การหาเสียงออนไลน์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การหาเสียงออนไลน์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 23 Jan 2026 03:19:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : กกต. คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์ สั่งระงับข้อความและวิดีโอผิดระเบียบฯ รวม 16 เรื่อง พร้อมส่งตำรวจไซเบอร์-ดีอีเอส เอาผิดผู้กระทำฝ่าฝืน https://thestandard.co/election-commission-online-campaign-crackdown/ Fri, 23 Jan 2026 03:19:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1168416 ภาพเจ้าหน้าที่ กกต. ตรวจสอบการหาเสียงออนไลน์และมีสัญลักษณ์ของการสั่งระงับเนื้อหาผิดกฎหมาย

วันนี้ (23 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. […]

The post เลือกตั้ง 2569 : กกต. คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์ สั่งระงับข้อความและวิดีโอผิดระเบียบฯ รวม 16 เรื่อง พร้อมส่งตำรวจไซเบอร์-ดีอีเอส เอาผิดผู้กระทำฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ กกต. ตรวจสอบการหาเสียงออนไลน์และมีสัญลักษณ์ของการสั่งระงับเนื้อหาผิดกฎหมาย

วันนี้ (23 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์(E-War Room) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามและควบคุมดูแลการหาเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

โดยล่าสุด คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้จัดการประชุมเมื่อเพื่อพิจารณาคำร้องเรียนเกี่ยวกับโพสต์ภาพ ข้อความ และวิดีโอในสื่อออนไลน์รวม 40 เรื่อง

 

ผลจากการพิจารณา กรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งให้ดำเนินการกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่

 

1. สั่งให้แก้ไขภาพและข้อความ จำนวน 3 เรื่อง: เนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ใส่ร้ายและหยาบคาย อาทิ “สามานย์”, “เสี้ยนหนามของแผ่นดิน”, “ชิพหายโปรดเลือกพรรคส้ม” และ “ไอ้ชั่ว”

 

2. สั่งให้ลบภาพและข้อความ จำนวน 10 เรื่อง: พบการกระทำผิดชัดเจนทั้งการสร้างความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม เช่น ข้อความ “สร้างภาพทำให้คนเข้าใจผิดว่า อนุทิน คือ เลข 46” หรือ “โหวตส้มได้อนุทิน” รวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรง (Hate Speech) อาทิ “คนเหี้ย”, “กากเดน”, “พรรคนี้เหี้ย” และการใช้ภาพประกอบที่มีลักษณะลามก

 

3. สั่งให้ลบคลิปวิดีโอ จำนวน 3 เรื่อง: เป็นเนื้อหาจากบัญชี Facebook ชื่อ แม่แนน น้องสมาร์ท

 

การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงฯ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน กกต. ได้แจ้งให้ผู้โพสต์ดำเนินการแก้ไขหรือลบเนื้อหาดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งส่งเรื่องต่อไปยัง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอาญา ทั้งความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่อไป

 

ทั้งนี้ กกต. ได้เน้นย้ำไปยังผู้สมัคร พรรคการเมือง และประชาชน ให้ระมัดระวังการโพสต์ข้อความหาเสียงทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใส่ร้ายป้ายสี หรือจูงใจให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและยุติธรรม

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : กกต. คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์ สั่งระงับข้อความและวิดีโอผิดระเบียบฯ รวม 16 เรื่อง พร้อมส่งตำรวจไซเบอร์-ดีอีเอส เอาผิดผู้กระทำฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook เปิดมาตรการสร้างความโปร่งใส กวาดล้างผู้ใช้-บัญชีปลอม ปูทางเลือกตั้ง 2562 https://thestandard.co/facebook-transparency-features-for-thai-election-2562/ https://thestandard.co/facebook-transparency-features-for-thai-election-2562/#respond Tue, 22 Jan 2019 12:32:05 +0000 https://thestandard.co/?p=184354

ข่าวปลอม (Fake News) บัญชีผู้ใช้แอ็กเคานต์ปลอม และการเผ […]

The post Facebook เปิดมาตรการสร้างความโปร่งใส กวาดล้างผู้ใช้-บัญชีปลอม ปูทางเลือกตั้ง 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข่าวปลอม (Fake News) บัญชีผู้ใช้แอ็กเคานต์ปลอม และการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ คืออุปสรรคปัญหาใหญ่ที่เฟซบุ๊กในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มต้องเผชิญมาตลอดในช่วงระยะ 4-5 ปีหลังสุด

 

โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2016 ที่มาตรวจพบภายหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้วว่าเพจและบัญชีผู้ใช้จำนวนมากที่มีต้นทางจากรัสเซียมีความพยายามจะแทรกแซงการเลือกตั้งในช่วงดังกล่าว โดยใช้ข่าวปลอมและข้อมูลชวนเชื่อปลุกปั่นผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในสหรัฐอเมริกา แถมยังมีการซื้อโฆษณาจนคอนเทนต์เหล่านั้นสามารถเข้าถึงผู้ใช้ในวงกว้าง

 

เมื่อเห็นว่าปัญหาเหล่านั้นต้องถูกแก้ไข เฟซบุ๊กจึงเร่งยกระดับมาตรการต่างๆ กวาดล้างข่าว-บัญชีผู้ใช้ปลอมเพื่อให้แพลตฟอร์มปลอดภัยสำหรับการใช้งาน และเป็นพื้นที่เสรีที่ผู้ใช้ทุกคนจะสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้โดยไม่มีการปิดกั้น

 

วันนี้ (22 ม.ค.) เฟซบุ๊ก ประเทศไทย โดย เคธี ฮาร์บาธ ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองระดับโลกและการประสานงานภาครัฐของเฟซบุ๊ก ได้นำเสนอมาตรการต่างๆ ที่เฟซบุ๊กได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2016 เพื่อให้แพลตฟอร์มปลอดภัยและโปร่งใสสำหรับผู้ใช้งาน สนับสนุนให้คนออกไปเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือลดการแทรกแซงในช่วงเลือกตั้งจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดี

 

 

5 มาตรการที่เฟซบุ๊กจะใช้เพื่อป้องกันการใช้แพลตฟอร์มที่ไม่เหมาะสม

  1. กวาดล้างบัญชีผู้ใช้ปลอม (Cracking Down on Fake Accounts)
  2. ลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม (Reducing The Distribution of False News)
  3. ทำให้โฆษณาโปร่งใสมากขึ้น (Making Advertising More Transparent)
  4. ยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม (Disrupting Bad Actors)
  5. สนับสนุนการให้ข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง (Supporting an Informed Electorate)

 

ตัวอย่างเช่น (1.) การกวาดล้างบัญชีผู้ใช้ปลอม เฟซบุ๊กเผยว่าจะเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ โดยขั้นตอนแรกจะใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับข้อมูลเพื่อค้นหาบัญชีปลอมก่อน แล้วนำ AI มาระบุตัวตน ซึ่งเคลมว่าสามารถตรวจจับบัญชีปลอมก่อนจะมีการรายงานเข้ามาได้มากถึง 99.6% (ไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2018 ที่ผ่านมากำจัดบัญชีผู้ใช้ปลอมไปแล้วกว่า 1.5 ล้านราย)

 

ก่อนจะให้ทีมงานคนจำนวนกว่า 30,000 คนที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงมาช่วยตรวจจับและสแกนในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง เนื่องจากรูปแบบและวิธีการของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในการสร้างบัญชีปลอมมีการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ขณะที่อีกมาตรการคือ (2.) ลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม ซึ่งเฟซบุ๊กบอกว่าจะนำหลัก ‘ลบ ลด แจ้ง (Remove. Reduce. Inform)’ มาใช้จัดการกับข่าวปลอมหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม พร้อมนำระบบการให้คะแนนโพสต์เข้ามาใช้

 

ส่วน (3.) การทำให้โฆษณาโปร่งใสมากขึ้น เฟซบุ๊กได้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลของเพจได้แล้วผ่านแถบ ‘Info and Ads’ ในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะโชว์รายละเอียดตั้งแต่เพจเปลี่ยนชื่อมาแล้วกี่ครั้ง เริ่มสร้างเพจขึ้นมาวันไหน มีต้นทางการใช้งานมาจากประเทศใดเป็นหลัก (ข้อนี้ก็เพื่อเช็กว่าเพจนั้นๆ นำเสนอประเด็นไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด เพื่อเชื่อมโยงกับเจตนาในการทำคอนเทนต์) และสุดท้ายยังสามารถเลือกดูได้ด้วยว่าคอนเทนต์ที่ถูกซื้อโฆษณาถูกสนับสนุนโดยใคร

 

สุดท้ายทั้ง (4.) การยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มและ (5.) การสนับสนุนการให้ข้อมูลช่วงเลือกตั้ง เฟซบุ๊กบอกว่าจะเป็นไปในรูปแบบการทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆ หรือเรียนรู้จากรัฐบาลในแต่ละประเทศ เช่น สภาแอตแลนติก ฝ่ายห้องปฏิบัติการวิจัยนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensic Research Lab) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ก่อนจะกดแชร์ต่อหรือแสดงความคิดเห็น

 

โดยการสนับสนุนจากแต่ละประเทศในช่วงเลือกตั้ง เฟซบุ๊กเปิดเผยว่าจะมีการให้ข้อมูลพรรคที่ลงสมัครเลือกตั้งตั้งแต่ช่วงก่อนวันเลือกตั้ง (Pre Election Day), กระตุ้นให้คนออกไปใช้สิทธิ์และชวนเพื่อนออกไปเลือกตั้งในวันจริง (Election Day) ผ่านฟีเจอร์แจ้ง Voter Tools ไปจนถึงการจัดทำกิจกรรมช่วงหลังวันเลือกตั้ง (Post Election Day)

 

ระเบียบข้อบังคับการหาเสียงช่วงเลือกตั้งบนโลกออนไลน์

แม้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังไม่ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาก็ได้เผยแพร่ระเบียบและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. จำนวน 9 ฉบับ โดยจะมีผลใช้บังคับเมื่อพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง

 

ใจความบางส่วนของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง 9 ฉบับดังที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงบนพื้นที่ออนไลน์ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

1. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร – (ข้อ 3) กำหนดให้ค่าใช้จ่ายการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือค่าบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, ไลน์, ทวิตเตอร์, ยูทูบ, อินสตาแกรม, กูเกิล, แอปพลิเคชัน เป็นต้น

 

2. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร – (ข้อ 4) ให้นิยามการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การหาเสียงเลือกตั้งที่กระทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อหาเสียงเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนโดยทั่วไป

 

3. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

  • หมวด 2 การหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่ 1 ‘วิธีการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์’
    • ข้อ 7 – การหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดแล้วแต่กรณี สามารถหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเอง หรือมอบ ว่าจ้างบุคคลหรือนิติบุคคลดำเนินการแทน ครอบคลุมเว็บไซต์, โซเซียลมีเดีย, ยูทูบ, แอปพลิเคชัน, อีเมล,​ เอสเอ็มเอส และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นทุกประเภท
    • ข้อ 8 – การหาเสียงเลือกตั้งตามข้อ 7 ให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองสามารถระบุชื่อ, รูปถ่าย, หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร,​ ชื่อพรรค, สัญลักษณ์พรรค, นโยบายพรรค, คติพจน์-คำขวัญ หรือข้อมูลประวัติเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัคร

 

  • หมวด 2 การหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่ 2 ‘การแจ้งวิธีการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์’
    • ข้อ 9 – การหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้สมัครแจ้งวิธีการ รายละเอียด ช่องทาง ระยะเวลาการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบตั้งแต่วันสมัครรับเลือกตั้งเป็นต้นไป หรือก่อนดำเนินการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์

 

  • หมวด 2 การหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่ 3 ‘การหาเสียงเลือกตั้งโดยบุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครหรือมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง’
    • ข้อ 10 – ในการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้บุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครหรือมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ประสงค์จะหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แสดงชื่อและชื่อสกุล หรือชื่อนิติบุคคล หรืออาจแสดงชื่อย่อ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใดที่สามารถระบุเจาะจงตัวบุคคลที่ดำเนินการได้ ส่วนสื่อที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องระบุชื่อและชื่อสกุลหรือชื่อนิติบุคคลของผู้จัดทำเช่นกัน โดยการแสดงตนระบุข้อมูลอาจกระทำในรูปแบบตัวอักษร ภาพ หรือเสียงก็ได้

 

    • ข้อ 11 – บุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครหรือมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีรายการค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้รวมแล้วเกินกว่า 10,000 บาทขึ้นไป ผู้นั้นต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อผู้สมัครหรือพรรคการเมืองทราบ

 

ทั้งนี้ผู้สมัครจะต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบ ส่วนในกรณีพรรคการเมืองให้แจ้งต่อเลขาธิการทราบ (1) ค่าจ้างจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์, (2) ค่าตอบแทนในการดำเนินการ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดเพื่อให้ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ โซเซียลมีเดีย อีเมล โปรแกรมค้นหา หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น รับรู้ถึงการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์

 

    • ข้อ 12 – กรณีที่ผู้สมัครหรือพรรคยินยอมการใช้จ่ายเพื่อหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครหรือมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ให้นับรวมรายการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้นด้วย

 

  • หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง
    • ข้อ 18 – ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งในลักษณะที่ให้ผู้ประกอบอาชีพ เจ้าของกิจการเกี่ยวกับรายการทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชน สื่อโฆษณา เช่น นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร สื่อมวลชน เป็นต้น ใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพดังกล่าวเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งแก่ผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมือง

 

 

บทบาทของเฟซบุ๊กกับการเลือกตั้งประเทศไทย 2562

เฟซบุ๊กกล่าวว่าหน้าที่ของพวกเขาในการดูแลแพลตฟอร์มช่วงเลือกตั้งประเทศไทยในปี 2562 นี้ก็ไม่ต่างจากการควบคุมนโยบายแพลตฟอร์มในประเทศอื่นๆ ช่วงเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสผ่านทั้งการสกัดกั้นการแพร่กระจายของข่าวปลอม กวาดล้างแอ็กเคานต์ปลอม และทำให้การหาเสียงเลือกตั้งโปร่งใส

 

วิธีที่จะทำให้การซื้อโฆษณาหาเสียงบนแพลตฟอร์มโปร่งใสได้ เฟซบุ๊กเปิดเผยว่าในช่วงเดือนมิถุนายนนี้จะมีการเปิดตัวฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถตรวจสอบได้ว่าโฆษณาคอนเทนต์การเมืองหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง (Political Ads) ของแต่ละเพจการเมืองหรือแต่ละพรรคมีใครเป็นคนสนับสนุนเงินแหล่งทุนโฆษณา หรือโฆษณามีการระบุเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใช้งานรายใด เพศ หรือช่วงวัยใดเป็นพิเศษ (Audience Targeting) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

 

อย่างไรก็ดี ตามที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการเลือกตั้งในประเทศไทยมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าฟีเจอร์ดังกล่าวอาจจะไม่ทันพร้อมใช้งานช่วงเลือกตั้งประเทศไทย ทั้งนี้เคธีและทีมงานเฟซบุ๊กเปิดเผยว่าอาจจะพิจารณาการเปิดใช้งานฟีเจอร์ที่ว่าตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี

 

ขณะที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทีมงานเฟซบุ๊กที่ประจำการอยู่ที่ประเทศไทยยังให้ข้อมูลกับ THE STANDARD อีกด้วยว่ามีการพูดคุยหารือกับทาง กกต. มาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่มีการกำหนดขอบเขตและวาระความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

 

เคธีกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่เธอทำงานกับเฟซบุ๊กและอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกได้เกิดการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริบทการเลือกตั้งรวมถึงสถานการณ์ในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป (แต่ละประเทศมีข้อบังคับการเลือกตั้งที่ไม่เหมือนกัน)

 

ดังนั้นเป้าหมายของเธอและเฟซบุ๊กในการพัฒนาแพลตฟอร์มคือทำให้มั่นใจว่าเฟซบุ๊กจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานในการแสดงความคิดเห็น มีความโปร่งใส เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ พร้อมให้สัญญาว่าเฟซบุ๊กจะดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับทาง กกต. ของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post Facebook เปิดมาตรการสร้างความโปร่งใส กวาดล้างผู้ใช้-บัญชีปลอม ปูทางเลือกตั้ง 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-transparency-features-for-thai-election-2562/feed/ 0
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ-ระเบียบ กกต. 9 ฉบับ เตรียมเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียงออฟไลน์-ออนไลน์ https://thestandard.co/ratchakitcha-offline-online-election-campaign/ https://thestandard.co/ratchakitcha-offline-online-election-campaign/#respond Sat, 12 Jan 2019 04:35:03 +0000 https://thestandard.co/?p=178796

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผ […]

The post ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ-ระเบียบ กกต. 9 ฉบับ เตรียมเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียงออฟไลน์-ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. จำนวน 9 ฉบับ โดยจะมีผลใช้บังคับเมื่อพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ ได้แก่

 

1. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 โดยเนื้อหาได้กำหนดวิธีการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์

 

2. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ พ.ศ. 2561 ให้กับผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

 

3. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ได้กำหนดการจัดเวทีประชันนโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมือง ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่ 1 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 300-350 เขตเลือกตั้ง, กลุ่มที่ 2 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 200-299 เขตเลือกตั้ง, กลุ่มที่ 3 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครน้อยกว่า 200 เขต รวมถึงการจัดเวทีประชันนโยบายให้หัวหน้าพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง หรือบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประชันนโยบายบริหารประเทศ

 

4. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยแบบบัญชีรายรับและรายจ่ายค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นของผู้สมัครรับเลือกตั้งและหัวหน้าพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายจริง ให้รวมถึงบรรดาเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่บุคคลใดๆ จ่ายหรือรับว่าจะจ่ายแทน หรือนำมาให้ใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทนเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

 

5. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยจำนวน หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณีหรือเมื่อมีเหตุอันสมควร และการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พ.ศ. 2561

 

6. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

 

7. เรื่องกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ส่วนพรรคการเมืองใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่เกิน 35 ล้านบาท ส่วนกรณีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้ง ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งที่ต้องรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตใหม่ ให้ผู้สมัครแต่ละคนต้องใช้จ่ายไม่เกิน 7.5 แสนบาท ส่วนกรณีเขตเลือกตั้งใดที่ไม่ต้องรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้ผู้สมัครแต่ละคนต้องใช้จ่ายไม่เกิน 5 แสนบาท และกรณีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

 

8. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำสถานที่ปิดประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งและสถานที่ติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดเฉพาะในสถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และต้องมีขนาดและจำนวนไม่เกินที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

 

9. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องประเภทของค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 เช่น ค่าสมัครรับเลือกตั้ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลานี้ยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งให้ประชาชนทราบแต่อย่างใด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ การจัดการเลือกตั้งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับมีผลประกาศใช้บังคับ โดยจะครบกำหนดตามกรอบเวลาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562

 

ภาพ: AFP

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ-ระเบียบ กกต. 9 ฉบับ เตรียมเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียงออฟไลน์-ออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ratchakitcha-offline-online-election-campaign/feed/ 0
7 ปรากฏการณ์ใหม่ในสมรภูมิเลือกตั้ง กับเกมการเมืองไทยแบบเก่าๆ ในฉากใหม่ https://thestandard.co/new-election-old-politics/ https://thestandard.co/new-election-old-politics/#respond Tue, 25 Dec 2018 14:04:56 +0000 https://thestandard.co/?p=170807

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึงร้อยวันประเทศไทยกำลังจะเดินหน้า […]

The post 7 ปรากฏการณ์ใหม่ในสมรภูมิเลือกตั้ง กับเกมการเมืองไทยแบบเก่าๆ ในฉากใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึงร้อยวันประเทศไทยกำลังจะเดินหน้าสู่วันเลือกตั้ง แต่การสื่อสารถึงประชาชนเรื่องความเข้าใจในเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไม่ถูกสื่อสารในเรื่องลึกๆ ผ่านหน่วยงานภาครัฐที่ควรมีบทบาทเท่าใดนัก

 

โคทม อารียา อดีต กกต. ชุดแรก เคยกล่าวไว้ในงานเสวนา ‘การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม สถานการณ์ในสังคมไทย’ ว่าอยากจะให้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ผลิตรายการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้แล้ว เนื่องจากถูกใช้เป็นเครื่องมือนำเสนอข้อมูลทางเดียว เกี่ยวกับผลงานรัฐบาลและ คสช.

 

ขณะที่ทั้ง คสช. และรัฐบาล จะยังอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และไม่ต้องเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องเป็น

 

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องใหม่ๆ ของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจะถูกจำกัดบทบาทลงเพื่อให้การแข่งขันเลือกตั้งไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบจนเกินไป

 

หันกลับไปดูบรรยากาศการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา วาทกรรมปฏิรูป และปรองดองดูเหมือนจะเลือนรางลง เกมการเมืองเกิดขึ้นแบบเก่าภายใต้เงื่อนไข กติกา ที่ดูเป็นเพียงฉากใหม่ ในขณะที่รายละเอียดและผู้เล่นดูจะไม่เปลี่ยนแปลง

 

สมรภูมิการเมืองและการเลือกตั้งจะยังมีอะไรใหม่ๆ อีกบ้าง THE STANDARD ขอพาผู้อ่านมาลองพิจารณาไปด้วยกัน

 

 

1. โซเชียลมีเดียที่มากไปกว่าเฟซบุ๊ก และสารพัดแอปฯ เพื่อทำการเมือง

‘ตาสับปะรด’ หลายคนอาจลืมชื่อนี้ไปแล้ว การเลือกตั้งปี 2557 กกต. ได้นำเสนอแอปพลิเคชัน 3 ตัว เพื่ออำนวยความสะดวก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมการเลือกตั้ง

 

แต่ฟากพรรคการเมืองเวลานั้นแทบไม่เห็นการหยิบแอปพลิเคชันต่างๆ มาใช้มากนัก นอกจากการหาเสียงตรงๆ บนเฟซบุ๊ก ซึ่งหากดูโซเชียลมีเดียอื่นๆ ก็ยิ่งน้อยมาก

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 พรรคการเมือง 40 พรรคที่ส่งผู้สมัครแข่งขัน มีเพียง 26 พรรคที่มีเว็บไซต์หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์

 

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต ระบุว่ามีเพียง 4 พรรคที่ใช้สื่อออนไลน์ ที่ถึงขั้นใช้ได้และอยู่ในระดับดี

 

โดยเวลานั้นพรรคที่มียอดแฟนเพจเฟซบุ๊กมากที่สุด คือพรรคประชาธิปัตย์ 27,903 คน แต่ทวิตเตอร์ แชมป์เป็นของพรรคเพื่อไทย 7,575 คน ส่วนเพจนักการเมืองที่มีผู้ติดตามมากสุด คือเพจอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 671,093 คน และทวิตเตอร์ @abhisit_dp มี 11,717 คน

 

ทั้งนี้ข้อมูลในปี 2554 เวลานั้นมีสถิติผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวไทยเพียง 909,630 ราย แต่วันนี้มีผู้ใช้รวม 12 ล้านราย

 

ตัดภาพกลับมาในปัจจุบัน เมื่อติดตามข้อมูลนักการเมืองในพรรคต่างๆ จะพบว่านอกจากเฟซบุ๊กที่ทุกพรรคในระดับแกนนำหรือหัวหน้าพรรคใช้กัน หรือการมีเพจ Official ของพรรคแล้ว ตัวสมาชิก-เครือข่ายของพรรค ยังมีเพจของตัวเองเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย เช่น อนาคตใหม่ เพจ New Gen หรือรวมพลังประชาชาติไทย Act Youth

 

กระบวนการการมีส่วนร่วมที่พรรคการเมืองออกแบบแอปพลิเคชันก็มีเพิ่มมากขึ้น การให้โหวตออนไลน์เพื่อเลือกโครงฝ่ายบริหารพรรค หรือทำไพรมารีที่ดุเดือดกันชัดๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือ ศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีแอปพลิเคชัน d-elect ก็มีบทบาทอย่างมาก เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นอีกพรรคที่ทำเว็บไซต์ให้โหวตออนไลน์

 

การปรับตัวของพรรคการเมืองในวันนี้ ที่โลกออนไลน์มี 12 ล้านบัญชีทวิตเตอร์ และ 50 ล้านบัญชีเฟซบุ๊ก ถือว่าน่าจับตามากๆ แต่ข้อกังวลยังมีอยู่ เพราะหากสังเกตดีๆ จะพบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่าครึ่งกระจุกตัวอยู่แค่ใน กทม. ส่วนจังหวัดรองลงมา อย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ กลับมีผู้ใช้เพียง 1-2 ล้านบัญชีเท่านั้น

 

ดังนั้นการลงพื้นที่ และสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ยังคงเป็นภาคบังคับที่เป็นต้นทุนสูงของพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก และพรรคใหม่ ที่ต้องแย่งกันสร้างความรับรู้ให้เกิดขึ้นในเวลาจำกัดนี้

 

 

2. กติกากาบัตรใบเดียว ท้าทายทีมโฆษกพรรค

กติกาการเลือกตั้งครั้งนี้ที่กำหนดให้ ‘กาบัตรใบเดียว’ นับเป็นอาวุธร้ายแรงที่กระทบทุกพรรค ซึ่งนักการเมือง นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าก่อผลให้เกิดการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การหาเสียง

 

‘เลือก ส.ส. ที่รัก เลือก พรรค ที่ชอบ’ คือผลจากระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทำให้ปี 2554 เราได้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย แม้จะมีคะแนนรวมจากทุกเขตเลือกตั้งเพียง 14,272,771 คะแนน แต่คะแนนจากบัตรใบที่สองเพื่อเลือกพรรค กลับมากกว่าคะแนนที่ประชาชนลงให้กับ ส.ส. แบ่งเขตแต่ละเขต โดยมีมากถึง 15,744,190 คะแนน

 

เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ได้คะแนนรวมของ ส.ส. เขตทุกเขตที่ส่งผู้สมัครลง 10,111,954 คะแนน แต่คะแนนบัตรใบที่สองกลับได้ถึง 11,433,762 คะแนน

 

เท่ากับว่าวัฒนธรรมการเมืองไทยที่แสดงออกผ่านการกาบัตร 2 ใบ ประชาชนนับล้านคนขึ้นไป ไม่ได้ยึดติดกับพรรคพรรคเดียวเสมอไป สะท้อนว่ามีประชาชนเป็นล้านที่ถ้าเขาเลือกได้ เขาจะเลือก ส.ส. เขตที่รัก แต่เลือกอีกพรรคที่ชอบ

 

ทว่าครั้งนี้ ประชาชนต้องเลือกแบบ 3 in 1 คือเลือก ‘คนที่รัก พรรคที่ชอบ นายกฯ ที่ใช่’ โดยต้องตัดสินใจลงในบัตรใบเดียว แถมผลจากการถูกเกลี่ยจำนวน ส.ส. ด้วยการออกแบบกติกาทำให้พรรคไหนได้ ส.ส. เขตมาก หากผลรวมของ ส.ส. เขตที่ทุกพรรคได้ รวมกันแล้วเกิน 375 คน จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองจะถูกลดทอนลงแล้วเกลี่ยคะแนน เกลี่ยจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้ใหม่อีกรอบ

 

แม้กติกาใหม่จะให้นับรวมคะแนนเสียงตกน้ำ หรือคะแนนของพรรคที่แม้ไม่ได้มีคะแนนสูงสุดในสนามเลือกตั้งเขตนั้นๆ จากแต่ละเขต เพื่อมาคำนวณรวมกันจากทุกเขตเลือกตั้งที่พรรคส่งผู้ลงสมัครแข่งขันเป็นคะแนนหาจำนวน ส.ส. ที่พรรคพึงมีได้ ก็ใช่ว่าหารออกมาแล้วแปลงเป็นจำนวน ส.ส. เพื่อจะได้ ส.ส. ครบตามที่ควรจะมี

 

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นไปได้ว่าจะมีพรรคที่สื่อสารกติกาใหม่ให้กับผู้ลงคะแนนเสียงคลาดเคลื่อน หรือเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ลงสมัครขัดแย้งกันเองในพรรค แย่งกันลงสนามแบบเขตกับบัญชีรายชื่อ เพราะเข้าใจกติกาผิด

 

ผลที่ตามมาคือ ผู้ลงคะแนนที่ไม่ได้ยึดติดพรรคใดเพียงพรรคเดียว ซึ่งจากการลงคะแนนปี 2554 สะท้อนให้เห็นว่ามีราวๆ 1-3 ล้านคน อาจแปรเป็นจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อได้กว่า 15-45 คน ก็จะเป็นงานหนักที่ทุกพรรคต้องแข่งกันสื่อสาร และหาผู้สมัครน้ำดีมาสังกัดพรรคเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องคิดมากว่าจะเลือกเพราะคนที่รัก หรือพรรคที่ชอบ

 

 

3. คะแนนเสียงตกน้ำ กับขั้วตระกูลการเมือง บทพิสูจน์เลือดข้นกว่าน้ำ

ปรากฏการณ์ยุบพรรคการเมือง ที่นำไปสู่การตัดสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งหลายหนในทศวรรษที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสร้าง ส.ส. หน้าใหม่เข้าสู่ตลาดการเมืองจำนวนมาก

 

แต่ในความใหม่นี้ ส่วนหนึ่งใหม่เพียงชื่อ แต่นามสกุลยังเป็นตระกูลการเมืองเดิม บ้างสังกัดพรรคเดิม บ้างอยู่พรรคใหม่ อาจเรียกได้ว่าเข้าสู่ตำแหน่งเพราะนามสกุล

 

ขณะเดียวกันการเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อตัวจริงพ้นห้วงเวลาของการถูกตัดสิทธิ อาจไม่แปลกที่จะสั่ง ส.ส. นอมินีถอยทัพ แล้วตัวจริงก็สวมสูทลงสนามอีกครั้ง ซึ่งทำให้กลายเป็นปัญหาย้ายขั้วสลับข้างเพื่อหาที่ทางให้ตัวเองสำหรับตัวแสดงแทน

 

แต่กติกาครั้งนี้ เมื่อทุกคะแนนเสียงในทุกอันดับมีความหมาย ส.ส. แถวสอง แถวสาม ของตระกูลการเมืองเดียวกัน จึงไม่จำเป็นว่าต้องถอยเสมอไป เพราะชื่อชั้นของการทำงานพื้นที่มีความหมายสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะหาคนลงแข่งขันชิงคะแนนตกน้ำ แม้รู้ว่าจะสู้ตัวจริงไม่ได้ก็ตาม

 

กติกาแบบนี้ด้านหนึ่งก็อาจเพิ่มความขัดแย้งในตระกูล หรือกลับกันก็อาจวิน-วิน เพราะได้ขยายพื้นที่การเมืองให้คนในตระกูล ซึ่งเลือดก็อาจข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว

 

 

4. ผู้ออกเสียงหน้าใหม่ นักการเมืองก็หน้าใหม่

อย่างที่หลายสื่อนำเสนอกันแล้ว สำหรับคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าตัวเลขจะเป็น 6.4 ล้าน หรือ 7-8 ล้านก็ตาม ล้วนแต่เป็น New Voter ที่อยู่ในช่วงวัย 18-24 ปี ที่ยังไม่เคยผ่านการเลือกตั้งที่บรรลุผลจนจบกระบวนการ เพราะต้องไม่ลืมว่าปี 2557 ที่มีการจัดการเลือกตั้งบางคนได้ใช้สิทธิ แต่คะแนนทั้งหมดที่คนฝ่าฟันไปเลือกตั้ง ต้องตกน้ำจมหายไปไม่ได้มี ส.ส. เข้าสภา เนื่องจากการเลือกตั้งถูกสั่งให้เป็นโมฆะในเวลาต่อมา นี่จึงเป็นกลุ่มที่ยังไม่ชัดเจนในการตัดสินใจ เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะต้องดึงเอาคะแนนจากคนกลุ่มนี้

 

แน่นอนว่านอกจากผู้ออกเสียงหน้าใหม่แล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีผู้สมัครหน้าใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก คนรุ่นอายุ 25-31 ปี จำนวนมากก็ยังเป็นคนที่ไม่ได้ลงแข่งในสนามเลือกตั้งมา 7-8 ปี ครั้งนี้แต่ละพรรคจึงแข่งกันเปิดตัวนักการเมืองรุ่นใหม่กันเพียบ

 

ทั้งรุ่นอายุ 26 ปี อย่าง ไต๋ พรรคภูมิใจไทย หรือเพื่อไทย รุ่นอายุเริ่มเลข 3 เช่น เผ่าภูมิ, ตรีรัตน์ เช่นเดียวกับประชาธิปัตย์ ที่ทำงานเยาวชนมาหลายสิบปี โดยมีเครือข่ายยุวประชาธิปัตย์ทำงานแข็งขัน มีหน้าใหม่อย่าง ไอติม พริษฐ์ หลานอภิสิทธิ์ ที่เดินหน้าเข้าไปขอสมัครทหารเกณฑ์ พรพรหม ลูกชายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ที่นำเสนอประเด็น LGBT เป็นต้น

 

ดังนั้นเมื่อดูจากสถิติอายุ จำนวนผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ผ่านมามีผู้สมัครรวม 1,410 โดยผู้สมัครที่อายุต่ำกว่าหรือเท่ากับ 30 ปีมีเพียง 85 คน (ร้อยละ 6.03) อายุ 31-40 ปี มี 167 คน (ร้อยละ 11.84) ที่เหลือร้อยละ 82.13 เป็นผู้สมัครอายุ 41-มากกว่า 80 ปี

 

จึงต้องติดตามว่าครั้งนี้ สัดส่วนคนรุ่นต่ำกว่า 40 ปี จะทะยานขึ้นไปในสภามากแค่ไหน หลังจากคนรุ่นใหม่ได้เห็นภาพ สนช. หลับ หรือ สนช. บางคนต้องมีคนพยุงเข้าสภากันมาแล้วบนโลกออนไลน์

 

5. ใบส้ม จับผิดจุดเล็กๆ แต่อำนาจทำลายล้างกว้างขวางจนหญ้าแพรกแหลกลาญ

ครั้งนี้การเลือกตั้งในแต่ละเขตจะถูกระงับได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่มีใบเหลืองซึ่งเป็นเรื่องของการทุจริตเลือกตั้ง (ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้า กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครทุจริต หรือเกี่ยวข้องกับการทุจริต กกต. มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครเลือกตั้งไม่เกิน 1 ปีได้ ซึ่งถ้าคนที่โดนใบเหลืองเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่) หรือ ใบแดง ใบดำ ที่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง อันเป็นความผิดของตัวผู้สมัคร พรรคการเมืองที่ส่งผู้ลงสมัครเช่นกัน

 

เพราะเกิดการเขียนกติกาเพิ่ม ‘ใบส้ม’ มาอีกใบ ใบส้มนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการทุจริตโดยตรง แต่เป็นเรื่องความบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจคุณสมบัติ คุณลักษณะที่ห้ามสมัครเป็น ส.ส. ซึ่งมีข้อห้ามมากมาย

 

ผลของการได้รับ ‘ใบส้ม’ หากผู้สมัครคนที่คุณสมบัติไม่ครบได้เป็นผู้ชนะเลือกตั้ง ใบส้มจะให้อำนาจ กกต. มาก ถึงขั้นยกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้นแล้วเลือกใหม่ ทั้งยังห้ามเอาคะแนนของผู้สมัครทุกคนในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ไปคำนวณให้เป็นคะแนนพรรคการเมือง (คะแนนปาร์ตี้ลิสต์)

 

เท่ากับว่าแทนที่พรรคอื่นๆ อันดับสอง อันดับสาม จะได้ประโยชน์จากคะแนนเสียงตกน้ำในการเลือกตั้งรอบแรก ก็ต้องมาลุ้นว่าเลือกตั้งรอบใหม่ คะแนนตัวเองจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง และต้องลุ้นว่าประชาชนที่มาใช้สิทธิไปแล้วรอบหนึ่ง จะมาเลือกตั้งรอบสองมากเท่าเดิมไหม

 

หรือประชาชนจะรู้กันหรือไม่ว่าจะต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะในกฎหมายไม่ได้มีบทลงโทษ กกต. หาก กกต. ไม่สามารถประชาสัมพันธ์ได้ทั่วถึงเพียงพอให้คนรับรู้ว่าต้องจัดเลือกตั้งใหม่

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ จากกติกาแจกใบส้มที่มีผลรุนแรงถึงขั้นลบล้างคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้กับพรรคที่ได้เป็นอันดับสองอันดับสาม ย่อมส่งผลให้โอกาสของพรรคกลาง พรรคเล็กที่หวังมุ่งทำการเมืองแบบสะอาดเข้าสภายากขึ้น เพียงเพราะพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 เล่นการเมืองสกปรกหรือตัวเองไม่รอบคอบในเรื่องคุณสมบัติ

 

 

6. มีกติกาบังคับให้พรรคต้องหาจำนวนสมาชิก แต่ก็มีกติกาที่เอื้อให้พรรคไม่ต้องรับฟังสมาชิก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะกติกาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มุ่งให้การเลือกผู้ลงสมัครแข่งขันในสนามเลือกตั้งปลอดจากอิทธิพลหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค นายทุนพรรค ชนชั้นนำในพรรค

 

ดังนั้นจึงเขียนให้พรรคต้องทำกระบวนการไพรมารีโหวตระดับเขตเลือกตั้ง เท่ากับว่าเราจะมีการทำไพรมารีโหวต 350 เขตเลือกตั้ง หากพรรคนั้นๆ ต้องการส่งผู้ลงสมัครครบทุกเขต และหมายความว่าสมาชิกพรรคที่พรรคการเมืองนั้นต้องหา คือเขตเลือกตั้งละ 100 คนขึ้นไป รวมเป็น 35,000 คนทั่วประเทศ

 

โดยประชาชนผู้เป็นสมาชิกพรรคในทุกเขตเลือกตั้งจะมีอำนาจออกเสียงชี้ว่า อยากให้พรรคการเมืองส่งใครมาเป็นผู้สมัครให้ประชาชนทั้งหมดในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ได้เลือก

 

ผลของความหวังดีนี้ จะทำให้แคนดิเดตที่อยากลงแข่งในสนาม ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคก่อน ไม่ใช่ไปเกาะโต๊ะผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อให้ส่งตนเองลงสมัครแข่งที่ตัวเองอยากลง

 

แต่ คสช. กลับออกคำสั่งให้ยกเว้น แล้วบอกว่าการเลือกตั้งครั้งแรกให้ทำไพรมารีโหวตระดับจังหวัดก็พอ เท่ากับว่าแค่พรรคการเมืองเอาสมาชิกพรรคจากเขตเลือกตั้งเพียงเขตเลือกตั้งเดียวมาเพียง 100 คน ประชุมหยั่งเสียงกัน ก็สามารถแสดงเจตจำนงแทนสมาชิกพรรคได้ทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ซึ่งนี่เป็นคำสั่งที่ออกมาก่อนการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ

 

แต่หลังเปิดตัว คสช. ก็ได้ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13 /2561 มาทำลายการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคอีกหน เพราะคราวนี้ถึงขั้นยกเลิกไม่บังคับทำไพรมารีโหวต ผลคือแค่มีคณะกรรมการสรรหา 11 คน ก็จะเป็นผู้ชี้ขาดได้ว่าเขตเลือกตั้งไหนจะส่งใครลงสนาม

 

เมื่อกติกาเพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคถูกคำสั่ง คสช. กลบฝังมิด ความหวังว่าจะปฏิรูปการเมืองคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ผู้หวังลงสนามเลือกตั้งก็จะไม่ต้องเคารพเสียงประชาชน แค่เกาะโต๊ะคณะกรรมการสรรหา 11 คนก็พอ แต่พรรคก็ยังมีหน้าที่ต้องหาสมาชิกให้ได้จำนวนตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ดี

 

 

7. เดินหาสมาชิกได้ แต่ห้ามชี้แจงนโยบาย

ปกติแล้วพรรคการเมืองหาเสียงได้ทุกเวลา แต่เพราะคำสั่ง คสช. ที่ 57 /2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ทำให้การหาเสียง การนำเสนอนโยบาย ถูกเหมารวมไปด้วย

 

ขณะที่คำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 มีรายละเอียดให้พรรคการเมืองทำอะไรได้บ้าง เกินกว่านั้นคือ ‘ห้ามทำ’ โดยเฉพาะอะไรที่เข้าข่ายเป็นกิจกรรมทางการเมือง

 

ดังนั้น การนำเสนอนโยบายเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกสมัครพรรคไหนก็ทำได้ยาก

 

ต้องไม่ลืมว่าครั้งนี้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกเพื่อเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำจังหวัดละ 100 คน เพื่อที่จะให้มีตัวแทนจังหวัดในจังหวัดนั้นๆ ก่อน ถึงจะสามารถส่งผู้สมัครลงแข่งขันในทุกเขตเลือกตั้งของจังหวัดนั้นๆ ได้

 

เท่ากับว่าพรรคไหนมุ่งจะส่งทุกเขตต้องหาสมาชิก 7,700 คน แล้วจะให้ประชาชนมาสมัครสังกัดพรรค ทั้งๆ ที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าพรรคนั้นจะมีนโยบายอะไรกินใจ มาแก้ปัญหาสารพัดของแต่ละคนได้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูย้อนแย้งในระบบปกติทั่วไป

 

ในศึกแย่งชิงประชาชนเป็นสมาชิก พรรคก็ต้องหาจุดเด่น แล้วถ้าจุดเด่นที่จะให้ประชาชนได้ตัดสินใจสมัครสมาชิก ไม่ใช่นโยบาย แล้ว คสช. จะให้พรรคจูงใจให้ประชาชนสมัครสมาชิกด้วยอะไร นั่นคือบรรยากาศในห้วงก่อนการ ‘ปลดล็อกทางการเมือง’ ที่ดูผิดฝั่งผิดฝาอย่างยิ่ง

 

ทั้งหมดนี้คือ 7 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยปีนี้ และจะส่งผลไปสู่การเลือกตั้งปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เกิดจากกติกาใหม่ ที่ทำให้พรรคการเมืองต่างต้องพยายามหาทางหนีทีไล่ใหม่ๆ ส่วนประชาชนก็ต้องทำความเข้าใจ และรู้เท่าทันกลเกมการเมืองแบบใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายจะได้เห็นโฉมหน้าทางการเมืองใหม่ๆ หรือไม่ คงต้องไปรอลุ้นกันตอนเลือกตั้งอีกครั้ง

 

ฉากใหม่ในการเมืองแบบเก่า ที่มี ม.44 ควบคุม

หลายทศวรรษที่ผ่านมาคนไทยคงคุ้นชินกับสองคำนี้ คือ ‘ปฏิรูป’ และ ‘ปรองดอง’ ด้วยมีความพยายามจากทุกขั้วที่จะหยิบฉวยสองคำนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาโดยตลอด แน่นอนว่าโดยเนื้อความของการอธิบายล้วนต้องการให้ประเทศ ‘เดินหน้า’ ไปในทิศทางที่ดี แต่ยุทธวิธีและรายละเอียดการแสวงหาความร่วมมือและความชอบธรรม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าจะได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่มอย่างไร แม้แต่ในรัฐบาลนี้เช่นเดียวกัน ที่สุดท้ายทั้งสองเรื่องดูเหมือนจะแผ่วเบาลง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ประโคมอย่างหนัก เพื่อให้แล้วเสร็จก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง

 

การเข้ามาควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ข้อกล่าวหาต่อรัฐบาลที่แล้ว ดูเหมือนว่าจะพยายามชี้ให้เห็น ‘ข้อเสีย’ ของนักการเมือง ที่เป็นเพียงนักเลือกตั้งที่มุ่งหวังแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่าประชาชน เป็นประหนึ่ง ‘น้ำเสีย’ ที่ไม่อาจไหลรวมสายธารของแม่น้ำทั้ง 5 สายได้

 

แต่แล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องการกระชับอำนาจ และตามที่หลายฝ่ายมองว่าต้องการทอดอำนาจตัวเองออกไป นักการเมืองเหล่านั้นกลับกลายเป็น ‘ผู้เล่น’ ที่ได้รับการดึงดูดเข้าร่วมงาน ภายใต้ปีกของ 4 รัฐมนตรีที่มาจากแม่น้ำสาขาหลักของ คสช. รวมทั้งดาบอาญาสิทธิ์ ที่เรียกว่า ‘มาตรา 44’ คอยกำกับจังหวะขยับของทุกคนอยู่ได้

 

เงื่อนไขกติกาของการปกครองประเทศ และการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเป็นเรื่องใหม่หลายอย่าง อย่างน้อยๆ ก็ 7 ข้อที่ THE STANDARD ได้นำเสนอ ทั้งหมดนั้นอธิบายความหมายของคำว่าสิ่งใหม่ในกลเกมแบบเก่า ผู้เล่นเดิมๆ และยุทธวิธีทางการเมืองแบบเก่าๆ ที่หลายคนบอกว่าหวนคืนกลับมาอย่างเข้มข้น

 

มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะเลือกกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศนี้ เพราะอำนาจอันทรงพลังนั้นอยู่ในมือของ ‘ประชาชนทุกคน’ นั่นเอง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post 7 ปรากฏการณ์ใหม่ในสมรภูมิเลือกตั้ง กับเกมการเมืองไทยแบบเก่าๆ ในฉากใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/new-election-old-politics/feed/ 0
กกต. เตรียมตั้งวอร์รูมดูหาเสียงออนไลน์ เปิดทางต่างชาติสังเกตการณ์การเลือกตั้ง https://thestandard.co/ect-plan-focus-online-political-campaign/ https://thestandard.co/ect-plan-focus-online-political-campaign/#respond Wed, 19 Dec 2018 11:41:23 +0000 https://thestandard.co/?p=167480

วันนี้ (19 ธ.ค.) นายอิทธิพล บุญประคอง ประธานคณะกรรมการก […]

The post กกต. เตรียมตั้งวอร์รูมดูหาเสียงออนไลน์ เปิดทางต่างชาติสังเกตการณ์การเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 ธ.ค.) นายอิทธิพล บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมหารือระหว่าง กกต. พรรคการเมือง และสื่อมวลชน ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยการประชุมในช่วงเช้าไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมฟัง ขณะที่รอบบ่ายซึ่งเป็นการประชุมในวาระการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผู้บริหารสื่อ 20 คนเข้าร่วมประชุม มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

 

  • กำหนดเงินค่าใช้จ่ายผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตคนละไม่เกิน 2 ล้านบาท ปรับขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว 5 แสนบาท และกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองตามสัดส่วนการส่งผู้สมัครตั้งแต่ 10-70 ล้านบาท
  • กำหนดหลักเกณฑ์ ขนาด จำนวน และสถานที่ในการปิดป้ายหาเสียง ซึ่งหลายพรรคการเมืองเห็นด้วยตามร่างระเบียบของ กกต. ซึ่งกำหนดขนาดป้ายหาเสียงให้กว้างไม่เกิน 30 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 42 เซนติเมตร (ขนาด A3) รวมแล้วไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง โดยพรรคจะติดป้ายแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ แต่ก็มีบางพรรคเห็นว่าควรมีจำนวนป้ายมากขึ้น เพราะเขตเลือกตั้งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม
  • พรรคการเมืองเสนอให้ป้ายหาเสียงสามารถมีรูปถ่ายผู้สมัครบัญชีรายชื่อและสมาชิกของพรรคได้ ขณะที่ร่างระเบียบของ กกต. กำหนดให้ระบุชื่อ ภาพถ่ายผู้สมัคร ภาพถ่ายผู้สมัครคู่กับหัวหน้าพรรค หรือบุคคลที่นักการเมืองมีมติเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อพรรคการเมือง โลโก้พรรค หมายเลขผู้สมัคร และข้อความอื่นได้เท่าที่จำเป็น (กรณีอดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ประธาน กกต. ระบุว่าให้พิจารณาเอาเองว่าเข้าเงื่อนไขเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นหรือไม่)
  • หลายพรรคสอบถาม กกต. เรื่อง ‘รถหาเสียง’ ว่าสามารถปิดป้ายหาเสียง รวมทั้งขึ้นตระเวนพูดหาเสียงบนรถได้หรือไม่ หากตรวจสอบแล้วกฎหมายไม่ห้าม กกต. จะอนุญาตให้ทำได้

 

ขณะที่ประเด็นการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ในการประชุมภาคบ่าย สาระสำคัญในห้องประชุมมีดังนี้

 

  • รายงานข่าวในห้องประชุมแจ้งว่า กกต. ชี้แจงในส่วนการหาเสียงออนไลน์ กำหนดให้พรรคต้องแจ้งช่องทางการนำเสนอ (ไม่ใช่เนื้อหา) เช่น แจ้งบัญชีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และชื่อเว็บไซต์ที่พรรคจะใช้หาเสียง เพื่อเป็นการคุ้มครองพรรคในกรณีที่ต้องพิสูจน์หากเกิดปัญหา
  • เมื่อ กกต. พบการกระทำต้องห้าม หากเป็นส่วนของพรรคที่แจ้งไว้ กกต. จะแจ้งให้แก้ไข หากพบเป็นคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพรรค จะมีการประสานไปยังแพลตฟอร์มให้ตรวจสอบเท่าที่ทำได้
  • ที่ประชุมขอให้ กกต. ช่วยเป็นผู้แถลงแก้ข่าว หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นข้อความที่ไม่จริง โดย กกต. รับไว้พิจารณา
  • เสนอให้ กกต. มีคณะทำงานหรือวอร์รูมในส่วนการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อการพิจารณาต่างๆ จะได้รวดเร็ว
  • ตัวแทนพรรคการเมืองเสนอให้ยุติการหาเสียงออนไลน์ก่อนวันเลือกตั้ง 3 วัน เพื่อให้มีเวลาแก้ไขหากเกิดข้อเสียหาย รวมทั้งเสนอให้ กกต. จัดงบกลางสนับสนุนหาเสียงออนไลน์
  • พรรคการเมืองมีการสอบถามกรณี ‘การซื้อโฆษณาสื่อออนไลน์’ (Advertorial) โดย กกต. รับไปพิจารณา แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะอนุญาตให้พรรคการเมืองซื้อโฆษณาสื่อออนไลน์หรือไม่

 

ทั้งนี้ประธาน กกต. แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยว่า มีพรรคการเมืองสอบถามเรื่องการใช้หุ่นยนต์และป้ายแอลอีดีในการหาเสียง ซึ่ง กกต. จะได้จัดให้การใช้หุ่นยนต์หาเสียงเป็นการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมย้ำว่าพรรคการเมืองไม่ต้องขออนุญาตหาเสียงทางออนไลน์ เพียงแต่ต้องแจ้งช่องทางการหาเสียงให้ทราบ เพื่อป้องกันการบิดเบือนให้ร้ายระหว่างการหาเสียง

 

ส่วนการตั้งคณะทำงานหรือวอร์รูม มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลการหาเสียงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ รวมถึงรับแจ้งเหตุทุจริตด้วยเพื่อประหยัดงบประมาณ

 

ประธาน กกต. ยังกล่าวถึงประเด็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งต่างประเทศว่า ที่ผ่านมาถือเป็นแนวทางการปฏิบัติของ กกต. ในการให้มีผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้หารือกับ กกต. อีก 6 คนนอกรอบแล้ว เห็นว่าควรทำต่อไป เพราะยังไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงข้อปฏิบัติเป็นอย่างอื่น ส่วนท่าทีอย่างเป็นทางการต้องรอให้เป็นมติการประชุม กกต. ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่มีผลต่อการตัดสินใจของ กกต.

 

สำหรับการประชุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง โดยมีพรรคเข้าร่วมประชุม 77 พรรค โดยประธาน กกต. ระบุว่าจะนำข้อคิดเห็นที่ได้ไปร่างเป็นระเบียบ กกต. ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินสิ้นปีนี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post กกต. เตรียมตั้งวอร์รูมดูหาเสียงออนไลน์ เปิดทางต่างชาติสังเกตการณ์การเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ect-plan-focus-online-political-campaign/feed/ 0
กกต. วางแนวทางหาเสียงออนไลน์ให้ผู้สมัครและพรรคแจ้งทุกแพลตฟอร์มที่ใช้ ขอเฟซบุ๊ก-ไลน์คุมเนื้อหา https://thestandard.co/online-election-campaign/ https://thestandard.co/online-election-campaign/#respond Tue, 20 Nov 2018 12:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=150622

คำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 กลายเป็นเงื่อนล็อกทุกพรรคการเมื […]

The post กกต. วางแนวทางหาเสียงออนไลน์ให้ผู้สมัครและพรรคแจ้งทุกแพลตฟอร์มที่ใช้ ขอเฟซบุ๊ก-ไลน์คุมเนื้อหา appeared first on THE STANDARD.

]]>

คำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 กลายเป็นเงื่อนล็อกทุกพรรคการเมืองด้วยเนื้อหาที่ได้วางมาตรการสำคัญไว้ว่า ‘ห้ามพรรคการเมืองหาเสียงผ่านช่องทางออนไลน์’ ครั้งนั้นหลายพรรคการเมืองพร้อมใจกันพาเหรดออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่เหล่านี้คือช่องทางสื่อสารที่สำคัญในโลกสมัยใหม่

 

ล่าสุดในงานเสวนา ‘หาเสียงเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดียอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย’ ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ โดยมี ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นวิทยากรคนสำคัญ และมีผู้ดำเนินรายการคือ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นและตอบคำถามถึงแนวทางการหาเสียงออนไลน์ และนี่คือการสรุปบางส่วนที่น่าสนใจ

 

 

ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ เริ่มต้นด้วยการบอกว่าการหาเสียงผ่านช่องทางออนไลน์หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เพิ่งมีในครั้งนี้ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีการหาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบ กกต. ก็มี และเวลานี้กำลังกลายเป็นความกังวล จึงขอว่าอย่าไปกังวลมาก เพราะการหาเสียงผ่านโซเชียลเป็นเพียงช่องทางหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากมูลฐานความผิดมาจากเนื้อหาของการหาเสียงมากกว่า เช่น การไปหาเสียงใส่ร้าย ข่มขู่ หลอกหลวง หรือการสัญญาว่าจะให้ แจกเงิน แจกสิ่งของ แสดงมหรสพ เหล่านี้หากเผยแพร่ผ่านโซเชียลก็ย่อมมีความผิดอยู่แล้ว แต่อาจต้องระวังเรื่อง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร​์ เพิ่มขึ้นด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ บอกว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าก็คือการติดตามตัวผู้กระทำความผิด เพราะโซเชียลเป็นเหมือน ‘ระบบจักรวาล’ ประเทศไทยเป็นจุดเล็กนิดเดียวที่ไม่สามารถไปควบคุมจักรวาลได้ เมื่อมีผู้กระทำความผิดอาจจะตามหาตัวได้ยาก แต่ได้วางแนวทางการหาเสียงไว้แล้ว โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 โซนคือ

 

  1. พื้นที่สีขาว สำหรับผู้สมัคร พรรคการเมือง รวมทั้งหัวคะแนน มีไว้เพื่อหาเสียงผ่านช่องทางนี้ โดยจะต้องมาแจ้งต่อ กกต. ในแต่ละพื้นที่ว่าจะหาเสียงในโซเชียลผ่านช่องทางใดบ้าง เช่น เฟซบุ๊ก และอื่นๆ โดยจะรวบรวมข้อมูลเพื่อแจ้งต่อประชาชนให้ติดตามได้ ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกช่องทางที่มีอยู่ในโลกนี้ กล่าวคือเป็นช่องทางที่เป็นทางการของพรรค

 

  1. พื้นที่สีเทา อาจจะเป็นช่องทางที่เกิดขึ้นจากกองเชียร์และกองแช่ง เป็นพื้นที่ที่ กกต. ยอมรับว่าควบคุมลำบาก หากฝ่ายใดได้รับความเสียหายก็สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมายได้

 

  1. พื้นที่สีดำ เป็นพื้นที่ไร้การควบคุม และยิ่งต้นตออยู่ต่างประเทศก็ยิ่งตามไปดำเนินคดีได้ยาก

 

 

ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ เปิดเผยอีกว่าการควบคุมนั้นได้มีการพูดคุยกับผู้ให้บริการเฟซบุ๊กแล้ว ซึ่งมีข้อตกลงที่จะช่วยควบคุมดูแลด้วย แต่ทางเฟซบุ๊กยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ โดยจะพิจารณาเฉพาะคำร้องขอที่เป็นไปตามหลักสากล รวมทั้งไลน์ ช่องทางสื่อสารที่เป็นที่นิยมของคนไทยด้วย เราได้ขอความร่วมมือกับเขาไป พร้อมกับประสานไอซีที กสทช. และตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อมีความผิดจะได้ติดตามตัวได้ถูกต้อง ทุกฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่าสามารถจับผู้กระทำความผิดได้เพียงระดับหนึ่ง คงไม่สามารถทำได้ทั่วโลก แต่จะต้องป้อนความรู้ให้ประชาชนรับทราบว่าข้อมูลที่ถูกต้องจะอยู่ในพื้นที่สีขาวที่เป็นของจริงเท่านั้น

 

 

ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ ยอมรับว่า กกต. ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าจะเริ่มการหาเสียงผ่านโซเชียลได้เมื่อไร เพราะอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เป็นช่วงรอยต่อเปลี่ยนผ่านทางการเมือง พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ทุกอย่าง เพียงแต่ต้องได้รับอนุญาตจาก คสช. ซึ่งส่วนตัวมองว่า คสช. ก็ได้เริ่มขยับขยายผ่อนคลายมาบ้างแล้ว การหาเสียงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะมีปัญหาการได้เปรียบเสียเปรียบ เนื่องจากยังมีพรรคที่จดแจ้งไม่แล้วเสร็จ และการเปิดรับสมัครหรือตัวผู้สมัครก็ยังไม่นิ่ง มองว่าหลังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งก็น่าจะผ่อนคลายหรือปลดล็อกทั้งหมด

 

 

THE STANDARD ถามผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีของ กกต. ว่าจะใช้ดุลพินิจและกติกาอย่างไรเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจถึงกระบวนการตรวจสอบต่างๆ รวมทั้งกรณีที่มีการขอความร่วมมือกับเฟซบุ๊กและไลน์ ผู้อำนวยการชี้แจงว่าประชาชนที่ใช้สื่อเหล่านี้อยู่ อยากจะสื่อสารว่าหากใช้สื่อสารพูดคุยกันปกติก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่หากมีการพูดคุยกันที่เป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าเป็นการหาเสียงและโดยเนื้อหามีความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี ส่วนการกระทำความผิดที่ต้องเจอ 3 เด้งคือ ประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ก็เป็นปกติหากเป็นความผิด แต่ในช่วงเลือกตั้งก็เพิ่มกฎหมายเลือกตั้งเข้ามา ประชาชนธรรมดาอาจจะเข้าข่ายกองเชียร์ และหากพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็นก็มีความผิด

 

 

ภาพประกอบ: Nisakorn R.

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post กกต. วางแนวทางหาเสียงออนไลน์ให้ผู้สมัครและพรรคแจ้งทุกแพลตฟอร์มที่ใช้ ขอเฟซบุ๊ก-ไลน์คุมเนื้อหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/online-election-campaign/feed/ 0