การเรียน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การเรียน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 09 May 2026 09:31:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ศุภมาส’ ลุยบางลำพู ตรวจเข้มชุดนักเรียนรับเปิดเทอม คาดโทษร้านค้าเอาเปรียบ-ขายสินค้าไร้ฉลาก https://thestandard.co/suphamas-inspects-school-uniforms-bang-lamphu/ Sat, 09 May 2026 09:31:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1205487 รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู

วันนี้ (9 พฤษภาคม) เวลา 13.30 น. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมน […]

The post ‘ศุภมาส’ ลุยบางลำพู ตรวจเข้มชุดนักเรียนรับเปิดเทอม คาดโทษร้านค้าเอาเปรียบ-ขายสินค้าไร้ฉลาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู

วันนี้ (9 พฤษภาคม) เวลา 13.30 น. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ย่านการค้าบางลำพู เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดภาคเรียนในสัปดาห์หน้า

 

โดยได้เข้าสุ่มตรวจร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ห้างตราสมอ, ร้านศรีภัณฑ์, ร้านท๊อป, ร้านสมใจนึกเฮ้าส์ และร้านชัยรัตน์ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้ปกครองและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเข้มงวด

 

ศุภมาส เปิดเผยถึงความจำเป็นในการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงค่าครองชีพในประเทศไทย ทำให้หลายครัวเรือนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนที่ผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยเหตุนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงแสดงความห่วงใยและได้มอบหมายให้ตนในฐานะกำกับดูแล สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและคุ้มค่าสูงสุดต่อประชาชน

 

“ที่ผ่านมา สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคในช่วงก่อนเปิดภาคเรียน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาสูงเกินสมควร การไม่ปิดป้ายแสดงราคา การบังคับซื้อพ่วงสินค้า ตลอดจนคุณภาพสินค้าที่ไม่เหมาะสมกับราคาและฉลากไม่ครบถ้วน การลงพื้นที่ในวันนี้จึงไม่ได้มีเพียงมิติของการตรวจสอบ แต่ยังเป็นการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ประกอบธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล ไม่ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

 

ทั้งนี้ กฎหมายได้กำหนดให้ชุดนักเรียน เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง กำหนดประเภทของสินค้าให้เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2565 หากพบว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ขณะที่ผู้ขายหากจำหน่ายสินค้าโดยไม่มีฉลาก หรือมีฉลากแต่ระบุรายละเอียดไม่ครบถ้วน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

 

นอกจากนี้ สินค้าดังกล่าวยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 2137-2559 และ มอก. 2138-2559) ที่ควบคุมคุณภาพเนื้อผ้าและเครื่องแบบนักเรียนโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความทนทานให้แก่ผู้ใช้งาน

 

ศุภมาส ได้กล่าวย้ำเตือนผู้ประกอบการทุกรายให้ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของกฎหมาย หากตรวจพบการฝ่าฝืนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค ภาครัฐจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ร้านค้าจัดโปรโมชันหรือชุดนักเรียนราคาประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกในการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง พร้อมกันนี้ ได้ฝากข้อแนะนำถึงผู้ปกครองให้ตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียด เปรียบเทียบราคา อ่านฉลาก และสอบถามเงื่อนไขการเปลี่ยนคืนสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของตนเอง

 

ช่องทางการร้องเรียนสำหรับประชาชน หากผู้บริโภคพบเห็นการจำหน่ายชุดนักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนที่ไม่แสดงฉลาก ไม่ปิดป้ายราคา ตั้งราคาเกินสมควร หรือมีพฤติกรรมบังคับซื้อพ่วง สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีผ่านช่องทางต่างๆ

 

  • สายด่วน สคบ. 1166
  • แอปพลิเคชัน OCPB Connect
  • เว็บไซต์ สคบ.
  • ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

 

รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู 1รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู 2รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู 3รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู 4รัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี ตรวจสอบร้านค้าชุดนักเรียนที่ย่านบางลำพู 5

The post ‘ศุภมาส’ ลุยบางลำพู ตรวจเข้มชุดนักเรียนรับเปิดเทอม คาดโทษร้านค้าเอาเปรียบ-ขายสินค้าไร้ฉลาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Top University: สิ่งที่พ่อแม่และลูกต้องรู้ก่อนตัดสินใจเรียนต่างประเทศ https://thestandard.co/how-to-apply-top-universities-abroad-guide/ Thu, 09 Apr 2026 09:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1196209 how-to-apply-top-universities-abroad-guide

อยากส่งลูกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ แต่ไม […]

The post ถอดรหัส Top University: สิ่งที่พ่อแม่และลูกต้องรู้ก่อนตัดสินใจเรียนต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
how-to-apply-top-universities-abroad-guide

อยากส่งลูกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ แต่ไม่รู้ How-To คือปัญหาที่ทั้งนักเรียนและพ่อแม่หลายคนยังคิดไม่ตก

 

 
โลกปัจจุบันที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ การไปเรียนต่อต่างประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการโยกย้ายที่เรียน แต่คือสะพานเพิ่มศักยภาพในเรื่อง Soft Skill และการ Upskill ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต คำถามสำคัญคือ “แล้วเราควรโฟกัสอะไร?” เกรดเฉลี่ยสูงลิ่ว พอร์ตฟอลิโอที่เต็มไปด้วยผลงานกิจกรรมคือคำตอบใช่หรือเปล่า

 

คุณเมฆ – ระดมเลิศ อนันตชินะ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการ และ คุณตั้ม – อนุสรณ์ พฤกษ์ไพบูลย์ Managing Partner จาก EverLearnX ที่ปรึกษาการสมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ได้แนะแนวทางการเปลี่ยนความฝันในการเรียนต่อให้กลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ทำได้จริง 

 

อยากส่งลูกเรียน Top University ต้องเริ่มจากอะไร

 

ก่อนอื่นเราต้องตั้งคำถามว่า ตกลงคนที่อยากไปคือลูกหรือพ่อแม่?

 

คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่มันคือจุดที่หลายครอบครัวข้ามไป เพราะถ้าคนที่อยากไปคือพ่อแม่ แต่คนที่ต้องนั่งเรียน 4 ปีคือลูก ภารกิจนี้ก็จะเต็มไปด้วยความอึดอัด

 

เพราะบทบาทที่ดีที่สุดของพ่อแม่คือเป็นฝ่าย Support เช่น พาลูกไปคุยกับ Alumni เปิดมุมมองให้เขาได้เห็น แล้วค่อยให้เขาตัดสินใจเอง

 

Top University มองหาอะไร นอกจาก GPA

 

มหาวิทยาลัยที่มีอายุ 100–200 ปีอย่าง Harvard, MIT หรือ Oxford ต้องการรู้แค่ 2 เรื่อง หนึ่ง ผู้เรียนจะเรียนจบ 4 ปีได้ไหม สอง หลังจบไปแล้ว ผู้เรียนจะสร้างชื่อเสียงให้เขาได้ไหม

 

แปลว่า Application ที่ดีต้องตอบ 2 ข้อนั้นให้ได้ ผ่านทั้งแง่การศึกษา ได้แก่ การมี GPA ที่สวยงาม หรือการสอบ SAT, IELTS/TOEFL, IB/A-Level เพื่อเป็นเครื่องยืนยันความพยายาม ตลอดจนให้ความใส่ใจกับ Non-Academic เช่น Essay, Personal Statement, Activity List, Letter of Recommendation ควบคู่กันไปด้วย

 

5 สิ่งที่ต้องทำให้ได้ก่อนยื่น Application

 

นี่คือ Framework ที่คุณเมฆใช้แนะนำนักเรียนทุกคน เรียงตามลำดับความสำคัญ

1. เริ่มเร็วกว่าก็ถึงก่อน: อย่างน้อย 3 ปีก่อนสมัคร มหาวิทยาลัยดูออกทันทีถ้า Activity ทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้น 3 เดือนก่อนยื่น อายุ 15 ก็เริ่ม Explore สิ่งที่ชอบได้แล้ว

2. เลือก University ให้เหมาะกับลูก ไม่ใช่แค่ตามชื่อ: นอกจาก Ranking ต้องดู Curriculum ของสาขาที่สนใจ, Location และ Campus Culture ด้วย เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยหล่อหลอมคนออกมาไม่เหมือนกัน

3. สร้าง Profile ให้มี Story ไม่ใช่แค่เยอะ: ทำ 20 กิจกรรมที่ไม่เชื่อมกันแย่กว่าทำ 2–3 อย่างที่ลึกและจริงจัง Internship, Passion Project หรือ Research ล้วนใช้ได้ ขอแค่ Relate กับสาขาที่อยากเรียนและสะท้อน Passion ที่แท้จริง

4. เขียน Essay และ Personal Statement ด้วยตัวเอง: ต้องร้อยเรียง Past, Present และ Future ของตัวเองเข้าด้วยกัน ห้ามใช้ AI เขียนทั้งหมดเพราะระบบตรวจจับแม่นมาก และอย่า Copy Essay ของรุ่นพี่ที่เคยสอบติด เพราะไม่ได้แสดงถึงตัวตนของเรา

5. รักษา GPA ให้ผ่านเกณฑ์ในวิชาที่ใช่: ไม่จำเป็นต้อง A ทุกตัว แต่โฟกัสวิชาที่ตรงกับสาขาที่จะเรียน และอย่าทุ่มกับการเรียนจนลืมสร้างตัวตนด้านอื่น

 

สอบติด US หรือ UK ดีกว่ากัน?

 

คำตอบของคุณตั้มและ Oliver คือ ขึ้นอยู่กับว่าลูกเป็นคนแบบไหน ไม่ใช่ว่าที่ไหนดีกว่า

US เปิดให้ Explore ตัวเองก่อนใน 2 ปีแรก สมัครผ่าน Common App ไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่าจะ Major อะไร Campus มีชีวิตชีวา เมืองมีบุคลิกชัด — New York คือ Finance & Arts, San Francisco คือ Tech & Startup เหมาะกับเด็กที่รักกิจกรรม กล้าเป็นผู้นำ และยังอยู่ระหว่างค้นหาตัวเอง

UK เน้น Specialist ตั้งแต่วันแรก สมัครผ่าน UCAS ต้องรู้ชัดแล้วว่าจะเรียนอะไร ไม่ว่าจะที่ Oxford, Cambridge หรือที่อื่น เหมาะกับเด็กที่มี Passion ในสาขาหนึ่งอย่างชัดเจน

 

สิ่งที่ EverLearnX ช่วยทำไม่ใช่แค่ให้ติดมหาวิทยาลัย แต่คือช่วยให้ลูกรู้จักตัวเองก่อน แล้วค่อย Connect the Dots จากสิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขาทำ ไปสู่อนาคตที่เขาอยากเป็น และนั่นคือสิ่งที่มีค่ากว่าแค่ได้เข้า Top University มากๆ

The post ถอดรหัส Top University: สิ่งที่พ่อแม่และลูกต้องรู้ก่อนตัดสินใจเรียนต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียนช่วยแก้ปัญหาแรงงานเถื่อน-ลดอาชญากรรม https://thestandard.co/sanon-bma-foreign-students/ Tue, 02 Sep 2025 01:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1114318 sanon-bma-foreign-students

วานนี้ (1 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการก […]

The post ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียนช่วยแก้ปัญหาแรงงานเถื่อน-ลดอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
sanon-bma-foreign-students

วานนี้ (1 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความถึงกรณีการจัดการดูแลเด็กต่างชาติในระบบการศึกษาของประเทศไทย ผ่านเฟซบุ๊ก ‘หวังสร้างเมือง’

 

โดยระบุว่า “จากข่าวเรื่องการจับกุมเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน และข่าววันก่อนที่ กทม.โพสต์เรื่องนโยบายเรื่องการเปิดโอกาสทางการศึกษา นอกจากความเห็นที่แตกต่างกันมากในโลกออนไลน์แล้ว ผมยังได้รับข้อความจากครูว่าที่โรงเรียนเริ่มถูกข่มขู่จากคนที่เห็นต่างไม่อยากให้เด็กต่างชาติเข้าเรียน มีผู้บริหารโรงเรียนบางคนก็ไม่เห็นด้วย และเริ่มเกิดความสับสนกันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

 

ผมเลยอยากมาโพสต์ข้อความนี้ เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์ และเพื่อสื่อสารกับทุกโรงเรียนและครูในสังกัด กทม.ถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายนี้อีกครั้ง และเพื่อตอบข้อสงสัยที่คนถามมาเยอะๆครับ

 

  1. เด็กไทยเป็น Priority อยู่และโรงเรียนเรามีเพียงพอรองรับสำหรับทุกคนครับ 

กทม.มีโรงเรียนทั้งหมด 437 โรงเรียน ส่วนใหญ่เป็นอนุบาลและประถม รองรับเด็กได้เกือบ 300,000 คน ปัจจุบันมีเด็กเรียนอยู่ 256,703 คน ยังมีที่เพียงพอสำหรับเด็กไทยทุกคนครับ มากกว่านั้นเรายังมีนโยบายที่ลดอายุการรับเข้าการศึกษาลงที่ 3 ขวบเพื่อดึงเด็กในช่วงที่พัฒนาการสูงสุด (0-5 ขวบ) เข้ามาในระบบการศึกษาให้เร็วขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย ยังมีที่เพียงพอสำหรับทุกคนครับ

 

  1. การรับเด็กต่างชาติที่อาศัยในไทย ช่วยทำให้ผู้ปกครองขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายเพราะทุกครั้งที่รับเข้าเรียน โรงเรียนต้องตรวจใบอนุญาตทำงาน พาสปอร์ต และเอกสารยืนยันตัวตน สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวต่างชาติหลายครอบครัวเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องครับ

 

  1. หลายเคสที่เป็นผู้ลี้ภัยหรือเด็กไร้สัญชาติ เราทำงานร่วมกับ UNICEF

เพื่อดูแลไม่ให้เด็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และย้ำอีกครั้งว่า เรามีโรงเรียนเพียงพอสำหรับเด็กไทย การเปิดรับตรงนี้คือการเปิดห้องเรียนที่ทำได้ ไม่รบกวนทรัพยากรของเด็กไทยครับ 

 

  1. การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับเหมือนที่ครูประไพจากศูนย์เมอร์ซี่คลองเตยเคยเล่าไว้ว่า เมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ปัญหาอาชญากรรมลดลง สังคมก็สงบขึ้น ครอบครัวก็แข็งแรงขึ้น พวกนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือเขาคนเดียว แต่ช่วยเหลือเรา สังคมดีขึ้น ทุกคนก็ดีขึ้นไปด้วย เป็นการเสียทรัพยากรเพื่อให้การศึกษา ดีกว่าเสียงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆในอนาคต

 

  1. มากกว่าเด็กต่างชาติ เรายังดูแลเด็กความต้องการพิเศษ (พิการ) ด้วย

ตอนนี้เรามีเด็กพิการกว่า 5,000 คนในโรงเรียน กทม. และกำลังขยายการรองรับให้มากขึ้น ทั้งเพิ่มโรงเรียนสำหรับการศึกษาพิเศษ เติมครูที่จบด้านการศึกษาพิเศษ และจัดหาพี่เลี้ยงเพื่อดูแลเด็กอย่างเหมาะสมครับ

 

  1. ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

ตามมติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 31 ต.ค. 2562 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ต้องได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างเท่าเทียมครับ

 

Next step:  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรุงเทพฯ ประกาศเจตนารมณ์เป็น เมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) ร่วมกับกรรมการสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ ผมเลยขอถือโอกาสนี้ ชวนสหประชาชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชน มาช่วยกันให้ความรู้ และให้แนวทางกับครูโรงเรียน กทม. เรื่องสิทธิ และย้ำถึงความสำคัญของเรื่องนี้กัน ทำให้ครูรู้วิธีในการตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มีแนวทางการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับ 

 

สังคมรอด ลูกเราถึงรอด ครับ”

อ้างอิง :

The post ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียนช่วยแก้ปัญหาแรงงานเถื่อน-ลดอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียนรู้นอกกรอบ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการแบ่งปัน https://thestandard.co/opinion-beyond-the-box/ Thu, 07 Aug 2025 09:44:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1104876

ในวันนี้ปรากฏว่าไทยแพ้ลาวแล้ว ในเรื่องคุณภาพการศึกษาไทย […]

The post เรียนรู้นอกกรอบ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการแบ่งปัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันนี้ปรากฏว่าไทยแพ้ลาวแล้ว ในเรื่องคุณภาพการศึกษาไทยในระดับโลก

 

 

ภาพกราฟิกของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับ 22 มีนาคม 2568 เปิดเผยว่าระดับการศึกษาของไทยอยู่ในกลุ่มบ๊วย (Back of the Class)

 

World Population Review เปิดเผยผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของโลกประจำปี 2567 ปรากฏว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก และอยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน เป็นลำดับตามหลังลาวที่เป็นอันดับ 7

 

รายงานนี้จัดทำโดย US News and World Report, BAV Group และ Wharton School จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย โดยสำรวจจากประชากรใน 78 ประเทศ ทั้งๆ ที่งบประมาณด้านการศึกษาของไทย ปี 2567 เป็นเงิน 3.3 แสนล้านบาท จำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากกระทรวงมหาดไทย ประเทศไทยมีโรงเรียนมากกว่า 30,000 แห่ง มีครูราว 400,000 คน

 

มีชัย วีระไวทยะ ประธานและผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนา กล่าวว่า ระบบการศึกษาที่ดีจะต้องช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสามารถค้นคว้าและแสวงหาทางเลือก จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของโรงเรียน จาก ‘โรงเรียนที่ให้ความรู้’ มาเป็น ‘แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต’ และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาสำหรับทุกคน ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้คนในชุมชน

 

ใช่หรือไม่ว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านทำเล ดิน น้ำ อากาศ ที่อุดมสมบูรณ์ เอื้ออำนวย ต่อพืชเกษตรกรรมอาหารซึ่งเป็นความจำเป็นของการดำรงชีวิต

 

ดังที่ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ได้เอ่ยอมตะวาจาไว้ราว 60 ปีที่แล้วว่า ‘เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง’

 

โรงเรียนมีชัยพัฒนา (โรงเรียนไม้ไผ่) อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างที่ถางทางการเรียนรู้โดยใช้เกษตรกรรมนำทาง ด้วยการปฏิบัติจริงแล้วขยายผลไปหลายทิศทาง

 

เกษตรกรรมนำทาง

 

นักเรียนทุกคนทำการเกษตรได้ ปลูกถั่วงอก เพาะเห็ด ปลูกต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกมะเขือ พริก มะกรูด มะนาว นอกจากได้นำมาปรุงอาหารแล้ว การรดน้ำ การพรวนดิน การปลูกผักในวงล้อ การปลูกผักสลัดโดยไม่ใช้ดิน การปลูกข้าวในเข่ง เป็นทักษะทางการเกษตรที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

 

เด็กเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติธรรมดา การซื้อของเครื่องใช้ รวมทั้งวัสดุประกอบอาหารในโรงเรียนทั่วไป มักให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายธุรการจัดซื้อของโรงเรียน แต่ที่โรงเรียนไม้ไผ่ เปิดทางให้มีคณะมนตรีนักเรียน ด้านการจัดซื้อและด้านตรวจสอบช่วยกันรับผิดชอบ

 

นักเรียนจัดทีมไปตลาดเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อจัดซื้อข้าวสาร เนื้อหมู เนื้อไก่ พริกแกง ผักสด เครื่องปรุงอาหาร เพื่อประกอบอาหารตามรอบระยะเวลา และปริมาณที่ต้องใช้ในโรงครัว ซึ่งจะต้องหุงข้าว ทำกับข้าว วันละ 3 มื้อ สำหรับ ครู นักเรียน และแขกของโรงเรียนประมาณ 150-200 คนต่อวัน

 

นักเรียนเป็นคนคำนวณวัตถุดิบ เลือกร้านค้า เลือกของที่จะซื้อ ต่อรองราคา และจัดซื้อให้ได้ตามราคาที่เหมาะสม

 

ควบคู่ไปกับการจัดซื้อ คือคณะมนตรีด้านตรวจสอบ พอของมาถึงโรงครัว นักเรียนต้องเข้าไป ชั่ง ตวง วัด ตรวจสอบของที่ซื้อให้ได้ตามปริมาณ คุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

 

คณะมนตรี 2 ชุดนี้ยังต้องทำหน้าที่ในการจัดซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ใช้ในโรงเรียน โดยนักเรียนเป็นผู้ค้นหา สืบราคา ศึกษาประโยชน์ในการใช้งาน เปรียบเทียบราคา ทดลองใช้ แล้วร่วมกันตัดสินใจซื้อ

 

ด้วยวิธีนี้ นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง

 

 

อีกเรื่องที่โรงเรียนอื่นไม่ทำ คือการให้เด็กร่วมกับครู เป็นผู้สัมภาษณ์ครูสมัครใหม่และเด็กนักเรียนสมัครใหม่

 

เหตุผลก็เพราะครูและเด็กจะต้องเรียนรู้อยู่ด้วยกันไปนานนับปี เด็กจึงควรมีบทบาทในการคัดเลือก จะเลือกถูกเลือกผิด เด็กก็จะเรียนรู้ว่าตนเองมีความรับผิดชอบร่วมด้วย

 

การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติมีผลต่อความเข้าใจและได้ทักษะ เพราะใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด หูได้ยิน ตาได้เห็น จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส มือหรือกายได้ลงมือทำ และใจได้สัมผัส

 

สามวินัย

 

ในขณะที่โรงเรียนในต่างประเทศหลายแห่ง เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย เพิ่งออกกฎกติกาห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ในระยะ 1-5 ปีมานี้เอง

 

แต่โรงเรียนไม้ไผ่วางกฎนี้ไว้ตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ขวางกั้นสัมพันธภาพบุคคล และทำให้เด็กเสียเวลาไปกับกิจกรรมหรือข่าวสารหลอกลวงมากมาย

 

เมืองไทยวันนี้กลายเป็นสังคมก้มหน้าเต็มรูปแบบ แต่ละคนไม่สนใจคนที่อยู่ตรงหน้า เช่น พ่อ แม่ ลูก ญาติมิตร ครู นักเรียน กลับไปจดจ่อเสพติดอยู่แต่หน้าจอไฟฟ้า โรงเรียนจึงวางกฎไว้เลยว่า นักเรียนทุกคนห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อถึงเย็นวันเสาร์

 

 

ตอนเย็นวันเสาร์ กติกามีว่านักเรียนต้องเขียนจดหมายด้วยลายมือ 3 ฉบับ ถึงพ่อแม่ ถึงญาติ ถึงครูเก่า ถึงเพื่อน หรือใครก็ตามที่เป็นญาติหรือมีบุญคุณ นี่เป็นการฝึกการเรียบเรียงความคิด

 

นักเรียนทุกคนจะต้องอดข้าวมื้อเย็นเฉพาะวันเสาร์ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อ เพื่อไปเข้าใจความอดหิวของคนยากไร้ในโลกด้วยการอดข้าวด้วยตนเอง เพราะการอ่านหนังสือไม่สามารถเข้าใจถึงหัวอกคนอดข้าวได้

 

หลังจากทำสองข้อแรกแล้ว โรงเรียนจะอนุญาตให้เบิกมือถือไปใช้งานเป็นเวลาหนึ่ง ชั่วโมงเพื่อโทรศัพท์หาพ่อแม่พี่น้องของตน นี่คือวินัยที่เข้มงวดของโรงเรียน

 

ศาลแผ่เมตตา

 

หน้าเรือนไม้ไผ่ในโรงเรียน จะมีศาลแผ่เมตตา ลักษณะคล้ายศาลพระภูมิ ทำด้วยไม้ไผ่

 

ไม่ใช่ศาลที่นักเรียน ครู หรือใครๆ จะมาจุดธูปเทียน วางอาหารเพื่อบนบานศาลกล่าวให้สอบไล่ได้ ให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ให้ถูกหวย ให้รวยทรัพย์ อะไรทำนองนั้น

 

แต่ศาลนี้เป็นพลังแห่งการร่วมกันอธิษฐานจิตอย่างพร้อมเพรียงกันของนักเรียนและครู เพื่อ ให้โรคระบาดโควิดหมดไป ขอให้สงครามยูเครน สงครามฉนวนกาซา และสงครามชายแดนไทย-กัมพูชายุติลง อธิษฐานให้คนที่ประสบภัยพิบัติได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ขอให้ผู้อพยพลี้ภัยสงครามจงมีถิ่นที่อาศัย และมีอาหารเพียงพอที่จะบำรุงเลี้ยงร่างกาย

 

ศาลแผ่เมตตาจึงเตือนสติให้นักเรียนมองไกลออกจากตนเองไปถึงผู้คนที่ประสบชะตากรรมให้ได้รับการเยียวยาดูแล

 

 

บ้าน วัด โรงพยาบาล

 

เป็นเครือข่ายพื้นที่ใกล้เคียง ที่โรงเรียนเข้าไปร่วมทุกข์ปันสุขให้แก่ชุมชน

 

เด็กนักเรียนจับคู่กับคนชราในหมู่บ้าน ร่วมกันทำแปลงผักอย่างง่ายๆ ใช้แรงน้อย ใช้ที่ดิน น้อย ใช้น้ำน้อย และร่วมกับชาวบ้านช่วยกันทำกองทุนเงินกู้เพื่อยกระดับรายได้ชุมชน

 

ที่โรงพยาบาลลำปลายมาศ เด็กนักเรียนไปร่วมกับ พยาบาล คนไข้ และญาติคนไข้ ทำแปลงเกษตรในพื้นที่ 2 งาน ปลูกผัก พริก มะเขือ ป้อนโรงพยาบาลและขายราคาถูกให้กับคนไข้และญาติของคนไข้

 

ที่วัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันนี้ เจ้าอาวาสและนายก อบต. ร่วมกับโรงเรียนไม้ไผ่ ร่วมกันทำแปลงเกษตร โดยชาวบ้าน 20 ครัวเรือน มาปลูกผัก และแปรรูปอาหารผลิตภัณฑ์เกษตร มีบ้านพักให้คนชราที่ถูกทอดทิ้งได้อยู่อาศัย เพื่อให้มาสร้างผลิตผลร่วมกัน ในวันนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาดูงานของคณะผู้สนใจต่างๆ มากมาย

 

 

โรงเรียนยังมีนวัตกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ให้เด็กนั่งรถเข็น รดน้ำผัก เพื่อไปเข้าใจความลำบากของคนพิการขา เด็กเป็นคนคิดทำแผงโซลาร์รถเข็นเพื่อเคลื่อนย้ายได้ เด็กเจาะรูไม้ไผ่แล้วเอาถุงพลาสติกไปรองรับน้ำไม้ไผ่มาดื่ม เด็กวาดภาพ ลงสีวัตถุอุปกรณ์ ข้างฝา โอ่งน้ำ บันได ทางเดิน ตามแต่ใจต้องการได้ เด็กเพาะเนื้อเยื่อต้นกล้วยหอมและพืชอื่นๆ ได้

 

แทนที่จะเรียนจากครูหรือตำรา ก็เปลี่ยนมาเรียนรู้จากการปฏิบัติ

 

แทนที่จะเรียนเพื่อไต่บันไดดารา ก็เรียนเพื่อที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น และก้าวหน้าไปด้วยกัน

 

แทนที่จะเรียนแต่ในห้องสี่เหลี่ยม ก็ไปเรียนด้วยการลงมือทำในแปลงผัก ในหมู่บ้าน ในชุมชน

 

แทนที่จะท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง ก็ใช้วิธีให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้และ ลงมือทำเอง

 

ใครไปรู้ ไปเห็น ไปสัมผัส ของจริงที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา ลำปลายมาศ บุรีรัมย์ และโรงเรียนร่วมพัฒนาอีก 240 โรงเรียนในเครือข่าย ก็จะรู้สึกได้ถึงพลังสร้างสรรค์ อันไร้ขีดจำกัดของนักเรียน ได้บรรยากาศแห่งคารวะธรรม ไมตรีจิต และการแบ่งปัน ได้พบสภาพแวดล้อมที่เอื้ออาทรต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเยาวชน

 

นี่คือ การยกระดับการศึกษาที่เป็นจริง และท้าทายผู้สนใจทุกคนไปสัมผัสโดยตรงได้จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund – UNFPA) ได้กล่าวยกย่องว่า

 

“The Bamboo School is one of the World ’s most innovative schools”

 

“โรงเรียนมีชัยพัฒนา เป็นโรงเรียนที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

 

The post เรียนรู้นอกกรอบ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการแบ่งปัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นฤมล เดินหน้าลดภาระครู-เพิ่มสวัสดิการ ย้ำ ‘การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’ https://thestandard.co/naruemol-on-teacher-welfare/ Mon, 07 Jul 2025 06:44:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1093712

วันที่ (7 กรกฎาคม) นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระ […]

The post นฤมล เดินหน้าลดภาระครู-เพิ่มสวัสดิการ ย้ำ ‘การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ (7 กรกฎาคม) นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครบรอบ 22 ปี โดยมี ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมพิธี พร้อมด้วย สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ สพฐ. ข้าราชการ บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วม ผ่านระบบ Zoom Meeting และ OBEC Channel ณ ลานจอดรถอาคารสามัญ 99 กระทรวงศึกษาธิการ

 

นฤมล กล่าวถึงบทบาทของ สพฐ. ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นภารกิจสำคัญในการวางรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กไทยมีพัฒนาการที่ครบถ้วนทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา คุณธรรม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยระบุว่า การศึกษาต้องเผชิญความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตอย่างเข้มแข็ง พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน เพราะ “การศึกษา คือกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ”

 

“ดิฉันคือผลผลิตจาก สพฐ. เคยเรียนโรงเรียนในสังกัด สพฐ. มาก่อน เมื่อมีคนพูดถึงว่าการศึกษาไทยสู้ใครไม่ได้ ดิฉันไม่เชื่อ เพราะพิสูจน์ได้จากการเรียนของตัวเอง ที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศ และคว้าทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ด้วยคะแนนที่สูงกว่านักเรียนนานาชาติ จึงขอยืนยันว่า ‘การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’” นฤมล กล่าว

 

พร้อมกันนี้ นฤมล ได้ย้ำ 4 ประเด็นสำคัญที่กระทรวงฯ จะผลักดันร่วมกับ สพฐ. ได้แก่

 

  • ลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมากกว่า 500,000 คนทั่วประเทศมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนและพัฒนานักเรียนมากยิ่งขึ้น

 

  • เพิ่มสวัสดิการครูและบุคลากร เพื่อให้ครูมีความมั่นคง ไม่ต้องกังวลกับภาระนอกห้องเรียน

 

  • ผลักดันการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย และหน้าที่พลเมือง เพื่อให้เด็กไทยเข้าใจรากเหง้าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

  • พัฒนาวิทยาศาสตร์ และปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่แต่ละแห่ง

 

นฤมล ยังกล่าวชื่นชมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและอดีตรัฐมนตรีทุกคน พร้อมประกาศเดินหน้านโยบายที่ดีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องการทำงานแบบ Top-Down แต่จะยึดแนวทาง ‘ร่วมคิด ร่วมทำ’ โดยรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้บริหาร คณะกรรมาธิการการศึกษา และ สส. เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

 

“การทำงานของเราต้องเป็นแบบครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็พูดคุย ปรึกษา เข้าอกเข้าใจกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของประเทศ” นฤมลกล่าวทิ้งท้าย

The post นฤมล เดินหน้าลดภาระครู-เพิ่มสวัสดิการ ย้ำ ‘การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสศ. ชูโมเดลยืดหยุ่น ‘เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา’ ดึงเด็กหลุดระบบการศึกษากลับสู่เส้นทางเรียนรู้ https://thestandard.co/tdri-flexible-learning-model-mobile-school/ Wed, 21 May 2025 05:25:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1076642 กสศ.

วานนี้ (20 พฤษภาคม) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ( […]

The post กสศ. ชูโมเดลยืดหยุ่น ‘เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา’ ดึงเด็กหลุดระบบการศึกษากลับสู่เส้นทางเรียนรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสศ.

วานนี้ (20 พฤษภาคม) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดภาคเรียนใหม่พร้อมแนวคิดการศึกษาทางเลือก ‘เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา’ ภายใต้โครงการ โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School) ที่ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเครือข่ายศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม เพื่อผลักดันนโยบาย Thailand Zero Dropout ให้เป็นรูปธรรม ด้วยเป้าหมายสูงสุดคือการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาไม่น้อยกว่า 55,000 คนในปีการศึกษา 2568

 

พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบกว่า 8.8 แสนคน ลดลงจาก 1.02 ล้านคนเมื่อปีก่อน โดยในจำนวนนี้มีเด็กกว่า 1,000 คนที่กลับมาเรียนได้แล้วผ่านระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น และสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ หรือการเดินทาง

 

โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ ‘เรียนออนไลน์’ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่าน ฟาร์มเกษตร ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร วงดนตรีหมอลำ หรือแม้แต่ร้านตัดผม โดยได้รับการออกแบบจากคุณครูในศูนย์การเรียนร่วมกับภาคีต่างๆ ทั้งปราชญ์ชุมชน กลุ่มแม่บ้าน องค์กรเอกชน ไปจนถึงบริษัทเอกชนรายใหญ่ เช่น KFC, Shopee, The Reporters และหมอลำไอดอล

 

หนึ่งในนักเรียนต้นแบบอย่าง น้องฮักแพง-วรัญญาภรณ์ วันทา วัย 18 ปี ผู้เรียนในหลักสูตรหมอลำศึกษาที่ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ เล่าว่า เราเรียนคณิตจากเวทีแสดง เรียนสังคมจากวัฒนธรรมหมอลำ ใช้เวลายืดหยุ่นและเรียนรู้จากชีวิตจริง ควบคู่คำแนะนำจากครูทุกสัปดาห์

 

ส่วน เนส-คติกร ทองนรินทร์ นักเรียนจากศูนย์การเรียน CYF อบต.หนองสนิท เล่าประสบการณ์ว่า Mobile School ทำให้เขาเปลี่ยนจากเด็กเกเร กลายเป็นช่างตัดผมประจำหมู่บ้านที่มีความรับผิดชอบและเป้าหมายชัดเจน

 

กสศ. ยังเผยด้วยว่า ขณะนี้เปิดรับสมัครเยาวชนอายุ 7-24 ปีที่หลุดจากระบบ และไม่สามารถเรียนในระบบโรงเรียนหรือรูปแบบอื่นได้ ให้กลับมาเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ทุกวัน โทร. 0 2079 5475 ต่อ 0 หรือที่เว็บไซต์ www.eef.or.th และเพจเฟซบุ๊ก กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

 

พร้อมกันนี้ กสศ. ยังได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณารณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่อง ‘การศึกษายืดหยุ่น’ เพื่อชวนภาคธุรกิจและชุมชนท้องถิ่นร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ในการจัดการศึกษาให้เด็กๆ ได้มีโอกาสกลับมาเรียนอย่างแท้จริง

 

“เราไม่ได้เอาการศึกษาไปให้เด็กเรียนที่ไหนก็ได้เท่านั้น แต่เรานำโอกาสกลับคืนให้เด็กได้สร้างอนาคตของตัวเองบนพื้นฐานชีวิตจริง” พัฒนะพงษ์กล่าว

The post กสศ. ชูโมเดลยืดหยุ่น ‘เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา’ ดึงเด็กหลุดระบบการศึกษากลับสู่เส้นทางเรียนรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไม่เป็นไรที่จะไม่โอเค” วิธีบอกตัวเองในวันที่ชีวิตมันหนักเกินไป https://thestandard.co/life/its-okay-to-not-be-okay/ Tue, 25 Mar 2025 05:00:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1056144

บางครั้งแค่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าโลกมันหนักเกินไป̷ […]

The post “ไม่เป็นไรที่จะไม่โอเค” วิธีบอกตัวเองในวันที่ชีวิตมันหนักเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

บางครั้งแค่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าโลกมันหนักเกินไป…นั่นก็โอเคนะ

 

หลายคนเข้าใจว่าชีวิตยุคนี้ใครแกร่งถึงจะอยู่ได้ คนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไป แต่การที่ต้องดูเข้มแข็ง ประสบความสำเร็จ และมีความสุขอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสำหรับคน Gen Z ที่เติบโตมากับความคาดหวังและการแข่งขันที่สูงลิบเป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ เราอาจลืมไปว่าการไม่โอเคบ้างก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

 

เมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันหนักเกินไป ลองหยุดและบอกตัวเองว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งทุกวัน ไม่เป็นไรที่วันนี้จะรู้สึกแย่” จงอนุญาตให้ตัวเองไม่โอเคก็ได้นะ เพราะการยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันแสดงให้เห็นว่าคุณกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ซึ่งบางครั้งความจริงนั้นก็คือชีวิตมันหนักและเราเหนื่อยเหลือเกิน

 

น้องๆ หลายคนเกิดความกดดันจากการเรียน งาน หรือความสัมพันธ์ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ การบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันแค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แค่นั้นก็พอแล้ว”

 


 

สังคมมักสอนเราว่าต้องเข้มแข็ง ต้องอดทน ต้องฝืนยิ้มแม้จะรู้สึกแย่ แต่ความจริงแล้วความกล้าหาญที่แท้จริงอยู่ที่การยอมรับความรู้สึกทุกอย่างของตัวเอง รวมถึงความรู้สึกที่ไม่สวยงาม

 

“วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก รู้สึกท้อ แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก”

 

เมื่อคุณให้พื้นที่กับความรู้สึกเหล่านี้ บ่อยครั้งมันจะผ่านไปเร็วกว่าการพยายามกดมันไว้ ความเปราะบางไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่เป็นการเปิดประตูสู่การเยียวยาตัวเองอย่างแท้จริงมากกว่า

 

ลองพยายามมีพลังบวกโดยที่ไม่กดดันตัวเอง เพราะการคิดบวกที่ถูกต้องไม่ใช่การบังคับตัวเองให้มีความสุขตลอดเวลา แต่เป็นการมองเห็นคุณค่าในทุกอารมณ์ความรู้สึก

 

“ไม่เป็นไรนะที่วันนี้จะรู้สึกเศร้า พรุ่งนี้อาจจะดีขึ้น”

 

“แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น นั่นก็ไม่เป็นไร”

 

ลองนึกถึงตัวเองเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง คุณจะพูดกับเพื่อนที่กำลังเจอวันที่แย่ยังไง? คุณจะบอกให้เขา “สู้ๆ นะ มองโลกในแง่ดีสิ” หรือคุณจะบอกว่า “เข้าใจนะว่ารู้สึกยังไง ไม่เป็นไรที่จะรู้สึกแบบนั้น” คำพูดแบบไหนที่ฟังแล้วอุ่นใจกว่ากัน?

 

ลองมาดูวิธีปลอบตัวเองแบบเข้าใจจริงๆ มันคือวิธีการพูดคุยกับตัวเอง หรือ Self Talk ในวันที่รู้สึกไม่ไหว

 

  1. ยอมรับความรู้สึกโดยไม่ตัดสินมัน “ตอนนี้ฉันรู้สึกแย่ และนั่นก็เป็นเพียงความรู้สึกหนึ่ง เดี๋ยวมันก็จะหายไป”

 

  1. ให้เวลากับตัวเอง “ฉันจะให้เวลาตัวเองหนึ่งวันเพื่อรู้สึกแย่ ไม่ต้องรีบหาย ไม่ต้องรีบทำอะไร แต่ให้รับรู้ว่าอ๋อ ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกแย่อยู่นะ”

 

  1. นึกถึงสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ “วันนี้แค่ได้อาบน้ำ กินข้าว และพักผ่อนซะบ้าง ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จเล็กๆ แล้ว”

 

  1. เตือนตัวเองว่านี่เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง “ความรู้สึกนี้จะไม่อยู่กับฉันตลอดไป มันจะผ่านไปเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ”

 

แต่ถ้าวันไหนที่ไม่ไหวจริงๆ การปล่อยให้ตัวเองร้องไห้สักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องผิด การออกไปเดินเล่นคนเดียว หรือแม้แต่การนอนอยู่บนเตียงทั้งวันเพื่อพักใจ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เราอยากให้ผู้อ่านจำไว้ว่า “ทุกคนมีวันที่รู้สึกแย่ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดูประสบความสำเร็จแค่ไหน ทุกคนล้วนมีวันที่ชีวิตมันหนักเกินไปด้วยกันทั้งนั้น”

 

ถ้าระหว่างทางในชีวิตมันจะมีสักวันที่เราไม่โอเค ก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่อยากให้แปลว่า “เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจ และหัวใจดวงนี้ก็มีสิทธิ์ได้รับการดูแลในวันที่ชีวิตมันหนักเกินไป”

 

The post “ไม่เป็นไรที่จะไม่โอเค” วิธีบอกตัวเองในวันที่ชีวิตมันหนักเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bill Gates เสียใจที่ออกจากฮาร์วาร์ด! เผยใช้เวลาทั้งปีพยายามหาเพื่อนมาดูแล Microsoft หวังกลับไปเรียนต่อ https://thestandard.co/bill-gates-regrets-leaving-harvard/ Wed, 19 Feb 2025 06:35:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1043715 Bill Gates เสียใจที่ออกจาก ฮาร์วาร์ด

เส้นทางความสำเร็จของมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates ไ […]

The post Bill Gates เสียใจที่ออกจากฮาร์วาร์ด! เผยใช้เวลาทั้งปีพยายามหาเพื่อนมาดูแล Microsoft หวังกลับไปเรียนต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bill Gates เสียใจที่ออกจาก ฮาร์วาร์ด

เส้นทางความสำเร็จของมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ที่ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 101 ล้านล้านบาท) แต่การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อมาทำธุรกิจซอฟต์แวร์ในปี 1975 กลับเป็นเรื่องที่เขาลังเลมาก และยังพยายามหาทางกลับไปเรียนให้จบ

 

ความฝันของ Gates และ Paul Allen เริ่มต้นตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อทั้งคู่ทำนายว่าไมโครโปรเซสเซอร์หรือชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่และราคาแพงให้กลายเป็น ‘เครื่องมือส่วนบุคคล’ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่ Gates ยังไม่คิดว่าเทคโนโลยีพร้อมจนกระทั่งปี 1974

 

Gates เปิดเผยในหนังสือ ‘Source Code’ ที่เพิ่งวางจำหน่ายว่า เขาหลงรักบรรยากาศทางวิชาการในฮาร์วาร์ดมาก ชอบการได้เรียนรู้วิชาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์ รวมถึงการได้พูดคุยกับเพื่อนฉลาดๆ จนดึกดื่น 

 

“ผมมีความสุขมากกับการใช้ชีวิตแบบเนิร์ดๆ ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แม้จะไม่ได้เข้าสังคมมาก แต่ก็มีเพื่อนมากพอที่จะรู้สึกสบายใจ” Gates ระบุ

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Allen วิ่งเข้ามาในห้องพร้อมนิตยสาร Popular Electronics ที่มีภาพ Altair 8800 ‘คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเครื่องแรกของโลก’ ที่สามารถแข่งขันกับรุ่นเชิงพาณิชย์ได้ ผลิตโดยบริษัท Micro Instrumentation and Telemetry Systems (MITS) 

 

จุดนี้เองทำให้ทั้งคู่เชื่อว่า พวกเขาสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่นี้ได้ ด้วยการสร้างซอฟต์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกครัวเรือนในอเมริกา

 

ด้วยความที่รักการเรียนมาก Gates จึงพยายามบริหาร Microsoft จากห้องพักในมหาวิทยาลัยอยู่ 2 เทอม โดยแบ่งเวลาระหว่างการเรียนที่ฮาร์เวิร์ดกับการทำงานที่ Albuquerque รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นที่ตั้งแรกของบริษัท

 

นอกจากนี้ยังขอให้ Ric Weiland เพื่อนอีกคนช่วยดูแลบริษัท แต่สุดท้าย Weiland กลับเลือกที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทแล้วกลับมาทำงานที่ Microsoft อีกครั้ง ก่อนจะลาออกและย้ายไปอยู่ลอสแอนเจลิส (Weiland เสียชีวิตในปี 2006 ด้วยวัย 53 ปี)

 

สุดท้าย Gates ก็ต้อง ‘ยอมแพ้ต่อความจำเป็น’ และตัดสินใจทุ่มเทให้กับธุรกิจอย่างเต็มตัว เพราะเขารู้ว่าไม่มีใครจะสามารถขับเคลื่อนบริษัทด้วยความเข้มข้นที่ต้องการได้เท่าตัวเขาเอง 

 

แม้ตอนนั้นการลาออกจากมหาวิทยาลัยจะดูเหมือนความเสี่ยง แต่ Gates มองว่าหากล้มเหลวเขาก็สามารถกลับไปเรียนต่อได้ อีกทั้งยังมีเงินเก็บจากการทำโปรแกรมตั้งแต่สมัยมัธยม และธุรกิจซอฟต์แวร์ก็ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก

 

ปัจจุบัน Gates มองว่าการตัดสินใจครั้งนั้นคุ้มค่า เพราะการเริ่มต้นเร็วทำให้ได้เรียนรู้มาก และวิสัยทัศน์ ‘คอมพิวเตอร์บนโต๊ะทุกตัว’ ของพวกเขาก็เป็นจริง แม้ตอนนั้นแม้แต่คนในวงการก็ยังมองไม่เห็นว่าซอฟต์แวร์จะกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ต้องการโปรแกรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งฐานข้อมูล เวิร์ดโปรเซสซิง และสเปรดชีต โดยส่วนใหญ่ยังคงมองแคบๆ แค่ว่า ‘เราจะเล่นเกมบนเครื่องนี้ได้ไหม’

 

อย่างไรก็ตาม แม้ Microsoft จะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ Gates ก็ไม่เคยได้กลับไปเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ดจนจบ และต้องทำหน้าที่ซีอีโอคนแรกของบริษัทไปจนถึงปี 2000

 

อ้างอิง:

The post Bill Gates เสียใจที่ออกจากฮาร์วาร์ด! เผยใช้เวลาทั้งปีพยายามหาเพื่อนมาดูแล Microsoft หวังกลับไปเรียนต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทยเครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง https://thestandard.co/thai-youth-mental-health-crisis-revealed/ Wed, 09 Oct 2024 07:08:05 +0000 https://thestandard.co/?p=993785 สุขภาพจิตเด็กไทย

เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคมของทุ […]

The post ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทยเครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขภาพจิตเด็กไทย

เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) สำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียดและวิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1-3 ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2567

 

ผลการสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,516 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 1,935 คน คิดเป็น 55.03%, เพศชาย 1,323 คน คิดเป็น 37.63%, LGBTQIA+ 184 คน คิดเป็น 5.23% และไม่ต้องการระบุเพศ 74 คน คิดเป็น 2.10% โดยผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุระหว่าง 11-20 ปี

 

เมื่อแบ่งตามระดับการศึกษาแบ่งได้เป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 2,461 คน คิดเป็น 69.99%, มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 843 คน คิดเป็น 23.98% และ ปวช.1-3 212 คน คิดเป็น 6.03%

 

เมื่อแยกพื้นที่ของนักเรียนที่ตอบแบบสอบถามพบว่าอยู่ในภาคกลางมากที่สุด 2,716 คน คิดเป็น 77.25%, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 728 คน คิดเป็น 20.71%, ภาคตะวันออก 24 คน คิดเป็น 0.68%, ภาคตะวันตกและภาคใต้ เท่ากันที่ 14 คน คิดเป็น 0.40% และภาคเหนือ 20 คน คิดเป็น 0.57%

 

โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจาก 52 จังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดที่ตอบมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 1,006 คน คิดเป็น 28.61%, นนทบุรี 547 คน คิดเป็น 15.56% และอุบลราชธานี 462 คน คิดเป็น 13.14%

 

การเรียน, รูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก และครอบครัว คือสิ่งที่ทำให้เด็กไทยเครียดมากที่สุด

 

เมื่อถามว่าเครียดเรื่องอะไรมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา โดยมีตัวเลือก 12 ข้อ ให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • การเรียน 1,809 คน คิดเป็น 51.45%
  • รูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 349 คน คิดเป็น 9.93%
  • ครอบครัว 344 คน คิดเป็น 9.78%
  • การเงิน 343 คน คิดเป็น 9.76%
  • ความรัก 217 คน คิดเป็น 6.17%
  • เพื่อน 170 คน คิดเป็น 4.84%
  • ความเจ็บป่วย 83 คน คิดเป็น 2.36%
  • สังคม/การเมือง 72 คน คิดเป็น 2.05%
  • การทำงาน 51 คน คิดเป็น 1.45%
  • ครู 43 คน คิดเป็น 1.22%
  • เพศสัมพันธ์ 22 คน คิดเป็น 0.63%
  • เพศ/อัตลักษณ์ทางเพศ 13 คน คิดเป็น 0.37%

 

หากแบ่งตามระดับชั้นพบว่าเรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ม.ต้น 2,461 คน คิดเป็น 69.99% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ การเรียน 1,265 คน คิดเป็น 51.40%, รูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 269 คน คิดเป็น 10.93% และความรัก 165 คน คิดเป็น 6.70%

 

เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ม.ปลาย 843 คน คิดเป็น 23.98% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ การเรียน 479 คน คิดเป็น 56.82%, การเงิน 138 คน คิดเป็น 16.37% และรูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 59 คน คิดเป็น 7.00%

 

เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ปวช. 212 คน คิดเป็น 6.03% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ การเรียน 65 คน คิดเป็น 30.66% ตามด้วยการเงิน 52 คน คิดเป็น 24.53% และรูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 21 คน คิดเป็น 9.91%

 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่านักเรียน ม.ปลาย และ ปวช. มีความเครียด 3 อันดับแรกที่เหมือนกันคือ การเรียน ในขณะที่นักเรียน ม.ต้น นั้นไม่มีเรื่องการเงิน แต่ในอันดับ 2 เป็นเรื่องครอบครัว ซึ่งอาจเป็นเพราะว่านักเรียน ม.ต้น ยังไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องการเงินนั่นเอง

 

หากแบ่งตามเพศจะพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็นเพศหญิงตอบว่าเครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 979 คน คิดเป็น 50.59%, ครอบครัว 238 คน คิดเป็น 12.30% และรูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 215 คน คิดเป็น 11.11%

 

ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็นเพศชายตอบว่าเครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 732 คน คิดเป็น 55.33% ตามด้วยการเงิน 160 คน คิดเป็น 12.09% และรูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 98 คน คิดเป็น 7.41%

 

ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็น LGBTQIA+ ตอบว่าเครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 67 คน คิดเป็น 36.41%, รูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 29 คน คิดเป็น 15.76% และครอบครัว 24 คน คิดเป็น 13.04%

 

ผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่ต้องการระบุเพศตอบว่าเครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 31 คน คิดเป็น 41.89%, การเงิน 11 คน คิดเป็น 14.86% และครอบครัว 10 คน คิดเป็น 13.51%

 

กลัวเกรดไม่ดีทำให้นักเรียนเครียดมากที่สุด

 

โดยเมื่อให้เลือกตอบว่าเรื่องที่เครียดที่สุดคือเรื่องใด ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคนจะตอบได้เฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองที่เครียดที่สุด

 

เมื่อถามต่อว่าประเด็นด้านการเรียนที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • กลัวเกรดไม่ดี 727 คน คิดเป็น 40.19%
  • กลัวสอบตก 241 คน คิดเป็น 13.32%
  • กลัวสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ 203 คน คิดเป็น 11.22%
  • กลัวเรียนไม่จบ 192 คน คิดเป็น 10.61%
  • งานที่ต้องส่งมากเกินไป 168 คน คิดเป็น 9.29%
  • ไม่เข้าใจบทเรียน 113 คน คิดเป็น 6.25%
  • กังวลว่าจะไม่ได้เรียนต่อในระดับที่อยากเรียน 92 คน คิดเป็น 5.09%
  • เรียนหนักเกินไป ชั่วโมงเรียนมากเกินไป 45 คน คิดเป็น 2.49%
  • ไม่ได้เรียนในสายที่อยากเรียน แต่เรียนตามใจผู้ปกครอง 14 คน คิดเป็น 0.77%
  • อุปกรณ์การเรียนไม่พร้อม 8 คน คิดเป็น 0.44%
  • ไม่ได้เรียนพิเศษ 6 คน คิดเป็น 0.33%

 

โดยผู้ที่ตอบว่าเครียดเรื่องการเรียน เพราะกลัวเกรดออกมาไม่ดี แบ่งเป็นนักเรียน ม.ต้น 521 คน คิดเป็น 71.66%, ม.ปลาย 186 คน คิดเป็น 25.58% และ ปวช. 20 คน คิดเป็น 2.75%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเรียนของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 521 คน คิดเป็น 41.19%, กลัวสอบตก 214 คน คิดเป็น 16.92% และกลัวเรียนไม่จบ 150 คน คิดเป็น 11.86% ส่วน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 186 คน คิดเป็น 38.83%, กลัวสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ 111 คน คิดเป็น 23.17% และงานที่ต้องส่งมากเกินไป 45 คน คิดเป็น 9.39% และ ปวช. 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 20 คน คิดเป็น 30.77%, กลัวเรียนไม่จบ 15 คน คิดเป็น 23.08% และไม่เข้าใจบทเรียน 7 คน คิดเป็น 10.77%

 

อ้วน/ผอม, ไม่สวย/ไม่หล่อ, ผิวไม่ขาวกระจ่างใส ก็ทำให้เครียด

 

เมื่อถามว่าประเด็นรูปร่าง/หน้าตาที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งระบุว่ากังวลเรื่องรูปร่าง/ส่วนสูง เช่น อ้วนหรือผอมเกินไป, สูงหรือเตี้ยเกินไป, หน้าอกเล็กหรือใหญ่เกินไป, ไม่มีกล้าม 145 คน คิดเป็น 41.55%

 

ตามด้วยกังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 82 คน คิดเป็น 23.50%, กังวลเรื่องสีผิว เช่น สีผิวไม่ขาวกระจ่างใส 73 คน คิดเป็น 20.92%, กังวลเรื่องทรงผม เช่น ผมหยิก, ผมหยักศก, ผมบาง 28 คน คิดเป็น 8.02% และกังวลเรื่องบุคลิก เช่น มีกลิ่นตัว, มีกลิ่นปาก, หลังค่อม 21 คน คิดเป็น 6.02%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดจากประเด็นรูปร่าง/หน้าตาของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง/ส่วนสูง 115 คน คิดเป็น 42.75%, กังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 65 คน คิดเป็น 24.16% และกังวลเรื่องสีผิว 55 คน คิดเป็น 20.45%

 

ส่วน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง/ส่วนสูง 22 คน คิดเป็น 37.29%, กังวลเรื่องสีผิว 16 คน คิดเป็น 27.12% และกังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 9 คน คิดเป็น 15.25%

 

และ ปวช. 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง/ส่วนสูง และกังวลเรื่องหน้าตา เท่ากันที่ 8 คน คิดเป็น 38.10% ตามมาด้วยกังวลเรื่องบุคลิก และสีผิว เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 9.52%

 

ผู้ปกครองเข้มงวดเกินไปสร้างความเครียดให้นักเรียนทุกระดับชั้น

 

เมื่อถามว่าประเด็นครอบครัวที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • ผู้ปกครองเข้มงวดกดดันมากเกินไป 151 คน คิดเป็น 43.90%
  • ผู้ปกครองไม่สนับสนุนในสิ่งที่เราอยากเป็น/อยากทำ 34 คน คิดเป็น 9.88%
  • ผู้ปกครองทะเลาะตบตีกัน 33 คน คิดเป็น 9.59%
  • ผู้ปกครองใช้ความรุนแรงกับนักเรียน 24 คน คิดเป็น 6.98%
  • ผู้ปกครองแยกทางกัน/มีครอบครัวใหม่/นอกใจ 24 คน คิดเป็น 6.98%
  • ผู้ปกครองละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น เข้าห้องส่วนตัวโดยไม่ขอ ดูโทรศัพท์ 17 คน คิดเป็น 4.94%
  • ผู้ปกครองไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ 13 คน คิดเป็น 3.78%
  • มีผู้ปกครองเจ็บป่วย หรือพิการ 10 คน คิดเป็น 2.91%
  • ผู้ปกครองเสียชีวิต 7 คน คิดเป็น 2.03%
  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัว 3 คน คิดเป็น 0.87%
  • ผู้ปกครองไม่ยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศ 2 คน คิดเป็น 0.58%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดจากครอบครัวของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวดกดดันมากเกินไป 121 คน คิดเป็น 44.65%, ผู้ปกครองทะเลาะตบตีกัน 30 คน คิดเป็น 11.07% และผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ 24 คน คิดเป็น 8.86%

 

นักเรียน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวดกดดันมากเกินไป 22 คน คิดเป็น 40.74%, ผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ 8 คน คิดเป็น 14.81% และผู้ปกครองแยกทางกัน/มีครอบครัวใหม่/นอกใจ 5 คน คิดเป็น 9.26% นักเรียน

 

ปวช. 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวดกดดันมากเกินไป 8 คน คิดเป็น 42.11%, ผู้ปกครองเลือกปฏิบัติกับลูก รักลูกไม่เท่ากัน 3 คน คิดเป็น 15.79% และผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ, ผู้ปกครองแยกทางกัน/มีครอบครัวใหม่/นอกใจ, ผู้ปกครองละเมิดความเป็นส่วนตัว เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 10.53%

 

จะเห็นได้ว่านอกจากประเด็นความเครียดจากครอบครัวที่เกิดจากการที่ผู้ปกครองปฏิบัติต่อนักเรียนแล้ว ความเครียดที่เกิดขึ้นยังมาจากปัญหาของผู้ปกครองเองที่ส่งผลให้ลูกหรือนักเรียนเกิดความเครียดอีกด้วย

 

ไม่เพียงแค่เงินไม่พอใช้ แต่หนี้สินครอบครัวก็ทำให้เด็กไทยเครียดเหมือนกัน

 

เมื่อถามว่าประเด็นการเงินที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • เงินไม่พอใช้ 236 คน คิดเป็น 69.21%
  • ครอบครัวมีหนี้สิน 56 คน คิดเป็น 16.42%
  • ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 25 คน คิดเป็น 7.33%
  • เติมเกมออนไลน์ 16 คน คิดเป็น 4.69%
  • ติดพนันหรือพนันออนไลน์ 4 คน คิดเป็น 1.17%
  • ถูกหลอกโอนเงินหรือถูกโกงเงิน 2 คน คิดเป็น 0.59%
  • เป็นหนี้นอกระบบ 2 คน คิดเป็น 0.59%
  • ไม่ระบุสาเหตุ 2 คน

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเงินของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 100 คน คิดเป็น 65.79%, ครอบครัวมีหนี้สิน 31 คน คิดเป็น 20.39% และติดเกมออนไลน์ 11 คน คิดเป็น 7.24%

 

นักเรียน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 105 คน คิดเป็น 76.64%, ครอบครัวมีหนี้สิน 14 คน คิดเป็น 10.22% และถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 9 คน คิดเป็น 6.57%

 

นักเรียนปวช. 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 31 คน คิดเป็น 59.62%, ครอบครัวมีหนี้สิน 11 คน คิดเป็น 21.15% และถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 9 คน คิดเป็น 13.46%

 

จะเห็นได้ว่านอกจากปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ที่เป็นอันดับ 1 ทั้งในผลสำรวจรวมทุกระดับชั้นและผลสำรวจในแต่ละระดับชั้น อีกหนึ่งปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียดด้านการเงินก็คือปัญหาหนี้สินของครอบครัวที่พบในอันดับ 2 ของทุกระดับชั้น

 

Toxic Relationship คือความเครียดด้านความรักที่แม้แต่นักเรียนก็เจอ

 

เมื่อถามว่าประเด็นความรักที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • การอกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 77 คน คิดเป็น 35.48%
  • การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ (Toxic Relationship) 50 คน คิดเป็น 23.04%
  • การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน/เปิดเผยไม่ได้ 36 คน คิดเป็น 16.59%
  • การไม่มีคู่/แฟน 31 คน คิดเป็น 14.29%
  • การถูกคนรักนอกใจ 16 คน คิดเป็น 7.37%
  • การเป็นคนนอกใจ/คุยหลายคน กลัวถูกจับได้ 6 คน คิดเป็น 2.76%
  • การถูกคนรักทำร้ายร่างกาย 1 คน คิดเป็น 0.46%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องความรักของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ อกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 65 คน คิดเป็น 39.39% อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 35 คน คิดเป็น 21.21% และไม่มีคู่/แฟน 24 คน คิดเป็น 14.55%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน/เปิดเผยไม่ได้ 12 คน คิดเป็น 33.33%, อกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 11 คน คิดเป็น 30.56% และอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 7 คน คิดเป็น 19.44%

 

ปวช. 3 อันดับแรกคือ อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 8 คน 50%, ถูกคนรักนอกใจ 4 คน คิดเป็น 25% และไม่มีคู่/แฟน 2 คน คิดเป็น 12.50%

 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแม้ปัญหาความเครียดและวิตกกังวลในเรื่องความรักจากการอกหัก หรือแอบรักข้างเดียว จะมีมากที่สุด แต่ปัญหาการอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship นั้นกลับพบอยู่ใน 3 อันดับแรกของทุกระดับชั้นการศึกษา

 

การถูกเพื่อนบูลลี่ยังพบมากในนักเรียน ม.ต้น

 

เมื่อถามว่าประเด็นเรื่องเพื่อนที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • ขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 87 คน คิดเป็น 51.18%
  • ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 26 คน คิดเป็น 15.29%
  • รู้สึกด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องต่างๆ เช่น ฐานะการเงิน, การเรียน, รสนิยม, รูปร่าง, หน้าตา, ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย 15 คน คิดเป็น 8.82%
  • เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน 12 คน คิดเป็น 7.06%
  • ขโมยของ ไถเงิน 4 คน คิดเป็น 2.35%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องเพื่อนของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 62 คน คิดเป็น 47.69%, ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 22 คน คิดเป็น 16.92% และรู้สึกด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องต่างๆ 14 คน คิดเป็น 16.92%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 19 คน คิดเป็น 57.58%, เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน, ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 4 คน คิดเป็น 12.12%

 

ปวช. มี 2 อันดับคือ ขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 6 คน คิดเป็น 85.71% และเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน 1 คน คิดเป็น 14.29%

 

จะเห็นได้ว่านอกจากปัญหาเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเครียดในวัยเรียนในทุกระดับชั้นแล้ว ปัญหาการถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน ยังเป็นปัญหาที่สร้างความเครียดให้กับนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน ม.ต้น อีกด้วย

 

นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคทางใจยังทำให้เครียดเพิ่มขึ้น

 

เมื่อถามว่าประเด็นความเจ็บป่วยที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้, หอบหืด, เบาหวาน 43 คน คิดเป็น 51.81%
  • ความเจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า, วิตกกังวล, แพนิก 24 คน คิดเป็น 28.92%
  • แพ้อาหาร 11 คน คิดเป็น 13.25%
  • มีความพิการทางร่างกาย 5 คน คิดเป็น 6.02%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเจ็บป่วยของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ มีโรคประจำตัว 38 คน คิดเป็น 54.29%, เจ็บป่วยทางใจ 21 คน คิดเป็น 30% และแพ้อาหาร 9 คน คิดเป็น 12.86%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ มีโรคประจำตัว 3 คน คิดเป็น 50%, แพ้อาหาร 2 คน คิดเป็น 33.33% และเจ็บป่วยทางใจ 1 คน คิดเป็น 16.67%

 

ปวช. 3 อันดับแรกคือ มีความพิการทางร่างกาย 3 คน คิดเป็น 42.86%, เจ็บป่วยทางใจ และมีโรคประจำตัว เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 28.57%

 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าความเจ็บป่วยทางใจกลายมาเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นักเรียนเกิดความเครียดและวิตกกังวลในการใช้ชีวิตในทุกระดับชั้น

 

เรื่องสังคม/การเมืองก็ทำให้นักเรียนเครียดได้เหมือนกัน

 

เมื่อถามว่าประเด็นสังคม/การเมืองที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 32 คน คิดเป็น 44.44%
  • การที่ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 25 คน คิดเป็น 34.72%
  • ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว, เพื่อน, แฟน 11 คน คิดเป็น 15.28%
  • การถูกกดดันให้ต้องเลือกฝั่งทางการเมือง 4 คน คิดเป็น 5.56%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องสังคม/การเมืองของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 23 คน คิดเป็น 42.59%, ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 18 คน คิดเป็น 33.33% และความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว 9 คน คิดเป็น 16.67%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกเช่นเดียวกับ ม.ต้น คือ รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 8 คน คิดเป็น 57.14%, ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 5 คน คิดเป็น 35.71% และความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว 1 คน คิดเป็น 7.14%

 

ปวช. 3 อันดับแรกคือ ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 2 คน คิดเป็น 50%, ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว และรู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 25%

 

จะเห็นได้ว่านอกจากความรู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ที่ทำให้นักเรียนรู้สึกเครียดมากที่สุดแล้ว เสรีภาพในการแสดงออกในเรื่องการเมืองยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวัยเรียนอีกด้วย

 

ทำงานไปเรียนไปก็เครียดได้นะ

 

เมื่อถามว่าประเด็นการทำงานที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • การทำงานผิดพลาด 20 คน คิดเป็น 39.22%
  • ความกังวลว่าการทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 13 คน คิดเป็น 25.49%
  • อยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก 6 คน คิดเป็น 11.76%
  • ชั่วโมงการทำงานมากเกินไป หรือต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมากเกินไป หรือถูกกดค่าจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม 3 คน คิดเป็น 5.88%
  • การถูกดุด่าด้วยคำพูดรุนแรงจากที่ทำงาน 2 คน คิดเป็น 3.92%
  • สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ดี เช่น สกปรก, มลภาวะ, อุณหภูมิ, กลิ่น, เสียง 1 คน คิดเป็น 1.96%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการทำงานของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ทำงานผิดพลาด 15 คน คิดเป็น 48.39%, การทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 7 คน คิดเป็น 22.58% และชั่วโมงการทำงานมากเกินไป 3 คน คิดเป็น 9.68%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ การทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 4 คน คิดเป็น 40%, ทำงานผิดพลาด 3 คน คิดเป็น 30% และอยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก 2 คน คิดเป็น 20%

 

ปวช. 3 อันดับแรกคือ ถูกกดค่าจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม และอยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก เท่ากันที่ 3 คน คิดเป็น 30% และการทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน และทำงานผิดพลาด เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 20%

 

จากข้อมูลในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่ายังมีนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเครียดและวิตกกังวลอันเนื่องมาจากการที่ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ที่พบว่ามีนักเรียนถึง 19.41% ที่ต้องทำงานพิเศษ

 

ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่ครูก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด

 

เมื่อถามว่าประเด็นเรื่องครูที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • ถูกครูใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ เช่น ดุด่า, คำหยาบ, เหยียดรูปร่าง/หน้าตา/เพศ/สติปัญญา 24 คน คิดเป็น 61.54%
  • ถูกครูเลือกปฏิบัติ 6 คน คิดเป็น 15.38%
  • ถูกครูลงโทษเกินกว่าเหตุ เช่น ตัดผม, บังคับวิ่งรอบสนาม, ประจาน 5 คน คิดเป็น 12.82%
  • ถูกครูข่มขู่ ใช้ความรุนแรง เช่น หยิก, ตี, ทุบ, ตบ, ไถเงิน และถูกครูใช้ให้ทำงานส่วนตัว เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 5.13%
  • ไม่ระบุสาเหตุ 4 คน

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องครูของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ถูกครูใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ 24 คน คิดเป็น 66.67%, ถูกครูลงโทษเกินกว่าเหตุ 5 คน คิดเป็น 13.89% และถูกครูเลือกปฏิบัติ 4 คน คิดเป็น 11.11%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ถูกครูเลือกปฏิบัติ 2 คน คิดเป็น 66.67%, ถูกครูใช้ให้ทำงานส่วนตัว 1 คน คิดเป็น 33% และพบว่านักเรียนในระดับชั้น ปวช. ไม่มีใครเลือกตอบในข้อนี้

 

เพศสัมพันธ์ อีกหนึ่งปัญหาสร้างความเครียดให้วัยเรียน

 

เมื่อถามว่าประเด็นเพศสัมพันธ์ที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 8 คน คิดเป็น 36.36%
  • กังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และกังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ เท่ากันที่ 5 คน คิดเป็น 22.73%
  • การถูกคุกคามทางเพศ เช่น โดนสัมผัสตัวโดยไม่ยินยอม ใช้คำพูดคุกคาม 2 คน คิดเป็น 9.09%
  • การถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และรู้สึกไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์อย่างที่ต้องการ เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 4.55%

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องเพศสัมพันธ์ของนักเรียน ม.ต้น ซึ่งตอบว่ากังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่, ถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และถูกคุกคามทางเพศ เท่ากันที่ข้อละ 1 คน คิดเป็น 25%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 5 คน คิดเป็น 62.50%, กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ 2 คน คิดเป็น 25% และรู้สึกไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์อย่างที่ต้องการ เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 12.50%

 

ปวช. 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 4 คน คิดเป็น 40%, กังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 3 คน คิดเป็น 30% และกังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ 2 คน คิดเป็น 20%

 

สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลในการตอบข้อนี้ก็คือ แม้ว่าเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นเรื่องใหญ่ที่วัยเรียนรู้สึกเครียดและวิตกกังวล แต่นอกจากนั้นกลับพบความเครียดและวิตกกังวลในเรื่องเพศสัมพันธ์ในประเด็นถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และการถูกคุกคามทางเพศ จากคำตอบของนักเรียนในระดับชั้น ม.ต้น ด้วย

 

อัตลักษณ์ทางเพศ อีกหนึ่งประเด็นที่ก่อให้เกิดความเครียดในยุคปัจจุบัน

 

เมื่อถามว่าประเด็นเพศ/อัตลักษณ์ทางเพศที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • สรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น เช่น หน้าอก หนวด และการไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่อยากเป็น เท่ากันที่ 3 คน คิดเป็น 25.00%
  • เพศที่อยากเป็นขัดกับหลักศาสนาที่นับถือ และรู้สึกสับสนกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 16.67%
  • การใช้ฮอร์โมนเพื่อข้ามเพศ และการไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 8.33%
  • ไม่ระบุสาเหตุ 1 คน

 

หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น, เพศที่อยากเป็นขัดกับหลักศาสนาที่นับถือ และรู้สึกสับสนกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เท่ากัน 2 คน คิดเป็น 25% และการไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง และการไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่อยากเป็น เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 12.50%

 

ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น, กังวลเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพื่อข้ามเพศ และไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่อยากเป็น เท่ากันที่ละ 1 คน คิดเป็น 33.33% ปวช. มี 1 ประเด็นคือ ไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่อยากเป็น 1 คน

 

จากข้อมูลจะพบว่าผู้ที่ตอบว่าเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล 13 คน เป็นเพศ LGBTQIA+ 8 คน, หญิง 2 คน, ไม่ต้องการระบุเพศ 2 คน และชาย 1 คน

 

ที่ว่าเครียด เครียดแค่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร

 

เมื่อถามว่าความเครียดและวิตกกังวลในเรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามตอบไปนั้นส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันแค่ไหน โดยเลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า

  • ไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน 1,919 คน คิดเป็น 54.58%
  • ผลกระทบกับอารมณ์ เช่น วิตกกังวล, กลัว, เศร้า, ไม่อยากเข้าสังคม 807 คน คิดเป็น 22.95%
  • ผลกระทบกับร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เครียดลงกระเพาะ 529 คน คิดเป็น 15.05%
  • มีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว หรือคิดอยากฆ่าตัวตาย 185 คน คิดเป็น 5.26%
  • เคยลงมือทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 41 คน คิดเป็น 1.17%
  • มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 35 คน คิดเป็น 1%

 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าความเครียดด้านครอบครัวเป็นประเด็นที่ส่งผลให้นักเรียนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย 74 คน, เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 18 คน และมีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 12 คน

 

ในขณะที่ความเครียดที่ส่งผลกระทบในระดับอารมณ์พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 355 คน คิดเป็น 43.99%, รูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก 109 คน คิดเป็น 13.51% และครอบครัว 104 คน คิดเป็น 12.89%

 

ส่วนความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายพบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 330 คน คิดเป็น 62.38%, การเงิน 53 คน คิดเป็น 10.02% และครอบครัว 39 คน คิดเป็น 7.37%

 

เมื่อถามว่าคุณจัดการกับความเครียด หรือมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร โดยเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า

  • หากิจกรรมทำ 2,283 คน คิดเป็น 42.37%
  • ปรึกษาเพื่อน 1,082 คน คิดเป็น 20.08%
  • ไม่ทำอะไรเลย 697 คน คิดเป็น 12.94%
  • ปรึกษาผู้ปกครอง 633 คน คิดเป็น 11.75%
  • ปรึกษาแฟน 291 คน คิดเป็น 5.40%
  • ปรึกษาครู 225 คน คิดเป็น 4.18%
  • ปรึกษาคนในโซเชียลมีเดีย 95 คน คิดเป็น 1.76%
  • ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ ที่สถานพยาบาล 57 คน คิดเป็น 1.06%
  • ปรึกษาองค์กรให้คำปรึกษาทางออนไลน์/สายด่วน 25 คน คิดเป็น 0.46%

 

โดยในจำนวนนักเรียนที่ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ 57 คน มีนักเรียนที่เครียดจากการเรียน 21 คน, ความเจ็บป่วย 11 คน, การเงิน ครอบครัว และรูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก เท่ากันที่ 5 คน, ความรัก 3 คน, เพศสัมพันธ์ และเพื่อน เท่ากันที่ 2 คน และสังคม/การเมือง และครู เท่ากันที่ 1 คน

 

และสุดท้ายเมื่อถามว่าคุณอยากได้การสนับสนุนหรือความช่วยเหลือในรูปแบบใดเพิ่มเติมเพื่อช่วยจัดการกับความเครียด โดยเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า

  • ไม่ต้องการ 1,705 คน คิดเป็น 36.76%
  • การมีครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง 1,063 คน คิดเป็น 22.92%
  • มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน 610 คน คิดเป็น 13.15%
  • การมีช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ 590 คน คิดเป็น 12.72%
  • การที่สามารถเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย 307 คน คิดเป็น 6.62%
  • การมีสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง 296 คน คิดเป็น 6.38%
  • อื่นๆ เช่น คุยกับแฟน, ผู้ปกครอง พ่อแม่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, หากิจกรรมทำ, เล่นกีฬา 67 คน คิดเป็น 1.44%

 

บทสรุปสุขภาพจิตของเด็กไทย

 

จากแบบสำรวจในครั้งนี้ แม้จะพบว่าเรื่องการเรียนเป็นประเด็นที่ทำให้นักเรียนเกิดความเครียดและวิตกกังวลมากที่สุด เนื่องจากเป็นสิ่งที่วัยนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ก็พบว่ามีเพียง 51.45% หรือประมาณเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่อีกครึ่งหนึ่งมาจากสภาพสังคมโดยรอบที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของวัยเรียนด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่าง/หน้าตา/บุคลิก, ครอบครัว, การเงิน, ความรัก, เพื่อน ไปจนถึงเรื่องสังคม/การเมือง ที่มีผู้ตอบมากกว่าประเด็นเรื่องครู, การทำงาน หรือเพศสัมพันธ์เสียอีก

 

และถึงแม้ว่าความเครียดและวิตกกังวลส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุด คิดเป็น 54.58% แต่ก็พบว่านักเรียนในวัยมัธยม ทั้ง ม.ต้น, ม.ปลาย และ ปวช. นั้นประสบปัญหาความเครียดและวิตกกังวลจนส่งผลกระทบต่อร่างกาย, อารมณ์, จิตใจ และการใช้ชีวิต เกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่ตอบแบบสอบถามว่าความเครียดและวิตกกังวลที่เกิดขึ้นส่งผลจนอยากจะฆ่าตัวตาย, เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น หรือมีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งมีสูงถึง 7.43% และกลับพบว่ามาจากสาเหตุเรื่อง ‘ครอบครัว’ เป็นหลัก

 

นอกจากนั้นยังพบว่าวัยเรียนที่มีความเครียดและวิตกกังวลส่วนใหญ่อยากได้การสนับสนุนหรือความช่วยเหลือเพื่อช่วยจัดการกับความเครียด ตั้งแต่ครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน, ช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ, การเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย ไปจนถึงสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง

 

ซึ่งจะพบว่าในปัจจุบันแม้จะมีระบบการให้ความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพจิตในรูปแบบเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงทั้งในด้านปริมาณ การเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว

 

สามารถดูข้อมูลที่ https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/

The post ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทยเครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LG vs. Samsung เปิดศึกชิงตลาด EdTech เกาหลีใต้ ทุ่มเทคโนโลยี AI-VR ปั้นห้องเรียนแห่งอนาคต https://thestandard.co/lg-vs-samsung-edtech-ai-vr/ Thu, 08 Aug 2024 11:23:01 +0000 https://thestandard.co/?p=969123

LG Electronics และ Samsung Electronics สองยักษ์ใหญ่ด้าน […]

The post LG vs. Samsung เปิดศึกชิงตลาด EdTech เกาหลีใต้ ทุ่มเทคโนโลยี AI-VR ปั้นห้องเรียนแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>

LG Electronics และ Samsung Electronics สองยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยนโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่สนับสนุนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในห้องเรียน และมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ

 

LG ติดตั้ง ‘ห้องเรียนแห่งอนาคต’ ในโรงเรียน 18 แห่งทั่วเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2023 โดยมีกระดานไวท์บอร์ดดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับหุ่นยนต์ CLOi ที่มาพร้อมกับ AI ซึ่งสามารถตอบคำถามนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน และเล่นเพลงของบีโธเฟนตามคำขอ

 

โครงการนี้ได้รับแรงผลักดันส่วนหนึ่งจากการที่เกาหลีใต้นำตำราเรียนดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ ซึ่งจะเปิดตัวในปีการศึกษาใหม่ที่จะเริ่มในเดือนมีนาคม 2025 สำหรับนักเรียน 5 ล้านคนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โครงการนี้ถือเป็นโครงการแรกของโลก โดยมี LG เป็นหนึ่งในกว่า 60 บริษัทที่เข้าร่วมในการพัฒนา

 

ตำราเรียน AI เหล่านี้จะช่วยประเมินระดับความสามารถของนักเรียนผ่าน AI โดยมีเนื้อหาเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนที่เรียนช้า และเนื้อหาขั้นสูงสำหรับนักเรียนที่เรียนเก่ง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) เข้ามาในบทเรียนอีกด้วย

 

เมื่อมีการนำตำราเรียน AI มาใช้ CLOi จะช่วยเหลือครูในห้องเรียน “เราตั้งเป้าจะสร้างห้องเรียนที่สนุกสนานสำหรับเด็กๆ ที่เป็น Digital Natives” หัวหน้าทีมในหน่วยการศึกษาของ LG กล่าว

 

ตำราเรียน AI จะเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตไปจนถึงไวท์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์

 

ในเดือนมิถุนายน Samsung ประกาศเปิดตัวจอแสดงผลใหม่ที่ติดตั้ง Generative AI ซึ่งออกแบบมาสำหรับโรงเรียน โดยครูสามารถสั่งงานด้วยเสียงจากทุกที่ในห้องเรียนไปยัง AI ซึ่งจะถอดเสียงหรือสรุปบทเรียนโดยอัตโนมัติ ครูไม่จำเป็นต้องยืนอยู่หน้าห้องเรียนอีกต่อไป ทำให้พวกเขาสามารถเดินไปหานักเรียนเพื่อให้ความสนใจแบบตัวต่อตัวได้มากขึ้น

 

NAVER บริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ พัฒนาแอปสำหรับการศึกษาและให้คำปรึกษาด้านอาชีพ ในขณะที่ Kakao มีแอปสำหรับติดต่อผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนักเรียน

 

แม้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมในห้องเรียน แต่ก็ยังมีหนทางอีกยาวไกล ซึ่งทำให้มีโอกาสเติบโตในระยะยาว โดย Samil PwC ของเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ตลาด EdTech ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 4.04 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2025 เป็น 8 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2030

 

เฉพาะในเกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราการเกิดต่ำ Samil PwC คาดการณ์ว่าประชากรวัยเรียนของประเทศ (อายุ 6-21 ปี) จะลดลงจาก 7.89 ล้านคนในปี 2020 เหลือประมาณ 6 ล้านคนในปี 2030 ทำให้หลายบริษัทกำลังพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะนำไปใช้ในต่างประเทศก่อนคู่แข่ง

 

LG มุ่งเป้าไปที่ญี่ปุ่น โดยมีแผนจะเปิดตัวห้องเรียนแห่งอนาคตในปี 2024 ญี่ปุ่นเปิดตัวโครงการ GIGA School ในปี 2019 โดยมีเป้าหมายที่จะจัดหาอุปกรณ์หนึ่งเครื่องสำหรับนักเรียนทุกคนในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงตลาดของ LG

 

LG ยังได้เข้าสู่ตลาดอินเดีย โดยขายไวท์บอร์ดดิจิทัลรวม 10,000 เครื่องให้กับโรงเรียนของรัฐ 2,900 แห่งในรัฐโอฑิศา ทางตะวันออกของประเทศ บริษัทจัดตั้งสาขาในอินเดียในปี 2023 และตัวแทนเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสอบถามความต้องการของโรงเรียน

 

NAVER บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ของมองโกเลียในฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 ซึ่งจะให้แพลตฟอร์ม 22,000 ชุดสำหรับนักเรียนใน 725 โรงเรียน

 

ทำให้ไม่แปลกที่การแข่งขันในตลาด EdTech ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนในตลาดนี้กันอย่างคึกคัก

 

อ้างอิง:

The post LG vs. Samsung เปิดศึกชิงตลาด EdTech เกาหลีใต้ ทุ่มเทคโนโลยี AI-VR ปั้นห้องเรียนแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเรียนนับหมื่นแห่สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ https://thestandard.co/triam-udom-admission-09032567/ Sat, 09 Mar 2024 04:55:13 +0000 https://thestandard.co/?p=909097 สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ

วันนี้ (9 มีนาคม) ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่ที่อิมแ […]

The post นักเรียนนับหมื่นแห่สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ

วันนี้ (9 มีนาคม) ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากวันนี้มีนักเรียนจากทั่วประเทศจำนวนกว่า 11,607 คน ทยอยกันเดินทางมาเพื่อสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

 

ทั้งนี้ มีโควตาเปิดรับนักเรียน 1,520 คน แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่

 

  • วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ มีผู้สมัคร 8,275 คน รับ 1,000 คน
  • ภาษา-คณิตศาสตร์ มีผู้สมัคร 1,173 คน รับ 120 คน
  • ภาษา-ฝรั่งเศส มีผู้สมัคร 392 คน รับ 80 คน
  • ภาษา-เยอรมัน มีผู้สมัคร 323 คน รับ 80 คน
  • ภาษา-ญี่ปุ่น มีผู้สมัคร 461 คน รับ 80 คน
  • ภาษา-จีน มีผู้สมัคร 570 คน รับ 80 คน
  • ภาษา-สเปน มีผู้สมัคร 186 คน รับ 40 คน
  • ภาษา-เกาหลี มีผู้สมัคร 227 คน รับ 40 คน

 

โดยการสอบเริ่มในเวลา 08.30 น. และยาวไปจนถึงเวลา 13.00 น. ทั่วบริเวณมีผู้ปกครองคอยส่งบุตรหลานและเป็นกำลังใจให้กับลูกหลานแน่นพื้นที่ THE STANDARD เอาใจช่วยน้องๆ ทุกคนทำข้อสอบให้เต็มที่

 

สำหรับท่านใดที่จะเดินทางผ่านอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ขอให้วางแผนการเดินทางเพื่อความสะดวก 

 

The post นักเรียนนับหมื่นแห่สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘ครูจิ๋ว’ นางฟ้าของเด็กยากไร้ หญิงไทยที่สร้างความแตกต่างเชิงบวกจนได้รับเกียรติให้ปรากฏตัวบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน HERSHEY’S [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/teacher-jiew-an-angel-for-children/ Fri, 08 Mar 2024 01:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=907148

รู้หรือไม่ ที่มาของกล้องวงจรปิด ที่ปัดน้ำฝน เข็มฉีดยา เ […]

The post คุยกับ ‘ครูจิ๋ว’ นางฟ้าของเด็กยากไร้ หญิงไทยที่สร้างความแตกต่างเชิงบวกจนได้รับเกียรติให้ปรากฏตัวบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน HERSHEY’S [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

รู้หรือไม่ ที่มาของกล้องวงจรปิด ที่ปัดน้ำฝน เข็มฉีดยา เกมเศรษฐี หรือแม้แต่แบบจำลอง DNA ล้วนเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของผู้หญิง 

 

Marie Van Brittan Brown พยาบาลเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้เป็นต้นกำเนิดสิ่งประดิษฐ์สำคัญอย่าง ‘กล้องวงจรปิด’ เพียงเพราะรู้สึกว่าครอบครัวอยู่ในย่านที่ไม่ปลอดภัย และด้วยเหตุผลของ Elizabeth J. Phillips ต้องการเผยแพร่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และแสดงให้เห็นถึงความอันตรายของระบบทุนนิยม จึงเกิดเป็น เกมเศรษฐี ที่คนทั่วโลกเคยเห็น และด้วยความพยายามของ Letitia Mumford Geer พยาบาลชาวอเมริกันที่ต้องการให้แพทย์สามารถทำงานได้ด้วยมือเดียวโดยไม่ต้องมีผู้ช่วย วงการแพทย์จึงมีเข็มฉีดยาอันแรกของโลกที่เป็นแบบกระสูบ และบรรดาแม่ๆ ทั่วโลกต้องขอบคุณ Marion O’Brien Donovan ผู้คิดค้นต้นแบบของผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันน้ำตัวแรกด้วยจักรเย็บผ้าและผ้าม่านอาบน้ำ 

 

ตัวอย่างข้างต้นเป็นแค่เศษเสี้ยวของสิ่งสร้างสรรค์มากมายบนโลกใบนี้ที่เกิดจากพลังสตรี และยังมีเรื่องราวดีๆ อีกมากที่เกิดจากพลังความเชื่อ ความมุ่งมั่น และหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย 

 

ด้วยเหตุนี้เอง ในโอกาสวันสตรีสากล (International Women’s Day) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี Hershey (เฮอร์ชีย์) แบรนด์ช็อกโกแลตที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี ก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนพลังสตรี ปล่อยแคมเปญ #HerShe ยกย่องและสนับสนุนสตรีที่สร้างสิ่งดีๆ ให้สังคม ด้วยการนำรูปภาพและเรื่องราวของพวกเขามายกย่องและชื่นชม โดยให้พวกเธอปรากฏตัวบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน โดยวางขายทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน 

 

 

ความเก๋ของแคมเปญ #HerShe คือผู้หญิงที่ได้รับเลือกให้อยู่บนแพ็กเกจไม่ใช่เซเลบริตี้หรือผู้หญิงที่สร้างชื่อเสียงบนเวทีโลก แต่เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ทำสิ่งไม่ธรรมดา Hershey นิยามผู้หญิงเหล่านี้ว่า ‘SHERO’ ผู้เป็นต้นแบบทางวัฒนธรรม ความสำเร็จ และการอุทิศตนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคม ซึ่งในทุกๆ วันมีผู้หญิงที่ทำดี ทำเพื่อสังคม หรือเพื่อคนอื่นมากมายแต่กลับไม่ได้เป็นที่พูดถึง หรือเป็นที่รู้จักมากนัก

 

ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นแค่แคมเปญที่แสดงความชื่นชม ขอบคุณ และส่งต่อกำลังใจให้กับผู้หญิงเหล่านั้น แต่แท้จริงแล้วแคมเปญดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เพื่อตอกย้ำว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองได้เมื่อได้รับการยอมรับและได้รับการส่งเสริมทางศักยภาพ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางแชร์เรื่องราวของเหล่า SHERO เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน 

 

นับตั้งแต่ปี 2566 ที่ Hershey คิกออฟแคมเปญ #HerShe ในประเทศไทย และอีก 3 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อยกย่องและชื่นชมผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจจากทุกสาขาอาชีพ ผ่านการเปิดตัวช็อกโกแลตบาร์อันเป็นอัตลักษณ์ของเฮอร์ชีย์ในแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน 4 ดีไซน์ เสียงตอบรับที่ดีเกินคาด ทำให้ #HerShe กลายเป็นกระแสหลักในสังคมช่วงวันสตรีสากล 

 

สำหรับ เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย ให้เกียรติ ‘ป้าติ๋ม-กวิพร วินิจเถาปฐม’ ผู้ก่อตั้งบ้านนางฟ้าของสัตว์จร ได้เป็นหญิงไทยคนแรกที่ปรากฏอยู่บนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน ตัวแทนสตรีที่สร้างความแตกต่างเชิงบวก ในปี 2566

 

มาปีนี้หญิงไทยคนที่สองที่ได้รับเกียรติขึ้นมาปรากฏตัวบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน พร้อมบอกเล่าเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านลวดลายบนแพ็กเกจ เพื่อส่งต่อพลังใจให้กันและกันคือ ครูจิ๋ว-ทองพูล บัวศรี ครูข้างถนนที่อุทิศตัวกว่าครึ่งชีวิตผลักดันให้เด็กในไซต์ก่อสร้าง เด็กเร่ร่อน เด็กไม่มีสัญชาติ ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม  

 

 

ครูจิ๋ว นางฟ้าของเด็กยากไร้ที่เชื่อว่า ‘ถ้าเด็กมีโอกาสเรียน เขาจะมีที่ยืนบนสังคม’

 

ครูจิ๋ว เป็นลูกชาวนาที่โตมากับคุณแม่และคุณยาย หน้าที่ของเธอในฐานะพี่สาวคนโตของพี่น้องอีก 7 คน คือการเรียนให้ดีเพื่อที่จะได้มีอาชีพที่มั่นคงจนสามารถดูแลครอบครัวทุกคนได้

 

“ยายและแม่คือชีโร่ของครู ท่านยอมทำงานหนัก ขายทรัพย์สินเพื่อส่งครูเรียน แต่ยายให้ครูสัญญาว่าเรียนจบแล้วห้ามทิ้งครอบครัว ต้องส่งน้องๆ จนกว่าจะเรียนจบ คนแถวบ้านก็พูดกันว่าไม่มีจะกินจะเรียนหนังสือไปทำไม แต่ยายนี่แหละที่บอกกับครูเสมอว่า ครูตัวเล็ก ทำนาก็ไม่ไหว ถ้าไม่เรียนจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไร คำพูดของยายทำให้ครูตั้งใจเรียน” 

 

ครูจิ๋วบอกว่าเธอไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่เป็นคนขยัน ถ้าตั้งใจทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ การเรียนก็เช่นกัน เธอคว้าเกรด 4 แทบทุกวิชาจนได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ ป.5 จนจบปริญญาตรี และคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 ในระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกประถม จากวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา รวมถึงรางวัลเรียนดีในระดับปริญญาโท เอกพัฒนาสังคม จากนิด้า 

 

“รับสอนพิเศษมาตั้งแต่ ม.4 เงินที่ได้ก็ส่งให้ครอบครัว ส่งให้น้องๆ ได้เรียน จริงๆ แล้วอยากเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก คงเพราะเจอครูดีๆ ตลอด ครูทุกคนคอยเป็นกำลังใจ สนับสนุน และบอกเสมอว่าถ้ามีโอกาสเรียนต้องทำให้เต็มที่ ตั้งใจว่าอยากจะเป็นครูแบบนี้ ครูที่ใกล้ชิดเด็ก เข้าใจเด็ก และช่วยเด็กแก้ปัญหา” 

 

ทว่าภาพ ‘ครู’ แบบที่ครูจิ๋วอยากเป็น ไม่ใช่ครูที่ทำงานในระบบราชการ แต่คือ ‘ครูอาสา’ 

 

“ตอนนั้นมี ครูจันทร์แรม ศิริคำฟู เป็นต้นแบบ ทั้งที่จบเพียงชั้น ป.4 แต่ไปสอนเด็กยากจนบนดอยไม่ให้ต้องเป็นโสเภณี แล้วเราจบปริญญาตรีจะทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ พอแม่กับยายรู้ว่าจะไปเป็นครูอาสาก็ไม่พอใจ เขาคิดว่าเราจะทิ้งน้อง ทิ้งครอบครัว เอาแค่ตัวเองรอด เลยตัดสินใจไปเป็นครูอนุบาลที่โรงเรียนวัดจำปา สอนอยู่ 3 เดือน รู้เลยว่าไม่ใช่คำตอบสำหรับเรา พอเจอประกาศรับสมัครครูอาสาสอนในแหล่งก่อสร้างก็ตัดสินใจไปสมัครทันที” 

 

 

จนถึงวันนี้กว่า 36 ปีที่ครูจิ๋วสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กในศูนย์ก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเด็กเร่ร่อนชั่วคราวและกลุ่มเด็กเร่ร่อนต่างด้าว โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเป็นครูอาสาสอนในแหล่งก่อสร้าง ครูประจำศูนย์ ผู้ประสานงานโครงการศูนย์เด็กก่อสร้าง และขยับมาเป็นผู้จัดการโครงการที่เน้นทำงานภาคสนามเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายคือต้องการให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา 

 

“บอกตัวเองเสมอว่าเราต้องสู้เพื่อให้เด็กมีที่ยืนทางการศึกษา ครูเชื่อเสมอว่าถ้าเด็กมีโอกาสเรียน เขาจะมีที่ยืนบนสังคม การต่อสู้นี้เอาตัวเองเป็นเดิมพัน เพราะเราก็เป็นคนหนึ่งที่ผ่านจุดนั้นมาได้เพราะครูให้โอกาสเรียน”  

 

“ไม่เคยท้อ เพราะทุกวันเต็มไปด้วยเรื่องท้าทาย การทำงานตรงนี้ตั้งแต่วันแรกทำให้ครูได้ใช้ความรู้ทุกอย่างที่เรียนมา ประสบการณ์ต่างๆ ถูกนำมาใช้สอนเด็กจริงๆ และที่ทำให้ปลื้มใจมากๆ คือมันเห็นผลลัพธ์ด้วยตาตัวเอง เราเห็นว่าสิ่งที่เราให้เขามันส่งถึงมือเขาจริงๆ

 

“ฝันสูงสุดของครูคืออยากให้เด็กทุกคนได้เรียน ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กต่างด้าว เพราะการศึกษาเท่านั้นที่แก้ปัญหาความยากจนและสร้างที่ยืนให้เด็ก การที่เขามีการศึกษาจะช่วยยกระดับชีวิตของพวกเขาได้ อย่างน้อยทุกคนควรจะอ่านออกเขียนได้ จบ ป. 1 ก็ดีกว่าไม่เคยเรียน จบ ม.3 ก็สมัครงานโรงงาน ร้านสะดวกซื้อได้ มีสิทธิได้ประกันสังคม มีเงินชราภาพ นี่คือการสร้างอาชีพให้คนมีที่ยืน” 

 

 

หญิงไทยบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชันของ HERSHEY’S 

 

อย่างที่เล่าไป แคมเปญ #HerShe จัดขึ้นเพื่อยกย่องและชื่นชมผู้หญิงที่อุทิศตนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมและประเทศ ในฐานะหญิงไทยคนที่สองที่ได้รับเกียรติให้ปรากฏบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชันในปีนี้ ครูจิ๋วบอกว่า มากกว่าความรู้สึกขอบคุณที่ได้รับเลือก แคมเปญนี้ยังตอกย้ำให้เห็นว่า งานที่เธอทุ่มเททำมาตลอดมีคนมองเห็นและมีคนชื่นชม 

 

“รู้สึกขอบคุณที่เลือกให้ครูเป็นตัวแทนผู้หญิงไทย งานที่ครูทำมันอาจไม่ได้เห็นผลในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันค่อยๆ สะสมวันละเล็กละน้อย เมื่อไรที่มันออกผล เมื่อนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตคนที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนในครอบครัวเขาได้เลย ต้องขอบคุณที่มีโครงการดีๆ ที่เชื่อในพลังของผู้หญิง เพราะครูเองมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะแม่กับยาย ถ้าเรื่องราวของครูจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ก็ยินดีมากๆ”  

 

ต่อยอดแคมเปญ #HerShe สู่ #CelebrateShero #เปิดโหมดปังปลุกพลังSHERO บนโลกโซเชียล

 

กิจกรรมการเฉลิมฉลองวันสตรีสากลของเฮอร์ชีย์ยังถูกต่อยอดไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าไปร่วมชื่นชม (S)HERO หรือสตรีที่เป็นแรงบันดาลใจรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน คนรัก พร้อมบอกเล่าเรื่องราวว่าชื่นชมเธออย่างไร และเธอมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ให้คุณอย่างไร ผ่านการ์ดชื่นชมดิจิทัล ที่สามารถดาวน์โหลดและแชร์ต่อให้กับ (S)HERO ที่ต้องการชื่นชม หรือแชร์ในโซเชียลแพลตฟอร์มของคุณ เพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณ และส่งต่อพลังใจให้กัน พร้อมติดแฮชแท็ก #CelebrateShero #เปิดโหมดปังปลุกพลังSHERO #HerShe 

 

 

กิจกรรมนี้จะเป็นอีกหนึ่งพลังใจเล็กๆ ที่กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงพลังบวกที่อยู่ภายในตัวเราและคนรอบข้าง เพราะในแพลตฟอร์ม https://celebratehershe.com/th-th ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปค้นหาจุดเด่นของตัวเอง เพื่อเฟ้นหาว่าเป็น (S)HERO แบบไหน การให้เราได้หยุดคิดและทบทวนสิ่งที่เราเคยทำหรือจุดเด่นที่เรามียังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเสริมศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำว่า ‘ทุกคนเป็น (S)HERO ได้’ 

 

 

นอกจากนี้ เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย ยังชวนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมในวันสตรีสากล 8 มีนาคม ที่อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ ชั้น 1 หน้า 7-Eleven และวันที่ 9 มีนาคม ที่สยามสแควร์วัน เวลา 10.00-18.00 น. เพื่อร่วมเฟ้นหาพลัง (S)HERO ที่ซ่อนอยู่ภายในคุณ พร้อมถ่ายรูป 360 องศา ในเวอร์ชันซูเปอร์ (S)HERO และร่วมลุ้นรับของรางวัลในงานอีกมากมาย   

 

 

เฉลิมฉลองให้กับผู้หญิงที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกผ่านแฮชแท็ก #HerShe #CelebrateShero #เปิดโหมดปังปลุกพลังSHERO   

 

ดูเหมือนว่าการเฉลิมฉลองปีนี้จะพิเศษกว่าปีที่ผ่านมา เพราะ เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่ร่วมในแคมเปญนี้ ได้ประสานพลังกับ Girl Up ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยพัฒนาทักษะ นำรายได้ส่วนหนึ่งที่บริจาคผ่านองค์กร Girl Up มอบสิทธิและโอกาสให้แก่เด็กผู้หญิงในการเป็นผู้นำ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงทุกคนทั่วโลกได้มีโอกาสสร้างความแตกต่างเชิงบวกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย โดยใช้แฮชแท็ก #HerShe   

 

จะเห็นได้ว่า #HerShe เป็นหนึ่งในแคมเปญที่สนับสนุนภราดรภาพในสังคมได้อย่างน่าสนใจ เพราะไม่เพียงนำเสนอความสามารถผู้หญิง แต่ขณะเดียวกันก็สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงกล้า เชื่อมั่น และมีกำลังใจที่จะทำสิ่งดีๆ ต่อไป

 

 

คุณเองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ชื่นชม และให้กำลังใจสตรีผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในอาเซียนเนื่องในวันสตรีสากล ผ่านการซื้อแพ็กเกจสุดพิเศษที่ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศได้ตั้งแต่วันนี้ 

 

และอย่าลืมชื่นชม (S)HERO ของคุณที่มีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจที่ https://celebratehershe.com/th-th

The post คุยกับ ‘ครูจิ๋ว’ นางฟ้าของเด็กยากไร้ หญิงไทยที่สร้างความแตกต่างเชิงบวกจนได้รับเกียรติให้ปรากฏตัวบนแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน HERSHEY’S [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
STEM ยังจำเป็นแค่ไหน เมื่อองค์กรให้ความสำคัญทักษะอื่นมากกว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจมองหาในตัวของแรงงานแห่งอนาคต? https://thestandard.co/how-necessary-is-stem/ Tue, 03 Oct 2023 13:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=850193

หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากและเ […]

The post STEM ยังจำเป็นแค่ไหน เมื่อองค์กรให้ความสำคัญทักษะอื่นมากกว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจมองหาในตัวของแรงงานแห่งอนาคต? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากและเป็นโจทย์ใหญ่ให้กับหลายองค์กรต้องรับมือ คือการ Reskill และ Upskill ให้กับบุคลากรของตนเอง เมื่อสภาพแวดล้อมการทำงานต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

IBM บริษัทผู้ผลิตและให้บริการคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก ได้จัดทำแบบสำรวจ เพื่อล้วงอินไซต์และมุมมองของผู้บริหารต่อทิศทางของแรงงานโลกธุรกิจในอนาคตว่า ทักษะอะไรคือสิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ ณ ปัจจุบัน และแรงงานจะต้องเตรียมพร้อมอย่างไร เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต 

 

ผลสำรวจอินไซต์จากผู้บริหารทั่วโลกคาดว่า แรงงานกว่า 40% จะต้องถูกปรับทักษะใหม่ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า เมื่อ AI ที่ทำให้กระบวนการทำงานหลายอย่างเป็นอัตโนมัติถูกนำมาใช้งานในองค์กรมากขึ้น ซึ่งแปลว่าความจำเป็นในการต้องเรียนรู้ใหม่นี้จะส่งผลกระทบกับคนกว่า 1,400 ล้านคน จากจำนวนแรงงานทั้งหมดในโลกที่ 3,400 ล้านคน ตามตัวเลขของ World Bank

 

แล้วงานที่ต้องปรับทักษะและเรียนรู้ใหม่เหล่านี้อยู่ในอาชีพไหนบ้าง?

 

งานด้านจัดซื้อจัดจ้าง งานบริหารความเสี่ยงกิจการ และงานการเงิน เป็นงาน 3 ประเภทที่จะถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่กว่า 90% จากสิ่งที่เคยทำอยู่ในปัจจุบัน ตามมาด้วยงานด้านบริการลูกค้าที่ 77% และงานสายการตลาด 73% 

 

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือความสำคัญของ STEM หรือความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ มีบทบาทลดลงอย่างมาก โดยเมื่อปี 2016 ความรู้และทักษะในกลุ่มวิชานี้เคยมีความสำคัญที่สุดในบรรดาทักษะต่างๆ แต่ภาพในปี 2023 กลับออกมาในทางตรงกันข้าม เมื่อ STEM ร่วงหล่นมาอยู่ที่อันดับ 12 หรือท้ายสุดของตารางของผลสำรวจชุดนี้

 

 

เหตุผลที่ STEM ถูกลดบทบาทความสำคัญ เป็นเพราะความต้องการบุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้เพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารหลายคนในปัจจุบันมองว่า STEM เป็นความรู้ความสามารถขั้นพื้นฐานที่แรงงานทุกคนควรต้องมี และมิใช่อะไรที่ถูกมองว่าเป็นคุณสมบัติที่พิเศษอีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันกลับให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาเรื่องทักษะที่เรียกว่า ‘People Skills’ โดยมีการบริหารเวลาความสามารถในการจัดลำดับหน้าที่ตามความสำคัญ การทำงานเป็นทีม และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทักษะจำเป็นที่อยู่หัวแถวสำหรับการทำงานในอนาคต

 

เมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำไปข้างหน้ามากขึ้น พนักงานก็สามารถใช้ตัวช่วยเหล่านี้ในการทำงานหลายอย่างให้สำเร็จได้โดยใช้ความชำนาญที่น้อยกว่า เช่น เครื่องมือการสร้างโปรแกรม No-Code ที่ช่วยให้ผู้คนออกแบบแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีความรู้การเขียนโค้ดเลย ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแทนหน้าที่บางอย่าง บทบาทของพนักงานจึงเปลี่ยนไปที่การทำงานร่วมกันของคนมากยิ่งขึ้น

 

การที่ทักษะ STEM มีบทบาทน้อยลงในสายตาของผู้บริหารองค์กรหากเทียบกับทักษะด้านคน เป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนของตลาดแรงงานอนาคต และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางทักษะเช่นนี้ก็ย่อมจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นองค์กรจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ

 

อย่างไรก็ตาม องค์กรจำนวนไม่น้อยยังคงขาดความเข้าใจว่าทักษะหรือข้อดีด้านใดที่บุคลากรของตนมีอยู่ จึงเป็นสาเหตุที่ทั้งพนักงานและองค์กรจะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อหาจุดอ่อนที่ต้องพัฒนาให้เจอและเก็บรักษาจุดแข็งไว้ เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นภาพรวมตรงกันแล้ว เมื่อนั้นจึงจะสามารถขยับไปสู่ขั้นตอนการพัฒนาจุดอ่อนให้ดีขึ้นอย่างตรงจุดบนพื้นฐานความเป็นจริงขององค์กรนั้นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของธุรกิจและแรงงานให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกของการทำงานอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post STEM ยังจำเป็นแค่ไหน เมื่อองค์กรให้ความสำคัญทักษะอื่นมากกว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจมองหาในตัวของแรงงานแห่งอนาคต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองผู้ว่าฯ กทม. พร้อมนำโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นกลับไปทบทวน ก่อนเดินหน้ายื่นสภา กทม. อีกครั้ง ชัชชาติเล็งจับมือเอกชนทำตามแผนเพื่อเก็บข้อมูล https://thestandard.co/sanon-on-dust-free-classroom/ Thu, 07 Sep 2023 10:28:07 +0000 https://thestandard.co/?p=838761 ศานนท์

วันนี้ (7 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการก […]

The post รองผู้ว่าฯ กทม. พร้อมนำโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นกลับไปทบทวน ก่อนเดินหน้ายื่นสภา กทม. อีกครั้ง ชัชชาติเล็งจับมือเอกชนทำตามแผนเพื่อเก็บข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศานนท์

วันนี้ (7 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกรณีถูกตัดงบโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ว่าจะมีการกลับมาดูรายละเอียดโครงการใหม่ สำหรับงบที่ถูกตัดเป็นขั้นตอนของการแปรญัตติจึงไม่ได้มีขั้นตอนของการชี้แจง ซึ่งรายละเอียดที่แสดงจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นค่าก่อผนัง 20 ตารางเมตร ขนาดห้องจริงคือ 49-64 ตารางเมตร จึงจำเป็นต้องใช้แอร์ 2 ตัว จากนี้จะมีการกลับไปทบทวนเรื่องการนำโซลาร์เซลล์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ตามคำแนะนำของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมาปรับใช้ และยื่นของบประมาณอีกครั้ง

 

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ต้องเคารพการตัดสินใจของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร งบประมาณปี 2567 ประมาณ 9 หมื่นล้าน ถูกตัดไป 300 ล้าน ถือว่าไม่เยอะ ก็คงต้องปรับปรุงกระบวนการ อะไรที่เป็น Pilot Project ทำได้ก็ทำไปก่อน อาจหาเงินจากเอกชนมาซัพพอร์ตสักห้องเรียนหนึ่งแล้วเก็บข้อมูลเรื่องการใช้ไฟและประโยชน์ที่ได้รับเป็นหลักฐาน ให้เห็นประโยชน์หรือข้อเสียที่ชัดเจน ซึ่งบางโรงเรียนก็มีห้องเรียนแอร์อยู่บ้าง อาจทำให้การเสนอของบประมาณในครั้งหน้าคือปี 2568 ทำให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครพิจารณาง่ายขึ้น 

 

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีฝุ่นเยอะอาจต้องหาทางบรรเทา เช่น ใส่หน้ากาก งดออกข้างนอก ติดธงแจ้งเหตุ เป็นต้น ซึ่งในเรื่องฝุ่นจะต้องมีการคุยกับรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลมีแผนแม่บทเรื่องฝุ่นอยู่ ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยพูดถึงแนวทางเรื่องฝุ่นที่ดีมากว่า ฝุ่นส่วนหนึ่งมาจากการเผาอ้อย จึงน่าจะมีแรงจูงใจให้เกษตรกรไม่เผาอ้อย ประกอบกับผลการวิเคราะห์จากนักสืบฝุ่น 

 

ชัชชาติกล่าวต่อว่า ช่วงที่ฝุ่นในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากพบว่าส่วนใหญ่มาจากการเผาชีวมวล ส่วนหนึ่งมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และส่วนใหญ่มาจากการเผาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร คือข้าวกับอ้อย ซึ่งปีนี้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอัดฟางเพื่อให้ประชาชนช่วยอัดฟางในพื้นที่เกษตรเพื่อนำไปขาย น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดฝุ่นได้ อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ต้องมีการหารือกับรัฐบาล เพราะกรุงเทพมหานครหน่วยงานเดียวไม่สามารถทำสำเร็จได้

 

โครงการหนึ่งที่อยากเสนอต่อคือการย้ายท่าเรือคลองเตย ซึ่งจริงๆ ก็อยู่ในแผนแม่บท ซึ่งมีตู้คอนเทนเนอร์เป็นล้านตู้เข้ามาที่ท่าเรือคลองเตย ก็จะมีรถบรรทุก 2 ล้านคันวิ่งเข้า-ออก นอกเหนือจากเรื่องรถที่วิ่งเข้า-ออกยังมีเรื่องจราจรติดขัด หากขยับท่าเรือคลองเตยออกไปได้จะมีพื้นที่อีก 2,000 ไร่ มาปรับปรุงเป็นที่อยู่อาศัยให้คนเมืองที่มีรายได้น้อย หรือทำพื้นที่สีเขียว ซึ่งเห็นว่าหลายเมืองมีการย้ายท่าเรือออกจากแม่น้ำในเมือง 

 

อนาคตที่ต้องทำอีกอย่างคือการคุยเรื่องโลกร้อนหรือระดับน้ำทะเลสูง หวังว่ารัฐบาลจะมีคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้จริงจัง ซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่เป็นโครงการระยะยาว เชื่อว่าการย้ายท่าเรือคลองเตยออกไปจะช่วยให้การคิดแนวทางการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ จากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้ดีขึ้น ถ้ามีเรือขนาดใหญ่เข้า-ออก การปิดล้อมจะทำได้ยาก ถ้าไม่มีเรือขนาดใหญ่เข้า-ออก การปิดล้อมจะทำได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้คิดว่ามีหลายเรื่องจะหารือกับทางรัฐบาลได้ เช่น การจราจร รถไฟฟ้าที่จะชวนรัฐบาลช่วยลงทุน 2 สาย การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การนำพื้นที่ราชการต่างๆ มาเป็นพื้นที่สาธารณะแบ่งปันให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ได้มากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ทำการค้า เป็นต้น 

The post รองผู้ว่าฯ กทม. พร้อมนำโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นกลับไปทบทวน ก่อนเดินหน้ายื่นสภา กทม. อีกครั้ง ชัชชาติเล็งจับมือเอกชนทำตามแผนเพื่อเก็บข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดงบห้องเรียนติดแอร์ปลอดฝุ่น ก่อนถูกสภา กทม. ตัดทิ้งให้ไปปลูกต้นไม้ https://thestandard.co/info-air-conditioned-classroom/ Thu, 07 Sep 2023 10:18:09 +0000 https://thestandard.co/?p=838750

THE STANDARD ชวนพิจารณางบประมาณโครงการการปรับปรุงห้องเร […]

The post เปิดงบห้องเรียนติดแอร์ปลอดฝุ่น ก่อนถูกสภา กทม. ตัดทิ้งให้ไปปลูกต้นไม้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ชวนพิจารณางบประมาณโครงการการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาลใน 6 กลุ่มเขต 429 โรงเรียน 1,743 ห้องเรียน ของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร 

 

ซึ่งรายละเอียดการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นในโครงการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่แนะนำว่าควรมีการติดแอร์ขนาด 30,000 บีทียู จำนวน 2 เครื่อง และพัดลมระบายอากาศ ในแต่ละห้องเรียนที่มีขนาด 49-64 ตารางเมตร

 

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ได้ข้อสรุปจากที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 2 (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2566 ระบุว่า

 

เห็นควรตัดงบประมาณ เนื่องจากมองว่าไม่คุ้มค่ากับงบประมาณในการปรับปรุงห้องเรียน โดยการจัดซื้อเครื่องปรับอากาศอาจเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูกวิธี ต้นทางการแก้ปัญหาคือการปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้การปลูกต้นไม้เพื่อกรองฝุ่น

 

 

  • กลุ่มกรุงเทพกลาง จำนวน 41 โรงเรียน 140 ห้องเรียน เป็นเงิน 17,646,000 บาท
  • กลุ่มกรุงเทพตะวันออก จำนวน 129 โรงเรียน 561 ห้องเรียน เป็นเงิน 70,584,000 บาท
  • กลุ่มกรุงเทพเหนือ จำนวน 45 โรงเรียน 244 ห้องเรียน เป็นเงิน 30,748,000 บาท
  • กลุ่มกรุงเทพใต้ จำนวน 55 โรงเรียน 192 ห้องเรียน เป็นเงิน 24,202,000 บาท
  • กลุ่มกรุงเทพเหนือ จำนวน 89 โรงเรียน 247 ห้องเรียน เป็นเงิน 37,033,000 บาท
  • กลุ่มกรุงธนใต้ จำนวน 70 โรงเรียน 359 ห้องเรียน เป็นเงิน 45,126,000 บาท 

 

รวมทั้งหมด 429 โรงเรียน 1,743 ห้องเรียน

 

อ้างอิง: กรุงเทพมหานคร

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post เปิดงบห้องเรียนติดแอร์ปลอดฝุ่น ก่อนถูกสภา กทม. ตัดทิ้งให้ไปปลูกต้นไม้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TIP: How to Survive Burnout วิธีเอาตัวรอดเมื่อรู้สึกเบิร์นเอาต์ https://thestandard.co/life-tip-25082023/ Fri, 25 Aug 2023 03:30:06 +0000 https://thestandard.co/?p=833650 เบิร์นเอาต์

การรู้สึกเบิร์นเอาต์เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในชี […]

The post LIFE TIP: How to Survive Burnout วิธีเอาตัวรอดเมื่อรู้สึกเบิร์นเอาต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบิร์นเอาต์

การรู้สึกเบิร์นเอาต์เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเรียน หรือในชีวิตส่วนตัว เมื่อรู้สึกหมดแรงและไม่รู้จะหาแรงบันดาลใจจากที่ไหน ควรเริ่มจากค้นหาความหมายของสิ่งที่ทำอยู่ หากหาจากตัวเองไม่ได้ ลองหาแรงบันดาลใจจากภายนอก พบปะผู้คน จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง 

 

หาความหมายในงานที่ทำ

เราสามารถหาแรงบันดาลใจได้จากการค้นหาความหมายและจุดประสงค์ของงานที่เราทำ ถามตัวเองว่า “ทำไมเราถึงต้องทำงานนี้?” หรือ “เราหวังว่าจะได้อะไรจากงานนี้?” เมื่อเราพบความหมายของงาน แรงบันดาลใจก็จะมาโดยอัตโนมัติ

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ที่จะทำให้เรารู้สึกดี ปลดปล่อยความตึงเครียด และทำให้สมองของเราทำงานอย่างลื่นไหล พร้อมเปิดรับความคิดใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

หยุดและพักผ่อน

บางครั้งที่รู้สึกว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออก รู้สึกตัน อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีเวลา Me Time เป็นของตัวเองเลย ควรจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้หยุดและพักผ่อนบ้าง นี่อาจเป็นการหาแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดที่เราเองมองข้ามไป การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายและสมองกลับมาทำงานได้ดีขึ้น 

 

หาแรงบันดาลใจจากภายนอก

เมื่อเราไม่สามารถหาแรงบันดาลใจจากตัวเองได้ เราสามารถหาแรงบันดาลใจจากภายนอกได้ เช่น ฟังเพลงที่ชอบ ดูภาพยนตร์ หรือคลิปสร้างสรรค์ที่เป็นแรงบันดาลใจ การได้จุดประกายความชอบ ความหลงใหลใหม่ๆ จะกระตุ้นไฟแห่งจินตนาการให้ลุกโชนได้อีกครั้ง 

เข้าสังคม พบปะผู้คนบ้าง

การคุยกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่เรารัก เป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่ดีและใกล้ตัวที่สุด ลองแชร์ความรู้สึกและปัญหาของเราออกไป พวกเขาอาจจะให้คำแนะนำได้ หรือบางทีแค่เราได้ระบายความในใจออกไป การที่มีคนคอยรับฟังและรับรู้ก็ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลกใบนี้

The post LIFE TIP: How to Survive Burnout วิธีเอาตัวรอดเมื่อรู้สึกเบิร์นเอาต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNESCO เรียกร้องโรงเรียนทุกแห่งแบนสมาร์ทโฟนในห้องเรียน ชี้กระทบการเรียนรู้ของเด็ก https://thestandard.co/unesco-urges-schools-to-ban-smartphones-in-classrooms/ Wed, 26 Jul 2023 09:24:24 +0000 https://thestandard.co/?p=822357 แบน สมาร์ทโฟน

รายงาน Global Education Monitoring Report จากองค์การเพื […]

The post UNESCO เรียกร้องโรงเรียนทุกแห่งแบนสมาร์ทโฟนในห้องเรียน ชี้กระทบการเรียนรู้ของเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบน สมาร์ทโฟน

รายงาน Global Education Monitoring Report จากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ที่ออกมาล่าสุดนี้ ระบุว่า โรงเรียนทุกแห่งควรสั่งห้ามไม่ให้นักเรียนใช้งานสมาร์ทโฟนในห้องเรียนเพื่อไม่ให้รบกวนการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก พร้อมช่วยปกป้องพวกเขาจากการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ด้วย

 

UNESCO เปิดเผยว่า มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการใช้งานสมาร์ทโฟนมากเกินไปมีส่วนเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการศึกษาที่ลดลง และการใช้เวลาดูหน้าจอที่นานเกินไปนั้นส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กด้วย พร้อมระบุว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมดในภาพรวม ซึ่งรวมถึง AI ด้วยนั้น ไม่ควรจะมีบทบาทเหนือการเรียนการสอนที่เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งมีการพูดคุยและเห็นหน้ากันจริงๆ

 

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทกับมนุษย์จนแทบจะแยกกันไม่ออก UNESCO กล่าวเตือนผู้กำหนดนโยบายของชาติต่างๆ ให้ระวังการเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลมากเกินไปโดยขาดความรอบคอบ โดยระบุว่า ผลลัพธ์เชิงบวกต่อภาคการเรียนรู้และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่ได้รับมาจากเทคโนโลยีที่คาดหวังกันไว้นั้น ‘อาจเกินจริง’ และสิ่งใหม่ๆ ก็ไม่ได้เท่ากับว่ามันจะดีเสมอไป

 

“ไม่ใช่ทุกการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างความก้าวหน้า บางสิ่งสามารถทำได้ก็ไม่ได้หมายความว่าควรจะทำ” รายงานระบุ

 

นับตั้งแต่ที่โควิดระบาดเมื่อหลายปีก่อน การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่ง UNESCO เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายอย่าละเลยต่อ ‘มิติทางสังคม’ ในภาคการศึกษา ซึ่งหมายถึงการที่นักศึกษาได้มีโอกาสมานั่งเรียนในชั้นเรียนร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ และได้พบกับผู้สอนแบบตัวต่อตัว 

 

ออเดรย์ อาซูเลย์ (Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการทั่วไปของ UNESCO กล่าวว่า “การปฏิวัติทางดิจิทัลมีศักยภาพมากมายที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่ในขณะที่โลกของเรามีการเตือนอยู่เสมอเกี่ยวกับการควบคุมเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในสังคม เราก็ต้องให้ความสนใจเรื่องดังกล่าวในภาคการศึกษาด้วยเช่นเดียวกัน 

 

“การใช้งานเทคโนโลยีจะต้องเป็นไปเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียนรู้ และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนและครู ไม่ใช่เพื่อสร้างผลเสียต่อพวกเขา…การเชื่อมต่อทางออนไลน์ไม่สามารถแทนที่ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ได้”

 

อ้างอิง:

The post UNESCO เรียกร้องโรงเรียนทุกแห่งแบนสมาร์ทโฟนในห้องเรียน ชี้กระทบการเรียนรู้ของเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงโตเกียวประกาศเตือนนักเรียน ไม่ให้ใช้ AI ช่วยทำการบ้านช่วงปิดเทอมฤดูร้อน https://thestandard.co/tokyo-warns-against-ai-for-homework/ Thu, 15 Jun 2023 07:52:00 +0000 https://thestandard.co/?p=803939 คณะกรรมการการศึกษา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

คณะกรรมการการศึกษากรุงโตเกียวของญี่ปุ่นออกประกาศขอให้เจ […]

The post กรุงโตเกียวประกาศเตือนนักเรียน ไม่ให้ใช้ AI ช่วยทำการบ้านช่วงปิดเทอมฤดูร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการการศึกษา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

คณะกรรมการการศึกษากรุงโตเกียวของญี่ปุ่นออกประกาศขอให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนภายในเมือง เตือนนักเรียนไม่ให้พึ่งพา AI ในการทำการบ้านในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน

 

ประกาศดังกล่าวออกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 มิถุนายน) โดยโรงเรียนที่ได้รับแจ้ง คือโรงเรียนภายใต้การกำกับดูแลของทางการท้องถิ่น 

 

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่โรงเรียนต่างๆ ว่าไม่ควรอนุญาตให้นักเรียนคัดลอกหรือส่งคำตอบที่สร้างขึ้นโดย AI และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการศึกษา เพื่อบ่มเพาะความสามารถของนักเรียนในการคิดด้วยตนเอง อีกทั้งยังขอให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนสนับสนุนให้นักเรียนเขียนรายงานตามสิ่งที่พวกเขาได้รับการสอนในชั้นเรียน

 

โดยประกาศยังระบุถึงตัวอย่างการบ้านที่นักเรียนอาจพึ่งพา AI เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน ทำรายงาน การเขียนโปรแกรม หรือการทำภาพต่างๆ เช่น ภาพโปสเตอร์

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการการศึกษากรุงโตเกียวกำลังพิจารณาที่จะออกประกาศฉบับอื่นเพิ่มเติม ซึ่งจะถูกรวบรวมไปในข้อพิจารณาของรัฐบาลกลางสำหรับแนวทางปฏิบัติด้านการศึกษาที่กำลังจะมีขึ้น

 

ภาพ: Stanislav Kogiku / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post กรุงโตเกียวประกาศเตือนนักเรียน ไม่ให้ใช้ AI ช่วยทำการบ้านช่วงปิดเทอมฤดูร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน! SEAC เปิดตัวนวัตกรรม Smart Learning สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ที่นำมาใช้ได้จริง https://thestandard.co/seacs-smart-learning/ Fri, 09 Jun 2023 05:34:58 +0000 https://thestandard.co/?p=801107 SEAC’s Smart Learning

ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน จากนี้จะไม […]

The post ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน! SEAC เปิดตัวนวัตกรรม Smart Learning สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ที่นำมาใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEAC’s Smart Learning

ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน จากนี้จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อ SEAC เปิดตัวนวัตกรรม SEAC’s Smart Learning แก้ Pain Point ให้ผู้คนและองค์กรนำการเรียนรู้ไปปรับใช้ได้จริง

 

“บริบทของโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในการทำงานที่ต้องเพิ่มทักษะ Soft Skill อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นการเข้าอบรมหลักสูตรจากผู้เชี่ยวชาญตามสถาบันต่างๆ แต่ด้วยข้อจำกัด ประกอบกับรูปแบบการสอนที่เน้นหลักทฤษฎีนั้น อาจทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง” อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง SEAC กล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

จุดกำเนิดให้ SEAC พัฒนานวัตกรรม ‘SEAC’s Smart Learning’ จดสิทธิบัตรเฉพาะของบริษัท เน้นการเรียนรู้ด้วย 4Line Learning, 5Phase Development และ 6 Learning Labs เน้นผลลัพธ์ที่นำไปปรับใช้ได้จริง โดยจะมีพื้นที่และเครื่องมือให้ปฏิบัติจริง

 

สิ่งที่น่าสนใจของโปรแกรมนี้คือจะเป็นการจับทุก Pain Point ของการเรียนรูปแบบเก่ามาปรับใหม่ เน้นให้สนุก เข้าใจง่าย มีส่วนร่วม เรียนได้อย่างต่อเนื่อง และนำไปใช้ได้จริง และยังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อนำไปต่อยอดในการทำงานได้

 

โดยที่ผ่านมา SEAC เป็นหนึ่งในองค์กรที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์กร จนทำให้ปัจจุบันมีทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคลและองค์กร และที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 2 ล้านคน และพบว่าผู้เรียนสามารถนำทักษะออกไปใช้ได้จริงถึง 95%

 

ด้าน เจมส์ เอนเกล Chief Learning Architect, SEAC กล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือ เราให้ความสำคัญกับผลลัพธ์จากการออกแบบประสบการณ์การเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นหลัก พร้อมกับสอนให้เชื่อมโยงเนื้อหาบริบทของแต่ละคน เน้นใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อและฝึกปฏิบัติไปด้วยกัน เชื่อว่าจะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ต่อเนื่อง

 

ยิ่งไปกว่านั้นจะช่วยผลักดันตลาดธุรกิจด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรของประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ให้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

และจะสามารถรองรับยุคหลังโควิด หลายๆ องค์กรพยายาม Reskill ให้กับพนักงาน จากงานวิจัยพบว่าผู้เรียนกว่า 75% ไม่ได้รู้สึกว่าการเข้าฝึกอบรมมีประสิทธิภาพจริง และอีกกว่า 88% ไม่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการทำงานได้ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากหากเทียบกับตัวเลขผู้เข้าเรียนและเม็ดเงินที่ผู้คนได้ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมนี้

 

และเป้าหมายใหญ่ที่ SEAC ต้องการไปให้ถึงคือการพยายาม Upskill คนไทยให้ได้มากกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2567

The post ความรู้มากมาย แต่หยิบมาใช้ในชีวิตจริงยากเกิน! SEAC เปิดตัวนวัตกรรม Smart Learning สร้างการเรียนรู้แบบใหม่ที่นำมาใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติผู้สอบผ่าน CFA ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% ในแต่ละรอบ สถาบันแนะรีบกลับมาสอบอีกครั้งในขณะที่ความรู้ยังสดใหม่ https://thestandard.co/cfa-test-takers-statistics-drop/ Sat, 05 Nov 2022 09:10:52 +0000 https://thestandard.co/?p=704793 CFA

Chartered Financial Analyst หรือ CFA หลักสูตรคุณวุฒิวิช […]

The post เปิดสถิติผู้สอบผ่าน CFA ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% ในแต่ละรอบ สถาบันแนะรีบกลับมาสอบอีกครั้งในขณะที่ความรู้ยังสดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CFA

Chartered Financial Analyst หรือ CFA หลักสูตรคุณวุฒิวิชาชีพทางการเงินและการลงทุนระดับสากลที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เป็นเหมือนใบเบิกทางให้กับผู้ที่ต้องการจะเดินทางในสายอาชีพทางการเงิน และอย่างที่ทราบกันดีว่าการจะสอบผ่านทั้ง 3 ระดับของ CFA เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก และต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อทุ่มเทให้กับการศึกษาด้านการเงินอย่างจริงจัง

 

ในแต่ละปีของการสอบ CFA ทั่วโลก จะมีการเก็บสถิติทั้งจำนวนผู้ที่เข้าสอบและสอบผ่าน และล่าสุด สถิติของการสอบ CFA ระดับ 3 ในรอบเดือนสิงหาคม 2022 สัดส่วนของผู้ที่สอบผ่านอยู่ที่ 48% ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปีที่ 52% และลดลงจากรอบก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่ 49%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อย่างไรก็ตาม สัดส่วน 48% จากจำนวนผู้ที่เข้าสอบกว่า 10,000 คน ที่สอบผ่านในครั้งนี้ยังคงสูงกว่าสถิติต่ำสุดที่ 42% เมื่อปีก่อน 

 

คริส วีส กรรมการผู้จัดการฝ่ายรับรองคุณวุฒิของสถาบัน CFA กล่าวว่า “การสอบ CFA เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเรารู้สึกยินดีที่สัดส่วนของผู้ที่สอบผ่านเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับระดับปกติอีกครั้ง”

 

สำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน วีสแนะนำว่าควรจะรีบกลับมาสอบอีกครั้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะความรู้แต่ละส่วนยังคงแจ่มชัดอยู่

 

ส่วนสถิติของผู้ที่สอบในระดับ 1 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้สอบผ่าน 37% ลดลงจาก 38% ในครั้งก่อนหน้า ขณะที่ระดับ 2 มีผู้สอบผ่าน 40% ลดลงจาก 44% ในเดือนกุมภาพันธ์

 

โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่สอบผ่านแต่ละระดับจะใช้เวลาศึกษาราว 300 ชั่วโมงต่อ 1 ระดับ และจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี เพื่อสอบผ่านทั้ง 3 ระดับ

 

อ้างอิง:

The post เปิดสถิติผู้สอบผ่าน CFA ลดลงเหลือต่ำกว่า 50% ในแต่ละรอบ สถาบันแนะรีบกลับมาสอบอีกครั้งในขณะที่ความรู้ยังสดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>