กำแพงภาษี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กำแพงภาษี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 23 Apr 2026 14:00:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Moody’s อัปเกรดมุมมองไทยสู่ ‘เสถียรภาพ’ SCB EIC แนะเร่งเครื่องนโยบาย 4T Plus สร้างความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโลก https://thestandard.co/moodys-thailand-outlook-stable/ Thu, 23 Apr 2026 14:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1200663 ภาพปกข่าว Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น Stable หนุนรัฐเดินหน้าปฏิรูป 4T Plus

Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป […]

The post Moody’s อัปเกรดมุมมองไทยสู่ ‘เสถียรภาพ’ SCB EIC แนะเร่งเครื่องนโยบาย 4T Plus สร้างความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าว Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น Stable หนุนรัฐเดินหน้าปฏิรูป 4T Plus

Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น “Stable” ไทยมีหวังเดินหน้านโยบายปฏิรูปให้เกิดผลจริง

 

Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น ‘Stable’ และปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดลง
  • แนวโน้มการลงทุนไทยดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก
  • ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง

 

ทั้งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มหนี้ภาครัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ยังใกล้เคียงประเทศที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน ภาครัฐไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และสถานะภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง

 

SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus (เพิ่ม Transparency หรือ ความโปร่งใส)

 

SCB EIC มองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยในครั้งนี้ ได้แก่

 

  • กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ
  • ชุดนโยบาย 4T ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การใช้จ่ายภาครัฐอย่าง Target (มุ่งเป้า) Transition (เปลี่ยนผ่าน) Transform (พลิกโฉม) และ Together (รวมพลัง)
  • แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้

 

SCB EIC เสนอรัฐบาล

 

  • ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus ผ่านประเด็นความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เพราะเป็นปัจจัยบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ประเด็นนี้ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศ
  • ในประเด็นเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่นวินัยการคลัง คือ

 

2.1 ใช้จ่ายมีกลยุทธ์ โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายช่วยผู้ได้รับผลกระทบอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว

 

2.2 ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขยายฐานภาษี ลดรายจ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ

 

2.3 สื่อสารโปร่งใส พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและติดตามผลตัวชี้วัด (KPI) เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

 

มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจ

 

ในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น

 

The post Moody’s อัปเกรดมุมมองไทยสู่ ‘เสถียรภาพ’ SCB EIC แนะเร่งเครื่องนโยบาย 4T Plus สร้างความโปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง https://thestandard.co/trump-state-union-issues/ Mon, 23 Feb 2026 03:37:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1180874 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีกำหนดจะขึ้นแถล […]

The post State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีกำหนดจะขึ้นแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังกลับมารับตำแหน่งสมัยที่สองในคืนวันอังคารนี้ (24 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะตรงกับช่วงเช้าวันพุธของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าทรัมป์จะใช้เวทีนี้ เป็นเวทีชูความสำเร็จในขวบปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

การแถลงนโยบายประจำปี ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงการส่งรายงานสั้นๆ ของประธานาธิบดีต่อสภาคองเกรสในยุคเริ่มแรก มาเป็นเวทีถ่ายทอดสดช่วงไพรม์ไทม์ที่มีความตึงเครียดและสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน

 

ในระยะหลัง นอกจากการแถลงนี้มักเต็มไปด้วยการเผชิญหน้าและการประท้วงที่กลายเป็นประเด็นดราม่าทางการเมืองแล้ว เวทีนี้ยังเคยถูกใช้เพื่อประกาศ ‘จุดเปลี่ยนทางนโยบาย’ ที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อีกด้วย

 

วาระสำคัญที่น่าจับตามอง

 

1. การเผชิญหน้าระหว่างทรัมป์และศาลสูงสุดสหรัฐฯ เรื่อง ‘กำแพงภาษี’

 

ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุด เนื่องจากเพียง 4 วันก่อนการแถลงนโยบายประจำปี ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6-3 ซึ่งรวมถึงผู้พิพากษาที่ทรัมป์แต่งตั้งเอง 2 คน สั่ง ‘ระงับอำนาจ’ ของประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาคองเกรส นี่คือ ‘ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่’ ต่อนโยบายเศรษฐกิจและเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรัมป์โปรดปราน

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ ทรัมป์จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่มาร่วมฟังการแถลง และก่อนหน้านี้เขายืนกรานว่าจะหาทางนำมาตรการภาษีกลับมาใช้และอาจผลักดันให้สูงขึ้นกว่าเดิม

 

2. วิกฤตชัตดาวน์และปัญหาผู้อพยพ

 

ขณะนี้หลายหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญการปิดชัตดาวน์ เนื่องมาจากความขัดแย้งกับพรรคเดโมแครตเรื่องงบประมาณตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหารพลเมืองอเมริกัน 2 คน ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อยุทธวิธีการเนรเทศผู้อพยพที่รุนแรง ต้องจับตาดูว่า กระแสความไม่พอใจเหล่านี้จะส่งผลกระทบจนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวนโยบายของทรัมป์หรือไม่

 

3. ความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่าน

 

สหรัฐฯ กำลังระดมกำลังทหารทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินสอดแนม เพื่อเสริมกำลังรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในอิหร่าน หากการเจรจาเรื่องยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ประสบผลสำเร็จ โดยประเด็นนี้มีความสุ่มเสี่ยงทางการเมือง เพราะอาจสร้างความไม่พอใจให้กับฐานเสียงของทรัมป์เองที่ไม่สนับสนุนการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศ แม้ทรัมป์จะเผยว่า การโจมตีที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปในลักษณะ ‘จำกัดวงโจมตี’ ก็ตาม

 

4. ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

แม้ทรัมป์คาดหวังจะนำเสนอตัวเลขเศรษฐกิจเชิงบวก แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการเติบโตของ GDP ‘ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้’ และประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงรู้สึกว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ‘ไม่ได้เอื้อประโยชน์’ ต่อตนเอง

 

5. การคว่ำบาตรจากพรรคเดโมแครต

 

สมาชิกสภาคองเกรสพรรคเดโมแครตกลุ่มหนึ่งประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมฟังการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ของทรัมป์ แต่จะออกไปจัดแรลลี่ประท้วงนโยบายของทรัมป์ที่ด้านนอกแทน โดยหลังจากทรัมป์แถลงจบ อบิเกล สแปนเบอร์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียจากพรรคเดโมแครตจะเป็นผู้กล่าวตอบโต้ตามธรรมเนียมทางการเมือง

 

6. ประเด็นอื้อฉาวอื่นๆ ที่กำลังคุกรุ่น

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ 2.0 ยังเผชิญกับความโกรธเคืองจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว ‘Make America Healthy Again’ ที่ต่อต้านคำสั่งเพิ่มการผลิตสารกำจัดวัชพืช (Glyphosate) ภายในประเทศ รวมถึงคดีอื้อฉาวของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเพศ ที่ยังคงเป็นกระแสกดดันอย่างต่อเนื่อง และเกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนไม่น้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของทรัมป์รวมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

 

แฟ้มภาพ: Mandel Ngan / Reuters

 

อ้างอิง:

The post State of the Union ครั้งแรกของทรัมป์ 2.0 มีอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ คาดหารือภาษี-การค้า https://thestandard.co/trump-china-trade-talks/ Sun, 22 Feb 2026 05:07:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1180705 โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จับมือระหว่างการประชุม APEC

ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาเผย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสห […]

The post ทรัมป์เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ คาดหารือภาษี-การค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จับมือระหว่างการประชุม APEC

ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาเผย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคมถึง 2 เมษายนนี้ ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017

 

วาระการหารือระหว่างสองผู้นำ

 

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือคือ ‘เรื่องกำแพงภาษี’ (Tariffs) และท่าทีการตอบโต้ทางการค้าของจีน เช่น การหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นาน หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากนานาประเทศที่ทรัมป์เคยนำมาใช้เพื่อกดดันประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว

 

ทั้งสองประเทศมีทิศทางนโยบายด้านพลังงานที่ ‘แตกต่างกันอย่างชัดเจน’ โดยจีนกำลังมุ่งลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีใหม่ พลังงานหมุนเวียน และการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน โดยสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการขายอาวุธและให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว เนื่องจากจีนมีความมุ่งมั่นที่จะรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ และมองประเด็นไต้หวัน เป็น ‘เส้นแดง’ ที่ทุกประเทศไม่ควรก้าวล่วง แม้แต่สหรัฐฯ

 

การเดินทางจีนครั้งนี้ นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์ นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเขาเคยเรียกว่า ‘ไวรัสจีน’ หลังจากที่จีนเปิดประเทศอีกครั้งในเดือนมกราคม 2023 จีนได้พยายามสร้างความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ได้ต้อนรับผู้นำชาติตะวันตกอย่าง มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ตลอดจนเปิดประเทศต้อนรับสตรีมเมอร์ชาวอเมริกันชื่อดังอีกจำนวนไม่น้อย เพื่อกระชับสัมพันธ์กับโลกตะวันตก

 

ทรัมป์พบกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ครั้งล่าสุดในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2025 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในข้อตกลง ‘สงบศึกทางการค้า’ (Trade Truce) โดยสหรัฐฯ ยอมลดภาษีนำเข้าบางส่วน ขณะที่จีนตกลงจะสั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths)

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ คาดหารือภาษี-การค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัตดาวน์ 43 วันฉุด GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 4 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาด ทั้งปี 2025 ขยายตัวช้าสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด https://thestandard.co/us-gdp-shutdown-2025-slowest-growth/ Sat, 21 Feb 2026 07:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1180588 ภาพประกอบแสดงเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ชะลอตัว และ GDP ไตรมาส 4 ที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ จากผลกระทบของ ชัตดาวน์

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายของปี 20 […]

The post ชัตดาวน์ 43 วันฉุด GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 4 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาด ทั้งปี 2025 ขยายตัวช้าสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ชะลอตัว และ GDP ไตรมาส 4 ที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ จากผลกระทบของ ชัตดาวน์

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งประวัติศาสตร์ ปิดฉากปีที่เศรษฐกิจเติบโตอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาด ตามรายงานของ CNN

 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า GDP ขยายตัวเพียง 1.4% ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ลดลงจาก 4.4% ในไตรมาสที่สาม และตลอดทั้งปี 2025 เศรษฐกิจเติบโตที่ 2.2% ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020

 

สเตฟานี รอธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Wolfe Research ให้ความเห็นว่าถือว่าดีมากแล้วเมื่อพิจารณาจากอุปทานแรงงานที่ลดลง โดยเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือน ‘Goldilocks’ ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ร้อนแรงจนเกินไปจนมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ก็ไม่ชะลอตัวเบาเกินไปจนมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

รายงานจาก Financial Times ชี้ว่าตัวเลข GDP ยังต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% (จากโพลของ Bloomberg) โดยเป็นผลจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยืดเยื้อ 43 วัน ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตลงไปถึง 1 เปอร์เซ็นต์พอยต์

 

เกรกอรี ดาโก จาก EY-Parthenon กล่าวว่า “การสิ้นสุดปีที่น่าผิดหวังนี้ สะท้อนแรงฉุดที่สร้างขึ้นเองจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ”

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวในเวทีดาวอสเมื่อเดือนก่อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลัง ‘เฟื่องฟู’

 

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social กล่าวโทษพรรคเดโมแครตและ Fed ว่าทำให้สูญเสีย GDP ไปอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์พอยต์พร้อมวิจารณ์ประธาน Fed ว่าลดดอกเบี้ยช้าเกินไป

 

รายงานจาก ABC News เน้นความกังวลด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยยอดค้าปลีกเดือนธันวาคมทรงตัว หนี้บัตรเครดิตพุ่งสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงไม่สดใส

 

เบรตต์ ไรอัน จาก Deutsche Bank มองว่าการชะลอตัวเป็นสิ่งที่คาดไว้ เนื่องจากชาวอเมริกันบางส่วนเพิ่งทุ่มซื้อรถยนต์ก่อนที่เครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะหมดอายุ และคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงต้นปีจากเม็ดเงินคืนภาษี

 

ความเหลื่อมล้ำที่ขยายวงกว้างทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยดิ้นรนกับหนี้สินและเงินเฟ้อ ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่าความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ถือหุ้นและรายได้สูงปรับดีขึ้น แต่กลุ่มรายได้น้อยกลับลดลง ขณะที่การลงทุนภาคธุรกิจขยับขึ้นเป็น 3.7% ซึ่งไรอันระบุว่าการใช้จ่ายด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

 

รายได้ส่วนบุคคลเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนหนึ่งจากเงินชดเชยจำนวนมากที่มอบให้เหยื่อไฟป่าเมาอิ แต่เมื่อหักเงินเฟ้อแล้วแทบไม่เติบโต ขณะที่อัตราการออมลดลงเหลือ 3.6% ต่ำสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022

 

ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ พุ่งแตะ 2.9% ในเดือนธันวาคม สูงสุดตั้งแต่มีนาคม 2024 ออกห่างจากเป้าหมาย 2% ไปอีก ขณะที่ core PCE ซึ่งหักราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.4% ต่อเดือน แตะ 3% ต่อปี

 

ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ด้านตลาดหุ้น เริ่มแรกตอบรับตัวเลข GDP อย่างเงียบเชียบ แต่คึกคักขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีคู่ค้า ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.7%

 

การจ้างงานที่ชะลอตัวขณะที่เงินเฟ้อยังสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง ซึ่งนี่คือสัญญาณของสภาวะเศรษฐกิจที่ผิดปกติ) เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ยอมรับว่าเป็น ‘สถานการณ์ที่ท้าทาย’

 

ล่าสุด Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมกราคม ยุติการลดดอกเบี้ยครั้งละ 0.25 จุดติดต่อกันสามครั้ง ขณะที่ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความคาดหวังของตลาด บ่งชี้ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ครั้งแรกเดือนมิถุนายนและครั้งที่สองในฤดูใบไม้ร่วง

 

ไมเคิล เพียร์ซ จาก Oxford Economics ระบุว่า แกนหลักของเศรษฐกิจยังคงยืดหยุ่น และเชื่อว่าจะกลับมามีแรงส่งในปี 2026 ขณะที่ทอร์สเทน สล็อก จาก Apollo Global Management เตือนว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะร้อนแรงเกินไป (overheat)

 

“มันจะเป็นเรื่องยากมากที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้”

 

ภาพ: Gary Hershorn/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ชัตดาวน์ 43 วันฉุด GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 4 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาด ทั้งปี 2025 ขยายตัวช้าสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทยปี 2025 ปิดฉากสวยโต 12.9% สูงสุดรอบ 4 ปี รับอานิสงส์ AI-อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง แต่ SCB EIC เตือนปี 2026 เสี่ยงพลิกติดลบ -1.5% จากปัจจัยฐานสูงและพิษภาษีทรัมป์เต็มรูปแบบ https://thestandard.co/thai-exports-2025-2026-ai-trump/ Sat, 24 Jan 2026 09:36:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1168938 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจและการส่งออกไทยปี 2025 ที่โดดเด่นด้วย AI และอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตัวเลขคาดการณ์ปี 2026 ที่อาจเผชิญความท้าทายจากภาษีทรัมป์

ส่งออกทั้งปี 2025 โตสูงถึง 12.9% ขณะที่ปี 2026 ส่งออกจะ […]

The post ส่งออกไทยปี 2025 ปิดฉากสวยโต 12.9% สูงสุดรอบ 4 ปี รับอานิสงส์ AI-อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง แต่ SCB EIC เตือนปี 2026 เสี่ยงพลิกติดลบ -1.5% จากปัจจัยฐานสูงและพิษภาษีทรัมป์เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของเศรษฐกิจและการส่งออกไทยปี 2025 ที่โดดเด่นด้วย AI และอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตัวเลขคาดการณ์ปี 2026 ที่อาจเผชิญความท้าทายจากภาษีทรัมป์

ส่งออกทั้งปี 2025 โตสูงถึง 12.9% ขณะที่ปี 2026 ส่งออกจะแผ่วลงมากจากผลภาษีสหรัฐฯ และฐานสูง

 

มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 16.8%YOY จาก 7.1%YOY ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 8.7%) ตัวเลขปรับฤดูกาลกลับมาขยายตัวถึง 6.9%MOM_SA หลังจากหดตัวสองเดือนติดกัน

 

การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อเนื่อง ขณะที่ทองคำพลิกกลับมาขยายตัวสูงอีกครั้ง

 

1. การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 54.3%YOY ในเดือน ธ.ค. 2025 แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีสูงขึ้นแล้ว ส่งออกไปสหรัฐฯ ส่งท้ายปี 2025 เร่งตัวต่อเนื่องเทียบเดือน พ.ย. (37.9%YOY) หากไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ยังได้รับการยกเว้นกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ) ส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวได้สูง 21.7% เช่นเดียวกัน สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่มีสูง
แม้เผชิญกำแพงภาษี สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวสูง 123%, 117.3%, 86.6%, 48.4% และ 46.5% ตามลำดับ การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 10.2% มากกว่าครึ่งของการเติบโตของส่งออกรวม 16.8%

 

2. การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง จากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง 52.8% เร่งขึ้นจาก 46.2% และ 38.8% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. และขยายตัวต่อเนื่องนาน 21 เดือนแล้ว หากพิจารณารายตลาด พบว่า 13 ใน Top-15 ของตลาดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยขยายตัว โดย 10 จาก 15 ตลาดขยายตัวสูงกว่า 15% โดยเฉพาะสหรัฐฯ, เม็กซิโก และอินเดียที่ขยายตัวสูง 114.2%, 122.8% และ 152.6% ตามลำดับ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 10.1% มากกว่าครึ่งของการเติบโตการส่งออกรวม 16.8%

 

3. ทองคำกลับมาเป็นสินค้าส่งออกหลักอีกครั้ง การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 163.6% จากที่หดตัวต่อเนื่อง -53.3% และ -76.9% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นในเดือน ธ.ค. การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 2.7% ของการเติบโตการส่งออกรวม 16.8%

 

นำเข้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง ไทยขาดดุลการค้า 3 เดือนติดต่อกัน

 

มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 18.8% เทียบ 17.6% และ 16.3% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ สูงกว่าที่ประมาณการไว้ (SCB EIC ประเมิน 12% และค่ากลาง Reuters Poll 15.8%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าทั้งปี 2025 ขยายตัวสูง 12.9% เท่ากับมูลค่าส่งออกทั้งปี ในเดือนนี้การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง, สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัวสูง 39.3%, 31.7% และ 27.2% ตามลำดับ ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) และอาวุธยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ แม้แผ่วลงบ้าง แต่ยังขยายตัวสูงสองหลัก 19.9% และ 10.2% ตามลำดับ ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูง -17.1% ใกล้เคียงเดือนก่อนที่ -16.7% ซึ่งหดตัว 4 เดือนต่อเนื่อง

 

  • การนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปส่วนมากเกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และวงจรพิมพ์ขยายตัวสูง 56.3% 86.3% และ 89.3% ตามลำดับ (32.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในเดือนนี้) ขณะที่นำเข้าสินค้าทุน ส่วนมากเป็นเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบขยายตัวสูง 60.6% และ 22.8% ตามลำดับ (61% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนในเดือนนี้) ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากจีนในสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปมีสัดส่วนสูง 48.8% และ 28.7% ของมูลค่านำเข้าในแต่ละหมวดในเดือนนี้ ตามลำดับ
  • การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงใน 14 จาก 15 รายการหลัก โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน ขยายตัว 52.3%, 33.6% และ 21.8% ตามลำดับ (38.1% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือนนี้) โดยพบว่าสัดส่วนกว่าครึ่ง (54%) นำเข้าจากจีน

 

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ธ.ค. 2025 ขาดดุล -352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขาดดุลน้อยลงเทียบกับเดือนก่อน -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขาดดุลออกมาใกล้เคียง SCB EIC คาดไว้ที่ -200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดการณ์ไทยขาดดุลการค้าสูง -1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

ทั้งปี 2025 มูลค่าส่งออกไทยขยายตัวสูงถึง 12.9% แม้เผชิญความท้าทายจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่มูลค่านำเข้าขยายตัวสูงมากเช่นกัน 12.9% สะท้อนมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกต่อเศรษฐกิจไทยอาจจำกัด

 

ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2025 อยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี เติบโตสูงกว่ามูลค่าส่งออกปี 2024 ที่ขยายตัว 5.4% (ตัวเลขระบบศุลกากร) มากกว่าสองเท่า และเติบโตสูงกว่าที่ SCB EIC และกระทรวงพาณิชย์คาดไว้ที่ 10.7% และช่วง 10.7% – 11.4% ตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก

 

1. สหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จริงรุนแรงน้อยกว่าที่เคยประกาศไว้ครั้งแรกมาก

 

  • สหรัฐฯ ตั้งกำแพงศุลกากรต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในวัน Liberation Day (2 เม.ย.) ค่าเฉลี่ยกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ เก็บเพิ่มจากทั่วโลก (Weighted average) ลดลงจาก 22.7% ที่ WTO เคยประเมินไว้ในเดือน พ.ค. เหลือ 18.2% ในเดือน พ.ย. สำหรับไทย สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าลงมาเกือบครึ่ง 36% เหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ไทยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ มากนัก จากที่เคยกังวลว่าไทยอาจถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม
  • สหรัฐฯ เลื่อนวันบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีศุลกากรใหม่จากเดือน เม.ย. เป็น ส.ค. ส่งผลให้ไทยเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่องอีกหลายเดือน การส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งปีจึงขยายตัวสูงถึง 32% เร่งตัวขึ้นมากจากปี 2024 ที่โต 13.6% (CTG 5.8% ของการเติบโตส่งออกไทยปี 2025 12.9%)
  • สหรัฐฯ ยังยกเว้นมาตรการกำแพงภาษีสินค้าส่งออกหลักของไทย ส่วนมากเป็นสินค้าสำคัญต่อสหรัฐฯ และสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตไม่ได้/ผลิตได้น้อย เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด หลอดไฟ LED แกรไฟต์ ส่วนประกอบยาบางชนิด และสินค้าเกษตรบางชนิด ส่งผลให้หลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ สูง เช่น ไทย ไต้หวัน และเวียดนาม ยังขยายตัวได้ดี (ไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัว 52.5% ในปี 2025 และ CTG กว่า 20% ของการเติบโตส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งปี 2025 ที่ 32%)

 

2. วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย (สัดส่วน 21.5% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2024) ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ เนื่องจากบางสินค้ายังคงไม่ถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม ส่งผลให้มูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยขยายตัวสูงกว่า 38.3% ในปี 2025 (CTG คิดเป็น 6.7% ของการเติบโตของส่งออกรวม 12.9%)

 

3. ส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูงกว่า 48.5% แรงหนุนจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมากตามความต้องการทองคำในตลาดโลกเพื่อรองรับความเสี่ยงโลกที่สูงขึ้น (CTG การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปคิดเป็น 1.4% ของการเติบโตส่งออกไทยรวม 12.9% หากรวมกับปัจจัยส่งออกทองพิเศษไปอินเดียในช่วง Q1/2025 การส่งออกทองคำของไทยปีนี้คิดเป็น CTG 2.2% ของการเติบโตส่งออกไทยรวม 12.9%)

 

4. ความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายลงมาก โดยสหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าจีนเหลือเพียง 20% จากที่เคยสูงกว่า 100% ในช่วงต้นปี 2025 ส่งผลให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกเปลี่ยนไป (เช่น WTO ณ เดือน เม.ย. เคยประเมินว่าปริมาณการค้าโลกในปี 2025 จะหดตัว -0.2% ปรับมุมมอง ณ เดือน ต.ค. ขยายตัวได้ 2.4%) ส่งผลให้การส่งออกไทยไปตลาดนอกสหรัฐฯ ขยายตัวได้ดี เช่น จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน-5 ที่ขยายตัวสูง 12.6% 8.5% และ 6.9% ตามลำดับ

 

แม้มูลค่าส่งออกไทยในปี 2025 จะขยายตัวสูง แต่มูลค่านำเข้าทั้งปีขยายตัวเร่งขึ้นมากเช่นกัน มูลค่านำเข้ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นเดียวกับส่งออก โดยสินค้านำเข้าหลักเป็นหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนที่ขยายตัวสูงกว่า 17.9% และ 20.3% ตามลำดับ (CTG รวมกัน 12.5% ของการเติบโตการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 ที่ 12.9%)

 

  • สินค้าหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (CTG = 7.2%) มาจากทองคำและอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดในการผลิตสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า (ขยายตัวกว่า 41.3%) จากผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการผลิตเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้น สำหรับการนำเข้าทองคำขยายตัวสูงกว่า 36% ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อชดเชยการส่งออก และอาจมีความต้องการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในประเทศ
  • สินค้าทุน (CTG : 5.3%) ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวกว่า 47.1%, 16.2% และ 4.1% ตามลำดับ สอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวต่อเนื่องในไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้การนำเข้าสินค้าทุนกลุ่มนี้ขยายตัวสูงเป็นพิเศษในปี 2025
  • ไทยนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากจีนและไต้หวัน โดยมูลค่านำเข้าจากจีนและไต้หวันขยายตัวสูง 33.5% และ 23.5% ในปี 2025 ตามลำดับ CTG คิดเป็น 10.4% (จีน 8.8% ไต้หวัน 1.6%) ของการเติบโตของมูลค่านำเข้าไทยปี 2025 ที่ 12.9% โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากกำลังการผลิตส่วนเกินหลังถูกกีดกันการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศจีนยังไม่ดีนัก จึงเน้นส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมไทย (MPI : Manufacturing Production Index) ไม่ได้ขยายตัวดีสอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออก จึงอาจสะท้อนว่าการส่งออกไทยปี 2025 สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ดุลการค้าไทย (ระบบศุลกากร) ปี 2025 ขาดดุลสูง -5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี

 

มุมมองส่งออกไทยปี 2026 (ณ ธ.ค. 2025) จะชะลอตัวลงมากเหลือ -1.5% ตามทิศทางการค้าโลกและปัจจัยฐานสูง อย่างไรก็ดี ยังมี Upside จากหลายปัจจัย

 

SCB EIC ประเมินการส่งออกไทยในปี 2026 จะแผ่วลง เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น ปัจจัยหนุนพิเศษบางประการในปี 2025 ที่จะหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า (Front-loading) ปัจจัยส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย รวมถึงปัจจัยฐานที่สูงจากการขยายตัว 12.9% ในปี 2025

 

อย่างไรก็ดี มุมมองต่อการค้าโลก กระแสการลงทุนดิจิทัล และความต้องการทองคำปรับดีขึ้น แม้จะยังมีทิศทางชะลอตัว ส่งผลให้มุมมองการส่งออกของไทยปีนี้ -1.5% ที่เคยประเมินไว้ในช่วงเดือน ธ.ค. 2025 ยังมี Upside หลายปัจจัย

 

1. ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 องค์กรระหว่างประเทศ (ณ ม.ค. 2026) เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ปริมาณการค้าโลกขยายตัว 2.6% ในปีนี้ แม้จะเติบโตต่ำจาก 4.1% ในปี 2025 แต่นับว่าสูงกว่าประมาณการเดิมในเดือน ต.ค. 2025 ที่ 2.3%

 

2. กระแสการลงทุนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะ AI ยังคงมีแนวโน้มร้อนแรงในปี 2026 แม้จะชะลอตัวจากปี 2025 บ้าง ส่งผลให้ยังมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่สูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรรวม โดยข้อมูลเร็วการส่งออก 20 วันแรกในเดือน ม.ค. 2026 ขยายตัว 14.9% โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารไร้สายขยายตัว 70.2% และ 48% ตามลำดับ

 

3. ความต้องการสะสมทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยังมีอยู่สูง ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นมาก ในยุคทรัมป์ 2.0 นอกจากนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่าธนาคารกลางยังคงสถานะผู้ซื้อทองคำสุทธิเพื่อสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ทั้งนี้หลายสำนักวิจัยด้านการลงทุนหลักของโลกประเมินว่าราคาทองคำในปีนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าการส่งออกทองคำของไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำโลก

The post ส่งออกไทยปี 2025 ปิดฉากสวยโต 12.9% สูงสุดรอบ 4 ปี รับอานิสงส์ AI-อิเล็กทรอนิกส์พุ่ง แต่ SCB EIC เตือนปี 2026 เสี่ยงพลิกติดลบ -1.5% จากปัจจัยฐานสูงและพิษภาษีทรัมป์เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้า ประเทศที่ขัดขวางแผนสหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ https://thestandard.co/trump-greenland-tax-threat/ Sat, 17 Jan 2026 03:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1166221 ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้า ประเทศที่ขัดขวางแผนสหรัฐฯ เข้าควบคุม กรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่จะใช้มาตรการ […]

The post ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้า ประเทศที่ขัดขวางแผนสหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้า ประเทศที่ขัดขวางแผนสหรัฐฯ เข้าควบคุม กรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่จะใช้มาตรการกำแพงภาษีจัดการกับนานาประเทศที่ขัดขวางและไม่ยอมโอนอ่อนตามความทะเยอทะยานของเขาในแผนการที่สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ หรือผนวกดินแดนนี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

ทรัมป์ระบุว่าเขาอาจตั้งกำแพงภาษีกับประเทศเหล่านี้ โดยอ้างเหตุผลด้าน ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ ของสหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะใช้กฎหมายใดมารองรับอำนาจนี้ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ จะต้องได้กรีนแลนด์ ไม่ว่าจะด้วย ‘วิธีที่ง่าย’ (การซื้อ) หรือ ‘วิธีที่ยาก’ (การใช้กำลังหรือมาตรการกดดัน) ก็ตาม

 

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์

 

กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับ ระบบเตือนภัยล่วงหน้ากรณีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการเฝ้าระวังทางทะเล

 

ทรัมป์มองว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” กรีนแลนด์ เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซียและจีนได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าปัจจุบันสหรัฐฯ จะมีฐานทัพปีตุฟฟิก (Pituffik) หรือรู้จักในชื่อเดิมว่า ฐานทัพอากาศธูเล และสิทธินำทหารเข้ามาในพื้นที่ตามข้อตกลงเดิมที่มีอยู่แล้วก็ตาม

 

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและ NATO

 

ข้อเรียกร้องของทรัมป์สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในระดับนานาชาติ โดยเดนมาร์กเตือนว่าหากมีการใช้ปฏิบัติการทางทหารจะถือเป็น ‘จุดจบขององค์การ NATO’ เนื่องจากพันธมิตรไม่เคยเผชิญสถานการณ์ที่สมาชิกใช้กำลังกันเอง ชาติยุโรปหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ได้ส่งทหารจำนวนหนึ่งไปยังกรีนแลนด์เพื่อแสดงการสนับสนุนในภารกิจลาดตระเวน

 

ขณะที่นักการเมืองกรีนแลนด์มองว่า นี่เป็นการต่อสู้ระยะยาวและต้องการพันธมิตร โดยยังคงมีความกังวลต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

 

สังคมสหรัฐฯ มองประเด็นนี้อย่างไร

 

มีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนภายในสหรัฐฯ โดยกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจากทั้งสองพรรค (Bipartisan) นำโดย คริส คูนส์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ได้เดินทางไปกรีนแลนด์ เพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งและแสดงจุดยืนคัดค้านการผนวกดินแดนดังกล่าว ขณะที่ ลิซา เมอร์เคาสกี วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ยังได้ร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายเพื่อขัดขวางความพยายามในการผนวกกรีนแลนด์

 

ในทางกลับกัน ทูตของทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ‘สนับสนุนแนวคิดนี้’ โดยมองว่า ควรเจรจากับผู้นำกรีนแลนด์โดยตรงแทนเดนมาร์ก ขณะที่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้พยายามเสนอ ‘ทางสายกลาง’ ในการเจรจากับเจ้าหน้าที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์

 

ส่วนความคืบหน้าของการเจรจาในขณะนี้ แม้เจ้าหน้าที่เดนมาร์กจะระบุว่าไม่มีการพูดคุยเรื่องการส่งทหารสหรัฐฯ เข้ายึดครองในการประชุมครั้งล่าสุดที่ทำเนียบขาว แต่พวกเขายังคงตั้งสมมติฐานว่า ทรัมป์ ‘พูดจริงและหมายความตามที่พูด’ ในเรื่องเป้าหมายการยึดครองกรีนแลนด์

 

แฟ้มภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้า ประเทศที่ขัดขวางแผนสหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษีทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร? https://thestandard.co/us-supreme-court-trump-tariff-impact/ Sat, 10 Jan 2026 03:43:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1163530 ศาลสูง สหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษี ทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร?

เมื่อวันศุกร์ (9 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น ศาลสูงสุดสหรัฐ […]

The post ศาลสูงสหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษีทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูง สหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษี ทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร?

เมื่อวันศุกร์ (9 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกคำวินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) ที่ประกาศใช้โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงต้องรอคอยผลการตัดสิน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยเรื่องภาษีจะประกาศในวันศุกร์ (9 มกราคม) ตามเวลาสหรัฐฯ แต่ศาลสูงสุดได้เผยแพร่ความเห็นเพียงฉบับเดียวในวันดังกล่าว ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับกรณีภาษีแต่อย่างใด และในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเมื่อใด

 

เมื่อคำวินิจฉัยออกมา จะครอบคลุมประเด็นพิจารณา 2 ประการ ได้แก่ ฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจตามบทบัญญัติภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีได้หรือไม่ และหากการดำเนินการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สหรัฐฯ จำเป็นต้องคืนเงินให้แก่ผู้นำเข้าที่ได้ชำระค่าอากรไปแล้วหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินสุดท้ายอาจออกมาในลักษณะกึ่งกลาง โดยศาลมีทางเลือกที่จะมอบอำนาจตาม IEEPA ในขอบเขตจำกัดและกำหนดให้มีการคืนเงินเพียงบางส่วน พร้อมด้วยทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการกับประเด็นอันละเอียดอ่อนที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากวอลล์สตรีท

 

นอกจากนี้ แม้ว่าทำเนียบขาวจะพ่ายแพ้ในคดีนี้ รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ในมือเพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจฉุกเฉินตามที่ระบุในพระราชบัญญัติดังกล่าว

 

เปิดมุมมองฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยอาจออกมาในรูปแบบ ‘ผสมผสาน’ (Mishmash)

 

พร้อมระบุว่า “สิ่งที่ไม่กังวลคือ ความสามารถในการจัดเก็บภาษีต่อไปในระดับรายได้รวมที่ใกล้เคียงเดิม แต่สิ่งที่น่ากังวล และถือเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับชาวอเมริกัน คือการที่ประธานาธิบดีอาจสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้มาตรการภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา”

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) โดยส่วนหนึ่งถือเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสารเฟนทานิล (Fentanyl) เข้าสู่สหรัฐฯ

 

ในกรณีทรัมป์แพ้คดีจะเป็นอย่างไร?

 

โฮเซ ตอร์เรส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Interactive Brokers ให้ความเห็นว่า ในกรณีการแพ้คดีเรื่องกำแพงภาษีจะส่งผลกระทบต่อเนื่องหลายประการ

 

“หากศาลระงับมาตรการภาษี ฝ่ายบริหารจะดำเนินการหาช่องทางอื่นทดแทน เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะผลักดันวาระนี้ให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจดังกล่าวก็ตาม” ตอร์เรสระบุ

 

พร้อมกล่าวเสริมว่า “การระงับกำแพงภาษีจะเป็นผลเสียต่อความพยายามดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Onshoring) และส่งผลลบต่อสภาวะทางการคลัง และอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน จะเป็นผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากราคาต้นทุนปัจจัยการผลิตจะลดลงและการค้าขายจะมีความคล่องตัวมากขึ้น”

 

วิเคราะห์แนวโน้มคำตัดสินของศาล

 

ขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้า (Prediction markets) โดยชี้ว่า มีความเป็นไปได้เพียง 28% ที่ศาลจะตัดสินให้มาตรการภาษีตามที่บังคับใช้อยู่นั้นชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตอร์เรสระบุว่า ลูกค้าของบริษัทเขาก็มีความคาดหวังในทิศทางเดียวกัน

 

ด้านเบสเซนต์กล่าวว่า ฝ่ายบริหารมีทางเลือกอื่นรองรับอย่างน้อย 3 แนวทางโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการค้าปี 1962 (Trade Act of 1962) เพื่อคงมาตรการภาษีส่วนใหญ่ไว้

 

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ก็มีความกังวลว่า หากต้องมีการคืนเงินภาษี (Reimbursements) จะสร้างภาระแก่ฝ่ายบริหารและความพยายามในการลดการขาดดุลทางการคลัง

 

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley มองว่า ศาลสามารถมีดุลยพินิจ ‘กว้าง’ ในการออกคำวินิจฉัย ซึ่งอาจส่งผลลัพธ์ได้หลายรูปแบบ เช่น การจำกัดขอบเขตของภาษีที่มีอยู่เดิม แต่ไม่ได้สั่งให้ยกเลิกทั้งหมด หรือการจำกัดการใช้มาตรการภาษีในอนาคต

 

โดยในบันทึกข้อความของ Ariana Salvatore และ Bradley Tian นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่ามีโอกาสที่ฝ่ายบริหารจะปรับเปลี่ยนแนวทางของระบบภาษีโดยรวมให้ผ่อนคลายลง (Lighter-touch approach) โดยพิจารณาจากประเด็นทางการเมืองในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย (Affordability) ของประชาชน”

 

เปิดผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

สำหรับผลกระทบจากกำแพงภาษีที่เกิดขึ้นจริงจนถึงปัจจุบันนั้น สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยพบว่า มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในวงจำกัด

 

ขณะที่ด้านการขาดดุลการค้า พบว่า ปรับตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งขัดแย้งกับความกังวลในบางภาคส่วนที่ว่ากำแพงภาษีจะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นแกะดำในเวทีการค้าโลก โดยยอดขาดดุลการค้าในเดือนตุลาคมแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดวิกฤตการเงินปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่การนำเข้าลดลงอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

 

ด้านการจัดเก็บภาษี พบว่า ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า มาตรการภาษีการค้าตอบโต้ได้สร้างรายได้ประมาณ 1.95 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025 และอีก 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026

 

วิเคราะห์ผลกระทบต่อการค้าไทย หลังสหรัฐฯ เริ่มใช้ภาษีตอบโต้ ตั้งแต่สิงหาคม 2568

 

ศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หลังจากสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ในเดือนสิงหาคมและมีผลบังคับใช้มาแล้วราว 4–5 เดือน มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการส่งออกของประเทศต่าง ๆ โดยหลายประเทศ เช่น จีนและเยอรมนี มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่บางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามและไทย กลับมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

โดยการส่งออกไทยหลังสหรัฐฯประกาศใช้ภาษีตอบโต้ ยังเติบโตได้ดีเกินคาด ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.6% ในเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์พกพา Router ที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีอยู่

 

แต่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯบางรายการเริ่มชะลอตัว เช่น Hard Disk Drive หดตัว 17% ในเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

TDRI วิเคราะห์อีกว่า อัตราภาษีนำเข้าโดยรวมที่ไทยเผชิญมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าในอัตราที่สูงกว่า 19% กับสินค้าที่ไทยส่งออกมาก เช่น รถบรรทุกและชิ้นส่วน (25%) ส่วนการยกเว้นภาษีตอบโต้สินค้าเกษตรช่วยลดผลกระทบได้จำกัด เพราะไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนต่ำ

 

มีความเสี่ยงใดรอ ‘ไทย’ อยู่ในปี 2026?

 

ศุภณัฎฐ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี แนวโน้มการค้าในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงปรับเปลี่ยนรายละเอียดของมาตรการภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยในด้านหนึ่งมีการผ่อนคลายมาตรการภาษีสำหรับสินค้าบางรายการและยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้แก่ประเทศคู่ค้าที่บรรลุข้อตกลงในการเปิดตลาดให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ

 

โดยประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงสำคัญจากการถูกปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 2 ประการ ได้แก่

 

(1) ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า ซึ่งสหรัฐฯ กำลังสอบสวนและพิจารณาเก็บภาษีกับเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีโอกาสครอบคลุมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกหลักของไทย

 

(2) ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสินค้าสวมสิทธิในอัตรา 40% ซึ่งแม้สินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยโดยมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อยมีสัดส่วนจำกัด แต่โครงสร้างการผลิตไทยพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนและอาเซียนในระดับสูง หากสหรัฐฯ นับว่าสินค้าที่มีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศต่ำ (เช่น ไม่เกิน 60% ของมูลค่าสินค้า) เป็นสินค้าสวมสิทธิ ก็อาจกระทบต่อสินค้าส่งออกหลักของไทย รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

 

ทั้งนี้ การเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ บรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้าย แต่ข้อตกลงนี้จะช่วยการส่งออกไทยได้จำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยอยู่ในบัญชีสินค้าที่สหรัฐฯ ยอมยกเว้นให้คู่ค้าไม่มาก โดยในปี 2024 มีสัดส่วนไม่เกิน 2.86% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ

 

ในทางตรงกันข้ามกรอบข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ไทยต้องเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น อาทิ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกือบทุกรายการ แก้ไขกฎระเบียบที่กีดกันการค้า และในการเจรจาขั้นสุดท้าย ไทยอาจถูกกดดันให้ลดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

 

ศุภณัฎฐ์ กล่าวต่อว่า แนวทางรับมือของรัฐบาลเน้นเจรจาขอลดภาษีนำเข้า และหาตลาดส่งออกทดแทนสหรัฐฯ แต่ยังขาดความชัดเจนในการต่อรองภาษีสินค้าสวมสิทธิ ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามต่อรองขอคงมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เช่น โควตานำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ แต่วิธีนี้ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองขอลดภาษีน้อยลงและไม่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งเจรจาจัดการความเสี่ยงภาษีสินค้าสวมสิทธิ โดยต่อรองให้สหรัฐฯ มุ่งเป้าเฉพาะสินค้าที่ส่งผ่านไทยและมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อย หรือให้นับมูลค่าการผลิตในภูมิภาคอาเซียนเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งสอดคล้องกับการผลิตไทยที่พึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

 

นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้การเจรจาการค้าเป็นโอกาสยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เช่น ทยอยลดโควตานำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้าแบบเดิม

 

อ้างอิง:

The post ศาลสูงสหรัฐฯ ชะลอตัดสินกำแพงภาษีทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกมาตรการ ‘จีน’ คุมส่งออก ‘แร่เงิน’ ปี 2026 บีบใบอนุญาตผู้ส่งออกรายย่อย-ยกระดับกำแพงการค้า นักวิเคราะห์เตือนซัพพลายโลกเสี่ยงชะงัก ชี้เป็นอาวุธใหม่ในสงครามการค้า https://thestandard.co/in-depth-look-chinas-measures-control/ Wed, 31 Dec 2025 07:06:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1160435 เจาะลึกมาตรการ ‘จีน’ คุมส่งออก ‘แร่เงิน’ ปี 2026 บีบใบอนุญาตผู้ส่งออกรายย่อย-ยกระดับกำแพงการค้า นักวิเคราะห์เตือนซัพพลายโลกเสี่ยงชะงัก ชี้เป็นอาวุธใหม่ในสงครามการค้า

รัฐบาลจีนประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออก ‘แร่เงิน’ […]

The post เจาะลึกมาตรการ ‘จีน’ คุมส่งออก ‘แร่เงิน’ ปี 2026 บีบใบอนุญาตผู้ส่งออกรายย่อย-ยกระดับกำแพงการค้า นักวิเคราะห์เตือนซัพพลายโลกเสี่ยงชะงัก ชี้เป็นอาวุธใหม่ในสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกมาตรการ ‘จีน’ คุมส่งออก ‘แร่เงิน’ ปี 2026 บีบใบอนุญาตผู้ส่งออกรายย่อย-ยกระดับกำแพงการค้า นักวิเคราะห์เตือนซัพพลายโลกเสี่ยงชะงัก ชี้เป็นอาวุธใหม่ในสงครามการค้า

รัฐบาลจีนประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออก ‘แร่เงิน’ (Silver) ครั้งใหญ่ โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2026 มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องทรัพยากรยุทธศาสตร์และเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดทั่วโลก

 

มาตรการ ‘คัดกรอง’ ที่เข้มข้นขึ้น ใครบ้างที่มีสิทธิส่งออก?

 

ตามรายงานจากกระทรวงพาณิชย์จีน (MOFCOM) กฎระเบียบใหม่นี้ไม่ได้เป็นการแบนการส่งออกโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการสร้างระบบ ‘ใบอนุญาต’ (Export Licensing) ที่มีเงื่อนไขสูงมาก เพื่อคัดกรองให้เหลือเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความมั่นคง เช่น

 

  • กำลังการผลิต: บริษัทต้องมีกำลังการผลิตแร่เงินไม่ต่ำกว่า 80 ตันต่อปี
  • สถานะทางการเงิน: ต้องมีวงเงินสินเชื่อ (Credit Lines) จากสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 พันล้านบาท)
  • ประวัติความเชี่ยวชาญ: เน้นบริษัทที่มีประสบการณ์ยาวนานและมีมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมตามที่รัฐกำหนด

 

นักวิเคราะห์ประเมินว่า มาตรการนี้จะทำให้ซัพพลายเออร์รายกลางและรายย่อยหลายร้อยรายต้องหลุดออกจากตลาดการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้จีนสามารถควบคุม ‘ทิศทางและปริมาณ’ ของแร่เงินที่ไหลออกสู่ตลาดโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 

‘เงิน’ คือกระดูกสันหลังของเทคโนโลยีอนาคต

 

ความสำคัญของแร่เงินในปัจจุบันก้าวข้ามการเป็นเพียงเครื่องประดับไปไกล เนื่องจากเป็นโลหะที่มีค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity) สูงที่สุด เช่น

 

  • อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์: เป็นผู้บริโภคแร่เงินรายใหญ่ที่สุด โดยใช้ในกระบวนการผลิตแผง PV เพื่อนำไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
  • ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): รถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันใช้แร่เงินมากกว่ารถยนต์สันดาปเกือบเท่าตัว สำหรับระบบควบคุมอัจฉริยะและแบตเตอรี่
  • โครงสร้างพื้นฐาน AI: ใช้ในชิปประมวลผลขั้นสูงและเซิร์ฟเวอร์ใน Data Centers

 

เจาะลึกมาตรการ ‘จีน’ คุมส่งออก ‘แร่เงิน’ ปี 2026 บีบใบอนุญาตผู้ส่งออกรายย่อย-ยกระดับกำแพงการค้า นักวิเคราะห์เตือนซัพพลายโลกเสี่ยงชะงัก ชี้เป็นอาวุธใหม่ในสงครามการค้า

 

ปฏิกิริยาจาก Elon Musk และตลาดโลก

 

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุสั้นๆ ว่า ‘นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี’ สะท้อนถึงความกังวลของภาคอุตสาหกรรมต่อต้นทุนการผลิตที่จะพุ่งสูงขึ้น

 

ปัจจุบันจีนเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการถลุงและแปรรูปแร่เงิน (Refining Capacity) ของโลกมากกว่า 70% การขยับตัวครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็น ‘Silver Weapon’ ต่อเนื่องจากการควบคุมแร่แกลเลียม (Gallium) และเจอร์เมเนียม (Germanium) ที่เคยประกาศไปก่อนหน้า

 

การประกาศมาตรการล่วงหน้า 1 ปี (ประกาศปลายปี 2024/ต้นปี 2025 เพื่อใช้ปี 2026) คือการส่งสัญญาณเตือนให้โลกตะวันตกเตรียมตัวรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจเป็นการบีบให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติพิจารณาเข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศจีนมากขึ้นเพื่อแลกกับการเข้าถึงวัตถุดิบ

 

ในเชิงการลงทุน นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันเริ่มขยับคาดการณ์ราคาสปอตของแร่เงิน (XAG) โดยมองว่าราคาอาจพุ่งทะยานไปสู่ระดับ 65-74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในปี 2026 หากจีนเริ่มใช้มาตรการนี้อย่างตึงเครียด

 

ภาพ: Jonathan Raa/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post เจาะลึกมาตรการ ‘จีน’ คุมส่งออก ‘แร่เงิน’ ปี 2026 บีบใบอนุญาตผู้ส่งออกรายย่อย-ยกระดับกำแพงการค้า นักวิเคราะห์เตือนซัพพลายโลกเสี่ยงชะงัก ชี้เป็นอาวุธใหม่ในสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย พ.ย. ขยายตัว 7.1% SCB EIC เตือนปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัว -1.5% พร้อมเตือน เตรียมความพร้อมรับมือ 5 ปัจจัยลบ https://thestandard.co/thai-exports-scb-eic-2026-risk/ Fri, 26 Dec 2025 05:52:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1158477

มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน พ.ย. 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้าน […]

The post ส่งออกไทย พ.ย. ขยายตัว 7.1% SCB EIC เตือนปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัว -1.5% พร้อมเตือน เตรียมความพร้อมรับมือ 5 ปัจจัยลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน พ.ย. 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1%YOY เพิ่มขึ้นจาก 5.7% ในเดือนก่อน และใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ที่ 7% (ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจจาก Reuters อยู่ที่ 8.3%) โดยแม้ตัวเลขยังขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่เริ่มเห็นถึงสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนมากขึ้น สะท้อนจากการส่งออกปรับฤดูกาลที่หดตัว -2.3%MOM_SA ต่อเนื่องจาก -1.2%MOM_SA ในเดือนก่อน ทั้งนี้ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 11 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 12.6%

 

ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ 2 เดือนติดต่อกัน

 

  1. การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูงในเดือน พ.ย. แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีไปแล้ว โดยขยายตัวสูงถึง 37.9%YOY ต่อเนื่องจาก 32.9% ในเดือนก่อนแม้เผชิญกำแพงภาษี โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 11 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่ขยายตัวสูง 120%
  2. การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ซึ่งยังคงได้รับการยกเว้นอัตราภาษีตอบโต้ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 59.9% และแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัว 17.1% เป็นต้น
  3. ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันหลัก 2 เดือนติดต่อกัน หลังจากขยายตัวสูงตลอด 9 เดือนแรกของปี การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูป หดตัวสูง -51.2% ต่อเนื่องจาก -76.9% ในเดือนก่อน จากที่เคยขยายตัวสูงมากถึง 212.6% และ 144% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ ประเมินว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานสูง เนื่องจากการส่งออกทองคำเดือน ต.ค. และ พ.ย. ปี 2024 ที่ขยายตัวสูงถึง 169.3% และ 174.7% จากเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ตามลำดับ รวมถึงจากราคาทองคำที่ขยายตัวชะลอลงในเดือน พ.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้นเร็วในช่วงก่อนหน้า

 

มูลค่าการนำเข้าสินค้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง

 

มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน พ.ย. อยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 17.6% ต่อเนื่องจาก 16.3% และ 17.2% ในเดือน ต.ค. และ ก.ย. ตามลำดับ และสูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.1% ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจของ Reuters อยู่ที่ 14%) ทำให้ภาพรวมมูลค่านำเข้า 11 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 12.4% ในเดือนนี้การนำเข้าอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ ขยายตัว 69.7%, สินค้าทุนขยายตัว 18.7%, ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งขยายตัว 10% และสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 8.2% ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูงราว -16.7% ต่อเนื่องจาก -9.8% ในเดือนก่อน ซึ่งการนำเข้าที่ขยายตัวสูงเป็นผลจากการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1% เร่งขึ้นจาก 33.3% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะจากไต้หวันที่ขยายตัวสูงถึง 605.1% และคิดเป็น 82.9% ของการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าทั้งหมดในเดือนนี้

 

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลสูงต่อเนื่อง -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดดุลสูงกว่าคาดมาก (SCB EIC ประเมินขาดดุล -800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจของ Reuters อยู่ที่ -1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการนำเข้ายังเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าแผงวงจรไฟฟ้าจากไต้หวัน ส่งผลให้ดุลการค้าสะสม 11 เดือนแรกของปี 2025 ขาดดุล -4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

SCB EIC ประเมินส่งออกปี 2026 อาจพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัย

 

มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย

 

  1. วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกาะกระแสความต้องการโลกและเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย
  2. ความรุนแรงของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในช่วงแรก (เช่น ไทยจาก 36% เหลือ 19%) อีกทั้ง การจัดเก็บภาษีได้ถูกชะลออกไปในหลายส่วน เช่น ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและการค้าได้ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำที่ค่อนข้างจำกัดและยังขยายตัวได้ดี
  3. การส่งออกทองคำที่สูงจากราคาที่สูงขึ้นและความต้องการทองที่สูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมทั้งการส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
  4. ปัจจัยฐานต่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2024

 

อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวสูงนั้นมาพร้อมกับการนำเข้าที่เร่งตัวมากเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจอาจมีไม่มากนัก

 

แม้ส่งออกจะขยายตัวดีในปี 2025 แต่ SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปี 2026 จะมีแนวโน้มหดตัว -1.5% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) สาเหตุสำคัญจาก

 

  1. เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026ที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เริ่มส่งผลชัดเจน
    และเต็มรูปแบบมากขึ้น
  2. ปัจจัยหนุนในปี 2025 ที่จะเริ่มหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งสินค้าไปสหรัฐฯ (Front-load) การส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย เป็นต้น
  3. ปัจจัยฐานสูงในปี 2025 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี
  4. การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ
  5. ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (ไม่มี Natural-hedge) ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่ามากกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 สูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ยกเว้นเพียงเมียนมา โดยจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสองของปี 2026 โดยสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วง -3.3% ถึง 1.1% (ตัวเลขระบบศุลกากร)

 

นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้าส่งออกไทยอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพิ่มเติมจาก

 

  1. ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ เช่นภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า (Sectoral tariff) โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment tariff) ซึ่งภาษีทั้งสองรูปแบบมีอัตราภาษีสูงกว่าที่ 19% ที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
  2. ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ โดยเฉพาะการค้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าโลก
  3. ข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ ยังไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อาจทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า หรือไทยเสียเปรียบในการเจรจามากขึ้น
  4. ปัญหาสินค้าจีนและสหรัฐฯ ทะลักในตลาดโลกมากขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ

The post ส่งออกไทย พ.ย. ขยายตัว 7.1% SCB EIC เตือนปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัว -1.5% พร้อมเตือน เตรียมความพร้อมรับมือ 5 ปัจจัยลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? https://thestandard.co/thai-cambodia-clash-economic-impact/ Wed, 10 Dec 2025 05:51:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1153135 เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน?

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที […]

The post เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน?

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความอ่อนไหวขึ้นในช่วงล่าสุด หอการค้าไทยได้ออกมาย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ‘อธิปไตยต้องมาก่อน’ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าปัจจัยดังกล่าว จะไม่สั่นคลอนทิศทางการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีอัตราภาษีที่ระดับ 19% ที่ไทยยังแข่งขันได้

 

ภาคผู้ส่งออกไทยสะท้อนมุมมองในอีกด้านว่า การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ อาจไม่สามารถปิดดีลได้ในระยะสั้น และยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหยิบยกประเด็นความปะทะบริเวณชายแดนมาชะลอการเจรจาครั้งใหม่หรือไม่

 

ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางการค้า การลงทุน ไม่เพียงเป็นประเด็นด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

หอการค้าย้ำ ‘อธิปไตยชาติสำคัญที่สุด’

 

ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุปะทะอาจส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาการเจรจาภาษี

 

ดร.ชนินทร์ แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนว่า ภาคเอกชนเข้าใจสถานการณ์ดีและขอเอาใจช่วยรัฐบาล โดยมองว่าความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (Absolute) พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความชอบธรรม (Legitimate) และมีสิทธิในการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง

 

เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? 1

 

ประเด็นหลักของความขัดแย้งในครั้งนี้ ดร.ชนินทร์ระบุว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องทุ่นระเบิดและการเก็บกู้ (De-mining) ซึ่งตามข้อตกลงควรจะต้องมีการเจรจาและเก็บกู้ระเบิด แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ขัดขวางไม่ให้มีการถอดทุ่นระเบิด ซึ่งถือว่าผิดสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และกฎบัตรสหประชาชาติ

 

โดยภาคเอกชนเชื่อมั่นในทีมกระทรวงการต่างประเทศที่จะชี้แจงในเวทีโลกว่าไทยไม่ใช่ผู้เริ่มต้นเหตุการณ์

 

ยืนยันภาษีสหรัฐฯ อยู่ที่ 19% ไม่ใช่ 36% ย้ำยัง ‘สู้ได้’

 

ในประเด็นเรื่องการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะชะงักงัน ดร.ชนินทร์ ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า

 

“ปัจจุบันอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทยตามข้อตกลงล่าสุด เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา อยู่ที่ 19% เท่านั้น ไม่ใช่ 36% อย่างที่กังวลกัน”

 

ซึ่งเป็นอัตราที่บังคับใช้แล้วและครอบคลุมเกือบทุกประเทศในอาเซียน ทำให้ไทยยังพอมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

 

สำหรับการเจรจาเพื่อขอลดภาษีให้ต่ำกว่า 19% ที่รัฐบาลชุดนี้และกระทรวงพาณิชย์พยายามผลักดันนั้น

 

“แม้อาจจะไม่ทันกำหนดเวลาเดิมหรือต้องหยุดชะงักชั่วคราวเนื่องจากปัญหาชายแดน แต่ทางภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และควรรอให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อยเสียก่อนจึงค่อยกลับมาเจรจา”

 

เป้าหมายถัดไปดันสินค้าเกษตร-อาหาร เข้า ‘Exemption List’

 

ดร.ชนินทร์ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีการหารือกับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด และเห็นแนวโน้มที่ดีในการเจรจาครั้งต่อไป โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการลดภาษีจาก 19% แต่คือการผลักดันให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทย เช่น กาแฟ น้ำมะพร้าว และเนื้อสัตว์ เข้าไปอยู่ใน บัญชียกเว้นภาษี (Exemption List) หรือไม่เสียภาษีเลย

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันว่ามีข้อมูลพร้อมครบถ้วนแล้ว หากสถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความชัดเจนเมื่อใด ก็พร้อมที่เดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ได้ทันที

 

โดยสถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเสมือนการที่เราต้องเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัย ก่อนที่จะลงมือปลูกสร้างสิ่งใหม่ ดร.ชนินทร์ ย้ำว่า “ขอให้จัดการปัญหาอธิปไตยให้เรียบร้อยก่อน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจและการค้านั้น ฐานที่ 19% ยังเป็นจุดที่ภาคธุรกิจไทยยืนอยู่ได้ และพร้อมจะวิ่งต่อทันทีเมื่อสัญญาณความมั่นคงชัดเจน”

 

ห่วงเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยากที่จะปิดดีลในเร็ววัน

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท. ) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สรท. มองว่า “จากการประเมินการเจรจาภาษีสหรัฐฯ คงจะยังไม่ยุติในเร็ววัน ประเด็นนี้ทรัมป์จะยกเรื่องการปะทะมาชะลอการเจรจาหรือไม่ คาดเดาได้ยากมาก ขึ้นอยู่กับเขามองเรื่องนี้อย่างไร จะเอามาปนกันหรือไม่ เป็นไปได้หมด ทางไทยต้องประคอง เก็บหลักฐานการถูกรุกรานก่อนให้ครบถ้วนที่สุด”

 

เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? 2

 

อย่างไรก็ตาม ต่อสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อภาคการส่งออก สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด

 

โดยเฉพาะกรณีที่เกิดการเผชิญหน้าหรือมีความเสี่ยงปะทะเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและมีความเปราะบางสูง

 

1. สถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรง

 

  • ความมั่นคงของเส้นทางการค้าชายแดน
  • ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเวลาขนส่ง
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ส่งออก และผู้บริโภค

 

ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลออยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ปกติควรเป็นฤดูกาลที่กิจกรรมเศรษฐกิจฟื้นตัว

 

2. ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นต่อผู้ส่งออกไทย (ตามข้อมูล สรท.)

 

ปัจจุบัน ผู้ส่งออกจำนวนมากได้ หยุดการขนส่งผ่านด่านชายแดน และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้

  • เส้นทางเรือ (sea freight)
  • การลากตู้ทางบกในระยะทางที่ไกลขึ้น (inland haulage)

 

ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความล่าช้า ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าวทำให้

  • ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น
  • กระทบต่อความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

 

ผลกระทบนี้รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับ SMEs ที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนและสภาพคล่อง

 

3. ข้อเสนต่อรัฐบาล

 

สรท.ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนี้

 

1.ใช้สันติวิธีและการทูตเป็นกลไกหลัก

 

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นจากคู่ค้าต่างประเทศและปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศไทย

 

2.บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพเส้นทางโลจิสติกส์

 

รวมถึงการเตรียมความพร้อมของด่านทางเลือกหรือเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อไม่ให้ระบบส่งออกหยุดชะงัก

 

3.สื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง
เพื่อลดความกังวลของประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งบรรยากาศด้านความเชื่อมั่นมีผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

4.พิจารณามาตรการบรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์เร่งด่วนเช่น

  • มาตรการลดค่าใช้จ่ายท่าเรือ
  • การอำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากร
  • สิทธิประโยชน์ภาษีชั่วคราว

 

เพื่อช่วยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

4. ผลต่อบรรยากาศช่วงปีใหม่

 

หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดหรือเกิดเหตุปะทะเพิ่มเติม อาจส่งผลต่อ

  • ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน
  • การเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  • กำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงเทศกาล

 

ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจช่วงปีใหม่ “อ่อนแรงกว่าที่ควรจะเป็น”แต่หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ดี ใช้การทูตเชิงรุก และสื่อสารอย่างต่อเนื่องผลกระทบดังกล่าวจะลดลงและจำกัดอยู่ในบางพื้นที่เท่านั้น

 

5. เสถียรภาพชายแดน = เสถียรภาพด้านการค้าและเศรษฐกิจโดยตรง

 

ภาครัฐจึงควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดลุกลาม พร้อมช่วยเหลือผู้ส่งออกที่กำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง

 

ภาพ: Harvepino / Getty images

The post เมื่ออธิปไตยกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด สะเทือนดีลภาษีสหรัฐฯ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานยนต์ไทยถึงจุดเปลี่ยน! xEV จ่อครองตลาดเกินครึ่งปี 69 ขณะที่การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศโตเพียง 1% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือนและมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมการส่งออกชิ้นส่วน https://thestandard.co/market-focus-thai-ev-market-turning-point/ Tue, 18 Nov 2025 08:58:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1144590 ยานยนต์ไทยถึงจุดเปลี่ยน xEV จ่อครองตลาดเกินครึ่งปี 69 ขณะที่การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศโตเพียง 1% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือนและมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมการส่งออกชิ้นส่วน

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตั […]

The post ยานยนต์ไทยถึงจุดเปลี่ยน! xEV จ่อครองตลาดเกินครึ่งปี 69 ขณะที่การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศโตเพียง 1% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือนและมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมการส่งออกชิ้นส่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานยนต์ไทยถึงจุดเปลี่ยน xEV จ่อครองตลาดเกินครึ่งปี 69 ขณะที่การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศโตเพียง 1% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือนและมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมการส่งออกชิ้นส่วน

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวในระยะข้างหน้าจะยังไม่ทั่วถึง และมีความท้าทายอีกมากรออยู่

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2568 และจะเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569 – 2572

 

โดยการฟื้นตัวจะชัดเจนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) และรถยนต์ SUV ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์จากคู่ค้าหลักในอาเซียนและออสเตรเลียที่ผันผวน ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเผชิญความท้าทายอีกหลายด้าน

 

ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ๆ ควบคู่กับการต่อยอดจุดแข็งเดิมในอุตสาหกรรมรถกระบะ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยนต์ เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันและการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ตลาดรถยนต์ไทยหดตัวชะลอลงในปี 2568 และมีแนวโน้มกลับมาเติบโตได้บ้างในปี 2569 แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงนัก

 

โดยคาดว่ายอดขายในประเทศจะอยู่ที่ 5.71 แสนคัน หรือขยายตัวเพียง 1%YoY โดยค่ายรถที่มีการเปิดตัวโมเดล SUV และยานยนต์ xEV (Hybird และ BEV) ยอดขายมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มแบรนด์รอง รวมถึงผู้ผลิตที่พึ่งพาการจำหน่ายรถกระบะและรถยนต์สันดาป (ICE) เป็นหลัก

 

ในระยะข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากรอบด้าน โดยด้านเศรษฐกิจมีความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงสถาบันการเงินมีแนวโน้มตรึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ขณะเดียวกัน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น อายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และความนิยมในบริการเรียกรถ (Ride-sharing) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการฟื้นตัวของวัฏจักรยอดขายรถใหม่

 

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ภาคส่งออกยานยนต์ของไทย ก็มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจากคู่ค้าหลักอย่างกลุ่ม CLMV ที่อุปสงค์ชะลอลง รวมถึงการที่ออสเตรเลียหันมาเข้มงวดมาตรการ ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ขณะเดียวกัน การแข่งขันจากค่ายยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดส่งออกก็ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า xEV มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่านับตั้งแต่ปี 2569 จะมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายยานยนต์ทั้งประเทศ

 

ยอดขายรถยนต์ไฮบริดมีแนวโน้มเติบโตราว 16%YOY ในปี 2569 โดยผู้ผลิตจากญี่ปุ่นจะครองความเป็นผู้นำตลาดผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

 

  • การเพิ่มกำลังการผลิตรถไฮบริดในประเทศไทย
  • การพัฒนาโมเดลไฮบริดให้มีความหลากหลายทั้งด้านดีไซน์ ระดับราคา และสมรรถนะการขับขี่ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความสนใจและหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากแบรนด์ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน มีความมั่นคง และพร้อมด้วยบริการหลังการขายและอะไหล่ยนต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คาดว่าจะเติบโต 18%YOY ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของ EV Ecosystem รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่หันมาเลือกซื้อ BEV ที่ผลิตในไทย

 

อย่างไรก็ตาม ตลาด BEV ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเสื่อมราคาที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภคออกไปได้

 

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่รายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ใหม่ (OEM) คาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอะไหล่ทดแทน (REM) เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ใหม่ฟื้นตัวช้า อีกทั้ง ภาคการส่งออกก็เผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์โลก ในระยะถัดไป

 

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อาจถูกท้าทายจากคู่แข่งในกลุ่ม USMCA, ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อได้เปรียบจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ
ต่ำกว่าไทย

 

2. ความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

 

แม้ไทยจะมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำคัญของโลก แต่การปรับขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความท้าทายเพิ่มขึ้นใน 4 ด้านสำคัญ คือ

 

  1. การส่งออกชิ้นส่วน อะไหล่ยนต์ และจักรยานยนต์ของไทย มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการค้าสูงกว่าคู่แข่งรายสำคัญหลายประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมยางล้อ คาดว่าจะรักษา
    ความได้เปรียบไว้ได้ แต่ในระยะยาว อาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับเม็กซิโก ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนของภูมิภาคอเมริกา
  2. อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากคำสั่งซื้อของประเทศผู้ผลิตรถยนต์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ใช้ชิ้นส่วนยานยนต์จากไทย นำไปประกอบและส่งออกรถยนต์ไปสู่ตลาดสหรัฐฯ
  3. การลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงบ้างในกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ
    เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางส่วนอาจหันไปเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ หรือขยายฐานการผลิตในภูมิภาคอเมริกา
    เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต
  4. การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ ควบคู่กับมาตรการ Non-tariff ที่เข้มงวดขึ้น เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง อีกทั้ง บทบาทของสินค้านำเข้าและธุรกิจต่างชาติก็เพิ่มขึ้นในไทยอย่างต่อเนื่อง

 

นโยบายเชิงรุกจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ที่ครอบคลุมทั้งมิติของ ‘การปกป้อง’ ‘การกำกับดูแล’ และ ‘การส่งเสริมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ’ ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิต การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ การยกระดับมาตรฐานสินค้าและแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดโลก รวมถึงการสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนและนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Automotive-Industry-111125?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

The post ยานยนต์ไทยถึงจุดเปลี่ยน! xEV จ่อครองตลาดเกินครึ่งปี 69 ขณะที่การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศโตเพียง 1% ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือนและมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซ้ำเติมการส่งออกชิ้นส่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ https://thestandard.co/trump-waives-coffee-bananas-beef-tax/ Sat, 15 Nov 2025 03:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1143623 ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (14 พฤศจ […]

The post ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (14 พฤศจิกายน) สั่งยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงให้กับสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญหลายรายการ เช่น กาแฟ, โกโก้, กล้วย และผลิตภัณฑ์เนื้อวัวบางประเภท

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก เกี่ยวกับปัญหาราคาวัตถุดิบและอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้จัดจำหน่ายหลายรายได้ปรับขึ้นราคาเนื้อวัว, กาแฟ, ช็อกโกแลต และอาหารทั่วไปอื่นๆ ไปแล้ว อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกำแพงภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้มาตลอดทั้งปีนี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการกลับลำนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน จากเดิมที่เขายืนกรานมาโดยตลอดว่ากำแพงภาษีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องธุรกิจและแรงงานชาวอเมริกัน และมักจะอ้างว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะไม่เป็นผู้รับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น

 

การยกเว้นภาษีครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เองหรือผลิตได้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เช่น กล้วยและกาแฟ รวมถึงผลไม้อื่นๆ เช่น มะเขือเทศ, อะโวคาโด, มะพร้าว, ส้ม และสับปะรด ตลอดจนชาดำ, ชาเขียว และเครื่องเทศอย่างอบเชยและลูกจันทน์เทศ

 

แม้ว่าการยกเว้นภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะขาดแคลนอุปทานในตลาดโลก ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อราคา โดยเฉพาะกาแฟและเนื้อวัว ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายภาษีของทรัมป์เอง

 

ภาษีเนื้อวัว, กาแฟ, โกโก้

 

การยกเว้นภาษีเนื้อวัวเกิดขึ้นหลังจากราคาพุ่งสูงมานานหลายเดือน ซึ่งส่วนหนึ่งผูกพันกับนโยบายภาษีของทรัมป์เอง

 

ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่สูงมากกับซัพพลายเออร์เนื้อวัวรายใหญ่ เช่น บราซิล (ผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก) ที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 75% การขึ้นภาษีนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด คือในขณะที่ จำนวนปศุสัตว์ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี

 

ภาวะอุปทานตึงตัวอย่างรุนแรง (Supply Squeeze) ได้ผลักดันให้ราคาเนื้อวัวดิบในซูเปอร์มาร์เก็ต พุ่งสูงขึ้น 12-18%

 

ด้านสถานการณ์ของกาแฟสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายภาษีได้ชัดเจนที่สุด หลังจากราคากาแฟคั่วบดในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.41 ดอลลาร์ต่อปอนด์ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อนหน้า

 

นโยบายภาษี 50% ของทรัมป์ต่อกาแฟจากบราซิล ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ ได้ผลักดันต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการร้านกาแฟและโรงคั่วต่างระบุว่าพวกเขาไม่มีทางหลีกเลี่ยงภาษีนี้ได้ เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเมล็ดกาแฟที่ตนเองบริโภคเลย

 

รายงาน CPI เดือนกันยายนพบว่า ราคากาแฟพุ่งขึ้นเกือบ 21% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990

 

ขณะที่โกโก้เผชิญกับแรงกดดันด้านราคาที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าราคาล่วงหน้าจะปรับลดลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดกว่าสองเท่า มาอยู่ที่ประมาณ 5,300 ดอลลาร์ จากผลกระทบของกำแพงภาษีและภาวะผลผลิตล้มเหลวในไอวอรีโคสต์และกานา

 

ในเดือนตุลาคม ผู้บริหารของ Hershey คาดการณ์ว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายจากกำแพงภาษีในปีนี้สูงถึง 160-170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซ้ำเติมจากต้นทุนเมล็ดโกโก้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งผลักดันให้ราคาช็อกโกแลตค้าปลีกในช่วงก่อนเทศกาลฮาโลวีน พุ่งสูงขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำนาน ‘สงครามการค้า-วิกฤตในประเทศ’ รุมเร้า แม้ได้ไฟเขียวลดภาษีเหลือ 19% https://thestandard.co/thailand-economy-slow-growth-trade-war-2025/ Sun, 24 Aug 2025 12:46:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1110746 เศรษฐกิจไทย

แม้การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ จะได้ผลดีเกินคาด แต่ SCB […]

The post เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำนาน ‘สงครามการค้า-วิกฤตในประเทศ’ รุมเร้า แม้ได้ไฟเขียวลดภาษีเหลือ 19% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

แม้การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ จะได้ผลดีเกินคาด แต่ SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยกดดันอีกมาก ทั้งความขัดแย้งในประเทศ การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ และการลงทุนที่ชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คาดการณ์การเติบโตในปี 2568 และ 2569 ยังอยู่ในระดับต่ำ

 

SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 1.8% (เดิม 1.5%) และปี 2569 เป็น 1.5% (เดิม 1.2%) ปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศออกมา 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

 

มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 แรงส่งหลักที่จะแผ่วลง คือ 

 

  1. การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง 
  2. การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2569 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง 
  3. การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ 
  4. แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 2567 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง

 

ในระยะสั้น แม้อัตราภาษีสหรัฐฯ เหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมาหากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

 

มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ 

 

  1. สินค้าส่งออกที่มี Import content สูงเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40% 
  2. การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ 
  3. การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลกจะเป็นไปได้ยากขึ้น

 

นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

 

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 แม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้อีก 1 เดือน รวมถึงประเทศต่างๆ มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.4% ในปี 2568 และ 2569 ดีกว่าที่เคยมองไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางยังชะลอลงจาก 2.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจทยอยประกาศเพิ่มเติม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ ไม้ เครื่องบิน เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

 

นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลายลงอีก แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะมีผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 50 bps ในปีนี้ (เดิมมอง 25 bps) หากข้อมูลการจ้างงานเดือน ส.ค. ยังออกมาต่ำ เนื่องจากคณะกรรมการเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานมากขึ้นหลังตัวเลขปรับย้อนหลังแย่ลงมาก และลดอีก 75 bps ในปีหน้า 

 

ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า แต่เลื่อนการลดครั้งสุดท้ายเป็นในไตรมาส 4 ของปีนี้ (เดิมไตรมาส 3) จากกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่รุนแรงน้อยลง และรอความชัดเจนภาษีรายสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยาซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูง วัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ของยูโรโซนจะจบลงภายในสิ้นปีนี้ 

 

ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี และอาจลดดอกเบี้ยอีกรวม 20 bps ในปี 2569 และเตรียมมาตรการผ่อนคลายนโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง และเงินเฟ้อที่สูงจากปัจจัยชั่วคราว แต่อาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 

 

SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จาก 

 

  1. ภาวะการเงินยังตึงตัวจากการชะลอลงของสินเชื่อและเงินบาทแข็งค่า อาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า 

 

  1. อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย 

 

  1. อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องนาน 

 

SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 จะต่ำลงเหลือ 0.2% (เดิมมองไว้ 0.5%) จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือนจะกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก แต่ครัวเรือนไทยอาจกำลังเผชิญ ‘Debt Deflation’ อยู่ ภาระหนี้สูงอาจลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) สูงขึ้นได้ในที่สุด

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

The post เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำนาน ‘สงครามการค้า-วิกฤตในประเทศ’ รุมเร้า แม้ได้ไฟเขียวลดภาษีเหลือ 19% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชี้ชะตาอำนาจทรัมป์! ศาลอุทธรณ์เตรียมไต่สวนคดีสำคัญสัปดาห์หน้า หากแพ้อาจล้มล้างกำแพงภาษีทั้งหมดที่เคยประกาศมา https://thestandard.co/trump-tax-power-appeal/ Sun, 27 Jul 2025 07:54:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1100563 โดนัลด์ ทรัมป์ เสี่ยงสูญเสียอำนาจภาษีจากคำสั่งศาลอุทธรณ์สหรัฐ

อำนาจในการตั้งกำแพงภาษีอย่างครอบคลุมของประธานาธิบดีโดนั […]

The post ชี้ชะตาอำนาจทรัมป์! ศาลอุทธรณ์เตรียมไต่สวนคดีสำคัญสัปดาห์หน้า หากแพ้อาจล้มล้างกำแพงภาษีทั้งหมดที่เคยประกาศมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ เสี่ยงสูญเสียอำนาจภาษีจากคำสั่งศาลอุทธรณ์สหรัฐ

อำนาจในการตั้งกำแพงภาษีอย่างครอบคลุมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ที่เขาเพิ่งประกาศไป กำลังเผชิญกับ ‘ความท้าทายทางฎหมายครั้งใหญ่’ เมื่อศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางเตรียมรับฟังการไต่สวนในคดีสำคัญที่จะ ‘ชี้ชะตา’ อำนาจของทรัมป์

 

การไต่สวนดังกล่าวจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า และถือเป็น ‘เดิมพันสูงสุด’ เนื่องจากหากศาลตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็อาจส่งผลให้กำแพงภาษีและข้อตกลงการค้าเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงหกเดือนแรกของตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของเขาต้องถูกล้มล้างไป

 

รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าอำนาจภาษีอันกว้างขวางนี้มาจากกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ IEEPA ซึ่งเป็นรากฐานทางกฎหมายของกำแพงภาษีที่สำคัญส่วนใหญ่ รวมถึงภาษีที่ใช้กับจีน แคนาดา และเม็กซิโก

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้มีคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมาย IEEPA แต่ศาลอุทธรณ์ได้สั่งระงับคำตัดสินดังกล่าวไว้ชั่วคราว ทำให้กำแพงภาษียังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

 

คดีสำคัญที่เป็นที่จับตามองคือ คดี V.O.S. Selections v. Trump ซึ่งเป็นคดีที่กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (V.O.S. Selections) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องประธานาธิบดีทรัมป์ โดยมีกำหนดไต่สวนที่ศาลอุทธรณ์ในเช้าวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ ซึ่ง เท็ด เมอร์ฟีย์ หุ้นส่วนจากสำนักงานกฎหมาย Sidley Austin กล่าวว่า “ผมคิดว่ากำแพงภาษีเหล่านี้กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”

 

ข้อโต้แย้งหลักของฝั่งธุรกิจคือ กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีฝ่ายเดียว และตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีของกฎหมายนี้ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดนำมาใช้ในลักษณะนี้มาก่อน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลทรัมป์โต้แย้งว่ากฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีในการ ‘กำกับดูแล’ – ‘การนำเข้า’ ซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีด้วย

 

ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร คดีนี้ก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ศาลฎีกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Piper Sandler คาดการณ์ว่าทรัมป์มีแนวโน้มที่จะแพ้ และหากเป็นเช่นนั้น ผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงมหาศาล เพราะหมายความว่าทุกอย่าง ‘อาจล้มทั้งกระดาน’

 

หากศาลฎีกาตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจโดยมิชอบจริง “ข้อตกลงการค้าทั้งหมดที่ทรัมป์บรรลุในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และที่จะบรรลุในเร็วๆ นี้ จะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” นักวิเคราะห์ระบุ ซึ่งรวมถึงจดหมายภาษีทั้งหมดที่ส่งไปยังผู้นำชาติต่างๆ ด้วย

 

โฆษกทำเนียบขาว คุช เดซาย ยืนยันว่ารัฐบาล “กำลังใช้อำนาจทางภาษีอย่างถูกกฎหมายและเป็นธรรม” และได้ยอมรับว่ากำแพงภาษี 50% ที่ใช้กับบราซิล ซึ่งมีประเด็นขัดแย้งเรื่องการดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) นั้นอ้างอิงอำนาจจากกฎหมาย IEEPA จริง

 

นอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีคดีอื่นๆ อีกกว่าครึ่งโหลที่ท้าทายการใช้อำนาจของทรัมป์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีกำหนดไต่สวนในเดือนกันยายนอีกด้วย

 

ภาพ: Rich Graessle/Icon Sportswire via Getty Images

อ้างอิง:

The post ชี้ชะตาอำนาจทรัมป์! ศาลอุทธรณ์เตรียมไต่สวนคดีสำคัญสัปดาห์หน้า หากแพ้อาจล้มล้างกำแพงภาษีทั้งหมดที่เคยประกาศมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราช กรุ๊ป รุกขยายลงทุนอินโดนีเซีย หลังสหรัฐฯ ปิดดีลภาษี 19% ปลัดพลังงานเผยดีลใหม่ไทยเพิ่มนำเข้าก๊าซ LNG https://thestandard.co/ratch-group-indonesia-investment/ Wed, 16 Jul 2025 12:15:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1097138

หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าไ […]

The post ราช กรุ๊ป รุกขยายลงทุนอินโดนีเซีย หลังสหรัฐฯ ปิดดีลภาษี 19% ปลัดพลังงานเผยดีลใหม่ไทยเพิ่มนำเข้าก๊าซ LNG appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย โดยระบุว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียในอัตรา 19% ในขณะที่สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ จะไม่ถูกเก็บภาษีหรือคิดเป็น 0%

 

นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการลงทุนด้านพลังงานในอินโดนีเซีย จากเดิมที่บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตในอินโดนีเซียอยู่แล้ว และคาดว่าจะเห็นแนวโน้มการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพ เศรษฐกิจใหญ่

 

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีการลงทุนโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซีย รวม 4 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่ง กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,009.72 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมีอินโดนีเซียเป็นเป้าหมายการลงทุน

 

ปลัดกระทรวงพลังงานเพิ่มการจัดซื้อพลังงานสหรัฐฯ

 

ด้าน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการเจรจาการค้าด้านพลังงานกับสหรัฐอเมริกาว่า ล่าสุดไทยได้ยื่นข้อเสนอฉบับปรับปรุงใหม่ต่อสหรัฐฯ ในการเพิ่มการจัดซื้อพลังงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงพลังงานยืนยันพร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐอย่างเต็มที่ในด้านพลังงาน โดยเฉพาะการบริหารจัดการการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

 

โดยได้วางแผนการนำเข้าทั้งในระยะสั้น (Short Term) และระยะยาว (Long Term) แต่แน่นอนว่าไทยต้องมีการนำเข้า LNG เพิ่ม โดยพิจารณาในรูปแบบ Spot และ Short-Term Contract เป็นหลัก และย้ำว่าจะเน้นที่ราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าภายในประเทศ

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการลงนามความร่วมมือกับรัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา ในการพัฒนาแหล่งนำเข้า LNG ปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 2-5 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือเพิ่มเติมกับซัพพลายเออร์จากสหรัฐฯ และรายอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อดึงดูดการลงทุนสหรัฐฯ

 

“เรายืนยันว่าการนำเข้า LNG จะดำเนินการเท่าที่จำเป็น ไม่เกินความต้องการใช้งานจริง และต้องผ่านการพิจารณาราคาที่เป็นธรรม ไม่แพง” ประเสริฐกล่าว

 

ภาพ: da-kuk / Getty Images

The post ราช กรุ๊ป รุกขยายลงทุนอินโดนีเซีย หลังสหรัฐฯ ปิดดีลภาษี 19% ปลัดพลังงานเผยดีลใหม่ไทยเพิ่มนำเข้าก๊าซ LNG appeared first on THE STANDARD.

]]>
จะเกิดอะไรขึ้นต่อ-ผลกระทบการต่อสู้ในชั้นศาล ปมภาษีทรัมป์ https://thestandard.co/trump-tariffs-next-steps/ Fri, 30 May 2025 04:14:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1080196

ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) ในนครนิวยอร์ก มีคำสั่งให้ร […]

The post จะเกิดอะไรขึ้นต่อ-ผลกระทบการต่อสู้ในชั้นศาล ปมภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) ในนครนิวยอร์ก มีคำสั่งให้ระงับการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีศุลกากรต่อทั่วโลก รวมถึงภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการ ‘ใช้อำนาจเกินขอบเขต’ จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

 

รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มอบอำนาจแก่รัฐสภาในการควบคุมการค้ากับประเทศอื่นๆ และอำนาจนี้ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยอำนาจของประธานาธิบดีในการปกป้องเศรษฐกิจ ขณะที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรต่อทั่วโลก โดยอ้างกฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) ซึ่งศาลมองว่ากฎหมายฉุกเฉินดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิฝ่ายเดียวในการกำหนดภาษีศุลกากรกับแทบทุกประเทศทั่วโลก

 

ก่อนที่ทีมบริหารของทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์ โดยทรัมป์ให้คำมั่นว่ารัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอันดับแรก และรัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะใช้ทุกอำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้และฟื้นคืนความยิ่งใหญ่ของอเมริกา

 

ต่อมาศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ ได้สั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้า พร้อมคุ้มครองนโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์ชั่วคราว ซึ่งทั้งสองคำตัดสินเกิดขึ้นต่อเนื่องกันภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สร้างความโกลาหลเพิ่มเติมให้กับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์

 

จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

 

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ขณะนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ชายแดน ภาษีนำเข้ายังคงต้องชำระเช่นเดิม เรื่องนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ก่อน และหากผลอุทธรณ์สำเร็จ CBP จึงจะออกคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม

 

หนทางยังอีกยาวไกล และศาลในระดับสูงกว่าอาจมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อทรัมป์มากกว่า แต่ถ้าหากศาลทั้งหมดสนับสนุนคำตัดสินนี้ ธุรกิจที่เคยจ่ายภาษีนำเข้าจะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งรวมถึงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)

 

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CBP ยังให้รายละเอียดว่า กฎหมายที่ทรัมป์ใช้เป็นข้ออ้างในการเก็บภาษีตอบโต้ (IEEPA) เป็นกฎหมายที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจากยุค 1970 ซึ่งถูกนำกลับมาใช้ในปี 2019 เพื่อรองรับการเก็บภาษีกับเม็กซิโก ขณะที่ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายอีกฉบับ (Section 232) จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินในวันนี้

 

ขณะนี้บรรดาสหภาพยุโรป จีน และอีกหลายประเทศต่างกำลังเร่งหาทางทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ให้ทันก่อนถึงเส้นตาย 8 กรกฎาคมนี้ คำถามสำคัญคือ พวกเขายังจำเป็นต้องเร่งรีบเช่นนั้นต่อไปหรือไม่ หรือแม้แต่ต้องดำเนินการต่อไปหรือเปล่า บทวิเคราะห์ใน BBC มองว่า ไม่ว่าสุดท้ายแล้วศาลจะตัดสินอย่างไรเกี่ยวกับความชอบธรรมในการประกาศใช้นโยบายการขึ้นภาษี ทรัมป์ก็ยังคงจะเดินหน้าต่อสู้ในประเด็นนี้ต่อไป จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะหา ‘ช่องทางอื่น’ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการในระบบการค้าระหว่างประเทศ

 

หัวหน้าคณะเจรจาการค้าของอินเดียกับสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่า การเจรจา “ดำเนินไปได้ด้วยดี” ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาและประเทศอื่นๆ จะยังคงต้องพยายามหาทางเจรจาแก้ไขความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไป

 

ส่วนฉากทัศน์ที่ว่า ทรัมป์จะหาทางลงและยอมถอยเกี่ยวกับนโยบายภาษีนี้ ยังเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ ‘น้อยที่สุด’ โดยในหนังสือ The Art of the Deal ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าเขาเชื่อว่า “คุณควรต่อสู้ในทุกการเจรจาจนถึงที่สุด” และตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่า เขาจะยอมถอยในเร็วๆ นี้

 

มุมมองผู้เชี่ยวชาญของไทย

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) แสดงความเห็นผ่านเพจ Facebook เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล CIT ว่าเป็น ‘เบรกมือฉุกเฉิน’ ที่สำคัญต่อการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในนโยบายการค้า เนื่องจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศไม่ควรเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์หรือกลยุทธ์การเมืองในแต่ละช่วงเวลา หากศาลไม่ยับยั้งคำสั่งเหล่านี้ไว้ เราอาจเห็นการใช้คำว่า ‘ภัยคุกคาม’ เป็นข้ออ้างเพื่อออกภาษีทุกครั้งที่มีปัญหาทางการทูต และที่สำคัญวันนี้ยังไม่มีประเทศไหนลงนามรับเงื่อนไขภาษีเหล่านี้อย่างถาวร

 

หลังจากที่ศาลอุทธรณ์สั่งชะลอคำตัดสินของศาล CIT โดยเปิดทางให้กลับมาเก็บภาษีต่อได้ชั่วคราว ระหว่างรอผลอุทธรณ์ ฝ่ายทีมบริหารของทรัมป์ก็ระบุว่า ถ้าไม่ชนะจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อศาลฎีกาต่อ พร้อมหาช่องทางอื่นมารองรับแทน เพื่อไม่ให้คำตัดสินนี้ล้มระบบภาษีนำเข้าทั้งหมด โดย ดร.พิพัฒน์ มองว่า บรรยากาศคือระเบิดเวลาแบบ ‘วันปลดแอก’ (Liberation Day) จริงๆ ซึ่งเกี่ยวพันทั้งมิติการเมือง กฎหมายและเศรษฐกิจโลกในเวลาเดียวกัน

 

ทางด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความเห็นผ่านเพจ Facebook ถึงผลกระทบระยะสั้นว่า ภาษีนำเข้าชุดใหญ่ของทรัมป์ จะยังมีผลบังคับใช้ต่อไปชั่วคราว และเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหาร ‘ยื้อเวลา’ พร้อมพิจารณาใช้กฎหมายอื่นแทน IEEPA

 

คำถามสำคัญคือ แล้วรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทำอะไรต่อ? ดร.สันติธาร ระบุว่า หลังจากอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ เข้าใจว่าต่อให้สมมติว่า สุดท้ายการอ้างกฎหมาย IEEPA ถูกตีตกไป แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจภายใต้กฎหมายอื่น เพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์ภาษีได้ เช่น

 

1. มาตรา 122 (Trade Act of 1974)

  • สามารถใช้ได้ทันที ไม่ต้องสอบสวน
  • เก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน
  • ต้องขออนุมัติรัฐสภาหากต้องการต่ออายุ
  • คาดว่าอาจใช้แทนภาษี 10% ที่ถูกระงับ

 

2. มาตรา 301 (Trade Act of 1974)

  • ใช้ตอบโต้ ‘การค้าที่ไม่เป็นธรรม’ เช่น การอุดหนุน หรือขโมยเทคโนโลยี
  • ไม่มีเพดานหรือข้อจำกัดด้านเวลา แต่ต้องผ่านการสอบสวนก่อน
  • เหมาะกับการเจาะเป้าหมายประเทศคู่ค้ารายใหญ่

 

3. มาตรา 232 (Trade Expansion Act of 1962)

  • ใช้เหตุผลด้าน ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’
  • เคยใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ อาจขยายสู่ยาหรืออิเล็กทรอนิกส์ หรือกว้างกว่านั้น

 

4. มาตรา 338 (Tariff Act of 1930)

  • อนุญาตให้เก็บภาษีสูงสุด 50% หากประเทศนั้นเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐฯ
  • ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดใช้มาก่อน

 

ดร.สันติธาร ระบุว่า แม้จะเสียหมาก IEEPA จากศาลชั้นต้น แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ล่าสุดทำให้รัฐบาลทรัมป์ยังคงเดินหน้าต่อได้ เช่น ในระยะสั้น อาจใช้มาตรา 122 ออกภาษีใหม่ทันที ขณะที่ในระยะยาว อาจเปิดแนวรบใหม่ผ่านมาตรา 301 และ 232 เพื่อสร้าง ‘ระบบภาษีถาวร ที่เจาะลึกและรัดกุมกว่าเดิม

 

สิ่งที่แน่นอนคือ ‘ความไม่แน่นอน’ ที่เกิดขึ้นจากที่ไกลตัว แต่ดันมีผลกระทบใกล้ตัวมาก ดังนั้น คน ธุรกิจ และประเทศต้องเตรียมรับมืออยู่เสมอ สงครามการค้าอาจเปลี่ยนรูปแบบต้องใช้กระบวนท่ายากและซับซ้อนขึ้น ‘แต่ยังไม่จบแน่นอน’ คงต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหนึ่งในคำถามสำคัญคือ หากเขาไม่ได้มี ‘กระสุนกีดกันการค้า’ แบบไม่จำกัดแบบเดิมแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ จะเลือกใช้กับประเทศไหนบ้าง อุตสาหกรรมใดบ้าง และประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเรดาร์

 

แฟ้มภาพ: Win McNamee / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จะเกิดอะไรขึ้นต่อ-ผลกระทบการต่อสู้ในชั้นศาล ปมภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับคำตัดสินศาลการค้า นโยบายภาษีทรัมป์ยังมีผลบังคับใช้ https://thestandard.co/appeals-court-trump-tariffs-remain/ Fri, 30 May 2025 02:05:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1080164

ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐอเมริกาได้สั่งระงับคำตัดสินของศาล […]

The post ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับคำตัดสินศาลการค้า นโยบายภาษีทรัมป์ยังมีผลบังคับใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐอเมริกาได้สั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งได้มีคำสั่งยับยั้งนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าต่อทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าใช้นโยบายนี้เรียกเก็บภาษีประเทศอื่นๆ ได้อีกครั้ง พร้อมให้ทั้งสองฝ่ายยื่นข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยับยั้งนโยบายนี้ภายในช่วงต้นเดือนมิถุนายน

 

ก่อนหน้านี้ศาลการค้าระหว่างประเทศมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการออกคำสั่งเก็บภาษีอย่างกว้างขวางเช่นนั้น

 

โดยรัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินในทันที ส่งสัญญาณถึงการต่อสู้ทางกฎหมายในประเด็นนโยบายเศรษฐกิจที่ทรัมป์อ้างว่า จะมุ่งฟื้นฟูภาคการผลิตของสหรัฐฯ แต่ในทางกลับกันอาจทำให้ราคาสินค้าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและผู้บริโภคสูงขึ้น

 

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าระดับสูงของประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า แม้คำสั่งระงับจะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่รัฐบาลกำลังเดินหน้า “ใช้ทุกกลยุทธ์ที่เป็นไปได้” และเราจะตอบโต้ด้วยความหนักแน่น เพราะเราเชื่อว่า เรามีเหตุผลและพื้นฐานที่ดีมากในคดีนี้

 

นาวาร์โรยังระบุว่า ผมขอรับรองกับประชาชนชาวอเมริกันว่า นโยบายภาษีของทรัมป์ยังคงอยู่ ยังแข็งแกร่ง และจะถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องคุณ รักษางานของคุณ โรงงานของคุณ และหยุดยั้งการส่งความมั่งคั่งของเราไปสู่ต่างชาติ

 

ทางด้านศูนย์ยุติธรรมลิเบอร์ตี ซึ่งเป็นตัวแทนของหลายบริษัทที่ยื่นฟ้องเพื่อยับยั้งภาษีเหล่านี้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (29 พฤษภาคม) ​ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ “เป็นเพียงขั้นตอนเชิงกระบวนการ ขณะศาลพิจารณาคำร้องของรัฐบาลเพื่อขอระงับคำตัดสินเดิมระหว่างการอุทธรณ์” โดยเรามั่นใจว่า ศาลกลางจะปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลในที่สุด เพราะตระหนักถึงความเสียหายร้ายแรงที่ภาษีเหล่านี้สร้างขึ้น

 

คำตัดสินทั้งสอง ทั้งการยับยั้งภาษี และการระงับคำตัดสินนั้น เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สร้างความโกลาหลเพิ่มเติมให้กับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระงับคำตัดสินในช่วงบ่ายวานนี้และกำหนดเส้นตายให้ฝ่ายผู้ฟ้องร้องยื่นคำแถลงภายในวันที่ 5 มิถุนายน และให้รัฐบาลยื่นคำตอบกลับภายในวันที่ 9 มิถุนายน

 

แฟ้มภาพ: Carlos Barria / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับคำตัดสินศาลการค้า นโยบายภาษีทรัมป์ยังมีผลบังคับใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลการค้าสหรัฐฯ สั่งเบรกกำแพงภาษีโลกของทรัมป์ ชี้ผิดกฎหมาย ให้เวลา 10 วัน แก้ไขให้ถูกต้อง https://thestandard.co/us-trade-court-blocks-trump-global-tariffs/ Thu, 29 May 2025 03:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1079830 ศาลการค้าสหรัฐฯ มีคำสั่งเบรกกำแพงภาษีทั่วโลกของทรัมป์ ระบุผิดกฎหมาย

ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (US Court of Internatio […]

The post ศาลการค้าสหรัฐฯ สั่งเบรกกำแพงภาษีโลกของทรัมป์ ชี้ผิดกฎหมาย ให้เวลา 10 วัน แก้ไขให้ถูกต้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลการค้าสหรัฐฯ มีคำสั่งเบรกกำแพงภาษีทั่วโลกของทรัมป์ ระบุผิดกฎหมาย

ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (US Court of International Trade) มีคำตัดสินครั้งสำคัญเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 พฤษภาคม) ชี้ว่า มาตรการกำแพงภาษีทั่วโลก (Global Tariff) ส่วนใหญ่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ ‘ผิดกฎหมาย’ และสั่งให้ระงับการบังคับใช้ ถือเป็นการสกัดกั้นนโยบายเศรษฐกิจหลักของทรัมป์ครั้งใหญ่ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์

 

คณะผู้พิพากษา 3 ท่าน ณ ศาลในแมนฮัตตัน มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นพ้องกับกลุ่มรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตและกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ยื่นฟ้องว่า ทรัมป์ได้อ้างใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมิชอบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกำแพงภาษีส่วนใหญ่ของเขา ศาลได้ให้เวลารัฐบาลทรัมป์ 10 วันในการดำเนินการให้เกิดผลตามคำสั่ง แต่ไม่ได้ระบุแนวทางหรือขั้นตอนที่ชัดเจนว่าต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว

 

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อศาลอุทธรณ์กลางสำหรับคดีเกี่ยวกับวงจรการค้าของรัฐบาลกลาง (US Court of Appeals for the Federal Circuit) แล้ว และคาดว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในคดีที่มีเดิมพันสูงนี้ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้คำตัดสินดังกล่าวจะมีผลเป็นการระงับการใช้กำแพงภาษีเป็นการถาวร เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ทรัมป์นำกลับมาใช้ใหม่ในระหว่างการพิจารณาคดี

 

ตลาดการเงินตอบรับเชิงบวกทันที สัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาล่วงหน้าดัชนี Nasdaq 100 พุ่งขึ้นถึง 2.1% หลังมีคำตัดสิน ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่วนเงินเยนอ่อนค่าลง

 

การตีความกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินที่เป็นปัญหา

 

คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชั้นศาลของทรัมป์ ซึ่งทดสอบขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี โดยผู้พิพากษาปฏิเสธข้อโต้แย้งของรัฐบาลที่ว่า ทรัมป์มีอำนาจในการกำหนดอัตราภาษีฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับธุรกรรมทางการเงินในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) คำตัดสินดังกล่าวเป็นลักษณะ ‘Summary Judgment’ ซึ่งหมายถึงชัยชนะที่เด็ดขาดสำหรับฝ่ายโจทก์ในศาลชั้นต้นโดยไม่จำเป็นต้องมีการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ

 

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้อ้างใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อให้เหตุผลในการตั้งกำแพงภาษีทั่วโลก โดยอ้างว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ และปัญหาการลักลอบค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายความของทรัมป์ยอมรับว่าเจตนาของการตั้งภาษีคือเพื่อ ‘กดดัน’ ประเทศอื่นๆ ให้ยอมทำข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้น

 

คณะผู้พิพากษาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์, บารัก โอบามา และ โรนัลด์ เรแกน เขียนในคำตัดสินว่า “ข้อโต้แย้งเรื่อง ‘การกดดัน’ ของรัฐบาล เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าผลโดยตรงของกำแพงภาษีที่เจาะจงรายประเทศนั้น เป็นเพียงการสร้างภาระให้กับประเทศเป้าหมาย”

 

ขอบเขตผลกระทบของคำสั่งศาล

 

คำสั่งศาลดังกล่าวจะมีผลระงับกำแพงภาษีส่วนใหญ่ของทรัมป์ ได้แก่

 

  • กำแพงภาษีอัตราเดียวทั่วโลก (Global Flat Tariff)
  • อัตราภาษีที่สูงขึ้นสำหรับจีนและประเทศอื่นๆ
  • กำแพงภาษีที่เกี่ยวข้องกับยาเฟนทานิลต่อจีน แคนาดา และเม็กซิโก

 

อย่างไรก็ตาม กำแพงภาษีอื่นๆ ที่บังคับใช้ภายใต้อำนาจกฎหมายอื่น เช่น มาตรา 232 (Section 232) และมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งรวมถึงภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินนี้

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

อ้างอิง:

The post ศาลการค้าสหรัฐฯ สั่งเบรกกำแพงภาษีโลกของทรัมป์ ชี้ผิดกฎหมาย ให้เวลา 10 วัน แก้ไขให้ถูกต้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลการค้าสหรัฐฯ​ ตัดสินระงับการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก ชี้ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต https://thestandard.co/us-court-blocks-trumps-tariffs/ Thu, 29 May 2025 02:37:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1079812

ศาลการค้าระหว่างประเทศในนครนิวยอร์ก มีคำพิพากษาวานนี้ ( […]

The post ศาลการค้าสหรัฐฯ​ ตัดสินระงับการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก ชี้ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลการค้าระหว่างประเทศในนครนิวยอร์ก มีคำพิพากษาวานนี้ (28 พฤษภาคม) ให้ระงับการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีศุลกากรต่อทั่วโลก รวมถึงภาษีศุลกากรตอบโต้ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยระบุเหตุผลว่า เป็นการ ‘ใช้อำนาจเกินขอบเขต’ จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

 

คณะผู้พิพากษา 3 คน ระบุในคำพิพากษาว่า ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรต่อทั่วโลก โดยอ้างกฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ซึ่งศาลมองว่า กฎหมายฉุกเฉินดังกล่าว ไม่ได้ให้สิทธิฝ่ายเดียวในการกำหนดภาษีศุลกากรกับแทบทุกประเทศทั่วโลก

 

ขณะที่รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มอบอำนาจแก่รัฐสภาในการควบคุมการค้ากับประเทศอื่นๆ และอำนาจนี้ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยอำนาจของประธานาธิบดีในการปกป้องเศรษฐกิจ

 

“ศาลไม่ถือว่าการใช้ภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี เป็นข้ออ้างที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพ การใช้ในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาดหรือไร้ประสิทธิภาพ แต่เพราะกฎหมายของรัฐบาลกลางไม่อนุญาต”

 

คำพิพากษาดังกล่าวครอบคลุมถึงการระงับภาษีพื้นฐาน 10% ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากทั่วโลก และระงับการขึ้นภาษี 30% ต่อสินค้าจีน และ 25% ต่อสินค้าบางประเภทจากเม็กซิโก และแคนาดา ที่ทรัมป์ประกาศบังคับใช้ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้ทั้ง 3 ประเทศเพิ่มความพยายามในการปราบปรามยาเสพติดเฟนทานิลที่ระบาดในสหรัฐฯ

 

ขณะที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการขึ้นภาษี 25% สำหรับรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กหรืออะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 232 ของ พ.ร.บ.ขยายการค้า ซึ่งเป็นกฎหมายที่แตกต่างไปจากกฎหมายฉุกเฉินที่ทรัมป์อ้างถึงในการดำเนินนโยบายขึ้นภาษีต่อทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ภายในไม่กี่นาทีหลังจากคำตัดสิน รัฐบาลทรัมป์ได้มีการยื่นอุทธรณ์ โดย คูช เดไซ (Kush Desai) รองโฆษกทำเนียบขาวเผยแพร่แถลงการณ์ ระบุว่า

 

“ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษาที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งที่จะตัดสินใจว่าจะแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติอย่างไร

 

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้คำมั่นว่า จะให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอันดับแรก และรัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะใช้ทุกอำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขวิกฤตินี้และฟื้นคืนความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” เขากล่าว

 

สำหรับคดีนี้ ถูกยื่นฟ้องโดยกลุ่มสนับสนุนกฎหมายเสรีนิยม Liberty Justice Center และบริษัทผู้แทนจำหน่ายไวน์และธุรกิจขนาดเล็กอีก 4 แห่ง ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์

 

ภายหลังศาลมีคำตัดสิน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส พุ่งขึ้นเกือบ 500 จุด หรือ 1.1% S&P 500 ฟิวเจอร์ส เพิ่มขึ้น 1.4% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด

 

แฟ้มภาพ: REUTERS/Carlos Barria/File Photo

 

อ้างอิง:

The post ศาลการค้าสหรัฐฯ​ ตัดสินระงับการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก ชี้ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศ ‘ไม่มองหาข้อตกลง’ กับ EU แล้ว พร้อมขู่ขึ้นภาษี 50% https://thestandard.co/trump-eu-trade-war/ Sat, 24 May 2025 06:57:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1077964 trump-eu-trade-war

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันศุกร์ที […]

The post ทรัมป์ประกาศ ‘ไม่มองหาข้อตกลง’ กับ EU แล้ว พร้อมขู่ขึ้นภาษี 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-eu-trade-war

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 พฤษภาคม) ว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) ในอัตรา 50% โดยให้เหตุผลว่า การเจรจาการค้าระหว่างสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้า

 

โดยทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “กำแพงภาษี การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การลงโทษบริษัทอเมริกันอย่างไร้เหตุผล อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การบิดเบือนค่าเงิน และคดีฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรม ล้วนทำให้เรามีตัวเลขขาดดุลการค้ากับ EU มากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอมรับไม่ได้ การเจรจากับพวกเขาไม่มีความคืบหน้า!” เขาเขียน พร้อมประกาศว่า “ผมขอเสนอให้เรียกเก็บภาษี 50% กับสินค้าทุกชนิดจากสหภาพยุโรป เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2025”

 

ต่อมาในวันเดียวกัน ระหว่างการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่ได้มองหาข้อตกลงอะไร เรากำหนดข้อตกลงแล้ว  ก็คือภาษี 50%” อย่างไรก็ตาม เขาเปิดช่องเจรจาโดยกล่าวว่า “ถ้าใครต้องการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เราอาจพูดคุยเรื่องการเลื่อนเวลาเล็กน้อยได้”

 

โอลอฟ กิลล์ โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป ปฏิเสธให้ความเห็นทันที โดยกล่าวว่ารอผลการโทรศัพท์ระหว่าง มารอช เซฟโควิช กรรมาธิการการค้าของยุโรป กับ เจมสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่ง Reuters รายงานว่า กำหนดสายโทรศัพท์จะเกิดขึ้นเวลา 11.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ในวันศุกร์

 

สหรัฐฯ กดดัน EU – ตลาดหุ้นยุโรปตอบสนองทันที

 

สกอต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวผ่าน Fox News ว่า “ข้อเสนอจาก EU ยังไม่มีคุณภาพเทียบเท่าประเทศคู่ค้ารายอื่น ๆ ที่เราคุยด้วย” พร้อมเสริมว่า “ผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นแรงกดดันให้พวกเขาเอาจริงกับการเจรจาเสียที”

 

ขณะที่ภาษี 50% ที่ทรัมป์เสนอครั้งนี้ มากกว่าภาษีตอบโต้ 20% ที่เคยใช้อย่างสั้น ๆ เมื่อเดือนเมษายน ก่อนที่เขาจะระงับไว้ชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจา ซึ่งการพักเบรกนี้จะสิ้นสุดวันที่ 9 กรกฎาคม โดยจนถึงขณะนี้มีเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

 

เบสเซนต์ยืนยันว่า “มี 18 ประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญ และยกเว้น EU ประเทศอื่น ๆ ล้วนเจรจาด้วยความตั้งใจดี”

 

ข้อพิพาทระหว่างทรัมป์กับ EU

 

ทรัมป์กล่าวหา EU ว่า ใช้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีบริการดิจิทัล (DST) ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน เช่น Meta, Apple, Google, Amazon และ Microsoft โดยภาษี DST มีลักษณะเก็บจากรายได้รวม แม้กิจการจะยังไม่มีกำไรก็ตาม ส่วนปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับ EU อยู่ที่ 236,000 ล้านดอลลาร์

 

EU เตรียมตอบโต้ ชี้ทุกทางเลือกยังเปิดอยู่

 

คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมแผนภาษีตอบโต้มูลค่าเกือบ 108,000 ล้านดอลลาร์ หากการเจรจากับสหรัฐฯ ล้มเหลว โดย เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า EU ได้เสนอข้อตกลงแบบ ‘ยกเลิกภาษีทั้งสองฝ่าย’ ไปแล้ว แต่หากไม่มีความคืบหน้า “เราจะใช้ทุกทางเลือกที่มี”

 

มีฮอล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์  แสดงความผิดหวังต่อคำขู่ของทรัมป์ โดยชี้ว่าภาษีในระดับนี้จะทำลายความสัมพันธ์การค้าที่สำคัญ และกระทบการค้าทั่วโลก

 

โลรองต์ แซงต์-มาร์แตง รัฐมนตรีการค้าฝรั่งเศส  กล่าวผ่าน X ว่า “คำขู่ของทรัมป์ไม่เป็นประโยชน์ต่อช่วงเวลาแห่งการเจรจานี้” พร้อมย้ำว่า “เรายังยืนกรานจุดยืนเดิม: หลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ก็พร้อมจะตอบโต้”

 

ขู่เก็บภาษี Apple 

 

ทรัมป์ยังโพสต์ข่มขู่ว่าจะเก็บภาษี 25% กับ Apple หากยังผลิต iPhone นอกสหรัฐฯ แม้ว่าเขาเพิ่งพบกับ Tim Cook ซีอีโอ Apple ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

Apple เคยประกาศย้ายสายการผลิต iPhone ไปอินเดียเพื่อลดต้นทุนภาษี แต่ดูเหมือนทรัมป์จะไม่พอใจ เพราะยังไม่มีแผนการผลิตในสหรัฐฯ

 

ภาพ: Photo by Chip Somodevilla / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศ ‘ไม่มองหาข้อตกลง’ กับ EU แล้ว พร้อมขู่ขึ้นภาษี 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>