24 มิถุนายน 2568 เป็นวันครบรอบ 93 ปี แห่งการเปลี่ยนแปล […]
The post ผู้นำการเปลี่ยนแปลง: ปรีดี พนมยงค์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
24 มิถุนายน 2568 เป็นวันครบรอบ 93 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

สามัญชนคนหนึ่ง เป็นลูกชาวนาจากอยุธยากรุงเก่า มีโอกาสร่ำเรียนด้านกฎหมาย ได้ทุนไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส
ความปราดเปรื่องทางความคิดและสติปัญญา ที่มองไปยังอนาคตของสยามทำให้แลกเปลี่ยนสนทนากับเพื่อนนักเรียนในต่างประเทศตกผลึกเป็นการจัดตั้งคณะราษฎร ที่ประกอบด้วยพลเรือนและทหาร ร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ด้วยการยึดอำนาจเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะประวัติศาสตร์ คือไม่มีการเสียเลือดเนื้อใดๆ
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ เป็นแกนนำสำคัญฝ่ายพลเรือนของคณะราษฎร ที่เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับที่สอง รวมทั้งเป็นเจ้าของความคิดเสนอ ‘เค้าโครงเศรษฐกิจ’ 6 ประการ
หลัก 6 ประการนี้เองที่นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในเวลาต่อมา บ้างบอกว่าคณะราษฎรต้องการเปลี่ยนประเทศจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปสู่ระบอบสาธารณรัฐแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงใดๆ รองรับเลย
บางคนไปไกลถึงขั้นกล่าวหาว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวโยงกับกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 หากใครไปค้นคว้าประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการในเวลานั้น เป็นผู้กราบทูลเชิญในหลวงอานันทมหิดลให้เสด็จกลับจากต่างประเทศ เพื่อเสด็จขึ้นครองราชย์
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่า “ตลอดเวลาที่นายปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ทั้งได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในความปรีชาสามารถบำเพ็ญคุณประโยชน์ แก่ประเทศชาติเป็นอเนกประการ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสและให้มีหน้าที่รับปรึกษากิจราชการ เพื่อความวัฒนาถาวรของชาติสืบไป ประกาศ ณ วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี”
ในเวลาต่อมา ในฐานะนายกรัฐมนตรี อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ให้ขึ้นครองราชสมบัติตามมติของรัฐสภา ตามประกาศนายกรัฐมนตรี เมื่อ 9 มิถุนายน 2489
นอกจากนี้ ในเทปบันทึกเสียงของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เรื่อง สารภาพบาปของ นายตี๋ ศรีสุวรรณ ที่ไปถวายสังฆทาน โดยยอมรับกับหลวงพ่อ เรื่องไปให้การในศาลปรักปรำ นายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน ที่ถูกประหารในฐานะอาชญากร ทำร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หลวงพ่อ ถามว่า “เบิกความอย่างไร” นายตี๋ตอบว่า “เบิกตามที่เขาต้องการ”
หลวงพ่อเล่าต่อว่า “…แก (ตี๋ ศรีสุวรรณ) ก็รับเพราะเขาจะให้เงินสองหมื่น แกก็ไปเบิกความว่า ท่านปรีดี กับนายชิต นายเฉลียว นายบุศย์ มานั่งปรึกษากันที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี (ข้างวัดชนะสงคราม) วางแผนเพื่อปลงพระชนม์ในหลวง ผมไปเบิกความครั้งนี้ ไม่ใช่ความจริง เป็นความเท็จ ผมโกหกตามตำรวจเขาขอร้อง แล้วสามคนก็ถูกประหาร เพราะพยานสำคัญคือผมเอง……”
นอกจากนี้ ยังมีจดหมายขอขมาของ นายตี๋ ศรีสุวรรณ ขณะที่อายุ 102 ปี ให้ลูกเขยของเขาชื่อ นายเลื่อน ศิริอัมพร เขียนถึงนายปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 25 มกราคม 2522 เป็นจดหมายขอขมาว่า
“นายตี๋รู้สึกเสียใจมากที่ทำให้ 3 คนตาย และนายปรีดี กับนายวัชรชัย ที่บริสุทธิ์ต้องถูกกล่าวหาด้วย นายตี๋ได้ทำบุญกรวดน้ำให้กับผู้ตายเสมอมา แต่ก็ยังเสียใจไม่หาย เดี๋ยวนี้ ก็มีอายุมากแล้ว อีกไม่ช้าก็ตาย จึงขอขมาลาโทษนายปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิตและนายบุศย์ ที่นายตี๋เอาความเท็จมาให้การปรักปรำ ขอได้โปรดให้ขมาต่อนายตี๋ด้วย”
ใครที่ยังเข้าใจว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ไปข้องเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หากได้ศึกษาข้อเท็จ จริงให้ถ้วนทั่ว แล้วจะพบว่า อาจารย์ปรีดีเป็นสามัญชนธรรมดา ไม่มีเหตุผลจูงใจใดๆ เลย ที่จะไปเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว การเป็นหัวหน้าคณะราษฎร ฝ่ายพลเรือน เป็นการทำหน้าที่ในฐานะผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองคนหนึ่ง ซี่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ซึ่งประเทศไทย ก็ดุจเดียวกับประเทศอื่นๆ เป็นวิวัฒนาการของทุกประเทศ
ในโลกที่วิวัฒน์ไปตามเหตุปัจจัยและบริบทแวดล้อมของแต่ละสังคมประเทศ คณะราษฎรที่ประกอบด้วยทหารและพลเรือนได้ทำหน้าที่และจบสิ้นภารกิจไปแล้ว ไม่ควรที่ใครจะนำมาเป็นเหตุให้เข้าใจไปในทิศทางที่ว่าภารกิจของคณะราษฎรยังไม่บรรลุในการนำประเทศไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ

ในทางตรงกันข้าม อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ทั้งในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และในฐานะนายกรัฐมนตรี มีแต่จะเทิดพระเกียรติในหลวงทั้งสองพระองค์อย่างสูงส่ง หลังจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ถึงแก่อสัญกรรม ณ บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ อาจารย์ปรีดี ตลอดมา กล่าวว่า
“ผมเคยเป็นศัตรูขับเคี่ยวกับนายปรีดี มานานแล้ว เวลานี้ อายุมากขึ้น ก็ลืมความหลังไปหมดแล้ว แต่ก็ยังดีใจที่ลูกชายผม (ม.ล.รองฤทธิ์) เมื่อเดินทางไปปารีสก็แวะไปเยี่ยมท่าน ท่านถามว่าลูกใคร พอรู้ว่าลูกผม ท่านก็ยังเอาตัวไปกอด แล้วถ่ายรูปไว้ดูพร้อมกับเดินมาส่งที่หน้าบ้าน ผมเคารพนับถือว่าท่านเป็นยิ่งกว่าพี่ใหญ่ ท่านจากไปโดยที่ไม่เดือดร้อนอะไร ผมก็ใส่บาตรกรวดน้ำให้ท่านและในทางส่วนตัว ผมกับท่านไม่มีอะไรกันเลย เพราะผมไม่เคยต่อสู้ทางการเมืองกับใครด้วยเรื่องส่วนตัว (หนังสือพิมพ์มาตุภูมิ ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2526)
ในขณะที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมรณกรรมของนายปรีดี ว่า“รู้สึกเสียดาย เพราะเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ไว้มาก เป็นผู้นำประชาธิปไตยเข้ามาใช้ในบ้านเมืองเป็นคนแรก จริงอยู่แม้ว่ารัชกาลที่ 7 จะทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ปวงชน แต่นายปรีดีได้ทำก่อน ก็ต้องยกย่องและที่สำคัญในขบวนการเสรีไทย เขามีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีคนนี้มาช่วยเคลื่อนไหว งานนี้เห็นจะสำเร็จยาก” (หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม 2526

ประเทศไทยประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าอังกฤษจะมาทิ้งระเบิดไทย จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการฉบับนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีเพียง 2 ใน 3 ที่ลงนาม คือ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และพลเอกพระยาพิชเยนทรโยธิน ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการอีกหนึ่งคนรู้เท่าทัน จึงทำตัวหายไปอย่างลึกลับไม่มีใครตามพบ หลังสงครามฝ่ายไทยอ้างว่าพระบรมราชโองการดังกล่าวเป็นโมฆะ เพราะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามไม่ครบสาม การประกาศสงครามกับพันธมิตร ถือว่าไม่มีผลตามรัฐธรรมนูญ
เป็นที่รู้กันดีว่า ขบวนการเสรีไทยในเมืองไทยนั้น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าขบวน ที่ได้ประสานกับขบวนการเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา ที่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าสายนอกประเทศ ในที่สุดไทยสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ ไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจารย์ปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลอยู่ถึง 4 ปี (2484-2488)
ในช่วงเวลานั้น นอกจากเป็นรัฐบุรุษอาวุโส เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองแล้ว อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ยังได้รับยกย่องจาก UNESCO ให้เป็น ‘บุคคลสำคัญของโลก’ ในปี พ.ศ. 2543 อีกด้วย
แม้ว่าอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จะมีคุณูปการมหาศาลต่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของประเทศไทย แต่อาจารย์ปรีดี ก็วิจารณ์ตนเองไว้ว่า
“ในปี ค.ศ.1925 (2468) เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจนบางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ทางหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 (2475) ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ” (สัมภาษณ์ผ่านเอเชียวีค เมื่อ 28 ธันวาคม 2523)
นี่คือการวิพากษ์ตนเองอย่างตรงไปตรงมาต่อสาธารณชน เป็นคำสารภาพที่กอปรด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและความกล้าหาญทางจริยธรรมเข้าด้วยกัน

(กราบเยี่ยมคารวะรัฐบุรุษอาวุโส อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ บ้านพักชานกรุงปารีส ได้แก่ ประสาร มฤคพิทักษ์, ธีรยุทธ บุญมี, เสาวนีย์ ลิมมานนท์ และ พีระพันธ์ พาลุสุข เมื่อเดือนเมษายน ปี 2518)
The post ผู้นำการเปลี่ยนแปลง: ปรีดี พนมยงค์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (24 มิถุนายน) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐ […]
The post พีระพันธุ์นำทัพคนรักสถาบันฯ ใส่เสื้อเหลือง ร่วมชมภาพยนตร์ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ย้ำจุดยืนไม่นิรโทษกรรม ม.112 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (24 มิถุนายน) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค, วิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้บริหารพรรค และสมาชิกพรรค ร่วมกับคนรักสถาบันพระมหากษัตริย์ สวมใส่เสื้อเหลืองร่วมชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 2475 ‘รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ (2475 Dawn Of Revolution)’ เนื่องในโอกาสวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย
พีระพันธุ์กล่าวว่า การมารับชมภาพยนตร์ในวันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร ประวัติศาสตร์ล้วนมีสองด้าน คนไทยควรที่จะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติในทุกแง่มุม การเปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านมาแล้ว 92 ปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมย้ำว่าการมาชมภาพยนตร์ในวันนี้ไม่ใช่การตอกย้ำ แต่วันนี้เป็นวันสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราก็ควรที่จะได้เห็นภาพทั้งสองด้าน
ส่วนจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น พีระพันธุ์กล่าวว่า เรายึดตาม 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนจุดยืนในเรื่องของการนิรโทษกรรมมาตรา 112 นั้นเราไม่เอาด้วยอยู่แล้ว พูดมาตั้งนานแล้ว และแสดงออกอย่างชัดเจนมาตั้งนานแล้ว นิรโทษกรรมไม่รวมคดีมาตรา 112
ทั้งนี้ สำหรับภาพยนตร์แอนิเมชัน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ เป็นภาพยนตร์ย้อนประวัติศาสตร์การถือกำเนิดของคณะราษฎร การวางแผนปฏิวัติยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

The post พีระพันธุ์นำทัพคนรักสถาบันฯ ใส่เสื้อเหลือง ร่วมชมภาพยนตร์ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ย้ำจุดยืนไม่นิรโทษกรรม ม.112 appeared first on THE STANDARD.
]]>
มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา นานวันยิ่งสนใจเพิ่มขึ้น ‘นับ […]
The post ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา นานวันยิ่งสนใจเพิ่มขึ้น ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’
อ๊อฟ ชัยนนท์ THE STANDARD NOW ร่วมพูดคุยกับ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าผ่านมา 46 ปี มุมมองคนที่มองต่อเหตุการณ์นี้เปลี่ยนไปแค่ไหน?
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/
The post ชมคลิป: มุมมองคนรุ่นใหม่ต่อ 6 ตุลา ‘นับถอยหลังรอการเปลี่ยนแปลง’ โดยอ.กนกรัตน์ และอ.ธำรงศักดิ์ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (6 ตุลาคม) กลุ่ม October to Remember จัดกิจกรรมร […]
The post ประมวลภาพบรรยากาศรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านบทเพลง กับกิจกรรม ‘6 ตุลาฯ หวังว่าเสียงลมจะพาล่องไป’ ที่ลานคนเมือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (6 ตุลาคม) กลุ่ม October to Remember จัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยระบุว่า งานรำลึกปีนี้จะใช้เสียงเพลงในยุค 6 ตุลาคม กลับมาบรรเลงอีกครั้ง ผ่านศิลปินรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมกันขับกล่อมบทเพลงแห่งตำนานร่วมกัน
กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่าเดือนตุลาคมคือเดือนแห่งความหวังของประชาชน ซึ่งประกอบขึ้นจากทีม Deadline Always Exists, Free Art, ยินดีคลับ และ Market Man

สำหรับการจัดกิจกรรมปีนี้ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร ตั้งใจที่จะให้ประชาชนกลับไปรับรู้ความทรงจำของอดีตในรูปแบบใหม่ โดยในครั้งนี้จะเป็นการร่วมกันหวนรำลึกผ่าน ‘ความรู้สึก’ ที่บันดาลใจจากเสียงเพลง เพื่อให้เดือนตุลาคมกลายเป็นเดือนแห่งการจดจำ และเป็นโอกาสที่ทุกคนจะร่วมกันสร้างความหวังใหม่ส่งกลับไปยังจุดเริ่มต้นในงาน ‘6 ตุลาฯ หวังว่าเสียงลมจะพาล่องไป’

โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 14.30 น. ภายในงานมีการบรรเลงเพลงจากศิลปินหลากหลายวง ได้แก่ Polycat, Cocktail, ไททศมิตร, H 3 F, Beagle Hug, Dead Flowers, Greasy Cafe, t_047 และ Safeplanet สลับกับการฉายสารคดีขนาดสั้นเพื่อรำลึกถึงการต่อสู้อันทรงคุณค่าของคนเดือนตุลาฯ ไปพร้อมกัน


ขณะที่ช่วงหนึ่งของการจัดกิจกรรม ตะวัน ตัวตุลานนท์ นำป้ายข้อความขนาดใหญ่เขียนว่า ‘ล้างมรดกบาป 6 ตุลา ยกเลิก ม.112’ มาขึงชูในงาน พร้อมกันนี้ได้มีการนำหุ่นมาแขวนคอแล้วใช้เก้าอี้ตี เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการสังหารโหดที่เคยเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่มีการชูป้าย ศิลปินได้ยุติการแสดงบนเวทีและขอให้นำป้ายลง ไม่เช่นนั้นจะไม่แสดงต่อ ขณะที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ได้ตะโกนโต้เถียงกับกลุ่มที่มาชูป้าย กดดันให้ออกจากงานในที่สุด

The post ประมวลภาพบรรยากาศรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านบทเพลง กับกิจกรรม ‘6 ตุลาฯ หวังว่าเสียงลมจะพาล่องไป’ ที่ลานคนเมือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 ตุลาคม) มีการจัดกิจกรรมงานรำลึก 46 ปี 6 ตุลา […]
The post รำลึก #46ปี6ตุลา ที่ธรรมศาสตร์ เหยื่อความรุนแรง ‘ขวาพิฆาตซ้าย’ ประวัติศาสตร์แผลลึกการเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 ตุลาคม) มีการจัดกิจกรรมงานรำลึก 46 ปี 6 ตุลา 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ โดยใช้ชื่องานว่า ‘รำลึก 46 ปี 6 ตุลา ตามหาอยุติธรรม’ ขณะที่ในวันนี้มีบุคคลทางการเมือง ตัวแทนพรรคการเมือง และคนเดือนตุลา ร่วมวางพวงมาลาอย่างต่อเนื่อง เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, พรรณิการ์ วานิช ตัวแทนคณะก้าวหน้า, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, น.ต. ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย, จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย, กัณวีร์ สืบแสง ประธานยุทธศาสตร์และรองหัวหน้าพรรคเป็นธรรม

ขณะที่ยังมี อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล, สมหมาย บุญเฮง พรรคเสรีรวมไทย, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และกลุ่มแคร์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน, ธนพัฒน์ กาเพ็ง กลุ่มทะลุฟ้า, สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, พรรคชาติพัฒนากล้า, มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์, พรรคเพื่อชาติ รวมถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และประชาชนคนเดือนตุลาเข้าร่วมกิจกรรม

พิธาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 คือบทเรียนว่าสังคมไทยจะต้องร่วมกันทบทวนเงื่อนไขในการปราบปรามของรัฐ การรัฐประหาร ไปจนถึงการเข่นฆ่าประชาชน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
พรรคก้าวไกลมีข้อเสนอทางการเมืองเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเกิดความสมานฉันท์ ให้ความคิดที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้ในสังคมไทยจริงๆ และเหตุการณ์อย่าง 6 ตุลาจะไม่เกิดขึ้นอีก นั่นคือจะต้องมีการคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อคดีการเมือง ผู้ต้องคดีการเมืองต้องได้รับการยุติการดำเนินคดี ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และจะต้องมีการเสาะหาข้อเท็จจริง ทั้งในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19, พฤษภา 35 และทุกเหตุการณ์การเมือง รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2557 ด้วย

ด้านนพ.ชลน่าน ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เป็นความสูญเสียทั้งความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ภาพของการแขวนคอและเข่นฆ่าก็เป็นข้อเท็จจริง แต่ในด้านบวกคือข้อเท็จจริงหลายเรื่องถูกเปิดเผยออกมา เข้าไปสัมผัสจับต้องได้ จนทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นมา มีการจัดงานอย่างต่อเนื่อง และคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม ได้เห็นภาพการต่อสู้ในครั้งนั้นและนำมาเป็นบทเรียน ปรับวิธีการกระบวนการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยแท้จริงต้องไม่สูญเสีย

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีการประกอบพิธีทำบุญในช่วงเช้าตรู่และการวางพวงมาลาที่ลานประติมานุสรณ์ 6 ตุลา รวมถึงมีการอ่านบทกวีโดยนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา หัวข้อ ‘ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย คนรุ่นใหม่ในความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย’ โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อดีตคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขณะที่ภายในงานมีการประกาศ ‘รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย’ ประจำปี 2565 โดยผู้ที่ได้รับคือ วาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนอายุ 15 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการร่วมชุมนุมบริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ดินแดง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 โดยมีตัวแทนรับรางวัลแทน

The post รำลึก #46ปี6ตุลา ที่ธรรมศาสตร์ เหยื่อความรุนแรง ‘ขวาพิฆาตซ้าย’ ประวัติศาสตร์แผลลึกการเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลานคนเมืองจัดกิจกรรมครั้งแรก หลัง กทม. ไฟเขียว ช […]
The post ชมคลิป: สดจากลานคนเมือง กิจกรรมฉลองวันชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลานคนเมืองจัดกิจกรรมครั้งแรก หลัง กทม. ไฟเขียว
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/
The post ชมคลิป: สดจากลานคนเมือง กิจกรรมฉลองวันชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังการอภิวัฒน์สยามของคณะราษฎรในปี 2475 มรดกที่ทิ้งไว้ม […]
The post ย้อนรอยมรดกคณะราษฎร ประวัติศาสตร์ที่ถูก (บังคับ) ให้ลืม appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังการอภิวัฒน์สยามของคณะราษฎรในปี 2475 มรดกที่ทิ้งไว้มิใช่เพียงแค่ประชาธิปไตยที่อยู่จวบจนวันนี้ แต่ยังคงมีมรดกอื่นที่ทิ้งร่องรอยไว้ให้หวนนึกถึงวันเปลี่ยนผ่านการปกครอง ทว่า วันนี้…เมื่อสำรวจมรดกหลายชิ้นของคณะราษฎร กลับค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา
THE STANDARD ชวนย้อนรอยมรดกคณะราษฎรในประวัติศาสตร์การปกครอง ที่วันนี้กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ถูก (บังคับ) ให้ลืม

ศาลาเฉลิมไทยถูกสร้างตามความต้องการของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อให้เป็นโรงละครแห่งชาติที่ทันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยสถาปัตยกรรมภายนอกถูกออกแบบให้กลมกลืนกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ บนถนนราชดำเนินกลาง
ท่ามกลางเสียงครหาจากฝ่ายขวาว่า โรงมหรสพดังกล่าวน่าเกลียด ดูแข็งทื่อ ไม่ชดช้อย ทั้งยังบดบังทัศนียภาพอันสวยงามของโลหะปราสาท จนนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีให้รื้อศาลาเฉลิมไทยในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ
แม้จะมีเสียงคัดค้านการรื้อถอนอยู่บ้างจากวงการภาพยนตร์ไทย แต่ด้วยศาลาเฉลิมไทยไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถาน กรมศิลปากรจึงไม่ได้ให้ความสนใจนัก
นอกจากนี้ศาลาเฉลิมไทยยังเป็นที่หลบภัยและโรงพยาบาลของประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา อีกด้วย
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์
อ้างอิง:
หมุดคณะราษฎรฝังอยู่กับพื้นถนนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งสนามเสือป่า ณ ตำแหน่งที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านประกาศคณะราษฎรในการอภิวัฒน์สยาม ปี 2475 โดยหมุดมีข้อความว่า
‘ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ’
ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2560 หมุดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วย ‘หมุดหน้าใส’ โดยมีข้อความบนหมุดว่า
‘ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน’
ด้านกรมศิลปากรชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวมติชนว่า ไม่ทราบถึงการเคลื่อนย้ายหมุดดังกล่าว และถึงแม้จะมีการเคลื่อนย้ายจริง ก็ไม่ต้องแจ้งให้กรมศิลป์ฯ ทราบ เพราะหมุดคณะราษฎรไม่ได้อยู่ในความดูแลตั้งแต่แรก
ภาพถ่ายจาก Google Map เผยให้เห็นว่า หมุดหน้าใสอันใหม่ที่เข้ามาแทนที่หมุดเดิม ถูกปิดทับด้วยกระถางต้นไม้ที่นำมาตกแต่งรอบพระบรมรูปทรงม้า จนไม่สามารถมองเห็นหมุดได้
จากการค้นคว้าเบื้องต้นด้วย Google Earth พบว่า กระถางต้นไม้ถูกเอามาวางโดยรอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 หลังจากหมุดหน้าใสเข้ามาแทนที่เมื่อเดือนเมษายนในปีเดียวกัน
ปัจจุบันลานพระบรมรูปทรงม้าไม่สามารถเดินเข้าไปได้ เนื่องจากการล้อมรั้วปิดปรับปรุงพื้นที่ตั้งแต่ต้นปี 2564 และยังไม่พบว่าหมุดคณะราษฎรเดิมถูกนำไปไว้ที่ใด
อ้างอิง:
อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญถูกสร้างขึ้นบริเวณวงเวียนหลักสี่ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช เจ้านายฝ่ายทหารที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา
จนนำไปสู่การปราบปรามอย่างเด็ดขาด ทำให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นในเหตุการณ์ดังกล่าว ภายในอนุสาวรีย์ได้บรรจุอัฐิทหารและตำรวจที่เสียชีวิต 17 นาย
ปี 2553 กรมทางหลวงมีโครงการสร้างสะพานลอยบริเวณวงเวียนหลักสี่ ซึ่งอาจต้องย้ายอนุสาวรีย์ออก แต่ถูกกลุ่มประชาชนและนักโบราณคดีคัดค้าน และทางกรมศิลปากรเองก็ไม่มีความคิดที่จะย้ายอนุสาวรีย์ดังกล่าว
รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว BBC ปี 2561 ระบุว่า อนุสาวรีย์ดังกล่าวถูกย้ายไปที่หนองบอน กรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. กลับปฏิเสธต่อสำนักข่าวประชาไท และไม่ทราบว่าปัจจุบันตัวอนุสาวรีย์เก็บไว้ที่ใด
อ้างอิง:
อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกสร้างขึ้นบริเวณวงเวียนกลางสามแยกหน้าทางเข้าศาลากลางจังหวัดเดิม สันนิษฐานว่าสร้างแล้วเสร็จในปี 2481 เพื่อรำลึกถึงการได้มาซึ่งประชาธิปไตย
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 เทศบาลฯ ได้สั่งรื้อถอน โดยให้เหตุผลว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร แล้วนำไปติดตั้งใหม่หน้าศาลากลางจังหวัดเดิมแทน
ต่อมาในปี 2561 ได้มีการรื้อถอนอีกครั้ง โดยเทศบาลฯ อ้างว่า บดบังทัศนียภาพพระเมรุมาศจำลองของรัชกาลที่ 9
ล่าสุดในปี 2565 พบว่า เทศบาลฯ ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นบนถนนทางออกนอกเมือง มุ่งหน้าไปยังอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยไม่มีการประชาสัมพันธ์จากทางจังหวัดแต่อย่างใด
ภาพ: บุรีรัมย์น่าอยู่ (เอก), วิวัฒน์ โรจนาวรรณ
อ้างอิง:
อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ จังหวัดอุดรธานี ถูกสร้างขึ้นบริเวณหน้าสถานีรถไฟอุดรธานี เพื่อรำลึกถึงประชาธิปไตย คาดว่าถูกสร้างไล่เลี่ยกับอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสร้างเลียนแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถนนราชดำเนิน
อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นจากการตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปร่างพานรัฐธรรมนูญและปีก 4 ด้าน
ปัจจุบันแม้ตัวโครงอนุสาวรีย์ต้นไม้จะถูกรื้อไปแล้ว แต่ยังคงปรากฏฐานทั้ง 4 ด้านหลงเหลืออยู่
ภาพ: Facebook อดีตวันวาน อุดรธานี
อ้างอิง:
อนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนาเคยตั้งอยู่ในศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี หรือค่ายพหลโยธิน เพื่อรำลึกถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร และนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2562 ได้มีกำหนดการจัดพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนาพร้อมกับอนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม (ค่ายพหลโยธิน) เพื่อเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ทั้งสอง โดยไม่มีรายละเอียดว่าจะเป็นการรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ใด แต่ในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 สำนักข่าว BBC รายงานว่า มีการประกาศเลื่อนพิธีออกไปอย่างไม่มีกำหนด
วันที่ 26 มกราคม 2563 อนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนาได้ถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่ทราบสถานที่ปลายทาง
วันที่ 6 มีนาคม 2565 ได้มีการอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 9 ประดิษฐานบริเวณลานเบื้องหน้าอนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนา
ภาพ:
อ้างอิง:
วันที่ 16 มกราคม 2563 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาถอนบริเวณประมาณ 45 ไร่ในค่ายพหลโยธิน จากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
วันที่ 24 มีนาคม 2563 ราชกิจจานุเบกษาประกาศเปลี่ยนชื่อค่ายพหลโยธิน เป็นค่ายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือค่ายภูมิพล
ภาพ: กิตติชัย ตันวัฒนะ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายภูมิพล
อ้างอิง:
วันที่ 24 มีนาคม 2563 ราชกิจจานุเบกษาประกาศเปลี่ยนชื่อค่ายพิบูลสงคราม เป็นค่ายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือค่ายสิริกิติ์
อ้างอิง:
อนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อรำลึกถึง จอมพล ป. พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฎร และนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด
ในวันที่ 23 มกราคม 2563 มีภาพปรากฏในสื่อออนไลน์คล้ายเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ สำนักข่าวประชาไทจึงไปตรวจสอบในเวลา 15.30 น. พบว่า อนุสาวรีย์ยังคงอยู่
อนุสาวรีย์ถูกเคลื่อนย้ายในวันที่ 26 มกราคม 2563 โดยไม่ทราบจุดหมายปลายทาง
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวกับสำนักข่าวประชาไทว่า อนุสาวรีย์ดังกล่าวถูกนำไปเก็บไว้ ภายหลังปรับปรุงสถานที่จะนำกลับมาติดตั้งอีกครั้ง
อ้างอิง:
วัดประชาธิปไตยถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน ใกล้กับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ขณะดำเนินการสร้างอยู่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดพระศรีมหาธาตุ
ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการหรือถวายเป็นเสนาสนะเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 วันครบรอบ 10 ปีประชาธิปไตยไทย โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาอุปสมบทเป็นคนแรก
สัญลักษณ์สำคัญของวัดแห่งนี้คือ พระธาตุเจดีย์ที่มีบัวกลุ่ม 6 ชั้น สอดคล้องกับหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ภายในบรรจุอัฐิของสมาชิกคณะราษฎร เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พระยาพหลพลพยุหเสนา, ปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น
อ้างอิง:
ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์
The post ย้อนรอยมรดกคณะราษฎร ประวัติศาสตร์ที่ถูก (บังคับ) ให้ลืม appeared first on THE STANDARD.
]]>
24 มิถุนายน 2475 กลายเป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ ยืนยั […]
The post 24 มิถุนา 2475 แรงบันดาลใจจากชัยชนะของสามัญชน ‘เนติวิทย์’ มอง 90 ปียังไม่แพ้-ชนะสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
24 มิถุนายน 2475 กลายเป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ ยืนยันได้จากการตั้งชื่อแนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในปี 2563 ที่ใช้ชื่อว่า ‘คณะราษฎร 2563’ ขณะที่หลายทศวรรษที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนหลายขบวนการ มักจะเชื่อมโยงตัวเองไปกับประวัติศาสตร์ ‘เดือนตุลา’ เหตุการณ์ซึ่งผ่านมาไม่เกิน 50 ปี ขณะที่ 2475 ในปีนี้ครบรอบ 90 ปี และยังถูกพูดถึงในฐานะประวัติศาสตร์แนวคิดอุดมการณ์ที่จะต้องมีการสืบทอดต่อไป
THE STANDARD สัมภาษณ์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวตั้งแต่วัยมัธยม คนรุ่นใหม่ซึ่งตัวเขาเองมักจะบอกว่าขณะนี้มี ‘คนรุ่นใหม่กว่า’ แต่หลายคนยังมีภาพจำเกี่ยวกับเนติวิทย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่ยุคการสื่อสารยังไม่ขยายสู่วงกว้างอย่างปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเด็นที่เขานำเสนอ จากเดิมเคยถูกมองว่าทวนกระแส เมื่อมาถึงปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้หลายประเด็นกลายเป็นกระแสหลักที่ได้รับการยอมรับแล้ว
ความเคลื่อนไหวปี 2563 เนติวิทย์ไม่ใช่หนึ่งในแกนนำ แต่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโดยผลิตพวงกุญแจและคุกกี้หมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไปจำหน่ายในที่ชุมนุม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับ 2475 เนติวิทย์เคยเคลื่อนไหวมาตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษา โดยเสนอโรงเรียนให้จัดงานรำลึกวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งอยู่ใกล้วันที่ 26 มิถุนายน ‘วันสุนทรภู่’ เนติวิทย์มองว่าเรามักจะพูดถึงแต่วันสุนทรภู่ โดยไม่พูดถึงวันที่ 24 มิถุนายน ทั้งที่เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เหตุการณ์ 24 มิถุนา 2475 ได้เรียนจากโรงเรียนสมัยตอนอยู่ชั้น ม.2 แต่ได้เรียนสั้นๆ เป็นการพูดสั้นๆ ของครู นอกจากนั้นเรียนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เรื่องสมัยอยุธยา สุโขทัย ส่วนประวัติศาสตร์การเมืองไทยจริงๆ ได้เรียนน้อยมาก
หากเทียบกับการเรียนมัธยมทั้งหมด 6 ปี จะได้เรียน 2475 ตอน ม.2 เทอมเดียว แล้วก็ไม่ได้เรียนอีกเลย แล้วเหตุการณ์ 24 มิถุนา ที่ได้เรียนก็เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ในนั้น คือพูดถึงสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนจะตีความ
อย่างครูผู้สอนที่ผมเรียน เขาก็จะมองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีเท่าไร เพราะว่าเจ้านายพร้อมที่จะให้ประชาธิปไตยอยู่แล้ว เรารีบร้อนเกินไป ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ คณะราษฎรคนหนุ่มสาวก็ดูเป็นผู้ร้ายหน่อย
จากนั้นก็พูดถึง 14 ตุลา 2516 กับ 6 ตุลา 2519 ซึ่งพูดถึงน้อยมากเช่นกัน 14 ตุลา 2516 คือการลุกฮือของนักศึกษา ถ้าครูไม่ต้องการให้เด็กลุกฮือ เขาก็ไม่อยากจะพูดมาก
ส่วน 6 ตุลา 2519 ก็เช่นกัน ใครเป็นคนฆ่าผู้ชุมนุม ครูไม่อยากให้เด็กรู้เขาก็ไม่สอน เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นการฆ่า (โดยรัฐ) ก็จะพูดน้อย ถ้าเทียบกับ 24 มิถุนา 2475 ครูจะพูดเยอะกว่านิดหนึ่งในบรรดาเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะสามารถตีความได้ว่าคณะราษฎรแย่งชิงอำนาจจากพระเจ้าอยู่หัว
สำหรับเหตุการณ์พฤษภา 2535 ครูได้พูดเป็นเชิงดี เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวเรียกคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายเข้าไป ครูจึงมองเป็นเรื่องดี ตอนนั้นก็ได้ฟังเรื่องม็อบชนชั้นกลาง ม็อบมือถือ ไล่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร จบด้วยชัยชนะของประชาชนคนชั้นกลาง เรื่องนี้ก็จะพูด แต่จริงๆ ก็ถือว่าพูดเป็นส่วนน้อย ยิ่งการวิเคราะห์ต่างๆ ยิ่งไม่มีเลย ส่วนใหญ่จะเรียนเป็นไทม์ไลน์มากกว่า เรียนว่า นายกฯ คนไหนชื่ออะไรบ้าง โดยไม่ค่อยมีการวิเคราะห์
ส่วนเหตุการณ์เมษา-พฤษภา ปี 2553 เป็นเหตุการณ์ในขณะนั้น ไม่มีเนื้อหาในห้องเรียนอยู่แล้ว ได้รับรู้จากข่าวซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนั้น และแน่นอนว่าครูไม่ได้เอามาพูดในห้องเรียนเท่าไร เขาอาจจะไม่อยากให้เด็กสนใจการเมืองเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องคนเสื้อแดง เพราะครูคนนี้ของผมในเวลาต่อมาประมาณปี 2556-2557 เขาก็ห้อยนกหวีดไปสอน แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เรียนกับเขาแล้ว

ตอนนั้นก็คิด และโชคดีที่เราอ่านหนังสือนอกห้องเรียน ซึ่งหนังสือหลายเล่มพูดถึง 2475 ในมุมโต้แย้งกับผู้ที่โจมตีคณะราษฎร พอได้ฟังครูพูดที่โรงเรียนเราก็ได้ถามครูว่า หนังสือบอกแบบนี้ ทำไมครูพูดอีกแบบหนึ่ง
ครูเขาก็ไม่ค่อยรับฟัง เขาก็มองว่าเราจะไปเชื่อได้อย่างไร เขาก็คิดว่าเขาถูก แต่เรารู้สึกว่าเราจะเชื่อหนังสือมากกว่าเชื่อครู เชื่อเอกสารหลักฐานที่เราเห็น ขณะที่ครูเขาไม่ยอมบอกว่าเขาโต้แย้งอย่างไร ก็เลยทำให้ผมค่อนข้างฝังใจกับเรื่อง 24 มิถุนา มาตั้งแต่นั้น
ตอน ม.2 เคยเขียนจดหมายเสนอโรงเรียนให้จัดงานรำลึกวันที่ 24 มิถุนายนด้วย แล้วมาเรียนรู้ในภายหลังว่าวันที่ 24 มิถุนายน เคยเป็นวันชาติแล้วถูกยกเลิกไป ก่อนจะเปลี่ยนวันชาติเป็นวันที่ 5 ธันวาคม สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมามีอำนาจ
ตอนที่ผมเสนอเพราะมองว่าวันที่ 24 มิถุนายน อยู่ใกล้วันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุนทรภู่ เราพูดถึงแต่วันสุนทรภู่ทุกปี แต่กลับไม่พูดถึงวันที่ 24 มิถุนายน ผมเคยเขียนบทความ ทำไมเราฉลองแต่วันสุนทรภู่ ไม่ฉลองวันที่ 24 มิถุนายน ทั้งๆ ที่เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนแปลงประเทศชาติเลย
ตอนผมอยู่ ม.6 ผมยังเอาเรื่องนี้มาถามครู ครูน่าจะพูดเรื่องนี้เพราะเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรากฏว่าครูไม่พอใจผมมาก ขนาดตอนนั้นอยู่ ม.6 ครูบอกว่า ทำไมเธอทำเป็นรู้ดีขนาดนี้ เขาก็ไม่สนใจ ไม่มีใครสนใจ
มีแต่ประชาชนคนที่เรียกร้องสังคมให้ดีขึ้น คนที่ต้องการประชาธิปไตยที่ให้ความสนใจ 24 มิถุนา แต่ในระบบการศึกษา ไม่แคร์วันที่ 24 มิถุนายนเลย

ตอนนั้นสอบไม่ติดธรรมศาสตร์จริงๆ ไม่ได้แกล้ง คือไปสอบตรงมาเลย เขามีสอบข้อเขียนเข้า แต่ผมสอบไม่ติด ถ้าสอบได้ก็ไม่แน่อาจจะลังเล แต่ผมดูแล้วไม่น่าติด เพราะมีบางคำถามที่ผมตอบไม่ได้ ในขณะที่จุฬาฯ ใช้ระบบแอดมิชชันก็เลยง่ายกว่าสำหรับผม แล้วขึ้นอยู่กับคะแนนรวม จึงคำนวณได้ก่อนล่วงหน้า ไม่มีปัญหา
จริงๆ จุฬาฯ ก็เกี่ยวข้องกับ 24 มิถุนา 2475 เยอะเหมือนกัน อย่างหอประชุมใหญ่สร้างสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือตึกหลายๆ คณะ อย่างคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก็เป็นศิลปะคณะราษฎร, ดร.ตั้ว ลพานุกรม คณะเภสัชศาสตร์ เป็น 1 ใน 7 ผู้ก่อตั้งคณะราษฎร มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงเยอะ รวมถึงคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็มีรุ่นแพแตก ยุบรวมไปเรียนธรรมศาสตร์ แล้วค่อยกลับมาอีกทีหลังรัฐประหาร 2490 จุฬาฯ ก็มีความเกี่ยวข้อง 2475 เยอะ เคยมีเพื่อนๆ ทำเรื่องนี้ไว้

ใช่ เขาก็ไล่ผมไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิด เราก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างนี้แน่ ผมต้องการให้คนเห็นอคติภายในตัวเองอันนี้เป็นหลัก คือมองคนแค่สถานศึกษาเท่านั้นเอง ให้เขาย้อนคิดกับตัวเอง
มี (หัวเราะ) เป็น ‘กับดัก’ ก็ตลกดีครับ
มาเรียนจุฬาฯ ก็ให้อิสรภาพเยอะ ไม่ได้แย่อย่างที่หลายๆ คนคิดตอนแรกว่าผมจะต้องเจออะไรเลวร้ายแน่ ซึ่งก็มีบ้าง แต่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายๆ คนคิด แล้วผมก็ต่อสู้มาจนได้ตำแหน่งที่สำคัญในมหาวิทยาลัย ไม่ได้ยากเกินไป
ตอนเป็นนักเรียนได้เป็นประธานนักเรียนที่มาจากการเลือกตั้ง ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 50% ในโรงเรียน ตอนนั้นวันเลือกตั้งประธานนักเรียนตรงกับวันที่ 24 มิถุนายนด้วย เรียนอยู่ ม.5 แล้วไม่ได้ไปเลือกตั้ง แต่ไปฟังปาฐกถาที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ก็เลยถูกเอามาเล่นงานว่าไม่ไปใช้สิทธิ ถูกรัฐประหาร เพราะเมื่อปลดผมแล้วเขาก็ไม่ได้เลือกตั้งใหม่ แต่เอาคนอื่นที่มาจากการแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งทั้งปี ผมไม่มีสิทธิอะไร
เยอะเลยครับ ทั้งเรื่องทรงผม และมีนโยบายเลิกทำงานให้ครู ตอนนั้นอยู่ ม.5 ปี 2556 ก่อนมีเหตุการณ์รัฐประหารโดย คสช. ปี 2557
ต่อมาเข้าเรียนจุฬาฯ ในปี 2559 ตอนปี 1 ในพิธีถวายสัตย์ฯ เข้าเป็นนิสิต ก่อนเริ่มพิธีก็ได้ยกมือกับเพื่อนแล้วเดินออกจากพิธีเพื่อโค้งคำนับ โดยมีเพื่อนถ่ายคลิปไว้ เป็นการแสดงการไม่ยอมรับการหมอบกราบ เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงประกาศยกเลิกธรรมเนียมเก่าดังกล่าวแล้ว

ตอนปี 2560 ผมได้เป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ ได้รับเลือกตั้งจากในคณะก่อน แล้วไปเลือกประธานกันในสภานิสิต ได้เป็นประธานอยู่ 2 เดือนกว่าๆ เขาก็ยึดอำนาจ จากเหตุการณ์พิธีถวายสัตย์ฯ (เช่นเดียวกับตอนปี 1) แต่ครั้งนี้ยืนอยู่ในพิธีในฐานะสภานิสิตกับเพื่อนอีก 8 คน ไม่ได้อยู่ในฐานะนิสิตปี 1 เหตุการณ์นั้นมีเพื่อนถูกล็อกคอ ตัวผมถูกปลด ถูกตัดคะแนน 25 คะแนน และถูกต่อว่า
ได้ตำแหน่งกลับมาในภายหลัง แต่ว่าได้ก็เหมือนไม่ได้ เพราะพ้นวาระมา 2 ปีแล้ว ศาลตัดสินว่าจุฬาฯ ทำผิดกฎหมายที่ตัดคะแนนผม แต่ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เนื่องจากผ่านเวลาที่จะต้องอยู่ครบวาระไปแล้ว หลังศาลตัดสิน อธิการบดีจุฬาฯ มีหนังสือที่ระบุถึงคำตัดสินของศาล แต่เมื่อย้อนกลับไปหลังปลดผมเสร็จ สุดท้ายเขาก็มีการเลือกประธานใหม่เพื่อให้สภามีการดำเนินงานต่อไป คนใหม่ก็มีสถานะโดยถูกต้อง
ปี 2563-2564 ได้เป็นนายกสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ อันนี้โชคดีที่สุด ได้ปรับปรุงตึก ทำอะไรให้ดีขึ้น อยู่คณะก็สบาย ไม่มีใครมารังแก อยู่ครบเทอมเลย
จากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) วาระปี 2564 และอย่างที่ทราบกัน เมื่อต้นปี 2565 ก็ถูกปลดออก (กรณีจัดงานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2564 นำเสนอวีดิทัศน์จากวิทยากร ซึ่งมีกิริยาท่าทางและคำพูดที่สำนักบริหารกิจการนิสิตเห็นว่า ‘หยาบคาย’)

ตอนนี้อุทธรณ์ไปที่มหาวิทยาลัยก่อน ก่อนที่จะไปศาลเช่นเดียวกับครั้งที่แล้วที่มี อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน ครั้งนี้มีอาจารย์คณะนิติศาสตร์อีกท่านเป็นประธาน แต่ก็เลื่อนมาเรื่อยๆ ยังไม่เริ่มพิจารณา ทำให้เร็วๆ นี้ เราคงสามารถใช้สิทธิไปที่ศาลปกครองได้โดยตรง ไม่ต้องรอมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะเกินเวลาตามกฎหมายแล้ว คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมจะไปยื่นเรื่องที่ศาลปกครอง คราวนี้ว่าจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมหาวิทยาลัยเยอะขึ้นหน่อย คราวที่แล้วไม่ได้รับค่าเสียหาย แต่ครั้งนี้มองว่ามีความชอบธรรมมากขึ้น เหมือนกรณี ส.ส.เชียงใหม่ ชนะคดีได้ค่าเสียหายตั้ง 50 ล้าน ผมขอสัก 1 ล้านได้ไหม เพราะได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากนิสิตในมหาวิทยาลัยตั้งหมื่นกว่าคน ไม่เหมือนตอนเป็นประธานสภานิสิตที่แต่ละคณะเลือกผู้แทน แล้วผู้แทนไปเลือกในที่ประชุมใหญ่ ส่วนผมได้รับเลือกตั้งโดยตรง (เหมือนคน กทม. เลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ชัชชาติ) ผมได้ 70% ของนิสิตที่มาใช้สิทธิ
ส่วนอีกตำแหน่งคือ กรรมการสมาคมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ตอนช่วงถูกปลดจากประธานสภานิสิตจุฬาฯ ได้ไปสมัครเป็นกรรมการแอมเนสตี้ ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 แต่นายทะเบียนสมาคมกรุงเทพมหานคร (อธิบดีกรมการปกครอง) ไม่รับจดทะเบียนแต่งตั้ง จึงฟ้องร้องดำเนินคดีที่ศาลปกครองต่อ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ศาลยังไม่ตัดสิน แต่สืบพยานไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าภายในปีนี้ศาลคงตัดสิน

เราต้องสู้ต่อไป การมาแทรกแซงเราแบบนี้ทำให้เราฮึดสู้เหมือนกัน เพราะเราก็ต้องการทำให้เห็นว่าเราอยู่ในตำแหน่งก็ทำอะไรได้มากมาย การที่มาทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็อยากให้สังคมเห็นด้วย
เคยทำพวงกุญแจ ทำคุกกี้ ด้วยสัญลักษณ์หมุดคณะราษฎร เพราะเป็นสิ่งที่ถูกลืม เป็นสิ่งที่คนควรจะรู้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้คนเท่าเทียมกัน แล้วคนก็ลืมเรื่องนี้ไปนานว่ามนุษย์เราเท่าเทียมกัน ซึ่งมาจากการต่อสู้ด้วย แต่ถูกป้ายสีตีไข่มาตลอดว่าเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ผมก็เลยคิดว่าการที่เรารู้ประวัติศาสตร์ ก็ทำให้เข้าใจตัวตนเราเอง เข้าใจว่าสิทธิเสรีภาพของเรามาได้อย่างไร
เป็นเรื่องที่มีคุณูปการ เพราะการต่อสู้ของคณะราษฎรยังไม่จบสิ้นไป ‘ผีคณะราษฎร’ ยังอยู่ ประวัติศาสตร์ตรงนี้ยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดบัง เพราะเป็นอะไรที่ทำให้คนคิดถึงความเท่าเทียม สิทธิ เสรีภาพ โลกที่เราเสมอภาคกันหมดไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ เรื่องที่เขาต่อสู้ยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่หลายคนก็เห็นว่าเรื่องที่เขาต่อสู้เป็นสิ่งที่ดีงาม การต่อสู้ยังไม่หมดไป จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะพูดถึงเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นชัยชนะครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสามัญชน
คนรุ่นใหม่จึงต้องการพูดถึง 2475 เพื่อบอกว่ากำลังสืบต่อภารกิจจิตวิญญาณของคนกลุ่มเหล่านี้

จริงๆ 14 ตุลา 2516 ก็มีคุณูปการเยอะ แต่ข้อแรกเป็นเพราะคนรุ่นนั้นส่วนใหญ่กลายเป็น ‘สลิ่ม’ ยกเอาเหตุการณ์มาหากินเกินไป คนรุ่น 14 ตุลา 2516 กลายเป็นกลุ่มคนที่ภูมิใจ พูดตลอดว่าเป็นคนรุ่น 14 ตุลา เป็นคนสำคัญทางประชาธิปไตย แต่ว่าพวกเขาก็ด่าคนรุ่นใหม่ แล้วเขาก็สั่งสอน เขาคิดว่าตัวเองดีที่สุด แล้วบางคนก็หมอบคลานที่สุด ทำให้คนรุ่นใหม่มอง 14 ตุลา ว่าชนะหรือแพ้กันแน่ในแง่จุดยืนประชาธิปไตย
ก่อนหน้านี้คนก็ตั้งคำถามกันเยอะ ทำไมคน 14 ตุลา 2516 ถึงเป็นสลิ่มจัง ทำไมคน 6 ตุลา 2519 ส่วนใหญ่ยังดูก้าวหน้ากันอยู่
คนจึงคิดว่า 14 ตุลา ประชาธิปไตยน่าจะแพ้ แต่ 6 ตุลา ถึงจะถูกปราบถูกฆ่า แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายังสู้ต่อ สู้เพื่อความเป็นธรรมของคนรุ่น 6 ตุลา ต่อ
ส่วน 24 มิถุนา ย้อนไปไกลแต่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคำประกาศคณะราษฎรและอื่นๆ

ต้องสู้ต่อไป เหมือนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม บอก ลูกหลานต้องสู้ต่อไป ลูกหลานของทุกฝ่าย เพราะแต่ละความคิดสามารถตกยุค ล้าหลังได้ เมื่อเจอความคิดใหม่ๆ เข้ามาปะทะ จึงต้องต่อสู้ต่อไป แม้แต่รุ่นเราสักวันก็อาจจะกลายเป็นความคิดเก่า ต้องมีคนมาท้าทายความคิด ผมจึงคิดว่าไม่มีแพ้-ชนะสมบูรณ์เรื่องนี้ แต่เราอย่าประมาท ไม่ใช่คิดว่ากระแสมาทางเราแล้วชนะแน่ แล้วจะชนะตลอดกาล มันอาจจะไม่เป็นแบบนั้น เช่นเดียวกับฝั่งที่เคยได้ ‘อำนาจนำ’ ก็พลาดได้เหมือนกัน คนรุ่นใหม่ก็ต้องระวังพลาดเช่นกัน
ตอนปี 2563 กระแสสูงมาก เราอาจจะมีความรู้สึกปิติในช่วงนั้น แต่ก็ถูกปราบปราม ก็ต้องกลับมาทบทวนยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ต่างๆ ซึ่งไม่มีอะไรถาวร เหมือนกำลังเดินไต่ลวด ต้องเดินอย่างระมัดระวัง

ตอนนี้ก็ทำสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ผมคิดว่าโลกเดี๋ยวนี้ไม่ได้แยกชัดระหว่างการเรียนกับทำงาน บางคนเป็นยูทูเบอร์มีรายได้ บางคนทำอะไรที่ไม่คิดว่าเป็นงานแต่ได้เงินก็มี แต่งานก็ไม่จำเป็นต้องได้เงินตลอด
ส่วนผมคิดว่างานต้องมีความสุข ผมต้องการทำอะไรที่มีความหมาย ทำให้สังคมดีขึ้น เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น อาจจะไม่ได้เงินมากแต่ช่วยเหลือคนอื่นได้มาก ซึ่งก็ทำมาตลอด จึงไม่ได้รู้สึกแยกกันระหว่างเรียนกับทำงาน
The post 24 มิถุนา 2475 แรงบันดาลใจจากชัยชนะของสามัญชน ‘เนติวิทย์’ มอง 90 ปียังไม่แพ้-ชนะสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มิถุนายน) ทายาทสมาชิกคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกค […]
The post ทายาทคณะราษฎรทำบุญเนื่องในวันครบรอบ 90 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มิถุนายน) ทายาทสมาชิกคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือคณะราษฎร ได้ร่วมทำบุญให้แก่บรรพบุรุษ ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เนื่องในวันครบรอบ 90 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นำโดย สุดา และ ดุษฎี พนมยงค์ ทายาท ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าคณะราษฎรสายพลเรือน และ พ.ต. พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา บุตรคนที่ 4 ของ พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎรสายทหาร ร่วมวางดอกไม้และทำบุญอุทิศส่วนกุศลอัฐิคณะราษฎร และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ จำนวน 24 รูป

The post ทายาทคณะราษฎรทำบุญเนื่องในวันครบรอบ 90 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ความคืบหน้าคดี ม.ร.ว.ปรียนันทนา ร […]
The post ศาลชี้คดีฟ้องอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ‘ณัฐพล ใจจริง’ อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ไม่ใช่ศาลปกครอง ทนายเผยเป็นสัญญาณอันตรายต่อวงวิชาการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ความคืบหน้าคดี ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต หลานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ฟ้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ต่อ ณัฐพล ใจจริง, กุลลดา เกษบุญชู มี้ด และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน รวม 6 จำเลย จากกรณีตีพิมพ์หนังสือ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ และ ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี ของ ณัฐพล ใจจริง เนื้อหาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ปีการศึกษา 2552 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การเมืองไทยสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500) ซึ่งมีกุลลดาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และวิทยานิพนธ์ผ่านการประเมินจากกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ 5 คน ด้วยมติเอกฉันท์ให้เป็นวิทยานิพนธ์ดีมาก (Excellent) โดย 1 ใน 5 กรรมการ คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ขณะที่หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์ในคดีนี้คือ ไชยันต์ ไชยพร หัวหน้าโครงการวิจัย ‘จากมวลชนปฏิวัติสู่มวลชนประชาธิปไตยกับพระมหากษัตริย์: การศึกษาพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย’ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า
ล่าสุดวันนี้ ศาลแพ่งนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลปกครอง จากกรณีจำเลยที่ 2 กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ส่งสำนวนให้ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองหรือไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 2 และทีมทนายเห็นว่าคดีนี้ควรจะอยู่ในอำนาจศาลปกครอง เพราะเป็นการฟ้องในขณะกุลลดาทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 วางหลักว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ดังนั้นจำเลยที่ 2 และทีมทนายจึงเห็นว่า โจทก์ต้องฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครอง ไม่สามารถฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐได้
ด้าน วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของกุลลดา จำเลยที่ 2 ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าหลังจากศาลแพ่งทำความเห็นในสำนวนคดีส่งศาลปกครองว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว
ผลปรากฏว่า ศาลแพ่งและศาลปกครองเห็นพ้องกันให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาในศาลแพ่ง โดยสรุปใจความว่า ฟ้องโจทก์บรรยายฟ้อง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 (กุลลดา) ไม่ทักท้วงข้อความในวิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 (ณัฐพล) เป็นการจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ทำหน้าที่สมกับฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่อ้างอิงในวิทยานิพนธ์ของจำเลยที่ 1 ตามวิสัยของผู้ที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ปล่อยปละละเลยให้มีการอนุมัติวิทยานิพนธ์ซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จ จนกระทั่งมีการนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนทั่วไป ทำให้เป็นที่เสียหายต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และราชสกุลรังสิตนั้น
เป็นการกระทำอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของบุคคลซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ให้คำปรึกษาหลักในการทำวิทยานิพนธ์ โดยมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดแต่อย่างใด มิได้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยละเลยต่อหน้าที่
ศาลปกครองกลางเห็นว่า การทำหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในการให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่นิสิตเกี่ยวกับเนื้อหาทางทฤษฎี แนวคิด และวิธีการศึกษาวิจัย รวมถึงการเขียนวิทยานิพนธ์ และการใช้ภาษา เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ตามข้อ 69 ของข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2551 เท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งออกนั่งพิจารณา แจ้งความเห็นของศาลปกครองให้คู่ความทราบว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลนี้ต่อไป
ให้เลื่อนไปกำหนดวันนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้ง 6 ในวันที่ 11 มีนาคม 2565 เวลา 09.30 น.
วิญญัติกล่าวว่า อ.กุลลดา ถูกฟ้องในคดีนี้ ทั้งที่ไม่ใช่การกระทำในทางส่วนตัว เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผ่านขั้นตอนที่จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เช่นเดียวกับการที่มหาวิทยาลัยแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ 5 คน ประกอบด้วย
ไชยวัฒน์ ค้ำชู ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
วีระ สมบูรณ์
กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา
ซึ่งทั้ง 5 คน ได้ลงมติเป็น ‘เอกฉันท์’ ให้วิทยานิพนธ์ของ ณัฐพล ใจจริง เป็นวิทยานิพนธ์ดีมาก (Excellent) โดย ไชยวัฒน์ ค้ำชู ในฐานะประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เป็นผู้เขียนเหตุผลที่กรรมการประเมินให้ Excellent
วิญญัติกล่าวด้วยว่า อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ไม่ควรถูกฟ้องโดยลำพัง แต่ควรฟ้องต้นสังกัด ซึ่งจำเลยที่ 2 เคยยื่นคำร้องให้เรียกจุฬาฯ มาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 เรื่องร้องสอด แต่ปรากฏว่าศาลยกคำร้อง
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณอันตรายต่อวงการวิชาการ บ่งบอกว่า นิสิตนักศึกษาที่จะทำวิทยานิพนธ์จะมีความยากในการหาอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์กับนิสิตมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องโดยที่มหาวิทยาลัยต้นสังกัดไม่ต้องรับผิดชอบหากถูกฟ้องในอนาคต
The post ศาลชี้คดีฟ้องอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ‘ณัฐพล ใจจริง’ อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ไม่ใช่ศาลปกครอง ทนายเผยเป็นสัญญาณอันตรายต่อวงวิชาการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำ […]
The post เปิดฉายาสภาผู้แทนฯ ปี 2564 ‘สภาอับปาง’ ส.ว. ได้ ‘ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก คสช.’ ยก ‘วัคซีนเต็มแขน’ เป็นวาทะแห่งปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 ธันวาคม) ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อสรุปดังนี้

สภาผู้แทนราษฎรเปรียบเสมือนเรือขนาดใหญ่ บรรทุกความรับผิดชอบชีวิตของประชาชนและงานบริหารราชการแผ่นดินด้วยวิธีการเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่อให้หน่วยราชการได้มีอำนาจไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร แต่พบว่าเรือสภาลำนี้ในรอบปี 2564 กลับประสบปัญหาสภาล่มอับปาง โดยเริ่มตั้งแต่ปลายสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยแรก และหนักข้อขึ้นตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งตามปกติปัญหาสภาล่มไม่ใช่เรื่องปกติ แต่สภาชุดนี้กลับทำให้เห็นอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นความซ้ำซาก และไม่คิดที่จะอุดรูรั่วของเรือเพื่อป้องกันปัญหา ทั้งที่ความจริงสภาล่มคือเรื่องใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงงานราชการต่างๆ ที่รอให้สภาผ่านหยุดชะงักลง ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาส เพียงเพราะ ส.ส. ฝั่งรัฐบาลขี้เกียจ ไม่ตระหนักถึงหน้าที่ของ ส.ส. ประกอบกับตายใจว่าตนเองเป็นเสียงข้างมากและพ้นจากภาวะเสียงปริ่มน้ำไปแล้ว จึงเข้าร่วมประชุมสภาน้อย
ขณะเดียวกัน ส.ส. ฝ่ายค้านมัวแต่จ้องจะเล่นเกมการเมือง เมื่อเห็นว่า ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอยู่น้อย จะขอนับองค์ประชุมทันที และพร้อมใจไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม ทั้งที่อยู่ร่วมพิจารณาเรื่องต่างๆ ในที่ประชุมสภา ฉะนั้นการที่สภาอับปางบ่อยกว่าเรือล่ม จึงเป็นการสะท้อนว่า ส.ส. ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยึดถือประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ถูกมองว่าคอยทำหน้าที่ปกป้องเฝ้ารักษามรดกที่เป็นโครงสร้างและกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช. อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่ทั้งฝ่ายค้านและภาคประชาชนพยายามเสนอขอแก้ไขเรื่องการล้มล้างอำนาจ คสช. ทั้งการยกเลิกแผนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การยกเลิกคำสั่งต่างๆ ของ คสช. และหัวหน้า คสช. การยกเลิก ส.ว. หรือริบอำนาจ ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต่างถูก ส.ว. โหวตคว่ำ ไม่ให้ความเห็นชอบทุกครั้ง ใครที่คิดจะทำหรือแก้ไขกฎหมายที่มีผลกระทบต่อกลไกอำนาจของ คสช. จะถูกผู้เฒ่า ส.ว. ต่อต้าน ขัดขวางไปหมด เหมือนกับคอยพิทักษ์มรดกของ คสช. ให้อยู่สืบต่อไป

ฉายานี้ได้มาจากการติดตามการทำงานของ ‘ชวน หลีกภัย’ ทั้งการนั่งเป็นประธานบนบัลลังก์ในการประชุมสภาและการประชุมรัฐสภา ที่สามารถนั่งควบคุมการประชุมได้อย่างยาวนาน พลันเสร็จจากงานประธานในที่ประชุมก็ปฏิบัติภารกิจอื่นๆ อีกมากมาย ขึ้นเหนือล่องใต้เยี่ยมเยือนประชาชนทั่วประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับคนเคี้ยวใบกระท่อมที่จะมีเรี่ยวแรง อึด ถึก ทน มากเป็นพิเศษ

พรเพชร วิชิตชลชัย ทำงานให้ คสช. มายาวนาน ตั้งแต่สมัย คสช. เรืองอำนาจ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ คสช. กลายร่างมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง พรเพชรก็ยังได้รับความไว้วางใจต่อเนื่องให้เป็นประธานวุฒิสภา เพื่อเป็นหัวขบวนของสมาชิกวุฒิสภาคอยช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่บทบาทของพรเพชรในฐานะประธานวุฒิสภา ไม่มีความโดดเด่น ทั้งที่เป็นถึงประมุขสภาสูง และยังถูกมองว่า คอยสนองความต้องการของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ตำแหน่งประมุขสภาสูงของพรเพชรจึงเป็นเพียงหัวโขนทางการเมือง แต่ไม่มีอำนาจแท้จริง ไม่ต่างจากร่างทรงที่ถูกฝ่ายกุมอำนาจกุมบังเหียน ต้องคอยช่วยคอนโทรลให้การทำงานของวุฒิสภาเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล

แม้ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำฝ่ายค้านในสภาจาก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ตาม แต่ นพ.ชลน่าน เพิ่งเข้ามาและยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ ฉะนั้นจึงขอตั้งฉายาให้กับสมพงษ์ไปก่อน อย่างไรก็ตาม สมพงษ์ได้ตำแหน่งมาเพราะมีคนมอบให้ นอนมาแบบแบเบอร์ ไร้คู่แข่ง แต่ครั้นได้รับตำแหน่งกลับไร้บทบาท ไม่โดดเด่น มิหนำซ้ำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยังพลาด เช่น เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมพงษ์ก็เอ่ยชื่อ-นามสกุลของพล.อ.ประยุทธ์ผิดติดต่อกัน 2-3 ครั้ง กระทั่งมีการประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อไทย สมพงษ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เท่ากับหลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาไปโดยปริยาย จึงเปรียบได้ว่าเป็น ‘สมพงษ์ตกสวรรค์’

นพ.ชลน่าน มีบทบาทในวิปฝ่ายค้านมานาน แต่กลับพลาดตำแหน่งสำคัญๆ ทว่า คนเป็นดาวเด่นย่อมมีแสงในตัวเอง เขาโด่ดเด่นในสภาตลอดมา การอภิปรายสภาแต่ละครั้งมีหลักการและเหตุผล สามารถโน้มน้าวใจให้ ส.ส. เห็นด้วยกับสิ่งที่อภิปรายโดยไม่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย สุดท้ายผลงานเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จนได้รับการผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคและขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา

อดีตประธานวิปรัฐบาลซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาท สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างให้ความเชื่อถือและความเกรงใจ แต่ปรากฏว่าบทบาทของวิรัชในฐานะประธานวิปรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา การควบคุม ส.ส. ภายในพรรคพลังประชารัฐ และ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธภาพ หลายครั้งเกิดเหตุความขัดแย้งระหว่าง ส.ส. ภายในพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงความขัดแย้งระหว่าง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อีกทั้งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากคดีทุจริตสนามฟุตซอลโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา สมัยที่วิรัชยังเป็น ส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย จากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เขาเป็นดาวดับ

ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 6 รัฐมนตรี แต่ไฮไลต์กลับอยู่ที่นอกห้องประชุม เมื่อมีรายงานข่าวว่า ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยนั้นยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินสายล็อบบี้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ให้ลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความลับนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน กลายเป็นข่าวใหญ่โต ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ลูกพรรคเดินเกมล็อบบี้ ส.ส. ในพรรคของตัวเองเพื่อโค่นล้มนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างนายกฯ กับ ร.อ. ธรรมนัส นายกฯ มอง ร.อ. ธรรมนัส เป็นอากาศธาตุ อีกทั้งหลังเหตุการณ์นั้นไม่นานมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาปลด ร.อ. ธรรมนัส ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ จนถึงทุกวันนี้ความรู้สึกกินแหนงแคลงใจก็ยังคงอยู่

คำชี้แจงของ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับวัคซีน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2564 ว่า “ไตรมาส 3 วัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทย อยู่เต็มโรงพยาบาลแล้วครับ อยู่เต็มแขนของพี่น้องประชาชนคนไทยแล้ว” ภายหลังจากที่ชี้แจงในสภาได้กลายเป็นไวรัลในสังคมที่คุยว่าจะมีวัคซีนเต็มแขน แต่สุดท้ายวัคซีนไม่มาตามนัด เกิดการขาดแคลนวัคซีน ทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนขวนขวายหาวัคซีนกันเอง จนกระทั่งช่วงปลายปีวัคซีนจึงเริ่มเข้ามาตามกำหนด และถึงแม้รัฐบาลจะหาวัคซีนได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ก็ยังล้าช้า เพราะยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน

ในเวลาที่มีการประชุมรัฐสภาร่วมกัน ทั้งสองคนนี้มักโต้เถียงกันบ่อยครั้งและมีแนวโน้มจะไม่เลิกใช้คำพูดที่รุนแรง อย่างเช่นกลางดึกของวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มรีโซลูชั่น ต่างฝ่ายต่างไม่ลดละและท้าทายกัน โดยเสรีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “โลงศพเขาไม่ได้ใส่คนแก่ แต่โลงศพเอาไว้ใส่คนตาย และคนตายบางทีอายุน้อยก็ตายได้” ทำให้วิโรจน์สวนว่า “ที่บอกว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนตาย ผมว่าไม่เกี่ยวเลย ผมขอแก้ว่าโลงศพเอาไว้ใส่คนปากอย่างท่าน” และเสรีโต้กลับอีกครั้งว่า “พอดีคุณวิโรจน์ปากเหมือนผม” ฉะนั้นเหตุการณ์นี้ถือว่าเลยเถิดเกินความสมควร

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นสื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นการถาวร จนกว่าในอนาคตจะมีสมาชิกรัฐสภาที่มีความประพฤติที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวต่อไป
The post เปิดฉายาสภาผู้แทนฯ ปี 2564 ‘สภาอับปาง’ ส.ว. ได้ ‘ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก คสช.’ ยก ‘วัคซีนเต็มแขน’ เป็นวาทะแห่งปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (8 ธันวาคม) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ม […]
The post เปิดตัว #ปฏิทินป๋วย2565 เรื่องราวของคณะราษฎรผ่านศิลปะและความทรงจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (8 ธันวาคม) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคประทีปเพื่อโครงการอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ #The2475Vanguard #ราษฎรก่อการ ได้มีการจัดทำ #ปฏิทินป๋วย2565 ในวาระครบรอบ 90 ปีอภิวัฒน์สยาม และ 110 ปีของคณะปฏิวัติ ร.ศ. 130 โดยพาคุณย้อนรำลึกถึง ‘เหล่าผู้ก่อการ’ และผลงานของพวกเขาที่ยังส่งผลจนถึงทุกวันนี้
ภาพจำของคณะราษฎรอาจเป็นเพียงกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ลุกขึ้นนำอำนาจการปกครองของประเทศไทยให้กลับมาเป็นของประชาชน หากแท้จริงแล้วคณะราษฎร หรือที่ ปรีดี พนมยงค์ เรียกว่า ‘ผู้ก่อการ’ นั้นเป็นเพียง ‘กองหน้า (Vanguard) ของมวลราษฎรทั้งหลายที่ต้องการเสรีภาพและความเสมอภาค’ ในความนี้นั้นอาจกล่าวได้ว่า คณะราษฎรไม่ใช่เรื่องราวของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากเป็นดั่งจิตวิญญาณของเหล่าประชาราษฎรผู้ปรารถนาเสรีภาพและความเสมอภาคในสังคม
ขณะที่วันนี้ยังล้อมวงเสวนากับ #PUEYDIALOGUE : ศิลปะของ ‘ราษฎร’ บันทึกทรงจำของเหล่าสามัญชน รวมทั้งเชิญชวนผู้สนใจร่วมจับจองเป็นเจ้าของ ‘#ปฏิทินป๋วย2565 The 2475 Vanguard คณะราษฎร’ ได้ในงาน พร้อมพบกับเหล่าผู้ร่วมเสวนาหลากหลายที่มาชวนพูดคุยถึงงานศิลปะและการเมืองของความทรงจำที่เราไม่อาจลืม ได้แก่ สุลักษณ์ ศิวรักษ์, นริศ จรัสจรรยาวงศ์, กษิดิศ อนันทนาธร, ประกิต กอบกิจวัฒนา, ไลลา พิมานรัตน์, รัศม์ ชาลีจันทร์ พร้อมร่วมชมการแสดงดนตรีสดจาก เอ้-กุลจิรา ทองคง และศิลปินรับเชิญอีกมากมาย
ขณะที่ในปฏิทินนี้ได้คัดเลือกคณะราษฎรมาจำนวน 12 คน ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน มานำเสนอผ่านเรื่องราวและผลงานของพวกเขา
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสั่งซื้อปฏิทินได้ในราคาเล่มละ 110 บาท โดยโอนเงินได้ทางบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 024-2-72623-4 มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคประทีปเพื่อโครงการอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และแจ้งที่อยู่เพื่อจัดส่งได้ทางอีเมล [email protected]

The post เปิดตัว #ปฏิทินป๋วย2565 เรื่องราวของคณะราษฎรผ่านศิลปะและความทรงจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 พฤศจิกายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ […]
The post นายกฯ ประชุมร่วมนักธุรกิจสหรัฐฯ บอกไม่มีใครติดใจการเมืองในประเทศ ยังชื่นชมนโยบายและการทำงาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 พฤศจิกายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมระบบทางไกลกับคณะนักธุรกิจจากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย หรือ American Chamber of Commerce in Thailand (AMCHAM) ซึ่งในกลุ่มมีผู้ประกอบการหลายร้อยบริษัทของสหรัฐอเมริกา โดยได้มีการพูดคุยถึงวิกฤตและโอกาส รวมถึงความร่วมมือของกลุ่ม AMCHAM พร้อมให้การสนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินงานนโยบายด้านเศรษฐกิจ
พล.อ. ประยุทธ์ เปิดเผยอีกว่า ตนได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการทำงานของรัฐบาลในทุกมิติ ซึ่งกลุ่มนักธุรกิจมีความพึงพอใจและจะร่วมมือกับไทย เติบโตก้าวหน้าไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ เชื่อมโยงไปถึงนักธุรกิจขนาดเล็กของกลุ่ม AMCHAM ซึ่งทำกิจการอยู่ในประเทศไทย ที่มีการลงทุน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และหวังว่าจะมีการลงทุนมากขึ้นในปีหน้าและระยะต่อไป ตามนโยบายของรัฐบาลในการประกอบธุรกิจที่คำนึงสิ่งแวดล้อม วาระโลกและเศรษฐกิจใหม่ของเราในการลงทุนใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของโลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG โดยเน้นไปในเรื่องของพลังงานดิจิทัล เทคโนโลยี การลงทุนวิจัยและพัฒนา สุขภาพ การท่องเที่ยว การวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ซึ่งทางกลุ่ม AMCHAM ยอมรับและชื่นชมในแนวทาง วิสัยทัศน์ของประเทศไทย พร้อมฝากไปถึงประชาชนทุกคนและภาคธุรกิจให้ติดตามในการทำงานร่วมกันกับประเทศอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นักธุรกิจสหรัฐฯ มีความกังวลเป็นห่วงกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบกลับว่าไม่มี ตรงกันข้ามยังชื่นชมด้วยซ้ำไป และไม่ได้พูดถึง แต่ชื่นชมในการงานและกำหนดนโยบายของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่ามีแต่ชื่นชม ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการเมือง วันนี้ขอเอาให้เศรษฐกิจและโควิดรอดไปก่อน เรื่องอื่นๆ พอได้แล้ว จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกล่าวลอยๆ ว่า การเมืองไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเถอะ
The post นายกฯ ประชุมร่วมนักธุรกิจสหรัฐฯ บอกไม่มีใครติดใจการเมืองในประเทศ ยังชื่นชมนโยบายและการทำงาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
มองอนาคตและความหวัง หลังสภาตีตก ร่าง รธน. ไม่ยกเลิก ส.ว […]
The post ชมคลิป: มองความหวังหลังสภาตีตกร่าง รธน.-สมรสเท่าเทียมไหม? ไม่ขัด รธน. แต่ให้มี กม. แยกใช้ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
มองอนาคตและความหวัง หลังสภาตีตก ร่าง รธน. ไม่ยกเลิก ส.ว. กับ ไอติม-ปิยบุตร-ชินวรณ์ ปชป.
หลังการประชุมสภาอัดดุเดือด วันนี้ (17 พฤศจิกายน) ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาก็มีมติ ‘ไม่รับ’ หลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่ง พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Re-Solution และผู้ริเริ่มในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 135,247 คน เป็นผู้เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่การ ‘รื้อระบอบประยุทธ์’ ด้วยการยกเลิก ส.ว. เพื่อมุ่งสู่สภาเดี่ยว โดยมีเสียงเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ อยู่ที่ 206 ต่อ 473 เป็นอันปิดฉากข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงกติกาสูงสุดโดยภาคประชาชนไปอีกครั้ง
ชวนคุย ชวนมองอนาคตและความหวัง กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Re-Solution หลังยืนยันพร้อมสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง รธน.ฉบับปี 2560 ต่อไป
พร้อมมองความเห็นในมุมพรรคร่วมผู้ปัดตกร่างฯ กับ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กับจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ ตอนนี้ยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปอย่างไร และอะไรคือเงื่อนไข
สมรสเท่าเทียมไหม? เมื่อไม่ขัด รธน. แต่ศาลฯ ให้มี กม. เฉพาะ
ฟังความเห็น รศ.อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังวันนี้ (17 พฤศจิกายน) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งฯ ม.1448 ที่กำหนดการสมรสเฉพาะชาย-หญิง ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
สำหรับที่มาของคดีนี้ สืบเนื่องจาก เพิ่มทรัพย์ แซ่อึ้ง และ พวงเพชร เหมคำ คู่รักซึ่งมีเพศกำเนิดเป็นเพศหญิง ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2563 แต่ถูกนายทะเบียนปฏิเสธ ทั้งคู่จึงยื่นคำร้องต่อศาลสั่งให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนสมรส ต่อมานายทะเบียนปฏิเสธ จึงให้ศาลส่งคำร้องโต้แย้งประเด็นข้อกฎหมายไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จนสุดท้ายก็ได้คำตัดสินดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีปมปัญหาที่ทำให้กลุ่ม LGBT ไม่พอใจ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีข้อสังเกตว่ารัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สมควรดำเนินการตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศต่อไป ทำให้เกิดคำถามว่าหากเป็นเช่นนี้ การสมรสเท่าเทียมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หากต้องมีกฎหมายเฉพาะแยกออกไป แทนที่จะใช้กฎหมายเดียวกันกับคนทั่วไป?
พบกันวันนี้ 17 พฤศจิกายน เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD
The post ชมคลิป: มองความหวังหลังสภาตีตกร่าง รธน.-สมรสเท่าเทียมไหม? ไม่ขัด รธน. แต่ให้มี กม. แยกใช้ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชมคลิป พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวห […]
The post ชมคลิป: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชวนหยุดระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ สนับสนุนร่าง รธน. ฉบับประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชมคลิป พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมมองข้อเสนอทั้งหมดที่ถูกเอ่ยขึ้นมามีความเกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบ บนหัวใจสำคัญคือการสถาปนาให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ผ่านการรื้อระบบหลายอย่าง เช่น ยกเลิก ส.ว., การสร้างระบบสภาเดี่ยว, การแก้ไขที่มาและอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ, สร้างกลไกตรวจสอบทุกอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไปจนถึงการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่การปลดโซ่ตรวนที่ผูกพันธการอนาคตของประเทศไทย ล้างระบบรัฐประหาร และหยุดวงจรอุบาทว์ที่เกาะกินระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/
The post ชมคลิป: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชวนหยุดระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ สนับสนุนร่าง รธน. ฉบับประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 พฤศจิกายน) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แ […]
The post ‘พิธา’ ชำแหละประชาธิปไตยแบบไทยๆ ย้ำร่างแก้ รธน. หัวใจสำคัญคือ สถาปนาให้อำนาจประชาชนเป็นอำนาจสูงสุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 พฤศจิกายน) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน หรือที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ ‘รื้อระบอบประยุทธ์’ โดยกลุ่ม Re-Solution ซึ่งมี ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้เสนอ และมีประชาชนลงชื่อเสนอร่างกฎหมายมากกว่า 1.3 แสนรายชื่อ ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนร่วมกันลงชื่อเข้ามารอบนี้มากกว่า 1 แสนคน เป็นข้อเสนอที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นระบบ มีหัวใจที่สำคัญที่สุดคือ การสถาปนาให้อำนาจของประชาชนเป็นอำนาจสูงสุด ผ่านการยกเลิกวุฒิสภา สร้างระบบสภาเดี่ยว, แก้ไขที่มาและอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน, สร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะผู้ตรวจการกองทัพ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ คณะผู้ตรวจการองค์กรอิสระ, เลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อปลดโซ่ตรวนอนาคตของประเทศ, และล้างมรดกรัฐประหาร หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย
“ผมและสมาชิกพรรคก้าวไกลไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะไม่สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับนี้ เพราะนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปมปัญหาใจกลางของสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ซึ่งก็คือระบอบการเมืองที่อนุญาตให้มีประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเล็กๆ น้อยๆ เป็นไม้ประดับ ตราบเท่าที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ไปกระทบกับอำนาจของชนชั้นนำจารีต
“ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือระบอบการเมืองที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งบ้างเป็นครั้งเป็นคราว แต่จะไม่ยอมให้อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกกดเอาไว้ให้อยู่ใต้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน เมื่อประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นแบบนี้ จึงไม่แปลกที่เราจะยังสามารถสอนกันในห้องเรียนอย่างไม่เคอะเขินได้ว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดมา แม้ในยามที่บ้านเมืองถูกปกครองด้วยคณะรัฐประหาร แม้ในยามที่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนถูกทำลายลง แม้ในยามที่กองทัพหรือสถาบันการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชนมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลพลเรือน หรือแม้แต่ในยามที่ประชาชนถูกยิงตายกลางเมืองโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด”
พิธาอภิปรายต่อว่า การรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญโดยกองทัพเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2490 ถือเป็นการตอบโต้การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร วุฒิสภาอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้มาจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 สำหรับสังคมไทย วุฒิสภาจึงไม่ได้มีที่มาจากรากฐานทางประวัติศาสตร์อะไรเหมือนอังกฤษ หรือไม่ได้มีที่มาจากการความจำเป็นของรูปแบบรัฐเหมือนสหรัฐอเมริกา แต่วุฒิสภาของไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่คณะรัฐประหารกับกลุ่มชนชั้นนำจารีตออกแบบมาเพื่อกำกับควบคุมและกดทับอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง โดยหลอกเราในหนังสือเรียนว่าจำเป็นต้องมีวุฒิสภาเพื่อช่วยกลั่นกรองกฎหมาย หรือเพื่อสร้างกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ วุฒิสภาจึงเป็นป้อมปราการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ประชาชนและผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชนควรถอดรื้อออกไป
“พวกเราถูกฝังหัวมาโดยตลอดว่าปัญหาของการเมืองไทยนั้นเกิดขึ้นจาก ‘นักการเมือง’ ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เวลาเราจะปฏิรูปการเมืองกัน จึงพุ่งเป้าไปแต่การจัดการกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล ซึ่งได้อำนาจโดยตรงมาจากประชาชน ไม่ปฏิเสธว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งยังมีปัญหาต้องแก้ไขปรับปรุงอีกหลายอย่าง แต่ผมอยากจะบอกว่า นักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอันตรายยิ่งกว่า เครือข่ายนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เป็นอภิสิทธิ์ชน ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ บางทีวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังไม่ได้
“เครือข่ายอำนาจเหล่านี้ฝังตัวอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อันศักดิ์สิทธิ์ อยู่เหนืออำนาจของประชาชน ไม่ว่าจะในนามความมั่นคงของชาติ ในนามตุลาการภิวัตน์ หรือในนามองค์กรอิสระที่อิสระอย่างสิ้นเชิงจากประชาชน ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พวกเราควรต้องมาช่วยกันออกแบบระบบการเมืองกันใหม่ ให้อำนาจสูงสุดของประชาชนปรากฏเป็นจริงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม มีระบบการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพและยึดโยงกับประชาชน ไม่เช่นนั้นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกลงเรื่อยๆ ในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ จะไม่สามารถคลี่คลายลงไปได้”
พิธาอภิปรายต่อไปว่า อยากเตือนด้วยความหวังดีว่า เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ฉุดรั้งและกัดกินสังคมไทยต่อไปได้อีกแล้ว เราเหลือเวลาอีกไม่มากนัก ที่จะต้องตั้งหลักกันใหม่ เพื่อช่วยกันพลิกฟื้นสังคมไทยให้พร้อมเผชิญหน้ากับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความท้าทายแบบใหม่ๆ
“เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเข้าชื่อกันมาให้เราพิจารณาในวันนี้ เสนอให้ปฏิรูปที่มา อำนาจ และการตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญด้วย ผมจะไม่อภิปรายถึงเนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า ขณะที่เรากำลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการแก้ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ กันอยู่ คำวินิจฉัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหตุการณ์ผู้ชุมนุมถูกยิงด้วยกระสุนจริงเมื่อวานซืน ตลอดจนคำสั่งไม่ให้ประกันตัวคุณรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 เมื่อวาน กลับสะท้อนให้เห็นอาการ ‘ลงแดง’ ของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
“ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้กำลังมองเห็นประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว ว่าเป็นศัตรูของชาติซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก แทนที่จะมองเห็นพวกเขาเป็นอนาคตของชาติ
“ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ กำลังทำลายโอกาสและพื้นที่ที่พวกเราสามารถจะแสวงหาฉันทามติร่วมกันได้อย่างสันติ แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกันทั้งหมดทุกเรื่อง
“ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ กำลังผลักให้ความคิดและเสียงของประชาชนที่ชนชั้นนำจารีตไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไปเป็นขบวนการล้มล้างการปกครอง ไปเป็นคู่ขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์และกลุ่มผู้จงรักภักดี”
พิธาย้ำว่า สภาวะเช่นนี้อันตรายอย่างยิ่งกับสังคมไทย แต่ยังเชื่อว่ายังพอมีเวลาแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ก่อนจะสายเกินการณ์ จึงอยากเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันยืนยันอำนาจสูงสุดของประชาชน ด้วยการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน และอยากเชิญชวนให้ผู้จงรักภักดีตั้งสติเสียใหม่ หยุดผลักให้คนที่คิดเห็นต่างไปกลายเป็นขบวนการล้มล้างการปกครอง แล้วแสดงให้ประชาชนเห็นว่า สังคมไทยสามารถจะรักษาสิ่งที่พวกท่านรักและหวงแหนได้ โดยไม่ต้องทำลายอำนาจสูงสุดของประชาชน
“สังคมไทยยังสามารถจะรักษาสิ่งที่พวกท่านรักและหวงแหนได้ โดยไม่ต้องทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน สังคมไทยยังสามารถจะรักษาสิ่งที่พวกท่านรักและหวงแหนได้ โดยไม่ต้องเอาใครไปขังคุกแบบไม่มีชื่อไม่มีแป แสดงให้เห็นสิครับ แล้วสังคมไทยที่พวกเรารักจะไม่เดินไปสู่ทางตัน” พิธากล่าวทิ้งท้าย
The post ‘พิธา’ ชำแหละประชาธิปไตยแบบไทยๆ ย้ำร่างแก้ รธน. หัวใจสำคัญคือ สถาปนาให้อำนาจประชาชนเป็นอำนาจสูงสุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (10 พฤศจิกายน) หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ก […]
The post ปริญญาชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำประชาชนสับสนเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (10 พฤศจิกายน) หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย กรณีคำร้องของ ณฐพร โตประยูร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของ อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ชุมนุมปราศรัยในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1 หรือไม่ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่า พฤติกรรมของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในทางกฎหมาย วัตถุแห่งคดีของมาตรา 49 คือ มีการใช้สิทธิเสรีภาพที่เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ และหากศาลเห็นว่าเป็นการล้มล้างจริงๆ ก็มีอำนาจสั่งให้ยุติการกระทำได้ ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตนเองของรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม และรัฐธรรมนูญก็มีกลไกในการป้องกันไม่ให้เสรีภาพที่ให้ไปนั้นย้อนกลับมาทำลายล้างรัฐธรรมนูญ หรือระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ
ปริญญาชี้ว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีองค์ประกอบสองส่วน คือ ระบอบประชาธิปไตย และประมุขคือพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญมาตรา 49 มุ่งคุ้มครองทั้งสองอย่าง ไม่ใช่แค่อย่างหนึ่งอย่างใด คือ จะเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีประมุขไม่ใช่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ หรือ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ได้ เพราะทั้งประชาธิปไตยและประมุขคือพระมหากษัตริย์นั้นต้องไปด้วยกัน เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เขียนเรื่องนี้ไว้คือรัฐธรรมนูญปี 2492 โดยในตอนแรกนั้น รัฐธรรมนูญ 2492 บัญญัติว่า ‘ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย’ แล้วก็เว้นวรรคจากนั้นจึงตามด้วยประโยค ‘มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ ทำให้ชัดเจนว่ามีสองเรื่องและคุ้มครองทั้งสองอย่าง รัฐธรรมนูญหลังจากนั้นก็เว้นวรรคระหว่างสองประโยคนี้มาโดยตลอด จนถึงรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 จึงจับสองประโยคมาติดกัน และจากนั้นฉบับปี 2534 ก็เติมคำว่า ‘อัน’ เป็นตัวเชื่อมประโยคเข้าไป เป็น ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ มาจนถึงทุกวันนี้ ทีนี้พอสองประโยคนี้มาเชื่อมติดกัน ก็เลยทำให้คนจำนวนไม่น้อยสับสน และเข้าใจไปว่า ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ก็คล้ายๆ กับ ‘ระบอบราชาธิปไตย’ ซึ่งความจริงแล้วแตกต่างกันมาก เพราะระบอบราชาธิปไตยนั้นพระราชาทรงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ส่วนระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” ปริญญากล่าว
ปริญญากล่าวต่อไปว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คืออำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของปวงชนชาวไทย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ทรงอยู่เหนือการเมือง คือ ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าฯ ขึ้นไป ผิด-ถูก หรือถ้าคนจะไม่ชอบก็เป็นเรื่องของคนที่ทูลเกล้าฯ คือ นายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ นี่ก็คือหลัก The King Can Do No Wrong นั่นเอง คือ พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด เพราะท่านทรงอยู่เหนือการเมือง ซึ่งมีผิดมีถูก มีคนชอบมีคนไม่ชอบ และดังนั้นจึงทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
“ถ้าถามว่าการเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่นั้น ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นการล้มล้างอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่าง คือล้มล้างประชาธิปไตย หรือล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือล้มล้างทั้งสองอย่างหรือไม่ หากไม่ได้ล้มล้างอันหนึ่งอันใด และยังอยู่ในขอบเขตของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะไปถือว่าเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองไม่ได้ ส่วนจะเห็นด้วย เห็นต่าง หรือจะเป็นการไปก้าวล่วงหรือไม่ คำพูดคำจาเหมาะสมหรือเลยเถิดไปหรือไม่ หรือไปเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราใดหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ปริญญาให้ความเห็น
“คือถ้าเป็นแค่การปฏิรูป ไม่ใช่ให้ยกเลิก ไม่น่าถึงขั้นนับว่าเป็นการล้มล้าง ตัวอย่างของการล้มล้างระบอบการปกครองคือการรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ แล้วอำนาจก็เป็นของคณะปฏิวัติ และคณะปฏิวัติก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ไปแทนปวงชน ทั้งนี้ ตามบรรทัดฐานของศาลฎีกาที่วางไว้ว่า คณะปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองเป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งสิ่งใดต่อประชาชนคือกฎหมาย และย่อมมีอำนาจยกเลิก เปลี่ยนแปลง และออกกฎหมาย ส่วนตัวเรียนว่านี่คือการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เพราะอำนาจจะตกเป็นของคณะปฏิวัติ ไม่ใช่ของประชาชนอีกต่อไป เพียงแต่ว่าคณะปฏิวัติไม่ได้แตะต้องในส่วนของประมุขคือพระมหากษัตริย์” ปริญญากล่าว
“เป็นไปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านอาจจะสับสนกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ‘พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้’ คือ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญท่านจะใช้มาตรานี้ก็ยังจะดีกว่า” ปริญญาระบุ “ถ้าพยายามเข้าใจศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าใจได้ว่าศาลท่านคงพยายามตีกรอบ เพราะศาลอาจจะเห็นว่าเลยเถิดไป แต่อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 มีแค่อำนาจให้หยุดการกระทำหากเป็นการล้มล้าง ศาลรัฐธรรมนูญต้องการให้หยุด ซึ่งการจะสั่งให้หยุดได้ก็ต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง ก็เลยออกมาอย่างนี้ ซึ่งคนที่ไม่เห็นด้วยก็จะไปเปรียบเทียบกับตอนที่ กปปส. ล้อมหน่วยเลือกตั้ง ที่ก็มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหลายครั้งว่าเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่รับคำร้องเลย โดยให้เหตุผลว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะมีการไปเปรียบเทียบกับการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการล้มล้างการปกครอง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นเคยว่าอะไร
“ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ผู้ถูกร้องมีเจตนาแฝงที่จะล้มล้างไม่ใช่แค่ปฏิรูป ตามหลักกฎหมายนั้น กรรมเป็นเครื่องแสดงเจตนา ก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยฉบับจริงว่าศาลมีพยานหลักฐานในเรื่องกรรมหรือการกระทำอะไรของผู้ถูกร้องที่ทำให้ศาลท่านสรุปเช่นนั้น สำหรับผลในทางกฎหมายของคำวินิจฉัยคือ การให้ยุติการกระทำ แม้การกระทำจะจบลงไปแล้ว แต่ศาลคงหมายความว่าอย่าทำอีกในอนาคต ทีนี้ประเด็นสำคัญคือจะมีผลไปถึงคดีอาญาหรือไม่นั้น ผมเรียนว่าหลักกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญานั้นแตกต่างกันมากกับวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ คือ ทางอาญาถ้าผิดจะมีโทษทางอาญาคือจำคุก หรือรุนแรงกว่านั้น จึงต้องมีหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ และหลักพิสูจน์จนสิ้นสงสัย ศาลอาญาจึงไม่สามารถตัดการรับฟังจำเลยหรือพยานจำเลย แล้วดูแค่กระดาษอย่างเดียวได้ดังเช่นศาลรัฐธรรมนูญ” ปริญญากล่าว
“ขอเรียนว่า ผมรู้สึกเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ทิ้งโอกาสในการวางหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลัก The King Can Do No Wrong ให้คนเข้าใจ ซึ่งจะเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะทำให้ความเห็นต่างเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย จะเห็นด้วยหรือไม่ หรือเห็นต่าง ก็ให้รับฟังกันอย่างสร้างสรรค์ แต่พอท่านตัดสินแบบนี้ ความเห็นต่างในเรื่องนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และทำให้คนแบ่งข้างด้วยเรื่องนี้กันมากขึ้น และจะกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น สังคมจะเหวี่ยงออกจากกันเป็นสองขั้วมากขึ้น และจะนำมาซึ่งความแตกแยกในสังคมอีกครั้งได้” ปริญญากล่าวอีกว่า ตอนที่นักศึกษาจัดชุมนุมนั้น ตนเป็นรองอธิการบดีที่อนุญาตให้จัดกิจรรมการชุมนุม ก็ถูกโจมตีว่าให้ท้ายนักศึกษา ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ทราบเลยว่าจะมีข้อเรียกร้องเช่นนี้ แต่เมื่อเป็นเรื่องขึ้นมาแล้วก็ต้องมาช่วยกันหาทางออก หาทางแก้ปัญหา อยากเปรียบเทียบว่า เหมือนกับลูกที่มีข้อเสนอถึงพ่อแม่ให้พ่อแม่ปรับปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราไม่ชอบ ก็เลยบอกว่าไม่ได้ นี่คือการล้มล้างพ่อแม่ ซึ่งผลคือจะยิ่งทำให้มีปัญหากันในบ้านมากขึ้น
“เรียนว่าเรื่องนี้มันมีที่มาตั้งแต่การยุบพรรค แล้วเริ่มเกิดการยึดโยงไปถึงสถาบันฯ ผมเรียนว่าเรื่องนี้ปัญหาทั้งหมดจริงๆ แล้วสาเหตุหลักมาจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไม่ยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong ที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญแต่ทรงอยู่เหนือการเมือง ทำอะไรก็อ้างถึงสถาบันฯ แล้วศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวในการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ไม่ครบ โดยประโยคที่ขาดไปคือ ‘ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ’ ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเรื่องระหว่างพระมหากษัตริย์กับนายกฯ เลยกลายเป็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจให้นายกฯ หรือใครก็แล้วแต่ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งหากเอาตามนี้ก็จะเป็นระบอบราชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วคนผิดแทนที่จะเป็น พล.อ. ประยุทธ์ ก็เลยกลายเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรง Do Wrong ซึ่งทำให้เรื่องจึงลุกลามไปถึงพระมหากษัตริย์ แล้วเกิดเป็นข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ไม่ทราบศาลรัฐธรรมนูญท่านเห็นที่มาที่ไปที่มาจากท่านเองด้วยตรงนี้หรือไม่” ปริญญากล่าว
ปริญญาเห็นว่า ตอนนี้ก็ต้องช่วยกันแก้ไขครั้งนี้ให้เรื่องที่เลยเถิดไปกลับมาอยู่ในขอบเขต โดยเรื่องของการปฏิรูปสถาบันฯ นั้น ถ้าเสนออย่างสร้างสรรค์ในขอบเขตของกฎหมาย และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยระบอบประชาธิปไตย และประมุขคือพระมหากษัตริย์ เราควรจะรับฟังกันได้ และย้ำว่ารัฐธรรมนูญของไทยนับจากเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เราเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประมุขเป็นแบบอื่น หรือประมุขเป็นพระมหากษัตริย์แต่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ได้
ทั้งนี้ ปริญญากล่าวว่า เราเคยทะเลาะกันหนักกว่านี้และเคยแก้ไขกันมาได้แล้ว หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ก็เคยเกิดการฆ่านักศึกษาที่มาจากข่าวเท็จด้วย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การแก้ไขมาตรา 112 เพิ่มโทษจาก 7 ปี เป็น 15 ปี จากขั้นต่ำไม่มีก็เป็นมีขั้นต่ำ 3 ปี โดยภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา นักศึกษาก็เข้าป่าและลุกขึ้นสู้ จนเกิดนโยบาย 66/2523 เปิดโอกาสให้นักศึกษามอบตัว มอบอาวุธ โดยไม่เอาความผิด เหตุการณ์จึงสงบลงและคลี่คลายได้ จึงเป็นตัวอย่างว่าการทะเลาะกันหนักขึ้นจะทำให้เหตุการณ์ไปกันใหญ่ ดังนั้น ความเห็นต่างจึงควรอยู่ในที่ทาง ในขอบเขตคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยให้มีการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอกันและอย่างยุติธรรม
“คราวนี้ยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่อย่าให้มันถึงขั้นเหวี่ยงกันแรงไปกว่านี้ โดยควรจะลดแรงเหวี่ยงลงทั้งสองข้าง ตนขอเสนอแนะว่า ให้ความเห็นต่างของเรานั้นเป็นความเห็นต่างที่อยู่ในขอบเขตของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยากชวนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เปรียบเสมือนพ่อแม่ หากมีลูกๆ หลานๆ ในบ้านเห็นต่าง อาจจะพูดจาท้าทาย ฟังแล้วรู้สึกไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังต้องอยู่ในบ้านเดียวกัน จึงต้องหาทางพูดคุยกันต่อไปให้ได้ การใช้วิธีการแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญทำ คือ ห้ามโดยไม่ได้ยึดโยงหลักกฎหมายให้คนยอมรับได้นั้น ไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงอยากให้ใช้สันติภาพ และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย คือ ใช้หลักกฎหมาย รับฟังข้อเท็จจริงเพียงพอ และต้องปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอกัน ปัญหาความแตกแยกนี้ก็จะเบาลงมาและแก้ไขได้ในที่สุดครับ” ปริญญากล่าวปิดท้าย
ภาพ: แฟ้มภาพ
The post ปริญญาชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำประชาชนสับสนเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (10 พฤศจิกายน) ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำนิจฉัยกรณีการช […]
The post รวมวาทะ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (10 พฤศจิกายน) ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำนิจฉัยกรณีการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตร 49 และให้เลิกกระทำการ ในเวลาต่อมาก็มีการแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัย ทั้งนักวิชาการ แกนนำความเคลื่อนไหว ทนายความในคดีดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นเทรนด์ทวิตเตอร์ #ปฏิรูปไม่ใช่ล้มล้าง ที่เกิดข้อถกเถียงเป็นจำนวนมาก
THE STANDARD รวมวาทะหลังการศาลรัฐธรรมอ่านคำนิจฉัยเสร็จสิ้น
อ่านสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ:









ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล
The post รวมวาทะ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 พฤศจิกายน) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทน […]
The post เพื่อไทยเตรียมศึกษาคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมล้มล้างการปกครอง ขอทุกฝ่ายหาทางออก สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 พฤศจิกายน) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการล้มล้างการปกครอง ว่าพรรคเพื่อไทยได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายกลับไปศึกษารายละเอียดในคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญก่อนที่จะมีท่าทีอะไร ซึ่งไม่ว่าคำวินิจฉัยใดๆ ย่อมมีความเห็นต่างอยู่แล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเห็นต่างก็จะมีการตั้งคำถามที่ตามมาว่า เป็นไปตามคำร้องหรือบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของการไต่สวนทั้งผู้ถูกร้องและพยาน
โดย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคำวินิจฉัยที่ผูกพันกับทุกองค์กรที่จะต้องนำสู่การปฏิบัติ และถือเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยสมาชิกพรรคเพื่อไทยต่างเป็นห่วงและได้หารือร่วมกันว่าอาจนำไปสู่ความแตกแยกหรือไม่ และจะมีเหตุบานปลายใดๆ ตามมาหรือไม่
ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้โต้แย้งหรือขัดแย้งต่อคำวินิจฉัยใดๆ เพียงแต่มีความห่วงใยต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะความห่วงใหญ่ไปยังน้องๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกร้อง และเครือข่าย
“พรรคเพื่อไทยเป็นห่วงอนาคตของน้องๆ มาก ซึ่งเกรงว่าจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต โดยพรรคเพื่อไทยต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิดร่วมกันติดตามปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยใช้สติปัญญาเพื่อร่วมหาทางออกให้ประเทศ และร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน” นพ.ชลน่านกล่าว
The post เพื่อไทยเตรียมศึกษาคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมล้มล้างการปกครอง ขอทุกฝ่ายหาทางออก สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/vid […]
The post ชมคลิป: จับตา ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชุมนุม 10 สิงหาฯ ล้มล้างการปกครองหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/
วิดีโอ: วชิระ มากทรัพย์
The post ชมคลิป: จับตา ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชุมนุม 10 สิงหาฯ ล้มล้างการปกครองหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>