กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับ […]
The post สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับตามองอีกครั้ง หลัง โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NCTC) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลอย่างมากในฐานเสียงของกลุ่ม MAGA ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อประท้วงการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน หลังจากดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 8 เดือน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร ในทางการเมือง ในขณะที่ทรัมป์ทุ่มเดิมพันไปกับสงครามอิหร่านที่นับวันจะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ
เคนต์เป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นของโดนัลด์ ทรัมป์ และขบวนการ MAGA มาโดยตลอด เขาเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแคมเปญหาเสียง เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สมัยที่สองของทรัมป์เมื่อปี 2020
เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐวอชิงตันถึง 2 ครั้ง ในปี 2022 และ 2024 ในนามพรรครีพับลิกัน ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครพรรคเดโมแครตทั้งสองครั้ง แต่เขาได้รับการสนับสนุน (Endorsement) จากทรัมป์โดยตรงในการเลือกตั้งทั้งสองรอบ ก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ และประกาศลาออกในที่สุด
เคนต์ระบุในจดหมายลาออกว่า อิหร่านไม่ได้เป็น ‘ภัยคุกคามที่เร่งด่วน’ ต่อสหรัฐฯ แต่สงครามนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ในอเมริกา
เคนต์ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่สูญเสียภรรยาจากเหตุระเบิดในซีเรีย มองว่าทรัมป์ ‘ละทิ้งคำมั่นสัญญา’ ที่จะกันสหรัฐฯ ออกจาก ‘สงครามที่ไม่สิ้นสุด’ เขากล่าวหาว่า ทรัมป์ถูก ‘เสียงสะท้อน’ ของสื่อและเจ้าหน้าที่อิสราเอลหลอกลวงให้เชื่อว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบจัดการ ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิรัก
ในฐานะอดีตทหารผ่านศึกที่ผ่านการรบมา 11 ครั้ง และสูญเสียภรรยาจากสงคราม เคนต์ยืนยันว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอเมริกันและไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องสูญเสียไป
จดหมายลาออกของเคนต์พาดพิงและกล่าวโทษอิสราเอล ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักการเมืองหลายคน ซึ่งโจมตีข้อความของเคนต์ว่าเป็นการใช้ทัศนคติที่ ‘ต่อต้านชาวยิว’ (Anti-Semitic) และใช้ข้ออ้างเพื่อหา ‘แพะรับบาป’
ทรัมป์ปฏิเสธความกังวลของเคนต์ โดยกล่าวว่าเคนต์เป็นคนที่ ‘อ่อนแอในเรื่องความมั่นคง’ และถือเป็นเรื่องดีที่เขาออกไป เพราะคนที่ไม่เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามถือว่า ‘เป็นคนไม่ฉลาด’
ขณะที่ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาของเคนต์นั้นเป็นเรื่อง ‘น่าขันและเป็นตลกร้าย’ พร้อมยืนยันว่า ทรัมป์มีหลักฐานที่หนักแน่นว่า ‘อิหร่านกำลังเตรียมโจมตีสหรัฐฯ ก่อน’
ทางด้าน ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติและอดีตเจ้านายของเคนต์ ได้รักษาระยะห่างจากการลาออกครั้งนี้ โดยออกแถลงการณ์สนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำประเทศที่พลเมืองชาวอเมริกันเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งมา
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การลาออกของเคนต์ตอกย้ำให้เห็นถึง ‘ความแตกแยก’ ภายในรัฐบาลและฐานเสียงของทรัมป์ในกลุ่ม MAGA แม้การลาออกครั้งนี้ ‘อาจไม่เปลี่ยน’ แผนยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งมิดเทอม (Midterm Elections) ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 8 เดือนข้างหน้า การที่บุคคลที่มีอิทธิพลสูงในกลุ่ม MAGA ออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง อาจทำให้ฐานเสียงอนุรักษนิยมบางส่วน ‘เริ่มเสื่อมศรัทธา’ ในตัวประธานาธิบดีได้
ขณะที่ ทิม พูล นักจัดรายการพอดแคสต์ฝั่งอนุรักษนิยม เตือนว่า นี่คือสัญญาณของการแตกสลายในขบวนการ MAGA และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ 2.0
ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า อาจารย์มองว่าการลาออกดังกล่าวดู ‘เป็นเรื่องปกติ’ ที่แม้แต่ผู้สนับสนุนตัวยงก็อาจเปลี่ยนจุดยืนได้ เมื่อเห็นผลกระทบจากสงครามที่กำลังจะลุกลามใหญ่โต
เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ‘เกิดความแตกแยกและไม่เห็นด้วยขึ้นแล้ว’ ในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ หรือ MAGA โดยบุคคลที่ตัดสินใจลาออกน่าจะเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก เพราะใครที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในตอนนี้มักจะถูกบีบให้ออก อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีกลุ่มคนที่สนับสนุนและมองทรัมป์เป็นฮีโร่อยู่อย่างเหนียวแน่น
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่ สงครามกับอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ตามการกล่าวอ้างของเคนต์นั้น อาจารย์ประพีร์มองว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มสนับสนุนอิสราเอล เช่น AIPAC จะอยู่เบื้องหลังและมีส่วนผลักดันให้เกิดสงคราม เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีบทบาทในการให้เงินทุนการเมืองและกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน แต่อาจารย์ยังไม่ขอฟันธงว่า เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ของทรัมป์จริงๆ คืออะไร
อาจารย์ประพีร์เชื่อว่า สงครามนี้จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของทรัมป์อย่างแน่นอน เพราะแฟนคลับจำนวนหนึ่งเริ่มลังเลและผิดหวังที่ทรัมป์มุ่งเน้นยุทธศาสตร์การใช้กำลังทหารรวดเร็วเกินคาด ตามแนวทาง Peace Through Strength แทนที่จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้ ประชาชนอาจเริ่มรู้สึกว่า ผู้นำอย่างทรัมป์กำลังพาสหรัฐฯ ไปติดกับดักสงครามที่ไม่มีวันจบ
อาจารย์ยังแสดงความกังวลอย่างมากว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังเด็ดหัวผู้นำระดับสูงของประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง อาจกลายเป็น ‘แนวปฏิบัติของรัฐ’ (State Practice) หรือ ‘บรรทัดฐานใหม่’ (New Normal) ในสังคมโลก ซึ่งสะท้อนทิศทางของสหรัฐฯ ที่เน้นการใช้กำลังและโชว์ความแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0
แฟ้มภาพ: Joshua Sukoff / shutterstock
Elizabeth Frantz / File Photo / Reuters
อ้างอิง:
The post สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้การเลือกตั้งของไทยจะผ่านพ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุ […]
The post ย้อนรอย ‘นับใหม่’ ศึกเลือกตั้ง บุช vs อัล กอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้การเลือกตั้งของไทยจะผ่านพ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่กลิ่นอายความวุ่นวายยังไม่จางหาย เมื่อบรรยากาศการนับคะแนนในหลายจังหวัดเต็มไปด้วยความโกลาหล ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จนเกิดปรากฏการณ์มวลชนนอนเฝ้าหีบเลือกตั้งอย่างที่เขต 1 จังหวัดชลบุรี เพื่อทวงถามคำตอบเรื่องการนับคะแนนใหม่
ทว่า เหตุการณ์ที่จุดชนวนเรื่องการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 26 ปีที่แล้ว เคยเกิดวิกฤตการณ์ ‘นับใหม่’ ครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำให้การเมืองสหรัฐฯ ถึงกับหยุดชะงัก และกลายเป็นบทเรียนที่โลกไม่ลืมในศึกเลือกตั้งปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์
การย้อนรอยครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่ไม่ชัดเจน แต่คือบทเรียนเรื่องความสง่างามของชัยชนะ รวมถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
ย้อนเข็มนาฬิกากลับไปวันที่ 7 พฤศจิกายน 2000 สหรัฐฯ จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 43 ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวที่สูสีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งสื่อและประชาชนต่างเฝ้ารอผลคะแนนชนิดตาไม่กะพริบ จนกระทั่งเช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน ผลคะแนนเบื้องต้นที่รัฐฟลอริดาระบุว่า บุชมีคะแนนนำกอร์อยู่เพียง 1,700 คะแนน ซึ่งฟลอริดาคือ ‘รัฐตัดสิน’ ใครชนะที่นี่ คนนั้นจะได้กุญแจเข้าสู่ทำเนียบขาวทันที
แต่ความพีคอยู่ตรงที่ส่วนต่างคะแนนนั้นน้อยกว่า 0.5% ซึ่งตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา หากคะแนนสูสีกันขนาดนี้ต้องมีการ ‘นับใหม่’ โดยอัตโนมัติด้วยเครื่อง และเมื่อนับเสร็จ ผลปรากฏว่าคะแนนของบุชที่นำอยู่หดเหลือเพียง 317 คะแนนเท่านั้น
จุดนี้เองที่ทำให้อัล กอร์ ตัดสินใจใช้สิทธิตามกฎหมายขอให้นับคะแนน ‘ด้วยมือ’ ใน 4 เขตเลือกตั้งที่มีปัญหา นำไปสู่มหากาพย์การโต้เถียงระหว่างพรรคเดโมแครตและเจ้าหน้าที่รัฐยาวนานหลายสัปดาห์
ความวุ่นวายทวีคูณเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2000 แคทเธอรีน แฮร์ริส เลขาธิการแห่งรัฐฟลอริดา ประกาศรับรองผลให้บุชชนะไปด้วยคะแนนที่ห่างกันเพียง 537 เสียง ทั้งที่การนับคะแนนใหม่ด้วยมือตามคำร้องของกอร์ในบางเขตยังไม่เสร็จสิ้นด้วยซ้ำ ร้อนถึงศาลฎีกาฟลอริดาที่ต้องลงมาตัดสินในวันที่ 8 ธันวาคม 2000 โดยสั่งให้นับคะแนนใหม่ทั้งหมดในกลุ่มบัตรที่เรียกว่า Undervote หรือบัตรที่เครื่องอ่านไม่ได้
อธิบายให้เห็นภาพคือ บัตรเลือกตั้งโดยทั่วไปจะแบบเจาะรู แต่กลุ่ม Undervote มีปัญหาคือรูเจาะไม่สมบูรณ์ (Hanging Chads) เครื่องก็เลยไม่นับคะแนน ฉะนั้น เจตนาของผู้ลงคะแนนอาจชัดเจนขึ้นเมื่อดูด้วยตา
อย่างไรก็ตาม ฝั่งบุชไม่ยอมง่ายๆ เขายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ จนมีการสั่งระงับการนับคะแนนในวันที่ 9 ธันวาคม 2000 เพื่อรอการพิจารณาคดี คดีนี้กลายเป็นสงครามกฎหมายที่แข่งกับเวลา เพราะตามกฎหมายรัฐบาลกลาง รัฐต้องสรุปจำนวนคณะผู้เลือกตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2000 ซึ่งหมายความว่าศาลมีเวลาตัดสินใจเพียงวันเดียวหลังจากพิจารณาคำให้การเสร็จสิ้นในวันที่ 11 ธันวาคม
ในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 2000 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ก็ออกคำตัดสิน โดยในส่วนแรกนั้น ผู้พิพากษา 7 คน จากทั้งหมด 9 คนเห็นพ้องกับบุชว่าการนับคะแนนใหม่โดยไม่มีมาตรฐานเดียวกันในแต่ละเขต ถือเป็นการละเมิดสิทธิในการคุ้มครองที่เท่าเทียม (Equal Protection) ตามรัฐธรรมนูญ
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีคำตัดสินด้วยมติ 5 ต่อ 4 ว่า ไม่สามารถหาทางออกในการนับคะแนนใหม่ได้ทันเส้นตายวันที่ 12 ธันวาคม 2000 ผลที่ออกมาคือคำสั่งของศาลฎีกาฟลอริดาถูกยกเลิก ส่งผลให้บุชกลายเป็นผู้ชนะในรัฐฟลอริดาไปโดยปริยาย และอัล กอร์ ต้องประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในวันถัดมา
แม้จะมีคำตัดสินจากศาลแล้ว แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ยังคง ‘คาใจ’ ชาวอเมริกัน และมีความพยายามจากหลายภาคส่วนเพื่อหาคำตอบว่าใครคือผู้ชนะตัวจริงกันแน่
ในปี 2001 กลุ่มสื่อมวลชนหลายกลุ่มได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันไปตามเกณฑ์ที่ใช้
ปี 2008 Factcheck.org สรุปว่า “ไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างแน่นอนว่าใครจะเป็นผู้ชนะ การนับคะแนนใหม่ทั้งหมดอย่างเป็นทางการทั่วทั้งรัฐอาจได้ผลลัพธ์ไปในทางใดทางหนึ่งก็ได้ แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการดังกล่าว”
ในปี 2012 ผู้พิพากษาแอนโทนิน สกาเลีย กล่าวกับ CNN ว่า ประเด็นนี้คือสิ่งที่เขาถูกถามถึงมากที่สุด โดยเขาย้ำว่าคำถามสำคัญไม่ใช่ใครชนะ แต่คือใครจะเป็นผู้ตัดสินจุดจบของเรื่องนี้ระหว่างศาลรัฐฟลอริด้าหรือศาลฎีกาสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความเสียดายยังคงหลงเหลืออยู่ ผู้พิพากษา แซนดรา เดย์ โอคอนเนอร์ ผู้ที่ลงคะแนนฝั่งเสียงข้างมากในวันนั้น ยังเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2013 ว่าเธอรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจดังกล่าว และบางทีศาลอาจไม่ควรรับคดีนี้มาพิจารณาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
บทสรุปของศึกบุช และอัล กอร์ จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ในสนามเลือกตั้ง ชัยชนะที่ปราศจากความชัดเจน มักจะทิ้งบาดแผลที่รักษาไม่หายไว้เสมอ
แฟ้มภาพ: Bill Greenblatt/Liaison
อ้างอิง:
The post ย้อนรอย ‘นับใหม่’ ศึกเลือกตั้ง บุช vs อัล กอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและซีอีโอของ Tesla และ SpaceX และอ […]
The post อีลอน มัสก์ ประกาศตั้ง ‘พรรคอเมริกา’ หลังแตกหักทรัมป์ ลั่นท้าชนระบบ 2 พรรค appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและซีอีโอของ Tesla และ SpaceX และอดีตพันธมิตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน X เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ของสหรัฐฯ ในชื่อพรรคอเมริกา (America Party) โดยเรียกมันว่า เป็นการท้าทายระบบ 2 พรรคการเมือง คือพรรครีพับลิกันและเดโมแครต
มัสก์ อ้างว่าพรรคการเมืองของเขา จะคืน ‘เสรีภาพ’ ให้แก่ชาวอเมริกัน ขณะที่การจัดตั้งพรรคดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขาขัดแย้งกับทรัมป์อย่างรุนแรง และออกจากการทำหน้าที่ในรัฐบาล
“เมื่อพูดถึงการทำให้ประเทศของเราล้มละลายด้วยการทุจริตและคอร์รัปชัน เราอาศัยอยู่ในระบบพรรคเดียว ไม่ใช่ประชาธิปไตย”
“วันนี้ พรรคอเมริกาก่อตั้งขึ้นเพื่อคืนอิสรภาพให้กับคุณ” มัสก์ระบุ
การประกาศตั้งพรรคดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากที่มัสก์ โพสต์ข้อความโต้เถียงกับทรัมป์ ในประเด็นกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่ผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนที่เขาจะโพสต์ถามผู้ใช้งาน X ว่าควรมีพรรคการเมืองใหม่ในสหรัฐฯ หรือไม่
หลังจากนั้น มัสก์ อ้างอิงผลการสำรวจความคิดเห็นในโพสต์ที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ และประกาศว่า “คุณต้องการพรรคการเมืองใหม่ 2 ต่อ 1 และคุณก็จะได้มันมา!”
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคของมัสก์ จะจดทะเบียนอย่างเป็นทางการกับคณะกรรมการการเลือกตั้งของสหรัฐฯ หรือไม่ และมัสก์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าใครจะเป็นผู้นำพรรคหรือพรรคจะมีรูปแบบหรือแนวนโยบายอย่างไร
By a factor of 2 to 1, you want a new political party and you shall have it!
When it comes to bankrupting our country with waste & graft, we live in a one-party system, not a democracy.
Today, the America Party is formed to give you back your freedom. https://t.co/9K8AD04QQN
— Elon Musk (@elonmusk) July 5, 2025
แฟ้มภาพ : REUTERS/Nathan Howard/File Photo
อ้างอิง :
The post อีลอน มัสก์ ประกาศตั้ง ‘พรรคอเมริกา’ หลังแตกหักทรัมป์ ลั่นท้าชนระบบ 2 พรรค appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดอะไรขึ้น? มิถุนายน เดือนแห่งความสัมพัน […]
The post ทรัมป์-มัสก์ เปิดศึก เขย่าการเมือง-เศรษฐกิจสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มิถุนายน เดือนแห่งความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในวงการเทคโนโลยี พลังงาน และอวกาศ รอยร้าวนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากมัสก์ออกมาวิจารณ์ร่างกฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่ทรัมป์ผลักดัน มัสก์บอกว่าเป็น “disgusting abomination” หรือ “ความอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจ”
“One Big Beautiful Bill” เป็นชื่อเล่นที่ทรัมป์ใช้เรียกร่างกฎหมายงบประมาณฉบับเรือธงปี 2025 ซึ่งรวมมาตรการลดภาษี การตัดงบสวัสดิการ และการปรับลดสิทธิประโยชน์ด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV — จุดนี้เองที่อีลอน มัสก์มองว่าเป็นการทำลายแรงจูงใจในการลงทุนเทคโนโลยีเพื่ออนาคต
มัสก์ให้เหตุผลว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มภาระหนี้สาธารณะอย่างมหาศาล และตัดลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งกระทบโดยตรงต่อ Tesla บริษัทภายใต้การบริหารของเขา
ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X มัสก์ถึงกับกล่าวว่า หากไม่มีการสนับสนุนจากเขาในการเลือกตั้งปี 2024 ทรัมป์ “คงไม่มีทางชนะ” และเรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯ “พิจารณาถอดถอน” ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง
ทรัมป์โต้กลับทันทีผ่าน Truth Social โดยระบุว่ามัสก์เป็น “คนอกตัญญู” และกล่าวหาว่าเหตุผลที่มัสก์ออกมาต่อต้านร่างกฎหมาย ก็เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลจะตัดงบสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจของเขาโดยตรง
ทรัมป์ยังขู่ว่าอาจพิจารณายกเลิกสัญญารัฐบาลกับ SpaceX และ Starlink ซึ่งเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในโครงการของรัฐบาลกลาง ทั้งด้านการสื่อสารและการสำรวจอวกาศ พร้อมเปิดเผยว่า มัสก์เคยพยายามผลักดันให้ จาเร็ด ไอแซกแมน (Jared Isaacman) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ NASA แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
เรื่องราวยิ่งซับซ้อนและรุนแรง เมื่อมัสก์โพสต์อีกครั้งในเชิงกล่าวหาว่า ทรัมป์ “มีชื่ออยู่ในเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน” — ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กระดับนานาชาติ
แม้มัสก์จะไม่ได้นำหลักฐานใดๆ มายืนยันข้อกล่าวหา ทว่าข้อความดังกล่าวได้จุดกระแสในสื่อและโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเด็นที่สังคมอเมริกันมีความอ่อนไหวสูงต่อเรื่องเพศและความยุติธรรม
ทรัมป์ไม่ตอบโต้ในประเด็นนี้โดยตรง แต่ยังคงย้ำว่า เขาผิดหวังที่มัสก์วิจารณ์ร่างกฎหมายของตัวเขาเอง พร้อมกล่าวหาอีกครั้งว่าทุกอย่างเกิดจาก “ผลประโยชน์ส่วนตัวของมัสก์ที่ถูกกระทบ”
ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงดราม่าส่วนตัว แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนระดับนโยบาย เศรษฐกิจ และการเมืองของสหรัฐฯ
คำวิจารณ์ของมัสก์ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงร่าง “One Big Beautiful Bill” โดยเฉพาะประเด็นการตัดสิทธิประโยชน์ด้านพลังงานสะอาด ซึ่งอาจทำให้การลงทุนใน EV ลดลง
The Wall Street Journal รายงานว่า นักลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มกังวลต่อแนวทางลดเครดิตภาษี ซึ่งอาจกระทบการจ้างงานในรัฐ key states เช่น มิชิแกนและแคลิฟอร์เนีย
ส่วน Reuters อ้างแหล่งข่าวในสภาคองเกรสว่า พรรครีพับลิกันสายกลางบางส่วนเริ่มลังเลที่จะสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้หลังเกิดความขัดแย้งกับมัสก์
มัสก์เคยเป็นผู้สนับสนุนหลักในการเลือกตั้งปี 2024 แต่หลังจากแตกหักกับทรัมป์ เขาถูกจับตามองว่าอาจสนับสนุนผู้สมัครอิสระ หรือผู้มีนโยบายโปร-สิ่งแวดล้อมในปี 2026–2028
และท่าทีนักการเมืองจากหลายฝั่ง เริ่มพยายามสร้างสัมพันธ์กับมัสก์ เพื่อเข้าถึงทรัพยากร เทคโนโลยี และเงินทุน
Politico วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวของมัสก์อาจดึงดูดพรรคเดโมแครตสายเทคโนโลยีหรือผู้สมัครอิสระที่มีแนวทางโปรสิ่งแวดล้อม
ส่วนบทวิเคราะห์จาก Brookings Institution ระบุว่ามัสก์กำลังกลายเป็น “Kingmaker” คนใหม่ในพรรคสายกลาง ที่ใช้เทคโนโลยีและเงินทุนกดดันนโยบายของฝ่ายขวา
หากรัฐบาลทรัมป์ตัดสัญญากับ SpaceX และ Starlink จริง อาจกระทบต่อโครงการรัฐจำนวนมาก เช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียม และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล
ในตลาดการเงิน นักลงทุนเริ่มจับตาความเสี่ยงของบริษัทที่พึ่งพาสัญญารัฐบาลมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาหุ้นและเสถียรภาพของตลาดในระยะสั้น
CNBC รายงานว่า หุ้นของ Tesla และ SpaceX-linked funds มีความผันผวนหลังข่าวว่ารัฐบาลอาจทบทวนสัญญาบางส่วน
ส่วน Financial Times วิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ที่เสียหายระหว่าง มัสก์ กับ ทรัมป์ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นสถาบันต่อการเติบโตในธุรกิจอวกาศลดลงชั่วคราว
ฐานเสียงของทรัมป์และมัสก์มีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ การแตกหักอาจนำไปสู่การลดการระดมทุน หรือเกิดการแบ่งฐานเสียงในฝั่งอนุรักษนิยม
The New York Times วิเคราะห์ว่าความขัดแย้งนี้อาจทำให้พรรครีพับลิกันต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนภายใน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริจาคระดับสูงที่ไม่ต้องการมีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับเรื่องอื้อฉาว
ขณะที่ The Atlantic ชี้ว่าการโยงชื่อของทรัมป์กับเอกสารเอปสตีน แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เพียงพอที่จะเปลี่ยนกระแสข่าวช่วงก่อนเลือกตั้งมิดเทอมปี 2026
ความขัดแย้งระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และอีลอน มัสก์ ไม่ใช่แค่การโต้แย้งเชิงนโยบายหรืออารมณ์ส่วนตัว แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่าง ผู้นำทางการเมือง กับ ผู้นำเทคโนโลยี ในยุคที่การเมืองถูกโยงเข้ากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แถมยังมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สุดท้ายแล้ว ทั้งทรัมป์และมัสก์ จะกลับมาดีกันได้หรือไม่ ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill ของทรัมป์ จะผ่านสภาหรือถูกชะลอจากแรงต้านในภาคธุรกิจ? หรือตัวมัสก์จะหันมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว ไม่มีใครทราบได้ คงต้องรอดูต่อไป
อ้างอิง:
The post ทรัมป์-มัสก์ เปิดศึก เขย่าการเมือง-เศรษฐกิจสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฝูงโดรนปริศนาเหนือท้องฟ้าในหลายรัฐของสหรัฐฯ สร้างความกั […]
The post ชมคลิป: ฝูงโดรนปริศนาเหนือท้องฟ้าในหลายรัฐของสหรัฐฯ สร้างความกังวล ส่อภัยคุกคาม? I NEWS DIGEST #79 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฝูงโดรนปริศนาเหนือท้องฟ้าในหลายรัฐของสหรัฐฯ สร้างความกังวล ส่อภัยคุกคาม?
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวของโดรนปริศนาที่บินวนเวียนอยู่เหนือเมืองต่างๆ ตั้งแต่นิวยอร์กและรัฐใกล้เคียง ผ่านบ้านเรือนประชาชน สถานที่ต้องห้าม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ จนเกิดเป็นคำถามและความกังวลตามมา
รัฐบาลกลางออกมายืนยันว่า ไม่มีภัยคุกคามใดๆ ไม่ต้องกังวลไป แต่ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนนี้ไม่ได้ทำให้ความกังวลและคำถามของประชาชนคลี่คลาย มิหนำซ้ำยังเพิ่มแรงกดดันมหาศาลไปยังหน่วยงานรัฐบาลกลางให้รีบไขปริศนาและตอบคำถามสังคมว่า โดรนเหล่านี้เป็นของใคร มาจากไหน มีจุดประสงค์อะไร?
The post ชมคลิป: ฝูงโดรนปริศนาเหนือท้องฟ้าในหลายรัฐของสหรัฐฯ สร้างความกังวล ส่อภัยคุกคาม? I NEWS DIGEST #79 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกการเมืองที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและการแบ่งขั้ว […]
The post ชมคลิป: TIME ยกทรัมป์เป็นบุคคลแห่งปี อีกครั้ง หลังพลิกเกมการเมือง | NEWS DIGEST #75 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกการเมืองที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและการแบ่งขั้วทางความคิด หนึ่งชื่อที่ไม่เคยหายไปจากความสนใจของผู้คนคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ซึ่งพลิกโฉมการเมืองอเมริกา และกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ จนทำให้นิตยสาร TIME ตัดสินใจยกให้เขาเป็น ‘บุคคลแห่งปี 2024’
ทำไมทรัมป์ถึงได้รับเลือกในครั้งนี้? อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ชัยชนะของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่? รวมถึง TIME มีเกณฑ์ตัดสินอย่างไรว่าใครควรจะได้เป็นบุคคลแห่งปี
The post ชมคลิป: TIME ยกทรัมป์เป็นบุคคลแห่งปี อีกครั้ง หลังพลิกเกมการเมือง | NEWS DIGEST #75 appeared first on THE STANDARD.
]]>
โฉมหน้า (ว่าที่) สมาชิกคณะรัฐมนตรีทรัมป์ 2.0 และผู้ดำรง […]
The post ใครเป็นใครใน (ว่าที่) ครม. ทรัมป์ 2.0 appeared first on THE STANDARD.
]]>
โฉมหน้า (ว่าที่) สมาชิกคณะรัฐมนตรีทรัมป์ 2.0 และผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกา ที่จะเริ่มเข้ามาบริหารประเทศในช่วงต้นปี 2025 หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 มกราคม 2025
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สมาชิกรัฐบาลใหม่ของทรัมป์เป็น ‘สายเหยี่ยว’ ที่ถูกเสนอชื่อมา เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง ‘America First’ ในด้านต่างๆ อย่างจริงจัง ตามแคมเปญ Make America Great Again หรือ MAGA ที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
อ้างอิง:

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post ใครเป็นใครใน (ว่าที่) ครม. ทรัมป์ 2.0 appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธา […]
The post Alicia Keys นำทัพศิลปินเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของ Joe Biden จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านเชื้อชาติในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โจ ไบเดน และรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่า หลังจากวันนี้ไป พวกเขาต้องเจอกับงานหนักรวมถึงปัญหามากมายที่รอให้แก้ไขอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความไม่เท่าเทียมกันด้านเชื้อชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของสังคมอเมริกัน ที่ล่าสุด อลิเซีย คีย์ส พร้อมเพื่อนศิลปินอีก 16 คน ได้ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารงานของ โจ ไบเดน จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหานี้ภายใน 100 วันหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
โดยพวกเขาออกมาเรียกร้องผ่านการปรากฏตัวในวิดีโอชื่อ 17 Ways Black People are Killed in America หรือ 17 วิธีที่คนดำในอเมริกาถูกฆ่าตาย เผยให้ภาพของ อลิเซีย คีย์ส รวมถึงศิลปินอีก 16 คน ได้แก่ Khalid, Asian Doll, Summer Walker, Ty Dolla $ign, 070 Shake, A$AP Ferg, Mary J. Blige, Offset, Keke Palmer, Quavo, Indy 03, Jay Balency, Tiny, T.I., Vic Mensa และ Rapsody ออกมาพูดชื่อพร้อมกับบอกสาเหตุการตายของเหยื่อแต่ละคนในปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงกรณีของ บรีออนนา เทย์เลอร์ และ จอร์จ ฟลอยด์ ที่เสียชีวิตจากการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย
นอกจากนี้ศิลปินทั้ง 17 คน ยังเชิญชวนให้ผู้คนช่วยกันส่งข้อความผ่านแฮชแท็ก #breathewithme เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เหล่าคนดำที่เสียชีวิต ซึ่งพวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติกับคนผิวดำ และการเหยียดสีผิวอย่างจริงจัง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อลิเซีย คีย์ส ก้าวออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีในการทำแคมเปญเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมให้แก่คนผิวดำในสหรัฐฯ ย้อนกลับไปในปี 2016 เธอเคยทำวิดีโอลักษณะนี้ออกมาแล้วครั้งหนึ่งชื่อ 23 Ways You Could Be Killed If You are Black in America โดยในตอนนั้นเธอให้เหตุผลสำหรับการเรียกร้องว่า “ต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง” เพื่อเยียวยาประวัติศาสตร์อันยาวนานของระบบการเหยียดเชื้อชาติ
ภาพ: Ariana Drehsler / AFP
พิสูจน์อักษร: ภาวิา ขันติศรีสกุล
อ้างอิง:
The post Alicia Keys นำทัพศิลปินเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของ Joe Biden จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านเชื้อชาติในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์ […]
The post สรุปการเมืองร้อนในสหรัฐฯ ทรัมป์ถูกยื่นถอดถอนครั้งที่ 2 โดยสภาผู้แทนฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติเพื่อถอดถอนพ้นจากเก้าอี้สองครั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่ง โดยครั้งหลังเกิดจากเหตุจลาจลที่กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภา (U.S. Capitol) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา
THE STANDARD สรุปประเด็นร้อนการเมืองสหรัฐฯ พร้อมตอบหลายคำถามที่กำลังอยู่ในความสนใจ
ข้อหาในการถูกถอดถอนครั้งนี้เป็นข้อหาทางการเมือง ยังไม่ใช่ความผิดอาญา โดยทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าใช้เวทีปราศรัยนอกทำเนียบขาวปลุกปั่นให้กลุ่มผู้สนับสนุนบุกไปยังอาคารรัฐสภาในระหว่างที่ ส.ส. และ ส.ว. กำลังประชุมเพื่อลงมติในวันที่ 6 มกราคม เพื่อขัดขวางกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งที่ โจ ไบเดน เป็นผู้ชนะ โดยเหตุจลาจลครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตำรวจรัฐสภา
ในญัตติถอดถอนระบุว่า ทรัมป์กล่าวเท็จซ้ำแล้วซ้ำอีกเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งที่เขาอ้างว่าถูกโกง นอกจากนี้เขายังกล่าวอ้างเช่นนั้นในระหว่างการปราศรัยและใช้ถ้อยคำปลุกเร้าและยุยงจนนำไปสู่การทำผิดกฎหมายที่อาคารรัฐสภา และนำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิต
“ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาและสถาบันรัฐบาล คุกคามความสมบูรณ์ของระบบประชาธิปไตย และขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสันติ” สภาผู้แทนฯ ระบุในญัตติ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ลงมติเห็นชอบให้ถอดถอนทรัมป์ด้วยคะแนนเสียง 232-197 คะแนน
นอกจากเดโมแครตแล้ว มี ส.ส. รีพับลิกัน 10 คนที่ร่วมโหวตถอดถอนทรัมป์ในครั้งนี้ด้วย ประกอบด้วย อดัม คินซิงเกอร์ (อิลลินอยส์), ลิซ เชนีย์ (ไวโอมิง), จอห์น แคตโค (นิวยอร์ก), เฟรด อัปตัน (มิชิแกน), ปีเตอร์ ไมเจอร์ (มิชิแกน), เจมี เฮอร์เรนา บิวต์เลอร์ (วอชิงตัน), แดน นิวเฮาส์ (วอชิงตัน), แอนโธนี กอนซาเลซ (โอไฮโอ), ทอม ไรซ์ (เซาท์แคโรไลนา) และ เดวิด วาลาเดา (แคลิฟอร์เนีย)
มีความพยายามในการเรียกร้องให้ ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมครั้งที่ 25 (25th Amendment) ในการปลดทรัมป์ออกจากตำแหน่ง แต่เพนซ์ไม่ทำเช่นนั้น โดยบทบัญญัติดังกล่าวเปิดทางรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และคณะรัฐมนตรีเกินครึ่งหนึ่งเขียนหนังสือแจ้งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา (รักษาการ) ว่าประธานาธิบดีได้กลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้รองประธานาธิบดีขึ้นรักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวได้ ในระหว่างรอสมาชิกสภาคองเกรสลงมติ
แต่เมื่อเพนซ์ไม่ใช้ 25th Amendment สภาผู้แทนราษฎรนำโดย แนนซี เพโลซี ส.ส. เดโมแครตและประธานสภาล่างจึงผลักดันให้มีการถอดถอนในกระบวนการตามปกติต่อไป
แม้ว่าสมาชิกเดโมแครตในสภาคองเกรสจะผลักดันเรื่องนี้อย่างหนัก แต่กระบวนการถอดถอนยังต้องใช้เวลาในการพิจารณาไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความผิดทรัมป์ในวุฒิสภา ซึ่งน่าจะทำให้ทรัมป์ยังได้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ ก่อนที่ โจ ไบเดน จะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 20 มกราคม โดยจากนี้ไปเหลือเวลาอีกเพียง 7 วัน หรือ 1 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งวุฒิสภาไม่น่าจะกลับมาประชุมได้ทันเวลา
สำหรับการถอดถอนทรัมป์ในสภาสูงนั้นต้องใช้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของสภาในการโหวตตัดสินความผิดของทรัมป์ ซึ่งหมายความว่าจะต้องมี ส.ว. รีพับลิกันอย่างน้อย 17 คนที่โหวตเห็นชอบด้วย ในกรณีที่ ส.ว. เดโมแครตโหวตเป็นเสียงเดียวกัน
ท่าทีของ มิตช์ แม็กคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากของรีพับลิกันในวุฒิสภา ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญสำหรับกระบวนการถอดถอนทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมาเขายังไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนหรือตัดสินใจต่อเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่า มี ส.ว. รีพับลิกัน มากถึง 20 คนที่ยังเปิดกว้างกับการโหวตชี้ความผิดของทรัมป์ในวุฒิสภา ซึ่งรวมถึงแม็กคอนเนลล์ที่เปรยว่าอาจพิจารณาโหวตถอดถอนทรัมป์ด้วย แต่เขายืนยันชัดเจนว่ากระบวนการไต่สวนในวุฒิสภาจะไม่เริ่มจนกว่าไบเดนจะเสร็จสิ้นพิธีสาบานตนแล้ว
ในอดีตมีประธานาธิบดีบิล คลินตัน และแอนดรูว์ จอห์นสัน ที่เคยถูกยื่นถอดถอนโดยสภาผู้แทนราษฏรในปี 1998 และ 1868 ตามลำดับ แต่ทั้งคู่รอดพ้นจากการถูกโหวตในวุฒิสภา เช่นเดียวกับทรัมป์ที่รอดจากการถูกถอดถอนรอบแรกในปี 2019 สืบเนื่องจากข้อหาที่เขากดดันให้ผู้นำยูเครนสอบสวนการทำธุรกิจของลูกชายไบเดนในยูเครน ซึ่งทรัมป์ถูกมองว่าใช้อำนาจในทางมิชอบและพยายามแทรกแซงการเลือกตั้ง
แม้ว่าการถอดถอนอาจไม่เกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระ แต่กระบวนการไต่สวนจะดำเนินต่อไป แม้ว่าทรัมป์จะก้าวลงจากตำแหน่งไปแล้ว ซึ่งหากวุฒิสภาลงมติว่าทรัมป์มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา เขาอาจถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในขณะที่ทรัมป์มีแผนจะลงสมัครต่ออีกในปี 2024
ภาพ: Mandel Ngan และ Brendan Smialowski / AFP
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post สรุปการเมืองร้อนในสหรัฐฯ ทรัมป์ถูกยื่นถอดถอนครั้งที่ 2 โดยสภาผู้แทนฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใกล้จะผ่านพ้นไปสำหรับปี 2020 ปีแห่งอาถรรพ์ เนื่องจากโรค […]
The post ส่องกล้องมองปี 2020 จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใกล้จะผ่านพ้นไปสำหรับปี 2020 ปีแห่งอาถรรพ์ เนื่องจากโรคระบาดแห่งศตวรรษที่เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจ การเมือง การลงทุน การทำงาน รวมถึงวิถีชีวิตชาวโลกอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นที่น่าสนใจหากจะพิจารณาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลประหนึ่งพสุธาพลิก (Tectonic Shift) ที่เกิดขึ้นในปี 2020 นี้ผ่านคำทำนายในปี 2019
ณ สิ้นปี 2019 เราได้มีคำทำนาย 5 ประการของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 อันได้แก่
1. เศรษฐกิจโลกจะแย่ลง แต่จะไม่เกิดวิกฤตในปี 2020 โดยเรามองเช่นนั้นเพราะมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นในปี 2019 อันได้แก่ Inverted Yield Curve หรือผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลับทิศ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แทบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2020 จะอยู่ในภาวะ Late Cycle คือชะลอลงมาก แต่จะ ‘ไม่แตก ไม่ตาย แต่ไม่โต’ เนื่องจากนโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกจะยังสนับสนุน ประกอบกับไม่มีฟองสบู่ขนาดใหญ่ที่จะทำให้เกิดวิกฤตได้
2. การเมืองสหรัฐฯ จะดุเดือดเลือดพล่าน แต่ทรัมป์จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แม้ทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดีขบถ ก้าวร้าว และนำพาสหรัฐฯ ไปสู่ความแตกแยก แต่ผลงานเศรษฐกิจของทรัมป์ดีมาก การว่างงานต่ำสุดในรอบ 50 ปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนสูงขึ้น อันเป็นผลจากนโยบายลดภาษีและลดกฎระเบียบต่างๆ ทำให้เราเชื่อว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง
3. ผลตอบแทนการลงทุนโลกจะพอไปได้ในปี 2020 ด้วยภาวะ Low Rate, Low Growth ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงปี 2018 ยุติลง สภาพคล่องโลกที่สูงมาก รวมถึงเกิดความร่วมมือด้านสนธิสัญญาการค้าเฟส 1 ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้เราเชื่อว่าการลงทุนในปี 2020 จะพอไปได้ต่อเนื่อง
4. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะไม่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากทวีความรุนแรงจนกระทบทั้งสองฝ่าย โดยในช่วงนั้นทั้งสหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณว่าจะมีการตกลงทำสนธิสัญญาการค้า โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีจีนลงเล็กน้อย แลกกับการที่จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น รวมถึงเปิดประเทศและเคารพทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น ทำให้เราเชื่อว่าสงครามการค้าจะไม่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่จะเปลี่ยนไปในสมรภูมิอื่น เช่น เทคโนโลยี เงินทุน รวมถึงด้านความมั่นคงแทน
5. ปี 2020 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ศตวรรษแห่งเอเชีย’ เรามองว่าการเปิดประเทศของจีน การจัดโอลิมปิกของญี่ปุ่น และการทำข้อตกลง RCEP และ CPTPP จะทำให้เศรษฐกิจของจีน ญี่ปุ่น รวมถึงเอเชียเติบโตขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจและการเมืองโลกในศตวรรษนี้
คำทำนายทั้ง 5 เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ นักกลยุทธ์ รวมถึงสำนักวิจัยระดับโลกต่างๆ ก็มีความเห็นคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อวิกฤตสาธารณสุขแห่งศตวรรษระเบิดขึ้นเมื่อต้นปี ภาพทั้งหมดก็เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
1. เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 80 ปี อันเป็นผลจากการระบาดของโรคโควิด-19 นำมาสู่การปิดเมืองของเขตเศรษฐกิจในกว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจทั่วโลก และเมื่อเปิดเมืองแล้ว ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์ อันได้แก่ ภาคบริการ ก็ยังไม่สามารถเปิดได้เต็มที่ และยังต้องปิดตัวลงอีกครั้งจากการระบาดรอบสองเมื่อฤดูหนาวมาเยือน
2. ประธานาธิบดีทรัมป์แพ้เลือกตั้ง โดยแม้ว่าทรัมป์จะได้คะแนนนิยมสูงกว่าเมื่อสมัยที่เขาชนะการเลือกตั้งรอบแรก แต่ข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการโรคโควิด-19 ทำให้เขาพลาดการกลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง และต้องพ่ายแพ้แก่ โจ ไบเดน ผู้มีมุมมองและแนวคิดแตกต่างจากทรัมป์ในทุกทาง
3. การลงทุนในภาพรวมเติบโตดีมาก ทั้งสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นโลกที่ดัชนีเติบโตในระดับ 10-20% (ยกเว้นบางตลาดที่ค่อนข้างแย่ เช่น ไทย ที่เพิ่งฟื้นตัวได้ในช่วงท้ายปี) ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยทั้งพันธบัตรและทองคำก็ปรับตัวได้ดีเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะหดตัวรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคม อันเป็นเดือนที่โควิด-19 ระบาดทั่วโลกก็ตาม แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนต่อๆ ไป ทำให้ภาพรวมของผลตอบแทนการลงทุนในปัจจุบันเสมือนประหนึ่งว่าไม่เกิดวิกฤตโควิด-19 ขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักเป็นผลจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างมหาศาล ทำให้ผลตอบแทนของทั้งสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น แม้ปัจจัยพื้นฐานจะแย่ลงก็ตาม
4. สงครามเย็นระหว่างสองมหาอำนาจมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไป โดยแนวนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีไบเดนคือจะใช้พันธมิตรรวมถึงมาตรฐานโลกด้านต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสิทธิมนุษยชนมากดดันจีนมากขึ้น ในขณะที่จีนก็หันมาเน้นยุทธศาสตร์การผลิตภายในประเทศผ่านปรัชญา Dual Circulation ทำให้สงครามการค้าแบบใช้ภาษีอาจยุติลง
5. จะยังคงเป็น ‘ศตวรรษแห่งเอเชีย’ ต่อไป โดยแม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่สามารถจัดโอลิมปิกได้ในปีนี้ ขณะที่จีนมีการคุมเข้มและกดดันฮ่องกงมากขึ้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและการเมืองในเอเชียในปี 2020 ค่อนข้างแข็งแกร่ง ผลจากการบริหารจัดการด้านโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพกว่าฝั่งซีกโลกตะวันตก ขณะที่มองไปในอนาคตแล้วจะพบว่าเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีกว่าในระยะยาวจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี ทั้งประชากรที่ยังไม่เข้าสู่สังคมสูงวัยรุนแรงเท่าฝั่งตะวันตก และการเป็นศูนย์กลางของการผลิตสินค้าเทคโนโลยีที่จะเป็นหลักของกระแส Digitalization ในอนาคต
กล่าวโดยสรุป ปี 2020 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์โลกทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ การเมือง การลงทุน สงครามเย็น รวมถึงการพัฒนาระยะยาวของโลก แต่แนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตาม
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post ส่องกล้องมองปี 2020 จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า […]
The post กรุงศรีฯ คาด สัปดาห์นี้บาทคงกรอบ 31.35-31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จับตาการเมืองสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (วันที่ 5-9 ตุลาคม) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.35-31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าอ่อนค่าจากการปิดตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่อยู่ระดับ 31.61 ต่อดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 7.1 พันล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 2.4 พันล้านบาท ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มทรงตัวในกรอบแคบๆ โดยมองว่า สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่อาจได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของทิศทางการเมืองในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดจะจับตากระแสข่าวเกี่ยวกับสุขภาพของผู้นำสหรัฐฯ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งติดโควิด-19
ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเพิ่มความผันผวนให้กับตลาด โดยหลังการโต้วาทีรอบแรกระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และ โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงตำแหน่งจากพรรคเดโมแครต โดยผลโพลชี้ว่า คะแนนความนิยมของทรัมป์กำลังตามหลังยิ่งขึ้น ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563
อย่างไรก็ตาม คาดว่านักลงทุนในตลาดจะจับตาสุนทรพจน์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) รอบล่าสุดที่จะออกมาภายในสัปดาห์นี้ หลังตำแหน่งการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด แม้อัตราการว่างงานลดลงเกินคาดก็ตาม
ทางด้านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีแนวโน้มไม่มากนักที่ร่างมาตรการดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
เบื้องต้นกรุงศรีฯ คาดว่า ประธาน Fed จะย้ำคำมั่นที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและตลาดการเงิน รวมถึงบทบาทที่สำคัญของนโยบายการคลังในการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตด้านสาธารณสุข ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังอยู่ในกรอบ และความต้องการสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่จะอยู่ในวงจำกัดในระยะนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของทิศทางการเมืองสหรัฐฯ และมาตรการปิดเมืองบางส่วนในยุโรป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่
ด้านปัจจัยภายในประเทศ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนกันยายนจะย่อตัวลงจากเดือนก่อนหน้า โดยเรายังคงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มตรึงดอกเบี้ยไว้ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า และมุ่งเน้นการเร่งกระจายสภาพคล่องให้ตรงจุด ทั้งนี้ กิจกรรมเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมหดตัวน้อยลง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าเศรษฐกิจอาจกลับมาขยายตัวได้ในไตรมาส 2/64
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post กรุงศรีฯ คาด สัปดาห์นี้บาทคงกรอบ 31.35-31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จับตาการเมืองสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>