การศึกษาไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การศึกษาไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 25 Aug 2026 12:31:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 “คนวิจารณ์การศึกษา คือคนมีสิทธิเลือก” ความพยายามลดเด็กหลุดจากระบบของเศรษฐา ทวีสิน https://thestandard.co/srettha-education-inequality-zero-dropout/ Tue, 25 Aug 2026 12:31:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1246390 ภาพถ่ายบุคคลของ เศรษฐา ทวีสิน

หลายคนรู้จัก เศรษฐา ทวีสิน ผ่านบทบาทนักธุรกิจและอดีตนาย […]

The post “คนวิจารณ์การศึกษา คือคนมีสิทธิเลือก” ความพยายามลดเด็กหลุดจากระบบของเศรษฐา ทวีสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายบุคคลของ เศรษฐา ทวีสิน

หลายคนรู้จัก เศรษฐา ทวีสิน ผ่านบทบาทนักธุรกิจและอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อบทสนทนาค่อยๆ พาไปถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำและการศึกษา สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาเล่ากลับเป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก แต่มันคือจุดตั้งต้นของวิธีมองความแตกต่างรว่าเหตุใดบางคนจึงมีโอกาสมากกว่า และเหตุใดคนอีกกลุ่มหนึ่งจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กับข้อจำกัดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนเลือก

 

 
 

ถ้าถามว่าความรู้สึกเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาเป็นช่วงที่เขาเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรและมีเพื่อนร่วมชั้นจากครอบครัวหลายระดับ เด็กบางคนมาจากบ้านที่พอมีกำลัง ขณะที่บางคนเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนซึ่งได้รับโอกาสให้เข้ามาเรียนร่วมกัน ในห้องเรียนทุกคนเป็นเพื่อนกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน และยังไม่ได้มองกันผ่านฐานะหรือสถานะทางสังคม แต่เมื่อถึงช่วงปิดเทอม ความแตกต่างของชีวิตกลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

 

เด็กบางคนได้เดินทางไปต่างประเทศ บางคนไปหัวหิน หรือได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวตามกำลังของแต่ละบ้าน ขณะที่เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ไปไหนเลย สำหรับเศรษฐาในวัยนั้น ความแตกต่างอาจยังไม่มีคำอธิบายที่ซับซ้อน สิ่งที่ชัดกว่าคือความรู้สึกว่าคนที่เรียนห้องเดียวกัน เล่นด้วยกัน และเป็นเพื่อนกันมาตลอด กลับมีพื้นที่ในชีวิตไม่เท่ากัน

 

“เราเล่นฟุตบอลด้วยกัน เราเติบโต เรียนห้องเดียวกัน ทำไมเขาไม่ได้รับส่วนตรงนี้ พอมันเป็นแบบนี้ผมเลยรู้ว่าผมไม่ชอบความเหลื่อมล้ำ ไม่ชอบความแตกต่าง ผมไม่อยากเห็นว่าผมมีดีกว่าคนอื่น แล้วคนอื่นไม่มีโอกาส ผมอึดอัด”

 

เมื่อโตขึ้นคำตอบของคำถามในวัยเด็กก็ค่อยๆ ชัดขึ้นเอง ว่าสิ่งที่ทำให้เพื่อนบางคนไปไหนไม่ได้หรือไม่มีโอกาสแบบเดียวกับคนอื่น ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถหรือความพยายามของพวกเขา แต่เชื่อมโยงกับฐานะและเงื่อนไขของครอบครัวที่แต่ละคนเกิดมาเผชิญไม่เหมือนกัน และความแตกต่างเหล่านี้สามารถกำหนดทางเลือกในชีวิตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

ความรู้สึกไม่สบายใจกับความไม่เท่ากันยังปรากฏขึ้นอีกหลายครั้งเมื่อโตขึ้น เขาเล่าถึงช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต วันนั้นโต๊ะของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้ติดตามมีอาหารใต้หลายอย่าง ขณะที่โต๊ะของนักข่าวหรือเจ้าหน้าที่มีเพียงข้าวผัด ผลไม้ และอาหารที่เรียบง่ายกว่า ภาพดังกล่าวทำให้เขาตั้งคำถามทันทีว่าเหตุใดคนที่เดินทางมาทำงานร่วมกันจึงได้รับการจัดอาหารต่างกัน

 

“ผมถามว่าทำไมเขาทานกันอย่างนั้น ผมเลยบอกว่าไม่เอาแล้วนะ ถ้าเกิดผมไปกับใคร ถ้าผมจะได้กิน 7 อย่าง แล้วมันไม่เท่ากับคนอื่นแบบนี้ ผมกิน 3 อย่างก็ได้ ถ้าเกิดมันเป็นปัญหาเรื่องบัดเจ็ต ผมไม่ชอบให้มันมีความเหลื่อมล้ำตรงนั้น”

 

เขายังยกตัวอย่างถึงสมัยทำงานที่แสนสิริ ซึ่งการจัดอาหารกลางวันไม่ได้แบ่งสิทธิตามตำแหน่ง พนักงานระดับจูเนียร์หรือผู้บริหารสามารถเข้ามารับประทานอาหารร่วมกันได้ พื้นที่นั้นจึงทำหน้าที่เป็นทั้งโต๊ะอาหารและพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน โดยไม่ต้องมีเส้นแบ่งของลำดับชั้นเข้ามากำกับ

 

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำบางครั้งมันอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การได้ไปเที่ยวในวัยเด็ก อาหารบนโต๊ะ ไปจนถึงโอกาสที่แต่ละคนสามารถเข้าถึงได้

 

และเมื่อบทสนทนาเดินมาถึงเรื่องการศึกษา ความแตกต่างในเรื่อง ‘โอกาส’ ก็ยิ่งชัดขึ้น เพราะในขณะที่บางครอบครัวกำลังเลือกว่าโรงเรียนไหนหรือหลักสูตรใดดีที่สุดสำหรับลูก เด็กอีกจำนวนมากยังต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนปฏิรูปการศึกษา ต้องพาเด็กกลับเข้าระบบให้ได้ก่อน

 

เมื่อพูดถึงปัญหาการศึกษาไทย เศรษฐาย้อนกลับไปมองวงสนทนาในหมู่เพื่อนและคนรุ่นเดียวกันที่หยิบเรื่องนี้มาพูดกันอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่หลักสูตร คุณภาพการเรียนการสอน ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ไปจนถึงการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมวิจารณ์เรื่องเหล่านี้มาตลอด จนเริ่มมองเห็นช่องว่างระหว่างคนที่กำลังถกเถียงเรื่องคุณภาพการศึกษา กับชีวิตของเด็กอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสพื้นฐานในการเรียน

 

“คนที่พูดเรื่องปัญหาการศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนที่มีทางเลือกทั้งนั้น ตั้งแต่เรื่องของลูกว่าจะเรียนสาธิต อัสสัมชัญ สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ โรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย หรือจะส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบก็ยังทำได้

 

“การมี option หรือมีทางเลือกแบบนี้ ถือเป็นลักชัวรีอย่างหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีเด็กอีกเป็นล้านคนที่แม้แต่จะไปโรงเรียนยังทำไม่ได้ เพราะข้อจำกัดเรื่องฐานะและความจำเป็นของครอบครัว บางบ้านทำสวน ทำนา ทำไร่ เด็กต้องช่วยเก็บผลผลิต ช่วยงานในบ้าน หรือช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน สุดท้ายก็ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ขณะที่เด็กบางคน แม้แต่โอกาสจะได้กินข้าวกลางวันที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการก็ยังไม่มี”

 

สิ่งที่เศรษฐาชี้ให้เห็นจึงอยู่ที่ต้นทุนของการศึกษาในแต่ละครอบครัว ซึ่งไม่เท่ากันตั้งแต่แรก สำหรับบางบ้าน การเรียนคือพื้นที่ของการเลือกว่าจะเรียนที่ไหนหรือเรียนระบบใด ส่วนอีกหลายบ้าน การส่งเด็กไปโรงเรียนหมายถึงการสูญเสียแรงงานหรือรายได้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความจำเป็นในแต่ละวันจึงกลายเป็นเงื่อนไขที่ค่อยๆ ดึงเด็กออกจากห้องเรียน

 

ในมุมของเขา การเปลี่ยนหลักสูตรหรือปรับโครงสร้างการศึกษาทั้งระบบเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจเข้าไปขยับได้ยาก เพราะเกี่ยวข้องกับนโยบายและกลไกของรัฐโดยตรง แต่ภาคเอกชนยังมีพื้นที่ให้ลงมือได้ โดยเฉพาะการช่วยไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบและพาเด็กที่หลุดไปแล้วกลับมาเรียนให้ได้ก่อน ซึ่งความคิดที่จะลงมือกับปัญหานี้เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นหลังจากได้ฟังการพูดคุยเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาในเวทีของ THE STANDARD ซึ่งมี กสศ. เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน

 

“จริงๆ ต้องให้เครดิต THE STANDARD ด้วย ตอนนั้นมีการจัดฟอรัมช่วงปลายปี และก่อนที่ผมจะขึ้นเวที กสศ. กำลังพูดคุยกันเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาอยู่พอดี ผมไปถึงก่อนก็เลยนั่งฟัง พอฟังจบก็รู้สึกว่าเราเองน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เลยไปคุยกับท่านเลขาว่า มีอะไรที่เราพอจะทำได้หรือเปล่า เพราะตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่อยากกลับไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน แล้ววิจารณ์การศึกษาไทยกันอยู่แบบเดิมอีกแล้ว อยากลุกขึ้นมาทำอะไรจริงๆ สักอย่าง”

 

“จากนั้นก็เริ่มคิดถึงเรื่อง Zero Dropout ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นผมเองก็เริ่มสนใจการเมืองแล้ว จึงต้องระมัดระวังเรื่องพื้นที่และภาพลักษณ์ของโครงการด้วย ผมเลยคิดว่า ถ้าจะเริ่มทำ ก็น่าจะเลือกสักจังหวัดหนึ่งที่เรามีทรัพยากรพอจะลงไปทำได้จริง”

 

“ถ้าเป็นจังหวัดใหญ่อย่างอุบลราชธานี นครราชสีมา หรือเชียงใหม่ จำนวนเด็กก็มากเกินกว่าทรัพยากรที่เรามีจะรับไหว เราเลยมองหาจังหวัดขนาดเล็กลงมา แล้วก็มาคิดว่าราชบุรีน่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับเริ่มต้น”

 

ราชบุรีถูกเลือกจากเงื่อนไขหลายด้าน ข้อแรกคือแสนสิริไม่มีโครงการอยู่ในจังหวัดนี้ และต้องการแยกงานดังกล่าวออกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจให้ชัดที่สุด ข้อถัดมาคือเรื่องขนาดของจังหวัดและจำนวนเด็กที่หลุดจากระบบยังอยู่ในระดับที่ทรัพยากรของเขาพอจะรองรับได้ โดยประเมินงบประมาณไว้ราว 100 ล้านบาทในช่วง 3-5 ปี ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เขาเริ่มมีบทบาททางการเมือง พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีฐานทางการเมืองแข็งแรงในราชบุรี การเลือกพื้นที่นี้จึงช่วยลดข้อครหาเรื่องการใช้โครงการเพื่อประโยชน์ทางการเมืองด้วย

 

เมื่อแนวคิดเริ่มลงมาถึงระดับปฏิบัติเขาพบว่าการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกคนได้ เพราะข้อจำกัดของเด็กแต่ละคนและแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน

 

“ตอนที่เราเริ่มโครงการ ผมมองว่าราชบุรีเป็นเหมือน sandbox ที่เราจะลองดูว่า การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจริงๆ ต้องใช้อะไรบ้าง เราต้องคุยกับ NGO อาจต้องมีครูพิเศษ ต้องออกแบบเวลาเรียนให้ยืดหยุ่น หรือใช้การเรียนออนไลน์เข้ามาช่วย เพราะเด็กบางคนมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถเรียนตามระบบปกติได้

 

“จริงๆ หน้าที่ของเด็กควรเป็นการไปโรงเรียน แต่เราก็ต้องเข้าใจความเป็นจริงว่าเด็กบางคนยังจำเป็นต้องช่วยครอบครัวทำงาน จึงอาจต้องหาวิธีให้เขาสามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน หรือในบางกรณีก็ต้องช่วยลดภาระของครอบครัว เช่น จ้างคนมาช่วยทำงาน เพื่อให้เด็กมีเวลาและมีโอกาสกลับไปเรียนได้”

 

หน้าที่ของคนที่มีโอกาสมากกว่า?

 

จากการทดลองในราชบุรี เศรษฐามองไกลไปถึงการขยายแนวทางนี้ออกไปยังพื้นที่อื่น โดยหวังว่าจะมีบริษัทหรือองค์กรที่มีทรัพยากรเข้ามารับผิดชอบแต่ละจังหวัด ช่วยกันพาเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาให้ได้มากที่สุด ส่วนการปรับหลักสูตรและโครงสร้างการศึกษาในระดับประเทศ เขายังมองว่าเป็นหน้าที่ที่ภาครัฐต้องรับช่วงต่อ

 

“เป้าหมายหลักที่ผมอยากเห็นคือให้บริษัทหรือองค์กรอื่นๆ ที่พอมีงบประมาณเข้ามาช่วยกันรับผิดชอบแต่ละจังหวัด เหมือนมีคนเข้ามา champion พื้นที่ของตัวเอง แล้วช่วยกันพาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้ามาให้ได้มากที่สุด ตอนนั้นตัวเลขที่ผมจำได้อยู่ที่ประมาณหลักล้านคน

 

“เมื่อเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว ขั้นต่อไปก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องไปดูเรื่องหลักสูตรและปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน”

 

เหตุผลที่ให้น้ำหนักกับการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มาจากความเชื่อว่าการศึกษาทำให้คนมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น เด็กที่เติบโตในครอบครัวเกษตรกรอาจเลือกทำอาชีพเดิมของพ่อแม่ต่อ หรือเลือกเส้นทางอื่นก็ได้ สิ่งที่เขากังวลคือการที่เด็กต้องเดินไปตามเส้นทางเดียวเพราะไม่มีโอกาสรู้จักทางเลือกอื่น โดยเฉพาะในโลกที่สภาพภูมิอากาศ ความต้องการสินค้า และตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ความคิดนี้ยิ่งชัดขึ้นจากประสบการณ์ช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเขาเคยพบเด็กในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะต้องช่วยครอบครัวเลี้ยงไก่และเก็บไข่ ทั้งที่โรงเรียนยังเปิดตามปกติ ภาพดังกล่าวสะท้อนระยะห่างระหว่างชีวิตของเด็กกลุ่มนี้กับวงสนทนาเรื่องการศึกษาที่เขาและคนรอบตัวเคยพูดกันมานาน คนในวงสนทนาส่วนใหญ่สามารถเลือกโรงเรียน เปลี่ยนหลักสูตร หรือส่งลูกไปเรียนต่างประเทศได้ ขณะที่เด็กอีกจำนวนหนึ่งยังต้องต่อรองกับเงื่อนไขพื้นฐานว่าจะสามารถไปโรงเรียนได้หรือไม่

 

“ถ้าเด็กไม่มีการศึกษา ทางเลือกในการประกอบอาชีพก็จะน้อยลงมาก เขาอาจต้องกลับไปทำเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ ซึ่งผมไม่ได้มองว่าอาชีพเกษตรกรมีคุณค่าน้อยกว่าอาชีพอื่น แต่วันนี้โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งความต้องการของสินค้าและสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงของการมีทางเลือกอยู่เพียงทางเดียวจึงสูงขึ้น

 

“อย่างน้อยเด็กควรมีสิทธิเลือกได้ว่า เขาอยากทำเกษตรต่อ อยากเป็นครู เป็นวิศวกร หรือไปทำงานใน Data Center หรือโรงงาน Microchip เราอยากให้เขาได้เลือกเส้นทางของตัวเอง มากกว่าต้องเดินตามอาชีพของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเพราะไม่มีทางเลือกอื่น และทางเลือกแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเด็กมีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษา

 

“เวลาเป็นนายกฯ กลับไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนี้ เพราะทุกอย่างถูก set up หมด ให้มันดูสวย ดูดี แต่เวลาไปต่างจังหวัดแล้วได้ถามเด็กว่า ทำไมไม่ไปโรงเรียน เด็กเขา innocent มาก เขาก็บอกว่าต้องเก็บไข่ ต้องเลี้ยงไก่ เลยไม่ได้ไปโรงเรียน ผมก็ถามว่าโรงเรียนเปิดหรือเปล่า เขาก็บอกว่าเปิด แล้วตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นช่วงปิดเทอมด้วย

 

“ผมว่าเราหลงประเด็น เพราะคนอย่างพวกผม อายุ 60 กว่า หลายคนพูดกันตลอดว่าการศึกษาไทยไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แน่นอน พวกคุณพูดได้ คุณด้อยค่าการศึกษาได้ เพราะพวกคุณมีช้อยส์ มีสิทธิที่จะเลือก แต่ทำไมคุณไม่ลองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงล่ะ เราอยากจะเป็นผู้ผลักดันในการเปลี่ยนแปลง หรืออยากจะเป็นแค่คนนั่งวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องบางเรื่องซึ่งเราสามารถทำประโยชน์ได้ ผมอยากให้กลับมาคิดในมิตินั้นมากกว่า”

 

จากประเด็นเรื่องการศึกษา บทสนทนาค่อยๆ ขยายไปถึงบทบาทของคนที่มีทรัพยากรมากกว่า เขามองว่าภาคเอกชนไทยยังมีศักยภาพที่จะเข้ามาช่วยในพื้นที่ที่รัฐมีข้อจำกัด และเมื่อคนคนหนึ่งเดินมาถึงช่วงชีวิตที่มีความมั่นคงแล้ว ความรับผิดชอบก็ควรขยายออกไปจากตัวเองและครอบครัวสู่สังคมรอบข้าง

 

“อย่าพูดด้วยความมักง่ายว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอย่างเดียว เพราะเราก็รู้ว่างบประมาณมันไม่พอ มีทั้งงบประจำ เรื่องการเก็บภาษี เศรษฐกิจก็ไม่ดี มันมีข้อจำกัดอยู่ แต่ภาคเอกชนเราแข็งแกร่งมาก หลายคนในสังคมเป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้ว ถ้าพอจะเจียดเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือสังคม มาช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น ผมว่ามันทำได้

 

“พอเราอายุขนาดนี้แล้ว retire แล้ว มีอันจะกินมากพอ หน้าที่มันยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งหน้าที่ดูแลลูกหลาน ดูแลบิดามารดา และหน้าที่ในการดูแลสังคม ถ้าเราสามารถเอามิติของสังคมเข้ามาคิดด้วยว่าเราควรทำอะไรได้มากขึ้น ผมว่าสังคมจะดีขึ้นอีกเยอะ”

 

เมื่อมองความคิดทั้งหมดต่อเนื่องกัน สิ่งที่เขาพยายามพูดถึงกลับมาอยู่ที่เรื่อง ‘ทางเลือก’ คนบางกลุ่มเติบโตมาพร้อมตัวเลือกจำนวนมากจนการเลือกกลายเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งโรงเรียน หลักสูตร ประเทศที่จะไปเรียน หรือเส้นทางอาชีพ ขณะที่เด็กอีกจำนวนหนึ่งมีพื้นที่ตัดสินอนาคตของตัวเองน้อยกว่ามาก เพราะข้อจำกัดของครอบครัวเข้ามากำหนดเส้นทางตั้งแต่ต้น

 

สำหรับเศรษฐา การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจึงหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เห็นและเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันคนที่มีทรัพยากรและทางเลือกอยู่แล้วก็มีโอกาสใช้สิ่งที่ตัวเองมีเพื่อช่วยให้คนอื่นมีทางเลือกเพิ่มขึ้นเช่นกัน

The post “คนวิจารณ์การศึกษา คือคนมีสิทธิเลือก” ความพยายามลดเด็กหลุดจากระบบของเศรษฐา ทวีสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kis-alumni-to-leader/ Wed, 15 Jul 2026 05:30:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1229839 kis-alumni-to-leader

โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยใ […]

The post นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
kis-alumni-to-leader

โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบัน โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีอยู่มากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ แต่ในตัวเลข 200 นั้น มีเพียงไม่กี่แห่งหรืออาจจะมีเพียง 1 แห่งเท่านั้นที่ผู้บริหารของโรงเรียนเคยเติบโตอยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนั้นมาตั้งแต่วันแรก ที่แห่งนั้นคือ KIS International School

 

THE STANDARD ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ พริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล ผู้บริหารโรงเรียนในเครือโรงเรียนนานาชาติ KIS และเป็นนักเรียนคนแรกของ KIS International School ที่วันนี้เขากลับมาทั้งในฐานะรุ่นพี่ผู้ที่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่รุ่นน้อง และในฐานะหัวเรือสำคัญของ KIS International School ที่มาพร้อมความมุ่งมั่นในการสร้างการศึกษาที่ดีที่สุดให้เด็กไทย

 

kis-alumni-to-leader

พริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล 

ผู้บริหารโรงเรียนในเครือโรงเรียนนานาชาติ KIS

 

KIS International School สอนอะไรให้นักเรียนคนแรกของโรงเรียน?

 

พริษฐ์ในฐานะผู้บริหาร KIS ยังคงมองตนเองเป็น “นักเรียนคนหนึ่ง” ที่เติบโตมาพร้อมกับโรงเรียนตลอดเกือบ 30 ปี ความผูกพันนี้ทำให้เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ KIS มอบให้ คำตอบที่ได้กลับเป็นคุณค่าที่ลึกซึ้ง

 

“บทเรียนสำคัญคือการเห็นคุณค่าในตัวตน โรงเรียนสอนว่าเด็กไม่จำเป็นต้องโตตามพิมพ์เขียวเดียวกัน แม้ระบบการศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นมาตรฐานสากล แต่ KIS สนับสนุนให้ค้นหาความชอบส่วนตัว ผมกับน้องสาวแม้เป็นฝาแฝดแต่ก็มีจุดเด่นต่างกัน ภารกิจของโรงเรียนจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนค้นพบศักยภาพเฉพาะตัวและบ่มเพาะให้เติบโตในแบบฉบับของตนเอง”

 

kis-alumni-to-leader

 

ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ “Inspiring Individuals” ของ KIS ที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้แต่ละคนค้นพบศักยภาพของตนเองแทนการบังคับให้เดินตามกัน ซึ่งพริษฐ์ย้อนความจำว่าชีวิตในโรงเรียนไม่ใช่ความเคร่งเครียด แต่เป็นสถานที่ที่เขารู้สึกอยากมาเรียนรู้ในทุก ๆ วัน

 

“ตอนเด็กผมมองว่าการไปโรงเรียนคือเรื่องสนุก เพราะความผูกพันกับผู้คนและสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ อีกทั้งหลักสูตรยังเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและลงมือทำ เพราะหัวใจสำคัญของเด็กปฐมวัยไม่ใช่การท่องจำ แต่คือการปลูกฝังให้มีใจรักในการเรียนรู้”

 

พริษฐ์มองว่าการจุดประกายความใฝ่รู้คือจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเมื่อเด็กมีความสุขกับการเรียนจะนำไปสู่การค้นพบศักยภาพตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือรากฐานที่ล้ำค่าที่ KIS มอบให้และติดตัวเขาไปสู่ความสำเร็จในทุกบทบาทจนถึงปัจจุบัน

 

สั่งสมและหล่อหลอมก่อนคืนสู่เหย้า KIS อีกครั้ง

 

หลังจบการศึกษาจาก KIS พริษฐ์เดินทางไปศึกษาต่อที่ University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา แม้จะเติบโตมาในระบบการศึกษานานาชาติ แต่การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีทำให้เขาได้เห็นโลกกว้างขึ้น

 

“แม้จะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมนานาชาติตั้งแต่เด็ก แต่การได้ก้าวออกไปใช้ชีวิตในโลกกว้างจริง ๆ กลับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหมายของการเป็น Global Citizen ผ่านการสัมผัสกระบวนการทางความคิด วิถีชีวิต และทัศนคติของผู้คนที่มีความแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง”

 

kis-alumni-to-leader

 

สิ่งที่เขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ประสบการณ์ แต่เป็นมุมมองใหม่ในการเตรียมความพร้อมให้เด็กรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ พริษฐ์มองว่าท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้บางอย่างอาจล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือทักษะและวิธีคิดที่จะติดตัวผู้เรียนไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลักสูตร IB ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะมากกว่าการมุ่งเน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียว

 

“รุ่นพี่ให้รุ่นน้อง” การส่งต่อและการพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีกว่าด้วยความมุ่งมั่นของคนทำโรงเรียน

 

แม้จะผูกพันกับ KIS มาแต่เด็ก แต่พริษฐ์ไม่ได้กลับมาทำงานเพราะหน้าที่ครอบครัว เขาค้นพบความมุ่งมั่นด้านการศึกษาระหว่างกลับมาทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ในช่วงปิดเทอมขณะเรียนต่อต่างประเทศ

 

“ช่วงเวลาปิดภาคเรียนมักจะเป็นโอกาสที่ผมได้หวนคืนสู่โรงเรียนเพื่อช่วยจัดกิจกรรม Summer Camp ซึ่งการได้รับบทบาทเป็นเมนเทอร์คอยชี้แนะและเฝ้าดูเด็ก ๆ ให้ค้นพบศักยภาพใหม่ในตนเองคือความสุขที่แท้จริง ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตระหนักว่า ความมุ่งมั่นในใจของผมผูกพันอยู่กับแวดวงการศึกษาอย่างลึกซึ้ง”

 

สำหรับเขา การทำงานในโรงเรียนแตกต่างจากงานประเภทอื่นตรงที่ไม่มีวันไหนเหมือนกัน ทุกวันเต็มไปด้วยผู้คนที่แตกต่างกัน คำถามใหม่ ๆ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

 

“สำหรับผม เสน่ห์ของการทำงานร่วมกับเด็กคือความสดใหม่ที่ไม่มีวันซ้ำเดิม แม้จะมีการเตรียมการที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่มักจะมีบริบทใหม่ ๆ เกิดขึ้นให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ มันคือความท้าทายที่มาพร้อมกับความอิ่มเอมใจ เพราะเรามีโอกาสได้เห็นถึงการเติบโตและพัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงในตัวตนของพวกเขา”

 

หลังสำเร็จการศึกษาจาก UC Berkeley ในปี 2017 พริษฐ์กลับมาศึกษาเรียนรู้งานทุกแผนกที่ KIS กว่าหนึ่งปี เพื่อทำความเข้าใจองค์กรอย่างลึกซึ้ง ประสบการณ์นี้เปลี่ยนมุมมองจากการเป็นนักเรียนสู่การเข้าใจระบบงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของบุคลากร การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การสานต่อธุรกิจครอบครัว แต่คือความมุ่งมั่นส่งต่อคุณค่าและบ่มเพาะนักเรียนรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างงดงาม

 

Community รากฐานที่ทำให้เด็กกล้าลอง กล้าล้ม และกล้าเติบโต

 

สำหรับพริษฐ์ในฐานะศิษย์เก่า สิ่งที่เขาคิดถึงและมองว่าพิเศษที่สุดของ KIS คือ Community หรือชุมชนแห่งความผูกพันที่หลอมรวมทุกคนเข้าด้วยกัน

 

“ทุกครั้งที่มีคนเอ่ยถึง KIS จิตวิญญาณแห่ง Community จะเป็นสิ่งแรกที่ปรากฏชัดเจนที่สุดในใจผม เราคือชุมชนที่มีสายใยอันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง นอกจากนักเรียนแล้ว ยังหลอมรวมเอาทั้งคณะครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว”

 

kis-alumni-to-leader

 

สำหรับเขา โรงเรียนเป็นมากกว่าที่เรียนหนังสือ แต่เป็นชุมชนที่หล่อหลอมตัวตน การสนับสนุนจากคนรอบข้างช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าทดลองและเติบโตในแบบของตนเอง

 

“หัวใจสำคัญของการก้าวไปสู่ความสำเร็จคือการมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือสภาพแวดล้อมและผู้คนรอบข้าง เมื่อเราได้รับแรงสนับสนุนและกำลังใจที่เปี่ยมล้น ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้เรากล้าที่จะก้าวออกจากกรอบเดิมเพื่อทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพราะตระหนักดีว่ายังมีกลุ่มคนที่พร้อมจะเคียงข้างและเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลังเสมอ”

 

ความรู้สึกมีคุณค่าและการได้รับการยอมรับจากสังคมที่ KIS จะเป็นรากฐานที่ติดตัวนักเรียนไปตลอดชีวิต พริษฐ์จึงมุ่งมั่นรักษาจิตวิญญาณเดิมของโรงเรียนไว้ในแคมปัสใหม่อย่าง KIS Reignwood Park โดยเน้นที่ชุมชนแห่งการเรียนรู้มากกว่าเพียงแค่สิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมผลักดันหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่เขาเชื่อมั่นว่าตอบโจทย์โลกอนาคตได้ดีที่สุด

 

ทำไม KIS จึงเชื่อมั่นในหลักสูตร IB?

 

ท่ามกลางระบบการศึกษาที่หลากหลาย KIS ยังเชื่อมั่นและยึดมั่นในหลักสูตร International Baccalaureate (IB) มาตั้งแต่ต้น สำหรับพริษฐ์ สิ่งสำคัญคือ ปรัชญาของ IB ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์และการปรับตัว มากกว่าการมุ่งเน้นเนื้อหาวิชาเพียงอย่างเดียว เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า

 

หลักสูตร IB เปรียบเสมือนกุญแจสู่โอกาสทางการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ ด้วยมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก นอกจากนี้ยังช่วยฝึกทักษะการบริหารจัดการเวลาผ่านสมดุลระหว่างวิชาการและกิจกรรมสังคม พร้อมปลูกฝังการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม

 

“ห้าปีก่อนเราเน้น Internet of Things วันนี้คือยุค AI แต่เราไม่อาจคาดเดาเทคโนโลยีในทศวรรษหน้าได้ กุญแจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การท่องจำเนื้อหา แต่คือการสร้างทักษะให้เด็กพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งการสื่อสาร คิดวิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม ใฝ่รู้ รู้จักตั้งคำถาม และหัวใจสำคัญคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง”

 

kis-alumni-to-leader

 

พริษฐ์ย้ำว่าทักษะการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำคัญกว่าการท่องจำ เพราะความรู้อาจล้าสมัยแต่การปรับตัวและใฝ่เรียนรู้เป็นทักษะติดตัวในโลกยุคใหม่ แม้วิชาการจะสำคัญแต่ทักษะชีวิตจำเป็นกว่าในโลกที่ซับซ้อน หลักสูตร IB จึงมุ่งสร้าง “Lifelong Learner” ที่คิดวิเคราะห์และพัฒนาตนเองเสมอ เป้าหมายของ KIS จึงเป็นการบ่มเพาะผู้เรียนให้พร้อมยืนหยัดรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง

 

“เป้าหมายของเราคือการติดอาวุธให้เด็ก ๆ ทั้งในแง่ของทักษะ (Skillset) และวิธีคิด (Mindset) เพื่อให้พวกเขากล้าเปิดรับและพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา รวมถึงมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว เพราะในความเป็นจริง คงไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าบริบทของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด”

 

รังสรรค์สถาบันการศึกษาในอุดมคติจากหัวใจของศิษย์เก่าผู้เคยมีความฝัน

 

พริษฐ์มักกล่าวถึงเยาวชนรุ่นหลังด้วยแววตาของรุ่นพี่ที่ปรารถนาจะยกระดับการเรียนรู้ให้ดีกว่าที่ตนเคยได้รับ เจตนารมณ์นี้ถ่ายทอดผ่านโปรเจกต์ KIS Reignwood Park ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการทลายขีดจำกัดและต่อยอดความสำเร็จของ KIS ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

 

“ทัศนคติที่ผมปลูกฝังแก่ทีมงานคือการตั้งบรรทัดฐานความสำเร็จที่เรียบง่ายแต่ท้าทาย นั่นคือการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชีวิตในโรงเรียนของเด็ก ๆ ยุคนี้ดีกว่าสมัยที่ผมเรียน หากมาตรฐานของเรายังคงย่ำอยู่กับที่เหมือนเมื่อทศวรรษก่อน ย่อมแสดงว่าเรายังก้าวไปข้างหน้าได้ไม่ไกลพอ”

 

kis-alumni-to-leader

 

แม้จะผูกพันกับ KIS มาอย่างยาวนาน แต่พริษฐ์ในฐานะศิษย์เก่าก็มีความคาดหวังที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เมื่อได้รับโอกาสในการสร้างแคมปัสแห่งใหม่ เขาจึงนำความฝันในวัยเยาว์เหล่านั้นมาเป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ

 

“ในอดีตมีหลายอย่างที่เราใฝ่ฝันอยากให้มี แต่ติดด้วยข้อจำกัดทางกายภาพและพื้นที่ใช้สอย มาวันนี้เมื่อเรามีโอกาสได้สร้างสรรค์โรงเรียนแห่งใหม่ ผมจึงตั้งใจที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นความจริง”

 

พริษฐ์เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงอาคารที่ทันสมัย แต่คือการสร้าง ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และช่วยให้เด็ก ๆ ค้นพบตัวตนในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ภารกิจสูงสุดของเขาคือการส่งต่อมรดกทางคุณค่าจาก KIS สู่คนรุ่นหลังอย่างสมบูรณ์และสง่างามยิ่งขึ้น

 

วิสัยทัศน์หัวเรือ KIS ยุคใหม่ อยากให้เด็กไทยได้เติบโตในแบบของตัวเอง

 

พริษฐ์พบว่าผู้ปกครองมักกังวลเมื่อเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น ในฐานะผู้บริหารและศิษย์เก่าที่เรียนรู้ด้วยตนเอง เขาเข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่เชื่อว่าการเปรียบเทียบจะทำให้มองข้ามความแตกต่างเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

“เด็กแต่ละคนมีช่วงเวลาเติบโตต่างกัน บางคนค้นพบพรสวรรค์เร็ว ในขณะที่บางคนต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานกว่า ซึ่งนั่นไม่ใช่เครื่องวัดความสำเร็จ เช่นเดียวกับผมที่ไม่ได้โดดเด่นมาตั้งแต่ต้น แต่ทักษะต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกขัดเกลาจนงอกงามเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”

 

เขามองว่าโรงเรียนและผู้ปกครองมีบทบาทคล้ายกัน คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพและเติบโตอย่างมั่นใจในแบบของตัวเอง แทนที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตให้พวกเขา

 

“ในมุมมองของผม โรงเรียนและครอบครัวจำเป็นต้องก้าวเดินไปพร้อมกันในฐานะหุ้นส่วนที่เกื้อกูลกัน เพราะโดยแก่นแท้แล้ว เราต่างมีพันธกิจร่วมกันในการบ่มเพาะและดูแลเด็กคนเดียวกันให้เติบโตอย่างงดงาม”

 

kis-alumni-to-leader

 

พริษฐ์เชื่อว่าสิ่งที่เด็กต้องการคือการมีคนรับฟังและสนับสนุน เขาจึงแนะนำให้ผู้ปกครองเริ่มต้นจากการพูดคุยกับลูกในทุก ๆ วัน เมื่อเด็กได้รับโอกาส พื้นที่ปลอดภัย และการสนับสนุนที่เพียงพอ พวกเขาจะค้นพบเส้นทางของตนเองได้ในที่สุด

 

สำหรับพริษฐ์ นี่คือสิ่งเดียวกันกับที่ KIS มอบให้เขาในฐานะนักเรียนหมายเลข 001 เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว และเป็นเจตนารมณ์ที่เขามุ่งมั่นส่งต่อให้กับนักเรียนทุกคนในวันนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการศึกษาอาจไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่คือการสนับสนุนให้เด็กแต่ละคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม
www.kis.ac.th

The post นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมศ. เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ชูค่านิยม PRIDE สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน’ https://thestandard.co/onesqa-5-strategies-education-quality/ Wed, 01 Jul 2026 10:49:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1225662 ภาพประกอบข่าวการเดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ของ สมศ. เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย

วันนี้ (1 กรกฎาคม) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภา […]

The post สมศ. เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ชูค่านิยม PRIDE สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการเดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ของ สมศ. เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย

วันนี้ (1 กรกฎาคม) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เดินหน้าขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย ครอบคลุมการประเมินคุณภาพภายนอกอย่างโปร่งใส การสร้างการมีส่วนร่วม การพัฒนาผู้ประเมินภายนอก การยกระดับมาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน พร้อมชูค่านิยมองค์กร ‘PRIDE’ เป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมาย ‘การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน’

 

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงความคาดหวังของผู้ปกครองต่อคุณภาพการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทัน

 

เพื่อให้การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเกิดผลเป็นรูปธรรม สมศ. จึงกำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงาน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความโปร่งใส โดยพัฒนาระบบประเมินรูปแบบดิจิทัลที่สามารถรายงานผลแบบ Real-time และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าถึงผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้

 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ โดยสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา

 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาผู้ประเมิน เพื่อยกระดับสมรรถนะของบุคลากร สมศ. และผู้ประเมินภายนอก ให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประเมินขั้นสูง

 

ยุทธศาสตร์ที่ 4 มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรม มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษากลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนสูงขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก

 

และยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านเทคโนโลยี โดยนำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการประเมิน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

 

ศ.ดร.องอาจกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับองค์กร สมศ. ได้กำหนดค่านิยม ‘PRIDE’ เป็นรากฐานการทำงานของบุคลากร ประกอบด้วย P-Professionalism ความเป็นมืออาชีพและความเชี่ยวชาญ, R-Relationships การสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับทุกภาคส่วน, I-Impartiality ความเป็นกลาง เที่ยงธรรม โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน, D-Determination ความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อเป้าหมาย และ E-Excellence ความเป็นเลิศในทุกกระบวนการของการประเมินคุณภาพการศึกษา

 

ทั้งนี้ สมศ. เห็นว่า กลไกสำคัญที่จะทำให้การศึกษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง คือ “ผู้รับบริการ” ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่วมตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอน และไม่ปล่อยให้การศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพดำรงอยู่โดยขาดการตั้งคำถาม

 

ศ.ดร.องอาจระบุว่า สมศ. พร้อมเป็นพันธมิตรในการรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ขณะเดียวกันจะเดินหน้าลดภาระที่ไม่จำเป็นของสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถมุ่งจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่

 

“การผสานพลังระหว่างเสียงสะท้อนจากสังคม กับการสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งพัฒนาสถานศึกษา นำไปสู่ Quality Education for all Thais หรือการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน” ศ.ดร.องอาจกล่าว

The post สมศ. เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ชูค่านิยม PRIDE สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัดเกล้าชี้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้เพียงวันละ 41 บาท https://thestandard.co/ratklao-education-inequality-poor-children/ Fri, 19 Jun 2026 03:46:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1220428 รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. พรรคประชาธิปัตย์ กำลังอภิปรายในรัฐสภา

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคปร […]

The post รัดเกล้าชี้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้เพียงวันละ 41 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. พรรคประชาธิปัตย์ กำลังอภิปรายในรัฐสภา

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

 

รัดเกล้ากล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น” รัดเกล้ากล่าว

 

รัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

 

“ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง” รัดเกล้ากล่าว

 

สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา รัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

 

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ ‘The Lost Einstein’ หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

 

“ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ” รัดเกล้ากล่าว

 

รัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

 

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

 

  • เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด
  • ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล
  • สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

 

รัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

 

“ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ” รัดเกล้ากล่าว

The post รัดเกล้าชี้ปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำ เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้เพียงวันละ 41 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูยกระดับวิชา ‘ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย’ ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์ https://thestandard.co/yoschanan-prasert-education-reform/ Tue, 02 Jun 2026 06:27:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1213777 ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง แถลงข่าวการยกระดับหลักสูตรการศึกษา

วันนี้ (2 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐม […]

The post ยศชนัน-ประเสริฐ ชูยกระดับวิชา ‘ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย’ ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง แถลงข่าวการยกระดับหลักสูตรการศึกษา

วันนี้ (2 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก โดยย้ำชัดว่าการปรับหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่การลดทอน แต่คือการเสริมสร้างให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง และมีความหมายสอดรับกับแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างแท้จริงเข้าใจรากเหง้า เพื่อก้าวไปข้างหน้า

 

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม

 

“ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย พร้อมออกแบบกิจกรรมที่ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

 

ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ามี 3 กลไกขับเคลื่อน และการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมชี้แจงกรอบการขับเคลื่อนของกระทรวงฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • ส่วนรายวิชา: มุ่งเน้นเนื้อหาที่ทันสมัยและวิเคราะห์เชิงลึก
  • ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: เน้นการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ
  • ส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร: ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ครอบคลุมความรักชาติ ซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นไทย

 

ประเสริฐยังกล่าวด้วยว่า กระทรวงฯ ยังส่งเสริมให้สถานศึกษาบูรณาการเทคโนโลยี ทั้งสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ากับแหล่งเรียนรู้ดั้งเดิม เช่น พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ในชุมชน โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ที่ประสบการณ์จากพื้นที่จริงไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน พร้อมเปิดกว้างให้ครูมีอิสระในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมากที่สุด

 

สำหรับภาษาไทย รมว.ศึกษาธิการ ยังเน้นย้ำว่าการรักษาภาษาแม่คือการรักษาตัวตน โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีหน่วยงานระดับชาติกำกับดูแลมาตรฐานภาษา ควบคู่ไปกับการผลักดันสู่เวทีโลก

 

นอกจากนี้ งานวิจัยด้านประสาทวิทยาทั่วโลกยังยืนยันว่า เยาวชนที่มีทักษะภาษาแม่แข็งแกร่ง จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การพูดได้หลายภาษายังช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และทักษะการแก้ปัญหา การส่งเสริมภาษาไทยจึงไม่ใช่การแย่งพื้นที่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคง

 

ส่วนการแก้ปมเด็กนานาชาติ ไม่ทิ้งภาษาแม่ รมว.ศึกษาธิการกล่าวว่า กระทรวงฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติแล้ว และทุกฝ่ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าเยาวชนไทยทุกคนควรสื่อสารภาษาของตนเองได้ โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทางดูแลทักษะภาษาไทยแก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยไม่กระทบต่อจุดเด่นและหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา

 

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารแนวทางทั้งหมดไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ภายใต้กรอบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และหลักสูตรแกนกลางฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป โดยในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาครั้งแรก โดยมี ศ.วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานคณะอนุกรรม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเข้าร่วมประชุม

The post ยศชนัน-ประเสริฐ ชูยกระดับวิชา ‘ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย’ ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​อว.-ศธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง https://thestandard.co/the-ministry-of-higher-education-science-research-and/ Mon, 27 Apr 2026 09:05:02 +0000 https://thestandard.co/the-ministry-of-higher-education-science-research-and/ ​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง

วันนี้ (27 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ​อว.-ศธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง

วันนี้ (27 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดเวที ‘MOE Human Capital Blueprint Workshop’ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อระดมสมองออกแบบสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ยุคใหม่

 

ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่หลักสูตรเดิมจะตามทัน สิ่งสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการให้คุณค่ากับคนผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

 

​ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักสูตรแบบเดิมที่ใช้เวลา 3-5 ปี อาจช้าเกินไปสำหรับเด็กยุคนี้ เวทีครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่กลางในการสร้างฉันทามติร่วมกัน โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ตัวผู้เรียนมากกว่าชื่อเสียงของสถาบัน เพื่อให้เด็กไทยสามารถเริ่มทำตามความฝันได้โดยไม่ต้องยึดติดกับกรอบเดิม วางรากฐานตั้งแต่ปฐมวัยทั้งด้านภาษาและการคิดวิเคราะห์ เพื่อสร้างพลเมืองที่พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

​ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตจากผลประเมิน PISA ที่สะท้อนว่าสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพผู้เรียนได้จริง อีกทั้งครูไทยยังต้องเสียเวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับงานเอกสารและการประเมิน ขณะที่ระบบ Credit Bank หรือการสะสมหน่วยกิตที่คุยกันมานาน ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อ จนทำให้ผู้เรียนที่มีทักษะการทำงานจริงเสียโอกาสในการได้รับรองคุณวุฒิ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ต้องร่วมกันแก้ไข

 

ประเสริฐ ยังกล่าวถึง 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา, การสร้างระบบการเรียนรู้ไร้รอยต่อ, การคืนเวลาสอนให้ครูโดยตัดงานเอกสารและบริการออก, การสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระ และการปฏิรูประบบวิชาชีพครูเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทย

 

 

ขณะที่ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงฐานรากความปลอดภัย ว่า หลักสูตรที่ล้ำหน้าจะไร้ความหมาย หากเด็กยังเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัวจากการถูกบูลลี่หรือละเมิดสิทธิ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีกลไกคุ้มครองที่เป็นที่พึ่งได้จริง โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในระบบร้องเรียนเพื่อปกป้องสิทธิของทั้งเด็กและครูโดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ

 

​ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้แนวทาง ‘All for Education’ ในการขับเคลื่อนนโยบายจากล่างขึ้นบน โดยเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายอย่าง Inskru และ TEP เพื่อเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากหน้างานให้เป็นกฎหมายและนโยบายที่ใช้งานได้จริง มุ่งหวังให้เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

 

​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง 1​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง 2​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง 3​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง 4​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง 5​อว.-สธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง 6

The post ​อว.-ศธ. ระดมสมองรื้อสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย เลิกยึดติดตำรา-คืนเวลาให้ครู-สร้างโรงเรียนปลอดภัย ผลักดันสู่ประเทศรายได้สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ทปอ. เคาะ TCAS70 สอบฟรีสูงสุด 7 วิชา-สมัครรอบ3 ฟรี ดึงระบบ TCASFolio สกัดจ้างทำพอร์ต เคาะสอบ ม.ค.70 หนีปัญหาน้ำท่วม https://thestandard.co/tcas70-free-exam-folio-january/ Sun, 26 Apr 2026 06:44:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1201329 ภาพแถลงข่าวการปรับระบบ TCAS70 ของ ทปอ. โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ร่วมแถลง

วันนี้ (26 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ​ทปอ. เคาะ TCAS70 สอบฟรีสูงสุด 7 วิชา-สมัครรอบ3 ฟรี ดึงระบบ TCASFolio สกัดจ้างทำพอร์ต เคาะสอบ ม.ค.70 หนีปัญหาน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงข่าวการปรับระบบ TCAS70 ของ ทปอ. โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ร่วมแถลง

วันนี้ (26 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พร้อมด้วย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และคณะ ร่วมแถลงผลการประชุมสามัญฯ ครั้งสำคัญ

 

โดยมีมติเห็นชอบร่วม ในการยกระดับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (TCAS70) เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความเป็นธรรมให้กับนักเรียนทั่วประเทศ ทปอ. จะจัดให้สอบฟรีในรายวิชาสำคัญ ทั้ง TGAT/TPAT และ A-Level สูงสุด 7 รายวิชา รวมถึงการสนับสนุนค่าสมัครเลือกคณะในรอบที่ 3 (Admission) ฟรีสูงสุด 7 อันดับ พร้อมทั้งมีมติให้ชะลอการขึ้นค่าสมัครสอบรายวิชาออกไปอีก 1 ปี เพื่อลดภาระทางการเงินของครอบครัวผู้สมัครอย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่วนการสร้างความเท่าเทียมสำหรับกลุ่มเปราะบาง ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่าที่ประชุมได้ตกลงร่วมกันที่จะลดค่าสมัครคัดเลือกในรอบ Portfolio ลงร้อยละ 25 สำหรับกลุ่มนักเรียนในระบบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเปิดประตูโอกาสให้เยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าสู่ระบบการคัดเลือกได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

 

นอกจากนี้ยังได้วางแนวทางปฏิรูปรอบ Portfolio ครั้งใหญ่ โดยกำหนดให้ใช้ระบบ TCASFolio เป็นมาตรฐานกลางในการจัดทำและยื่นแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อลดค่านิยมการจ้างทำ Portfolio ควบคู่ไปกับการใช้ระบบ TCAS Verified ที่ให้หน่วยงานต้นทางรับรองข้อมูลกิจกรรมเข้าสู่ระบบโดยตรง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ป้องกันเอกสารเท็จ และลดภาระความซับซ้อนในการจัดเตรียมเอกสารของนักเรียน

 

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้พิจารณาสัดส่วนการรับในรอบ Portfolio อย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าค่าเฉลี่ยไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อกระจายโอกาสไปยังผู้สมัครในรอบอื่นๆ อย่างเป็นธรรม และกำชับให้มีการกำกับดูแลในทุกขั้นตอนอย่างรัดกุม ตั้งแต่การออกข้อสอบ การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงกระบวนการหลังสอบที่จะยังคงแนวปฏิบัติในการรับฟังข้อทักท้วง เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมทบทวนความถูกต้องของข้อสอบและเกณฑ์การให้คะแนนอย่างรอบด้านที่สุดก่อนประกาศผล

 

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ ย้ำว่า นโยบาย TCAS นี้ เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นแล้ว เราจะมีการทบทวนทุกครั้งในทุกปี เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยตามขั้นตอนจะมีการรับสมัครที่หลายคนบอกว่ามี 5 รอบ แต่จริงๆ แล้วคือ 5 วิธี และย้ำว่า TCAS 70 ยังใช้รอบพอร์ตก่อนเหมือนเดิม โดยหากจะเปลี่ยนรอบพอร์ตไปไว้รอบที่ 5 ก็ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า 3 ปี เพราะอาจจะกระทบต่อคนที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะต้องมีคุณภาพเท่าเทียมเหมือนกัน ใช้มาตรฐานที่สอดคล้องและเท่าเทียมกัน ไม่อยากให้นโยบายรัฐที่สวยหรูมาลดทอนความสามารถของเด็ก ไม่ได้หมายความว่ารูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป จะทำให้มาตรฐานไม่เหมือนกัน ตนเองเชื่อว่าสามารถใช้ TCASFolio ที่เหมือนกันได้

 

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ผู้จัดการระบบ TCAS ระบุว่า การลดค่าใช้จ่าย จะไม่ครอบคลุมถึงการยื่นขอทบทวนกระดาษคำตอบด้วย โดยยังคงเป็นราคาเดิม 100 บาทต่อวิชา และสูงสุด 300 บาท

 

รศ.ดร.ชาลี กล่าวอีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าปัญหาสำคัญเรื่องการสอบ จากประเด็นน้ำท่วม จึงต้องจัดสอบ TGAT, TPAT 2 ครั้ง ดังนั้น ในปี 2570 จะมีการจัดสอบในช่วงเดือนมกราคม โดยจะเปิดระบบ TCAS70 ให้ลงทะเบียนใช้งานเริ่มตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยรอบ Portfolio จะรับสมัครที่ระบบวิทยาลัย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และตามมาด้วยรอบโควตา ส่วนรอบ Admission จะมีการเปิดรับสมัครในระบบ myTCAS วันที่ 7-11 พฤษภาคม 2570 โดยจะมีการเปิดรับสมัครรอบเพิ่มเติมในวันที่ 12-13 พฤษภาคม 2570 แต่รอบดังกล่าว จะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน

The post ​ทปอ. เคาะ TCAS70 สอบฟรีสูงสุด 7 วิชา-สมัครรอบ3 ฟรี ดึงระบบ TCASFolio สกัดจ้างทำพอร์ต เคาะสอบ ม.ค.70 หนีปัญหาน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา https://thestandard.co/education-ministry-traffy-fondue-platform/ Thu, 23 Apr 2026 08:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1200526 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 10.00 น. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินั […]

The post รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 10.00 น. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ภาควัต ศรีสุรพล คณะทำงาน รมช. และวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เข้าพบปะพูดคุยรับฟังการบรรยายเรื่องการดำเนินการ (Traffy Fondue ทราฟฟี่ฟองดูว์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร ผ่าน LINE Chatbot เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำรูปแบบ Traffy Fondue มาบูรณาการให้เป็นช่องทางในการส่งเรื่องแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

 

รมช.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ และเสรีภาพ” เพื่อดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเกิดปัญหาหรือมีการถูกละเมิดสิทธิ กระบวนการแก้ไขของระบบราชการมักมีความล่าช้าและมีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ตนได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง จึงเล็งเห็นระบบ Traffy Fondue ของ กทม. ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วและตรงจุด วันนี้ผมในฐานะ ‘หน่วยหน้า’ จึงตั้งใจมาศึกษาดูงานและลงลึกถึงระบบปฏิบัติการจริง โดยต้องขอขอบคุณทาง กทม. เป็นอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาศึกษา และหวังให้ กทม. ช่วยเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ

 

“ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด การมีแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาที่ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน LINE จะช่วยให้น้องๆ นักเรียน หรือคุณครู สามารถรายงานปัญหาต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานชำรุด อาคารเรียนไม่ปลอดภัย หรือเหตุร้องทุกข์อื่นๆ ส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนระบบราชการ ลดขั้นตอนแบบเดิมๆ ของระบบราชการ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาถึงมือรัฐมนตรีโดยตรง รวดเร็ว โปร่งใส และตรงจุด” รมช.ศธ. กล่าว

 

รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจจริงที่จะพลิกโฉมการทำงานเรื่องความปลอดภัยและสิทธิของบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยลดอุปสรรคเดิมๆ ได้อย่างมหาศาล ซึ่งในระยะต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะได้เข้ามาร่วมหารือและขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ อย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้เรียนและครูทั่วประเทศ

 

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 1นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 2นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 3นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 4นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 5นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 6นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 7

The post รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สพฐ. ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ยกระดับการศึกษาดิจิทัล ตั้งเป้าขยายผลสู่โรงเรียนในสังกัด 29,000 แห่งภายในปี 2569 https://thestandard.co/obec-microsoft-digital-education-schools/ Thu, 23 Apr 2026 08:20:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1200503 สพฐ. ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ร่วมกับ […]

The post สพฐ. ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ยกระดับการศึกษาดิจิทัล ตั้งเป้าขยายผลสู่โรงเรียนในสังกัด 29,000 แห่งภายในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สพฐ. ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการยกระดับระบบการศึกษาไทยผ่านทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยใช้แพลตฟอร์มการศึกษาระดับชาติ National Digital Learning Platform (NDLP) เป็นกลไกหลัก พร้อมประกาศเป้าหมายขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศจำนวน 29,000 แห่ง ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เยาวชนไทย

 

กิจกรรมนำร่องภายใต้ความร่วมมือนี้คือการจัดการแข่งขัน AI Hackathon ในหัวข้อ ‘My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต’ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนนำร่อง 1,018 แห่งที่ใช้งานแพลตฟอร์ม NDLP ได้นำทักษะด้าน AI มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นของตนเอง

 

โดยมีการคัดเลือกทีมผู้สมัครจนเหลือ 8 ทีมสุดท้ายเพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ได้ผ่านกระบวนการ Hackathon Workshop เพื่อเรียนรู้การสร้างแนวคิดการแก้ปัญหา การพัฒนาข้อเสนอโครงการ และการสร้างชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนการนำเสนอผลงานจริง

 

พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI บนแพลตฟอร์ม NDLP ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการนำความรู้ไปแก้ปัญหาในโลกจริง ซึ่งเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจรสามารถสร้างรูปแบบการนำเสนอผ่านเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปต่อยอดปฏิบัติได้จริง

 

ทั้งนี้ สพฐ. มีแผนยุทธศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนการศึกษาใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล โดยปัจจุบันแพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้พร้อมใช้งานกว่า 1,300 เรื่อง ครอบคลุมทักษะสำคัญ 16 ด้านตามกรอบของ World Economic Forum

 

สุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยแนวคิดของหัวข้อการแข่งขันว่ามีพื้นฐานจากการเชื่อมั่นในศักยภาพของเยาวชนไทยที่จะเป็นผู้สร้างอนาคตของชุมชนผ่านการใช้เครื่องมือ AI เป็นทักษะใหม่ในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือความปลอดภัย

 

สำหรับเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ ความชัดเจนและความสมบูรณ์ของกระบวนการตั้งแต่ปัญหาจนถึงผลกระทบ การวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกที่แม่นยำ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ เช่น Azure AI หรือ GitHub Copilot ความเป็นไปได้ในการขยายผล และทักษะการนำเสนอและการตอบคำถาม โดยความร่วมมือระยะยาวนี้ ไมโครซอฟท์ได้ส่งมอบหลักสูตรการเรียนรู้ด้าน AI ไว้บนแพลตฟอร์มเพื่อให้เยาวชนเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา

 

ผลการแข่งขัน AI Hackathon ในครั้งนี้ ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมตาสระอิสระโอ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี กับผลงาน “RubberGuard AI” ซึ่งเป็นการใช้ AI ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดความเสียหายจากโรคในสวนยางพาราเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง ได้รับเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษา 50,000 บาท

 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม KKS re NPK จากโรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับผลงาน Smart Fertilizer Management ที่ใช้ระบบตรวจสภาพดินเพื่อแนะนำสูตรปุ๋ย ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 30,000 บาท

 

และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bergamot จากโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร กับผลงาน MindMirror ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับตรวจจับช่องว่างความเข้าใจระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท

 

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัลที่ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท และประกาศนียบัตร

 

สำหรับการพัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์ม NDLP

 

สำหรับเยาวชนที่สนใจคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์ม NDLP ไมโครซอฟท์ได้จัดทำและนำขึ้นแพลตฟอร์ม

 

อย่างครบถ้วนแล้ว โดยมีคอร์สเรียนครอบคลุมดังนี้

 

  • หลักสูตร AI Basics
  • หลักสูตร AI Skills for Everyone
  • หลักสูตร AI Skills for Business Professionals
  • หลักสูตร Microsoft 365 Copilot with Use Cases
  • หลักสูตร Power BI for Beginners
  • Azure AI: Zero to Hero
  • หลักสูตร Prompt Engineering with GitHub Copilot
  • หลักสูตร Cloud-native with Azure Container Apps
  • หลักสูตร Enhanced Pipeline Security with Azure DevOps
  • Machine Learning, Deep Learning, NLP ชื่อคุ้นหู…แต่ไม่รู้คืออะไร
  • สำรวจโลก Generative AI: จากทฤษฎีสู่การสร้างสรรค์จริง
  • เริ่มต้นการผจญภัยกับ AI จากไอเดียสู่การสร้างจริง

 

โดย สพฐ. และไมโครซอฟท์จะดำเนินการขยายผลการเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมดภายในปี 2569 ตามแผนที่วางไว้

The post สพฐ. ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ยกระดับการศึกษาดิจิทัล ตั้งเป้าขยายผลสู่โรงเรียนในสังกัด 29,000 แห่งภายในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : สุชัชวีร์เยือนวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ประกาศยกระดับอาชีวะไทย เบิกทางสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ https://thestandard.co/suchatvee-vocational-education-thailand/ Wed, 04 Feb 2026 07:40:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1173674 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เยือนวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : สุชัชวีร์เยือนวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ประกาศยกระดับอาชีวะไทย เบิกทางสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เยือนวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน-นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง

 

ดร.สุชัชวีร์ กล่าวกับนักศึกษาว่า ตนเองเติบโตมาในครอบครัวครู พ่อเป็นครูช่างยนต์ แม่เป็นครูคหกรรม และเกิดในบ้านพักครูของวิทยาลัยเทคนิคระยอง จึงมีความเข้าใจและผูกพันกับอาชีวะมาตั้งแต่เด็ก ขอให้กำลังใจนักเรียนอาชีวศึกษาไม่ว่าศึกษาอยู่แผนกใดให้ตั้งใจเรียน เพราะทุกคนมีโอกาสไปได้ไกลเท่าความฝัน เช่นเดียวกับตนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลก จนกลับมาตอบแทนคุณแผ่นดินในทุกวันนี้ ได้เป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมการก่อสร้างใต้ดินคนแรก และเป็นนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

“สิ่งที่พี่เอ้ภาคภูมิใจ คือการนำระบบอาชีวะญี่ปุ่นอย่าง KOSEN (โคเซ็น) หรือสถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ที่เปิดรับนักเรียนจบชั้น ม.3 เข้ามาเรียนต่อในหลักสูตร 5 ปี เพื่อปั้นให้เป็นยุววิศวกร เพื่อให้ผู้เรียนจบออกมาเป็นกำลังหลักช่วยภาคอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้น โดยนำโมเดลนี้มาเปิดในไทยเป็นครั้งแรก นำไปสู่การก่อตั้งสถาบัน KOSEN-KMITL และสร้างยุววิศวกรไทย สไตล์ญี่ปุ่น ที่จบออกมาแล้วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศได้จริง” ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

 

ดร.สุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า KOSEN ไม่ใช่เพียงโรงเรียนอาชีวศึกษา แต่คือสถาบันวิชาชีพขั้นสูงที่ผู้เรียนจบมาได้รับเงินเดือนสูงไม่แพ้ปริญญาตรีเพราะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรือหากต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็สามารถศึกษาต่อได้ถึงระดับปริญญาเอก วันนี้ดีใจที่ได้มาพบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนาน ได้เห็นการเติบโตของทุกคนที่มาจากจุดเริ่มต้นการเป็นเด็กช่างด้วยกัน

 

หลายๆ คนเติบโตมาเป็นช่างฝีมือ วิศวกรเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเป็นคนทำงานตัวจริงที่สังคมขาดไม่ได้ และเป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ว่าระบบอาชีวศึกษาสามารถสร้างบุคลากรคุณภาพระดับประเทศได้จริง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคขั้นสูง เช่น ช่างระบบอัตโนมัติ ช่างอากาศยาน หรือวิศวกรเทคนิค AI และหุ่นยนต์ หากมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลก สามารถสร้างรายได้สูงถึงหลักแสนบาท และในบางสาขาอาจพุ่งแตะระดับ 600,000 บาทต่อเดือน

 

ต่อมา ดร.สุชัชวีร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ในต่างประเทศ เด็กอาชีวะไม่ใช่ทางเลือกที่สอง แต่คือ ทางลัดสู่ตลาดแรงงานคุณภาพสูงที่ได้ฝึกงานจริง มีรายได้เริ่มต้นสูง และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องผลักดันอย่างจริงจังไม่ให้ถูกมองข้าม และเสียโอกาสในการให้อาชีวะสร้างชาติ สร้างงาน และสร้างคนคุณภาพให้กับสังคม พร้อมย้ำว่า ขออาสามาผลักดันนโยบายด้านการศึกษาที่ทำได้จริง ทำได้เลยให้กับการศึกษาทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : สุชัชวีร์เยือนวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ประกาศยกระดับอาชีวะไทย เบิกทางสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปี: TEP ยื่น 5 ข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ชู ‘กระจายอำนาจ’ คือเงื่อนไขรอดเดียวของเด็กไทย https://thestandard.co/pisa-thailand-education-decentralization/ Fri, 30 Jan 2026 05:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1171445 ภาพประกอบ TEP ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาลใหม่ ชูประเด็นการกระจายอำนาจทางการศึกษา เพื่อแก้ไขวิกฤต PISA ที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี และอนาคตของเด็กไทย

ในวันที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเป […]

The post PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปี: TEP ยื่น 5 ข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ชู ‘กระจายอำนาจ’ คือเงื่อนไขรอดเดียวของเด็กไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ TEP ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาลใหม่ ชูประเด็นการกระจายอำนาจทางการศึกษา เพื่อแก้ไขวิกฤต PISA ที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี และอนาคตของเด็กไทย

ในวันที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือที่ OECD เรียกว่า Twin Transitions ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยกลับดูเหมือนจะเดินสวนทาง ข้อมูลจากภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ระบุชัดเจนว่า ไทยกำลังเผชิญ วิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่ผลสอบ PISA 2022 ที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี ไปจนถึงวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชนที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการขาดแคลนจิตแพทย์เด็กในต่างจังหวัด

 

ท่ามกลางสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ได้ยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาไม่ใช่เพียงทางเลือกในการบริหารจัดการ แต่คือเงื่อนไขความอยู่รอดของเด็กไทยในโลกที่ผันผวน

 

ตีแผ่ 4 อุปสรรคเชิงโครงสร้าง: ทำไมพื้นที่นวัตกรรมถึงยังไม่ไปไหน?

 

แม้ประเทศไทยจะมีการริเริ่มพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน 20 จังหวัด เพื่อให้อิสระแก่โรงเรียน แต่จากการถอดบทเรียนหน้างานจริง TEP พบว่ายังติดหล่มความย้อนแย้งที่ทำให้การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก โดยมี 4 ข้อจำกัดสำคัญ คือ

 

1. อุปสรรควิชาการ: สอนแบบใหม่ แต่สอบแบบเก่า

 

โรงเรียนหลายแห่งพยายามนำการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมาใช้เพื่อให้เด็กคิดเป็นทำเป็น แต่ระบบรายงานผล (ปพ.) และการสอบ O-NET กลับยังยึดติดกับหลักสูตรแกนกลางปี 2551 ผลคือครูต้องแบกภาระงานซ้ำซ้อนเพื่อตอบสนองระบบวัดผลแบบเก่าที่แข็งตัว

 

2. อุปสรรคด้านบุคลากร: อยากได้คนเก่ง แต่กฎระเบียบไม่เอื้อ

 

พื้นที่พยายามใช้ระบบ Headhunting เพื่อหาผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ แต่กลับติดขัดที่ระเบียบราชการส่วนกลาง ฐานข้อมูลบุคลากรที่ไม่เชื่อมโยง และสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่กล้าใช้อำนาจตามกฎหมาย Sandbox เพราะกลัวผิดระเบียบเดิม

 

3. อุปสรรคการประเมินคุณภาพ: ประเมินเพื่อตัดสิน ไม่ใช่เพื่อพัฒนา

 

ระบบประกันคุณภาพภายนอกแบบเดิมยังเน้นการตรวจเอกสารและตัวชี้วัดที่ไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ ทำให้โรงเรียนเสียเวลาไปกับการเตรียมเอกสารที่ไม่สะท้อนความสำเร็จของเด็กจริง

 

4. อุปสรรคความเหลื่อมล้ำ: กระบวนการดี แต่ผลสัมฤทธิ์ยังต้องรอ

 

แม้พื้นที่นวัตกรรมจะมีความร่วมมือที่ดีขึ้น แต่ช่องว่างของผลสัมฤทธิ์ ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าแค่เปลี่ยนกฎหมายไม่พอ ต้องมีการลงทุนทรัพยากรลงไปที่ห้องเรียนและตัวครูให้มากกว่านี้

 

5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน: พลิกโฉมจากผู้สั่งการเป็นผู้สนับสนุน

 

เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริง TEP จึงเสนอ 5 นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องลงมือทำ

 

  • Re-Targeting: ประกาศวาระเร่งด่วนปรับเป้าหมายการศึกษาสู่การศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ พัฒนาให้เด็กไทยมีเจตคติ ทักษะ และความรู้ที่ผสมผสานกันจนอยู่รอดได้ในโลกจริง

 

  • Decentralization as a Condition: ลดโครงการสั่งการจากส่วนกลางให้เหลือเท่าที่จำเป็น คืนอิสระให้พื้นที่และโรงเรียนได้มีสมาธิกับการสร้างคุณภาพสถานศึกษาตามมาตรฐานสมรรถนะ

 

  • School Autonomy: ปลดล็อกให้โรงเรียนทั่วประเทศเลือกและปรับใช้หลักสูตรสถานศึกษาได้เองอย่างอิสระ พร้อมระบบรายงานผลที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับตัวตนของแต่ละโรงเรียน

 

  • Sandbox Empowerment: ใช้พื้นที่นวัตกรรมเป็นสนามทดสอบการกระจายอำนาจ 3 ด้าน ได้แก่ ระบบบริหารครูและบุคลากร การประเมินคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่ที่เน้นพัฒนาโรงเรียนที่มีความเสี่ยง และการทำงานบูรณาการระหว่างกระทรวงในระดับพื้นที่

 

  • Inclusive Partnership (หุ้นส่วน 3 เปิด): เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก (อาทิ ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิต) ภาคเอกชน และนักเรียน เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผลผ่านเครื่องมือประชาธิปไตยในโรงเรียน

 

เจตจำนงทางการเมืองคือคำตอบสุดท้าย

 

บทเรียนจากประเทศชั้นนำอย่างเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น หรือเอสโตเนีย ชี้ชัดว่า การกระจายอำนาจคือหัวใจสำคัญของการปฏิรูป ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย 3 เสาหลักที่สมดุล คือ ความเป็นอิสระ ขีดความสามารถ และความรับผิดชอบ

 

การกระจายอำนาจไม่เท่ากับการปล่อยให้ทำเองทุกอย่าง แต่มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคให้กลายเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

 

คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้คือ พรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่จะกล้าเปลี่ยนเจตจำนงทางการเมืองให้เป็นการปฏิบัติจริงได้ทันเวลา ก่อนที่อนาคตของเด็กไทยจะมืดมนไปกว่านี้หรือไม่

 

อ้างอิง:

The post PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปี: TEP ยื่น 5 ข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ชู ‘กระจายอำนาจ’ คือเงื่อนไขรอดเดียวของเด็กไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูย้อนหลัง ดีเบต THE STANDARD EDUCATION BATTLE: เรียนแบบไหน เด็กไทยรอด https://thestandard.co/live-the-standard-debate-education-battle/ Fri, 23 Jan 2026 09:27:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1168641 ดีเบต THE STANDARD การศึกษาไทย ก่อน ดีเบตใหญ่ THE STANDARD DEBATE

ดูย้อนหลัง ดีเบต ย่อยสุดท้าย! ก่อน THE STANDARD DEBATE […]

The post ดูย้อนหลัง ดีเบต THE STANDARD EDUCATION BATTLE: เรียนแบบไหน เด็กไทยรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเบต THE STANDARD การศึกษาไทย ก่อน ดีเบตใหญ่ THE STANDARD DEBATE

ดูย้อนหลัง ดีเบต ย่อยสุดท้าย! ก่อน THE STANDARD DEBATE ใหญ่ ร่วมตั้งคำถามตรวจการบ้านโดยตัวจริงในวงการศึกษา

 

EDUCATION BATTLE: เรียนแบบไหน เด็กไทยรอด

 

เมื่อระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญทั้ง

 

  • คุณภาพที่ถดถอย
  • ความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่ถูกแก้
  • และช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับตลาดแรงงานยุคใหม่

 

THE STANDARD ชวนตั้งคำถามใหญ่ต่อ ‘อนาคตการศึกษาไทย’ ผ่านเวทีดีเบตของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และตัวแทนพรรคการเมือง ในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศตั้งแต่โครงสร้างระบบการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ ไปจนถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป

 

โจทย์หลัก

 

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาไทยอยู่ที่ใด
  • การปฏิรูปที่เสนอ จะเปลี่ยนคุณภาพเด็กไทยได้จริงหรือไม่
  • ระบบการศึกษาจะเชื่อมต่อกับตลาดแรงงานอนาคตอย่างไร

 

พบกับ

 

 

และ Special Guests! ร่วมตั้งคำถาม ตรวจการบ้านทุกพรรคอย่างเข้มข้น

 

  • ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
  • ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • กรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์ เจ้าของช่อง KornKT / Host รายการอวกาศคาดไม่ถึง
  • แพทย์หญิง พิศศรี กิจนิรันดร์สิน Co-Founder, Dr.Mom Co., Ltd.

 

ดำเนินรายการโดย วิทย์ สิทธิเวคิน

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post ดูย้อนหลัง ดีเบต THE STANDARD EDUCATION BATTLE: เรียนแบบไหน เด็กไทยรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป https://thestandard.co/unicef-thai-education-reform/ Fri, 23 Jan 2026 04:45:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1168496 เด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียน สะท้อนภาพวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข

UNICEF กับข้อมูลโครงการรณรงค์ด้านการศึกษา   คุณรู้ […]

The post UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียน สะท้อนภาพวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข

UNICEF กับข้อมูลโครงการรณรงค์ด้านการศึกษา

 

คุณรู้หรือไม่ว่า…

 

  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทย ‘ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย’ นานาชาติ และต่ำกว่าบางประเทศที่มีรายได้น้อยกว่า ในการทดสอบ PISA ปี 2565 นักเรียนไทยอายุ 15 ปีได้คะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ยเพียง 394 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD อยู่ที่ 472 คะแนน สะท้อนว่าไทยกำลังตามหลังประเทศอื่นอย่างชัดเจน (OECD Education GPS)

 

  • นักเรียนไทยมีทักษะขั้นพื้นฐานใน ‘สัดส่วนที่ต่ำมาก’ มีเพียงร้อยละ 32 ของนักเรียนที่มีทักษะคณิตศาสตร์ระดับพื้นฐาน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศ OECD ที่ร้อยละ 69 (OECD)

 

  • นักเรียนที่มีผลการเรียนระดับสูงมี ‘จำนวนน้อยมาก’ นักเรียนไทยที่มีผลการเรียนคณิตศาสตร์ระดับสูงมีเพียงร้อยละ 1 ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 9 ส่งผลให้ศักยภาพด้านการแข่งขันและนวัตกรรมของประเทศอ่อนแอลง (OECD)

 

  • เยาวชนจำนวนมาก ‘หลุดออกจากระบบการศึกษา’ เยาวชนไทยวัยมัธยมปลายประมาณร้อยละ 15 ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ด้วยสาเหตุหลากหลาย เช่น ความยากจน หรือการเติบโตในครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก (UNICEF)

 

  • ผลการเรียนของประเทศไทย ‘กำลังถดถอย’ แทนที่จะก้าวหน้า ระหว่างปี 2555–2565 คะแนน PISA ของไทยลดลงราว 30 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และลดลงถึง 60 คะแนนในวิชาการอ่าน (OECD)

 

  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ‘ยังคงรุนแรง’ ช่องว่างการเรียนรู้ชัดเจนระหว่างเด็กในเมืองกับชนบท เด็กฐานะดีและเด็กยากจน รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักกับเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย หากไม่เร่งแก้ไข อาจนำไปสู่การเกิด “กลุ่มเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอย่างถาวร” (UNESCO/UNICEF)

 

เร่งแก้ระบบการศึกษา ‘ก่อนที่จะสายเกินไป’

 

1) เด็กไทยเรียนรู้ได้ ‘น้อยลง’ กว่า 10 ปีที่แล้ว

 

ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาระดับนานาชาติชี้ชัดว่า เด็กไทยเรียนรู้ได้ ‘น้อยลง’ เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะซ้ำเติมสถานการณ์ แต่ข้อมูลจากการทดสอบ PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปีมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์ 394 คะแนน การอ่าน 379 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472, 476 และ 485 คะแนนตามลำดับ นอกจากนี้ สัดส่วนเด็กที่มีทักษะถึงระดับพื้นฐานยังลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2555 (OECD)

 

สื่อมวลชนและนักวิชาการจำนวนมากมองว่า ผลการทดสอบปี 2565 เป็นสัญญาณที่ ‘น่าตกใจ’ และเป็นหลักฐานของการถดถอยต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในหลายด้าน ประเทศไทยกำลัง ‘ตามหลัง’ เวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าไปข้างหน้า เด็กไทยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

2) วิกฤตการเรียนรู้ของประเทศไทย ‘กำลังถดถอย’ แทนที่จะก้าวหน้า

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คะแนน PISA ของไทย โดยเฉพาะด้านการอ่าน ลดลงถึง 60 คะแนน หากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยอาจปิดกั้นโอกาสของเด็กและเยาวชนทั้งรุ่น นำไปสู่โอกาสการมีงานทำและรายได้ที่ลดลง และทำให้ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึกยิ่งขึ้น

 

3) การศึกษากำลัง ‘ซ้ำเติม’ ความเหลื่อมล้ำ แทนที่จะลดช่องว่าง

 

โดยหลักแล้ว การศึกษาควรเป็น ‘เครื่องมือสร้างความเท่าเทียม’ แต่ในประเทศไทย ระบบการศึกษากลับกลายเป็นกลไกที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม แม้นักเรียนในกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละ 25 จะมีผลการเรียนใกล้เคียงประเทศชั้นนำ แต่เด็กส่วนใหญ่ยังมีผลการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

 

ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท โรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงกว้าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สถานที่ที่เด็กเกิดในประเทศไทยส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษามากกว่าความสามารถของเด็กเอง

 

4) ระบบการศึกษา ‘ไม่ตอบโจทย์’ เศรษฐกิจในอนาคต

 

การวิเคราะห์ของ OECD เกี่ยวกับการศึกษาไทยพบว่า ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมายัง ‘ไม่สอดคล้อง’ กับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม โรงเรียนยังเน้นการท่องจำและการสอบ มากกว่าการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะทางสังคม และอารมณ์ ส่งผลให้แม้เด็กบางคนจะ ‘ประสบความสำเร็จ’ ในระบบการศึกษา แต่กลับเผชิญความยากลำบากเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน เนื่องจากระบบการศึกษายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงาน

 

5) การศึกษายังคงเป็น ‘เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด’ ในการสร้างการเติบโตและความเท่าเทียม

 

งานวิจัยของธนาคารโลกระบุว่า การเรียนจบระดับมัธยมศึกษาช่วยเพิ่มรายได้อย่างน้อยร้อยละ 10 และทุกบาทที่ลงทุนในการเรียนรู้ปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับสูง

 

6) เด็กๆ ไม่ได้ล้มเหลว แต่ ‘ระบบต่างหากที่ล้มเหลว’

 

เด็กไทยมีศักยภาพ แต่ระบบยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ เราต้องเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่านี้ให้กับเด็กทุกคน

 

7) ประเทศไทยยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้ หากเรา ‘กล้าลงมือทำเดี๋ยวนี้’

 

การลงทุนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น การเรียนรู้ปฐมวัยที่เข้มแข็ง ครูที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกโรงเรียน การศึกษาที่มุ่งสร้างทักษะทำงานได้จริง และโรงเรียนที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่เด็กในประเทศไทยทุกคนควรได้รับ เราไม่อาจยอมรับสภาพเดิมได้อีกต่อไป เราต้องร่วมกันตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง และเดินหน้าแก้ไขระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

 

ทำไมการปฏิรูปการศึกษาจึง ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’?

 

ประเทศไทยได้ถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานานกว่า 20 ปี มีการออกกฎหมาย ตั้งคณะกรรมการ และประกาศแผนและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ในห้องเรียนกลับแทบไม่เปลี่ยน สาเหตุสำคัญได้แก่

 

1) การปฏิรูปมุ่งที่โครงสร้าง ‘มากกว่า’ การเรียนรู้จริงในห้องเรียน

 

การปฏิรูปการศึกษาหลายครั้งของประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหาร เช่น การควบรวมหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และการตั้งคณะกรรมการใหม่ มากกว่าการยกระดับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน งานวิจัยด้านการศึกษาไทยขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และ OECD ชี้ว่า ระบบการศึกษายังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดหลักสูตร งบประมาณ และการบริหารบุคลากรเป็นหลัก ส่งผลให้ครูต้องทำงานภายใต้หลักสูตรที่ตายตัวและภาระงานเอกสารจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริหารโรงเรียนมีอำนาจจำกัดในการปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น นวัตกรรมทางการศึกษาจำนวนมากจึงหยุดอยู่เพียงโครงการนำร่อง และไม่สามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

2) งบประมาณมี แต่ ‘ไม่ถูกใช้ในจุดที่จำเป็นที่สุด’

 

ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาในสัดส่วนที่สูง แต่ ‘ยังขาดประสิทธิภาพ’ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยเฉพาะการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนนักเรียน ครู และทรัพยากรไม่เพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน บางโรงเรียนมีอาคารและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ขณะที่บางโรงเรียนกลับขาดแคลนครูและทรัพยากรพื้นฐานอย่างรุนแรง

 

3) ครูถูกคาดหวังให้จัดการศึกษาที่ทันสมัย แต่ ‘ยังไม่ได้รับการสนับสนุน’ ที่สอดคล้องและเพียงพอ

 

แผนการปฏิรูปส่วนใหญ่ยอมรับว่า ‘ครูคือหัวใจของการศึกษา’ แต่ในทางปฏิบัติ การสนับสนุนครูกลับ ‘ยังอ่อนแอและไม่ต่อเนื่อง’ การวิเคราะห์ระบบครูในประเทศไทยชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านการสรรหา การบรรจุ ไปจนถึงความก้าวหน้าในอาชีพ ครูจำนวนมากไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงที่สุด ขณะที่แรงจูงใจในเส้นทางอาชีพก็ไม่เอื้อต่อการให้รางวัลแก่ครูที่สามารถยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างแท้จริง

 

แม้จะมีการนำหลักสูตรและแนวทางการสอนใหม่ๆ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์และการเรียนรู้เชิงรุกมาใช้ แต่ครูมักได้รับการอบรมเพียงระยะสั้นและเป็นครั้งคราว ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ส่งผลให้ครูถูกคาดหวังให้สร้างผลลัพธ์ในระดับโลก ขณะที่ยังต้องทำงานภายใต้ระบบที่ล้าสมัย และแบกรับแรงกดดันให้ ‘สอนให้จบตามตำรา’ มากกว่าการช่วยให้เด็กทุกคนเข้าใจอย่างแท้จริง

 

4) การเมืองเปลี่ยนเร็ว ‘เกินกว่าระบบการศึกษาจะตามทัน’

 

การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องอาศัย ‘ความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในระยะยาว’ แต่การเมืองของประเทศไทยกลับผันผวน มีการเปลี่ยนรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยครั้ง ทำให้ลำดับความสำคัญด้านการศึกษาเปลี่ยนตลอด

 

สิ่งที่รัฐมนตรีคนหนึ่งได้เริ่มต้นไว้ อาจจะถูกยกเลิกหรือปล่อยให้เงียบหายด้วยรัฐมนตรีคนถัดไป การปฏิรูปจึงเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง เช่น ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ‘ปฏิรูปการศึกษา’ หรือ ‘ห้องเรียนดิจิทัล’ โดยขาดการดำเนินการที่ชัดเจน ต่อเนื่องและสามารถอยู่รอดข้ามวาระทางการเมืองได้

 

สำหรับนักเรียนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกๆ ไม่กี่ปีจะมี ‘การปฏิรูป’ ใหม่ แต่โรงเรียนและห้องเรียนที่พวกเขาเรียนอยู่ ‘แทบไม่เปลี่ยนแปลง’

 

5) ความเหลื่อมล้ำยังไม่ถูกมองว่า ‘เป็นปัญหาหลัก’

 

การปฏิรูปการศึกษาส่วนใหญ่มักมองความเหลื่อมล้ำเป็นเพียงเรื่องรอง ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างเด็กยากจนกับเด็กฐานะดี เด็กในเมืองกับชนบทนั้นกว้างมาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เด็กที่ขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือการสนับสนุนจากผู้ปกครองในการเรียนที่บ้านมีการเรียนรู้ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

หากการปฏิรูปไม่เริ่มจากการยกระดับเด็กในกลุ่มล่างสุดร้อยละ 40 ผลการเรียนโดยรวมของประเทศก็จะยังถดถอยต่อไป และความเหลื่อมล้ำจะยิ่งฝังรากลึกมากขึ้น

 

6) เสียงของเด็กและผู้ปกครองมัก ‘ไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง’

 

การตัดสินใจด้านการศึกษาส่วนใหญ่มักถูกกำหนดโดยผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มักมีส่วนร่วมเพียงในช่วงท้ายของกระบวนการ หรือบางครั้งก็ไม่มีส่วนร่วมเลย ส่งผลให้การปฏิรูปอาจดูดีในเอกสาร แต่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในห้องเรียน และท้ายที่สุดก็มักถูกต่อต้าน ถูกละเลย หรือถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

บทสรุป

 

  • ประเทศไทยไม่ได้ขาดการศึกษา งานวิจัย แผนงาน หรือโครงการนำร่อง
  • สิ่งที่ขาดคือ ‘เจตนารมณ์และความมุ่งมั่น’ ในการจัดการจุดที่สำคัญที่สุด คือในห้องเรียน กับเด็ก และกับครู

 

วิกฤตที่แท้จริง ‘ไม่ใช่’ เพราะเด็กไทยเรียนรู้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะระบบการศึกษาที่…

 

  • ปกป้องโครงสร้าง ‘มากกว่า’ ปกป้องอนาคตของเด็ก
  • ให้รางวัลกับ ‘การทำตาม’ มากกว่า ‘การตั้งคำถาม’
  • พูดถึงการปฏิรูป ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่า’ แต่ ‘ไม่เคยทำอย่างจริงจัง’ จนเห็นผล

 

ตราบใดที่เรายังวัดการปฏิรูปการศึกษาจากจำนวนคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น แทนที่จะถามว่า ‘เด็กอายุ 10 ปีในโรงเรียนชนบทเล็กๆ สามารถอ่านออก คิดเป็น และกล้าฝันได้ไม่ต่างจากเด็กอายุ 10 ปีในกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง?’ วิกฤตการศึกษาก็จะยังคงดำเนินต่อไป

 

แฟ้มภาพ: BELL KA PANG / Shutterstcok

อ้างอิง:

  • UNICEF ประเทศไทย

The post UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พริษฐ์นำทีมรณรงค์นโยบายการศึกษาพรรคประชาชนเนื่องในวันครูแห่งชาติ https://thestandard.co/parit-ppl-ed-policy-teachers-day/ Fri, 16 Jan 2026 05:11:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1165924 พริษฐ์ นำทีมรณรงค์นโยบายการศึกษา พรรคประชาชน เนื่องใน วันครูแห่งชาติ

วันนี้ (16 มกราคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พริษฐ์นำทีมรณรงค์นโยบายการศึกษาพรรคประชาชนเนื่องในวันครูแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ นำทีมรณรงค์นโยบายการศึกษา พรรคประชาชน เนื่องใน วันครูแห่งชาติ

วันนี้ (16 มกราคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. ของ พรรคประชาชนในปีการศึกษา อาทิ ธีระศักดิ์ จิระตราชู, ปรเมศวร์ ศิริรัตน์, ปรินทร์ จิระภัทรศิลป, ตามหทัย ชนะบูรณาศักดิ์ และ สมเมธ ยุวะสุต ลงพื้นที่บริเวณคุรุสภา เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ เพื่อจัดทำกิจกรรมสอบถามความคิดเห็นของครูและรณรงค์นโยบายของพรรคประชาชนที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมครูในการทำงาน

 

พริษฐ์กล่าวว่า หลักการสำคัญของพรรคประชาชนในการสนับสนุนและส่งเสริมครู เน้นไปที่ 3 เรื่อง คือการคืนเวลาให้กับครู พัฒนาทักษะอย่างตรงจุด และส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพที่สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน

 

หลักการแรกคือ ‘การคืนเวลาให้กับครู’ เพื่อคืนครูให้กับห้องเรียน ด้วยการลดภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เช่น งานธุรการ หรือกิจกรรมบางอย่างที่เพิ่มภาระงานให้กับครู แต่อาจไม่ได้ก่อประโยชน์สูงสุดให้กับผู้เรียน

 

ทั้งนี้ โครงการ พิธีกรรม หรือกิจกรรมใดที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนจะต้องลดหรือเลิก หากโครงการใดมีประโยชน์ อาจควรจัดทำเป็น ‘เมนู’ ให้ครูและโรงเรียนมีสิทธิในการเลือกหรือปฏิเสธว่าจะทำหรือไม่ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน

 

พริษฐ์กล่าวต่อไปอีกว่า พรรคประชาชนยังตั้งใจที่จะเพิ่มงบประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการในการแบ่งเบาภาระงานของครู ส่วนงานธุรการที่ยังเหลืออยู่ จะปรับระเบียบและกฎหมายเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรองรับลายเซ็นดิจิทัล หรือเอกสารราชการแบบดิจิทัล

 

สำหรับหลักการที่สองคือ ‘การพัฒนาทักษะอย่างตรงจุด’ พริษฐ์ได้กล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่พรรคประชาชนตั้งใจพัฒนาให้ครูคือเรื่องของทักษะ เพราะหากมีการจัดทำหลักสูตรการฉบับใหม่ที่เน้นสมรรถนะของผู้เรียนตามแนวนโยบายของพรรคประชาชน รูปแบบการเรียนการสอนและทักษะที่ครูจำเป็นต้องมีในการดูแลพัฒนาการของผู้เรียนก็จะต้องปรับตามไปด้วย เพื่อให้ครูเปลี่ยนจากบทบาท ‘ครูหน้าห้อง’ ที่เน้นการถ่ายทอดข้อมูลเพียงอย่างเดียว มาเป็น ‘ครูหลังห้อง’ ที่เน้นวิเคราะห์และสนับสนุนพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน ที่อาจมีจุดแข็ง-จุดอ่อนที่ไม่เหมือนกัน

 

ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะกระจายงบอบรมที่ปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ให้ไปอยู่ที่ครูมากขึ้น โดยให้ครูและโรงเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะพัฒนาทักษะของตนเองในด้านใด ที่เป็นประโยชน์ต่อห้องเรียนและบริบทของโรงเรียนมากที่สุด

 

และหลักการสุดท้ายคือ ‘ความก้าวหน้าทางอาชีพที่สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน’ พริษฐ์กล่าวว่า หลักการดังกล่าวคือ หากครูสามารถดูแลและพัฒนาผู้เรียนได้ดีขึ้นมากเท่าใด ก็ควรจะได้รับความก้าวหน้าทางอาชีพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการออกแบบระบบการประเมินให้สัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครูและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยมีวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน ควบคู่กับการเปิดให้มีการประเมินแบบ 360 องศา ที่เปิดให้นักเรียนร่วมประเมินครูได้ และครูร่วมประเมิน ผอ. ได้

 

“การศึกษาจะมีความหมายต่อเมื่อครูมีเวลาได้ใช้กับนักเรียน และการศึกษาจะมีความสุข ต่อเมื่อเราทำได้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้และครูมีความสุขกับการทำงาน” พริษฐ์ทิ้งท้าย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : พริษฐ์นำทีมรณรงค์นโยบายการศึกษาพรรคประชาชนเนื่องในวันครูแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เด็กไทยเรียนหนัก แต่ทำไมไม่เป็นที่ต้องการของตลาด? | KEY MESSAGES #239 https://thestandard.co/thailand-education-crisis-ai-future/ Thu, 08 Jan 2026 13:10:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1165439 thailand-education-crisis-ai-future

ในยุคที่เทคโนโลยีเร่งสปีดเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์จะป […]

The post ชมคลิป: เด็กไทยเรียนหนัก แต่ทำไมไม่เป็นที่ต้องการของตลาด? | KEY MESSAGES #239 appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-education-crisis-ai-future

ในยุคที่เทคโนโลยีเร่งสปีดเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์จะปรับตัวทัน นวัตกรรมเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจ และ AI แรงงานที่ไร้หยาดเหงื่อ กลายมาเป็นแรงงานคู่แข่งโดยสมบูรณ์ แต่สำหรับเด็กไทยแล้ว สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่การที่จะถูกแทนที่โดยเครื่องจักร หรือถูก AI แย่งงาน แต่กลับเป็นระบบการศึกษาที่สร้างและบ่มเพาะพวกเขาต่างหากที่กำลังผลักให้เด็กไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับชะตากรรมที่พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เด็กไทยกว่าล้านคน ‘ไม่มีโอกาส’ ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไป ส่วนคนที่มีโอกาส แม้จะมีวุฒิการศึกษาในมือก็กลับ ‘ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยซ้ำ

 

ปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ฝังลึกเปรียบเหมือนก้อนเนื้อร้ายที่กัดกินโอกาสของเด็กไทยมานานหลายทศวรรษ แล้วไทยต้องทำอย่างไรให้เยาวชนอนาคตของชาติเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและมีทักษะพร้อมจะไปแข่งขันในตลาดโลก

The post ชมคลิป: เด็กไทยเรียนหนัก แต่ทำไมไม่เป็นที่ต้องการของตลาด? | KEY MESSAGES #239 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน https://thestandard.co/anuchat-people-party-education/ Wed, 07 Jan 2026 07:02:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1162181 อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหาร **พรรคประชาชน** มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน

วันนี้ (7 มกราคม) รศ.ดร. อนุชาติ พวงสำลี ประธานบริหารโร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหาร **พรรคประชาชน** มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน

วันนี้ (7 มกราคม) รศ.ดร. อนุชาติ พวงสำลี ประธานบริหารโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเปิดใจภายหลังพรรคประชาชนเปิดตัวเขาเป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการศึกษา โดยระบุว่า ในปี 2569 นี้ ที่เขาจะอายุครบ 67 ปี มีความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำผ่านมาเสมอ และก็สามารถละวางกับหมวกทุกใบ หัวโขนทุกบท ลงได้

 

อนุชาติระบุว่า การทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง งานพัฒนาที่ทำมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา อดีตคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ การบุกเบิกสร้างรากฐานและพัฒนา ‘กรีนแคมปัส’ ให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา การก่อตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นับรวมเป็นเวลากว่า 20 ปี

 

“คนรุ่นผมไม่ได้เติบโตมากับคำว่า passion นะครับ ผมไม่รู้จักคำนี้มาก่อน หลักการทำงานง่ายๆ ของผมก็คือ มีความหวัง ลงมือทำจริง กล้าเปลี่ยนจริง และใช้ทุกโอกาสที่เข้ามาลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง และแน่นอน ต้องด้วยวิธีคิดที่แจ่มชัด จุดยืนที่มั่นคง เพื่อส่วนรวม”

 

อนุชาติกล่าวถึงการทำงานด้านการศึกษาและการเรียนรู้แบบเข้มข้น คืองานก่อตั้งคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ก่อตั้งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร่วมทำงานขับเคลื่อนการศึกษาและการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนพี่น้องนักวิชาการ ครูอาจารย์ นักการศึกษา นักพัฒนา และคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ในนาม ‘ก่อการครู’

 

“ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมเรียนรู้กับโรงเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง หน่วยงานในท้องถิ่น ผู้ประกอบการเอกชน แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย คนรุ่นใหม่มากมายทั่วประเทศ ทำให้ในวันนี้มีดวงตาอันแจ่มชัดว่า เรากำลังติดกับอยู่กับระบบและวิธีคิด ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับบริบทในอดีต แต่ปรับตัวไปกับอนาคตไม่ได้ จนกลายเป็น ‘หลุมดำของการเรียนรู้’ หรือ ‘หลุมพรางทางการศึกษา’ อันส่งผลให้การศึกษาในวันนี้ กลายเป็น ‘ทุกข์ของแผ่นดิน’ ที่ทุกคนในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง หน่วยงานต้นสังกัด ผู้ประกอบการ และผู้คนในสังคม คือผู้ร่วมชะตากรรม”

 

หลุมพรางที่หนึ่ง เรายึดมั่นกับการจัดการศึกษาที่เชื่อเรื่อง ‘มาตรฐาน’ ‘ความเป็นเลิศ’ ‘วิชาการดี’ เป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียว เราจึงออกแบบระบบการศึกษาที่มีหลักสูตรแกนกลางแบบเดียว มีระยะเวลาในการเรียนที่ชัดเจน 12 ปี มีวิธีการวัดและประเมินผลแบบเดียว เรามุ่งมั่นสร้างความสำเร็จทางการศึกษาด้วยระบบแข่งขัน ระบบแพ้คัดออกตลอดเวลา เราจึงตอกย้ำระบบการศึกษาที่คอยผลักคนที่ ‘ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ’ หรือ ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’ ให้หลุดออกไปจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หลุมพรางที่สอง เรามีสมมติฐานว่า ‘เด็กทุกคนเหมือนกัน’ และเป็นเสมือน ‘ภาชนะอันว่างเปล่า’ ‘เด็กคือผ้าขาว’ เราจึงออกแบบระบบการศึกษาที่มีความ ‘สำเร็จรูป’ มีลู่แบบเดียวให้เด็กทุกๆ คนวิ่ง นอกจากนี้ เรายังคิดว่าโรงเรียนเป็นเพียงหน่วยเดียวที่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ครูทุกคนมีหน้าที่เป็นผู้รู้ดีที่สุดที่จะคอย ‘กรอกความรู้ลงไปในภาชนะอันว่างเปล่า’ แต่ทว่า เราลืมไปว่า เด็กทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละเจเนอเรชั่น ก็มีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไป เพราะสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูในแต่ละยุคสมัยเปลี่ยนไปหมดแล้ว เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โอกาสและความพร้อมของเด็กแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป

 

หลุมพรางที่สาม เราเชื่อว่า ‘โรงเรียนคือศูนย์กลางความรู้’ และ ‘กระทรวงคือศูนย์กลางการบริหารการศึกษา’ ระบบของเราจึงรวมศูนย์ไว้ตรงกลาง บริหารการศึกษาผ่านกฎระเบียบ ตัวชี้วัด ระบบประเมิน ระบบการรายงาน (ปลอมๆ) มากมาย พรากเวลาของครูออกจากห้องเรียน พรากความสัมพันธ์อันดีของระบบ ขาดความยืดหยุ่นและตัดขาดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง การศึกษาของเราจึงเป็นเสมือนเครื่องยนต์หลุด พลัดพรากผู้คนออกจากกัน เป็นระบบที่ไม่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือนวัตกรรมใดๆ ได้ เพราะทุกคนอยู่ในระบบความสัมพันธ์ที่เป็นแนวดิ่งมากเกินไป ขาดพื้นที่ปลอดภัย ทั้งครูและนักเรียน

 

อนุชาติชี้ว่า หลุมพรางเหล่านี้ คือรากฐานแห่งปัญหา คือต้นธารการศึกษาเครื่องยนต์หลุด คือที่มาของความทุกข์ของแผ่นดิน เมื่อลงมือปฏิบัติอย่างเข้มข้น เดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนนักการศึกษาทั่วประเทศ วันนี้อนุชาติระบุว่า เขามีความฝันและความหวังที่จะร่วมกันสร้างและออกแบบ ‘ระบบการศึกษาและการเรียนรู้’ ที่จะช่วยให้เราสามารถหลุดพ้นออกจาก ‘หลุมพราง’ เหล่านี้ให้ได้

 

เขาอยากเห็นการศึกษาไทยเป็นการเรียนรู้ที่ ‘มีความสุขและมีความหมายสำหรับทุกคน’ เราอยากเห็นระบบการศึกษาที่โอบอุ้มและพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย (ที่แตกต่างหลากหลาย) ให้สามารถเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ระบบการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อเกื้อกูลการเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งกาย ใจ และปัญญา เราอยากเห็นเด็กไทยเติบโตด้วย ‘ทักษะหรือสมรรถนะแห่งอนาคต’ มีความสามารถในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ดี มีภาวะผู้นำและสามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดเป็นระบบ คิดวิเคราะห์ และสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

เขาอยากผลักดันระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อ มี ‘การเรียนรู้ของเด็ก’ เป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ไม่ควรมีขีดจำกัดแค่ในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา หลักสูตรควรมีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ชีวิตและอาชีพแบบไร้ขีดจำกัด และหลุดออกจากเงื่อนไขของเวลา

 

ขณะที่โรงเรียนควรได้รับการหนุนเสริมให้สามารถบริหารจัดการตนเองได้ในทุกๆ มิติตามความพร้อม หลักสูตรสามารถยืดหยุ่นและมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองได้ เราต้องสนับสนุนผู้เล่นทางการศึกษาอื่นๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่มากมายนอกรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ สถานประกอบการ ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ทั่วประเทศ ให้สามารถรองรับการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนอันหลากหลาย และจะดีไม่น้อย หากสามารถทำให้แหล่งเรียนรู้เหล่านี้ลื่นไหลเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งควรพัฒนาแพล็ตฟอร์มทางการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นพื้นที่หรือกลไกในการเรียนรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริง

 

“ภาพความฝันเหล่านี้ คือสิ่งที่ผมได้แลกเปลี่ยนกับทีมการศึกษาของพรรคประชาชนตลอดห้วงระยะเวลาหนึ่ง พบว่าเรามีจุดร่วมและความมุ่งมั่นที่สอดคล้องกันมากมาย ในวันนี้จึงยินดีรับอาสาเข้าไปช่วยเป็นหนึ่งในทีมบริหารการศึกษาผลักดันการขับเคลื่อนจินตนาการอันยิ่งใหญ่ ที่มีคุณค่าและความหมายต่ออนาคตของเยาวชนและความอยู่รอดของสังคมไทยอย่างมาก” อนุชาติกล่าว

 

อนุชาติยังทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนกัลยาณมิตร นักการศึกษา ผู้รู้ ผู้มีความสามารถ และผู้ที่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง สังคม และการศึกษาไทยทุกคน มาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพราะ ‘สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง’

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุชาติ พวงสำลี เปิดใจร่วมทีมบริหารพรรคประชาชน มุ่งพลิกการศึกษาไทยไม่ให้เป็นทุกข์ของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพล ชี้หลักสูตรล้าสมัย-ขาดทักษะ ปัญหาใหญ่การศึกษาไทยประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ ปรับหลักสูตร-ลดค่าเทอม ทำทันที https://thestandard.co/new-government-must-fix-education/ Sun, 26 Oct 2025 03:07:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1135545 นิด้าโพล ชี้หลักสูตรล้าสมัย-ขาดทักษะ ปัญหาใหญ่การศึกษาไทย ประชาชนหวัง รัฐบาลใหม่ ปรับหลักสูตร-ลดค่าเทอม ทำทันที

วันนี้ (26 ตุลาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถา […]

The post นิด้าโพล ชี้หลักสูตรล้าสมัย-ขาดทักษะ ปัญหาใหญ่การศึกษาไทยประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ ปรับหลักสูตร-ลดค่าเทอม ทำทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพล ชี้หลักสูตรล้าสมัย-ขาดทักษะ ปัญหาใหญ่การศึกษาไทย ประชาชนหวัง รัฐบาลใหม่ ปรับหลักสูตร-ลดค่าเทอม ทำทันที

วันนี้ (26 ตุลาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP)เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,310 คน ทั่วประเทศ

 

ประชาชนชี้ 3 ปัญหาเร่งด่วนที่ ศธ.ต้องแก้ไข

 

เมื่อสอบถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งแก้ไขมากที่สุด พบว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ถูกระบุมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น ร้อยละ 49.31 ตามมาด้วย หลักสูตรขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ที่ ร้อยละ 48.09 และ ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน (เช่น การบูลลี่, การล่วงละเมิด, ยาเสพติด) ที่ ร้อยละ 38.78

 

นอกจากนี้ ประเด็น คุณภาพโรงเรียน/ครู ไม่เท่ากัน (ร้อยละ 37.33) และ เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง (ร้อยละ 31.30) ก็เป็นอีกปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญ

 

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ถูกคาดหวังให้ทำทันที

 

ในประเด็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ทันที พบว่า ความต้องการสูงสุดใกล้เคียงกันคือ
1. ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง (ร้อยละ 44.27)
2. ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 (ร้อยละ 44.05)
ตามด้วยการ ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต (ร้อยละ 37.86) และ เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม (ร้อยละ 35.95)

 

ครูแบกภาระงานอื่นเกินไป-เชื่อลดภาระช่วยพัฒนาการศึกษา

 

ผลสำรวจยังสะท้อนถึงปัญหาภาระงานของครู โดยประชาชนส่วนใหญ่ถึง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป

 

นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นสูงว่า การลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูจะช่วยพัฒนาการศึกษาไทย โดยมีผู้ที่ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน สูงถึง ร้อยละ 55.19 และระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น อีกร้อยละ 25.50

 

ความกังวลและความหวังต่อการแก้ไขปัญหา

 

สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาของรัฐบาลชุดใหม่ พบว่า ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง ขณะที่ ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ส่วนผู้ที่ ไม่กังวล และมีความหวัง มีอยู่ร้อยละ 21.99
ท้ายที่สุด ประชาชนแสดงความต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.76 ระบุว่าต้องการ ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

 

ดูผลสำรวจฉบับเต็มได้ที่ https://nidapoll.nida.ac.th

The post นิด้าโพล ชี้หลักสูตรล้าสมัย-ขาดทักษะ ปัญหาใหญ่การศึกษาไทยประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ ปรับหลักสูตร-ลดค่าเทอม ทำทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังภารกิจแก้เกมระบบการศึกษา ปลดล็อกศักยภาพคนไทย ของ ‘สภาการศึกษา’ ผ่าน L.E.A.R.N Pillar [Advertorial] https://thestandard.co/onec-learn-pillar-thailand-education/ Fri, 03 Oct 2025 06:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1125200 สภาการศึกษา ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนไทย ผ่าน 5 เสาหลัก L.E.A.R.N

การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูม […]

The post เบื้องหลังภารกิจแก้เกมระบบการศึกษา ปลดล็อกศักยภาพคนไทย ของ ‘สภาการศึกษา’ ผ่าน L.E.A.R.N Pillar [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาการศึกษา ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนไทย ผ่าน 5 เสาหลัก L.E.A.R.N

การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนเป็นอุปสรรคและปัจจัยท้าทายต่อ ‘การพัฒนาศักยภาพคนไทย’

 

จากดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ปี 2565 ไทยอยู่ในอันดับที่ 66 จาก 193 ประเทศ จัดอยู่ในกลุ่ม ‘การพัฒนามนุษย์สูง’ แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง

 

ขณะที่ ดัชนีทุนมนุษย์ (HCI) ของ World Bank เผยให้เห็นความท้าทายเชิงคุณภาพ รายงานล่าสุดจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (Thailand Development Research Institute: TDRI), UNICEF และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 2568 ระบุว่า เด็กแรกเกิดในไทยจะสามารถพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ได้เพียง 61% เมื่ออายุ 18 ปี

 

 

และเมื่อดูตัวชี้วัดอื่นๆ อย่างดัชนีความพร้อม AI (AIPI) ปี 2565 ไทยอยู่ที่อันดับ 54 จาก 160 ประเทศ ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงดัชนีทุนมนุษย์และตลาดแรงงาน IMF ไทยได้คะแนนเพียง 0.34 จาก 1.0 บ่งชี้ว่าการเตรียมคนให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานคุณภาพยังต่ำ

 

นี่ไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อลดช่องว่างเชิงโครงสร้างและปลดล็อกศักยภาพคนไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนลึกไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาแบบเดิมๆ อาจไม่สามารถรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนและท้าทายได้อีกต่อไป

 

 

The Standard มีโอกาสพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ฟันเฟืองสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับจูนเข็มทิศใหม่ผ่าน ทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย (Thailand’s Human Capital Development Compass) ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของทุกคน ทุกช่วงวัย ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และก้าวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน’  

 

ดร.ประวิต บอกว่า “แนวทางนี้จะทำให้เราปรับตัวได้เร็วขึ้น” เพราะท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเมกะเทรนด์และความเสี่ยงระดับโลก ถ้ายังปรับแก้ ถกเถียงเรื่องแผนการศึกษาชาติอยู่ ไทยอาจถูกทิ้งห่าง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ดร.ประวิต ได้ฉายภาพ กับดัก 3 มิติ ที่ฉุดรั้งการศึกษาไทย และจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพคนไทยในอนาคต

 

  • การพัฒนาศักยภาพคนทำได้ไม่เต็มที่: คนไทยมีศักยภาพสูง แต่ไม่มีกระบวนการที่จะผลักดันให้พวกเขาไปถึงขีดความสามารถสูงสุดได้ ระบบการศึกษาที่แข็งตัวและปรับตัวช้ากลายเป็นอุปสรรคที่ดึงศักยภาพของเด็กไว้
  • การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ: ประเทศไทยทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาในสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สูงตาม สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘ไม่มีเงิน” แต่อยู่ที่ ‘การใช้เงินยังไม่ดีพอ’
  • ระบบขาดความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ (Accountability): เมื่อเกิดปัญหา เช่น เด็กอ่านหนังสือไม่ออก หรือบัณฑิตจบใหม่ไม่มีทักษะตรงตามตลาดแรงงาน กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน ทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“ถ้ามองให้ดี รากของปัญหาเรื่องการพัฒนาศักยภาพคนไทยมันมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและระบบการศึกษาที่ไม่สามารถดึงศักยภาพเด็กออกมาได้เต็มที่ ทับซ้อนอยู่เรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาคือการจัดสรรทรัพยากรโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนหรือแต่ละโรงเรียน อาจต้องจำแนกหรือออกแบบระบบที่ช่วยให้คนมีโอกาสพัฒนาตัวเองไปยังจุดที่เท่าเทียมได้มากขึ้น”

 

“ส่วนประเด็นเรื่องระบบการศึกษา เนื่องจากหลักสูตร การสอน ครู และระบบโดยรวมยังแข็งตัว ปรับตัวช้า ทำให้เด็กเก่ง ศักยภาพสูงถูกจำกัดให้พัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ นอกจากนั้นเรายังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อพัฒนาเด็ก ข้อมูลจาก OECD พบว่าไทยมีเด็กที่เป็น Talent มากถึง 15% แต่เรายังไม่มีระบบค้นหาและพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างทั่วถึง”

 

“ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่มีทางพัฒนาเด็กให้เก่งเท่ากันได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องพัฒนาเด็กศักยภาพสูงให้เป็น ‘หัวขบวน’ ฉุดลากคนใน GEN เขา เมื่อเขาเข้าสู่ระบบแรงงาน เขาจะไม่เป็นภาระข้ามรุ่น”

 

 

“นี่เป็นโจทย์ที่ผมอยากจะเข้ามาแก้” ดร.ประวิต บอกว่า การทบทวนเป้าหมายการศึกษาของประเทศใหม่เป็นเรื่องสำคัญ เป้าหมายที่จะเห็นเด็กเป็น ‘คนดี คนเก่ง และมีความสุข’ ไม่สะท้อนความเป็นจริงในโลกยุคใหม่อีกต่อไป

 

“เวลาพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ผมพยายามจะเรียนรู้บทเรียนต่างๆ จาก ดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะท่านถือเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เกิด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.ฉบับแรกของประเทศที่มีกฎหมายด้านการศึกษา ใช้กฎหมายเป็นแม่บทในการนำทางการปฏิรูปในมิติเชิงโครงสร้าง กระบวนการ การจัดการ รวมไปถึงการออกแบบผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดการศึกษาในประเทศทั้งหมด”

 

จึงเป็นที่มาของการหารือระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วน ร่วมกันออกแบบ ‘Thailand’s Human Capital Development Compass’ เพื่อบ่มเพาะศักยภาพคนไทยให้เหมาะสมตามช่วงวัยของผู้เรียน ตั้งแต่การสร้างครอบครัว เด็กแรกเกิด วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมีระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค มีคุณภาพ มีความยืดหยุ่น เป็นฐานรากสำคัญ ซึ่งจะขับเคลื่อนบน 5 เสาหลักสำคัญ L.E.A.R.N.

 

 

  • L – Learner Agency (ศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน) ผู้เรียนยุคใหม่ต้องครอบคลุมคนทุกช่วงวัยและต้องอยู่ในระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สามารถปรับตัวและสร้างความมั่นคงให้ตัวเองได้
  • E – Educator Excellence (บุคลากรทางการศึกษามีสุขภาวะที่ดีและมีความเป็นเลิศ) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะที่ทันสมัย เร่ง Upskill และ Reskill พร้อมดูแลสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะปัจจุบันวิกฤตคนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นครูเป็นปัญหาทั่วโลก เนื่องจากเป็นอาชีพที่หนักและกดดัน
  • A – Allocation (การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ) ทั้งการกระจายโอกาส หลักสูตร อุปกรณ์ และครูที่มีคุณภาพให้ทั่วถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
  • R – Reach (การเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสำหรับทุกคน) สร้างระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นนอกห้องเรียน ให้ทุกคนสามารถเลือกเรียนเพื่อเพิ่มทักษะได้ตามความต้องการ ผ่านเครื่องมืออย่าง Credit Bank (ธนาคารหน่วยกิต) ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากหลักสูตรต่างๆ แล้วนำมาเทียบโอนวุฒิการศึกษาในภายหลังได้ หรือ Micro-Credentials หลักสูตรระยะสั้นที่รับรองทักษะเฉพาะทาง ทำให้คนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเรียนจบตามระบบ
  • N – Network (การบริการจัดการแบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม) ผลักดันให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่จำกัดแค่ในโรงเรียน โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการ ชุมชน หรือท้องถิ่น สามารถออกแบบหลักสูตรและจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง (Area-based Education) เพื่อพัฒนาคนในพื้นที่ของตน

 

“ข้อมูลจากนานาชาติชี้ว่า ประเทศที่เด็กเข้าสู่ระบบการเรียนรู้เร็ว โอกาสที่จะมีความสามารถในการแข่งขันยิ่งสูง แต่โรงเรียนแบบดั้งเดิมกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาศักยภาพเด็ก ถ้าเราปลดล็อกและเปิดระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นขึ้น ใช้ระบบ Credit Bank หรือ Micro-Credentials จะทำให้การเรียนรู้ยุคใหม่ไม่ต้องเรียนตามลำดับชั้นแบบเดิม แต่พัฒนาตามศักยภาพและจังหวะของแต่ละคนได้”

 

ดร.ประวิต ยกตัวอย่างเรื่องโอกาสในชีวิตของเด็กบางคนมีช่วงเวลาจำกัด เช่น เด็กที่มีความสามารถด้านกีฬาแล้วเขาได้รับโอกาสทำสิ่งนั้น หากระบบการศึกษาไม่ยืดหยุ่น เด็กอาจพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพ แต่ระบบที่ยืดหยุ่นจะทำให้เขาได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่โดยไม่เสียโอกาสทางการศึกษา”

 

“การพัฒนาศักยภาพคนไทยต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ยืดหยุ่น และพร้อมปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้ติดกับระบบเดิมที่แข็งตัวเกินไป และทั้ง 5 แกน L.E.A.R.N. จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน”

 

 

ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเริ่มมีการขับเคลื่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Credit Bank หรือการทำ Area-based Education พื้นที่นำร่องด้านการศึกษาในระดับประถมกว่า 10 จังหวัด

 

“เราได้เห็นปัจจัยความสำเร็จ เงื่อนไข และองค์ความรู้ที่ชัดเจน ทำให้เห็นว่าทิศทางที่เรามุ่งไปถูกต้อง ต่อจากนี้จะต้องผลักดันให้เป็นกระแสขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบ”

 

ดร.ประวิต ยังชี้ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนตามแนวทางนี้สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้จริง อาจช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบได้

 

“มันคือการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น นั่นคือ การพัฒนาคนไทยให้เป็น Active Citizen ที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว ดูแลตัวเองได้และทำประโยชน์ให้สังคมได้ พร้อมตั้งรับพายุการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผันผวน อาชีพเกิดใหม่ เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถ้าจะทำให้ยั่งยืน จะแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยไม่ได้ ต้องพัฒนาทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อให้พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลงระยะยาวอย่างมั่นคง”

 

ดร.ประวิต มองว่าหากไม่เร่งทำตอนนี้ “เราจะเสียโอกาสในการแข่งขัน”

 

ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษามี 15 ตัวชี้วัดคุณภาพของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา จะเน้นไปที่ 5 มิติหลัก พบว่า คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ระดับกลางค่อนไปทางต่ำ เมื่อดูตัวชี้วัดประสิทธิภาพการบริหาร พบว่า งบมีแต่จัดการไม่ดี ส่วนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษา และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและตลาดแรงงาน ภาพรวมอยู่ในระดับดี

 

“แต่ถ้ามองภาพรวม ตอนนี้เราถูกมาเลเซียแซงหน้าไปแล้ว ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามกำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการพัฒนาแต่อัตราเร่งของเรายังช้าเกินไป เราต้องกล้าที่จะลองผิดลองถูกและปรับตัวให้เร็วกว่านี้”

 

ตัวชี้วัดว่าการปรับจูนเข็มทิศใหม่ผ่านทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย (Thailand’s Human Capital Development Compass) ทั้ง 5 แกนสำเร็จหรือไม่นั้น ดร.ประวิต บอกว่าอาจจะต้องวัดกันที่ ‘ผลลัพธ์ของคน’ ไม่ใช่ ‘กระบวนการ’ “เพราะปลายทางที่เราปักธงไว้คือ ความอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงในชีวิต การปรับตัวทันโลก และความสุขในการใช้ชีวิต 

 

นั่นหมายความว่า เด็กไทยต้องได้รับการดูแลที่ได้มาตรฐานตั้งแต่ปฐมวัย วัยทำงานมีอัตราการ Reskill และ Upskill สูงขึ้น สามารถพัฒนาอาชีพหรือเปลี่ยนสู่อาชีพใหม่ได้ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุ ได้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ ลดภาวะซึมเศร้า และมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ”

 

 

“จากนี้ไปกระบวนการต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ให้เร็วที่สุด เพราะในอนาคตทักษะแรงงานกว่า 40% จะเปลี่ยนไป เด็กไทยที่จบจากระบบการศึกษาและพร้อมทำงานในโลกใหม่มีเพียง 49%”

 

ดร.ประวิต มองว่า นอกเหนือจากระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น มีการ Reskill และ Upskill เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาท ลดการผูกขาดหลักสูตร เปิดระบบการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น รองรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน

 

“ปัจจุบัน สภาการศึกษาได้ทำ ‘รายงานสถานการณ์การศึกษา’ ทุกไตรมาส เพื่อตรวจสอบตัวชี้วัดจุดที่ทำได้และทำไม่ได้ เพื่อเร่งการพัฒนา กระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไข”

 

มองภาพใหญ่ ‘การพัฒนาศักยภาพคนไทย’ เป็นบิ๊กโปรเจกต์ที่ต้อง Learning by Doing กันไปทั่งองคาพยพ ตั้งแต่รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง ‘คนไทยทุกคน’ ในบทบาท Learner

 

ดร.ประวิต บอกว่า สิ่งสำคัญคือ เปิดรับ เรียนรู้ และแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ขณะเดียวกันต้องปรับตัว อย่าปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง

 

“ถ้ามองในมิติความยั่งยืน ทุกการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเรียนรู้เป็นครั้งคราว หรือเรียนเพื่อไปสู่อาชีพใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ระยะยาวมันเกิดผลดีกับตัวเราทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

 

อ้างอิง:

The post เบื้องหลังภารกิจแก้เกมระบบการศึกษา ปลดล็อกศักยภาพคนไทย ของ ‘สภาการศึกษา’ ผ่าน L.E.A.R.N Pillar [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหน้า ‘ทุน ODOS’ ชี้สร้างโอกาสการศึกษาหลุดพ้นความยากจน กลับมาพัฒนาประเทศ https://thestandard.co/odos-scholarship-round-2-application/ Thu, 25 Sep 2025 09:53:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1122840 odos-scholarship-round-2-application

วันนี้ (25 กันยายน) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่า […]

The post เดินหน้า ‘ทุน ODOS’ ชี้สร้างโอกาสการศึกษาหลุดพ้นความยากจน กลับมาพัฒนาประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
odos-scholarship-round-2-application

วันนี้ (25 กันยายน) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าโครงการ ‘ทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ’ หรือทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) เพื่อสร้างโอกาสการศึกษาให้เด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น (รุ่น 1 และรุ่น 3) ครอบคลุมนักเรียน ม.6/ปวช.3 และ ม.4/ปวช.1 ได้รับทุนรวมกว่า 2,400 คน   และมากกว่าครึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึงวันละ 100 บาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเด็กไทยที่แม้ยากจนก็สามารถประสบความสำเร็จได้หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

 

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  กล่าวว่า การเปิดรับสมัครทุนODOS รุ่นที่ 2 จะมีทุนรวม 1,200 ทุน แบ่งเป็น ทุนต่างประเทศ ระดับ ปวส. และปริญญาตรี 100 ทุน (ดำเนินการโดย ก.พ.) และ ทุนในประเทศ ระดับปริญญาตรี 1,100 ทุน (ดำเนินการโดย สป.อว. ผ่านระบบ TCAS) เปิดรับสมัครนักเรียน ม.5 และ ปวช.2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2568

 

โดยหลักเกณฑ์การพิจารณายังคงเดิม ให้ความสำคัญกับนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่อยู่ในฐานข้อมูลทุนเสมอภาคและทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. หรือทุนอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. และ อปท. แต่หากโรงเรียนใดไม่มีนักเรียนในกลุ่มดังกล่าว จะพิจารณานักเรียนจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 12,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี สุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ และผู้ปกครองต้องยินยอมให้นักเรียนเดินทางไปศึกษาต่อตามเงื่อนไขทุน

 

สำหรับการคัดเลือกครั้งนี้ สพฐ., สอศ. และ สถ. ได้จัดทำบัญชีรายชื่อสถานศึกษาที่มีความพร้อมด้าน STEM, ภาษาอังกฤษ และ SMTE จำนวน 601 แห่ง โดยแต่ละแห่งสามารถเสนอชื่อนักเรียนเข้ารับการพิจารณาได้ไม่เกิน 5 คน   แม้นักเรียนที่สมัครเข้ามาแล้วไม่ผ่านการคัดเลือกทุน ODOS ก็ยังมีทุน กสศ. รองรับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รวมถึงความร่วมมือกับ อว. และ ทปอ. ที่จะใช้ข้อมูลความยากจนของนักเรียนเพื่อหาแหล่งทุนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาช่วยเสริม ไม่ปล่อยให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

 

ทั้งนี้ โครงการทุน ODOS รุ่นที่ 2 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://scholarshipreg.eef.or.th/ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-079-5475 ต่อ 11 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

The post เดินหน้า ‘ทุน ODOS’ ชี้สร้างโอกาสการศึกษาหลุดพ้นความยากจน กลับมาพัฒนาประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยหลักสูตร AI ที่ทันสมัยที่สุดที่ VISTEC | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/vistec-ai-education-model/ Mon, 01 Sep 2025 10:30:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1114354 vistec-ai-education-model

เมื่อระบบการศึกษาแบบเดิมอาจไม่เพียงพอในยุค AI แล้วสถานศ […]

The post ชมคลิป: พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยหลักสูตร AI ที่ทันสมัยที่สุดที่ VISTEC | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
vistec-ai-education-model

เมื่อระบบการศึกษาแบบเดิมอาจไม่เพียงพอในยุค AI แล้วสถานศึกษาจะต้องปรับตัวอย่างไร?

พาสำรวจ VISTEC สถาบันที่ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้แห่งอนาคต เพื่อสร้างนักวิจัยไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพระดับโลก

The post ชมคลิป: พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยหลักสูตร AI ที่ทันสมัยที่สุดที่ VISTEC | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>