การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Jul 2026 10:01:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” https://thestandard.co/gcnt-expo-2026-sustainable-transition/ Thu, 30 Jul 2026 10:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1236558 ภาพกราฟิกงาน GCNT Expo 2026 ที่ True Digital Park กรุงเทพฯ พร้อมโลโก้และแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Gl […]

The post GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกงาน GCNT Expo 2026 ที่ True Digital Park กรุงเทพฯ พร้อมโลโก้และแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เครือข่ายความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกาศจัดงาน GCNT Expo 2026 ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” เพื่อผนึกพลังทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย และเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วน พลิกความผันผวนของโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน

 

 
 

โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ตลอดจนกฎกติกาใหม่ด้านการค้า การลงทุน และความยั่งยืน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและนิยามของความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ยังมีความคืบหน้าอย่างจำกัด โดยมีเพียงประมาณ 15% ของ เป้าหมายย่อยที่มีแนวโน้มบรรลุภายในปี 2030

 

GCNT Expo 2026 จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่เป็นเวทีความร่วมมือที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และภาคการเงิน เพื่อร่วมวิเคราะห์แนวโน้มของโลก แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง และสร้างความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน GCNT Expo 2026 คือ เวทีแห่ง การกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย

 

ตลอด 3 วันของการจัดงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับ Policy Compass เพื่อทำความเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของโลก พร้อม Roadmap และ Business Playbook ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เรียนรู้จากกรณีศึกษาขององค์กรชั้นนำ ค้นหาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การลงมือทำ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

ภายในงานประกอบด้วย Grand Hall เวทีผู้นำระดับสูงเพื่อร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทย, Tomorrow’s Business Playbook เวทีถ่ายทอดเครื่องมือ แนวปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่นำไปใช้ได้จริง, Exhibition ที่รวบรวมนวัตกรรมและโซลูชันด้านความยั่งยืนจากองค์กรชั้นนำ และ Workshop เชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาทักษะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง

 

“ประเทศไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนา วันนี้โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การรับมือกับความผันผวนของโลกเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนความผันผวนนั้นให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน GCNT Expo 2026 จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมคิด ร่วมกำหนดทิศทาง และร่วมลงมือทำ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปด้วยกัน ” ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการ GCNT กล่าว

 

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในประเด็นสำคัญ อาทิ ภูมิรัฐศาสตร์โลก กฎกติกาใหม่ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พลังงาน เทคโนโลยีและ AI เมืองและการปรับตัวต่อ

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาทุนมนุษย์และการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ที่ https://expo.globalcompact-th.com

 

เกี่ยวกับสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)

 

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เป็นเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของ United Nations Global Compact (UN Global Compact) ในประเทศไทย ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบตามหลักการสากลด้าน สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต ตลอดจนร่วมขับเคลื่อน

 

การบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)

 

GCNT ทำหน้าที่เป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนความท้าทายด้านความยั่งยืนให้เป็นโอกาสในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)

 

The post GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ซูเปอร์เอลนีโญ-คลื่นความร้อน’ จึงน่ากลัวขึ้นสำหรับทุกคน มองสัญญาณเตือนจากวิกฤตโลกเดือด https://thestandard.co/super-el-nino-heatwave-global-warming/ Fri, 26 Jun 2026 03:31:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1223095 ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เช่น คลื่นความร้อนและภัยแล้ง

โลกกำลังเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างต่อเนื่อง ตั […]

The post ทำไม ‘ซูเปอร์เอลนีโญ-คลื่นความร้อน’ จึงน่ากลัวขึ้นสำหรับทุกคน มองสัญญาณเตือนจากวิกฤตโลกเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เช่น คลื่นความร้อนและภัยแล้ง

โลกกำลังเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คลื่นความร้อน (Heatwave) ที่แผ่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรป อุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ทำสถิติสูงสุด มหาสมุทรที่ร้อนผิดปกติ ไปจนถึงความเป็นไปได้ของการกลับมาของ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño)

 

 
 

แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะดูเหมือนเป็นปรากฏการณ์คนละเรื่อง แต่แท้จริง ล้วนเชื่อมโยงกันด้วย ‘ภาวะโลกเดือด’ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกำลังทำให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นอยู่แล้ว มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เกิดถี่ขึ้น และสร้างผลกระทบมากกว่าในอดีต

 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อชวนถอดรหัสว่า โลกกำลังเผชิญอะไรอยู่ ซูเปอร์เอลนีโญและคลื่นความร้อนเกี่ยวข้องกันอย่างไร เหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงจับตาปรากฏการณ์ทั้งสองเป็นพิเศษ และประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

 

ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ต่างจากเอลนีโญปกติอย่างไร

 

ผศ.ดร.ธรณ์เริ่มอธิบายว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทร โดยทั่วไปแล้ว ระบบนี้จะหมุนเวียนอยู่ 3 ภาวะหลัก ได้แก่ ภาวะปกติ เอลนีโญ และลานีญา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใช้ ‘อุณหภูมิผิวน้ำทะเล’ เป็นตัวชี้วัดหลัก

 

กล่าวคือ หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 0.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายเดือน จะถือว่าเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ แต่หากต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 0.5 องศาเซลเซียส ก็จะเข้าสู่ภาวะลานีญา ส่วนในช่วงที่อุณหภูมิอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยคือภาวะปกติ

 

ส่วนซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) คือเอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษ หรือภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส เช่น 2.1-2.5 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้น ถือเป็นระดับที่ผิดปกติและเกิดขึ้นไม่บ่อย

 

อาจารย์ระบุว่า นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ปรากฏการณ์ระดับซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งในประวัติศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่างว่า ช่วงเอลนีโญรุนแรงในปี 2566-2567 ทำให้ประเทศไทยเผชิญอากาศร้อนจัดและภัยแล้งอย่างหนัก

 

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า ประเทศไทยอยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ เพราะอยู่ริมขอบมหาสมุทรแปซิฟิก แม้อาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเท่าอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ เนื่องจากไทยยังได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรอินเดียบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้

 

อาจารย์อธิบายว่า คลื่นพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกจะค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา แต่ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วส่งผลทันทีต่อไทย ผลกระทบจึงมักมีความล่าช้า โดยช่วงที่ความร้อนเข้ามาถึงไทยอาจตรงกับฤดูร้อน ฤดูแล้ง ฤดูไฟป่า และฤดูฝุ่นพอดี ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นในเวลาดังกล่าว

 

ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ‘คลื่นความร้อน’

 

ขณะที่คลื่นความร้อนหรือโดมความร้อน (Heat Dome) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในชั้นบรรยากาศ และไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากเอลนีโญ โดย ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า ในกรณีของยุโรป เกิดจากความแปรปรวนของ ‘กระแสลมกรด’ (Jet Stream) หรือกระแสลมแรงที่ไหลวนรอบขั้วโลกเหนือ

 

เมื่อโลกร้อนขึ้น กระแสลมกรดอาจเกิดความแปรปรวน จนนำไปสู่รูปแบบที่เรียกว่า Omega Block หรือรูปแบบการไหลเวียนของอากาศที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษรโอเมก้า ทำให้เกิดพื้นที่ความกดอากาศสูงปกคลุมเหมือน ‘โดม’ หรือ ‘กระเปาะ’ ที่กักความร้อนไว้ในบริเวณหนึ่ง

 

ภายใต้สภาวะดังกล่าว เมฆจึงไม่สามารถเข้ามาปกคลุมพื้นที่ได้ แสงแดดจึงส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความร้อนก็ระบายออกไปได้ยาก ทำให้อุณหภูมิสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคลื่นความร้อนรุนแรง

 

ผศ.ดร.ธรณ์ยังมองไปอีกว่า หากยุโรปโชคร้าย ก็อาจจะมีลมร้อนจากทะเลทรายซาฮาราเข้ามาพัดซ้ำเติม ยิ่งจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมักเป็นยุโรปตอนใต้และยุโรปตะวันตก เช่น สเปน โปรตุเกส อิตาลี และฝรั่งเศส รวมถึงบางส่วนของยุโรปกลาง

 

ผลกระทบที่มองข้ามไม่ได้ ทำไมคนไทยต้องสนใจซูเปอร์เอลนีโญ

 

สำหรับประเด็นซูปเปอร์เอลนีโญ อาจารย์ชี้ว่า คนไทยไม่ควรมองว่า ประเทศไทยร้อนอยู่แล้ว เพราะความร้อนปกติกับความร้อนสุดขั้วไม่ใช่เรื่องเดียวกัน โดยยกตัวอย่างช่วงปี 2566-2567 ว่า เป็นช่วงที่ไทยเผชิญความร้อนรุนแรงมากอยู่แล้ว แต่หากเอลนีโญครั้งใหม่รุนแรงกว่ารอบก่อน ผลกระทบก็อาจรุนแรงกว่าเดิม ทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ไฟป่า ฝุ่น และผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะเมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้น

 

ผศ.ดร.ธรณ์ขยายความว่า ทุกครั้งที่เกิดเอลนีโญรุนแรง มักเกิดน้ำทะเลร้อนจัด ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อปะการัง หญ้าทะเล แพลงก์ตอน และสัตว์น้ำ เช่น ในปี 2567 ปะการังในอ่าวไทยเกิดภาวะฟอกขาวรุนแรง บางพื้นที่มีปะการังฟอกขาวถึง 80-90% แม้บางส่วนจะฟื้นกลับมาได้ แต่ก็ไม่ได้กลับมาแข็งแรงเต็มร้อย เปรียบเหมือน ‘คนป่วยหนัก’ ที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง

 

จากสภาวะดังกล่าว หากปะการังที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ต้องเจอน้ำทะเลร้อนซ้ำอีกครั้ง ก็อาจทำให้ระบบนิเวศยิ่งโทรมลง โดยเฉพาะปะการังน้ำตื้นในอ่าวไทย ส่วนฝั่งอันดามันก็เริ่มมีรายงานว่าน้ำทะเลร้อนกว่าปกติ และเริ่มพบปะการังบางส่วนอยู่ในสภาพโทรมหรือฟอกขาวเล็กน้อยแล้ว

 

นอกจากนี้ หญ้าทะเลก็เสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลร้อนเช่นกัน โดยอาจารย์ระบุว่า น้ำร้อนจัดอาจทำให้หญ้าทะเลเน่าและตายเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่แพลงก์ตอนบลูม หรือการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนผิดปกติ ก็อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้นในภาวะน้ำทะเลร้อน

 

ขณะเดียวกัน ผลกระทบยังลามไปถึงสัตว์น้ำ เพราะเมื่อน้ำทะเลร้อน สัตว์น้ำจำนวนมากจะว่ายหนีออกไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะจับสัตว์น้ำได้น้อยลง หรือไม่สามารถออกไปจับปลาได้ไกลพอ

 

โลกเดือด: จุดเชื่อมของซูเปอร์เอลนีโญและคลื่นความร้อน

 

ผศ.ดร.ธรณ์มองว่า แม้กลไกการเกิดของซูเปอร์เอลนีโญและคลื่นความร้อนจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองปรากฏการณ์เข้าด้วยกันคือ ‘ภาวะโลกเดือด’ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

อาจารย์อธิบายว่า เมื่อโลกร้อนขึ้นจากการสะสมก๊าซเรือนกระจก ทั้งมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศก็มีพลังงานความร้อนมากกว่าเดิม ส่งผลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นอยู่แล้ว มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสร้างผลกระทบมากกว่าในอดีต

 

“มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งหลายทั้งปวงมันแปรปรวนเพราะว่าโลกร้อน”

 

อาจารย์อธิบายต่อว่า ปกติแล้ว มหาสมุทรทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนส่วนใหญ่ของโลก เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ก็จึงเกิดคลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwave) ซึ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเอลนีโญ ก็จะยิ่งหนุนให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะพัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญ

 

เมื่อพูดถึงอุณหภูมิโลก อาจารย์มองว่า โลกมีแนวโน้มจะขยับจาก 1.5 องศาเซลเซียส ไปสู่ 2 องศาเซลเซียสในอนาคต แม้จะยังไม่มีใครระบุได้อย่างแน่ชัดว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากการคาดการณ์ทั้งหมดอาศัยแบบจำลอง (Scenario) ซึ่งเป็นเพียงการประเมินภายใต้สมมติฐานต่างๆ ไม่ใช่คำทำนายที่แน่นอน

 

แต่อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ในอดีต หลายฝ่ายเคยประเมินว่าโลกจะใช้เวลานานกว่านี้กว่าจะเข้าใกล้ระดับ 1.5 องศาเซลเซียส แต่ความเป็นจริงกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจดำเนินไปเร็วกว่าการคาดการณ์

 

สำหรับผลกระทบ หากโลกอุ่นขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส อาจารย์มองว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจะมีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงกว่าเดิม เช่น ซูเปอร์เอลนีโญ ที่เคยเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง อาจเกิดถี่ขึ้นจนเหลือเพียงทุก 3-5 ปี

 

ผลที่น่ากังวลที่สุดคือ ระบบนิเวศ โดยเฉพาะระบบนิเวศทางทะเล อาจไม่มีเวลาฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้น หากปะการังต้องเผชิญคลื่นความร้อนในทะเลหรือภาวะฟอกขาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเสียหายก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ปะการังทั่วโลกอาจเหลืออยู่เพียงส่วนน้อยภายในปี 2050 เนื่องจากไม่มีช่วงเวลามากพอให้ระบบนิเวศฟื้นตัวก่อนจะเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่

 

โลกร้อน รัฐไทยตื่นตัวมากแค่ไหน

 

ในมุมของ ผศ.ดร.ธรณ์ ไทยมีความตื่นตัวเรื่องโลกร้อนในมิติทางเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การทำ MOU การออกนโยบายหรือกฎหมายเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวของภาคธุรกิจตามแรงกดดันจากการค้าโลก อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การส่งออก โรงงาน และกิจการขนาดใหญ่ มากกว่าการรับมือผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง

 

ในด้านภัยพิบัติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินบางรูปแบบ อาจารย์มองว่า ไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการรับมือมากขึ้น แต่หากพูดถึงแนวปะการัง ระบบนิเวศ ไฟป่า หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ไทยยังมีข้อมูลและความรู้ไม่เพียงพอ

 

อาจารย์มองว่า ประเด็นการล่มสลายของระบบนิเวศ (Ecosystem Collapse) และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) เป็นเรื่องรุนแรงมาก แต่คนทั่วไปอาจยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยง เพราะมักให้ความสำคัญกับรายได้หรือการทำมาหากิน หรือภัยพิบัติที่กระทบตัวเองโดยตรงก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง หากระบบนิเวศเสียหาย ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาคน โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งและผู้ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ

 

สำหรับคำถามว่าไทยควรทำอย่างไร ผศ.ดร.ธรณ์ชี้ว่า ทางการต้องให้ความสำคัญกับระบบนิเวศมากขึ้น โดยต้องมีข้อมูลติดตามดูแลการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง เพราะการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็วจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการทำงาน ใช้ข้อมูล นวัตกรรม และเทคนิคใหม่ๆ ไม่ใช่ยึดอยู่กับวิธีการเดิมที่ทำมาหลายสิบปี เพราะไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

 

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันไทยเริ่มมีพัฒนาการบางส่วน เช่น การติดตั้งสถานีอัตโนมัติเพื่อติดตามคุณภาพน้ำ อุณหภูมิน้ำทะเล และความเสี่ยงของแพลงก์ตอนบลูม ซึ่งช่วยให้ติดตามสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น

 

แต่ระบบติดตามเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการติดตามแนวปะการังฟอกขาว หญ้าทะเล และระบบนิเวศอื่นๆ ซึ่งยังปรับตัวช้ามากเมื่อเทียบกับความเร็วของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

นอกจากนี้ อาจารย์ยังสะท้อนว่า วิกฤตโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาที่สามารถฝากเป็นคำแนะนำสั้นๆ ได้เหมือนบางประเด็น เช่น การลดขยะทะเล หรือการเลิกกินหูฉลาม เพราะเป็นปัญหาระดับระบบที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

 

ผศ.ดร.ธรณ์สะท้อนว่า คนทั้งโลกรู้ดีว่าก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อน และรู้ดีว่าต้องรักษาป่าไม้และทะเล แต่โลกก็ยังเดินมาถึงจุดที่อุณหภูมิใกล้หรือเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้ แต่คือการเปลี่ยนแปลงจริงทำได้ยากมาก แม้ทั่วโลกจะมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นกรอบความร่วมมือ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลายตามเป้าหมาย

 

สิ่งที่แต่ละคนทำได้ คือ ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เตรียมตัวรับมือ ดูแลตัวเอง หรือพื้นที่ให้มากที่สุด พร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกปี

 

แฟ้มภาพ: Quality Stock Arts / ShutterStock

The post ทำไม ‘ซูเปอร์เอลนีโญ-คลื่นความร้อน’ จึงน่ากลัวขึ้นสำหรับทุกคน มองสัญญาณเตือนจากวิกฤตโลกเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเดือดของจริง! WMO เตือนอุณหภูมิจ่อทะลุเพดาน เตรียมรับมือ ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ คาดทำลายสถิติภายในปี 2030 https://thestandard.co/wmo-world-heat-record-2030/ Thu, 28 May 2026 08:04:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1211942 ภาพกราฟิกแสดงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organizat […]

The post โลกเดือดของจริง! WMO เตือนอุณหภูมิจ่อทะลุเพดาน เตรียมรับมือ ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ คาดทำลายสถิติภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) แห่งสหประชาชาติออกมาเตือนว่า โลกอาจเผชิญอุณหภูมิสูงสุด จนอาจทำลายสถิติภายในปี 2030 หลังวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม) WMO ปล่อยรายงานพิเศษจากกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร โดยการเป็นทำนายสภาพภูมิอากาศรายปีและทศวรรษจากสถาบัน 13 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์แบบจำลอง 4 แห่ง ได้แก่ Barcelona Supercomputer Centre, Canadian Centre for Climate Modelling and Analysis, Deutscher Wetterdienst และ Met Office

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า อุณหภูมิโลกอาจสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในปี 2030 ซึ่งมีโอกาสถึง 86% ที่อุณหภูมิในช่วงระหว่างปี 2026-2030 จะสูงจนทำลายสถิติในปี 2024 หรือปีที่อุณหภูมิค่าเฉลี่ยโลกสูงที่สุด ขณะที่รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ถึง 91% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง 5 ปีดังกล่าว จะพุ่งสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย 1.5 องศาเชลเซียส

 

ตามการคาดการณ์ อุณหภูมิโลกอาจทำลายสถิติสูงสุดภายในปี 2027 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในปลายปี 2026 ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุน คือ พื้นที่แถบอาร์กติกกำลังร้อนเร็วกว่าส่วนอื่นของโลก 3.5 เท่า ขณะที่อากาศแปรปรวน เช่น ยุโรปเหนือและไซบีเรียมีฝนตกหนัก ส่วนป่าแอมะซอนแห้งแล้งผิดปกติ

 

ทั้งนี้ ไซมอน สตีล (Simon Stiell) หัวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศของ UN ชี้ว่า คลื่นความร้อนในยุโรปเป็นเครื่องเตือนใจอันโหดร้าย โดยเฉพาะผลกระทบที่ลุกลามจากวิกฤตโลกเดือด ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับมนุษย์และเศรษฐกิจ รวมถึงหลายพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกก็กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เช่น อินเดียและเอเชีย

 

“การปกป้องชีวิตมนุษย์ ธุรกิจ และเศรษฐกิจจากความร้อนจัด รวมถึงต้นทุนอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นภารกิจหลักสำหรับทุกประเทศ โดยต้องเริ่มต้นด้วยการเลิกเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วยิ่งขึ้นมาก” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบัน พลังงานสะอาดมีราคาถูกกว่าและผลิตได้เร็วกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะทำให้โลกตกอยู่ในวิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง พายุ และน้ำท่วม แต่ก็เน้นย้ำว่า ทุกอุณหภูมิที่ลดลงจะสามารถช่วยลดความเสียหายได้

 

ภาพ: Adnan Abidi / Reuters

อ้างอิง:

The post โลกเดือดของจริง! WMO เตือนอุณหภูมิจ่อทะลุเพดาน เตรียมรับมือ ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ คาดทำลายสถิติภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก https://thestandard.co/who-climate-health-emergency/ Sun, 17 May 2026 08:03:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1208201 ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนา […]

The post ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลกและสัญลักษณ์ WHO สื่อถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติเรียกร้ององค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ ชี้การยกระดับการเตือนภัยสูงสุดดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ และอาจช่วยรักษาชีวิตผู้คนหลายล้านจากผลกระทบของสภาพอากาศสุดขั้ว

 

 

คณะกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพประจำภาคพื้นยุโรป

 

(Pan-European Commission on Climate and Health) ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาอิสระจัดตั้งโดย WHO ได้ข้อสรุปว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพในระดับโลก จนถึงขั้นที่ WHO ควรประกาศให้เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ หรือ PHEIC

 

รายงานของคณะกรรมาธิการระบุว่า การแพร่กระจายของโรคติดต่อนำโดยแมลง เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยา รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ปรากฏการณ์โลกร้อน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และมลพิษทางอากาศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยรายงานฉบับนี้จะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรียุโรปในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ก่อนการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์

 

PHEIC ถือเป็นการประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพระดับสูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้กับการระบาดของโรคติดต่อ เช่น โควิด และเอ็มพ็อกซ์ (ฝีดาษวานร) แม้ว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่มันจะเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองร่วมกันในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อการรับมือวิกฤตสุขภาพในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมายังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 11 คน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงสิ่งแวดล้อมของหลายประเทศ ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือข่าวปลอม แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทันทีและต่อเนื่องยาวนาน ต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ อาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระดับชาติ”

 

คาทรีน ยาคอปสโตทีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ให้สัมภาษณ์กับ Guardian ว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ แต่มันคือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่คุกคามสุขภาพและการอยู่รอดของมนุษยชาติ หากเราไม่ดำเนินการให้รวดเร็วและครอบคลุมกว่านี้ ผู้คนอีกหลายล้านอาจต้องเสียชีวิตหรือเผชิญกับอาการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล”

 

ทางด้าน เซอร์ แอนดรูว์ เฮนส์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ที่ London School of Hygiene & Tropical Medicine และหัวหน้าที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เสริมว่า แม้ WHO ตระหนักดีอยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามหลักต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก แต่สิ่งที่ทางกลุ่มเรียกร้องคือการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

 

หยุดอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 600,000 รายต่อปีเฉพาะในยุโรป โดยพบว่าใน 12 ประเทศยุโรป งบประมาณที่ใช้อุดหนุนฟอสซิลในปี 2023 นั้นสูงกว่า 10% ของงบประมาณสาธารณสุขระดับชาติ และใน 4 ประเทศ งบอุดหนุนส่วนนี้สูงกว่างบประมาณสาธารณสุขทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ

 

รายงานยังผลักดันให้มีมาตรการจัดการกับข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) การนำผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศในระดับชาติไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และการยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน

 

“วิธีที่จะท้าทายความเชื่อแบบผิดๆ และการบิดเบือนข้อมูลเรื่องสภาพภูมิอากาศนั้นง่ายมาก นั่นคือการทำให้มันเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น เกิดกับคนอื่น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันกำลังทำให้อายุขัยของคนในเมืองต่างๆ ของยุโรปสั้นลงในขณะนี้ มันกำลังทำให้โรงพยาบาลเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย และเป็นตัวการขับเคลื่อนความวิตกกังวล ความเครียด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ”

 

“เมื่อข้อโต้แย้งด้านสุขภาพและข้อโต้แย้งด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะคัดค้านได้” ยาคอปสโตทีร์กล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังเสนอแนะว่าระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น การออกแบบโรงพยาบาลที่ไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและมีระบบจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพ

 

รายงานสรุปว่า ภาคสาธารณสุขมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 5% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อสร้างความพร้อมรับมือให้มากขึ้น

 

เสียงขานรับ

 

นพ. ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการ WHO ประจำภูมิภาคยุโรป ตอบรับข้อเสนอแนะนี้ โดยกล่าวว่า “ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่บิลค่าไฟที่แพงขึ้น แต่หมายถึงระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวหรือพังทลาย การหยุดชะงักของแหล่งอาหารและเชื้อเพลิง รวมถึงสังคมที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน”

 

“การลงมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเหตุผลด้านความมั่นคง สุขภาพ และเศรษฐกิจรวมกัน และมันคือความถูกต้องทางศีลธรรม” ผอ. WHO ยุโรป กล่าว พร้อมกับเสริมว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดภาระโรคภัยไข้เจ็บของเด็กๆ ในอนาคต

 

“ตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้และปกป้องคนรุ่นหลัง ผมขอให้คำมั่นว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการปฏิบัติในฐานะภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพอย่างที่มันเป็นจริง ๆ ในทั้ง 53 ประเทศสมาชิก WHO ภูมิภาคยุโรป”

 

ขณะที่ โยฮัน ร็อกสตรอม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศพอทสดัม (Potsdam Institute for Climate Impact Research) ขานรับรายงานฉบับนี้เช่นกัน

 

“เรากำลังล่วงละเมิดขีดจำกัดของโลกในหลายด้าน และสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกแล้ว สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกนี้คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรถูกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญร่วมกัน”

 

แฟ้มภาพ: Leolintang / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน WHO ประกาศให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัด เสี่ยงท่วม-แล้งซ้ำซ้อน มอบเครือข่าย 12 มหา’ลัย ปูพรมแก้ปัญหาทั่วประเทศ https://thestandard.co/yoschanan-el-nino-flood-drought-43-provinces/ Wed, 06 May 2026 10:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1204461 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนันชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัด เสี่ยงท่วม-แล้งซ้ำซ้อน มอบเครือข่าย 12 มหา’ลัย ปูพรมแก้ปัญหาทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สสน. และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. ให้การต้อนรับ เพื่อหารือแนวทางรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศจากสภาวะเอลนีโญ

 

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ คณะผู้บริหาร สสน. รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในช่วง 6 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม-ตุลาคม 69) และนำชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เทคโนโลยีโทรมาตรอัตโนมัติ สำหรับตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ

 

หลังการตรวจเยี่ยม ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม thaiwater.net ซึ่งพัฒนาโดย สสน. พบว่า ข้อมูลคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้าสถานการณ์น้ำมีความท้าทายอย่างมาก โดยมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด โดยเฉพาะช่วงต้นและปลายฤดูฝน ที่น่ากังวลสูงสุดคือ มีถึง 43 จังหวัด ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ในพื้นที่เดียว

 

สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วในปีนี้ สถานการณ์ปีนี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเอลนีโญ ไม่ได้หมายถึงฝนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายพื้นที่กลับเผชิญฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญ 2 วิกฤตพร้อมกัน คือ น้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวต่อว่า ภารกิจหลักในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้จึงมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ที่มีฐานข้อมูลรองรับครบถ้วนแล้วทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ, การวิเคราะห์สถานการณ์สถานการณ์เอลนีโญ หรือ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่หลายฝ่ายกังวล และการขยายผลศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำระดับจังหวัด เพื่อให้ข้อมูลส่งถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้จริง

 

ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการในวันนี้ คือ การสื่อสารหรือการกระจายข้อมูลจากส่วนกลางลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์และนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผน ลดรายจ่าย และเตรียมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบันเราได้ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 12 แห่ง และ 12 พื้นที่นวัตกรรม เพื่อสร้างทั้งคนและระบบ ในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ตั้งแต่การมองภาพจาก ชั้นบรรยากาศสู่ขุนเขา และลงสู่ชุมชน เพื่อให้การแก้ปัญหาเรื่อง ดิน น้ำ ป่า เป็นเนื้อเดียวกันและยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมบูรณาการข้ามหน่วยงาน โดยประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อวางแผนการขุดลอกแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน

 

รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจและลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งในมิติของการขาดแคลนน้ำและอุทกภัย

 

“ในวิกฤตความแปรปรวนนี้ แม้ปริมาณฝนเฉลี่ยอาจจะน้อยกว่าปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะแล้งจัดจนไม่มีน้ำ นี่คือโอกาสสำคัญที่เราต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมเก็บน้ำในช่วงที่มีฝน ให้ได้มากที่สุด จึงขอเชิญชวนประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ฝน และประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time ทั้งทางเว็บไซต์ www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater บนมือถือ ตลอด 24 ชั่วโมง” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ 1ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ 2ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ 3ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ 4ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ตรวจเยี่ยม สสน. เพื่อหารือสถานการณ์เอลนีโญและแนวทางรับมือ 5

The post ยศชนันชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัด เสี่ยงท่วม-แล้งซ้ำซ้อน มอบเครือข่าย 12 มหา’ลัย ปูพรมแก้ปัญหาทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ การทูตไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน? https://thestandard.co/thai-foreign-policy-vision/ Tue, 21 Apr 2026 08:03:29 +0000 https://thestandard.co/thai-foreign-policy-vision/ อินโฟกราฟิกแนวตั้ง สรุปวิสัยทัศน์การทูตไทย โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมภาพ สีหศักดิ์ และธงชาติไทย

สรุปสาระสำคัญจากคำกล่าวของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนาย […]

The post ส่องวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ การทูตไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแนวตั้ง สรุปวิสัยทัศน์การทูตไทย โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมภาพ สีหศักดิ์ และธงชาติไทย

สรุปสาระสำคัญจากคำกล่าวของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในงานพบปะสื่อมวลชนและแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายการต่างประเทศ ‘การทูตไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง: ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน’

 

ปัจจุบัน บริบทโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และระเบียบโลกกำลังวุ่นวายและถูกท้าทายอย่างหนัก อีกทั้งที่ผ่านมา ไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุกได้เท่าที่ควร เนื่องจากรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งโดยมีที่นั่งในสภาที่สามารถสร้างเสถียรภาพได้ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศ ‘มีความต่อเนื่อง’

 

โดยไทยจะต้องรักษาความสมดุลในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการบรรลุเป้าหมายระยะยาว โดยคำนึงถึง ‘ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไทย’ เป็นหลัก

 

เผยแพร่ล่าสุด: 21 เมษายน 2026

 

อินโฟกราฟิกแนวตั้ง สรุปวิสัยทัศน์การทูตไทย โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมภาพ สีหศักดิ์ และธงชาติไทย 1

 

อ้างอิง: กระทรวงการต่างประเทศ

 

The post ส่องวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ การทูตไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทยยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับให้สภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี รับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป https://thestandard.co/pheu-thai-submits-10-laws/ Wed, 25 Mar 2026 12:14:16 +0000 https://thestandard.co/pheu-thai-submits-10-laws/ แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับต่อ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ตัวแทนสภาฯ

วันนี้ (25 มีนาคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒ […]

The post เพื่อไทยยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับให้สภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี รับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับต่อ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ตัวแทนสภาฯ

วันนี้ (25 มีนาคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ, ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สส. พรรคเพื่อไทย แถลงยื่นร่างกฎหมายชุดแรก เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยมี เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นตัวแทนรับหนังสือ

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งได้มีการพูดคุยและเสนอญัตติรวมถึงการอภิปราย และขณะนี้การอภิปรายกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยกว้างใหญ่และปัญหาของประชาชนทุกกลุ่มมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือขนานกันไป และตามที่เคยสัญญากับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยื่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนทั้งในด้านความปลอดภัยการดูแลในเชิงสังคมเศรษฐกิจ วันนี้เราได้ยื่นร่างพ.ร.บ.ให้กับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุวาระ

 

สำหรับในสัปดาห์นี้มีทั้งหมด 10 ร่างกฎหมาย ที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม, ร่าง พ.ร.บ. โรงแรมและสถานที่พักที่เป็นโรงแรม, ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์, ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์, ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล, ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม, ร่าง พ.ร.บ. การฌาปนกิจสงเคราะห์ และร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

 

สำหรับในสัปดาห์หน้าจะตามมาอีก 6 ร่างกฎหมาย ทั้งเรื่องการศึกษา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ, พ.ร.บ. การเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม และ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับในกลุ่มแรงงาน ซึ่งจะเป็นส่วนที่เราพยายามบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน ให้เข้าสู่การพิจารณากฎหมายต่างๆ พร้อมยอมรับว่าการพิจารณาอาจไม่เร็ว แต่เราพร้อมดำเนินการเสนอกันไป เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนทันที นอกเหนือจาก 47 ร่างกฎหมายที่เราพยายามเตรียม ระหว่างนี้อาจมีความจำเป็นในกฎหมายต่างๆ เพิ่มเติม

 

ศ.ดร.ยศชนันย้ำว่า เรื่องนี้จะพยายามทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง – 2 ปี และในวันนี้บรรยากาศการประชุมมีการเพิ่มเติมวันประชุมขึ้นมาหากมีวาระเร่งด่วน

 

ส่วนกฎหมายของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไปจะเปลี่ยนประเทศไทยไปอย่างไรบ้าง ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นการร่างเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในบริบทที่เปลี่ยนไป และขณะนี้เรามีปัญหาเยอะ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม สังคม ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลักสำคัญ รวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจต่างๆ ใหม่ๆ ซึ่งมีหลาย พ.ร.บ. ที่ปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจที่ทำให้เราต้องทำเรื่องนี้อย่างเด่นชัด รวมถึงปัญหาทางสังคมจากการเข้ามาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยก็เป็นประเด็นหลักที่เราต้องดูแล การท่องเที่ยวทำให้เมืองปลอดภัย การศึกษา ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลก และสภาพเศรษฐกิจ

The post เพื่อไทยยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับให้สภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี รับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำแนะนำจาก IMF ถึง Gen Z: เปิดวิธีรับมือเศรษฐกิจผันผวน-วิกฤต AI จ่อแทนที่งาน 40% https://thestandard.co/imf-advice-gen-z-ai-jobs/ Fri, 06 Mar 2026 02:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1184868 คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่าง […]

The post คำแนะนำจาก IMF ถึง Gen Z: เปิดวิธีรับมือเศรษฐกิจผันผวน-วิกฤต AI จ่อแทนที่งาน 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวสุนทรพจน์พิเศษในหัวข้อ “SHAPING TOMORROW: OPPORTUNITIES AND CHALLENGES FOR FUTURE GENERATIONS” ต่อนิสิต นักศึกษา และกลุ่มคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569

 

โดยกอร์เกียวาระบุว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยที่เคย ‘คาดการณ์ได้’ ไปสู่ยุคแห่ง ‘ความผันผวนรุนแรง’ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อเปรียบเทียบภาพความเปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าในอดีตเส้นทางอาชีพของคนรุ่นก่อนมีความชัดเจนและเป็นเส้นตรง

 

แต่โลกวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันมหาศาลที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การอุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตโครงสร้างประชากร

 

IMF เปิด 3 กลยุทธ์คนรุ่นใหม่รับมืออนาคต

 

กอร์เกียวาได้ให้คำแนะนำ 3 ประการต่อคนรุ่นใหม่และภาคธุรกิจเพื่อความอยู่รอดในโลกอนาคต ได้แก่

 

  • ความคล่องตัว (Agility): เตรียมพร้อมรับมือกับอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
  • ความร่วมมือท่ามกลางความขัดแย้ง: แม้โลกจะมีความแตกแยก (Fragmentation) มากขึ้น แต่ก็มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นในเวลาเดียวกัน ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้วิธีข้ามผ่านความตึงเครียดเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
  • การปรับตัวในตลาดแรงงาน: คนรุ่นใหม่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับ ‘อาชีพที่ยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน’ และต้องมีความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้ายงาน (Labor mobility) สูงกว่าคนรุ่นก่อน

 

เชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์และ Soft Power ของไทย

 

ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่อง AI จะเข้ามาแทนที่แรงงาน กอร์เกียวาแสดงความเชื่อมั่นว่า “จิตวิญญาณความเป็นชุมชนและการสร้างสรรค์ร่วมกันของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรชนะได้” พร้อมชื่นชมสังคมไทยว่ามี ‘สายใยทางสังคม’ (Social Fabric) ที่แข็งแกร่งและมีความเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

 

เตือน 40% ของงานทั่วโลกจ่อถูก AI แทนที่

 

กอร์เกียวากล่าวอีกว่า จากงานวิจัยของ IMF ชี้ว่า

 

ประการแรก AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ AI อยู่ที่นี่แล้ว และไม่ได้อยู่เพียงชั่วคราว แต่จะขยายบทบาทเข้ามาอยู่ในชีวิตและระบบเศรษฐกิจของเรามากขึ้น ดังนั้น การก้าวให้ทันเทคโนโลยีจึงสำคัญกว่าการปล่อยให้ตัวเองล้าหลัง

 

ประการที่สอง AI มีศักยภาพมหาศาลในการดิสรัปต์ (Disrupt) ตลาดแรงงาน จากการคำนวณของ IMF พบว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตำแหน่งงานกว่า 40% ทั่วโลกจะถูกยกระดับหรือถูกแทนที่โดย AI ซึ่งสัดส่วน 40% นี้เปรียบเสมือน ‘คลื่นสึนามิ’ ที่พัดเข้าถล่มตลาดแรงงาน

 

ประการที่สาม จากการศึกษาผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน พบทั้งข่าวดีและข่าวที่น่ากังวล

 

โดยข่าวดีคือ IMF เริ่มเห็นการยกระดับตำแหน่งงาน ที่ทำให้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเมื่อผู้คนมีรายได้มากขึ้นก็มักจะใช้จ่ายในธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร ฟิตเนส หรือการเดินทาง ซึ่งช่วยสร้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น ผลกระทบโดยรวมในปัจจุบันต่อโอกาสการจ้างงานจึงยังคงเป็นบวกเล็กน้อย

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายคืองานที่ถูกแทนที่มักเป็นงานที่เคยให้ค่าตอบแทนดี นอกจากนี้ งานที่หายไปหลายตำแหน่งมักเป็นตำแหน่งงานแรกเริ่มของเยาวชน (Entry-level) เนื่องจากเป็นงานลักษณะซ้ำเดิม (Routine tasks) ที่ AI สามารถทำแทนได้โดยอัตโนมัติ จึงเป็นเรื่องยากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะหาที่ยืนในระบบเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก AI อย่างรุนแรง

 

“แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและอาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้เกือบ 1% แต่ AI ก็กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างสิ้นเชิง” กอร์เกียวากล่าว

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า “การจะรับมือกับโลกยุคใหม่ได้ หนึ่ง ต้องเป็นคนเปิดกว้าง (Open-minded) มุ่งเน้นไปที่การหาทางออก และร่วมมือกับผู้อื่น และ สอง ต้องรักษาทัศนคติเชิงบวกเอาไว้ โดยสิ่งหนึ่งที่ดิฉันกังวลเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ในตอนนี้ คือความรู้สึกว่า AI กำลังจะเข้ามาแทนที่ จนนำไปสู่ความคิดแง่ลบและการมองโลกในแง่ร้าย ขออย่าให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับพวกคุณ”

 

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 1คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 2คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 3คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 4คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 5คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 6คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 7คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 8คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 9คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 10คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 11คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 12คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่ม Gen Z ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง AI และเศรษฐกิจผันผวน 13

The post คำแนะนำจาก IMF ถึง Gen Z: เปิดวิธีรับมือเศรษฐกิจผันผวน-วิกฤต AI จ่อแทนที่งาน 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกโฉมธุรกิจไทย จากอินไซต์ระดับโลก สู่โอกาสใหม่ในโดเมนแห่งการเติบโต https://thestandard.co/thai-business-growth-global-insights/ Sun, 01 Mar 2026 05:24:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1183003 ภาพประกอบแนวคิดธุรกิจพลิกโฉม การเติบโต และนวัตกรรมในโลกอนาคต

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น ‘สภาพปกติใหม่’ ผู้นำธุรกิ […]

The post พลิกโฉมธุรกิจไทย จากอินไซต์ระดับโลก สู่โอกาสใหม่ในโดเมนแห่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดธุรกิจพลิกโฉม การเติบโต และนวัตกรรมในโลกอนาคต

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น ‘สภาพปกติใหม่’ ผู้นำธุรกิจไม่อาจตั้งรับด้วยกลยุทธ์แบบเดิมได้อีกต่อไป คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือ องค์กรจะปรับตัวและคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงนั้นได้รวดเร็วเพียงใด

 

ประเด็นนี้ถูกฉายภาพไว้อย่างชัดเจนใน PwC Thailand Spotlight พอดแคสต์ซีรีส์ ตอน ‘Value in Motion พลิกมุมมองเชิงลึกระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจของไทย’ ซึ่ง อัลเลน เว็บบ์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึกและกรรมการผู้จัดการด้านผู้นำทางความคิดระดับโลกของ PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ถ่ายทอดมุมมองจากงานวิจัย Value in Motion ว่า เมกะเทรนด์สำคัญอย่าง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างประชากร กำลังหลอมรวมกันและ ‘ขยับมูลค่า’ ข้ามพรมแดนอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

‘โดเมนแห่งการเติบโต’ กติกาใหม่แห่งการแข่งขัน

 

หัวใจของงานวิจัย Value in Motion คือ แนวคิดเรื่อง ‘โดเมนใหม่แห่งการเติบโต’ (new domains of growth) ซึ่งไม่ได้มองโลกผ่านเลนส์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม (traditional industries) แต่พิจารณาจาก ‘ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์’ (human needs) และการบรรจบกันของเทคโนโลยี ความยั่งยืน และโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ

 

PwC ระบุโดเมนแห่งการเติบโตไว้ ‘เก้าโดเมน’ ตั้งแต่การเคลื่อนย้าย การดูแลสุขภาพ การสร้างและอยู่อาศัย ไปจนถึงการจัดหาเงินทุนและการประกัน โดยโดเมนเหล่านี้กำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกัน พร้อม ๆ กับท้าทายผู้เล่นเดิมให้ต้องปรับบทบาทของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำหรับประเทศไทย โดเมนเหล่านี้ช่วยทำให้ ‘โอกาส’ ที่เคยกระจัดกระจาย เริ่มชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น โดเมนการเคลื่อนย้าย (how we move) ที่ไทยมีความได้เปรียบจากระบบนิเวศยานยนต์และบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ขณะที่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) กำลังดึงผู้เล่นใหม่ ๆ ตั้งแต่ผู้ให้บริการพลังงาน เครือข่ายสถานีชาร์จ ไปจนถึงสถาบันการเงินที่ออกสินเชื่อเฉพาะทาง เข้ามาร่วมออกแบบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่

 

ในทำนองเดียวกัน โดเมนการดูแลสุขภาพ (how we care) เปิดโอกาสให้ไทยต่อยอดความแข็งแกร่งด้านบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ผ่านเทคโนโลยีและการรักษาทางไกลอย่าง telehealth และนวัตกรรมด้านการดูแลเชิงป้องกัน ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

ตลาดเกิดใหม่: จากผู้ตามสู่ผู้นำเกม

 

หนึ่งในอินไซต์สำคัญที่ อัลเลน เว็บบ์ เน้นย้ำ คือ ‘ตลาดเกิดใหม่มีแต้มต่อเชิงโครงสร้าง’ ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นแนวหน้าในโดเมนแห่งการเติบโต เมื่อเทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และความยั่งยืนมาบรรจบกัน โดยประเทศไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดสู่เกษตรกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และโมเดลเศรษฐกิจใหม่ได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากโครงสร้างเดิมมากเท่าประเทศพัฒนาแล้ว อีกทั้งการกระจายตัวของเทคโนโลยี (technology democratisation) โดยเฉพาะ AI ทำให้การเข้าถึงนวัตกรรมไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงบางประเทศอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียง ‘ผู้ตามเกม’ แต่มีศักยภาพจะเป็นผู้กำหนดทิศทางในบางโดเมน หากสามารถขยับตัวได้เร็วและกล้าพอที่จะคิดข้ามกรอบอุตสาหกรรมเดิม

 

สามฉากทัศน์โลก และสิ่งที่ผู้นำธุรกิจต้องเตรียมพร้อม

 

เพื่อช่วยให้ผู้นำธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอน PwC ได้นำเสนอ สามฉากทัศน์อนาคต (three tomorrows) ตั้งแต่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น (trust-based transformation) โลกแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ตึงเครียด (tense transition) ไปจนถึงยุคแห่งความวุ่นวายที่ขาดความร่วมมือ (turbulent times) ซึ่งสิ่งที่ทั้งสามฉากทัศน์มีร่วมกันคือ บทบาทของ ‘ความไว้วางใจและความร่วมมือ’ ในฐานะทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่มีค่าที่สุด รายงานของ PwC ชี้ว่า ไม่ว่าโลกจะเดินไปในทิศทางใด องค์กรที่สามารถสร้างพันธมิตร ขยายระบบนิเวศ และออกแบบโมเดลคุณค่าใหม่ร่วมกับผู้อื่น จะมีโอกาสคว้ามูลค่าที่กำลังเคลื่อนย้ายอยู่ได้มากกว่า

 

ตามการวิเคราะห์ของ PwC มูลค่าของโดเมนรวมทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึงประมาณ 132.54 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 สะท้อนถึงการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนในทศวรรษหน้าและหลังจากนั้น

 

ภารกิจเร่งด่วนของผู้นำธุรกิจไทย

 

จากอินไซต์ทั้งหมด อัลเลน เว็บบ์ เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโฉมธุรกิจ’ (reinvention imperative) ซึ่งผู้นำองค์กรควรต้องขับเคลื่อนพร้อมกันในสามมิติ ดังต่อไปนี้

 

1. กระตุ้นการสร้างนวัตกรรมเชิงระบบ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่หมายรวมถึงโมเดลธุรกิจ โมเดลการดำเนินงาน และโมเดลพลังงาน เพราะโดเมนใหม่จำนวนมากต้องอาศัยการเปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่า ไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพของวิธีการเดิม ๆ

 

2. สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันใหม่จากการมองเห็นและคว้ามูลค่าที่กำลังเคลื่อนย้าย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น และระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3. เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือและการพัฒนาขีดความสามารถ ปลดล็อกอุปสรรคทั้งด้านทรัพยากรและช่องว่างด้านทักษะ การสร้างพันธมิตรและการเข้าซื้อกิจการ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่ในแต่ละฉากทัศน์ของโลก

 

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วกว่า ซับซ้อนกว่า และเชื่อมโยงกันมากกว่า โอกาสจึงไม่จำเป็นต้องเป็นขององค์กรที่ใหญ่ที่สุด หากเป็นขององค์กรที่มองเห็นการเคลื่อนย้ายของมูลค่า เข้าใจโดเมนแห่งการเติบโต และกล้าปรับโฉมตนเองก่อนใคร

 

โดเมนแห่งการเติบโตนี้เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทยก้าวออกจากกรอบเดิม แต่ขณะเดียวกันก็เปิดให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในพื้นที่ของเราเช่นกัน ผู้ที่ชนะในเกมใหม่นี้ ไม่ใช่ผู้ที่มีทรัพยากรมากที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่ขยับตัวได้เร็วที่สุดและออกแบบคุณค่าใหม่ร่วมกับระบบนิเวศได้ดีที่สุด

 

ภาพ: Anton Vierietin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post พลิกโฉมธุรกิจไทย จากอินไซต์ระดับโลก สู่โอกาสใหม่ในโดเมนแห่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นอร์ดิกเตือน โลกเสี่ยงเข้าสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ https://thestandard.co/nordic-warns-might-is-right-era/ Thu, 05 Feb 2026 13:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1174408 ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’

งาน Nordic National Day ปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบเอกอ […]

The post นอร์ดิกเตือน โลกเสี่ยงเข้าสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’

งาน Nordic National Day ปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นเวทีที่สะท้อนสารการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่ายในช่วงเวลาที่ระเบียบโลกบนกติกาถูกท้าทายหนักกว่าเดิม

 

นอร์ดิกส่งสัญญาณเตือน: โลกเสี่ยงกลับสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’

 

ฝั่งประเทศนอร์ดิกส่งสารร่วมว่า การคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ คือฐานที่ทำให้รัฐต่างๆ ปฏิสัมพันธ์กันบนเงื่อนไขที่เท่าเทียมและเป็นธรรม แต่ในความเป็นจริง ระเบียบโลกที่เคยคุ้นเคยกำลังถูกบ่อนทำลายมากขึ้น โดยยกสงครามยูเครนเป็นกรณีศึกษาที่ถูกระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโลก

 

แกนหลักของสุนทรพจน์ฝั่งนอร์ดิกคือคำเตือนว่า หากหลักบูรณภาพแห่งดินแดนไม่ถูกค้ำจุน โลกอาจไหลกลับไปสู่ตรรกะ ‘Might is Right’ หรือสถานการณ์ที่ผู้มีกำลังเป็นผู้กำหนดความถูกต้อง

 

จากยูเครนถึงอาร์กติก: เรื่องไกลตัวที่เชื่อมถึงไทย

 

นอร์ดิกชี้ว่า ในโลกที่ความมั่นคงเชื่อมโยงกันสูง เหตุการณ์ในภูมิภาคหนึ่งไม่จำกัดผลกระทบอยู่เพียงพื้นที่นั้น พร้อมยก ‘อาร์กติก’ เป็นตัวอย่างสำคัญว่า เสถียรภาพของภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกับความมั่นคงโลก ทั้งการค้าแบบเปิดและความทนทานของระบบเศรษฐกิจที่หลายประเทศ รวมถึงไทย พึ่งพาอยู่

 

ในสุนทรพจน์ได้นิยามบทบาทประเทศนอร์ดิกว่าเป็น ‘ดวงตาและหู’ ของ NATO ในอาร์กติก และสนับสนุนการเพิ่มการแสดงตนและความเฝ้าระวังร่วมกับพันธมิตร ท่ามกลางความเปราะบางใหม่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าภูมิภาคและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น โดยย้ำว่า การดำเนินการต้องถูกกำกับด้วยพันธะผูกพันต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ‘การทูตยังเป็นทางออก’ โดยระบุว่า การเจรจาและการทูตยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ข้อพิพาท พร้อมกล่าวยินดีต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา และแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทั้งสองฝ่าย

 

สิทธิมนุษยชนคือความมั่นคงของคน และเศรษฐกิจไม่ควรเป็นอาวุธ

 

ในมิติสิทธิมนุษยชน ฝั่งนอร์ดิกวางกรอบความมั่นคงให้กว้างกว่าพรมแดนและกำลังทางทหาร โดยย้ำว่า สิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคง และการพัฒนา ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องรวมถึงความปลอดภัยของปัจเจกบุคคล ทั้งสิทธิ ศักดิ์ศรี และโอกาส พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทของไทยในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และต้องการเดินหน้าความร่วมมือด้านนี้ต่อไป

 

ขณะที่ในมิติภูมิเศรษฐศาสตร์ นอร์ดิกชี้ว่า ความตึงเครียดทางการเมืองโลกเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงประกาศจุดยืนปฏิเสธการใช้อำนาจบีบคั้นทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและสนับสนุนการค้าที่อยู่บนกติกา รวมถึงห่วงโซ่มูลค่าที่คาดการณ์ได้

 

ฝ่ายไทยย้ำ ค่านิยมร่วม ชูคน-การค้า-นวัตกรรม

 

ฝั่งไทย จุฬามณี ชาติสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในนามฝ่ายไทยว่า งาน Nordic National Day เป็นการยืนยันมิตรภาพ ค่านิยมร่วม และหุ้นส่วนความสัมพันธ์ไทย-นอร์ดิก โดยไทยให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยั่งยืน และนวัตกรรมเป็นฐานความร่วมมือ รวมทั้งต้องการขับเคลื่อนในแบบของไทย

 

ไทยอ้างอิงตัวเลขความสัมพันธ์เชิงรูปธรรมว่า ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวนอร์ดิกเดินทางมาไทยกว่า 6 แสนคน และมีคนไทยพำนักในภูมิภาคนอร์ดิกกว่า 1.2 แสนคน ขณะที่มูลค่าการค้าไทย-นอร์ดิกในปี 2025 อยู่ที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบริษัทนอร์ดิกที่ดำเนินธุรกิจในไทยมากกว่า 350 บริษัท

 

ด้านความร่วมมือทางการค้า ฝ่ายไทยกล่าวถึงหมุดหมายสำคัญคือ การลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง EFTA ระบุว่า เป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับครอบคลุม และขณะนี้อยู่ระหว่างรอการมีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตาม ภายในงานปีนี้มีเอกอัครราชทูตจาก 4 ประเทศนอร์ดิกประจำประเทศไทยร่วมอยู่ครบ ได้แก่

 

  • ประเทศนอร์เวย์: H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle
  • ประเทศเดนมาร์ก: H.E. Mr. Danny Annan
  • ประเทศสวีเดน: H.E. Ms. Anna Hammargren
  • ประเทศฟินแลนด์: H.E. Ms. Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos

 

ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 1ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 2ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 3ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 4ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 5ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 6

The post นอร์ดิกเตือน โลกเสี่ยงเข้าสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : TDRI ชำแหละ ‘งบ’ นโยบาย 5 พรรคใหญ่: ส่วนใหญ่เน้นแต่ ‘ประชานิยม’ ไร้ความรับผิดชอบการคลัง ไม่สนเศรษฐกิจระยะยาว ทำลายกลไกตลาด https://thestandard.co/tdri-critiques-party-policies-populism/ Mon, 02 Feb 2026 07:14:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1172574 อินโฟกราฟิกสรุปงบประมาณและผลกระทบนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง

TDRI ตั้งข้อสังเกต ‘ในภาพรวม’ ต่อการใช้งบประมาณทำนโยบาย […]

The post เลือกตั้ง 2569 : TDRI ชำแหละ ‘งบ’ นโยบาย 5 พรรคใหญ่: ส่วนใหญ่เน้นแต่ ‘ประชานิยม’ ไร้ความรับผิดชอบการคลัง ไม่สนเศรษฐกิจระยะยาว ทำลายกลไกตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกสรุปงบประมาณและผลกระทบนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง

TDRI ตั้งข้อสังเกต ‘ในภาพรวม’ ต่อการใช้งบประมาณทำนโยบายของ 5 พรรคใหญ่ โดยมองว่า วงเงินที่ใช้จริงอาจสูงกว่าที่พรรคการเมืองคาดการณ์มาก นอกจากนี้นโยบายจำนวนมากยังคงเน้น ‘ประชานิยม’ ไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในระยะยาว และยังทำลายกลไกตลาด พร้อมแนะกกต. ควรให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยบทความ ข้อสังเกต ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงินจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง’ จากการวิเคราะห์เอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อ กกต.ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดยตั้ง ข้อสังเกต ‘โดยรวม’ มา 4 ประการ ได้แก่

 

  • ประการแรก: วงเงินที่ใช้ในการทำนโยบายในความเป็นจริง ‘อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มาก’
  • ประการที่ 2: นโยบายจำนวนมากยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ ‘ประชานิยม’ ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง
  • ประการที่ 3: พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  • ประการที่ 4: หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด

 

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัย TDRI ได้นำเอาข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของส.ส.มากพอที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายของประเทศ ประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) มาวิเคราะห์ ‘เป็นหลัก’

 

ข้อสังเกตประการที่ 1

 

โดยจากการวิเคราะห์เอกสารพบว่า พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้

 

  • พรรคประชาชน 741,835 ล้านบาทต่อปี
  • พรรคประชาธิปัตย์ 531,050 ล้านบาทต่อปี
  • พรรคกล้าธรรม 440,558 ล้านบาทต่อปี
  • พรรคเพื่อไทย 243,300 ล้านบาทต่อปี
  • พรรคภูมิใจไทย 148,326 ล้านบาทต่อปี

 

อินโฟกราฟิกสรุปงบประมาณและผลกระทบนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง 1

 

อย่างไรก็ดี แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม

 

แต่ ‘ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุ’ ดังต่อไปนี้

 

  • มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด ‘รัฐบาลผสม’ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค
  • หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ
  • หลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง
  • หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง

 

ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65.7% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ 70% แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับ 2% ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ข้อสังเกตประการที่ 2

 

นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง

 

นอกจากนี้ นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคนำเสนอ ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) มากมาย แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบก่อนเลือกตั้ง และอ้างประโยชน์ของนโยบายอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ในการเลือกตั้งในปี 2566 มีพรรคการเมืองที่อ้างว่า การแจกเงินให้ประชาชนจะก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ และในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็มีพรรคการเมืองที่อ้างว่านโยบายของตนจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่าตัว โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

 

ข้อสังเกตประการที่ 3

 

พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ขณะที่นโยบาย ‘ลดแลกแจกแถม’ กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี

 

ข้อสังเกตประการที่ 4

 

หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น

 

TDRI เปิดข้อเสนอแนะต่อ กกต. : ก้าวหน้าแต่ยังไม่พอ!

 

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยังระบุว่า การมีบทบัญญัติทางกฎหมายให้พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งให้แก่ กกต. ทั้งวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ตลอดจนผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย และการที่ กกต. ได้พยายามตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวในเบื้องต้น ถือเป็น ‘ความก้าวหน้า’ ของการเลือกตั้งที่มุ่งสู่การแข่งขันทางนโยบาย โดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าการแข่งขันด้านนโยบายเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และผู้ออกเสียงเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา

 

พรรคใหญ่อุบ ‘แหล่งเงินทุน’ ห่วงข้อมูลไม่ครบ-ส่อ ‘นับซ้ำ’ เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลัง

 

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่ได้นำเสนอนโยบายที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. อย่างครบถ้วน หรือได้นำเสนอหลายนโยบายที่ใช้งบประมาณมาก แต่ยังไม่ได้ระบุวิธีคำนวณวงเงินที่ใช้โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอ เช่น ไม่ได้ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ และต้นทุนต่อหน่วยของนโยบายประชานิยมหรือสวัสดิการต่าง ๆ

 

นอกจากนี้หลายพรรคการเมืองยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการระบุแหล่งที่มาของวงเงินในการดำเนินนโยบายว่าจะมาจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ การตัดลดงบที่ไม่จำเป็น การให้เอกชนร่วมทุน ตลอดจนการหารายได้เพิ่ม

 

แต่ไม่ได้ระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการไม่มีงบประมาณในการดำเนินการที่เพียงพอเพราะมีการ ‘นับซ้ำ’ ส่วนที่คาดว่าจะได้จากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และการตัดลดงบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

 

เสนอเกณฑ์ใหม่ บังคับพรรคการเมืองส่งข้อมูลล่วงหน้า 30 วัน

 

TDRI กล่าวต่อว่า ดังนั้น กกต. จึงควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้

 

  • ประการแรก: ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมาโดยมีรายละเอียดเพียงพอ เช่น ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์และต้นทุนต่อหน่วย
  • ประการที่ 2: ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร
  • ประการที่ 3: ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : TDRI ชำแหละ ‘งบ’ นโยบาย 5 พรรคใหญ่: ส่วนใหญ่เน้นแต่ ‘ประชานิยม’ ไร้ความรับผิดชอบการคลัง ไม่สนเศรษฐกิจระยะยาว ทำลายกลไกตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน https://thestandard.co/mit-energy-climate-systemic-change/ Tue, 27 Jan 2026 08:39:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1170104 ภาพแฟ้มแสดงแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญวิกฤตทรัพยากรครั้ […]

The post ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้มแสดงแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญวิกฤตทรัพยากรครั้งใหญ่จากการขาดแคลนอาหารและปุ๋ย จนเกือบกลายเป็นข้อจำกัดของการอยู่รอดของมนุษยชาติ ทว่านวัตกรรมการผลิตปุ๋ยเคมีได้พาโลกมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนกลายเป็นรากฐานของการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20

 

ในวันนี้โลกกำลังยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อคล้ายกับ 1 ศตวรรษก่อน เมื่อความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของประชากร ขณะที่ระบบพลังงานเดิมยังผูกติดอยู่กับการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง คำถามสำคัญที่ไปไกลกว่าเรื่องโลกจะผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้นหรือไม่ คือ เราจะแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร

 

ท่ามกลางโจทย์ท้าทายดังกล่าว นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) เล็งเห็นว่า การแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่อาจอาศัยเทคโนโลยีใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการยกเครื่องระบบพลังงานทั้งโครงสร้าง

 

และนี่คือปาฐกถาพิเศษจาก อีฟลีน หวัง (Evelyn Wang) ศาสตราจารย์วิศวกรรมเครื่องกลระดับแนวหน้า และรองประธานฝ่ายพลังงานและสภาพภูมิอากาศ MIT ณ เวที POWERING SOUTHEAST ASIA THROUGH 2050: BUILDING A SUSTAINABLE AND ENERGY-RESILIENT ASEAN ในวันนี้ (27 มกราคม)

 

จาก ‘Haber–Bosch’ ถึง Climate Project: บทเรียนการแก้วิกฤตทรัพยากรโลก และโจทย์พลังงาน–สภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21

 

หวังเปิดปาฐกถาด้วยการหยิบยกเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ 100 ปีก่อนว่า วิกฤตทรัพยากรไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ โดยเมื่อย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 โลกเคยเผชิญวิกฤตอาหารและปุ๋ยอย่างรุนแรง เพราะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาคการเกษตรก็ตอบสนองความต้องการได้ไม่ทัน

 

หลายชาติต้องพึ่งพา ‘ปุ๋ยขี้นก’ ซึ่งอุดมไปด้วยไนเตรตจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากความต้องการไนโตรเจนในปุ๋ยที่พุ่งสูง แต่ทรัพยากรดังกล่าวมีอยู่อย่างจำกัด เหล่านี้กลายเป็นชนวนความตึงเครียดนานาชาติ ทั้งการยึดครองดินแดนและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

แม้ ฟริทซ์ ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมีชาวเยอรมันจะหาทางออกจากวิกฤต หลังค้นพบวิธีการสังเคราะห์แอมโมเนียจากไนโตรเจนในอากาศได้สำเร็จในปี 1909 แต่การค้นพบดังกล่าวสามารถผลิตแอมโมเนียได้เพียง 125 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง

 

จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อ คาร์ล บ็อช (Carl Bosch) นักเคมีและวิศวกรชาวเยอรมัน พัฒนากระบวนการผลิตแอมโมเนียขนานใหญ่ในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Haber–Bosch Process’ ซึ่งได้ปฏิวัติระบบอาหารโลก ทำให้เกิดการผลิตปุ๋ยเคมีในปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นฐานสำคัญในการหล่อเลี้ยงประชากรโลกมาจนถึงปัจจุบัน

 

หวังระบุว่า เธอเริ่มต้นด้วยเรื่องราวนี้ เพราะฮาเบอร์และบอชสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบสำคัญของการแก้ปัญหาทรัพยากรในระดับโลก นั่นคือความคิดท้าทายกรอบเดิมควบคู่กับความก้าวหน้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัย MIT ย้ำว่า ความสำเร็จดังกล่าวก็มาพร้อมกับผลข้างเคียง เพราะภาวะประชากรโลกเติบโตก็แลกมาด้วยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นต้นตอหลักของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

หวังมองว่า ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ คือการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแยกการเติบโตทางพลังงานออกจากการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับโลก

 

ทั้งนี้ ข้อมูลตั้งแต่ปี 1950 ชี้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก จากการใช้พลังงานจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันที่เพิ่มขึ้นราว 7 เท่า แม้โลกจะหาทางออกด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน แต่นวัตกรรมดังกล่าวลดการปล่อยคาร์บอนได้บางส่วนและยังมีต้นทุนยังสูงมาก โดยเฉพาะวิธีการดักจับคาร์บอนโดยตรง ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นับเป็นภาพสะท้อนว่า โลกจำเป็นต้องมีนวัตกรรมเชิงพลิกเกมเพื่อลดต้นทุนและการใช้พลังงานของเทคโนโลยีเหล่านี้

 

นอกจากนี้ วิธีการอื่นๆ อย่างการเร่งขยายแหล่งพลังงานปลอดการปล่อยมลพิษ (Emissions-Free Energy) อาจทำให้โลกต้องเพิ่มการทำงานมากกว่า 5 เท่า ขณะที่การหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ก็มีข้อจำกัดสำคัญอย่าง ‘ความไม่ต่อเนื่อง’ เนื่องจากโลกต้องการเทคโนโลยีที่มีศักยภาพกักเก็บพลังงานระยะยาว แต่ต้องลงทุนต่ำ 2-3 เท่า อีกทั้งยังต้องสามารถรองรับการกักเก็บพลังงานในระดับหลายร้อยกิกะวัตต์ชั่วโมง

 

อนาคตที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากมนุษย์และการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่

 

หวังเน้นย้ำว่า โลกจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เก็บพลังงานได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โดยต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ พลังงานต้องมีศักยภาพกักเก็บได้อย่างต่ำ 5 เท่า หรือกักเก็บได้นานเป็นฤดูกาล และมีต้นทุนถูกลงกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 2–3 เท่า

 

ตัวอย่างของแนวคิดที่กำลังพัฒนา คือ แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ แบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานในรูปความร้อน หรือการสูบน้ำลงไปเก็บไว้ใต้ดินแล้วนำกลับมาใช้เมื่อจำเป็น ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือพลังงานนิวเคลียร์ ทว่าที่ผ่านมา โครงการนิวเคลียร์มีต้นทุนสูงและใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน ทำให้การลงทุนชะลอตัวลง ความหวังใหม่จึงอยู่ที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่แบบโมดูลาร์ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กลง สร้างเร็วขึ้น และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยลง

 

อนึ่ง นักวิจัยจาก MIT ระบุว่า โลกยังมีแหล่งพลังงานใหม่ที่ถูกมองว่า มีศักยภาพสูงในอนาคต เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพขั้นสูง และพลังงานฟิวชันนิวเคลียร์ แต่ก็หมายเหตุไว้ว่า แม้พลังงานเหล่านี้จะถูกมองในฐานะ ‘พลังงานสะอาดระยะยาว’ แต่ยังต้องฝ่าด่านความท้าทายทางวิศวกรรมอีกมาก ตั้งแต่การทำให้ได้พลังงานออกมามากกว่าที่ใช้ ไปจนถึงการพัฒนาวัสดุที่ทนทานต่อเตาปฏิกรณ์

 

ขณะที่ ‘ไฮโดรเจนสีขาว’ ซึ่งเป็นไฮโดรเจนธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองใต้ผิวโลก ก็ยังต้องหาคำตอบว่า แหล่งพลังงานนี้อยู่ที่ไหน มีมากเท่าใด จะดึงขึ้นมาใช้ได้อย่างไร และกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

 

จากข้อสรุปดังกล่าว หวังย้ำว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องเปลี่ยนแหล่งพลังงานเท่านั้น แต่ต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีแปลงพลังงาน ส่งพลังงาน ไปจนถึงการนำพลังงานไปใช้งาน ขณะที่การลดคาร์บอนยังต้องครอบคลุมถึงระบบการผลิตวัสดุและอาหารของโลก ซึ่งยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก

 

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปสู่แนวคิด ‘Climate Project’ หรือการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากระดับชุมชน โดยเชื่อมโยงกับเรื่องพลังงาน อาหาร น้ำ สุขภาพ และความมั่นคงเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

หวังสรุปว่า บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของฮาเบอร์และบอชสอนมนุษยชาติว่า เทคโนโลยีเดิมอาจพาโลกก้าวหน้าได้แค่บางส่วน แต่การแก้ปัญหาใหญ่ต้องอาศัยการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหม่ เพราะอนาคตที่สะอาด ยั่งยืน และปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่รอให้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องร่วมกันลงมือสร้าง

 

“อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอคอย แต่เป็นสิ่งที่เราร่วมกันสร้าง หากเราก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ข้ามสาขา ข้ามภาคส่วน ข้ามยุค เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับโลก ชุมชนและมนุษยชาติได้” เธอย้ำ

 

แฟ้มภาพ: zhongguo / Getty Images

The post ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเดิม แต่ต้องพลิกทั้งระบบ ผู้เชี่ยวชาญ MIT เผยแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน-โลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ ชูโมเดลแก้น้ำท่วม กทม. รับมือความเสี่ยงอนาคต ผนึกผู้เชี่ยวชาญจำลองฉากทัศน์ฝน 300 มม. พร้อมแนะรัฐบูรณาการจัดการ 4 ลุ่มน้ำหลัก https://thestandard.co/chatchart-flood-model-bangkok-future/ Tue, 27 Jan 2026 01:06:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1169822 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา ‘กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม’

วานนี้ (26 มกราคม) ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาว […]

The post ‘ชัชชาติ’ ชูโมเดลแก้น้ำท่วม กทม. รับมือความเสี่ยงอนาคต ผนึกผู้เชี่ยวชาญจำลองฉากทัศน์ฝน 300 มม. พร้อมแนะรัฐบูรณาการจัดการ 4 ลุ่มน้ำหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา ‘กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม’

วานนี้ (26 มกราคม) ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา ‘กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม’ (From Risk to Action) ซึ่งจัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ Chula the Impact ครั้งที่ 37 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครว่า อนาคตของเมืองขึ้นอยู่กับการวางแผนในปัจจุบัน หากมีการระดมความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ โดยต้องเริ่มจากความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการ ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุน

 

สำหรับการจัดการน้ำฝน นั้น กทม. ยึดหลักการระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วที่สุด ผ่านระบบเส้นเลือดฝอยอย่างท่อระบายน้ำและคูคลอง ซึ่งจากบทเรียนปัญหาน้ำท่วมปี 2565 กทม. ได้สำรวจพบจุดเสี่ยงน้ำท่วมถึง 737 จุด ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 383 จุด แก้ไขบางส่วน 133 จุด และส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ พร้อมเสริมทัพด้วยระบบเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ในจุดที่ระบบหลักอาจรองรับปริมาณฝนที่ตกหนักผิดปกติไม่เพียงพอ

 

นอกจากมาตรการเชิงโครงสร้าง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. ได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดทำแผนจำลองสถานการณ์ (Scenario Planning) โดยถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ มาสู่การจำลองฉากทัศน์กรณีเกิดฝนตกหนักถึง 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) นำข้อมูลศักยภาพการระบายน้ำ ระดับความสูงต่ำของพื้นที่ และปริมาณฝน เข้าสู่แบบจำลองเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนรายพื้นที่อย่างละเอียด

 

ตัวอย่างเช่น ในเขตดินแดง หากมีฝนตกในระดับดังกล่าว จะส่งผลให้มีจุดน้ำท่วมหนัก 2-3 จุด และมีปริมาณน้ำขังกว่า 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องใช้เวลาการระบายประมาณ 12 ชั่วโมง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวางแผนบริหารจัดการน้ำและการอพยพประชาชนได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที โดยมีการประสานงานร่วมกับการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง เพื่อประกันความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในภาวะวิกฤต

 

ในส่วนของการรับมือน้ำเหนือหลาก และ น้ำทะเลหนุน กทม. ได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ รวมความยาว 88 กิโลเมตร ที่ระดับความสูง 2.8 – 3.5 เมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงมีจุดฟันหลอจำนวน 120 จุด บริเวณท่าเรือและแนวเขื่อนเอกชนที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งแก้ไขและเตรียมพร้อมเรียงกระสอบทรายป้องกันเหตุในช่วงวิกฤต

 

พร้อมกันนี้ ชัชชาติ ได้กล่าวถึงความท้าทายระยะยาวในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจต้องศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เมืองเวนิส หรือประเทศเนเธอร์แลนด์ มาปรับใช้

 

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับมหภาค โดยมองว่ากรุงเทพฯ เป็นเพียงจังหวัดปลายน้ำ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการแผนงานร่วมกันทั้ง 4 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง โดยอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องแผ่นดินทรุดตัวนั้น ยืนยันว่าจากการควบคุมการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด ปัจจุบันกรุงเทพฯ หยุดการทรุดตัวในภาพเหลือเพียงระดับเซนติเมตรต่อปี ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุโมงค์ระบายน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองแต่อย่างใด

The post ‘ชัชชาติ’ ชูโมเดลแก้น้ำท่วม กทม. รับมือความเสี่ยงอนาคต ผนึกผู้เชี่ยวชาญจำลองฉากทัศน์ฝน 300 มม. พร้อมแนะรัฐบูรณาการจัดการ 4 ลุ่มน้ำหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พันธกิจ ‘สร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก’ ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] https://thestandard.co/loreal-for-the-future-2/ Fri, 23 Jan 2026 09:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1165617 ลอรีอัล

‘ความงามจะมีคุณค่าได้อย่างไร หากโลกกำลังพังทลาย’   […]

The post พันธกิจ ‘สร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก’ ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลอรีอัล

‘ความงามจะมีคุณค่าได้อย่างไร หากโลกกำลังพังทลาย’

 

นี่ไม่ใช่คำถามเชิงศีลธรรม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่กลายมาเป็นเป้าหมายใหญ่ของ ‘ลอรีอัล กรุ๊ป’ บริษัทความงามระดับโลก ที่นำไปสู่แนวคิดหลักขององค์กร ‘Create the Beauty that Moves the World มุ่งสรรค์ความงามที่ขับเคลื่อนโลก ด้วยความเชื่อที่ว่า ความงามต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ในฐานะบริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก ลอรีอัล บริหารงานบนหลักความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่การเริ่มออกแบบการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงการวางแผนและดำเนินโครงการเพื่อความยั่งยืนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ โปรแกรมเพื่อความยั่งยืนเฟสแรกในปี 2013 มาจนถึงโปรแกรมเฟสสองในชื่อ L’Oréal for the Future ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2020 โดยหัวใจของพันธสัญญานี้คือการตั้งเป้าหมายโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์ (science based-targets) และเคารพต่อ “ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries)” หรือขีดจำกัดที่โลกสามารถรับไหวอย่างชัดเจน

 

เพื่อให้แน่ใจว่าการสร้างสรรค์ความงามจะไม่ทำร้ายโลกที่เราอาศัยอยู่

 

ถอดวิสัยทัศน์ ‘L’Oréal for the future’ พันธสัญญาปี 2030 ที่คำนึงถึงขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกเป็นที่ตั้ง

 

ย้อนกลับไปในปี 2013 ลอรีอัล เปิดตัววิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนระดับโลก ‘Sharing Beauty With All’ แบ่งปันความงามให้ทุกสรรพสิ่ง ตั้งเป้าหมายต่างๆ สำหรับปี 2020 โดยมีแกนหลักของวิสัยทัศน์คือนวัตกรรม SPOT ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของผลิตภัณฑ์ในทุกแบรนด์

 

แต่จริงๆ แล้ว ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทได้ถึง 81% ซึ่งทำได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60% ภายในปี 2020 ในขณะที่มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน

 

การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ถูกควบรวมเข้ากับกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทฯ ตั้งแต่เริ่มต้นคิดค้นผลิตภัณฑ์ การจัดหาส่วนผสมไปจนถึงการดำเนินการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโรงงานและศูนย์กระจายสินค้า

 

ในปี 2020 นั้น 96% ของผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูตรใหม่ ได้รับการปรับปรุงให้มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีขึ้น

 

แม้ความก้าวหน้าในการลดคาร์บอนขณะที่มีการผลิตผลิตภัณฑ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นจะเป็นไปด้วยดี ทว่าภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ลอรีอัลตัดสินใจเร่งเครื่องผลักดันตัวเองไปสู่พันธกิจด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ‘L’Oréal For The Future’ สำหรับปี 2030 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความรับผิดชอบขององค์กรในการต่อสู้กับความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญ

 

‘L’Oréal For The Future’ พันธสัญญาแห่งความยั่งยืนสำหรับปี 2030 ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปี 2025 ครึ่งทางของการดำเนินงาน เป้าหมายหลายข้อกลายมาเป็นมาตรฐานและนโยบายในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ, นโยบายป่าไม้, การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน และการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศ (Eco-Design), สิทธิมนุษยชนของพนักงาน, ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่แบ่งแยก (DE&I) นโยบายการโฆษณาและการตลาดที่รับผิดชอบ, และจริยธรรมสำหรับซัพพลายเออร์

 

นอกจากนี้ ยังปรับแผนงานบางส่วน และกำหนดเป้าหมายใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องวัสดุ เช่น การลดการใช้พลาสติกใหม่ การการปล่อยลดก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

 

โดยมุ่งเน้นไปที่ 4 เสาหลัก ได้แก่ ดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิทักษ์ธรรมชาติ ขับเคลื่อนการหมุนเวียนทรัพยากร และสนับสนุนชุมชน ผ่านการรายงานผล ESG ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการติดตามความคืบหน้าด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร รวมถึงเพื่อสร้างความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

บทพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน สะท้อนผ่านรางวัลและการประเมินผลจากหน่วยงานมากมาย ลอรีอัลเป็นบริษัทเดียวในโลก ที่ได้รับคะแนนระดับ AAA ในการจัดอันดับทั้งสามด้านของ CDP ได้แก่ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์ป่าไม้ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10, เหรียญรางวัลระดับ Platinum จากเวที EcoVadis นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับที่ดีในด้านความหลากหลายทางเพศและความเสมอภาคจากองค์กรอย่าง Equileap และ Bloomberg

 

เร่งเครื่องสู่เป้าหมายที่เคารพต่อ ‘Planetary Boundaries’ หรือ ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก

 

แม้ว่าบริษัทต่างๆ จะพยายามตั้งเป้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงไม่อาจใช้เครื่องมือเดิมๆ รับมือได้อีกต่อไป ลอรีอัล จึงยกระดับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยอิงหลักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการต่างๆ ยังอยู่ในขีดจำกัดที่โลกสามารถรับไหว ‘Planetary Boundaries’ โดยลอรีอัล กรุ๊ป ได้ดำเนินนโยบายในการปรับแนวทางการบริหารจัดการ การผลิต ออกแบบสูตรและบรรจุภัณฑ์บนพื้นฐานของความยั่งยืนมาโดยตลอด

 

มีการปรับรูปแบบการดำเนินงานใหม่เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนของลอรีอัลครอบคลุมหัวใจหลักของการสร้างความยั่งยืน ตั้งแต่ในส่วนการผลิต ได้แก่ การใช้พลังงานหมุนเวียนในสถานประกอบการ การรีไซเคิลน้ำและใช้ระบบหมุนเวียนในโรงงาน บรรจุภัณฑ์ การบรรจุหีบห่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดการใช้พลาสติก การใช้พลาสติกรีไซเคิล รวมไปถึงแผนงานในอนาคตเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน อาทิ การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเริ่มจากแบรนด์การ์นิเย่ ในรูปแบบคะแนนความยั่งยืนของแต่ละผลิตภัณฑ์ การปรับเปลี่ยนในจุดที่เป็นแก่นของการธุรกิจของลอรีอัลเองอย่าง ‘สูตรและส่วนผสม’

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 1

 

ที่สำคัญมีการนำ ‘Green Science’ หรือวิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืนมาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ของลอรีอัลนั้น มาจากแหล่งชีวภาพมากที่สุด หรือวัตถุดิบที่ไม่ขาดแคลน โดยคงให้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

 

รวมไปถึงการไม่ทดลองกับสัตว์ และผลักดันแนวทางเพื่อลดการทดลองกับสัตว์ในอุตสาหกรรมความงาม เช่น บุกเบิกโครงสร้างผิวหนังจำลองเสมือนจริง ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินปฎิกริยาของส่วนผสม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนผิวหนังของมนุษย์ ซึ่ง ลอรีอัล ไม่ทำการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์มาตั้งแต่ปี 1989

 

STEWARD THE CLIMATE TRANSITION ดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Net-Zero

 

การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ ลอรีอัล กรุ๊ป โดยมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่ ด้วยแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนที่ได้รับการรับรองจาก Science Based Targets (SBTi) เมื่อเดือนเมษายน 2024 ซึ่ง ลอรีอัล เป็น 1 ใน 100 บริษัทแรกที่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจาก SBTi ตั้งแต่ปี 2017

 

แผนงานนี้เป็นตัวกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับปี 2030 และ 2050 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน Net Zero ล่าสุด และแนวทางการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผลิตภัณฑ์ต่อชิ้นลง 50% ตลอดห่วงโซ่มูลค่า

 

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ได้มีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายสำหรับทุกกิจกรรมเพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วน ไม่ใช่เฉพาะส่วนการผลิตและกระจายสินค้า แต่รวมไปถึงกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและผลกระทบทางอ้อมจากการใช้ผลิตภัณฑ์โดยผู้บริโภค

 

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ลอรีอัล ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานเช่นในอาคาร เครื่องมือและอุปกรณ์ และอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังวางแผนกลยุทธ์การใช้พลังงานหมุนเวียนตามความไปเป็นไปได้ในแต่ละพื้นที่ของโรงงานในแต่ละประเทศ สำหรับโครงการลดก๊าซคาร์บอนนั้น จะใช้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในพื้นที่หรือใช้พลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตได้เอง เช่น ชีวมวล การผลิตก๊าซชีวภาพ การใช้แผงโซลาร์ และอื่น ๆ

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 2

 

ที่ผ่านมา ลอรีอัล อาศัยข้อมูลภูมิอากาศวิทยาล่าสุดเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นความโปร่งใส และมองหาโซลูชันที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ

 

โดยปี 2024 ลอรีอัลบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 97% ในสถานประกอบการ มีปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ในการขับเคลื่อนการทำงานของโรงงานต่างๆ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และจำกัดคาร์บอนฟุตพรินต์โดยตรง ด้วยการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2

 

ภายในปี 2030 ตั้งมั่นที่จะ

 

  • ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในสถานประกอบการและร้านค้าที่ดำเนินการเอง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งขอบเขตที่ 1 (ปล่อยโดยตรงจากการดำเนินงาน) และขอบเขตที่ 2 (ปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมา) ลง 57% เมื่อเทียบกับปี 2019
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ลง 28% จากสินค้าและบริการที่ซื้อ การขนส่งและการกระจายสินค้าส่วนต้นน้ำ รวมถึงการเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงาน เมื่อเทียบกับปี 2019

 

การบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในปี 2024 ครอบคลุมสถานประกอบการทั้ง 23 แห่งในโซน SAPMENA (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ) ได้สำเร็จ ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจาก โซน SAPMENA ป็นพื้นที่ที่กว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่นิวซีแลนด์จนถึงโมร็อกโก อีกทั้งต้องปรับแนวทางให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ รวมถึงใช้โซลูชันที่หลากหลาย ตั้งแต่การนำพลังงานแสงอาทิตย์และเขื่อนพลังน้ำมาใช้ ไปจนถึงการติดตั้งหม้อไอน้ำไฟฟ้า และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ เช่น โรงงานในอียิปต์ อินโดนีเซีย และอินเดีย ที่มีการนำหม้อไอน้ำไฟฟ้า หรือหม้อไอน้ำที่ใช้ชีวมวล/เชื้อเพลิงชีวภาพมาใช้

 

ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละโรงงานต่างก็มีแหล่งพลังงานที่แตกต่างเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตัวเอง เช่น โรงงาน Yasulor ประเทศอินโดนีเซีย ใช้พลังงานน้ำมาตั้งแต่ปี 2014 โดยอาศัยกระแสน้ำตามธรรมชาติจากภูเขาและเขื่อนในบริเวณใกล้ ๆ โรงงาน Baddi ประเทศอินเดีย ต้องดึงพลังงานน้ำจากระบบแม่น้ำโดยรอบในรัฐหิมาจัลประเทศ ในขณะที่ โรงงาน Chakan ประเทศอินเดีย จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับช่วงกลางวัน และใช้พลังงานลมสำหรับช่วงกลางคืน

 

เปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส และเปลี่ยน ‘รีฟิล’ ให้เป็นเรื่องเท่

 

นับตั้งแต่ปี 2007 ลอรีอัล เริ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งนำแนวทางนี้มาเป็นแกนหลังในการทบทวนการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบองค์รวมตั้งแต่กระบวนการออกแบบไปจนถึงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด ‘Drive Circularity’ หรือการขับเคลื่อนการหมุนเวียนทรัพยากร เพื่อให้ความงามและความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแท้จริง

 

15 ปี กับความทุ่มเทวางกรอบนโยบาย เช่น ปรับให้มีน้ำหนักเบาเพื่อลดการใช้ทรัพยากร ใช้วัสดุหมุนเวียน คิดค้นการทำบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ อาทิ ขวดน้ำหอมที่เติมใหม่ได้ บรรจุภัณฑ์รีฟิลสำหรับครีมบำรุงผิว และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ หรือแม้แต่แชมพูก้อนที่ใช้บรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษแทนขวดพลาสติก

 

เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้น ‘ดีจริง’ ลอรีอัลจึงสร้างเครื่องมือ Sustainable Product Optimization Tool (SPOT) เพื่อตรวจสอบและชี้วัดว่าผลิตภัณฑ์ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง และยังนำไปใช้สำหรับจำลองการออกแบบในรูปแบบต่างๆ เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมไปถึงระบุส่วนที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขหาปริมาณการลดลงของผลกระทบในทุกๆ ด้านของผลิตภัณฑ์และติดตามความคืบหน้าของฟุตปรินท์จากสูตรผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์

 

ในปี 2022 ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นหรือปรับปรุงใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 97% และ 100% ของผลิตภัณฑ์ผ่านการประเมินผลโดยใช้ SPOT และในปีเดียวกัน 98%ของกระดาษที่ใช้สำหรับใบปลิวผลิตภัณฑ์และ 99.9% ของกระดาษที่ใช้สำหรับกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองว่ามาจากป่าไม้ที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน

 

ปี 2023 พลาสติกที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์มาจากการรีไซเคิลหรือแหล่งวัตถุดิบชีวภาพถึง 26% และ 85% ของปริมาณพลาสติก PET ที่ลอรีอัลใช้ทั่วโลกมาจากการรีไซเคิล

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 3

 

ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ลอรีอัล พัฒนาโซลูชันเพื่อลดการใช้วัสดุและส่งเสริมการรีไซเคิล ลดการใช้พลาสติกใหม่ โดยวางกรอบแนวคิดสำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ปี 2007 บน 3 เสาหลักสำคัญ 3Rs ได้แก่

 

Reduce ลดการใช้พลาสติก ทั้งการทำให้บรรจุภัณฑ์เบาลง กำจัดส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น ปรับขนาดผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมที่สุด รวมถึงสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิล ทั้งแบบที่บ้านและในร้านค้า เพื่อเลี่ยงการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

 

Replace ทดแทนพลาสติกใหม่ ด้วยการใช้พลาสติก PCR (post-consumer recycled plastic) หรือพลาสติกที่ได้จากการนำขยะพลาสติกที่ผ่านการใช้งานของผู้บริโภคแล้วมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น วัสดุหมุนเวียน

 

Recycle ออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกของเราให้รีไซเคิลได้ เพื่อให้วัสดุได้นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อีกครั้งตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

ปี 2021 ลอรีอัล จับมือกับ Carbios สร้างขวดเครื่องสำอางขวดแรกที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลด้วยเอนไซม์ทั้งหมด ถือเป็นนวัตกรรมล้ำหน้าในวงการรีไซเคิลพลาสติก โดยตั้งเป้าที่จะใช้นวัตกรรมนี้ในปี 2025 เริ่มจากผลิตภัณฑ์กันแดด Waterlover sun mist ของ Biotherm

 

สำหรับเป้าหมายในปี 2030 ลอรีอัล มุ่งที่จะลดการใช้พลาสติกใหม่สำหรับบรรจุภัณฑ์ลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2019 จัดหาวัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์จากแหล่งรีไซเคิลหรือแหล่งชีวภาพให้ได้ 50% และ ลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ลง 20% เมื่อเทียบกับปี 2019

 

น้ำหอมรีฟีล: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา

 

‘รีฟีล’ ถือเป็นเสาหลักในเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยมี ‘Mugler Fountain’ ต้นแบบของการบุกเบิกน้ำหอมรีฟิล ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำพุสำหรับเติมน้ำหอมในศตวรรษที่ 18 โดยให้ลูกค้านำน้ำหอมมารีฟิลได้ ณ จุดขาย

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 4

 

น้ำหอมรีฟีลได้กลายมาเป็นความหรูหราใหม่ เมื่อ PRADA เปิดตัวขวดน้ำหอม PRADA Paradoxe น้ำหอมรีฟิลรุ่นแรกของแบรนด์ ที่ช่วยลดการใช้แก้วได้ 44% พลาสติก 67% โลหะ 100% และกระดาษแข็ง 61% แถมยังได้ เอ็มมา วัตสัน นักแสดงผู้ขับเคลื่อนความยั่งยืนมาเป็นแอมบาสซาเดอร์ให้กับ Prada Paradoxe น้ำหอมที่รีฟิลได้ง่ายๆ ที่บ้าน ยิ่งตอกย้ำว่าความหรูหราและความยั่งยืนอยู่ด้วยกันได้

 

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แบบรีฟิลกำลังขยายไปในแผนกผลิตภัณฑ์

 

นอกจากน้ำหอม ลอรีอัลกำลังขยายบรรจุภัณฑ์รีฟิลไปยังแผนกผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างในทวีปยุโรปแบรนด์ลอรีอัล ปารีส Elvive แชมพูอันดับ 1 ของโลก ที่ในเอเชียใช้ชื่อ Elseve มีถุงรีฟิลซึ่งช่วยลดการใช้พลาสติกลงได้ถึง 60% หรือ แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงเองก็มีผลิตภัณฑ์รีฟิลให้เลือกใช้ เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง Génifique Serum จาก Lancôme การใช้ขวดรีฟิลขนาด 50 มล. 1 ครั้ง ช่วยลดน้ำหนักของวัสดุทั้งหมดได้มากถึง 74% เมื่อเทียบกับขวดเดิม

 

ทั้งหมดนี้ ลอรีอัล ยึดหลักการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างมูลนิธิ Ellen MacArthur เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการเลือกสรรที่แข็งแกร่งและโปร่งใส

 

สนับสนุนโครงการด้านนวัตกรรมที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสียหาย

 

ธรรมชาติ คือแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับธุรกิจของลอรีอัล เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม ส่วนผสม 1,600 ชนิด จากพืชกว่า 350 สายพันธุ์ ตอกย้ำให้เห็นว่าลอรีอัลต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่สมบูรณ์และหลากหลายมากแค่ไหน

 

ความรับผิดชอบในการปกป้องและรักษาระบบนิเวศตามธรรมชาติจึงเป็นพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยยึดหลัก 3 ประการคือ หลีกเลี่ยง (Avoid), ลด (Reduce), และฟื้นฟูพร้อมสร้างใหม่ (Restore & Regenerate) พร้อมตั้งเป้าที่จะปรับเปลี่ยนระบบโดยรวม จึงลงทุนในโซลูชั่นที่ช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูภูมิทัศน์ให้กลับมาสมบูรณ์

 

ภายในปี 2030 ลอรีอัล มุ่งมั่นที่จะจัดหาวัตถุดิบชีวภาพที่ใช้ในสูตรและบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนอย่างน้อย 90% จัดหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือวัตถุดิบจากการรีไซเคิลสำหรับสูตรของผลิตภัณฑ์มากกว่า 75% และ ฟื้นฟูผืนดินให้มากกว่าพื้นที่ที่ใช้ไปเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศที่สำคัญให้แข็งแรงและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 5

 

สำหรับความมุ่งมั่นด้านการใช้น้ำภายในปี 2030 จะใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ 100% สำหรับกระบวนการผลิตในโรงงาน พร้อมทั้งส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำ เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขอนามัยและความงามของผู้บริโภคในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ

 

สุดท้ายแล้ว ความงามอาจเป็นมากกว่าเรื่องของผิวพรรณหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือวิธีคิด วิธีเลือก และวิธีลงมือทำของ ลอรีอัล องค์กรที่ตระหนักว่าทุกการตัดสินใจมีผลต่อโลกใบนี้ จึงไม่เพียงสร้างความงามให้ผู้คน หากกำลังออกแบบอนาคตที่ความงามเดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบ และเคารพขีดจำกัดของโลกอย่างจริงจัง เพราะโลกที่น่าอยู่ คือรากฐานของความงามที่ยั่งยืนที่แท้จริง

 

The post พันธกิจ ‘สร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก’ ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร https://thestandard.co/trump-us-withdraw-66-orgs/ Fri, 09 Jan 2026 08:25:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1163340 ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพาสหรัฐฯ […]

The post ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลกพร้อมกัน เมื่อวานนี้ (8 มกราคม) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นองค์กรหรือหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN) มากถึง 31 แห่ง โดยทรัมป์ระบุว่า องค์การและความร่วมมือเหล่านี้ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ

 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภาพสะท้อนและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการประกาศถอนตัวครั้งนี้ของทรัมป์

 

การเปลี่ยนผ่านระเบียบโลก: จาก ‘พหุภาคี’ สู่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’

 

อาจารย์ธนภัทรกล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ‘ส่งแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญ’ ต่อระเบียบโลก เดิมทีโลกดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์แบบ ‘พหุภาคี’ (Multilateralism) ที่หลายชาติตกลงร่วมกัน แต่สหรัฐฯ กำลังพยายามเปลี่ยนไปใช้นโยบายภายในของตนเองเป็นหลัก โดยต้องการให้การติดต่อสัมพันธ์ทุกอย่างยึด ‘กฎหมายภายในของสหรัฐฯ’ (U.S. Domestic Law) เหนือ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีการจัดการกับเวเนซุเอลาที่ทรัมป์อ้างกฎหมายสหรัฐฯ โดยไม่แตะต้องกฎหมายระหว่างประเทศเลย

 

ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงว่า สหรัฐฯ จะใช้ฐานของกฎหมายภายในบังคับกับนานาชาติว่า คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในสหรัฐฯ เราถึงจะเจรจาด้วย ทรัมป์ให้ความสำคัญกับพลเมืองอเมริกันก่อน และคิดว่ากฎหมายภายในของสหรัฐฯ อาจถูกพัฒนาไปเป็นกฎหมายที่นานาชาติจะต้องยอมรับ

 

อาจารย์ธนภัทรยังระบุว่า การถอนตัวนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลกและไทยในหลายมิติ พร้อมยกตัวอย่าง เช่น

 

ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ: มีองค์กรสำคัญที่สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวออกคือ คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission: ILC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน การที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวนี้ สะท้อนว่า บทบาทในการจัดการระเบียบโลกอาจตกอยู่กับชาติมหาอำนาจอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ หรืออาจทำให้องค์กรเหล่านี้มีความยากลำบากมากขึ้นในการดำรงอยู่

 

ด้านการเจรจาต่อรอง: สหรัฐฯ จะไม่เจรจาผ่านองค์กรกลาง แต่จะบีบให้คู่ค้าหรือพันธมิตรต้องเจรจาแบบ ‘ตัวต่อตัว’ (Bilateralism) ติดต่อเป็นรายเรื่อง รายประเด็น แทนการเจรจาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า

 

ด้านการปฏิบัติงานของไทย: อาจารย์ธนภัทรมองว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคีในหลายองค์การและหลายความร่วมมือ อีกทั้งหลายแห่งก็มีสำนักงานภูมิภาคตั้งอยู่ในไทยนั้น อาจทำให้ไทยทำงานได้ยากมากยิ่งขึ้น เพิ่มขั้นตอนในการประสานงานหรือส่งข้อมูลรายงาน จากเดิมที่ส่งข้อมูลให้กับองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนั้นๆ กลายเป็นว่า อาจต้องส่งแยกให้สหรัฐฯ ต่างหาก เพื่อดูว่าสหรัฐฯ จะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งสร้างความยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

 

เพราะหลายประเด็นอาจยังต้องการให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมหรือมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินการนั้นๆ แม้จะถอนตัวออกจากองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนั้นๆ ไปแล้วก็ตาม เช่น การรับผิดชอบต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในฐานะที่สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ของโลก

 

ขณะที่แหล่งข่าวของ THE STANDARD ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหนึ่งในองค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศที่ทรัมป์ประกาศถอนตัว ให้ข้อมูลในเบื้องต้นว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากนัก ทั้งยังระบุว่า องค์การและความร่วมมือระหว่างประเทศนี้จะยังคงเดินหน้าทำตามพันธกิจและเป้าหมายต่างๆ ต่อไป แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิก หรือเป็นรัฐภาคีแล้วก็ตาม

 

ทางด้านโฆษกของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า เลขาธิการ UN แสดงความเสียใจต่อการประกาศของทำเนียบขาว เกี่ยวกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะถอนตัวจากหน่วยงานต่างๆ ของ UN หลายแหล่ง พร้อมเน้นย้ำว่า การจ่ายเงินอุดหนุนงบประมาณปกติและงบประมาณด้านการรักษาสันติภาพของ UN ตามที่ได้รับอนุมัติจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) นั้น ถือเป็น ‘พันธกรณีทางกฎหมาย’ ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ สำหรับรัฐสมาชิกทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย หน่วยงานทั้งหมดของ UN จะยังคงทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป

 

โลกในวันที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ต้องการ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’

 

อาจารย์ธนภัทรยังวิเคราะห์ต่อไปว่า จุดที่สหรัฐฯ ขยับออกไปจากกฎกติกาโลกนี้ มีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง

 

แนวทางแรกคือ ชาติมหาอำนาจอื่นจะมีบทบาทนำในการผลักดันเรื่องนั้นๆ ในองค์กรระหว่างประเทศแทนสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางนี้ ‘เป็นไปได้มากที่สุด’

 

ส่วนแนวทางที่สองที่ ‘มีความเสี่ยง’ คือ ชาติมหาอำนาจอื่นอาจ ‘ตัดสินใจลาออกตาม’ เพื่อสร้างฐานของตัวเอง จีนอาจบอกว่าทุกคนต้องเชื่อจีน รัสเซียอาจบอกว่าต้องเชื่อรัสเซีย โลกอาจเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ที่คนกังวลกันว่า เมื่อสหรัฐฯ ไม่ยอมรับระเบียบโลกแล้ว ทำไมชาติอื่นต้องยอมรับ แต่ถ้าชาติอื่นๆ ยังกอดกันแน่นอยู่ในกรอบพหุภาคี ท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะถูกบีบให้กลับเข้ามาอยู่ในกรอบใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าต่างคนต่างแยกตัวออกไป อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ของประชาคมโลก

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่กลไกภายในของสหรัฐฯ ยังทำงานอยู่ โดยเฉพาะการคานอำนาจจากพรรคเดโมแครตและสถาบันตุลาการ เช่น ศาลต่างๆ ที่อาจไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของทรัมป์เสมอไป ซึ่งปัจจัยภายในเหล่านี้ น่าจะมีผลในการยับยั้งทรัมป์ มากกว่าแรงกดดันจากภายนอกประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Getty Images / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ทรัมป์พาสหรัฐฯ ถอนตัว 66 องค์การระหว่างประเทศ กระทบโลกและไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรีนแลนด์อยู่ตรงไหน ทำไมทรัมป์อยากได้? https://thestandard.co/greenland-trump-want-location/ Wed, 07 Jan 2026 07:43:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1162224 กรีนแลนด์อยู่ตรงไหน ทำไมทรัมป์อยากได้?

หลังปฏิบัติการช็อกโลกรับปีใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาบุกเวเนซ […]

The post กรีนแลนด์อยู่ตรงไหน ทำไมทรัมป์อยากได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรีนแลนด์อยู่ตรงไหน ทำไมทรัมป์อยากได้?

หลังปฏิบัติการช็อกโลกรับปีใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาบุกเวเนซุเอลา ล่าสุด สปอร์ตไลต์ในการเมืองระหว่างประเทศได้ฉายไปยังดินแดนเหนือสุดของแผนที่โลกอย่าง ‘กรีนแลนด์’ อีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ รุกหนัก พยายามอ้างสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว โดยออกมาตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเดนมาร์ก และไม่ปิดความไปได้ที่จะใช้ ‘กำลัง’ ยึดครองดินแดน

 

ขณะที่ผู้นำยุโรปและกลุ่มประเทศนอร์ดิกแสดงจุดยืนต่อต้านของสหรัฐฯ โดยย้ำว่า กรีนแลนด์เป็นของเดนมาร์ก ทำให้ ลอร์ด ริคเกตส์ (Lord Ricketts) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหราชอาณาจักรวิเคราะห์ว่า การที่สหรัฐฯ ผนวกกรีนแลนด์คือหายนะของ NATO และถือเป็นจุดสิ้นสุดพันธมิตรทรานส์แอตแลนติก ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ

 

คำถามสำคัญคือ ทำไมกรีนแลนด์จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจ THE STANDARD สรุปเหตุผลสำคัญไว้ใน INFO นี้

 

กรีนแลนด์ตั้งอยู่ที่ไหน สถานะเป็นอย่างไร

 

  • กรีนแลนด์ตั้งอยู่ภูมิภาคอาร์กติกระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลอาร์กติก แต่ในเชิงภูมิศาสตร์ถือว่า ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากไม่นับรวมทวีปออสเตรเลีย

 

  • กรีนแลนด์มีพื้นที่ราว 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร โดย 80% ของพื้นที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง มีประชากรราว 5.6 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่เมืองหลวงอย่างกรุงนุก ถือเป็นดินแดนที่มีประชากรหนาแน่นต่ำที่สุดในโลก

 

  • ชาวอินูอิตเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุค 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาคือชาวไวกิงในยุโรปเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในศตวรรษที่ 10

 

  • กรีนแลนด์เป็นอาณานิคมของเดนมาร์กอย่างเป็นทางการในปี 1814 และได้สิทธิปกครองในปี 1979

 

  • ปัจจุบัน กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองตามที่เดนมาร์กให้อำนาจในปี 2009 เช่น มีอำนาจตัดสินใจประเด็นด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (รวมถึงมีสิทธิจัดประชามติเพื่อประกาศเอกราชได้) ยกเว้นประเด็นระดับชาติ เช่น การต่างประเทศ หรือการป้องกันประเทศ

 

  • ปัจจุบัน กรีนแลนด์ต้องการเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก โดยหนึ่งในเหตุผลคือความขัดแย้งประวัติศาสตร์ช่วงอาณานิคม มีการค้นพบว่า เดนมาร์กละเมิดสิทธิมนุษยชนชนพื้นเมือง เช่น บังคับให้ผู้หญิงกรีนแลนด์ฝังห่วงคุมกำเนิดในช่วงปี 1960-1970 แต่อุปสรรคสำคัญของการประกาศเอกราช คือ กรีนแลนด์ยังคงพึ่งพาเงินอุดหนุนจากเดนมาร์กถึง 500 ล้านยูโร (ประมาณ 18.5 พันล้านบาท) ต่อปี

 

กรีนแลนด์สำคัญอย่างไร ทำไมทรัมป์อยากได้?

 

  • กรีนแลนด์ตั้งอยู่กึ่งกลางยุโรปและอเมริกาเหนือ ถือเป็นเส้นทางการบินที่สั้นที่สุด หากต้องเดินทางไปมาระหว่างสองภูมิภาค

 

  • กรีนแลนด์มีฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ชื่อ Pituffik ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของดินแดน โดยทำหน้าที่เตือนภัย ป้องกันขีปนาวุธ ป้องกันภัยทางอากาศ รวมไปถึงติดตามกิจกรรมทางทหารตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา

 

  • กรีนแลนด์ตั้งอยู่ในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งในปัจจุบันเป็นสนามการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจโลก โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 ที่เร่งให้ประเทศในยุโรปตอนเหนือประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมด เช่น ฟินแลนด์และสวีเดนตัดสินใจเข้าร่วม NATO

 

  • กรีนแลนด์ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ GIUK Gap (Greenland-Iceland-United Kingdom) ซึ่งเป็นช่องทางทางทะเลระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เชื่อมภูมิภาคอาร์กติกกับมหาสมุทรแอตแลนติก โดยในปัจจุบัน ยังมีความสำคัญในการติดตามความเคลื่อนไหวของรัสเซีย

 

  • กรีนแลนด์จะเป็นเส้นทางเดินเรือสายใหม่ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้น้ำแข็งละลาย เพราะมีที่ตั้งใกล้เส้นทางเดินเรือ 2 เส้น คือ Northwest Passage และ Transpolar Sea Route โดยเชื่อกันว่า ในอนาคตกรีนแลนด์จะได้เส้นทางใหม่ที่อาจลดเวลาเดินเรือ และหลีกเลี่ยงเส้นทางคอขวดอื่นๆ อย่างคลองสุเอซและคลองปานามา (แต่มีข้อถกเถียงว่า ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ)

 

  • กรีนแลนด์คือขุมทรัพย์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน, ก๊าซ, สังกะสี, ตะกั่ว, ทองคำ, แร่เหล็ก, ก๊าซธรรมชาติ และแร่หายากขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งจำเป็นต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยมีการวิเคราะห์ว่า หากมีโครงการขุดแร่หายากในกรีนแลนด์ จะทำให้โลกตะวันตกพลิกเกมในศึกแรร์เอิร์ธจากจีน เพราะจำนวนทรัพยากรมีมากพอให้ได้ใช้นานถึงพันปี

 

กรีนแลนด์อยู่ตรงไหน ทำไมทรัมป์อยากได้? 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

อ้างอิง:

The post กรีนแลนด์อยู่ตรงไหน ทำไมทรัมป์อยากได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกอุตสาหกรรมน้ำตาลปี 2026 พลิกกลับมาหดตัว 9% รับราคาน้ำตาลโลกดิ่งต่ำ หลังอินเดียผลิตล้น-พิษภาษีทรัมป์ฉุดดีมานด์โลก https://thestandard.co/sugar-industry-thailand-2026-decline/ Thu, 25 Dec 2025 08:47:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1158191 เจาะลึกอุตสาหกรรมน้ำตาลปี 2026 พลิกกลับมาหดตัว 9% รับราคาน้ำตาลโลกดิ่งต่ำ หลังอินเดียผลิตล้น-พิษภาษีทรัมป์ฉุดดีมานด์โลก

SCB EIC คาดว่า รายได้ของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2569 มีแนว […]

The post เจาะลึกอุตสาหกรรมน้ำตาลปี 2026 พลิกกลับมาหดตัว 9% รับราคาน้ำตาลโลกดิ่งต่ำ หลังอินเดียผลิตล้น-พิษภาษีทรัมป์ฉุดดีมานด์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกอุตสาหกรรมน้ำตาลปี 2026 พลิกกลับมาหดตัว 9% รับราคาน้ำตาลโลกดิ่งต่ำ หลังอินเดียผลิตล้น-พิษภาษีทรัมป์ฉุดดีมานด์โลก

SCB EIC คาดว่า รายได้ของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2569 มีแนวโน้มพลิกกลับมาหดตัว โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก แม้ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตน้ำตาลไทยในปีการผลิต 2568/2569 จะเพิ่มขึ้น 6.3% จากปีการผลิต 2567/2568 มาอยู่ที่ 10.7 ล้านตัน ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95.4 ล้านตัน จากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติในหลายพื้นที่

 

ในขณะที่ราคาส่งออกน้ำตาลของไทยโดยเฉลี่ยในปี 2569 จะลดลง 14.4%YOY มาอยู่ที่ 423 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สอดคล้องกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่จะลดลงมาอยู่ที่ 15.3 เซนต์ต่อปอนด์ เนื่องจากตลาดน้ำตาลโลกมีแนวโน้มกลับมาเผชิญภาวะเกินดุล จากผลผลิตโลกที่เติบโตดี ตามสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก ที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 19.9% จากปีการผลิตที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่เติบโตชะลอลงจากนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ยังส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำตาลโลกเติบโตต่ำ กดดันราคาน้ำตาลในตลาดโลก ซึ่งราคาน้ำตาลที่ลดลงจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทยในปี 2569 หดตัว 9.0%YOY จากที่จะขยายตัว 27.3%YOY ในปี 2568

 

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกจะลดลงไม่มาก เนื่องจากปริมาณการส่งออกน้ำตาลในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 6.3%YOY ตามผลผลิตน้ำตาลของไทยที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเอเชียยังมีผลผลิตน้ำตาลไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในภูมิภาค ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทย ทั้งนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำตาลโลก ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่จะกระทบต่อผลผลิตและราคาน้ำตาล และปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่จะกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำตาลของไทย

 

อนึ่ง การเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำตาลในระยะต่อไป ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายด้านการเกษตรของประเทศคู่ค้า/คู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และกระแสความยั่งยืน

 

  • ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายด้านการเกษตรของประเทศคู่ค้า/คู่แข่ง ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น นโยบายด้านการเกษตรของประเทศต่างๆ ก็มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งสภาวการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดโลกต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) จะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาล ต้องเผชิญกับผลประกอบการที่มีความผันผวนมากขึ้น จากทั้งต้นทุนการผลิตและปริมาณวัตถุดิบที่มีความไม่แน่นอนสูง
  • นโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low carbon economy) เช่น มาตรการการค้าระหว่างประเทศ การเก็บภาษีคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจน้ำตาลปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาล โดยผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบมีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลมากขึ้นในอนาคต

 

SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

 

ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนสูงของภาวะเศรษฐกิจ กฎระเบียบและข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศคู่ค้า/คู่แข่ง เช่น นโยบายด้านการผลิตและการค้าน้ำตาลของอินเดียและบราซิล นโยบายพึ่งพาตนเองด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ เป็นต้น มีการกระจายการส่งออกไปยังตลาดส่งออกที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และมีการจัดทำแผนฉุกเฉินต่อความเป็นไปได้ของฉากทัศน์ (Scenario) ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงการลงทุนเพื่อให้สามารถคว้าโอกาสและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระแสความยั่งยืน เช่น การช่วยสนับสนุนให้ชาวไร่อ้อยสามารถลงทุนในแหล่งน้ำ หรือการสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำร่วมด้วย

 

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Sugar-industry-241225

The post เจาะลึกอุตสาหกรรมน้ำตาลปี 2026 พลิกกลับมาหดตัว 9% รับราคาน้ำตาลโลกดิ่งต่ำ หลังอินเดียผลิตล้น-พิษภาษีทรัมป์ฉุดดีมานด์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก https://thestandard.co/key-messages-usa-greenland/ Wed, 24 Dec 2025 08:03:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1157854 ทำไมสหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก

“เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพื่อ […]

The post ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก

“เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพื่อแร่ธาตุ เรามีแหล่งแร่และน้ำมันมากมายอยู่แล้ว” เป็นคำยืนยันของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ (23 ธันวาคม) หลังแต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี (Jeff Landry) ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ โดยไม่ได้หารือกับทางการกรีนแลนด์หรือเดนมาร์ก

 

เป็นเหตุให้ เมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และเยนส์ เฟรเดอริก นีลเซน (Jens-Frederik Nielsen) นายกฯ กรีนแลนด์ออกโรงคัดค้านว่า ดินแดนดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ได้

 

ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) กล่าวเตือนว่า ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกเป็นวาระสำคัญ และบูรณภาพแห่งดินแดน คือหลักการพื้นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญ โดย EU จะยืนข้างเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในประเด็นดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ

 

“กรีนแลนด์เป็นของประชาชน เดนมาร์กคือผู้ค้ำประกัน” เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุสั้นๆ

 

กรีนแลนด์มีความเป็นมาและสถานะอย่างไร

 

กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก (หากไม่นับรวมทวีปออสเตรเลีย) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลอาร์กติก แต่ในเชิงภูมิศาสตร์ถือว่าตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีพื้นที่เกือบ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร ขณะที่ 80% ของพื้นที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง และมีประชากรราว 5.6 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่เมืองหลวงอย่างนุก

 

ย้อนกลับไป ชาวอินูอิตเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุค 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาชาวไวกิงในยุโรปเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในศตวรรษที่ 10 ขณะที่ในปี 1814 เดนมาร์กได้ประกาศให้กรีนแลนด์เป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ ก่อนจะยกระดับเป็นจังหวัดหนึ่งของเดนมาร์ก และได้รับสิทธิปกครองตนเองในปี 1979 ร่วมกับหมู่เกาะแฟโร

 

ในปี 2009 กรีนแลนด์ได้รับอำนาจปกครองตนเองเพิ่มขึ้น ครอบคลุมในด้านกิจการภายใน เช่น การศึกษาหรือการสาธารณสุข รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เดนมาร์กยังมีอำนาจด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการให้งบประมาณสนับสนุน

 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจในเดือนมกราคม 2025 ชี้ว่า ชาวกรีนแลนด์ต้องการเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก ในเงื่อนไขสำคัญคือ เศรษฐกิจต้อง ‘แข็งแกร่ง’ มากพอ หากแต่ประชากร 85% ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

อนึ่ง เดนมาร์กและกรีนแลนด์มีความบาดหมางทางประวัติศาสตร์ โดยมีการขุดคุ้ยอดีตในช่วงอาณานิคมว่า เดนมาร์กละเมิดสิทธิและกระทำย่ำยีชาวกรีนแลนด์ เช่น การบังคับให้ผู้หญิงกรีนแลนด์ฝังห่วงคุมกำเนิดในช่วงปี 1960-1970 ทำให้ มูเต เอเกเด อดีตนายกฯ กรีนแลนด์ถึงเรียกว่า นี่คือ ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยรัฐ’

 

ขณะที่มีความเชื่อว่า กรีนแลนด์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก โดยในปี 2024 มีการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงในชื่อ Greenland in the World – Nothing About Us Without Us ว่า ภายในปี 2024-2033 กรีนแลนด์ต้องมีความสำคัญบนเวทีโลก

 

สหรัฐฯ เชื่อมโยงกับ กรีนแลนด์ อย่างไร

 

สำหรับการเข้ามาของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ ต้องย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กทำข้อตกลงอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาปกป้องกรีนแลนด์ในปี 1941 เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ เช่น การเป็นเส้นทางเดินเรือ หรือการสกัดกั้นเรือดำน้ำเยอรมนีในเวลานั้น

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น อย่างฐานทัพอากาศ Pituffik ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ โดยทำหน้าที่เตือนภัย ป้องกันขีปนาวุธ ป้องกันภัยทางอากาศ รวมไปถึงติดตามกิจกรรมทางทหารของสหภาพโซเวียต

 

อันที่จริง แนวคิดการครอบครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปจะพบว่า วอชิงตันพยายามผลักดันประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เช่น

 

  • 1867 – สหรัฐฯ เคยสำรวจแนวโน้มการซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ แต่เดนมาร์กไม่สนใจขาย

 

  • 1910 – เคยมีข้อเสนอแลกเปลี่ยนดินแดนสามฝ่าย โดยสหรัฐฯ เสนอแลกกรีนแลนด์กับดินแดนบางส่วนของฟิลิปปินส์ให้เดนมาร์ก

 

  • 1946 – สหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน เคยขอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กด้วยทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์อย่างเป็นความลับ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ ต้องครอบครองกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลทางการทหาร

 

  • 1955 – เสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐฯ เคยแนะนำให้รัฐบาลพยายามซื้อกรีนแลนด์เพื่อรับประกันการเข้าถึงทางทหาร แต่ไม่มีข้อเสนออย่างเป็นทางการ

 

  • 2019 – ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดซื้อกรีนแลนด์อีกครั้ง แต่เดนมาร์กปฏิเสธ ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ประท้วงด้วยการยกเลิกแผนการเยือนโคเปนเฮเกน

 

  • 2025 – ทรัมป์ระบุว่า การครอบครองกรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน เสนอร่างกฎหมายให้ประธานาธิบดีเจรจากับเดนมาร์กเพื่อซื้อกรีนแลนด์

 

ทำไมสหรัฐฯ ต้องการครอบครองกรีนแลนด์?

 

ทรัมป์ระบุว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญในมิติความมั่นคงของประเทศ ซึ่งขณะนี้มีเรือของมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนอยู่ตามแนวชายฝั่ง โดยอ้างว่าเหตุผลการครอบครองไม่ใช่เรื่องทรัพยากร เพราะอเมริกามีแร่และน้ำมันอยู่แล้ว พร้อมทั้งยังตั้งคำถามต่อสิทธิการครอบครองกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก

 

อย่างไรก็ดีกรีนแลนด์โต้แย้งทรัมป์ว่า ไม่พบเรือของทั้งสองประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนของจีนในกรีนแลนด์เริ่มลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา แม้เคยสนใจโครงการเหมืองแร่และการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

 

(หมายเหตุ: จีนเคยสนใจลงทุนเส้นทางการเดินเรือในอาร์กติก ภายใต้โครงการ Polar Silk Road แต่บทบาทของปักกิ่งลดลงอย่างมาก เพราะแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนจึงร่วมมือลงทุนทางอ้อมกับรัสเซียแทน)

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรีนแลนด์กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นพื้นที่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังรวมถึงเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ดังต่อไปนี้

 

  1. การมีเส้นทางที่สั้นที่สุด หากต้องเดินทางไปมาระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรป
  2. การมีฐานทัพสหรัฐฯ สำหรับระบบเตือนภัยขีปนาวุธ การป้องกันขีปนาวุธ และการเฝ้าระวังทางอากาศ
  3. การตั้งอยู่ในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งกำลังกลายเป็นสนามการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปและมหาอำนาจโลก โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 ที่เร่งให้ประเทศในยุโรปตอนเหนือประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมด เช่น ฟินแลนด์และสวีเดนตัดสินใจเข้าร่วม NATO
  4. การตั้งอยู่บนจุด GIUK Gap (Greenland–Iceland–United Kingdom) หรือจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ในการต่อต้านเรือดำน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงสงครามเย็น ซึ่งในปัจจุบัน ยังมีความสำคัญในการติดตามความเคลื่อนไหวของรัสเซีย
  5. การเป็นเส้นทางเดินเรือสายใหม่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กล่าวคือ กรีนแลนด์มีที่ตั้งใกล้เส้นทางเดินเรือ 2 เส้น คือ Northwest Passage และ Transpolar Sea Route หากน้ำแข็งในทวีปอาร์กติกละลาย กรีนแลนด์จะได้เส้นทางใหม่ที่อาจลดเวลาเดินเรือ และหลีกเลี่ยงเส้นทางคอขวดอื่นๆ อย่างคลองสุเอซและคลองปานามา

 

อย่างไรก็ดีมีข้อถกเถียงว่า เส้นทางนี้อาจไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสภาพอากาศรุนแรง แต่ในแผนระยะยาว กรีนแลนด์จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความปลอดภัยทางทะเล และโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาร์กติก

 

นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังมีความสำคัญในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สังกะสี, ตะกั่ว, ทองคำ, แร่เหล็ก, ก๊าซธรรมชาติ และเป็นขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งจำเป็นต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

 

กรีนแลนด์ถูกเดิมพันว่าจะกลายเป็น ‘ดินแดนแร่แห่งใหม่’ ของโลก โดยรายงานของ BBC ระบุว่า บริษัทต่างๆ พยายามวางแผนขุดแร่หายากอย่างจริงจัง หากแต่อุปสรรคสำคัญคือขั้นตอนการสร้างเหมืองที่ต้องริเริ่มตั้งแต่โรงงาน ที่พัก ท่าเรือ การหาเงินทุน การศึกษาความเป็นไปได้ ไปจนถึงการอนุมัติจากรัฐบาล

 

เกร็ก บาร์นส์ (Greg Barnes) นักธรณีวิทยาและผู้ก่อตั้งโครงการขุดเหมืองแร่ Tanbreez ที่สำรวจพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายปีระบุว่า หากมีโครงการขุดแร่หายากในกรีนแลนด์ อาจทำให้ชาติตะวันตก ‘พลิกเกม’ ในศึกแรร์เอิร์ธได้ เพราะจำนวนทรัพยากรในกรีนแลนด์มีมากพอให้ใช้ได้นานถึงพันปี

 

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทที่ได้ถือใบอนุญาตขุดเหมืองแร่ในเชิงพาณิชย์เพียง 9 แห่ง และมีเหมือง 2 แห่งที่เปิดดำเนินการจริงจังในกรีนแลนด์

 

ปัจจุบันจีนผลิตแร่หายากราว 60% และแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก โดยในช่วงที่ผ่านมา จีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายาก แม้จะมีการระงับมาตรการหลังเจรจากับสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของชาติตะวันตก ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวจากจีน

 

ภาพ: Michael Kappeler / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทำไม สหรัฐฯ ต้องการ กรีนแลนด์? ไขเหตุผลความมั่นคง-ภูมิรัฐศาสตร์ในอาร์กติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไลฟ์สไตล์ดันดีมานด์ ตลาดกาแฟโตแรง แต่ไทยยังผลิตไม่พอขาย OR เตือนต้นทุน-ซัพพลายเสี่ยงระยะยาว https://thestandard.co/thai-coffee-supply-shortage-risk/ Sat, 20 Dec 2025 06:32:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1156489 Headline: ไลฟ์สไตล์ดันดีมานด์ ตลาดกาแฟโตแรง แต่ไทยยังผลิตไม่พอขาย OR เตือนต้นทุน-ซัพพลายเสี่ยงระยะยาว Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, the provided headline already adheres to this style, as there are no instances where a proper noun immediately follows a verb as its object. ไทย does not follow a verb, and OR is the subject of its clause, not an object following a verb. Therefore, no changes are needed.

จากเดิมที่กาแฟเป็นเพียงเครื่องดื่มแก้ง่วง วันนี้ได้กลาย […]

The post ไลฟ์สไตล์ดันดีมานด์ ตลาดกาแฟโตแรง แต่ไทยยังผลิตไม่พอขาย OR เตือนต้นทุน-ซัพพลายเสี่ยงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Headline: ไลฟ์สไตล์ดันดีมานด์ ตลาดกาแฟโตแรง แต่ไทยยังผลิตไม่พอขาย OR เตือนต้นทุน-ซัพพลายเสี่ยงระยะยาว Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, the provided headline already adheres to this style, as there are no instances where a proper noun immediately follows a verb as its object. ไทย does not follow a verb, and OR is the subject of its clause, not an object following a verb. Therefore, no changes are needed.

จากเดิมที่กาแฟเป็นเพียงเครื่องดื่มแก้ง่วง วันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ส่งให้ตลาดกาแฟเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่ขยายตัวเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังแก้วกาแฟที่ผู้บริโภคดื่มกันในแต่ละวัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องรสชาติหรือบรรยากาศของร้านเท่านั้น

 

แต่ยังซ่อนความท้าทายรอบด้านที่ผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต้องเผชิญ ตั้งแต่ปัญหาซัพพลาย ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงความยั่งยืนของระบบการผลิตทั้งหมด ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด

 

พงษ์ศักดิ์ ภัทรเมธีวิญญู ผู้จัดการฝ่ายบริหารห่วงโซ่อุปทานเมล็ดกาแฟดิบ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ฉายภาพว่า ปัจจุบันคนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยราว 1-2 แก้วต่อคนต่อวัน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วง 5-7 ปีก่อน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจากการดื่มกาแฟเพื่อกระตุ้นความสดชื่น ไปสู่การดื่มกาแฟในฐานะไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการเติบโตของวัฒนธรรมคาเฟ่และกาแฟชนิดพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ทำให้กาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และประสบการณ์ของผู้บริโภค

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

กระแสดังกล่าวส่งอานิสงส์ให้ Café Amazon มียอดขายกาแฟสูงถึงราว 400 ล้านแก้วต่อปี และเมื่อดีมานด์ในตลาดขยายตัวต่อเนื่อง ธุรกิจจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้เพียงพอและมีเสถียรภาพ โดยปัจจุบันแหล่งจัดซื้อเมล็ดกาแฟของ Café Amazon แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การรับซื้อจากเกษตรกรและภาคีเครือข่ายที่บริษัทเข้าไปส่งเสริมโดยตรง การรับซื้อจากวิสาหกิจชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โครงการหลวง และการจัดหาผ่านผู้ค้าทั่วไปหรือพ่อค้าคนกลาง

 

ในเชิงสัดส่วน วัตถุดิบกาแฟที่มาจากเกษตรกรและภาคีเครือข่ายคิดเป็นประมาณ 25-30% ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่กาแฟจากพ่อค้าคนกลางยังมีสัดส่วนมากกว่า 50% โดยแนวทางการทำงานกับเกษตรกร OR ไม่ได้ใช้รูปแบบสัญญาผูกมัดหรือบังคับขาย แต่เน้นการสร้างตลาดที่มั่นคงและกำหนดราคาที่เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้จริงในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเกษตรกรกาแฟไม่ใช่กระบวนการที่เห็นผลในระยะสั้น ตั้งแต่การฟื้นฟูพื้นที่ การปลูกไม้ร่มเงา การปลูกกาแฟ ไปจนถึงการให้ผลผลิตและแปรรูปเชิงพาณิชย์ ล้วนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี และในหลายพื้นที่อาจยืดเยื้อถึง 5-6 ปี ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านภูมิประเทศยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีต้องปลูกในพื้นที่สูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล และจะให้คุณภาพดีที่สุดในระดับมากกว่า 1,000 เมตร เพราะอุณหภูมิที่เย็นช่วยให้เมล็ดกาแฟสุกช้า สะสมสารอาหารได้ดี ส่งผลต่อรสชาติและราคาขาย หากปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม เมล็ดกาแฟจะมีขนาดเล็ก คุณภาพลดลง และราคาตกต่ำ

 

พงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในเชิงโครงสร้างประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตกาแฟได้เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตสูงสุดเพียงราว 20,000 ตันต่อปี ขณะที่การบริโภคกาแฟรวมทั้งเมล็ดดิบและกาแฟสำเร็จรูปอยู่ในระดับหลักแสนตันต่อปี ทำให้กาแฟยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

 

จากบริบทดังกล่าว เป้าหมายระยะยาวของ OR คือการเพิ่มสัดส่วนกาแฟยั่งยืนจากเกษตรกรในประเทศให้มากขึ้น พร้อมทยอยลดการพึ่งพาซัปพลายจากพ่อค้าคนกลาง โดยจะจัดหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมเฉพาะในกรณีที่ปริมาณวัตถุดิบยังไม่เพียงพอ

 

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมกาแฟทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง พายุ โรคพืช และศัตรูพืช ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับความต้องการบริโภคที่เติบโตเฉลี่ย 7-8% ต่อปี โดยกรณีของบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เคยสูญเสียผลผลิตมากกว่า 25% จากภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ราคากาแฟโลกปรับตัวสูงและตึงตัวต่อเนื่องหลายปี

 

สำหรับแนวโน้มราคากาแฟในช่วงปี 2568-2569 ทั้งตลาดโลกและในประเทศไทยยังมีทิศทางอยู่ในระดับสูง โดยปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 6-7% และยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดล่าช้า

 

OR มองว่า หากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม่เร่งสร้างซัปพลายกาแฟที่ยั่งยืน ต้นทุนกาแฟในอนาคตอาจพุ่งสูงจนผู้บริโภครับภาระไม่ไหว และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งร้านกาแฟรายย่อยและเชนขนาดใหญ่ ดังนั้น การลงทุนพัฒนาเกษตรกร การดูแลระบบนิเวศ และการสร้างตลาดที่เป็นธรรม จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลของทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมกาแฟ

 

ท้ายที่สุด พงษ์ศักดิ์ ย้ำว่า บทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การเป็น ผู้ซื้อ แต่ต้องเป็น ผู้ร่วมสร้างระบบ เพราะหากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน ลดการทำเกษตรเชิงเดี่ยว และฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหา PM2.5 และความผันผวนของซัปพลายกาแฟในระยะยาว ก็มีโอกาสคลี่คลายได้อย่างเป็นรูปธรรม

The post ไลฟ์สไตล์ดันดีมานด์ ตลาดกาแฟโตแรง แต่ไทยยังผลิตไม่พอขาย OR เตือนต้นทุน-ซัพพลายเสี่ยงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’! Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง https://thestandard.co/microsoft-agentic-ai-partner-2026/ Fri, 19 Dec 2025 08:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1156404 ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’ Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง

ไมโครซอฟท์ได้ออกมาเปิดเผยถึงเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที […]

The post ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’! Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’ Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง

ไมโครซอฟท์ได้ออกมาเปิดเผยถึงเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในปี 2569 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่เทคโนโลยีจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือทุ่นแรง ไปสู่การเป็น ‘คู่คิด’ หรือพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงเทคโนโลยี แต่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งภาคธุรกิจ ชีวิตประจำวัน และการแก้ไขปัญหาสำคัญระดับโลก

 

แนวโน้มหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการที่ AI มุ่งเน้นไปที่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง (Real-world Impact) โดยจะเข้าไปยกระดับศักยภาพการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์, การพัฒนาซอฟต์แวร์, ควอนตัมคอมพิวติ้ง ไปจนถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ความก้าวหน้านี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ และนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม

 

หนึ่งในบทบาทที่น่าจับตามองที่สุดคือการใช้ AI เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไมโครซอฟท์ได้พัฒนานวัตกรรมอย่าง ‘Aurora’ ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีความสามารถในการพยากรณ์สภาพอากาศและเหตุการณ์ทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ช่วยให้มนุษย์สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

 

เทคโนโลยีดังกล่าวยังรวมถึงการพัฒนาระบบตรวจจับน้ำท่วมด้วยภาพเรดาร์จากดาวเทียมที่สามารถทะลุทะลวงผ่านเมฆและทำงานได้แม้ในเวลากลางคืน ทำให้นักวิจัยสามารถระบุพื้นที่เสี่ยงและประเมินผลกระทบได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน

 

นอกจากนี้ AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านโครงการอย่าง ‘MatterGen’ และ ‘MatterSim’ ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI อัจฉริยะที่ช่วยเร่งกระบวนการค้นพบวัสดุใหม่ๆ สำหรับการดักจับคาร์บอนและการพัฒนาแบตเตอรี่พลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรโลกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ในมิติของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่าน 7 เทรนด์หลัก เริ่มต้นจากการที่ ‘AI Agent’ จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงานซ้ำซ้อนและข้อมูลมหาศาล เพื่อเปิดทางให้มนุษย์ได้ใช้เวลากับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยจะมาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ที่เข้มงวดเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง

 

ด้านวงการแพทย์ AI จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ช่วยวินิจฉัย ไปสู่การเป็นเครื่องมือคัดกรองโรคและวางแผนการรักษาที่แม่นยำ ตัวอย่างเช่น โมเดล ‘BioEmu-1’ ที่ช่วยพัฒนายา หรือ ‘RAD-DINO’ ที่วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ได้อย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนหมอทั่วโลก รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

 

สำหรับวงการวิจัย AI จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ โดยสามารถร่วมสร้างสมมติฐานและควบคุมการทดลองในสาขาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ชาญฉลาดขึ้นด้วยระบบ ‘Superfactories’ ที่กระจายตัวทั่วโลก เพื่อบริหารจัดการพลังประมวลผลให้คุ้มค่าและยั่งยืน

 

ในส่วนของการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI จะก้าวข้ามการเข้าใจเพียงบรรทัดโค้ด ไปสู่การเข้าใจบริบทและความสัมพันธ์ของระบบทั้งหมด หรือที่เรียกว่า ‘Repository Intelligence’ ซึ่งจะช่วยให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาได้ ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าของควอนตัมคอมพิวติ้งที่ผสานเข้ากับ AI จนเกิดเป็น ‘Hybrid Computing’

 

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวเสริมว่า “ในปี 2569 เราจะเห็น AI เข้ามามีบทบาทจริงในการปลดล็อกข้อจำกัดและสร้างโอกาสใหม่ๆ อย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นว่า AI จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นประโยชน์กับทุกคนได้อย่างแท้จริง”

 

ข้อมูลจากการใช้งาน ‘Copilot’ ในปี 2025 ยังชี้ให้เห็นว่าผู้คนเริ่มมอง AI เป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่เป็น ‘เพื่อนคู่คิดดิจิทัล’ ที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องตั้งแต่สุขภาพไปจนถึงความสัมพันธ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของมนุษย์ในการใช้ชีวิตร่วมกับปัญญาประดิษฐ์อย่างกลมกลืน ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งเทคโนโลยี

 

ภาพ: AntonKhrupinArt / Shutterstock

The post ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’! Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>