การแข่งขันทางธุรกิจ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การแข่งขันทางธุรกิจ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 09:55:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ https://thestandard.co/cmu-debate-policy-tax-welfare/ Wed, 14 Jan 2026 11:36:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1165248 Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ**

วันนี้ (14 มกราคม) ที่ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ**

วันนี้ (14 มกราคม) ที่ห้องประชุมเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างผาสุก อาคาร 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในงานเสวนาเชิงอภิปราย ‘Debate to Decide: ทางเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจ’ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ และข้อเสนอเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างมีเหตุผล ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์

 

ทั้งนี้ ได้มีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมกิจกรรมได้แก่

 

▪สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย

 

▪วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฎิรูปรัฐ พรรคประชาชน

 

▪กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 

▪เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

 

▪คริส โปตระนันทน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเศรษฐกิจ

 

โดยได้แบ่งออกเป็น 6 วาระ ได้แก่ ภาษีและรายได้รัฐ นโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน การแข่งขันทางธุรกิจ และสวัสดิการสังคม โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ท่ามกลางบรรยากาศไม่เน้นโจมตีทางการเมือง

 

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ วาระภาษีและรายได้รัฐ ซึ่งหลายพรรคเห็นตรงกันว่ายังไม่เหมาะต่อการขึ้นภาษีในระยะสั้น โดยพรรคไทยสร้างไทยเสนอการดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณ ลดงบกลาง และใช้เทคโนโลยีป้องกันการทุจริต

 

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ชูการเพิ่มรายได้จากศักยภาพรัฐและเปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนเข้าถึง ส่วนพรรคเศรษฐกิจเน้นแก้คอร์รัปชันและขยายฐานภาษีแรงงานต่างชาติ

 

สำหรับพรรคเพื่อไทยมองภาษีเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตและการลงทุน พร้อมย้ำการรักษาวินัยการคลัง

 

ส่วนวาระนโยบายเงินโอนและเงินอุดหนุน พรรคประชาชนสนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าจำเป็นในบางกรณี เช่น การประกันรายได้เกษตรกร

 

อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจไม่เห็นด้วย โดยมองว่าส่งผลเสียระยะยาว ส่วนพรรคเพื่อไทยชูนโยบายลดความยากจนที่ใช้ข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยย้ำความจำเป็นของนโยบาย แต่ต้องจัดสมดุลงบประมาณและลดความซ้ำซ้อนอีกด้วย

 

Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 1Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 2Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 3Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 4Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 5Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 6Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 7Based on the specific rule provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * The verb จัด is followed by เวทีดีเบต (a common noun phrase). * The verb เปิด is followed by มุมมอง (a common noun). * มช. is a proper noun, but it precedes the verb จัด. * ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ is a proper noun (a title), but it follows เวทีดีเบต, not directly the verb จัด. Therefore, strictly applying the given rule, the headline remains unchanged: **เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ** 8

The post เลือกตั้ง 2569 : เศรษฐศาสตร์ มช. จัดเวทีดีเบต ‘ทางเลือกนโยบายเศรษฐกิจ’ เปิดมุมมองพรรคต่อภาษี-สวัสดิการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
lululemon จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก ถึงคราววิกฤต สินค้าราคาสูงลิ่ว ทำลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่ราคาถูกกว่า https://thestandard.co/lululemon-is-in-crisis/ Sat, 14 Sep 2024 02:54:47 +0000 https://thestandard.co/?p=983456

lululemon แบรนด์ชุดออกกำลังกายชื่อดังสัญชาติแคนาดา จากท […]

The post lululemon จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก ถึงคราววิกฤต สินค้าราคาสูงลิ่ว ทำลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่ราคาถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

lululemon แบรนด์ชุดออกกำลังกายชื่อดังสัญชาติแคนาดา จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก วันนี้เจอสารพัดความท้าทาย ทั้งคู่แข่งรุมล้อม สินค้ามีราคาสูง จนลูกค้าบางรายหันไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่มีราคาถูกกว่า ทำให้ยอดขายโตช้ากว่าที่เคยเป็น 

 

หากย้อนไปในปี 2003 ผลประกอบการของ lululemon เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักทุกปี จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเสื้อผ้ากีฬาที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาและแคนาดา กระทั่งไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับความผิดหวัง เมื่อรายได้จากสินค้ากลุ่มผู้หญิงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แม้ว่าไตรมาส 3 สินค้ากลุ่มนี้จะมียอดเติบโตขึ้น 6% แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขสองหลักแบบที่เคยเป็น ซึ่งปัจจุบันสินค้ากลุ่มผู้หญิงคิดเป็น 64% ส่วนสินค้ากลุ่มผู้ชายคิดเป็น 23% ของรายได้รวมทั้งหมด 

 

Calvin McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร lululemon กล่าวในรายงานประจำปีว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทดึงกางเกงเลกกิ้งรุ่นใหม่ออกจากตลาด เนื่องจากได้รับคำวิจารณ์เชิงลบจากลูกค้าบางกลุ่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ยอดขายสินค้ากลุ่มผู้หญิงลดลง แต่เพราะบริษัทไม่ได้ผลิตสินค้าที่มีสีสัน ลวดลาย หรือรูปแบบใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดเลย และเมื่อตัวเลือกลดลง ลูกค้าก็น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ยอดขายลดลงตามไปด้วย

 

“เราหวังว่าหลังจากบริษัทได้ปรับโครงสร้างไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะช่วยทำให้ธุรกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมถึงปรับกระบวนการทำงานทั้งทีมการตลาดและทีมออกแบบสินค้า ตอนนี้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันภายใต้การดูแลของผู้นำคนเดียว จะช่วยให้การสร้างแบรนด์และการวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ทั้งสองทีมจะต่างคนต่างทำ และทำงานส่งต่อกันเป็นหลัก”

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชุดออกกำลังกายแสดงความเห็นว่า สิ่งที่แบรนด์ควรกังวลมากกว่าสิ่งอื่นใดคือการแข่งขันจากแบรนด์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมสูงขึ้น บวกกับพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน เริ่มมีข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายจากภาวะเงินเฟ้อด้วยการหันไปซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลง และด้วยราคาผลิตภัณฑ์ของ lululemon ที่สูงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคบางรายหันไปเลือกซื้อสินค้าลอกเลียนแบบจากผู้ขายอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า แทนที่จะจ่ายเงินเกิน 100 ดอลลาร์เพื่อซื้อสินค้าจาก lululemon

 

โจทย์ใหญ่ของแบรนด์คือแค่การเพิ่มสินค้าใหม่อาจไม่เพียงพอต่อการเติบโต เราเชื่อว่าความท้าทายที่ใหญ่กว่านั้นคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์อย่าง Alo Yoga และ Vuori ซึ่งกำลังขยายส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างรวดเร็ว 

 

ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ต่างๆ เช่น Aerie ของ American Eagle ที่เสนอสินค้าที่มีไซส์หลากหลายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการทำตลาดด้วยการชูรูปร่างที่แตกต่าง แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากรูปร่างผอมเพรียวที่เคยเป็นที่นิยม กลายเป็นการให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของร่างกาย เข้าดึงดูดลูกค้า

 

สอดคล้องกับ Neil Saunders กรรมการผู้จัดการจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล GlobalData ที่กล่าวว่า สินค้าหมวดกีฬาสไตล์ลำลอง (Athleisure) กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น บวกกับภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้น แบรนด์สินค้าต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิม แค่สินค้ามีคุณภาพเท่านั้นไม่พอ ต้องสร้างความแตกต่างด้วย ถึงจะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้

 

สุดท้ายแล้ว lululemon เป็นแบรนด์ที่มีผลงานดีมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเริ่มจางหายไป และความท้าทายเหล่านี้ทำให้บางคนตั้งคำถามว่า แบรนด์นี้ถึงจุดสูงสุดในอเมริกาและแคนาดาหรือยัง

 

อ้างอิง:

The post lululemon จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก ถึงคราววิกฤต สินค้าราคาสูงลิ่ว ทำลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่ราคาถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike พ่ายแพ้เพราะหลงทาง? มุ่งปั้นยอดขายจนสูญเสียจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม แถมอาจโดน HOKA แซง เพราะนักวิ่งเทใจให้รองเท้าใส่สบาย https://thestandard.co/why-did-nike-lose/ Thu, 27 Jun 2024 12:18:04 +0000 https://thestandard.co/?p=950577

บิลล์ โบเวอร์แมน (Bill Bowerman) ครุ่นคิดมานานแล้ว แต่ย […]

The post Nike พ่ายแพ้เพราะหลงทาง? มุ่งปั้นยอดขายจนสูญเสียจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม แถมอาจโดน HOKA แซง เพราะนักวิ่งเทใจให้รองเท้าใส่สบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บิลล์ โบเวอร์แมน (Bill Bowerman) ครุ่นคิดมานานแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกเสียทีว่าจะทำอย่างไรเขาจึงจะสร้างรองเท้าวิ่งที่ทุกคนจะใช้ได้ในหลายสภาพพื้นผิว

 

เพราะย้อนกลับไปในยุค 1970s รองเท้าวิ่งทั้งหมดมีพื้นที่เรียบและราบจนแทบจะติดพื้น ซึ่งไม่ได้เหมาะสำหรับทุกสภาพพื้นผิวนัก โดยเฉพาะเมื่อต้องวิ่งไปบนพื้นที่ลื่นหรือเปียกแฉะจากฝน

 

ในวันหนึ่งระหว่างที่กำลังคิดอยู่ โบเวอร์แมนก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาหลังเห็นแผ่นขนมวาฟเฟิลอบใหม่หอมฉุยออกมาจากเตา

 

บาร์บารา (Barbara) ภรรยาของเขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของโบเวอร์แมนและ Nike แบรนด์กีฬาใหม่ที่กำลังหาทางสร้างชื่อ “ในตอนที่วาฟเฟิลแผ่นหนึ่งออกจากเตา เขาก็พูดขึ้นมาว่า ถ้าเรากลับแผ่นวาฟเฟิลใหม่ให้ผิวของวาฟเฟิลสัมผัสกับพื้นแทน มันน่าจะได้ผลดีนะ”

 

ทันใดนั้นโบเวอร์แมนก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องทดลองของเขา สองมือถือกระปุกเล็กๆ ไปด้วย ก่อนที่จะเทสารอะไรสักอย่างในกระปุกที่คงจะทำให้เกิดสารยูรีเทนลงไปในเตาอบวาฟเฟิล

 

นั่นคือจุดกำเนิดของ ‘Waffle’ นวัตกรรมรองเท้าวิ่งชิ้นโบแดงของ Nike ที่ถูกพัฒนาและวางจำหน่ายในปี 1973 และความคิดสร้างสรรค์นี้ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของบริษัทสินค้ากีฬาที่เริ่มต้นแบบเล็กๆ ก่อนจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกในเวลาต่อมา

 

แต่วันนี้ Nike กลับถูกตั้งคำถามในเรื่องของ ‘นวัตกรรม’ และความคิดสร้างสรรค์เสียเอง และดูเหมือนพวกเขากำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับคู่แข่งอย่าง HOKA

 

เกิดอะไรขึ้นกับปีกแห่งชัยชนะของเทพธิดา และพวกเขาจะหาทางกลับมาได้หรือไม่?

 

นวัตกรรมคือหัวใจ

 

จาก Waffle ชิ้นแรกที่ บิลล์ โบเวอร์แมน อบพื้นรองเท้าออกมาด้วยเตาอบที่บ้านของตัวเอง ความลับของส่วนผสมที่สร้างเทคโนโลยีได้ถูกจดสิทธิบัตรเอาไว้ในบัญชีสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา (United States Patent) เลขที่ 3,793,750

 

ก่อนที่รองเท้า Waffle จะออกวางจำหน่ายในสนนราคา 21.95-24.95 ดอลลาร์ โดยรุ่นแรกส่วนหน้าผ้าทำมาจากไนลอนและใช้คู่สีขาว-แดง แต่รุ่นที่ทำให้ผลงานชิ้นเอกของโบเวอร์แมนดังระเบิดคือคู่สีเหลือง-เขียว ซึ่งเป็นสีประจำของมหาวิทยาลัยออริกอน

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ของ Nike และเป็นจุดเปลี่ยนของโลกนักวิ่งไปด้วย โดยที่เทคโนโลยี Waffle ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นพื้นรองเท้าอีกหลากหลายรูปแบบ แม้แต่รองเท้าของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล

 

ทุ่มเทจิตวิญญาณสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้วยวิธีการคิดนอกกรอบ (Think out of the box) ก่อนนำมาใช้ประยุกต์กับสิ่งต่างๆ กลายเป็น ‘วิถี’ ของ Nike ที่ทำให้พวกเขานำหน้าคู่แข่งเสมอ

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยักษ์ใหญ่จากออริกอนได้สร้างสรรค์อะไรอีกมากมายให้แก่โลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘Air’ ที่ขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรในปี 1979 หรือนวัตกรรมที่ล้ำสมัยสุดๆ อย่าง ‘Flyknit’ ในปี 2012 และล่าสุดอย่าง ‘VaporMax’ ในปี 2017

 

เพียงแต่วันนี้พวกเขาดูเหมือนจะหลงทางในเขาวงกตที่ตัวเองสร้างขึ้น

 

เวลาเปลี่ยน ใจเปลี่ยน

 

ปัญหาของบริษัทระดับยักษ์ใหญ่หลายแห่งคือเมื่อเติบโตขึ้นก็มีโอกาสที่จะสูญเสียแนวทางของตัวเองไป

 

Nike เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เผชิญปัญหานี้เช่นกัน

 

เพราะแม้ว่าตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ทีมวิจัยทั้งที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ในออริกอนและทีมพัฒนาทั่วโลก จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำหน้ามากมาย ซึ่งรวมถึงรองเท้าวิ่งในระดับ ‘Super Shoes’ ที่สร้างปรากฏการณ์ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

 

แต่นวัตกรรมหลายอย่างไม่ได้คิดมาเพื่อกลุ่มลูกค้าทั่วไป โดยนวัตกรรมล้ำๆ ที่โดนใจกลุ่มลูกค้าทั่วไปอันสุดท้ายของ Nike คือ ‘Flyknit’ ที่ใช้เส้นใยมาถักทอทำรองเท้าที่ให้ความกระชับและนุ่มสบายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาร่วมสิบปีแล้ว

 

สิ่งที่ Nike ให้ความสนใจกลับเป็นเรื่องของการรื้อฟื้นความหลังครั้งเก่า ผ่านรองเท้าสนีกเกอร์มากมายหลายรุ่นที่ขายดิบขายดีในอดีตและถูกปัดฝุ่นกลับมาทำใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตระกูล Air Max, Air Force 1 และ Dunk ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

 

ภาพ: Jay L. Clendenin / Los Angeles Times via Getty Images

 

ในขณะที่ยอดขายของรองเท้าเก๋าขึ้นหิ้งเหล่านี้พุ่งทะยาน รองเท้าที่ทีมวิจัยสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่กลับแทบไม่มีใครสนใจเลย เช่น Air Max DN ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นใหม่ที่ทำขึ้นเพื่อร่วมฉลองในวัน ‘3.26’ หรือ ‘Air Max Day’ และเอาเข้าจริงรองเท้ารุ่นนี้ก็เป็นการนำไอเดียเก่ามาเขย่าใหม่เช่นกัน

 

สภาพของ Nike เวลานี้จึงเหมือนนักประดิษฐ์ที่หมดไฟโดยไม่รู้ตัว

 

เรื่องนี้ผู้บริหารอย่าง จอห์น โดนาโฮ (John Donahoe) ซีอีโอของ Nike เองรู้และยืนยันตั้งแต่ปีกลายว่าบริษัทพยายามที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีที่สุดออกมาให้แก่แฟนๆ ของพวกเขา “เรากำลังพุ่งเป้าและจัดการในจุดที่เราจำเป็นจะต้องยกระดับตัวเองขึ้นมา”

 

ปัญหานั้นฝ่ายบริหารของ Nike มองว่ามาจากเรื่องของ ‘New Normal’ ที่พนักงานเริ่มทำงานจากที่บ้านในช่วงโควิดจนสูญเสียแนวทางไป แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าแท้จริงแล้วเป็นนโยบายเบื้องต้นที่เห็นตัวเลขจากยอดขายรองเท้าที่ขายดีอยู่แล้วมากกว่าการสร้างสรรค์หรือโปรโมตสิ่งใหม่ๆ ไม่นับเรื่องของการตลาดที่ล้มเหลว

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือไม่ใช่แค่พวกเขาเองที่เปลี่ยนไป

 

ลูกค้าเองก็เปลี่ยนใจเป็นเหมือนกัน

 

บินไปเลย HOKA!

 

“รองเท้านี้มันใส่สบายมาก ผมคิดว่าผมคงไม่น่าจะต้องผ่าเข่าแล้วในตอนที่อายุมากกว่านี้” เสียงสะท้อนจาก เดล ชาฟเฟอร์ (Del Shaffer) คุณพ่อคนหนึ่งที่เคยเป็นสาวกรองเท้าวิ่งของ Nike มาตลอด แต่เปลี่ยนจาก ‘Free RN Flyknit’ มาใส่รองเท้าของ HOKA เมื่อไม่นานมานี้ และตกหลุมรักเข้าอย่างจัง

 

เหตุผลง่ายๆ คือเขาชอบวิ่งหลังจากส่งลูกไปโรงเรียน และรองเท้า ‘HOKA Mach 4’ เป็นรองเท้าที่วัสดุและการออกแบบดีกว่าของ Nike ใส่สบายกว่า เป็นมิตรกับข้อและเข่ามากกว่า

 

ชาฟเฟอร์ไม่ได้เป็นคนเดียวที่คิดแบบนี้ เพราะมีคนรักการวิ่งอีกจำนวนมากทั่วโลกที่เริ่มปันใจจากรองเท้าของ Nike มาใส่ HOAK แทน ซึ่งมันสะท้อนผ่านยอดขายของแบรนด์รองเท้าที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2009 และเริ่มเขย่าบัลลังก์ของเจ้าพ่อวงการเดิมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

 

HOKA เป็นภาษาเมารีแปลว่า ‘To Fly’ ก่อตั้งโดย นิโคลัส เมอร์มูด (Nicolas Mermoud) และ ฌอง-ลุค ดิอาร์ด (Jean-Luc Diard) อดีตพนักงานของแบรนด์รองเท้า Salomon ที่มองเห็นโจทย์ในการสร้างรองเท้าสำหรับนักวิ่งสายลุยระดับอัลตรามาราธอนที่จะสามารถวิ่งลงเขาได้ไวขึ้น โดยที่มีส่วน Outsole หรือพื้นรองเท้าที่ใหญ่กว่าปกติ เพื่อให้ความรู้สึกสบายในการสวมใส่มากกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไปในสมัยนั้น

 

ปรากฏว่าผลงานของพวกเขาไม่เพียงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักวิ่งอัลตรามาราธอน แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างยังดังไปถึงกลุ่มนักวิ่งทั่วไปที่มีความคับข้องใจกับรองเท้าวิ่งที่สวมใส่ไม่สบายนัก และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตกหลุมรักรองเท้าของ HOKA ได้ไม่ยาก และเริ่มมีการพัฒนารองเท้าวิ่งสำหรับคนธรรมดาๆ ออกมาหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันออกไป

 

ภาพ: Han Myung-Gu / WireImage

 

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ HOKA ถูกซื้อโดย Deckers Brands ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UGG และ Teva ในปี 2013 ทว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของแต่หัวใจของพวกเขายังคงเหมือนเดิม

 

“นวัตกรรมเป็นสิ่งที่แบรนด์ HOKA ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก”

 

เดฟ พาวเวอร์ส (Dave Powers) ซีอีโอแห่ง Deckers กล่าวถึงหัวใจในการทำงานของ HOKA ซึ่งเคยเป็นหัวใจในการทำงานของ Nike มาก่อนเหมือนกัน

 

นอกจากนี้ HOKA ยังมาพร้อมกับกลยุทธ์อีกมากมาย ทั้งการเจาะตลาดและสร้าง Brand Loyalty, การแข่งขันทางด้านราคาและการกำหนดราคา, การใช้ Endorsement ผ่าน Influencer นักกีฬาที่ลงแข่งขันในรายการใหญ่ ทำให้เพิ่ม Visibility และ Credibility ของแบรนด์

 

ไปจนถึงการคว้ารางวัลมากมายในการประกวดภายในอุตสาหกรรมรองเท้าวิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมของรองเท้าพวกเขา

 

รางวัลตอบแทนของความตั้งใจสำหรับ HOKA คือยอดขายสุทธิของ HOKA ในปีงบประมาณ 2024 เพิ่มขึ้น 27.9% เป็น 1.807 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.413 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.16 หมื่นล้านบาท) ในปี 2023 

 

ซึ่งได้รับแรงหนุนจากรองเท้าวิ่งบนถนนยอดนิยม เช่น Clifton และ Bondi รองเท้าวิ่งสายซัพพอร์ต เช่น Arahi และ Gaviota รองเท้าวิ่งเทรล เช่น Speedgoat, Challenger และ Stinson รวมถึงรองเท้าไลฟ์สไตล์ที่เน้นประสิทธิภาพ เช่น Transport, Solimar และ Kawana

 

เป็นการเติบโตที่น่าจับตามองสำหรับคนทั่วไป และถูกจ้องตาเขม็งจากยักษ์ใหญ่ผู้ถูกท้าทายอย่าง Nike

 

 

ปีกของเทพธิดา

 

Nike นั้นคือชื่อของเทพีบุคลาธิษฐานแห่งชัยชนะ และสัญลักษณ์ ‘Swoosh’ ของพวกเขาคือปีกของเทพีไนกีนั่นเอง เพียงแต่ในวันนี้ดูคล้ายเทพีกำลังจะพ่ายแพ้และปีกกำลังจะหักเสียแล้ว

 

คำถามคือ Nike กำลังจะแพ้จริงไหม และการแพ้ครั้งนี้คือการพ่าย ‘สงคราม’ หรือแพ้ ‘ภัย’ ตัวเอง

 

ในภาพรวมแล้วตามรายงานจาก Forbes พวกเขายังคงครองความเป็นหนึ่งในการจำหน่ายรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา โดยในปี 2023 ทำรายได้ 4.87 หมื่นล้านดอลลาร์

 

แต่มีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นยอดขายรองเท้าในอเมริกาเหนือที่ลดลง 2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการขึ้นราคารองเท้าที่ทำให้ยอดตกลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์

 

หรือล่าสุดกับความกังวลของนักลงทุนในเรื่องความล้าหลังของนวัตกรรมรองเท้าที่คู่แข่งอย่าง HOKA หรือ On Running เริ่มมาแรงจนแซงหน้าคว้าใจของนักวิ่งคนรุ่นใหม่

 

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าที่พวกเขาคิดมากกว่าแค่จะโทษเรื่องของการที่พนักงานทำงานจากที่บ้านในช่วงเวลา 18 เดือนนับตั้งแต่โควิดเริ่มระบาด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเป็นบริษัทแรกๆ ด้วยซ้ำที่เรียกให้พนักงานกลับมาทำงานในสำนักงานอีกครั้ง

 

สิ่งที่เป็นปัญหาที่แท้จริงของ Nike เกิดจากการสูญเสียคนทำงานที่มีฝีมือไปมากมายในช่วงที่ผ่านมา การตัดสินใจที่ผิดพลาดในนโยบาย Direct to Consumers และเปลี่ยนเป้าของการขายโดยยึดเข้ากับเป้าทางการเงิน ซึ่งกลายเป็นการขัดต่อหลักการของบริษัท

 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาต้องจัดการแก้ไข ตั้งแต่วิธีคิด นโยบาย ไปจนถึงเรื่องของกลยุทธ์ที่ระยะหลังให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มอย่างโซเชียลมีเดียมากเกินไป

 

ในอดีต Nike ทำโฆษณาที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ยุคสมัยได้เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่มีแบรนด์ไหนทำได้ และเป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะกลับมาทำให้ได้อีกครั้ง มากกว่าจะไปสนใจกับการทำวิดีโอบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ต่อสังคมได้มากเท่า

 

ด้วยศักยภาพและความยิ่งใหญ่แล้ว Nike ดีพอที่จะหาหนทางกลับมาเอาชนะคู่แข่งอย่าง HOKA หรือแม้แต่ On และแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างไม่ยากนักด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดและพลังอำนาจในมือ

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการกลับไปเป็น Nike เหมือนวันเก่าที่ บิลล์ โบเวอร์แมน คิดค้นพื้นรองเท้าจากเตาอบขนมวาฟเฟิลให้ได้อีกครั้ง

 

ภาพปก: Ethan Swope / Getty Images

ภาพประกอบ: Trong Nguyen, Real Sports Photos, J2XZ13, artyaroslav / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Nike พ่ายแพ้เพราะหลงทาง? มุ่งปั้นยอดขายจนสูญเสียจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม แถมอาจโดน HOKA แซง เพราะนักวิ่งเทใจให้รองเท้าใส่สบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมองผู้บริหารธุรกิจรายใหญ่ ปี 2024 กังวลเศรษฐกิจ-คนไม่มีกำลังซื้อ จับตาเงินดิจิทัล 10,000 บาท ช่วยกระตุ้นครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/executive-view-2024/ Thu, 04 Jan 2024 04:34:34 +0000 https://thestandard.co/?p=884205

เปิดศักราชใหม่ปี 2024 บรรดาธุรกิจทั้งรายเล็กรายใหญ่ยังต […]

The post เปิดมุมมองผู้บริหารธุรกิจรายใหญ่ ปี 2024 กังวลเศรษฐกิจ-คนไม่มีกำลังซื้อ จับตาเงินดิจิทัล 10,000 บาท ช่วยกระตุ้นครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดศักราชใหม่ปี 2024 บรรดาธุรกิจทั้งรายเล็กรายใหญ่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัว แน่นอนว่าทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะเงินดิจิทัลที่คาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายมากขึ้น 

 

จับตานโยบายภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-กำลังซื้อ 

 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กำลังซื้อลดลงอยู่แล้ว แต่ต้องรอดูความเคลื่อนไหวของรัฐบาลว่าจะมีการอัดงบประมาณเข้าไปกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในรูปแบบไหน โดยเฉพาะนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะสามารถช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้มากหรือน้อย รวมถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งในแง่ของธุรกิจเราต้องวางแผนรับมือพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์

 

อีกปัจจัยที่น่ากังวลคือปัจจัยภายนอก ทั้งสงครามอิสราเอล-ฮามาส ความยืดเยื้อของรัสเซียและยูเครน ทำให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบ ในส่วนของโรงงานมาม่า เราได้ซื้อแป้งสาลีและน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ไปจนถึงกลางปีแล้ว

 

ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังต้องรอดูสถานการณ์ต้นทุนอีกครั้ง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท ปี 2024 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% ถือว่ากลับมาเติบโตในภาวะปกติ เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีความผันผวน ทั้งเรื่องการปรับราคาและมีน้ำท่วม ขณะที่ยอดขายก็จะเติบโตเช่นกัน และจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว 

 

ดังนั้นจะได้เห็นสินค้าออกมาจัดโปรโมชันและแคมเปญใหม่ๆ ก็จะเป็นจังหวะที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ส่วน ‘มาม่า’ในช่วงต้นปี เตรียมเปิดตัวรสชาติใหม่ๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 3-4 รสชาติ เพื่อกระตุ้นและสร้างสีสันในตลาด 

 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’

 

หันโฟกัสตลาดแมส รับมือกำลังซื้อซบเซา

 

เช่นเดียวกับ วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ต่อไปว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว หลักๆ น่าจะมาจากรัฐบาลยังไม่มีงบเข้ามาในระบบ ถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมายังพอมีเม็ดเงินจากรัฐบาลเข้าช่วยหนุนการจับจ่าย

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้คนที่เสพสื่อจากช่องทางโซเชียลมีเดีย ทุกคนก็จะมีมุมมองว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่ดี แล้วก็มาระมัดระวังการใช้เงิน โดยเฉพาะคนรากหญ้าในต่างจังหวัด เมื่อก่อนจะรอเงินจากรัฐบาล พอไม่ได้ก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย และที่เห็นได้ชัดคือหลายคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งจะออกมาในรูปแบบไหนก็ต้องรอดูฝั่งรัฐบาล

 

วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP

 

สำหรับศรีนานาพรมีการปรับแผนธุรกิจค่อนข้างมาก ก่อนหน้านี้เน้นจับกลุ่มแมสพรีเมียม แต่เมื่อเราเห็นทิศทางกำลังซื้อแล้ว ในปี 2024 จะเริ่มมาโฟกัสเพิ่มไลน์สินค้าทั้งแบรนด์เจเล่ บิวตี้, เบนโตะ และโลตัส ขาไก่ ไปในตลาดแมสมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงที่มีอยู่รอบด้าน 

 

การแข่งขันดุเดือดขึ้น โดยเฉพาะการอัดโปรโมชันลดแลกแจกแถม

 

เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

ด้าน เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินถึงภาพตลาดค้าปลีกในไทย มีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นเล็กน้อยจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อ อย่างมาตรการ Easy e-Receipt ที่รัฐบาลสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ

 

ถึงกระนั้นการแข่งขันจะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการจัดแคมเปญ โปรโมชันลดแลกแจกแถม โดยแม็คกรุ๊ปในปี 2024 เตรียมเสนอคอลเล็กชันใหม่ๆ ทั้งกางเกงยีนส์และสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น และอีกหนึ่งปัจจัยที่ธุรกิจต้องจับตาดูคือเรื่องทุนที่สูงขึ้นจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเป็นการท้าทายความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจค้าปลีก

 

ขณะเดียวกัน รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด แสดงความเห็นเรื่องนี้กับ THE STANDARD WEALTH ว่า การใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าความงามเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าการแข่งขันค่อนข้างสูงและรุนแรง ทั้งจากแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งศรีจันทร์เรามองทั้งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการทำแบรนด์ดิ้งมีความสำคัญมาก

 

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด

 

ไม่เว้นแม้แต่การบริหารจัดการต้นทุน ตั้งแต่โควิดเราเริ่มเห็นว่าต้นทุนสินค้ามันมีความเปราะบางมาก ซึ่งทำให้การบริหารจัดการต้นทุนยากขึ้น เนื่องจากสินค้าหลายอย่างไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ เพราะฉะนั้นจะทำให้กำไรลดลง

 

และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง ESG ที่ผ่านมาอยู่ในโหมดการขอความร่วมมือ แต่ตอนนี้จะมีกฎหมายเข้ามาเป็นแรงส่งให้ทุกธุรกิจต้องปรับโมเดลให้สอดคล้องกับ ESG ซึ่งจะกลายเป็น Agenda ใหญ่ที่สุด 

 

ร้านอาหารเร่งโกยยอดขายในไตรมาส 1 ให้ได้มากที่สุด 

 

เช่นเดียวกับ นงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า ภาพรวมของปี 2024 ธุรกิจและนักการตลาดจะต้องมีความระมัดระวัง ทั้งการตั้งงบประมาณ และในส่วนของการดูแลบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงเรื่องการสร้างผลกำไร ทั้งหมดต้องบาลานซ์ยอดขายและยอดค่าใช้จ่ายให้ดี 

 

นงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

อีกทั้งในไตรมาส 1 ของทุกๆ ปี เป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว และเป็นโอกาสให้แบรนด์ร้านอาหารที่เน้นจับลูกค้าต่างชาติพยายามสร้างยอดขายให้ได้มากที่สุด 

 

ส่วนในครึ่งปีหลังจะต้องมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ส่วนเดอะ คอฟฟี่ คลับ เราตั้งเป้าไว้ค่อนข้างสูง ซึ่งยอดขายในบางสาขาไม่เท่ากัน แต่เมื่อเฉลี่ยกันแล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้ตั้งเป้าการเติบโตสูงๆ เหมือนแต่ก่อน 

 

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า กำลังซื้อในประเทศจะค่อนข้างทรงและซึม ทั้งปัจจัยหนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัวเช่นกัน ไม่ว่าจะประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกา และสงครามต่างๆ ที่จะกระทบการส่งออกของไทย 

 

สะท้อนให้เห็นว่าหลายคนจะแบกภาระเพิ่มขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายเท่าเดิม ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ในช่วงที่ลูกค้ากำลังซื้อลดลงก็ต้องปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างหรือจุดจดจำให้กับผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่ามากขึ้น 

 

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด

 

มอง 2 ปัจจัยที่อาจพลิกเกมการทำตลาด 

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI GROUP ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการประเมินกับคู่ค้าและนักการตลาด ผู้ประกอบการ ต้องยอมรับว่าปี 2024 ไม่ได้เป็นปีที่สดใส มีความต่อเนื่องจากปัจจัยลบที่ทับถมมาจากปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังซื้อที่หดตัวลง เพราะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ไม่สามารถมีเงินทุนมาจับจ่ายใช้สอย

 

หากย้อนไปในไตรมาส 3-4 บรรยากาศการจับจ่ายดูเงียบกว่าที่ควรจะเป็น ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ปัจจัยเหล่านี้จะยังคงอยู่ แต่ปัจจัยบวกที่อาจส่งผลได้ดีและอาจจะพลิกเกมเราได้ในปีนี้มี 2 เรื่องหลักๆ

 

  1. เรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท ถ้าผ่านมาใช้ในช่วงกลางปี จะเป็นตัวแปรให้ความคึกคักของเศรษฐกิจกลับมาได้ และนักการตลาดอาจจะเปลี่ยนเกมวางงบทำการตลาดเพื่อรองรับความคึกคัก ในเชิงผู้ประกอบการเรามองว่าปัจจัยนี้ยังพอลุ้นได้ 

 

  1. การกลับมาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการท่องเที่ยว โดยภาพรวมจะดีขึ้น

 

ทั้งนี้ นัยการซื้อขายของค้าปลีกจะมีการเปลี่ยนแปลง เราจะเห็นแบรนด์ดังทำการตลาดหนักหน่วงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI GROUP

The post เปิดมุมมองผู้บริหารธุรกิจรายใหญ่ ปี 2024 กังวลเศรษฐกิจ-คนไม่มีกำลังซื้อ จับตาเงินดิจิทัล 10,000 บาท ช่วยกระตุ้นครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TMA ดึงรัฐ-เอกชน ร่วมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมเชิญอดีตประธานาธิบดีเอสโตเนีย และผู้เชี่ยวชาญภูมิรัฐศาสตร์โลกขึ้นเวทีเสวนา 15-16 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/thailand-competitiveness-conference-2023/ Thu, 09 Nov 2023 11:31:10 +0000 https://thestandard.co/?p=864142

TMA ดึงภาครัฐ-เอกชนร่วมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน พ […]

The post TMA ดึงรัฐ-เอกชน ร่วมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมเชิญอดีตประธานาธิบดีเอสโตเนีย และผู้เชี่ยวชาญภูมิรัฐศาสตร์โลกขึ้นเวทีเสวนา 15-16 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

TMA ดึงภาครัฐ-เอกชนร่วมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมเชิญอดีตประธานาธิบดีเอสโตเนีย และผู้เชี่ยวชาญภูมิรัฐศาสตร์โลก บรรยายในงาน Thailand Competitiveness Conference 2023 วันที่ 15-16 พฤศจิกายนนี้ 

 

ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมายังไม่ได้ขยับไปจากเดิมมากนัก และยังคงปรับตัวขึ้นลงตามปัจจัยและวิกฤตต่างๆ โดยอยู่ในอันดับ 25-35 และล่าสุดอยู่ที่อันดับ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก การจะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้า และที่สำคัญสามารถรับมือกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีการผันผวนอย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน   

 

ในวาระครบรอบ 15 ปีของการขับเคลื่อนการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศผ่านโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program ในปีนี้ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เตรียมเปิดเวที Thailand Competitiveness Conference 2023 ภายใต้หัวข้อ Building a Future-Proof Nation ดึงภาครัฐ เอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากในประเทศและต่างประเทศ มาแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ นำไปสู่การประสานความร่วมมือให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2566 ที่โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ  

 

กิจกรรมไฮไลต์ของงานในวันแรกคือ การบรรยายเรื่อง ‘Estonia: Building the Country from Scratch’ โดย ฯพณฯ เคอร์สตี้ คัลยูไลด์ (H.E. Kersti Kaljulaid) อดีตประธานาธิบดีประเทศเอสโตเนีย ซึ่งพัฒนาจากประเทศที่แยกตัวเป็นอิสระจากรัสเซีย จนกลายเป็นประเทศดิจิทัลชั้นนำของโลกในปัจจุบัน รวมถึงการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น ‘Building a Future-Proof Country’ โดย ฯพณฯ เคอร์สตี้ คัลยูไลด์ (H.E. Kersti Kaljulaid) ร่วมกับ กานต์ ตระกูลฮุน ประธานคณะกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการอภิปรายโดย Mr. Vincent Chin กรรมการผู้จัดการ และพันธมิตรอาวุโสรองประธานกลุ่มภาครัฐ จาก Boston Consulting Group Singapore

 

และการอภิปราย ‘The Future of Government: Transformation Needed’ โดยผู้บริหารองค์กรชั้นนำจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย, อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ  

 

ส่วนไฮไลต์ของงานในวันที่สองคือ การบรรยายเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์โลกในหัวข้อ ‘What’s Next on Geopolitics’ โดย ศ.คีชอร์ มาห์บูบานี (Professor Kishore Mahbubani) ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านภูมิศาสตร์การเมือง จากสถาบันวิจัยเอเชีย (Asia Research Institute) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จะมาไขอนาคตของ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ระดับโลก ที่จะส่งผลแนวกว้างและลึกทั้งต่อการดำเนินนโยบายระดับประเทศและการดำเนินธุรกิจ และการบรรยายเรื่อง ‘Building a Foundation for Exponential Growth’ โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) 

 

นอกจากนี้ ในวันที่สองยังมีการอภิปรายในอีก 2 หัวข้อ คือ ‘Driving Growth in the Next Decade’ การแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในอนาคต โดยผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ได้แก่ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี, ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และหัวข้อ ‘Stakeholders Listening: Supporting the Growth’ การร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงหาโอกาสจากความท้าทายที่เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยผู้บริหารองค์กรชั้นนำ เช่น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ SCG Digital 

 

ทั้งนี้ ในกิจกรรมทั้งสองวันจะมีการนำเสนอถึงประเด็นสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมให้ไทยเป็น Future-Proof Nation จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนากำลังคนให้มีทักษะแห่งอนาคต การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูง เป็นต้น 

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ http://bit.ly/49fgJqZ

The post TMA ดึงรัฐ-เอกชน ร่วมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมเชิญอดีตประธานาธิบดีเอสโตเนีย และผู้เชี่ยวชาญภูมิรัฐศาสตร์โลกขึ้นเวทีเสวนา 15-16 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุใดหน่วยงานฝรั่งเศสถึงนั่งไม่ติดจนต้องเร่งเข้าตรวจสอบผู้ผลิตการ์ดจออย่างกะทันหัน? https://thestandard.co/check-the-graphics-card-manufacturer/ Sun, 01 Oct 2023 06:07:57 +0000 https://thestandard.co/?p=848894 NVIDIA

Reuters รายงานว่า หน่วยงานส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจขอ […]

The post เหตุใดหน่วยงานฝรั่งเศสถึงนั่งไม่ติดจนต้องเร่งเข้าตรวจสอบผู้ผลิตการ์ดจออย่างกะทันหัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
NVIDIA

Reuters รายงานว่า หน่วยงานส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจของฝรั่งเศส (FCA) ได้บุกเข้าตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีเจ้าหนึ่งอย่างกะทันหัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทนี้จะเป็นผู้ผลิตการ์ดจอ (Graphics Processing Units: GPUs) รายใหญ่ของโลกอย่าง NVIDIA 

 

โดยการกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจากผู้กำกับดูแลในยุโรปที่กังวลต่ออิทธิพลและอำนาจของบริษัทบิ๊กเทคที่อาจมีมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อการแข่งขันในตลาดอย่างยุติธรรม

 

ธุรกิจ AI แทบทุกสายต้องมุ่งมาพึ่ง NVIDIA

 

บริษัท NVIDIA เป็นผู้ผลิตการ์ดจอหรือชิป GPU ที่ถูกใช้งานเพื่อการประมวลผลที่รวดเร็วกว่า ด้วยวิธีการแบ่งงานให้กับคอมพิวเตอร์เป็นส่วนเล็กๆ และประมวลผล ทำให้การทำงานเป็นไปได้รวดเร็วมากกว่า

 

ชิปการ์ดจอเหล่านี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การทำกราฟิก จัดเก็บข้อมูล การผลิตเกม หรือแม้กระทั่งนักขุดบิทคอยน์ เพื่อให้กระบวนการปิดบัญชีธุรกรรมสามารถประมวลผลได้รวดเร็ว เพิ่มแนวโน้มที่นักขุดจะได้รางวัลเป็นบิทคอยน์ใหม่จากการที่สามารถปิดบัญชีได้สำเร็จก่อนคนอื่น

 

จากความต้องการของตลาดในหลากหลายอุตสาหกรรม NVIDIA มีส่วนแบ่งตลาด 84% นำโด่งคู่แข่งอย่าง Intel และ AMD หรือแทบพูดได้ว่า NVIDIA นั้นผูกขาดตลาดไปแล้ว ระบบประมวลผลแทบทั้งหมดที่ทำให้บริการอย่าง ChatGPT สามารถทำงานได้นั้นใช้การ์ดจอของ NVIDIA จึงเป็นสาเหตุที่บริษัทถูกหมายตาโดยหน่วยงานรัฐที่ต้องการจะตรวจสอบ

 

แม้ราคาเริ่มต้นของการ์ดจอจะอยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ตัวที่บริษัทพัฒนา AI ต้องการนั้นอาจมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ และการ์ดจอรุ่นที่มีระบบปฏิบัติการ AI แบบเฉพาะของ NVIDIA อย่างเช่น DGX A100 มีราคาเริ่มต้นที่ 199,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับรถ Tesla Model 3s ถึง 4 คันเลยทีเดียว

 

Larry Ellison ซีอีโอของ Oracle บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูลระดับโลกกล่าวว่า ธุรกิจของเขาได้ทุ่มเทเงินนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการลงทุนซื้อการ์ดจอของ NVIDIA

 

NVIDIA ไม่ใช่บริษัทเทคผู้เดียวที่โดนตรวจสอบ

 

เมื่อต้นปีนี้ FCA ได้ออกรายงานเกี่ยวกับสถานะการแข่งขันของอุตสาหกรรมคลาวด์ เพื่อดูว่าความเป็นเจ้าตลาดของ Amazon, Google และ Microsoft มีผลกระทบขนาดไหนต่อการแข่งขัน โดย FCA ชี้ว่าการมาถึงของความสามารถในการประมวลผลด้านภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) และเกมออนไลน์ที่อยู่บนคลาวด์จะกระทบต่อการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน

 

NVIDIA มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และคลาวด์อย่างมาก หากสตาร์ทอัพสักรายอยากจะสร้างบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน AI พวกเขาก็จำเป็นต้องพึ่งพาการ์ดจอของ NVIDIA ทำให้ FCA ต้องเข้าไปยึดครองธุรกิจแบบฉับพลันตามคำอนุญาตของผู้พิพากษา เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทใช้วิธีการดำเนินธุรกิจแบบผูกขาดหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนยังคงดำเนินอยู่ก่อนที่จะฟันธงข้อสรุปได้

 

อย่างไรก็ตาม การเข้ายึดครองนี้น่าจะถูกตอบโต้โดยการฟ้องกลับต่อศาลจากผู้ที่โดนบุกรุก (NVIDIA) ซึ่งตามกระบวนกฎหมายของฝรั่งเศสแล้ว สองกรณีนี้จะเป็นการพิจารณาคดีแยกกันระหว่างกรณีการบุกเข้าตรวจสอบของ FCA ในครั้งแรก และการฟ้องกลับของ NVIDIA หลังจากที่การบุกรุกได้เกิดขึ้นแล้ว

 

หากศาลตัดสินว่าการเข้าตรวจสอบของ FCA เป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล ก็จะกระทบต่อการเดินหน้าสืบสวนต่อไปในอนาคต ตามมุมมองของ Charlotte Colin-Dubuisson นักกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการผูกขาดและการลงทุนต่างประเทศแห่งบริษัท Linklaters

 

หน่วยงานในฝรั่งเศสเคยตรวจสอบบริษัทบิ๊กเทคอื่นๆ เช่นกันในอดีต โดยเมื่อปี 2021 Google ถูกปรับในข้อหาละเมิดกฎหมายการแข่งขันในยุโรป

 

ปัจจุบัน FCA กำลังดำเนินการตรวจสอบในอุตสาหกรรมคลาวด์เพื่อให้เข้าใจว่าผู้เล่นรายอื่นๆ ถูกกระทบในด้านความสามารถทางการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่มากน้อยขนาดไหน โดย FCA มีเครื่องมือทางกฎหมายในการปกป้องธุรกิจจากการโดนเอาเปรียบโดยเจ้าตลาดที่ใช้อำนาจควบคุมและเป็นที่พึ่งพิงมากเกินไป เพื่อให้การแข่งขันในตลาดเป็นไปอย่างเท่าเทียมมากขึ้นแต่ NVIDIA และ FCA ยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม

 

ภาพ: Justin Sullivan

อ้างอิง:

The post เหตุใดหน่วยงานฝรั่งเศสถึงนั่งไม่ติดจนต้องเร่งเข้าตรวจสอบผู้ผลิตการ์ดจออย่างกะทันหัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบรนด์ญี่ปุ่นสู้แบรนด์จีนไม่ไหว! Mitsubishi Motors ตัดสินใจปิดโรงงานและถอนตัวจากการผลิตรถยนต์ในแดนมังกร https://thestandard.co/mitsubishi-motors-withdraws-from-china/ Wed, 27 Sep 2023 13:12:35 +0000 https://thestandard.co/?p=847200 Mitsubishi Motors

Nikkei Asia รายงานว่า Mitsubishi Motors ตัดสินใจถอนตัวจ […]

The post แบรนด์ญี่ปุ่นสู้แบรนด์จีนไม่ไหว! Mitsubishi Motors ตัดสินใจปิดโรงงานและถอนตัวจากการผลิตรถยนต์ในแดนมังกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mitsubishi Motors

Nikkei Asia รายงานว่า Mitsubishi Motors ตัดสินใจถอนตัวจากการผลิตรถยนต์ในจีน ได้เริ่มการเจรจาขั้นสุดท้ายกับ Guangzhou Automobile Group (GAC) ของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่ Mitsubishi ร่วมทุนด้วย

 

โฆษกของ Mitsubishi Motors บอกกับ Bloomberg News ว่าบริษัทกำลัง ‘หารือเกี่ยวกับแผนการในอนาคตในหมู่ผู้ถือหุ้น และยังไม่มีการสรุปขั้นสุดท้าย’

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

บริษัทร่วมทุน GAC Mitsubishi Motors Co. มีโรงงานในมณฑลหูหนานทางตอนใต้ของจีน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Mitsubishi Motors ระบุว่าได้ระงับธุรกิจในจีนอย่างไม่มีกำหนด และเตรียมเลิกจ้างพนักงาน

 

ความปั่นป่วนของ Mitsubishi ในประเทศจีนสะท้อนถึงการต่อสู้ของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่น ซึ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าได้ช้า และสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งรายใหม่ เช่น Tesla และ BYD รวมถึงผู้ผลิตในจีน เช่น Nio Inc. และ Xpeng Inc.

 

ยอดขายของ Honda Motor และ Nissan Motor ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลดลงมาอย่างน้อย 2 ปีแล้ว ส่วนการส่งมอบของ Toyota Motor ในปีที่แล้วลดลงเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

 

ในปี 2022 ยอดขายของ Mitsubishi อยู่ที่ 38,550 คันในจีน ลดลงประมาณ 60% จากปีก่อนหน้า แม้จะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Airtrek เพื่อต้านกระแสแต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะขายได้เพียง 515 คันเท่านั้น

 

จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2022 เพิ่มขึ้น 80% เป็น 5.36 ล้านคัน คิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในประเทศ ขณะที่จากข้อมูลของบริษัทวิจัย MarkLines ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในจีนในปี 2022 มีจำนวน 23.56 ล้านคัน โดยแบรนด์จีนคิดเป็น 50.7% ของยอดขายดังกล่าว ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า 5.2% ขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นมีสัดส่วน 18.3% ลดลง 2.8%

 

ไม่ได้มีแค่ Mitsubishi เท่านั้น มาโกโตะ อูชิดะ ประธานและซีอีโอของ Nissan Motor กล่าวถึงสภาวะตลาดเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “เราไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถทำกำไรได้ เนื่องจากการลดราคาที่หนักมาก” เขากล่าว “เรากำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ ของเรา รวมถึงการทบทวนกลยุทธ์ของเรา เช่น การร่วมทุนในจีน”

 

รายงานระบุว่า เมื่อถอนตัวออกจากจีน Mitsubishi จะทุ่มเททรัพยากรให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของยอดขายรวมของ Mitsubishi

 

อ้างอิง:

The post แบรนด์ญี่ปุ่นสู้แบรนด์จีนไม่ไหว! Mitsubishi Motors ตัดสินใจปิดโรงงานและถอนตัวจากการผลิตรถยนต์ในแดนมังกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้าซื้อไม่ได้ เราก็ทำเองซะเลยสิ! มองทิศทางการเปลี่ยนแปลงของ Facebook-Instagram และสงครามศึกชิงเจ้ายุทธภพกับ TikTok https://thestandard.co/facebook-ig-change-direction/ Thu, 11 Aug 2022 09:09:42 +0000 https://thestandard.co/?p=666053 Facebook-Instagram

“เรากำลังเผชิญหน้ากับระดับการแข่งขันที่ไม่เคยพบเจอมาก่อ […]

The post ถ้าซื้อไม่ได้ เราก็ทำเองซะเลยสิ! มองทิศทางการเปลี่ยนแปลงของ Facebook-Instagram และสงครามศึกชิงเจ้ายุทธภพกับ TikTok appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook-Instagram

“เรากำลังเผชิญหน้ากับระดับการแข่งขันที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ผู้คนมีทางเลือกมากมายว่าอยากจะใช้เวลาของพวกเขาอย่างไร และแอปพลิเคชัน TikTok เป็นแอปที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก” 

 

จากรายงานของ Bloomberg นี่คือสิ่งที่ Mark Zuckerberg ผู้เป็นซีอีโอของบริษัท Meta กล่าวกับพนักงานอย่างจริงจังขึงขังผ่านการประชุมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่าตอนนี้บัลลังก์ของ Social Media อย่าง Facebook และ Instagram กำลังสั่นคลอนด้วยแอปหน้าใหม่มาแรงอย่าง TikTok ที่ทวีคูณจำนวนผู้ใช้อย่างรวดเร็วหลายเท่าตัว 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

ทางออกของ Mark คือ ปรัชญาแบบ ‘ขอซื้อก่อน ถ้าซื้อไม่ได้ เราก็ทำของเราเองซะเลยสิ’ และคำตอบของปรัชญานั้นในช่วงเวลานี้คือการปรับอัลกอริทึมของ Facebook และ Instagram ให้มีความคล้ายคลึงกับ TikTok มากขึ้น 

 

ถ้าซื้อไม่ได้ก็ ‘สร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ’ โดยได้รับ ‘แรงบันดาลใจ’ จากแพลตฟอร์มอื่น

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนี้ หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของ Facebook หรือบริษัท Meta ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจเล็กๆ ที่แค่จะสร้างหนังสือรุ่นของเด็กมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคนหนึ่ง นำไปสู่หนึ่งในแพลตฟอร์ม Social Media ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

 

เราจะพบว่าการเติบโตของ Facebook อย่างก้าวกระโดดนั้น นอกจากการพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลาแล้ว จะเห็นเค้าลางของการดำเนินการโดยมีลักษณะเป็นกิจการควบรวม (Merger) อยู่

 

หรือกล่าวคือ การเจอคู่แข่งที่น่าสนใจนำไปสู่การติดต่อเจรจาซื้อกิจการมูลค่าหลายพันล้าน (ที่เป็นการตัดคู่แข่งไปด้วยในตัว) นำไปสู่การสร้างเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กในเครือตัวเองอย่าง Facebook, Instagram และ WhatsApp 

 

Facebook-Instagram

 

แต่หากไม่สำเร็จ จะตามมาด้วยคำว่า ‘ได้’ ภายในใจของ Mark จากนั้นเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหนึ่งในโซลเชียลมีเดียเหล่านี้ไปในทิศทางที่ละม้ายคล้ายคลึงกับกิจการที่ปฏิเสธจะขายให้กับเขา ที่ขอนิยามว่าเป็นการ ‘สร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ’ โดยได้รับ ‘แรงบันดาลใจ’ มาจากแพลตฟอร์มอื่นแทน 

 

การปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นกับทั้งสองแพลตฟอร์มอยู่ตลอดเวลา และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถอารยะขัดขืนได้ เพราะทุกบัญชีผู้ใช้ในโลก Social Media นั้นเหมือน ‘เช่าเขาอยู่’ ตามที่อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับชีวิตคนและโลกใบนี้ เพียงแต่แตกต่างก็ตรงที่โลกดิจิทัลทั้งสองมีเจ้าของชื่อ Mark 

 

ที่ผ่านมามีหลายฟีเจอร์บน Facebook ที่เราจะเห็นได้ว่าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็น Facebook Stories, Facebook Dating, Facebook Marketplace, Facebook Group, Facebook Gaming, Live Audio Rooms, การออกสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี Libra, พาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าสู่โลกยุคใหม่ด้วย Horizon Worlds ไปจนถึงการประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘Meta’ เพื่อแสดงความชัดเจนว่าไม่ได้มีแค่ Facebook อย่างเดียว 

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่าบางอย่างเวิร์ก บางอย่างเงียบ แต่ในภาพรวมแล้วทั้งหมดรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของฟีเจอร์ที่ทำให้ Facebook มีความเป็น ‘One Stop Service’ อยู่ไม่น้อย 

 

แม้การเปลี่ยนแปลงหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามกาลเวลา ตั้งแต่ไอคอนจนถึงอินเตอร์เฟซ แต่ภายในนั้นปัญหาที่ทั้งคนทำเพจและบัญชีผู้ใช้พบเจอคือการปรับอัลกอริทึมอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การทยอยปรับยอดรีชเพจให้ลดลงด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ต้องการให้ผู้คนเชื่อมต่อกันมากขึ้น’ ทำให้คนทำเพจต้องยิงโฆษณาเพื่อเพิ่มยอด และเผชิญกับปัญหายอดรีชรวนแบบไม่สามารถคาดเดาได้ 

 

ก่อนที่ภายหลังเกิดการกลับตาลปัตร และยังมีการสั่งสร้าง Discovery Engine หรือ AI ที่ราวกับมาฆ่าปลาตัวใหญ่ และแหวกกระแสน้ำให้ปลาตัวเล็กได้แหวกว่ายและเติบโตด้วยระบบ ‘Suggest You’ ที่ได้รับ ‘แรงบันดาลใจ’ มาจาก TikTok ที่จะสุ่มเนื้อหาจากเพจที่ไม่ได้กดไลก์มาขึ้นหน้าฟีด แต่อัลกอริทึมประเมินพฤติกรรมแล้วคิดว่าเราอาจสนใจ 

 

ในขณะที่เนื้อหาจากเพจที่กดติดตามลดน้อยลง และในฝั่งของผู้ผลิตคอนเทนต์เองก็ต้องเน้นโพสต์ที่สร้างกระแสเป็นไวรัลให้มากขึ้น เพื่อดึงความสนใจผู้คนที่ไม่ได้ติดตามจากการเห็นส่วนเท็กซ์หรือภาพในแวบแรกที่ได้พบเห็น

 

การใช้ระบบ AI แนะนำเนื้อหาเกิดขึ้นแล้ว 15% บนหน้าฟีด Facebook และ Instagram และ Mark ตั้งเป้าจะเพิ่มการใช้งานระบบนี้อีกเท่าตัว หรือ 30% ภายในปีหน้า

 

Facebook-Instagram

 

ความคิดเห็นที่แตกต่าง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้ Facebook ทั้งฝ่ายบริโภคและฝ่ายผลิตมีความเห็นสองทาง ในแง่ของข้อดี ผู้ใช้ได้รู้จักเพจเล็กๆ นักทำคอนเทนต์หน้าใหม่ หรือได้มีโอกาสเข้าถึงคอนเทนต์ที่หลากหลายสไตล์มากขึ้น (แม้จะอยู่ในขอบข่ายหัวข้อเดียวกัน) 

 

ขณะที่ข้อเสียอันใหญ่โตคือการที่ AI ยังทำงานไม่อัจฉริยะเท่าที่ควร เช่น การสุ่มโฆษณาหรือโพสต์เกี่ยวกับเรื่อง 18+, บุหรี่ไฟฟ้า หรือเว็บพนันมาให้ ทั้งที่ไม่ได้สนใจ จนหลายคนรู้สึกถึงคอนเทนต์ที่มหาศาลไปและไม่ตรงความสนใจเสียทีเดียว

 

ส่วนทางฝั่ง Instagram จากแพลตฟอร์มที่ตั้งต้นด้วยรูปภาพและมีเอกลักษณ์ชัดเจนอยู่แล้ว (หรือเหตุผลที่ทำให้ Instagram บูมและยืนระยะมานานได้ถึงเพียงนี้) ก็ได้ดำเนินมาสู่แพลตฟอร์มกึ่งวิดีโอ อีกทั้งหลังจากได้มีการเจรจาเข้าซื้อ Snapchat ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 1 หมื่นกว่าล้านบาทไทย) แต่การเจรจาไม่เป็นผล ก็ได้เกิดเป็นฟีเจอร์ Facebook Stories กับ Camera Effects ตามมา

 

และที่เพิ่งจะมีกระแสเดือดปุดๆ เมื่อไม่นานมานี้ นั่นก็คือการที่ Instagram ประกาศอัปเดตครั้งใหญ่ ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากแพลตฟอร์มรูปภาพและวิดีโอไปสู่แพลตฟอร์มแบบ ‘All-Reels’ หรือมีการใช้อัลกอริทึมจัดส่ง Instagram Reels หรือคลิปขนาดสั้น ที่อิงจาก ‘ความน่าจะชอบ’ ของผู้ใช้มาเสิร์ฟถึงหน้าฟีดเหมือน TikTok ใช้แล้วประสบความสำเร็จ ที่จะเห็นได้ว่ารูปร่างหน้าตากับขนาดวิดีโอตั้งแต่ 15, 30 และ 60 วินาที อดทำให้นึกถึง TikTok ไม่ได้ (ความตลกร้ายคือ Reels ทั้งใน Facebook และ Instagram จำนวนไม่น้อย เป็น Reels ที่ถูกดูดมาจาก TikTok และ TikTok เองก็ยิงโฆษณาโปรโมตตัวเองบน Facebook)

 

เปรียบเทียบเหมือนการที่ตั้งใจจะเข้ามาฟังคอนเสิร์ตจากศิลปินวงซินธ์ป๊อป แต่กลับเป็นวงเฮฟวีเมทัลขึ้นมาเล่นแทน แน่นอนว่าแม้มันไม่ใช่เรื่องแย่ หรืออาจเป็นเรื่องดีในอีกทาง แต่ก็เป็นอะไรที่ผิดความคาดหวัง ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจและเกิดการต่อต้านขึ้น 

 

เริ่มจากมีการตั้งแคมเปญ ‘Make Instagram Instagram Again’ บนเว็บไซต์ change.org ที่มีคนร่วมลงชื่อถึงเกือบ 300,000 รายชื่อ และการโพสต์ภาพโดยอินฟลูเอ็นเซอร์และช่างภาพวัย 21 ปีที่ชื่อ Tati Bruening บนแอ็กเคานต์ @illumitati ที่มีข้อความว่า “ทำให้ Instagram เป็น Instagram อีกครั้ง (หยุดพยายามทำตัวเป็น TikTok เพราะฉันแค่อยากจะเห็นรูปน่ารักๆ ของเพื่อนๆ ของฉัน) จริงๆ แล้ว ทุกคนคิดแบบนี้” ซึ่งภาพนี้มีคนกดไลก์มากถึง 2.2 ล้านครั้ง 

 

Facebook-Instagram

 

“TikTok มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างและเป็นคอนเทนต์ประเภทที่แตกต่างกับ Instagram ฉันมองว่าสองแฟลตฟอร์มไม่ใช่คู่แข่งของกันและกัน ฉันคิดว่า Instagram บรรลุเป้าหมายในการเชื่อมโยงผู้คนในชีวิตจริงเข้าหากัน ส่วน TikTok เป็นเหมือนแหล่งความบันเทิงซะมากกว่า” ความเห็นของ Tati Bruening ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับทาง Gizmodo เรื่องความรู้สึกของเธอเกี่ยวกับกระแสที่เธอเป็นคนเริ่มนี้

 

สิ่งที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมากที่สุดคือเซเลบเบอร์ใหญ่อย่าง Kylie Jenner, Kim Kardashian และ Kourtney Kardashian ที่มีผู้ติดตามมากถึง 362, 327 และ 192 ล้านตามลำดับ ได้โพสต์ภาพนี้ในสตอรี

 

ผลคือหลังจากนั้น Adam Mosseri ผู้บริหารสูงสุดของ Instagram ได้ออกมาชี้แจงพร้อมประกาศก้าวถอยหลังจากเรื่องนี้ ผ่านคลิปบนแอ็กเคานต์ Twitter @mosseri ใจความว่า

 

“ผมได้ยินฟีดแบ็กเกี่ยวกับเรื่องรูปบน Instagram และวิธีการที่เราเปลี่ยนมันเป็นวิดีโอแล้ว ในตอนนี้ผมต้องการที่จะพูดให้เคลียร์ว่า เราจะยังคงไว้ซึ่งจุดเด่นด้านการเป็นแอปแชร์รูปภาพของ Instagram ต่อไป มันคือมรดกตกทอด แต่ถึงจะพูดแบบนี้ ผมคงต้องพูดด้วยความสัตย์จริงว่า ผมเชื่ออย่างยิ่งว่านับวัน Instagram จะเริ่มกลายเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอ และเราเห็นมันแบบชัดๆ อยู่แล้วแม้ทางเราจะไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงมัน ฉะนั้นเราจึงต้องปรับตัวสู่แนวโน้มนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่งอยู่ดี” 

 

ถอยแค่ชั่วคราว?

ดูเหมือนว่าแม้จะผ่านกระแสต่อต้านมาแล้ว และได้รับทราบฟีดแบ็กหลังจากได้ลองเชิง (ที่ไม่ได้ตั้งใจจะลอง) แต่จากประวัติศาสตร์ภายใต้แนวทางของบริษัท Meta และคำแถลงการณ์ของ Adam ก็มีแนวโน้มว่านี่จะเป็นเพียงการถอยชั่วคราว เพื่อรอวันที่จะนำฟังก์ชันประเภทเดียวกับคู่แข่งกลับมาใช้อีกครั้ง ในแบบที่โอเคกับชาว Photo Lovers โดยที่สามารถทำให้คนใช้แอป Instagram ยอมรับองค์ประกอบแบบ TikTok ได้

 

คำถามสำคัญคือ ทำไม Facebook และ Instagram ถึงได้พยายามเป็นอย่าง TikTok ขนาดนั้น? TikTok มีดีอะไรถึงขนาดมาสั่นคลอนบัลลังก์ของ Mark Zuckerberg ได้ถึงเพียงนี้?

 

TikTok หรือชื่อจีน Douyin เป็นแพลตฟอร์มของประเทศจีน ภายใต้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง ByteDance ที่เปิดตัวเมื่อปี 2017 และมียอดจำนวนผู้ดาวน์โหลดเติบโตอย่างก้าวกระโดด (บางปีมากกว่า 100%) จนในปัจจุบันมียอดสูงถึง 2.6 พันล้านครั้ง 

 

การเติบโตนี้เกิดขึ้นเมื่อควบรวมกับแอป Musical.ly โดยแอป TikTok ชูจุดเด่นคือการให้ผู้ใช้สามารถลิปซิงก์ ตัดต่อคลิป ทำชาเลนจ์เต้นด้วยการใส่เพลง และอื่นๆ ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถกลายมาเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น 

 

ด้วยอัลกอริทึมที่ดึงดูดให้ผู้ใช้ติดหนึบอยู่กับหน้าจอ จนไม่แปลกใจนักที่ TikTok ทำให้ ByteDance กลายเป็นหนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ซึ่งหากจะพูดถึงสิ่งที่เป็นจุดเด่นและสูตรสำเร็จของ TikTok คงต้องย้อนกลับไปที่ประเภทของมีเดียในยุค 4.0 กันก่อน

 

Facebook-Instagram

 

Michael Mignano ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มพอดแคสต์ Anchor พูดถึงประเภทมีเดียไว้ในเว็บไซต์ medium.com อย่างน่าสนใจว่ามีเดียแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ 

 

  1. Social Media หรือสื่อเชิงสังคม ที่ประกอบไปด้วยตัวอักษร รูปภาพ วิดีโอ และเสียง ที่ทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันด้วยกิจกรรมร่วมทางสังคม (Social Activity) มีเดียรูปแบบนี้จะเป็นการันตีสถานะความเป็นครีเอเตอร์ หรือผู้ผลิต รวมไปถึงการผูกขาดอำนาจการผลิตเนื้อหาประเภท ‘มาก่อน จับจองก่อน ได้ก่อน และหากสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ การันตีการเติบโตได้ระดับหนึ่ง’ ตัวอย่าง Social Media ก็เช่น Facebook, Instagram และ Twitter ที่เหมารวมตั้งแต่ระดับเพื่อน คนรู้จัก จนถึงเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์และผู้นำความคิด (KOL) มีเดียประเภทนี้จะไม่ได้ผ่านการคัดกรอง และมีโอกาสเป็นทั้งเนื้อหาคุณภาพดีและเนื้อหาไม่มีคุณภาพ

 

  1. Recommendation Media หรือสื่อเชิงแนะนำ เป็นมีเดียประเภทย้ายความสำคัญมาที่ตัวแพลตฟอร์มแทนผู้ผลิต และเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แนะนำ กระจาย และส่งตรงเนื้อหา จากนั้นยอดเอ็นเกจเมนต์ก็จะส่งต่อเนื้อหาให้เห็นกว้างขึ้นต่อไป ตัวอย่างมีเดียประเภทนี้ เช่น TikTok และ YoTube ที่ผู้ผลิตไม่ว่าหน้าเก่า-หน้าใหม่มีโอกาสแจ้งเกิดและผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตได้ง่ายกว่า เพราะอำนาจการผูกขาดกลุ่มผู้ชม-ผู้ใช้ไม่ได้สำคัญเท่า Social Media 

 

หากอิงตามนี้ จะเห็นได้ว่า TikTok มีความเป็น Recommendation Media มากกว่า Social Media จากการที่คนธรรมดาสักคนสามารถเป็น ‘ดาว TikTok’ ที่ยอดวิวเป็นล้าน ยอดกดไลก์เป็นแสนได้ เพียงแค่อัดคลิป ตัดต่อ ใส่เพลง จากนั้นปล่อยที่เหลือเป็นหน้าที่ของความน่าสนใจในตัวคลิปและอัลกอริทึมการส่งต่อของ AI 

 

ทำให้ถึงแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเดียทั้งสองรูปแบบต่างก็เป็นมีเดียที่ขับเคลื่อนด้วยผู้ใช้ ที่ขอนิยามว่า ‘User-Driven’ ในแง่ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องยอดเอ็นเกจเมนต์ และความสนใจของผู้ใช้ทั้งในประเทศและทั่วโลก 

 

แต่ Recommendation Media อย่าง TikTok จะออกไปทาง User-Driven มากกว่า เพราะเน้นให้เกิดการสร้างคอนเทนต์และการเข้าถึงง่าย ที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึก ‘อยากทำแบบนั้นบ้างจัง’ และ ‘เราเองก็เป็นดาว TikTok ได้นะ’ จากนั้นจึงเกิดการสร้างคอนเทนต์ต่อมากกว่าการเสพสื่อด้านเดียว หรือก็คือตัวแพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็น Hub หรือศูนย์กลาง และผู้ใช้ไม่ใช่แค่ผู้ชม แต่สามารถเต้นรำไปรอบๆ มันได้ และเป็นเจ้าของคอนเทนต์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

 

ในบทความ ‘ทำไม TikTok ถึงได้เป็นที่นิยม’ บนเว็บไซต์ The Cold Wire ได้พูดถึงสาเหตุที่ TikTok ครองใจผู้ใช้ทั่วโลกและมียอดดาวน์โหลดสูงเช่นนี้ว่า 

 

  • TikTok เล่นกับสารโดพามีนในร่างกายของเรา หรือเน้นความสนุก ให้คนเกิดความสุข และไถหน้าฟีดเรื่อยๆ หรือกลับมาเล่นต่ออีก
  • TikTok เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ที่เน้นความสนใจระยะสั้น หรืออะไรที่ฮุคพวกเขาได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก (รวมไปถึงคนที่นิยามว่าตัวเองสมาธิสั้นด้วย)
  • TikTok มี Copyright License Agreement หรือ IP Licensing Agreement ที่จะสามารถใช้เพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้ ไม่เหมือน YouTube หรือ Twitch
  • อัลกอริทึมขั้นเทพ ที่ใครลองเล่นแล้วจะติดใจ
  • การอัปเดตเทรนด์ใหม่มีเสมอ จากผู้ใช้ด้วยกันเอง
  • และเกิดเป็นชุมชนที่รวมคนที่สนใจด้านเดียวกัน-เรื่องเดียวกันเอาไว้ด้วยกัน

 

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกใจนักที่ Mark แห่งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta จะหมายตารูปร่างหน้าตา แนวคิด และวิธีการดึงดูดผู้ใช้ของ ‘คู่แข่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน’ รายนี้ หลังจากที่เคยพยายามเข้าซื้อแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เหมือนเมื่อครั้งที่พยายามซื้อ Snapchat

 

Facebook-Instagram

 

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนเค้าลางว่า Meta จะไม่ถอยง่ายๆ กับการใช้ฟีเจอร์นี้กับ Facebook และ Instagram นอกจากคำแถลงการณ์ของ Mark แล้ว ยังมีคำแถลงการณ์ของ Tom Alison ผู้บริหาร Facebook ที่กล่าวว่า “เราจะไม่สร้างลิมิตการมองเห็นโพสต์แนะนำหน้าฟีดไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไร และผมคิดว่าในตอนนี้เรายังไม่ได้โอบอุ้มหรือมองเห็นว่าฟอร์แมตนี้จะสามารถเติบโตทางการโยงใยผู้คนเข้าหากันได้ขนาดไหน”

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าสองสหายที่ชื่อ Facebook กับ Instagram ผนวกกำลังกันเข้าต่อกรกับ TikTok ศัตรูที่กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานคนนี้ แล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร 

 

เพราะฝั่ง TikTok ดูจะมีแรงกดดันมากกว่าด้วยยอดผู้ใช้และรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ล่าสุดฝั่ง Meta ยอดผู้ใช้ลดลง อีกทั้งยังเป็นตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอด้วยจุดเด่นของตัวเองที่ Facebook ลองบ้างแล้วคนกลับบ่นอุบ Instagram ลองแล้วคนกลับต่อต้าน

 

แต่คำถามคือ การนำ ‘ฟีเจอร์ใหม่’ นี้มาใช้ จะเปลี่ยนแปลงทิศทางประสบการณ์การใช้งานทั้งสองแอปสำหรับเราในฐานะผู้ใช้ หรือ ‘ผู้เช่าเขาอยู่’ ที่เฝ้ามองการต่อสู้ครั้งนี้อย่างใกล้ชิดได้ขนาดไหน ผู้ใช้ดั้งเดิมของทั้งสองแพลตฟอร์มจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลง และทั้งฝั่งผู้ผลิตและฝั่งผู้ใช้งานจะต้องปรับตัวและรับมือกับหน้าตาที่ไม่คุ้น และฟีเจอร์ที่ไม่เคยอย่างไรบ้าง 

 

สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ครั้งหน้า และครั้งต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไรก็ตามที่มีสื่อชนิดใหม่ถือกำเนิดขึ้น แล้ว Mark มองว่าเป็นคู่แข่งที่ควรควบรวม แต่การเข้าซื้อไม่สำเร็จ

 

ฟีดแบ็กจากนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าทั้งสอง Social Media ที่มีแนวโน้มจะเป็นกึ่งหรือมุ่งไปทาง Recommendation Media แล้ว จะเดินทางจากรากเดิมหรือจุดศูนย์กลางที่เป็นเหตุผลให้คนมาใช้งานตั้งแต่ทีแรกของตัวเองไปไกลแค่ไหน

 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ถ้าซื้อไม่ได้ เราก็ทำเองซะเลยสิ! มองทิศทางการเปลี่ยนแปลงของ Facebook-Instagram และสงครามศึกชิงเจ้ายุทธภพกับ TikTok appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok Music คู่แข่งใหม่ของ Spotify และ Apple ที่ต้องเตรียมรับมือ https://thestandard.co/tiktok-music/ Tue, 02 Aug 2022 06:31:08 +0000 https://thestandard.co/?p=661627 TikTok Music

บริษัทแม่ของ TikTok อย่าง ByteDance ได้ยื่นจดทะเบียนเคร […]

The post TikTok Music คู่แข่งใหม่ของ Spotify และ Apple ที่ต้องเตรียมรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok Music

บริษัทแม่ของ TikTok อย่าง ByteDance ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘TikTok Music’ ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามรายงานจาก Insider แน่นอนว่านี่คือคู่แข่งที่ Spotify และ Apple ต้องเตรียมรับมือ

 

จากข้อมูลของคำร้อง บริการของแอปจะอนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อ เล่น แชร์ และดาวน์โหลดเพลงต่างๆ ได้ รวมไปถึงการสร้าง แชร์ แนะนำเพลยลิสต์ของตน แสดงความคิดเห็นกับไลฟ์สตรีมเพลงและวิดีโอได้ ทั้งนี้ ByteDance ได้ยื่นจดทะเบียนไปแล้วในออสเตรเลียเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

 

ซึ่งบริษัทมีความคุ้นเคยกับวงการบริการสตรีมเพลงอยู่แล้ว โดยได้เปิดตัวแอปฟังเพลงอย่าง Resso ในประเทศอินเดีย บราซิล และอินโดนีเซีย เมื่อปี 2020 และตัวแอปมีฟีเจอร์คล้ายกับ ‘TikTok Music’ ที่พึ่งยื่นจดทะเบียนไปอีกด้วย

 

โดยจากข้อมูล ตัวแอปมีผู้ใช้รายเดือนอยู่ที่ 40 ล้านคนจากทั้งอินเดีย บราซิล และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตัวเลขที่กำลังเติบโต และรายงานก่อนหน้านี้ของ Insider เผยว่าผู้ใช้รายเดือนของแอปนั้นเติบโตถึง 304% ภายใน 1 ปี ณ อินเดียแค่ที่เดียว ซึ่งต่างจากคู่แข่งอย่าง Spotify ที่มีเปอร์เซ็นต์การเติบโตเพียงแค่ 38% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ยังไม่ชัดว่า ByteDance จะพัฒนาแอปสตรีมเพลงใหม่นี้บนเอนจินของ Resso หรือไม่ หรือจะพัฒนาใหม่ทั้งหมด

 

สิ่งนี้อาจเปลี่ยนแปลงวงการเพลงเหมือนกับที่ TikTok พลิกโฉมวงการโซเชียลมีเดียไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหากเกิดการ Tie-in กับแอปวิดีโอชื่อดัง อาจทำให้แอปสตรีมเพลงอื่นๆ ต้องปรับตัวตามไปด้วย

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post TikTok Music คู่แข่งใหม่ของ Spotify และ Apple ที่ต้องเตรียมรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC คาดธุรกิจไทยปีนี้ยังแห่ควบรวมกิจการ ชิงความได้เปรียบการแข่งขัน เพิ่มความสามารถทำกำไร https://thestandard.co/pwc-expect-thai-businesses-2022-to-merge/ Tue, 05 Apr 2022 08:17:06 +0000 https://thestandard.co/?p=614607 PwC

PwC ประเทศไทย คาดปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจก […]

The post PwC คาดธุรกิจไทยปีนี้ยังแห่ควบรวมกิจการ ชิงความได้เปรียบการแข่งขัน เพิ่มความสามารถทำกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
PwC

PwC ประเทศไทย คาดปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจการในประเทศไทยปี 2565 จะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน แม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน แต่บริษัทต้องหาหนทางในการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ ระบุ อุตสาหกรรมบริการทางการเงินและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเป็น 2 อุตสาหกรรมของไทยที่มีการซื้อขายและควบรวมกิจการมากที่สุดในปีนี้ 

 

ฉันทนุช โชติกพนิช หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2564 เป็นปีที่มีปริมาณการซื้อขายกิจการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากธุรกิจและผู้คนเริ่มปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิดได้ ขณะที่แนวโน้มปี 2565 คาดว่าปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจการจะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน แม้ยังมีการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน และอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อกำลังปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม 

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าเป็นเพราะผู้นำธุรกิจเริ่มมองเห็นแนวโน้มของโลกในระยะต่อไปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงหันมาทบทวนกลยุทธ์และธุรกิจในพอร์ตโฟลิโอของตนเอง ขณะที่บางธุรกิจต้องการปรับโครงสร้างต้นทุน หรือแสวงหาธุรกิจอื่นที่ตนยังขาด เพื่อรักษาอัตราการเติบโต โดยกิจการที่มีการควบรวมกันมากที่สุดในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและเทคโนโลยี

 

“เทรนด์ของการทำดีลส์ซื้อขายและควบรวมกิจการของไทยในปีนี้จะคล้ายคลึงกับทั่วโลก แม้กระแสอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นสูง และกฎระเบียบที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอุปสรรคต่อโครงสร้างการเงินสำหรับการบรรลุข้อตกลงในการทำดีลส์บ้าง แต่สภาวการณ์ดังกล่าว กลับจะยิ่งเป็นตัวผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการมากขึ้น บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เข้าสู่ตลาดใหม่ และแปลงไปสู่ดิจิทัลเพื่อเพิ่มคุณค่ากิจการอย่างยั่งยืน” ฉันทนุชกล่าว

 

ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Global M&A Industry Trends: 2022 Outlook ของ PwC ที่ทำการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดีลส์ และทำการวิเคราะห์กิจกรรมดีลส์ทั่วโลก เพื่อประเมินถึงแนวโน้มปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการพบว่า ปริมาณและมูลค่าการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปีที่ผ่านมา โดยการซื้อขายและควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ที่ประกาศออกมามีจำนวนกว่า 62,000 รายการในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้น 24% จากปี 2563 ขณะที่มูลค่าของการซื้อขายและควบรวมกิจการที่เปิดเผยต่อสาธารณะก็แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์ (รวมรายการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป) หรือเพิ่มขึ้น 57% จากปี 2563 และทำลายสถิติเดิมที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2550

 

ฉันทนุชกล่าวต่อว่า สถานการณ์การควบรวมกิจการทั่วโลกนั้นมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในกลุ่มนักลงทุนที่จะทำการซื้อขายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนทางการเงิน เช่น กองทุนไพรเวทอิควิตี้ หรือนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Corporates หรือ Strategic Investors) และการที่นักลงทุนมีเงินทุนที่ระดมมาผ่านทางตลาดทุน และจากบริษัทที่สร้างขึ้นมาเพื่อระดมเงินทุนไปซื้อบริษัทอื่น (Special Purpose Acquisition Company: SPAC) ในสหรัฐฯ พร้อมใช้เพื่อสร้างการเติบโตมากกว่าปีก่อนๆ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ราคาซื้อขายกิจการจะสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อนักลงทุนซื้อกิจการมาในราคาที่สูงรวมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นควบคู่กัน จึงเกิดเป็นความกดดันที่นักลงทุนต้องสร้างมูลค่ากิจการให้เกิดผลกำไรที่สูงกว่าที่เคยทำมาในอดีต

 

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุถึงแนวโน้มการควบรวมกิจการที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมหลัก ดังต่อไปนี้

 

  1. อุตสาหกรรมตลาดผู้บริโภค: พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจะยังคงเป็นตัวเร่งให้เกิดกิจกรรม M&A ในปีนี้ เนื่องจากองค์กรธุรกิจและกองทุนไพรเวทอิควิตี้ ต้องทบทวนพอร์ตโฟลิโอใหม่เพื่อรองรับแนวโน้มของผู้บริโภคที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การบริโภคอย่างมีสติ (Conscious Consumerism) ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

  1. อุตสาหกรรมพลังงาน สาธารณูปโภค และทรัพยากร: แนวคิดในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) กำลังขับเคลื่อนกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมนี้ โดยการควบรวมกิจการจะถูกนำมาใช้เพื่อปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน และแสวงหาโอกาสในด้าน ESG เพื่อสร้างมูลค่าสำหรับการเติบโต เช่น พลังงานหมุนเวียน การดักจับคาร์บอน การจัดเก็บแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน โครงสร้างพื้นฐานการส่งสัญญาณ และเทคโนโลยีสะอาดอื่นๆ

 

  1. อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน: การแข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาดเชิงกลยุทธ์จะยังคงกระตุ้นให้เกิดการควบรวมกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อขายและควบรวมกิจการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน สินทรัพย์ที่ประสบปัญหา (Distressed Assets) ในภาคธนาคารและประกันภัย จะตกเป็นเป้าหมายในการซื้อขายและควบรวมกิจการได้เช่นเดียวกัน

 

  1. อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ: บริษัทยาและเวชภัณฑ์จะมองหาวิธีปรับพอร์ตโฟลิโอเติบโตผ่านการซื้อขายและควบรวมกิจการ ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การผลิตวัคซีนรูปแบบใหม่ (Messenger Ribonucleic Acid: mRNA) การบำบัดด้วยเซลล์และยีนในบริการด้านสุขภาพ แพลตฟอร์มการดูแลเฉพาะทาง การแพทย์ทางไกล (Telehealth) และเทคโนโลยีด้านสุขภาพอื่นๆ เป็นต้น

 

  1. อุตสาหกรรมการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและยานยนต์: การทบทวนพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์และ ESG กำลังขับเคลื่อนกิจกรรม M&A ในอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อขายและควบรวมกิจการเพื่อเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและขับเคลื่อนอัตโนมัติ แบตเตอรี่และเทคโนโลยีการชาร์จ การผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ วัสดุยุคใหม่ และการผลิตด้วยพลังงานทางเลือก

 

  1. อุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม: อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากการเข้ามาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้าสู่กระแสหลักรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เทคโนโลยีจึงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีปริมาณและมูลค่าการซื้อขายและควบรวมกิจการสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ในขณะที่บริษัทจากอุตสาหกรรมอื่นก็จะพยายามเข้าถึงเทคโนโลยีหลัก หรือความสามารถทางดิจิทัลของบริษัทในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้เช่นกัน

 

“การเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล น่าจะเป็นแรงกดดันอย่างต่อเนื่องให้ทุกอุตสาหกรรมต้องกลับมาทบทวนพอร์ตโฟลิโอในปีนี้ แม้การทำ M&A จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การทบทวนธุรกิจเดิมและความสามารถในการทำกำไรก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อกลับมาทบทวนจะช่วยให้เห็นภาพว่า ธุรกิจในปัจจุบันของเรานั้นยังมีศักยภาพในการเติบโตท่ามกลางแนวโน้มโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นหลายๆ บริษัทตัดขายธุรกิจที่ผลการดำเนินงานไม่ดี หรือไม่ใช่ธุรกิจหลักขององค์กร และอีกหลายรายพยายามรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการซื้อกิจการใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการที่สำคัญ ไม่แพ้การเติบโตของรายได้และการลดต้นทุน นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ยังส่งผลโดยตรงกับการบริหารซัพพลายเชนทั่วโลก การเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการวัตถุดิบ แรงงาน การขนส่ง อาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงด้วยการมีแหล่งวัตถุดิบในประเทศ หรือในละแวกใกล้เคียง หรือ Nearshore มากขึ้น ผ่านการซื้อขายกิจการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 อาจมีการหยุดชะงัก หรือล่าช้าในการปิดการซื้อขายกิจการ” ฉันทนุชกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post PwC คาดธุรกิจไทยปีนี้ยังแห่ควบรวมกิจการ ชิงความได้เปรียบการแข่งขัน เพิ่มความสามารถทำกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ส่ง ‘Starbucks BAYA Energy’ เข้าไปท้าชิงกับ Red Bull ในสหรัฐฯ https://thestandard.co/starbucks-starbucks-baya-energy/ Thu, 27 Jan 2022 06:31:55 +0000 https://thestandard.co/?p=587313 Starbucks BAYA Energy

สำหรับ Starbucks ยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อด้านกาแฟ การเปิดตั […]

The post Starbucks บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ส่ง ‘Starbucks BAYA Energy’ เข้าไปท้าชิงกับ Red Bull ในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks BAYA Energy

สำหรับ Starbucks ยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อด้านกาแฟ การเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่เป็นช่องทางในการบุกเข้าสู่ตลาดใหม่ที่น่าดึงดูด กลายเป็นที่มาของการเปิดตัว Starbucks BAYA Energy ที่จะบุกเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของสหรัฐฯ

 

สินค้าดังกล่าวจะวางจำหน่ายที่ร้านค้าและทางออนไลน์ในสัปดาห์นี้ เครื่องดื่มมี 3 รสชาติ มีขนาด 12 ออนซ์ ซึ่งให้พลังงาน 90 แคลอรี และคาเฟอีน 160 มิลลิกรัม มีราคาอยู่ที่ 2.89 ดอลลาร์ หรือราว 95 บาท

 

“เรารับฟังลูกค้าเสมอและจับตาดูแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อกำหนดว่าจะสร้างสรรค์อะไรต่อไป” Chanda Beppu รองประธานฝ่ายพัฒนาช่องทางอเมริกาของ Starbucks กล่าว “ล่าสุด เราได้เห็นการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

บริษัทวิจัยตลาด Euromonitor International เปิดเผยว่า ตลาดค้าปลีกเครื่องดื่มชูกำลังในสหรัฐฯ เติบโตอย่างรวดเร็วแตะ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 5.9 แสนล้านบาทในปี 2021 เพิ่มขึ้นจาก 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 5.2 แสนล้านบาทในปี 2020

 

กระนั้นรายงานจาก CNN Business ชี้ว่า ไม่ใช่เรื่องงานที่ Starbucks จะเข้าไปแย่งชิงเค้กก้อนใหญ่นี้ เพราะตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง “ถูกครอบงำโดยแบรนด์เล็กๆ น้อยๆ ที่มีความภักดีของผู้บริโภคอย่างเข้มข้น และคุณค่าของตราสินค้าที่แข็งแกร่ง” เดวิส เฮนเคส ผู้อำนวยการอาวุโสของ Technomic กล่าว

 

เขากล่าวว่า มี 2-3 วิธีที่จะบุกเข้าในตลาดที่หอมหวนนี้ แต่ละวิธีก็มีความท้าทายในตัวเอง สำหรับแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับสามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในรูปแบบ ‘พลังงาน’ แต่ลูกค้าอาจไม่สนใจเครื่องดื่มประเภทนั้น โดยในตลาดนี้ Red Bull เป็นยักษ์ที่ครองตลาดอยู่ ส่วน Monster และ RockStar ก็อยู่หัวตารางเช่นกัน

 

ตัวอย่างเช่น Coca-Cola พยายามแย่งชิงตลาดด้วย Coke Energy โดยเปิดตัวในอเมริกาเหนือช่วงต้นปี 2020 แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถได้ใจลูกค้า จนต้องดึงผลิตภัณฑ์ออกจากภูมิภาคในปี 2021 เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ปีกว่าๆ หลังจากเปิดตัวครั้งแรก

 

อีกทางเลือกหนึ่งคือการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่แต่ “การสร้างแบรนด์ใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นนั้นต้องใช้เงินลงทุนและเวลาอย่างมาก” เฮนเคสกล่าว

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Starbucks บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ส่ง ‘Starbucks BAYA Energy’ เข้าไปท้าชิงกับ Red Bull ในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามราคา ‘บ้าน-คอนโด’ ฉุดดัชนีที่อยู่อาศัยร่วงติดต่อกัน 5 ไตรมาส เผยโปรโมชันเด็ดให้อยู่ฟรีนานขึ้นเป็น 3 ปี https://thestandard.co/homes-and-condos-housing-index-dropped-for-5-consecutive-quarters/ Thu, 13 Jan 2022 10:21:17 +0000 https://thestandard.co/?p=582226 บ้าน-คอนโด

สงครามราคาบ้าน-คอนโด ลด แลก แจก แถม พร้อมอยู่ฟรี 1-3 ปี […]

The post สงครามราคา ‘บ้าน-คอนโด’ ฉุดดัชนีที่อยู่อาศัยร่วงติดต่อกัน 5 ไตรมาส เผยโปรโมชันเด็ดให้อยู่ฟรีนานขึ้นเป็น 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้าน-คอนโด

สงครามราคาบ้าน-คอนโด ลด แลก แจก แถม พร้อมอยู่ฟรี 1-3 ปี ฉุดภาพรวมราคาขายบ้านในตลาดไตรมาส 4 ลดลง -0.8% เทียบปีก่อน โดยลดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ด้านคอนโดราคาลดลง 0.5% เทียบปีก่อน ราคาลดต่อเนื่องไตรมาสที่ 5 เผยกลยุทธ์อัดหนักคือ ของแถม เฟอร์นิเจอร์ พร้อมอยู่ฟรี 1-3% 

 

วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยรายงานดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2564 ดัชนีมีค่าเท่ากับ 126.8 ลดลง -0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 และยังลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ด้วย ส่วนดัชนีราคาบ้านจัดสรรลดลง -0.3% 

 

ขณะที่ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2564 ค่าดัชนีเท่ากับ 151.2 จุด ลดลง -0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีค่าดัชนีลดลงต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 5 แล้ว ส่วนการเปลี่ยนแปลงของดัชนีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) พบว่า ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ลดลง -0.3% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามแล้ว

 

ผอ.ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้วิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่ลดลง เป็นผลกระทบมาจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอกที่ 5 ซึ่งมีการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โควิดสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้มีการฟื้นตัวช้าลงกว่าเดิม นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องปรับตัวด้วยการใช้กลยุทธ์ลดราคาเพื่อกระตุ้นการขายบ้านจัดสรร รวมถึงโปรโมชันการให้เข้าอยู่ฟรีนานขึ้นเป็น 1-3 ปีแรก หรืออยู่ฟรี 36 เดือน จากเดิมที่เคยใช้โปรโมชันให้อยู่ฟรี 1-2 ปี สำหรับคนที่อยากได้บ้านในตอนนี้ แต่ติดขัดเรื่องค่าใช้จ่าย ผู้ประกอบการยังคงจัดโปรโมชันต่อเนื่องทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ เพื่อเป็นการเร่งรัดในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

 

ราคาบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ร่วงทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกรายละเอียดเป็นประเภท ดัชนีราคาบ้านจัดสรรตามพื้นที่ พบว่า ในกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 125.8 ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง-0.3% ส่วน 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 127.6 ลดลง -0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง -0.4% 

 

ส่วนดัชนีราคาบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 124.9 ลดลง -0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง -0.5% แยกตามพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 124.3 ลดลง -0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง-0.6% 

 

ส่วนในจังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 125.1 ลดลง -0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง -0.4 % 

 

สำหรับราคาบ้านทาวน์เฮาส์ มีดัชนีภาพรวมทาวน์เฮาส์ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.8 ลดลง -0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง -0.2% แยกเป็นในกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 127.1 ลดลง -0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง -0.2% ส่วนในจังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 130.8 ลดลง -0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ลดลง -0.3% 

 

นักพัฒนาฯ แห่อัดกลยุทธ์ให้ของแถมถึง 44%

สำหรับกลยุทธ์ส่งเสริมการขายบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในไตรมาสนี้ พบว่า สัดส่วน 44.4% เน้นเพิ่มของแถมพร้อมเข้าอยู่ เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท็งก์น้ำ ฯลฯ 

 

รองลงมาสัดส่วน 28.8% ผู้ประกอบการให้เป็นส่วนลดเงินสด และสัดส่วน 26.7% เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์และ/หรือฟรีค่าส่วนกลาง ซึ่งรายการจัดการของแถมในไตรมาส 4 สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ซึ่งสัดส่วน 37.7% เป็นของแถม รองลงมา 35.9% เป็นส่วนลดเงินสด และสัดส่วน 26.4% เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์และ/หรือฟรีค่าส่วนกลาง)

 

คอนโดอัดแคมเปญแถมเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี  

สำหรับดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2564 พบว่า ค่าดัชนีเท่ากับ 151.2 จุด ลดลง -0.5 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีค่าดัชนีลดลงต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 5 แล้ว สำหรับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) พบว่า ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ลดลง -0.3% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามแล้ว  

 

สาเหตุที่ดัชนีปรับลดลงซึ่งสอดคล้องกับราคาบ้านจัดสรร คือมีการนำกลยุทธ์สงครามราคามาใช้แข่งขันทำการรตลาด โดยสัดส่วนใหญ่นำเสนอโปรโมชันรูปแบบของแถมมากถึง 45% ของโครงการสำรวจ โดยเป็นการให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องชุดแบบพร้อมเข้าอยู่อาศัย รวมถึงโปรโมชันการให้เข้าอยู่ฟรีนานถึง 1-3 ปี เช่นเดียวกับโปรโมชันบ้านจัดสรร เพื่อแบ่งเบาภาระการเงินให้ผู้ซื้อได้มีเวลาวางแผนการเงิน รวมทั้งการให้ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อเป็นการเร่งรัดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

 

ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในไตรมาส 4 ปี 2564 เมื่อพิจารณาแยกตามพื้นที่ พบว่ากรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 152.9 จุด ลดลง -0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง -0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สองจังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 143.1 จุด ลดลง -1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง -0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post สงครามราคา ‘บ้าน-คอนโด’ ฉุดดัชนีที่อยู่อาศัยร่วงติดต่อกัน 5 ไตรมาส เผยโปรโมชันเด็ดให้อยู่ฟรีนานขึ้นเป็น 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฟู้ดเดลิเวอรี’ แข่งดุแต่ยังหอมหวาน airasia Super App ผู้แปลงร่างจาก Gojek ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/food-delivery-very-competitive/ Tue, 17 Aug 2021 08:34:18 +0000 https://thestandard.co/?p=525985 Food Delivery

ถึง ‘สมรภูมิฟู้ดเดลิเวอรี’ ในบ้านเราจะมีการแข่งขันอย่าง […]

The post ‘ฟู้ดเดลิเวอรี’ แข่งดุแต่ยังหอมหวาน airasia Super App ผู้แปลงร่างจาก Gojek ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Food Delivery

ถึง ‘สมรภูมิฟู้ดเดลิเวอรี’ ในบ้านเราจะมีการแข่งขันอย่างดุเดือดชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แถมยังอยู่ในช่วง ‘เผาเงิน’ เพื่อสร้างลูกค้า จนวันนี้ยังไม่มีใครสัมผัสคำว่า ‘กำไร’ อยู่เลย สะท้อนจาก Grab, Gojek, Foodpanda และ LINE MAN ที่ขาดทุนรวมกันกว่า 4 พันล้านบาทในปี 2562 ที่ผ่านมา

 

กระนั้นตลาดนี้ยังคงมีกลิ่นที่หอมหวาน จากการที่พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไป หันมาสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น โดยมีการระบาดของโรคโควิดเป็นตัว ‘เปลี่ยนเกม’ สำคัญ แถม Euromonitor ยังได้ประเมินเอาไว้ว่าตลาดนี้จะเติบโตขึ้นในระดับตัวเลข 2 หลักทุกปี จาก 6.88 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 เป็นมากกว่า 7.4 หมื่นล้านบาทในปี 2564 และกระโดดขึ้นไปที่ 9.9 หมื่นล้านบาทในปี 2567 จึงไม่ต้องแปลกใจที่ใครๆ ก็อยากเข้ามา 

 

ตลาดที่เติบโตต่อเนื่องจึงไม่ต้องแปลกใจหากจะมี ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ อยากเจาะเข้ามา ล่าสุดเป็นคิวของ airasia Super App ที่ได้เข้าสู่สมรภูมินี้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งหากจะบอกว่าเป็นผู้เล่นใหม่ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก แต่หากเป็น ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ ก็น่าจะได้อยู่ เพราะ airasia Super App เกิดขึ้นหลังจากเข้าควบรวมกับ Gojek ที่โลดแล่นอยู่ในสมรภูมินี้มา 2 ปีกว่าๆ ก่อนจะถอยทัพหันไปทุ่มให้กับตลาดเวียดนามและสิงคโปร์แทน

 

ก่อนหน้านี้ airasia Super App ได้เริ่มทดลองแล้วใน 4 พื้นที่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ ดินแดง จตุจักร ลาดพร้าว และห้วยขวาง ซึ่ง “ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เราได้ทดลองระบบกับพนักงาน Allstars ของเราในไทยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ในช่วงนั้นเราได้มอบอาหารฟรีและสิทธิประโยชน์อื่นๆ มากมายแก่ Allstars เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งผลตอบรับส่วนใหญ่เป็นเชิงบวกเกี่ยวกับประสบการณ์อันสะดวกสบายของบริการเรา” อแมนดา วู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร airasia Super App กล่าว

 

airasia Super App ระบุว่ามียอดดาวน์โหลดกว่า 50 ล้านครั้ง และยอดผู้ใช้ทั้งสิ้นกว่า 75 ล้านราย และได้รับการตอบรับอย่างดีมากในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ การขยายบริการฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยจึงทำให้ Airasia Super App ยกระดับความสำเร็จไปอีกขั้นในการเป็นแอปพลิเคชันแบบครบวงจรสำหรับคนไทย

 

“ด้วยการผนึกความรู้ที่ได้จากความสำเร็จของซูเปอร์แอปฯ ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ความเชี่ยวชาญของทีมเทเลพอร์ต ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของเรา ความแข็งแกร่งของทีมแอร์เอเชียในเรื่องของธุรกิจท่องเที่ยว และความเข้าใจในตลาดของทีมงาน Gojek ประเทศไทย เราเชื่อว่า airasia food จะสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้าที่สุด และกลายเป็นทางเลือกที่ผู้คนในกรุงเทพฯ นิยมใช้อย่างแน่นอน” วรุฒ วุฒิพงศาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ airasia Super App กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นอกจาก 4 เขตที่ได้เปิดให้บริการไปแล้ว airasia Super App ระบุว่าจะขยายพื้นที่ให้บริการอีก 4 เขตเร็วๆ นี้ คือ พญาไท ราชเทวี ปทุมวัน และวัฒนา โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ เร็ว ๆ นี้ รวมถึงขยายสู่พื้นที่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่และภูเก็ตในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post ‘ฟู้ดเดลิเวอรี’ แข่งดุแต่ยังหอมหวาน airasia Super App ผู้แปลงร่างจาก Gojek ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>