การสร้างคอนเทนต์ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 18 Nov 2025 15:29:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นญี่ปุ่น https://thestandard.co/lawson-drama-overtourism-japan/ Tue, 18 Nov 2025 12:12:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1144729 ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้น ญี่ปุ่น

กำลังเป็นกระแสร้อนแรง หลังอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทยถอดเสื้อ […]

The post ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้น ญี่ปุ่น

กำลังเป็นกระแสร้อนแรง หลังอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทยถอดเสื้อเต้นโชว์บนหลังคารถยนต์หน้า Lawson สาขาคาวากุจิโกะในญี่ปุ่น จนได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งในโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ โดยพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เพียงแต่ถูกมองว่า เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการซ้ำเติมปัญหา ‘การท่องเที่ยวที่เกินขีดจำกัด’ (Overtourism) ในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งคนท้องถิ่นกำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนจากนักท่องเที่ยวอย่างหนัก

 

ดราม่าครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของอินฟลูเอ็นเซอร์รายบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของ ‘จริยธรรมการสร้างคอนเทนต์’ และ ‘ความรับผิดชอบทางสังคม’ ของผู้มีอิทธิพลบนโลกดิจิทัลในปัจจุบัน

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ JapanSalaryman เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยภัทรพลระบุว่า ปัญหาที่นักท่องเที่ยวไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนญี่ปุ่นมักจะเกิดขึ้นในช่วงระยะหลังๆ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปญี่ปุ่น จนเกิดเป็นปัญหา ‘Overtourism’

 

“แม้จะมีนักท่องเที่ยวที่ดีจำนวนมาก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจจะยังไม่เข้าใจกฎกติกา และอาจทำผิดกฎหมายของญี่ปุ่น” ภัทรพลยังระบุว่า “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เห็นนักท่องเที่ยวไทยเป็นข่าวในลักษณะนี้ ชัดเจนขนาดนี้”

 

ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเป็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวหลังช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และความต้องการที่จะเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม โดยจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าญี่ปุ่นทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกเดือนในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3.26 ล้านคน หรือคิดเป็น 13% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนในปีที่แล้ว

 

แม้ว่าการท่องเที่ยวที่เกินขีดจำกัด (Overtourism) อาจจะสร้างเม็ดเงินและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันเสียงร้องเรียนของชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัญหานี้ก็เริ่มดังขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มากจนเกินไป อาจมีส่วนเพิ่มแนวโน้มการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เคารพทางวัฒนธรรมและกฎหมายของญี่ปุ่น เช่น การส่งเสียงดังในพื้นที่สาธารณะ การขีดเขียนหรือทำลายสาธารณสมบัติ รวมถึงการไม่เคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้อื่น

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นของญี่ปุ่น ได้ริเริ่มเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ล้นเกินขีดจำกัดนี้ เช่น การประกาศขึ้นภาษีโรงแรมในย่านท่องเที่ยวชื่อดัง ทำให้นักท่องเที่ยวอาจเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพักในอัตราที่สูงขึ้น, การติดตั้งสิ่งกีดขวางหรือกำแพงในบางจุด เพื่อลดหรือชะลอความแออัดของนักท่องเที่ยว รวมถึงการออกแคมเปญ ‘Mind Your Manners’ เพื่อเตือนให้นักท่องเที่ยวรักษามารยาท ไปจนถึงการจัดรถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่นของญี่ปุ่น

 

ภัทรพลอธิบายว่า รัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ดูแลคนต่างชาติโดยเฉพาะ และมีท่าทีที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะเข้มงวดกับคนต่างชาติที่ไม่รักษากฎหมาย เช่น การรุกล้ำพื้นที่ของคนญี่ปุ่น หรือการอยู่เกินวีซ่ากำหนด (Overstay) แล้วไปทำงานที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น โดยภัทรพลเชื่อว่า มาตรการการพิจารณาจำกัดวีซ่าหรือคัดจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศญี่ปุ่นนั้น น่าจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้

 

เสรีภาพในการสร้างคอนเทนต์ กับความรับผิดชอบทางสังคม

 

ผศ. ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า กระแสสังคมที่เกิดขึ้นค่อนข้างเป็นไปตามแนวทางที่คาดเดาได้อยู่แล้ว นั่นคือ ผู้คนจะเข้ามาแสดงจุดยืน ‘ต่อต้าน’ การกระทำดังกล่าว และในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) กับอินฟลูเอ็นเซอร์คนนั้นเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบของการทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ว่า เป็น ‘เทรนด์เลียนแบบ’ เพื่อเรียกยอด Engagement เพราะเห็นว่า คนอื่นทำแล้วได้ยอด Engagement เยอะ จึงทำต่อๆ กัน

 

อาจารย์เอกพลยังระบุว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เหล่านี้ มีเสรีภาพในการสื่อสารในแบบของตัวเอง แต่เสรีภาพนั้นต้องอยู่ในกรอบของ ‘ความรับผิดชอบ’ ด้วย อีกทั้งยังควรคำนึงถึงกฎกติกามารยาทของชุมชน รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

 

พร้อมเน้นย้ำว่า ปัจจุบันการเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้ง่าย ทำให้ใครๆ ก็มีพลังในการสื่อสารได้ แต่ก็ต้องใช้เครื่องมือและการสื่อสารนั้นอย่าง ‘มีความรับผิดชอบ’

 

สอดคล้องกับภัทรพลที่มองว่า ประเด็นสำคัญในการทำคอนเทนต์คือ ‘การเคารพกฎกติกาที่ค่อนข้างชัดเจนของแต่ละสถานที่’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นรักความสงบ และไม่ต้องการความเดือดร้อนวุ่นวายจากการใช้ชีวิตประจำวัน

 

ทั้งยังอธิบายว่า การกระทำของอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังคนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของญี่ปุ่นได้ หากมีคู่กรณี เนื่องจากบริเวณหน้าร้าน Lawson นั้นเป็นจุดที่ Sensitive มาก หากร้าน Lawson มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวขัดขวางการทำธุรกิจและสร้างความเดือดร้อน พวกเขาก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะมีคลิปวีดีโอเป็นหลักฐานชัดเจน

 

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และแนวทางปฏิบัติ

 

ภัทรพลแสดงความกังวลอย่างมากว่า พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่รักประเทศญี่ปุ่นมาก มีมารยาททางสังคม ค่อนข้างเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้าใจผิด และเกิด ‘การเหมารวม’ ว่า คนไทยเป็นแบบนี้ และเนื่องจากอินฟลูเอ็นเซอร์คนนี้มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก จึงอาจถูกตีความได้ว่า คนไทยที่ติดตามอยู่ให้การยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว

 

ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อถึงกรณีอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่แลนด์มาร์กชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ว่า เมื่อเราไปประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของประเทศนั้นๆ ซึ่งเราก็รู้ว่า ‘สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีระเบียบ’ เราต้องระมัดระวัง เพราะการไปแสดงพฤติกรรมแบบนั้น กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และเราไม่อยากให้กระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

 

เจ้าของเพจ JapanSalaryman ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยว หรือทำคอนเทนต์ในญี่ปุ่น โดยเน้นย้ำถึงวัฒนธรรม ‘การรักสงบ’ และ ‘การเคารพสิทธิส่วนบุคคล’ ของชาวญี่ปุ่น ดังนั้น หากถ่ายรูปหรือทำคอนเทนต์ใดๆ ไม่ควรให้ใบหน้าของคนญี่ปุ่นปรากฏอยู่ในภาพ หากไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงหลีกเลี่ยงการก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย หรือส่งเสียงดัง เพราะคนญี่ปุ่นรักความสงบมาก และต้องการดำเนินชีวิตตามธรรมเนียมเดิมอย่างปกติสุข หากแสดงพฤติกรรมใดที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว และความปกติสุขในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะเกิดดราม่าได้ง่าย

 

ส่วนอาจารย์เอกพลกล่าวทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำว่า อำนาจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้ชม หรือผู้รับสาร แม้ว่าในตอนแรก อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เหล่านี้จะทำเหมือนไม่สนใจใคร แต่ถ้ายอดไลก์ หรือยอด Engage ลดลง ก็จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน

 

ดังนั้น อำนาจในการต่อรองที่สำคัญ เพื่อให้ผู้มีอิทธิพลในโลกโซเซียลอย่าง อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เหล่านี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นนั้น อยู่ในมือของ ‘ผู้ชม หรือผู้รับสาร’ ทุกคน

 

อ้างอิง:

The post ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
5120 x 1080 อัตราส่วนวิดีโอใหม่ที่ครีเอเตอร์น่าลองใช้ https://thestandard.co/life/5120-x-1080-thin-video/ Fri, 26 Sep 2025 05:02:17 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1123222

5120 x 1080 อัตราส่วนวิดีโอใหม่ที่ครีเอเตอร์น่าลองใช้ & […]

The post 5120 x 1080 อัตราส่วนวิดีโอใหม่ที่ครีเอเตอร์น่าลองใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

5120 x 1080 อัตราส่วนวิดีโอใหม่ที่ครีเอเตอร์น่าลองใช้

 

ช่วงนี้ในโซเชียลกำลังฮือฮากับวิดีโอสัดส่วน 5120×1080 หรือที่หลายคนเรียกว่า thin video ซึ่งมาในรูปแบบจอกว้างบางเฉียบต่างจากคลิปแนวตั้งที่เราคุ้นตา ข้อดีคือมันช่วยให้คอนเทนต์ดูสะดุดตาทันทีในฟีดที่เต็มไปด้วยคลิปไซส์มาตรฐาน แถมยังให้ความรู้สึก Cinematic คล้ายจอภาพยนตร์ แถมช่วยให้การเล่าเรื่องในคลิปของเรามีมุมมองที่เหมือนภาพยนตร์มากขึ้น และยังได้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูจอ Ultra-Wide ที่ดูพรีเมียม

 

วิธีทำก็ไม่ซับซ้อน แค่ตั้งค่าอัตราส่วนวิดีโออยู่ที่ 5120×1080 สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านแอปตัดต่อบนมือถืออย่าง CapCut หรือใช้เทมเพลตจากแอป Canva ก็ได้ เพียงแค่นี้ก็ได้วิดีโอไวรัลสไตล์ใหม่ที่หลายคนกำลังทดลองเล่นกันแล้ว

 

ภาพ: Getty Images

The post 5120 x 1080 อัตราส่วนวิดีโอใหม่ที่ครีเอเตอร์น่าลองใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัยไหน ‘เยียวยา’ ด้วยคอนเทนต์? วัยไหน ‘ตามเทรนด์’? ฮาคูโฮโด เจาะลึก ทำไมคนไทยแต่ละวัย ‘อิน’ คอนเทนต์ต่างกัน? https://thestandard.co/hakuhodo-age-based-content-trends/ Fri, 21 Mar 2025 09:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1054782

เปิดผลวิจัยฉบับพิเศษประจำปี 2568 จากสถาบันวิจัยความเป็น […]

The post วัยไหน ‘เยียวยา’ ด้วยคอนเทนต์? วัยไหน ‘ตามเทรนด์’? ฮาคูโฮโด เจาะลึก ทำไมคนไทยแต่ละวัย ‘อิน’ คอนเทนต์ต่างกัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดผลวิจัยฉบับพิเศษประจำปี 2568 จากสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ที่เจาะลึกพฤติกรรมการบริโภคคอนเทนต์ของคนไทยในทุกช่วงวัย หลังพบว่าปี 2567 เป็นปีที่กระแสแฟนด้อมครองเมือง ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย จากปรากฏการณ์ไวรัลอย่าง ‘หมูเด้ง’ ไปจนถึงกระแสซีรีส์จีนและวายที่เป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม

 

ผลการศึกษาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงกว่า 1,200 คน อายุระหว่าง 20-59 ปี จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ชี้ชัดว่าคนไทยแต่ละช่วงวัยมีแรงจูงใจและพฤติกรรมการบริโภคความบันเทิงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นำมาสู่หัวข้อวิจัยพิเศษประจำปี 2568 ‘Content ต่างใจ เพราะวัยต่างกัน’

 

ผลการวิจัยเผยให้เห็นความแตกต่างชัดเจนว่า ในช่วงวัย 20 ให้ความสำคัญกับการเยียวยาความเศร้า หาความรู้สึกสร้างแรงบันดาลใจ และเติมพลังให้กับตัวเอง ขณะที่ช่วงวัย 30 ใช้เนื้อหาเพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นกระแสในโลกปัจจุบันและเติมเต็มอารมณ์ไปพร้อมกัน 

 

ส่วนช่วงวัย 40 หันมาเสพเนื้อหาเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตที่วุ่นวาย และที่น่าสนใจที่สุดคือ ช่วงวัย 50 มองว่าเนื้อหาเป็นช่องทางในการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและค้นหาความหมายของชีวิต

 

เมื่อลงลึกวิเคราะห์พฤติกรรมแบบเจาะจงกลุ่ม การศึกษาครั้งนี้ได้แบ่งผู้บริโภคออกเป็น 4 ช่วงวัย ซึ่งแต่ละช่วงอายุมีวิธีการเสพคอนเทนต์ที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง ราวกับพวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกคู่ขนานกัน

 

กลุ่มวัย 20+ หรือช่วงอายุ 20-29 ปี คือกลุ่มที่มอง ‘คอนเทนต์คือยาใจ’ พวกเขาเสพคอนเทนต์เพื่อ ‘เยียวยาความเศร้า’ สูงถึง 35% และ ‘หาแรงบันดาลใจและความตื่นเต้น’ 33% บ่งบอกถึงห้วงอารมณ์สับสนและความเหงาในห้วงการเปลี่ยนผ่านสู่โลกของผู้ใหญ่ กลุ่มนี้นิยมเนื้อหาโรแมนติก (+9) และมีความสนใจในศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรม (+7) เป็นวัยแห่งการสำรวจ ทดลอง และฝันให้ไกล

 

กลุ่มวัย 30+ หรือช่วงอายุ 30-39 ปี คือกลุ่มที่เสพคอนเทนต์แบบ ‘ไม่พลาดทุกเทรนด์’ เป็นช่วงวัยที่มีการบริโภคความบันเทิงที่หลากหลายและรอบด้านมากที่สุด โดยเหตุผลหลักคือเพื่อ ‘อัปเดตเทรนด์’ สูงถึง 32% และ ‘เยียวยาความเศร้า’ 27% พวกเขาต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องงาน ครอบครัว และชีวิตส่วนตัว จึงชื่นชอบคอนเทนต์เสียดสีชีวิตประจำวันแบบสะใจ ทั้งปัญหาในออฟฟิศแสนปวดหัว การเลี้ยงลูกจอมซน และเรื่องราวสมรภูมิรบในที่ทำงานที่ชวนหัวร้อน

 

กลุ่มวัย 40+ หรือช่วงอายุ 40-49 ปี คือกลุ่มที่ต้องการ ‘ฮีลใจ คลายกังวล’ มองคอนเทนต์เป็นทางออกของความเครียด ใช้เนื้อหาเพื่อ ‘ผ่อนคลายความเครียดและความกังวล’ 27% และ ‘เพื่อสนับสนุนคนที่ชอบหรือสิ่งที่ชอบ’ 26% หันมาสนใจเรื่องอาหารและการทำอาหาร (+3%) แต่ความสนใจในเนื้อหาโรแมนติกดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย (-7%) พวกเขาหิวกระหายคอนเทนต์ที่สนุก ไม่ต้องใช้สมองมาก และสร้างแรงบันดาลใจแบบผ่อนคลาย

 

กลุ่มวัย 50+ หรือช่วงอายุ 50-59 ปี คือกลุ่มที่เสพคอนเทนต์เพื่อ ‘เชื่อมใจครอบครัว’ ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสังคมและขนบธรรมเนียม เช่น เสียดสีสังคม การเมือง และศาสนา (+2%) โดยเหตุผลหลักคือ ‘เชื่อมโยงกับชุมชน’ สูงถึง 32% และ ‘เพื่อสนับสนุนคนที่ชอบหรือสิ่งที่ชอบ’ 30% 

 

พวกเขากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ ทั้งลูกเติบโตบินออกจากรัง หรือการเกษียณอายุที่ทำให้ชีวิตพลิกโฉม ทำให้พวกเขาแสวงหาคอนเทนต์ที่มอบความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบใหญ่

 

จากอินไซด์เหล่านี้ การศึกษายังได้เสนอแนวทางการสร้างแคมเปญที่จะตรึงใจแต่ละช่วงวัย อาทิ Create-able Entertainment ที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มวัย 20+ ได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และทดลองสิ่งแปลกใหม่, Realivant Entertainment ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อชีวิตอันแสนวุ่นวายของกลุ่มวัย 30+, Comfort-Vibe Entertainment ที่พาวัย 40+ ดำดิ่งสู่ห้วงความทรงจำอันอบอุ่นโรแมนติก และ Joy Join Entertainment ที่จุดประกายความสุขและแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับวัย 50+ ที่กำลังค้นหาเข็มทิศชีวิตครั้งใหม่

 

ผลสำรวจครั้งนี้ ยังมีนัยสำคัญต่อแบรนด์และนักการตลาด โดยแนะนำตัวอย่างแคมเปญที่น่าสนใจสำหรับแต่ละช่วงวัย เช่น Magic Hour ที่เปิดโอกาสให้วัย 20+ ได้ร่วมคิดไอเดียใหม่ๆ, Real or Reel ที่ชวนวัย 30+ แชร์โมเมนต์ Unfiltered ของชีวิต, Throwback Watch Party ที่พาวัย 40+ ย้อนกลับไปในยุค 80s และ 90s, From Our Time to Yours ที่ให้วัย 50+ ถ่ายทอดภูมิปัญญาในรูปแบบร่วมสมัย

 

ในยุคที่คอนเทนต์กลายเป็นอาวุธลับของนักการตลาดและเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางสังคม การเจาะลึกจิตวิทยาการบริโภคสื่อของแต่ละช่วงวัยจึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นกุญแจไขประตูสู่หัวใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้แค่ ‘ดู’ แต่กระหายที่จะ ‘รู้สึก’ อย่างลึกซึ้ง

The post วัยไหน ‘เยียวยา’ ด้วยคอนเทนต์? วัยไหน ‘ตามเทรนด์’? ฮาคูโฮโด เจาะลึก ทำไมคนไทยแต่ละวัย ‘อิน’ คอนเทนต์ต่างกัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook ไม่ใช้ Impressions แล้ว เปลี่ยนมาใช้ Views เป็นตัวชี้วัดหลักเหมือน Instagram https://thestandard.co/facebook-views-metric-instagram/ Wed, 20 Nov 2024 08:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1010726

Meta ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใน Facebook โดยหันมา […]

The post Facebook ไม่ใช้ Impressions แล้ว เปลี่ยนมาใช้ Views เป็นตัวชี้วัดหลักเหมือน Instagram appeared first on THE STANDARD.

]]>

Meta ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใน Facebook โดยหันมายึด ‘ยอดวิว’ (Views) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลักของคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ Instagram ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของ Facebook ที่ต้องการลดความซับซ้อนของระบบวัดผล และสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ใช้ที่หันมาบริโภคคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้น

 

เดิมที Facebook ใช้ตัวชี้วัดที่หลากหลายและแตกต่างกันไปตามประเภทของคอนเทนต์ เช่น จำนวนการเล่น การแสดงผล และการเข้าถึง ซึ่งสร้างความสับสนและยากต่อการวิเคราะห์ แต่หลังจากนี้ยอดวิวจะเป็นตัวชี้วัดหลักสำหรับทั้งโพสต์, รูปภาพ, ข้อความ, วิดีโอ และ Stories โดยนับจำนวนครั้งที่คอนเทนต์ปรากฏบนหน้าจอของผู้ใช้ รวมถึงการดูซ้ำ

 

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้คนหนึ่งเลื่อนดูรูปภาพเดียวกัน 3 ครั้งใน 1 วัน ระบบจะนับเป็น 3 ยอดวิวแทนที่จะเป็น 1 การแสดงผล (Impressions) เช่นเดียวกับ Stories ที่ยอดวิวจะนับรวมการดูซ้ำ ซึ่งอาจทำให้ยอดวิวสูงกว่าจำนวนการแสดงผลแบบเดิม

 

ส่วนวิดีโอจะเปลี่ยนชื่อตัวชี้วัด ‘เวลาในการรับชม’ (Watch Time) และ ‘เวลาในการรับชมเฉลี่ย’ (Average Watch Time) เป็น ‘นาทีที่รับชม’ (Minutes Viewed) และ ‘นาทีที่รับชมเฉลี่ย’ (Average Minutes Viewed) เพื่อให้สอดคล้องกับ Instagram และเข้าใจง่ายขึ้น

 

Meta เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ต้องการวัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อย่างไรก็ตาม Meta เตือนว่าวิธีการวัดผลแบบใหม่อาจทำให้ข้อมูลแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นผู้ใช้ควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการตีความข้อมูล ตัวอย่างเช่น ยอดวิวที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เป็นเพราะวิธีการนับที่เปลี่ยนไป

 

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเริ่มทยอยนำมาใช้ใน Meta Business Suite และ Professional Dashboard ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับแบรนด์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในการปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ เพื่อสร้างเอ็นเกจเมนต์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนแพลตฟอร์มของ Meta ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อ้างอิง:

The post Facebook ไม่ใช้ Impressions แล้ว เปลี่ยนมาใช้ Views เป็นตัวชี้วัดหลักเหมือน Instagram appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ปี YouTube ในประเทศไทย พบครองใจ Gen Z ไทย! 89% ยกให้เป็นแพลตฟอร์มโปรด https://thestandard.co/youtube-gen-z-thailand/ Thu, 13 Jun 2024 08:26:45 +0000 https://thestandard.co/?p=944805

YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำการฉ […]

The post 10 ปี YouTube ในประเทศไทย พบครองใจ Gen Z ไทย! 89% ยกให้เป็นแพลตฟอร์มโปรด appeared first on THE STANDARD.

]]>

YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำการฉลองครบรอบ 10 ปีในประเทศไทย ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ชมชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีอิทธิพลต่อแพลตฟอร์มอย่างมาก

 

ผลสำรวจจาก Kantar เผยให้เห็นว่า YouTube ครองใจผู้ชม Gen Z ในไทยอย่างท่วมท้น โดย 89% ยกให้เป็นแพลตฟอร์มโปรด และ 88% มองว่า YouTube ตอบโจทย์ความสนใจของพวกเขาได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเพลง เกม หรือคอนเทนต์อื่นๆ ที่ตรงใจ

 

พฤติกรรมการรับชมของ Gen Z ยังเป็นที่น่าสนใจ โดยพวกเขาใช้เวลากับ YouTube มากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยเฉพาะหลังเลิกเรียนหรือเลิกงาน และนิยมชมวิดีโอที่มีความยาวมากกว่าคลิปสั้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดและผู้สร้างคอนเทนต์ในการวางกลยุทธ์

 

นอกจากนี้ Gen Z ยังเป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สำคัญบน YouTube โดย Top 5 อินฟลูเอ็นเซอร์ที่ Gen Z ไทยชื่นชอบเป็น YouTuber ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ และเข้าถึงผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง

 

ที่น่าสนใจคือในงานดังกล่าว GMM Music หนึ่งในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของไทย เผยเคล็ดลับความสำเร็จบน YouTube ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พร้อมตัวเลขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดวิวรวมกว่า 140,000 ล้านวิว หรือมิวสิกวิดีโอกว่า 140 คลิปที่มียอดวิวทะลุ 100 ล้านวิว

 

ภาวิต จิตรกร ซีอีโอของ GMM Music เผยถึงการทำงานร่วมกับ YouTube อย่างใกล้ชิดในการใช้เครื่องมือและ Data เพื่อพัฒนาช่อง YouTube ของ GMM Music และในเครือ โดยมีรายได้จาก YouTube เติบโต 25% ในทุกปี และยอดผู้ติดตามเติบโต 40% ทุกปี รวมถึงรายได้จากโฆษณาก็โตเฉลี่ย 20% ด้วย

 

GMM Music ยังได้แบ่งปัน 8 เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จบน YouTube ได้แก่:

 

  1. ใช้ Data คาดการณ์ยอดวิว: นำข้อมูลจาก YouTube มาวิเคราะห์เพื่อทำนายแนวโน้มความสำเร็จของแต่ละคอนเทนต์ เช่น คาดการณ์ว่า MV เพลงหนึ่งจะมียอดวิว 30 ล้านวิวภายในระยะเวลา 50 กว่าวัน สุดท้ายได้ 31 ล้านวิว และยังประเมินว่าจะถึง 50 ล้านวิวใน 180 วัน
  2. เข้าใจแฟนคลับ: ศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ชม เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจและสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยยกตัวอย่างว่า หากจัดคอนเสิร์ต เป๊ก ผลิตโชค ในวันพรุ่งนี้ จะสามารถขายบัตรได้ประมาณ 13,200 ใบ
  3. ใช้ YouTube Shorts ดึงดูดผู้ชม: สร้างคลิปสั้นเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและนำผู้ชมไปสู่คอนเทนต์อื่นๆ
  4. เพิ่มยอดวิวแบบ Organic: ใช้เทคนิค SEO, การจัดการหน้าโฮม, เพลย์ลิสต์ และการเชื่อมโยงคอนเทนต์
  5. สร้างรายได้จากคลิปยาว: เน้นการสร้างคอนเทนต์ที่มีความยาวเพื่อเพิ่ม Watch Hours และรายได้จากโฆษณา
  6. โฟกัสคอนเทนต์ CPM สูง: เลือกสร้างคอนเทนต์ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง
  7. ใช้ Playlist และ Live Streaming: เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ชมและยืดอายุของคอนเทนต์
  8. สร้างโฆษณาจากข้อมูล: นำข้อมูลจากคอนเทนต์ที่ประสบความสำเร็จมาใช้ในการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ

 

YouTube Shorts: รูปแบบวิดีโอสั้นที่มาแรง

 

YouTube Shorts รูปแบบวิดีโอสั้นที่มีความยาวไม่เกิน 60 วินาที กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมียอดดูเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 130% ต่อวันเมื่อเทียบกับปี 2023 และมีจำนวนผู้ชมที่ล็อกอินเข้ามาดู YouTube Shorts เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35% ต่อวัน

 

ผู้ชมชาวไทย 98% ระบุว่า ดูทั้งคลิปสั้นและคลิปขนาดยาวบน YouTube โดย 80% มองว่า YouTube Shorts ตอบโจทย์ในการเจาะลึกเนื้อหาและหัวข้อเฉพาะที่พวกเขาสนใจ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ในการเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ และสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลาย

 

มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทยและเวียดนาม ย้ำว่า YouTube ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการศึกษา การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทยอีกด้วย

 

YouTube ช่วยให้นักเรียนนักศึกษาเข้าถึงหลักสูตรออนไลน์ เปิดโอกาสให้ชุมชนได้นำเสนอประเพณีอันดีงามของตน และช่วยให้นักเคลื่อนไหวมีพื้นที่ในการสร้างความตระหนักรู้ถึงประเด็นสำคัญต่างๆ

 

ปัจจุบันมีช่อง YouTube ในไทยที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนกว่า 1,000 ช่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและศักยภาพของครีเอเตอร์ไทย ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจ

 

AI: อนาคตของ YouTube และการสร้างสรรค์คอนเทนต์

 

YouTube มุ่งมั่นที่จะนำศักยภาพของ AI มาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม และช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ Dream Screen ที่ช่วยเพิ่มวิดีโอหรือภาพพื้นหลังลงใน Shorts ได้ง่ายๆ เพียงพิมพ์ไอเดียลงใน Prompt ซึ่งเป็นการนำ AI มาช่วยให้การสร้างสรรค์คอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายและสนุกมากขึ้น

 

YouTube ยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างมีความรับผิดชอบ โดยมีข้อกำหนดให้ครีเอเตอร์ต้องเปิดเผยต่อผู้ชม เมื่อเนื้อหาที่ดูสมจริงถูกสร้างขึ้นโดย Generative AI เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและช่วยปกป้องชุมชน YouTube

The post 10 ปี YouTube ในประเทศไทย พบครองใจ Gen Z ไทย! 89% ยกให้เป็นแพลตฟอร์มโปรด appeared first on THE STANDARD.

]]>
MrBeast จักรพรรดิยูทูเบอร์ ผู้พลิกโฉมหน้าวงการด้วยคอนเทนต์ ‘ยิ่งใหญ่ อลังการ ลุ้นระทึก’ จนสร้างรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/mrbeast-the-youtube-emperor/ Tue, 20 Feb 2024 13:02:25 +0000 https://thestandard.co/?p=902296

“สิ่งที่คนทำคอนเทนต์วิดีโอหลายคนมองข้ามไปมากที่สุดก็คือ […]

The post MrBeast จักรพรรดิยูทูเบอร์ ผู้พลิกโฉมหน้าวงการด้วยคอนเทนต์ ‘ยิ่งใหญ่ อลังการ ลุ้นระทึก’ จนสร้างรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

“สิ่งที่คนทำคอนเทนต์วิดีโอหลายคนมองข้ามไปมากที่สุดก็คือ ช่วงเวลา 10 วินาทีแรก” – จิมมี โดนัลด์สัน กล่าวถึงเทคนิคที่นำพาให้เขากลายมาเป็นหนึ่งในช่อง YouTube ที่มีคนดูมากที่สุดในโลก

 

ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง วิดีโอตัวหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวของชายหนุ่มและกลุ่มเพื่อนด้วยเงินตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถสร้างยอดการรับชมได้กว่า 52 ล้านครั้ง ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของยอดตีตั๋วชมภาพยนตร์ Barbie และ Oppenheimer ในตลอดระยะเวลาที่เปิดตัวสัปดาห์แรกเสียอีก

 

ผู้สร้างวิดีโอตัวดังกล่าวก็มิใช่ใครอื่น แต่คือ จิมมี โดนัลด์สัน (Jimmy Donaldson) ชายที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเขาบนแพลตฟอร์ม YouTube ในฐานะเจ้าของช่อง MrBeast ช่องที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 2 บน YouTube ตามจำนวนผู้ติดตาม (Subscribers) โดยมีมากถึง 239 ล้านราย เป็นรองเพียง T-Series ช่องของบริษัทผู้ผลิตเพลงและภาพยนตร์สัญชาติอินเดียที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1983 และมียอดผู้ติดตาม 259 ล้านราย 

 

MrBeast มีภูมิหลังมาอย่างไร? ทำไมคอนเทนต์แทบทุกอันของเขาถึงมียอดวิวถล่มทลายขนาดนั้น? จนเรียกได้ว่าค่าเฉลี่ยของแต่ละวิดีโอที่เขาปล่อยออกมามียอดชมอยู่ที่ 120 ล้านวิวกันเลยทีเดียว

 

นิตยสาร TIME ได้ออกบทความเรื่อง In The Belly of MrBeast เพื่อล้วงอินไซต์และเจาะเบื้องหลังความสำเร็จของชายที่หลายคนยอมรับว่า เขาคือหนึ่งในบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแห่งวงการการทำคอนเทนต์

 

ภาพ: Chris Buck / TIME

 

รู้จักกับชายที่มั่นใจว่าตัวเองทำให้ทุกอย่าง ‘ไวรัล’ ได้

 

สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นกับ MrBeast และกำลังสงสัยว่าเขาทำเนื้อหาประมาณไหน เบลินดา (Belinda) ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ ชวนให้ลองนึกแบบนี้ว่า มันเป็นสิ่งที่เด็ก 9 ขวบที่มีจินตนาการสูงหน่อยอยากจะทำ…แต่ถ้าพวกเขามีเงินมากพอนะ เพราะเนื้อหาในวิดีโอที่ MrBeast ทำนั้นแทบจะไม่มีอะไรที่เป็น ‘ธรรมดา’ เลย เช่น เขาเลือกให้เงินในจำนวนที่สามารถพลิกชีวิตคนคนหนึ่งได้ คนแปลกหน้า หรือท้าให้แขกในรายการเขาทำชาเลนจ์แปลกๆ อย่างเช่น การนอนในโลงที่จะถูกฝังไว้ใต้ดินเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ผู้แข่งขันก็จะได้รับรางวัลเป็นเงินก้อนโต

 

ในปี 2023 เขามียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้น 99 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขที่มากเป็น 2 เท่าของทุกๆ ช่องบน YouTube อีกทั้งช่องทางโซเชียลมีเดียของเขาอย่าง TikTok ก็มีผู้ติดตาม 93 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของแพลตฟอร์ม และอีกประมาณ 50 ล้านคนบน Instagram โดยทางเจ้าตัวประเมินว่า ตอนนี้ในปีปีหนึ่ง เขาน่าจะปรากฏตัวอยู่บนหน้าจอประมาณ 30,000 ล้านครั้งทั่วโลก คนดังระดับ ทอม เบรดี (Tom Brady) หรือ จัสติน ทิมเบอร์เลก (Justin Timberlake) ต่างก็เคยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอในช่องของเขาเหมือนกัน

 

“ณ จุดนี้ ผมจับทางได้แล้วและรู้ด้วยว่า ทำคอนเทนต์แบบไหนถึงจะได้ยอดดี ผมว่าผมสามารถทำให้อะไรก็ได้กลายเป็นไวรัล” MrBeast กล่าว

 

ความโด่งดังของ MrBeast นั้น ส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การเสพและผลิตเนื้อหาสื่อ โดยในอดีต กลุ่มคนเพียงหยิบมือเคยกุมอำนาจและคอยกำหนดข้อมูลที่คนสามารถรับชมและรับรู้ได้ แต่ตอนนี้ใครก็ออกมาผลิตคอนเทนต์ของตัวเองได้อย่างค่อนข้างเสรี และอีกส่วนก็คือความเข้าใจของ MrBeast ในอัลกอริทึม YouTube รวมทั้งแนวคิดการสร้างเนื้อหาอย่างแตกต่าง ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมและดูไม่ค่อยปลอดภัย

 

MrBeast อยู่บน YouTube มาแล้วกว่า 12 ปี และยังไม่มีทีท่าที่จะเผยให้เห็นถึงอาการหมดไฟหรือนึกไม่ออกว่าจะทำคอนเทนต์อะไร แต่ในทางกลับกัน เขาแสดงให้เห็นอยู่เสมอว่า ‘พลังและวินัย’ เป็นสิ่งที่นำพา MrBeast มาสู่เป้าหมายของเขา เป้าหมายที่หลายคนอาจจะมองว่าทะเยอทะยานเกินไป แต่เมื่อ MrBeast ถูกถามว่า “คุณคิดว่าทำไมคุณถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้?” คำตอบจากปากของเขาเรียบง่ายมากนั่นก็คือ เขาเลือกที่จะทำงานหนักและมุ่งมั่นกว่าคนอื่น

 

“โลกของการสร้างคอนเทนต์มันก็ไม่ต่างอะไรจากกงล้อที่หมุนไปเรื่อยๆ หมุนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และมันกดดันมาก เพราะเราต้องตามให้ทันอยู่ตลอดเวลา” 

 

นอกจากการผลิตคอนเทนต์วิดีโอแล้ว MrBeast ยังมีธุรกิจขนมช็อกโกแลตแท่งของตัวเองที่มีชื่อว่า Feastables โดยภายในปี 2023 ขนมจากแบรนด์นี้ได้เข้าไปตีตลาดในหลายประเทศแล้ว และ MrBeast คาดว่าปีนี้เขาจะสามารถทำรายได้จากส่วนนี้ส่วนเดียวถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.8 หมื่นล้าน

 

MrBeast กับผลิตภัณฑ์ขนมแท่งของเขา

ภาพ: PR Newswire

 

แถมยังมีขาธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำผ่านช่อง YouTube ‘Beast Philanthropy’ ซึ่งพยายามทำกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหาเจ้าของให้กับสุนัขที่ถูกทอดทิ้งกว่า 100 ตัว, บริจาครองเท้า 20,000 คู่ให้กับเด็กๆ ในทวีปแอฟริกา หรือจะเป็นการช่วยนำส่งอาหารมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 พันล้านบาท ให้กับคนที่ขาดโอกาส และอีกมากมาย 

 

ครีเอเตอร์ที่สร้างสรรค์ ทุ่มเท กล้าเสี่ยง และกันเอง

 

MrBeast ไม่ใช่แค่นักธุรกิจหรือครีเอเตอร์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง เพราะอย่างแรกเลยเขาไม่เคยคิดที่จะปกปิดรายได้ของตัวเอง ซึ่งต่อปีแล้วก็ประมาณ 600-700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.2-2.5 หมื่นล้านบาท

 

และเขาก็ไม่ได้มองว่าตัวเองร่ำรวยแต่อย่างไร “อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ แต่อาจจะมีสักวันที่ผมน่าจะกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่ารวย แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่แล้วเรานำเงินที่ได้มากลับไปลงทุนในโปรเจกต์ใหม่ๆ”

 

นอกเสียจากการใช้จ่ายอย่างมหาศาลในแต่ละครั้งเพื่อสร้างวิดีโอ เขายังทุ่มเทให้กับมันมากๆ อีกด้วย โดยเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ MrBeast ต้องออกมาประกาศบอกแฟนๆ ว่า เขาจำเป็นจะต้องเลื่อนการลงคลิปออกไป 1 สัปดาห์ เนื่องจากฟุตเทจมีความยาวถึง 12,000 ชั่วโมง และจำเป็นต้องใช้เวลาตัด ซึ่งสุดท้ายแล้วเวลาความยาวของคลิปจริงนั้นถูกตัดออกมาเหลือเพียง 15 นาทีเท่านั้น

 

ภาพ: MrBeast / X (Twitter)

https://twitter.com/MrBeast/status/1733548222906249437?lang=en 

 

ต้องบอกว่า MrBeast ค่อนข้างจะทุ่มสุดตัวและกล้าเสี่ยงไปกับสิ่งที่เขาทำ “เราใช้เงินจากรายได้โฆษณาเกือบทั้งหมดจำนวนมหาศาลลงทุนกลับไปในธุรกิจ จำนวนที่ผมยอมรับว่ามันอาจจะดูเกินไป จนไม่แปลกที่บางคนมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่สุดโต่งอย่างไม่ชาญฉลาด แต่สุดท้ายผลลัพธ์มันก็สำเร็จนะ” เขากล่าว

 

คลิปหลายตัวของ MrBeast แทบจะไม่เคยใช้ฉากหรือพร็อพเดิมซ้ำเลย ส่วนใหญ่จะหาใหม่หมด และในขณะที่อารมณ์ของคอนเทนต์ส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปทางการผจญภัยอันโลดโผน แต่กุญแจสำคัญที่ทำให้คนดูติดเขาเป็นเพราะ ‘ความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง’ ของสิ่งที่ MrBeast ทำ

 

เกรย์สัน โลแกน (Grayson Logan) เด็กชายวัย 11 ปี บอกกับนิตยสาร TIME ว่า เขาดู MrBeast ทุกวัน เพราะ MrBeast เป็นคนดีและช่วยเหลือคนอื่น “ผมชอบเพราะเขาดูอัธยาศัยดีมาก แถมยังให้เงินและช่วยคนหลายคนอีก”

 

‘Just-Folks’ หรือการทำคอนเทนต์ที่เน้นอารมณ์เป็นกันเองแบบเพื่อนทำให้เพื่อน คือเคล็ดลับความสำเร็จของ MrBeast 

 

เจสัน ซาวาเลตา (Jason Zavaleta) ผู้ผลิตภาพยนตร์ที่เคยร่วมงานกับ MrBeast กล่าวว่า “คนพวกนั้นเชื่อจริงๆ ว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นในอุตสาหกรรมบันเทิง” โดยทุกครั้ง MrBeast จะรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เมื่อได้ยินคำ เช่น ‘ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์’ เพราะมันฟังดูโหลและทางการเกินไป แต่เขาจะอยากให้ใช้คำว่า ‘FOFs’ (Friends of Friends) หรือเพื่อนของเพื่อนแทน

 

สิ่งที่ไม่คาดฝันในวัยเด็กที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต

 

เส้นทางชีวิตนักทำคอนเทนต์ของ MrBeast เริ่มต้นมาจากโรคตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘โครห์น’ (Crohn’s Disease) โดยในตอนนั้น ซูซาน พาริเชอร์ (Susan Parisher) แม่ของเขา บอกว่า MrBeast เคยเป็นนักกีฬาเบสบอลดาวรุ่งของโรงเรียน แต่โรคที่นำมาสู่การอักเสบเรื้อรังตลอดทางเดินอาหาร ก็ไม่อาจทำให้เด็กชายคนนี้เดินต่อไปในสายอาชีพกีฬาได้อีกต่อไป แม้ว่าเขาจะพยายามฝืนตัวเองแล้วก็ตาม และแม่ของเขาก็จำต้องแบกรับความทุกข์ใจของลูกที่ไม่ได้ทำตามฝัน “มันเป็นช่วงเวลาที่ยากมาก” เธอกล่าว

 

แต่ท่ามกลางความผิดหวัง เด็กชายคนนี้ก็หันมาสนใจสื่อวิดีโอแทน จนในที่สุดเมื่อปี 2012 ตอนอายุ 13 ปี MrBeast ก็ได้เริ่มทำช่อง YouTube ของตัวเองเป็นอันแรก และ 1 ปีหลังจากนั้นก็เริ่มช่องที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน

 

ในเวลา 3 ปีหลังจากนั้น คริส ค็อกกินส์ (Chris Coggins) อดีตอาจารย์สอนภาษาอังกฤษและโค้ชเบสบอล เล่าความทรงจำที่เขามีต่อ MrBeast ว่า ครั้งหนึ่งเด็กคนนี้ออกมานำเสนองานหน้าห้องที่มีหัวข้อเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับระบบอัลกอริทึมของ YouTube ซึ่งใจความสำคัญของการนำเสนอครั้งนั้นคือ เทคนิคการเลือกใช้คำเพื่อให้ได้ยอดวิวที่สูงขึ้น “จะมีเด็กมัธยมสักกี่คนที่เข้าใจเรื่องแบบนี้ตอนปี 2015?” คริสกล่าวด้วยความรู้สึกทึ่ง

 

ต่อมาในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย MrBeast ก็สอบติดที่ Pitt Community College แต่เขาก็ไม่ค่อยได้เข้าเรียนสักเท่าไร ด้วยเหตุผลที่เขาคิดว่า ตัวเขาสามารถเรียนรู้อะไรได้มากกว่าจากการใช้เวลาไปกับ YouTube ซึ่งพอมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วมันก็เป็นการตัดสินใจที่ดูคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะความเข้าใจในอัลกอริทึม YouTube ของ MrBeast ถือว่าอยู่ในระดับ ‘ปรมาจารย์’ ในหมู่คนทำวิดีโอด้วยกัน และในทุกคลิปของ MrBeast เขาจะต้องมั่นใจว่าคนดูจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายใน 10 วินาทีแรก

 

ดาบสองคม

 

ความเข้าใจ YouTube และพฤติกรรมคนดูอย่างละเอียดไม่เพียงแต่จะทำให้ MrBeast มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังทำให้บางคนหันกลับมาสะท้อนถึงงานที่ตัวเองทำอยู่ด้วย โดย นีโอ (Neo) อดีตผู้ร่วมงานกับ MrBeast ให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า แม้เขาจะรักการทำงานกับผู้ชายคนนี้ แต่ด้วยอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับ ‘การทำให้คนดูเสพติดเรานานที่สุด’ เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากวงการ 

 

“อัลกอริทึมพวกนี้มันคือภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสังคม แต่เพื่อโฆษณา” นีโอกล่าวถึงเหตุผลที่ระบบของ YouTube ทำให้โจทย์ของคนสร้างคอนเทนต์กลายเป็นการค้นหาวิธีที่จะทำให้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มนานที่สุด ซึ่งนีโอไม่เห็นด้วยและมองว่ามันอันตรายต่ออนาคต

 

อย่างไรก็ตามนีโอยืนยันว่า เขาไม่ได้เลือกจะลาออกเพราะตัว MrBeast แต่เพราะแพลตฟอร์มที่บังคับให้เขาต้องเข้าใจวิธีรักษาคนดูและหาทางทำให้วิดีโอตัวต่อไปดูน่าโหยหามากขึ้นไปอีก

 

นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เคยถูกเชิญร่วมรายการกับ MrBeast อธิบายถึงประสบการณ์การถ่ายที่เรียกร้องมากเกินไป และพนักงานภายในเองก็บ่นว่า วัฒนธรรมการทำงานในองค์กรนั้นเต็มไปด้วยการบูลลี่และกลั่นแกล้งกัน แถมยังมีบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียดอีกด้วย

 

“ทุกคนอยู่ในสภาวะที่อยู่ในความกลัวตลอด กลัวว่าพวกเขาอาจจะถูกเลิกจ้างได้ในทุกเวลา เพราะแต่ละครั้งฟีดแบ็กงานที่มีให้มันไม่ชัดเจน ทำให้การจะเข้าใจผลงานที่เราทำไปยิ่งยากขึ้นอีก” หนึ่งในอดีตพนักงานของ MrBeast กล่าว

 

บางคนถึงกับพยายามบอกหัวหน้าฝ่ายบุคคล ซึ่งก็คือแม่ของ MrBeast ว่า พนักงานเริ่มไม่มีความสุขกับงานแล้ว และถ้าระบบการทำงานเป็นแบบนี้ สักวันหนึ่ง MrBeast อาจจะไม่เหลือคนทำงานด้วย เพราะการจะประสบความสำเร็จในบริษัทนี้ได้คือ การทุ่มให้สุดตัวโดยไม่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ทีมวางแผนมา และต้องยอมทำงานหนักมากๆ เพื่อที่จะอยู่ทำงานต่อไป

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า MrBeast เป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดบน YouTube คนหนึ่ง และในมุมของเขา แม้บางคนจะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ MrBeast ทำ แต่เขาเลือกที่จะมองว่าผลงานเขาเป็นอะไรที่ให้แรงบันดาลใจกับเด็กๆ โดยให้เหตุผลว่า ตัวอย่างที่เขาแสดงให้สังคมเห็นนั่นคือเขาเป็นคนคนหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน 

 

หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็กของ MrBeast ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักกีฬามืออาชีพ ตอนนี้ความฝันนั้นได้เปลี่ยนแล้ว

 

“ผมอยากเป็นครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์ที่เก่งที่สุด”

 

ในท้ายที่สุดแล้ว นักกีฬามีข้อจำกัดเรื่องร่างกายที่เสื่อมไปตามอายุขัย แต่เมื่อตอนนี้ MrBeast หันมาโฟกัสในอาชีพที่ไม่มีข้อจำกัดนั้นแล้ว คงมีแค่ความสร้างสรรค์ในตัวของเขาเองที่จะเป็นตัวตัดสินว่า อาณาจักรของเขาจะไปต่อได้ขนาดไหนหรือจะหยุดลงเมื่อไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ภาพ: Vivien Killilea / Getty Images for TikTok

อ้างอิง:

The post MrBeast จักรพรรดิยูทูเบอร์ ผู้พลิกโฉมหน้าวงการด้วยคอนเทนต์ ‘ยิ่งใหญ่ อลังการ ลุ้นระทึก’ จนสร้างรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่อให้ผลิตคอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีเครื่องมือ MarTech มาช่วยวางกลยุทธ์ คอนเทนต์นั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย พบ ‘คลิปตลก’ ได้เอ็นเกจเมนต์สูงสุด https://thestandard.co/martech-association-content-strategy/ Thu, 14 Dec 2023 06:37:48 +0000 https://thestandard.co/?p=876656 MarTech

ถึงวันนี้ต่อให้หลายคนผลิตคอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีเครื่ […]

The post ต่อให้ผลิตคอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีเครื่องมือ MarTech มาช่วยวางกลยุทธ์ คอนเทนต์นั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย พบ ‘คลิปตลก’ ได้เอ็นเกจเมนต์สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
MarTech

ถึงวันนี้ต่อให้หลายคนผลิตคอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีเครื่องมือมาช่วยวางกลยุทธ์ ก็อาจทำให้คอนเทนต์นั้นไปไม่ถึงผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคการแข่งขันการตลาดที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีเครื่องมือการตลาดจำนวนมากที่นำมาช่วยวิเคราะห์ เพื่อหากลุ่มเป้าหมายและแนวทางในการพัฒนาคอนเทนต์ต่อจากนี้

 

สมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์จับมือ MarTech Association ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดอบรมเสริมทักษะยุคดิจิทัลภายใต้หัวข้อ ความสำคัญของ ‘MarTech’ กับอุตสาหกรรมสื่อดิจิทัลในยุค Digital Era หรือยุคดิจิทัล ที่เป็นการเรียกรวมๆ ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

 

โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันทุกๆ ธุรกิจได้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลากหลายท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมากขึ้น หลายองค์กรเริ่มนำเครื่องมือ MarTech เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และต่อยอดกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้แบรนด์มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง รักษา และตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุดที่สุด 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่น่าสนใจคือ จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ นายกสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด MarTech ที่มาฉายภาพถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการตลาด ซึ่งจริงๆ แล้วเครื่องมือ MarTech สามารถทำให้เห็นประโยชน์จากข้อมูลโซเชียลมีเดียตามด้วยการสร้างวัฒนธรรมในการให้ข้อมูล เข้าใจข้อมูลเชิงลึก และแบ่งลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้ชัดเจน รวมถึงช่วยให้หาไอเดียใหม่ในการสร้างเนื้อหาการทำตลาด การโฆษณา และการทำ SEO ได้ 

 

หากเจาะลงมาถึง Customer Segmentations เข้าใจข้อมูลเชิงลึกและแบ่งลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ Nike จะโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่เล่นกีฬาและชอบการออกกำลังกาย เพื่อสร้างรอยัลตี้แบรนด์และความสัมภาษณ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า โดยใช้กลยุทธ์นำนักกีฬาที่เป็นนักแสดงชื่อดังมาใช้โฆษณาสินค้า

 

เช่นเดียวกับ เกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wisesight กล่าวต่อถึงช่องทางการใช้โซเชียลมีเดียที่ธุรกิจเลือกใช้ ปัจจุบันมี 5 แพลตฟอร์ม เริ่มตั้งแต่อันดับสูงสุด คือ Facebook ตามด้วย X (Twitter) รองลงมาคือ Instagram, YouTube และ TikTok หากย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน แบรนด์จะให้ความสำคัญกับ Facebook มาเป็นอันดับต้นๆ แต่วันนี้เริ่มเปลี่ยนมา Instagram และ X (Twitter) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนรุ่นใหม่ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

 

“แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกใช้ Facebook ไปเลย จริงๆ แล้วสาเหตุที่แบรนด์ยังทำตลาดอยู่ในแพลตฟอร์มคือจำเป็นต้องอยู่ เพราะรู้ว่าผู้บริโภคอยู่ตรงนั้น”

 

ดังนั้นคอนเทนต์ที่จะผลิตไปในแต่ละแพลตฟอร์มจะไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่เห็นแบรนด์จะทำคอนเทนต์แบบเดิมๆ ในธุรกิจสื่อก็เจอเหมือนกัน เราจะผลิตคอนเทนต์อย่างไรให้ใช่ ให้ปัง ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนเร็ว ดังนั้นใครเรียนรู้เร็วกว่าชนะ ใครทำเป็นก่อนได้เปรียบ ขณะเดียวที่แพลตฟอร์ม TikTok ก็มีเริ่มมีจำนวนแอ็กเคานต์เพิ่มขึ้น 70% 

 

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคอนเทนต์จะปัง ซึ่งปัจจุบันการผลิตคอนเทนต์ให้ปังและได้รับยอดเอ็นเกจเมนต์สูงสุดในปี 2023 คือคลิปตลกที่สูงถึง 37% ตามด้วยคลิปสัตว์  7% คลิปเพลง คลิปรีวิวอาหาร และคลิปเด็ก 6% ส่วนคลิปทำอาหาร 5% และคลิปคนหน้าตาดี 3% ซึ่งคลิปวิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นคลิปที่มีความยาวมากกว่า 1นาที 

 

รวมไปถึงคอนเทนต์คู่จิ้นที่ยังได้รับความนิยม เห็นได้จากเอ็นเกจเมนต์รวมมากถึง 1,237 ล้านครั้ง และถูกพูดถึงบนช่องทางโซเชียลมีเดียมากกว่า 4 ล้านข้อความ ดังนั้นการเลือกเครื่องมือ MarTech ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยให้คอนเทนต์ไปถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้ตรงจุดที่สุด

 

อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจคือ คอนเทนต์ที่เรามีอยู่แล้วจะสามารถไปตอบโจทย์มาร์เก็ตเตอร์ได้หรือไม่ ณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ CEO & Founder Predictive ฉายภาพว่า เราต้องพยายามเก็บข้อมูลหาอินไซต์ออกมา เราจะรู้ว่าทาร์เก็ตคือกลุ่มไหน และถ้าเริ่มเก็บขอ้มูลเชิงลึกเราจะสามารถตั้งราคาได้สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแบรนด์สื่อ สามารถเก็บข้อมูลของเซเลบริตี้ได้ประมาณ 1,000 คน จะทำให้ดึงคนเข้ามาอ่านเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ได้

 

สเต็ปถัดไปก็ไปกำหนดกลยุทธ์ มองกลุ่มเป้าหมายว่าคนที่ชอบรถยนต์ที่ชอบสุขภาพด้วยเราจะสามารถสร้างคอนเทนต์ออกมาตอบโจทย์ได้อย่างไร เพราะบางคนไม่ต้องการเห็นโฆษณาและยอมจ่าย หรือมีการทำแคมเปญพาร์ตเนอร์ ซึ่งสำคัญมากๆ แต่เราต้องรู้ว่าดาต้าเรามีจุดแข็งและแตกต่างจากคนอื่น

 

สุดท้ายแล้วเครื่องมือ Digital Marketing ตลอดจนเครื่องมือในการทำ SEO หรือแม้แต่เครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณา เครื่องมือสำหรับทำคอนเทนต์ ที่ปัจจุบันมีอยู่หลากหลาย สามารถเป็นตัวช่วยให้หลายๆ ธุรกิจเดินหน้าแซงคู่แข่งได้เลยทีเดียว

The post ต่อให้ผลิตคอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีเครื่องมือ MarTech มาช่วยวางกลยุทธ์ คอนเทนต์นั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย พบ ‘คลิปตลก’ ได้เอ็นเกจเมนต์สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอนเทนต์ไทยฮอต! เพราะอะไรบริการวิดีโอสตรีมมิงจึงหันมาสร้างคอนเทนต์ไทย? https://thestandard.co/video-streaming-service-thai-content-creating/ Thu, 19 Oct 2023 03:36:30 +0000 https://thestandard.co/?p=856314 วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรียกได้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของหลายสิ่ […]

The post คอนเทนต์ไทยฮอต! เพราะอะไรบริการวิดีโอสตรีมมิงจึงหันมาสร้างคอนเทนต์ไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรียกได้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะวงการสื่อ ที่เราได้เห็นสื่อแบบดั้งเดิมเริ่มล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่สื่อทรงอิทธิพลอย่างโทรทัศน์ที่เริ่มมีข่าวลดต้นทุนการผลิตลง และดูเหมือนบริการสตรีมมิงจะกลายเป็นของสามัญประจำบ้านเข้ามาแทนที่ จนเกิดปรากฏการณ์สร้างคอนเทนต์ไทยในแทบทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น

 

ในปี 2565 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน มีจำนวนผู้ชมวิดีโอสตรีมมิง หรือ Over-The-Top (OTT) มากกว่า 200 ล้านคน เฉลี่ยในการเข้าชมประมาณ 48.6 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน และผู้ชมทั้งหมดมีการชมคอนเทนต์ประมาณ 97 พันล้านชั่วโมงต่อเดือน โดยคาดการณ์กันว่าปี 2566 อุตสาหกรรม OTT จะมีมูลค่าประมาณ 3.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 14% เลยทีเดียว แน่นอนว่านี่คือตลาดที่หอมหวาน ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันสูงเช่นกัน จึงทำให้ OTT หลายเจ้าหันมาผลิต Original Content ของตัวเองเพื่อกำหนดทิศทางคอนเทนต์แบบที่หาดูที่อื่นไม่ได้แน่นอน

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

HUNGER คนหิว เกมกระหาย

ภาพ: Netflix

 

ข้อดีอย่างแรกของการทำ Original Content คือการได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ขยายไปสู่กิจกรรมทางการตลาดและการหารายได้ในทางอื่นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Disney ที่พัฒนาคอนเทนต์ของตัวเองไปสู่ของที่ระลึกและธีมพาร์ก สร้างรายได้มหาศาล สิ่งนี้คือสิ่งที่ Netflix เคยฝันถึง และเพิ่งประสบความสำเร็จจาก Squid Game (2021) ที่ตอนนี้แตกไลน์ไปเป็น Squid Game The Challenge รายการเรียลิตี้โชว์ เงินรางวัลสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 165 ล้านบาท และกำลังจะสตรีมมิงในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ รวมทั้งกำลังจะเปิดร้านค้าปลีกภายใต้ชื่อ ‘Netflix House’ ที่ขายอาหาร เสื้อผ้า ไปจนถึงลองฝ่าด่านใน Squid Game ที่สหรัฐอเมริกาในปี 2025 ก่อนขยายไปทั่วโลก

 

อย่างต่อมาคือการสร้าง Original Content ท้องถิ่น คือการเข้าสู่ตลาดระดับแมสได้มากยิ่งขึ้น และยังมีโอกาสขยายไปสู่สมาชิกในประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย ตัวอย่างความสำเร็จของคอนเทนต์ไทยในระดับโลกที่เห็นชัดๆ ก็คือซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ทาง Netflix ที่ติดอันดับผู้ชมมากที่สุดในหลายประเทศ แม้จะเคยเป๋ๆ ไปกับซีรีส์เรื่อง เคว้ง แต่ในที่สุดโปรเจกต์ ‘ทีไทย ทีมันส์’ ของ Netflix ที่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้วก็เล็งเข้าเป้าอยู่หลายเรื่อง อย่างเช่นซีรีส์ DELETE ที่ขึ้นอันดับสูงสุดที่อันดับ 6 บนชาร์ต Netflix Top 10 ในหมวดรายการทีวีภาษาต่างประเทศ และติด Netflix Top 10 ในอีก 29 ประเทศทั่วโลก, HUNGER คนหิว เกมกระหาย ติดอันดับ 1 จาก 53 ประเทศทั่วโลกในหมวดหมู่ภาพยนตร์ Netflix บนเว็บไซต์ FlixPatrol เป็นต้น

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย 

CHUANG ASIA

ภาพ: WeTV

 

ขณะที่ WeTV ผลิตคอนเทนต์ไทยมาแล้ว 15 เรื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ออริจินัลซีรีส์เรื่อง เมียหลวง ได้รับความนิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยการครองอันดับ 1 ในหลายพื้นที่ ทั้งไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยซีรีส์ ค่อยๆ รัก Step By Step และกำลังจะมีโปรเจกต์ปิดท้ายปลายปีกับ เด็กฝึกหน้าใส เติมหัวใจนายหญิง (Intern In My Heart) ว่าด้วยเรื่องราวรักต่างวัยของดีไซเนอร์สาวใหญ่ (คริส หอวัง) กับเด็กฝึกงานสุดหล่อ (บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ) ออกอากาศพร้อมกันกับประเทศจีน ส่วนในปีหน้าก็กำลังจะมีรายการ CHUANG ASIA รายการไอดอลเซอร์ไวเวอร์ชื่อดังจาก Tencent Video ที่ได้ แจ็คสัน หวัง มารับหน้าที่ Lead Mentor ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

 

ทางด้านของ Viu ก็เจาะกลุ่มตลาดระดับแมสมานานแล้วด้วยซีรีส์พากย์เสียงท้องถิ่นทั้งภาษาอีสานและภาษาเหนือ โดยในปีนี้เปิดไลน์อัพซีรีส์ออริจินัลไทยอย่าง Love Me Again อีกครั้ง ฉันรักเธอ, Return Man ยอดรัก นักทวงคืน, Get Rich เปิด | โรงเรียน | ปล้น และที่กำลังจะตามมาคือ SHADOW เงา / ล่า / ตาย รวมทั้ง Close Friend โคตรแฟน 3 Soju Bomb! ที่ใช้นักแสดงรุ่นใหม่ในสังกัดของ Viu จากโปรเจกต์ Viu Talent มาร่วมแสดง และที่น่าตื่นเต้นคือการประกาศรีเมกซีรีส์ Reborn Rich ในเวอร์ชันไทย

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

My Undercover Chef มือปราบกระทะรั่ว

ภาพ: Prime Video

 

ขณะที่ HBO GO เปิดตัว MarkKim + Chef รายการที่ติดตาม หมาก-ปริญ สุภารัตน์ และ คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส คู่รักซูเปอร์สตาร์ ไปเรียนรู้การทำอาหารกับเหล่าเซเลบริตี้เชฟชื่อดังของไทยจำนวน 10 ตอนไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเพิ่งเปิดตัวซีรีส์เรียลิตี้ Deane’s Dynasty ของ ลิเดีย และ แมทธิว ดีน กับเรื่องราวดราม่าและชีวิตครอบครัวของพวกเขา

 

ทางด้าน Prime Video ก็สร้างความฮือฮาด้วยการปล่อยภาพแรกของ Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า การร่วมงานกันระหว่าง ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ เบลล่า-ราณี แคมเปน พร้อมกับเปิดโปรเจกต์ ‘แกะกล่องไทยบันเทิง’ สตรีมคอนเทนต์ไทย 13 รายการ ตลอด 13 สัปดาห์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ ละคร และคอนเสิร์ต โดยเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Kitty the Killer ไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

The Office Games ร้อยเล่มเกมส์ออฟฟิศ

ภาพ: Prime Video

 

ที่น่าสนใจคือในจำนวนนี้มีผลงานของ BEC Studio บริษัทโปรดักชันในเครือช่อง 3 ที่หันมาผลิตผลงานแบบ Exclusive ป้อนให้กับแพลตฟอร์ม คือละครเรื่อง The Office Games ร้อยเล่มเกมส์ออฟฟิศ สะท้อนชีวิตมนุษย์ออฟฟิศที่พยายามดิ้นรนไปสู่ความสำเร็จ นำแสดงโดย มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และ นนกุล-ชานน สันตินธรกุล และละคร My Undercover Chef มือปราบกระทะรั่ว เรื่องราวของมือปราบหัวร้อนที่ถูกพักงาน จึงแฝงตัวเป็นเด็กเสิร์ฟเพื่อจับนักค้ายาเสพติดแต่จับพลัดจับผลูต้องพัฒนาชุมชนเป็นย่าน Street Food นำแสดงโดย เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และ เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ นับเป็นการเดินเกมตามแผนธุรกิจใหม่ตามที่ประกาศว่าจะหารายได้ทางอื่นนอกเหนือจากสถานีโทรทัศน์อีกด้วย

 

ว่ากันตามจริง เรื่องโปรดักชันด้านบันเทิงของไทยถือว่าดีในภูมิภาคเอเชีย อาจจะมีปัญหาเรื่องบทและการตอบรับของคนดูในท้องถิ่นอยู่บ้าง เพราะหากอยากได้งานยอดนิยมระดับแมสก็อาจจะลดความซับซ้อนของบทลง แต่เมื่อการเข้ามาแข่งขันเรื่องคอนเทนต์ไทยของแพลตฟอร์มต่างๆ สิ่งที่น่าจะได้เห็นต่อไปในอนาคตคือผลงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น เฉพาะกลุ่มมากขึ้น ก็น่าจะสร้างมิติใหม่ให้วงการบันเทิงไทยได้ไม่น้อยทีเดียว ติดอยู่เรื่องเดียวคือทุกคนมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมง…แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปดูหมดกันล่ะเนี่ย

 

อ้างอิง:

The post คอนเทนต์ไทยฮอต! เพราะอะไรบริการวิดีโอสตรีมมิงจึงหันมาสร้างคอนเทนต์ไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชีวิตในโลก Tech Reviews ของคิว-เตมี คุปต์ธนโรจน์ https://thestandard.co/tech-reviews-qtaymee-microsoft-surface-laptop-studio/ Thu, 30 Jun 2022 11:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=648446 Q TAYMEE

ท่ามกลางการแข่งขันกันในโลกแห่งคอนเทนต์ คิว-เตมี คุปต์ธน […]

The post ชมคลิป: ชีวิตในโลก Tech Reviews ของคิว-เตมี คุปต์ธนโรจน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Q TAYMEE

ท่ามกลางการแข่งขันกันในโลกแห่งคอนเทนต์ คิว-เตมี คุปต์ธนโรจน์ เจ้าของช่อง Q TAYMEE ช่อง Tech Reviews จากประสบการณ์การใช้งานจริง ต้องทำอย่างไรเพื่อสร้างคอนเทนต์ให้ตรงใจคนดู และด้วยรูปแบบการทำงานที่ทั้งคิดเอง ถ่ายเอง ตัดต่อเอง ทำให้เขาต้องการผู้ช่วยที่ทำให้งานทุกอย่างราบรื่น

 

ร่วมตามติดภารกิจ 1 ชั่วโมงกับการทำงานของคิว เตมี กับ Microsoft Surface Laptop Studio ผู้ช่วยคนสำคัญที่ปรับโหมดการทำงานได้หลากหลาย และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การทำงาน

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์ Surface และสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายทั่วไปที่ Banana IT, JIB, DKAN, IT City,  Power Buy และ Shopee Microsoft Authorized Store

 

[ADVERTORIAL]

The post ชมคลิป: ชีวิตในโลก Tech Reviews ของคิว-เตมี คุปต์ธนโรจน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนไม่ไหวแล้ว! Instagram ลงทุนขอร้องเหล่าผู้ใช้งานให้ ‘หยุดรีโพสต์’ คอนเทนต์จาก TikTok ไปยัง Reels https://thestandard.co/instagram-reels-repost-by-tiktok/ Fri, 22 Apr 2022 05:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=620060 instagram reels

ดูเหมือนว่า Instagram จะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงออกมาส่งสั […]

The post ทนไม่ไหวแล้ว! Instagram ลงทุนขอร้องเหล่าผู้ใช้งานให้ ‘หยุดรีโพสต์’ คอนเทนต์จาก TikTok ไปยัง Reels appeared first on THE STANDARD.

]]>
instagram reels

ดูเหมือนว่า Instagram จะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงออกมาส่งสัญญาณขอร้องให้ผู้ใช้งาน ‘หยุดรีโพสต์’ คอนเทนต์จาก TikTok (ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรง และมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกันอย่างกับกล้วยหอมจอมซนอย่าง B1 และ B2) ไปยัง Reels

 

The Verge รายงานว่า Instagram กำลังเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มใหม่ที่เน้นครีเอเตอร์เป็นหลัก ซึ่ง อดัม มอสเซรี (Adam Mosseri) หัวหน้าของ Instagram กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการ “ทำให้แน่ใจว่าเครดิตจะส่งถึงผู้ที่สมควรได้รับ”

 

สิ่งใหม่ที่เปลี่ยนแปลงคือ ขณะนี้แท็กผลิตภัณฑ์พร้อมใช้งานสำหรับทุกคน คุณสามารถกำหนดตัวเองให้กับหมวดหมู่ เช่น ‘ช่างภาพ’ หรือ ‘แรปเปอร์’ และให้หมวดหมู่นั้นปรากฏขึ้นทุกครั้งที่คุณถูกแท็กในโพสต์ และ Instagram จะเริ่มโปรโมตเนื้อหาต้นฉบับบนแพลตฟอร์มมากขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

“เราพยายามที่จะให้คุณค่ากับเนื้อหาต้นฉบับมากขึ้น (Original Content) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนเทนต์ที่โพสต์ขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่การแชร์สิ่งที่คุณพบมาจากที่อื่น” แม้การให้คุณค่ากับเนื้อหาต้นฉบับไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มอสเซรีกล่าวว่า Instagram จะให้ความสำคัญกับทิศทางนี้มากขึ้น

 

สื่อไอทีดังได้ตีความคำพูดดังกล่าวว่า Instagram กำลังออกมาขอร้องและอ้อนวอนให้หยุดรีโพสต์คอนเทนต์ที่ชื่นชอบจาก TikTok ไปยัง Reels เพราะใครก็ตามที่ใช้ Reels รู้สึกเหมือนเป็นร่างโคลนของ TikTok ด้วยมักจะมีเนื้อหาเดียวกันที่เพิ่งโพสต์ใหม่ แต่มีโลโก้ของ TikTok ติดมาด้วย

 

เมื่อครั้งรายงานผลประกอบการล่าสุด หุ้นของ Facebook ลดลงกว่า 20% หลังรายงานผลกำไรที่ลดลง ขณะที่ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ยอมรับ ผู้คนหันไปใช้แอปคู่แข่งมากขึ้น เช่น TikTok ดังนั้นการแสดงท่าทีดังกล่าวออกมาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก

 

ที่ผ่านมา Meta ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า Facebook และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นครีเอเตอร์เป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับผู้คนในการเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ 

 

ดังนั้นทั้งสองแพลตฟอร์มจึงลงทุนในเครื่องมือในการช้อปปิ้ง วิธีสำหรับครีเอเตอร์ในการสร้างผู้ชม และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่พวกเขาหวังว่าจะดึงดูดให้เหล่าครีเอเตอร์เลิกเป็น TikTokers และ YouTubers และเริ่มมาเป็น Instagrammer และ Facebookers

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ทนไม่ไหวแล้ว! Instagram ลงทุนขอร้องเหล่าผู้ใช้งานให้ ‘หยุดรีโพสต์’ คอนเทนต์จาก TikTok ไปยัง Reels appeared first on THE STANDARD.

]]>
Content Creator 101: ทริกเบื้องต้นที่คนยุคใหม่ควรรู้ ทำคอนเทนต์อย่างไรให้ทั้ง ‘โปร’ และ ‘ปัง’ [Advertorial] https://thestandard.co/content-creator-101/ Wed, 07 Apr 2021 09:30:19 +0000 https://thestandard.co/?p=473003 Content Creator 101: ทริกเบื้องต้นที่คนยุคใหม่ควรรู้ ทำคอนเทนต์อย่างไรให้ทั้ง ‘โปร’ และ ‘ปัง’ [Advertorial]

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันนี้คนยุคใหม่ […]

The post Content Creator 101: ทริกเบื้องต้นที่คนยุคใหม่ควรรู้ ทำคอนเทนต์อย่างไรให้ทั้ง ‘โปร’ และ ‘ปัง’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Content Creator 101: ทริกเบื้องต้นที่คนยุคใหม่ควรรู้ ทำคอนเทนต์อย่างไรให้ทั้ง ‘โปร’ และ ‘ปัง’ [Advertorial]

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันนี้คนยุคใหม่ต้องออนไลน์กันบ่อยขี้น ผู้คนหันมาใช้โซเชียลมีเดียกันมากขึ้นกว่าสมัยก่อน ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ส่งผลให้อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์กลายเป็นสายอาชีพยอดฮิตในฝันติดอันดับ Top 5 ที่คนรุ่นใหม่อยากจะทำกันมากที่สุด แต่ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร สกิลการสร้างคอนเทนต์ก็นับเป็น ‘ทักษะยุคใหม่’ ที่ทุกคนควรจะมีติดตัวกันเอาไว้ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ นักการตลาด ผู้บริหาร พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ หรือแม้กระทั่งเป็นแค่คนที่อยากทำคอนเทนต์เพื่อบันทึกเรื่องราวประทับใจ ก็สามารถนำทักษะสร้างสรรค์คอนเทนต์ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างตัวตนและอิทธิพลบนโลกออนไลน์กันได้ทั้งนั้น 

 

ว่าแต่ว่าเราจะครีเอตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ โดนใจผู้คนได้อย่างไร วันนี้ THE STANDARD POP มีเคล็ดลับเบื้องต้นดีๆ ให้เหล่าครีเอเตอร์มือใหม่และผู้ที่สนใจได้ลองนำไปปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ของตัวเองให้ ‘โปร’ และ ‘ปัง’ กันด้วย!

 

 

1. ภาพต้องสวยสะดุดตา 

ไม่ว่าคุณจะชอบทำคอนเทนต์แนวไหน จะแนวไลฟ์สไตล์, ท่องเที่ยว, เฮลตี้, บิวตี้, สายกิน, แฟชั่น หรือคอนเทนต์เพื่อการตลาด ฯลฯ ภาพที่สะดุดสายตาย่อมดึงดูดความสนใจผู้ชมได้เป็นอันดับแรก และเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องตา มีสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอย่าง

 

  • องค์ประกอบของภาพ (Composition) ที่น่าสนใจ นอกจากจะทำให้ภาพสวยดึงดูดสายตาแล้ว ยังช่วยสร้างความหมายและส่งเสริมอิมแพ็กให้คอนเทนต์ของเราได้อีกด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วหลักการของการทำให้องค์ประกอบภาพน่าสนใจนั้นมีอยู่มากมาย เช่น ใช้เส้นนำสายตา ใช้หลักของกฎ 3 ส่วน เน้นความสมมาตร เลือกพื้นผิวของฉากหลังให้ขับเน้นวัตถุ เน้นคู่สีให้น่าสนใจ เว้นสเปซเพื่อสร้างจุดสนใจ ฯลฯ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม

 

  • การคุมโทนสี จะช่วยในเรื่อง Mood & Tone ของภาพ เราสามารถคุมธีมของโทนสีภาพ คอนเทนต์โดยรวมออกมาให้ดูน่าสนใจ และเป็นภาพที่ดูกลมกลืนไปด้วยกันทั้งเซ็ต ลองสังเกตดูว่า Instagram ของครีเอเตอร์บางคนทำไมจึงน่าดูและไปในทิศทางเดียวกัน หลายๆ คนมีการใช้เทคนิคการแต่งภาพโดยใช้ฟิลเตอร์ คุมโทนสีต่างๆ เช่น โทนสีฟ้าเย็นตาสำหรับคอนเทนต์แนวท่องเที่ยวที่ดูแล้วต้องการให้สบายใจ หรือโทนสีอบอุ่นสำหรับแนวร้านอาหาร คาเฟ่ เป็นต้น ฯลฯ ปัจจุบันโชคดีที่มีฟีเจอร์สำหรับใส่ฟิลเตอร์และปรับโทนสีต่างๆ ที่หลากหลายให้เหล่าสายทำคอนเทนต์เลือกใช้ให้เหมาะกับเรื่องราวของตน

 

  • เพิ่มเติม Creativity เข้าไปในภาพ เช่น หามุมมองที่แปลกใหม่ จัดวางองค์ประกอบภาพอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไป ถ่ายโดยคุมธีมคอนเซปต์อะไรสักอย่าง เช่น การเพิ่มเติมองค์ประกอบภาพด้วยสิ่งของ ผู้คน หรือแอ็กชันที่ช่วยสร้างความหมายเรื่องราวแฝงลงไปด้วย เพื่อช่วยทำให้คอนเทนต์ของเรามีเอกลักษณ์น่าสนใจ ทำให้ผู้ชมหยุดใช้เวลาดู

 

 

2. วิดีโอต้องน่าสนใจ 

 

เริ่มต้นตั้งแต่ 

 

  • เลือกประเด็นที่คนให้ความสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่กำลังอยู่ในเทรนด์ของโซเชียล หรือเป็นประเด็นที่แปลกใหม่
  • การตั้งชื่อคลิปต้อง Catchy น่าสนใจ ไม่ธรรมดาจนเกินไป 
  • ภาพปกต้องดึงดูด ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งจะช่วยฮุกความสนใจให้คลิกชม 
  • ช่วง 10 วินาทีแรกต้องโดน เพราะคนจะตัดสินใจดูต่อหรือไม่ นี่คือช่วงเวลาที่ตัดสิน 
  • ความยาวมีผล ประเด็นต้องชัด ไม่สะเปะสะปะ หรือมีหลายประเด็นมากจนเกินไป หาประเด็นหลักที่ต้องการสื่อสารและนำเสนอให้ชัดเจน ถ้ายาวไปแล้วน่าเบื่อหรือไม่ตรงจุดก็ให้กล้าตัดออก ทั้งนี้ สถิติสำหรับความเหมาะสมของวิดีโอในแต่ละแพลตฟอร์มก็ไม่เหมือนกัน เช่น IG Stories ควรควบคุมความยาวที่ประมาณ 15 วินาที หรือ TikTok ก็เช่นกัน ส่วนบน Facebook ก็ไม่ควรยาวเกิน 1-3 นาที ในขณะที่บน YouTube ก็ยาวกว่านั้นได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อหา 
  • ตัดต่อให้กระชับน่าสนใจ ใช้ Storytelling เพื่อการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล จังหวะการเล่าเรื่องต้องดี 
  • สร้างเอกลักษณ์ความแตกต่าง ให้มีลายเซนต์และบุคลิกของตัวเอง 

 

 

3. Data เป็นสิ่งสำคัญ 

เพราะสามารถนำมาให้เราประมวลได้ว่าควรจะทำอะไร ดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะดูสถิติหลังบ้านแล้วนำมาวิเคราะห์ สายทำตอนเทนต์มือใหม่ต้องทำความรู้จักเครื่องมือดูสถิติหลังบ้านอย่าง Google Analytics กับ YouTube Creator Studio หรือ youtube.com/analytics เพื่อดูสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดูแหล่งที่มาของผู้ชม (Traffic Sources) ช่วงเวลาที่ปล่อยคอนเทนต์แล้วให้คนเห็นมากสุด และ Insight ของกลุ่มผู้ติดตามอื่นๆ เช่น 

 

  • ยอดวิวสูงสุดมักอยู่ในช่วงเช้าก่อนเริ่มทำงาน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการปล่อยคอนเทนต์สำหรับคอนเทนต์ข่าวมากที่สุด 
  • ช่วงเวลาก่อนพักเที่ยง และอาหารเย็นเล็กน้อยคนมักจะมีเอ็นเกจเมนต์กับคอนเทนต์แนวไลฟ์สไตล์ร้านอาหาร 
  • ในตอนช่วงเวลากลางคืนก่อนเข้านอน คนมักจะเสิร์ชอ่านคอนเทนต์แนวสุขภาพกันมากที่สุด
  • Geographic ของ Audience ที่เข้ามาในเว็บหรือเพจของเราส่วนใหญ่เป็นคนในเมืองหรือคนที่ไหน และเป็นเพศอะไร 

 

ซึ่งเมื่อเราทราบข้อมูลเหล่านี้ ก็จะสามารถนำ Data มาวิเคราะห์ปรับคอนเทนต์ให้โดนใจ รวมถึงวางแผนทำและปล่อยคอนเทนต์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

 

 

4. โดดเด่นด้วยมุมมองและสไตล์

การจะทำให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่นออกมาจากคอนเทนต์ที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลในมหาสมุทรแห่งคอนเทนต์ได้นั้น จำเป็นจะต้องสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ โดยใส่ความคิดสร้างสรรค์และบุคลิกเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์ลงไป ที่สำคัญคือสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า ซึ่งในแง่นี้อาจจะมองได้ในหลายแง่ เช่น มีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ ช่วยให้ผู้อ่านประหยัดเวลา ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในแง่ใดแง่หนึ่ง หรือบอกเล่าเรื่องราวที่สร้างประสบการณ์ที่ดี ฯลฯ ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องสื่อสาร พูดภาษาเดียวกันกับกลุ่มเป้าหมาย 

 

 

5. สมาร์ทโฟนสำหรับสายคอนเทนต์ ตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตง่าย 

สมัยก่อนการทำคอนเทนต์อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ถือเป็นโชคดีของคนที่รักในการทำคอนเทนต์ยุคใหม่ ที่สมัยนี้มีตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถครีเอตคอนเทนต์ออกมาได้อย่างสะดวกมากกว่าสมัยก่อน อย่างล่าสุดค่าย Samsung ก็เพิ่งออกสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง Galaxy S21 5G, S21+ 5G และ S21 Ultra 5G ซึ่ง Galaxy Series ใหม่ล่าสุดนี้เหมาะมากๆ สำหรับเป็นตัวช่วยของเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพราะอุดมไปด้วยฟีเจอร์ที่สนองความต้องการในการทำ (และเสพ) คอนเทนต์ได้อย่างตรงใจ ทั้งถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอได้จบครบในเครื่องเดียว 

 

ไฮไลต์ 5 ประการของ Galaxy S21 Series 5G 

 

ที่เหมาะทั้งกับสายทำและเสพคอนเทนต์

 

1. กล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด กล้องของ S21 นั้น มีเซ็นเซอร์กล้องที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในตระกูล Galaxy จึงถ่ายรูปได้คุณภาพสูง เก็บรายละเอียดภาพ และเก็บเฉดสีได้สวยครบทุกสีสันมากถึง 68,000 ล้านสี แม้กระทั่งการถ่ายภาพในที่มืดก็จะช่วยให้เก็บแสงได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิด Noise ส่วนเวลาถ่ายภาพในที่แสงจ้า เช่น ถ่ายภาพที่ทะเล ตาเราเห็นฟ้าสีฟ้า แต่มักประสบปัญหาเมื่อถ่ายรูปออกมากลับเป็นสีขาว ปัญหานี้จะลดลง ได้ภาพที่มีรายละเอียดสีใกล้เคียงสีจริงมากขึ้น แถมถ่ายภาพย้อนแสงหน้าก็ยังไม่มืดอีกด้วย

 

2. วิดีโอระดับ HDR10+ สีสวยคมชัดทุกสภาพแสง เก็บเฉดสีกว้าง พร้อมรายละเอียดแสงสีที่มากกว่า ด้วยมาตรฐานของ HDR10+ เป็นมาตรฐานวิดีโอที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไฟล์ที่ได้จึงสามารถนำไปใช้งานได้เลย นำไปออกจอต่างๆ หรืออัปโหลดขึ้น YouTube ได้โดยไม่ต้องปรับสีใหม่ให้ยุ่งยาก ได้ภาพความละเอียดสูงระดับ 4K จากทุกเลนส์ จึงถ่ายวิดีโอสีสวยได้ในทุกสภาพแสง แม้กระทั่งเวลาที่แสงเปลี่ยนทิศทาง แสงสีในวิดีโอก็คงที่อย่างต่อเนื่อง แสงไม่โดดไปมา เช่น หน้าคนในวิดีโอไม่มืดเวลาแสงเปลี่ยนทิศ คอนเทนต์ท่องเที่ยวถ่ายวิวทิวทัศน์ได้แสงสีสวยงาม สามารถเก็บเฉดสีได้กว้าง รายละเอียดครบ ไม่ว่าจะเป็นสีของท้องฟ้า ก้อนเมฆ รายละเอียดของภูเขา หรือประกายน้ำอันงดงาม หรือเวลาถ่ายวิดีโอในช่วงเวลาสำคัญแม้แสงน้อย เช่น ถ่ายคอนเสิร์ต ถ่ายไฟพลุ เป่าเทียนวันเกิด ฯลฯ ก็ยังสามารถเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน

 

3. ฟีเจอร์สุดเจ๋ง Director’s View กำกับวีดีโอได้อย่างโปร เห็นมุมมองจากกล้อง 3 เลนส์ได้ล่วงหน้า เลือกสลับเลนส์ได้ตามต้องการ ถ่ายง่าย สนุก ไม่ต้องเสียเวลาตัดต่อ หมดปัญหามือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าถ้าหากเปลี่ยนเลนส์มุมมองภาพจะดีหรือไม่ เพราะเราสามารถเห็นตัวอย่างได้ล่วงหน้าก่อนเลือกเปลี่ยนเลนส์ ยกตัวอย่าง คอนเทนต์รีวิวโอมากาเสะมื้อพิเศษ ก็สามารถเก็บบรรยากาศประทับใจได้อย่างโปร ในขณะที่เลนส์ Ultrawide เก็บภาพบรรยากาศร้านทั้งหมด การตกแต่งร้านสไตล์ญี่ปุ่น ก็มีมุม Wide ให้เห็นลีลาการปั้นซูชิของเชฟ ไปพร้อมๆ กับ Tele ซูมให้เห็นความสดของเนื้อปลา สีชมพูน่ารับประทาน หรือจะถ่ายในงานคอนเสิร์ต ด้วยเลนส์ Ultrawide เพื่อให้เห็นบรรยากาศแสงสี วงดนตรี แล้วสลับเลนส์ Tele เจาะไปที่ลีลาการแสดงของนักร้องเพื่ออรรถรสได้มากยิ่งขึ้น

 

4. Vlogger View เป็นฟีเจอร์ที่ ‘Wow’ และเหมาะมากสำหรับสายถ่าย Vlog เพราะถ่ายวิดีโอกล้องหน้าและหลังได้พร้อมกัน สามารถถ่ายเก็บสีหน้าความประทับใจ ความตื่นเต้น ณ วินาทีนั้นได้พร้อมๆ กับถ่ายบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้า เช่น เวลาถ่าย Vlog แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ถ่ายทางเดินสวยๆ ด้วยกล้องหลัง พร้อมกับบรรยายความประทับใจผ่านกล้องหน้า หรือจะถ่าย Vlog อาหารมื้ออร่อย ถ่ายอาหารน่ากินด้วยกล้องหลัง พร้อมกับสีหน้าความตื่นเต้น อยากชิมของเราผ่านกล้องหน้า ก็ตอบโจทย์ได้อย่างใจทั้งนั้น 

 

5. รองรับปากกา S Pen เป็นครั้งแรกในตระกูล Galaxy S Series (เฉพาะในรุ่น Galexy S21 Ultra) ช่วยให้ครีเอตคอนเทนต์ภาพกราฟิกได้อย่างฉับไว นอกจากนี้ การใช้งานร่วมกับ S Pen ยังหมายความว่าคุณจะสามารถปรับแต่งทุกสิ่งได้อย่างแม่นยำ แม้กระทั่งเมื่อต้องตัดต่อวิดีโอก็สามารถทำได้ในทุกๆ เฟรม ด้วยความแม่นยำที่นิ้วของคุณไม่สามารถให้ได้ เรียกได้ว่าครบจบในเครื่องเดียว 

 

เห็นไหมล่ะว่าการทำคอนเทนต์ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นครีเอเตอร์สายเที่ยว, สายรีวิว, สายกิน, สายไลฟ์สไตล์, สายเฮลตี้, สายบิวตี้, สายแฟชั่น, สายการตลาด ฯลฯ ขอแค่เรามีความตั้งใจจริง หมั่นฝึกฝนพัฒนาสร้างสรรค์คอนเทนต์ดีๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าคุณอาจจะได้กลายเป็นครีเอเตอร์มือโปรในสักวัน และอย่าลืมว่าปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนที่เป็นตัวช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบครีเอตคอนเทนต์ อย่าง ‘Galaxy S21 Series 5G’ ที่จะเป็นตัวช่วยให้สร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาได้อย่างง่ายดายได้ครบจบในเครื่องเดียว!

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post Content Creator 101: ทริกเบื้องต้นที่คนยุคใหม่ควรรู้ ทำคอนเทนต์อย่างไรให้ทั้ง ‘โปร’ และ ‘ปัง’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘Storytelling Canvas’ โมเดลสร้างคอนเทนต์ในวันที่ผู้บริโภคคือ ‘ศูนย์กลาง’ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด https://thestandard.co/get-to-know-storytelling-canvas/ Sun, 19 Jan 2020 11:23:07 +0000 https://thestandard.co/?p=322132

Audience-Centric หรือ Customer-Centric คือแนวคิดการวางผ […]

The post รู้จัก ‘Storytelling Canvas’ โมเดลสร้างคอนเทนต์ในวันที่ผู้บริโภคคือ ‘ศูนย์กลาง’ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Audience-Centric หรือ Customer-Centric คือแนวคิดการวางผู้บริโภค ผู้รับสารเป็น ‘ศูนย์กลาง’ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแวดวงการตลาดและอุตสาหกรรมผู้ผลิตสื่อ เพราะยิ่งเทคโนโลยีรุดหน้ามากเท่าไร ผู้บริโภคก็มีช่องทางให้เลือกเสพสื่อเยอะตามขึ้นไปด้วย 

 

ทั้งหมดจึงนำไปสู่กลยุทธ์ที่แบรนด์และสื่อต่างๆ หันมาผลิตสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์ที่เป็น Personalization เพื่อให้สามารถเจาะลึกเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ ‘สาร’ ที่สื่อออกไปไม่สูญเปล่า และเทิร์นเป็นผลลัพธ์ทาง Awareness หรือยอดขาย ได้ในทางใดทางหนึ่ง

 

วันนี้ (19 มกราคม) ที่งาน Creative Talk Conference 2020 นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวออนไลน์ THE STANDARD ได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ ‘Why Audience Centricity is The Key to Killer Content’ เพื่ออธิบายว่า เพราะเหตุใดแนวคิดแบบ Audience-Centric ถึงเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตคอนเทนต์ ณ วันนี้

 

นครินทร์ได้ยกกรณีศึกษาของ Amazon แบรนด์ค้าปลีกอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่มีมูลค่าบริษัทระดับ 9 แสนล้าน ขึ้นมาอธิบาย โดย Amazon เป็นบริษัทที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า อยากจะเป็นบริษัทที่ ‘Customer-Centric’ มากที่สุดในโลก เพื่อให้ผู้บริโภคและลูกค้าทุกคนสามารถค้าหาสินค้าที่อยากจะซื้อบนโลกออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ ทำให้สินค้าถูกที่สุด, มีคุณภาพมากที่สุด และสะดวกสบายมากที่สุด

 

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมผู้ผลิตสื่อและคนทำคอนเทนต์ที่จะต้องนำแนวคิดรูปแบบดังกล่าวมาใช้ให้ได้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุดด้วย โดยต้องวางตัวเองให้อยู่ตรงกลางระหว่าง ‘สิ่งที่อยากนำเสนอ อยากเล่า’ และ ‘สิ่งที่คนฟังอยากได้ยิน อยากดู อยากฟัง’ และให้ความสำคัญกับหลัก 7 ถูก คือ (ฝั่งผู้ผลิตคอนเทนต์): ถูกความเป็นตัวเรา, ถูกเป้าหมาย / ฝั่งผู้รับสาร: ถูกคน, ถูกใจ, ถูกความต้องการ, ถูกที่ และถูกเวลา

 

บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ยังได้เปิดตัว ‘Storytelling Canvas’ หรือแคนวาสสำหรับคนทำคอนเทนต์เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาสามารถร่างแนวคิดหรือเช็กลิสต์ก่อนเริ่มสร้างสรรค์คอนเทนต์ขึ้นมา ซึ่งมีทั้งหมด 14 ข้อ ประกอบด้วย

 

  1. Goal เป้าหมายของการสื่อสาร ทำไมถึงต้องเล่าเรื่องนี้
  2. Unique Selling Point จุดแข็งที่คนอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้
  3. Target Audience กลุ่มเป้าหมายและเรื่องที่เขาอยากฟัง
  4. Channel เครื่องมือช่องทางที่ใช้ในการสื่อสาร ทำไมถึงต้องใช้เครื่องมือนี้ ตรงกับผู้รับสารอย่างไร
  5. Mood & Tone อารมณ์ ความรู้สึก และน้ำเสียงของเรื่องนี้
  6. Key Message ประเด็นสำคัญของเรื่องที่นำเสนอ, สรุปจบภายในประโยคเดียวให้ได้
  7. Audience-Centric Check Point ทำไมคนฟังต้องรู้เรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร แล้วต่างจากที่คนอื่นนำเสนอหรือไม่
  8. น่าสนใจอย่างไร เรื่องที่นำเสนอน่าสนใจอย่างไร
  9. มีประโยชน์อย่างไร เรื่องที่นำเสนอมีประโยชน์อย่างไร
  10. Before ผู้รับสารมีความรู้หรือรู้สึกกับเรื่องนี้อย่างไร ก่อนที่จะถ่ายทอดสารออกไป
  11. Introduction ปูพื้นเล่าเรื่องอย่างไร เปิดเรื่องด้วยการบอกอะไร (ผู้รับสารยุคใหม่เลื่อนฟีดเร็วขึ้น)
  12. AHA! Moment จุดไคลแมกซ์ของเรื่อง หรือช่วงที่ทำให้คนประหลาดใจที่สุด
  13. Conclusion บทสรุปของเรื่องนี้ ทำให้คนตราตรึงได้มากพอ และนำไปสู่อะไรบางอย่างหรือไม่
  14. After ผู้รับสารมีความรู้หรือรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่ได้นำเสนอไปแล้ว (ลิงก์กับ Before)

 

 

Storytelling Canvas

 

Storytelling Canvas และตัวอย่างการใช้งานกับกรณีวลี ‘How dare you?’ ของ เกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน

 

ดาวน์โหลดไฟล์ THE STANDARD Storytelling Canvas

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post รู้จัก ‘Storytelling Canvas’ โมเดลสร้างคอนเทนต์ในวันที่ผู้บริโภคคือ ‘ศูนย์กลาง’ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดการณ์อุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้ยังโต 4.8% มอง 5G ตัวแปรสำคัญ ทำผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องปรับตัว https://thestandard.co/adivertisement-industry-prediction/ Sat, 18 Jan 2020 04:42:27 +0000 https://thestandard.co/?p=321887

แม้ว่าหลายฝ่ายจะกังวลผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน่าจะปะทุตั […]

The post คาดการณ์อุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้ยังโต 4.8% มอง 5G ตัวแปรสำคัญ ทำผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ว่าหลายฝ่ายจะกังวลผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน่าจะปะทุตัวขึ้น จนเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงและชัดเจนในปี 2563 แต่ภาพสะท้อนจาก ‘มายด์แชร์’ ก็ยังชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินโฆษณาในปีนี้น่าจะเติบโตขึ้นอีกราว 4.8% ากปี 2019 ซึ่งคาดว่า น่าจะมีมูลค่ามากถึง 1.25 แสนล้านบาท จากปัจจัยกระตุ้นที่หลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาของ ‘เทคโนโลยี 5G’

 

ปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการมายด์แชร์ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาในปี 2020 ยังมีทิศทางการเติบโตจากปีก่อน แต่อาจจะเติบโตน้อยลง โดย 3 แพลตฟอร์มที่มีการเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนคือ ดิจิทัล, สื่อนอกบ้าน (OOH) และ ‘ทีวี’

 

สาเหตุที่ปัทมวรรณมองว่า ทีวียังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเติบโต เนื่องจากการแข่งขันของที่สถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศอยู่ยังดุเดือดเช่นเคย แม้ว่านับจนถึงตอนนี้จะมีสถานีโทรทัศน์ปิดตัวลงไปถึง 7 ช่องแล้วก็ตาม 

 

สังเกตได้จากการที่สถานีโทรทัศน์หลายช่องเริ่มมีผังรายการออกอากาศที่เหมือนๆ กันมากขึ้น เช่น เกมโชว์, รายการกีฬา (โดยเฉพาะรายการมวย), รายการข่าว และละคร ซึ่งแม้แต่ช่องที่ไม่ได้ถนัดในการทำรายการประเภทนั้นๆ มาเป็นทุนเดิม ก็ยังมีความพยายามจะทำรายการประเภทใหม่ๆ เพื่อเติมผังรายการให้หลากหลาย

 

นอกจากนี้โทรทัศน์ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่สามารถครองส่วนแบ่งเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาได้มากกว่า 50% และต้องไม่ลืมว่า ในปี 2020 ยังมีมหกรรมกีฬาอย่างโอลิมปิก ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งในตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินโฆษณาช่องทีวีทะลักเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีคาดว่า ต่อจากนี้เม็ดเงินของสื่อประเภททีวีจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ จนอาจจะต่ำกว่าสัดส่วน 50% ภายในปี 2025

 

ส่วนสื่อนอกบ้านที่ยังเติบโต เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ได้อิมแพ็กจากการถูกพบเห็นได้ง่าย มีเน็ตเวิร์กที่ครอบคลุม (ไม่จำเป็นต้องซื้อเป็นจุดๆ แต่สามารถเลือกโลเคชันการติดตั้งสื่อให้ครอบคลุมได้) รวมถึงยังเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตามประเภท เช่น ถ้าอยากได้สื่อนอกบ้านที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ก็สามารถเลือกซื้อสื่อนอกบ้านที่ ‘สยาม’ หรือสถานศึกษาได้

 

ขณะที่ดิจิทัลก็ยังคงเป็นสื่อที่มีการเติบโตสูงที่สุดในทุกแพลตฟอร์ม เช่นเดียวกับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของแบรนด์สินค้าต่างๆ ในการสร้าง Brand Awareness (ยังไม่มีการเก็บข้อมูลเม็ดเงินที่แน่ชัด) และอีคอมเมิรซ์ที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ 5 เทรนด์ที่น่าจะเข้ามามีบทบาทกับเม็ดเงินโฆษณาและอุตสาหกรรมสื่อที่ต้องจับตาให้ดี ประกอบด้วย

 

  1. 5G – เพราะจะทำให้ผู้บริโภคเสพคอนเทนต์ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมากขึ้นกว่าเดิม มีเอ็นเกจง่ายขึ้น และยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คอนเทนต์แบบ AR-VR ได้รับความนิยม มีคอนเทนต์ประเภทใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ขณะที่ค่ายมือถือ (Telco) และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็จะใช้จ่ายเงินไปกับการลงโฆษณามากขึ้นตามไปด้วย

 

  1. คอนเทนต์เยอะ เวลาน้อยลง (More Content Less Time) – ผลกระทบเชิงลบจากการเกิด 5G ขึ้นคือ ทำให้คอนเทนต์ Flooded เพราะผู้บริโภคมีเวลาเท่าเดิม แต่คอนเทนต์กลับหลั่งไหลมากขึ้น ซึ่งจะเกิดการถกเถียงกันระหว่างคอนเทนต์แบบยาวและสั้นว่า แบรนด์จะเน้นกลยุทธ์ใดมากกว่ากัน ระหว่างหวังผลระยะสั้น (Short Term Sales) หรือหวังผลระยะยาว (Long Term Engagment Brand Building) แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ การทำคอนเทนต์แบบ ‘Personalization’ ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับผู้บริโภคแต่ละคน

 

  1. Hyper Targeting – การทำการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเชิงลึกระดับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่มากกว่าแค่ Demographic (เพศ, ช่วงวัยทั่วไป) เหมือนในปีที่ผ่านมาที่เกิดนิยามกลุ่มผู้บริโภคแบบ ‘Henry’ หรือ High Earning Not Rich Yet ทำงานมีรายได้สูง แต่ยังไม่รวย เพราะใช้จ่ายสูงเช่นกัน

 

  1. อีคอมเมิร์ซ – ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ต่อยอดและเติบโตได้ต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพราะกลุ่มผู้ประกอบการแบบ Brick and Mortar เอง ก็มุ่งมาลงสังเวียนนี้แล้ว แต่ช่องทางออฟไลน์ก็ยังคงไว้ เพราะเป็นช่องทางยอดนิยมของผู้บริโภคคนไทย
  2. การทำธุรกรรมผ่านมือถือจะเป็น ‘สกุลเงิน’ ของคนรุ่นใหม่ – สืบเนื่องจากความนิยมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้การทำธุรกรรมผ่านมือถือไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่ก็ยังมีความท้าทายในประเด็นการลดความเสี่ยงของการถูกโจรกรรมสมาร์ทโฟนและ ‘ข้อมูล’

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post คาดการณ์อุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้ยังโต 4.8% มอง 5G ตัวแปรสำคัญ ทำผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สร้างคอนเทนต์ให้ปังสไตล์ ‘เต๋อ นวพล’ ผู้แหกทุกขนบตำราการตลาดออนไลน์ https://thestandard.co/culture-film-ais-dc-talk-create-content-style-ter-nawapol/ https://thestandard.co/culture-film-ais-dc-talk-create-content-style-ter-nawapol/#respond Thu, 27 Jul 2017 08:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=16797

    “เรากำลังอยู่ในยุคที่ใครๆ ก็เป็นลำไย […]

The post สร้างคอนเทนต์ให้ปังสไตล์ ‘เต๋อ นวพล’ ผู้แหกทุกขนบตำราการตลาดออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

    “เรากำลังอยู่ในยุคที่ใครๆ ก็เป็นลำไย ไหทองคำ ได้” เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับที่มีสไตล์ชัดเจนที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคกล่าวกับเรา ก่อนที่จะเริ่มการเสวนา

     คนส่วนใหญ่รู้จักเต๋อ นวพล ในฐานะผู้สร้างผลงานภาพยนตร์อย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ แต่ความจริงแล้วเขายังมีผลงานบนโลกออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอีกหลายชิ้น เช่น ผลงาน This Brings Me Here ft. Kiko Mizuhara ที่ทำร่วมกับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี, ROMPBOY – 39 ที่ทำร่วมกับรองเท้ายี่ห้อ Rompboy, FUN FACTS ที่ทำร่วมกับโครงการ Young Love รักเป็น ปลอดภัย

     คำถามก็คือ ในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกราก ความสำเร็จวัดกันที่ยอดไลก์ ยอดแชร์ เขามีมุมมองต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบอย่างไร เขากังวลกับอนาคตที่ไม่แน่นอนหรือไม่ และที่สำคัญ ใครล่ะที่จะเป็นลำไย ไหทองคำ ได้นานที่สุด

     THE STANDARD จึงได้ชวน เต๋อ นวพล มาร่วมพูดคุยในงาน AIS D.C. TALK #1: Transforming to the Future ดำเนินการเสวนาโดยนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร เพื่อเล่าประสบการณ์การทำงานในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์มากมาย แต่เขากลับทำให้คอนเทนต์ของตัวเองเป็นที่รู้จักได้โดยไม่ต้องพึ่งทฤษฎีหรือหลักการออนไลน์มาร์เก็ตติ้งใดๆ

โครงเรื่องบางอันมันเหมาะกับ 5 นาทีก็ 5 นาที บางอัน 2 นาทีพอแล้วก็พอ เราเลยรู้สึกว่าแม่งไม่เกี่ยวกับเวลา แต่เกี่ยวกับว่าคอนเทนต์คุณน่าสนใจพอไหม

 

คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลเป็นโอกาสหรือวิกฤต

     ถ้าเป็นเรื่องหนัง เรามองว่ามันเป็นโอกาส อย่างที่บอกว่าอุปกรณ์หรือการทำหนังมันไม่เคยถูกกระจายสู่มือชุมชนอยู่แล้ว แต่ยุคนี้ทุกคนมีคนละอัน มันเลยเป็นโอกาสที่คนจะทำอะไรก็ได้ออกไป ข้อดีคือมีคอนเทนต์ให้เราดูหลากหลายขึ้นมากๆ เป็นยุคที่เราสามารถดูเด็กผู้หญิงตบกันในห้องน้ำได้แบบ realistic มาก ซึ่งโอเค มันก็มีความดาร์กถ้าเกิดใช้ผิด แต่เราไม่เคยโทษเทคโนโลยี เทคโนโลยีก็เกิดมาของมัน อยู่ที่เราในฐานะ user มากกว่าว่าจะใช้มันอย่างไร

     เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นวิกฤต เพราะโลกเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว มันไม่มีใครอยู่นิ่ง แล้วก็น่าจะเป็นเราที่ปรับตัวไปตามสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เราก็คิดว่าถ้าในฐานะผู้ชมหรือผู้บริโภค สำหรับเราก็ยังเป็นโอกาสอีก เพราะเรามีชอยส์ให้เลือกมากมายเต็มไปหมด ถ้าให้เลือกว่าอยู่ยุคนี้หรืออยู่ยุคที่แล้ว ก็อยู่ยุคนี้นะ ไม่อย่างนั้นถ้ากลับไปอยู่ยุคที่แล้วก็ต้องรอว่าสถานีโทรทัศน์จะเอาอะไรให้เราดูบ้าง เราต้องรอว่าสตูดิโอหนังจะเอาอะไรให้เราดูบ้าง ความหลากหลายมันก็น้อย การเรียนรู้มันก็น้อย

 

แล้วในฐานะคนที่ทำหนังเป็นอาชีพ ไม่คิดว่าจะโดนแย่งงานเหรอ

     เราคิดว่าต้องไม่หวาดกลัว มันเป็นพื้นฐานอาชีพเรานะ ต่อให้โลกนี้ไม่มีคนทำวิดีโอมากมาย เราก็ควรพัฒนาตัวเอง หมายถึงว่าเราควรทำให้มันดีขึ้นอยู่แล้วโดยพื้นฐาน เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวล

     สองคือมันมาพร้อมกัน พอมีคนทำเยอะขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ audience ของแต่ละคนมันแตกกระจายไป ยกตัวอย่าง ลำไย ไหทองคำ เราไม่รู้จักเลยจนเขาเป็นข่าว แล้วพอรู้จักถึงพบว่า 900 ล้านวิวไปแล้ว ซึ่งทำไมเราไม่รู้จักคนคนนี้ในเมื่อวิวมันเยอะขนาดนั้น หรือเพลงมันดังขนาดนั้น ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยิน

     อย่างที่เราบอกคือมันมาพร้อมกัน หมายถึงว่าพอมีคนทำเยอะขึ้น คนดูก็เริ่มแตกกระจายไปในสิ่งที่เขาชอบมากขึ้น ในขณะเดียวกันคนทำก็ค้นเจอ audience ของตัวเองเยอะขึ้นผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ เพราะฉะนั้นความจริงมันไม่ได้แย่งกัน audience คนหนึ่งไม่ใช่ว่าดูหนังเราแล้วเขาไม่ดูหนังคนอื่น เขาอาจจะติดตามหลายๆ คนในเวลาเดียวกัน

     มันเป็นตลาดที่ niche มากขึ้น niche ที่ประสบความสำเร็จด้วยนะ เพราะปัญหาของสมัยก่อนคือเป็น niche แล้วหาคนซื้อไม่เจอ หาคนดูไม่เจอ เพราะว่าเราไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราไม่มีสะพานต่อกับใครเลย แต่ตอนนี้เหมือนว่าทุกคนอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวที่เชื่อมต่อกัน เพราะฉะนั้นถ้างานคุณดีจริง ต่อให้เป็น niche คุณก็หาคนดูของคุณเจอเหมือนกัน คราวนี้มันอยู่ที่ว่าใครจะอยู่ไปได้ยาวๆ มากกว่า

 

ผลงาน This Brings Me Here ft. Kiko Mizuhara ที่ทำร่วมกับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เริ่มจากเต๋อได้รับบรีฟให้ทำแค่ ‘คลิปเบื้องหลังการถ่ายทำปรินต์แอด’ แต่เขาสร้างสตอรี่และตัวละครขึ้นมาเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมและทำให้ใกล้ตัวขึ้น ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นหนังสั้นกึ่งสารคดีที่ดูแล้วอมยิ้ม มากด้วยความรู้สึกดีๆ พร้อมกับคีย์แมสเสจที่ตรงจุดและเป็นสากลอย่าง ‘โชคชะตาทำให้เราได้มาเจอกัน’

 

วิธีคิดของคนทำเปลี่ยนไหม เวลาเราทำงานอะไรออกไปแล้วต้องมียอดไลก์หรือยอดวิวมาเป็นตัวชี้วัด

     นี่คือยุคที่เรามีอิสรภาพในการทำคอนเทนต์เยอะที่สุด สมมติถ้าเป็นเมื่อก่อนบอกว่าลำไย ไหทองคำ ดังโดยที่ยังไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก อำนาจการตัดสินใจว่าอะไรจะออกไปหรือไม่ออกไปมันก็อยู่ที่สถานี เขาก็จะบอกว่าต้องทำอย่างนี้สิถึงจะดัง กลายเป็นว่าเราต้องทำตามเขา แม้ว่าเราอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น เราอาจจะไม่ได้อยากร้องหรือเต้นแบบนั้น แต่ถ้าเราไม่ทำตามสถานีหลักหรือเซ็นเตอร์ของมัน เราก็อาจจะไม่มีอาชีพไปเลย เพราะเราก็ไม่รู้จะไปติดต่อใครได้อีก เราไม่สามารถพบเจอ audience ของเราได้ในจุดอื่น

     แต่ยุคนี้คือยุคที่อาวุธติดครบเลย เกิดมาสามารถติดต่อชาวไอซ์แลนด์ได้เลย บางทีเราก็แปลกใจว่าทำไมทุกคนต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ในเมื่อคุณสามารถพัฒนาตัวเองจนดีพอที่จะหา audience ของคุณเองได้โดยที่ไม่ต้องไปเป็นแบบล้านวิวอันนั้นก็ได้

เชื่อเรื่องตำราออนไลน์มาร์เก็ตติ้งไหม เช่น 5 วินาทีแรกจะต้องทำอย่างนั้น หรือความยาวที่เหมาะสมที่สุดคือ 3 นาที

     เราทำในแบบของเราเองจนค้นพบว่าจริงๆ มันไม่เกี่ยว สมมติว่างานต้อง 3 นาทีไหม หรือ 5 วินาทีแรกต้องเกิดอะไรไหม เราว่างานของเราไม่เคยมีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นเลย งานของเรายาวกว่า 3 นาทีเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ 5 นาทีบวก หรือ 7 นาทีอะไรแบบนั้น 5 วินาทีแรกบางทียังเป็นภาพดำกับตัวหนังสืออยู่เลย 5 วินาทีแรกยังขึ้นชื่อนักแสดงอยู่เลย หมายถึงไม่มีอะไรดึงคนได้เร็วขนาดนั้น แต่มันก็ยังโอเคนะ ยังรู้สึกว่ามันเวิร์กอยู่

     ความจริงแล้วในฐานะคนทำคอนเทนต์ เรารู้สึกว่าหลัก 5 วินาทีแรกไม่เกี่ยวเท่าไร มันอยู่ที่ว่าเราทำงานออกมาดีพอหรือเปล่าแค่นั้นเอง ถ้าเกิดเราต้องใช้หลักการ 5 วินาทีแรก นั่นแปลว่างานเราอาจจะยังไม่แข็งแรงพอ 5 วินาทีแรกเราเลยต้องโกยให้มากที่สุด

 

แล้วลูกค้าเชื่อไหม

     เราโชคดีนิดหนึ่งที่เขาเชื่อ ไม่ใช่เชื่อเพราะมีชื่อเสียงอยู่แล้วนะ แต่เป็นการต่อสู้ บางทีตัดต่อเสร็จแล้วเอาให้ดู แล้วบอกเขาว่า 4 นาทีนะครับ ซึ่งจริงๆ คือ 7 นาที คือมันสนุก เขาก็ดูไปแล้วบอกว่าโอเคเลย ไม่ยาว ซึ่งจริงๆ คือ 7 นาที หนังมันจะยาว 7 นาทีก็ต่อเมื่อมันเริ่มไม่เวิร์กไปเรื่อยๆ คนมันจะเร่ิมรู้สึกว่าทำไมนานจัง แต่โอเค ในฐานะคนทำโฆษณาสั้นๆ อะไรที่มันไม่ควรยาวมากๆ ก็ไม่ต้องยาวมาก ถ้าเกิดประเด็นที่เราจะเล่ามันมีอยู่ประเด็นเดียวก็ไม่รู้จะยืดยาวไปทำไม โครงเรื่องบางอันมันเหมาะกับ 5 นาทีก็ 5 นาที บางอัน 2 นาทีพอแล้วก็พอ เราเลยรู้สึกว่าแม่งไม่เกี่ยวกับเวลา แต่เกี่ยวกับว่าคอนเทนต์คุณน่าสนใจพอไหม

     เวลาชอบอะไรสักอย่างมากๆ อยู่กับเขาครึ่งชั่วโมงก็เหมือน 5 นาทีเอง เพียงแต่ว่าเราทำให้มันดีหรือยัง อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ได้มากกว่า คือทำให้มันน่าสนใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หมายถึงว่าต่อให้เป็นงานซีเรียส เราก็ยังรู้สึกว่าทำให้มันน่าสนใจได้ เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องฮาเท่านั้น ต้องโรแมนติกมากๆ เท่านั้นถึงจะครองใจคน โอเค มันอาจจะครองใจคนจริงๆ ในจำนวนมาก แต่เราแค่คิดว่านี่มันคือยุคที่เราอนุญาตให้มีความหลากหลายทางคอนเทนต์มากที่สุดแล้ว เราก็พัฒนาในแบบที่มันแตกต่างให้ดีพอ

ก่อนจะกระโดดออกจากกรอบ ควรไปศึกษากรอบให้ดีก่อน

การทำหนังของตัวเองกับทำตามโจทย์ของลูกค้า วิธีคิดต่างกันอย่างไร

     เวลาเราทำหนัง เรามีเรื่องจะเล่าใช่ไหม เช่น เราสนใจเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็ทำสตอรี่ขึ้นมารองรับเรื่องนั้น แต่ของโฆษณาเหมือนธีมที่เราควรได้รับตอนสุดท้าย สมมติมาซื้อน้ำนี่กินกันเถอะ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจขนาดนั้น ความต่างระหว่างการทำหนังกับการทำโฆษณาคือธีม หรือสิ่งที่ต้องเล่าจริงๆ มันไม่เหมือนกัน แต่เราแค่คิดว่าเราหาแง่มุมในการเล่าเรื่องพวกนี้ได้

     การทำโฆษณาค่อนข้างดูเป็นโจทย์มากกว่าว่าเราจะแก้โจทย์อันนี้อย่างไร เราจะบอกคนดูอย่างไรว่าสินค้านี้มันเป็นอย่างนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาเขาเรียกเราไปทำ เขาไม่อยากให้เราพูดตรงๆ ทำยังไงก็ได้ให้คนเก็ตข้อมูลของสินค้านี้โดยไม่รู้ตัว นี่คือสิ่งที่ต่าง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมานั่งคิดว่าในเมื่อสิ่งที่เราจะทำไม่ได้มาจากสตอรี่ของตัวเอง เราก็ต้องไปดูว่ามีสตอรี่อันไหนที่เข้ากับอันนี้ได้บ้าง แล้วก็ต้องมาดูว่าแบบไหนที่เขาทำไปแล้วด้วย อย่างขายผลิตภัณฑ์นี้ แนวโรแมนติกเขาทำกันไปเยอะแล้วก็ต้องหนี เพราะถ้าเกิดทำออกมาอีกตัวก็จะซ้ำ หรือว่าเทคนิคไหนเขาเคยใช้ไปแล้วบ้าง มันก็เลยเป็นเหมือนการหาวิธีแก้ปัญหามากกว่า

 

ผลงาน ROMPBOY – 39 ทำร่วมกับรองเท้ายี่ห้อ Rompboy เต๋อเล่าว่าเป็นงานที่สนุกและทำเร็วมาก เพราะตัวเจ้าของแบรนด์ (บู้ Slur-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์) และกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ซึ่งเป็นวัยรุ่นค่อนข้างจะถูกจริตกับตัวเขา โฆษณาตัวนี้เริ่มจากความคิดที่ว่า เบอร์รองเท้าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องเป็นคนใส่ใจจริงๆ เท่านั้นจึงจะจำกันได้ ผลลัพธ์คือหนังสั้นแอบรักแฟน เพื่อน

 

แต่มันมีปัญหาในการทำคอนเทนต์ที่บางทีเนื้อเรื่องดี แต่กลบตัวผลิตภัณฑ์

     ตัวเราเองพยายามบาลานซ์ให้เกิดสิ่งนี้ได้พร้อมๆ กัน เราถึงบอกว่ามันต้อง collaborate กันนิดหนึ่ง ถ้าใครฝั่งใดฝั่งหนึ่งเยอะเกินไป เช่น สมมติว่าฝั่งลูกค้าเยอะเกินไป มันก็จะกลายเป็นโฆษณาเพียวๆ ที่คนขี้เกียจดู แต่ถ้าฝั่งเราเยอะเกินไป ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเนื้อเรื่องนำโปรดักต์ไปนิดหนึ่ง อันนี้มันเลยรู้สึกว่าต้องซึ่งและกันนิดหนึ่ง มันพูดยากในฝั่งคนคิด ความจริงแล้วมันไม่ได้มีหลักการอะไรมากมาย แต่สิ่งที่พอจะมีในใจคือเราพยายามจะบาลานซ์สองอันนี้ให้ไปพร้อมๆ กัน หมายถึงว่ามันดูเป็นปัญหานั่นแหละ แต่มันไม่สามารถแก้ได้ด้วยการใช้ปัจจัยภายนอก มันต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงคิดไอเดียว่ามีไอเดียไหนบ้างที่จะบาลานซ์สองอย่างนี้ได้

     อย่างที่ว่า พอเหวี่ยงไปทางลูกค้าเยอะก็อาจจะน่าเบื่อ แต่ถ้าเหวี่ยงไปทางสตอรี่เยอะก็อาจจะลืมโปรดักต์ ผมเชื่อว่าทุกอันมันมีอันหนึ่งที่บาลานซ์สองอย่างนี้ได้พอดี เพียงแต่ว่าอันนั้นมันคืออะไร แล้วจะใช้วิธีไหน บางครั้งมันใช้วิธีที่แตกต่างกัน เพราะบางอันอาจจะต้องฮาร์ดโชว์ไปเลยหรือเปล่า หรือสินค้าแบบนี้ให้เนียนๆ ไปดีกว่า ทีนี้มันเป็นการตกลงกันระหว่างคนทำคอนเทนต์กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ ผมเลยบอกว่าต้องพยายามหาคนที่มันตรงกันเพราะเราจะเห็นในทิศทางเดียวกัน ผมว่ามันเป็นการหาคน The right person for the right job มากกว่า ซึ่งก็ยากนิดหนึ่ง แต่ถ้าหาเจอก็จะโอเค

ถ้าเป็นคนทำคอนเทนต์ที่ดี เราจะไม่ต้องกลัวเทคโนโลยีอีกเลย เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะใช้กระดาษ กล้องถ่ายรูป หรืออะไรก็ตาม หลักการในใจคือเราต้องทำให้มันน่าสนใจมากๆ เราทำให้คนติดตามได้ หรือทำให้มันยูนีกขึ้นมา หรือเป็นคอนเทนต์ที่ใหม่จริงๆ มันอยู่ในแพลตฟอร์มไหนก็ได้

 

โฆษณาสมัยก่อนเน้นขายตรงๆ แต่ตอนนี้หันมาสร้างสตอรี่กันหมด แล้วแบรนด์จะได้มากขึ้นหรือน้อยลง

     มันอยู่ที่ว่ารีบแค่ไหน สำหรับเรา ยุคนี้คนมันทันขึ้นมากๆ อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะ ถ้ามันมาเนียนๆ อยู่ในชีวิตประจำวัน มันจะอยู่นานกว่า หมายถึงว่าของสิ่งนี้มันเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้จริงๆ ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม เพราะโดยพื้นฐานไม่มีใครอยากดูโฆษณาอยู่แล้ว เราเลยต้องทำให้มันสนุกมากๆ จนคนอยู่กับมันโดยที่ไม่รู้ตัว ถ้าเกิดเราเปิดมาจะขายเลย มันเหมือนโฆษณาที่เราไม่ดูแล้วเดินไปฉี่ กลายเป็นว่าไม่ได้อะไรเลย ยกเว้นแบบที่มันฮาร์ดเซลล์แล้วมันเวิร์ก คือเขาก็จะมีศิลปะของเขา มันไม่ได้ฮาร์ดตรงๆ มันมีความหลอกล่อ หรือบอกไม่หมดอะไรแบบนี้อยู่แล้ว

     ผมรู้สึกว่ามันแล้วแต่ฟังก์ชันด้วย หมายถึงว่าเราอาจจะไม่ถนัดทำ TVC 30 วินาที สำหรับเรามันยาก ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นงานขายวิญญาณหรืออะไร แต่มันเร็วมาก ทำไม่ทัน คือวิธีคิดมันคนละแบบ 30 วินาทีในแบบของเราคือตัวละครเดินเข้ามาในห้องจะไปนั่งก็หมดแล้ว ยังไม่ทันพูดอะไร แต่คนที่เขาทำ TVC 30 วินาที เขาเปิดมาลุยเลย เล่าเลย มันเป็นอีกทางหนึ่งที่เราอาจจะไม่ถนัดขนาดนั้น

     คราวนี้มันอยู่ที่ว่าเจ้าของสินค้ารู้ใช่ไหมว่ารอบนี้จะขายอะไร ถ้าเกิดต้องขายปังๆ ทีเดียวไปเลยก็อาจจะไม่ได้จ้างนวพล หรือแซลมอนเฮาส์ ก็ต้องไปจ้างคนที่เขาถนัดทางด้านนี้

 

FUN FACTS ที่ทำร่วมกับโครงการ Young Love รักเป็น ปลอดภัย เป็นหนังที่เต๋อบอกว่าเป็นตัวเขามาก โจทย์มีแค่เรื่องการให้ความรู้เรื่องเพศกับวัยรุ่น  เขาจึงสร้างเรื่องราวและตัวละครตามที่ตัวเองถนัดจนได้ออกมาเป็นหนังสั้นตลก สนุก แต่แทรกความรู้ 

 

สำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนที่กำลังอยากเข้ามาทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นหนัง โฆษณา หรือวิดีโอออนไลน์ คุณสมบัติสำคัญที่สุดที่เขาควรจะมี หรือควรจะเพิ่มทักษะตัวเองเพื่อรับกับอนาคต

     ถ้าเป็นคนทำคอนเทนต์ที่ดี เราจะไม่ต้องกลัวเทคโนโลยีอีกเลย เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะใช้กระดาษ กล้องถ่ายรูป หรืออะไรก็ตาม หลักการในใจคือเราต้องทำให้มันน่าสนใจมากๆ เราทำให้คนติดตามได้ หรือทำให้มันยูนีกขึ้นมา หรือเป็นคอนเทนต์ที่ใหม่จริงๆ มันอยู่ในแพลตฟอร์มไหนก็ได้ เพราะยุคนี้พิสูจน์แล้วว่าเรามีวิดีโอมากมายให้ดูแต่วิดีโอที่น่าสนใจมันก็ไม่ได้มีเยอะขึ้นกว่าเดิมเท่าไร เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทำ หนึ่ง ต้องหาสิ่งที่เราสนใจที่สุดให้ได้ คุณจะได้พัฒนาสิ่งนั้นให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่บอก ถ้ามันดีถึงจุดหนึ่ง คนทั่วไปจะมาสนใจมันเอง เพราะเอาจริงๆ บางทีมันมีความเข้าใจผิดๆ ว่าถ้าเราจะทำหนังแมส เราต้องทำหนังผีหรือตลกไปเรื่อยๆ แล้วในความรู้สึกเรา คนทั่วๆ ไปเขาไม่ได้อยากดูหนังเรื่องเดิม เขาอยากดูคอนเทนต์ใหม่ที่เขาเข้าใจได้

 

ถ้าเกิดคนอยากทำงานเรื่องการสื่อสาร เขาควรจะไปหาความรู้หรือทักษะจากไหนดี

     จริงๆ เรารู้สึกว่ามันมีหลักเบสิกในการสื่อสารอยู่ ทุกเรื่องในโลกมันก็เกิดจากอะไรง่ายๆ หมายถึงว่าต่อให้เป็นหนังทดลองขนาดไหน มันก็เกิดมาจากหลัก 3 องก์ปกติ คือเหมือนภาพยนต์มันจะมีหลัก 3 องก์ เริ่มต้นก็ทำให้ตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วปิดจบอะไรแบบนี้ คือเราไม่ได้เรียนหนังนะ แต่เรามาเรียนรู้เรื่องนี้หลังจากทำงานกับที่สตูดิโอ ซึ่งตอนแรกคิดว่าการเรียนกฎพวกนี้มันจะทำให้เราตันหรือเปล่านะ จะทำให้เราเสียวิญญาณหรือเปล่านะ แต่ตอนหลังพบว่ามันไม่มีอะไรหรอก มันเป็นหลักเบสิกในการสื่อสารแค่นั้นแหละ

     ก่อนจะกระโดดออกจากกรอบ ควรไปศึกษากรอบให้ดีก่อนจะดีมาก อันนี้พูดในฐานะคนอยู่นอกกรอบแล้วเข้ามาศึกษาในกรอบ แล้วก็กระโดดออกไปนอกกรอบใหม่ รู้สึกว่าพอมันมีกรอบแล้วเราจะรู้ว่ามันจะกระโดดออกไปทางไหนได้บ้าง หรือเขาเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง หรือเราจะชื่นชมงานที่กระโดดออกจากกรอบได้ดีขึ้น เพราะเรารู้ว่าเขากระโดดออกอย่างไร มันไม่ใช่เป็นแบบ งานมันแจ๋วดีว่ะ เท่ดีว่ะ แล้วอธิบายอะไรไม่ได้เลย

     เพราะฉะนั้นต่อให้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากขนาดไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราเอง ถ้าหากเรารู้จักปรับตัวและพัฒนาคอนเทนต์ของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่ามันอยู่แพลตฟอร์มไหน มันก็จะหาคนดูเจอเอง เพราะท้ายที่สุด ถ้าคอนเทนต์คุณยังไม่ดีพอ หลักการตลาดใดๆ ก็คงช่วยคุณไม่ได้ / จบ.

The post สร้างคอนเทนต์ให้ปังสไตล์ ‘เต๋อ นวพล’ ผู้แหกทุกขนบตำราการตลาดออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/culture-film-ais-dc-talk-create-content-style-ter-nawapol/feed/ 0