การออกแบบ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การออกแบบ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 27 Jan 2026 08:49:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จากแนวคิดการออกแบบของ AP กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน https://thestandard.co/life/ap-design-home-collection-daily-life/ Thu, 29 Jan 2026 01:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1168203 ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน

จากแนวคิดการออกแบบของ AP กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน […]

The post จากแนวคิดการออกแบบของ AP กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน

จากแนวคิดการออกแบบของ AP กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection

 

ในช่วงเวลาที่งานออกแบบถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางผ่าน Bangkok Design Week 2026 AP นำเสนอแนวคิด Living Quality ผ่าน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection คอลเล็กชันที่ถอดนิยามการออกแบบพื้นที่ของ AP ให้กลายเป็นวัตถุที่อยู่ร่วมกับชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ ภายใต้การออกแบบของ Charif Lona เส้นสายเรขาคณิตที่ปรากฏบนแก้ว กาน้ำชา และภาชนะต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงลวดลาย แต่คือโครงสร้างที่สะท้อนจังหวะของการอยู่อาศัย ความเรียบง่าย ความสมดุล และช่วงเวลาที่ชีวิตได้หยุดพัก

 

ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน 1ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน 2ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน 3ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน 4

 

ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ Tableware สำหรับการดื่มชา กาแฟในทุกวัน ไปจนถึง Candle Series ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศของการผ่อนคลาย Home Collection ชุดนี้ตั้งใจให้ Living Quality เป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริง ไม่ใช่แนวคิดที่โดดเด่นเหนือชีวิต แต่ค่อยๆ แทรกซึมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร เพื่อย้ำว่าบ้านในแบบของ AP ไม่ใช่เพียงพื้นที่อยู่อาศัย หากคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีคุณค่าในทุกวัน

 

ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน 5ภาพคอลเล็กชัน THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection จาก AP ที่เปลี่ยนแนวคิดการออกแบบสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน 6

 

พบกับ THE INTERWOVEN HARMONY Home Collection ได้ที่ Sales Gallery ของโครงการ AP ที่เข้าร่วม

 

[Content in Partnership with AP]

The post จากแนวคิดการออกแบบของ AP กลายเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พร้อมเดินกันหรือยัง? Bangkok Design Week 2026 เริ่มสุดสัปดาห์นี้ 29 ม.ค. – 8 ก.พ. https://thestandard.co/life/bangkok-design-week-2026/ Mon, 26 Jan 2026 04:03:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1169453 ภาพบรรยากาศเทศกาล Bangkok Design Week 2026 ที่กำลังจะจัดขึ้น

หนึ่งเทศกาลงานอาร์ตประจำปีของชาวกรุงเทพฯ ที่ชวนให้ผู้คน […]

The post พร้อมเดินกันหรือยัง? Bangkok Design Week 2026 เริ่มสุดสัปดาห์นี้ 29 ม.ค. – 8 ก.พ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเทศกาล Bangkok Design Week 2026 ที่กำลังจะจัดขึ้น

หนึ่งเทศกาลงานอาร์ตประจำปีของชาวกรุงเทพฯ ที่ชวนให้ผู้คนสวมรองเท้าชักชวนกันออกมาสำรวจเมืองตามย่านต่างๆ กับ Bangkok Design Week 2026 ที่ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ 3 ย่านหลัก เจริญกรุง-ตลาดน้อย, ปากคลองตลาด, บางลำพู-ข้าวสาร และย่านอื่นๆ เช่น หัวลำโพง ทรงวาด ปทุมวัน สุขุมวิท คลองสาน บางโพ ฯลฯ ภายใต้ธีม ‘Design S/O/S’ ก้าวข้ามการตั้งคำถามฮิตว่า ‘การออกแบบทำอะไรได้บ้าง?’ สู่การประกาศจุดยืนชัดเจนว่า การออกแบบคือเครื่องมือเพื่อยกระดับและสร้างโอกาสให้แก่เมือง เศรษฐกิจ

 

สำหรับปีนี้หัวใจของ Bangkok Design Week 2026 คือการออกแบบโครงสร้างประสบการณ์ใน 3 มิติหลัก ที่สะท้อนบทบาทการเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจระดับเมือง ครอบคลุมตั้งแต่ Creative Talent พื้นที่แสดงศักยภาพและต่อยอดไอเดียของนักสร้างสรรค์, Design Business เปิดโอกาสการเชื่อมต่อกับธุรกิจและความร่วมมือจากนานาชาติ ไปจนถึง The District การดึงจุดเด่นของเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

 

สำหรับใครที่สนใจ Bangkok Design Week 2026 สามารถแวะไปเยือนย่านต่างๆ ได้ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ พร้อมโปรแกรมโชว์และกิจกรรมมากกว่า 350 โปรแกรม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bangkokdesignweek.com/en/bkkdw2026 หรือติดตามเพจ LIFE ไว้ เราจะมีอัปเดตมาให้คุณเรื่อยๆ 

 

ภาพ: BKKDW2026

The post พร้อมเดินกันหรือยัง? Bangkok Design Week 2026 เริ่มสุดสัปดาห์นี้ 29 ม.ค. – 8 ก.พ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
PAÑPURI เนรมิตพื้นที่สีเขียวให้เป็นจุดพักใจในบูทีคใหม่ https://thestandard.co/life/panpuri-sensorial-boutique-green-space/ Sun, 25 Jan 2026 04:07:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1169094 ภาพบรรยากาศ PAÑPURI Sensorial Boutique Dusit Central Park เน้นพื้นที่สีเขียวและความผ่อนคลาย

LIFE เพิ่งได้แวะเวียนไปเยี่ยมชม PAÑPURI Sensorial Bouti […]

The post PAÑPURI เนรมิตพื้นที่สีเขียวให้เป็นจุดพักใจในบูทีคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ PAÑPURI Sensorial Boutique Dusit Central Park เน้นพื้นที่สีเขียวและความผ่อนคลาย

LIFE เพิ่งได้แวะเวียนไปเยี่ยมชม PAÑPURI Sensorial Boutique Dusit Central Park ที่เป็นบูทีคแห่งใหม่คอนเซปต์ The Concrete Grove ที่แบรนด์เล่าว่าเขาตั้งใจเนรมิตพื้นที่สีเขียวกลางเมืองให้กลายเป็นจุดพักใจที่เข้าถึงได้จริง และรู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปเลยล่ะ

 

เราชอบที่บูทีคนี้ไม่ได้แค่หยิบแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาเล่า แต่ใส่ ‘ธรรมชาติจริง’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เลย ต้นไม้หน้าร้านเป็นต้นหลิวของจริงที่ให้ความรู้สึกนุ่มตา สบายใจ และช่วยลดความแข็งของเมืองลงอย่างเป็นธรรมชาติ แค่ยืนอยู่หน้าร้านก็รู้สึกว่าจังหวะของวันช้าลงทันที ภายในร้านถ่ายทอดความรู้สึกของสวนลุมพินีผ่านเงาของต้นไม้ เส้นสายของแสง และโทนสีเขียวมะกอกหม่นที่ทำให้บรรยากาศละมุนโดยไม่ต้องพยายาม เป็นพื้นที่ที่ชวนให้หยุดพัก หายใจลึกขึ้น และกลับมาอยู่กับตัวเองได้ง่ายขึ้น

 

รายละเอียดของงานออกแบบสะท้อนความตั้งใจในทุกจุด ตั้งแต่พื้นผิวที่ผ่านการขัดแต่งด้วยมือ ลวดลายมัวเรที่รับกับแสงธรรมชาติ วัสดุจากธรรมชาติที่ให้เท็กซ์เจอร์จริง พื้นคอนกรีตขัดมันที่ยังคงความนิ่งและมั่นคงของเมือง ไปจนถึงแท่นหินทรงโค้งมนที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน ทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงให้พื้นที่นี้เป็นมากกว่าบูทีค แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ใจได้พักจริงๆ พร้อมรวบรวมผลิตภัณฑ์ความหอมของ PAÑPURI ไว้อย่างครบถ้วน ให้ทุกการแวะมาเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและมีคุณภาพ ใครอยากแวะไปชมของจริงแวะไปได้ที่ PAÑPURI Sensorial Boutique Dusit Central Park ชั้น 1 Zone B

 

ภาพบรรยากาศ PAÑPURI Sensorial Boutique Dusit Central Park เน้นพื้นที่สีเขียวและความผ่อนคลาย 1ภาพบรรยากาศ PAÑPURI Sensorial Boutique Dusit Central Park เน้นพื้นที่สีเขียวและความผ่อนคลาย 2

 

ภาพ: Courtesy of PAÑPURI

The post PAÑPURI เนรมิตพื้นที่สีเขียวให้เป็นจุดพักใจในบูทีคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] https://thestandard.co/life/the-interwoven-harmony-collection/ Tue, 20 Jan 2026 13:06:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1166650 The Interwoven Harmony Collection

คุณคิดว่า ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ควรเริ่มต้นที่ไหน?   […]

The post แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Interwoven Harmony Collection

คุณคิดว่า ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ควรเริ่มต้นที่ไหน?

 

ตลอด 35 ปีของการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ดี AP เริ่มต้นจากการเข้าใจชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง จึงไม่ได้เพียงสร้างที่อยู่อาศัย แต่มุ่งออกแบบพื้นที่ แนวคิด และประสบการณ์ ด้วยหมวกของนักคิดและนักออกแบบ เพื่อส่งพลังให้ผู้คนสามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบของตนเองอย่างมีความหมาย  

 

ด้วย DNA ของแบรนด์นักคิดที่ชอบทำความ ‘เข้าใจ’ และ ‘คิดเผื่อ’ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตและอะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการจริงๆ จนนำไปสู่แบรนด์แคมเปญ ‘ที่สุดของ Living Quality ในแบบคุณ’ ในช่วงปีที่ผ่านมา สร้างพลังความแข็งแกร่งให้กับแนวคิด Living Quality ที่หลอมรวมเอาความงาม ฟังก์ชัน และคุณภาพชีวิต เข้าด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้ ‘บ้าน’ ไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีคุณค่าในทุกมิติ

 

The Interwoven Harmony Collection

 

AP เชื่อว่าปี 2026 คือช่วงเวลาที่การออกแบบต้องทำหน้าที่มากกว่าความสวยงาม แต่ต้องส่งต่อคุณภาพชีวิตที่แท้จริงให้กับผู้คน จึงตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการออกแบบที่กำหนดทิศทางการอยู่อาศัยด้วย AP Design Week 2026 เพื่อนำเสนอ Experimental Design ถ่ายทอดแนวคิดที่ว่า “งานดีไซน์ที่ดีต้องทำหน้าที่มากกว่าความสวยงาม แต่ต้องส่งต่อคุณภาพชีวิตที่แท้จริง” ผ่าน ‘The Interwoven Harmony Collection’ โดยมี ‘ชาลีฟ ลอนา’ (Charif Iona) ดีไซเนอร์ระดับเอลิสท์ซึ่งเคยร่วมงานและเข้าใจแนวคิดของ AP มาออกแบบผลงานที่ผสานความเรียบง่ายเข้ากับความหมายเชิงโครงสร้างและอารมณ์ความรู้สึกของการอยู่อาศัย

 

แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] 1

 

The Interwoven Harmony Collection: คุณภาพชีวิตเกิดจากการถักทอของหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน

 

ที่มาของแนวคิดในการออกแบบ ‘The Interwoven Harmony Collection’ มีสารตั้งต้นมาจากจุดยืนของ AP ในฐานะผู้นำด้านการออกแบบที่เชื่อว่า คุณภาพชีวิตเกิดจากการถักทอของหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สอดคล้องไปกับแนวคิด Living Quality ที่ผสานความงาม ความตั้งใจและคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

 

นำไปสู่แนวคิดในการออกแบบคอลเลกชันที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ทุกเส้นสายของดีไซน์เรขาคณิต เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ ทีมงาน นักออกแบบ และผู้คน ที่ร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่งดงาม เพื่อส่งต่อไปยังทุกการอยู่อาศัยของผู้คน

 

เมื่อผนวกเอาความเชี่ยวชาญด้านงานออกแบบที่ผสานความเรียบง่ายของ ‘ชาลีฟ ลอนา’ ดีไซเนอร์ผู้เคยออกแบบโครงการระดับ Majestic Collection อย่าง The Palazzo และล่าสุดกับการร่วมงานกับแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกอย่าง Cartier จึงเริ่มต้นกระบวนการคิดมุมใหม่ที่มอง ‘บ้าน’ เป็นระบบของชีวิต และมองการออกแบบเป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างและความเป็นมนุษย์ 

 

แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] 2

 

The Interwoven Harmony Accessories Collection งานออกแบบที่คิดและตีความบทบาทใหม่ของ AP ในฐานะนักคิดและนักออกแบบพื้นที่ชีวิต ออกมาในรูปแบบที่พกพาได้ ผ่าน Brooch & Lapel Pin, Scarf และ Pocket square โดยมีเส้นสายลวดลายทำหน้าที่สะท้อนแนวคิด

 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษร AP ที่มีกลิ่นอายของนักคิดและนักออกแบบ หรือการถ่ายทอดลวดลายจากองค์ประกอบของบ้าน ตั้งแต่หลังคา สวน ไปจนถึงการอยู่อาศัยร่วมกันในรูปแบบ community หรือการตีความภาษาสถาปัตยกรรม ทั้งกรอบ เส้น และพื้นที่ว่างที่สะท้อนโครงสร้างของบ้าน และความสัมพันธ์ของผู้คนภายในนั้น

 

THE INTERWOVEN HARMONY Accessories Collection จึงเป็นมากกว่าของตกแต่งบ้านแต่คือสัญลักษณ์ของความตั้งใจและแนวคิด Living Quality ที่ AP ส่งต่อจากพื้นที่อยู่อาศัย สู่ชีวิตในทุกบริบทของผู้คน

 

แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] 3

 

The Interwoven Harmony Home Collection เป็นการถอดแนวคิดการออกแบบพื้นที่ของ AP มาเป็นวัตถุที่อยู่ร่วมกับชีวิตในทุกวัน ผ่านเส้นสายเรขาคณิตที่ปรากฏบนถ้วย แก้ว และภาชนะ ซึ่งทำหน้าที่มากกว่า ‘ลวดลาย’ แต่สะท้อนไปถึงจังหวะของการอยู่อาศัย ความเรียบง่าย ความสมดุล และช่วงเวลาที่ชีวิตได้หยุดพัก

 

ดีไซเนอร์ตั้งใจออกแบบวัตถุเหล่านี้ให้กลมกลืนไปกับทุกจังหวะชีวิตภายในบ้าน สะท้อนชัดว่า Living Quality เป็นมากกว่าแนวคิด แต่คือประสบการณ์ที่สัมผัสได้ ในทุกวันของการอยู่อาศัย

 

แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] 4

 

จะเห็นว่า ชาลีฟ ลอนา ได้สอดแทรก 3 องค์ประกอบหลักที่สะท้อนถึง Living Quality ลงไปในงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • The Living Grid: แรงบันดาลใจจาก Architectural Blueprints และผังเมือง สะท้อนถึงโครงสร้างและความเป็นระบบที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับทุกการใช้ชีวิต
  • The Frame: กรอบของบ้านที่ AP ตั้งใจออกแบบให้ ‘เปิดกว้าง’ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเป็นผู้เติมเต็มความหมายและตัวตนลงไปในพื้นที่นั้นๆ
  • The Flow: เส้นโค้งและการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงจังหวะชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง ความสมดุลของพลังงานที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวเราในทุกวัน

 

สัมผัสประสบการณ์แห่งการอยู่อาศัยที่ถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่นของ ‘The Interwoven Harmony Collection’ จาก AP Design Week 2026 ด้วยตัวเองได้ที่ Sales Gallery ของโครงการที่เข้าร่วม

 

The post แนวคิดการออกแบบ The Interwoven Harmony Collection งานดีไซน์ของ AP Design Week 2026 เมื่อคุณภาพชีวิที่ดีถูกถักทอจากความสมดุลและความมุ่งมั่น [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : รชพรแจงสาเหตุร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน ชูนโยบายเรือธง Spicy Thailand https://thestandard.co/ratchaporn-people-spicy-thailand/ Tue, 13 Jan 2026 07:59:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1164592 รชพรแจงสาเหตุร่วมทีมบริหาร พรรคประชาชน ชูนโยบายเรือธง Spicy Thailand

วันนี้ (13 มกราคม) รชพร ชูช่วย สถาปนิกและนักวิชาการด้าน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : รชพรแจงสาเหตุร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน ชูนโยบายเรือธง Spicy Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
รชพรแจงสาเหตุร่วมทีมบริหาร พรรคประชาชน ชูนโยบายเรือธง Spicy Thailand

วันนี้ (13 มกราคม) รชพร ชูช่วย สถาปนิกและนักวิชาการด้านการออกแบบ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีการเปิดตัวเข้าร่วมเป็นทีมที่ปรึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับทีมบริหารรัฐบาลประชาชน หลังถูกตั้งคำถามจากคนใกล้ชิดและสังคมถึงแรงจูงใจในการเข้าสู่สนามการเมือง

 

รชพรระบุถึงเหตุผลในการเข้าร่วมงานกับพรรคประชาชนว่า เป็นเพราะทางพรรคได้เข้ามาติดต่อสอบถามความเห็น ซึ่งโดยปกติเธอมักสื่อสารและนำเสนอแนวคิดเพื่อการพัฒนาในเรื่องที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญผ่านพื้นที่สาธารณะอยู่เสมอ และยืนยันว่าหากมีพรรคการเมืองอื่นมาขอคำปรึกษาในลักษณะเดียวกัน เธอก็พร้อมที่จะให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้รชพรตัดสินใจสื่อสารผ่านช่องทางนี้ คือต้องการแก้ปัญหาความไม่เข้าอกเข้าใจกันระหว่างคนทำงานศิลปวัฒนธรรมกับภาคการเมือง เช่น การสื่อสารที่ขาดหาย ทำให้คนในวงการสร้างสรรค์มักรู้สึกโดดเดี่ยวและบ่นว่ารัฐบาลไม่เข้าใจ แต่ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ทำงานศิลปะเองก็สื่อสารกับภาคการเมืองน้อยเกินไป

 

รชพรต้องการใช้โอกาสนี้สะท้อนให้สังคมเห็นว่า งานสร้างสรรค์มีคุณค่าและมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้คนทำงานรุ่นปัจจุบัน ลูกศิษย์ และคนรุ่นหลังทำงานได้ง่ายขึ้นในอนาคต

 

รชพรยอมรับว่าพรรคไทยรักไทยเคยเริ่มต้นนโยบายด้านนี้ไว้ได้ดี แต่เธอมองว่าต้องไปต่อมากกว่านี้อีก

 

“ทั้งหมดคือความฝันและความหวังแหละ แต่เราจะอยู่กันอย่างไรถ้าไม่มีหวัง เหมือนทุกครั้งที่ออกแบบก็จะคิดว่างานนี้มันต้องดีสินะ ไม่งั้นเราจะออกแบบกันได้อย่างไร” รชพรระบุ

 

รชพรยังย้ำว่า การเข้าร่วมทีมบริหารครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ในฐานะแคนดิเดตรัฐมนตรีใดๆ รวมถึงไม่ได้ต้องการตำแหน่งทางการเมือง และยังคงต้องการสนุกกับการเป็นสถาปนิก นักออกแบบ และอาจารย์สอนวิชาการออกแบบเช่นเดิม

 

“ยังสนุกกับการเป็นสถาปนิก นักออกแบบ เป็นครูสอนการออกแบบ และการคิดหาหนทางใหม่ๆ ในการทำให้ประเทศนี้แสดงความ ม่วน แซ่ป ได้อย่างไร #SpicyThailand สนุกอะ บอกเลย” รชพรทิ้งท้าย

 

สำหรับ รศ.ดร. รชพร ชูช่วย เป็นสถาปนิกและนักวิชาการ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ “all(zone)” ซึ่งมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจากการนำเสนอแนวคิดการใช้ พื้นที่ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของเมืองในเขตร้อน

The post เลือกตั้ง 2569 : รชพรแจงสาเหตุร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน ชูนโยบายเรือธง Spicy Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 https://thestandard.co/f1-special-helmets-2025/ Wed, 24 Dec 2025 12:03:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1157981 รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025

ตลอดฤดูกาล Formula 1 ปี 2025 หมวกกันน็อกของนักขับไม่ได้ […]

The post รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025

ตลอดฤดูกาล Formula 1 ปี 2025 หมวกกันน็อกของนักขับไม่ได้มีหน้าที่แค่ปกป้องศีรษะอีกต่อไป แต่มันคือพื้นที่ที่นักขับได้แสดงตัวตน และความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองร่วมกับศิลปินอย่างเต็มที่

 

ตั้งแต่ดีไซน์พิเศษสำหรับบางสนาม สีสันจัดจ้าน ผิวเงา เมทัลลิก ไปจนถึงลวดลายเรียบเท่หรือภาพวาดที่มีความหมายเฉพาะตัว

 

มาดูกันว่าตลอดปี 2025 หมวก F1 ดีไซน์พิเศษ (ที่เรารวบรวมมาบางส่วน) ของนักขับแต่ละคนมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่บ้าง และคุณผู้อ่านชอบหมวกของใครมากที่สุด คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย

 

รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 1รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 2รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 3รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 4รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 5รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 6รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 7รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 8รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 9รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 10รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 11รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 12รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 13รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 14รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 15รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 16

The post รวมดีไซน์หมวก F1 รุ่นพิเศษ ฤดูกาล 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chiang Mai Design Week 2025 กลับมาแล้ว! ภายใต้ธีม ‘LOCAL PLUS’ https://thestandard.co/life/cm-design-week-2025-local-plus-theme/ Tue, 09 Dec 2025 10:37:10 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1152938 cm-design-week-2025-local-plus-theme

Chiang Mai Design Week 2025 กลับมาแล้ว! ภายใต้ธีม ‘LOCA […]

The post Chiang Mai Design Week 2025 กลับมาแล้ว! ภายใต้ธีม ‘LOCAL PLUS’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
cm-design-week-2025-local-plus-theme

Chiang Mai Design Week 2025 กลับมาแล้ว! ภายใต้ธีม ‘LOCAL PLUS’ ต่อยอดงานออกแบบจากท้องถิ่นสู่สากล

 

สิ้นปีแบบนี้เชียงใหม่กำลังจะกลับมาคึกคักเป็นพิเศษ เพราะ Chiang Mai Design Week 2025 กลับมาอีกครั้ง! พร้อมธีม ‘LOCAL PLUS: ร่วมมือกัน สร้างสรรค์ เติบโต’ ที่ตั้งใจชวนทุกคนออกมาเดินชมเมืองในมุมใหม่ ผ่านงานดีไซน์ที่ถูกกระจายไปทั่วทั้งย่านเมืองเก่า, ช้างม่อย, ราชวงศ์, ท่าแพ, ช้างคลาน และอีกหลายๆ ย่าน

 

Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025

 

บรรยากาศของเทศกาลเหมือนการเปิดประตูให้ผู้คนได้สัมผัสพลังสร้างสรรค์ของท้องถิ่นแบบใกล้ชิด แต่ในสไตล์ร่วมสมัยที่สดใหม่มากขึ้น เพราะปีนี้หยิบเอาเครื่องหมายคณิตศาสตร์มาเป็นแรงบันดาลใจ ตั้งแต่เครื่องหมาย + ที่ชวนต่อยอดความร่วมมือ เครื่องหมาย x ที่ขยายพลังจากท้องถิ่นสู่โลก ไปจนถึงเครื่องหมาย – ที่หมายถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดถูกผูกเป็นสมการงานออกแบบที่พาเมืองทั้งเมืองให้เติบโตอย่างมีความหมาย

 

Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025

 

การเดินในงานแต่ละจุดก็จะได้พบนิทรรศการที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวเหนือในรูปแบบร่วมสมัย ตั้งแต่นิทรรศการ The Sense of the LOCAL ที่เปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรเหลือใช้ให้กลายเป็นน้ำหอมกลิ่นใหม่ ไปจนถึงโปรเจกต์ด้านอาหาร งานหัตถกรรม ดนตรี LABBfest. และ Pop Market ที่คัดของดีจากผู้ประกอบการสายยั่งยืนมาให้ช้อปครบในที่เดียว

 

Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025 Chiang Mai Design Week 2025

 

แถมยังมีเวิร์กชอปและศิลปะจัดวางที่รอให้ลองสัมผัสอีกเพียบ ยิ่งไปกว่านั้นปีนี้ยังมีพาวิลเลียนจากศิลปินนานาชาติ ทั้งไต้หวัน ออสเตรีย อุซเบกิสถาน ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ มาร่วมเติมสีสันให้เมืองเชียงใหม่สดใสขึ้นไปอีกขั้น เรียกว่าถ้าอยากสัมผัสงานออกแบบที่สร้างสรรค์ของภาคเหนือแบบเต็มๆ ต้องไม่พลาดงานนี้ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 6-14 ธันวาคม 2568 นี้ ใครมีแพลนมาเชียงใหม่ช่วงนี้ห้ามพลาด!

The post Chiang Mai Design Week 2025 กลับมาแล้ว! ภายใต้ธีม ‘LOCAL PLUS’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่องดีไซน์ในวิถีประจำวันของเรา https://thestandard.co/life/scandinavia-charming-design-daily/ Fri, 05 Dec 2025 02:23:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1151559 Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา

ถ้าพูดถึงเสน่ห์เรียบง่ายที่ดูร่วมสมัยอยู่เสมออาจต้องยกใ […]

The post Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่องดีไซน์ในวิถีประจำวันของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา

ถ้าพูดถึงเสน่ห์เรียบง่ายที่ดูร่วมสมัยอยู่เสมออาจต้องยกให้งานดีไซน์ตลอดจนสไตล์ของฝั่งสแกนดิเนเวีย เช่นเดียวกับเฟอร์นิเจอร์แถบนี้ที่ไม่เพียงแต่ออกแบบเรียบง่ายได้มีเสน่ห์น่าหลงใหลเท่านั้นทว่ายังใส่ใจฟังก์ชันตลอดจนให้ความสำคัญกับวัสดุที่สามารถสะท้อนถึงปรัชญาแห่งความยั่งยืนในทุกมิติได้เป็นอย่างดี โอกาสนี้เราเลยอยากลองชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับเสน่ห์งานดีไซน์ไปจนถึงอัตลักษณ์สไตล์สแกนดิเนเวียกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านมุมมองของดีไซเนอร์ อ๋อง-วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ NORSE Republics ที่หลงใหลในเสน่ห์สแกนดิเนเวียนจนต่อยอดสู่การเป็นผู้นำเข้าแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และงานดีไซน์จากแถบนี้มายาวนานนับ 10 ปี พร้อมอัปเดตถึงทิศทางและก้าวต่อไปที่จะทำให้คนไทยหลงเสน่ห์แห่งวิถียั่งยืนมากขึ้นเช่นกัน

 

เริ่มหลงเสน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียตั้งแต่เมื่อไร

 

ตั้งแต่ตอนไปเรียน Industrial Design ที่อิตาลีครับ ตอนนั้นก็ชอบงานดีไซน์ของยุโรปนะแต่พอเรียนไปได้สักพักหนึ่งแล้วมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวแถบสแกนดิเนเวียเลยทำให้เราเห็นงานดีไซน์แถบนั้นแล้วก็รู้สึกว่าสไตล์งานของอิตาลีไปจนถึงฝรั่งเศสส่วนใหญ่มันจะเป็นอะไรที่ดูหรูหราแบบค่อนข้างตะโกน แต่พองานแถบสแกนฯ เรารู้สึกมันนิ่งๆ เรียบง่าย มันมีความ Timeless อยู่ได้นานกว่า แฝงแนวคิดลึกซึ้ง และดูมีคุณค่าในหลายๆ ด้าน จากนั้นมาก็เลยเริ่มชอบสไตล์สแกนดิเนเวีย แล้วก็หลงเสน่ห์ไลฟ์สไตล์ของคนแถบนี้ด้วยครับ ใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 1

 

เสน่ห์ของเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียคืออะไร

 

อย่างที่รู้กันว่าประเทศแถบนี้ค่อนข้างจะชอบอะไรเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายมันกลับเต็มไปด้วยการใส่ใจรายละเอียดสอดแทรกผสมผสานเข้าไป จนบางทีทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นความพิเศษ ไม่น่าเบื่อแล้วก็ไม่เหมือนใคร มันแฝงวิธีการคิดและการใช้ชีวิตของชาวสแกนฯ อยู่ในนั้น ซึ่งตรงนี้แหละคือเสน่ห์ของสแกนดิเนเวีย อีกอย่างเขามีวัฒนธรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีความเชี่ยวชาญเรื่องงานไม้เป็นพิเศษ ถ้ามองย้อนกลับไปรากฐานสำคัญเขาก็มาจากการผลิตเรือไวกิ้งตั้งแต่ยุคโบราณที่ถ่ายทอดกลายมาเป็นทักษะด้านงานไม้จนถึงปัจจุบัน เฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียบางครั้งรูปลักษณ์อาจจะดูธรรมดา แต่ดีไซน์เรียบง่ายนี้กลับอยู่มาได้ทุกยุคทุกสมัยและไม่เคยล้าสมัยเลย มันสามารถเติบโตไปพร้อมกับเราและเป็นหนึ่งในเรื่องราวของชีวิตที่ทรงคุณค่าได้

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 2 Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 3

 

เอกลักษณ์ของเฟอร์นิเจอร์สายสแกนดิเนเวียเป็นอย่างไร

 

คือการเน้นใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลักครับ ด้วยความที่เขาเป็นเมืองหนาวแล้วคนแถบนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านค่อนข้างเยอะ เลยให้ความสำคัญกับบ้านและการตกแต่งบ้านเป็นพิเศษ อีกอย่างบ้านต้องมีความรู้สึกอบอุ่น ซึ่งวัสดุธรรมชาติจะทำให้เรามีความรู้สึกนี้ได้ จุดเด่นอีกอย่างก็คือการใช้วัสดุที่มีคุณภาพประกอบกับการมีช่างฝีมือที่ชำนาญการและมีเทคนิคเฉพาะตัวทำให้มันมีทั้งความคราฟท์และความแข็งแรงในตัว ใช้งานได้นาน

 

ในด้านดีไซน์จากที่ผมสังเกตดูถ้าเทียบเฟอร์นิเจอร์แถบนี้กับฝั่งอิตาลีหรือฝรั่งเศสนอกจากความเรียบง่ายแล้วอีกสิ่งที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนก็คือเรื่องของขนาด ทั้งที่คนใช้งานในแถบสแกนฯ ค่อนข้างจะตัวใหญ่กว่า หนากว่า สูงกว่า แต่สเกลของเฟอร์นิเจอร์ที่นี่กลับมีขนาดเล็กกว่า ตรงนี้มันมาจากปรัชญาในการใช้ชีวิตของคนแถบนี้ที่ใส่ใจกับความพอดี ความลงตัว ไม่จำเป็นต้องใหญ่หรือเล็กจนเกินไป เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานมาเป็นอันดับแรก

 

กรณีนี้เราอาจเห็นได้ชัดเวลาไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ อย่างเช่นโซฟาเนี่ยแบรนด์ส่วนใหญ่อาจจะมีให้เลือกหลายขนาดมาก แต่แบรนด์ฝั่งสแกนดิเนเวียมักจะทำมาไซส์เดียวเลย หรือไม่ก็มีให้เลือกอย่างมากไม่เกิน 3 ขนาด ตรงจุดนี้ผมเคยถามเขานะครับว่าทำไมถึงไม่ทำหลากหลายขนาดให้เลือกมากกว่านี้ เขาบอกว่าเพราะมันเปลืองโดยใช่เหตุ เกิด waste ขึ้นมากมายหลายมิติ อีกอย่างเขาต้องการอยากให้ผู้บริโภคเข้าใจการใช้งานในแบบที่พอด ไม่ควรใช้อะไรที่เกินความจำเป็น

 

และอีกด้านเขาใส่ใจเรื่อง Sustainable มากๆ ต้องการจะส่งเสริมเรื่อง Sustainable Furniture นอกจากเรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมและคุ้มค่าแล้วก็ควรสามารถใช้งานได้ยาวนานไปพร้อมกัน

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 4

 

หัวใจของ Sustainable Furniture คืออะไร

 

สำหรับผมเฟอร์นิเจอร์คือสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับคนมากที่สุด เราใช้ชีวิตกับมันตลอดเวลาทั้งในและนอกบ้าน บางคนอาจมองเรื่อง Sustainability เป็นแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงแล้วมันมีหลากหลายมิติมาก เรื่องการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติมันไม่ใช่เรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่การไม่ปรุงแต่งสารเคมีเข้าไปเกินความจำเป็น หรือแม้แต่กระบวนการผลิตที่ไม่ใส่ใจ ก็อาจทำลายธรรมชาติได้ มันกระทบต่อโลกแล้วสุดท้ายมันก็กระทบไปถึงสุขภาพของเราได้ เฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เราจับต้องหรือสูดดมกลิ่นจากมันตลอดเวลา แล้วถ้ามีสิ่งที่เป็นพิษตกค้าง เราก็ย่อมได้รับสารเคมีนั้นไปโดยไม่รู้ตัวด้วย

 

อีกมิติของความยั่งยืนก็คือการใช้งานได้นานทนทาน ซึ่งมันทำให้ไม่ต้องซื้อของใหม่ ไม่จำเป็นต้องผลิตสิ่งไม่จำเป็นขึ้นมา ใช้ทรัพยากรโลกให้คุ้มค่า แล้วหัวใจสำคัญอีกอย่างของ Sustainable Furniture ก็คือเรื่องของ Well Being มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิถีชีวิตเรามีสุขภาวะที่ดี แล้วมันก็สอดคล้องกับ Sustainability Development ในหลายมิติด้วย บางคนมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ผมมองว่าใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิดเสียอีก

 

ในบ้านเราคนอาจจะยังไม่เห็นความสำคัญนัก แต่แถบสแกนดิเนเวียเรื่องของ Sustainability Living กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเขานานแล้ว รวมถึงเรื่องการผลิตเฟอร์นิเจอร์ด้วยที่เขาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง พยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 5

 

เทรนด์ล่าสุดของเฟอร์นิเจอร์แถบสแกนดิเนเวียเป็นอย่างไรบ้าง หรืออันที่จริงแล้วไม่มีเทรนด์เลย

 

ส่วนตัวผมมองว่าแถบสแกนดิเนเวียไม่เคยมองเรื่องเทรนด์มาก่อน แล้วก็ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นเทรนด์ด้วย เขาสร้างโปรดักต์ขึ้นก็เพื่อให้ใช้งานไม่ได้สร้างเพื่อให้มันเป็นจุดเด่นดึงดูดความสนใจ อีกอย่างผมคิดว่าเทรนด์ของเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียมันไม่ใช่เรื่องของดีไซน์หรือแฟชั่นแต่มันน่าจะเป็นเทรนด์ของ Sustainability มากกว่า เขามีเป้าหมายชัดเจนว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะต้องพัฒนาระบบการผลิตไปจนถึง Supply Chain ต้นน้ำยันปลายน้ำที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดมลภาวะต่อโลกให้ได้มากที่สุด มันไม่ใช่ระดับแบรนด์ทำแต่เป็นระดับนโยบายประเทศที่ประกอบกับจิตสำนึกที่ดีของสังคม เมื่อ Demand กับ Supply ไปในทิศทางเดียวกันมันก็กลายเป็นเทรนด์ได้เหมือนกัน

 

นอกจากการใช้งานได้ยาวนานแล้วอีกสิ่งที่เขาใส่ใจไม่แพ้กันคือเมื่อถึงวันหนึ่งที่ต้องทิ้งและกลายเป็นขยะจริงๆ มันก็ต้องสามารถย่อยสลายได้ 100% แบบไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เขามองเป้าหมายยาวไปถึงตรงจุดนั้นเลยทีเดียวครับ

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 6

 

ในฐานะดีไซเนอร์ คิดว่าอะไรคือหัวใจสำคัญของการออกแบบ

 

ดีไซเนอร์ควรต้องรู้ว่าออกแบบเพื่อตอบโจทย์อะไร เพื่อแก้ปัญหาอะไร เป็นงานดีไซน์ที่มันมีประโยชน์หรือเปล่า อีกอย่างดีไซน์มันควรเริ่มมาจากการตอบโจทย์ฟังก์ชัน ไม่ควรเริ่มจากรูปลักษณ์หน้าตาหรือความสวยงามก่อน พื้นฐานฟังก์ชันดีหน้าตาที่ดีมันจะค่อยตามมา ถ้าหน้าตาดีแต่ฟังก์ชันแย่ยังไงมันก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้เรื่อง

 

สไตล์การตกแต่งบ้านแบบไหนที่สะท้อนความเป็นตัวเรา

 

ผมเป็นคนที่ชอบความเก่าผสมความใหม่ ชอบการหยิบโน่นมาผสมนี่ ชอบทำอะไรที่อาจดูไม่เข้ากันแต่ว่าพอเอามาอยู่ด้วยกันแล้วกลายเป็นความน่าสนใจ อย่างเฟอร์นิเจอร์ของที่บ้านผมเองก็มีการเอาสไตล์สแกนดิเนเวียมาผสมผสานกับสไตล์วินเทจ แล้วก็ตกแต่งร่วมกับงานฝีมือไทย สิ่งสำคัญมันไม่ใช่ตกแต่งสไตล์แบบไหนจะสวย หรือต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ดีเท่านั้นถึงจะแต่งบ้านได้สวย แต่มันต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ตัวที่เราชอบ ตกแต่งอย่างไรให้เป็นตัวเรา ให้เป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วมีความสุข อยู่กับมันแล้วมีความสุข

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 7

 

แนะนำวิธีเลือกเฟอร์นิเจอร์ (Personal Furniture) อย่างไรให้เหมาะกับตัวเรา

 

ผมว่าต้องเริ่มจากความชอบก่อน จากนั้นมาดูว่าเราต้องการใช้งานอะไรและจะวางไว้อยู่ตรงไหน อย่างเช่นเราชอบอ่านหนังสือในมุมห้องนั่งเล่น อาจเลือกโซฟาที่นั่งสบาย นั่งได้นาน หรือว่าเราชอบโมเมนต์นั่งกินข้าวร่วมกันกับครอบครัว ก็อาจเลือกโต๊ะที่ไม่ใหญ่นัก เพื่อจะได้นั่งล้อมวงไม่ห่างกันจนเกินไป พูดคุยกันได้สนุกสนานยิ่งขึ้น หรือชอบนั่งเล่นริมระเบียงก็ต้องมาดูขนาดพื้นที่ว่ากว้างเท่าไร จากนั้นค่อยไปเลือกเก้าอี้ให้มันเหมาะสม หรืออย่างโซฟา ต้องถามก่อนว่าต้องการโซฟาห้องรับแขกหรือโซฟาห้องส่วนตัว แบบเอนนอนดูทีวีได้อาจจะเหมาะกับพื้นที่ส่วนตัว

 

แต่ถ้าเอาไว้รับแขกก็ควรจะเป็นโซฟาที่ทำให้นั่งหลังตรง ให้เห็นหน้ากันถนัด เพื่อทำให้เกิดการสนทนาระหว่างกันได้สะดวก เป็นต้น เพราะเฟอร์นิเจอร์มันก็มีหลากหลายฟังก์ชันไม่เหมือนกัน ควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานในแต่ละสเปซด้วย

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 8

 

บางคนอาจยังไม่รู้จักสไตล์ของตัวเอง ช่วยแนะนำวิธีค้นหาสไตล์ที่เหมาะกับตัวเราให้หน่อย

 

ผมว่าสไตล์มันพัฒนามาจากประสบการณ์ชีวิตของเราครับ เริ่มจากลองสังเกตตัวเองว่าเราชอบไปไหน ชอบทำอะไรก่อนก็ได้ อย่างเช่นร้านอาหารที่เราชอบไปมันมี Mood & Tone อย่างไร เราชอบร้านทึมๆ หน่อย หรือชอบคาเฟ่เรียบง่ายบรรยากาศสว่างสบายตา อะไรพวกนี้มันก็ทำให้เรารู้สไตล์ของเราได้เหมือนกัน หรือพยายามเดินทางเยอะๆ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ สังเกตว่าตัวเราชอบแบบไหน แล้วก็ลองเอาความชอบนั้นมาใช้กับบ้านของตัวเองดู ก็อาจเห็นสไตล์ของตัวเองได้เหมือนกัน อันที่จริง Personal Taste มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล มันไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิดครับ มันไม่จำเป็นที่เป็นสไตล์ที่เหมือนใครก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบและสะท้อนตัวตนเราหรือเปล่า

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 9

 

ทำไมเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียจึงเหมาะกับเมืองไทย

 

ผมมองว่า Scandinavian Furniture มันเหมาะกับทุกที่นะ เพราะมันเรียบง่าย เข้าได้กับทุกบริบท มันมีความเป็น Basic Item ที่รองรับการใช้งานมากกว่า แล้วมันก็สามารถเข้ากันได้หมดกับทุกสไตล์ มันไม่ดูน่าเบื่อ สามารถเข้าไปผสมกลมกลืนอยู่ได้ในทุกๆ ที่ อีกอย่างทุกวันนี้วิถีคนรุ่นใหม่มักชอบอาศัยอยู่คอนโดมิเนียม พื้นที่อาศัยเล็กลงกว่ายุคก่อน แล้วเฟอร์นิเจอร์ของสแกนดิเนเวียค่อนข้างเหมาะกับสเปซที่ไม่ได้ใหญ่จนเกินไป ด้วยขนาดที่พอเหมาะมันก็เลยทำให้ลงตัวกับสเปซที่พอด แล้วผมรู้สึกว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้มันเข้าไปใช้งานอยู่ใน Urban Living ได้ดีมากกว่า

 

ถ้าต้อง Mixed & Match เฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียให้เข้ากับสไตล์ไทย มีวิธีแนะนำอย่างไร

 

ผมว่าเอเชียเรามีรากวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่หลากหลาย แต่ละที่มีอัตลักษณ์ของตัวเองชัดเจน อย่างบ้านคนญี่ปุ่น บ้านคนจีน หรือแม้แต่บ้านคนไทย พอเห็นแวบแรกมันจะมีเอกลักษณ์ของแต่ละชาติบ่งบอกได้ทันที จริงๆ เฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียเป็นอะไรที่ Simple มันนำไปตกแต่งเข้าได้กับทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์วินเทจไปจนถึงโมเดิร์น ความเรียบง่ายมันเข้ากับทุกบริบทได้หมด โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้หรือผ้ามันยิ่งลงตัวกับวัฒนธรรมตะวันออกค่อนข้างมาก ทุกคนมีสไตล์และความชอบเป็นของตัวเอง ยุคนี้เราสามารถผสมผสานวัฒนธรรมของเราให้เข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้หมด สิ่งสำคัญก็คือการทำให้สเปซนั้นเป็นเรา เท่านั้นเอง

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 10

 

ก้าวต่อไปของ NORSE Republics จะเป็นอย่างไร

 

ถ้ามองจากจุดเริ่มต้นวันนี้เรามาได้ไกลทีเดียว จากที่เริ่มต้นด้วยแบรนด์เดียวตอนนี้เราก็นำเข้ามามากกว่า 15 แบรนด์แล้ว โอกาสครบรอบ 10 ปีครั้งนี้นอกจากเราจะรีโนเวต NORSE Store ใหม่ทั้งหมด มีโซนจัดแสดงที่สะท้อนตัวตนของแต่ละแบรนด์ชัดเจนขึ้น เรายังเพิ่มพื้นที่สำหรับการจัดนิทรรศการเพื่ออยากให้ความรู้ในด้าน Furniture & Design ด้วย

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 11

 

นอกจากนี้ยังมีโซน Book Corner Curated by NORSE ที่เราจะคัดสรรหนังสือจากทั่วโลกมาสร้างแรงบันดาลใจในเรื่องของไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ รวมถึงมีโปรเจกต์ที่เราจะทำร่วมกับ Local Designer และนักสร้างสรรค์ไทยอีกมากมายด้วย อย่างโปรเจกต์แรกเลยก็จะเป็น NORSE X O.B.A Home Fragrance ซึ่งก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันครับที่เราร่วมมือกับแบรนด์ไทยเพื่อสร้างสรรค์สเปรย์น้ำหอมปรับอากาศภายในบ้านกลิ่น ROSEN ขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากความเงียบสงบในป่าสนนอร์ดิก แล้วก็ยังมีอีกมากมายยังไงคงต้องฝากติดตามกัน เพราะเราอยากให้แบรนด์มันเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่าแค่การเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ครับ

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 12

 

นิทรรศการแรกคืออะไร

 

นิทรรศการแรกนี้ก็คือ Jean Prouvé Exhibition: The Art of Construction จัดแสดงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของดีไซเนอร์ในตำนานอย่าง Jean Prouvé (ฌอง พูร์เว่) ถือเป็น Exclusive Exhibition เลยครับเพราะเราทำงานกับ Vitra ที่เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก แล้วก็ต้องไปคุยกับสายตระกูลของฌอง พูร์เว่เพื่อขออนุญาตและขอข้อมูลในการทำนิทรรศการครั้งนี้ด้วย มันเป็นอะไรที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็อยากให้เกียรติกับ Master Designer ระดับโลกท่านนี้ด้วย สำหรับไฮไลต์เด่นก็จะเป็นการจัดแสดง Antony Limited Edition 2025 เก้าอี้ดีไซน์ร่วมสมัยสุดคลาสสิกที่เกิดจากการนำเอาโมเดล Antony ดีไซน์ดั้งเดิมระดับตำนานของฌอง พูร์เว่ซึ่งผลิตขึ้นในปี ค.ศ.ศ. 1954 กลับมาผลิตใหม่อีกครั้งในปีนี้ ซึ่งโมเดลนี้กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลกเลยครับ ใครสนใจก็สามารถเข้าชมได้ฟรีตั้งแต่ 15 พ.ย. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ที่ NORSE Store ซอยสุขุมวิท 49 ครับ

 

Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่อง ดีไซน์ ในวิถีประจำวันของเรา 13

 

ทำไมถึงเลือกจัดนิทรรศการด้านเฟอร์นิเจอร์และดีไซน์ให้คนไทยได้ชม

 

ผมเป็นคนชอบเฟอร์นิเจอร์ครับ แต่ไม่ได้ชอบเพราะรูปร่างหน้าตาหรือฟังก์ชันการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เรากลับชอบเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนที่มันจะออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งด้วย ผมชอบเรื่องราวของดีไซเนอร์ เรื่องราวของผู้ผลิต เรื่องราวของแรงบันดาลใจในการออกแบบ ไปจนถึงเรื่องราวของวัสดุที่เลือกใช้ เราเลยอยากนำสิ่งนี้มาเลเล่าให้กับคนที่ชอบอะไรเหมือนเราหรือชอบงานดีไซน์ได้ฟังบ้าง สำหรับตัวผม ผมไม่ได้มองว่า NORSE Republic เป็นผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียว ผมต้องการให้มันเป็นสังคม เป็นไลฟ์สไตล์ เป็น Community ของคนที่รักและชื่นชอบงานดีไซน์ ทุกวันนี้เราก็ดีใจมากที่งานดีไซน์เริ่มเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนไทยมากขึ้น ผมมองว่าเรื่องดีไซน์อันที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งใกล้ตัวเรา มันไม่ได้ไกลตัวเลย มันไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นอาร์ติสต์หรือต้องเป็นดีไซเนอร์เท่านั้นถึงจะชอบงานดีไซน์ ไม่ว่าจะอาชีพอะไรหรือเป็นใครเราสามารถชอบและเข้าใจดีไซน์ได้หมด

 

ภาพ: NORSE Republics

The post Scandinavia Charming ชวนพูดคุยเรื่องดีไซน์ในวิถีประจำวันของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-41/ Fri, 21 Nov 2025 03:48:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1145726 ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ […]

The post ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เพิ่งเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ว่าขยายตัวแค่ 1.2% เท่านั้น

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการดึงนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center ให้มาตั้งฐานการผลิตในไทย แต่การมาของพวกเขานั้นกลับไม่ได้เชื่อมซัปพลายเชนเข้ากับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการไทยเท่าที่ควร ชิ้นส่วนสำคัญยังเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก แรงงานบางส่วนของไทยก็ยังไม่มีความพร้อมด้านทักษะ มูลค่าเพิ่มที่ประเทศไทยได้รับจากการเข้ามาตั้งโรงงานจึงน้อยกว่าที่คิด ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้โตอย่างที่หวัง

 

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวทีเสวนา Future Supply Chain: Thailand’s Gateway to Next-Gen Industries ที่ได้ Cedric Cui President, OMODA & JAECOO (Thailand) Co., Ltd ,ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน และ ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมฯ และเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและถกเถียงกันในประเด็นนี้ว่า ไทยจะต้องตั้งโจทย์การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติหรือ FDI ใหม่ โดยต้องคำนึงว่า ทำอย่างไรให้การลงทุนต้องไม่ใช่แค่ตั้งโรงงาน แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การจ้างงาน และการยกระดับผู้ประกอบไทยไปพร้อมกัน

 

เศรษฐกิจไทยไม่ขยับ เพราะพึ่งส่งออกสูง

 

ดร.วีรยุทธ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า เรามักชื่นชมญี่ปุ่นหรือจีนด้านการส่งออก แต่สัดส่วน การส่งออกต่อ GDP ของทั้งสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น ส่วนเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 40% เมื่อเทียบกับไทยพบว่า สัดส่วนการส่งออกของไทยสูงถึงประมาณ 60-70% ของ GDP ตัวเลขนี้ไม่ใช่สัญญาณว่าไทยส่งออกเก่งกว่า จีน ญี่ปุ่นหรือเกาหลี แต่สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงเกินไป จนเศรษฐกิจภายในประเทศไม่แข็งแรงพอ เศรษฐกิจไทยเหมือนร่างกายที่พึ่งวิตามินหรือกินยาจากภายนอก แต่ยังไม่ได้วิ่งด้วยขาของตัวเอง

 

ดังนั้น เขาจึงชวนตั้งหลักใหม่ ยุทธศาสตร์ไทยต้องกลับมาเพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งทำได้ 3 ทาง ได้แก่ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศให้สูงขึ้น, รัฐต้องลงทุนสิ่งที่โน้มนำให้เอกชนอยากลงทุนตามในอุตสาหกรรมใหม่ และทำให้การบริโภคในประเทศยกระดับการผลิต

 

ด้าน ดร.วิบูลย์ ให้ความเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ตัว การส่งออก, การลงทุนจากต่างชาติ, การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศ ยังไม่ทำงานอย่างสมดุล และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ให้ได้

 

ส่วนเรื่องการส่งออก เขาคิดว่า ส่งออกมากหรือส่งออกน้อยไม่สำคัญเท่ากับขายของถูกหรือขายของแพง

 

“ผมอยากเห็นประเทศไทยเริ่มที่จะขายของแพง จำนวนส่งออกมากอาจจะเป็นปลาทูน่าแช่แข็ง ในขณะที่อเมริกาส่งออกการ์ดจอ GPU คือผมอยากเห็นประเทศไทยเข้าสู่ High Tech Ecosystem”

 

“กระแสของ Semiconductor โซนที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม คือกระบวนการที่ต่างชาติหรือบริษัทใหญ่ผลิตวงจรรวม (IC) เสร็จแล้วส่งมาให้เราทดสอบ ด้วยค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เพราะถ้าพวกเขาจะทดสอบเองจะไม่คุ้ม ผมไม่อยากได้ยินคำว่าไม่คุ้ม ผมอยากเห็นว่าพวกเขาส่งมาให้เราทำเพราะเราเก่ง” เขากล่าว

 

ดังนั้น หากไทยอยากขยับเข้าไปสู่ High Dollar Ecosystem ในมุมมองของ ดร.วิบูลย์ ทำได้ 2 วิธี วิธีแรก คืออยู่ที่เดิมแต่ทำของแพงขึ้น วิธีที่สองคือขยับจากงาน Testing หรือทดสอบเข้าไปสู่งาน Design หรือ การออกแบบ

 

“แทนที่จะผลิตแผงวงจรพิมพ์เปล่า (PCB) ราคาถูก ที่มักใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปอย่างไมโครเวฟ ซึ่งมีราคาต่อแผ่นเพียงไม่กี่สิบสตางค์ อุตสาหกรรมไทยควรมุ่งสู่การผลิตแผงวงจรประกอบสำเร็จ (PCBA) ที่ติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะสำหรับชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทระดับโลก เช่น บริษัทของ Jensen Huang ผู้ก่อตั้ง NVIDIA งานลักษณะนี้มีมูลค่าสูงและต้องใช้ทักษะเฉพาะทางขั้นสูง”

 

ผู้ผลิตรถจีนต้องการอะไรจากผู้ประกอบการไทย

 

ประเด็นไทยจะเข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนอุตสาหกรรมรถ EV ได้หรือไม่นั้น Cedric Cui ให้ความเห็นว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยวางรากฐานสำคัญเอาไว้แล้ว หากต้องสร้างซัปพลายเชนในไทย ก็มีอุปสงค์ภายในประเทศรองรับอยู่ ทำให้ผู้ผลิตมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

 

แต่ในด้านการเสริมความแข็งแรงของซัปพลายเชนในไทย Cedric มองเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความพร้อม ยกตัวอย่าง ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (EDU) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูง ต้องมีการฝึกอบรมเฉพาะทาง รวมถึงต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ขั้นสูงด้วย ดังนั้นการลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทว่า คุ้มค่าหรือไม่และ มีความต้องการระยะยาวที่เพียงพอหรือเปล่า

 

ส่วนเรื่องการเพิ่มมูลค่าซัปพลายเชนไทย จากสินค้ามูลค่าต่ำไปสู่สินค้ามูลค่าสูง เขาคิดว่าโอกาสอยู่ตรงหน้าเราแล้ว อุตสาหกรรมรถ EV จะพัฒนาขึ้นไปอีก ทั้งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และนวัตกรรมอื่น ๆ หากไทยรักษาอุปสงค์ในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง ซัปพลายเชนจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น และเมื่อไทยมีความสามารถแข่งขันได้จริง การส่งออกจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

 

“อุปสงค์ภายในประเทศสำคัญมาก สำหรับเรา และนโยบายภาครัฐก็สำคัญไม่แพ้กัน ปัจจุบันของรัฐบาลไทยกำหนดให้ต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างน้อย 40% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับนโยบายของประเทศอื่นในเอเชีย และเราเองก็ต้องการจะทำให้ได้สูงกว่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาวะเงินเฟ้อหรือราคาผันผวน โดยเป้าหมายสูงสุดของ OMODA & JAECOO คือ ขยับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยไปให้ได้ถึง 50–60%” เขากล่าว

 

อุตสาหกรรมไหนไทยเข้าไปเชื่อมได้?

 

เพื่อยกระดับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ดร. วีรยุทธเสนอแนะว่า ไทยต้องสร้าง Ecosystem ด้าน High-tech ของไทยให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่นำเข้าสินค้าประกอบ ส่งออก เหมือนที่ผ่านมา

 

โดยอาจเริ่มจากฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เปิดช่องให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถไปเชื่อมกับอุตสาหกรรมอื่นที่มีโอกาส เช่น เครื่องมือทางการแพทย์ ได้

 

ที่ผ่านมามีข้อเสนอว่าไทยควรสร้าง Wellness Economy ดร.วีรยุทธเห็นด้วย แต่เตือนว่า ไทยจะต้องไม่เป็นเพียงผู้ให้บริการ เพราะถ้าคิดแค่นั้น จะไม่ต่างจากตอนทำฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่เรามีเพียงแรงงานประกอบสินค้า ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศมีอยู่น้อยมาก ดังนั้น ถ้าไทยจะทำ Wellness Economy จริงๆ ต้องคิดให้ลึกกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการ และนำเข้าอุปกรณ์จากที่อื่นทั้งหมด แต่ควรคิดต่อว่าประเทศไทยจะทำ Medical Devices และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับบริการสาธารณสุขอย่างไร โดยอาจเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน เช่น อุปกรณ์ที่ใช้แล้วทิ้ง หรือแม้แต่เก้าอี้หมอฟัน

 

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์เองก็ยืนยันว่าสามารถทำได้ เพียงแต่ยังไม่เคยทำ เพราะไม่มีดีมานด์ที่ชัดเจน ดังนั้นภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นดีมานด์ให้เกิดขึ้นจริง และเปิดโอกาสให้เอกชนได้แข่งขันกันอย่างเสรี

 

ในอีกมุมหนึ่งสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความสำคัญ แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถผลิตชิประดับสูงแบบที่ TSMC ผลิตได้ในตอนนี้ แต่ยังมีชิปประเภทอื่นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่มีศักยภาพไปอยู่ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีมากนักได้

 

อีกทางหนึ่งเขาเสนอให้เปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีอุปกรณ์สำหรับดูแลผู้สูงอายุหลายส่วนที่ไทยสามารถลงไปเป็นผู้เล่นได้ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม สิ่งเหล่านี้มีผู้ประกอบการ SMEs ไทยทำอยู่แล้ว

 

ไทยต้องลงแข่งในสนามที่ตัวเองมีโอกาส

 

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะขยับเป็น High-Dollar Economy ดร.วิบูลย์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาไทยให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงให้ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แล้วขายสินค้าให้คนไทยในราคาถูก เช่น รถ EV ราคาประหยัด แต่ด้านที่หายไปคือ ยุทธศาสตร์ Domestic Procurement หรือการทำให้การลงทุนเหล่านี้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย

 

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือ เมื่อมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ต้องดูว่าในซัปพลายเชน มีชิ้นส่วนไหนควรผลิตในไทย จากนั้นรัฐต้องทำงานเชิงวิศวกรรม เช่น การทำแผนที่ซัปพลายเชน ระบุช่องว่างเพื่อบอกว่าไทยจะเข้าไปจุดไหน แล้วออกนโยบายให้ผู้ผลิตไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัปพลายเชนของค่ายต่างชาติ

 

เมื่อถามว่าผู้ประกอบไทยมีความพร้อมหรือไม่ที่จะเข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนได้ ดร.วิบูลย์อธิบายว่า ขึ้นอยู่กับจะไปเป็นซัปพลายเออร์ให้ใคร กรณี เป็นซัปพลายเออร์ให้ตลาด EV ไทยพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่แพ้ตั้งแต่ต้นเกมเพราะราคา

 

“ที่ราคาของเราสู้เขาไม่ได้ จริงๆ มันไม่ใช่เพราะว่า Productivity ของเราต่ำกว่า หรือเราไม่มี Economy of Scale แต่ จีนมีการอุดหนุนจากรัฐบาล และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ต่อให้เราทำเก่งแค่ไหน ก็สู้ราคาเขาไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้ผมไปตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถ EV ในจีน ผมอาจจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยทั้งตัวอาคาร ทั้งที่ดิน ทุกอย่างฟรีหมด แล้วพอผมไปซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศจีนมาใช้ต่อ ผมก็ได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มอีก

 

ถ้าไปดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้กับรถ EV จะเห็นว่ามีสัดส่วนของเงินอุดหนุนสูงถึง 30-40% เพราะฉะนั้น อย่าไปพูดถึงเรื่อง Economy of scale เลยครับ ไม่ว่าจะผลิตทีละชิ้น หรือทีละร้อยชิ้น มันก็ไม่มีทางสู้ได้อยู่ดี”

 

ในบริบทเช่นนี้ ดร. วิบูลย์ จึงแนะนำให้หันไปทำตลาดที่แข่งขันกันด้วยสมองไม่ใช่ด้วยเงินอุดหนุนอย่าง Data Center GPU ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง นี่เป็นตลาดที่ถ้าคุณมีนวัตกรรม มีศักยภาพจริง เขาก็พร้อมจะซื้อจากคุณทันที โดยไม่สนว่าคุณจะมาจากประเทศไหน

 

“และผมเองก็ชื่นชอบการแข่งขันในลักษณะนั้นมากกว่า เพราะมันแฟร์กว่า และเปิดโอกาสให้กับคนที่มีความสามารถจริงๆ”

 

High Tech Ecosystem ไทยต้องสร้างอย่างไร

 

สำหรับการสร้าง High Tech Ecosystem ให้เกิดขึ้นได้จริงในไทยนั้น Cedric Cui กล่าวว่า ต้องเริ่มจากการมองว่า เทคโนโลยีขั้นสูงที่สุดในโลกตอนนี้คืออะไร การเรียนรู้จากผู้ที่เก่งกว่าเสมอดีกว่าการเริ่มต้นจากศูนย์ หนึ่งในประเด็นเทคโนโลยีที่สำคัญคือ Autonomous Driving หรือ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะในจีนซึ่งเป็นศูนย์กลาง

 

“ผมเพิ่งร่วมเวทีเสวนากับผู้ก่อตั้งบริษัท Horizon ซึ่งเป็นซัปพลายเออร์ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติรายใหญ่ที่สุดของโลก รถขับอัตโนมัติไม่ได้แค่เพิ่มความสะดวก แต่ความปลอดภัยคือหัวใจหลัก สำหรับกรุงเทพฯ ที่มีมอเตอร์ไซค์จำนวนมาก ระบบนี้ช่วยลดอุบัติเหตุ และยังสามารถเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์ ให้รถเป็นสินค้าส่วนบุคคลมากขึ้น พร้อมระบบสาระบันเทิงและข้อมูลที่รองรับชีวิตระหว่างเดินทาง เทคโนโลยีเหล่านี้จะพลิกอนาคตยานยนต์ใน 5–10 ปีข้างหน้า”

 

ด้าน ดร.วิบูลย์ มองว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือการวางยุทธศาสตร์ให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ที่เกิดจากการบูรณาการเครื่องยนต์เดิมทั้ง 4 ตัว คือ FDI การส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการใช้จ่ายภาครัฐ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเครื่องยนต์ที่ 5 คือ High-tech Economy

 

นอกจากนี้เราต้องวิเคราะห์ FDI อย่างเป็นระบบ โดยนำรายชื่อธุรกิจที่ขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาศึกษา เพื่อหาว่าอุตสาหกรรมไหนที่ไทยสามารถเข้าไปแข่งขันและผลิตชิ้นส่วนได้ง่ายที่สุด โดยทำได้ด้วยต้นทุนที่ประหยัดที่สุด

 

แนวทางนี้จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์แบบ Low input-High output ใช้งบน้อยแต่ได้ผลมาก และยังเป็นการเชื่อมเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านการลงทุนจากต่างประเทศ เข้ากับการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ เพื่อให้ทั้งสองส่วนทำงานสอดประสานกัน

 

สำหรับแนวทางปฏิบัติ เขาเชื่อว่าการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้าง High-tech Ecosystem เพราะเราไม่สามารถสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านไฮเทคได้เลย หากปราศจากบทบาทของรัฐ

 

“ในช่วงแรกของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าในด้านเทคโนโลยี ดังนั้น การเริ่มต้นผลักดันสินค้าและบริการไฮเทคจำเป็นต้องมี ผู้รับความเสี่ยงแทน หรือผู้ที่ยอมเป็นผู้ใช้งานรายแรก ซึ่งก็คือภาครัฐ การอัดฉีดจากภาครัฐจึงเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มสร้างระบบเศรษฐกิจไฮเทคของไทย”ขณะที่ ดร.วีรยุทธ์ ปิดท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า นี่เป็นโอกาสและช่วงเวลาที่ดี ที่ไทยจะปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยเสนอแผนนโยบาย 3 ข้อ

 

ข้อแรก เวลาเห็นข่าวตัวเลขส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์เราไม่ควรดีใจจนเกินไป “ผมคิดว่าตัวเลขเหล่านี้มันเป็นจุดที่เราต้องทบทวนว่าเรามีจุดแข็งจุดอ่อนยังไงและเศรษฐกิจภายในของเราแข็งแรงหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่แข็งแรง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของเราต้องกลับมาเป็นเสือ ที่สามารถวิ่งด้วยขาของตัวเองได้จริง ๆ ถึงจะสามารถไปต่อได้”

 

ข้อสอง ไทยต้องซ่อมบ้านตัวเองให้แข็งแรง ทำให้คนในประเทศอยากลงทุนก่อน การดึง FDI เข้ามาจะไม่ยั่งยืน หากคนไทยยังไม่กล้าลงทุนในประเทศ สิ่งที่ต้องทำคือสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนที่พร้อมลงทุนไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างชาติ กล้าเข้ามาลงทุน และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

สุดท้ายเขาให้ความเห็นว่าไทยยังติดกรอบ Made in Thailand มากเกินไป เราพยายามดึงทั้ง FDI และซัปพลายเชนเข้ามาให้ครบทั้งหมด ซึ่งเขาคิดว่าความคิดแบบนี้ไม่เหมาะกับโลกยุคใหม่

 

“ผมอยากเสนอให้ปรับวิธีคิดจาก Made in Thailand ให้เปลี่ยนเป็น Made with Thailand คือคิดว่าเราจะไปเป็นส่วนประกอบส่วนไหนในซัปพลายเชนนั้นๆ โดยเราต้องประเมินแต่ละจุดว่าไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทได้ตรงไหน การที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิต จริงๆ ต้องเป็นสิ่งที่โลกขาดเราไม่ได้ในจุดนั้น ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด หากเราเชี่ยวชาญส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น เซ็นเซอร์ในรถยนต์ เมื่อเรามีความเก่งในจุดนั้น โลกก็ต้องพึ่งพาเรา”

The post ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Life Phahon – Ladprao นิยามของความสงบเหนือระดับ https://thestandard.co/life/life-phahon-ladprao-2/ Wed, 19 Nov 2025 10:20:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1144716

Life Phahon – Ladprao นิยามของความสงบ ที่มาพร้อมความสะด […]

The post Life Phahon – Ladprao นิยามของความสงบเหนือระดับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Life Phahon – Ladprao นิยามของความสงบ ที่มาพร้อมความสะดวกสบาย

 

บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองที่สะดวกสบายติดถนนใหญ่ และห่างจาก BTS ห้าแยกลาดพร้าว เพียง 200 เมตร แถมยังตรงข้าม Central ลาดพร้าว และ The Central (Mega Project) โครงการ Life Phahon – Ladprao คือ นิยามของความสงบเหนือระดับ บนทำเลที่สะดวกสบายที่แท้จริง เพราะที่นี่คือคอนโดพรีเมียมยูนิตน้อย ซ่อนตัวอยู่ในความเร่งรีบของเมืองแต่ให้ความรู้สึกสงบแบบที่หาไม่ง่าย ในทุกองค์ประกอบของการออกแบบถูก Crafted อย่างตั้งใจ ตั้งแต่ดีไซน์ของพื้นที่ไปจนถึงวัสดุพรีเมียม เพื่อมอบสุนทรียะแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

 

 

โครงการนี้มีพื้นที่ส่วนกลางกว่า 2 ไร่ รองรับการใช้ชีวิตอย่างครบครัน แบ่งออกเป็น 6 ชั้นเต็ม พร้อม Sky Facility 4 ชั้น โครงการนี้เหมาะสำหรับคนที่มองหาความเป็นส่วนตัว และยังคงต้องการความสะดวกสบายรายล้อมรอบตัว ทั้งแหล่งช็อปปิง ออฟฟิศ และไลฟ์สไตล์แบบกลางเมืองที่ครบครัน เมื่อทุกดีเทลถูกคิดมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ลงตัว ที่นี่จึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการใช้ชีวิตในนิยามใหม่ของคำว่า ความสงบเหนืออระดับ ที่มาพร้อมความสะดวกสบาย

 

 

โปรส่งท้ายปี! การันตี “พบราคาสุดท้าย” พร้อมจบทุกข้อเสนอ

 

รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

https://apthai.ly/H7Y81d

 

[Content in Partnership with AP]

The post Life Phahon – Ladprao นิยามของความสงบเหนือระดับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘Justice City’ อยากมีเมืองที่ดี ต้องเริ่มที่ตรงไหน? https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-39/ Tue, 18 Nov 2025 07:16:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1144528 Justice City เมืองยุติธรรม KMITL

เวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Fo […]

The post ถอดรหัส ‘Justice City’ อยากมีเมืองที่ดี ต้องเริ่มที่ตรงไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Justice City เมืองยุติธรรม KMITL

เวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 กับเซสชั่น ‘Justice City: design for a better world’ เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบจาก KMITL ได้แก่ ดร.พร้อม อุดมเดช, ดร.เอกเทพ ไมเกิ้ล และ ดร.พิมภัคคนิจ ปริสัญญุตานนท์

 

พวกเขาได้ร่วมกันถอดรหัสว่าทำไมเมืองที่เราอยู่จึงยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีและเท่าเทียมได้ โดยชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การขาดโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่ระบบและนโยบาย” ที่ต้องเริ่มต้นใหม่จากการมอบอำนาจ และข้อมูลที่โปร่งใสให้กับประชาชน

 

เมืองที่ยุติธรรม ไม่ใช่การแจกของให้คนเท่ากัน

 

ภาพจำเดิมๆ ของความเท่าเทียมนั้นถูกต้องจริงหรือ?

 

ดร.พิมภัคคนิจ เปิดประเด็นว่า ความยุติธรรมไม่ใช่การแจกของเท่ากันให้ทุกคน นั่นคือความเท่าเทียมแบบตายตัว แต่แก่นแท้ของ Justice City คือการออกแบบที่คำนึงถึง ‘คน’ และ ‘บริบท’ ที่แตกต่างกันเป็นหลัก

 

ในขณะที่ดร.พร้อม เสนอเลนส์การมองที่น่าสนใจ โดยชวนให้เราลองมองเมืองเสมือนคนหนึ่งคน แล้วตั้งคำถามว่ากรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ กำลังถูกปฏิบัติอย่างยุติธรรมหรือไม่ เช่น การเผชิญกับ PM 2.5 หรือปัญหาความเท่าเทียมทางเพศ

 

ด้านดร.เอกเทพ ขมวดปมว่า ปัญหาคือหลายครั้งคนเมืองเองก็คุ้นชินกับสิ่งที่เจอมาตลอดชีวิต จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิทธิที่เราควรได้รับจริงๆ นั้นคืออะไร

 

เมื่อเมืองขวางกั้นชีวิต แทนที่จะโอบอุ้ม

 

เมื่อชวนวาดภาพเมืองในอุดมคติ ทั้งสามท่านได้เสนอภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สะท้อนสิ่งที่ขาดหายไปในปัจจุบัน

 

ดร.เอกเทพ ชี้ว่าทุกวันนี้การพักผ่อน ในเมืองกลายเป็นกิจกรรมที่ต้องเสียเงิน เช่น การเข้าไปนั่งในร้านกาแฟ เมืองที่ดีจึงควรมีพื้นที่ให้คนได้พักผ่อนโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้เกิดการพบปะกันในชีวิตจริงโดยไม่ต้องควักกระเป๋า

 

ดร.พิมภัคคนิจ เสริมว่า เมืองที่ดีต้องทำให้เราเติบโตไปพร้อมกับเมืองได้ ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ และต้องรู้สึกปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยนี้อาจไม่ได้มาจากเสาไฟฟ้าที่สว่างจ้า แต่มาจากการมีเพื่อนบ้านที่ดีคอยสอดส่องดูแลกัน

 

แต่ภาพฝันนี้กลับสวนทางกับความจริง ดร.พร้อม ชี้ว่าเมืองที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องเอื้อประโยชน์มากมาย แต่หัวใจสำคัญคือต้องไม่ขัดขวางการใช้ชีวิต เช่น การต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับ ลาดกระบัง-นนทบุรี วันละ 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่แค่การจราจรติดขัด แต่มันคือการที่เมืองกำลังกัดกินชีวิต และเวลาที่ผู้คนควรจะได้ไปทำอย่างอื่น

 

เมื่อเมืองขาดข้อมูล และละเลยประสบการณ์

 

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เมืองไทยไม่ยุติธรรม ไม่ใช่การขาดแคลนสิ่งก่อสร้าง แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็น

 

ดร.เอกเทพ ชี้ว่าเรามักมุ่งเน้นไปที่ “Infrastructure” (โครงสร้างที่มองเห็น) แต่กลับละเลยการออกแบบ “System” (ระบบ) และ “Experience” (ประสบการณ์) ที่ดี เช่น ประสบการณ์การข้ามถนนที่ปลอดภัย หรือการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงสุขภาพจิตของคน

 

ดร.พิมภัคคนิจ ระบุว่า การละเลยสิ่งเหล่านี้เกิดจากการขาดข้อมูลผู้ใช้ที่หลากหลาย เช่น ปัจจุบันเมืองมีกลุ่มคนที่เป็น Pet Parents มากขึ้น แต่เมืองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ สุดท้ายจึงทำให้เกิดโครงการที่ ‘คนที่คิดไม่ได้ใช้ คนที่ใช้ไม่ได้คิด’ ขึ้นมากมาย

 

ดร.พร้อม ตอกย้ำประเด็นเรื่องข้อมูลว่า ปัญหาไม่ใช่แค่ขาดข้อมูล แต่คือข้อมูลที่มี ‘จับต้องไม่ได้’ เขายกตัวอย่างงานวิจัย UNICEF ที่พบว่าข้อมูลการซ่อมบำรุงโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ ยังคงมีเอกสารเป็นปึกกองอยู่ที่โรงเรียน ทำให้การพัฒนาระดับประเทศเป็นไปได้ยากมาก

 

ข้อเสนอถึงผู้มีอำนาจ

 

ข้อเรียกร้องที่ชัดเจนจากเวทีนี้คือการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ผู้มีอำนาจต้องเปิดใจรับฟังคนรุ่นใหม่ ไม่มองว่าการแสดงความเห็นคือการเถียง และต้องสื่อสารผลกระทบในอนาคตอย่างจริงใจ ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องตระหนักว่าตนเองมีสิทธิ์มีเสียงเช่นกัน

 

การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Justice City หรือเมืองที่ยุติธรรม อาจไม่ได้เริ่มจากภาครัฐ แต่ต้องมาจากการผลักดันจากภาคเอกชนและท้องถิ่น โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ภาครัฐยอมรับฟัง และส่งมอบข้อมูลที่โปร่งใส และอำนาจในการมีส่วนร่วมกลับคืนสู่มือของคนในเมือง เพื่อให้พวกเขาได้ร่วมออกแบบชีวิตและอนาคตของตนเองอย่างแท้จริง

The post ถอดรหัส ‘Justice City’ อยากมีเมืองที่ดี ต้องเริ่มที่ตรงไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 https://thestandard.co/life/designart-tokyo-2025/ Sat, 15 Nov 2025 03:02:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1143605 พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO […]

The post พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025

 

DESIGNART TOKYO 2025 คือเทศกาลศิลปะและการออกแบบระดับนานาชาติที่ยกทั้งกรุงโตเกียวให้กลายเป็นแกลเลอรีขนาดใหญ่แบบกระจายตัวทั่วเมือง งานนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในอีเวนต์ด้านดีไซน์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่น เพราะรวมเอานักออกแบบรุ่นใหม่ แบรนด์สร้างสรรค์ ศิลปินร่วมสมัย ไปจนถึงนักออกแบบระดับโลกมาจัดแสดงผลงานร่วมกันในบรรยากาศเปิดกว้างและเข้าถึงง่าย ปี 2025 นี้ งานจัดขึ้นระหว่าง 31 ตุลาคม ถึง 9 พฤศจิกายน 2025 ครอบคลุมหลายย่านสำคัญ เช่น ชิบุยะ โอโมเตะซันโดะ รปปงงิ และ Marunouchi รอบสถานีโตเกียว ทำให้ผู้ชมได้เดินเที่ยวชมงานไปพร้อมกับสัมผัสชีวิตของเมืองไปในตัว

 

โดยปีนี้เทศกาลมาพร้อมธีม “Brave The Pursuit of Instinctive Beauty” ที่ชวนเหล่านักสร้างสรรค์ตีความความงามที่เกิดจากสัญชาตญาณ ความกล้าหาญในการทดลอง และความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของงาน DESIGNART และสื่อไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่นระบุว่างานในปีนี้เน้นการสร้างบทสนทนาระหว่างวัสดุ พื้นที่ และอารมณ์ของผู้ชมมากกว่าที่เคย เป็นอีกปีที่งานออกแบบหลากหลายแนวรวมตัวกันอย่างคึกคัก และ วันนี้เราจะพาไปส่อง 6 งานดีไซน์โดดเด่นที่สะท้อนมุมมองใหม่ๆ ของศิลปินและนักออกแบบจากทั่วญี่ปุ่น

 


 

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 1

 

Jokei – Scene (or Memory)

โดย Yoshiaki Kanamori

 

ผลงานนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพจำของเมืองในชีวิตประจำวัน เช่น เส้นทางเดินกลับบ้านตอนค่ำ หน้าต่างที่เหลือบมองโดยไม่ตั้งใจ หรือผนังที่แตะโดยไม่รู้ตัว Kanamori สร้างพื้นที่จำลองโดยใช้บันไดเป็นโคมไฟ และลูกกรงหน้าต่างเป็นงานติดตั้งแสง เพื่อ “เก็บชิ้นส่วน” ของฉากชีวิตประจำวันที่แอบซ่อนอยู่ในความทรงจำ งานนี้จึงสื่อถึงการให้ความหมายกับสิ่งที่ดูธรรมดาๆ และชวนให้เราไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมกับชีวิตประจำวันที่มักถูกมองข้าม

 

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 2

 

SEN‑AN

โดย Yuzo Kosaka และทีม

 

ชิ้นงานนี้เป็น “การทดลองทางพื้นที่” ที่นำนิยามของห้องน้ำชาแบบดั้งเดิมมาสร้างใหม่ โดยใช้วัสดุเหล็กโครงสร้างเบา (light-gauge steel) และตั้งใจให้บางจุดเกิดสนิม สะท้อนการผ่านของกาลเวลา โครงสร้างถูกออกแบบให้มีขนาดตรงกับเสื่อทาทามิ (ที่ใช้ในห้องน้ำชา) และแม้จะใช้วัสดุอุตสาหกรรม แต่ภายในกลับให้ความรู้สึกสงบและสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ งานนี้สื่อถึงการตั้งคำถามว่า ในยุคที่วัสดุและโครงสร้างเปลี่ยนไปแล้ว “ความรู้สึกแบบญี่ปุ่น” (Japanese sensibility) และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติยังอยู่ได้อย่างไร

 

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 3

 

Kizashi – From Error to Mirror

โดย Natsumi Komoto

 

Komoto นำอะลูมิเนียมมาขัดและหลอมจนเกิดลวดลายและพื้นผิวที่หลากหลาย เพื่อให้โลหะดูมี “นุ่มนวลอย่างไม่คาดคิด” เธอจัดแสดงทั้งสิ่งของ ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ สเก็ตช์และกราฟิกในสำนักงานของ Sync ในโตเกียว งานนี้สื่อถึงความงดงามที่เกิดจาก “ความผิดพลาด” (error) และการสะท้อนกลับ (mirror) ว่าแม้สิ่งที่ดูไม่สมบูรณ์หรือเกิดจากความบังเอิญก็สามารถให้ความหมายและความรู้สึกได้

 

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 4

 

Debris Rocket Tank Speakers

โดย Nomura Co., Ltd.

 

ลำโพงชุดนี้ผลิตจากถังเชื้อเพลิงจรวดที่ใช้งานแล้ว ซึ่งถูกแปลงโฉมเป็นลำโพงแบบรอบทิศทาง (omnidirectional) โดยใช้ห้องเสียงทรงกระบอกและจานทรงกลมที่ช่วยกระจายเสียงให้ทั่วพื้นที่ แนวคิดคือการนำวัสดุ “ที่ถูกทิ้งแล้ว” มาเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทรัพยากรใหม่” และชวนให้เราไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีอวกาศกับชีวิตประจำวัน

 

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 5

 

Buy Method, Keep Becoming

โดย Nomadic

 

คอลเลกชันนี้ไม่เพียงแสดงผลิตภัณฑ์ แต่แสดงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ขนส่งผลงาน โดยกล่องกระดาษแข็งที่มีรอยบาก (slits) สามารถพับแปรสภาพได้หลายรูปแบบ งานนี้สะท้อนถึงการมองการออกแบบว่าไม่ใช่แค่ “ชิ้นสุดท้าย” แต่รวมถึงกระบวนการ ผลิต การขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ในฐานะส่วนหนึ่งของประสบการณ์

 

พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 6

 

Primitive and Adorable

โดย Shinya Yamamoto

 

Yamamoto สร้างเฟอร์นิเจอร์อย่างเก้าอี้ lounge “Turn”, โต๊ะข้าง “Clamp”, และสตูล “Trio” ที่โดดเด่นทั้งรูปทรงแบบโค้งมน สีสันสด และสัดส่วนที่เป็นมิตร แนวคิดคือการเฉลิมฉลอง “ความงามที่น่ารักแบบเงอะงะ” โดยเน้นการเข้าถึงได้ง่ายและมีเสน่ห์ในความไม่สมบูรณ์แบบ

 

ภาพ: dezeen, DESIGNART TOKYO

The post พาไปส่อง 6 งานดีไซน์สุดสร้างสรรค์จากงาน DESIGNART TOKYO 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tadao Ando เตรียมออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Dubai Museum of Art https://thestandard.co/tadao-ando-designs-dubai-museum/ Sun, 02 Nov 2025 03:14:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1138782 Tadao Ando เตรียมออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Dubai Museum of Art

Tadao Ando สถาปนิกสัญชาติญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker […]

The post Tadao Ando เตรียมออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Dubai Museum of Art appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tadao Ando เตรียมออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Dubai Museum of Art

Tadao Ando สถาปนิกสัญชาติญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Architecture Prize เตรียมออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่ในดูไบ ที่ดูเหมือนว่าเขาจะดีไซน์ให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ล่องลอยอยู่กลางเวิ้งน้ำของเอมิเรตส์

 

Tadao Ando ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบพิพิธภัณฑ์นี้จากการปรัชญาแห่งบรรจบกันระหว่างธรรมชาติ ทั้งสายน้ำ ท้องฟ้า ลม และแสง กับจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยพิพิธภัณฑ์ 5 ชั้นที่จะใช้ชื่อว่า Dubai Museum of Art (DUMA) มีรูปทรงทันสมัยอย่างแปลกตาด้วยส่วนโค้งเว้าของผนังสีขาว พร้อมด้วยหน้าต่างรับแสงทรงสามเหลี่ยมที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เมื่อพระอาทิตย์ตกด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะสะท้อนกับเฉดสีอันหลากหลายของท้องฟ้าแห่งทะเลทราย ซึ่งทำให้รูปทรงของสถาปัตยกรรมมีความโค้งมนลง และชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศที่นุ่มนวลมากขึ้น

 

พิพิธภัณฑ์ Dubai Museum of Art จะมีทั้งการแสดงงานศิลปะ พร้อมด้วยห้องสมุด พื้นที่สำหรับการเรียนรู้ และแหล่งทรัพยากรเพื่อการศึกษา เพื่อสนับสนุนเหล่าศิลปินรุ่นเยาว์โดยเฉพาะ

 

ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศวันเปิดมิวเซียมที่แน่นอน แต่มีการเปิดเผยว่าการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นำโดยบริษัท AI Futtain Group ซึ่งพวกเขานิยามโปรเจกต์ดังกล่าวให้เป็น “มากกว่าแค่สถาปัตยกรรมแลนด์มาร์ก” แต่มันยังเป็นดั่งสัญลักษณ์ที่จะแสดงออกถึงวัฒนธรรมที่สะท้อนการเปิดกว้างให้กับความคิดสร้างสรรค์และยืนยันบทบาทในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคัลเจอร์กับการยกย่องผู้มีพรสวรรค์ทั่วโลกของดูไบด้วย

 

ภาพ: Dubai Museum of Art

อ้างอิง:

The post Tadao Ando เตรียมออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Dubai Museum of Art appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Bjarke Ingels สถาปนิกผู้ให้รูปทรงแก่อนาคต ด้วยปรัชญา ‘Yes is More’ และ ‘ความยั่งยืนที่สร้างสุข’ https://thestandard.co/opinion-bjarke-ingels-yes-is-more/ Fri, 31 Oct 2025 10:36:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1138279

อยากได้กำไร แต่ก็อยากรักษ์โลก อยากได้พื้นที่ใช้สอย แต่ก […]

The post ถอดรหัส Bjarke Ingels สถาปนิกผู้ให้รูปทรงแก่อนาคต ด้วยปรัชญา ‘Yes is More’ และ ‘ความยั่งยืนที่สร้างสุข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อยากได้กำไร แต่ก็อยากรักษ์โลก อยากได้พื้นที่ใช้สอย แต่ก็อยากได้พื้นที่สีเขียว

 

ในโลกธุรกิจและการสร้างสรรค์ เรามักเจอกับข้อจำกัดหรือความขัดแย้งที่ดูเหมือนเป็นทางตัน แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดจากเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นจะทำยังไงให้ได้ทั้งหมดล่ะ?

 

นี่คือสิ่งที่ Bjarke Ingels (บียาร์เก อินเกลส์) สถาปนิกชาวเดนมาร์ก และผู้ก่อตั้ง BIG (Bjarke Ingels Group) ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมชั้นนำของโลกทำมาตลอด เขาเชื่อว่าสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การสร้างสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน แต่คือ ‘การให้รูปทรงแก่อนาคต’ และเป็นเครื่องมือสร้างทางออกใหม่ๆ ให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

 


 

🟡 ‘Yes is More’ เปลี่ยนทุกความขัดแย้งให้เป็น ‘คำตอบ’

 

ในโลกของสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น เรามักคุ้นเคยกับคำว่า ‘Less is More’ (น้อยแต่มาก) ที่เน้นความเรียบง่าย แต่ Bjarke มองต่างออกไป เขาใช้ปรัชญา ‘Yes is More’ เป็นหัวใจในการทำงาน

 

นี่ไม่ใช่แค่การพูดว่า “ใช่” กับทุกอย่าง แต่คือการเปิดรับความท้าทายและความขัดแย้งที่ดูเหมือนเข้ากันไม่ได้ แล้วหาวิธีทำให้มันเกิดขึ้นจริง

 

🔸CopenHill คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมืองโคเปนเฮเกนจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะเพื่อจัดการขยะมหาศาลปีละ 4 แสนตัน และเปลี่ยนให้เป็นพลังงานสะอาดสำหรับบ้านเรือนหลายแสนหลัง ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่คนไม่อยากเข้าใกล้

 

แทนที่จะซ่อนมันไว้ BIG กลับตอบ “Yes” ด้วยการออกแบบหลังคาลาดเอียงให้กลายเป็นลานสกี, ลู่วิ่ง, สวนสาธารณะ และหน้าผาจำลองที่สูงที่สุดในโลก ผลลัพธ์คือการเปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชน

 

🟡 แนวคิด Hedonistic Sustainability: เมื่อความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเสียสละ

 

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ทำให้เขาแตกต่างคือ Hedonistic Sustainability หรือ ‘ความยั่งยืนที่เต็มไปด้วยความสุข’

 

โดยปกติ เมื่อพูดถึงความยั่งยืน เรามักนึกถึงการเสียสละ เช่น ต้องประหยัดมากขึ้น หรือต้องอยู่แบบไม่สบายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ Bjarke กลับมองว่า ‘ความยั่งยืนที่แท้จริงควรทำให้ชีวิตดีขึ้น สนุกขึ้น และน่าอยู่ขึ้น’ สิ่งที่ยั่งยืนควรเป็นสิ่งที่น่าอยู่และสนุก ไม่ใช่แค่รักษ์โลก แต่ต้องทำให้ชีวิตคนดีขึ้นด้วย

 

🔸The Dryline (Big U) ในแมนฮัตตัน หลังเผชิญพายุเฮอริเคนแซนดี้ แทนที่จะสร้างแค่กำแพงกันน้ำธรรมดาๆ แต่ BIG ออกแบบแนวป้องกันน้ำท่วมความยาวกว่า 10 ไมล์ ให้กลายเป็นสวนสาธารณะ พื้นที่เดินเล่น,สนามกีฬา และศูนย์ชุมชนไปพร้อมกัน

 

🟡 เบื้องหลังความ ‘BIG’ วัฒนธรรมองค์กรที่สร้างนวัตกรรม

 

ผลงานที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ไม่ได้มาจากคนเดียว แต่มาจากวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งของ BIG ซึ่งมีสำนักงานอยู่ทั่วโลก

 

🔸 BIG ไม่ได้เริ่มจากไอเดียเดียวแล้วพัฒนาต่อ ลองนึกภาพการทำ Design Sprint ที่ทีมจะระดมสมองและสร้างตัวเลือกจำนวนมหาศาลในช่วงแรก อาจสูงถึง 100 แบบ นี่ไม่ใช่การเสียเวลา แต่เป็นการ ‘สำรวจทุกความเป็นไปได้’ เพื่อให้แน่ใจว่าแบบที่เลือกเป็น ‘แบบที่ดีที่สุด’ จริงๆ

 

🔸BIG พวกเขาชอบให้คนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ สถาปนิกที่ออกแบบจะได้เรียนรู้ว่าไอเดียของเขาส่งผลต่อการก่อสร้างจริงอย่างไร เปรียบเหมือนเชฟที่ไม่เพียงแต่ออกแบบสูตรอาหาร แต่ยังต้องลงไปคุมหน้าเตาและจัดจานด้วยตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายตรงกับวิสัยทัศน์ที่วางไว้

 

🔸 ออกแบบเพื่อให้ผู้คนได้ใช้ ไม่ใช่เพื่อสถาปนิกด้วยกัน ด้วยรากฐานแบบเดนมาร์กที่ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของร่วม (Collective Ownership) BIG จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้ออกแบบตึกสวยๆ ให้สถาปนิกด้วยกันดู แต่พวกเขาออกแบบเพื่อชาวเมือง

 

เรื่องราวของ Bjarke Ingels และ BIG ชี้ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่คือเครื่องมือในการสร้างอนาคต และความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อหรือเป็นภาระ แต่สามารถเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตสนุกขึ้นและน่าอยู่ขึ้นได้จริง

 

เราสามารถออกแบบอนาคตได้จริง เพียงแค่กล้าที่จะพูดว่า “Yes” กับปัญหาที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ และหาวิธีสร้างสรรค์ทางออกที่ยั่งยืนและทำให้ผู้คนมีความสุขไปพร้อมกัน

The post ถอดรหัส Bjarke Ingels สถาปนิกผู้ให้รูปทรงแก่อนาคต ด้วยปรัชญา ‘Yes is More’ และ ‘ความยั่งยืนที่สร้างสุข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Malbon Golf เผยภาพสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น https://thestandard.co/malbon-golf-shenzhen-headquarters/ Mon, 20 Oct 2025 11:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1133074 COVER - Malbon Golf Shenzhen Headquarters

Malbon Golf แบรนด์กอล์ฟไลฟ์สไตล์จากแคลิฟอร์เนีย เดินหน้ […]

The post Malbon Golf เผยภาพสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Malbon Golf Shenzhen Headquarters

Malbon Golf แบรนด์กอล์ฟไลฟ์สไตล์จากแคลิฟอร์เนีย เดินหน้าขยายธุรกิจในเอเชียอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดสำนักงานใหญ่ประจำประเทศจีนที่เมืองเซินเจิ้น

 

HQ ดังกล่าว เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ TKG Lifestyle เพื่อเสริมบทบาทในตลาดกอล์ฟที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

 

สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบและกระจายสินค้าของแบรนด์ในภูมิภาคนี้

 

โดย Malbon Golf เลือกเซินเจิ้นในฐานะเมืองเทคโนโลยีและแฟชั่นที่กำลังเติบโต เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกีฬากอล์ฟ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกีฬาชนิดนี้ จากกีฬาสำหรับคนกลุ่มบน สู่กิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

WEB_2 WEB_3 WEB_4 WEB_5 WEB_6 WEB_7 WEB_8

 

ภาพ: malbongolf / Instagram

The post Malbon Golf เผยภาพสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Universal Design ศาสตร์แห่งการออกแบบที่ช่วยให้ทุกเจเนอเรชันอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น https://thestandard.co/life/universal-design-home/ Sat, 14 Jun 2025 07:00:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1083593 universal-design-home

เมื่อเราพูดถึง ‘Universal Design’ หรือ ‘การออกแบบเพื่อท […]

The post Universal Design ศาสตร์แห่งการออกแบบที่ช่วยให้ทุกเจเนอเรชันอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
universal-design-home

เมื่อเราพูดถึง ‘Universal Design’ หรือ ‘การออกแบบเพื่อทุกคน’ ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นอาคารสาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟ หรือโรงพยาบาล ที่มักออกแบบให้เหมาะกับผู้คนหลากหลายวัย หลากหลายสภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทางลาดสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ ปุ่มกดลิฟต์อ่านง่าย หรือป้ายสัญลักษณ์ชัดเจน แต่ความจริงแล้ว แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น เพราะ ‘บ้าน’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิต ก็สามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

 

ภาพบ้านที่ออกแบบให้มีทางลาดสำหรับวีลแชร์ ภาพบ้านที่ออกแบบให้มีทางลาดสำหรับวีลแชร์

 

Universal Design คืออะไร?

 

Universal Design เป็นแนวคิดในการออกแบบที่เน้นการใช้งานได้จริง สำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยทำงาน ผู้สูงอายุ หรือผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือออกแบบแยกเป็นพิเศษ แนวคิดนี้จึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวก และการเข้าถึงง่าย เช่น พื้นที่ที่ไม่มีระดับ (No-step Entry) มือจับประตูที่เปิดได้ง่าย การเลือกใช้วัสดุป้องกันลื่น หรือแสงสว่างที่เพียงพอในจุดต่างๆ ของบ้าน

 

แล้วบ้านที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชันเป็นอย่างไร?

 

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์’ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะมีประชากรสูงวัยในสัดส่วนที่มากขึ้น การออกแบบบ้านจึงต้องมองไกลกว่าความสวยงามหรือดีไซน์ทันสมัย แต่ควรมองถึงความยั่งยืนและการใช้ชีวิตที่สะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ฉะนั้น บ้านที่ออกแบบด้วยแนวคิด Universal Design จะไม่ใช่แค่ ‘สวยงาม’ เท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้อยู่อาศัย เช่น บ้านที่ไม่มีธรณีประตูสูงให้สะดุดล้ม พื้นที่ทางเดินกว้างให้สามารถรองรับรถเข็นได้ หรือห้องน้ำที่มีราวจับและพื้นกันลื่น สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้คนในบ้านทุกวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและปลอดภัย

 

ภาพบ้านที่ออกแบบให้มีทางลาดสำหรับวีลแชร์

 

นอกจากนี้ Universal Design ยังช่วยลดความจำเป็นในการปรับปรุงบ้านซ้ำในอนาคต เมื่อผู้อยู่อาศัยมีอายุมากขึ้น หรือเมื่อมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว บ้านที่มีการออกแบบเผื่อไว้ตั้งแต่ต้นจะตอบโจทย์ได้มากกว่า ทั้งในแง่ของการประหยัดค่าใช้จ่าย และการเพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

 

ภาพบ้านที่ออกแบบให้มีทางลาดสำหรับวีลแชร์

 

ถอดรหัส Universal Design จาก 2 โครงการดังจากบ้านเดี่ยว AP

 

BAAN KLANG KRUNG และ THE PALAZZO เป็น 2 โครงการ ที่อยู่ใน Majestic Collection เด่นเรื่องการนำแนวคิด Universal Design มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพื่อสร้างบ้านที่รองรับการอยู่อาศัยในระยะยาว และตอบโจทย์ครอบครัวหลากหลายรุ่น ตัวอย่างบ้านที่ออกแบบโดยยึดหลัก Universal Design ว่าแนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในรายละเอียดของบ้าน Majestic Collection เป็นอย่างไร

 

  • ออกแบบพื้นที่โดยใช้หลัก ‘Majesty Space’ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ยังสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างยืดหยุ่นด้วย
  • พื้นบ้านเรียบ ไม่มีธรณีประตู หรือมีระดับความต่างอย่างน้อยที่สุด
  • ห้องนอนกว้างพิเศษ ห้องน้ำที่เอื้อต่อการใช้งาน พื้นกันลื่นภายในห้องน้ำ พร้อมติดตั้งราวจับในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • ออกแบบห้องนอนให้ง่ายต่อการเข้าออกในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงเนินสโลปและพื้นที่จอดรถที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกชีวิตในบ้านใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและราบรื่นที่สุด
  • การวางสวิตช์ไฟในตำแหน่งที่ไม่สูงเกินไป เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายสำหรับเด็กหรือผู้ใช้วีลแชร์
  • มีระบบ Home Automation ที่ครบครันครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย การควบคุมแสงสว่าง การระบายอากาศ รวมถึงระบบที่ดูแลและเอื้ออำนวยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
  • ฯลฯ

 

แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในอนาคตของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม

 

ภาพบ้านที่ออกแบบให้มีทางลาดสำหรับวีลแชร์

 

เพราะบ้านคือชีวิต ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย

 

บ้านที่ดีไม่ใช่แค่สวยงามตามแบบสถาปัตยกรรม แต่คือพื้นที่ที่ ‘ใส่ใจ’ และ ‘เข้าใจ’ การใช้ชีวิตในทุกช่วงวัย การนำแนวคิด Universal Design เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบบ้าน จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นวันที่เราก้าวเดินอย่างคล่องแคล่ว หรือวันที่ต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อยในการเคลื่อนไหว

 

เมื่อบ้านออกแบบมาเพื่อทุกคน บ้านจึงกลายเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือสถานที่ที่พร้อมจะเติบโตไปกับเรา รองรับทั้งความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและการเดินทางของเวลา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น หรือครอบครัวใหญ่ที่มีหลายเจเนอเรชันอยู่ร่วมกัน บ้านที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กน้อย คือบ้านที่สร้างความสุขได้ในทุกๆ วัน และในทุกๆ วัยอย่างแท้จริง

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://apth.ly/j8ww

The post Universal Design ศาสตร์แห่งการออกแบบที่ช่วยให้ทุกเจเนอเรชันอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Art of Thoughtful Design ศาสตร์และศิลปะการออกแบบที่นึกถึงความสมบูรณ์ของชีวิต [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/the-art-of-thoughtful-design/ Thu, 08 May 2025 04:00:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1070879

คุณกำลังมองหาบ้านที่สวยงาม…หรือบ้านที่ทำให้ชีวิตค […]

The post The Art of Thoughtful Design ศาสตร์และศิลปะการออกแบบที่นึกถึงความสมบูรณ์ของชีวิต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

คุณกำลังมองหาบ้านที่สวยงาม…หรือบ้านที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น?

 

โลกเปลี่ยนแปลงจนเราเหนื่อยกับการวิ่งไล่ตาม การมีบ้านที่เข้าใจชีวิตของเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจต่อผู้อาศัย กำลังกลายเป็นคุณค่าที่ผู้คนรุ่นใหม่ต่างเฝ้าตามหา

 

The Art of Thoughtful Design คือปรัชญาและศิลปะการออกแบบที่วาง ‘คนอยู่’ ไว้เป็นศูนย์กลางของทุกการสร้างสรรค์ เพื่อก่อร่างบ้านที่ไม่เพียงน่าอยู่ แต่ยังหล่อเลี้ยงชีวิต มอบสุขภาวะที่ดี และเชื่อมโยงทุกความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างกลมกลืน

 

Thoughtful Design คืออะไร ทำไมจึงมากกว่า ‘ความสวยงาม’

 

คำว่า ‘บ้าน’ สำหรับบางคนอาจหมายถึงโครงสร้างที่สวยงาม ตั้งอยู่ในทำเลดี หรือเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่สำหรับแนวคิด The Art of Thoughtful Design บ้านคือ ‘พื้นที่ของชีวิต’ ที่ถูกออกแบบจากความเข้าใจใน ‘ตัวตนของผู้อยู่อาศัย’ อย่างลึกซึ้ง

 

 

Thoughtful Design ไม่ได้หมายถึงการตกแต่งให้สวยงามหลังสร้างเสร็จ แต่คือ ‘การเริ่มต้นออกแบบด้วยความคิดลึกซึ้ง’ ใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว ไปจนถึงความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่ออารมณ์และคุณภาพชีวิตในทุกวัน

 

มันคือการผสมผสานระหว่างศิลปะกับการใช้งานอย่างสมดุล ให้ความงามเป็นผลลัพธ์ของฟังก์ชันที่ออกแบบอย่างเข้าใจ และให้บ้านกลายเป็น ‘สถานที่แห่งความสุข’ ที่ตอบโจทย์ทั้งทางกายและใจของผู้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ในช่วงชีวิตใด

 

บ้านที่ดี เริ่มจาก ‘ความเข้าใจผู้อยู่อาศัย’

 

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ Human-Centered Design และ User-Centered Design ซึ่งไม่เพียงออกแบบ ‘เพื่อ’ ผู้ใช้งาน แต่เริ่มจาก ‘การเข้าใจผู้ใช้งานก่อน’ อย่างแท้จริง

 

 

การจะสร้างบ้านที่ดีไม่ใช่แค่ถามว่า บ้านควรมีอะไรบ้าง? แต่ต้องถามว่า ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอย่างไร? ต้องการอะไรจากบ้านหลังนี้? และเขาอยากรู้สึกอย่างไรในแต่ละวันเมื่ออยู่ในบ้าน?

 

จากนั้นจึงจะแปลความต้องการนั้นออกมาเป็นพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานที่ต้องการมุมสงบในการโฟกัส ครอบครัวใหญ่ที่อยากมีห้องกลางรวมใจ หรือคู่รักรุ่นใหม่ที่อยากเปลี่ยนฟังก์ชันบ้านได้ตามจังหวะชีวิต

 

ปรับบ้านให้ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความสัมพันธ์ และความยั่งยืน

 

บ้านในวันนี้ไม่อาจแยกขาดจากบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านสุขภาพ การเชื่อมโยงกับคนในครอบครัว และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

สุขภาพดี เริ่มจากการเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัย การออกแบบระบบหมุนเวียนอากาศให้สดชื่นตลอดวัน แสงธรรมชาติที่เพียงพอ ช่วยปรับอารมณ์และนาฬิกาชีวิตให้สมดุล การเว้นระยะระหว่างพื้นที่ ช่วยให้บ้านไม่อึดอัด และลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว

 

 

ความสัมพันธ์ในครอบครัว เริ่มจากการจัดวางพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้เวลาร่วมกัน เช่น โถงกลาง ห้องรับประทานอาหาร หรือ Courtyard ที่เปิดให้สมาชิกแต่ละวัยมาพบปะกันได้โดยธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังต้องมีมุมส่วนตัวที่เงียบสงบ เพื่อให้แต่ละคนมีพื้นที่พักใจของตน

 

ความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเทรนด์ แต่เป็นหัวใจของการออกแบบยุคใหม่ บ้านควรประหยัดพลังงาน ใช้แสงธรรมชาติ ระบบรีไซเคิลน้ำ หรือโซลาร์เซลล์ที่ช่วยลดภาระทั้งต่อโลกและค่าใช้จ่ายในระยะยาว บ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมยังสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้อยู่อาศัยทุกครั้งที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใน

 

Palazzo & BAAN KLANG KRUNG: ตัวอย่างบ้านที่ “คิดเผื่อคนอยู่”

 

THE PALAZZO

 

โครงการบ้านระดับ Ultra Luxury ที่ตีความคำว่า ‘หรูหรา’ ใหม่ ผ่านเลนส์ของความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ใช่แค่ความโอ่อ่าหรูหรา หากแต่คือการออกแบบที่ลึกถึงหัวใจของชีวิต

 

  • สถาปัตยกรรม Beaux-Arts ผสาน Biophilic Design
  • Courtyard กลางบ้าน เป็นศูนย์รวมของแสง ลม และความสัมพันธ์
  • พื้นที่ภายในบ้านที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการในแต่ละช่วงชีวิต
  • Universal Design ที่คิดถึงผู้สูงอายุ เด็ก และทุกเจเนอเรชัน
  • Smart Home + ระบบประหยัดพลังงาน เพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

 

BAAN KLANG KRUNG

 

บ้านของคนเมืองที่ต้องการมากกว่าแค่ ‘ความสะดวก’ เพราะการใช้ชีวิตในเมืองไม่ได้หมายถึงการอยู่แคบหรือเร่งรีบเสมอไป

 

  • ดีไซน์แบบ Empathy Design ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
  • มีพื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ พร้อมพื้นที่สงบส่วนตัว
  • ทำเลที่เชื่อมต่อกับเมืองอย่างลงตัว โดยไม่ละทิ้งความร่มรื่น
  • ระบบโครงสร้างและฟังก์ชันที่พร้อมเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง
  • ทั้งสองโครงการคือบทพิสูจน์ว่า ‘บ้านที่ดี’ ต้องคิดเผื่ออนาคต และเผื่อหัวใจของทุกคนที่อยู่ร่วมกัน

 

 

Thoughtful Living: เมื่อบ้านคือที่มาแห่งสุขภาวะในทุกวัน

 

ในโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม บ้านอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ยังควร ‘นิ่ง สงบ และมั่นคง’ ได้ โดยเฉพาะสำหรับคนเมืองที่ชีวิตถูกล้อมด้วยความเร่งรีบ บ้านควรเป็นที่ที่ ใจได้หยุดพัก และ กายได้ฟื้นตัว

 

บ้านที่ออกแบบจากแนวคิด Thoughtful Design จะกลายเป็น “จุดสมดุล” ของชีวิต เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อคุณคนเดียว—ทั้งในวันนี้ และในอนาคต

 

ไม่ว่าคุณจะเหนื่อยแค่ไหนจากโลกภายนอก บ้านที่ดีจะไม่ใช่แค่ที่พัก

 

แต่มันคือที่ที่ “ความสุขรอคุณกลับมาอยู่เสมอ”

 

หากคุณกำลังมองหาบ้านที่ไม่เพียงเป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็น ‘ที่อยู่ของชีวิต’ แนวคิด The Art of Thoughtful Design จาก AP Thai อาจคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของทุกวันดี ๆ ของคุณ

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://apth.ly/xkca


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post The Art of Thoughtful Design ศาสตร์และศิลปะการออกแบบที่นึกถึงความสมบูรณ์ของชีวิต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Design for Well-being เพราะบ้านที่ดีคือบ้านที่ทำให้มีความสุขได้ทุกวัน https://thestandard.co/life/design-for-well-being/ Sat, 19 Apr 2025 05:00:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1065691

บ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่สร้ […]

The post Design for Well-being เพราะบ้านที่ดีคือบ้านที่ทำให้มีความสุขได้ทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

บ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างความทรงจำ เป็นแหล่งพักพิงและพื้นที่ปลอดภัยให้เราหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก ทำหน้าที่ฮีลใจช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง ฯลฯ แล้วบ้านแบบไหนกันที่ทำให้เราอยู่ดีมีสุข และสุขภาพดี สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่? 

 

 

Thoughtful Design ความสุขเริ่มต้นจากการออกแบบ

 

หลายครั้งที่เราเข้าไปพักผ่อนยังรีสอร์ท หรือเดินเข้าไปยังโครงการบ้านตัวอย่างแล้วพบว่า “บ้านหลังนี้อยู่สบายจัง” อันที่จริงความรู้สึกนี้ไม่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบที่เรียกว่า ‘Thoughtful Design’ หรือ ‘การออกแบบอย่างใส่ใจ’ 

 

Thoughtful Design คือ การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัยเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่สร้างให้สวยงามดูดี แต่ต้องเป็น ‘บ้านที่เข้าใจชีวิต’ สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้สมบูรณ์แบบ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับการออกแบบบ้านยุคใหม่ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด คือ ‘บ้านกลางกรุง’ และ ‘THE PALAZZO’ สองโครงการบ้านหรูของ AP ที่ยึดถือแนวคิดนี้ดั่ง DNA ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยด้วยหลัก Majesty Space, การวางผังและการออกแบบมิติความสูงในบ้านที่เอื้อต่อการพักผ่อนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว หรือแม้แต่การผสานธรรมชาติเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยผ่านหลัก Biophilic Design ให้บ้านเปิดรับแสง ลม และความร่มรื่นอย่างพอดี ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเกิดจาก Thoughtful Design การออกแบบด้วยความใส่ใจ ด้วยการคิดจาก inside หรือ insight ของผู้ใช้งานจริงเพื่อสร้างพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นส่วนตัว และอยู่สบายเป็นอันดับแรก ก่อนต่อยอดสู่ความสวยงามในทุกมุมมอง

 

นอกจากนี้ Thoughtful Design ยังหมายถึงการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม การคำนึงถึงความเกี่ยวเนื่องของพื้นที่ ทุกองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการใช้งาน ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย หรือแม้แต่ความรู้สึกทางอารมณ์ ล้วนถูกนำมาพิจารณา

 

 

หลักการของ Thoughtful Design มีง่ายๆ 5 ข้อ คือ

 

  1. Functionality First – ต้องใช้งานได้จริง การออกแบบพื้นที่ทุกตารางนิ้วภายในบ้าน ต้องออกแบบเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนอยู่อาศัย ซึ่งมีหลากหลายเจเนอเรชัน หลากหลายไลฟ์สไตล์ บ้านที่คิดมาอย่างดี จะมีพื้นที่ที่รองรับทุกกิจกรรมให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และต้องมีพื้นที่ส่วนกลางไว้ทำกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัว
  2. Personalization – บ้านต้องตอบโจทย์และสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย รวมถึงพร้อมปรับเปลี่ยนสอดคล้องกับจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป บ้านที่สามารถรองรับการรีโนเวต หรือปรับเปลี่ยน คือคีย์สำคัญในการออกแบบบ้านที่คิดมาเผื่ออนาคต
  3. Connection with Nature – ต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับแสงธรรมชาติ การมีพื้นที่สีเขียว หรือการใช้วัสดุจากธรรมชาติ ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและทำให้บ้านมีชีวิตชีวา
  4. Well-being Focus – การออกแบบต้องคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย เช่น การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษ การออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับการพักผ่อน และการสร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย อย่างโครงการบ้านเดี่ยว AP ก็มีระบบหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์ ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ถึง 99.6%
  5. Sustainability – ต้องประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงผลกระทบต่อโลกในระยะยาว เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ หรือระบบการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ

 

 

อยู่สบาย…ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อคุณ

 

บ้านในอุดมคติของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่บ้านที่ดีควรสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นมุมพักผ่อนที่เชื่อมต่อธรรมชาติ พื้นที่ทำงานที่เงียบสงบ หรือโซนครอบครัวที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

 

การออกแบบที่ใส่ใจช่วยให้ผู้อยู่อาศัยใช้พื้นที่ได้อย่างสมดุลและเต็มไปด้วยความสุข ความยืดหยุ่นเป็นหัวใจสำคัญ เช่น ห้องนั่งเล่นที่สามารถปรับเป็นพื้นที่ทำงานชั่วคราว พื้นที่ว่างที่ปรับเปลี่ยนเป็นมุมพักผ่อนหรือห้องออกกำลังกาย หรือแม้แต่ห้องที่สามารถดัดแปลงเป็นสตูดิโอส่วนตัว

 

นอกจากความยืดหยุ่นแล้ว การจัดวางพื้นที่ก็มีผลต่อคุณภาพการใช้ชีวิต การออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึงการเชื่อมโยงของพื้นที่ เช่น ห้องครัวที่อยู่ใกล้ห้องอาหารเพื่อความสะดวก, ทุกห้องนอนมีห้องน้ำภายในตัวเพื่อความส่วนตัวและการใช้งานที่ราบรื่น และ การออกแบบให้พื้นที่บางส่วนของชั้นที่ 2 สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ชั้นที่ 1 ได้ เป็นต้น

 

 

สีเขียว ความสดชื่นที่เยียวยา

 

การนำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อยู่อาศัยเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เราอยู่ดีมีสุข และหนึ่งในวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการออกแบบบ้านให้เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ หน้าต่างบานใหญ่ ประตูบานเลื่อนกระจก หรือช่องแสงบนหลังคา ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า แต่ยังนำพาความอบอุ่นและความสดใสเข้ามาสู่ภายในบ้าน แสงธรรมชาติมีผลโดยตรงต่ออารมณ์และวงจรการนอนหลับ ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีชีวิตชีวา

 

การเลือกใช้สีก็มีส่วนสำคัญ โทนสีอบอุ่น เช่น สีเขียว สีฟ้า สีน้ำตาล หรือสีเอิร์ธโทน จะช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสบายตา สีเหล่านี้ยังสามารถนำมาใช้ร่วมกับวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน หรือผ้าฝ้าย เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้การตกแต่งด้วยพืชสีเขียวก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ต้นไม้และดอกไม้ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงามให้กับบ้าน แต่ยังช่วยฟอกอากาศ ลดความเครียด และสร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ คุณอาจเลือกวางกระถางต้นไม้ในมุมต่างๆ หรือการสร้างสวนแนวตั้ง เป็นไอเดียที่น่าสนใจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับบ้าน

 

 

เมื่อการออกแบบเริ่มต้นจากความเข้าใจ ความสุขก็ตามมา

 

Thoughtful Design ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ในการออกแบบบ้าน แต่เป็นปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คน เมื่อบ้านถูกสร้างขึ้นด้วยความเข้าใจในความต้องการอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นที่ที่เติมเต็มความสุข ความสบาย และความปลอดภัย ทำให้ทุกวันของการอยู่อาศัยเป็นประสบการณ์ที่ดี

 

เพราะบ้านเมื่อถูกออกแบบอย่างเข้าใจชีวิต ความสุขก็เกิดขึ้นได้ในทุกมิติของการอยู่อาศัย

 

[Content in Partnership with AP]

 

ภาพ: AP, THE STANDARD TEAM, Shutterstock

The post Design for Well-being เพราะบ้านที่ดีคือบ้านที่ทำให้มีความสุขได้ทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ Roberta Stothard ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ adidas ถึงเบื้องหลังการออกแบบชุดแข่ง UEFA Women’s EURO 2025 https://thestandard.co/interview-with-roberta-stothard/ Mon, 17 Feb 2025 09:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1042797

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) adidas เผยโฉมชุดเหย้าของ 6 ชาติ […]

The post คุยกับ Roberta Stothard ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ adidas ถึงเบื้องหลังการออกแบบชุดแข่ง UEFA Women’s EURO 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) adidas เผยโฉมชุดเหย้าของ 6 ชาติ สำหรับศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2025 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะหลากหลายรูปแบบ ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์จากแต่ละประเทศในแต่ละยุคสมัย

 

โดย THE STANDARD SPORT มีโอกาสพูดคุยกับ Roberta Stothard ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ Football Apparel ของ adidas ที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม adidas มายาวนานกว่า 10 ปี และเป็น Project Manager ของการออกแบบชุดเหย้าในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2025 ถึงเบื้องหลังการออกแบบชุดแข่งฟุตบอลหญิงชิงแชมป์ยุโรปในปีนี้ที่สวิตเซอร์แลนด์

 

 

เรื่องราวของฟุตบอลยูโร 2025 จะเกี่ยวข้องกับศิลปะและสไตล์ต่างๆ รวมถึงศิลปะในแต่ละยุคสมัยของแต่ละประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลหญิงยูโร 2025 

 

เรามีวิธีการบ่งบอกถึงศิลปะของแต่ละประเทศ เพราะศิลปะคือการผลักดันขีดจำกัดและการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ นี่คือสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับฟุตบอลได้โดยเฉพาะฟุตบอลหญิง

 

แต่ละประเทศเรามีเรื่องราวที่แตกต่างกันในด้านของศิลปะและสไตล์

 


 

 

สีพื้นคือสีเหลืองเบลเยียม แรงบันดาลใจของลายกราฟิกเสื้อคือเปลวไฟสีแดง (Red Flame) ซึ่งคือฉายาของฟุตบอลหญิงทีมชาติเบลเยียม เป็นการออกแบบงาน Abstract Art ที่ได้รับความนิยมในเบลเยียมยุค 1920

 

ส่วนด้านหลังมีกราฟิกเปลวไฟทั่วทั้งตัว และมีคำว่า Belgium โดยมีโลโก้เปลวไฟสีแดง เหลือง ม่วง และมีสีม่วงบนตราโล่ของเสื้อ และ Stripes ด้านบน

 


 

 

แรงบันดาลใจหลักของเยอรมนีมาจากสตรีทอาร์ตและกราฟฟิตี้ เป็นศิลปะที่เราเห็นทั่วเยอรมัน ทั้งในเมืองฮัมบูร์ก เบอร์ลิน และมิวนิก กราฟิกหลักเป็นสัญลักษณ์ที่คล้ายสีสเปรย์พ่นเป็นสีแดงกับชมพู

 

รวมถึงมีโลโก้ตราทีมชาติที่เป็นสีเหลืองมะนาว Stripes เป็นสีแดง ชมพู และด้านหลังเป็นกราฟิก ด้านบนเขียนว่า Deutschland บนตัวอักษรที่เหมือนใช้สีพ่นแบบกราฟฟิตี้

 


 

 

เป็นสีเขียวสดใส โดยลวดลายกราฟิกและการออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากสัจนิยม (Realism) และธรรมชาตินิยม (Naturalism) ของภาพวาดยุคเรเนสซองส์ ที่นำเสนอลวดลายจากธรรมชาติที่เราเห็นได้ทั่วอิตาลี กราฟิกหลักจึงเป็นลวดลายของไม้เลื้อย

 

นอกจากนี้ยังมีสีแดงอิตาลีบน Stripes และโลโก้ต่างๆ ส่วนด้านหลังเขียนคำว่า Italia ในสไตล์ที่โดดเด่นและสวยงาม

 


 

 

แชมป์เก่าเราได้แรงบันดาลใจจากบาศกนิยม (Cubism) ที่เริ่มต้นจากสเปนในยุคต้นศตวรรษที่ 20 

 

ไอเดียของบาศกนิยมคือการนำอะไรบางอย่างมาแยกออกจากกัน และประกอบกลับเข้าไปใหม่ในรูปแบบ Abstract

 

เราจึงมีลวดลาย Abstract บนเสื้อ และสีผสมระหว่างชมพูพีช ฟ้า และขาว ซึ่งแน่นอนว่าแชมป์เก่าจะได้โลโก้แชมป์สีทอง และ Stripes สีน้ำเงิน

 

ด้านหลังมีโลโก้นักฟุตบอลหญิง

 


 

 

ไล่จากสีน้ำเงินจางไปสู่สีฟ้าอ่อนรอบตัวเสื้อ แรงบันดาลใจมาจาก Swedish Abstract Expressionism ซึ่งเป็นศิลปะที่โด่งดังในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เราจะเห็นการจางไปด้านข้าง โลโก้ และตราทีมชาติเป็นสีเหลืองอ่อน

 

ด้านบนเขียนคำว่า Sverige ด้วยสีเหลือง

 


 

 

เป็นไอเดียว่าเราต้องการบอกเล่าเรื่องของแต่ละประเทศผ่านเสื้อทีมชาติ โดยทีมชาติ นักเตะ และแฟนๆ เมื่อพวกเขาสวมใส่เสื้อ เขาจะรู้สึกถึงความเชื่อมโยงและความภาคภูมิใจ

 

เมื่อเราเข้าถึงเรื่องราวของศิลปะ เราก็จะเข้าถึงประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน

 

สำหรับทีมชาติแต่ละชุด มีเรื่องราวที่แตกต่างกันที่เราคัดเลือกมาให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ในแต่ละประเทศ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่แท้จริงที่สุดเท่าที่จะทำได้

 


 

 

ตอนนี้เราจะเห็นกระแสที่หลากหลายของเสื้อบอลสำหรับทุกคน ทั้งเรโทร วินเทจ การออกแบบพิเศษ และความโมเดิร์น

 

เสื้อบอลกำลังเป็นกระแส และผู้คนสวมใส่เดินบนถนนในรูปแบบของการแสดงตัวตนผ่านแฟชั่นการแต่งตัว

 

เราเองก็มีเสื้อสำหรับสตรีทแวร์แบบนี้ ทั้งกับ Germany, Spain, Italy และ Sweden นี่คือชุดวอร์มและกางเกง พร้อมโลโก้ออริจินัลที่มีการออกแบบเหมือนกับเสื้อฟุตบอล 

 

ที่นำเสนอทั้งแรงบันดาลใจจากฟุตบอลและสตรีทแวร์ เพื่อให้มีชุดสำหรับการแข่งขันและการสวมใส่ในทุกๆ วัน

 


 

 

เราเห็นแรงบันดาลใจที่สร้างอิทธิพลข้ามกันไปมาระหว่างแฟชั่นและฟุตบอล ทั้งแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากสนามฟุตบอลไปสู่แฟชั่นรันเวย์ และสี การออกแบบ รายละเอียดต่างๆ จากโลกแฟชั่น ก็มีอิทธิพลต่อการออกแบบเสื้อแข่งในสนาม

 

แน่นอนว่าทั้งฟุตบอล แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ต่างสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน และเริ่มที่จะหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน

 

ในฟุตบอลยูโรหญิง 2025 เราศึกษาเรื่องนี้จากแฟนบอล ซึ่งกลายเป็นว่าสตรีทสไตล์มีอิทธิพลต่อการออกแบบของเราในสนามฟุตบอลและวัฒนธรรมต่างๆ

 


 

 

เริ่มต้นวันแรกในการออกแบบเสื้อฟุตบอลที่คุณต้องเข้าใจคือ นี่คือการทำงานแบบ Collaboration ทำงานร่วมกันเหมือนฟุตบอล นี่คือการทำงานเป็นทีม

 

เพราะถ้าคุณเป็นนักออกแบบ นักการตลาด หรือตัวแทนของสหพันธ์ฟุตบอลต่างๆ เรามาร่วมกัน และเริ่มต้นออกแบบเรื่องราวที่เราอยากจะบอก

 

และต้องไม่ลืมว่าเราก็มีหน้าที่โฟกัสเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีของชุดที่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของนักฟุตบอลออกมาได้ในสนาม

 

การออกแบบเสื้อเริ่มต้นจากการทำงานเป็นทีม และเริ่มต้นค้นคว้าหาความต้องการจากนักเตะ แฟนบอล และมองหานวัตกรรม การสวมใส่ วัสดุ สี และองค์ประกอบอื่นๆ

 

เวลาที่ใช้ คือถ้าเริ่มต้นทำงานวันนี้วันแรกเกี่ยวกับเสื้อตัวต่อไป คุณต้องใช้เวลา 2 ปีก่อนที่เสื้อจะเปิดตัว

 

ภาพ: adidas

The post คุยกับ Roberta Stothard ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ adidas ถึงเบื้องหลังการออกแบบชุดแข่ง UEFA Women’s EURO 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์พิเศษ โอ ธีรวัฒน์ เกี่ยวกับการออกแบบ Window Display ใหม่ของ Hermès ที่ Central Embassy https://thestandard.co/hermes-display-terawat/ Tue, 11 Feb 2025 02:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1040512 hermes-display-terawat

ไม่ว่าคุณจะเดินผ่านร้าน Hermès ที่ปารีส, นิวยอร์ก, โซล, […]

The post สัมภาษณ์พิเศษ โอ ธีรวัฒน์ เกี่ยวกับการออกแบบ Window Display ใหม่ของ Hermès ที่ Central Embassy appeared first on THE STANDARD.

]]>
hermes-display-terawat

ไม่ว่าคุณจะเดินผ่านร้าน Hermès ที่ปารีส, นิวยอร์ก, โซล, โตเกียว หรือกรุงเทพฯ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือทุกร้านจะมี Window Display ที่ถูกรังสรรค์แตกต่างกัน กับงานฝีมือขั้นเทพและสะท้อนความเหนือจินตนาการด้านกรอบความคิดสร้างสรรค์ โดยล่าสุดกับร้าน Hermès ณ ห้าง Central Embassy ที่ถูกขยายและต่อเติมใหม่ก็มีไฮไลต์อยู่ที่ Window Display เช่นกัน ซึ่งทางแบรนด์ก็ได้ Commission ให้ศิลปินชาวไทยอย่าง โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ มาออกแบบอีกครั้งหลังร่วมงานกันมาหลายปี

 

อะไรคือแรงบันดาลใจ กระบวนการคิด และแง่มุมด้านความยั่งยืนของ โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ในการดีไซน์สอง Window Display ของร้าน Hermès ที่ Central Embassy ทาง THE STANDARD POP ได้ไปสัมภาษณ์ พร้อมถามเรื่องมุมมองต่อการเป็นศิลปินในยุคนี้ และความฝันว่าในอนาคตอยากทำงานกับ Hermès ถึงขั้นไหน

 

โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์

โอ-ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์

 

อยากให้เล่าถึงแรงบันดาลใจกับการดีไซน์ Window Display ใหม่ของ Hermès ที่ Central Embassy

 

โอ ธีรวัฒน์: มันเริ่มมาจาก Theme of the Year ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการวาด ซึ่งเอาจริงๆ อย่างแรกที่ผมประทับใจเกี่ยวกับ Hermès มาจากผ้าพันคอ เพราะผมเป็นนักวาดภาพประกอบ ดังนั้นเลยหลงใหลกับการวาด แล้วปรากฏว่าผ้าพันคอ Hermès ที่เคยเห็นมามันสวยจับใจมาตลอด เราดูผ้าพันคอ Hermès มานานมากแล้ว เนื่องจากธีมมันเกี่ยวข้องกับการวาด เลยรู้สึกการวาดที่อิมแพ็กต์มากที่สุดของ Hermès คือด้านผ้าพันคอ จึงเอาผ้าพันคอผืนที่เราเห็นครั้งแรกแล้วชอบเลย มันคือผ้าพันคอ Mon Petit Cheval Mexicain ซึ่งจริงใจมากเลย เป็นม้าที่ใส่อานม้าสไตล์เม็กซิกัน แล้วยืนอยู่ตัวเดียวเลย กรอบภาพก็เป็นสี Solid ธรรมดา รู้สึกว่ามันงดงามและซื่อสัตย์มากๆ  ดูเป็น Hermès ได้แบบหมดจด ทุกอย่างถูกที่ถูกใจไปหมดเลย ก็เลยมีภาพนั้นติดในหัวมาโดยตลอด รู้สึกว่าชอบผ้าพันคอผืนนั้นมาก จนพอมารู้ธีมในการทำ Window เราเลยดึงความประทับใจแรกที่เห็นผ้าพันคอผืนนั้นมาตีความเป็น Window Display มันจะต้องธีมของการวาดมาด้วย ผ้าพันคอพอถูกมาทำเป็น Window Display เราก็ใส่กิมมิกของการวาด การปาดสี ที่ทำให้รู้สึกว่าผ้าพันคอนี้มีการเคลื่อนไหวอยู่ในนั้นตลอดเวลา 

 

ส่วนอีก Window Display หนึ่งเลือกใช้เป็นลายอะไร และ Process เป็นอย่างไรบ้าง

 

โอ ธีรวัฒน์: หลังจากผ้าผืนแรกได้รับการ Approve ไปแล้ว เราก็ต้องไปหาว่าอีก Window Display หนึ่งควรจะต้องเป็นผ้าพันคอผืนไหน ซึ่งเราก็คิดถึงผ้าพันคอรุ่น Brides de Gala ที่เรามีความข้องใจเสมอมาว่าคือลายอะไร ซึ่งมันคือบังเหียน (Bridle) ความยากคือทั้งสอง Window อันหนึ่งเป็นม้าตัวเดียว อีก Window หนึ่งเป็นเหมือนเลย์เอาต์ที่มีบังเหียนครอบม้าสองอันวางคู่กัน เราจะทำเป็นสามมิติอย่างไร ก็ต้องมีการ Develop รูปด้านในเพื่อให้ Depth มันมีความแมตชิ่งกับความกว้างของตู้ Window มี Depth ที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องนึกถึงว่าเราจะ Install โปรดักต์อย่างไรให้ดูโอเค ถูกเชิดชูในแบบที่ควรจะเป็น ควรจะกลมกลืนกับ Window 

 

พอได้แบบปุ๊บ ก็มีการพัฒนาวัสดุที่เรารู้สึกว่าขั้นตอนนี้ใช้เวลานานที่สุด เรามีวัสดุในใจแล้ว แต่เป็นลักษณะที่คิดแบบคนที่วาดภาพ ซึ่งจะคิดว่าตรงขอบอยากให้เป็นปาดสี ตรงขอบอีกฝั่งหนึ่งอยากให้เป็นซี่ๆ เพราะว่าเราอยากได้ฟีลลิ่งของงานคราฟต์ที่เป็นงานท้องถิ่นลงไปใน Window นี้ โดยเราก็ต้องออกไปเฟ้นหาวัสดุเองตามสิ่งที่คิดออก ซึ่งจริงๆ ใกล้ตัวมากเลย เราออกไปก็เจอด้วยความบังเอิญ หรือจะเป็นโชคชะตาไม่รู้ รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันใช่ก็เลยเอามา

 

หลังจากนั้นเราก็ต้องเวิร์กกับทีม Production ให้เขาพัฒนา ซึ่งเราว่า Process นี้นาน เพราะว่าทั้งเราและทีม Production ยังไม่คุ้นเคยกับวัสดุเหล่านี้ ก็ต้องพัฒนาตรงนี้ แล้วก็มีการตรวจเช็กระหว่างทางไปเรื่อยๆ จน Window ออกมาเสร็จเรียบร้อย

 

Window Display ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอ Mon Petit Cheval Mexicain

Window Display ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอ Mon Petit Cheval Mexicain

Window Display ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอ Mon Petit Cheval Mexicain

 

แล้วมีวัสดุไหนของ Window Display ที่เน้นเรื่องความยั่งยืนไหม

 

โอ ธีรวัฒน์: จริงๆ พาร์ตหนึ่งที่ใช้เป็นหลักเลยก็คือการนำหนังจริงๆ ของ Hermès ที่นอกเหนือจากการผลิตสินค้าเอามาใช้ตกแต่ง Window ซึ่งถือว่าเป็นพาร์ตใหญ่ของ Window รอบนี้เลย Hermès เองก็มีสีหนังจาก Petit H ให้เลือกใช้ และสีมันก็ตรงกับมู้ด Window ที่เลือกไว้อยู่แล้ว ก็เลยคุยกับทีมไทยแลนด์เลยว่าสเปกในพาร์ตนี้ขอเป็นหนัง เพราะว่าเราจะได้มีการนำสิ่งนั้นมาใช้ซ้ำได้ และบางพาร์ตของ Window จะมีฟีลลิ่งดูเป็นกระดาษ​ ส่วนพวกวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้ไผ่หรือลูกปัดไม้เราก็ใช้ แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงอะไรที่ดูเป็น Chemical มากๆ

 

อีกวัสดุก็คือใยสับปะรดที่เราเอามาทำเป็นหางม้า เป็นวัสดุท้องถิ่นที่มาจากการรีไซเคิล โดยนำใยสับปะรดมาตีกันจนเป็นเส้นใยไฟเบอร์ แล้วก็ทำเป็นรูปทรงของหางม้าและแผงคอ ส่วนเรื่องความยั่งยืนฝั่งคน เราก็ใช้ช่างฝีมือท้องถิ่นทั้งหมด เราไม่ได้มีการให้ศิลปินจากเมืองนอกมาที่ไทยเลย

 

ทุกครั้งที่ดีไซน์ Window มีกระบวนความคิดอะไร หรือสิ่งที่คนเห็นแล้วทราบว่าคุณโอคือผู้ออกแบบ Window นี้ 

 

โอ ธีรวัฒน์: ผมเอา Theme of the Year เป็นหลักก่อน แล้วค่อยๆ หาทางปรับแบบให้มันเข้ากับแบรนด์ ซึ่งผมจะแอด Element ที่ตัวผมเองรู้สึกว่าเป็น Hermès และ Hermès ก็จะคิดแบบนี้แน่เลย เขาน่าจะใช้ Element นี้แน่ๆ แต่ผมพยายามไม่ลืมซิกเนเจอร์ของตัวเอง เนื่องจากผมเป็น Illustrator ที่ใส่ใจเรื่อง Silhouette ของ Window Composition กับ Silhouette ของแต่ละ Object มันต้องมาเป็นอย่างที่ผมคิด ผมคิดว่าภาพจำมันน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Composition, Silhouette แล้วก็ภาพรวมของ Window ที่ต้องแตกต่างกัน แล้วธีมถูกแตกเป็น Direction อีก ด้วยความที่มันต้องเปลี่ยนทั้ง Material และ Style เนื่องจากเข้าใจว่าแบรนด์ไม่อยากให้ Window ดูซ้ำกันทั้งปี ผมก็พยายามคีพซิกเนเจอร์ตัวเองลงไปใน Direction ที่มันแตกต่างกัน 

 

รู้สึกอย่างไรที่ Hermès เน้นการทำ Window แบบ Craftsmanship แทนที่จะเป็นพวกจอ LED หรือนางแบบใส่หุ่นเหมือนแบรนด์อื่นๆ

โอ ธีรวัฒน์: ในฐานะของคนออกแบบ Window เราว่า Window ของ Hermès สะท้อนกับสิ่งที่ Hermès เป็น สินค้าเขาเหมือน Craftsmanship ทำมือแทบจะทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นมันก็เหมาะสำหรับผมที่ Window เราจะเป็นคราฟต์เลเวลนี้ มันก็รีเลตกับความคราฟต์ของโปรดักต์​ รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นดิจิทัลมากๆ มันก็ค่อนข้างจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าความ Manual ความทำมือ ความงานฝีมือ แล้วก็การเคลื่อนไหวแบบ Kinetic ที่ไม่ใช่การใช้จอมันดูเป็น Hermès มากที่สุด

 

Window Display ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอรุ่น Brides de Gala

Window Display ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอรุ่น Brides de Gala

Window Display ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอรุ่น Brides de Gala

 

ในฐานะศิลปินคนหนึ่งที่ใช้งานฝีมือเล่าเรื่อง รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับบทบาท AI

 

โอ ธีรวัฒน์: จริงๆ สิ่งนี้ถ้านอกเหนือจากงาน Hermès มันก็ Effect กับความรู้สึกของเราด้วยนะ ในฐานะของคนวาดรูปคนหนึ่ง ในฐานะคนทำ Window ก็อีกความคิดหนึ่ง เรามองว่าสำหรับเรา ถ้าเราวัดจากตัวเอง เราคิดว่าภาพศิลปินส่งถึงศิลปิน มันดูกันออกว่าสิ่งนี้มีความตั้งใจขนาดไหน เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ AI ส่งไม่ถึงเรา และเราก็มั่นใจว่าศิลปินด้วยกันเองก็ดูออกว่าสิ่งนี้ AI ครีเอตขึ้นมา สิ่งนี้คนทำขึ้นมา พอถึงในระดับหนึ่งเราอาจจะต้องแคร์สายตาศิลปินด้วยกันมากกว่า

 

แล้วความทรงจำแรกของคุณกับแบรนด์ Hermès คืออะไร?

 

โอ ธีรวัฒน์: ก็กลับไปที่คำถามแรกเลยที่คุยกันเลยว่า เราจำได้เลยว่าเรายังไม่รู้จักแบรนด์เลย เรายังไม่ได้สนใจ Branding อะไรเลย แต่เราก็ไปเกาะ Window เพื่อดูผ้าพันคอผืนหนึ่ง เราจำไม่ได้ด้วยว่าปีไหน มันตั้งแต่ตอนเรายังเรียนอยู่เลย เรารู้สึกว่าโห สวยมาก Hermès เหมือนเปิดโลกของภาพวาดที่ไปปรากฏตรงผ้าพันคอให้เรา หลังจากนั้นพอเรารู้ว่ามันคือ Hermès เราก็ติดตามมาเรื่อยๆ เราเลยเป็นคนที่ส่องดูผ้าพันคอของเขาตลอดมา นั่นละครับ ความทรงจำแรกคืออันนี้

 

จำได้ไหมว่าเป็นดีไซน์ไหน?

 

โอ ธีรวัฒน์: เป็นสีส้ม ถ้าจำไม่ผิดเราว่าน่าจะเป็นสเกตช์ Pegasus สีส้ม ตัวม้าเป็นสีขาว ลายเส้นสเกตช์เห็นที่เมืองนอกครับ

 

ถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับ Hermès ในมุมอื่นๆ อยากทำพาร์ตไหน?

 

โอ ธีรวัฒน์: อยากไปในเลเวล Hermès Horizon เลยครับ อยากไปเลเวลที่มีคนมา Made to Order สินค้า Hermès กับผลงานเรา เพราะแปลว่าเขาชื่นชอบผลงานเราจริงๆ เขาถึง Select ของเราเป็น Made to Order

 

ร้าน Hermès แบบ Duplex ที่ Central Embassy

ร้าน Hermès แบบ Duplex ที่ Central Embassy

 

แล้วเราอยากจะเห็นผลงานเราไปอยู่ในพาร์ตอะไรของสินค้า Hermès Horizon 

 

โอ ธีรวัฒน์: ผมชอบใบเรือครับ อยู่บนใบเรือ

 

ถ้าจะให้อธิบายแบรนด์ Hermès วันนี้ คุณจะพูดอย่างไร

 

โอ ธีรวัฒน์: ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่เอาเป็นว่าผมในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ถ้าให้เลือกผมอยากทำให้ Hermès ที่สุดเสมอมา เพราะรู้สึกว่าดีไซน์ของเรามันจะถูกเอาไป Develop ให้สวยงามในแบบที่เราคาดไม่ถึง อยู่บนคุณภาพที่ดีที่สุด แต่ความเป็น Artistic ของ Hermès กับคุณภาพของ Hermès รู้สึกว่าทั้งสองอย่างมันดูเป็น Hermès ที่สุด 

 

แล้วคิดว่าแบรนด์ Hermès ช่วยส่งเสริมอะไรในการเป็นศิลปินคนหนึ่ง

 

โอ ธีรวัฒน์: เดิมผมเป็น Illustrator ทำงานสองมิติ และผมก็วาดรูปบนกระดาษ พอได้ทำงานกับ Hermès เหมือนทุกอย่างมันถูกพัฒนาขึ้นไปเอง คือทุกวันนี้ผมไม่ได้มองตัวเองเป็น Illustrator ขนาดนั้นแล้ว ทุกวันนี้ผมมองตัวเองว่าเป็นดีไซเนอร์ ผมจะวาด ผมจะออกแบบอะไรก็ตาม มันจะต้องมีที่มาที่ไป มีความเหมาะสมและ Realistic แต่ว่าในขณะที่ Hermès เหมือนเปิดกว้างทางความคิดให้มากๆ แบรนด์ Shape ในด้านการทำงานและเปิดกว้างผมในด้านจินตนาการ

 

ร้าน Hermès ที่ Central Embassy

ร้าน Hermès ที่ Central Embassy

The post สัมภาษณ์พิเศษ โอ ธีรวัฒน์ เกี่ยวกับการออกแบบ Window Display ใหม่ของ Hermès ที่ Central Embassy appeared first on THE STANDARD.

]]>