การโอนเงินระหว่างประเทศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การโอนเงินระหว่างประเท/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 26 Dec 2025 10:45:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธปท. สั่งแบงก์ตรวจเข้มเงินไหลเข้าประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ สกัดเก็งกำไร-รับมือบาทแข็ง สั่งนักลงทุนคริปโต-อสังหาฯ ต้องแสดงหลักฐานที่มาทุกธุรกรรม! https://thestandard.co/bank-thailand-has-ordered-banks/ Fri, 26 Dec 2025 10:44:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1158730 ธปท. สั่งแบงก์ตรวจเข้มเงินไหลเข้าประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ สกัดเก็งกำไร-รับมือบาทแข็ง สั่งนักลงทุนคริปโต-อสังหาฯ ต้องแสดงหลักฐานที่มาทุกธุรกรรม

ธปท. ออกประกาศ สั่งแบงก์ตรวจเข้ม เงินตราต่างประเทศไหลเข […]

The post ธปท. สั่งแบงก์ตรวจเข้มเงินไหลเข้าประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ สกัดเก็งกำไร-รับมือบาทแข็ง สั่งนักลงทุนคริปโต-อสังหาฯ ต้องแสดงหลักฐานที่มาทุกธุรกรรม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. สั่งแบงก์ตรวจเข้มเงินไหลเข้าประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ สกัดเก็งกำไร-รับมือบาทแข็ง สั่งนักลงทุนคริปโต-อสังหาฯ ต้องแสดงหลักฐานที่มาทุกธุรกรรม

ธปท. ออกประกาศ สั่งแบงก์ตรวจเข้ม เงินตราต่างประเทศไหลเข้า ที่มีมูลค่าเกิน 2 แสนดอลลาร์ เริ่ม 29 ธันวาคมนี้ ต้องการพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า เงินที่ไหลเข้าเป็นไปเพื่อ ‘การค้าและการลงทุนจริง’ ไม่ใช่การเข้ามาเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง หวังรับมือบาทแข็งหนัก เน้นธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องแสดงแหล่งที่มา จับตานักลงทุนคริปโต-อสังหาฯ กระทบหนัก เหตุธปท. สั่งงดใช้ KYB ต้องโชว์หลักฐานแหล่งที่มาเงินทุกธุรกรรม

 

วันนี้ (26 ธันวาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าออกประเทศในปริมาณสูงซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ธปท.จึงส่งหนังสือขอความร่วมมือนิติบุคคลรับอนุญาต (ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะบางแห่ง) ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานกรณีการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศที่มาจากต่างประเทศของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศดังกล่าวเป็นไปเพื่อการค้าการลงทุนและตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้

 

โดยกรณีเงินตราต่างประเทศที่ไม่เกี่ยวกับค่าทองคำและธนบัตรเงินตราต่างประเทศ และมีจำนวนเงินตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าให้นิติบุคคลรับอนุญาตต้องเรียกเอกสารจากลูกค้าในทุกธุรกรรมเป็นรายธุรกรรมในวันทำธุรกรรม (trade date) หรือไม่เกินวันครบกำหนดชำระเงิน (settlement date)

 

หากมีเหตุจำเป็นให้ยกเว้นกรณีที่เป็นการทำธุรกรรมปกติของลูกค้าที่นิติบุคคลรับอนุญาตรู้จักดีและมีการำ Know Your Customer (KYC) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถใช้กระบวนการ Know Your Business (KYB) ได้

 

อย่างไรก็ดี หากการทำธุรกรรมมีวัตถุประสงค์ (1) เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย (2) ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล (3) เงินทุนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้ เงินให้กู้ยืม และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์ และ (4) วัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าสินค้าบริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก

 

โดยทั้ง 4 ข้อดังกล่าว หากมีจำนวนเงินตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือเทียบเท่า ให้นิติบุคคลรับอนุญาตเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมโดยไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB ได้

 

นอกจากนี้ การทำธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เรียกเอกสาร

 

แสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย

 

สำหรับกรณีเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวกับค่าทองคำ ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าลูกค้ามีการขายทองคำในต่างประเทศทุกจำนวนเป็นรายธุรกรรมในวันทำธุรกรรม เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรมนอกเวลาทำการ ให้เรียกเอกสารดังกล่าวภายในวันทำการถัดไปได้ รวมทั้งให้เรียกเอกสารเรียกเก็บเงินและเอกสารใบขนทองคำไม่เกิน 2 วันทำการนับจากวันครบกำหนดชำระเงิน

 

นอกจากนั้น กรณีธนบัตรเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ

 

ขณะที่ การรับฝากเงินที่ได้รับจากต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศให้นิติบุคคลรับอนุญาตถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีที่กล่าวข้างต้นด้วย

 

ทั้งนี้ ธปท. ระบุว่าการปฏิบัติตามวิธีการข้างต้นจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และโปรดแจ้งให้ลูกค้าทราบโดยทั่วกัน

 

เปิดกลุ่มผู้ที่ได้ผลกระทบ

 

จากประกาศดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้

 

  1. ลูกค้าทั่วไปที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) ที่นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป และผู้ที่นำธนบัตรต่างประเทศติดตัวเข้ามา ตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต้องแสดงเอกสารหลักฐานการนำเข้า โดย Resident อาจได้รับความสะดวกน้อยลง หากเคยใช้เกณฑ์ KYB ที่ไม่ต้องยื่นเอกสารทุกครั้ง อาจถูกบังคับให้ต้องแสดงเอกสารประกอบรายธุรกรรมทันที
  2. กลุ่มธุรกิจหรือธุรกรรมเฉพาะที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจาก ธปท. สั่งห้ามใช้เกณฑ์ KYB แม้จะเป็นลูกค้าที่รู้จักกันดีก็ตาม ได้แก่
    • นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่นำเงินเข้ามาเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย
    • นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องแสดงเอกสารประกอบธุรกรรม และต้องแสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือแหล่งที่มาของเงิน
    • กลุ่มผู้ค้าทองคำ ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดเพราะถูกบังคับให้แสดงเอกสารการขายทองในต่างประเทศ ‘ทุกจำนวน’ (ไม่มีขั้นต่ำ) และต้องมีใบขนทองคำประกอบภายในเวลาที่กำหนด
    • ผู้ทำธุรกรรมล่วงหน้า (Forward) สำหรับกลุ่มอสังหาฯ และสินทรัพย์ดิจิทัล จะไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB ได้อีกต่อไป

The post ธปท. สั่งแบงก์ตรวจเข้มเงินไหลเข้าประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์ สกัดเก็งกำไร-รับมือบาทแข็ง สั่งนักลงทุนคริปโต-อสังหาฯ ต้องแสดงหลักฐานที่มาทุกธุรกรรม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-สิงคโปร์ ผุดไอเดียร่วมมือโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันทีคู่แรกของโลก ผลักดันซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน 4 ประเทศ https://thestandard.co/thailand-singapore-instant-payment-ideas/ Thu, 28 Nov 2024 08:02:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1013846

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ภายหลังที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกร […]

The post ไทย-สิงคโปร์ ผุดไอเดียร่วมมือโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันทีคู่แรกของโลก ผลักดันซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน 4 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ภายหลังที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

 

โดยผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือแบบทวิภาคี ซึ่งทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือที่สำคัญร่วมกันหลายอย่าง เช่น 

 

ความร่วมมือด้านความมั่นคงจะมีการฝึกอบรมและฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน

 

ขณะที่ด้านเศรษฐกิจจะมีความร่วมมือโดยเฉพาะเทคโนโลยีสีเขียว รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 

 

ส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และด้านอื่นๆ และความร่วมมือในการเชื่อมโยง Digital Payment ระหว่าง PayNow ของสิงคโปร์ กับพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันทีคู่แรกของโลก (The world’s first real-time payment linkage)

 

ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยยินดีสนับสนุนเพิ่มการส่งออกข้าวคุณภาพ (Premium Rice) และไข่ออร์แกนิกไปยังสิงคโปร์

 

สำหรับด้านความมั่นคงทางพลังงาน นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ต้องการผลักดันการจัดทำความตกลงการซื้อขายไฟฟ้าพหุภาคีข้ามพรมแดน (Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project: LTMS-PIP) ซึ่งจะสนับสนุนการเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน 

 

ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองประเทศลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการศึกษา

 

ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เช่น ภาพยนตร์ไทย เพลง T-Pop และมวยไทย ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่กำลังได้รับความนิยมในสิงคโปร์

 

ท้ายนี้ ทั้งสองประเทศพร้อมส่งเสริมความร่วมมือและการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่าการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนที่กรุงเทพฯ ในเดือนหน้า จะเป็นโอกาสในการหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติสำหรับอาเซียนด้วย

The post ไทย-สิงคโปร์ ผุดไอเดียร่วมมือโอนเงินระหว่างประเทศแบบทันทีคู่แรกของโลก ผลักดันซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน 4 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเมียนมาป้องกันวิกฤตการเงิน จับประชาชน-นายหน้าซื้อคอนโดในไทย กวาดล้างโอนเงินข้ามแดนผิดกฎหมาย https://thestandard.co/myanmar-citizens-brokers-detained/ Fri, 07 Jun 2024 02:06:39 +0000 https://thestandard.co/?p=942266

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏรายงานข่าวจาก The Irrawadd […]

The post จับตาเมียนมาป้องกันวิกฤตการเงิน จับประชาชน-นายหน้าซื้อคอนโดในไทย กวาดล้างโอนเงินข้ามแดนผิดกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏรายงานข่าวจาก The Irrawaddy สื่อท้องถิ่นเมียนมา ที่รายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าปราบปรามการซื้อ-ขายคอนโดมิเนียมในไทยที่เกิดขึ้นภายในประเทศเมียนมาแบบผิดกฎหมาย โดยมีผู้ถูกจับกุมเป็นผู้ซื้อและนายหน้าชาวเมียนมา 5 คน ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมเชื่อมโยงกับงาน Property Expo หรืองานเสนอขายอสังหาริมทรัพย์ของไทย 2 งานที่จัดขึ้นในโรงแรมหรูกลางนครย่างกุ้ง

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทางการเมียนมาดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารของ 39 บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าให้บริการโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต หรือที่กลุ่มแรงงานข้ามชาติเมียนมารู้จักกันในชื่อระบบโอนเงิน ‘ฮุนดี’ (Hundi) ซึ่งเป็นการโอนเงินผ่านตัวแทนนอกระบบ

 

ความเคลื่อนไหวทั้ง 2 กรณีถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมา ในการป้องกันการล่มสลายทางการเงินจากการไหลเข้าและออกของเงินตราผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ท่ามกลางสถานการณ์ในตลาดการเงินเมียนมาที่เริ่มส่งสัญญาณวิกฤต จากการที่สกุลเงินจัตร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 5,000 จัตในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับราคาทองคำที่พุ่งสูงทุบสถิติ

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนภาวะความไม่ปกติในเมียนมาที่ลุกลามจากไฟสงครามมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมา นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดในการบริหารนโยบายการเงินได้ ยังชี้นิ้วจัดการพลเรือนของตนเอง โดยมองว่าเป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะช่วยให้วิกฤตนั้นลดลงหรือไม่

 

ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมต่างชาติรายใหญ่ของไทย

 

สื่อกระบอกเสียงรัฐบาลทหารเมียนมาประกาศในรายงานข่าวเมื่อวันจันทร์ (3 มิถุนายน) ว่าได้จับกุมผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนายหน้า Minn Thu Co. ที่จัดงานเสนอขายคอนโดมิเนียมในไทยขึ้น 2 ครั้งที่โรงแรม Sedona ในย่างกุ้ง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

รัฐบาลทหารกล่าวหาทั้งสองว่าได้โอนเงินค่าคอนโดมิเนียมจากผู้ซื้อในเมียนมาหลายรายมายังไทย ผ่านบริการโอนเงินฮุนดีที่ผิดกฎหมาย

 

ขณะที่ชาวเมียนมาอีก 3 คนถูกจับกุมข้อหาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยผ่านบริษัท Minn Thu Co. และถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีในไทยเพื่อโอนเงินค่าคอนโดมิเนียมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางแห่งเมียนมา 

 

การจับกุมพลเมืองเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ในไทยดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางจำนวนชาวเมียนมาที่แห่กันซื้อคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

 

สิ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเป็นผลพวงจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในเมียนมาภายหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งทำให้ประชาชนเมียนมาไม่น้อยต้องการหนีออกนอกประเทศ 

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ของไทยระบุว่า ในปี 2022 ชาวเมียนมาติด 10 อันดับกลุ่มชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในไทยมากที่สุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ชาวเมียนมากลายเป็นกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมชาวต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ซื้อชาวเมียนมาไม่น้อยที่ซื้อคอนโดมิเนียมหรืออสังหาริมทรัพย์แบบอื่นๆ ในไทยผ่านนอมินีหรือตัวแทนชาวไทย ทำให้เป็นไปได้ว่าจำนวนชาวเมียนมาที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอาจสูงกว่าข้อมูลที่มีรายงาน

 

โดยที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนเมืองเมียวดีของเมียนมา ที่มีการสู้รบดุเดือดระหว่างกองทัพรัฐบาลทหารและกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่ามีชาวเมียนมาไหลทะลักข้ามพรมแดนมามากขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังการรัฐประหาร และยิ่งมากขึ้นในช่วงที่การสู้รบทวีความรุนแรง

 

รายงานจาก Bangkok Post เมื่อไม่นานนี้ อ้างคำพูดของผู้บริหารศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งที่เพิ่งไปเยือนอำเภอแม่สอด ซึ่งเผยว่า “บ้านแนวราบนั้นขายดีมาก และทุกหลังซื้อด้วยเงินสดในชื่อคนไทย” ซึ่งเขามองว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะ ‘ชาวเมียนมากำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัย’

 

รัฐบาลเมียนมาเพ่งเล็ง-ตรวจสอบผู้ซื้อคอนโดในไทย

 

สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเมียนมาหลังการรัฐประหารและเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ ส่งผลให้สกุลเงินจัตร่วงลงเป็นระยะ

 

ในขณะที่กลุ่มชาวเมียนมาที่ร่ำรวยและครอบครัวพากันมาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยเพื่ออยู่อาศัย และในอีกแง่หนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเอาความมั่งคั่งของพวกเขาจากสกุลเงินเมียนมามาเป็นสกุลเงินบาท

 

The Irrawaddy เผยข้อมูลจากแหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งระบุว่า ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ราว 90% ที่ซื้อคอนโดมิเนียมในไทยนั้นเป็น ‘คนธรรมดา’ และอีกประมาณ 10% ที่เหลืออาจมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทหาร อดีตรัฐมนตรี หรือกองทัพเมียนมา

 

“ปกติแล้วพวกเขาจะใช้ตัวแทนของไทยเพื่อซ่อนทรัพย์สินของพวกเขา” เขากล่าว

 

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานว่า เซอร์เก ปัน (Serge Pun) ประธานกลุ่มบริษัท Yoma Group หนึ่งในนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลและร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของเมียนมา ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารสอบสวน หลังถูกกล่าวหาว่า ธนาคาร Yoma ได้ให้สินเชื่อแก่ชาวเมียนมาที่ซื้อคอนโดในไทย

 

ขณะที่ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Yoma Group ปฏิเสธรายงานดังกล่าว และยืนยันว่าไม่มีการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการขายคอนโดมิเนียมหรืออสังหาริมทรัพย์ในไทย พร้อมยืนยันอีกว่า เซอร์เก ปัน ยังอยู่ที่บริษัทและทำงานตามปกติ

 

กระแสข่าวชาวเมียนมาแห่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลทหารเมียนมาเริ่มตรวจสอบความเป็นมาของผู้ที่ซื้อคอนโดในไทยเพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ การเสียภาษี และการซื้อผ่านช่องทางทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

 

ในรายงานข่าวเมื่อวันจันทร์ (3 มิถุนายน) ทางการเมียนมายังขู่ว่าจะจับกุมชาวเมียนมาที่ซื้อหรือขายคอนโดในตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย

 

ลูกๆ มิน อ่อง หล่าย ก็มีคอนโด-บัญชีธนาคารไทย

 

อย่างไรก็ดี การปราบปรามการซื้อคอนโดมิเนียมและถือบัญชีในไทยนั้นอาจไม่ครอบคลุมถึงบุตรสาวและบุตรชายของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปรากฏข่าวว่า ทั้งสองถือครองบัญชีธนาคารไทยและมีกรรมสิทธิ์ในคอนโดหรูแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

 

ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยหลัง ตุน มิน ลัต (Tun Min Latt) นายทหารและนายหน้าค้าอาวุธชื่อดังถูกจับกุมในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน 2022 ซึ่งทางการไทยสามารถตรวจยึดเอกสารหลักฐาน รวมถึงสมุดบัญชีธนาคารไทยของ ขิ่น ธิรี เธต โมน (Khin Thiri Thet Mon) บุตรสาวของ มิน อ่อง หล่าย และโฉนดคอนโดในชื่อของบุตรชายคือ อ่อง แป โซน (Aung Pyae Sone) 

 

โดย Justice For Myanmar รายงานว่า คอนโดของบุตรชายผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมานั้นเป็นคอนโดหรูขนาด 4 ห้องนอน ซึ่งมีมูลค่าสูงเกือบ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ภาพ: Supermop / Shutterstock

อ้างอิง:

The post จับตาเมียนมาป้องกันวิกฤตการเงิน จับประชาชน-นายหน้าซื้อคอนโดในไทย กวาดล้างโอนเงินข้ามแดนผิดกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB จับมือ DeeMoney รุกตลาดเมียนมา เปิดประสบการณ์โอนเงินข้ามพรมแดน ชูจุดเด่นโอนง่าย ปลอดภัย รับเงินเร็ว https://thestandard.co/scb-x-deemoney/ Tue, 07 Nov 2023 07:28:42 +0000 https://thestandard.co/?p=863291 SCB DeeMoney

ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท […]

The post SCB จับมือ DeeMoney รุกตลาดเมียนมา เปิดประสบการณ์โอนเงินข้ามพรมแดน ชูจุดเด่นโอนง่าย ปลอดภัย รับเงินเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB DeeMoney

ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท สวัสดีช้อป จำกัด ฟินเทคผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม DeeMoney (ดีมันนี่) แพลตฟอร์มด้านธุรกรรมข้ามพรมแดนสัญชาติไทยที่รองรับมากกว่า 26 สกุลเงิน ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วประเทศ สนับสนุนระบบบริการโอนเงินระหว่างประเทศ (Money Transfer Operators) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวเมียนมาที่ทำงานและประกอบธุรกิจในประเทศไทยกว่า 2 ล้านราย ให้โอนเงินกลับประเทศได้อย่างสะดวก รวดเร็ว รับเงินทันที 

 

ธนวัฒน์ กิตติสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Digital Juristic ธนาคาร ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมการโอนเงินระหว่างประเทศของธุรกิจธนาคารในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 มีทิศทางที่ดีขึ้น แสดงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศโดยรวม ขณะเดียวกันธุรกรรมการเงินในโลกไร้พรมแดนได้ขยายไปยังกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวาง และในประเทศใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น จึงทำให้ตลาดมีความต้องการในการโอนเงินในหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดาและกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่คล่องตัว และรวดเร็วกว่าการโอนเงินแบบเดิม ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมุ่งให้บริการไร้รอยต่อในทุกช่องทางด้วยการนำเสนอโซลูชันทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในโลกปัจจุบันให้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ธนาคารจึงร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ DeeMoney ฟินเทคที่มีความเชี่ยวชาญการให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศและครอบคลุมเครือข่ายที่กว้างขวาง นำเสนอบริการการโอนเงินระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน DeeMoney ให้แก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจเมียนมาในประเทศไทยที่มีบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการโอนเงินกลับประเทศที่รวดเร็ว ปลอดภัย และค่าธรรมเนียมที่ดีที่สุด

 

“ปัจจุบันกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจเมียนมาในประเทศไทยมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารไทยพาณิชย์จำนวนกว่า 3 แสนบัญชี ซึ่งธนาคารคาดหวังว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายฐานบัญชีและเพิ่มโอกาสในการนำเสนอบริการทางการเงินอื่นๆ ให้แก่ชาวเมียนมาในประเทศไทย นอกจากนี้ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไทยพาณิชย์ในการเป็นศูนย์กลางการโอนเงินในภูมิภาคอาเซียน และแสดงถึงความสำเร็จครั้งสำคัญในภาคฟินเทคและการธนาคาร ซึ่งนำไปสู่ยุคใหม่ของบริการโอนเงินข้ามพรมแดนด้วยการโอนเงินทั่วโลกที่ราบรื่น และขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินในประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยอนาคตธนาคารมีแผนต่อยอดความร่วมมือดังกล่าวกับ DeeMoney เพื่อให้บริการแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจเพื่อนบ้านที่อยู่ในประเทศไทย” ธนวัฒน์กล่าว

 

อัศวิน พละพงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง DeeMoney กล่าวว่า บริษัท สวัสดีช้อป จำกัด ฟินเทคผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม DeeMoney (ดีมันนี่) แพลตฟอร์มด้านธุรกรรมข้ามพรมแดนสัญชาติไทย รองรับกว่า 26 สกุลเงิน ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือสนับสนุนระบบบริการโอนเงินระหว่างประเทศ (Money Transfer Operators) จากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมา มุ่งเน้นการพัฒนาบริการโอนเงินข้ามประเทศให้เป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าตลาด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานชาวเมียนมากว่า 2 ล้านราย รวมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่ต้องการโอนเงินไปยังประเทศเมียนมา โดยตั้งเป้าที่จะเป็นตัวเลือกแรกของชาวเมียนมา โดยมีผู้ใช้งานประจำ (Active User) ไม่น้อยกว่า 150,000 คน และมีมูลค่าการทำธุรกรรมมากกว่า 2 พันล้านบาท ในสิ้นปี 2567 

 

จากการสำรวจของ DeeMoney ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พบว่า กว่าร้อยละ 94 ของแรงงานชาวเมียนมา มีการโอนเงินกลับประเทศผ่านตัวแทนโอนเงินนอกระบบ (Hundi) โดยบางส่วนนำเงินกลับประเทศด้วยตนเองหรือผ่านคนรู้จัก และมีเพียงส่วนน้อยที่ใช้การโอนเงินผ่านระบบธนาคาร ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเต็มที่ (Unbanked) รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนในระบบการเงินปกติก็มีอัตราที่สูงกว่าบริการนอกระบบ (Hundi)

 

ผลสำรวจดังกล่าวจึงนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองยักษ์ใหญ่ DeeMoney และ SCB ในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนไทยบาทและเมียนมาจ๊าดโดยตรง ส่งผลให้ DeeMoney กลายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่เสนออัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดในการโอนเงินจากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมา โดยความร่วมมือดังกล่าวข้างต้นได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางทั้งสองประเทศ กล่าวคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) และธนาคารกลางเมียนมา (Central Bank of Myanmar) อีกด้วย 

 

ในส่วนของประเทศปลายทาง DeeMoney มุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชั้นนำในประเทศเมียนมา  เช่น A Bank, AYA Bank, CB Bank, KBZ Bank, Yoma Bank และอีกมากกว่า 20 ธนาคาร นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการเปิดให้บริการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ที่มีกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่ WavePay หรือ Wave Money, A+ Wallet และ AYA Pay เป็นต้น โดยเป้าหมายบัญชีปลายทางที่จะพร้อมรับเงินนั้นมีมากกว่า 8 ล้านบัญชี อีกทั้งผู้รับเงินยังสามารถเบิกถอนเงินสด (Cash-out) ได้ที่สาขาของธนาคาร ตู้ ATM และจุดให้บริการต่างๆ กว่า 130,000 จุดทั่วประเทศ 

 

DeeMoney ให้ความมั่นใจว่าเงินที่ลูกค้าโอนจะถึงมือผู้รับได้ทันที หากเลือกที่จะโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ในขณะที่การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารก็ใช้เวลาแค่เพียง 1 วันทำการเท่านั้น ทั้งนี้ มูลค่าธุรกรรมสูงสุดที่ผู้โอนสามารถทำได้คือ ไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อรายการ

 

อัศวินกล่าวว่า “DeeMoney และ SCB เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีต่อกัน ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบริการทางการเงินให้แก่ชาวเมียนมาที่มาพำนักและ ทำงานในประเทศไทยกว่า 2 ล้านราย ที่มีความต้องการส่งเงินกลับประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 48,000 ล้านบาทต่อปี ให้สามารถทำการโอนเงินได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันของ DeeMoney ที่มีความปลอดภัยสูง แทนการโอนเงินแบบพึ่งพานายหน้าอย่างที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานสามารถทำรายการได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผ่านแอปพลิเคชัน DeeMoney ด้วยค่าธรรมเนียมคงที่ (Flat Fee) เพียงรายการละ 49 บาท รวมถึงมีแอปพลิเคชันและคอลเซ็นเตอร์ให้บริการในภาษาเมียนมาทุกวันอีกด้วย  

 

“ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ความร่วมมือระหว่าง DeeMoney และ SCB รวมถึงธนาคารพันธมิตรในประเทศเมียนมา จะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศการโอนเงินข้ามประเทศ (Cross-Border Remittance Ecosystem) ที่สำคัญระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมาในอนาคต”  

The post SCB จับมือ DeeMoney รุกตลาดเมียนมา เปิดประสบการณ์โอนเงินข้ามพรมแดน ชูจุดเด่นโอนง่าย ปลอดภัย รับเงินเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ ‘CBDC’ ของโลก เพื่อให้การโอนเงินระหว่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น https://thestandard.co/imf-devoloping-cbdc/ Wed, 21 Jun 2023 02:39:32 +0000 https://thestandard.co/?p=805985 CBDC

คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการของ IMF (Internat […]

The post IMF กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ ‘CBDC’ ของโลก เพื่อให้การโอนเงินระหว่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CBDC

คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการของ IMF (International Monetary Fund) ประกาศว่า IMF กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ ‘CBDC’ (Central Bank Digital Currency) ของโลกที่จะทำให้แต่ละประเทศ สามารถโอนเงินระหว่างกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

คริสตาลินาชี้ว่า ‘CBDC’ ไม่ควรทำงานแบบแยกส่วนกันไปในแต่ละประเทศ และเพื่อให้การทำธุรกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพขึ้น เราจำเป็นต้องมีระบบที่เชื่อมต่อ ‘CBDC’ ระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน (Interoperability)

 

เธอกล่าวว่า ด้วยหลักคิดของการเชื่อมต่อระหว่างกันนั้น ทาง IMF จึงกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ ‘CBDC’ ของโลก (Global Cbdc Platform)

 

ทาง IMF มีความตั้งใจที่จะให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีกรอบการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การทำงานของสกุลเงินดิจิทัลของแต่ละประเทศสามารถเป็นไปได้

 

ซึ่งหากการตกลงของการกำกับดูแลของแต่ละประเทศเป็นไปอย่างไม่ลงตัวก็อาจทำให้เกิดช่องว่างสำหรับคริปโต (ระบบการเงินที่ปราศจากการควบคุม) ที่จะเข้ามาแทนที่ ‘CBDC’ ได้

 

โดยผู้จัดการของ IMF ชี้ว่า ณ ตอนนี้มีธนาคารกลางของ 114 ประเทศทั่วโลกที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา CBDC อยู่ และมี 10 ประเทศที่ได้ทดลองเกี่ยวกับสกุลเงินดังกล่าวสำเร็จแล้ว

 

คริสตาลินามองว่า หากประเทศใดก็ตามที่พัฒนา CBDC แค่เพื่อใช้งานในประเทศนั้นจะเป็นการใช้งานสกุลเงินดังกล่าวได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอมองว่า ‘CBDC’ จะเข้ามาช่วยทำให้ต้นทุนของการโอนเงินถูก และดึงผู้คนเข้ามาอยู่ในระบบการเงินได้มากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการโอนเงินโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.3% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท)

 

เธอย้ำว่า ‘CBDC’ ควรมีการค้ำโดยสินทรัพย์และคริปโตที่มีการค้ำโดยสินทรัพย์ทางการเงินก็สามารถเป็น ‘โอกาสทางการลงทุน’ ได้ แต่คริปโตที่ไม่มีการค้ำโดยสินทรัพย์จะเป็นก็เพียงแต่ ‘การเก็งกำไร’

 

อ้างอิง: 

The post IMF กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ ‘CBDC’ ของโลก เพื่อให้การโอนเงินระหว่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทยรุกขนส่ง ‘ไทย-สปป.ลาว’ เตรียมปั้นแผนเชื่อมพื้นที่อีสานสู่จีน ผ่านรถไฟเร็ว ‘เวียงจันทน์-คุนหมิง’ พร้อมดันธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ https://thestandard.co/thailand-post-thailand-laos/ Sat, 17 Dec 2022 05:47:53 +0000 https://thestandard.co/?p=724941

‘ไปรษณีย์ไทย’ เดินหน้าแผนปั้นรายได้ใหม่จากกระแสขนส่งสิน […]

The post ไปรษณีย์ไทยรุกขนส่ง ‘ไทย-สปป.ลาว’ เตรียมปั้นแผนเชื่อมพื้นที่อีสานสู่จีน ผ่านรถไฟเร็ว ‘เวียงจันทน์-คุนหมิง’ พร้อมดันธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ไปรษณีย์ไทย’ เดินหน้าแผนปั้นรายได้ใหม่จากกระแสขนส่งสินค้าข้ามประเทศบูมจากการช้อปอออนไลน์ เตรียมรุกขนส่ง ‘ไทย-สปป.ลาว’ เตรียมปั้นแผนเชื่อมพื้นที่อีสานสู่จีน ผ่านรถไฟเร็ว ‘เวียงจันทน์-คุนหมิง’ พร้อมดันธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ

 

​ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริการขนส่งข้ามพรมแดนเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับไปรษณีย์ไทยและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งหนึ่งในปลายทางที่มีโอกาสในการสร้างรายได้ในปัจจุบันและอนาคต ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เนื่องจาก สปป.ลาวนิยมเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากไทย รวมทั้งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดรับการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงเปิดพื้นที่เพื่อรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจหลายประเภท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เพื่ออาศัยประโยชน์จาก สปป.ลาวให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้มีการขนส่งสินค้าไปลาวทั้งหมด 3,000 ชิ้นงาน ล่าสุดไปรษณีย์ไทยจึงได้เดินหน้าสร้างความร่วมมือทางด้านขนส่งกับรัฐวิสาหกิจไปรษณีย์ลาว (Entreprise des Postes Lao: ปนล) เพื่อกระตุ้นให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศมีความคึกคัก รวมถึงขยายตลาดสินค้าประเภทต่างๆ ไปสู่หัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพของทั้ง 2 หน่วยงาน

 

“ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นได้เพราะเราต้องการให้ไทยเป็นฮับของ CLMV ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม รวมไปถึงเรื่องการขนส่ง เนื่องจากการมีประชากรรวมกันกว่า 300 ล้านคน หากทำให้การขนส่งเชื่อมกันและทำให้แข็งเกร่งได้ จะกลายเป็นตัวต่อรองหากมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่เข้ามา แทนที่ลงทุนเองก็หันมาใช้บริการของเราแทน”

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ ‘ความร่วมมือเส้นทางขนส่ง’ ที่ได้เร่งหารือถึงความเป็นไปได้ในการขนส่งทางราง และทางภาคพื้นในเส้นทาง สปป.ลาว-คุนหมิง เพื่อรองรับการขนส่งข้ามแดนที่รวดเร็ว เช่น สินค้าทางการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค จากไทยผ่าน สปป.ลาวไปถึงจีน และต้นทางจีนผ่าน สปป.ลาวมายังไทย 

 

โดยเป็นการหารือแบบพหุภาคีกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากไทย สปป.ลาว เวียดนาม และจีน ซึ่งหากในอนาคตสามารถใช้การขนส่งทางรถไฟได้ จะทำให้การขนส่งทั้ง 3 ประเทศมีความสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังปลายทางยุโรป ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาระวางขนส่งอากาศซึ่งมีจำกัดและอัตราค่าขนส่งค่อนข้างสูงได้อีกด้วย 

 

นอกจากนี้ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ดีขึ้น ได้มีการเปิดพรมแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว ทำให้สามารถเปิดให้บริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศทางภาคพื้นได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น บริการไปรษณียภัณฑ์ บริการพัสดุไปรษณีย์ โดยทั้ง 2 ประเทศจะแลกเปลี่ยนถุงไปรษณีย์ ณ บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 แลกกัน 2 วันต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถทำการค้าได้สะดวกสบายกว่าเดิม

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะขนส่งผ่านทางราง ปกติแล้วการส่งระหว่างประเทศจะใช้เครื่องบิน ซึ่งในช่วงโควิดมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการส่งทางรางทำให้เรามองว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ราว 20% เมื่อเทียบกับการขขนส่งผ่านทางอากาศ”

 

ด้านการขายสินค้า-อีคอมเมิร์ซ ด้วยการนำสินค้าท้องถิ่นของ สปป.ลาว มาจำหน่ายบนเว็บไซต์ thailandpostmart.com ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกสินค้า เช่น งานคราฟต์ กาแฟ สินค้าหัตถกรรมจากไม้ ผ้าทอมือ ฯลฯ โดยจะเน้นกลุ่มสินค้าที่มีเรื่องราวหรือความน่าสนใจ ทั้งในเชิงการผลิต แหล่งที่มา อัตลักษณ์ของสินค้า รวมถึงการทำการตลาด-ขนส่งให้กับสินค้าไทยที่ต้องการขยายไปสู่ สปป.ลาว

 

อีกบริการที่น่าจับตามองคือบริการการเงิน โดยทั้ง 2 หน่วยงานได้เตรียมพัฒนาบริการการเงินในรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น การจ่ายเงินผ่านแอปลิเคชันหรือ E-Wallet และบริการจ่ายเงินปลายทาง (COD) ระหว่างประเทศ

 

“มีคนลาวมาทำงานในไทยประมาณ 5 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่รายได้ที่เข้ามาจะส่งกลับบ้าน โดยเราเห็น Pain Point คือการส่งเงินที่ต้องผ่านตัวกลางที่จะต้องโดนหัก 5-10% แต่เราสามารถทำให้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวลดน้อยลงได้”

 

ด้านภาพรวมรายได้ของไปรษณีย์ไทยปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 47.62%, กลุ่มไปรษณียภัณฑ์ 31.26%, กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 15.94%, กลุ่มธุรกิจการเงิน 1.78%, กลุ่มธุรกิจค้าปลีก 2.78% และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ 0.66% 

 

นอกเหนือจากการสร้างรายได้จากกลุ่มดังกล่าวแล้ว ไปรษณีย์ยังมีแผนในการแสวงหารายได้จากน่านน้ำใหม่ทางธุรกิจ ซึ่งเป็น New S-Curve ขององค์กร ทั้งการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจไปรษณียภัณฑ์เดิม เช่น แสตมป์ NFT, บริการจัดส่งสื่อโฆษณาทางไปรษณีย์ หรือ Advertising Mail ที่สามารถจัดส่งสิ่งพิมพ์โฆษณา หรือสินค้าตัวอย่าง ให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในรูปแบบ Direct Mail, บริการ e-Timestamp ประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันมีลูกค้า เช่น หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถานศึกษา เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าที่จะเป็นขนส่งรายแรกในการนำยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนกว่า 600 คันมาใช้ในระบบงานไปรษณีย์และระบบนำจ่าย ทดแทนรถเดิมที่หมดอายุใช้งานในปี 2566 สอดรับกับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมโลก

 

“ปีนี้เราคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่จะกำไรไหมอาจจะต้องดูอีกที แต่ที่แน่ๆ ปีหน้าเราตั้งเป้าที่จะกลับมาทำกำไรอย่างแน่นอน“ แม่ทัพไปรษณีย์ไทยกล่าว 

The post ไปรษณีย์ไทยรุกขนส่ง ‘ไทย-สปป.ลาว’ เตรียมปั้นแผนเชื่อมพื้นที่อีสานสู่จีน ผ่านรถไฟเร็ว ‘เวียงจันทน์-คุนหมิง’ พร้อมดันธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รัสเซีย’ อนุมัติให้สามารถใช้ ‘คริปโต’ ในการโอนเงินระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย https://thestandard.co/russia-approved-cryptocurrency/ Fri, 23 Sep 2022 09:07:47 +0000 https://thestandard.co/?p=685713 รัสเซีย

ธนาคารแห่งประเทศรัสเซียและกระทรวงการคลังของรัสเซีย ออกม […]

The post ‘รัสเซีย’ อนุมัติให้สามารถใช้ ‘คริปโต’ ในการโอนเงินระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซีย

ธนาคารแห่งประเทศรัสเซียและกระทรวงการคลังของรัสเซีย ออกมาประกาศนโยบายการอนุมัติให้ประชาชนสามารถใช้ ‘คริปโต’ ในการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border Settlement)

 

โดยทาง Alexei Moiseev รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรัสเซีย กล่าวว่า ในนโยบายดังกล่าวครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องการซื้อคริปโตว่าจะสามารถทำได้อย่างไร รวมไปถึงการอนุมัติให้ใช้โอนเงินระหว่างประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


Kommersant สำนักข่าวท้องถิ่นรัสเซียยังเผยรายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ทางรัฐบาลรัสเซียได้ทำข้อตกลงร่วมกันแบบครบถ้วนกับธนาคารกลางรัสเซีย เพื่อให้ประชาชนในประเทศสามารถใช้คริปโตในธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศ โดยมีจุดมุ่งหวังให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงวอลเล็ตดิจิทัลที่ออกโดยรัสเซียเอง

 

แม้ทางธนาคารกลางรัสเซียจะอนุมัติให้เกิดบริการการโอนเงินระหว่างประเทศด้วยคริปโต แต่ก็ยังไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตทำธุรกิจในประเทศได้อย่างถูกกฎหมายอยู่เช่นเดิม อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้นำคริปโตมาชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Legal Tender) อีกด้วย

 

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนรัสเซียที่มีวอลเล็ตดิจิทัลที่อยู่นอกประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก และอาจมีประเด็นน่ากังวลทางด้านการฟอกเงินและการทำ KYC ที่ทางรัฐบาลรัสเซียต้องเข้ามาดูแล

 

ในช่วงที่ผ่านมาทางรัสเซียนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับคริปโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2020 ทางประเทศก็ได้มีการออกกฎหมายแบนการชำระสินค้าในประเทศด้วย Bitcoin แต่ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีด้านการค้าของรัสเซียกลับมาแนะว่ารัสเซียควรอนุมัติการชำระสินค้าด้วยคริปโต

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘รัสเซีย’ อนุมัติให้สามารถใช้ ‘คริปโต’ ในการโอนเงินระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวช่วยดิจิทัลสำคัญสำหรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศ จากประสบการณ์ตรงของ ‘เวริทรานส์’ และ ‘BIW Products’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/scb-veritrans-biw-products/ Mon, 19 Sep 2022 01:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=681084 เวริทรานส์ และ BIW Products

การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศมีการแข่งขันเพิ่ม […]

The post ตัวช่วยดิจิทัลสำคัญสำหรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศ จากประสบการณ์ตรงของ ‘เวริทรานส์’ และ ‘BIW Products’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวริทรานส์ และ BIW Products

การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศมีการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจต้องมีการจัดการบริหารธุรกิจในเรื่องต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเสาะหาแหล่งต้นทุนที่ถูกลง หรือเสาะหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

 

และแน่นอนว่าการบริหารจัดการเรื่องของการโอนเงินระหว่างประเทศ รวมไปถึงเรื่องการจองอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

 

อย่างกรณีของ บริษัท เวริทรานส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ให้บริการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปต่างประเทศ รวมทั้งนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกกลับเข้ามาสู่ประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจในหลายๆ เรื่อง

 

ในมุมของ คมกฤช จูตะกานนท์ ประธานบริษัทของเวริทรานส์ มองว่าธุรกิจในปัจจุบันปรับตัวค่อนข้างเร็วมาก เพราะฉะนั้นคนที่อยู่รอดได้ก็ต้องปรับตัวเร็วตาม

 

“ธุรกิจขนส่งเป็นธุรกิจที่ท้าทายและต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้บริษัทต้องมองหาพาร์ตเนอร์ที่ดี และด้วยธรรมชาติของธุรกิจนี้ที่ทำให้ต้องเดินทางบ่อย จำเป็นต้องบริหารงานได้จากทุกที่ ทำให้เรื่องของการทำธุรกรรมการเงินได้แบบทันทีก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน” คมกฤชกล่าว

 

หนึ่งในเครื่องมือที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านการเงินคือ SCB Business Anywhere หนึ่งในแพลตฟอร์มภายใต้แคมเปญ SME PLUS+ ช่วยให้บริษัทสามารถทำธุรกรรมที่ต้องการการจัดการแบบเร่งด่วนได้ทันเวลาจากทุกมุมโลก

 

“หน้าที่ของผมตอนนี้ต้องเดินทางค่อนข้างเยอะมาก ต้องการอะไรที่มันง่ายในการโอนเงิน จากที่ต้องเข้าออฟฟิศไปเซ็นเช็ค ตอนนี้ก็สามารถที่จะใช้มือถือแล้วก็โอนได้เลย ก็คือเราทำธุรกิจแบบ Anywhere”

 

นอกจากนี้การมองหาพันธมิตรใหม่ๆ สำหรับขยายธุรกิจกับต่างประเทศที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยนัก เราสามารถใช้เครื่องมืออย่าง SCB Trade Club เพื่อมองหาคู่ค้าทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์หรือลูกค้ารายใหม่ รวมไปถึงโอกาสในการทำความรู้จักกับพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่สามารถช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

 

เช่นเดียวกับ บริษัท บีไอดับบลิว โพรดัคส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าม่าน ภายใต้การบริหารของซีอีโออย่าง สิริชัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จำเป็นจะต้องนำเข้าวัตถุดิบจากหลายประเทศทั่วโลก

 

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ BIW Products ต้องพบเจออยู่เป็นประจำคือเรื่องของการทำธุรกรรมในแต่ละวัน

 

“พอมี SCB Business Anywhere ผมสามารถที่จะใช้ชีวิตในการทำสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างอิสระมากขึ้น ช่วยให้ผมมีเวลาไปทำประโยชน์ให้กับบริษัทมากขึ้น จากเดิมที่ค่อนข้างยุ่งมากและต้องไปต่อคิวที่ธนาคารทุกเย็น” สิริชัยกล่าว

 

ไม่เพียงแค่นั้น SCB SME ยังมีแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า SCB FX Online เครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ใช้สามารถตรวจสอบและจองอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศได้มากกว่า 50 คู่สกุลเงินแบบเรียลไทม์ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ไม่มีค่าธรรมเนียม

 

ขณะเดียวกัน เรายังสามารถที่จะโอนเงินไปยังต่างประเทศโดยครอบคลุมถึง 18 สกุลเงิน และสามารถเรียกดูการทำรายการย้อนหลังได้ทันทีสูงสุด 12 เดือน ช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วยิ่งขึ้นจากข้อมูลในอดีต

 

จากประสบการณ์ตรงของทั้ง 2 ธุรกิจข้างต้น ช่วยให้เราเห็นว่าการเลือกใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารอาจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงเครื่องมือเดียว แต่เป็นการผสมผสานเครื่องมือที่เหมาะสมและครอบคลุมได้ทุกความต้องการของเรา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ SCB Business Anywhere ควบคู่ไปกับ SCB Trade Club หรือ SCB Trade Portal และสามารถเสริมด้วยแพลตฟอร์ม SCB FX Online ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในการทำธุรกิจ

 

แพลตฟอร์มของ SCB SME ไม่ได้มีเท่านี้ แต่ยังมีอีกหลากหลายที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการธุรกิจภายใต้แคมเปญ ‘SME PLUS+ พลัสให้ธุรกิจคุณง่ายกว่าที่เคย’ เพื่อยกระดับธุรกิจให้แข็งเกร่งยิ่งขึ้น

 

อยากรู้ว่า SME PLUS+ มีแพลตฟอร์มเพิ่มเติมที่จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรบ้าง สามารถคลิกดูรายละเอียดพร้อมสมัครได้ที่ https://www.scb.co.th/th/sme-banking/total-solutions/campaign-solution/scb-all-product-sme-platform-campaign.html#detail-soecial

The post ตัวช่วยดิจิทัลสำคัญสำหรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศ จากประสบการณ์ตรงของ ‘เวริทรานส์’ และ ‘BIW Products’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับเทรนด์ ‘โอนเงินต่างประเทศเรทดี สะดวก ปลายทางได้เงินไว’ ผ่าน ‘Krungthai WARP’ ทริกสุดเซฟของการใช้จ่ายยุคดิจิทัล [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/krungthai-warp/ Fri, 10 Jun 2022 03:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=638989 Krungthai WARP

ใครที่เคยมีประสบการณ์โอนเงินไปต่างประเทศน่าจะรู้ซึ้งถึง […]

The post จับเทรนด์ ‘โอนเงินต่างประเทศเรทดี สะดวก ปลายทางได้เงินไว’ ผ่าน ‘Krungthai WARP’ ทริกสุดเซฟของการใช้จ่ายยุคดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai WARP

ใครที่เคยมีประสบการณ์โอนเงินไปต่างประเทศน่าจะรู้ซึ้งถึงความยุ่งยาก วุ่นวายของขั้นตอนต่างๆ โอนเสร็จยังต้องลุ้นว่าเงินจะถึงเมื่อไร ไหนจะค่าธรรมเนียมยิบย่อย ยิ่งโอนบ่อยก็ยิ่งบานปลาย โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ต้องโอนค่าเทอม ค่าขนม ค่ากิน-อยู่ให้ลูกที่ไปเรียนต่างประเทศ และ SMEs ที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ มักประสบปัญหาความล่าช้าในการโอนเงินข้ามประเทศ ทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ลื่นไหล บางครั้งต้องรอให้ถึงเวลาทำการถึงจะทำธุรกรรมได้ ยังไม่นับเรื่องเรทเงินที่ส่งผลต่อต้นทุนสินค้า

 

 

‘Krungthai WARP’ (กรุงไทย วาร์ป) ระบบโอนเงินต่างประเทศที่ ‘ถูก เร็ว เรทดี มั่นใจว่าถึงปลายทางชัวร์’ 

ดีที่ปัจจุบันมีช่องทางการโอนเงินไปต่างประเทศที่ช่วยเคลียร์ทุกปัญหาความยุ่งยาก เช่น ‘Krungthai WARP’ (กรุงไทย วาร์ป) บริการโอนเงินต่างประเทศด้วยระบบอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT ที่ช่วยให้การโอนเงินต่างประเทศสะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลแบบเรียลไทม์ ค่าธรรมเนียมถูก ทำได้ง่ายๆ สบายๆ อยู่ที่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง มาพร้อมจุดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  

 

เรทดี ยิ่งถ้าโอนผ่านกระเป๋า ‘Inter Wallet’ บนแอป Krungthai NEXT นอกจากจะได้ความสะดวก รวดเร็ว ยังได้เรทเดียวกับเคาน์เตอร์แลกเงิน สำหรับใครที่สงสัยว่า Inter Wallet คืออะไร และจะสมัครใช้งานได้อย่างไร เดี๋ยวเล่าอีกทีแบบละเอียดยิบ!

 

ค่าธรรมเนียมถูก ตอนนี้กรุงไทยมีโปรโมชันค่าธรรมเนียมเพียง 55 บาท เมื่อโอนเงินต่างประเทศด้วยแอป Krungthai NEXT โดยเลือกโอนออกจาก ‘Inter Wallet’ หรือบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ (FCD) โอนได้สูงสุด 5 แสนบาทต่อรายการ ไป 4 ประเทศ เป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (USD), อังกฤษ (GBP), สิงคโปร์ (SGD) และฮ่องกง (HKD) ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2565 

ได้เงินเร็ว ด้วยระบบโอนเงินแบบเรียลไทม์ โอนตลอด 24 ชั่วโมง โอนจากที่ไหน เมื่อไรก็ได้ โอนได้สูงสุดถึง 1.5 ล้านบาทต่อครั้ง เพิ่มความมั่นใจทั้งคนโอนและผู้รับ เพราะมีสลิปอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานการโอน

 

Krungthai WARP

 

สำหรับมือใหม่หัดโอนเงินต่างประเทศ หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ กลัวจะติดขัดขั้นตอนต่างๆ ระหว่างสั่งโอน สามารถดูวิธีการโอนได้ที่ https://youtu.be/97XAK4QtcCs หรือติดต่อพนักงานสาขา หรือกรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ เพื่อให้ทีม Support ติดต่อกลับพร้อมทำหน้าที่ดูแลเงินคุณจนถึงปลายทางอย่างปลอดภัยเช่นกัน  

 

Krungthai WARP

 

Inter Wallet’ กระเป๋าเงินสกุลเงินต่างประเทศคืออะไร สมัครอย่างไร?

เล่าง่ายๆ ‘Inter Wallet’ ก็เหมือนกระเป๋าเงินอีกใบ ที่ในนั้นมีแต่เงินสกุลต่างประเทศที่รองรับการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศได้มากถึง 19 สกุลเงิน (AUD, CAD, CHF, CNY, DKK, EUR, GBP, HKD, INR, JPY, KRW, MYR , NOK, NZD, RUB, SEK, SGD, TWD และ USD) ด้วยเรทที่ว้าวกว่าการโอนออกจากบัญชีออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ (FCD) ที่สำคัญ กรุงไทยเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มี ‘Inter Wallet’ ให้บริการ 

 

วิธีเปิดใช้งานก็ง่าย แค่สมัครใช้งานบัตรใดบัตรหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ บัตร Krungthai Travel Card, บัตรเดบิตกรุงไทย พาลาเดียม, บัตรบลูไดมอนด์ เอ็กซ์ตร้า หรือบัตรเพิร์ล เมื่อสมัครเสร็จแล้วก็เปิดใช้งาน Inter Wallet ผ่านทางแอป Krungthai NEXT ได้เลย ดูวิธีการเปิดใช้งานสำหรับบัตรต่างๆ ได้ที่ https://krungthai.com/th/content/personal/krungthai-inter-wallet/how-to-use 

 

Krungthai WARP

 

ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคล ยิ่งโอนบ่อยยิ่งคุ้ม

ที่บอกว่ายิ่งโอนบ่อยยิ่งคุ้มนั้น คุ้มขนาดไหนลองดูตัวอย่างด้านล่างนี้ 

 

เช่น หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นประจำ จำนวนเงินสั่งซื้อแต่ละครั้งประมาณ 14,000 USD เลือกโอนจากกระเป๋า Inter Wallet: 1 USD = 34.57 บาท* โอนออกจากบัญชีออมทรัพย์: 1 USD = 34.71 บาท* จะประหยัดเงินได้ถึง 1,960 บาท แล้วลองคิดดูว่าถ้าคุณต้องสั่งซื้อสินค้าเช่นนี้ปีละ 10 ครั้ง เท่ากับประหยัดเงินคร่าวๆ 19,600 บาทเลยทีเดียว
*อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เวลา 09.48 น. ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในวันที่ทำรายการ  

 

 

เท่ากับว่ากลุ่มคนที่จำเป็นต้องทำธุรกรรมโอนเงินต่างประเทศบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น 

  • ผู้ปกครองที่ต้องส่งค่าเทอม โอนเงินค่าเทอมหลักล้าน ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ทั้งค่าที่อยู่ ค่าขนมไม่ต่ำกว่าหลักแสน ปีหนึ่งต้องโอนกันหลายรอบ รวมๆ เรทเงินที่ต่างกัน และค่าธรรมเนียมการโอนที่ถูกกว่า โอนหลักแสนประหยัดหลายพัน 
  • ผู้ประกอบการรายย่อยที่เริ่มต้นทำธุรกิจกับต่างประเทศ เรทถูก ค่าธรรมเนียมถูก ช่วยลดต้นทุนสินค้า เรทดีกว่า ค้าขายก็สร้างกำไรมากขึ้น ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน รวมไปถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าเรื่องความรวดเร็วในการโอนอีกด้วย

 

แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่า ‘การใช้จ่ายเงินที่ง่ายกว่าที่เคย’ อยู่ที่ไหนก็ทำธุรกรรมทางการเงินง่ายๆ โดยเฉพาะการโอนเงินไปต่างประเทศ ที่สะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า แค่คลิก! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://krungthai.com/link/warp-22-thestandardwealth

 

ดาวน์โหลดแอป Krungthai NEXT ได้ที่

 

The post จับเทรนด์ ‘โอนเงินต่างประเทศเรทดี สะดวก ปลายทางได้เงินไว’ ผ่าน ‘Krungthai WARP’ ทริกสุดเซฟของการใช้จ่ายยุคดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทยเพิ่มบริการโอนเงินข้ามชาติผ่าน K PLUS เป็น 12 สกุลเงิน https://thestandard.co/kbank-add-new-feature-to-transfer-money-international/ Tue, 19 May 2020 08:54:46 +0000 https://thestandard.co/?p=364945

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จั […]

The post กสิกรไทยเพิ่มบริการโอนเงินข้ามชาติผ่าน K PLUS เป็น 12 สกุลเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทางธนาคารกสิกรไทยขยายการโอนเงินไปต่างประเทศผ่าน K PLUS เพิ่มอีก 6 สกุลเงิน รวมเป็น 12 สกุลเงิน ประกอบด้วย เงินดอลลาร์ของสหรัฐ, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, เงินปอนด์, ยูโร, เปโซฟิลิปปินส์, รูปีอินเดีย, รูเปียห์อินโดนีเซีย, ดองเวียดนาม, วอนเกาหลีใต้ และริงกิตของมาเลเซีย ครอบคลุมถึง 30 ประเทศ จากเดิม 24 ประเทศ

 

ทั้งนี้ ทางธนาคารตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปี 2563 จะพัฒนาบริการให้โอนไปทุกประเทศทั่วโลกผ่าน K PLUS และปี 2568 ตั้งเป้าจะมียอดธุรกรรมมากกว่า 60,000 รายการต่อปี มูลค่าราว 10,000 ล้านบาทต่อปี 

 

“กว่า 1 ปีที่ผ่านมา แอปพลิเคชั่น K PLUS เปิดให้บริการโอนเงินต่างประเทศผ่านแอปฯ (Outward Remittance on K PLUS) ปรากฏว่ามีลูกค้ารายใหม่ที่ยังไม่เคยใช้บริการเงินโอนต่างประเทศเข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมาก มีการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีจากมูลค่าการโอนมากกว่า 4,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะโอนเงินไปต่างประเทศเพื่อการศึกษา ชำระค่าสินค้า แรงงานต่างชาติที่โอนเงินกลับบ้าน โอนให้ครอบครัวที่อยู่ต่างประเทศ” ศีลวัตกล่าว

 

ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีมูลค่าในตลาดการโอนเงินต่างประเทศกลุ่มลูกค้ารายย่อยวงเงินโอนต่อรายการต่ำหรือ Low Value ในปี 2562 คิดเป็นสัดส่วนทางการตลาดกว่า 25% ของมูลค่ารวมของตลาด

 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มบริการโอนเงินต่างประเทศอีก 6 สกุลเงิน มาจากการเป็นพันธมิตรกับ NIUM ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทค โดย Beacon VC บริษัทร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมลงทุนกับ NIUM เมื่อปี 2561 

 

ทั้งนี้ ธนาคารจัดโปรโมชันคิดค่าธรรมเนียมราคาพิเศษ 250 บาทต่อรายการ จากปกติ 450 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าใหม่ที่โอนเงินไปยังต่างประเทศผ่าน K PLUS ครั้งแรกตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อรายการ ได้รับ e-Gift Card Starbucks มูลค่า 150 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post กสิกรไทยเพิ่มบริการโอนเงินข้ามชาติผ่าน K PLUS เป็น 12 สกุลเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Paradise Papers และเล่ห์กลคนรวยผ่านบริษัทออฟชอร์ https://thestandard.co/paradise-papers-tax-haven/ https://thestandard.co/paradise-papers-tax-haven/#respond Mon, 06 Nov 2017 12:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=41223

     สะเทือนทั้งโลกอีกครั้ง เมื่อเอกสารล […]

The post Paradise Papers และเล่ห์กลคนรวยผ่านบริษัทออฟชอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     สะเทือนทั้งโลกอีกครั้ง เมื่อเอกสารลับภายใต้ชื่อ ‘Paradise Papers’ ถูกเผยแพร่ออกมา และมีรายชื่อของบุคคลสำคัญระดับโลกปรากฏชัดเจน รวมถึงธุรกรรมและเส้นทางการเงินที่บรรดานักข่าวรวมตัวกันขุดคุ้ยและรวบรวมข้อมูลออกมาเป็นเอกสารมากกว่า 13 ล้านไฟล์

     ปีที่ผ่านมา โลกยังฮือฮากับ ‘Panama Papers’ ไม่จบจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นอีกครั้งที่ ‘ข้อมูลรั่ว’ พวกนี้กลับมาเขย่าขวัญบรรดาผู้มีอันจะกินที่วางแผนกันทั้งลับและไม่ลับเพื่อปกป้องและสร้างเสริมความมั่งคั่งของตน โดยวิธีการสำคัญก็คือการหลบหลีกภาษีนั่นเอง จึงน่าคิดว่าทุกวันนี้สถานการณ์เป็นเช่นไร และเราจะทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้าง

 

 

สำรวจดินแดนแห่งการหลบหลีกภาษี

     เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘Tax Haven’ และเข้าใจความหมายคร่าวๆ ว่าเป็นสถานที่ ดินแดน หรือประเทศที่ไม่ได้มีการเก็บภาษีโดยตรง หรือบางกรณีก็เก็บภาษีเฉพาะกับรายได้ที่เกิดในประเทศ และเลือกไม่เก็บภาษีกับรายได้ที่มาจากต่างประเทศ หรือเลือกเก็บในอัตราที่ต่ำมาก

     พื้นที่เหล่านี้จะไม่มีการเก็บภาษีจากรายได้ กำไร หรือเงินปันผล โดยสามารถเคลื่อนย้ายเงินเข้าออกได้อิสระ ให้กรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินกับชาวต่างชาติ และเก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับ

     ชื่อที่มักถูกพูดถึงหนีไม่พ้นเกาะเคย์แมน เกาะบริติช เวอร์จิน หรือประเทศอย่างปานามา ลักเซมเบิร์ก ไอร์แลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์ก็ตาม วิธีการโดยทั่วไปคือไปจดทะเบียนเปิดบริษัทตัวแทนในประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีบริษัทตัวกลางและสำนักงานกฎหมายจำนวนมากคอยบริการให้เสร็จสรรพ แทบไม่ต้องเดินทางหรือติดต่อส่วนงานไหนให้ยุ่งยาก เพียงจ่ายเงินให้ตามเงื่อนไขก็พอ โดยจะจ้าง ‘ตัวแทน’ เป็นผู้บริหารงาน นี่เป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการของบริษัทการค้านอกประเทศ หรือบริษัทออฟชอร์

 

 

     กระบวนการที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้ปรากฏชื่อของตนเองในธุรกรรมหรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทตัวแทนนี้ โดยอาจจะเปิดบัญชีธนาคารไว้ในอีกประเทศที่เป็น Tax Haven เช่นกัน ซึ่งจะเป็นบัญชีสำหรับรับเงินจากบริษัทตัวแทน เป็นต้น และยังมีวิธีการที่สลับซับซ้อนอีกมากที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

     นอกจากการหลบหลีกภาษีแล้ว สิ่งที่สร้างความกังวลคือกระบวนการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายก็สามารถทำได้จากวิธีการเหล่านี้ด้วย เพราะจุดสำคัญคือจับมือใครดมไม่ได้ ไม่มีอำนาจหรือกฎหมายรองรับถ้าจะเข้าไปตรวจสอบ จึงเป็นเรื่องของ ‘เงินที่มาจากใครก็ไม่รู้’ และ ‘เงินที่โอนไปให้ใครก็ไม่รู้’

     ข้อมูลจาก The Boston Consulting Group (BCG) บริษัทให้คำปรึกษาระดับโลก ระบุว่าเคยมีผู้ที่ประเมินไว้ว่าเม็ดเงินที่กระจายอยู่ใน Tax Haven เหล่านี้อาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

     หากย้อนกลับไปพิจารณากรณี Panama Papers ในปี 2016 จะพบว่า

     มีผู้ที่มีที่พำนักในประเทศไทยและมีส่วนเชื่อมโยงกับบริษัทออฟชอร์กว่า 719 ราย ประกอบด้วยคนไทย 411 รายชื่อ ชาวต่างชาติ 262 รายชื่อ และนิติบุคคล 46 รายชื่อ โดยมีกลุ่มคนที่ต้องถูกตรวจสอบในทางลับ 16 คน ที่เชื่อว่ามีทั้งอดีตนักการเมืองและนักธุรกิจชื่อดัง ท้ายที่สุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ชี้แจงว่าไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

 

สินทรัพย์จากต่างประเทศที่เกาะเคย์แมนสูงกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐ

     สำนักข่าว THE STANDARD ตรวจสอบรายงานประจำปีจากเว็บไซต์ธนาคารกลางของเกาะเคย์แมน ซึ่งข้อมูลล่าสุดยังเป็นปี 2015 พบข้อมูลที่น่าสนใจคือมีสถาบันการเงินที่ไปเปิดสาขาที่เกาะเคย์แมน 196 แห่ง (ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2015) โดยมาจากอเมริกาเหนือ 28% ยุโรป 25% อเมริกาใต้ 18% แคริบเบียน อเมริกากลาง และเม็กซิโก 14% เอเชียและออสเตรเลีย 12% ตะวันออกกลางและแอฟริกา 3%

     ในที่นี้มีสินทรัพย์จากนอกประเทศ (Cross Border Asset) ถึง 1.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อพิจารณาเฉพาะการโอนเงินระหว่างประเทศ (Remittance) พบว่ามีการโอนเงินออกจากเกาะเคย์แมนไปประเทศจาเมกามากที่สุดถึง 59% รองลงมาคือฟิลิปปินส์และฮอนดูรัส ขณะที่เงินโอนจากต่างประเทศมาที่เกาะเคย์แมนมาจากสหรัฐอเมริกาถึง 50% รองลงมาคือจาเมกาและแคนาดา

     สำหรับธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของไทยเกือบทุกแห่งที่มีสาขาที่เกาะเคย์แมนคือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารทหารไทย

 

 

กระทรวงการคลังร่วมมือเวทีโลกสกัดหลบหลีกภาษี

     จากการตรวจสอบกับแหล่งข่าวกระทรวงการคลังทราบว่า เรื่องการหลบหลีกภาษีนี้เป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลทั่วโลกต่างพยายามหาทางจัดการร่วมกัน แม้กระบวนการผ่านบริษัทออฟชอร์เหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายและได้รับการรับรองด้วยความเต็มใจจากบรรดา Tax Haven ทั้งหลายก็ตาม แต่นั่นหมายถึงรายได้ของภาครัฐที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศจะลดลงจากมูลค่าภาษีที่หายไปจากกระบวนการเหล่านี้

     ปัจจุบันประเทศไทยเข้าร่วม Base Erosion and Profit Shifting Project หรือ BEPS ซึ่งริเริ่มโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2013 โดยร่วมมือกันวางแผนจัดการกับการหลบหลีกภาษี

     ต่อมาในปี 2015 ได้ตกลงเป็นแผนปฏิบัติการ BEPS 15 แผน รวมทั้งได้จัดทำและเผยแพร่รายงานข้อเสนอแนะ ครอบคลุมตั้งแต่มาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี มาตรการเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยกรมสรรพากรของทุกประเทศก็จะแชร์ข้อมูลร่วมกันเพื่อการตรวจสอบที่รัดกุมขึ้นด้วย

 

 

สตง. เผย ยังไม่มีใครติดต่อให้ตรวจสอบ Paradise Papers

     สำนักข่าว THE STANDARD ตรวจสอบไปที่ นายพรชัย จำรูญพานิชย์กุล ผู้รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เกี่ยวกับกรณี Paradise Papers โดยให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดติดต่อทาง สตง. เพื่อให้ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว หากมีการยื่นเรื่องเข้ามาก็พร้อมจะตรวจสอบตามกระบวนการดังเช่นกรณีของ Panama Papers เมื่อปีที่ผ่านมา

     นี่อาจเป็นการเริ่มต้นของหนังฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ที่ทุกคนฮือฮา หากแต่ตอนจบของหนังประเภทนี้ดูท่าจะเดาได้ไม่ยากเหมือนกับหลายสิบหลายร้อยเรื่องที่เคยเกิดขึ้นบนโลกนี้

 

Photo: BEN STANSALL, JUSTIN TALLIS/AFP

อ้างอิง:

The post Paradise Papers และเล่ห์กลคนรวยผ่านบริษัทออฟชอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/paradise-papers-tax-haven/feed/ 0