การโคลนนิ่ง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การโคลนนิ่ง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Nov 2025 01:44:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อ AI ‘โคลนนิ่งมนุษย์’ ได้จริง โลกคอนเทนต์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป https://thestandard.co/ai-clones-humans-change-content/ Wed, 05 Nov 2025 01:42:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1139806 เมื่อ AI ‘โคลนนิ่ง มนุษย์’ ได้จริง โลกคอนเทนต์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ไม่นานมานี้ หลายคนคงเห็นคลิปคนแบกช้างกลางถนน คลิปแมวพูด […]

The post เมื่อ AI ‘โคลนนิ่งมนุษย์’ ได้จริง โลกคอนเทนต์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ AI ‘โคลนนิ่ง มนุษย์’ ได้จริง โลกคอนเทนต์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ไม่นานมานี้ หลายคนคงเห็นคลิปคนแบกช้างกลางถนน คลิปแมวพูดได้ หรือศิลปิน/คนดังที่เสียไปแล้วกลับมาโบกมือทักทายในโซเชียลมีเดีย แต่สุดท้ายเฉลยว่าทั้งหมดคือวิดีโอที่สร้างโดย AI ผ่านฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Cameo ใน Sora 2 ของ OpenAI

 

นี่ไม่ใช่เรื่องในอนาคตอีกต่อไป แต่คือปัจจุบันที่กำลังจะเปลี่ยนวงการคอนเทนต์และสื่อไปตลอดกาล

 

🟡 Sora Cameo: เมื่อ AI จำลองตัวเราได้ครบทั้งเสียงและสายตา

 

Sora คือเทคโนโลยี Text-to-Video ที่ให้คุณพิมพ์ข้อความ แล้ว AI จะสร้างวิดีโอพร้อมภาพ เสียง และอารมณ์ออกมาในไม่กี่วินาที
แต่สิ่งที่ปฏิวัติจริงๆ คือ ‘Cameo’ ฟีเจอร์ที่ให้คุณอัดวิดีโอตัวเองเพียง 20 วินาที จากนั้นระบบจะเรียนรู้ใบหน้า น้ำเสียง และท่าทาง เพื่อสร้างอวาตาร์ของผู้ใช้ที่เหมือนจนแทบแยกไม่ออก

 

หลังจากนั้น คุณไม่ต้องอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป เพราะ ‘คุณในโลกดิจิทัล’ สามารถพูดแทนคุณได้ทุกที่ ทุกเวลา

 

OpenAI บอกว่า จุดประสงค์ของ Sora Cameo ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ แต่เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครีเอเตอร์สามารถโฟกัสกับไอเดียมากกว่ากระบวนการโปรดักชันที่ยุ่งยาก

 

🟡 จากสตูดิโอ 20 คน เหลือแค่คุณคนเดียว

 

Cameo เปลี่ยนทุกอย่างในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เพราะมันช่วยให้คนธรรมดาสามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงในเวลาไม่กี่นาที โดยไม่ต้องมีทีมกล้อง ไฟ หรือห้องตัดต่ออีกต่อไป จากงบหลักแสน เหลือไม่กี่บาท จากหลายวัน เหลือไม่กี่นาที ทำให้ครีเอเตอร์สร้างวิดีโอได้ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอวันดีหรืออารมณ์ดี

 

แม้คนที่ไม่กล้าออกกล้อง ก็สามารถสร้าง “ตัวเองในเวอร์ชันมั่นใจ” เพื่อเล่าเรื่อง แนะนำสินค้า หรือสื่อสารในแบบที่ต้องการได้ นี่คือเหตุผลที่หลายสำนักเรียก Sora ว่า

 

“The most disruptive creative tool since the iPhone” หรือ “เครื่องมือสร้างสรรค์ที่พลิกโฉมวงการที่สุดนับตั้งแต่ไอโฟนเปิดตัว”

 

🟡 เมื่อโลกเต็มไปด้วยสิ่งที่ปลอมแต่ดูเหมือนจริง

 

เรากำลังเข้าสู่ยุคที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็อาจแยกไม่ออกว่าอะไรคือของจริง
กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว:

 

🔸ภาพยานอวกาศปลอม ถูกแชร์จนผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือน

🔸ข่าวหญิงไทยถูกสร้าง AI เป็นตัวเอง เพื่อหลอกเงินผ่านวิดีโอคอล

 

แม้ Sora จะมีระบบยืนยันตัวตนและอนุญาตการใช้ cameo เท่านั้น แต่ในโลกความเป็นจริง เครื่องมือ deepfake อื่น ๆ ก็มีอยู่เกลื่อน และยากจะควบคุม

 

สิ่งนี้ไม่ได้ท้าทายแค่ความจริง แต่มันยังท้าทายความเชื่อใจในสังคมดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง

 

🟡 5 หลักคิดจากโลกของสื่อ

 

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็น

 

🔸อินฟลูเอนเซอร์มีอวาตาร์ของตัวเอง 10 คน ทำคอนเทนต์พร้อมกัน 24 ชั่วโมง

🔸ผู้บริหารใช้ร่างเสมือนสื่อสารกับพนักงานทั่วโลก

🔸นักแสดงเล่นซีรีส์ 5 เรื่องพร้อมกันโดยไม่ต้องเข้ากองถ่าย

🔸แบรนด์ใช้ avatar ของพนักงานแทนแอดมินจริง

 

ทุกอย่างเป็นไปได้ แต่สิ่งที่แทนไม่ได้อย่างแน่นอน คือ Trust — ความเชื่อใจที่มาจากความจริงใจ

 

เราจะอยู่กับมันอย่างไร:

 

🔸1. เรียนรู้ให้เร็วที่สุด — อย่ากลัวที่จะลอง ใช้ Sora หรือ AI Avatar เพื่อเข้าใจมันก่อนใคร

🔸2. นิยามตัวตนให้ชัดเจน — ในโลกที่ทุกอย่างลอกได้ สิ่งที่ไม่มีใครลอกได้คือแก่นของคุณ

🔸3. โปร่งใสกับผู้ชม — ถ้าใช้ AI ช่วย ก็บอกไปตรงๆ เพราะอนาคตของ influencer คือ Trust ไม่ใช่ยอดวิว

🔸4. ผสมมนุษย์กับเครื่องจักรให้เหมาะสม — ใช้ AI ทำงานซ้ำซาก แต่เก็บงานที่ต้องใช้หัวใจไว้กับตัวเอง

🔸5. ลงทุนในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ — เช่น Empathy, Storytelling, และ Human Understanding

 

Sora Cameo คือบททดสอบว่าเราจะนิยามความเป็นมนุษย์ใหม่อย่างไร

 

ถ้าเราใช้มันสร้างสิ่งดี มันจะขยายพลังของเรา แต่ถ้าเราปล่อยให้มันแทนที่ตัวเรา มันจะกลืนเราโดยไม่รู้ตัว

The post เมื่อ AI ‘โคลนนิ่งมนุษย์’ ได้จริง โลกคอนเทนต์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือการโคลนนิ่งมนุษย์คือก้าวต่อไป? หลังความสำเร็จ​ในการโคลนนิ่งลิง https://thestandard.co/human-cloning-after-monkey-success/ Sun, 28 Jan 2024 12:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=893201 การโคลนนิ่ง

‘เรโทร’ (Retro)​ คือชื่อของลิงวอก (Macaca mulatta) เพศผ […]

The post หรือการโคลนนิ่งมนุษย์คือก้าวต่อไป? หลังความสำเร็จ​ในการโคลนนิ่งลิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
การโคลนนิ่ง

‘เรโทร’ (Retro)​ คือชื่อของลิงวอก (Macaca mulatta) เพศผู้ ซึ่งเป็น​สัตว์ในกลุ่มวานรหรือไพรเมตสายพันธุ์ล่าสุดที่ประสบความสำเร็จ​จากการโคลนนิ่ง โดยเจ้าจ๋อเรโทร​นี้ถือกำเนิดขึ้นในจีนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม​ 2020 จวบจนบัดนี้​ผ่านไป 3 ปีแล้วยังคงมีสุขภาพดี

 

การโคลนนิ่งเจ้าจ๋อเรโทรเดินตามรอยไพรเมตรุ่นพี่ต่างสายพันธุ์​ 2 ตัว นั่นคือ ‘จงจง’ (中中)​ ที่ถือกำเนิด​เ​มื่อวันที่​ 27 พฤศจิกายน 2017 และ ‘หัวหัว’ (华华)​ ที่เกิดในวันที่​ 5 ธันวาคมปีเดียวกัน ทั้งคู่​เป็นโคลนนิ่งของลิงแสม (Macaca fascicularis)​ เพศเมีย ที่ทุกวันนี้ต่างก็มีอายุเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว ถือเป็นการโคลนนิ่งสัตว์​ในตระกูล​ไพรเมตสำเร็จ​เป็น​ครั้ง​แรกของโล​ก (ชื่อทั้งคู่แยกมาจากคำว่า ‘จงหัว’ 中华 ที่หมายถึงประชาชาติจีน)

 

ความสำเร็จเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามว่า ใกล้ถึงเวลาของการโคลนนิ่งมนุษย์แล้วใช่หรือไม่

 

คำตอบมีทั้งในแง่ของจริยธรรมและในแง่ของเทคนิคการโคลนนิ่ง

 

แน่นอนว่าการโคลนนิ่งมนุษย์เป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้ในปัจจุบันไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน แต่อย่าลืมว่ายังคงมีความต้องการแฝงเร้นในเรื่องนี้อยู่เสมอ ดังนั้นหากจะว่ากันในแง่ของการพยายามทำอย่างเปิดเผยย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ยกเว้นจะมีบางประเทศที่สามารถจัดการทดลองแบบลับๆ

 

ส่วนในแง่ของเทคนิคก็มีปัญหามากมายไม่แพ้กัน 

 

ทั้งลิงวอกอย่างเรโทรและลิงแสมอย่างจงจงและหัวหัวนั้นต่างก็เป็นลิงโลกเก่าในตระกูลลิงมาคาก (Macaque)​ ที่แม้จะมีหาง แต่ก็แทบไม่ใช้หางในการปีนต้นไม้​แล้ว​ ถึงอย่างนั้นกว่าจะมาถึงมนุษย์​เราก็ยังต้องข้ามเอป (Ape)​ หรือวานรไร้หางอีก 4 สายพันธุ์​ นั่นคือชะนี อุรังอุตัง กอริลลา และชิมแปนซี​ เสียก่อน

 

หลังความสำเร็จของการโคลนนิ่ง ‘แกะดอลลี’ ในปี 1996 เทคนิคการโคลนนิ่งด้วยถ่ายโอนนิวเคลียสของเซลล์​ที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ ​หรือ SCNT ก็ถูกนำมาใช้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก วิธีการนี้สามารถอธิบายแบบง่ายๆ คือ ย้ายนิวเคลียสของเซลล์สัตว์ที่เราต้องการโคลนไปใส่ในเซลล์ไข่ใบใหม่ของสัตว์ตัวที่ 2 ที่ไร้นิวเคลียส จากนั้นใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ให้แบ่งตัวจนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วจึงนำไปฝังตัวในมดลูกของสัตว์ตัวที่ 3 เพื่ออุ้มบุญ 

 

วิธีการนี้ได้ผลกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหนู, ม้า, วัว, อูฐ, พังพอน, กระต่าย, หมู, สุนัข และแมว ฯลฯ แต่แทบใช้ไม่ได้ผลกับสัตว์ในกลุ่มไพรเมต

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแสมคู่แรกของโลกนั้นพบว่า สำหรับลิงแสม ทีมงานไม่อาจใช้นิวเคลียสจากเซลล์ร่างกายของลิงที่โตเต็มวัยได้ (ในกรณีของแกะดอลลีใช้เซลล์ร่างกายแกะจากบริเวณเต้านม) ทีมงานจำเป็น​ต้องแยกนิวเคลียสของเซลล์ลิงแสมจากร่างกายตัวอ่อนลิงที่ยังอยู่ในรกเท่านั้น และเมื่อนำมาใส่ไว้ในเซลล์ไข่แล้ว 

 

ยังมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือ ต้องใช้เทคนิค ‘คริสเปอร์’ (CRISPR-Cas9) ด้วยเอนไซม์อีก 2 ตัว เพื่อลบความจำอิพิเจเนติกส์ในด้านที่เคยเป็นเซลล์ร่างกายของนิวเคลียส จึงสามารถดำเนินรวมนิวเคลียสเข้ากับไข่ได้ และหลังจากนำไข่ 21 ฟองไปฝากอุ้มบุญไว้ในแม่ลิงจำนวน 6 ครรภ์ แม่ลิงก็คลอดลิงแสม 2 ตัวที่รอดชีวิตออกมาเป็นจงจงและหัวหัวได้สำเร็จ

 

และเมื่อมาถึงคราวของลิงวอกอย่างเรโทร ขั้นตอนการโคลน​นิ่งนั้นยากขึ้นไปอีก ทีมงานใช้วิธีการเดิมแบบที่ใช้กับลิงแสมไม่ได้ผล เยื่อหุ้มเซลล์ขั้นนอกที่ปกติจะพัฒนาไปเป็นรกนั้นมีการเติบโตอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ตัวอ่อนตายลงไปเป็นจำนวนมาก ทีมงานจึงเปลี่ยนไปเป็นการปลูกถ่ายมวลเซลล์ชั้นใน (สิ่งที่อยู่ภายในเซลล์) ของเซลล์ที่จะโคลนเข้าไปแทนที่เซลล์ของตัวอ่อนที่หามาใหม่ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มาจากวิธีผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ 

 

ผลคือตัวอ่อนของลิงวอกโคลนนิ่งจะได้ไปเติบโตในรกของลิงวอกอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทาง DNA

 

ทีมงานพบว่าวิธีการนี้ได้ผล ตัวอ่อน 113 ตัว มี 11 ตัวที่มีศักยภาพดีพอที่จะย้ายไปฝังในมดลูกของแม่ลิงอุ้มบุญ แต่สุดท้ายก็มีลิงวอกโคลนนิ่งเพียงตัวเดียวที่คลอดออกมาได้นั่นคือ ‘เรโทร’

 

ตามที่กล่าวมาข้างต้น ความยุ่งยากทางเทคนิคเหล่านี้เกิดกับลิงแสมและลิงวอกซึ่งเป็นลิงในตระกูลมาคาก จนทำให้อัตราความสำเร็จในการโคลนนิ่งมีน้อยมาก และหากข้ามขั้นไปถึงวานรไร้หางอย่างเอป แน่นอนว่าเทคนิคดังกล่าวคงไม่ได้ผล จนทำให้ต้องหาเทคนิคใหม่ในการโคลนนิ่งอีกเป็นเวลายาวนาน และคงนานขึ้นไปอีกกว่าจะพบขั้นตอนที่ถูกต้องที่จะสามารถโคลนนิ่งเอปชั้นสูงสุดอย่างมนุษย์เราขึ้นมาได้ 

 

ดังนั้นต่อคำถามที่ว่า ใกล้ถึงเวลาของการโคลนนิ่งมนุษย์แล้วใช่หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ เรายังคงต้องรออีกนานกับการยอมรับของสังคมในแง่จริยธรรม ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนเทคนิคการทำโคลนนิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป

 

ภาพ: Qiang Sun / Nature Communications / AFP

อ้างอิง:

The post หรือการโคลนนิ่งมนุษย์คือก้าวต่อไป? หลังความสำเร็จ​ในการโคลนนิ่งลิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตาร์ทอัพจีนรับ ‘โคลนนิ่ง’ เพื่อให้เจ้าของพบสัตว์เลี้ยงแสนรักที่เสียชีวิตไปแล้วอีกครั้ง เคาะราคาเริ่มต้นสำหรับสุนัข 1.85 ล้านบาท แมว 1.5 ล้านบาท https://thestandard.co/pet-cloning-chinese-startup/ Sat, 07 Oct 2023 09:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=851816

Beijing Sinogene Biotechnology ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจีน กำล […]

The post สตาร์ทอัพจีนรับ ‘โคลนนิ่ง’ เพื่อให้เจ้าของพบสัตว์เลี้ยงแสนรักที่เสียชีวิตไปแล้วอีกครั้ง เคาะราคาเริ่มต้นสำหรับสุนัข 1.85 ล้านบาท แมว 1.5 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

Beijing Sinogene Biotechnology ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจีน กำลังยุ่งอยู่กับการรับคำสั่งจากในประเทศและต่างประเทศสำหรับบริการที่จะช่วยให้เจ้าของพบสัตว์เลี้ยงแสนรักที่เสียชีวิตไปแล้วได้อีกครั้งผ่านการ ‘โคลนนิ่ง’

 

รายงานของ Nikkei Asia ระบุว่า ลูกค้าของ Sinogene จำนวนมากเก็บเกี่ยวตัวอย่างผิวหนังจากสัตว์เลี้ยงของพวกเขาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และสั่งซื้อโคลนนิ่งหลังจากที่สัตว์เลี้ยงของพวกเขาตาย ซึ่งจะมีการสกัดนิวเคลียสจากเนื้อเยื่อ หลังจากนั้นจึงนำไปฝังลงในไข่ที่เอานิวเคลียสออกไปแล้ว ไข่ถูกฝังอยู่ในครรภ์ของแม่ที่ตั้งครรภ์แทนและเกิดตามปกติ

 

ในแง่ของพันธุกรรม สุนัขและตัวที่โคลนนิ่งมีความเหมือนกันมากกว่า 99.9% “หากพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูโดยเจ้าของคนเดียวกันและในสภาพแวดล้อมเดียวกัน พวกเขาก็จะมีความคล้ายคลึงกันในลักษณะนิสัย” มี่จี๋ตง ประธาน Sinogene กล่าว

 

มี่ก่อตั้ง Sinogene เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เมื่อตอนเป็นเด็ก เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้ดูแลสวนสัตว์ แต่ได้ไปเรียนด้านเภสัชที่มหาวิทยาลัย ทำให้มี่เกิดแนวคิดในการโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงเป็นธุรกิจในปี 2013 และเริ่มการวิจัยและพัฒนาในปี 2015 โดยชักชวนผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการโคลนนิ่ง มาร่วมด้วย

 

การโคลนนิ่งเริ่มต้นที่ 50,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.85 ล้านบาท สำหรับสุนัข และ 40,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.5 ล้านบาท สำหรับแมว โดยที่ผ่านมา Sinogene ได้โคลนนิ่งสัตว์มาแล้ว 500 ตัว ซึ่งมากกว่า 2 ใน 3 ของสัตว์ที่โคลนนิ่งเป็นสุนัข

 

“ลูกค้าของเราเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พึงพอใจ” มี่กล่าว Sinogene ระดมทุนจากกองทุนรวมที่ลงทุนและแหล่งอื่นๆ นอกจากฐานในจีนแล้ว บริษัทฯ ยังได้จัดตั้งสำนักงานในสหรัฐฯ อีกด้วย

 

ตอนนี้ Sinogene กำลังดำเนินการศึกษาการโคลนม้า วัว และสัตว์อื่นๆ นอกเหนือจากสุนัขและแมว ปีที่แล้วสามารถโคลนหมาป่าอาร์กติกได้สำเร็จ “เราต้องการพัฒนาโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สัตว์หายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” มี่กล่าว

 

มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการโคลนนิ่งต่อระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม มี่กล่าวว่า “ในขณะที่จีนเลี้ยงสัตว์ประมาณ 130 ล้านตัวเป็นสัตว์เลี้ยง แต่สัดส่วนของสัตว์เลี้ยงโคลนนิ่งนั้นต่ำมาก เนื่องจากมีจำนวนสัตว์เพียงร้อยตัวเท่านั้น” เขากล่าวเสริมว่า “ลูกค้าของเรามีความสุขอย่างยิ่ง และเราเพียงแค่เสนอทางเลือกเท่านั้น”

 

เมื่อถูกถามว่า สัตว์เลี้ยงโคลนนิ่งทำให้คุณค่าของชีวิตถูกลงหรือไม่ มี่ตอบว่า “ลูกค้าของเราหันมาให้ความสนใจกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขามากขึ้น และอาจปฏิบัติด้วยความรักมากขึ้น เพราะพวกเขาเคยสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักไปแล้ว”

 

อ้างอิง:

The post สตาร์ทอัพจีนรับ ‘โคลนนิ่ง’ เพื่อให้เจ้าของพบสัตว์เลี้ยงแสนรักที่เสียชีวิตไปแล้วอีกครั้ง เคาะราคาเริ่มต้นสำหรับสุนัข 1.85 ล้านบาท แมว 1.5 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมว 10 ชีวิต! ชมความน่ารักของแมวโคลนนิ่งตัวแรกของจีน https://thestandard.co/chinese-first-cloned-kitten/ Fri, 06 Sep 2019 12:55:34 +0000 https://thestandard.co/?p=285213 แมวโคลนนิ่งตัวแรกของจีน

7 เดือนนับตั้งแต่เจ้าแมวต้าซ่วนจากไป Huang Yu ผู้เป็นเจ […]

The post แมว 10 ชีวิต! ชมความน่ารักของแมวโคลนนิ่งตัวแรกของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมวโคลนนิ่งตัวแรกของจีน

7 เดือนนับตั้งแต่เจ้าแมวต้าซ่วนจากไป Huang Yu ผู้เป็นเจ้าของตัดสินใจเดินเรื่อง มอบชีวิตใหม่ให้กับเจ้าแมวบริติชช็อตแฮร์อันเป็นที่รัก นี่คือเจ้าต้าซ่วนตัวใหม่ที่ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดจากการโคลนนิ่งเซลล์ของเจ้าต้าซ่วนตัวเดิม โดยบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติจีนอย่าง Sinogene Biotechnology นับเป็นแมวที่โคลนสำเร็จตัวแรกของประเทศจีน

The post แมว 10 ชีวิต! ชมความน่ารักของแมวโคลนนิ่งตัวแรกของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลอดแล้ว! ลูกแรดขาวใต้ผสมเทียมตัวแรกของอเมริกาเหนือ หวังต่อลมหายใจแรดขาวเหนือที่เหลือสองตัวในโลก https://thestandard.co/rhino-from-extinction/ Wed, 31 Jul 2019 04:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=275011 rhino from extinction

ศูนย์ Nikita Kahn Rhino Rescue Center ในสวนสัตว์ San Di […]

The post คลอดแล้ว! ลูกแรดขาวใต้ผสมเทียมตัวแรกของอเมริกาเหนือ หวังต่อลมหายใจแรดขาวเหนือที่เหลือสองตัวในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
rhino from extinction

ศูนย์ Nikita Kahn Rhino Rescue Center ในสวนสัตว์ San Diego Zoo Safari Park รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เผยว่า วิกตอเรีย แรดขาวใต้คลอดลูกแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังอุ้มท้องที่เกิดจากการผสมเทียมนานถึง 493 วัน ได้ลูกแรดขาวใต้เพศผู้สุขภาพแข็งแรง นับเป็นลูกแรดขาวใต้ที่เกิดจากการผสมเทียมตัวแรกของทวีปอเมริกาเหนือ

 

ความสำเร็จดังกล่าวจุดความหวังที่จะช่วยต่อลมหายใจให้กับแรดขาวเหนือที่เหลืออยู่เพียงสองตัวสุดท้ายในโลก ซึ่งเป็นเพศเมียทั้งคู่คือ นาจิน และฟาตู หลังซูดาน แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายของโลกตายลงเมื่อ 19 มีนาคม 2018 ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มจำนวนประชากรแรดขาวใต้ที่เกือบอยู่ในข่ายเสี่ยง (Near Threatened: NT) ตามบัญชีแดงของ IUCN ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประชากรแรดขาวใต้อยู่ในธรรมชาติราว 18,000 ตัว

 

แม้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากในการผสมเทียมผ่านแรดขาวเหนือเพศเมียทั้งสองตัวที่เหลืออยู่ เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในสภาวะมีลูกยาก และอาจไม่สามารถตั้งท้องได้ นักวิทยาศาสตร์จึงเตรียมเก็บไข่ของนาจินและฟาตูเพื่อนำมาผสมกับอสุจิของแรดขาวเหนือ ก่อนที่จะนำไปผสมเทียมสร้างตัวอ่อน และฝังในมดลูกของแรดขาวใต้เพื่อให้ตั้งท้องแทน

 

โดย Barbara Durrant ผู้อำนวยการ Reproductive Physiology ประจำสวนสัตว์ระบุว่า เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่วิกตอเรียและลูกแรดขาวใต้ทำได้ดี เธอรักลูกของเธอมากๆ เราไม่ได้แค่จะขอบคุณที่ลูกแรดขาวใต้ที่เกิดมานี้มีสุขภาพแข็งแรงดี แต่ความสำเร็จในครั้งนี้อาจเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับแรดขาวเหนือที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤตเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุมากที่สุด

 

จากการศึกษาความสัมพันธ์ของแรดขาวเหนือ และแรดขาวใต้ที่เผยแพร่ใน Proceedings of the Royal Society B เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เผยว่า แรดขาวเหนือและแรดขาวใต้เป็นสายพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดมากกว่าที่เราคิด โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ลูกแรดขาวเหนือที่เกิดจากการผสมเทียมอาจลืมตาดูโลกใบนี้อีกครั้งใน 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งในขณะนี้ อะมานี แรดขาวใต้อีกตัวก็กำลังอุ้มท้องที่เกิดจากการผสมเทียม คาดว่าสวนสัตว์ San Diego Zoo Safari Park จะมีสมาชิกใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้

 

ภาพ: @sdzsafaripark / Instagram

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post คลอดแล้ว! ลูกแรดขาวใต้ผสมเทียมตัวแรกของอเมริกาเหนือ หวังต่อลมหายใจแรดขาวเหนือที่เหลือสองตัวในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์ชาวญี่ปุ่นฝันคืนชีพให้แมมมอธ หลังทดลองเบื้องต้นกับเซลล์ลูกแมมมอธอายุ 28,000 ปี สำเร็จ https://thestandard.co/japanese-scientists-bring-woolly-mammoth-cells-back-to-life/ https://thestandard.co/japanese-scientists-bring-woolly-mammoth-cells-back-to-life/#respond Tue, 19 Mar 2019 06:34:34 +0000 https://thestandard.co/?p=226442 Japanese Scientists bring woolly mammoth cells back to life

อากิระ อิริทานิ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปี เดินห […]

The post นักวิทย์ชาวญี่ปุ่นฝันคืนชีพให้แมมมอธ หลังทดลองเบื้องต้นกับเซลล์ลูกแมมมอธอายุ 28,000 ปี สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Japanese Scientists bring woolly mammoth cells back to life

อากิระ อิริทานิ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปี เดินหน้าพยายามฟื้นคืนชีพสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างแมมมอธขนดกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป้าหมายที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเป็นจริงถูกจุดไฟแห่งความหวังขึ้นอีกครั้ง หลังมีการค้นพบซากลูกแมมมอธเพศเมียอายุ 28,000 ปี ที่ใต้ผิวดินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งแถบไซบีเรีย เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ก่อนจะตั้งชื่อให้กับลูกแมมมอธตัวนี้ว่า ‘ยูกะ’

 

จากงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เมื่อ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่า นายอิริทานิและทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการทดลองเบื้องต้นเพื่อกระตุ้นและชุบชีวิตเซลล์ของ ‘ยูกะ’ แล้ว ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายเซลล์ดังกล่าวด้วยวิธีการถ่ายฝากนิวเคลียส (Nuclear Transfer) ไปยังเซลล์ไข่ของหนูและดูการตอบสนองของเซลล์ต่อไป

 

ถึงแม้วงการวิทยาศาสตร์จะประสบความสำเร็จไปอีกขั้น แต่การโคลนนิ่งแมมมอธยังถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องจากเซลล์ของยูกะเองอาจจะไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมตามกาลเวลา อีกทั้งยังไม่เคยทำการทดลองนี้ในเซลล์ไข่ของช้างแต่อย่างใด เนื่องจากทีมวิจัยคำนึงถึงจริยธรรมในการทดลอง แต่อย่างไรก็ตาม นายอิริทานิและทีมของเขาจะเดินหน้าทำความเข้าใจเซลล์ของเจ้าสัตว์ขนาดมหึมานี้ต่อไป โดยหวังว่าการเรียนรู้จากอดีตจะช่วยทำให้เราปกป้องสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นได้

 

โดยแมมมอธขนดกเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ราวๆ กับช้างแอฟริกันในปัจจุบัน สูญพันธ์ุไปเมื่อราวๆ 4,000 ปีก่อน

 

“ผมค่อนข้างมีความสุขกับผลการทดลองของเราล่าสุด ราวกับว่ายูกะกำลังรอให้ผมได้ค้นหาเธอให้พบอีกครั้ง”

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post นักวิทย์ชาวญี่ปุ่นฝันคืนชีพให้แมมมอธ หลังทดลองเบื้องต้นกับเซลล์ลูกแมมมอธอายุ 28,000 ปี สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/japanese-scientists-bring-woolly-mammoth-cells-back-to-life/feed/ 0
ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 https://thestandard.co/science-stories-2018/ https://thestandard.co/science-stories-2018/#respond Thu, 27 Dec 2018 12:11:26 +0000 https://thestandard.co/?p=171948

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก […]

The post ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรา บ่อยครั้งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แม้ยังไม่ทำให้เกิดเทคโนโลยี ก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของมนุษย์เราได้มาก

 

มาดูกันครับว่าปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไปมีอะไรน่าสนใจในโลกวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นบ้าง

 

น้ำแข็งใต้ดาวอังคาร จรวดฟอลคอนเฮฟวี ดวงจันทร์ดวงใหม่ของดาวพฤหัสบดี : ความก้าวหน้าทางอวกาศในปี 2018

 

 

ค้นพบน้ำแข็งและทะเลสาบบนดาวอังคาร

เดือนมกราคม 2018 นักวิทยาศาสตร์นำข้อมูลจากยาน Mars Reconnaissance Orbiter มาวิเคราะห์จนค้นพบว่า ใต้ผิวดาวอังคารมีชั้นน้ำแข็งฝังตัวอยู่ปริมาณมหาศาลตามบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารถึง 8 แห่ง โดยพื้นผิวดาวอังคารบริเวณที่มีการค้นพบเกิดการแตกออกจนเผยให้เห็นแผ่นน้ำแข็งที่มีความหนาถึง 100 เมตร และฝังลึกลงไปเพียง 1-2 เมตร ซึ่งนับว่าไม่ลึกจากผิวดาวอังคารนัก

 

ต่อมายาน Mars Express ที่โคจรอยู่รอบดาวอังคารใช้เรดาร์ศึกษาดาวอังคารจนค้นพบทะเลสาบใต้ผิวดาวอังคารบริเวณขั้วใต้ ทะเลสาบดังกล่าวมีองค์ประกอบเป็นน้ำในรูปของเหลว เส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 กิโลเมตร (ระยะทางจากพญาไทไปสนามบินดอนเมือง)

 

การค้นพบเหล่านี้อาจส่งผลต่อแผนการสำรวจดาวอังคาร รวมทั้งแผนการส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคารจริงในอนาคต แหล่งน้ำบนดาวอังคารที่ค้นพบในครั้งนี้น่าจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลทีเดียว

 

 

จรวดฟอลคอนเฮฟวี ความสำเร็จของ SpaceX

ด้านบริษัท SpaceX ประสบความสำเร็จในการส่งจรวดฟอลคอนเฮฟวีสำเร็จอย่างงดงามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018

 

ฟอลคอนเฮฟวีเป็นจรวดที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่บริษัท SpaceX เคยผลิตมา จรวดท่อนแรกประกบติดกับตัวขับดัน 3 ส่วน (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในจรวดฟอลคอน 9) แต่ละส่วนประกอบด้วยเครื่องยนต์จุดระเบิด 9 เครื่องยนต์

 

 

จรวดฟอลคอนเฮฟวีขนส่งสัมภาระหนัก 64,000 กิโลกรัมขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งมากกว่าที่จรวด Delta IV Heavy ของบริษัทคู่แข่งอย่าง United Launch Alliance สามารถบรรทุกได้

 

การส่งจรวดฟอลคอนเฮฟวีครั้งแรกนี้มีผู้มาเข้าชมที่ฐานปล่อยมากถึง 100,000 คนที่ Florida’s Space Coast หนึ่งในผู้มาเข้าชมมี บัซ อัลดริน นักบินอวกาศที่เคยเดินทางไปยังดวงจันทร์ในโครงการอพอลโล 11

 

กล่าวได้ว่าบริษัท SpaceX ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการการบินด้านอวกาศอีกครั้งหนึ่ง

 

 

พบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเพิ่มอีก 10 ดวง

เดือนกรกฎาคม 2018 สถาบัน Minor Planet Center ประกาศการค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเพิ่มอีก 10 ดวง โดยทีมนักดาราศาสตร์แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) นำโดย สก็อตต์ เชพพาร์ด นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ส่งผลให้ในตอนนี้ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์มากถึง 79 ดวง!

 

 

การค้นพบของยานคิวริโอซิตี

ยานคิวริโอซิตีค้นพบสารอินทรีย์และวัฏจักรของมีเทนบนดาวอังคาร

 

ยานคิวริโอซิตี (Curiosity Rover) เป็นรถหุ่นยนต์ที่มีน้ำหนักบนโลกราว 900 กิโลกรัม มีขนาดใหญ่พอๆ กับรถคันหนึ่ง ถูกส่งไปจอดที่หลุมอุกกาบาตเกล (Gale Crater) ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ถึง 154 กิโลเมตร

 

ยานลำนี้ค้นพบโมเลกุลสารอินทรีย์ในหินที่มีอายุเก่าแก่ถึง 3 พันล้านปี ซึ่งสารอินทรีย์คือสารที่มีธาตุคาร์บอนเป็นแกนกลาง แล้วมีไฮโดรเจนต่อกับคาร์บอนออกมา การค้นพบสารอินทรีย์ที่ดาวอังคารในครั้งนี้มอบความหวังในการค้นหาสัญญาณของชีวิตต่อไปในอนาคต

 

 

พบที่มาของนิวทริโนพลังงานสูงเป็นครั้งแรก

หอสังเกตการณ์ไอซ์คิวบ์ร่วมกับภาคส่วนสังเกตการณ์อื่นๆ ด้านดาราศาสตร์ สามารถระบุแหล่งที่มาของนิวทริโนพลังงานสูงได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่การศึกษาอนุภาคนี้อย่างจริงจัง ในอนาคตนักดาราศาสตร์ตั้งใจจะสืบค้นที่มาของนิวทริโนที่พุ่งผ่านอวกาศมายังโลกของเราให้แม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่อไปดาราศาสตร์ด้านนี้จะเป็นเหมือนดวงตาใหม่ของมนุษย์ในการมองปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

 

 

สถานีอวกาศเทียนกงโหม่งโลก หุ่นยนต์บนดาวเคราะห์ และความสำเร็จของยานอวกาศ InSight  

เช้าวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2018 (เวลา 08.15 น. ตามเวลาในประเทศจีน) สถานีอวกาศเทียนกง 1 ของประเทศจีน ได้ตกสู่โลกแล้วที่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยชิ้นส่วนส่วนมากได้เผาไหม้จนหมดในชั้นบรรยากาศโลก ตำแหน่งและช่วงเวลาที่ตกนั้นตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

 

 

ยานอวกาศฮายาบุสะ 2 ขององค์การอวกาศ JAXA ประเทศญี่ปุ่น ที่เดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยริวงู (162173 Ryugu) และได้ส่งรถหุ่นยนต์ (Rover) ชื่อ MINERVA-II1 ลงบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ ในวันที่ 21 กันยายน 2018 โดยไม่มีชาติใดเคยทำได้มาก่อน

 

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ยานอวกาศ InSight ขององค์การนาซา สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จ ภารกิจของยาน InSight คือการเจาะดาวอังคารลึกถึง 5 เมตร เพื่อทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิของดินบนดาวอังคารอย่างละเอียดที่ระดับความลึกต่างๆ

 

ดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ และภาพเขียนนามธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก : รวมการค้นพบด้านโบราณคดี

 

 

สีผิวของบรรพบุรุษชาวอังกฤษ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) กรุงลอนดอน ได้ทำการสกัดดีเอ็นเอจาก ‘Cheddar Man’ หรือ มนุษย์เชดดาร์ ที่ถูกตั้งชื่อตามแหล่งที่ขุดค้นพบตั้งแต่ปี 1903 และเป็นโครงกระดูกของบรรพบุรุษชาวผู้ดีอังกฤษแบบสมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยเจจนค้นพบว่ามนุษย์เชดดาร์มีผิวและผมหยิกสีเข้ม ดวงตาสีฟ้าอ่อน ตัวสูงราว 166 เซนติเมตร เสียชีวิตในขณะที่มีอายุประมาณ 20 ปี

 

การค้นพบในครั้งนี้เปลี่ยนความเชื่อเรื่องวิวัฒนาการด้านสีผิวของชาวอังกฤษ และก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างมากทีเดียว

 

 

งานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ

คำถามหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์สนใจคือ มนุษย์เราเริ่มสร้างงานศิลปะตั้งแต่เมื่อไร

 

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2018 นักวิทยาศาสตร์ประกาศการค้นพบภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยพบกันมา ภาพดังกล่าวถูกค้นพบที่ถ้ำ Blombos ที่แอฟริกาใต้ ถูกเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 73,000 ปีก่อน ในช่วงกลางของยุคหิน

 

เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำภาพนี้มาวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์และกระบวนการเชิงเคมีก็พบว่า เส้นสีแดงๆ ที่ขีดไปมาในภาพนี้เกิดจากการขีดด้วยดินแท่ง คล้ายกับการเอาชอล์กมาขีดเขียนลงบนก้อนหิน

 

ที่น่าสนใจจริงๆ คือ ภาพนี้เป็นภาพเขียนที่มีลักษณะค่อนข้างนามธรรม กล่าวคือ มันไม่น่าจะเป็นภาพเขียนเหมือนจริงของสิ่งใดๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภาพเขียนนามธรรมนั้นถือกำเนิดขึ้นบนโลกมาก่อนการเขียนแบบภาพเหมือนจริงเสียอีก

 

แล้วมนุษย์ในยุคนั้นวาดภาพนี้ขึ้นมาทำไม

 

เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ แต่การค้นพบนี้ชวนให้จินตนาการว่า เมื่อมนุษย์เราเริ่มรู้จักนำหินมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการดำรงชีวิต นั่นหมายความว่ามนุษย์เรามีสติปัญญามากพอจะ ‘ออกแบบ’ หินให้มีลักษณะตามที่ต้องการได้ในระดับหนึ่ง

 

 

ลิงโคลนนิ่ง และทารกตัดต่อพันธุกรรม : การค้นพบด้านพันธุวิศวกรรมของจีน

ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนประกาศความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแสม ด้วยวิธีการถ่ายฝากนิวเคลียสเป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์

 

การโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนน้อยทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะสัตว์กลุ่มไพรเมตอันได้แก่ กอริลลา ชิมแปนซี รวมถึงมนุษย์นั้น ระดับความยากถือว่าเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียว

 

ความสำเร็จนี้อาจทำให้รัฐบาลจีนเป็นผู้ส่งออกลิงโคลนนิ่งรายแรกไปยังห้องปฏิบัติการ รวมถึงบริษัทยาต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้ในการทดลอง!

 

ล่าสุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนประกาศว่า สามารถตัดต่อพันธุกรรมของทารกได้สำเร็จ กล่าวคือ สามารถสร้างทารกที่ทนทานต่อเชื้อ HIV ได้ อย่างไรก็ตาม งานนี้ยังเป็นการแถลงข่าว ซึ่งยังไม่ใช่งานวิจัยที่ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีประเด็นทางจริยธรรมว่ามนุษย์เราสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของทารกซึ่งเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งได้มากแค่ไหน

 

เรื่องนี้ยังต้องติดตามกันต่อไป

 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เสียชีวิตในวัย 76 ปี

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ หนึ่งในผู้สร้างทฤษฎีการแผ่รังสีของหลุมดำ และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) ชีวิตของเขาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เสียชีวิตในวัย 76 ปี

 

ในปี 1974 ฮอว์คิงเผยแพร่งานวิจัยที่ทำให้โลกฟิสิกส์สั่นสะเทือน เพราะเขาทำการคำนวณร่วมกับนักฟิสิกส์คนอื่นๆ แล้วพบว่าหลุมดำมีอุณหภูมิค่าหนึ่งด้วย โดยหลุมดำยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีอุณหภูมิต่ำ

 

นักฟิสิกส์รู้มานานแล้วว่าวัตถุใดๆ ที่มีอุณหภูมิมากกว่าศูนย์สัมบูรณ์ (−273.15°C) จะมีการแผ่รังสีออกมาเสมอ ในตอนนั้นฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำก็ควรจะมีการแผ่รังสีออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของมันเช่นกัน แต่การแผ่รังสีของหลุมดำดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของหลุมดำที่ไม่มีสิ่งใดหลุดออกมาจากภายในหลุมดำได้ ฮอว์คิงสามารถอธิบายกลไกการแผ่รังสีของหลุมดำได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทุกวันนี้นักฟิสิกส์เรียกรังสีที่หลุมดำแผ่ออกมาว่า รังสีของฮอว์คิง (Hawking Radiation) แต่กลไกการแผ่รังสีของหลุมดำนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจได้ค่อนข้างยากมากๆ

 

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันและตรวจจับรังสีของฮอว์คิงจากหลุมดำได้ แต่นักฟิสิกส์หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้ามีการตรวจจับรังสีจากหลุมดำได้ ฮอว์คิงก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ในด้านการทำงาน ฮอว์คิงเคยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ลูคาเซียนด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ เซอร์ไอแซก นิวตัน เคยได้รับด้วย

 

แม้ว่า สตีเฟน ฮอว์คิง จะจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่งานวิจัยของเขายังคงส่งแรงกระเพื่อมในโลกฟิสิกส์อย่างรุนแรง เพราะทุกวันนี้นักฟิสิกส์ทั่วโลกพยายามไขปริศนาเรื่องการแผ่รังสีและข้อมูลสูญหายในหลุมดำกันอยู่ กล่าวได้ว่าทั้งหนังสือ งานวิจัย และการใช้ชีวิตของเขาได้กลายเป็นมรดกทางสติปัญญาให้กับมนุษยชาติตลอดไป

 

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์พบว่าวิตามินบีและแร่ธาตุในข้าวลดลง เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพิ่มขึ้น

 

การทดลองนี้เกิดขึ้นในแปลงข้าวทดลองที่ประเทศจีน พบว่า ข้าวมีการสูญเสียวิตามินไป 4 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 5 และบี 9 โดยทีมวิจัยนานาชาติได้ตีพิมพ์ข้อมูลเหล่านี้ลงในวารสาร Science Advances แล้วเมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองจากประเทศญี่ปุ่นที่พบว่า ข้าวสูญเสียธาตุเหล็ก 8% และสังกะสี 5.1% โดยเฉลี่ย

 

คุณค่าทางโภชนาการในข้าวที่ลดลงนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจกับประชากรในเอเชียมากที่สุด ประเทศที่พึ่งพาข้าวเป็นหลักจำนวน 9 ใน 10 ของโลกก็อยู่ในเอเชีย

 

 

นิยามกิโลกรัมเปลี่ยนแล้ว

งานประชุม The 26th General Conference on Weights and Measures ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2018 มีการนิยามกิโลกรัมขึ้นใหม่ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Kibble balance

 

อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องชั่งที่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักเหมือนเครื่องชั่งอื่นๆ แต่มันเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงมวลเข้ากับค่าคงที่ของพลังค์ (Planck’s constant) ซึ่งเป็นค่าคงที่พื้นฐานในธรรมชาติ

 

แน่นอนว่าอุปกรณ์นี้สามารถนำไปใช้เพื่อทำการตั้งค่ามาตรฐานให้กับตาชั่งอื่นๆ ได้ทั่วโลกด้วยความแม่นยำและละเอียดสูงมาก

 

หลักการทำงานคือ เมื่อวางมวลที่ต้องการวัดค่าลงไปที่ด้านหนึ่งของตาชั่ง (ซึ่งสามารถวางได้ตั้งแต่ระดับมิลลิกรัมจนถึงหนึ่งกิโลกรัม) อีกด้านหนึ่งจะมีการถ่วงให้เกิดสมดุลด้วยแรงทางไฟฟ้า ซึ่งแรงทางไฟฟ้านั้นเชื่อมโยงกับค่าคงที่ของพลังค์ ซึ่งนักฟิสิกส์ทราบค่าอยู่แล้ว จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปเพื่อหามวลที่ต้องการวัดค่าได้

 

จะเห็นได้ว่าตอนนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสำรวจอวกาศและดาราศาสตร์ที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตอนนี้ทั่วโลกหันมาสนใจและพัฒนาเพื่อจับจองพื้นที่ทางอวกาศกันจนคึกคัก

 

ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็มีเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากมายซึ่งเป็นหลักหมุดสำคัญใหม่ๆ ของมนุษย์รอให้เราได้ติดตาม ซึ่งผมจะนำมาเล่าให้ฟังต้นปีหน้าครับ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/science-stories-2018/feed/ 0
นักวิทยาศาสตร์จีนโคลนนิ่งลิงแสม 2 ตัวแรกของโลกสำเร็จ! https://thestandard.co/china-monkeys-cloned/ https://thestandard.co/china-monkeys-cloned/#respond Thu, 25 Jan 2018 09:49:45 +0000 https://thestandard.co/?p=64941

The post นักวิทยาศาสตร์จีนโคลนนิ่งลิงแสม 2 ตัวแรกของโลกสำเร็จ! appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post นักวิทยาศาสตร์จีนโคลนนิ่งลิงแสม 2 ตัวแรกของโลกสำเร็จ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/china-monkeys-cloned/feed/ 0
จีนโคลนนิ่งลิงแสมคู่แรกของโลกตามรอยแกะดอลลี่ เล็งใช้ศึกษาทางการแพทย์ https://thestandard.co/cloned-monkeys-study/ https://thestandard.co/cloned-monkeys-study/#respond Thu, 25 Jan 2018 07:52:39 +0000 https://thestandard.co/?p=64926

พุธที่ 25 ม.ค. สำนักข่าวทั่วโลกรายงานข่าวกรณีนักวิทยาศา […]

The post จีนโคลนนิ่งลิงแสมคู่แรกของโลกตามรอยแกะดอลลี่ เล็งใช้ศึกษาทางการแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

พุธที่ 25 ม.ค. สำนักข่าวทั่วโลกรายงานข่าวกรณีนักวิทยาศาสตร์จีนในมณฑลเซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแสม (long-tailed macaques) ด้วยกระบวนการเดียวกับการโคลนนิ่งแกะดอลลี่เป็นประเทศแรกของโลก โดยเจ้าลิงน้อย 2 ตัวที่เกิดจากการโคลนนิ่งมีชื่อว่า ‘หัวหัว (Hua Hua)’ และ ‘จงจง (Zhong Zhong)’ ซึ่งคำว่าจงหัวมีความหมายว่าชาวจีน

 

https://www.youtube.com/watch?v=h7CeVCbCZLM

 

หัวหัวและจงจงลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกที่แผนกประสาทวิทยา สถาบันวิทยาศาสตร์จีนในเซี่ยงไฮ้ (Chinese Academy of Sciences (CAS)) เมื่อ 6 และ 8 สัปดาห์ที่แล้วตามลำดับ นับเป็นผลสำเร็จจากการวิจัยเทคนิคการโคลนนิ่งที่เรียกว่า การโอนถ่ายย้ายเซลล์นิวเคลียสของร่างกาย (somatic cell nuclear transfer) ที่คล้ายคลึงกับกระบวนการโคลนนิ่งแกะดอลลี่ และแตกต่างจากกระบวนการให้กำเนิดลิงเพศเมียโคลนนิ่งตัวแรกของโลกเมื่อปี 1999 อย่างเจ้าเททรา (Tetra) ที่ใช้กระบวนการแบ่งตัวอ่อน

 

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์บางส่วนมองว่าความเหมือนทางพันธุกรรมบางอย่างระหว่างมนุษย์และลิงจะทำให้ผลงานวิจัยและการโคลนนิ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยหาหนทางยับยั้งโรคร้ายของมนุษย์ในระยะยาว ขณะที่บางส่วนกลับมองต่างว่ามันอาจจะนำไปสู่การโคลนนิ่งมนุษย์ในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามเผ่ามวลมนุษยชาติ

 

มัมมิ่ง พู (Muming Poo) ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยาประจำศูนย์วิทยาศาสตร์จีน เพื่อความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์สมองและเทคโนโลยีอัจฉริยะให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า “อุปสรรคต่างๆ ได้ถูกพังทลายลงงานชิ้นนี้”

 

พู บอกต่อว่าการวิจัยโคลนนิ่งลิงเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ทางการศึกษาเพื่อการแพทย์เป็นหลัก เพื่อป้องกันอัตราการสูญพันธ์ุของสัตว์จำพวกไพรเมตและลิง แต่ก็เผยว่าเป็นไปได้ที่อนาคตจะใช้กระบวนเดียวกันนี้โคลนนิ่งมนุษย์ “ที่สหรัฐอเมริกามีการนำเข้าลิงจำนวนกว่า 30,000-40,000 ตัวต่อปีเพื่อใช้ในการทดลองกับบริษัทยา

 

“ภูมิหลังทางพันธุกรรมของพวกมันเป็นตัวแปรของทุกอย่าง พวกมันมีอัตลักษณ์ที่ต่างกัน ฉะนั้นพวกคุณจึงจำเป็นต้องมีลิงเป็นจำนวนมหาศาล ด้วยเหตุผลทางจริยธรรม ผมคิดว่าลิงโคลนนิ่งจะช่วยลดจำนวนการใช้ลิงจริงๆ กับการทดลองยาได้มหาศาล”

 

มีการเปิดเผยว่าลิงมักจะถูกนำไปใช้วิจัยเพื่อการแพทย์และรักษาโรคทางสมอง เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคมะเร็ง และความผิดปกติในการทำงานของกระบวนการเผาผลาญและระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ซึ่งงานวิจัยโคลนนิ่งลิงในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะนอกจากจะช่วยลดอัตราการสูญพันธ์ุได้แล้ว ไพรเมตก็ยังเป็นเผ่าพันธ์ุสัตว์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถโคลนนิ่งได้ยากมากถึงมากที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆ เช่น สุนัข แมว และหมู

 

อ้างอิง:

The post จีนโคลนนิ่งลิงแสมคู่แรกของโลกตามรอยแกะดอลลี่ เล็งใช้ศึกษาทางการแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/cloned-monkeys-study/feed/ 0