การสูบบุหรี่ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การสูบบุหรี่/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Feb 2026 07:58:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Jung Kook เปิดใจถึงความกดดันในอาชีพศิลปินและการเลิกบุหรี่เพื่อรักษาเสียง https://thestandard.co/jungkook-bts-smoking-pressure-live/ Thu, 26 Feb 2026 04:32:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1181910 Jung Kook วง BTS ระหว่างเข้าร่วมงานอีเวนต์

ในค่ำคืนที่ผ่านมา Jung Kook วง BTS ออกมาไลฟ์คุยกับชาว A […]

The post Jung Kook เปิดใจถึงความกดดันในอาชีพศิลปินและการเลิกบุหรี่เพื่อรักษาเสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jung Kook วง BTS ระหว่างเข้าร่วมงานอีเวนต์

ในค่ำคืนที่ผ่านมา Jung Kook วง BTS ออกมาไลฟ์คุยกับชาว ARMY กลางดึกอย่างเช่นปกติที่เขาชอบทำ โดย Jung Kook พูดคุยถึงหลากหลายประเด็นระหว่างการไลฟ์ แต่ประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจก็คือเรื่องการสูบบุหรี่ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้เคยมีคนเผยแพร่คลิปโมเมนต์ที่เขากำลังสูบบุหรี่ออกมา 

 

เขาเปิดใจถึงประเด็นนี้ว่า ตอนนี้เขาเลิกสูบบุหรี่แล้ว เพราะเขาอยากจะดูแลรักษาเสียงและสุขภาพให้ดีขึ้น ซึ่งการที่เขาออกมาเล่าประเด็นนี้เพราะเขาอยากจะสื่อสารกับแฟนๆ อย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าบางเรื่องอาจจะพูดไม่ได้ แต่เขาก็อยากให้แฟนๆ เข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ จากตัวเขาเอง

 

 “ผมอยากพูดเรื่องสูบบุหรี่ ผมอายุ 30 แล้วนะ ผมสูบบุหรี่จัดเลย และผมพยายามอย่างหนักที่จะเลิก ขณะที่ผมพูดเรื่องนี้ออกมาบริษัทน่าจะสติแตก มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะคุยกับพวกเขา แต่ผมพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ”

 

นอกจากนั้น Jungkook ยังพูดถึงเส้นทางอาชีพศิลปินของตัวเองที่เต็มไปด้วยความกดดันและข้อจำกัด โดยเขาเล่าว่า ปกติแล้วเขาเป็นคนชอบการร้องเพลง การแสดงบนเวที และการทำเพลงต่างๆ แต่เขาไม่ใช่คนที่ชอบฟังเพลงมากขนาดนั้น ดังนั้นถ้าเขาอยากจะทำดนตรีและการแสดงให้ดีขึ้น เขาก็ต้องฟังเพลงให้หลากหลายและฟังให้มากขึ้นเพื่อสร้างเพลงดีๆ และเพื่อให้ตามทันศิลปินคนอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งสำคัญก็คือเขาอยากจะซื่อสัตย์ต่อ ARMY ด้วยการเป็นคนสื่อสารสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

 

ภาพ: LEE JEONG MU/Imazins via Getty Images

 

อ้างอิง https://www.allkpop.com/article/2026/02/i-wanted-to-be-honest-bts-jungkook-opens-up-about-smoking-and-pressure-in-candid-late-night-live

The post Jung Kook เปิดใจถึงความกดดันในอาชีพศิลปินและการเลิกบุหรี่เพื่อรักษาเสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก https://thestandard.co/night-owls-heart-risk-79-percent/ Sat, 31 Jan 2026 08:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1171818 ภาพประกอบคนนอนดึกกำลังพักผ่อน สะท้อนปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์โรค […]

The post มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคนนอนดึกกำลังพักผ่อน สะท้อนปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (Journal of the American Heart Association) เมื่อวันพุธ (28 พ.ย.) ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่ากังวลสำหรับชาว ‘Night Owls’ หรือมนุษย์ค้างคาวที่ชอบนอนดึกตื่นสายตามธรรมชาติ โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ โดยทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจและข้อมูลทางชีวภาพของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษกว่า 320,000 คน ที่เข้าร่วมในโครงการ UK Biobank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการวิจัยที่ครอบคลุม โดยผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ย 57 ปี (ช่วงอายุระหว่าง 39 ถึง 74 ปี)

 

ทีมวิจัยให้ผู้เข้าร่วมระบุพฤติกรรมการนอนของตนเองว่าเป็นประเภท ตื่นเช้าแน่นอน, นอนดึกแน่นอน หรือ อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง ซึ่งผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่กว่า 67% จัดอยู่ในกลุ่มกึ่งกลาง ในขณะที่มีเพียง 24% ที่เป็นคนตื่นเช้า และ 8% ที่ระบุตัวตนชัดเจนว่าเป็นคนนอนดึก

 

ในการประเมินสุขภาพหัวใจ ทีมวิจัยใช้เกณฑ์ ‘Life’s Essential 8’ (LE8) ของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน ซึ่งครอบคลุม 8 ปัจจัยชี้วัดความชราทางชีวภาพ ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ 4 ด้าน (คุณภาพอาหาร, กิจกรรมทางกาย, ระยะเวลาการนอนหลับ และการสัมผัสกับนิโคติน) และปัจจัยสุขภาพร่างกาย 4 ด้าน (ความดันโลหิต, ดัชนีมวลกาย, ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด)

 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการติดตามผลนานกว่า 14 ปี พบว่าคนที่เป็นประเภทนอนดึกมีความเสี่ยงที่จะมีสุขภาพหัวใจโดยรวมย่ำแย่กว่ากลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบกึ่งกลางถึง 79% ในขณะที่คนตื่นเช้ากลับมีแต้มต่อทางสุขภาพที่ดีกว่า โดยมีความเสี่ยงที่จะสุขภาพแย่ต่ำกว่ากลุ่มกึ่งกลางประมาณ 5%

 

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ คนนอนดึกมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับคนกลุ่มกึ่งกลาง อย่างไรก็ตาม ดร. ชาดี อะโบฮาเชม (Shady Abohashem) หัวหน้าการทดลองภาพถ่ายทางหัวใจจากโรงพยาบาล Massachusetts General กล่าวปลอบใจว่า “การเป็นคนนอนดึก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องจบลงด้วยการป่วยเป็นโรคหัวใจเสมอไป” เพราะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากการนอนดึกเพียงอย่างเดียว แต่ประมาณ 75% ของความเสี่ยงนั้นอธิบายได้ด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมได้

 

ปัจจัยตัวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจของคนนอนดึกมากที่สุดคือ ‘การใช้นิโคติน’ หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการนอนดึกกับโรคหัวใจได้สูงถึง 34% รองลงมาคือระยะเวลาการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ (14%) ระดับน้ำตาลในเลือดสูง (12%) รวมถึงปัญหาน้ำหนักตัวและพฤติกรรมการกินอาหาร (อย่างละประมาณ 11%)

 

ดร. คริสเตน นัตสัน (Kristen Knutson) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับและนาฬิกาชีวิต อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “การเป็นคนนอนดึกไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แต่ผมคิดว่าการเป็นคนนอนดึกที่พยายามใช้ชีวิตในโลกของคนตื่นเช้า ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนาฬิกาชีวิตภายในกับนาฬิกาทางสังคม” ความขัดแย้งนี้เองที่นำไปสู่พฤติกรรมทำลายสุขภาพ เช่น การกินดึก หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเจาะลึกไปถึงความแตกต่างระหว่างเพศ และพบว่า ‘ผู้หญิง’ ได้รับผลกระทบทางพฤติกรรมจากการนอนดึกมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงที่นอนดึกมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนสุขภาพหัวใจต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 96% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่อยู่ที่ 67%

 

ดร. โซเนีย โทลานี (Sonia Tolani) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ให้ความเห็นว่าความเครียดอาจเป็นตัวแปรสำคัญ “ผู้หญิงต้องแบกรับความเครียดสะสมมากกว่า เพราะแม้ธรรมชาติของพวกเธอจะชอบนอนดึก แต่ภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัวมักบีบบังคับให้พวกเธอต้องตื่นเช้าอยู่ดี” ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนตามนาฬิกาชีวิตที่ควรจะเป็น

 

แล้วคนนอนดึกควรปรับตัวอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องฝืนธรรมชาติเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนตื่นเช้า แต่ควรตั้งเป้าเป็น ‘นกฮูกที่ยืดหยุ่น’ (Flexible Owl) โดยโฟกัสไปที่การปรับเปลี่ยนปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้แทน

 

ดร. ฟิลลิส ซี (Phyllis Zee) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์การนอนหลับ แนะนำเทคนิคง่ายๆ ว่า “แม้แต่คนนอนดึก ก็ควรหยุดกินอาหารตอน 2 ทุ่ม หรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน” และที่สำคัญคือการจัดการกับแสงสว่าง ทุกคนควรได้รับ ‘แสงแดดธรรมชาติ’ ในช่วงเช้าเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และลดแสงไฟลงให้สลัวในช่วง 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ฮอร์โมนเมลาโทนินทำงานได้ตามปกติ

 

ดร. มาฮา อัลลัตตาร์ (Maha Alattar) แพทย์ผู้อำนวยการศูนย์การนอนหลับ VCU Health กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมมักตีตราคนนอนดึกว่าเป็นคนขี้เกียจ ซึ่งนั่นไม่ยุติธรรมเลย “พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจ เพียงแค่จังหวะชีวิตของพวกเขาไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่เท่านั้น”

 

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการปรับไลฟ์สไตล์เล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินออกกำลังกายวันละ 10 นาที การลดเค็ม หรือการเลิกสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันโรคหัวใจที่ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเข้านอนกี่โมงก็ตาม

 

ภาพ : DimaBerlin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ฉันสาบานว่าฉันรู้สึกมีสติดี” Britney Spears พูดถึงประเด็นจุดบุหรี่บนเครื่องบิน https://thestandard.co/britney-spears-cigarette-incident-plane/ Mon, 26 May 2025 07:22:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1078581 Britney Spears ตอบโต้กระแสดราม่า หลังถูกวิจารณ์เรื่องจุดบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บนเครื่องบิน ยืนยันรู้สึกมีสติ และเผยว่าได้รับการปฏิบัติไม่เหมาะสมจากพนักงานต้อนรับ

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ Britney Spears ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อ […]

The post “ฉันสาบานว่าฉันรู้สึกมีสติดี” Britney Spears พูดถึงประเด็นจุดบุหรี่บนเครื่องบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Britney Spears ตอบโต้กระแสดราม่า หลังถูกวิจารณ์เรื่องจุดบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บนเครื่องบิน ยืนยันรู้สึกมีสติ และเผยว่าได้รับการปฏิบัติไม่เหมาะสมจากพนักงานต้อนรับ

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ Britney Spears ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อเธอจุดบุหรี่สูบระหว่างเดินทางบนเครื่องบินที่ถือเป็นการละเมิดกฎระเบียบข้อบังคับด้านการบินของรัฐ (Federal Aviation Regulation) 

 

Britney Spears เดินทางกับสายการบินเช่าเหมาลำของ JSX จาก Cabo San Lucas เม็กซิโก ไปยังลอสแอนเจลิส พร้อมด้วยเพื่อนๆ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตัวเอง โดยมีการรายงานว่าเธอทั้งดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่บนเครื่องบิน และเมื่อเดินทางถึงที่หมายแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ได้เข้ามาตักเตือนเธอด้วยตัวเอง ก่อนที่จะปล่อยให้เธอออกจากสนามบินในภายหลัง ซึ่งแหล่งข่าวเผยด้วยว่า “นี่ไม่ใช่การตักเตือนครั้งแรก เธอไม่ได้ทำตามกฎระเบียบเท่าไรนัก”

 

ล่าสุด Britney Spears ออกมาเล่าเรื่องราวจากฝั่งของตัวเองบ้าง โดยเธอโพสต์วิดีโอผ่าน Instagram และเขียนข้อความว่า ส่วนใหญ่แล้วเครื่องบินที่เธอเคยนั่งนั้นห้ามสูบบุหรี่ แต่เครื่องนี้มีความแตกต่างออกไป และนั่นยังเป็นครั้งแรกที่เธอได้ดื่มวอดก้า

 

“ฉันสาบานว่าฉันรู้สึกมีสติดีและฉลาดมากด้วย ฉันบอกว่าฉันอยากสูบบุหรี่เหลือเกิน เพื่อนคนหนึ่งจึงยัดบุหรี่ใส่ปากฉันและจุดไฟให้ ฉันจึงคิดว่า ‘อ๋อ นี่คือเครื่องบินที่สูบบุหรี่ได้สินะ!’”

 

Britney Spears เผยอีกว่าตอนแรกเธอนึกว่าเจ้าหน้าที่ที่สนามบินปลายทางมาต้อนรับเธอที่ทางออก แต่ที่จริงแล้วพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้โทรรายงานพฤติกรรมของเธอกับพวกเขา ทางเข้าหน้าที่จึงมารอกล่าวตักเตือนเธอ 

 

“พวกเขาทำให้ฉันอับอาย และฉันคิดว่ามันมากไปหน่อยนะ เพราะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนนั้นแสดงออกว่าไม่ชอบฉันตั้งแต่นาทีแรกที่ฉันขึ้นเครื่องเลย ตอน 20 นาทีแรกที่ยังไม่มีใครอยู่บนเครื่องบิน  เธอไม่ปล่อยให้ฉันลุกออกจากที่นั่งและไม่ยอมให้ฉันยืนขึ้นด้วยซ้ำ เธอเอาแต่จับผิดและบอกให้ฉันนั่งลงซึ่งมันประหลาดมาก ฉันไม่ชอบวิธีที่เธอมารัดเข็มขัดให้และบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของฉันด้วย”

 

ภาพ: Rich Polk / Getty Images for Ketel One Family-Made Vodka

อ้างอิง:

The post “ฉันสาบานว่าฉันรู้สึกมีสติดี” Britney Spears พูดถึงประเด็นจุดบุหรี่บนเครื่องบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิราพรเตรียมสรุปมาตรการแก้บุหรี่ไฟฟ้า เสนอนายกฯ ก่อน 15 มี.ค. นี้ กำชับแพลตฟอร์มออนไลน์-ขนส่ง สกัดการขายแล้ว https://thestandard.co/e-cigarette-ban-thailand/ Thu, 06 Mar 2025 11:21:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1049383 e-cigarette-ban-thailand

วันนี้ (6 มีนาคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนาย […]

The post จิราพรเตรียมสรุปมาตรการแก้บุหรี่ไฟฟ้า เสนอนายกฯ ก่อน 15 มี.ค. นี้ กำชับแพลตฟอร์มออนไลน์-ขนส่ง สกัดการขายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
e-cigarette-ban-thailand

วันนี้ (6 มีนาคม) จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ปัญหา บุหรี่ไฟฟ้า ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี 

 

จิราพรระบุว่า ที่ประชุมหารือถึงการปราบปรามระยะเร่งด่วน และการประชาสัมพันธ์ ปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมาย พร้อมกับนำเสนอมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว โดยสั่งการในที่ประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายและปราบปราม สรุปข้อมูลทั้งหมดไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรวบรวมยอดการปราบปราม บุหรี่ไฟฟ้า ก่อนนำเรียนนายกรัฐมนตรีทุกสัปดาห์ และจะมีการแถลงข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ

 

ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสผ่านเว็บไซต์หรือสายด่วน สคบ. 1599 สายด่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) 1212 หรือศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสบุหรี่ไฟฟ้าได้ และในระยะยาวสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งเบาะแส คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะแล้วเสร็จ เพื่อจะได้เห็นความคืบหน้าการทำงานของเจ้าหน้าที่

 

ส่วนการประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้โทษของบุหรี่ไฟฟ้าและข้อกฎหมายต่างๆ จะเน้นไปที่สถานศึกษาซึ่งเป็นข้อกังวลของนายกรัฐมนตรี พร้อมมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปดูกฎหมายที่ต้องปรับปรุง และจำเป็นต้องมีคณะกรรมการเพื่อดูกฎหมายฉบับที่เกี่ยวข้องกันแล้วนำไปแก้ไข พร้อมกันนี้จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งจะเรียนนายกรัฐมนตรีให้รับทราบตามกรอบระยะเวลา 15 วัน คือไม่เกินวันที่ 15 มีนาคมนี้ 

 

ขณะที่การขายบุหรี่ไฟฟ้า ร้านค้าออนไลน์ ทางกระทรวง DE จะมี AI ตรวจจับตามคีย์เวิร์ด และประสานให้เอาลงจากแพลตฟอร์ม ซึ่งเมื่อวานนี้ (5 มีนาคม) สคบ. เชิญแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งเพื่อกำชับไม่ให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ และติดป้ายบริเวณจุดส่งสินค้าว่าไม่ให้มีการส่งบุหรี่ไฟฟ้า 

 

สำหรับการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า จิราพรระบุว่า พบลักลอบนำเข้าทางเรือมากที่สุด รวมถึงตามด่านชายแดนต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมศุลกากรจะเป็นหน่วยงานหลักที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นมากขึ้น และต่อจากนี้ทุกเคสที่มีการจับกุมได้ที่ด่านศุลกากรจะไม่มีการระงับคดีเด็ดขาด แต่จะส่งให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สืบเส้นทางการเงิน และนำสู่การยึดทรัพย์ แล้วจะส่งให้ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินคดีต่อ

 

ส่วนของกลางที่ยึดจับกุมได้หากคดีถึงที่สุดแล้วจะมีการทำลาย ซึ่งขณะนี้ศุลกากรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะทำลายรูปแบบไหน และทราบว่างบประมาณส่วนนี้ยังไม่เพียงพอ ซึ่งจะนำปรึกษานายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนของกลางที่จับกุมใหม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อนจึงจะทำลายได้

 

ทั้งนี้ เราต้องทำให้ผู้ลักลอบนำเข้ามีค่าใช้จ่ายมากที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ทำผิดซ้ำได้อีก และมีการใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายย่อย หากของกลางมูลค่าเกิน 5 แสนบาท จะส่ง ปปง. ดำเนินการต่อทันที แต่หากต่ำกว่า 5 แสนบาท จะมีการสืบทรัพย์ส่ง ปปง. ดำเนินการต่อเช่นกัน

The post จิราพรเตรียมสรุปมาตรการแก้บุหรี่ไฟฟ้า เสนอนายกฯ ก่อน 15 มี.ค. นี้ กำชับแพลตฟอร์มออนไลน์-ขนส่ง สกัดการขายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ : The Secret Sauce Summit 2024 https://thestandard.co/6-anti-aging-rules/ Sat, 10 Aug 2024 06:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=969768 กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ

กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ   1. ห้ามสูบบุหรี่   […]

The post กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ : The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ

กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ

 

1. ห้ามสูบบุหรี่

 

อย่าสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด งานวิจัยที่สำรวจชีวิตชาวอเมริกันพบว่า ‘การงดสูบบุหรี่’ ลดสาเหตุของการเป็นมะเร็งและการเสียชีวิตได้ถึง 30%

 

2. ควบคุมแอลกอฮอล์

 

‘การดื่ม 1-2 แก้วต่อวัน’ ส่งผลดีต่อสมองและหัวใจ แต่สิ่งที่ควรพิจารณาร่วมด้วยก็คือ แอลกอฮอล์มีแคลอรีสูง ดื่มแล้วตับของเราต้องทำงานหนักขึ้น และอย่าดื่มจนขาดสติ

 


 

  • The Secret Sauce Summit 2024 เนื้อหาครอบคลุมกลยุทธ์ธุรกิจ อินไซต์การตลาด แนวทางปรับใช้ AI และ Sustain ซื้อวันนี้คุ้มที่สุด! Early Bird Ticket จำนวนจำกัด! ได้ที่ ZipEvent 

 


 

3. ออกกำลังกาย

 

โดยธรรมชาติ มวลกล้ามเนื้อจะลดลง 5 เปอร์เซ็นต์ในทุก 10 ปี จึงเป็นเหตุผลที่การออกกำลังกายจะต้องเป็น ‘รูทีน’ ไม่ใช่โอกาสพิเศษ การออกกำลังกายมี 2 ประเภท

 

  • Aerobic Exercise การออกกำลังกายที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย เพื่อให้หัวใจแข็งแรง เช่น การวิ่ง เดินเร็ว หรือการเต้น

 

  • Anaerobic Exercise การออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดการฉีก นำไปสู่การสร้างกล้ามเนื้อใหม่ที่แข็งแรงขึ้น อย่างเช่น การยกน้ำหนักและแพลงก์

 

 4. ออกแบบการกิน

 

ในทุกมื้ออาหาร มี 2 หลักการที่อยากให้ท่องจำจนขึ้นใจ

 

  • กินให้น้อยกว่าอัตราเผาผลาญแคลอรีของร่างกาย (BMR)

 

  • ถ้ากินมื้อหนัก หลังกินควรไปเดินย่อยสัก 20 นาที เพื่อบาลานซ์สมดุลของน้ำตาลในเลือด


5. ควบคุมน้ำหนัก

 

ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI คือค่าที่ใช้วัดว่าเรามีน้ำหนักต่อส่วนสูงพอดีหรือไม่ โดยดัชนีมวลกายที่ดีควรอยู่ที่ 18.5-24.9 หรืออาจใช้หลักการง่ายๆ ว่า ‘ขนาดรอบเอวต้องน้อยกว่าครึ่งของความสูง’

 

วิธีคำนวณ BMI: https://www.calculator.net/bmi-calculator.html

 

6. นอนหลับให้ดี

 

การนอนไม่เพียงพอ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม นอนน้อย เพิ่มน้ำหนัก นอนไม่หลับ ยีนเพี้ยน นอนให้พอ ต้องนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง

 

การนอนให้มีคุณภาพ ต้องนอนให้ REM และ NREM เกิดขึ้นสลับกันไป

 

  • REM การนอนเพื่อให้สมองได้จัดระเบียบ เปรียบเหมือนการจัดหนังสือในห้องสมุดให้เข้าที่

 

  • NREM การนอนเพื่อล้างขยะในสมองที่ถูกสร้างและสั่งสมมาตลอดทั้งวัน

และสุดท้ายการนอนที่ดีจะเกิดได้เมื่อห่างจากมือถือหรือสิ่งรบกวนสมาธิ รวมถึงต้องเผื่อเวลาในการกินและออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนนอนด้วย

 

The Secret Sauce Summit 2024 ชวน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เขียนหนังสือ Healthy Aging และ Healthy Always ลงลึกต่อเรื่องสุขภาพในมุมเจาะ Insight ให้ผู้ประกอบการพร้อมปรับตัวและคว้าโอกาสไปด้วยกัน บนเวที Future Health Economy Trends 2025 เทรนด์เศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต

 


 

🔥 บัตร 1 ใบเข้าได้ทุกโซน ไม่จำกัดทั้งงาน!

ซื้อวันนี้คุ้มที่สุด! Early Bird Ticket จำนวนจำกัด! ได้ที่ ZipEvent 

 

The Secret Sauce Summit 2024

🔺 5-6 ก.ย. 67 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

🔺 ราคาเพียง 3,990.- เข้างานได้ 2 วันเต็ม

🔺 เนื้อหาครอบคลุมกลยุทธ์ธุรกิจ อินไซต์การตลาด แนวทางปรับใช้ AI และ Sustain

 

📌 ซื้อบัตรองค์กรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

และขอใบเสนอราคา โทร. 09 1790 4492 (คุณกุ้ง)

The post กฎ 6 ข้อ หยุดแก่ ยืดอายุ : The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินห่วงอนาคตของชาติ สั่งฝ่ายปกครองเร่งปราบบุหรี่ไฟฟ้า หลังมีผู้ปกครองเข้าร้องเรียน https://thestandard.co/order-to-expedite-the-suppression-of-e-cigarettes/ Wed, 29 May 2024 02:12:53 +0000 https://thestandard.co/?p=938686

วันนี้ (29 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post อนุทินห่วงอนาคตของชาติ สั่งฝ่ายปกครองเร่งปราบบุหรี่ไฟฟ้า หลังมีผู้ปกครองเข้าร้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังจากที่ฝ่ายปกครองได้ปฏิบัติการจับบุหรี่ไฟฟ้ารายวันว่า เป็นนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องเร่งทำอยู่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบสังคม เหมือนพวกปืนเถื่อน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ก็ทำมาตลอด เรื่องนี้ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริงๆ เป็นปัญหาของชาติ 

 

ล่าสุด ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ก็เพิ่งให้ข่าวว่า เด็ก 10 ขวบก็ติดกันแล้ว สมองของเด็กเจอของแบบนี้เข้าไปมีแต่จะแย่ลง แล้วเด็กๆ ก็คืออนาคตของชาติทั้งนั้น เราต้องแข่งขันกับคนทั้งโลก แต่น่าเสียดายที่เด็กไทยจำนวนมากดันมาติดบุหรี่ไฟฟ้า สมองที่ควรจะใช้พัฒนาตัวเอง เป็นกำลังของชาติ ก็เสื่อมเสียไปเพราะบุหรี่ไฟฟ้า

 

อนุทินกล่าวต่อว่า ตนเองเคยคุยกับหมอในกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนเห็นตรงกันว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตราย หาประโยชน์ไม่ได้เลย โทษภัยไม่ได้น้อยไปกว่าบุหรี่มวน ก็มีนิโคติน สูบแล้วติดเหมือนกัน พอขาดแล้วก็เกิดอาการอยาก สติ สมาธิ เสียหมด เอาจริงๆ น่ากลัวกว่าด้วย เพราะเข้าถึงง่าย เสพง่าย ติดง่าย แล้วเด็กติดกันเยอะมากจนน่าเป็นห่วง 

 

“ผู้ปกครองร้องเรียนกันเข้ามาเยอะมากๆ กำลังเร่งจัดการ พ่อแม่พี่น้องบอกพิกัดกันมาอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ไปแล้วไม่เคยพลาด จับได้ตลอด บางคนหนีไปได้ แต่ของกลางถูกยึดเรียบ มูลค่าหลักแสน หลักล้าน หลักร้อยล้านก็มี เอามาได้เราก็จับได้ ไล่จับกันไป ฝ่ายปกครอง ตำรวจ จะเป็นอุปสรรคขวางทาง รับรองว่าคนทำผิดอยู่ไม่สุข หลายครั้งจับเด็กเฝ้าร้านได้ ไล่สืบไปจับตัวการใหญ่ก็เยอะ สุดท้ายผมต้องขอขอบคุณพ่อแม่ผู้ปกครองที่แจ้งเบาะแสเข้ามา ท่านเป็นห่วงลูกหลาน ส่วนผมก็เป็นห่วงอนาคตของประเทศ” อนุทินกล่าว

The post อนุทินห่วงอนาคตของชาติ สั่งฝ่ายปกครองเร่งปราบบุหรี่ไฟฟ้า หลังมีผู้ปกครองเข้าร้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุยจับบุหรี่ไฟฟ้า ยึดของกลางกว่า 5 ล้านบาท พวงเพ็ชรห่วงเด็ก-เยาวชนอันตรายเพราะเข้าถึงง่าย ราคาถูก https://thestandard.co/e-cigarette-crackdown-5m-baht/ Fri, 16 Feb 2024 04:24:53 +0000 https://thestandard.co/?p=900649

วานนี้ (15 กุมภาพันธ์) พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจ […]

The post ลุยจับบุหรี่ไฟฟ้า ยึดของกลางกว่า 5 ล้านบาท พวงเพ็ชรห่วงเด็ก-เยาวชนอันตรายเพราะเข้าถึงง่าย ราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (15 กุมภาพันธ์) พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย กฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วยผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมโรค ลงพื้นที่ย่านคลองถม ถนนวรจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เพื่อติดตามและตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หลังประชาชนร้องเรียนผ่าน สคบ. ว่ามีการเปิดร้านลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าราคาถูก ทำให้มีเด็กและเยาวชนไปซื้อมาใช้เป็นจำนวนมาก

 

การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นไปตามภารกิจหลักของชุดปฏิบัติการ สคบ. ที่บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ในการปราบปรามและกวาดล้างการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยในช่วงบ่ายชุดปฏิบัติการ สคบ. ได้ลงพื้นที่ย่านนวลจันทร์และเสนานิคม สามารถตรวจยึดและจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ 2 แห่ง มูลค่า 2 ล้านบาท 

 

และในช่วงค่ำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ย่านคลองถม พร้อมชุดปฏิบัติการ สคบ. กรุงเทพมหานครและกรมควบคุมโรค สามารถตรวจยึดของกลางจากร้านที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ 7 แห่ง มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท ขณะที่ผู้ค้าทำการหลบหนีระหว่างการลงพื้นที่ โดยรวมตลอดทั้งวันสามารถยึดของกลางรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านบาท 

 

“นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่นอกจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบและมอมเมาเด็กและเยาวชน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สคบ. ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบ ติดตาม และกวาดล้างอย่างจริงจัง ประกอบกับมีผู้ปกครองเป็นห่วงต่อสถานการณ์ดังกล่าว จากการลงพื้นที่วันนี้ พบว่าการหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าทำได้ง่ายและราคาไม่แพง เด็กและเยาวชนสามารถหาซื้อได้จากตลาดใจกลางเมือง ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เราจะเร่งติดตามและขยายผลการลงพื้นที่อีกหลายจุด เพื่อกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไป ขณะเดียวกันจะพูดคุยกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหาแนวทางสกัดกั้นการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์” พวงเพ็ชรกล่าว 

 

ปัจจุบันการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ลุยจับบุหรี่ไฟฟ้า ยึดของกลางกว่า 5 ล้านบาท พวงเพ็ชรห่วงเด็ก-เยาวชนอันตรายเพราะเข้าถึงง่าย ราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ถ้าท่านเอาเสียงไปจากฉัน ฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้วกับอาชีพนี้” แพท KLEAR ตั้งคำถามถึงผู้ที่สูบบุหรี่ในสถานบันเทิง https://thestandard.co/pat-klear-speaks-out/ Sat, 27 Jan 2024 08:11:53 +0000 https://thestandard.co/?p=892923

แพท วง KLEAR โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงผู้ที่สูบบุหรี่ในส […]

The post “ถ้าท่านเอาเสียงไปจากฉัน ฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้วกับอาชีพนี้” แพท KLEAR ตั้งคำถามถึงผู้ที่สูบบุหรี่ในสถานบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>

แพท วง KLEAR โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงผู้ที่สูบบุหรี่ในสถานบันเทิง ซึ่งทำให้ศิลปินได้รับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเมื่อกล่าวขอความร่วมมือจากผู้ชมโดยตรงแล้ว กลับเจอการพ่นควันบุหรี่ขึ้นมาบนเวที โดยในโพสต์ดังกล่าวมีคนในวงการมาร่วมแสดงความเห็นใจมากมาย

 

“ทุกอาชีพก็แทรกไปด้วยความเจ็บปวดในรูปแบบต่างๆ กัน อาชีพนักร้องก็ทรมานด้วยบุหรี่ในร้าน บางร้านบุหรี่แน่นในทุกลมหายใจเข้าและออก ควันบุหรี่อัดเข้าไปในปอดและเส้นเสียงอย่างที่เราไม่มีทางเลือกหรือปฏิเสธ

 

“ฉันมีแค่เสียงเท่านั้นที่จะทำในสิ่งที่รักและเลี้ยงชีพ ถ้าท่านเอาเสียงไปจากฉัน ฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้วกับอาชีพนี้

 

“แทบร้องไห้บนเวที เหมือนโดนคนดูบางคนฆ่า เพราะหลังจากที่พูดขอร้องไปตรงๆ พูดจบปุ๊บก็มีคนพ่นบุหรี่ขึ้นมาใส่ทันที โกรธเกลียดกันมาจากไหนเหรอ? ถ้าฉันเป็นพี่สาว น้องสาว หรือเพื่อนสนิทคุณ คุณก็จะพ่นบุหรี่ใส่หน้าแบบนี้เหมือนกันเหรอคะ?”

 

ก้อง ห้วยไร่ เป็นหนึ่งในศิลปินที่มาแนะนำให้ทำตามกฎของตนในคอนเสิร์ต ‘ห้วยไร่ อีหลีน่า festival #2’ ที่ออกกฎห้ามผู้ใดสูบบุหรี่ไฟฟ้า หากพบเห็นจะถูกเชิญออกจากงานทันที พร้อมคืนเงินให้เต็มจำนวน รวมทั้งจะถูกห้ามเข้าทุกงานที่ ก้อง ห้วยไร่ เป็นผู้จัดตลอดชีวิต

 

ก่อนหน้านี้เคยมีหลายกรณีที่ศิลปินจำเป็นต้องยกเลิกงานเพราะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากควันบุหรี่ โดยเฉพาะในสถานบันเทิงซึ่งเป็นพื้นที่ปิด และหลายสถานที่มีมาตรการห้ามสูบบุหรี่อยู่แล้ว เช่น BOWKYLION ที่เซ็นสัญญากับผู้จัดล่วงหน้าว่าหากมีผู้ฝ่าฝืน เธอสามารถหยุดการแสดงได้ทันที หรือ นนท์ ธนนท์ ที่เคยออกมาทวีตข้อความเรียกร้องว่า “ในพื้นที่ที่มีแต่คนบรรลุนิติภาวะเท่านั้นที่เข้าไปได้ กลับเจอการกระทำมากมายที่ดูไร้วุฒิภาวะ #ไม่สูบบุหรี่เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นนะครับ”

 

ภาพ: @patklear / Instagram

อ้างอิง:

The post “ถ้าท่านเอาเสียงไปจากฉัน ฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้วกับอาชีพนี้” แพท KLEAR ตั้งคำถามถึงผู้ที่สูบบุหรี่ในสถานบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kenvue เปิดตัว ‘สเปรย์นิโคตินทดแทน’ นวัตกรรมใหม่ช่วยเลิกบุหรี่ พร้อมจับมือพันธมิตรหลักร้าน Boots มุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kenvue-nicotine-spray/ Thu, 25 Jan 2024 07:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=891592 Kenvue

งานวิจัยมากมายต่างยืนยันว่า ‘นิโคตินไม่ใช่สารก่อมะเร็ง’ […]

The post Kenvue เปิดตัว ‘สเปรย์นิโคตินทดแทน’ นวัตกรรมใหม่ช่วยเลิกบุหรี่ พร้อมจับมือพันธมิตรหลักร้าน Boots มุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kenvue

งานวิจัยมากมายต่างยืนยันว่า ‘นิโคตินไม่ใช่สารก่อมะเร็ง’ แต่สารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิดที่อยู่ในบุหรี่ และกว่า 70 ชนิดในนั้นเป็นสารก่อมะเร็ง และยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคปอด โรคหัวใจ 

 

ข้อเท็จจริงคือ นิโคตินเป็นเพียงสารที่ทำให้เกิดอาการเสพติดบุหรี่ ปัจจุบันจึงมีการนำ ‘นิโคตินทดแทน’ เข้ามาช่วยลดอาการอยากบุหรี่ หรือที่เรียกว่า ‘ถอนนิโคติน’ เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกหรืออยู่ในกระบวนการเลิกไม่ลงแดงจากการขาดนิโคติน 

 

 

เคนวิว (Kenvue) ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะ มุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทั้งผู้คนและโลกของเรา ภายใต้พันธกิจมุ่งสร้างสุขภาพที่ดี (Healthy Lives Mission) เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ สเปรย์นิโคตินทดแทน พร้อมจับมือร้านบู๊ทส์ (Boots) พันธมิตรรายสำคัญ มุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่ ร่วมเพิ่มโอกาสการเลิกสูบบุหรี่สำเร็จให้กับผู้สูบบุหรี่ โดยนวัตกรรมนี้ช่วยให้นิโคตินกระจายเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ    

 

 

คุณราวี บอร์เดีย (Ravi Bordia) ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเมียนมา ของเคนวิว กล่าวว่า “บริษัท เคนวิว มุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ยาต่างๆ ด้วยความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพของทุกคนในทุกวัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการสูบบุหรี่ จึงได้คิดค้นและพัฒนานิโคตินทดแทนในรูปแบบต่างๆ เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นหมากฝรั่งนิโคตินทดแทน แผ่นแปะนิโคตินทดแทน และล่าสุดมีนวัตกรรมใหม่คือ สเปรย์นิโคตินทดแทน ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเลิกบุหรี่ให้กับคนไทย เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ ควบคู่ไปกับจิตใจอันแน่วแน่ที่ต้องการเลิกบุหรี่ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการเลิกบุหรี่มากขึ้น” 

 

 

‘สเปรย์นิโคตินทดแทน’ นวัตกรรมใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้พ่นเข้าทางช่องปาก มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการเลิกบุหรี่ พกพาสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการเลิกบุหรี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดความอยากบุหรี่ได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสเลิกบุหรี่สำเร็จได้เพิ่มถึง 2.5 เท่า ตามงานวิจัยที่รองรับ ในขณะที่หมากฝรั่งนิโคตินทดแทนรูปแบบเคี้ยว จะช่วยลดความอยากบุหรี่ คลายความเหงาปาก สำหรับแผ่นแปะนิโคตินทดแทน ออกฤทธิ์ครอบคลุมยาว 16 ชั่วโมง โดยจะค่อยๆ ปล่อยนิโคตินเข้าสู่ร่างกายทีละนิดเพื่อลดความอยากได้ตลอดวัน 

 

 

ภายในงานยังได้มีการจัดเสวนาพูดคุยและให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิโคตินทดแทน โดย รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา และ ดร.ภก.กิติยศ ยศสมบัติ และแขกรับเชิญ คุณชาคริต แย้มนาม มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลิกบุหรี่  

 

 

รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ ได้ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันในประเทศไทยจะมีบริการเลิกบุหรี่ให้บริการอยู่แล้วทั้งในรูปแบบของคลินิกตามโรงพยาบาล ร้านยา และสายเลิกบุหรี่ แต่จากสถิติของเครือข่ายคลินิกให้คำปรึกษาเลิกบุหรี่เผยว่า ใน 1 ปีมีผู้เข้ารับบริการที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จเฉลี่ย 30-40% ขณะที่รายที่ไม่ใช้ยาสามารถเลิกได้สำเร็จเพียง 10% และในกลุ่มที่เลิกด้วยตนเองมีโอกาสเลิกสำเร็จเพียง 5% จากสถิติดังกล่าวพบว่า การใช้ยาเลิกบุหรี่หรือนิโคตินทดแทนมีส่วนช่วยทำให้การเลิกบุหรี่มีอัตราสำเร็จได้สูงขึ้นถึง 3-5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาเลย ซึ่งรูปแบบนิโคตินที่แตกต่างกันก็จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ที่แตกต่างกัน ที่จะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และหลีกหนีจากผลิตภัณฑ์ยาสูบได้อย่างถาวร”

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และมีผู้สูบบุหรี่จำนวนมากที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ แต่ยังไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ การใช้ ‘นิโคตินทดแทน’ ควบคู่ไปกับการใช้ตัวช่วยต่างๆ เช่น ร้านยามาตรฐาน คลินิกฟ้าใส หรือสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ร่วมไปกับความตั้งใจที่แน่วแน่ในการเลิกบุหรี่ ก็จะช่วยส่งเสริมโอกาสในการเลิกบุหรี่ให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

 

ผู้สนใจเลิกบุหรี่ด้วยสเปรย์นิโคตินทดแทน สามารถหาซื้อได้ที่ร้านบู๊ทส์ (Boots) ทุกสาขา พร้อมรับคำปรึกษาและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ได้ที่ www.quitforbetterlife.com 

 

The post Kenvue เปิดตัว ‘สเปรย์นิโคตินทดแทน’ นวัตกรรมใหม่ช่วยเลิกบุหรี่ พร้อมจับมือพันธมิตรหลักร้าน Boots มุ่งสร้างสังคมปลอดบุหรี่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขภาพปังรับปีมังกรด้วยการเลิกบุหรี่ https://thestandard.co/good-health-by-quitting-smoking/ Tue, 23 Jan 2024 03:46:26 +0000 https://thestandard.co/?p=890925

“ปีนี้ฉันจะ…” เป็นประโยคที่เรามักจะบอกกับตัวเองในช่วงต้ […]

The post สุขภาพปังรับปีมังกรด้วยการเลิกบุหรี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ปีนี้ฉันจะ…” เป็นประโยคที่เรามักจะบอกกับตัวเองในช่วงต้นปี พร้อมกับตั้งเป้าเริ่มต้นทำอะไรก็ตามที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน ความรัก หรือสุขภาพ และหนึ่งในเป้าหมายด้านสุขภาพที่หลายคนหวังจะทำให้ได้สักทีแต่ก็ยังทำไม่ได้นั้น ‘การเลิกบุหรี่’ น่าจะเป็นหนึ่งเป้าหมายของสายควัน 

 

บุหรี่เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตที่สูงที่สุดในโลก ด้วยโรคภัยต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ มะเร็งปอด หรือปัญหาทางเดินหายใจอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ การเลิกบุหรี่จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากมาย ไม่ใช่แค่กับตัวผู้เลิกเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงครอบครัว คนรอบข้าง สังคม หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม 

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการหยุดสูบบุหรี่จะเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ 2-3 วันแรก ร่างกายจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ทั้งค่าความดันโลหิตและชีพจรที่ลดลง การหายใจที่รู้สึกโล่งขึ้น และหากสามารถเลิกได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่สุขภาพเท่านั้นที่จะดีขึ้น ชีวิตด้านอื่นๆ ก็ดีตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น

 

  • คุณภาพชีวิตโดยรวม การเลิกบุหรี่จะทำให้คุณมีเรี่ยวมีแรง สุขภาพช่องปากและฟันดีขึ้น แถมยังจะช่วยให้การรับกลิ่นและรสชาติดีขึ้นจนรู้สึกได้ 
  • เงินในกระเป๋าที่มากขึ้น เหล่าสายควันรู้กันดีว่าค่าบุหรี่ที่เสียไปนั้น หากเก็บเข้ากระปุกน่าจะออมได้เยอะอยู่ การเลิกบุหรี่นอกจากจะช่วยให้เราประหยัดค่าบุหรี่แล้ว ยังรวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่จะต้องเสียไปอีกมากมายหากเจ็บป่วยขึ้นมา 
  • ผิวดีขึ้นยิ่งกว่าการใช้สกินแคร์ การเลิกบุหรี่คือการกำจัดสาเหตุสำคัญของริ้วรอยก่อนวัย ผิวหมองคล้ำ ผิวพรรณที่ถูกทำลาย และปัญหาผิวอื่นๆ 
  • และที่สำคัญที่สุด การเลิกบุหรี่ช่วยปกป้องสุขภาพของคนที่คุณรัก เพราะควันบุหรี่มือสองนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่น้อยไปกว่าโทษโดยตรงต่อคนสูบ

 

ส่องเทคนิคเลิกบุหรี่ เพื่อที่ปีนี้จะได้ไม่ลงเอยเหมือนปีก่อนๆ

 

  1. กำหนดเดดไลน์ กำหนดวันสุดท้ายที่จะสูบบุหรี่ไว้ให้ชัดเจน เพราะจะทำให้คุณรู้สึกว่าเป้าหมายจับต้องได้ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น 
  2. ค้นหาสาเหตุ ลองสังเกตตัวเองดูว่าสถานการณ์แบบไหนกระตุ้นให้รู้สึกอยากสูบบุหรี่ แล้วพยายามกำจัด หลีกเลี่ยง หรือหาอย่างอื่นมาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจในสถานการณ์นั้นๆ เช่น ถ้าคุณชอบสูบบุหรี่หลังมื้ออาหาร คุณอาจลองเปลี่ยนสถานที่หรือหากิจกรรมอย่างอื่นทำแทน
  3. แชร์กับคนรอบข้าง แบ่งปันให้เพื่อนๆ และครอบครัวรู้ว่าคุณกำลังเลิกบุหรี่ มีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว เพราะทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจคุณอย่างแน่นอน

 

ตัวช่วยอย่างนิโคตินทดแทน

 

นิโคตินทดแทน (Nicotine Replacement Therapy หรือ NRT) เช่น หมากฝรั่ง แผ่นแปะ หรือเม็ดอมนิโคตินทดแทน เป็นอีกตัวช่วยที่จะให้เราจัดการกับอาการโหยนิโคตินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ ได้ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันในประเทศไทยจะมีบริการเลิกบุหรี่ให้บริการอยู่แล้ว ทั้งในรูปแบบของคลินิกตามโรงพยาบาล ร้านยา และสายด่วนเลิกบุหรี่ แต่จากสถิติของเครือข่ายคลินิกให้คำปรึกษาเลิกบุหรี่เผยว่า ใน 1 ปี มีผู้เข้ารับบริการสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จเฉลี่ย 30-40% ขณะที่รายที่ไม่ใช้ยาสามารถเลิกได้สำเร็จเพียง 10% และในกลุ่มที่เลิกด้วยตนเองมีโอกาสเลิกสำเร็จเพียง 5% จากสถิติดังกล่าวพบว่า การใช้ยาเลิกบุหรี่หรือนิโคตินทดแทนมีส่วนช่วยทำให้การเลิกบุหรี่มีอัตราสำเร็จได้สูงขึ้นถึง 3-5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาเลย ซึ่งรูปแบบนิโคตินที่แตกต่างกันก็จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ที่แตกต่างกัน ที่จะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และหลีกหนีจากผลิตภัณฑ์ยาสูบได้อย่างถาวร”

 

รูปแบบของผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทนที่แตกต่างกันจะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ที่แตกต่างกัน ทั้งหมากฝรั่งนิโคตินทดแทนรูปแบบเคี้ยว ช่วยลดความอยากบุหรี่ คลายความเหงาปาก และแผ่นแปะนิโคตินทดแทน ออกฤทธิ์ครอบคลุมยาว 16 ชั่วโมง โดยจะค่อยๆ ปล่อยนิโคตินเข้าสู่ร่างกายทีละนิด เพื่อลดความอยากได้ตลอดวัน 

 

การเลิกบุหรี่ไม่มีคำว่าสายเกินไป และคงจะไม่มีโอกาสไหนเหมาะกับการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ที่ดีกับตัวเราเอง เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ เลือกใช้ชีวิตแบบใหม่ที่ปลอดจากบุหรี่มากไปกว่าช่วงนี้อีกแล้ว

 

[PR NEWS]

The post สุขภาพปังรับปีมังกรด้วยการเลิกบุหรี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วัยมัธยม’ ผันตัวเป็นนักสูบหน้าใหม่ สร้างอานิสงส์ให้ยอดขายบุหรี่ไฟฟ้าแบรนด์ดังในอเมริกาโต 46.6% แม้นักวิจัยเตือนว่านิโคตินจะขัดขวางการพัฒนาสมอง https://thestandard.co/high-school-age-turns-into-a-new-smoker/ Sat, 24 Jun 2023 17:46:25 +0000 https://thestandard.co/?p=807273 บุหรี่ไฟฟ้า

นักสูบหน้าใหม่ ‘วัยมัธยม’ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สร้างอานิสงส […]

The post ‘วัยมัธยม’ ผันตัวเป็นนักสูบหน้าใหม่ สร้างอานิสงส์ให้ยอดขายบุหรี่ไฟฟ้าแบรนด์ดังในอเมริกาโต 46.6% แม้นักวิจัยเตือนว่านิโคตินจะขัดขวางการพัฒนาสมอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุหรี่ไฟฟ้า

นักสูบหน้าใหม่ ‘วัยมัธยม’ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สร้างอานิสงส์ให้ยอดขายบุหรี่ไฟฟ้าแบรนด์ดังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้นกว่า 46.6% รสชาติผลไม้แบบใช้แล้วทิ้งขายดีสุด นักวิจัยชี้ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ปลอดภัยสําหรับเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เริ่มตั้งแต่ปี 2020 ช่วงโควิดระบาดจนถึงปัจจุบัน รายได้ของผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

จากข้อมูลที่วิเคราะห์โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในสหรัฐอเมริกาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าประเภทแต่งกลิ่นและรสชาติคิดเป็น 41.3% ของยอดขายบุหรี่ในร้านค้าปลีกหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ส่วนบุหรี่ในรูปแบบปกติเริ่มลดลง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยส่วนแบ่งการตลาดของผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นยาสูบลดลงจาก 28.4% เหลือราวๆ 20.1% และส่วนแบ่งของกลิ่นมินต์ลดลงจาก 10.1% เหลือราวๆ 5.9% ส่วนรสชาติอื่นๆ กลับเพิ่มขึ้นจาก 29.2% เป็น 41.3%

 

สำหรับผู้เล่นในตลาดหลักๆ ได้แก่ VUSE ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุด รองลงมาคือ JUUL, ELFBAR, NJOY และ Breeze Smoke ตามลําดับ

 

เป็นไปได้ว่าอาจได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องช่องว่างของกฎหมาย FDA ที่พยายามควบคุมการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าแบบผิดกฎหมายในระดับท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับโควิด

 

“จริงๆ แล้วที่ผ่านมาภาครัฐพยายามรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่สูบบุหรี่น้อยลง เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ แต่อีกด้านหนึ่งหลายๆ แบรนด์ต่างออกบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นใหม่ๆ ทั้งผลไม้ ลูกอม และเครื่องเทศ ออกมาสู่ตลาดอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ทำให้วัยรุ่นที่มีอายุยังน้อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น” Deirdre Lawrence Kittner ผู้อํานวยการสํานักงานการสูบบุหรี่และสุขภาพของ CDC กล่าว

 

ทั้งนี้ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-25 ปี มากกว่าวัยผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป และปัจจุบันจะเริ่มเห็นวัยรุ่นวัยเรียนมัธยมเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นถึง 14% เลยทีเดียว

 

แน่นอนว่าการได้รับนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถขัดขวางการพัฒนาสมองในวัยรุ่น และที่สำคัญยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายได้อีกด้วย เพราะละอองลอยจากบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีโลหะหนัก สารเคมีที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง และสารอื่นๆ ที่สามารถทําลายปอดได้ ดังนั้นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ปลอดภัยสําหรับเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก

 

“อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าต้องตระหนักว่ารสชาติและกลิ่นสามารถดึงดูดและทำให้วัยรุ่นมีความเสี่ยงที่จะติดนิโคตินเป็นพิเศษ ในขณะที่เราต้องสนับสนุนกฎหมายจาก FDA เพื่อควบคุมการทำตลาดที่ผิดกฎหมายของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเยาวชนในประเทศอย่างเร่งด่วน” Robin Koval ซีอีโอและประธานของ Truth Initiative กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ‘วัยมัธยม’ ผันตัวเป็นนักสูบหน้าใหม่ สร้างอานิสงส์ให้ยอดขายบุหรี่ไฟฟ้าแบรนด์ดังในอเมริกาโต 46.6% แม้นักวิจัยเตือนว่านิโคตินจะขัดขวางการพัฒนาสมอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษประกาศโครงการแจกบุหรี่ไฟฟ้าฟรีให้นักสูบ 1 ล้านคน หนุนหยุดใช้บุหรี่ยาสูบ https://thestandard.co/uk-announces-free-e-cigarette-program/ Tue, 11 Apr 2023 09:24:09 +0000 https://thestandard.co/?p=775681 บุหรี่ไฟฟ้า อังกฤษ

นีล โอไบรอัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ ปร […]

The post อังกฤษประกาศโครงการแจกบุหรี่ไฟฟ้าฟรีให้นักสูบ 1 ล้านคน หนุนหยุดใช้บุหรี่ยาสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุหรี่ไฟฟ้า อังกฤษ

นีล โอไบรอัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ ประกาศเปิดตัวโครงการ ‘เปลี่ยนเพื่อหยุด’ (Swap to Stop) ซึ่งจะมีการแจกบุหรี่ไฟฟ้าชุดเริ่มต้นให้แก่ผู้ที่สูบบุหรี่จำนวน 1 ล้านคนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ

 

โครงการรณรงค์หยุดสูบบุหรี่ด้วยการแจกบุหรี่ไฟฟ้าฟรีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก โดย 1 ใน 5 ของผู้สูบบุหรี่ในสหราชอาณาจักรจะได้รับบุหรี่ไฟฟ้าชุดเริ่มต้น ขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จะได้รับแจกเงินจำนวน 400 ปอนด์หากหยุดสูบบุหรี่และเข้ารับคำปรึกษาเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่

 

โครงการแจกบุหรี่ไฟฟ้านี้มีขึ้นภายใต้เป้าหมายคือ การทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่ปลอดบุหรี่ภายในปี 2030 และมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งทางการยังมีแผนที่จะบังคับให้ซองบุหรี่ทั่วไปต้องมีการใส่ข้อความเชิงบวกและข้อมูลเพื่อช่วยให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่ติดอยู่ที่ซองด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลอังกฤษได้เดินหน้าปราบปรามการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ด้วยการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีแผนจัดตั้งหน่วยงานปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ตลอดจนห้ามร้านค้าต่างๆ ขายผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกแบน

 

จากการสำรวจโดย Action on Smoking and Health (ASH) แสดงให้เห็นว่า ในปี 2022 มีประชาชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น โดยในจำนวนนี้ราว 7% เป็นเด็กอายุ 11-17 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปี 2021

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายรายในสหราชอาณาจักรมองว่า มาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้อาจช่วยแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ในเด็กได้น้อยมาก และจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนสนใจบุหรี่ไฟฟ้าน้อยลง

 

“เรารู้สึกโล่งใจที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มให้ความสำคัญกับระดับที่เพิ่มขึ้นของเด็กและเยาวชนที่หยิบบุหรี่ไฟฟ้า แต่หน่วยบังคับใช้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็ง” 

 

ด้าน ดร.ไมค์ แมคคีน รองประธานด้านนโยบายของราชวิทยาลัยกุมารเวชศาสตร์และสุขภาพเด็กแห่งสหราชอาณาจักร ให้ความเห็นต่อนโยบายล่าสุดของรัฐบาลอังกฤษว่า “รู้สึกโล่งใจที่รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับระดับที่เพิ่มขึ้นของเด็กและเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า”

 

ขณะที่เขามองว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของยอดภูเขาน้ำแข็ง และกล่าวเสริมว่า “จำเป็นต้องมีข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นในการโฆษณาผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะได้รับการโฆษณาให้เป็นเพียงเครื่องช่วยในการลดการสูบบุหรี่ แทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่สร้างความสนุกสนานและมีสีสัน”

 

สำหรับการสูบบุหรี่ถือเป็นสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพของประชาชนในสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 2019-2020 โดยมีผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ถูกนำส่งโรงพยาบาลมากถึงกว่า 4.4 แสนราย

 

นอกจากนี้สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแสดงความกังวลคืออันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า แม้ว่าจะเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่ยาสูบทั่วไปก็ตาม โดยข้อมูลจากการสำรวจของ National Health Survey พบว่า การสูบไอจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้ใช้ได้รับสารพิษน้อยลงและในระดับที่ต่ำกว่าการสูบบุหรี่

 

“การเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยลดการสัมผัสสารพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โรคปอด และโรคหัวใจ เช่น หัวใจวาย ตลอดจนโรคหลอดเลือดสมอง”

 

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นในการโฆษณาผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีการโฆษณาให้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อช่วยในการลดการสูบบุหรี่ แทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์แนวไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานเพื่อความสนุกสนาน

 

ภาพ: Mike Kemp / In Pictures via Getty Images

อ้างอิง:

The post อังกฤษประกาศโครงการแจกบุหรี่ไฟฟ้าฟรีให้นักสูบ 1 ล้านคน หนุนหยุดใช้บุหรี่ยาสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โพลมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะชี้ สื่อมวลชนไทยเลิกสูบได้ แต่เลิกดื่มไม่ได้ ใจไม่แข็งพอ https://thestandard.co/poll-health-media-foundation/ Fri, 28 Oct 2022 00:51:19 +0000 https://thestandard.co/?p=701153 มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน […]

The post โพลมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะชี้ สื่อมวลชนไทยเลิกสูบได้ แต่เลิกดื่มไม่ได้ ใจไม่แข็งพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปหัวข้อ ‘สุขภาวะสื่อมวลชนไทยในกระแสความเปลี่ยนแปลง’ 

 

ศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการ สสส. กล่าวถึงการจัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปว่า สื่อมวลชนถือเป็นอีกภาคีเครือข่ายที่ สสส. เห็นถึงความสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทในการให้ความรู้และรณรงค์ประเด็นปัจจัยเสี่ยงสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสื่อมวลชนเป็นอีกกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่และดื่มสุรา 

 

สสส. จึงได้สนับสนุน มสส. ให้ดำเนินงานรณรงค์ลด ละ เลิกบุหรี่ ซึ่งมีสื่อมวลชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ และสะท้อนมุมมองของสื่อมวลชนต่อบทบาทการเป็นผู้ชี้นำสังคมสุขภาวะและร่วมลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่และสุรา พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสุขภาพของตนเองและครอบครัว  

 

ในอนาคตหากสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนที่มีความสนใจในการดำเนินงาน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและร่วมขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร สามารถประสานงานกับทาง มสส. ในการขอรับการสนับสนุนชุดความรู้และการให้คำแนะนำการจัดกิจกรรมในองค์กรต่อไป

 

การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสดีที่จะได้ทราบถึงสถานการณ์สุขภาวะของสื่อมวลชนไทย และค้นหาคำตอบในเชิงลึกว่า ผลจากการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบตามมาอย่างไร? รวมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็น ‘สุขภาวะสื่อมวลชนไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลง’ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์และร่วมกันหาแนวทางสร้างเสริมสุขภาวะของสื่อมวลชนไทยในระยะต่อไป 

 

อภิวัชร์ เกตุทัต ประธาน มสส. กล่าวว่า ที่ผ่านมาถือว่าได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชนเป็นอย่างดี โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ การสำรวจสถานการณ์สุขภาพของสื่อมวลชน โดยการจัดส่งแบบสอบถามไปยังกองบรรณาธิการรวม 160 ชุด 

 

ผลการสำรวจพบว่า สุขภาพส่วนใหญ่ 78.4% ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนอีก 21.6% มีโรคประจำตัว โรคที่เป็นมากที่สุดคือภูมิแพ้ รองลงมาคือไวรัสตับอักเสบบี เกาต์ และโรคข้อ ส่วนใหญ่ 74.5% มีการตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนอีก 25.5% ไม่ได้ตรวจ โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเวลาและไม่มีอาการป่วยอะไรจึงไม่ตรวจ  

 

ขณะที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ 66.7% มีการออกกำลังกาย ส่วนอีก 33.3% ไม่ออกกำลังกาย ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่เหมาะสม และขี้เกียจ

 

ส่วนพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เรื่อง การสูบบุหรี่ซอง สื่อมวลชนส่วนใหญ่ 74.5% ไม่สูบบุหรี่ อีก 25.5% สูบหรือเคยสูบ เหตุผลที่ไม่สูบส่วนใหญ่ 39.3% ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ รองลงมา 37.7% เห็นว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความถี่ในการสูบส่วนใหญ่ 38.5% สูบ 2-3 สัปดาห์ต่อซอง รองลงมา 15.4% สูบ 2-3 วันต่อซอง 

 

สถิติที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่มากถึง 76.92% คิดจะเลิกสูบ เพราะต้องการให้สุขภาพดี รองลงมาจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย 

 

แต่เมื่อถามว่า แล้วเลิกสูบบุหรี่สำเร็จหรือไม่ คำตอบที่ได้คือเลิกได้กับเลิกไม่ได้คิดเป็นสัดส่วน 50% เท่ากัน สาเหตุสำคัญที่เลิกไม่สำเร็จคือใจไม่แข็งพอ ส่วนคนที่เลิกสำเร็จ 60% บอกว่า เพราะเป็นความตั้งใจของตนเองที่จะเลิก ที่น่าสนใจคือสื่อมวลชนส่วนใหญ่ 94.12% ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เหตุผลเพราะรู้ว่าผิดกฎหมาย รองลงมาคือคนในครอบครัวไม่สูบ, เคยสูบแล้วปอดชื้น ส่วนคนที่สูบให้เหตุผลว่า ไม่ต้องหาที่ทิ้งก้นบุหรี่และเข้าใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

สำหรับพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่ 62.8% ยังดื่มอยู่ ความถี่ในการดื่มนั้น 53.8% ดื่มเดือนละครั้ง รองลงมาดื่มสัปดาห์ละครั้งและนานๆ ครั้ง สถานที่ที่ดื่มส่วนใหญ่ดื่มที่บ้านตัวเอง รองลงมาดื่มที่ร้านอาหารและบ้านเพื่อน คำถามสำคัญคือ คิดจะเลิกดื่มหรือไม่ ส่วนใหญ่ 71.88% ไม่คิดจะเลิกดื่ม เพราะดื่มปริมาณน้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ส่วนคนที่คิดจะเลิกดื่มมีถึง 66.7% ที่เลิกไม่สำเร็จ เพราะยังไม่ชนะใจตัวเอง 

 

ด้านการพนัน ส่วนใหญ่ 64.7% ไม่เคยเล่นการพนัน แต่มีถึง 35.3% เคยเล่นการพนัน และมีถึง 51.9% ซื้อลอตเตอรี่ เพราะมองว่าไม่ผิดกฎหมายและไม่ใช่การพนัน รองลงมาคือหวยใต้ดิน ส่วนการเกิดอุบัตินั้นส่วนใหญ่ 80.4% ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ คนที่เคยเกิดอุบัติเหตุสาเหตุหลักมาจากขับรถด้วยความเร็ว ตามมาด้วยผู้ใช้รถร่วมทางประมาท

 

อภิวัชร์กล่าวปิดท้ายว่า จากข้อมูลที่ได้จึงมีข้อเสนอถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ 

 

  1. ข้อเสนอในการทำงานกับองค์กรสื่อมวลชน ควรรณรงค์ให้องค์กรสื่อมวลชนกำหนดให้เป็นนโยบายหรือมาตรการองค์กร ในการตรวจสุขภาพประจำปีที่จัดให้พนักงานทุกคน ควรจะจัดให้มีพื้นที่ออกกำลังกาย การแก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ การมีมาตรการองค์กร การรณรงค์ และหากสื่อต้องการเลิกบุหรี่หรือแอลกอฮอล์จะมีเทคนิคเอาชนะใจตัวเองได้อย่างไร รวมทั้งการรณรงค์เรื่องการพนันและอุบัติเหตุด้วย

 

  1. ข้อเสนอในการทำงานกับกองบรรณาธิการสื่อทั้ง 4 ประเภท โดยเสนอให้เข้าร่วมกิจกรรมของภาคี ร่วมสื่อสารสาธารณะ รณรงค์และขับเคลื่อนมาตรการและนโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะในทุกระดับ

 

  1. ข้อเสนอต่อภาคีและ สสส. ด้วยการสื่อสารอย่างใกล้ชิด ทันท่วงที หรือยามที่ต้องการข้อมูลหรือองค์กรไปหนุนเสริม รวมทั้งจัดการประชุมร่วมกัน เพื่อสร้างแกนนำและสร้างเครือข่ายสื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนการทำงานด้านสุขภาวะในทุกมิติ ซึ่ง มสส. พร้อมเป็นตัวกลางในการทำงานร่วมกัน

 

ขณะที่ สมหมาย ปาริจฉัตต์ คอลัมนิสต์อาวุโส รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการสำรวจทำให้เรารู้ความจริงว่า การที่เราไม่ตรวจสุขภาพประจำปีเพราะเห็นว่ายังไม่เป็นโรคอะไร การไม่ออกกำลังกายโดยอ้างว่าไม่มีเวลา หรือการสูบบุหรี่-ดื่มแอลกอฮอล์แล้วอยากจะเลิกแต่เลิกไม่ได้เพราะใจไม่แข็งพอ สื่อเองก็รู้ตัวเอง แต่คำถามคือทำไมถึงทำไม่ได้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่กระทบกับสื่อมวลชน  

 

ผลสำรวจครั้งนี้ระบุชัดว่า สื่อมวลชนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นสื่อออนไลน์ ซึ่งมีการแข่งขันกันสูง แข่งกันที่ความเร็วเป็นหลัก จึงเกิดคำถามว่า เป็นปัจจัยที่กระทบต่อสุขภาวะของสื่อมวลชนมากกว่าสื่อยุคเก่าหรือไม่

 

จึงอยากเสนอว่า นอกจากการสำรวจปัญหาสุขภาวะทางกายแล้ว อยากให้เพิ่มการสำรวจสุขภาวะทางใจและสุขภาวะทางปัญญาด้วย โดยเฉพาะสื่อมวลชนควรจะต้องสร้างปัญญาให้กับสังคม อย่างเช่น การนำเสนอข่าวสารก็ควรนำเสนอข่าวสารในเชิงสืบสวน สอบสวน ค้นหาสาเหตุของปัญหา และอยากจะให้สอบถามสื่อมวลชนเหมือนกันว่า ‘นิยามของคำว่าความสุขคืออะไร’ 

 

นอกจากนี้อยากเสนอให้มีการสำรวจสุขภาวะของอาชีพอื่นๆ ด้วย เพื่อเปรียบเทียบว่าสุขภาวะของสื่ออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ต่ำกว่า หรือสูงกว่า จะทำให้รู้ว่าสุขภาวะสื่ออยู่ในระดับใด ดี ปานกลาง ต่ำ รุนแรง หรือน่ากังวลหรือไม่ และอยากให้ตัวสื่อมวลชน องค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพ และองค์กรธุรกิจสื่อ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงานสื่อ และจะส่งผลต่อคุณภาพของงานในองค์กร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อของสังคมด้วย

The post โพลมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะชี้ สื่อมวลชนไทยเลิกสูบได้ แต่เลิกดื่มไม่ได้ ใจไม่แข็งพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิจัยชี้ มลพิษทางอากาศทำอายุสั้นลง 2 ปี เลวร้ายกว่าดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ https://thestandard.co/research-say-air-pollution-made-2-years-less-life-effect/ Wed, 15 Jun 2022 09:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=642258 มลพิษทางอากาศ

งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยชิคา […]

The post วิจัยชี้ มลพิษทางอากาศทำอายุสั้นลง 2 ปี เลวร้ายกว่าดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มลพิษทางอากาศ

งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก หรือ EPIC เปิดเผยวานนี้ (14 มิถุนายน) ว่า มลพิษทางอากาศทำให้อายุขัยมนุษย์สั้นลงเฉลี่ย 2.2 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากลัวกว่าการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่การติดเชื้อ HIV และ AIDS

 

ดัชนี The Air Quality Life Index (AQLI) ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมมาวัดระดับ PM2.5 ในอากาศ พบว่า หากรวมอายุขัยที่มนุษย์ต้องสูญเสียไปจากมลพิษในอากาศทั้งโลกแล้วจะอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านปี แต่ถ้าหากสามารถลดมลพิษทางอากาศให้เป็นไปตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระดับ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรได้ ก็จะช่วยยืดอายุคาดการณ์เฉลี่ยของคนทั่วโลกได้มากขึ้น 2.2 ปี หรือจากเดิมที่มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยที่ 72 ปี ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 74.2 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าตกใจว่าปัจจุบันประชาชนมากกว่า 97% ทั่วโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเกินกว่าระดับที่แนะนำ 

 

รายงานระบุว่า 60% ของมลพิษทางอากาศเกิดจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนอีก 18% มาจากแหล่งพื้นที่ธรรมชาติอื่นๆ (เช่น ฝุ่น เกลือทะเล และไฟป่า) และ 22% มาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ สำหรับในภูมิภาคเอเชียใต้ประชากรเสี่ยงสูญเสียอายุขัยมากถึง 5 ปี อันเนื่องมาจากปัญหาหมอกควันพิษ โดยมีอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และเนปาล ติดอันดับท็อปของประเทศที่มีมลพิษสูงที่สุดในโลก

 

หากเรานำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ จะพบว่า มลภาวะทางอากาศทำร้ายชีวิตมากกว่าที่คาด โดยรายงานระบุว่า ควันจากบุหรี่มือหนึ่ง (Firsthand Smoke) ซึ่งเป็นควันที่ผู้สูบบุหรี่ดูดเข้าไปในร่างกายนั้นจะทำให้อายุสั้นลง 1.9 ปีโดยเฉลี่ย ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์และใช้ยาเสพติดจะทำให้อายุสั้นลง 9 เดือนโดยเฉลี่ย ขณะที่การติดเชื้อ HIV และ AIDS มีความเสี่ยงทำให้อายุสั้นลง 4 เดือน

 

สิ่งที่น่าเป็นกังวลคือ ปัจจุบันปัญหามลพิษทางอากาศกลับเป็นประเด็นที่ถูกละเลยและเงินทุนในการแก้ไขปัญหาก็ยังมีไม่เพียงพอ โดยนักวิจัยระบุว่า ปัญหาดังกล่าวนับเป็นภัยคุกคามสุขภาพมนุษย์ที่อันตรายมาก เนื่องจากคนเราต้องหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปทุกวัน ไม่สามารถเลี่ยงได้เหมือนการเลิกแอลกอฮอล์หรือเลิกสูบบุหรี่ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศหรือพื้นที่ที่มีระดับของ PM2.5 สูง 

 

ที่น่าตกใจอีกประการหนึ่งคือ รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการประเมินมลพิษทางอากาศในปี 2020 ซึ่งทั่วโลกมีการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางเนื่องจากโควิด

 

ด้วยเหตุนี้ เหล่านักวิจัยจึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจากนานาประเทศหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากการได้รับ PM2.5 ที่มากเกินควรนั้นเสี่ยงทำให้เกิดหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นหอบหืด, กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ, ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, มะเร็ง, ปัญหาด้านสุขภาพจิต และความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคลมบ้าหมู และออทิสติก

 

คริสตา ฮาเซนคอปฟ์ ผู้อำนวยการโครงการ Air Quality Life Index ระบุว่า “เราจัดทำดัชนีนี้ขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นผลกระทบด้านสุขภาพและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากปัญหามลพิษทางอากาศได้ชัดเจนขึ้น มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเรา แต่กลับถูกละเลยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีอยู่ก็คือ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด หากพวกเราหันมาใส่ใจ”

 

ภาพ: Chaiwat Subprasom / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post วิจัยชี้ มลพิษทางอากาศทำอายุสั้นลง 2 ปี เลวร้ายกว่าดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะข้อมูลฝุ่นพิษ PM2.5 ฆ่าคนไทยหลายหมื่น แต่เรารู้จักมันน้อยมาก https://thestandard.co/pm2-5-poisoned-that-we-dont-know/ Tue, 31 May 2022 08:47:45 +0000 https://thestandard.co/?p=636066 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ข้อมูลจาก Rocket Media Lab พบว่ากรุงเทพฯ เมื่อปี 2020 ใ […]

The post ชมคลิป: เจาะข้อมูลฝุ่นพิษ PM2.5 ฆ่าคนไทยหลายหมื่น แต่เรารู้จักมันน้อยมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ข้อมูลจาก Rocket Media Lab พบว่ากรุงเทพฯ เมื่อปี 2020 ใน 1 ปีที่มี 365 วัน คนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นน้อย และจัดว่าอากาศดีเพียง 71 วัน และหากคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่าในปี 2020 คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ทั้งหมด 1,270 มวน

 

THE STANDARD จะขอเปิดข้อมูลการสำรวจอย่างต่อเนื่องของ Rocket Media Lab ว่า ปี 2021 คนกรุงเทพฯ ได้สูดอากาศดีๆ เพิ่มขึ้นบ้างไหม ขณะที่ปัญหา PM2.5 เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่เชื่อไหมว่าเรารู้จักมันน้อยมาก นักข่าว Data Journalism ของ THE STANDARD เจาะลึกฝุ่น PM2.5 ด้วยข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ฝุ่นมาจากไหน เรารู้อะไรบ้าง รวมถึงมุมมองของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ว่าเขามองปัญหานี้อย่างไร และจะทำอะไรกับปัญหานี้ได้บ้างภายใต้อำนาจที่จำกัดของผู้ว่าฯ กทม.

The post ชมคลิป: เจาะข้อมูลฝุ่นพิษ PM2.5 ฆ่าคนไทยหลายหมื่น แต่เรารู้จักมันน้อยมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP TIP: แพทย์แนะนำให้ผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปอดและหลอดเลือดหัวใจทุกๆ 5 ปี https://thestandard.co/pop-tip-11052565/ Wed, 11 May 2022 00:57:00 +0000 https://thestandard.co/?p=627128 สูบบุหรี่

นพ.ชาติทนง ยอดวุฒิ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุ […]

The post POP TIP: แพทย์แนะนำให้ผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปอดและหลอดเลือดหัวใจทุกๆ 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูบบุหรี่

นพ.ชาติทนง ยอดวุฒิ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ให้ความรู้สำหรับผู้ที่กำลังสูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ระยะเวลาเฉลี่ยมากกว่า 30 ปี และมากกว่า 1 ซองต่อวัน (หรือเท่ากับ 30 ปีซอง Pack-Year) ในช่วงอายุ 55-75 ปี หรือสูบบุหรี่ระยะเวลาเฉลี่ยมากกว่า 20 ปีซอง ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่างกรรมพันธุ์ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งปอดได้ ซึ่งสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากควันบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายโครงสร้างป้องกันตัวเองของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ รวมถึงทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบชนิดเรื้อรัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง ปวดขาจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ การโป่งพองของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง

 

ยิ่งเวลาที่พ่นควันบุหรี่ออกมา ผู้ที่สูดควันบุหรี่จะได้รับสารเหล่านี้เทียบเท่ากับคนที่สูบและสารพิษในบุหรี่ยังกระตุ้นให้มีภาวะความดันโลหิตสูง โดยผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความดันโลหิตสูงมากกว่าคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่หลายเท่า โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงในคนอายุน้อยที่ไม่มีกรรมพันธุ์ปัจจุบันพบได้มากขึ้น เมื่อความดันโลหิตสูงก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดตีบตามอวัยวะต่างๆ ทำให้การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ

 

 

Pop Tip: การสูบบุหรี่เทียบได้กับการสูดฝุ่น PM2.5 เข้าไปในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อปอด โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพองทั้งระยะเริ่มต้นและรุนแรง แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปอดและหลอดเลือดหัวใจทุกๆ 5 ปี ส่วนกลุ่มที่เสี่ยงสูงควรตรวจคัดกรองมะเร็งปอดทุกๆ ปี

 

ภาพ: Shutterstock 

The post POP TIP: แพทย์แนะนำให้ผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปอดและหลอดเลือดหัวใจทุกๆ 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดข้อมูลปี 2564 คนกรุงเทพฯ ‘สูดฝุ่นพิษ PM2.5’ เท่ากับ ‘การสูบบุหรี่’ 1,261 มวน https://thestandard.co/pm2-5-data-2564/ Tue, 18 Jan 2022 10:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=583891 PM2.5

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ หรือในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วป […]

The post เปิดข้อมูลปี 2564 คนกรุงเทพฯ ‘สูดฝุ่นพิษ PM2.5’ เท่ากับ ‘การสูบบุหรี่’ 1,261 มวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
PM2.5

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ หรือในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศไทยคงคุ้นชินกับภาพควัน, ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยปกคลุมเหนือน่านฟ้าเมืองไทย จนอาจลืมตั้งคำถามว่า ‘ฝุ่น’ เหล่านี้ที่เราเผลอสูดลงปอดในทุกๆ วัน สร้างผลเสียให้เราอย่างไรบ้าง โดยผลจากการรวบรวมข้อมูลของ Rocket Media Lab ซึ่งอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Their Quality Project ซึ่งค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และการเปรียบเทียบบุหรี่จากเว็บไซต์ CMU CCDC 

 

พบว่า ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นพิษ PM2.5 เข้าปอด ซึ่งเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่มากถึง 1,261 มวน นอกจากนี้ยังพบว่าปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีแดง หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ มากถึง 12 วัน และอยู่ในระดับสีส้ม หรือมีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 61 วัน โดยสามารถอ่านข้อมูลของ Rocket Media Lab ตามอินโฟกราฟิกด้านล่างนี้

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post เปิดข้อมูลปี 2564 คนกรุงเทพฯ ‘สูดฝุ่นพิษ PM2.5’ เท่ากับ ‘การสูบบุหรี่’ 1,261 มวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดข้อมูล ปี 2564 คนกรุงเทพฯ ‘สูดฝุ่นพิษ PM2.5’ เท่ากับ ‘การสูบบุหรี่’ 1,261 มวน https://thestandard.co/key-messages-bkk-and-pm2-5/ Tue, 18 Jan 2022 08:12:21 +0000 https://thestandard.co/?p=583771 PM2.5

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยคงคุ้นชินกั […]

The post เปิดข้อมูล ปี 2564 คนกรุงเทพฯ ‘สูดฝุ่นพิษ PM2.5’ เท่ากับ ‘การสูบบุหรี่’ 1,261 มวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
PM2.5

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยคงคุ้นชินกับภาพควัน ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยปกคลุมเหนือน่านฟ้าเมืองไทย จนอาจลืมคิดหรือตั้งคำถามว่า ‘ฝุ่นพิษ’ เหล่านี้ที่เราเผลอสูดลงปอดในทุกๆ วัน กำลังบั่นทอนปัญหาสุขภาพระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้ในปี 2564 จะถูกพูดถึงน้อยลงเนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด 

 

แต่ถึงอย่างนั้นในปี 2564 กรุงเทพฯ ก็ยังติดอันดับที่ 11 ของโลกจากรายงานคุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลกของเว็บไซต์ IQAir

 

อย่างไรก็ดี Rocket Media Lab รวบรวมข้อมูล งานวิจัย รวมถึงบทสัมภาษณ์ไว้ได้อย่างน่าสนใจในประเด็นเกี่ยวกับ ‘ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯ’ ที่นำเสนอข้อมูลสะท้อนปัญหาแบบหลากมิติ ตั้งแต่การอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project ที่แสดงให้เห็นว่าชาวกรุงเทพฯ อยู่กับคุณภาพอากาศดีๆ ทั้งหมดกี่วัน ไปจนถึงการหยิบจับข้อมูลเรื่อง ‘ฝุ่น PM2.5’ ไปเปรียบเทียบเป็นปริมาณบุหรี่จากเว็บ CMU CCDC จนเกิดเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

 

ปัญหา ‘PM2.5’ และ ‘กรุงเทพฯ’ ปี 2564

Rocket Media Lab เปิดเผยข้อมูลที่อ้างอิงมาจากสถิติบนเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project และอ้างอิงค่าระดับคุณภาพอากาศของค่า PM2.5 จากข้อเสนอของกรีนพีซ พบว่าในปีที่ 2564 กรุงเทพฯ มีคุณภาพที่แยกเป็นจำนวนวันได้ ดังนี้

 

  • คุณภาพดี (ค่าฝุ่น 0-50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)) 90 วัน
  • คุณภาพปานกลาง (ค่าฝุ่น 51-100 มคก./ลบ.ม.) 202 วัน
  • มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ (ค่าฝุ่น 101-150 มคก./ลบ.ม.) 61 วัน 
  • มีผลกระทบต่อสุขภาพ (ค่าฝุ่น 151-200 มคก./ลบ.ม.) 12 วัน

 

นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อจำแนกเป็น ‘รายเดือน’ ที่กรุงเทพฯ มีสภาพอากาศเลวร้ายเต็มไปด้วยฝุ่นพิษมากที่สุดในปี 2021 ยังคงเป็นเดือน ‘มกราคม’ เช่นเดียวกันกับในปี 2563 โดยวันที่มีค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงสุดแห่งปี คือวันที่ 23 มกราคม 2564 อยู่ในระดับสีแดง สูงถึง 187 มคก./ลบ.ม. ในขณะที่ปี 2020 สูงสุดเพียง 181 มคก./ลบ.ม.

 

และตลอดทั้งเดือนมกราคม 2564 ไม่มีวันไหนที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียวเลย ส่วนวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง 11 วัน, วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีส้ม 13 วัน และวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ฝุ่น PM2.5 สูงกว่า 150 มคก./ลบ.ม. ในแถบสีแดง 7 วัน 

 

กางสถิติ 3 เดือนที่ค่าฝุ่น ‘ดี’ และ ‘เลวร้าย’ ที่สุด

ในปี 2564 มีเพียง 3 เดือนเท่านั้นที่มีวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ฝุ่น PM2.5 สูงกว่า 150 มคก./ลบ.ม. ในแถบสีแดง ซึ่งมีอากาศเลวร้ายเต็มไปด้วยฝุ่นพิษมากที่สุด และไม่มีวันที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียวเลย ประกอบด้วย 

 

  • มกราคม: ไม่มีวันไหนที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียวเลย ส่วนวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง 11 วัน, วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 13 วัน และมีวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ฝุ่นสูงกว่า 150 มคก./ลบ.ม. หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ 7 วัน
  • กุมภาพันธ์: วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง 4 วัน, วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 21 วัน และวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ยสูงกว่า 150 มคก./ลบ.ม. ซึ่งหมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 3 วัน 
  • ธันวาคม: วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง 14 วัน, วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 15 วัน และวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงกว่า 150 มคก./ลบ.ม. หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ 2 วัน 

 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ามลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ จะแย่ไปเสียหมด เพราะเดือนที่มีจำนวนวันที่อากาศดีที่สุดในปี 2564 ของกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย 

 

  • กรกฎาคม: มีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในเกณฑ์คุณภาพดีมากถึง 22 วัน และวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง สีเหลือง 9 วัน 
  • กันยายน: มีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในเกณฑ์คุณภาพดี 17 วัน และวันที่อากาศอยู่ในแถบสีเหลือง 13 วัน 
  • มิถุนายน: มีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในเกณฑ์คุณภาพดี 14 วัน และวันที่อากาศอยู่ในแถบสีเหลือง 16 วัน 

 

ถ้าค่าฝุ่น PM2.5 (22 มคก./ลบ.ม.) = บุหรี่ 1 มวน ปี 2564 คนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ไปกี่มวน?

Rocket Media Lab หยิบยกงานวิจัยของ Dr. Richard A. Muller นักวิจัยชาวอเมริกัน จากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ หรือ PM2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 จำนวน 22 มคก./ลบ.ม. เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน 

 

เมื่อนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2564 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ Dr. Richard A. Muller จะพบว่า เดือนกุมภาพันธ์ คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 163.68 มวน เฉลี่ยวันละ 5.84 มวน (ลดลงจากปี 2563 ที่ 166.90 มวน) ขณะที่เดือนมกราคม คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 170.95 มวน เฉลี่ยวันละ 5.51 มวน (เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่ 164.60 มวน) ตามมาด้วยเดือนธันวาคม 148.86 มวน (เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่ 146.71 มวน)

 

หรือในเดือนที่มีอากาศดีจำนวนมากที่สุดแห่งปี 2564 อย่างเดือนกรกฎาคม เมื่อคำนวณเปรียบเทียบดูแล้ว คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 64.86 มวน เฉลี่ยวันละ 2.09 มวน (ลดลงจากปี 2563 ที่ 73.41 มวน) และในเดือนกันยายน 64.32 มวน (ลดลงจากปี 2563 ที่ 69.80 มวน) และเดือนมิถุนายน 73.41 มวน เฉลี่ยวันละ 2.14 มวน (เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่ 66.70 มวน)

 

โดยรวมแล้วในปี 2564 คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ทั้งหมด 1261.05 มวน ลดลง 9 มวน จากปี 2563 ที่ 1,270.07 มวน ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าปี 2564 อากาศดีกว่าปี 2563 เพียงเล็กน้อย

 

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการชี้ว่าควันพิษจากบุหรี่นั้นมีสารพิษมากกว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก

 

ข้อสังเกตเรื่องการเปรียบเทียบค่าฝุ่น PM2.5 และระดับคุณภาพอากาศของไทย

ในรายงานนี้อ้างอิงระดับความเป็นอันตรายต่อสุขภาพตามข้อเสนอของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เสนอให้ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 (PM2.5 Air Quality Index) โดยมีเกณฑ์ดังนี้ 0-50 คุณภาพอากาศดี, 51-100 คุณภาพปานกลาง, 101-150 มีผลต่อสุขภาพของกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ, 151-200 มีผลกระทบต่อสุขภาพ, 201-300 มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก, 301 อันตราย

 

โดยปกติแล้วการบอกระดับคุณภาพอากาศด้วยแถบสีและเกณฑ์การอธิบายว่าอากาศมีคุณภาพอย่างไร มักจะถูกใช้เทียบกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ซึ่งรวมความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5), ฝุ่นละองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10), ก๊าซโอโซน (O3), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)

 

การใช้ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เพื่อแสดงระดับคุณภาพอากาศนั้น จะมีเกณฑ์แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ตามแนวทางของ WHO มีการปรับแก้ค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงว่าไม่ควรเกิน 15 มคก./ลบ.ม. (จากเดิม 25 มคก./ลบ.ม.) ถ้ามากกว่านั้นถือว่าระดับ PM2.5 ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ในขณะที่ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 50 มคก./ลบ.ม. โดยที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย กำหนดไว้ที่ 35 มคก./ลบ.ม. และสิงคโปร์กำหนดไว้ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม.

 

โดยในประเทศไทยเอง จากข้อมูลของกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ค่า AQI 0-25 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 0-25, ค่า AQI 26-50 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 26-37, ค่า AQI 51-100 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 38-50, ค่า AQI 101-200 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 51-90 และค่า AQI มากกว่า 200 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 91 ขึ้นไป นั่นก็เท่ากับว่า ในไทยค่า AQI 101 ขึ้นไป หรือ PM2.5 51 ขึ้นไป จึงถือได้ว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และ AQI มากกว่า 200 หรือ PM2.5 91 ขึ้นไป จึงถือว่า ‘มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ 

 

และจากข้อมูลข้างต้นได้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การกำหนดค่าของไทยนั้นนอกจากจะไม่สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกแล้ว ยังเป็นการกำหนดค่าที่สูงกว่าในหลายๆ ประเทศ ทำให้แม้ค่าฝุ่น PM2.5 จะสูง แต่การให้ความหมายถึงระดับคุณภาพอากาศยังไม่ถือว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 

 

เปิดแผนการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ถูกจัดให้เป็นวาระปัญหาระดับชาติและในระดับเขตการปกครองในพื้นที่นั้นๆ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ ‘การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง’ เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ โดยมีแนวทางดังนี้

 

  • พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ
  • ทบทวนปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  • ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีในการติดตามตรวจสอบ การวิเคราะห์ และนวัตกรรม เพื่อลดมลพิษทางอากาศ
  • แก้ปัญหามลพิษข้ามชายแดน
  • จัดทำบัญชีระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังเป็นหนึ่งเดียว
  • พัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2564 ของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่า ในเรื่องการจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ใช้งบประมาณ 20,992 ล้านบาท และหากพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ซึ่งมีการกล่าวถึงในเอกสารดังกล่าวว่า 

 

“แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยขับเคลื่อนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ‘การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง’ และเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านช่องทางต่างๆ”

 

โดยมีแผนงาน/โครงการสำคัญ คือ 

 

  • กำหนดมาตรฐานการควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศของปริมาณรวมและเชิงพื้นที่
  • เร่งรัดการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่ยังเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • สร้างความเข้มแข็งในชุมชนในการติดตามตรวจสอบเฝ้าระวังป้องกันและแก้ปัญหามลพิษในพื้นที่ของตน
  • กำหนดมาตรการควบคุมปริมาณการจราจรหรือยานพาหนะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านคุณภาพอากาศและเสียง
  • มีระบบการแจ้งเตือนปัญหามลพิษทางอากาศที่สามารถเข้าถึงและทันเหตุการณ์

 

ในส่วนระดับพื้นที่นั้น เมื่อพิจารณากรุงเทพฯ จะพบว่ารับผิดชอบโดยสำนักสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2563 สำนักสิ่งแวดล้อมได้รับงบประมาณในด้านการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและเสียง 66,538,352 บาท และหากพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ซึ่งมีการกล่าวถึงในแผนปฏิบัติการประจำปี 2564 ว่า 

 

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีแนวโน้มสถานการณ์แตกต่างไปจากเดิม จะเห็นได้จากในปี 2562 กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากรถยนต์ ประกอบกับสภาพอากาศปิด ความกดอากาศสูง ทำให้ระดับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เกิดการสะสมตัวในบรรยากาศมากขึ้น โดยกรุงเทพฯ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระดมทุกภาคส่วนต่างๆ ฉีดพ่นน้ำเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว”

 

โดยมีแผนงาน/โครงการสำคัญ คือ 

 

  • ตรวจจับรถยนต์ควันดำในพื้นที่กรุงเทพฯ 
  • การตรวจวัดรถสองแถว (ในซอย) ควันดำร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 
  • ตรวจวัดมลพิษจากรถราชการในสังกัดกรุงเทพฯ 
  • รณรงค์ขอความร่วมมือเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถหมั่นบำรุงรักษาเครื่องยนต์ เพื่อลดมลพิษ 
  • ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมฝุ่นละอองและเสียง 

 

นอกจากนี้ยังพบการทำงานของกรุงเทพฯ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในด้านอื่นๆ เช่น โครงการการทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองสะสมในอากาศและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีการฉีดล้างผิวจราจร ทางเท้า สะพานลอยคนข้าม, เช็ดทำความสะอาดป้ายรถประจำทาง ที่พักผู้โดยสาร จุดสัมผัสร่วมต่างๆ บริเวณพื้นที่สาธารณะ, ฉีดล้างลดฝุ่นไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น 

 

รวมไปถึงโครงการ ‘แผนประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร’ ซึ่งอยู่ในแผนงบประมาณปี 2565 โดยการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ทั้งข่าว อินโฟกราฟิก บทความ สารคดี ฯลฯ เผยแพร่ผ่านสื่อสารมวลชนและสื่ออื่นๆ เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจนโยบายการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของกรุงเทพฯ ลดความไม่พอใจต่อสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของกรุงเทพฯ

 

สำรวจการเคลื่อนไหวด้านกฎหมายและภาคประชาชน

ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ‘การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง’ มีการกล่าวถึงการพิจารณาในด้านกฎหมายว่า ‘กำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก, ปรับปรุง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวมทั้งศึกษาความเหมาะสม เรื่องกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) รวมถึงการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดระเบียบการเผาภาคการเกษตร’ 

 

ในประเด็นเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด จากการรวบรวมข้อมูลของ iLaw (1, 2) พบว่าในช่วงปี 2563-2564 มีร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหามลพิษและเกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด รวม 5 ฉบับ ได้แก่ 

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย 
  2. ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. เสนอโดยหอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ, สมาคมการค้า, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม 
  3. ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. …. เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล
  4. ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. เริ่มโดยเครือข่ายอากาศสะอาด  
  5. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ 

 

โดยร่างกฎหมายสามฉบับแรกถูกปัดตกไปแล้ว ส่วนร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. จะยื่นรายชื่อประชาชน 24,000 คนต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 21 มกราคมนี้ และร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. ที่เสนอโดย ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ทางเว็บไซต์

The post เปิดข้อมูล ปี 2564 คนกรุงเทพฯ ‘สูดฝุ่นพิษ PM2.5’ เท่ากับ ‘การสูบบุหรี่’ 1,261 มวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มต้นเลิกบุหรี่ ‘Begin Again’ อีกครั้ง ด้วยคำปรึกษาจากเภสัชกรใกล้บ้านคุณ https://thestandard.co/begin-again-smoking-cessation-program/ Mon, 16 Nov 2020 08:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=420573 เลิกบุหรี่

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของ […]

The post เริ่มต้นเลิกบุหรี่ ‘Begin Again’ อีกครั้ง ด้วยคำปรึกษาจากเภสัชกรใกล้บ้านคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกบุหรี่

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทย ล่าสุดเมื่อปี 2560  พบว่าปัจจุบันมีคนไทยที่สูบบุหรี่ถึง 10.7 ล้านคน และ สูบเป็นประจำจนติดถึง 9.4 ล้านคน แม้จะมีผู้ที่เลิกบุหรี่ได้จำนวนมาก แต่ก็มีผู้สูบใหม่ทดแทน ทำให้ตัวเลขในแต่ละปีไม่ค่อยลดลงมากนัก

 

การสูบบุหรี่มีผลต่อสุขภาพอย่างแน่ชัด งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 20 เท่า และยังเพิ่มแนวโน้มการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล โรคความดันเลือดสูง โรคตับแข็ง โรคปริทนต์ โรคโพรงกระดูกอักเสบ เป็นต้น

 

การสูบบุหรี่นอกจากจะส่งผลต่อผู้สูบแล้ว ยังมีผลต่อสุขภาพของคนใกล้ตัว โดยเฉพาะเด็ก ครอบครัว จากรายงานของสมาคมอุรเวชช์ฯ พบว่า มีเด็กที่มีอาการภูมิแพ้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ภายใน 20 ปี

 

นอกจากนั้นราคาของบุหรี่ที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่มีผลกระทบด้านสุขภาพเท่านั้นยังมีผลกระทบกับค่าครองชีพของครัวเรือนที่ต้องเอาเงินไปซื้อบุหรี่อีกด้วย

 

ผู้ที่สูบบุหรี่ต่างเข้าใจผลเสียเหล่านี้ดี ทุกคนต่างไม่อยากให้เกิดผลเสียต่อคนที่เรารัก แต่การเลิกบุหรี่นั้นไม่ง่าย การเลิกบุหรี่ต้องใช้ความตั้งใจ และอดทนมาก

 

กลไกของการสูบบุหรี่อันเนื่องจากความเครียด เกิดขึ้นเพราะ สารนิโคตินที่สูบเข้าไป ทำให้เกิดสารที่สร้างความสุขและพึงพอใจในสมอง ทว่าเมื่อหมดฤทธิ์แล้วจะทำให้ผู้สูบต้องการสารนี้ไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ติดในที่สุด

 

การหักห้ามใจตัวเอง ไม่ให้เติมสารนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนที่พยายามเลิกบุหรี่คงเคยสัมผัสถึง การเกิดแรงต้านของร่างกาย จนพ่ายแพ้ให้กับความต้องการสูบมาแล้ว

 

แม้ว่า จะมีวิธีการทดแทนอย่างการใช้ หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ตัวหมากฝรั่งก็มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการเครียด เพราะการลดปริมาณนิโคตินลงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของผู้เลิกได้ ประกอบกับความไม่สะดวกในการเคี้ยวหมากฝั่งที่มีความยุ่งยาก ทำให้ผู้เลิกบุหรี่หลายคนลองหลายครั้งและบางรายก็เกิดการถอดใจไปในที่สุด

 

เลิกบุหรี่

 

ปัจจุบันการเลิกบุหรี่ด้วยการใช้ยาโดยคำแนะนำของแพทย์และเภสัช จึงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะยารักษาที่มีผลข้างเคียงน้อย และไม่เกิดปัญหาภาวะทางอารมณ์อีกด้วย โดยผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่สามารถปรึกษาแพทย์ หรือเภสัช เพื่อขอรับการดูแล จัดยาเพื่อที่จะช่วยค่อยๆ ลดภาวะติดนิโคตินอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสามารถเลิกบุหรี่ได้จริง แม้จะเป็นคนที่เคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง

 

หนึ่งในโครงการช่วยเลิกบุหรี่ด้วยการใช้ยาช่วยคือ “โครงการ Begin Again” เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยบริษัท Pfizer ซึ่งต้องการที่จะสงเสริมสุขภาพที่ และเสริมสร้างสถาบันครอบครัวของคนไทย โครงการนี้มีเป้าหมายให้ความรู้แก่คนที่เลิกบุหรี่ และ ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ให้เข้าถึงเภสัชกรร้านยาทั่วประเทศได้ โดยสร้างทัศนคติว่าการเลิกบุหรี่ เป็นเรื่องที่ทุกคน

 

เพราะโครงการนี้เชื่อว่า การเลิกบุหรี่ คือการมอบความสุขให้คนอื่น การให้ที่ยิ่งใหญ่คือการทำให้คนที่เรารักมีความสุข การที่เรากลับมาเป็น ฮีโร่ของครอบครัว  คุณได้ให้ครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้ง กอดก็เป็นกอดที่อบอุ่น จูบก็เป็นจูบที่ปลอดภัย  เป็นความรักและไว้ใจที่สามารถกลับมาเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง 

 

คุณสามารถเข้าร่วมโครงการ Begin Again ได้ด้วยการปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้านของคุณ

 

ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ หากคุณพร้อม ก็มีองค์กรที่ก็พร้อมช่วยเหลือคุณ ให้ประสบความสำเร็จไปพร้อมกันด้วย

 

 

 

The post เริ่มต้นเลิกบุหรี่ ‘Begin Again’ อีกครั้ง ด้วยคำปรึกษาจากเภสัชกรใกล้บ้านคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>