Hayley Williams ประกาศเตรียมออกทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวในปี […]
The post Hayley Williams ไม่ต้อนรับ ‘คนชอบเหยียด’ ในทัวร์คอนเสิร์ตของเธอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Hayley Williams ประกาศเตรียมออกทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวในปี 2026 และต้องเพิ่มรอบการแสดงหลังวางจำหน่ายตั๋วเพียงไม่กี่วัน เนื่องด้วยตั๋วคอนเสิร์ตของเธอเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่แฟนเพลงจำนวนมาก
ก่อนที่จะเริ่มต้นเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตในวันที่ 27 มีนาคมที่แอตแลนตาเป็นแห่งแรก Hayley Williams ได้พูดคุยกับสื่อ Clash โดยพูดถึงความตั้งใจในการทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นที่ต้อนรับในการแสดงของเธอ และเธอก็ไม่ต้องการให้เหล่าคนชอบเหยียดมาปรากฏตัวในโชว์ของเธอด้วย ไม่ว่าจะเป็นพวกเหยียดเพศ เหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือคนที่ต่อต้านกลุ่มคนข้ามเพศ
“ฉันไม่ต้องการพวกชอบเหยียดในคอนเสิร์ตของฉัน ฉันไม่ต้องการให้มีคนเหยียดเพศมาอยู่ใกล้ๆ แล้วฉันก็ไม่ต้องการคนที่คิดว่ากลุ่มคนข้ามเพศเป็นภาระของสังคมมาที่งานด้วย
“ฉันคิดว่านั่นคือหลักการของฉันในตอนนี้ ฉันหวังว่าการที่กลุ่มคนที่มีอุดมการณ์อันตรายแบบนั้นไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้อนรับในคอนเสิร์ตจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะพวกเขาจะเดินเข้าประตูมาและได้เห็นว่าคนทุกกลุ่มอยู่ที่นี่กันหมด และอยู่กันอย่างกลมกลืนท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นพลังบวกเท่านั้น คุณจะได้รับการต้อนรับถ้าคุณคิดว่าทุกคนควรได้รับการต้อนรับ แต่ถ้าหากคุณไม่เชื่อแบบนั้นก็แปลว่าคุณไม่เป็นที่ต้อนรับในคอนเสิร์ตนี้”
Hayley Williams เป็นกระบอกเสียงในการต่อต้านเรื่องการเหยียดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเมื่อปีก่อนยังได้ออกมาสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ออกมาโหวตโดยให้ความสำคัญกับนโยบายเรื่องความเท่าเทียม โดยเธอจะเดินสายแสดงคอนเสิร์ตทั่วพื้นที่ในอเมริกาและยุโรปตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนมิถุนายนปี 2026
ภาพ: Zachary Gray
อ้างอิง:
The post Hayley Williams ไม่ต้อนรับ ‘คนชอบเหยียด’ ในทัวร์คอนเสิร์ตของเธอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวหลังจากที่อาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โค […]
The post สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส ร้อง FIFA ลงโทษนักเตะฟ้าขาว หลังร้องเพลงเหยียด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวหลังจากที่อาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะโคลอมเบีย 1-0 โดยหลังจากพวกเขาเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น และมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่กรุงบัวโนสไอเรส บรรยากาศควรจะเป็นไปอย่างชื่นมื่น จนกระทั่ง เอนโซ เฟร์นานเดซ สร้างเรื่องด้วยการร้องเพลงโจมตีทีมชาติฝรั่งเศสเรื่องสีผิวและรสนิยมทางเพศ ระหว่างไลฟ์ผ่านทางออนไลน์
ส่วนหนึ่งของเนื้อร้องระบุว่า “พวกเขาเล่นให้ฝรั่งเศส แต่มาจากแองโกลา พวกเขาร่วมรักกับสาวสอง พวกนี้มีแม่เป็นไนจีเรีย และพ่อของพวกเขาเป็นแคเมอรูน”
โดยหลังจากนั้นการไลฟ์ถูกตัดจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ทันการณ์ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นดราม่าไปแล้ว โดย เวสลีย์ โฟฟานา เพื่อนร่วมทีมเชลซี โพสต์ผ่าน X ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการ “เหยียดอย่างไม่มีการติดเบรก”
หลังจากนั้นมีนักเตะฝรั่งเศสของเชลซีบางส่วน เช่น มาโล กุสโต, อักเซล ดิซาซี และ เวสลีย์ โฟฟานา เลิกติดตาม Instagram ของเอนโซเรียบร้อย
เหตุการณ์ดังกล่าวยังลุกลามเพิ่มเติม หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส หรือ FFF ยื่นเรื่องต่อสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ให้เข้ามาจัดการลงโทษนักเตะอาร์เจนตินาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของ FFF ระบุว่า “ในนามของ ฟิลิปป์ ดิยัลโล ประธานสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส ขอประณามการเหยียดสีผิวและเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นกับนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
“เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากถ้อยคำในเนื้อเพลงของนักเตะและแฟนบอลอาร์เจนตินา หลังจากคว้าแชมป์โคปาอเมริกา ซึ่งถูกเผยแพร่ทางวิดีโอในสื่อออนไลน์
“นี่เป็นพฤติกรรมที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับกีฬา และสิทธิมนุษยชน
“ในนามประธาน FFF จึงต้องการร้องเรียนไปยัง FIFA ถึงความผิดของทีมชาติอาร์เจนตินา และจะยื่นเรื่องทางกฎหมายสำหรับการดูหมิ่นเชื้อชาติ จากการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อไป”
ล่าสุดเอนโซออกมาแสดงการขอโทษผ่าน Instagram ส่วนตัวแล้ว โดยระบุว่า “ผมอยากขอโทษจากใจจริงสำหรับวิดีโอที่โพสต์ใน Instagram ของผมระหว่างการฉลองกับทีมชาติ
“เนื้อหาของเพลงมีภาษาที่ก้าวร้าวอย่างรุนแรง และผมไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เลยสำหรับถ้อยคำเหล่านั้น
“ผมต่อต้านการเหยียดทุกรูปแบบ และขอโทษที่ในตอนนั้นผมสนใจเพียงความอิ่มเอิบใจในการฉลองแชมป์โคปาอเมริกาของพวกเราอย่างเต็มที่
“วิดีโอในช่วงเวลาเหล่านั้น รวมถึงถ้อยคำต่างๆ ไม่ได้สะท้อนความเชื่อหรือตัวตนที่แท้จริงของผม
“ผมเสียใจมากจริงๆ ครับ”
รายงานเพิ่มเติมระบุว่า สโมสรฟุตบอลเชลซีเองก็สั่งสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ภาพ: Icon Sportswire / Getty Images
อ้างอิง:
The post สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส ร้อง FIFA ลงโทษนักเตะฟ้าขาว หลังร้องเพลงเหยียด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อคืนที่ผ่านมา (8 สิงหาคม) สำนักข่าว BBC รายงานว่า บ […]
The post พรีเมียร์ลีกจะยังมีการคุกเข่าก่อนเกมในบางนัด เพื่อรณรงค์เรื่องความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อคืนที่ผ่านมา (8 สิงหาคม) สำนักข่าว BBC รายงานว่า บรรดากัปตันทีมในศึกพรีเมียร์ลีกออกมายืนยันร่วมกันว่า นักเตะจะยังคงคุกเข่าก่อนการแข่งขันบางนัดในฤดูกาลนี้
พรีเมียร์ลีกยังคงเดินหน้าแคมเปญ ‘No Room For Racism’ เพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติต่อไปในฤดูกาลนี้ โดยกิจกรรมดังกล่าวจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม เมษายน และในการแข่งขันช่วงบ็อกซิ่งเดย์
บรรดานักกีฬาเริ่มแสดงออกด้วยการคุกเข่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเสียชีวิต ก่อให้เกิดเป็นการประท้วงในเหตุการณ์ Black Lives Matter ที่ตามมา
บรรดากัปตันทีมออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยกล่าวว่า “ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม ซึ่งรวมถึงโลกของฟุตบอลและสังคมอันกว้างใหญ่”
“เรามุ่งมั่นที่จะใช้พื้นที่ของเราเพื่อช่วยแสดงออกถึงความหลากหลายและแสดงการสนับสนุนของเราในการต่อสู้กับการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติ
“ดังนั้น เราจะแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อไปด้วยการคุกเข่าในช่วงเวลาสำคัญระหว่างฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง
“ความหลากหลายคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการแข่งขัน และเรารู้สึกอย่างยิ่งว่าผู้คนควรเคารพผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือภูมิหลังของพวกเขา”
ขณะที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2023/24 จะเปิดฉากเกมแรกในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 11 ต่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ 12 สิงหาคมนี้ โดยเป็นเกมระหว่างเบิร์นลีย์ที่เพิ่งเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา จะเปิดบ้านพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ที่สนามเทิร์ฟมัวร์ เวลา 02.00 น.
อ้างอิง:
The post พรีเมียร์ลีกจะยังมีการคุกเข่าก่อนเกมในบางนัด เพื่อรณรงค์เรื่องความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่น่ายกย่องของวง BTS ที่พวกเขาจะสร […]
The post BTS เตรียมไปทำเนียบขาวเพื่อพูดคุยกับ Joe Biden เรื่องความรุนแรง และการถูกเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นกับชาวเอเชีย appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่น่ายกย่องของวง BTS ที่พวกเขาจะสร้างจุดยืน และใช้ชื่อเสียงของตัวเองเพื่อช่วยเหลือปัญหาสังคม หลังมีการประกาศว่า อาร์เอ็ม, จิน, ชูก้า, เจโฮป, จีมิน, วี และ จองกุก จะเดินทางไปยังทำเนียบขาวที่วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อไปคุยกับ Joe Biden ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ เกี่ยวกับความรุนแรงและการถูกเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นกับชาวเอเชีย
การเดินทางไปยังทำเนียบขาวในครั้งนี้ของ BTS เกิดขึ้นในเดือน Asian Pacific American Heritage Month พอดี เป็นวันที่ยกย่องและเฉลิมฉลองความสำคัญของคนเชื้อสายเอเชียในอเมริกา แถม Joe Biden เพิ่งเดินทางไปกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ด้วย
การเป็นกระบอกเสียงของวง BTS เรื่องประเด็นนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2021 หลังทางวงใช้แฮชแท็ก #StopAsianHate เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งมีคนเชื้อสายเอเชียในอเมริกาหลายคนเริ่มถูกเหยียดเชื้อชาติและถูกทำร้ายร่างกาย จนเกิดเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้คนในสหรัฐฯ รวมถึงทั้งโลกหยุดสร้างความเกลียดชังต่อคนเอเชีย โดยในตอนนั้นทางวงได้โพสต์ข้อความด้วยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ไม่สามารถทำให้ตัวตนของเราในฐานะชาวเอเชียหายไปได้ เราจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรในการพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างรอบคอบ ซึ่งเราได้ไตร่ตรองอย่างดีแล้วว่า เราควรใช้เสียงของตัวเองอย่างไร สิ่งที่เราจะสื่อสารนั้นชัดเจน เราขอยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของการเหยียดเชื้อชาติและการแบ่งแยก เราขอประณามความรุนแรง ทั้งคุณและผม เราทุกคนต่างมีสิทธิที่จะได้รับการเคารพ เราจะยืนหยัดไปด้วยกัน”
ต่อมาโพสต์นี้ของวง BTS ก็กลายเป็นโพสต์ที่ถูกรีทวีต (Retweet) มากที่สุดของปี 2021 ด้วยยอดรีทวีตเกิน 1 ล้านครั้ง และยอดไลก์ 2.5 ล้านไลก์
ภาพ: Big Hit / Getty Images
อ้างอิง:
The post BTS เตรียมไปทำเนียบขาวเพื่อพูดคุยกับ Joe Biden เรื่องความรุนแรง และการถูกเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นกับชาวเอเชีย appeared first on THE STANDARD.
]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เพย์ตัน เกนดรอน ชายหนุ่มวัย […]
The post ตำรวจเผยมือปืนกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตในนิวยอร์กวางแผนมาอย่างดีก่อนลงมือ เหตุเกลียดชังคนผิวดำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เพย์ตัน เกนดรอน ชายหนุ่มวัย 18 ปีซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก วางแผนมาอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงมือ โดยเขาขับรถมาไกลจากที่พักถึง 320 กิโลเมตรเพื่อเปิดฉากกราดยิงในพื้นที่ที่มีประชากรผิวสีอยู่กันอย่างหนาแน่นโดยเฉพาะ
เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนคดีนี้ โดยระบุว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุรุนแรงมาจากประเด็นการเหยียดชาติพันธุ์ โดย ไบรอน บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองบัฟฟาโล กล่าวว่า “ผู้ต้องสงสัยเดินทางมาด้วยความตั้งใจที่จะปลิดชีพคนผิวสีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เกนดรอนสวมเสื้อเกราะขับรถเข้าไปในลานจอดรถของซูเปอร์มาร์เก็ต Tops Friendly Market ในเมืองบัฟฟาโลเมื่อเวลาราว 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเปิดกล้องไลฟ์สดขณะก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยิงสกัดเขาไปหลายนัดแต่ก็ไม่เป็นผล เกนดรอนสามารถสังหารเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ ก่อนที่จะเข้าไปกราดยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังมาเดินช้อปปิ้ง
ตำรวจเปิดเผยว่า เกนดรอนทำการลาดตระเวนพื้นที่ดังกล่าว 1 วันก่อนที่จะก่อเหตุด้วย
ทั้งนี้ มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เกนดรอนเป็นผู้ยึดถือลัทธิฟาสซิสต์ และเชื่อว่าคนผิวขาวเป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงส่งกว่ามนุษย์คนอื่นๆ (White Supremacy) โดยเขาได้เผยแพร่ความเชื่อสุดโต่งเหล่านี้ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งการเหยียดชาติพันธุ์ การต่อต้านชาวยิว การเทิดทูนลัทธิฟาสซิสต์ รวมถึงทฤษฎีสมคบคิดและสถิติต่างๆ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี
เกนดรอนถูกจับกุมทันทีหลังก่อเหตุ แต่เขาไม่ยอมรับสารภาพในข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐถึงปล่อยให้เกิดเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้ได้ ในเมื่อรัฐมีข้อมูลอยู่แล้วว่าเขาเป็นพวกหัวรุนแรงที่เคยขู่จะก่อเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมศึกษาของตัวเองเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพจิตในภายหลัง
เหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองบัฟฟาโลตกตะลึงอย่างมาก โดยผู้ที่มาร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยเมื่อวานนี้เปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า “มันน่าเจ็บปวดใจมาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนคิดทำอะไรแบบนี้”
เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เหยื่อที่ถูกกราดยิงมีทั้งหมด 13 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี 11 รายที่เป็นคนผิวสี โดยมีเหยื่อรายหนึ่งเป็นคุณพ่อที่กำลังซื้อคัพเค้กไปเซอร์ไพรส์วันเกิดลูกชาย ส่วนหญิงอีกรายหนึ่งก็กำลังเลือกซื้อสินค้าหลังจากที่เดินทางไปเยี่ยมสามี ณ สถานดูแลพักฟื้น
ในขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่พยายามที่จะลบฟุตเทจของเหตุกราดยิงดังกล่าวไม่ให้หลงเหลือบนโลกอินเทอร์เน็ต ชาวอเมริกันก็ถกเถียงกันถึงประเด็นการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอีกครั้ง รวมถึงปัญหาเครือข่ายเยาวชนหัวรุนแรงที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งยังแก้ไม่ตก โดยหลายคนได้รับการชักจูงอย่างผิดๆ ให้ก่อเหตุสังหารผู้บริสุทธิ์
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง แต่เขาขอประณามอย่างรุนแรงต่อการเหยียดชาติพันธุ์อย่างสุดโต่ง
“เราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อขจัดความเกลียดชังที่ยังคงเป็นรอยเปื้อนในจิตวิญญาณของอเมริกา” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังได้ออกแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีไบเดนและภริยาจะเดินทางไปยังเมืองบัฟฟาโลเพื่อเยี่ยมเยือนประชาชนในพื้นที่
การก่อเหตุของเกนดรอนถือเป็นเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในสหรัฐฯ ของปีนี้ โดยสถิติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนมากถึง 40,000 รายต่อปีในสหรัฐฯ ซึ่งนับรวมถึงการฆ่าตัวตาย และการเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงที่เริ่มมีให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ภาพ: Scott Olson / Getty Images
อ้างอิง:
The post ตำรวจเผยมือปืนกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตในนิวยอร์กวางแผนมาอย่างดีก่อนลงมือ เหตุเกลียดชังคนผิวดำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (2 มกราคม) ชาวแอฟริกาใต้ร่วมไว้อาลัยแก่ อาร์ชบิช […]
The post แอฟริกาใต้จัดรัฐพิธีศพไว้อาลัย ‘อาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู’ ผู้ต่อสู้เพื่อต้านการเหยียดสีผิวและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ปี 1984 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (2 มกราคม) ชาวแอฟริกาใต้ร่วมไว้อาลัยแก่ อาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู ผู้รณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 1984 ในรัฐพิธีศพซึ่งจัดขึ้นที่โบสถ์แองกลิกันในเมืองเคปทาวน์
ตูตูทำกิจกรรมเพื่อต่อต้านการกดขี่คนผิวดำในประเทศบ้านเกิด และได้รับรางวัลโนเบลดังกล่าวจากบทบาทของเขาในการต่อสู้เพื่อล้มล้างระบบการแบ่งแยกสีผิว เขามักกล่าวว่า แรงจูงใจของเขาเป็นเรื่องทางศาสนาและไม่ใช่เรื่องการเมือง นอกจากนี้หลัง เนลสัน แมนเดลา กลายมาเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ในปี 1994 ตูตูก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการหาความจริงและการปรองดองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนการก่ออาชญากรรมที่กระทำโดยคนผิวขาวและคนผิวดำในช่วงยุคการแบ่งแยกสีผิว
เขายังเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า ‘Rainbow Nation’ หรือ ‘ประเทศสีรุ้ง’ เพื่ออธิบายการผสมผสานทางชาติพันธุ์ของแอฟริกาใต้หลังยุคการแบ่งแยกสีผิว แต่ในช่วงปีหลังๆ ในชีวิต เขาแสดงความเสียใจที่ประเทศชาติไม่ได้รวมตัวกันในทางที่เขาฝันไว้
ตูตูเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วด้วยวัย 90 ปี นำมาซึ่งความเศร้าโศกในประเทศและทั่วโลกจากการสูญเสียบุคคลผู้อุทิศตนในการต่อสู้กับความอยุติธรรม ตูตูยังระบุให้จัดพิธีศพของเขาด้วยความเรียบง่าย ด้วยโลงศพราคาถูก และการจัดการศพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยวิธีการ ‘Aquamation’ ซึ่งเป็นการจัดการศพด้วยการนำศพไปแช่ในส่วนผสมของน้ำและอัลคาไลเข้มข้น เช่น โพแทสเซียม ไฮดรอกไซด์ แล้วทำให้มีอุณหภูมิสูง แทนที่จะใช้การเผาไฟ
รัฐพิธีดังกล่าวมีครอบครัว เพื่อน นักบวช และนักการเมือง มารวมตัวกันที่มหาวิหารแองกลิกันเซนต์จอร์จในเคปทาวน์ซึ่งส่องสว่างเป็นสีม่วง สีเสื้อคลุมของนักบวชของเขา ประธานาธิบดี ไซริล รามาโฟซา ของแอฟริกาใต้ ระบุถึงตูตูว่า “บิดาผู้ล่วงลับของเราเป็นนักสู้ในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อความยุติธรรม เพื่อความเท่าเทียม และเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่แค่ในแอฟริกาใต้เท่านั้น แต่ทั่วโลกด้วย
“ขณะที่บุคคลอันเป็นที่รักของเรา (เนลสัน แมนเดลา) เป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยของพวกเรา อาร์ชบิชอป ตูตู ก็เป็นบิดาทางจิตวิญญาณแห่งชาติใหม่ของเรา”
รามาโฟซายังส่งมอบธงชาติแอฟริกาใต้ให้แก่ลีอาห์ ภรรยาม่ายของตูตู ธงชาตินี้ถือเป็นพิธีการทางทหารเพียงพิธีเดียวตามที่ตูตูเคยร้องขอไว้ก่อนเสียชีวิตว่าต้องการให้พิธีทางการทหารนั้นมีขนาดย่อมที่สุด และรัฐพิธีดังกล่าวถือเป็นจุดสิ้นสุดของสัปดาห์แห่งการไว้อาลัยในประเทศแอฟริกาใต้
ขณะที่ผู้แทนขององค์ดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต ระบุว่า องค์ดาไลลามะ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตูตูไม่สามารถเดินทางมาร่วมพิธีได้ เนื่องจากมีอายุมากและข้อจำกัดในสถานการณ์โควิด
ภาพ: Jaco Marais – Pool / Getty Images
อ้างอิง:
The post แอฟริกาใต้จัดรัฐพิธีศพไว้อาลัย ‘อาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู’ ผู้ต่อสู้เพื่อต้านการเหยียดสีผิวและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ปี 1984 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ต้องกา […]
The post เจอร์ราร์ดจี้ยูฟ่าเอาจริงมากขึ้น หลังนักเตะเรนเจอร์สถูกแฟนบอลเด็กนักเรียนนับหมื่นเหยียดสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
สตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ต้องการให้สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เอาจริงมากขึ้นกับการจัดการปัญหาการเหยียดสีผิว หลังจากที่ลูกทีมถูกแฟนบอลที่เป็นเด็กนักเรียนเรือนหมื่นเหยียดสีผิวใส่ในเกมฟุตบอลยูโรปาลีก เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ในเกมยูโรปาลีกระหว่าง สปาร์ตา ปราก กับ เรนเจอร์ส เกิดเหตุการณ์ที่น่าละเหี่ยใจอีกครั้ง เมื่อ เกล็น คามารา นักเตะเรนเจอร์ส ถูกแฟนบอลเจ้าถิ่นซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กนักเรียนจำนวนกว่า 10,000 คน ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าในสนามด้วยหลังจากที่ยูฟ่ากลับคำตัดสิน จากเดิมที่จะให้แข่งในสนามปิดหลังกองเชียร์สปาร์ตา ปราก ได้ก่อเหตุเหยียดสีผิวใส่ ออเรเลียง ชูอาเมนี นักเตะโมนาโก
ย้อนหลังกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว คามาราก็เคยถูกเหยียดสีผิวแบบเดียวกันในเกมที่เรนเจอร์สบุกมาพบกับสลาเวีย ปราก จาก อังเดร คูเดลา ซึ่งในเวลาต่อมาถูกไล่ออกจากสนามด้วยการโดนใบเหลืองครบ 2 ใบ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้เจอร์ราร์ด ในฐานะผู้จัดการทีมคิดว่าควรถึงเวลาที่ยูฟ่าจะดำเนินการจัดการอย่างจริงจัง
“ถ้าพวกเขาจ้องจะเล่นงานเกล็น (คามารา) มันก็น่าผิดหวังมาก” เจอร์ราร์ดกล่าว “เหตุผลที่เด็กๆ จำนวนมากได้เข้ามาในสนามนั้นก็เป็นเพราะมันเคยเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้น ดังนั้นการที่มันเกิดซ้ำอีกจึงยิ่งน่าผิดหวังขึ้นไปอีก มันควรจะมีการจัดการอย่างจริงจังได้แล้ว
“คนทั้งโลกต่างต้องการให้มีการลงโทษและจัดการเรื่องการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง มันควรจะถูกกำจัดไปได้แล้ว แต่จนกว่าจะมีการใช้อำนาจที่แรงขึ้นและมีการจัดการมันอย่างจริงจังมากขึ้น เราก็คงต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ไปอีกยาวนาน”
อ้างอิง:
The post เจอร์ราร์ดจี้ยูฟ่าเอาจริงมากขึ้น หลังนักเตะเรนเจอร์สถูกแฟนบอลเด็กนักเรียนนับหมื่นเหยียดสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรียกว่ากลายเป็นประเด็นใหญ่โต เมื่อ Lizzo นักร้องสาวผู้ […]
The post Lizzo ออกมาพูดถึงการใช้ถ้อยคำรุนแรงบนโลกออนไลน์ หลังถูกผู้คนบนอินเทอร์เน็ตเหยียดรูปร่างและสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรียกว่ากลายเป็นประเด็นใหญ่โต เมื่อ Lizzo นักร้องสาวผู้มักสนับสนุนให้ผู้คนรักตัวเอง ถูกผู้คนบนอินเทอร์เน็ตโจมตีด้วยถ้อยคำหรือข้อความรุนแรง หลังปล่อยซิงเกิลใหม่ใหม่อย่าง Rumors ที่ฟีเจอริงกับ Cardi B ทั้งยังถูกเหยียดรูปร่างและสีผิวจนเธอต้องไลฟ์ระบายความอัดอั้นทาง Instagram ก่อนจะร้องไห้ออกมา
ล่าสุดมีรายงานว่า ทาง Facebook ได้ดำเนินการลบโปรไฟล์ของคนที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตี Lizzo แล้ว เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎสำคัญของพวกเขาซึ่งต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ด้าน Lizzo ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Good Morning America ถึงประเด็นนี้ โดยเธอบอกว่า
“ฉันไม่ได้คิดอะไรมากหรอกหากมีใครมาวิจารณ์ตัวฉันหรือเพลงของฉัน แม้แต่คนที่บอกว่าฉันอ้วน ฉันก็ไม่รังเกียจพวกเขา แค่บางครั้งฉันรู้สึกว่ามันไม่แฟร์เลยที่คนแบบฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ หลายคนชอบพูดประมาณว่า ‘อย่าให้พวกเขาเห็นเธอตอนท้อแท้สิ’ แต่จริงๆ แล้วฉันเข้มแข็งเสมอ แม้ในวันที่ฉันหงุดหงิดหรือร้องไห้ ฉันก็ยังเข้มแข็ง
“สิ่งแย่ๆ พวกนี้ การใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือการเหยียดไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป มันไม่ควรเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ผู้หญิงผิวดำอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน และพวกเธอก็จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปตลอดกาล น่าเสียดายที่เราคือคนกลุ่มเดียวที่ต้องเจ็บปวดจากการถูกผลักไสมากที่สุด ฉันรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่เพราะอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดีย ฉันก็คงถูกลืมไปแล้ว” Lizzo กล่าว
ภาพ: Steven Ferdman / Getty Images
อ้างอิง:
The post Lizzo ออกมาพูดถึงการใช้ถ้อยคำรุนแรงบนโลกออนไลน์ หลังถูกผู้คนบนอินเทอร์เน็ตเหยียดรูปร่างและสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักฟุตบอลชายทีมชาติเยอรมนีชุดลุยโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว […]
The post นักเตะทีมชาติเยอรมนีชุดโอลิมปิกวอล์กเอาต์ในเกมอุ่นเครื่อง หลังถูกคู่แข่งเหยียดสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักฟุตบอลชายทีมชาติเยอรมนีชุดลุยโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว เดินออกจากสนามในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติฮอนดูรัส หลังมีนักเตะในทีมถูกเหยียดสีผิวจากคู่แข่ง
เกมอุ่นเครื่องดังกล่าวที่แข่งขันกันเป็นการภายใน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงละ 30 นาที ซึ่งเยอรมนีและฮอนดูรัสเสมอกันอยู่ 1-1 ปรากฏว่าก่อนหมดเวลาการแข่งขัน 5 นาที นักเตะ ‘ทีมดี’ หรือเยอรมนีชุดโอลิมปิก เดินออกจากสนาม เนื่องจาก จอร์แดน โทรุนาริกยา กองหลังวัย 23 ปีจากทีมแฮร์ธา เบอร์ลิน ถูกเหยียดสีผิว
ทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของทีมฟุตบอลเยอรมนีทวีตรายละเอียดเรื่องนี้ว่า “เกมต้องจบก่อนเวลา 5 นาที โดยที่สกอร์เสมอกัน 1-1 นักเตะทีมชาติเยอรมนีเดินออกจากสนามหลังจากที่ จอร์แดน โทรุนาริกยา ถูกเหยียดสีผิว”
ด้าน สเตฟาน คุนซ์ อดีตนักเตะทีมชาติเยอรมนีชุดแชมป์ฟุตบอลยูโร 1996 ซึ่งเป็นโค้ชของทีมชุดนี้ กล่าวว่า “เมื่อนักเตะของเราคนหนึ่งถูกเหยียดสีผิวแบบนี้ การจะเล่นต่อก็ไม่ใช่ทางเลือกอีก”
ขณะที่ทางด้านทีมชาติฮอนดูรัสได้ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด ส่วนทีมชาติเยอรมนีจะลงแข่งในโอลิมปิกนัดแรกกับทีมชาติบราซิล ในวันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคมนี้
อ้างอิง:
The post นักเตะทีมชาติเยอรมนีชุดโอลิมปิกวอล์กเอาต์ในเกมอุ่นเครื่อง หลังถูกคู่แข่งเหยียดสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดเรก ชอวิน อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจมินนิแอโปลิส ถูกศาลพิพา […]
The post อดีตตำรวจคดีฆาตกรรม จอร์จ ฟลอยด์ ถูกศาลพิพากษาจำคุก 22 ปีครึ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดเรก ชอวิน อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจมินนิแอโปลิส ถูกศาลพิพากษาจำคุก 22 ปี 6 เดือน จากความผิดในคดีฆาตกรรม จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสี ซึ่งโทษดังกล่าวนานกว่าเกณฑ์ 12 ปีครึ่งของรัฐมินนิโซตา โดยผู้พิพากษาให้เหตุผลว่า อดีตตำรวจผิวขาวรายนี้ “ใช้อำนาจในทางที่ผิดและกระทำทารุณโหดร้าย” ต่อ จอร์จ ฟลอยด์
ชอวิน วัย 45 ปี ถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนเมษายน หลังการพิจารณาคดีนาน 6 สัปดาห์ โดยอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจมินนิแอโปลิสใช้เข่ากดคอฟลอยด์เป็นเวลานานกว่า 9 นาที จนกระทั่งฟลอยด์ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในที่สุด แม้ฟลอยด์ร้องบอกหลายครั้งว่าเขาหายใจไม่ออกก็ตาม
การตัดสินโทษจำคุก 270 เดือนโดยผู้พิพากษา ปีเตอร์ เคฮิลล์ นั้นน้อยกว่าข้อเรียกร้องของอัยการที่ต้องการให้ชอวินถูกจำคุก 30 ปี แต่ก็ยาวนานกว่าเกณฑ์ที่รัฐมินนิแอโปลิสกำหนดไว้ 10 ปี ขณะที่ทางฝ่ายจำเลยขอให้คุมประพฤติ
คำพิพากษานี้ “ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือความเห็นอกเห็นใจ” ผู้พิพากษาเคฮิลล์กล่าวระหว่างการไต่สวนคดี ณ ศูนย์ราชการเฮนเนพิน เคาน์ตี ในมินนิแอโปลิส
ด้านชอวินแสดงความเสียใจต่อครอบครัวฟลอยด์ และได้กล่าวก่อนการพิพากษาว่า เขาไม่สามารถชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดได้ เนื่องจากเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเขามีแนวโน้มที่จะยื่นอุทธรณ์
ขณะที่ เทอร์เรนซ์ ฟลอยด์ เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่ชายของเขา
“ในนามของผมและครอบครัว เราขอเรียกร้องโทษสูงสุด เราไม่ต้องการบทลงโทษเล็กน้อยอีกต่อไปแล้ว” น้องชายจอร์จ ฟลอยด์ กล่าวต่อศาล
จันนา ลูกสาววัย 7 ขวบของจอร์จ ฟลอยด์ พูดผ่านวิดีโอว่าถ้าเธอพูดกับพ่อได้ในตอนนี้ เธอจะบอกเขาว่า “หนูคิดถึงพ่อและหนูรักพ่อค่ะ”
การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ก่อให้เกิดการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมทางเชื้อชาติครั้งใหญ่ทั่วทั้งสหรัฐฯ และทั่วโลก หลังจากภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวกระทำเกินกว่าเหตุขณะจับกุมตัว จอร์จ ฟลอยด์ นั้นถูกบันทึกเอาไว้ได้และถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ โดย ดาร์เนลลา เฟรเซอร์ ซึ่งอายุ 17 ปีตอนที่ถ่ายคลิปวิดีโอ ได้รับรางวัลพิเศษจากคณะกรรมการรางวัลพูลิตเซอร์ในเวลาต่อมา
คดีฆาตกรรมจอร์จ ฟลอยด์ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติในสังคมอเมริกัน เนื่องจากน้อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะถูกตั้งข้อหา นับประสากับการถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฆาตกรรมระหว่างการปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ดี ชอวินเผชิญ 3 ข้อกล่าวหาในคดีนี้ ได้แก่ ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา (Second-Degree Murder) ฆ่าคนตายโดยประมาท (Third-Degree Murder) และกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (Second-Degree Manslaughter) ซึ่งเขาถูกพิพากษาในข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดเท่านั้น
แคโรลีน พอว์เลนที แม่ของชอวินกล่าวกับลูกชายของเธอว่า เธอยังคงเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา และขอลดหย่อนผ่อนโทษต่อศาล
“คนทั่วไปจะไม่มีวันได้รู้จักผู้ชายที่รักและห่วงใยผู้อื่นในแบบที่เขาเป็น แต่ครอบครัวของเขารู้จักดี” เธอกล่าว “ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเดเรก”
ผู้พิพากษาเคฮิลล์ระบุเหตุผลของคำพิพากษาว่า “ภารกิจหนึ่งของกรมตำรวจมินนิแอโปลิสคือการรับฟังเสียงและเคารพประชาชน แต่แทนที่ชอวินจะปฏิบัติตามภารกิจของกรมตำรวจมินนิแอโปลิส เขากลับปฏิบัติต่อฟลอยด์อย่างไม่เคารพ และปฏิเสธศักดิ์ศรีที่มนุษย์ทุกคนพึงมี”
ด้านอัยการ เบนจามิน ครัมป์ ซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัวฟลอยด์ในคดีแพ่งต่อเมืองมินนิอแอโปลิส กล่าวว่า “คำพิพากษาเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความยุติธรรมทางอาญาได้”
ภาพ: Reuters
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post อดีตตำรวจคดีฆาตกรรม จอร์จ ฟลอยด์ ถูกศาลพิพากษาจำคุก 22 ปีครึ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหล่าซูเปอร์สตาร์ลูกหนังนำมาโดย มาร์คัส แรชฟอร์ด, แกเร็ […]
The post แรชฟอร์ด-เบล-เฮนเดอร์สัน นำทัพนักเตะทีม ‘Hope United’ จุดความหวังต่อสู้การเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหล่าซูเปอร์สตาร์ลูกหนังนำมาโดย มาร์คัส แรชฟอร์ด, แกเร็ธ เบล และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ประกาศเข้าร่วมทีมใหม่ ‘Hope United’ เพื่อจุดประกายความหวังในการต่อสู้กับการเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์
แคมเปญ Hope United เป็นแคมเปญของสถานีโทรทัศน์ BT ที่มีเป้าหมายในการให้นักฟุตบอลขวัญใจของทุกคนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะสีผิวใดก็ตามในการช่วยให้ความรู้แก่ทุกคนในการปกป้องตัวเองจากพวกเหยียดสีผิว และสิ่งที่ทุกคนจะสามารถช่วยกันเพื่อทำให้สังคมโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ขึ้น
สำหรับทีม Hope United นั้นได้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานทีมชาติอังกฤษ และ คาเรน คาร์นีย์ อดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษเช่นกันมารับบทผู้จัดการทีม และมีโค้ชคือ ร็อบบี ซาเวจ อดีตสตาร์ทีมชาติเวลส์ และ เอนี อาลูโก อดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษ ส่วนผู้เล่นในทีมมาจากกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรมีทั้งสิ้น 16 คนด้วยกัน
โดยกลุ่มนักเตะชายได้แก่ เจสซี ลินการ์ด (อังกฤษ), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (อังกฤษ), มาร์คัส แรชฟอร์ด (อังกฤษ), แกเร็ธ เบล (เวลส์), แอนดี โรเบิร์ตสัน (สกอตแลนด์), เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ (อังกฤษ), ดาเนียล เจมส์ (เวลส์), จามาล ลิวอิส (ไอร์แลนด์เหนือ), อีธาน แอมปาดู (เวลส์), ชาร์ลี ฟอการ์ที (ไอร์แลนด์เหนือ-นักฟุตบอลคนพิการ), เลียม พาลเมอร์ (สกอตแลนด์) ขณะที่นักเตะหญิงประกอบไปด้วย ลูซี บรอนซ์ (อังกฤษ), เดมี สโตคส์ (อังกฤษ), รีเบคกา เซลลาร์ (สกอตแลนด์-นักฟุตบอลคนพิการ) และ ลอเรน เจมส์ (อังกฤษ)
เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมลิเวอร์พูลกล่าวถึงความรู้สึกในการได้ร่วมทีมใหม่ว่า “บางคนเชื่อว่าการเหยียดกันบนโซเชียลมีเดียคือสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตของนักฟุตบอล แต่ Hope United จะแสดงให้เห็นเองว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป”
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post แรชฟอร์ด-เบล-เฮนเดอร์สัน นำทัพนักเตะทีม ‘Hope United’ จุดความหวังต่อสู้การเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษ และอดีตประธานาธิบดีของแอฟริกาใต […]
The post 10 พฤษภาคม 1994 – เนลสัน แมนเดลา เป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษ และอดีตประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ เขาถูกจำคุกหลายรอบ ซึ่งเป็นผลมาจากการต่อต้านนโยบายเหยียดสีผิวของรัฐบาล รวมระยะเวลาที่ถูกจำคุกคือ 27 ปี หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของทั้งชีวิต
แมนเดลาได้รับอิสรภาพเมื่อปี 1990 โดยมีแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ในยุคนั้นปล่อยตัวแมนเดลา โดยมีการกดดันทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจ รวมถึงแวดวงกีฬาจากทั่วโลก โดยมีวินนี อดีตภรรยาเป็นคนกลางที่คอยประสานกับรัฐบาลรวมถึงองค์กรต่างชาติ ในการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาลแอฟริกาใต้
หลังได้รับการปล่อยตัว แมนเดลาชนะการเลือกตั้งในปี 1994 ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ที่มาจากการเลือกตั้ง และเข้าพิธีสาบานตนในวันที่ 10 พฤษภาคม 1994
The post 10 พฤษภาคม 1994 – เนลสัน แมนเดลา เป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงเวลาก่อนเกมฟุตบอลยูฟ่ายูโรปาลีกระหว่างสลาเวีย ปรา […]
The post เมื่อเหล่านักเตะปืนใหญ่รวมพลังส่งสารครั้งสำคัญต่อคู่แข่งและโลกใบนี้ ‘จงเลิกเหยียดผิวเสียที’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงเวลาก่อนเกมฟุตบอลยูฟ่ายูโรปาลีกระหว่างสลาเวีย ปราก กับอาร์เซนอล ซึ่งเป็นเกมนัดที่ 2 ของรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังจากที่เสมอกันมาในนัดแรก 1-1 จะเริ่มต้นขึ้น ได้เกิดภาพที่มีโอกาสจะเป็นโมเมนต์สำคัญในประวัติศาสตร์ฟุตบอล
ภาพดังกล่าวเป็นภาพการรวมตัวกันของผู้เล่นทั้งสองทีมที่แตกต่างกัน ในขณะที่นักเตะแชมป์ลีกเช็กได้ยืนกอดคอกันที่วงกลมกลางสนาม ทางด้านนักเตะอาร์เซนอลกลับยืนกระจายกันในแดนของตัวเองและทุกคนได้คุกเข่าลงพร้อมกัน
โดยผู้นำในการนั่งคุกเข่าครั้งนี้คือ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ศูนย์หน้าผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีม
สีหน้าและแววตาของดาวยิงชาวฝรั่งเศสนั้นบ่งบอกความรู้สึกในใจได้อย่างชัดเจนว่า เขาจะไม่ยอมให้มีการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของใครก็ตาม เพียงเพราะสีผิวของเราไม่เหมือนกัน
และความจริงจังที่ถูกส่งออกมานั้นเห็นได้ชัดว่าได้เขย่าขวัญนักเตะทีมสลาเวีย ปราก อยู่ไม่น้อยทีเดียว
ย้อนหลังกลับไปก่อนหน้าเกมจะเริ่มต้นขึ้น 1 วัน ทางด้านสหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป หรือยูฟ่า มีคำสั่งลงโทษ ออนเดร คูเดลา นักเตะของสลาเวีย ปราก อย่างรุนแรงด้วยการห้ามลงสนามเป็นเวลา 10 นัด
โทษดังกล่าวมาจากความผิดฐานที่คูเดลาได้พูดจาเหยียดสีผิวใส่ เกล็น กามารา ดาวเตะทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส คู่แข่งรอบที่แล้วในเกมที่สลาเวีย ปราก สามารถผ่านด่านแชมป์ลีกสกอตแลนด์ได้
โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คูเดลาได้เดินมากระซิบที่ข้างหูของกามารา ซึ่งภายหลังทางด้านดาวเตะวัย 34 ปี ยืนยันว่า เขาไม่ได้พูดเหยียดสีผิวใส่คู่แข่ง แต่หลังจากที่ได้สอบสวนแล้วยูฟ่าพบว่า มีการกระทำผิดจริง และเป็นการกระทำผิดอย่างรุนแรงด้วย ทำให้มีคำสั่งลงโทษในที่สุด
ด้านกามาราถูกลงโทษด้วยการแบนเป็นเวลา 3 นัด จากเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ได้เข้าไปชกคูเดลาในอุโมงค์สนาม ซึ่งทางด้านเรนเจอร์สเตรียมจะอุทธรณ์
บทลงโทษของคูเดลาในครั้งนี้ทางด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสาธารณรัฐเช็กไม่เห็นด้วยนัก โดย วราติสลาฟ มีนาร์ หัวหน้าสำนักประธานาธิบดี ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงยูฟ่ามีใจความว่า “ผมได้รับทราบว่าการเหยียดผิวนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดจริง ฝ่ายสืบสวนของยูฟ่าแค่ตั้งประเด็นว่า ออนเดร คูเดลา ได้เหยียดผิว ยิ่งไปกว่านั้นพวกคุณยังตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมกับผู้เล่นที่ไม่ได้ทำร้ายใครนอกจากแค่คำพูด ซึ่งตามการแถลงของเขาก็แค่ข่มขู่คู่แข่ง”
มีนาร์ชี้ว่า ยูฟ่าลงโทษทั้งที่ปราศจากหลักฐานและพยานที่แน่ชัด ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง และความพยายามในการกระทำครั้งนี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ในทางที่เลวร้ายมากกว่าทางที่ถูกที่ควร
อย่างไรก็ดี สำหรับอาร์เซนอล คำโต้แย้งของมีนาร์ไม่ใช่ประเด็น
ศัตรูของพวกเขาในเรื่องนี้ไม่ใช่สลาเวีย ปราก และการกระทำนี้ก็ไม่ได้มีเจตนาเพื่อที่จะบั่นทอนสมาธิของคู่แข่งโดยตรงเพราะไม่ใช่วัตถุประสงค์ หากแต่พวกเขาต้องการทำในวันนี้ ต่อหน้าทีมที่มีผู้เล่นที่เหยียดสีผิวใส่คนอื่นและเพิ่งได้รับบทลงโทษ เพราะต้องการจะบอกบางอย่างกับโลกใบนี้
นี่คือการคุกเข่าที่ไม่ใช่ยอมแพ้ แต่เพื่อให้หยุดการคุกคาม
Lacazette
pic.twitter.com/aHlh1SYr00
— Football on BT Sport (@btsportfootball) April 15, 2021
ข้อความนี้ถูกส่งไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย สร้างการรับรู้ได้อย่างดี และน่าจะเป็นการแสดงออกที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในการต่อสู้กับปัญหาการเหยียดสีผิว ที่ปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยแฟนฟุตบอลที่ปกปิดตัวเองและแสดงความเกลียดชังอย่างหน้าไม่อาย
“พวกเขามาขอผมและสโมสรเกี่ยวกับการแสดงออกในเรื่องนี้” มิเกล อาร์เตตา เผยถึงการแสดงออกที่กล้าหาญของลูกทีมด้วยความภูมิใจ
“พวกเขามีเหตุผลที่ถูกต้อง ดังนั้นสโมสรจึงสนับสนุน และผมคิดว่ามันเป็นการแสดงออกที่ดี เราได้คุยกับสโมสรเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้เป็นไปตามกฎของยูฟ่า และกระทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเราตัดสินใจทำแบบนี้ และเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกชอบและเชื่อว่ายูฟ่าก็จะสนับสนุนด้วยเช่นกัน บรรดากัปตันในทีม (ลากาแซตต์, กรานิต ชากา) มาสอบถามผม และผมก็สนับสนุนพวกเขาเหมือนที่สโมสรสนับสนุน”
ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการคุกเข่าหรือไม่ อาร์เซนอลเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในสนามได้สำเร็จด้วยการถล่มขาดลอยถึง 4-0 โดยพวกเขามีช่วงเวลาสำคัญที่ได้ 3 ประตูในระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้นในครึ่งแรกจาก นิโคลัส เปเป้ (นาที18), ลากาแซต์ (จุดโทษ นาที 21) และ บูกาโย ซากา (นาที 24) ก่อนที่ลากาแซตต์จะมายิงประตูปิดท้าย 4-0 ในนาทีที่ 77 ทำให้ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของศึกยูโรปาลีกในที่สุด
ขณะที่นอกสนาม พวกเขาก็ชนะใจคนทั้งโลก
ที่เหลือก็อยู่ที่คนทั้งโลกจะร่วมต่อสู้ไปด้วยกันไหม และหวังว่ามันจะทำให้เหล่าคนที่ยังมีจิตใจดำมืดกว่าสีผิวคนอื่นได้เกรงกลัว ได้รู้
ไม่มีคำว่าเกรงใจสำหรับคนเหยียดผิว
อ้างอิง:
The post เมื่อเหล่านักเตะปืนใหญ่รวมพลังส่งสารครั้งสำคัญต่อคู่แข่งและโลกใบนี้ ‘จงเลิกเหยียดผิวเสียที’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย ยืนหยัดเคียงข้าง มุคตาร์ เดียกาบี […]
The post “เราไม่เชื่อ” บาเลนเซียตอบโต้นักเตะกาดิซ หลังยืนกรานไม่ได้เหยียดสีผิวใส่ มุคตาร์ เดียกาบี appeared first on THE STANDARD.
]]>
สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย ยืนหยัดเคียงข้าง มุคตาร์ เดียกาบี นักเตะผิวดำของทีม หลังคู่กรณีอย่าง ฆวน กาลา กองหลังกาดิซ ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดเหยียดสีผิวใส่ในเกมฟุตบอลลาลีกาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในเกมที่บาเลนเซียพบกับกาดิซเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเมื่อนักเตะทีม ‘ค้างคาว’ ตัดสินใจเดินออกจากสนาม หลังจากที่เดียกาบีบอกกับเพื่อนว่าถูกกาลาพูดเหยียดสีผิวใส่ จนทำให้เกิดการปะทะคารมกันอย่างรุนแรงและเกือบจะวิวาทกันกลางสนาม ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเข้ามารับฟังคำอธิบายจากกองหลังที่พยายามชี้แจงว่าเป็นผู้ถูกกระทำ
ทั้งนี้ตามรายงานของผู้ตัดสินที่บันทึกไว้ใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรง เพียงแต่ไม่มีทีมผู้ตัดสินที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว ก่อนที่เดียกาบีจะพูดคุยกับ กาเบรียล เปาลิสตา เพื่อนร่วมทีมและผู้ตัดสิน ก่อนจะเดินนำนักเตะบาเลนเซียออกจากสนามและกลับเข้าอุโมงค์ ซึ่งทำให้เกมหยุดพักนานถึง 20 นาที ก่อนจะกลับมาทำการแข่งกันต่อ โดยทีมจากแดนใต้ของสเปนออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า กลับมาแข่งต่อเพราะถูกขู่ว่าจะโดนลงโทษหากไม่กลับลงสนาม
ด้าน กาลา ออกแถลงข่าวในเรื่องนี้ โดยยืนยันว่าเขาไม่ได้พูดจาเหยียดสีผิวใส่แต่อย่างใด และที่เป็นเรื่องก็เป็นการปั้นข่าวของสื่อเท่านั้น “มีกล้องตั้ง 20-25 ตัว ไม่นับไมโครโฟนในสนาม ตอนที่เดียกาบีบอกว่าเขาถูกพูดจาดูหมิ่น ก็มีผู้เล่นอีก 7-8 คนอยู่รอบๆ ตัวผม แต่ไม่เห็นมีใครได้ยินอะไรเลย ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดผมก็ควรจะสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นได้
การแถลงของดาวเตะกาดิซได้รับการตอบโต้อย่างร้อนแรงจากบาเลนเซียที่ออกแถลงการณ์บนพาดหัวสั้นๆ ว่า “พวกเราไม่เชื่อคุณ”
“สโมสรฟุตบอลบาเลนเซียรู้สึกเสียใจกับแถลงการณ์ของ ฆวน กาลา ผู้เล่นของกาดิซ ที่ในอีก 48 ชั่วโมงให้หลังเขาปฏิเสธการเหยียดสีผิวใส่ มุคตาร์ เดียกาบี ในระหว่างเกมลาลีกา กาลาพลาดโอกาสที่จะยอมรับความผิดพลาดและขอโทษต่อคนที่ได้รับผลกระทบ และการทำแบบนี้ก็เท่ากับเขาทำร้ายเดียกาบีและสมาชิกของบาเลนเซีย”
บาเลนเซียทิ้งท้ายในแถลงการณ์ว่า “เราเชื่อในผู้เล่นของเราและพร้อมสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่” ขณะที่ทางด้านลาลีกายืนยันว่าจะมีการพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยจะรอผลการวิเคราะห์ เพราะคิดว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นจนทำให้ผู้เล่นของบาเลนเซียโกรธอย่างมาก
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post “เราไม่เชื่อ” บาเลนเซียตอบโต้นักเตะกาดิซ หลังยืนกรานไม่ได้เหยียดสีผิวใส่ มุคตาร์ เดียกาบี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 มีนาคม) เธียร์รี อองรี อดีตศูนย์หน้าอาร์เซนอ […]
The post เธียร์รี อองรี ประกาศยุติการใช้โซเชียลมีเดีย จนกว่าผู้ให้บริการจะแก้ปัญหาการเหยียดสีผิวและการบูลลี่ในโลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 มีนาคม) เธียร์รี อองรี อดีตศูนย์หน้าอาร์เซนอลและทีมชาติฝรั่งเศส ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทวิตเตอร์ว่า เขาจะยุติการใช้โซเชียลมีเดียจนกว่าเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ จะจัดระเบียบ แก้ไขปัญหาเหยียดสีผิว และการบูลลี่ในโลกออนไลน์ในหลายแพลตฟอร์ม
โดย อองรี อดีตนักเตะวัย 43 ปี ทวีตข้อความลงทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.3 ล้านคนในวันนี้ว่า
“สวัสดีทุกคน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เช้าเป็นต้นไปผมจะถอนตัวออกจากโซเชียลมีเดียจนกว่าผู้คนในตำแหน่งสำคัญจะสามารถจัดระเบียบแพลตฟอร์มของพวกเขาด้วยความเข้มงวดพอๆ กับที่พวกเขาจัดการกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
“ปัญหาการเหยียดสีผิว บูลลี่ และปัญหาที่ทำให้เกิดปัญหาทางสภาพจิตใจต่อผู้คนมีมากเกินกว่าที่จะถูกละเลย
“ต้องมีคนรับผิดชอบหรือบทลงโทษ ตอนนี้เป็นสิ่งที่ง่ายเกินไปที่จะสร้างบัญชีและใช้มันในการบูลลี่หรือโจมตีผู้คนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ โดยท่ียังไม่ต้องระบุตัวตนอีกด้วย
“จนกว่าสิ่งเหล่านี้จะได้รับการเปลี่ยนแปลง ผมจะยุติการใช้บัญชีต่างๆ ของผมในทุกโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม
“ผมหวังว่าสิ่งที่นี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในเร็ววันนี้”
สำหรับ เธียร์รี อองรี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยกับอาร์เซนอล ระหว่างการลงเล่นในปี 1999-2007 ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาได้เผยถึงช่วงเวลาที่เขาพบเจอกับปัญหาการเหยียดสีผิวระหว่างการลงเล่นให้กับอาร์เซนอล
“ผมคิดว่าเราควรเผยให้ทุกคนทราบและรับรู้ว่าเรากำลังเจ็บปวด พอได้แล้ว เพราะเรามาไกลถึงขนาดนี้แต่ยังพบเจอปัญหาแบบเดิมๆ” อองรีกล่าวถึงปัญหาการเหยียดสีผิว
ก่อนหน้านี้สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ได้เรียกร้องให้บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำระบบการยืนยันตัวตนในแต่ละบัญชีมาใช้ในแพลตฟอร์มของพวกเขาหลังจากเกิดปัญหาการเหยียดและการโจมตีนักฟุตบอลในโลกออนไลน์มากขึ้น
หนึ่งในนั้นคือ ไมค์ ดีน ผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกที่โดนขู่ฆ่าผ่านทางโซเชียลมีเดีย
เดือนที่ผ่านมา อินสตาแกรมได้ประกาศมาตรการแก้ไขปัญหาการเหยียดหรือบูลลี่ในแพลตฟอร์มด้วยการลบบัญชีผู้ที่ส่งข้อความโจมตีผู้อื่น และกำลังพัฒนาระบบจัดการใหม่เพื่อช่วยลดปัญหาของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่
ด้านทวิตเตอร์ได้กล่าวเมื่อปี 2019 ว่า “ไม่มีพื้นที่สำหรับข้อความที่รุนแรงในการบริการของเรา”
หลังจากที่ได้จัดการกับบัญชีกว่า 700 กรณีที่กระทำการเหยียดหรือโจมตีเกี่ยวกับโลกฟุตบอลในอังกฤษในเวลาเพียงสองสัปดาห์ และสัญญาว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาต่อไป
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post เธียร์รี อองรี ประกาศยุติการใช้โซเชียลมีเดีย จนกว่าผู้ให้บริการจะแก้ปัญหาการเหยียดสีผิวและการบูลลี่ในโลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวของการปฏิวัติวิสัยทัศน์ด้านความงา […]
The post ยูนิลีเวอร์ ประกาศเลิกใช้คำว่า ‘ปกติ’ ในคำโฆษณาของแบรนด์ในเครือทั้งหมด สื่อถึงการไม่แบ่งแยกสภาพผิวหรือสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวของการปฏิวัติวิสัยทัศน์ด้านความงามให้เป็นไปในเชิงบวกอย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อบริษัทยูนิลีเวอร์ได้ออกมาประกาศโดยให้คำมั่นสัญญาอย่างเปิดเผยว่า ต่อไปนี้แบรนด์ยอดนิยมต่างๆ ที่อยู่ในเครือของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Dove, Love Beauty & Planet, Vaseline และ Shea Moisture ที่ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่ผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผิวและเส้นผมชื่อดังมากมาย จะเลิกใช้คำว่าปกติ (Normal) ในบรรจุภัณฑ์และการโฆษณาแบรนด์ความงาม รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ยกระดับวิสัยทัศน์เชิงบวกใหม่ๆ อันจะเป็นจุดยืนหลักของบริษัทต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกำจัดภาษาที่สื่อถึงการแบ่งแยกและสื่อถึงอุดมคติด้านความงามที่ล้าสมัยเมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งที่ผ่านมาแบรนด์ส่วนใหญ่ (รวมถึงยูนิลีเวอร์เอง) ก็เคยใช้คำว่าปกติในการอธิบายสภาพผิวหรือสภาพเส้นผม ซึ่งหากมองลึกลงไปในความหมายของคำนี้ มันแสดงออกถึงการแบ่งแยกชัดเจน
ดังนั้นเพื่อเป็นการก้าวข้ามวิสัยทัศน์เก่าๆ ไปสู่ยุคสมัยที่เปิดกว้างและคำนึงถึงสิทธิความเท่าเทียมมากขึ้น เหล่าผู้บริโภคสินค้าของแบรนด์ยูนิลีเวอร์จะไม่ได้เห็นคำว่าปกติเป็นคำอธิบายหรือโฆษณาปรากฏในสินค้าอีกต่อไป จากการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในจุดยืนครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองว่าในบรรดาแบรนด์อื่นๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดความงามและสินค้าเพื่อสุขภาพว่าจะออกมาแสดงจุดยืนเช่นเดียวกับยูนิลีเวอร์หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรการออกมาประกาศจุดยืนครั้งนี้ก็ถือเป็นเรื่องราวแง่บวกที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในวงการความงามได้ไม่น้อย
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
อ้างอิง:
The post ยูนิลีเวอร์ ประกาศเลิกใช้คำว่า ‘ปกติ’ ในคำโฆษณาของแบรนด์ในเครือทั้งหมด สื่อถึงการไม่แบ่งแยกสภาพผิวหรือสีผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (13 มีนาคม) สภาเมืองมินนิแอโปลิส รัฐมินนิโซตาของ […]
The post ทางการมินนิแอโปลิส จ่ายเงินชดเชย 830 ล้านบาท แก่ครอบครัวจอร์จ ฟลอยด์ ชายผู้ปลุกกระแสต่อต้านการเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (13 มีนาคม) สภาเมืองมินนิแอโปลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา อนุมัติการจ่ายเงินชดเชยจำนวน 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 830 ล้านบาท) แก่ครอบครัวของ จอร์จ ฟลอยด์ ชายผู้ปลุกกระแสต่อต้านการเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในประชาคมโลก โดยทั้งหมดได้เดินทางไปยังจุดที่จอร์จ ฟลอยด์ เสียชีวิต บนถนนหมายเลข 39 สตรีทแอนด์ชิคาโกอีกครั้ง
โดยครอบครัวของจอร์จ ฟลอยด์หวังว่า การเสียชีวิตของจอร์จจะมีความหมาย และเป็นบทเรียนสุดท้ายที่จะต้องมีคนจบชีวิตลงด้วยการเลือกปฏิบัติ และอคติที่มีต่อความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีผิว เพศ เชื้อชาติ ความเชื่อ หรือแม้แต่อุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งหวังว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมและนำไปสู่การปฏิรูปหน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างสังคมอเมริกันที่โอบรับความแตกต่างหลากหลายเพิ่มมากขึ้น
จอร์จ ฟลอยด์ พลเมืองแอฟริกันอเมริกันที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง และการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ปี 2020 ที่ผ่านมา ในครั้งนั้นมีพลเมืองอเมริกันจำนวนมากต่างเข้าร่วมพิธีศพของจอร์จ ฟลอยด์ เพื่อร่วมส่งอำลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย โดยมีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยนาน 8 นาที 46 วินาที เท่ากับระยะเวลาที่เข่าของอดีตนายตำรวจกดอยู่บนต้นคอของจอร์จ ฟลอยด์ ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจในที่สุด
ทางการสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหากับ Derek Chauvin อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำเกินกว่าเหตุ ใช้เข่ากดต้นคอของฟลอยด์จนเขาเสียชีวิต ถูกปรับเพิ่มโทษ มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแต่ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 นาย ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ถูกตั้งข้อหาฐานให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนให้เกิดการฆาตกรรม โดยทั้ง 4 นาย อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดนานถึง 40 ปี
บทความที่เกี่ยวข้อง:
ภาพ: Renee Jones Schneider / Star Tribune via Getty Images
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post ทางการมินนิแอโปลิส จ่ายเงินชดเชย 830 ล้านบาท แก่ครอบครัวจอร์จ ฟลอยด์ ชายผู้ปลุกกระแสต่อต้านการเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Facebook ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียระดับโลก ประกาศจุดยืน […]
The post Facebook ยืนยันพร้อมร่วมขจัดการเหยียดสีผิวใส่นักฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
Facebook ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียระดับโลก ประกาศจุดยืนชัดพร้อมร่วมต่อสู้กับการเหยียดสีผิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังจากที่มีกรณีแฟนบอลเหยียดสีผิวใส่นักฟุตบอลอย่างรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
การเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อนักฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกหลายราย อาทิ อักเซล ตวนเซเบ, อองโตนี มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด สามนักเตะจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง รีซ เจมส์ แบ็กขวาเชลซี และ ลอเรน เจมส์ น้องสาวที่เล่นให้กับทีมหญิงของ ‘ปีศาจแดง’ ถูกแฟนบอลด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงในเชิงเหยียดเชื้อชาติ ทำให้มีการออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะเจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram รวมถึง Twitter ออกมาจัดการเป็นการเร่งด่วน
ต่อเรื่องนี้ทางด้าน Facebook โดยผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านเนื้อหา ฟาดไซ มาดซินกิรา ออกมายืนยันว่า ทางบริษัทจะดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้อย่างเต็มที่ โดยจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการลบบัญชีผู้ใช้ที่ทำการเหยียดผิวใส่คนอื่น
“เรากำลังจะใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นสำหรับคนที่ฝ่าฝืนกฎของ Instagram ด้วยการส่งข้อความตรง ซึ่งเราจะมีการลบบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน ด้วยวิธีการนี้จะทำให้เราสามารถลดจำนวนการกระทำรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ เราจะสามารถปิดบัญชีเหล่านี้บน Instagram ได้เร็วขึ้นกว่าที่อื่น”
Facebook ยังยืนยันที่จะร่วมมือกับทางการอังกฤษในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องของการใช้ถ้อยคำในเชิงเหยียดผิว ซึ่งหากมีการร้องขอข้อมูลมาจะประสานงานทันที ขณะที่ทางด้าน Kick It Out องค์กรการกุศลที่ต่อสู้เรื่องการเหยียดสีผิวจะจับตาว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริการายนี้จะปฏิบัติตามที่พูดอย่างเคร่งครัดหรือไม่
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post Facebook ยืนยันพร้อมร่วมขจัดการเหยียดสีผิวใส่นักฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปกติแล้วในเดือนกุมภาพันธ์จนถึงล่วงเข้าเดือนมีนาคมของทุก […]
The post ‘เกรียนลูกหนังออนไลน์’ จากเหยียดผิวนักฟุตบอลถึงขู่ฆ่ากรรมการ ความรุนแรงรูปแบบใหม่ในวงการลูกหนัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปกติแล้วในเดือนกุมภาพันธ์จนถึงล่วงเข้าเดือนมีนาคมของทุกปี ในสหรัฐอเมริกาจะเป็นช่วงเวลาที่เรียกขานกันว่า Black History Month หรือเดือนแห่งประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน
โดยตลอดทั้งเดือนจะมีการเชิดชูผลงานและบทบาทสำคัญของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันต่อประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการให้ความรู้แก่ผู้คนเพื่อต่อสู้กับปัญหาการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติซึ่งหยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจผู้คนมายาวนานหลายร้อยปี
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการต่อสู้ รณรงค์ และเรียกร้องอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงในการจับกุม จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ได้ปลุกกระแส Black Lives Matter ที่ได้รับการขานรับโดยเฉพาะในวงการกีฬา ที่เหล่านักกีฬาระดับโลกได้แสดงจุดยืนต่อต้านเรื่องนี้อย่างชัดเจน
หนึ่งในสัญลักษณ์ที่นักกีฬาเหล่านี้ทำคือการนั่งคุกเข่าลงในช่วงระหว่างก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างไม่เป็นทางการ เพราะแม้จะไม่มีการบังคับ ใครใคร่ทำก็ทำ ใครไม่สะดวกใจก็ไม่ว่ากล่าว แต่ก็มีการตกลงร่วมกันเป็นส่วนใหญ่ที่จะแสดงออกถึงเรื่องนี้ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาและคุณค่าของความเป็นคนที่เท่าเท่ียมกัน
ธรรมเนียมการคุกเข่านี้ยังได้เดินทางมาถึงในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะในเกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เหล่านักฟุตบอลและสตาฟฟ์โค้ชยินดีที่จะทำ ด้วยหวังว่าทำให้แฟนบอลรับรู้และเข้าใจมากขึ้น
แต่ดูเหมือนความพยายามหลายเดือนที่ผ่านมาจะไม่เป็นผล เมื่อปัญหาการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรงกำลังกลับมาอีกครั้ง โดยเจตนาร้ายนั้นเหมือนเก่า แค่เปลี่ยนวิธีใหม่จากการตะโกนด่ากันในสนามเป็นการอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดียแทน
ในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวนักฟุตบอลมีชื่อเสียงหลายรายที่ถูกแฟนฟุตบอล (ที่ไม่สมควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนบอล) ส่งข้อความในเชิงการเหยียดสีผิวใส่
รายชื่อนักฟุตบอลดังกล่าวมีทั้ง อักเซล ตวนเซเบ, อองโตนี มาร์กซิยาล, โรแมง ซอว์เยอร์ส, อเล็กซ์ ยานเควิตซ์, รีซ เจมส์ และ ลอเรน เจมส์ (นักฟุตบอลหญิงน้องสาวของรีซ)
แม้แต่คนที่เป็นฮีโร่ของชาวอังกฤษอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด เองก็ไม่ถูกละเว้น
สิ่งที่นักฟุตบอลเหล่านี้ (และเชื่อว่ามีอีกมากที่โดนแต่ไม่เป็นข่าว) ทำก็ไม่ต่างอะไรจากที่ ไซริลล์ รีจิส อดีตนักฟุตบอลผิวดำที่ติดทีมชาติอังกฤษคนแรกเคยถูกกระทำเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ด้วยการส่งลูกกระสุนพร้อมข้อความอาฆาตมาดร้ายมาให้ทางไปรษณีย์ หรือ อัฟราม แกรนต์ อดีตผู้จัดการทีมเชลซี ที่ได้อีเมลหลายสิบฉบับที่มีข้อความเหยียดหยันเชื้อชาติอิสราเอลของเขาเมื่อครั้งรับตำแหน่งเมื่อปี 2008
แฟนบอลเหยียดผิวพวกนี้แค่เปลี่ยนวิธีใหม่จากไปรษณีย์และอีเมลมาเป็นการส่งความเกลียดชังผ่านอินบ็อกซ์ (หรือ Replies ในทวิตเตอร์) เท่านั้น โดยที่จำนวนไม่น้อยมีการปิดบังตัวตนที่แท้จริงด้วยการใช้ ‘แอ็กหลุม’ (บัญชีรายชื่อที่ไม่ได้ใส่ข้อมูลจริงๆ) เพราะเชื่อว่าจะไม่ถูกจับได้
ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักฟุตบอลผิวสีต้องเผชิญมาโดยตลอด แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้กลายเป็นปรากฏการณ์ขึ้นมา เพราะมีนักฟุตบอลที่ถูกเล่นงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นเหยื่ออธรรมอย่างรุนแรง
สิ่งที่น่าตกใจคือ ในฤดูกาลที่แล้วมีจำนวนเกมฟุตบอลลงแข่งขันในอังกฤษและเวลส์ทุกระดับจำนวน 2,663 นัด และมีจำนวนถึง 287 นัด หรือมากกว่า 10% ของจำนวนเกมทั้งหมดที่จะต้องมีเหตุการณ์การกระทำผิดในอาชญากรรมที่เกี่ยวกับความเกลียดชัง
จำนวนผู้ที่ถูกจับกุมเพราะการเหยียดผิวหรือตะโกนร้องเพลงในเชิงเหยียดผิวเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 150% แม้ว่าจะไม่มีแฟนบอลเข้าสนามได้เลยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
และล่าสุดยังมีการขู่ฆ่า ไมค์ ดีน ผู้ตัดสินระดับพรีเมียร์ลีกจนทำให้มีการร้องขอในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเศร้า เพราะแม้ว่าดีนจะทำหน้าที่ผิดพลาดร้ายแรง แต่ก็ไม่มีใครควรจะถูกขู่ฆ่ายกครอบครัวเพราะการทำงานในสนามฟุตบอลแบบนี้

ย้อนหลังกลับไปราว 30-40 ปีที่แล้ว ปัญหาใหญ่ของวงการฟุตบอลอังกฤษคืออันธพาลลูกหนังที่เรียกว่า ‘ฮูลิแกน’ (Hooliganism) ที่ซึ่งจะใช้การแสดงออกตามความเชื่อของตัวเองด้วยความรุนแรง เถื่อน ถ่อย
การแสดงออกเหล่านั้นเป็นการแสดงออกของกลุ่มแฟนบอลที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ และเชื่อว่าหากพวกเขาแสดงความเข้มแข็งออกมาด้วยการใช้ความรุนแรงมากเท่าไรก็จะยิ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นเท่านั้น
“คนเหล่านี้อาจจะไม่ได้มีอะไรให้จดจำมากนักในชีวิตประจำวัน การทำสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่า พวกเขาต้องการจะเล่นงานใครสักคนเพื่อให้รู้สึกว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่” ดร.เจมี คลีแลนด์ นักสังคมวิทยากล่าวถึงฮูลิแกนในอดีต ซึ่งนอกจากจะอาละวาดฟาดฟันกับกองเชียร์คู่แข่งแล้ว พวกเขายังอาฆาตต่อนักฟุตบอลที่มีสีผิวไม่เหมือนกับพวกเขาด้วย และปฏิบัติต่อคนผิวสีราวกับว่าไม่ใช่คนเหมือนกัน
รวมถึงบางครั้งก็ลามไปถึงกลุ่ม LGBT ที่กลายเป็นเป้าในการโจมตีด้วย
สำหรับในปัจจุบันแฟนบอลจำนวนมากก็ยังปฏิบัติในแบบเดียวกัน และที่แย่กว่าในอดีตคือคราวนี้พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของโลกโซเชียลมีเดีย โลกที่ไม่มีใครที่จะคอยให้คำแนะนำ ตักเตือน หรืออย่างน้อยห้ามปรามหากสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันเป็นการ ‘ล้ำเส้น’ เกินไป
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ในกลุ่มแฟนบอลนิสัยเสียเหล่านี้มีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าคนรุ่นก่อน โดยที่ปัญหาความห่างระหว่างแต่ละช่วงวัยยิ่งทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นอิสระไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมใดๆ
พวกเขาทำในสิ่งที่อยากทำโดยไม่สนใจขนบหรือค่านิยมใดๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกสังคมในทุกประเทศต้องเผชิญเหมือนกันที่คนรุ่นก่อนต้องรับมือและพยายามทำความเข้าใจกับคนรุ่นใหม่
และปัญหาคือส่วนใหญ่จะเข้าใจไม่ตรงกัน โดยที่ไม่มีใครที่จะหาวิธีบอกให้พวกเขาได้รู้และเข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำเหยียดสีผิวหรือสบถคำหยาบ ด่าทอต่างๆ นานา มันไม่ใช่เรื่องคูลๆ ของคนคูลรุ่นใหม่เลย
ในขณะที่แอ็กหลุมจำนวนมากไล่ถล่มนักฟุตบอลผิวสีและผู้ตัดสินที่พวกเขาชิงชังอย่างเมามัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็พยายามที่จะปิดประตูและวิ่งไล่จับกลุ่มคนเหล่านี้
แต่ปัญหาคือหลักฐานนั้นไม่ใช่ภาพหรือเสียงที่สามารถระบุตัวตนได้เหมือนเก่า มันเป็นเพียงแค่ข้อความบนโซเชียลมีเดีย และตัวตนที่เห็นนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
เรื่องนี้จึงถูกยกขึ้นเป็นประเด็นใหญ่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาในวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อมีความพยายามจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาครัฐ หรือสมาคมฟุตบอลที่ต้องการให้บริษัทผู้ประกอบกิจการให้บริการโซเชียลมีเดียให้ความร่วมมือกับทางการเพื่อจัดการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้
มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาเรียกร้องให้บริษัทข้ามชาติเหล่านี้พยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
“มันมีการเหยียดหยันด่าทอกันมากมายหลายรูปแบบ และผมคิดว่ามันควรจะถูกลบให้หายไปทั้งหมด ผมคิดว่าโซเชียลมีเดียควรจะมีความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างสูง เพราะก่อนนี้ก็มีการพูดถึงเรื่องของสภาพจิตใจของนักกีฬาและการที่พวกเขาถูกเล่นงานอย่างไร ผมเป็นคนเปิดกว้าง ผมพร้อมจะรับฟังความเห็นของทุกคน แต่ไม่ใช่การเหยียดหยามผู้คน ด่าทอผู้คน และใช้หน้าจอโทรศัพท์มือถือในการจะพล่ามอะไรก็ได้ใส่คนที่พวกเขาไม่ได้รู้จักด้วยซ้ำไป
“สิ่งนี้สำหรับผมแล้วมันจะต้องถูกทำให้หายไป เพราะมันสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเกมฟุตบอลและความเสียหายต่อคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่าเราควรต้องจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และพวกเขา (ผู้ประกอบการโซเชียลมีเดีย) ควรจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนพวกเราและอุตสาหกรรมของเรา”
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) เองก็เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะหลังจากที่ปัจจุบันนี้ลามมาถึงนักฟุตบอลหญิงอย่าง ลอเรน เจมส์ แข้งสาวทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น้องสาวของ รีซ เจมส์ แบ็กขวาดาวเด่นของเชลซี
ลอเรน เจมส์ โพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมว่า “ตอนนี้มันน่าเบื่อจริง อินสตาแกรมจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะเสียคนจำนวนมากบนแพลตฟอร์มของพวกเขาไป เพราะมันอาจจะเป็นทางเดียวที่พวกเขาจะรับฟัง
“เป็นไปได้ไหมที่อย่างน้อยเอาอีโมจิที่สื่อถึงความหมายในเชิงการเหยียดผิวออกไป เพราะมันง่ายสำหรับเด็กบางคนที่จะแค่พิมพ์อีโมจิลงไปในการพยายามจะสื่อความหมาย ทุกวันนี้มีแต่การพูดกันไม่เห็นทำอะไรกันได้จริงสักอย่าง ทุกอย่างก็เหมือนเดิม”
สำหรับทางการอังกฤษ โอลิเวอร์ ดาวเดน รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ย้ำว่ารัฐบาลอังกฤษจะดำเนินการอย่างจริงจัง และกำลังมีความคิดที่จะเปลี่ยนกฎหมายเพื่อให้ตรวจสอบผู้ประกอบการกิจการโซเชียลมีเดียได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในแพลตฟอร์ม จะได้สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้
ด้านอินสตาแกรมรับลูกด้วยการประกาศจุดยืนว่าไม่มีที่สำหรับคนเหยียดผิวบนโซเชียลมีเดีย และขณะนี้กำลังประสานงานกับนักฟุตบอล สโมสร และองค์กรฟุตบอลในการที่จะจัดการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
View this post on Instagram
ทุกครั้งที่การเหยียดสีผิวเกิดขึ้น จะมีการพูดเสมอว่าวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการให้การศึกษาแก่ผู้คน
แต่ปัจจุบันสิ่งนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสียแล้ว เพราะการรณรงค์ที่ผ่านมานั้นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหมดไปหรืออย่างน้อยลดลง ในทางตรงกันข้ามตัวเลขจำนวนคดีและผู้กระทำผิดได้แสดงให้เห็นแล้วว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืออาจจะแรงขึ้นและรับมือยากขึ้นด้วย
“ผมเห็นคนมากมายมีการถกเถียงกันว่าการให้การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ดูจากหลายๆ ทางแล้วผมคิดว่าเราผ่านจุดนั้นไปแล้ว และปัญหานั้นหยั่งรากลึกกว่านั้นมาก ทุกอย่างมันดูจะเกินกว่าที่จะควบคุมจนแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุม” ดร.คลีแลนด์ ให้ความเห็นเรื่องนี้
“แต่สังคมจำเป็นจะต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะกับวิธีการที่เรารับมือกับคนอื่น”
นักวิชาการอีกคนที่ชี้ทางออกที่น่าสนใจคือ ดร.มาร์ก ดอยดจ์ ที่ระบุว่า หากปัญหานั้นเริ่มที่แฟนบอล บางครั้งก็ควรจะจบที่แฟนบอลด้วยกันเอง
“ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แฟนฟุตบอลได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถร่วมมือกันได้หากตระหนักว่ามันเป็นปัญหาใหญ่” นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยไบรท์ตันให้ความเห็น “สโมสรสามารถมีส่วนสำคัญก็จริง แต่ทางที่ดีที่สุดคือการหาทางให้แฟนฟุตบอลเป็นฝ่ายเริ่มจากฐานแฟนบอลตัวเอง ไม่ใช่ไปเริ่มจากองค์กรอย่างยูฟ่า ไม่ใช่ตำรวจ แต่ต้องเริ่มจากเพื่อนของพวกเราเอง”
แต่ข้อเสนอแนะนี้เป็นเพียงแค่ความคิด และแนวทางในการจะนำไปปฏิบัติจริงนั้นเป็นสิ่งที่คงต้องมีการใช้กำลังสมองกันพอสมควร
เพียงแต่หากวงการฟุตบอลสามารถรวมพลังและผลักดันการแก้ไขปัญหา การห้ามปราม หยุดยั้งไม่ให้สิ่งน่ารังเกียจเหล่านี้เกิดขึ้นได้ คุมกำเนิดประชากรเกรียนลูกหนังออนไลน์ หรืออย่างน้อยที่สุดหยุดไม่ให้พวกเขาปากกล้าเกินความจำเป็นได้
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post ‘เกรียนลูกหนังออนไลน์’ จากเหยียดผิวนักฟุตบอลถึงขู่ฆ่ากรรมการ ความรุนแรงรูปแบบใหม่ในวงการลูกหนัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซูซาน มัวร์ วัย 52 ปี แพทย์หญิงผิวดำในเมืองอินดีแอนาโปล […]
The post แพทย์หญิงผิวดำเสียชีวิตจากโควิด-19 สะท้อนปมปัญหาสีผิวและความไม่เท่าเทียมในการรักษาในโรงพยาบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซูซาน มัวร์ วัย 52 ปี แพทย์หญิงผิวดำในเมืองอินดีแอนาโปลิส รัฐอินดีแอนาของสหรัฐฯ กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมอเมริกัน หลังเธอได้โพสต์วิดีโอจากเตียงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอินเดียนานอร์ธ โดยระบุว่าเธอต้อง ‘อ้อนวอน’ เพื่อขอให้หมอรักษาอาการติดเชื้อโควิด-19 ให้เธอ
และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 ธันวาคม) แพทย์หญิงมัวร์ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม เธอเขียนบรรยายความคับแค้นใจที่หมอไม่ใส่ใจความเจ็บปวดของเธอที่ทั้งร้องไห้และหายใจลำบาก พร้อมตัดพ้อว่าถ้าเธอเป็นคนผิวขาว เธอจะไม่ต้องเผชิญสถานการณ์เช่นนี้
“หมอไม่แม้แต่จะฟังเสียงปอดของฉัน ไม่แตะต้องตัวฉันเลย ไม่ตรวจร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น ฉันบอกเขาไปว่าแล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการฉันเป็นอย่างไรบ้าง”
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอินดีแอนานอร์ธออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “ทางโรงพยาบาลยึดมั่นหลักความยุติธรรมและลดความไม่เสมอภาคทางเชื้อชาติและสีผิวด้านการรักษาพยาบาล เราจึงกังวลใจต่อข้อกล่าวหาว่าทางโรงพยาบาลเหยียดสีผิวอย่างมาก และสืบสวนทุกข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น”
ทั้งนี้ “เรายืนกรานว่าบุคลากรทางการแพทย์ของเรายึดมั่นและใช้ทักษะทางวิชาชีพเพื่อมอบการดูแลที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วยของเราในทุกๆ วัน”
แพทย์หญิงมัวร์ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน และเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าวด้วยอาการไข้สูง ถึงขนาดอาเจียนเป็นเลือดและหายใจไม่ค่อยออก
แต่มัวร์ชี้ว่า แม้จะเป็นหมอเหมือนกัน แต่กลับถูกดูแคลน เธอถึงกับต้องอ้อนวอนขอยา ‘เรมเดซิเวียร์’ ที่เป็นยาปฏิชีวนะต้านไวรัส และร้องขอให้สแกนตรวจหน้าอกของเธอ แต่แพทย์ของทางโรงพยาบาลกลับบอกว่าอาการของเธอไม่รุนแรงพอที่จะใช้ยาตัวดังกล่าว และเธอควรกลับบ้านไปเสีย
มัวร์กล่าวในวิดีโอว่า “เขาทำเหมือนฉันเป็นผู้ติดยาเสพติด…เขารู้ว่าฉันเองก็เป็นหมอ ฉันไม่ได้เสพยา ฉันแค่เจ็บปวด”
หลังโพสต์วิดีโอดังกล่าว แพทย์หญิงมัวร์ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการแพทย์ และขอย้ายโรงพยาบาล แต่ท้ายสุดเธอต้องกลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอินดีแอนานอร์ธอีกครั้ง เพราะมีอาการความดันสูงและไข้
“นี่แหละคือวิธีที่คนผิวดำถูกสังหาร…คุณถูกส่งกลับบ้านและไม่รู้ว่าจะดิ้นรนด้วยตัวเองอย่างไร”
มัวร์โพสต์อัปเดตต่อมาในภายหลังว่า หัวหน้าทีมแพทย์ของโรงพยาบาลระบุว่า พนักงานจะได้รับการฝึกฝนด้านความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่กลับไม่มีคำขอโทษจากนายแพทย์ที่เธอกล่าวหาว่าเหยียดสีผิว
โพสต์และวิดีโอต่างๆ ของมัวร์ได้สร้างกระแสความไม่พอใจต่อชุมชนคนผิวดำและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในสหรัฐฯ ถึงระบบสาธารณสุขของประเทศที่ปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่ไม่ใช่คนผิวขาวอย่างไม่เท่าเทียม
คนผิวดำในสหรัฐฯ เป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะมีแนวโน้มติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 มากกว่าคนอเมริกันผิวขาวถึงสามเท่า โดยสถานการณ์แพร่ระบาดของสหรัฐฯ ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมเกือบ 18,700,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 330,000 คน
ภาพ: เฟซบุ๊ก Susan Moore
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post แพทย์หญิงผิวดำเสียชีวิตจากโควิด-19 สะท้อนปมปัญหาสีผิวและความไม่เท่าเทียมในการรักษาในโรงพยาบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>