องปรึกษากับเจ้าของระบบหรือเรียกว่า system owner ซึ่งเป็นคนออกแบบหรือรับผิดชอบสูงสุดของระบบนั้นๆ เช่น turbopump preburner หรือวาล์วต่างๆ ปัญหาเล็กๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วผมก็จะเรียนรู้และนำการแก้มาใช้ได้ทันทีเลย ความน่าสนใจคือพอได้ทำงานกับคนหลายสัญชาติ เราก็ได้เห็นวิธีคิดเขา แต่ละคนคิดแก้ปัญหายังไง

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

พอทำต่อมาได้อีกสักพักหนึ่งผมถูกเลื่อนขึ้นมาคุม engine production ทั้งหมดเป็นคนแรกเพราะเป็นเครื่องยนต์ล็อตแรกของบริษัท ซึ่งเป็นงานที่กดดันสูง เพราะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการจากการผลิตต้นแบบ (Prototyping) ไปสู่การผลิตจำนวนมาก (Serial Production) ให้มีประสิทธิภาพและส่งมอบทันเวลา หน้าที่ของผมคือรับชิ้นส่วนมาประกอบ ทดสอบ และทำ QC ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางวิศวกรรม จนในที่สุดผมและทีมก็สามารถส่งมอบเครื่องยนต์ Helix ทั้ง 14 เครื่องได้สำเร็จ โดยทุกเครื่องผ่านการทดสอบการจุดระเบิดครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตการทำงานของผม

 

เนื่องจากการทำตำแหน่งนี้อาศัยการ manage คนและทรัพยากรเป็นหลัก และทำให้มีความรู้กว้างแต่ไม่ลึกในด้านใดด้านหนึ่ง ผมเลยขอหัวหน้าเปลี่ยนตำแหน่งลงมาทำอะไรที่จะได้มีความเป็นเจ้าของของ hardware มากขึ้น ผมเลยได้เปลี่ยนมาเป็น system owner (วิศวกรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับระบบใดระบบหนึ่ง) อย่างคนนี้เขาทำ pump คนนี้ทำท่อ เป็นต้น มันจะมีวาล์ว (วาล์วสำหรับเปิด-ปิดหรือควบคุมการไหลของเชื้อเพลิงและแก๊สต่างๆ) หลายตัว ผมก็ได้เป็น system owner สำหรับ 2 อย่างก็คือหลักๆ ทำวาล์วเชื้อเพลิงหลัก (main fuel valve) แล้วก็วาล์วควบคุม (flow control valves) เวลาครึ่งหนึ่งใช้ไปกับการแก้ปัญหาและพัฒนาระบบที่เป็นเจ้าของอีกครึ่งหนึ่งผมยังใช้ไปกับการสนับสนุนคนคุม engine production คนใหม่ในตำแหน่ง advisor เพราะถือว่ายังมีความสำคัญสูงสุดของบริษัทอยู่ เหนือไปกว่าการพัฒนาคือการผลิต product ที่ใช้งานให้ได้ก่อน

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

ถามว่าทำงานที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร ผมรู้สึกว่าหลายๆ บริษัทจะทดสอบทุกอย่างให้ชัวร์ก่อน ความเสี่ยงจะต่ำ เพราะทุกอย่างต้องเป๊ะก่อน requirement สำหรับ system ของเขาเป็นหลายๆ ช่อง เขาก็ติ๊กหมดเลย และเพราะงบประมาณสูงด้วยเลยต้องระมัดระวัง แต่ RFA ไม่ได้มีงบเยอะขนาดนั้น บางช่องที่ไม่ได้ติ๊ก ก็เทสต์ใหม่ จนมันเวิร์ก เหมือนปรัชญาของ SpaceX ที่บอกว่าเขาไม่ได้ไปทำทุกอย่างให้มันเวิร์กก่อน คือมันไม่ต้องสร้างเป๊ะมาก แต่คือเทสต์ไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าจุดไหนผิดถูกแล้วก็จะได้แก้จุดนั้น ถ้าคุณใช้เวลาในการดีไซน์มากเท่าไรมันไม่เห็นเป็นรูปธรรมสักที อย่าง COO ของบริษัทเขาจะพูดเสมอเลยว่าอย่า simulate อะไรที่สามารถทดสอบจริงได้เพราะทำเป็นพันชั่วโมงมันก็ให้คำตอบไม่ตรงเท่ากับการทดสอบจริง

 

ผมดีใจนะที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการส่งมอบเครื่องยนต์จรวดให้นำไปใช้ในการทดสอบ ถึงแม้จะล้มเหลวจากสาเหตุอื่นจนสูญเสียไป 9 เครื่องและตัวจรวด Stage 1 แต่นั่นถือเป็นก้าวแรกที่เราสามารถพยายามส่งมอบของที่มีความ reliable สูงในการนำไปใช้ซึ่งไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนบริษัทเท่านั้นแต่คือขับเคลื่อนทั้งยุโรป เพราะว่าทั้งทวีปยุโรปมีแค่ไม่กี่บริษัทที่ทำได้ นี่คือความแตกต่างที่เราสร้างและ RFA จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับยุโรป

 

ในอนาคตเราจะทำจรวดที่มีแรงขับเคลื่อนเยอะกว่านี้ requirement ก็จะสูงกว่านี้ แรงดันก็จะสูงกว่านี้ ปีที่แล้วมันใกล้สำเร็จมากๆ แล้ว ก็ยังมีความหวังว่าจะได้เห็นมันได้ launch เป็นจรวดลำแรกจากพื้นดิน EU ปล่อยขึ้นที่พัฒนาโดยภาคเอกชนก่อนสิ้นปีนี้ อันนี้คือภารกิจที่อยากจะทำให้สำเร็จ

 

อาชว์ วัฒนธีรานุกูล วิศวกรไทยใน Rocket Factory Augsburg

 

มองอวกาศประเทศไทยอย่างไร

 

อาชว์: ผมคิดว่าคนไทยที่มีอำนาจในการให้งบประมาณอาจยังไม่เข้าใจ R&D มากพอ การที่อุตสาหกรรมหรือการวิจัยเติบโตได้คือต้องไม่หวังผลทุกรอบ มันไม่ได้ contribute to product ที่ทำเงินได้เอามาก่อน มันเป็นพื้นฐานในการต่อยอดขึ้นไปทำ application แล้วก็เป็น industry ต่อไปได้

 

ประเทศไทยเราต้องมี Heavy Industry ที่เป็นเจ้าของเป็น OEM เป็นผู้พัฒนา ยิ่งเราเริ่มช้าเรายิ่งตกขบวน ไม่ใช่ว่าคุณอยากพัฒนา product ที่เป็น end application แต่ว่าคุณไม่มี industry รองรับถามว่าถ้าเราไปซื้อของจีน ของอินเดียมาแบบนั้นได้ไหม ได้ แต่มันไม่คล่องตัวและไม่ยั่งยืนเท่าการที่จะมี Supplier ภายในประเทศ รวมถึงระบบการศึกษาที่ต้องยกระดับด้วยเพื่อให้เด็กไทยมี analytical mindset ที่สำคัญมากในการเรียนวิชา STEM

 

ผมพยายามเก็บประสบการณ์ทำงานจากต่างประเทศแล้วกลับมาสร้าง infrastructure ให้กับประเทศไทยด้าน space economy แน่นอน เรื่องจรวดผมรู้อยู่แล้วว่ามันทำไม่ได้ ก็คงต้องดูว่าเทคโนโลยีไหนที่มันทำเงินได้และเป็น expertise ของตัวเองด้วย แต่คงไม่ถึงกับแบบเป็น product ที่เป็นจรวดเป็นลำ ผมเป็นคนที่อยากต้องพัฒนาอะไรไปด้วยจริงๆ อาจจะกลับมาทำสตาร์ทอัพ supply chain ชิ้นส่วนด้านจรวดและสอนหนังสือไปด้วยก็เป็นไปได้ครับ ขึ้นอยู่กับการผลักดันจากทางภาครัฐเพราะผมก็ไม่สามารถจะช่วยประเทศชาติได้ถ้าต้องมาขาดทุนส่วนตัวในการพัฒนาประเทศ มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนผมมีหน้าที่ใช้ความรู้ขับเคลื่อนสังคมตามกำลังที่มี

 

วิศวกรอวกาศถ้าสร้างจรวดได้แปลว่าสร้างอะไรก็ได้บนโลกใบนี้

 

อาชว์: ผมคิดว่าศาสตร์ของผมก็จะ Old School นิดหนึ่ง อย่างน้อยมันอาจจะมีสิ่งที่เหมือนกันคือพื้นฐานความรู้ในการทำและคิดแก้ไขปัญหาบางอย่างที่มันเหมือนกัน มันสามารถประยุกต์ใช้สร้างสิ่งต่างๆ ได้ วิศวกรถ้าให้นิยามก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจ first principles คือหลักแก่นแท้ของศาสตร์แต่ละอันคือคุณเข้าใจตรงนี้แล้วคุณประยุกต์มาใช้ให้ถูกต้องนั่นคือวิศวะในการแก้ปัญหาซึ่ง Elon Musk เคยพูดเรื่องนี้บ่อยๆ

 

อยากฝากอะไรถึงน้องๆ หรือคนที่ไม่ได้ทำงานด้านนี้แต่สนใจด้านอวกาศ

 

ผมโชคดีมากๆ ที่ทางบ้านมีทุนพอที่จะส่งผมไปเรียนต่อที่อเมริกาโดยไม่ต้องไปดิ้นรนหาทุนเอาเอง จากจุดนั้นจนถึงวันนี้ผมค่อยเดินอีกครึ่งทางต่อมาด้วยตัวเอง สำหรับน้องๆ คนไทยหลายๆ คนผมรู้ว่ามันลำบากที่จะต้องเดินด้วยตัวเองทั้งทางตั้งแต่แรกจนจบ แต่มันเป็นไปได้ ผมไม่อยากจะดูแคลนการศึกษาประเทศไทยแต่ดูจาก ranking มหาวิทยาลัยแค่ภายในทวีปต้องยอมรับว่าเรายังล้าหลังอยู่มาก ผมสนับสนุนว่าถ้ามีโอกาสอยากจะให้ออกมาสัมผัสการศึกษาในประเทศที่ขึ้นชื่อในศาสตร์ที่ตัวเองสนใจ

 

สิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับชีวิตผมล้วนแล้วมาจากการที่ได้ท้าทาย comfort zone ตัวเอง การที่ได้ทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัดหรือคุ้นชินคือการที่ได้ผลักดันตัวเองไปในทางที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่แค่ในทางการงานแต่ในชีวิตประจำวันด้วย สำคัญที่สุดคืออย่านิ่งนอนใจว่าโอกาสมันจะตกใส่ตัวเอง มันไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าเราไม่กระตือรือร้นไขว่คว้ามันเอง สำหรับน้องๆ ที่มี passion กับอะไรสักอย่าง อยากจะบอกให้ take action เพราะยิ่งรอนานยิ่งจะเฉื่อย การจะส่งอะไรไปดวงจันทร์ถ้าเล็งวงโคจรนั้นพลาดไปแค่องศาเดียวสุดท้ายจะคลาดเป้าหมายไปเกือบหมื่นกิโลเมตร ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายแล้วก็ควรจะปรับโคจรตัวเองแต่เนิ่นๆ แล้วก็ปรับไปเรื่อยๆ ระหว่างทางด้วย ที่สุดแล้วต้องถามตัวเองลึกๆ ก่อนว่าจุดหมายของเราคืออะไรแล้วก็อย่าชะล่าใจในการวิ่งตามมัน

 

สุดท้ายอยากฝากมอตโตที่ผมชอบในภาษาละติน ซึ่งเป็นคติที่ผลักดันให้ผมกล้าหาหนทางเดินต่อไปได้คือ “Aut viam inveniam aut faciam” (I shall either find a way or make one) แปลว่า “ฉันจะหาทางให้ไปถึงจุดหมาย แต่ถ้าเส้นทางนั้นไม่มี ก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเอง” 

The post จากฝันสู่ห้วงอวกาศ วิศวกรผู้สร้างจรวดคนไทยในเยอรมนี เอม-อาชว์ ปลื้มปัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตายานอวกาศเก่าโซเวียต ที่ควรไปลงจอดบนดาวศุกร์ แต่จะตกกลับโลกแบบควบคุมไม่ได้ https://thestandard.co/soviet-spacecraft-earth-return/ Thu, 08 May 2025 08:57:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1072443 soviet-spacecraft-earth-return

ในช่วงวันที่ 9-11 พฤษภาคมนี้ จับตายานอวกาศ Kosmos 482 ข […]

The post จับตายานอวกาศเก่าโซเวียต ที่ควรไปลงจอดบนดาวศุกร์ แต่จะตกกลับโลกแบบควบคุมไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
soviet-spacecraft-earth-return

ในช่วงวันที่ 9-11 พฤษภาคมนี้ จับตายานอวกาศ Kosmos 482 ของอดีตสหภาพโซเวียต จะตกกลับสู่โลกอย่างไร้การควบคุม หลังจากลอยล่องอยู่ในวงโคจรรอบโลกมานานกว่า 53 ปี

 

Kosmos 482 ออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1972 พร้อมกับภารกิจออกเดินทางไปลงจอดบนดาวศุกร์ ทว่าข้อผิดพลาดระหว่างการจุดเครื่องยนต์จรวด ส่งผลให้ยานลำนี้ติดอยู่ในวงโคจรที่มีความรีสูง นั่นคือมีจุดใกล้โลกสุดที่ระยะห่าง 205 กิโลเมตร และจุดไกลสุดห่างออกไป 9,805 กิโลเมตร

 

อันที่จริง ชื่อ Kosmos 482 ก็เป็นชื่อที่ทางการโซเวียตใช้เพื่อปกปิดข้อผิดพลาดของภารกิจ เพราะแท้จริงแล้วยานลำนี้เป็นยานสำรวจฝาแฝดกับ Venera 8 ที่ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนดาวศุกร์ได้เป็นครั้งที่สอง และถูกปล่อยขึ้นบินตามหลังไปเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น

 

NPO Lavochkin บริษัทอวกาศผู้ออกแบบและพัฒนายานสำรวจดาวศุกร์ของโซเวียต ระบุว่ารูปแบบและอุปกรณ์บนยาน Kosmos 482 นั้นเหมือนกับยาน Venera 8 ทำให้ทราบได้ว่าแคปซูลลงจอดของยานอวกาศลำนี้ ชิ้นส่วนเดียวที่ยังเหลืออยู่ในวงโคจรรอบโลก ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทนทานต่อสภาพแวดล้อมของดาวศุกร์ ในความกดอากาศมากกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางบนโลก 100 เท่า และแรง 300 G อีกด้วย

 

เนื่องจากไม่มีใครสามารถบังคับยาน Kosmos 482 ได้อีกต่อไป และส่วนอื่นๆ ที่นำส่งขึ้นไปต่างตกกลับมาเผาไหม้ในบรรยากาศโลกหมดแล้ว ทำให้เหลือเพียงแคปซูลลงจอดขนาด 1 เมตรลำนี้ ที่จะตกกลับโลกอย่างไร้การควบคุม และไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดว่ายานจะลงจอดเหนือบริเวณใดของโลก แต่จะอยู่ในขอบเขตละติจูด 52 องศาเหนือ จนถึง 52 องศาใต้ ซึ่งรวมถึงบริเวณประเทศไทยเช่นกัน

 

มีความเป็นไปได้ว่า Kosmos 482 อาจรอดจากการตกสู่บรรยากาศโลกได้ จากแผ่นกันความร้อนที่หนากว่ายานทั่วไป และแม้ว่าบนยานลำนี้จะมีร่มชูชีพที่ถูกออกแบบมาเพื่อชะลอความเร็วระหว่างลงดาวศุกร์ แต่คาดว่าตัวร่มอาจเสื่อมสภาพจากการเผชิญรังสีบนอวกาศเป็นเวลายาวนาน หรือมีความเป็นไปได้ที่มันอาจถูกกางออกโดยไม่ได้ตั้งใจในอวกาศไปแล้ว จากภาพถ่ายโดย Ralf Vandebergh นักดาราศาสตร์ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์บันทึกภาพจากภาคพื้นโลก

 

ด้าน Marco Langbroek นักดาราศาสตร์ผู้ติดตามตำแหน่งของยานอวกาศลำนี้อย่างต่อเนื่อง คำนวณว่าช่วงเวลาที่ Kosmos 482 จะตกกลับสู่โลกนั้นอยู่ในช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม เวลา 14:37 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยมีค่าความคลาดเคลื่อน ± 1 วันด้วยกัน สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศูนย์ปฏิบัติการร่วมอวกาศ กองทัพอวกาศสหรัฐ หรือ CSpOC ระบุไว้ในวันที่ 10 พฤษภาคม เวลา 4:33 น. ตามเวลาประเทศไทย พร้อมค่าความคลาดเคลื่อน ± 20 ชั่วโมง

 

หากแคปซูลของ Kosmos 482 พุ่งผ่านบรรยากาศโลกมาได้โดยไม่ถูกเผาไหม้ไปหมดเสียก่อน มันจะตกกลับสู่โลกด้วยความเร็วประมาณ 242 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยไม่มีร่มชูชีพช่วยชะลอความเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดความรุนแรงใกล้เคียงกับดาวตกต่างๆ ที่พุ่งชนโลก และคงเหลือซากอุกกาบาตขนาดใหญ่ประมาณ 40-55 เซนติเมตร จากการคำนวณโดยโมเดลของ Langbroek

 

ข่าวการตกอย่างไม่สามารถควบคุมได้ของ Kosmos 482 อาจเป็นเรื่องน่ากลัว แต่เคยมีเหตุการณ์ใกล้เคียงกันในช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ สถานีอวกาศเทียนกง-1 ของประเทศจีน หรือสถานีอวกาศสกายแล็บของสหรัฐอเมริกา ที่ตกอย่างไร้การควบคุมเช่นกัน ซึ่งโชคดีที่สถานีอวกาศเหล่านี้ตกเหนือผิวน้ำ ในบริเวณที่ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย และไม่มีรายงานว่ามีใครได้รับผลกระทบจากซากชิ้นส่วนของสถานีอวกาศดังกล่าว

 

ด้วยขนาดใหญ่เพียง 1 เมตร แคปซูลของ Kosmos 482 มีขนาดเล็กกว่าสถานีอวกาศมาก และอาจตกกระแทกเหนือผืนมหาสมุทรเหมือนกับสถานีอวกาศในข้างต้น โดย Langbroek เปิดเผยกับ AP ว่า “คุณมีโอกาสถูกฟ้าผ่าในชั่วชีวิตนี้ มากกว่าจะถูกชนโดยแคปซูลยานลำนี้อีก”

 

“แม้จะมีโอกาสน้อยมากที่มันจะชนกับคนหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว”

 

ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ นักดาราศาสตร์ได้เฝ้าจับตาตำแหน่งของยาน Kosmos 482 อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับค่าโมเดลการทำนายวันและเวลาที่จะตกกลับสู่โลกให้มีความแม่นยำขึ้น แต่ด้วยความไม่แน่นอนของกิจกรรมจากดวงอาทิตย์ ที่มีผลต่อความหนาแน่นของอนุภาคในบรรยากาศโลก เช่นเดียวกับขนาดที่ค่อนข้างเล็กของตัวยาน ทำให้อาจต้องรอใกล้กับช่วงที่ยานจะตกกลับสู่โลกจริงๆ ถึงจะระบุได้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงบ้าง

 

ข่าวดีของเรื่องนี้ คือทำให้เราได้เห็นถึงประสิทธิภาพในการติดตามวัตถุในวงโคจรรอบโลก ทั้งดาวเทียมเก่าแก่ ยานอวกาศจากยุคเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว รวมถึงเศษซากจรวดต่างๆ ได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ

 

แต่นั่นก็คือข่าวร้ายเช่นกัน ว่าห้วงอวกาศรอบโลกเรานั้น เต็มไปด้วยซากขยะอวกาศจำนวนมากอยู่ในเวลานี้…

 

อ้างอิง:

The post จับตายานอวกาศเก่าโซเวียต ที่ควรไปลงจอดบนดาวศุกร์ แต่จะตกกลับโลกแบบควบคุมไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องร่างงบประมาณ NASA ปี 2026: ตัดงบส่วนอื่นลง 24% เพื่อเร่งเอาชนะจีนไปลงดวงจันทร์ https://thestandard.co/nasa-2026-budget-cut/ Sun, 04 May 2025 03:40:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1070998

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ม […]

The post ส่องร่างงบประมาณ NASA ปี 2026: ตัดงบส่วนอื่นลง 24% เพื่อเร่งเอาชนะจีนไปลงดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนตัดงบประมาณ NASA ลง 24% พร้อมกับยกเลิกโครงการสถานีอวกาศดวงจันทร์ ยานเก็บตัวอย่างหินดาวอังคาร และอีกหลากหลายโครงการ เพื่อเร่งแผนการส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ให้ได้ก่อนจีน ตามด้วยการส่งนักบินอวกาศคนแรกไปลงจอดบนดาวอังคาร

 

หลังจากมีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ NASA มีความเสี่ยงถูกตัดงบประมาณครั้งใหญ่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม NASA ได้เผยร่างงบประมาณปี 2026 พบว่ามีการตัดงบไปมากถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 24% ของงบประมาณปี 2025

 

Planetary Society ระบุว่านี่คือการตัดงบ NASA ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยข้อมูลจากเอกสารร่างงบประมาณปี 2026 พบว่ามีการตัดงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์อวกาศลง 2,265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคำอธิบายประกอบว่า “ลดงานวิจัยที่มีความสำคัญต่ำ และยกเลิกภารกิจที่แพงเกินไป อย่างเช่นยานเก็บตัวอย่างหินดาวอังคาร ที่ราคาแพงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้” และการเร่งส่งมนุษย์ไปลงดาวอังคาร เท่ากับว่านักบินอวกาศสามารถไปเก็บตัวอย่างหินกลับมาได้ด้วยตนเอง

 

ส่วนเดียวที่มีการเพิ่มงบในปี 2026 คือด้านการสำรวจอวกาศโดยมนุษย์ ที่ได้รับงบเพิ่ม 647 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มีงบประมาณมากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการส่งมนุษย์เดินทางกลับไปสำรวจดวงจันทร์ และอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับลงทุนในโครงการส่งมนุษย์เดินทางไปดาวอังคาร

 

อย่างไรก็ตาม ร่างงบประมาณปี 2026 จะมีการปลดประจำการจรวด SLS หรือ Space Launch System และยานอวกาศ Orion หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอาร์ทีมิส 3 ที่ถูกวางแผนให้พานักบินอวกาศกลับไปลงดวงจันทร์อีกครั้งในช่วงกลางปี 2027 เพื่อเปิดทางให้ยานอวกาศของภาคส่วนเอกชนมารับช่วงต่อ ซึ่งอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและซ่อมบำรุงยานของ NASA ลง ในรูปแบบที่คล้ายกับโครงการ Commercial Crew Program ที่ใช้นำส่งนักบินอวกาศไป-กลับจากสถานีอวกาศนานาชาติในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังได้มีการยกเลิกสถานีอวกาศ Lunar Gateway ซึ่งเป็นสถานีอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์ ที่มีความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป (ESA), ญี่ปุ่น (JAXA), และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (MBRSC) เพื่อปรับเปลี่ยนโมดูลที่มีการสร้างมาแล้วในปัจจุบัน สำหรับใช้งานในภารกิจอื่นๆ แทน โดยยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าแผนการใหม่นั้นจะเป็นเช่นไร

 

ย้อนกลับไปในปี 2024 NASA และรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามความร่วมมือ โดยทางญี่ปุ่นจะมีการพัฒนารถสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์รุ่นใหม่ เพื่อให้พร้อมสำหรับภารกิจอาร์ทีมิส 7 ในขณะที่ NASA จะพานักบินอวกาศญี่ปุ่นอย่างน้อย 2 คน ร่วมเดินทางไปลงสำรวจบนดวงจันทร์กับโครงการอาร์ทีมิส ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าความร่วมมือดังกล่าวจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบไหน

 

ด้านสถานีอวกาศนานาชาติ ร่างงบประมาณปี 2026 ได้มีการตัดงบลง 508 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงการลดจำนวนลูกเรือและงานวิจัยลง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับปลดประจำการตัวสถานีภายในปี 2030 เปิดทางให้สถานีอวกาศของภาคส่วนเอกชนมารับช่วงต่อแทน

 

โดยรวมแล้ว ร่างงบประมาณของ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเร่งให้ NASA ส่งมนุษย์เดินทางกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งได้ก่อนประเทศจีน ตามที่มีการเน้นย้ำอยู่หลายครั้งในเอกสารประกอบต่างๆ โดย Janet Petro รักษาการผู้อำนวยการ NASA ระบุว่า “ร่างงบประมาณนี้ได้ให้ความสำคัญกับการสำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ”

 

NASA ระบุอย่างชัดเจนว่าแผนการดังกล่าวต้องการลดการใช้จ่ายไปกับด้าน DEIA หรือโครงการ Diversity, equity, inclusion and accessibility เช่นเดียวกับการลดงบสำนักงานส่งเสริมด้าน STEM ลง 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในงานด้านอวกาศผ่านภารกิจที่น่าตื่นเต้น “ไม่ใช่การจัดสรรงบให้โครงการ STEM แบบ woke ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มนักเรียนบางกลุ่มมากกว่า และมีผลต่อการสร้างบุคลากรอย่างจำกัด” ตามข้อความที่ระบุในร่างงบประมาณ

 

ทรัมป์เป็นคนลงนามในคำสั่งนโยบายอวกาศที่ 1 เมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอาร์ทีมิส ที่ได้รวมจรวด SLS กับยานอวกาศ Orion เพื่อใช้นำส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับการพัฒนาสถานีอวกาศ Lunar Gateway และการพัฒนายานอวกาศของเอกชน เพื่อพามนุษย์เดินทางกลับไปสำรวจดวงจันทร์ ก่อนมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายอื่นๆ ในระบบสุริยะ ซึ่งอาจสอดคล้องกับเจตจำนงของเจ้าตัว ที่ต้องการให้ NASA เร่งการพัฒนายานอวกาศและพามนุษย์กลับไปลงดวงจันทร์อีกครั้งอย่างเร็วที่สุด จนเป็นที่มาของร่างงบประมาณที่ได้ชื่อเล่นว่า ‘Skinny Budget’ อย่างในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีแผนการอย่างชัดเจนว่าหลังจากความสำเร็จของภารกิจอาร์ทีมิส 3 ที่เป็นการส่งมนุษย์กลับไปลงดวงจันทร์อีกครั้งในช่วงกลางปี 2027 NASA จะทำอย่างไรต่อ ในเมื่อภารกิจอาร์ทีมิส 4 ถูกวางไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างสถานีอวกาศ Lunar Gateway เช่นเดียวกับภารกิจอื่นๆ ที่ตามมาของโครงการอาร์ทีมิส

 

และการทุ่มงบประมาณจำนวนมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายไปลงดวงจันทร์อีกครั้งได้ก่อนประเทศจีน โดยไม่มีแผนรองรับของการกลับไปปฏิบัติภารกิจระยะยาว คงไม่ต่างอะไรกับความพยายามในสมัยโครงการอพอลโล ที่สหรัฐฯ ทุ่มงบจำนวนมากเพื่อให้เอาชนะสหภาพโซเวียตได้ แต่ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับแผนการสำรวจอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ภารกิจสุดท้ายสิ้นสุดลงกับอพอลโล 17 ในปี 1972 

 

แม้จะเป็นเพียงร่างงบประมาณ เพื่อส่งให้รัฐสภาสหรัฐฯ พิจารณาต่อ แต่หลายฝ่ายได้ออกมาแสดงความกังวลต่อร่างดังกล่าว ทั้งการปรับลดงบในการสำรวจและวิจัยต่างๆ ลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน และอาจเป็นงบประมาณที่กำหนดอนาคตการสำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกาไปอีกหลายปีต่อจากนี้

 

ภาพ: Joe Skipper / Reuters 

อ้างอิง:

The post ส่องร่างงบประมาณ NASA ปี 2026: ตัดงบส่วนอื่นลง 24% เพื่อเร่งเอาชนะจีนไปลงดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 8 ขึ้นสู่อวกาศ เช้าวันที่ 4 มีนาคม https://thestandard.co/spacex-starship-flight8/ Fri, 28 Feb 2025 05:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1046823 spacex-starship-flight8

SpaceX เตรียมปล่อยยาน Starship ในเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ […]

The post SpaceX เตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 8 ขึ้นสู่อวกาศ เช้าวันที่ 4 มีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
spacex-starship-flight8

SpaceX เตรียมปล่อยยาน Starship ในเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 8 อย่างเร็วที่สุดในเช้าวันอังคารที่ 4 มีนาคม 2025 ตามเวลาประเทศไทย เป็นครั้งแรกหลังเกิดอุบัติเหตุระหว่างขึ้นบินเมื่อเดือนมกราคม 2025

 

ภารกิจดังกล่าวจะเป็นการทดสอบปล่อยดาวเทียม Starlink แบบจำลองรวม 10 ดวง เพื่อสาธิตความสามารถในการนำส่งดาวเทียมและเพย์โหลดต่างๆ สู่วงโคจรรอบโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกวางไว้ในเที่ยวบินทดสอบครั้งที่ 7 ที่เกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นระหว่างขึ้นบิน

 

SpaceX ระบุว่าพวกเขาได้สืบสวนสาเหตุข้อผิดพลาดจากเที่ยวบินก่อนหน้า ร่วมกับองค์การบริหารการบินแห่งชาติ หรือ FAA เช่นเดียวกับ NASA และกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ก่อนนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงความปลอดภัยด้านฮาร์ดแวร์ และขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาน Starship ในเที่ยวบินนี้

 

ยาน Starship ในเที่ยวบินนี้จะขึ้นบินแบบ Suborbital และกินระยะเวลารวมประมาณ 66 นาที ตั้งแต่ขึ้นบินจนกลับมาลงจอด โดยมีการสาธิตนำส่งดาวเทียม เดินเครื่องยนต์ Raptor ของยานระหว่างอยู่ในอวกาศอีกครั้ง และเก็บข้อมูลประสิทธิภาพของวัสดุต่าง ๆ ระหว่างกลับมาลงจอดบนโลกในมหาสมุทรอินเดีย โดยยังไม่ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรรอบโลกแต่อย่างใด

 

ด้านบูสเตอร์ Super Heavy จะถูกนำกลับมาลงจอดที่ฐานปล่อย เพื่อใช้แขนกลยักษ์ ‘Mechazilla’ คีบรับบูสเตอร์สูง 70 เมตรอีกครั้ง แต่หากคอมพิวเตอร์บนยานพบว่าฐานปล่อยหรือบูสเตอร์ไม่ปลอดภัยเพียงพอต่อการนำกลับมาฐานปล่อย จะมีการส่งคำสั่งให้เปลี่ยนวิถีไปลงจอดอย่างนุ่มนวล เหนือผืนน้ำ Gulf of America (Gulf of Mexico) แทน

 

หากภารกิจทดสอบดังกล่าวประสบความสำเร็จตามแผนการที่วางไว้ SpaceX อาจผลักดันภารกิจทดสอบแบบนำส่งขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกภายในปีนี้ เพื่อเป็นการพัฒนารองรับการสร้างยานลงดวงจันทร์ หรือ Starship HLS สำหรับภารกิจอาร์ทีมิส 3 ของ NASA ที่มีกำหนดนำส่งนักบินอวกาศกลับไปลงดวงจันทร์อีกครั้งในช่วงกลางปี 2027

 

ภาพ: SpaceX

 

อ้างอิง:

The post SpaceX เตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 8 ขึ้นสู่อวกาศ เช้าวันที่ 4 มีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รำลึก 57 ปี โศกนาฏกรรม Apollo 1 ก้าวแรกสู่ดวงจันทร์ของ NASA ที่จบลงในเปลวเพลิง https://thestandard.co/apollo1-tragedy-57-years/ Mon, 27 Jan 2025 10:05:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1034974 apollo1-tragedy-57-years

“Per aspera ad astra” วลีภาษาละตินที่มีความหมายว่า ฝ่าผ […]

The post รำลึก 57 ปี โศกนาฏกรรม Apollo 1 ก้าวแรกสู่ดวงจันทร์ของ NASA ที่จบลงในเปลวเพลิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
apollo1-tragedy-57-years

“Per aspera ad astra” วลีภาษาละตินที่มีความหมายว่า ฝ่าผ่านความยากลำบากไปสู่ดวงดาว เป็นวลีและคติย้ำเตือนใจถึงความท้าทายในการพิชิตห้วงอวกาศ เพราะแม้ว่าจะมีผู้คนกว่า 600 ชีวิตที่เคยเดินทางไปนอกโลก แต่เส้นทางสู่ดวงดาวนั้นล้วนเต็มไปด้วยขวากหนาม และบางครั้งก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสีย

 

หนึ่งในความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นกับภารกิจแรกของโครงการ Apollo โครงการเรือธงที่มีเป้าหมายส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ ที่จบลงในเปลวเพลิงและการสูญเสียนักบินอวกาศ 3 คนไปแบบไม่มีทางที่จะช่วยเหลือได้ทันท่วงที

 

ภารกิจดังกล่าวคือ Apollo 1 หรือเป็นที่รู้จักในนาม AS-204 ณ ขณะนั้นได้รับการวางแผนให้เป็นภารกิจแรกของโครงการ Apollo ที่มีนักบินอวกาศโดยสารไปด้วย เพื่อเป็นภารกิจทดสอบความพร้อมระบบต่างๆ ของยานอวกาศในวงโคจรรอบโลกนาน 14 วัน

 

ลูกเรือทั้งสามของ Apollo 1 ได้แก่ Gus Grissom ผู้บัญชาการมากประสบการณ์, Ed White ฮีโร่อเมริกัน ผู้ออกไปทำ Spacewalk หรือทำงานนอกยานอวกาศเป็นครั้งแรก และ Roger Chaffee นักบินอวกาศหน้าใหม่ ซึ่งทั้งสามได้ร่วมฝึกซ้อมขั้นตอนต่างๆ กับยานอวกาศลำใหม่ของ NASA รวมถึงในวันที่ 27 มกราคม 1967 ซึ่งเป็นการทำ Plugs-out Test หรือการทดสอบว่าระบบของยานอวกาศสามารถทำงานด้วยแบตเตอรี่ภายในโดยไม่เชื่อมต่อสายเข้ากับฐานปล่อยได้หรือไม่

 

การทดสอบดังกล่าวถูกมองว่าไม่เป็นอันตรายใดๆ เนื่องจากไม่มีการเติมเชื้อเพลิงให้กับตัวจรวดและยานอวกาศ อย่างไรก็ตาม ยานบังคับการ หรือยาน Command Module รุ่นแรกของโครงการ Apollo นั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด จากทั้งระบบภายในที่มีความซับซ้อนกว่ายานอวกาศรุ่นก่อนหน้า และแรงกดดันของ Space Race ระหว่างสหรัฐฯ กับโซเวียต ทำให้ NASA และบริษัทผู้รับเหมาอย่าง North American Aviation ต่างเร่งพัฒนาจนมองข้ามปัจจัยความปลอดภัยบางอย่างไป

 

นักบินอวกาศของภารกิจ Apollo 1 ต่างกังวลถึงวัตถุที่สามารถติดไฟได้ง่ายอยู่ในยานอวกาศที่มีบรรยากาศประกอบด้วยออกซิเจน 100% เป็นจำนวนมาก จนพวกเขาถ่ายภาพทำท่ากำลังพนมมือสวดขอพรต่อหน้าโมเดลแบบจำลองยานอวกาศ พร้อมกับเขียนข้อความข้างหลังภาพส่งให้ Joseph Shea ผู้จัดการสำนักงานที่ดูแลยานอวกาศโครงการ Apollo ว่า

 

“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อใจคุณนะ แต่รอบนี้เราอาจต้องพึ่งอะไรที่เหนือกว่าคุณหน่อยละ”

 

การทดสอบดำเนินไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีปัญหาเกิดขึ้นกับระบบต่างๆ โดยนักบินอวกาศทั้งสามได้เริ่มเข้านั่งประจำที่ในยานอวกาศตั้งแต่เวลา 13.00 น. จนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็นของวัน ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบสื่อสารได้ จนกระทั่ง Gus Grissom บ่นออกมาว่า “เราจะไปดวงจันทร์กันได้อย่างไร ถ้ายังคุยกันแค่ 2-3 ช่วงตึกไม่รู้เรื่อง”

 

เพียงไม่นานหลังจากนั้น เมื่อเวลา 18.31 น. กระแสไฟฟ้าลัดวงจรในยานบังคับการของ Apollo 1 ทำให้เกิดประกายไฟขึ้น โดยที่นักบินอวกาศเริ่มรายงานว่ามีไฟไหม้เมื่อเวลา 18.31.04 น. โดยเปลวเพลิงค่อยๆ ลุกลามจากด้านซ้ายไปขวาอย่างรวดเร็ว ในยานอวกาศที่มีบรรยากาศเป็นออกซิเจน 100% พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ถูกบันทึกได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ระบบสื่อสารทั้งหมดจะขาดหายไป

 

แม้เจ้าหน้าที่ประจำฐานปล่อยได้รีบรุดเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูง เขม่าควันล้อมรอบ และประตูยานที่ต้องถอดประกอบออก 3 ส่วนก่อนจะเปิดออกมาได้ ทำให้ความพยายามกู้ภัยแทบเป็นไปได้เลย โดยต้องรอนานกว่า 5 นาทีก่อนจะเปิดประตูทั้งหมดได้ ซึ่งก็สายเกินไปแล้ว

 

นักบินอวกาศทั้งสามเสียชีวิตอยู่ในยาน โดยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าร่างของ Gus Grissom และ Ed White ไม่ได้อยู่ติดกับเก้าอี้ตนเอง อาจเป็นเพราะพวกเขาได้พยายามเปิดประตูยานออกมา โดยที่ Roger Chaffee เป็นคนเดียวที่ยังนั่งประจำที่เพื่อคอยสื่อสารกับศูนย์ควบคุมจนกว่าจะเปิดประตูได้ ตามแผนการที่ทั้งสามคนได้เคยซักซ้อมไว้

 

ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลให้โครงการ Apollo หยุดชะงักไปนานกว่า 18 เดือน เพื่อปรับแก้ข้อผิดพลาดทั้งหมด และเป็นเหมือนการเรียกสติให้ NASA ดำเนินแผนการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามคำมั่นสัญญาของ John F. Kennedy อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้

 

เปลวเพลิงจากความสูญเสียของ Apollo 1 เป็นบทเรียนสำคัญที่ส่งให้ Apollo 11 พามนุษย์คนแรกไปลงเดินบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ เช่นเดียวกับอาจช่วยชีวิตนักบินอวกาศทั้งสามของภารกิจ Apollo 13 ที่ถังออกซิเจนระเบิดระหว่างทางไปดวงจันทร์ไว้ได้ ซึ่งตอกย้ำว่าเส้นทางสู่ดวงดาวนั้นยากลำบากเสมอ และพวกเราจะไม่ลืมชื่อของผู้เสียสละทุกคนที่กรุยทางพามนุษยชาติเดินทางไปสู่หมู่ดาวได้สำเร็จ

 

ภาพ: NASA

 

อ้างอิง:

The post รำลึก 57 ปี โศกนาฏกรรม Apollo 1 ก้าวแรกสู่ดวงจันทร์ของ NASA ที่จบลงในเปลวเพลิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งคนอเมริกันไปปักธงบนดาวอังคาร วิเคราะห์ความเป็นไปได้จากคำแถลงของ โดนัลด์ ทรัมป์ https://thestandard.co/trump-american-to-mars-possibility/ Wed, 22 Jan 2025 02:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1032871

เช้ามืดวันที่ 21 มกราคม 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถ้อยแถ […]

The post ส่งคนอเมริกันไปปักธงบนดาวอังคาร วิเคราะห์ความเป็นไปได้จากคำแถลงของ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้ามืดวันที่ 21 มกราคม 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถ้อยแถลงหลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกครั้งว่า “เราจะไล่ตามชะตาลิขิตไปสู่ดวงดาว โดยส่งนักบินอวกาศอเมริกันไปปักธงชาติบน ดาวอังคาร”

 

แต่ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ว่าด้วยการส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคาร มีโอกาสเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด

 

‘ดาวอังคาร’ เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์หินของระบบสุริยะที่ได้รับความสนใจตั้งแต่อดีตกาล โดยในปี 1877 จิโอวานนี สเกียพาเรลลี (Giovanni Schiaparelli) นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ส่องกล้องพบลักษณะภูมิประเทศคล้ายคลองบนดาวอังคาร สร้างความสนใจให้กับนักดาราศาสตร์และผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะความเป็นไปได้ว่าดาวอังคารอาจมีชีวิตทรงภูมิเป็นผู้ขุดลอกคลองเหล่านี้ขึ้นมา

 

แม้ในท้ายที่สุดมนุษย์จะพบว่าภาพของ ‘คลอง’ ดาวอังคาร เป็นเพราะกล้องโทรทรรศน์ในสมัยดังกล่าวมีกำลังขยายภาพไม่เพียงพอ จนไม่สามารถส่องเห็นได้ว่าดาวดวงนี้แห้งแล้งโดยสิ้นเชิง แต่ดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ก็ยังได้รับความสนใจอยู่จวบจนปัจจุบัน ทั้งในแง่มุมของการตามหาร่องรอยชีวิตในอดีต ไปจนถึงความพยายามส่งมนุษย์คนแรกไปลงสำรวจ

 

ดาวอังคารอยู่ห่างจากโลกเฉลี่ยประมาณ 220 ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากโลกประมาณ 6-8 เดือน โดยมีช่วงเวลานำส่งจรวดทุกๆ 2 ปี ที่ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันที่สุดของวงโคจร แตกต่างจากการเดินทางไปดวงจันทร์ อันเป็นภารกิจส่งนักบินอวกาศเดินทางไปไกลจากโลกที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งมีระยะห่างเพียงประมาณ 380,000 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางเพียง 2-3 วันเท่านั้น

 

ปัจจุบัน NASA หรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา มีแผนการส่งนักบินอวกาศเดินทางกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการอาร์ทีมิส (Artemis Program) โดยเริ่มจากอาร์ทีมิส 2 การส่งนักบินอวกาศ 4 คนไปบินผ่านดวงจันทร์ในเดือนเมษายน 2026 เพื่อทดสอบความพร้อมของยานโอไรออน (Orion) ที่โดยสารไปด้วย ก่อนส่งภารกิจอาร์ทีมิส 3 เดินทางไปลงจอดบนพื้นผิวในช่วงกลางปี 2027 ซึ่งจะใช้ยานสตาร์ชิป (Starship) ของบริษัท SpaceX เป็นยานลงดวงจันทร์ของภารกิจนี้

 

แม้ว่าแผนของโครงการอาร์ทีมิสจะเป็นการพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้ง เพื่อเป็นรากฐานการสำรวจอวกาศลึกอย่างยั่งยืน และนำไปสู่ภารกิจออกสำรวจดาวอังคารในอนาคต ซึ่งความสำเร็จของการส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ จะเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์คนแรกจะได้ออกเดินทางไปดาวอังคารตอนไหน

 

ในปัจจุบัน แผนการศึกษาและสำรวจดาวอังคารของ NASA ระบุว่า ภารกิจแรกจะเป็นการส่งมนุษย์ไปบินผ่านสำรวจดาวอังคารในยุคทศวรรษที่ 2030 โดยนักวิทยาศาสตร์ยังต้องการศึกษาผลกระทบของการอยู่อาศัยในอวกาศลึกเป็นระยะเวลายาวนาน เช่นเดียวกับความพร้อมของอาหาร อากาศหายใจ และระบบพยุงชีพต่างๆ เมื่อต้องเดินทางไปไกลจากโลกหลายร้อยล้านกิโลเมตร

 

ยานอวกาศสตาร์ชิปของ SpaceX เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับภารกิจสำรวจห้วงอวกาศลึก และอาจเป็นยานที่พามนุษย์คนแรกไปถึงดาวอังคารได้จริง อย่างไรก็ตาม ยานลำดังกล่าวยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนา และต้องได้รับการทดสอบอีกหลายขั้น เพื่อให้พร้อมรองรับลูกเรือที่จะโดยสารไปด้วยเสียก่อน

 

นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนำส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคาร จะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2026 หรือไม่นานหลังจากกำหนดส่งอาร์ทีมิส 2 ไปดวงจันทร์ และระหว่างการเตรียมความพร้อมส่งมนุษย์กลับไปลงดวงจันทร์กับภารกิจอาร์ทีมิส 3 หากพลาดโอกาสดังกล่าว โอกาสส่งยานอวกาศไปดาวอังคารครั้งถัดไปจะมาในเดือนธันวาคม 2028 – มกราคม 2029 หรือช่วงเวลาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะหมดวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีพอดี

 

ทั้งนี้ ยังไม่ได้พิจารณาระยะเวลาที่ยานอวกาศต้องใช้เดินทางจากโลกถึงดาวอังคาร และเดินทางกลับมาสู่บ้านของพวกเขา รวมถึงงบประมาณที่ต้องใช้ในการพัฒนายานอวกาศ ระบบต่างๆ ที่จำเป็น ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมนักบินอวกาศสำหรับภารกิจสำรวจระยะยาวที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ทันในช่วงเวลา 4 ปีต่อจากนี้

 

โดยสรุปแล้ว ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงอาจเป็นไปได้ยากมากๆ ที่ชาวอเมริกันจะได้ไปปักธงบนดาวอังคารภายในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี แต่เจ้าตัวอาจได้เป็นผู้นำโลกเสรีคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ได้โทรศัพท์พูดคุยกับมนุษย์บนดวงจันทร์ หากโครงการอาร์ทีมิสดำเนินไปได้ตามแผนที่วางไว้ และไม่มีการเลื่อนกำหนดนำส่งออกไปจากเดิม

 

ภาพ: joshimerbin / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ส่งคนอเมริกันไปปักธงบนดาวอังคาร วิเคราะห์ความเป็นไปได้จากคำแถลงของ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานอวกาศ BepiColombo เตรียมบินผ่านดาวพุธ 8 มกราคมนี้ ก่อนเข้าสู่วงโคจรในปี 2026 https://thestandard.co/bepicolombo-mercury-8-jan/ Wed, 08 Jan 2025 02:07:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1028044 ยาน BepiColombo ในความร่วมมือขององค์การอวกาศยุโรป-ญี่ปุ่น มีกำหนดบินเฉียดผ่านดาวพุธวันที่ 8 มกราคมนี้ เพื่อเตรียมเข้าสู่วงโคจรรอบดาวในช่วงปลายปี 2026

ยาน BepiColombo ในความร่วมมือขององค์การอวกาศยุโรป-ญี่ปุ […]

The post ยานอวกาศ BepiColombo เตรียมบินผ่านดาวพุธ 8 มกราคมนี้ ก่อนเข้าสู่วงโคจรในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาน BepiColombo ในความร่วมมือขององค์การอวกาศยุโรป-ญี่ปุ่น มีกำหนดบินเฉียดผ่านดาวพุธวันที่ 8 มกราคมนี้ เพื่อเตรียมเข้าสู่วงโคจรรอบดาวในช่วงปลายปี 2026

ยาน BepiColombo ในความร่วมมือขององค์การอวกาศยุโรป-ญี่ปุ่น มีกำหนดบินเฉียดผ่านดาวพุธวันที่ 8 มกราคมนี้ เพื่อเตรียมเข้าสู่วงโคจรรอบดาวในช่วงปลายปี 2026

 

วันที่ 8 มกราคม เวลา 12.59 น. ตามเวลาประเทศไทย ยานอวกาศ BepiColombo จะบินผ่านดาวพุธที่ความสูงเพียง 295 กิโลเมตรเหนือพื้นผิว โดยเป็นการบินผ่านดาวพุธครั้งที่ 6 และเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่วงโคจรรอบดาวในเดือนพฤศจิกายน 2026

 

การบินผ่านครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการบันทึกภาพถ่ายดาวพุธจากกล้องบนยาน โดยเฉพาะหลุมอุกกาบาตบริเวณขั้วเหนือของดาว เช่นเดียวกับการเก็บบันทึกข้อมูลโดยอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และทดสอบความพร้อมของยานอวกาศเมื่อต้องอยู่ในเงาของดาวพุธเป็นเวลา 23 นาที ว่าสามารถปฏิบัติงานและรอดพ้นจากความแปรผันของอุณหภูมิสุดขั้วได้หรือไม่

 

ด้วยวิถีโคจรที่บินผ่านเส้นศูนย์สูตรของดาวพุธในช่วงกลางคืน ก่อนโฉบขึ้นเหนือขั้วเหนือของดาว จึงเป็นโอกาสดีที่ยาน BepiColombo ได้ตรวจวัดอนุภาคมีประจุที่ไหลผ่านสนามแม่เหล็กของดาว จากตำแหน่งที่ไม่เคยมียานอวกาศลำใดเคยสำรวจมาก่อน และเป็นตำแหน่งที่ยานอวกาศลำนี้ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เมื่อเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธเป็นที่เรียบร้อย

 

BepiColombo เป็นภารกิจความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2018 และใช้การบินผ่านใกล้โลก ดาวศุกร์ และดาวพุธ รวม 9 ครั้ง เพื่อเร่งความเร็วให้ตามไปถึงดาวพุธได้สำเร็จ ก่อนชะลอความเร็วเพื่อเข้าสู่อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดาว ‘เตาไฟแช่แข็ง’ ดวงนี้ในอีกประมาณ 20 เดือนจากนี้

 

เมื่อเข้าสู่วงโคจรแล้วจะแบ่งยานออกเป็น 2 ลำ ได้แก่ Mercury Planetary Orbiter ของยุโรป และ Mercury Magnetospheric Orbiter ของญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเริ่มปฏิบัติการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ในต้นปี 2027 เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีบนโลก พร้อมโอกาสในการต่ออายุภารกิจเพิ่มเติมได้ในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post ยานอวกาศ BepiColombo เตรียมบินผ่านดาวพุธ 8 มกราคมนี้ ก่อนเข้าสู่วงโคจรในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 7 กลางเดือนมกราคมนี้ https://thestandard.co/spacex-starship-flight-7-test-january-2025/ Mon, 06 Jan 2025 07:12:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1027437 spacex-starship-flight-7-test-january-2025

SpaceX ประกาศเตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 7 สาธ […]

The post SpaceX เตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 7 กลางเดือนมกราคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
spacex-starship-flight-7-test-january-2025

SpaceX ประกาศเตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 7 สาธิตการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ และเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมนำตัวยานอวกาศกลับมาลงจอดที่ฐานปล่อย ในช่วงกลางเดือนมกราคมนี้

 

ในภารกิจทดสอบครั้งแรกของปี 2025 SpaceX ระบุว่าเป็นการนำส่งจรวด Starship รุ่นใหม่ที่มีการปรับปรุงระบบต่างๆ ทั้งส่วนของบูสเตอร์ Super Heavy และยานอวกาศ Starship เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโดยรวมของยานอวกาศยักษ์ลำนี้ ต่อยอดจากบทเรียนและข้อมูลที่ได้จากภารกิจทดสอบครั้งก่อนหน้า

 

หลังจากขึ้นบินจากฐานปล่อย Starbase ในรัฐเท็กซัส SpaceX มีแผนนำบูสเตอร์ Super Heavy กลับมาลงจอดเหนือฐานปล่อย โดยใช้แขนกลยักษ์ในการคีบบูสเตอร์ระหว่างลงจอด ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในภารกิจทดสอบเที่ยวบินที่ 5 เมื่อเดือนตุลาคม 2024

 

ขณะที่ยาน Starship มีภารกิจสาธิตการนำส่งดาวเทียม Starlink จำลองรวม 10 ดวง เพื่อทดสอบความสามารถในการส่งดาวเทียมและ Payload ต่างๆ ขึ้นสู่อวกาศ โดยยาน Starship จะอยู่ในวงโคจรแบบ Suborbital หรือไม่ได้โคจรรอบโลก เนื่องจากจะกลับมาลงจอดเหนือมหาสมุทรอินเดียในช่วงเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากขึ้นบิน

 

นอกจากนี้ SpaceX วางแผนให้เที่ยวบินทดสอบที่ 7 เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาต่อยอดให้ยาน Starship กลับมาลงจอด ณ ฐานปล่อยได้เหมือนกับบูสเตอร์ Super Heavy โดยมีการปรับลดแผ่นกันความร้อนในบริเวณจุดเสี่ยงของยาน เช่นเดียวกับการปรับองศาที่ยานเดินทางกลับโลก เพื่อทดสอบขีดความสามารถโครงสร้างของยาน Starship ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายกว่าการลงจอดแบบปกติ

 

เป้าหมายของ SpaceX ในปีนี้เป็นการนำยาน Starship กลับมาใช้ใหม่หมดทั้งระบบ พร้อมขึ้นบินในภารกิจที่มีความซับซ้อนกว่าเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ยานนำส่งมนุษย์และ Payload ต่างๆ สู่วงโคจรรอบโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคารในอนาคต

 

ในปัจจุบันยังไม่มีการระบุวันปล่อยอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมกราคม 2025 เวลา 05.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อให้การลงจอดของยาน Starship เหนือมหาสมุทรอินเดียเกิดขึ้นในช่วงเช้า

 

ภาพ: SpaceX

 

อ้างอิง:

The post SpaceX เตรียมทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 7 กลางเดือนมกราคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาน Parker Solar Probe ติดต่อกลับโลก หลังบินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ https://thestandard.co/parker-solar-probe-closest-sun/ Sat, 28 Dec 2024 09:08:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1025108

ยาน Parker Solar Probe ติดต่อกลับโลกอีกครั้ง หลังสร้างส […]

The post ยาน Parker Solar Probe ติดต่อกลับโลก หลังบินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยาน Parker Solar Probe ติดต่อกลับโลกอีกครั้ง หลังสร้างสถิติใหม่เป็นยานอวกาศที่เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด และเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีความเร็วมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

วันที่ 24 ธันวาคม เวลา 18.53 น. ยาน Parker Solar Probe ของ NASA เดินทางเข้าไปเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดที่ระยะห่างประมาณ 6,100,000 กิโลเมตรจากพื้นผิว หรือชั้นโฟโตสเฟียร์ (Photosphere) ของดาวฤกษ์หนึ่งเดียวในระบบสุริยะ พร้อมบันทึกข้อมูลผ่านอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่างๆ จากในชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์

 

ในระหว่างเข้าสู่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของวงโคจร หรือจุด Perihelion ยานอวกาศลำนี้ทำความเร็วมากถึง 692,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือประมาณ 0.064% ของความเร็วแสง นับเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีความเร็วมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมของภารกิจตนเองในการบินเข้าใกล้ครั้งก่อนหน้านี้

 

ขณะที่ Parker Solar Probe บินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ยานอวกาศไม่ได้มีการติดต่อและส่งข้อมูลกลับโลกตามเวลาจริง โดยสัญญาณแรกจากยานลำนี้ถูกส่งกลับมายังศูนย์ควบคุมภารกิจเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 27 ธันวาคม เพื่อยืนยันว่า Parker Solar Probe ประสบความสำเร็จในการเฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และยังคงปฏิบัติงานได้ตามปกติ ก่อนส่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กลับมาเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2025

 

Nicky Fox รองผู้อำนวยการฝ่ายภารกิจสำรวจวิทยาศาสตร์ของ NASA เปิดเผยว่า “การเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้มากเช่นนี้เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์สำหรับความพยายามของมนุษย์ในการไขปริศนาของดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของดวงอาทิตย์ต่อระบบสุริยะ เช่นเดียวกับผลกระทบที่มีต่อเทคโนโลยีต่างๆ บนโลก ไปจนถึงดาวฤกษ์ทั้งหลายในเอกภพแห่งนี้”

 

หลังจากนี้ยาน Parker Solar Probe มีกำหนดบินเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์อีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 22 มีนาคม และ 19 มิถุนายน 2025 ก่อนสิ้นสุดภารกิจด้วยการถูกเผาไหม้จากความร้อนของดวงอาทิตย์ เมื่อไม่มีเชื้อเพลิงคอยปรับทิศให้แผ่นกันความร้อนปกป้องอุปกรณ์ต่างๆ บนยานได้อีก

 

ภาพ: NASA / JHUAPL

อ้างอิง:

The post ยาน Parker Solar Probe ติดต่อกลับโลก หลังบินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เลื่อนส่งนักบินอวกาศชุดใหม่ ส่งผลให้ 2 นักบินของยาน Starliner กลับโลกช้าลง https://thestandard.co/nasa-delays-new-astronaut/ Thu, 26 Dec 2024 10:08:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1024154

NASA เลื่อนส่งนักบินอวกาศชุดใหม่ไปสถานีอวกาศนานาชาติ ส่ […]

The post NASA เลื่อนส่งนักบินอวกาศชุดใหม่ ส่งผลให้ 2 นักบินของยาน Starliner กลับโลกช้าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

NASA เลื่อนส่งนักบินอวกาศชุดใหม่ไปสถานีอวกาศนานาชาติ ส่งผลให้ 2 นักบินอวกาศที่ออกเดินทางไปกับยานอวกาศ Starliner ต้องใช้เวลาอยู่นอกโลกนานกว่าเดิมอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย

 

ตามแผนการเดิม ยาน Crew Dragon ของ SpaceX ในภารกิจ Crew-10 มีกำหนดขึ้นบินในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 แต่เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม NASA ตัดสินใจเลื่อนการออกเดินทางออกไปในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2025 แทน เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมของยานอวกาศลำใหม่เพิ่มเติม

 

ภารกิจ Crew-10 ประกอบด้วยผู้บัญชาการ แอนนี แมคเคน กับนักบิน นิโคล อายเยอร์ส จาก NASA โดยมีผู้เชี่ยวชาญภารกิจชาวญี่ปุ่น ทาคุยะ โอนิชิ ของ JAXA และ คิริล เปสคอฟ จากหน่วยงานอวกาศรัสเซีย หรือ ROSCOSMOS โดยลูกเรือทั้ง 4 คนจะขึ้นไปสับเปลี่ยนบทบาทกับนักบินอวกาศภารกิจ Crew-9 ที่รอส่งมอบงาน และเตรียมความพร้อมให้ลูกเรือชุดใหม่เข้ามารับช่วงต่อ

 

ด้วยเหตุเช่นนี้ทำให้การเดินทางกลับโลกของ นิค เฮก กับ อเล็กซานเดอร์ กอร์บูนอฟ รวมถึง บุตช์ วิลมอร์ และ ซูนี วิลเลียมส์ สองนักบินอวกาศที่เดินทางไปสถานีอวกาศกับยาน Starliner ของบริษัท Boeing ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 อาจได้ใช้เวลาอยู่บนอวกาศนานถึง 10 เดือนด้วยกัน

 

แต่กระนั้นนักบินอวกาศสามารถอยู่อาศัยบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นระยะเวลายาวนานได้ โดยมีอากาศหายใจ ระบบพยุงชีพ อาหาร น้ำดื่ม และยานอวกาศ เพื่อรองรับลูกเรือทุกคน ซึ่ง โอเล็ก โคโนเนนโก และ นิโคไล ชุบ สองนักบินอวกาศรัสเซีย สร้างสถิติการอยู่อาศัยบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลา 373 วัน ก่อนเดินทางกลับโลกเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ NASA ระบุในแถลงการณ์ว่า มีการนำส่งสิ่งของพิเศษเพื่อให้ลูกเรือได้ร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่จากบนสถานีอวกาศนานาชาติได้เช่นกัน พร้อมกันนี้หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ เกิดขึ้น นักบินอวกาศทุกคนสามารถโดยสารยานของตนเองเพื่ออพยพกลับโลกได้โดยทันที ไม่มีการ ‘ติด’ อยู่บนอวกาศแต่อย่างใด

 

ภาพ: NASA

อ้างอิง:

The post NASA เลื่อนส่งนักบินอวกาศชุดใหม่ ส่งผลให้ 2 นักบินของยาน Starliner กลับโลกช้าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SPACE JOURNEY สำรวจโลกอวกาศของมนุษยชาติผ่านงานเสมือนจริงและของจริง https://thestandard.co/life/space-journey-bangkok/ Tue, 17 Dec 2024 07:59:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1020483

หินจากดวงจันทร์ เศษอุกกาบาต ชิ้นยานอวกาศ หรือแม้แต่แผงค […]

The post SPACE JOURNEY สำรวจโลกอวกาศของมนุษยชาติผ่านงานเสมือนจริงและของจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หินจากดวงจันทร์ เศษอุกกาบาต ชิ้นยานอวกาศ หรือแม้แต่แผงควบคุมต้นฉบับจากศูนย์บัญชาการภารกิจฮูสตัน ฯลฯ ถ้าคุณสนใจเรื่องอวกาศหรือเป็นเนิร์ดสายนี้ เราแนะนำให้คุณมาเช็กอินที่ BITEC BURI กับนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ตระเวนจัดมาแล้วถึง 5 ประเทศทั่วโลก SPACE JOURNEY BANGKOK

 

นิทรรศการอวกาศระดับโลกที่นำเสนอเรื่องราวภารกิจสำรวจอวกาศของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งแนวคิด ความฝัน และความทะเยอทะยาน โดยรวบรวมชิ้นส่วนยานอวกาศที่ผ่านการใช้จริงและแบบจำลองหาชมยาก ฯลฯ ทั้งที่เป็นของจริง (Original Objects), รุ่นพัฒนา (Prototypes), ของเสมือนจริง (Replica) และแบบจำลอง (Model) รวมถึงเอกสารต้นฉบับต่างๆ อีกมากมาย จากสหรัฐอเมริกา โซเวียต และอื่นๆ มาจัดแสดงในรูปแบบของห้องจัดแสดง การฉายวีดิทัศน์ในโรงหนัง รวมถึงเทคนิค Projection Mapping

 

 

มาที่นี่คุณจะได้เห็นอาหารอวกาศที่นักบินอวกาศกินจริงๆ เห็นวิวัฒนาการชุดนักบินอวกาศในยุคต่างๆ เห็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีรวมถึงชิ้นส่วนเศษเสี้ยวความสำเร็จและความล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ที่เราเคยพบเจอแต่เพียงในหนังสือเรียน!

 

เชื่อเราเถอะว่า แม้ว่าคุณไม่เนิร์ดเรื่องอวกาศก็สนุกได้ เพราะทุกอย่างตรงหน้าคือหลักฐานความฝันและความหวังของมนุษยชาติในการสำรวจอวกาศ

 

 

SPACE JOURNEY BANGKOK เปิดให้ชมแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 16 เมษายน 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ ES97 BITECT BURI บัตรราคา 650 บาทต่อคน, บัตรราคาพิเศษแบบกลุ่ม 4 คน ราคา 2,400 บาท 

 

ซื้อได้ที่ www.icvticket.com/event_detail_space.aspx 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/spacejourneybkk

The post SPACE JOURNEY สำรวจโลกอวกาศของมนุษยชาติผ่านงานเสมือนจริงและของจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เลือกจรวดของ SpaceX เพื่อส่งยาน Dragonfly ไปดวงจันทร์ไททัน https://thestandard.co/nasa-spacex-dragonfly-mission/ Tue, 26 Nov 2024 09:23:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1012899

NASA ประกาศเลือกจรวด Falcon Heavy ของบริษัท SpaceX สำหร […]

The post NASA เลือกจรวดของ SpaceX เพื่อส่งยาน Dragonfly ไปดวงจันทร์ไททัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

NASA ประกาศเลือกจรวด Falcon Heavy ของบริษัท SpaceX สำหรับส่งยาน Dragonfly ออกเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์

 

โดรนสำรวจขนาดใหญ่เท่ากับรถยนต์ 1 คัน มีกำหนดออกเดินทางจากโลกระหว่างวันที่ 5-25 กรกฎาคม 2028 เพื่อไปลงจอดบนดวงจันทร์ไททัน และมีกำหนดขึ้นบินในบรรยากาศดวงจันทร์ของดาวเสาร์อีกหลายครั้ง เพื่อศึกษาและสำรวจความหลากหลายทางธรณีวิทยาบนดวงจันทร์แห่งนี้

 

SpaceX ได้สัญญาเป็นผู้ให้บริการปล่อยยาน Dragonfly ของ NASA ด้วยมูลค่ารวม 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมค่าปล่อย บริการ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยใช้จรวด Falcon Heavy เป็นพาหนะนำส่งจากฐานปล่อย 39A ของศูนย์อวกาศเคนเนดี เช่นเดียวกับภารกิจ Europa Clipper และยาน Psyche ที่ออกเดินทางไปก่อนหน้านี้

 

ดวงจันทร์ไททันได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในดาวแห่งมหาสมุทรของระบบสุริยะที่อาจมีคุณสมบัติเหมาะสมให้ชีวิตดำรงอาศัยอยู่ โดยยาน Dragonfly มีอุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ที่อาจเผยคำตอบได้ว่าเคยมีชีวิตอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์หรือไม่

 

ยาน Dragonfly มีกำหนดเดินทางไปถึงดวงจันทร์ไททันในปี 2034 ก่อนเริ่มภารกิจบินสำรวจไกลกว่า 8 กิโลเมตร และเป็นอากาศยานลำที่ 2 ที่ได้โบยบินบนดาวดวงอื่น ต่อจากเฮลิคอปเตอร์ Ingenuity บนดาวอังคาร เมื่อปี 2021

 

ภาพ: NASA / Johns Hopkins APL / Steve Gribben

อ้างอิง:

The post NASA เลือกจรวดของ SpaceX เพื่อส่งยาน Dragonfly ไปดวงจันทร์ไททัน appeared first on THE STANDARD.

]]>