การละเมิดสิทธิมนุษยชน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การละเมิดสิทธิมนุษยชน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 29 Jan 2026 07:56:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : สิทธิมนุษยชนไทยบนเวทีดีเบต เปิดจุดยืน 7 พรรคการเมืองต่อโจทย์เสรีภาพและความเท่าเทียม https://thestandard.co/thai-human-rights-parties-debate/ Thu, 29 Jan 2026 07:54:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1171042 โลโก้ Amnesty International ประเทศไทย บนเวทีเสวนา ‘วาระผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’

Amnesty International ประเทศไทยร่วมกับ The Reporters, ร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : สิทธิมนุษยชนไทยบนเวทีดีเบต เปิดจุดยืน 7 พรรคการเมืองต่อโจทย์เสรีภาพและความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Amnesty International ประเทศไทย บนเวทีเสวนา ‘วาระผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’

Amnesty International ประเทศไทยร่วมกับ The Reporters, รายการข่าว 3 มิติ, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีดีเบตและแถลงนโยบาย ‘วาระผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’ เมื่อวานนี้ (28 มกราคม 2569) โดยเปิดโอกาสให้ 7 พรรคการเมืองได้แสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งการกำหนดนโยบาย และแนวทางการส่งเสริมประเด็นดังกล่าว

 

THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญในเสวนา และจุดยืนด้านสิทธิมนุษยพรรคของแต่ละพรรคไว้ที่นี่

 

นักวิชาการ-ภาคประชาชนสะท้อนภาพสิทธิมนุษยชนไทยถดถอย เสรีภาพในการแสดงออกกระทบหนัก

 

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Amnesty International ประเทศไทย ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการใช้อำนาจรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการรวมกลุ่ม การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามผู้เห็นต่าง การควบคุมตัวและการใช้กำลังโดยมิชอบ ตลอดจนการขาดความรับผิดและการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึงนโยบายการพัฒนาและโครงการขนาดใหญ่ที่ละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน และการดำรงชีวิตของชุมชน

 

ขณะที่ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในช่วง2 ปีที่ผ่านมา เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งสะท้อนภาพความก้าวหน้าผ่านการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ช่วยยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายกลุ่มชาติพันธุ์ และความพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

 

ขณะที่อีกด้านกลับยังคงปรากฏความย้อนแย้ง โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

 

ขณะที่ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหัวข้อเฉพาะด้าน แต่ควรถูกทำให้เป็นกระแสหลักที่แทรกอยู่ในทุกนโยบายของรัฐ พร้อมแสดงความคาดหวังให้แต่ละพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง โดยต้องผลักดันวาระนี้ให้เดินควบคู่ไปกับนโยบายด้านอื่นของประเทศ

 

ด้าน ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดแทบทุกด้าน ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบรัฐและผู้มีอำนาจ ไปจนถึงการถูกฟ้องปิดปากและการใช้นิติสงคราม

 

นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบางยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยสะท้อนผ่านจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นจากความสิ้นหวังทางการเมือง เช่นเดียวกับภาวะถดถอยเสรีภาพทางวิชาการ และกระบวนการยุติธรรมยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จากความล่าช้าและการเลือกปฏิบัติในคดีสำคัญหลายกรณี

 

เปิดจุดยืนแต่ละพรรคการเมือง มองสิทธิมนุษยชนอย่างไร

 

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เผยจุดยืนหลักของพรรคในด้านสิทธิมนุษยชนว่า เน้นแนวทางการเป็น ‘นักปฏิบัติ’ แก้ไขปัญหาที่จับต้องได้ รวมถึงต่อสู้กับทุนผูกขาด และใช้กลไกทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรม

 

สำหรับแนวนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ การเสนอตั้ง ‘ศาลที่ดิน’ เพื่อให้ศาลมีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน และผลักดัน พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังไม่เห็นด้วยกับการขุดคลองหรือเชื่อมแผ่นดิน (Landbridge) แบบดั้งเดิม แต่เสนอให้ทำ ‘ท่อส่งน้ำมัน-ก๊าซ’ เชื่อมสองฝั่งแทน ซึ่งมองว่าคุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ขณะที่อรรถวิชช์ย้ำว่า ตนเคยมีบทบาทในการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดี ม.112 และตั้งกองทุนยุติธรรม

 

ด้าน กัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนจากพรรคพลวัต ย้ำจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนในกรอบแนวคิด ‘มนุษยธรรมนำการเมือง’ และ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ โดยเน้นนโยบายระหว่างประเทศ การคุ้มครองผู้ลี้ภัย และสิทธิข้ามพรมแดน

 

สำหรับนโยบายหลักของพรรคที่กัณวีร์ต้องการผลักดัน คือ การสนับสนุนการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองทุกคดี รวมถึงคดีความผิดตาม ม.112 และต่อต้านกฎหมายควบคุม NGO หรือภาคประชาสังคม

 

กัณวีร์ยังประกาศสนับสนุน 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมสิทธิแห่งศักดิ์ศรี, การศึกษา, แรงงาน, เศรษฐกิจที่เป็นธรรม, ผู้สูงอายุ และความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคาม ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เช่น มลพิษอย่าง PM 2.5 และการปราบปรามข้ามชาติ

 

ขณะที่ ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองสิทธิมนุษยชนเป็น ‘รากฐาน’ ที่ต้องจับต้องได้ โดยเน้นสิทธิทางเศรษฐกิจ ปากท้อง และที่ดินทำกิน พร้อมเดินหน้านโยบายสำคัญที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับปากท้อง เช่น การแจกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) การยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ การผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์และสมรสเท่าเทียม รวมถึง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อคืนสิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชน

 

พรรคเพื่อไทยยังขับเคลื่อนกลุ่มเปราะบางผ่านการผลักดัน พ.ร.บ. Universal Design เพื่อคนพิการ รวมถึงสนับสนุนโครงการ Landbridge โดยเชื่อว่า จะสร้างงานและรายได้ แต่ต้องรับฟังความคิดเห็นและสร้างสมดุลกับวิถีชุมชน

 

พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคเศรษฐกิจ สนับสนุนสิทธิมนุษยชนไปควบคู่กับความมั่นคง โดยเชื่อว่า ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น กฎหมายการคุ้มครองผู้เปิดโปง โดยเสนอ พ.ร.บ.ปกป้องผู้เปิดเผยความจริงเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อคุ้มครองข้าราชการและประชาชนที่แฉการทุจริต จากการถูกฟ้องปิดปากและถูกคุกคาม

 

นอกจากนี้ พรรคเศรษฐกิจยังสนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยต้องการแยกงานสอบสวนและพิสูจน์หลักฐานออกจากตำรวจเพื่อความโปร่งใส ขณะที่ต่อต้านการสอดแนม พร้อมกับย้ำ รัฐมีหน้าที่ปกป้องผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการสอดแนมใดๆ จะต้องไม่ใช้กับนักกิจกรรมหรือผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่ต้องเป็นมาตรการเพื่อป้องกันภัยคุกคามประชาชนเท่านั้น

 

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนว่า พรรคประชาธิปัตย์ยึดหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย คือ เน้นการจำกัดอำนาจรัฐ เพิ่มบทบาทประชาชน พร้อมทั้งประกาศตัวให้รัฐทำหน้าที่ ‘ผลักดัน’ (Facilitator) ไม่ขัดขวางเสรีภาพของประชาชน

 

ส่วนนโยบายหลักของประชาธิปัตย์ด้านสิทธิมนุษยชน สาทิตย์ระบุว่า พรรคเสนอกฎหมาย Super Act เพื่อแก้กฎหมายล้าหลัง และยกระดับโฉนดชุมชนเป็น พ.ร.บ. เพื่อกระจายการถือครองที่ดิน ขณะที่ยังผลักดันสิทธิอากาศสะอาด พร้อมประกาศปราบปราม ‘ทุนเทา’ และ ‘สแกมเมอร์’ ภายใน 90 วัน โดยเน้นจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือกลุ่มไทยเทา

 

พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย โดยไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำผิดอาญาร้ายแรง เช่น การสังหารหรือเผาทรัพย์

 

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ตัวแทนจากพรรคประชาชาติ ระบุจุดยืนของพรรคด้านสิทธิมนุษยชนว่า พรรคประชาชาติเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนนำการทหาร

 

พรรคประชาชาติยังหวังผลักดันนโยบายสำคัญอย่างการยกเลิกกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเปลี่ยนแปลงให้เป็นกฎหมายส่งเสริมสันติภาพและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

 

ขณะที่ในประเด็นสิทธิสตรีและครอบครัว พรรคไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งเสรี แต่เสนอสวัสดิการดูแลมารดาตั้งครรภ์ 1,000 บาท และสนับสนุนการมีครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพประชากร รวมถึงยังส่งเสริมนโยบายด้านสิทธิการเงินของประชาชนอย่างระบบการเงินปลอดดอกเบี้ยและล้างหนี้ กยศ. เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตมุสลิมและแก้ปัญหาความยากจน

 

ขณะที่ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ตัวแทนจากพรรคประชาชน ประกาศจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน คือเน้นความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้สโลแกน ‘ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน’ โดยมองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ

 

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนที่พรรคประชาชนจะผลักดันคือ การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองทุกรูปแบบ รวมถึงคดีความผิดตามมาตรา 112 เพื่อให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้ต้องขังได้รับความยุติธรรม, การคัดค้านส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ เพื่อขจัดระบบตั๋วและเส้นสาย

 

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังสนับสนุนการแก้กฎหมายฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) โดยเสนอให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือองค์กรธุรกิจฟ้องหมิ่นประมาทประชาชนได้ยากขึ้น หรือยกเลิกโทษทางอาญาในคดีหมิ่นประมาท

 

ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย ต้องการให้เปลี่ยนมุมมองสิทธิมนุษยชนจาก ‘ความมั่นคงของรัฐ’ กลายเป็น ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ โดยใช้แนวทางการเมืองแบบสันติวิธี

 

พรรคไทยสร้างไทยยังผลักดัน 2 นโยบายสำคัญ คือ ปฏิรูปองค์กรอิสระเพื่อยกระดับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้มีอำนาจชี้ขาดและมีน้ำหนักมากกว่าหน่วยงานความมั่นคงในการพิจารณาเรื่องการละเมิดสิทธิ และการคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิตในกฎหมาย แต่ให้การบังคับใช้จริงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลยุติธรรม โดยสนับสนุนให้พิจารณาโทษสูงสุดเป็นการจำคุกตลอดชีวิตแทน

 

ภาพ: Amnesty International Thailand

The post เลือกตั้ง 2569 : สิทธิมนุษยชนไทยบนเวทีดีเบต เปิดจุดยืน 7 พรรคการเมืองต่อโจทย์เสรีภาพและความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้ชี้ รัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในศูนย์สแกมเมอร์ทั่วประเทศ https://thestandard.co/cambodia-scam-centers/ Thu, 26 Jun 2025 11:56:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1089678 cambodia-scam-centers

รายงานฉบับใหม่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เผยแพร่ […]

The post แอมเนสตี้ชี้ รัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในศูนย์สแกมเมอร์ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
cambodia-scam-centers

รายงานฉบับใหม่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เผยแพร่วันนี้ (26 มิถุนายน) บ่งชี้ว่ารัฐบาลกัมพูชากำลังเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนสารพัดรูปแบบ รวมถึงการเป็นทาส การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก และการทรมานที่กระทำในวงกว้างโดยกลุ่มอาชญากรรมในศูนย์สแกมเมอร์กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

 

ผู้รอดชีวิตที่ให้สัมภาษณ์ในรายงาน ‘ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น’ ต่างเชื่อว่าตนสมัครทำงานปกติ แต่กลับถูกจับค้ามนุษย์มายังกัมพูชา ถูกกักขังในศูนย์ลักษณะเหมือนเรือนจำ และถูกบังคับให้ทำงานมิจฉาชีพออนไลน์ในอุตสาหกรรมมืด มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่หลอกเหยื่อทั่วทั้งโลก 

 

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การถูกหลอก ถูกจับค้ามนุษย์ และถูกกดขี่ ผู้รอดชีวิตจากศูนย์เหล่านี้เล่าว่าตนติดอยู่ในฝันร้าย เพราะถูกบังคับให้เข้าองค์กรอาชญากรรมที่กระทำการภายใต้ความยินยอมที่เห็นได้ชัดของรัฐบาลกัมพูชา

 

“ผู้หางานจากเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ถูกหลอกล่อด้วยคำสัญญาว่ามีงานที่ให้ค่าตอบแทนสูง แต่ท้ายสุดพวกเขากลับถูกส่งเข้าค่ายแรงงานนรกที่ดำเนินการโดยขบวนการอาชญากรรม และถูกบังคับให้หลอกลวงผู้อื่นโดยถูกข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงอย่างจริงจัง 

 

“งานวิจัยของแอมเนสตี้เปิดโปงวิกฤตการณ์ที่น่าหวาดกลัวนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กัมพูชาดำเนินการไม่มากพอในการปราบปราม ความล้มเหลวนี้ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมที่แผ่ขยายข้ามพรมแดนเหิมเกริมยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนนับล้านได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง”  

 

ข้อค้นพบของแอมเนสตี้บ่งชี้ถึงการประสานงาน และอาจถึงขั้นสมรู้ร่วมคิดระหว่างหัวหน้าศูนย์ชาวจีนกับตำรวจกัมพูชาที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวในการสั่งปิดศูนย์เหล่านี้ แม้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสารพัดอยู่ภายใน

 

‘เงินเดือนสูง มีสระว่ายน้ำ’

 

แอมเนสตี้มีเอกสารรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมจนถึงปัจจุบัน เป็นรายงานความยาว 240 หน้าที่ระบุถึงศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 53 แห่งในกัมพูชา และสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต 58 คนจาก 8 สัญชาติที่รวมเด็กจำนวน 9 คน แอมเนสตี้ยังมีการตรวจสอบบันทึกผู้เสียหายจากศูนย์เหล่านี้อีก 336 ราย ผู้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวคือผู้ที่หลบหนีออกมา ได้รับการช่วยเหลือ หรือครอบครัวจ่ายค่าไถ่ให้ปล่อยตัว 

 

คำให้การของพวกเขาเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปฏิบัติการอาชญากรรมที่รุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งมักดำเนินการในความรับรู้ของทางการของกัมพูชาที่ดำเนินการตอบโต้ได้ไร้ประสิทธิภาพ และมีการทุจริตมาเกี่ยวข้องในบางครั้ง จนแสดงถึงการยอมรับและชี้ถึงความเกี่ยวข้องของรัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น 

 

*ลิซ่า ผู้รอดชีวิตวัย 18 ปีที่หางานทำช่วงปิดเทอมที่ประเทศไทยก่อนถูกจับค้ามนุษย์ เล่าว่า “[นายหน้า] บอกว่าจะให้ทำงานฝ่ายธุรการ ส่งรูปโรงแรมมีสระว่ายน้ำมาให้ เงินเดือนก็ดีมาก”

 

แต่ท้ายสุดลิซ่ากลับถูกพาตัวข้ามแม่น้ำหลบเข้ากัมพูชาตอนกลางคืน และถูกคุมตัวไว้ยาวนานกว่า 11 เดือน โดยมียามที่มีอาวุธครบคอยจับตา พร้อมบังคับให้ทำงานหลอกลวง พอเธอพยายามหลบหนี เธอก็ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง 

 

“มันซ้อม [พวกเขา] จนตัวม่วง”

ตลอดการทำรายงาน 18 เดือน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ลงพื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ 52 จาก 53 แห่งใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา และตรวจสอบสถานที่คล้ายกันอีก 45 แห่งที่ต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์ อาคารหลายแห่งเคยเป็นคาสิโนหรือโรงแรมที่ถูกดัดแปลงโดยกลุ่มอาชญากรรมที่มีสมาชิกส่วนมากเป็นชาวจีน หลังรัฐบาลกัมพูชาสั่งห้ามพนันออนไลน์ในปี 2562 

 

ศูนย์เหล่านี้มีลักษณะเหมือนออกแบบมาเพื่อกักขังคน พร้อมติดกล้องวงจรปิด ลวดหนามรอบกำแพง และมียามถือกระบองไฟฟ้าจำนวนมาก บางรายมีอาวุธปืน ผู้รอดชีวิตหลายคนเล่าว่า “ไม่มีทางหนี”

 

ความล้มเหลวชัดเจนของรัฐบาลกัมพูชา 

 

รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่ารัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แพร่กระจายในศูนย์สแกมเมอร์ ทั้งที่ได้รับแจ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

 

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ทางการกัมพูชารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ แต่กลับปล่อยให้ดำเนินต่อไป ข้อค้นพบของเราเผยให้เห็นรูปแบบความล้มเหลวของรัฐที่เอื้อให้อาชญากรรมเฟื่องฟู และทำให้เกิดคำถามต่อแรงจูงใจของรัฐบาล

 

รัฐบาลอ้างว่ากำลังแก้ปัญหาวิกฤตสแกมเมอร์ผ่านคณะกรรมการต่อต้านการค้ามนุษย์กัมพูชา (NCCT) และคณะทำงานระดับกระทรวงหลายชุดที่ควบคุมตำรวจในการ ‘ช่วยเหลือ’ เหยื่อจากศูนย์สแกมเมอร์หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ศูนย์สแกมเมอร์กว่า 2 ใน 3 ที่ระบุในรายงานยังคงดำเนินการอยู่ แม้ถูกตำรวจบุกและ ‘ช่วยเหลือ’ แล้วก็ตาม มีสื่อมวลชนรายงานอย่างกว้างขวางว่าศูนย์แห่งหนึ่งในอำเภอโบตุมซาโกร์ทำการค้ามนุษย์ และตำรวจได้เข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหยื่อหลายครั้ง ทว่าสถานที่ดังกล่าวยังดำเนินการอยู่

 

ความล้มเหลวของตำรวจเกิดจากการร่วมมือหรือประสานงานกับหัวหน้าศูนย์ ตัวอย่างเช่น ในการ ‘ช่วยเหลือ’ หลายครั้ง ตำรวจไม่ได้เข้าไปตรวจสอบภายในศูนย์ แต่แค่ไปพบผู้จัดการหรือยามที่ประตูเพื่อรับตัวผู้ร้องขอความช่วยเหลือออกมา จากนั้นธุรกิจภายในจึงดำเนินต่อตามปกติ 

 

ผู้รอดชีวิตบางรายระบุว่าถูกลงโทษและถูกซ้อมหลังผู้จัดการล่วงรู้ว่าพวกเขาพยายามติดต่อตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างลับๆ ผู้รอดชีวิตชาวเวียดนามคนหนึ่งบอกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า ตำรวจ “ทำงานให้ศูนย์และจะรายงานคำขอความช่วยเหลือให้หัวหน้าศูนย์”

 

ผู้ที่ถูก ‘ช่วยเหลือ’ จากศูนย์มักถูกคุมตัวต่อที่ศูนย์กักกันคนเข้าเมืองในสภาพย่ำแย่นานหลายเดือน เพราะทางการกัมพูชาไม่ยอมรับพวกเขาเป็นเหยื่อค้ามนุษย์และไม่ให้การสนับสนุนตามหลักกฎหมายสากล

 

ขณะเดียวกัน ทางการกลับมุ่งเป้าไปที่ผู้เปิดโปงปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนหลายรายที่ทำข่าวนี้ถูกจับกุม ขณะเดียวกันยังมีนิตยสารข่าว Voice of Democracy ที่ถูกสั่งปิดในปี 2566 เพื่อตอบโต้การรายงานเรื่องวิกฤตสแกมเมอร์

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ส่งข้อค้นพบไปยัง NCCT ที่ตอบกลับด้วยข้อมูลที่คลุมเครือในการแทรกแซงศูนย์ โดยไม่มีการชี้แจงว่ารัฐได้ระบุข้อมูล สืบสวน หรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นใด นอกจากการลิดรอนเสรีภาพ ทั้งยังไม่อธิบายชี้แจงข้อมูลรายชื่อศูนย์สแกมเมอร์หรือสถานที่น่าสงสัยที่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลส่งให้ 

 

เฟอร์เรอร์กล่าวว่า “รัฐบาลกัมพูชาสามารถหยุดการละเมิดเหล่านี้ได้ แต่เลือกที่จะไม่ทำ การแทรกแซงของตำรวจที่บันทึกไว้ดูจะเป็นเพียง ‘การสร้างภาพ’ เท่านั้น”

 

FYI: ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐกัมพูชามีหน้าที่รับประกันว่าไม่มีบุคคลใดถูกจับเป็นทาส ถูกจองจำรับใช้ หรือถูกบังคับใช้แรงงาน รัฐมีหน้าที่คุ้มครองเด็กจากการถูกนำมาแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และต้องป้องกัน ห้ามปราม สืบสวน และดำเนินคดีต่อการทรมานทั้งหลาย รัฐบาลกัมพูชาต้องสืบสวน ดำเนินคดี และพิพากษาคดีการค้ามนุษย์ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลทั่วไปก็ตาม และต้องระบุตัวเหยื่อการค้ามนุษย์และให้การเยียวยา พร้อมดำเนินมาตรการรับรองว่าปฏิบัติการ ‘ช่วยเหลือ’ ผู้ถูกค้ามนุษย์จะไม่สร้างความเสียหายต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายเพิ่มเติม

 

หมายเหตุ: *ผู้รอดชีวิตทุกคนใช้ชื่อสมมติเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย

The post แอมเนสตี้ชี้ รัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในศูนย์สแกมเมอร์ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศศินันท์ชี้ กรณีแจ้งข้อหา ม.112 นักวิชาการอเมริกัน สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่เปลี่ยน ถูกโยงเจรจากำแพงภาษี https://thestandard.co/us-academic-112-case-rights/ Wed, 09 Apr 2025 09:07:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1062435 us-academic-112-case-rights

วันนี้ (9 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ […]

The post ศศินันท์ชี้ กรณีแจ้งข้อหา ม.112 นักวิชาการอเมริกัน สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่เปลี่ยน ถูกโยงเจรจากำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-academic-112-case-rights

วันนี้ (9 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดพิษณุโลกไม่ให้ประกันตัว Paul Chambers อาจารย์สัญชาติอเมริกัน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หลังถูกแจ้งข้อหาในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งถูกโยงเข้ากับการเจรจามาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา

 

ศศินันท์ระบุว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เราจะอภิปรายในญัตติด่วนของวันนี้เช่นกัน กรณีของ Paul ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากรัฐบาลเผด็จการก่อนหน้านี้ เพราะหากดูเหตุผลของการไม่ให้ประกันตัวว่าเพราะมีอัตราโทษสูง และพนักงานสอบสวนคัดค้าน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ตนเองเป็นทนายความแรกๆ 

 

“บรรยากาศหลายๆ อย่างไม่ได้แตกต่างกัน ทั้งการจับกุมดำเนินคดี เพราะครั้งนี้ไม่ใช่คดีที่ประชาชนทั่วไปแจ้ง แต่เป็นกองทัพแจ้งด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องที่รัฐกระทำต่อบุคคล และยิ่ง Paul เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน จึงถูกโยงกับเรื่องของมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา” 

 

ศศินันท์กล่าวด้วยว่า อย่างที่ได้เคยอภิปรายไปในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าวิธีจัดการของรัฐบาลสามารถกระทำได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นกองอำนวยการรักษาความสงบมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผู้ที่มีอำนาจกำกับดูแลและมอบนโยบายก็คือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลเอง 

 

ศศินันท์ระบุว่า หากจำได้ ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จะมาจากการแถลงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ประกาศว่าจะดำเนินคดีมาตรา 112 ทุกคดี สถานการณ์ทางการเมืองก็เปลี่ยนไปทันที ดังนั้นฝ่ายบริหารมีความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองได้อยู่แล้ว 

 

ด้าน สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า หลายฝ่ายอาจสงสัยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำไมเราจึงหยิบยกเรื่องนิรโทษกรรมมาพูด ความจริงไม่ใช่เรา แต่ผู้เสนอญัตตินี้มาคือรัฐบาลเองด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเราเผชิญปัญหาจากภายนอกมากมาย ยิ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาภายใน ควรลดความขัดแย้งภายในให้ได้มากที่สุด เพื่อจะจับมือกันเดินไปข้างหน้า โดยการนิรโทษกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดความขัดแย้งของสังคม

 

สหัสวัตกล่าวว่า การนิรโทษกรรมเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเงื่อนไขหนึ่งที่สหรัฐฯ มองว่าไทยมีขีดความสามารถเรื่องสิทธิมนุษยชนค่อนข้างต่ำ การนิรโทษกรรมก็จะเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาได้มากขึ้น แม้ว่าจะเจรจากับสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ ยังมีเป้าหมายคือสหภาพยุโรป ที่ก็มีเงื่อนไขเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรา 112 และนักโทษการเมือง อยู่ในการเจรจา FTA เช่นเดียวกัน

 

“จังหวะเวลาอย่างนี้ยิ่งต้องควรหยิบเรื่องนิรโทษกรรมมาคุยกัน เพื่อให้สังคมเดินหน้า เพื่อสร้างแต้มต่อของพวกเราในการต่อรองกับเวทีนานาชาติ ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องนี้ และพูดอยู่เสมอว่าเราจะต้องจับมือกันเดินไปข้างหน้า รัฐบาลควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ ทั้งการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เอง หรือออกมาพูดชัดๆ เลยว่า เรื่องนี้จะถูกนำมาพูดคุยในสมัยประชุมหน้า ไม่เลื่อนแบบนี้อีก” สหัสวัตกล่าว

The post ศศินันท์ชี้ กรณีแจ้งข้อหา ม.112 นักวิชาการอเมริกัน สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่เปลี่ยน ถูกโยงเจรจากำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังคณาไม่เชื่อตามที่รัฐบาลอ้างว่าชาวอุยกูร์สมัครใจถูกส่งตัวกลับจีน ห่วงกระทบความเชื่อมั่นเวทีโลก https://thestandard.co/uyghur-return-controversy/ Fri, 28 Feb 2025 05:57:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1046834 uyghur-return-controversy

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) ที่อาคารรัฐสภา อังคณา นีละไพจิตร […]

The post อังคณาไม่เชื่อตามที่รัฐบาลอ้างว่าชาวอุยกูร์สมัครใจถูกส่งตัวกลับจีน ห่วงกระทบความเชื่อมั่นเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
uyghur-return-controversy

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) ที่อาคารรัฐสภา อังคณา นีละไพจิตร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงสืบเนื่องจากที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงถึงความกังวล และห่วงใย ต่อกรณีที่รัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คน กลับไปประเทศต้นทาง 

 

อังคณาระบุว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการฯ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้กักขัง ที่เขียนจากเศษกระดาษส่งมาให้คณะกรรมาธิการฯ เพื่อส่งต่อให้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งระบุชัดเจนว่า ไม่ประสงค์จะกลับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ถึง 3 ครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาตลอด และเมื่อคณะกรรมาธิการฯ ประสงค์จะเข้าไปเยี่ยมผู้ลี้ภัย ก็ได้หนังสือตอบกลับมาว่า ขอเชิญให้ไปพบที่สำนักงาน ตม.  

 

ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ประกอบด้วย สำนักงาน ตม. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งทุกหน่วยงานต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยังยืนยันว่า จะไม่มีการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทางอย่างเด็ดขาด 

 

“ดิฉันได้มีโอกาสโทรศัพท์หาเลขาธิการ สมช.ด้วยตัวเอง ก็ได้รับการยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีคำสั่งให้ส่งกลับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่รัฐบาลออกมาแถลงเมื่อวานนี้ (27 กุมภาพันธ์) เป็นการปกปิดข้อเท็จจริง และที่บอกว่า พวกเขาอยากกลับประเทศ ดิฉันว่าไม่มีใครเชื่อ รวมถึงคณะกรรมาธิการฯ ด้วย เพราะข้อมูลที่เราได้มาตลอดไม่ได้เป็นเช่นนั้น” อังคณากล่าว

 

อังคณากล่าวย้อนไปเมื่อครั้งที่ตนเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยหลายครั้ง ซึ่งทุกคนแจ้งความจำนงอย่างเดียว คือต้องการไปตั้งรกรากถิ่นฐานในประเทศที่สาม ซึ่งเราได้แจ้งทางการไปหลายครั้งแล้วว่า มีประเทศที่ 3 ที่แจ้งความประสงค์รับกลุ่มคนเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลอ้างว่า ไม่มีประเทศไหนยอมรับ จึงไม่เป็นความจริง 

 

“เราจึงห่วงใยอย่างมากว่า สิ่งนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในเวทีโลก และทำให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับคนที่ต้องการลี้ภัย ดิฉันจึงหวังว่ารัฐบาลจะชี้แจงข้อเท็จจริง และนำความจริงมาเปิดเผย เพราะภาพที่เห็นเมื่อวาน จากการที่มีคนเข้ามากอด หากดูจากสีหน้าของพวกเขา คิดว่าไม่ได้สมัครใจที่จะไปเลย เพราะญาติพี่น้องของเขาอยู่ที่ประเทศตุรกีอยู่แล้ว และเราก็รู้ดีว่าประเทศจีนมีสถานที่ที่เรียกว่าค่ายฝึกอบรม ซึ่งหากใครเข้าไปแล้วจะไม่ได้รับการเยี่ยมเยียน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาข้างนอก โดยทาง UNHCR ก็ห่วงใย และมีแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับด้วย ดังนั้น การที่รัฐบาลทำเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง” อังคณา กล่าว

 

เมื่อสื่อมวลชนถามถึงกรณีปรากฏภาพ ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ไปส่งถึงประเทศจีนนั้น ขัดแย้งกับสิ่งที่ชี้แจงไว้กับคณะกรรมาธิการฯ ว่าไม่มีแผนส่งกลับใช่หรือไม่ อังคณากล่าวว่า บอกตรงๆ ว่า สิ่งที่ท่านให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด ยิ่งเมื่อตนได้โทรศัพท์ไปประสานหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นระดับรัฐมนตรีจำนวนมาก ก็ไม่มีใครรับสาย แต่ทราบว่าเลขาธิการ สมช. ไปรอรับที่ประเทศจีนแล้ว และในคืนปฏิบัติการ (26 กุมภาพันธ์) เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ดำเนินการด้านผู้ลี้ภัย ก็ถูกสั่งให้ออกไปนอกอาคาร ทำให้จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่า หน่วยงานใดเป็นผู้มารับชาวอุยกูร์ออกไป 

 

อังคณาย้ำว่า สิ่งที่สำคัญคือการที่รถถูกปิดด้วยเทปสีดำทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้ว เวลาที่คนพวกนี้ถูกส่งตัวออกไป เขาจะพยายามโผล่หน้าออกมา และร้องขอความช่วยเหลือ แต่การปิดเทปดำนั้น แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามปกปิด ไม่มีใครรับได้ และไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยไปรับปากอะไรกับรัฐบาลจีนไว้ แต่รัฐบาลไทยจะต้องไม่เอาสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย หรือชีวิตของคนบริสุทธิ์มาแลกเปลี่ยน

 

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไปพบประธานาธิบดีจีน มองว่ามีดีลแลกผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่ อังคณากล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามมาโดยตลอด ที่จะนำผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้กลับประเทศ ตนเชื่อว่าการที่นายกรัฐมนตรีไปพบประธานาธิบดีจีน น่าจะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีการเจรจาแลกเปลี่ยน ขอให้ส่งชาวอุยกูร์กลับ เพราะเรื่องดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกลับมาไม่นาน 

 

“ใน 40 คนที่ถูกส่งกลับ เท่าที่ทราบ 1 ในนั้นมีผู้ป่วยติดเตียง ดิฉันหวังว่าเขาจะได้รับการดูแลตามหลักมนุษยธรรม และจะไม่ถูกส่งกลับไปด้วย” อังคณากล่าว

 

อังคณายังกล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ เคยเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว หากอยากทราบว่ามีประเทศไหนต้องการรับชาวอุยกูร์บ้าง ทางคณะกรรมาธิการฯ ยินดีจะบอก เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ ไม่สามารถเปิดเผยได้ ตนมองว่าหากรัฐบาลไทยมีเจตนาดี คณะกรรมาธิการฯ ก็ยินดีเป็นตัวประสานประเทศที่ 3 ให้พวกเขาไปตั้งรกราก

 

เมื่อถามว่า กังวลถึงเรื่องการจัดอันดับการค้ามนุษย์ของไทยจะลดลงหรือไม่ เนื่องจากหน่วยงานที่จัดอันดับคือสหรัฐอเมริกา อังคณากล่าวว่า เรื่องนี้มีแถลงการณ์จากหลายหน่วยงาน ทั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และ UNHCR รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้คำค่อนข้างรุนแรง ร้ายแรงที่สุด การที่คนกลุ่มนี้อยู่มา 11 ปี เป็นเหตุผลที่ไทยควรผ่อนปรนให้เขาออกมาอยู่ข้างนอกหรือไปประเทศที่ 3 เรากังวลว่าเขาอาจจะไปเจออันตรายเมื่อเขากลับไป 

 

“ภาพที่ออกมา เรียนตรงๆ ดิฉันไม่เชื่อ ว่าเขาจะได้รับการดูแลอย่างดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีศักดิ์ศรีเหมือนคนทั่วไป” อังคณากล่าว

 

ส่วนกังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนการระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณหรือไม่นั้น อังคณาชี้ว่า ชาวอุยกูร์อยู่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก น่ากังวลว่าอาจจะมีการประท้วงรัฐบาลไทยในหลายประเทศตามมา ทราบมาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบอกว่าจะนำสื่อไปดู ในฐานะคณะกรรมาธิการฯ เรายินดีที่จะไปตรวจสอบด้วย แต่ต้องมั่นใจว่าจะได้พบตัวจริง ตอนที่ตนเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน ส่วนตัวเคยไปหลายครั้ง จำหน้าได้แทบทั้งหมด รวมถึงจะต้องสามารถไปคุยกับเขาได้โดยที่ไม่มีการดักฟังหรือสอดแนม รัฐบาลจีนควรอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุมตัวโดยพลการของสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยต้องใจกว้างให้คณะทำงานเรื่องบังคับสูญหาย เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ของคนที่อยู่ในประเทศไทย

The post อังคณาไม่เชื่อตามที่รัฐบาลอ้างว่าชาวอุยกูร์สมัครใจถูกส่งตัวกลับจีน ห่วงกระทบความเชื่อมั่นเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ห่วงกังวลปมส่งชาวอุยกูร์กลับจีน https://thestandard.co/uyghur-return-concerns/ Fri, 28 Feb 2025 04:37:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1046757 uyghur-return-concerns

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) หรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการ […]

The post ประธาน กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ห่วงกังวลปมส่งชาวอุยกูร์กลับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
uyghur-return-concerns

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) หรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้ติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเตรียมส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทาง ด้วยความห่วงกังวลอย่างยิ่งว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ชาวอุยกูร์ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายต่อชีวิต อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ การไม่ผลักดันบุคคลไปสู่อันตราย (Non-refoulement principle) และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของไทยอย่างร้ายแรง ทั้งพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) นอกจากนี้ ยังจะกระทบต่อสถานะของประเทศไทยในประชาคมโลก ตลอดจนต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างไทยกับมิตรประเทศที่สำคัญ 

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งข้อห่วงกังวลต่อการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทาง โดยขอให้พิจารณาเรื่องนี้ ดังนี้

 

(1) การส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทางจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์และคำมั่นของประเทศไทยที่จะส่งเสริมการเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ได้ให้ไว้ในการรณรงค์หาเสียงในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก HRC การที่ไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิก HRC เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมาด้วยคะแนนสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมั่นต่อนโยบาย ความมุ่งมั่น และการดำเนินการของไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน เช่น การออกกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย ตามพันธกรณีในอนุสัญญา CAT ได้อย่างมีประสิทธิผล การดูแลผู้หนีภัยสู้รบชาวเมียนมา การแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล เป็นต้น

 

(2) กลุ่มประเทศมุสลิมหลายประเทศ รวมทั้งองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) ได้มีท่าทีและติดตามสถานะของเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การส่งกลับชาวอุยกูร์ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่นับถือศาสนาอิสลาม จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งในอาเซียนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง รวมถึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับ OIC ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความพยายามของไทยในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอาจส่งผลให้สถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อันจะกระทบต่อสิทธิและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่จะนำความสงบคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้และตั้งเป้าที่จะยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงในพื้นที่ภายในปี 2570 

 

(3) การส่งชาวอุยกูร์กลับยังจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับประเทศตะวันตก ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับการเคารพสิทธิมนุษยชนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ นอกจากนี้ อาจมีผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่นักลงทุนต่างชาตินำมาประกอบการพิจารณานำเงินมาลงทุน ทั้งนี้ หากการค้าการลงทุนจากต่างประเทศลดลง ย่อมมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในสภาวะผันผวนทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงต่อมาตรฐานการครองชีพและความกินดีอยู่ดีของประชาชนไทยเอง

 

(4) ประเทศไทยมีวิวัฒนาการในการพัฒนาประเทศมาหลายทศวรรษ ทั้งในบริบทของการเมือง สังคม เศรษฐกิจ จนมีศักดิ์ศรีและสถานะเป็นที่ยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศว่ายึดมั่นในหลักการสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศโดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน กสม. จึงขอกราบเรียนมาเพื่อนายกรัฐมนตรีทบทวนนโยบายการส่งกลับดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียการยอมรับที่พัฒนามายาวนานข้างต้น และกระทบต่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยรวม

The post ประธาน กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ห่วงกังวลปมส่งชาวอุยกูร์กลับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุ กมธ. แถลงด่วน หลังนายกฯ และภาคเอกชนไม่มาชี้แจง ปมเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา https://thestandard.co/sub-committee-issued-an-urgent-statement/ Thu, 25 Jul 2024 11:01:13 +0000 https://thestandard.co/?p=962933

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส […]

The post อนุ กมธ. แถลงด่วน หลังนายกฯ และภาคเอกชนไม่มาชี้แจง ปมเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน แถลงข่าวด่วนถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานของบริษัท ปตท. กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา 

 

ประเด็นนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาสังคม ทั้งคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch) และกลุ่มรณรงค์หยุดเงินเปื้อนเลือดเมียนมา (Blood Money Campaign Myanmar) ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเครือ ปตท. กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา อ้างว่ารัฐบาลไทยกับบริษัท ปตท. อาจมีส่วนสนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อนำเงินไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในการปราบปรามประชาชน

 

ทั้งนี้ ในหนังสือร้องเรียนฉบับดังกล่าวระบุไว้ว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเมียนมา ส่วนใหญ่มาจากก๊าซที่ ปตท. ซื้อโครงการก๊าซนอกชายฝั่งยาดานาที่ดำเนินการโดย ปตท.สผ. โดยผู้ร่วมทุนอื่นๆ ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติอย่างโททาลและเชฟรอน ต่างถอนตัวออกจากโครงการแท่นขุดเจาะยาดานาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมของคณะกรรมาธิการกิจการฯ แบ่งเป็น 3 ครั้ง ครั้งแรกเชิญกระทรวงกลาโหม, กระทรวงพลังงาน, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ เข้ามาร่วมด้วย 

 

“แต่กระทรวงพลังงานในฐานะผู้กำกับนโยบายเข้ามาชี้แจงเพียงแค่การประชุมคณะกรรมาธิการครั้งแรกเท่านั้น และไม่เข้ามาชี้แจงต่อในห้องอนุกรรมาธิการที่จัดขึ้นในวันเดียวกัน ด้วยเวลาการประชุมที่จำกัดจึงทำให้คณะกรรมาธิการฯ ไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน และมาตรการในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการนำรายได้จากการซื้อพลังงานของไทยที่อาจถูกนำไปใช้เป็นเงินสนับสนุนการซื้อยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลเมียนมา และได้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานในเมียนมาเท่านั้น” 

 

ส่วนการประชุมครั้งที่ 2 กระทรวงพลังงานก็ไม่ได้มาเข้าร่วมเพื่อให้ข้อมูล จึงนัดประชุมครั้งที่ 3 เพื่อหาทางออกร่วมกัน แม้เข้าใจดีว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่และความรับผิดชอบมากมาย จึงพยายามหาข้อสรุปจากฝ่ายนิติบัญญัติไปถึงฝ่ายรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทในการจัดหาแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติ 

 

ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งล่าสุด อนุกรรมาธิการได้เชิญนายกรัฐมนตรี, กระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ปตท. และ ปตท.สผ. แต่ผู้ชี้แจงมีเพียงธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น 

 

พนิดากล่าวต่อไปว่า สถานการณ์รัฐประหาร 3 ปีในเมียนมาเข่นฆ่าชีวิตผู้คนไปมากมาย กระทบกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในไทยด้วย จึงจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนว่าฝ่ายนิติบัญญัติให้ความสำคัญ อยากให้มีข้อสรุปและแนวทางในการแก้ไขปัญหา พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาลว่ามีแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร 

 

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้คณะอนุกรรมาธิการฯ จะส่งหนังสือไปถามกับ ปตท. ว่าจะสะดวกเข้ามาชี้แจงเมื่อไร หรือหากยังไม่สามารถประสานได้ก็ต้องถามไปยัง ครม. ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ตั้งกระทู้สดถามจุดยืนของประเทศไทยต่อสถานการณ์เมียนมา แต่นายกฯ มอบหมายให้ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาตอบแทน ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ไม่เพียงพอ และไม่ได้มากไปกว่าผู้ที่มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ รัฐบาลยังไม่สามารถตอบคำถามและพิสูจน์ได้ว่าค่าไฟของคนไทยกำลังฆ่าประชาชนชาวเมียนมาอยู่หรือไม่ และเราเป็นเส้นทางการเงินให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาในการเข่นฆ่าประชาชนหรือไม่

The post อนุ กมธ. แถลงด่วน หลังนายกฯ และภาคเอกชนไม่มาชี้แจง ปมเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานชี้ สมาชิกรัฐสภาอาเซียนตกเป็นเป้าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ https://thestandard.co/violating-human-rights-of-politicians/ Fri, 26 Apr 2024 04:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=926993

รายงานล่าสุดว่าด้วยสมาชิกรัฐสภาที่มีความเสี่ยง (Parliam […]

The post รายงานชี้ สมาชิกรัฐสภาอาเซียนตกเป็นเป้าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานล่าสุดว่าด้วยสมาชิกรัฐสภาที่มีความเสี่ยง (Parliamentarians at Risk) โดยสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (APHR) ชี้ว่า หลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน โดยเฉพาะเมียนมา สมาชิกและอดีตสมาชิกรัฐสภายังคงตกเป็นเป้าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายรูปแบบ

 

เมอร์ซี บาเรนดส์ ประธาน APHR และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย ระบุว่า “ความสามารถของสมาชิกรัฐสภาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างปลอดภัย ตลอดจนแสดงความคิดเห็นและกระทำการใดๆ ตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตรวจสอบอำนาจและเสริมสร้างประชาธิปไตย” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนกลุ่มนี้

 

ในปี 2023 สมาชิกรัฐสภาในอาเซียนยังคงเผชิญกับภัยคุกคามทางการเมือง โดยเมียนมาเป็นประเทศที่สมาชิกรัฐสภาถูกคุกคามอย่างเลวร้ายที่สุด สมาชิกรัฐสภาจำนวน 74 คนยังคงถูกควบคุมตัว หลังกองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร ซึ่งในจำนวนนี้ 73 คน เป็นสมาชิกรัฐบาลพลเรือนที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2020 จากพรรค NLD ภายใต้การนำของ ออง ซาน ซูจี

 

นอกจากเมียนมาแล้ว รัฐบาลในหลายชาติอาเซียนยังคงใช้ช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรมคุกคามสมาชิกรัฐสภาจากพรรคฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ ที่มักจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม บางคนถึงกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

 

ขณะที่ไทยและกัมพูชา เป็นสองประเทศที่จัดการเลือกตั้งครั้งสำคัญขึ้นในปีที่แล้ว แต่พลเรือนของทั้งสองประเทศกลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิของพวกเขาได้อย่างเสรี เพื่อเลือกผู้นำทางการเมืองคนใหม่ที่พวกเขาต้องการได้ ทั้งจากการข่มขู่ทางร่างกาย การใช้อำนาจศาลหรือกลไกของรัฐที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งขัดขวางไม่ให้เจตจำนงของประชาชนบรรลุผล

 

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ในการเลือกตั้งกัมพูชาเมื่อปี 2023 การลงคะแนนเสียงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบการปกครองของฮุน เซน ที่ครองอำนาจนำในการเมืองกัมพูชามานานเกือบ 4 ทศวรรษ โดยพรรคแสงเทียน พรรคฝ่ายค้านที่สำคัญที่สุดในกัมพูชาถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่ายื่นเอกสารที่จำเป็นไม่ครบถ้วน นอกจากนี้รัฐบาลฮุน เซน ยังได้โจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและพรรคฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ในประเทศไทย พรรคก้าวไกลถูกสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขัดขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล แม้พรรคก้าวไกลจะชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 และครองที่นั่งในสมาชิกมากที่สุดในช่วงเวลานั้น อีกทั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลที่ได้รับเสียงสนับสนุนถล่มทลายจากประชาชน ยังถูกขัดขวางไม่ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการกับนักการเมืองหัวก้าวหน้าจากพรรคก้าวไกล เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

 

ส่วนในมาเลเซีย APHR ก็มีความกังวลต่อความพยายามลิดรอนสิทธิของสมาชิกรัฐสภาผ่านกลไกทางศาลและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด โดยเฉพาะพระราชบัญญัติยุยงปลุกปั่น ซึ่งอาจต้องโทษจำคุก 3-7 ปี สำหรับความผิดที่ใช้ถ้อยคำคลุมเครือ รวมถึงการกระทำที่มีแนวโน้มยุยงปลุกปั่นต่อรัฐบาลมาเลเซีย 

 

APHR จึงเรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหุ้นส่วนระหว่างประเทศเพิ่มความพยายามร่วมกันในการปกป้องสมาชิกรัฐสภาชาติอาเซียนที่ตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะ APHR เชื่อว่ารัฐสภามีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงมีความสำคัญสูงสุดที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตอบโต้จากรัฐบาล

 

แฟ้มภาพ: APHR

อ้างอิง:

The post รายงานชี้ สมาชิกรัฐสภาอาเซียนตกเป็นเป้าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ ประกันสังคมให้ทำฟันปีละ 900 บาท ละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขเทียบเท่าบัตรทองโดยเร็ว https://thestandard.co/social-security-dental-work-900-baht-violation-of-human-rights/ Fri, 02 Feb 2024 13:44:38 +0000 https://thestandard.co/?p=895455 ประกันสังคม ทำฟัน

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษย […]

The post กสม. ชี้ ประกันสังคมให้ทำฟันปีละ 900 บาท ละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขเทียบเท่าบัตรทองโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคม ทำฟัน

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมกราคม 2566 จากผู้ร้องรายหนึ่ง ระบุว่า ผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมใช้สิทธิเบิกค่ารักษาทันตกรรมที่จำเป็นได้น้อยกว่าประชาชนทั่วไปในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) และระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ไม่ครอบคลุมชนิดของบริการและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซึ่งแตกต่างจากผู้มีสิทธิในอีก 2 ระบบที่สามารถเบิกได้ตามความจำเป็น ทั้งที่ผู้ประกันตนเป็นกลุ่มเดียวที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน 

 

โดยในปี 2559 คณะกรรมการประกันสังคม (ผู้ถูกร้อง) ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเบิกค่าบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุด จำกัดในวงเงินเพียง 900 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษาทันตกรรมที่จำเป็น ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม และเพิ่มความรุนแรงของโรคทันตกรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งที่พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะต้องได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน และเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน จึงขอให้ตรวจสอบและมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องใดจะกระทำมิได้ และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยรัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง และบัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) 

 

การที่คณะกรรมการการแพทย์โดยความเห็นชอบของผู้ถูกร้อง ได้ประกาศกำหนดให้ผู้ประกันตนเบิกค่าบริการทันตกรรมรวมกันทุกรายการได้ไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี ในขณะที่สถานพยาบาลเอกชนและคลินิกทันตกรรมส่วนใหญ่กำหนดอัตราค่าบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐานเกินกว่า 900 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประกันตนไม่สามารถเบิกได้ ส่งผลให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการทันตกรรมได้เพียง 1-2 รายการ และจำนวนหัตถการส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเต็มวงเงิน 900 บาท เช่น ขูดหินปูน 900-1,800 บาท, อุดฟัน 800-1,500 บาท, ถอนฟัน 900-2,000 บาท และผ่าฟันคุด 2,500-4,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการกำหนดวงเงินที่ไม่เพียงพอต่อการรักษาทันตกรรมที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เรื่องการดูแลทันตสุขภาพของประชาชนของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และทันตแพทยสภา

 

นอกจากนี้สิทธิในการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนยังไม่ครอบคลุมการรักษาทันตกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพอีกหลายประเภท เช่น ค่าใช้จ่ายในการเอ็กซเรย์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันและรักษาสุขภาพช่องปากและฟันทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ ซึ่งแตกต่างจากประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองและผู้มีสิทธิสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐที่สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์ในกรณีดังกล่าวได้ 

 

กสม. เห็นว่า การที่คณะกรรมการประกันสังคมกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านบริการทันตกรรมของผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ให้เบิกได้เฉพาะกรณีถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด รวมกันทุกรายการไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี เป็นการกำหนดวงเงินการเบิกค่าบริการทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอต่อความจำเป็นด้านสุขภาพช่องปากและฟัน ไม่ครอบคลุมชนิดของบริการทันตกรรมที่จำเป็นสำหรับผู้ประกันตน ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มวัยทำงาน จึงเป็นการละเมิดสิทธิในสุขภาพของผู้ประกันตนในการได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพและประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ประกันตน

 

อย่างไรก็ตาม กสม. มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บริการทันตกรรมเป็นเพียงกรณีตัวอย่างของปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและระบบสาธารณสุขไทยที่มีมายาวนาน เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน หากพิจารณาในภาพรวมของประเทศจะพบว่า ประชาชนถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมี 3 ระบบกองทุนแยกจากกัน ภายใต้กฎหมายในเรื่องหลักประกันสุขภาพที่แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าไม่ถึงสิทธิในสุขภาพที่จำเป็นขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกันตน ซึ่งควรได้รับสิทธิไม่ต่ำกว่าสิทธิบัตรทอง 

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 จึงมีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังคณะกรรมการประกันสังคม (ผู้ถูกร้อง) และคณะกรรมการการแพทย์ ให้ปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โดยยกเลิกการกำหนดเพดานค่าบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐานในวงเงินไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี และกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านบริการทันตกรรมให้ไม่ต่ำกว่าสิทธิบัตรทอง 

 

นอกจากนี้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ให้คณะกรรมการประกันสังคมและคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกันดำเนินการให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ตามมาตรา 5 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

The post กสม. ชี้ ประกันสังคมให้ทำฟันปีละ 900 บาท ละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขเทียบเท่าบัตรทองโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ออกแถลงการณ์คัดค้านการผ่านกฎหมายละเมิดสิทธิ-เสรีภาพประชาชน https://thestandard.co/opposing-the-passage-of-rights-infringement-laws/ Sat, 30 Sep 2023 06:53:59 +0000 https://thestandard.co/?p=848537 ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน

วานนี้ (29 กันยายน) ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ […]

The post ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ออกแถลงการณ์คัดค้านการผ่านกฎหมายละเมิดสิทธิ-เสรีภาพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน

วานนี้ (29 กันยายน) ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ออกแถลงการณ์ถึงการออกร่างกฎหมายที่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

 

ระบุว่า ย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2565 ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้พยายามผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. ….’ ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 

 

อันคาดหมายได้ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะแทรกแซงการรวมกลุ่มของประชาชนทุกคน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน คุกคามและกำจัดกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง กำจัดประชาชนที่เรียกร้องต่อรัฐและผู้มีอำนาจเพื่อมีส่วนร่วมทางการเมือง ขัดต่อเสรีภาพในการรวมกลุ่ม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อบทบาทของประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการมีส่วนร่วม สนับสนุน และตรวจสอบการทำงานของภาครัฐภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 

 

ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชนจึงเกิดขึ้น โดยการรวมกันของผู้หญิง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชน นักกิจกรรม ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนต่างๆ และองค์กรภาคประชาสังคม ที่มีความเห็นและเจตนาร่วมกันชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับร่างกฎหมายทำลายสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชน 

 

โดยผลจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในขณะนั้น ทำให้กระบวนการผ่านกฎหมายนั้นยังคงถูกชะลอไว้ อย่างไรก็ตามในระหว่างนั้น ก็ได้มีความพยายามของภาคประชาชนบางส่วนในการผลักดันร่างกฎหมายทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกฉบับอื่นๆ ซึ่งเราได้แสดงเจตนารมณ์คัดค้านกฎหมายดังกล่าวทุกฉบับ

 

ขณะนี้เข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลสู่การนำของ เศรษฐา ทวีสิน ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ยังจับตาสถานการณ์การผลักดันกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันเป็นผลสืบเนื่องจาก 9 ปีหลังการทำรัฐประหาร และภายใต้รัฐบาล คสช. และขบวนต่อต้านฯ ขอยืนยันเจตนารมณ์ต่อรัฐบาล ภาคประชาชน และประชาสังคม ดังนี้

 

  1. ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ขอยืนยันต่อต้านร่างกฎหมายทุกฉบับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุม กำกับ และทำลายสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชนตามกติกาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เพื่อจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องรักษาอำนาจรัฐ ลดทอนอำนาจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน และละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมสร้างสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงของประชาชน   

 

  1. เราจะไม่สังฆกรรมกับองค์กร ภาคี เครือข่ายภาคประชาชนใดที่พยายามผลักดันร่างกฎหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชนไม่ว่าฉบับใดก็ตาม

 

สุดท้ายนี้ เราขอส่งเสียงไปยังเครือข่ายเพื่อนมิตรภาคประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการผลักดันกฎหมายที่ละเมิดสิทธิการรวมกลุ่มของประชาชน ได้ออกมาประกาศเจตนารมณ์และจับตาทิศทางของรัฐบาลใหม่ร่วมกัน

The post ขบวนต่อต้านร่างกฎหมายทำลายการรวมกลุ่มของประชาชน ออกแถลงการณ์คัดค้านการผ่านกฎหมายละเมิดสิทธิ-เสรีภาพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รางวัลสาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย ประจำปี 2023 จากมูลนิธิคลูนีย์ฯ https://thestandard.co/thai-lawyers-for-human-rights-albies-2023/ Wed, 06 Sep 2023 13:21:07 +0000 https://thestandard.co/?p=838384

วันนี้ (6 กันยายน) มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clo […]

The post ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รางวัลสาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย ประจำปี 2023 จากมูลนิธิคลูนีย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กันยายน) มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม (Clooney Foundation for Justice) ได้ประกาศรางวัล The Albies ประจำปี 2023 ในสาขาต่างๆ โดยมีชื่อของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลในสาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย (Justice for Democracy Defenders) 

 

มูลนิธิคลูนีย์ฯ ระบุในเว็บไซต์ว่า มอบรางวัลให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจากการทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน นักกิจกรรม ผู้สื่อข่าว และนักเรียนนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดี จากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสันติหลายพันคน โดยจะมีพิธีรับรางวัลที่หอสมุดประชาชนนิวยอร์ก (New York Public Library) ในเดือนกันยายนนี้ 

 

โดยพิธีการรับรางวัลดังกล่าวจะมีนักร้องและนักแสดงฮอลลีวูดหลายคนเข้าร่วม เช่น เมอรีล สตรีป, แมตต์ เดมอน และ อลิเซีย คีย์ส ภายใต้แนวคิดการร่วมกันส่องแสงเพื่อปกป้องผู้พิทักษ์ความยุติธรรม และเพื่อบอกให้เหล่าผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนรู้ว่าโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด 

 

สำหรับรางวัล The Albies ตั้งชื่อเพื่อเป็นการยกย่องผู้พิพากษา อัลบี แซคส์ นักต่อสู้เพื่อยุตินโยบายการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในประเทศแอฟริกาใต้ รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม ซึ่งก่อตั้งโดย อามัล คลูนีย์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ผู้เป็นทนายความให้กับ มาเรีย เรสซา ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 และเป็นทนายความให้กับผู้สื่อข่าว Reuters ชาวเมียนมาสองคน ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ทหารเมียนมากระทำต่อชาวโรฮิงญา และ จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงชาวอเมริกัน ผู้ใช้ชื่อเสียงของตนในการเรียกร้องความยุติธรรมเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแอฟริกาและที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

 

นอกจากสาขา Justice for Democracy Defenders แล้ว ในปี 2023 ยังมีผู้ได้รับรางวัลในปีนี้อีก 4 สาขา ได้แก่

 

  • Justice for Women: Niloofar Hamedi & Elahe Mohammad (Iran) สองผู้สื่อข่าวผู้เปิดโปงเรื่องราวของ มาห์ซา อามินี ผู้เสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวโดยตำรวจอิหร่าน

 

  • Justice for Survivors: Truth Hounds (Ukraine) ผู้ทำงานสืบสวนและบันทึกข้อมูลจากพยานผู้เห็นเหตุการณ์อาชญากรรมสงครามโดยกองทัพรัสเซีย ในพื้นที่สงครามยูเครน

 

  • Justice for Journalists: Syrian Center for Media and Freedom of Expression (Syria) องค์กรรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิมนุษยชน ภายใต้การปกครองของเผด็จการซีเรีย 

 

  • Lifetime Achievement in the Pursuit of Justice Dr. Denis Mukwege (Congo) แพทย์ผู้ทำงานรักษาเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศในสงคราม และรณรงค์ต่อต้านการใช้การข่มขืนเป็นอาวุธสงคราม 

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และขอแสดงความขอบคุณทนายความ เจ้าหน้าที่ องค์กรเครือข่าย และอาสาสมัครทุกคนที่ร่วมกันทำงานเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและหลักนิติรัฐที่พังทลายในประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และขอส่งต่อกำลังใจและความหวังนี้ให้กับพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันต่อสู้ฟื้นฟูประชาธิปไตย และร่วมกันก่อร่างสร้างหลักนิติรัฐให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง”

 

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้ต้องหาและผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563 โดยติดตามช่วยเหลือตั้งแต่ชั้นสอบสวนไปจนกระทั่งการถูกคุมขังในเรือนจำ

The post ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รางวัลสาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย ประจำปี 2023 จากมูลนิธิคลูนีย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ ตำรวจ คฝ. ใช้กำลังเกินเหตุสกัดม็อบ ‘ราษฎรหยุด APEC’ ละเมิดสิทธิชุมนุมโดยสงบ กระทบเสรีภาพสื่อ https://thestandard.co/nhrc-on-crowd-control-apec-protest/ Fri, 02 Jun 2023 06:33:17 +0000 https://thestandard.co/?p=798403

วันนี้ (2 มิถุนายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษย […]

The post กสม. ชี้ ตำรวจ คฝ. ใช้กำลังเกินเหตุสกัดม็อบ ‘ราษฎรหยุด APEC’ ละเมิดสิทธิชุมนุมโดยสงบ กระทบเสรีภาพสื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 มิถุนายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติเห็นควรให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า ‘ราษฎรหยุด APEC 2022’ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (เจ้าหน้าที่ คฝ.) บริเวณถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 เป็นผลให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงสื่อมวลชนด้วย ซึ่งอาจมีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน 

 

และต่อมา กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรเครือข่ายสื่อมวลชนหลายแห่ง ระบุว่า การปะทะกันในกรณีดังกล่าวส่งผลให้ผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว และช่างภาพอย่างน้อย 4 คน ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และกระทบเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน รวมทั้งได้รับคำร้องจากผู้ร้องรายหนึ่ง ระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เพื่อร้องเรียนปัญหาไปยังผู้นำของประเทศต่างๆ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมถึงเจ้าหน้าที่ คฝ. คุกคามเสรีภาพในการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นการเคลื่อนขบวน การใช้กำลังสลายการชุมนุมในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ชุมนุม การทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบนั้น

 

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม กรณีข้างต้น กสม. เห็นว่ามีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้ 

 

ประเด็นที่หนึ่ง การชุมนุมของกลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 เมื่อวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2565 เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจำกติกา ICCPR ได้อธิบายเงื่อนไขและขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบไว้ในความเห็นทั่วไป ฉบับที่ 37 (General Comment No. 37 on the Right of Peaceful Assembly) ว่า การชุมนุมที่มีเพียงแต่การผลักหรือดันกัน หรือการขัดขวางการเคลื่อนที่ของยานพาหนะหรือการสัญจรของผู้คน หรือการขัดขวางการทำกิจวัตรประจำวัน ไม่นับว่าเป็นความรุนแรง การใช้ความรุนแรงเฉพาะตัวของผู้ชุมนุมบางคนไม่ควรที่จะถูกนำไปเหมารวมว่าเป็นการกระทำของผู้ชุมนุมคนอื่นๆ และไม่อาจสรุปได้ว่าการชุมนุมทั้งหมดนั้นเป็นไปโดยไม่สงบ 

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเห็นว่า แม้ผู้ชุมนุมบางกลุ่มหรือบางรายในการชุมนุมราษฎรหยุด APEC 2022 จะมีพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าใช้ความรุนแรง เช่น การสาดพริกและเกลือคั่วร้อนใส่เจ้าหน้าที่ หรือการใช้ท่อนไม้ตีแขนเจ้าหน้าที่ คฝ. ที่กำลังจับกุมผู้ชุมนุม แต่ไม่ถึงกับเป็นพฤติการณ์ที่ปรากฏอย่างแพร่หลายในที่ชุมนุม จึงไม่อาจนำไปเหมารวมได้ว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มีเจตจำนงที่จะใช้ความรุนแรง ประกอบกับแกนนำรวมถึงผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ได้ห้ามปรามผู้ชุมนุมที่ขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ คฝ. อยู่เป็นระยะด้วย จึงเห็นว่าการชุมนุมในภาพรวมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ อันถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพภายใต้กรอบหรือเงื่อนไขที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ จึงมีผลผูกพันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องเคารพและประกันการใช้เสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวด้วย

 

ประเด็นที่สอง การควบคุมดูแลการชุมนุม เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 เจ้าหน้าที่ คฝ. ได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาตามแผนการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ประกอบแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ซึ่งกำหนดว่า ในการดูแลการชุมนุมสาธารณะ เจ้าหน้าที่ต้องพยายามใช้การเจรจาต่อรองเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนจนถึงที่สุดก่อน หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การใช้กำลังและอาวุธต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยการใช้กระบองต้องไม่ตีบริเวณอวัยวะสำคัญ และต้องแจ้งเตือนก่อนการใช้ ส่วนการยิงกระสุนยางให้ยิงต่อเป้าหมายที่กระทำการหรือมีท่าทีคุกคามต่อชีวิตของผู้อื่น ต้องกำหนดเป้าหมายโดยชัดเจน

 

จากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ คฝ. ใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชน 2 ประเภท ได้แก่ กระบองและกระสุนยาง ซึ่งยิงผู้ชุมนุมโดยไม่เลือกเป้าหมายที่ชัดเจน และไม่แจ้งเตือนให้ผู้ชุมนุมทราบก่อน ทำให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมและบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับบาดเจ็บหลายรายจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น ทั้งยังปรากฏด้วยว่าเจ้าหน้าที่ใช้วัตถุอื่นๆ ได้แก่ ขวดน้ำ ขวดแก้ว และท่อนไม้ ขว้างปาไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมหลายครั้ง ซึ่งวัตถุเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องมือควบคุมฝูงชนที่จะสามารถใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้ 

 

การกระทำข้างต้นจึงไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นการละเมิดต่อสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชน นอกจากนี้ การใช้กำลังในการเข้าจับกุมผู้ชุมนุม เห็นว่า เจ้าหน้าที่ คฝ. ใช้กำลังที่เกินกว่าความจำเป็นเพื่อการควบคุมตัวหลายครั้ง เช่น การผลักจนล้ม หรือการรุมเตะและชก ทั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ถูกจับกุมบางรายมีท่าทีที่ยอมจำนนและไม่ขัดขืน และแม้บางรายจะแสดงอาการขัดขืนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีอาวุธที่จะใช้ต่อต้านจนถึงขนาดที่ผู้ถูกร้องจะต้องใช้กำลังเข้ารุมทำร้าย ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย การเข้าจับกุมตัวผู้ชุมนุมในหลายครั้งจึงมีลักษณะเกินความจำเป็น ไม่เหมาะสมและไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ของผู้ถูกจับกุม ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของประชาชนเช่นเดียวกัน 

 

ประเด็นที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ คฝ. มีการกระทำที่กระทบต่อเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนหรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจำกติกา ICCPR ได้ระบุถึงการคุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไว้ในความเห็นทั่วไป ฉบับที่ 37 ว่า สื่อมวลชนและบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่สังเกตการณ์หรือการรายงานเหตุการณ์การชุมนุมต้องได้รับความคุ้มครอง และจะถูกห้ามมิให้ทำหน้าที่หรือจำกัดการทำหน้าที่โดยมิชอบไม่ได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการที่ประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้อย่างเต็มที่ 

 

การที่เจ้าหน้าที่ คฝ. ปฏิบัติหน้าที่ในการชุมนุมกรณีนี้โดยปราศจากความระมัดระวัง ขัดต่อกฎหมายและมาตรฐานสากลที่ควรจะต้องปฏิบัติ จนทำให้มีสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมีการใช้กำลังทำร้ายและคุกคามสื่อมวลชนให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ทั้งยังพยายามขัดขวางหรือปิดบังไม่ให้สื่อมวลชนรายงานข่าวโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหน้าที่ของรัฐในการให้ความคุ้มครองความปลอดภัยแก่สื่อมวลชน อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญ

 

จากเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2566 จึงมีมติให้เสนอแนะมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สรุปได้ว่า ให้เร่งรัดหาข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกรายที่รับผิดชอบในการออกคำสั่งและเจ้าหน้าที่ คฝ. ที่ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนโดยไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติที่กำหนด และต้องติดตั้งกล้องพกพาที่ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละรายให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากลด้วย และให้สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ คฝ. ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการชุมนุมสาธารณะให้อำนวยความสะดวกในการชุมนุม ไม่แทรกแซงการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบ ไม่ห้าม จำกัด ขัดขวาง หรือรบกวนการชุมนุมโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยควรมุ่งเน้นการลดความตึงเครียดของเหตุการณ์ไม่ให้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่าย 

 

หากมีสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้กำลังในการควบคุมดูแลการชุมนุมหรือเครื่องมือควบคุมฝูงชน ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และระมัดระวังผลกระทบต่อผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น สื่อมวลชน ผู้สังเกตการณ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์ในพื้นที่การชุมนุม และประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งให้ประชาสัมพันธ์หรือเปิดช่องทางให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหายจากการใช้กำลังเข้าควบคุมดูแลการชุมนุม และการใช้กำลังเข้าจับกุมที่เกินกว่าความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนในเหตุการณ์การชุมนุมดังกล่าว ยื่นคำขอให้มีการเยียวยาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

 

สำหรับมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กสม. มีข้อเสนอให้ ตร. กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่ควบคุมสั่งการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ให้สื่อสารและประสานงานกับผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจของฝ่ายผู้ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การบริหารจัดการชุมนุมเป็นไปอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ให้ผู้จัดการชุมนุมดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ กำชับและย้ำเตือนผู้ชุมนุม โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ให้ระมัดระวังการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย งดเว้นการใช้ความรุนแรง การแสดงพฤติกรรมในลักษณะยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง หรือกระทำการในลักษณะที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้วย

The post กสม. ชี้ ตำรวจ คฝ. ใช้กำลังเกินเหตุสกัดม็อบ ‘ราษฎรหยุด APEC’ ละเมิดสิทธิชุมนุมโดยสงบ กระทบเสรีภาพสื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UN ระบุ ประชาคมโลกล้มเหลวในการปกป้องพลเรือน จากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง https://thestandard.co/world-failing-to-protect-civilians/ Thu, 25 May 2023 05:40:53 +0000 https://thestandard.co/?p=795005 un

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ป […]

The post UN ระบุ ประชาคมโลกล้มเหลวในการปกป้องพลเรือน จากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
un

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ประชาคมโลกล้มเหลวในการปกป้องพลเรือน จากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง ซึ่งในปี 2022 ที่ผ่านมา มีพลเรือนเกือบ 17,000 คน เสียชีวิตจากปมความขัดแย้งในพื้นที่บริเวณ 12 จุดทั่วโลก โดยยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 53%

 

กูเตร์เรสกล่าวในเวทีการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ว่า เพื่อเป้าหมายในการปกป้องพลเรือนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ประชาคมโลกจะต้องช่วยกันปกป้องพลเรือนผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ พร้อมกับยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมาก เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในซูดาน เอธิโอเปีย รวมถึงในซีเรีย เป็นต้น

 

โดยกูเตร์เรสระบุอีกว่า งานวิจัยของ UN ที่เข้าไปศึกษาในพื้นที่สงครามหรือพื้นที่ขัดแย้ง พบว่า 94% ของเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุระเบิดในพื้นที่ชุมชนเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นพลเรือนทั้งสิ้น ขณะที่ผู้คนกว่า 117 ล้านคน กำลังเผชิญหน้ากับภาวะความหิวโหยเฉียบพลัน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากสงครามและความไม่มั่นคงไร้เสถียรภาพ

 

นอกจากนี้เลขาธิการ UN ยังชี้อีกว่า กฎหมายที่ถูกมองข้ามคือกฎหมายที่ถูกบ่อนทำลาย เราจำเป็นต้องมีส่วนในการรับผิดชอบเพื่อสร้างหลักประกันว่ากฎหมายและหลักการสากลทั้งหลายที่เราต่างยึดถือร่วมกันจะได้รับการเคารพปกป้อง ซึ่งสิ่งนี้เองก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองด้วย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า “สันติภาพคือวิธีการปกป้องที่ดีที่สุด”

 

ขณะที่รายงานของหน่วยงานภายใน UN ระบุว่า จำนวนผู้ลี้ภัยที่จำใจจะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองไปเนื่องจากปัญหาความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีมากถึง 100 ล้านคนทั่วโลกแล้ว โดยมากกว่า 2 ใน 3 อาศัยอยู่ในประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน เช่น ดีอาร์คองโก ซูดาน ภูมิภาคซาเฮล โซมาเลีย เมียนมา อัฟกานิสถาน และเฮติ เป็นต้น ซึ่งหลายความขัดแย้งเกี่ยวพันกับความยากลำบากในการปรับตัวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความไม่มั่นคงทางอาหารและความยากลำบากในทางเศรษฐกิจ โดยหลายพื้นที่ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนอีกด้วย

 

แฟ้มภาพ: Tchandrou Nitanga / AFP

 

อ้างอิง:

The post UN ระบุ ประชาคมโลกล้มเหลวในการปกป้องพลเรือน จากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
UN เผย เมียนมานำเข้าอาวุธมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่รัฐประหาร https://thestandard.co/myanmar-military-has-imported-weaponry/ Thu, 18 May 2023 06:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=792230 เมียนมานำเข้าอาวุธ

ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาของ […]

The post UN เผย เมียนมานำเข้าอาวุธมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่รัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมียนมานำเข้าอาวุธ

ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาขององค์การสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานหัวข้อ ‘การค้าความตายพันล้านดอลลาร์: เครือข่ายอาวุธระหว่างประเทศ ที่เปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา’

 

เนื้อหารายงานระบุว่า กองทัพเมียนมาได้มีการนำเข้าอาวุธคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ที่ก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนในเดือนกุมภาพันธ์ 2021

 

โดยอาวุธดังกล่าวพบว่าถูกส่งมาจากรัสเซีย จีน และหลายบริษัทในสิงคโปร์ อินเดีย และไทย ซึ่งจากข้อมูลในรายงานพบว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มาจากบริษัทในรัสเซียคิดเป็นมูลค่า 406 ล้านดอลลาร์ บริษัทในจีน 254 ล้านดอลลาร์ บริษัทในสิงคโปร์ 254 ล้านดอลลาร์ บริษัทในอินเดีย 51 ล้านดอลลาร์ และบริษัทในไทยอีก 28 ล้านดอลลาร์

 

ซึ่งการนำเข้าอาวุธครอบคลุมไปถึงอาวุธที่มีเทคโนโลยีแบบใช้สองทาง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งสำหรับพลเรือนและกองทัพ ตลอดจนวัสดุที่ใช้ผลิตอาวุธ

 

“อาวุธเหล่านี้และวัสดุในการผลิตอาวุธเหล่านี้จำนวนมากยังคงถูกส่งไปยังกองทัพเมียนมาอย่างไม่ขาดสาย แม้จะมีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อการก่ออาชญากรรมอันโหดร้าย” รายงานระบุ พร้อมทั้งเผยว่า มีบันทึกการสั่งซื้อหรือการจัดส่งไปยังกองทัพเมียนมาหรือผู้ค้าอาวุธของเมียนมาที่ทำงานให้กองทัพจำนวนมากกว่า 12,500 รายการ โดยไม่ซ้ำกัน

 

“มากกว่า 947 ล้านดอลลาร์ของการค้าอาวุธที่เกี่ยวข้องซึ่งตรวจสอบพบ ถูกส่งตรงไปยังหน่วยงานที่ควบคุมโดยกองทัพเมียนมา เช่น กองอำนวยการจัดซื้อจัดจ้าง กองอำนวยการอุตสาหกรรมกลาโหม หรือสาขาเฉพาะของกองทัพ เช่น กองทัพอากาศเมียนมา หรือโรงเรียนฝึกพื้นฐานของกองทัพ นั่นหมายความว่ากองทัพเองถูกระบุเป็นผู้รับในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการค้า ซึ่งขจัดข้อสงสัยว่าใครคือผู้รับปลายทาง”

 

รายงานยังระบุว่า “ความหลากหลายและปริมาณของสินค้าที่มอบให้กับกองทัพเมียนมานับตั้งแต่รัฐประหารนั้นน่าตกใจอย่างมาก”

 

โดยกองทัพเมียนมาได้รับมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ตั้งแต่เครื่องบินรบไปจนถึงโดรน อุปกรณ์สื่อสาร และชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับเรือของกองทัพเรือ

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านรัสเซียและจีนกล่าวหาผู้รายงานพิเศษของ UN ว่ากล่าวหาเกินกว่าเหตุและ ‘ดูหมิ่นการค้าอาวุธที่ถูกต้องตามกฎหมาย’

 

ส่วนอินเดียชี้แจงว่า สัญญาซื้อขายอาวุธที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของรัฐนั้นได้รับการลงนามโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้

 

ขณะที่แอนดรูว์ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่ามีบริษัทที่รัฐบาลไทยหรือสิงคโปร์เป็นเจ้าของหรือควบคุมการดำเนินกิจการ หรือแม้แต่หน่วยงานหลักของรัฐบาลเอง ที่ได้อนุมัติการขายหรือจัดส่งอาวุธให้กองทัพเมียนมา ซึ่งดูเหมือนว่าพ่อค้าอาวุธอาจใช้ไทยและสิงคโปร์เป็นพื้นที่ในการทำธุรกิจมากกว่า

 

ภาพ: Aung Kyaw Htet / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post UN เผย เมียนมานำเข้าอาวุธมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่รัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาสต์แฟชั่นโบกมือลาไปตามๆ กัน UNIQLO – Marks & Spencer ถอนธุรกิจออกจากเมียนมา หวั่นความไม่สงบทางการเมืองกระทบการผลิต https://thestandard.co/myanmar-uniqlo-marks-spencer-withdraw-business/ Wed, 12 Apr 2023 08:27:08 +0000 https://thestandard.co/?p=776131 ฟาสต์แฟชั่น เมียนมา

ถึงคิวฟาสต์แฟชั่นระดับโลก UNIQLO – Marks & Sp […]

The post ฟาสต์แฟชั่นโบกมือลาไปตามๆ กัน UNIQLO – Marks & Spencer ถอนธุรกิจออกจากเมียนมา หวั่นความไม่สงบทางการเมืองกระทบการผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาสต์แฟชั่น เมียนมา

ถึงคิวฟาสต์แฟชั่นระดับโลก UNIQLO – Marks & Spencer ประกาศยุติการผลิตในเมียนมา หวั่นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความไม่สงบทางการเมืองกระทบการดำเนินธุรกิจ  

 

Nikkei Asia รายงานว่า ยักษ์แห่งวงการฟาสต์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Marks & Spencer ของอังกฤษ และ Fast Retailing เจ้าของแบรนด์ UNIQLO จากญี่ปุ่น ยุติการผลิตในเมียนมา เพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม และความไม่สงบทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม Marks & Spencer หยุดดำเนินงานในเมียนมาไปเรียบร้อยแล้ว ส่วน UNIQLO จะผลิตสินค้าคอลเล็กชัน Fall/Winter 2023 เป็นล็อตสุดท้าย  

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แน่นอนว่าการยกเลิกดังกล่าวอาจกระทบต่อ Fast Retailing ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่น ที่มีพันธมิตรด้านการผลิตกว่า 430 รายทั่วโลก เช่น จีน และเวียดนาม โดยเมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ดังนั้นการย้ายฐานการผลิตอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น

 

หากย้อนไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 กองทัพเมียนมาทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ทำให้เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามที่รุนแรง แถมยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้บริษัทต่างชาติจำนวนมากถอนธุรกิจและการลงทุนออกจากเมียนมาไปจำนวนมาก

 

ไม่เว้นแม้แต่ Ryohin Keikaku บริษัทเจ้าของ MUJI เริ่มมีแผนเตรียมหยุดสั่งซื้อแจ็กเก็ตขนเป็ดและสินค้าอื่นๆ จากเมียนมาภายในเดือนสิงหาคม ปี 2023 ตามด้วย PRIMARK ร้านค้าปลีกฟาสต์แฟชั่น ก็มีแผนเตรียมถอนธุรกิจออกจากเมียนมาเช่นเดียวกัน 

 

Ethical Trading Initiative ของสหราชอาณาจักร รายงานว่า ภายใต้การปกครองของทหาร ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำรายวันของแรงงานในโรงงานอยู่ที่ 4,800 จ๊าด (1.68 ดอลลาร์) ตามอัตราแลกเปลี่ยนตลาด และตามจำนวนของประชากร ทำให้จัดหาแรงงานได้ง่ายขึ้น แต่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานทำให้ระบบโลจิสติกส์มีปัญหา และมีความเสี่ยงในการขนส่งสินค้า จึงเป็นเหตุผลให้หลายๆ ธุรกิจถอนตัวออกไป

 

แต่ก็ยังมีบางบริษัทพยายามปรับตัวเพื่อดำเนินธุรกิจอยู่ในเมียนมา อย่างยักษ์ค้าปลีกแฟชั่น ZARA และ H&M ของสวีเดน ที่ยังคงจัดหาสินค้าจากเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง:

The post ฟาสต์แฟชั่นโบกมือลาไปตามๆ กัน UNIQLO – Marks & Spencer ถอนธุรกิจออกจากเมียนมา หวั่นความไม่สงบทางการเมืองกระทบการผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานเผย เกาหลีเหนือประหารชีวิตผู้คนด้วยข้อหายาเสพติด แบ่งปันสื่อเกาหลีใต้ และกิจกรรมทางศาสนา https://thestandard.co/north-korea-executes-people/ Thu, 30 Mar 2023 11:47:40 +0000 https://thestandard.co/?p=770977 เกาหลีเหนือ ประหารชีวิต

กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ได้เผยแพร่รายงานจำนวน 450 หน้า ท […]

The post รายงานเผย เกาหลีเหนือประหารชีวิตผู้คนด้วยข้อหายาเสพติด แบ่งปันสื่อเกาหลีใต้ และกิจกรรมทางศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีเหนือ ประหารชีวิต

กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ได้เผยแพร่รายงานจำนวน 450 หน้า ที่รวบรวมคำให้การจากชาวเกาหลีเหนือมากกว่า 500 ราย ซึ่งแปรพักตร์หนีข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีใต้ โดยระบุรายละเอียดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ทั้งในชุมชน ค่ายกักกัน และที่อื่นๆ รวมถึงการประหารชีวิตในที่สาธารณะ การทรมาน และการจับกุมตามอำเภอใจ

 

เนื้อหารายงานระบุว่า ทางการเกาหลีเหนือมีการประหารชีวิตประชาชนจากความผิดในหลายข้อหา เช่น ยาเสพติด การครอบครองสื่อและคลิปวิดีโอเกาหลีใต้ ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนา และความเชื่อโชคลางต่าง ที่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย

 

“สิทธิในชีวิตของพลเมืองเกาหลีเหนือดูเหมือนจะถูกคุกคามอย่างมาก การประหารชีวิตเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางสำหรับการกระทำที่ไม่สมควรได้รับโทษประหารชีวิต ซึ่งรวมถึงเรื่องยาเสพติด การเผยแพร่วิดีโอของเกาหลีใต้ กิจกรรมทางศาสนา และความเชื่อโชคลางต่างๆ” รายงานระบุ พร้อมเผยว่า การเสียชีวิตและการทรมานเกิดขึ้นเป็นประจำในสถานกักกัน และบางคนถูกประหารชีวิตหลังถูกจับได้ว่าพยายามหนีข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีใต้

 

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือปฏิเสธที่จะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชน โดยชี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนโค่นล้มผู้นำเกาหลีเหนือ

 

ด้านประธานาธิบดียุนซอกยอลของเกาหลีใต้ให้ความเห็นว่า ควรมีการเปิดเผยข้อมูลในรายงานดังกล่าวแก่ประชาคมโลก เพื่อให้ทราบถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง ‘น่าสยดสยอง’ ของเกาหลีเหนือ และชี้ว่าเกาหลีเหนือไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลเปียงยางถูกมองว่าล้มเหลวในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ในขณะที่มัวแต่พยายามไล่ตามความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ ด้วยการเร่งเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

 

การจัดทำรายงานดังกล่าวมีขึ้นภายใต้กฎหมายที่กำหนดให้กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ต้องทำการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของเกาหลีเหนือเป็นประจำทุกปี

 

โดยที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีเหนือเกือบ 34,000 คน ที่อพยพข้ามพรมแดนมาตั้งถิ่นฐานในเกาหลีใต้ แต่การรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนที่เข้มงวดขึ้นทำให้จำนวนผู้อพยพลดลงอย่างมาก

 

ขณะที่จำนวนชาวเกาหลีเหนือที่หนีข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีใต้ลดลงในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพียง 63 รายในปี 2021 หลังเกิดการชัตดาวน์ปิดเมืองต่างๆ ท่ามกลางการระบาดของโควิด ก่อนที่จะขยับขึ้นเป็น 67 รายในปี 2022

 

ภาพ : Eric Lafforgue/Art In All Of Us/Corbis via Getty Images


อ้างอิง:

The post รายงานเผย เกาหลีเหนือประหารชีวิตผู้คนด้วยข้อหายาเสพติด แบ่งปันสื่อเกาหลีใต้ และกิจกรรมทางศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกสารทำพิษ! เจ้าของนิวคาสเซิลโยงเอี่ยวรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย https://thestandard.co/newcastle-owner-linked-to-saudi-government/ Fri, 03 Mar 2023 09:01:09 +0000 https://thestandard.co/?p=758218

ในขณะที่กระแสข่าวการเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด […]

The post เอกสารทำพิษ! เจ้าของนิวคาสเซิลโยงเอี่ยวรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในขณะที่กระแสข่าวการเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าจะตกเป็นของกลุ่มทุนจากกาตาร์ ที่อาจนำไปสู่กรณีปัญหาว่าจะขัดต่อกฎของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) หรือไม่ ทางด้านนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด อีกหนึ่งสโมสรที่ถูกกองทุน PIF จากซาอุดีอาระเบียเทกโอเวอร์ไปเมื่อปี 2021 กลับมาเป็นประเด็นปัญหาอีกครั้ง

 

โดยปัญหาเกิดจากการที่ ยาเซียร์ อัล-รูมายยาน ประธานสโมสรนิวคาสเซิล ต้องขึ้นศาลในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องคดีพิพาทระหว่างรายการแข่งขันกอล์ฟ PGA Tour กับ LIV Golf ซึ่งเอกสารที่มีการเปิดเผยมาระบุรายละเอียดที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

เอกสารดังกล่าวที่ PIF ยื่นคัดค้านต่อศาลสหรัฐฯ ระบุว่า ยาเซียร์ โอธมัน อัล-รูมายยาน นั้นไม่ได้เป็นกลุ่มบุคคลที่สามทั่วไป แต่ว่าเป็นสมาชิกของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ PIF ก็เป็นกองทุนเพื่อความมั่นคงที่เป็นเครื่องมือของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

 

เนื่องจากเมื่อครั้งที่ PIF ได้ขอเทกโอเวอร์นิวคาสเซิลต่อจาก ไมค์ แอชลีย์ ได้มีการยืนยันต่อพรีเมียร์ลีกที่ตรวจสอบในเรื่องกฎการเป็นเจ้าของสโมสร (Fit and Proper Test) ว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะไม่ได้เข้ามาควบคุมกิจการของสโมสร หรือพูดง่ายๆ คือคนที่ซื้อสโมสรเป็นแค่กลุ่มทุนไม่ใช่รัฐ

 

หลังการเผยแพร่เอกสารดังกล่าวออกมา ทำให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International (แอมเนสตี้) และบรรดาสโมสรต่างๆ ในพรีเมียร์ลีก ออกมาเคลื่อนไหวในทันที ดังนี้

  • แอมเนสตี้เรียกร้องว่า พรีเมียร์ลีกจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง 
  • สโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีกแสดงความผิดหวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเตรียมส่งจดหมายถึงพรีเมียร์ลีกเพื่อแสดงความวิตกกังวล
  • สโมสรหวังว่าจะมีการบรรจุวาระเกี่ยวกับเรื่องเจ้าของนิวคาสเซิลในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือการประชุมร่วมกันตามวาระของ 20 สโมสร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 30 มีนาคมนี้

 

ก่อนหน้านี้แอมเนสตี้มีจุดยืนในการคัดค้านการเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรนิวคาสเซิลของกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากเป็นที่รับรู้ว่าเป็นทุนที่เชื่อมโยงกับราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีกรณีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงเป็นจำนวนมาก รวมถึงคดีสะเทือนขวัญการสังหาร จามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวดังที่ถูกฆ่าและชำแหละศพในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในกรุงอิสตันบูล

 

แอมเนสตี้ไม่ต้องการให้ซาอุดีอาระเบียใช้การเข้ามาลงทุนในเกมกีฬาเป็นการฟอกขาว หรือ Sportswashing ให้กับประเทศที่มีมลทินและโหดร้ายแบบนี้ และการที่ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยเองว่า PIF รวมถึงอัล-รูมายยาน เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง

 

ส่วนสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีกก็แสดงความกังวลต่อกรณีการเข้ามาเทกโอเวอร์ของ PIF ที่ปัจจุบันถือหุ้นในทีมนิวคาสเซิล 80% และมีการลงทุนจำนวนมากถึง 241 ล้านปอนด์ จนพลิกสถานการณ์ทำให้ทีมที่เคยย่ำแย่กลับมาเป็นทีมระดับชั้นนำของพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง โดยล่าสุดเพิ่งจะเข้าชิงรายการลีกคัพ แต่พ่ายให้แก่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

โดยย้อนกลับไปในช่วงที่มีกระแสข่าวการเทกโอเวอร์และพรีเมียร์ลีกใช้เวลาในกระบวนการตรวจสอบนานกว่าปกติ ขณะนั้น 19 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ‘เข้าใจว่า’ มีการขัดขวางไม่ให้กลุ่มทุนที่มีข้อสงสัยเข้ามาเทกโอเวอร์ได้แล้ว แต่ปรากฏว่ามาทราบจากหน้าสื่อว่าพรีเมียร์ลีกมีการอนุมัติให้มีการเทกโอเวอร์ได้

 

ครั้งนั้นทำให้ แกรี ฮอฟฟ์แทน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานพรีเมียร์ลีก ต้องอำลาตำแหน่งเลยทีเดียว ขณะที่ซีอีโออย่าง ริชาร์ด มาสเตอร์ส ยังคงอยู่ในตำแหน่ง แต่กลับตกอยู่ในกระแสความกดดันอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้มาสเตอร์สได้เคยออกมาให้สัมภาษณ์กับ BBC เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2021 โดยระบุว่า หากพรีเมียร์ลีกพบหลักฐานว่ารัฐซาอุดีอาระเบียมีส่วนร่วมในการบริหารนิวคาสเซิล “เราสามารถที่จะใช้อำนาจในการขับไล่กลุ่มทุนจากการเป็นเจ้าของสโมรสได้”

 

ด้านกลุ่มแฟนบอลนิวคาสเซิลที่ต่อต้านการใช้ Sportwashing อย่างกลุ่ม NUFC Fans Against Sportswashing ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลเช่นกัน

 

“ตั้งแต่ที่เริ่มมีการเทกโอเวอร์ เราเคยบอกกับพรีเมียร์ลีกแล้วว่า พวกเขาไม่ควรอนุมัติให้ดีลนี้เกิดขึ้น เพราะนั่นหมายความว่าทุนจากรัฐจะเข้ามาครอบครองนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด” ก่อนที่จะมีการระบุการการันตีจาก PIF ว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจะไม่เข้ามาแทรกแซงในการบริหารสโมสรนั้นไม่เป็นความจริง 

 

เรื่องนี้พรีเมียร์ลีกและนิวคาสเซิลยังไม่มีการแถลงหรือออกมาชี้แจงใดๆ ในประเด็นนี้ ซึ่งเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่าจะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป รวมถึงฝั่งกลุ่มต่อต้านอย่างบรรดาสโมสรอื่นๆ และแอมเนสตี้ ที่เชื่อว่าจะมีการผลักดันให้มีการตรวจสอบใหม่อีกครั้ง

 

สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบไปถึงดีลระหว่างแมนฯ ยูไนเต็ด กับกลุ่มทุนจากกาตาร์ ที่เป็น 1 ใน 3 กลุ่มทุนที่มีการเปิดเผยว่าได้ยื่นข้อเสนอขอเทกโอเวอร์ในเวลานี้ด้วยเช่นกัน

 

เรียกได้ว่านับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับอนาคตของวงการฟุตบอลอังกฤษที่กำลังเริ่มมีคำถามถึงเรื่องของการไหลเข้าของเงินทุน โดยเฉพาะทุนที่มีแบ็กอัพจากตะวันออกกลาง ที่เป็นปัญหาของวงการฟุตบอลอังกฤษตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

อ้างอิง:

The post เอกสารทำพิษ! เจ้าของนิวคาสเซิลโยงเอี่ยวรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ แบนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา https://thestandard.co/eu-sanctions-myanmar/ Tue, 21 Feb 2023 11:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=753557

สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่เมื่อวาน […]

The post EU ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ แบนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่เมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์) โดยมีมติอายัดทรัพย์สินและห้ามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาจำนวน 16 รายชื่อ เดินทางเข้าประเทศสมาชิกในยุโรป หลังเหตุการณ์รัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาผ่านมานานกว่า 2 ปี

 

โดยในรายชื่อดังกล่าวของ EU มีรายชื่อของ เมียว มะหยิ่น โอ รัฐมนตรีพลังงานของเมียนมา, นายพล หม่อง หม่อง เอ หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธของกองทัพเมียนมา รวมถึงพลเรือเอก โม อ่อง ผู้บัญชาการกองทัพเรือ และบรรดาหัวหน้าองค์กรต่างๆ ที่รับจัดหาอาวุธให้กับกองเมียนมาก็ถูกประกาศแบนและอายัดทรัพย์สินในครั้งนี้ด้วย

 

นอกจากนี้ นายพลโก โก หม่อง ผู้บัญชาการกองทัพในรัฐกะฉิ่น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศ การสังหารหมู่ การใช้กำลังความรุนแรง และการลอบวางเพลิงต่อกลุ่มผู้เห็นต่างในรัฐกะฉิ่น รวมถึงพันโท เมียว มะหยิ่น ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งตุลาการศาลทหารเมียนมา และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินโทษประหารชีวิตแก่บรรดานักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2022 ก็มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ดังกล่าวนี้เช่นกัน

 

โดย EU ระบุว่า บุคคลและหน่วยงานเหล่านี้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหาร ตลอดจนเป็นผู้ใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวเมียนมาอย่างร้ายแรงควรถูกลงโทษ นอกจากนี้ EU ยังประณามเหตุล่วงละเมิดทางเพศ การประหัตประหารบุคลากรในภาคประชาสังคม นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และพลเรือนชาวเมียนมา ตลอดจนการโจมตีทางอากาศใส่พื้นที่ทางการศึกษาและสถานพยาบาล ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และเกิดบ่อยครั้งขึ้น นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาตัดสินใจก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อช่วงต้นปี 2021 

 

EU ยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยกระดับมาตรการป้องกันระหว่างประเทศ เพื่อยุติการซื้อขายอาวุธกับกองทัพเมียนมา เพื่อเป็นการตัดช่องทางและลดโอกาสในการนำอาวุธเหล่านั้นมาใช้ประหัตประหารชีวิตประชาชนภายในประเทศ 

 

ขณะที่แอนนา โรเบิร์ต ผู้อำนวยการกลุ่ม Burma Campaign UK เผยว่า มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของ EU ถือว่าตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะจำกัดโอกาสการโจมตีทางอากาศและการจัดหาอาวุธของกองทัพเมียนมา แต่ดูเหมือนว่าการผลักดันและบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวนี้อาจล่าช้าเกินไป เพราะความล่าช้าในการตัดช่องทางรายได้และช่องทางสะสมอาวุธต่างๆ ของกองทัพเมียนมา อาจหมายถึงชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ต้องดับสูญไป และตลอด 2 ปีที่ผ่านมายังมีบุคคลและหน่วยงานอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับโทษจากการทำความผิดของพวกเขา

 

ภาพ: STR / AFP

อ้างอิง:

The post EU ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ แบนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 ปีหลังรัฐประหาร แอมเนสตี้เรียกร้องปฏิบัติการระดับโลก เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพเมียนมา https://thestandard.co/myanmar-amnesty-2-years-after-coup-detat/ Wed, 01 Feb 2023 01:45:27 +0000 https://thestandard.co/?p=744487 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้มีปฏิบัติการระด […]

The post 2 ปีหลังรัฐประหาร แอมเนสตี้เรียกร้องปฏิบัติการระดับโลก เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้มีปฏิบัติการระดับโลก เพื่อร่วมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมา ก่อนครบวาระ 2 ปีของการก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมรณรงค์ให้กองทัพเมียนมายุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังจากที่ยังคงเดินหน้าจับกุมผู้เห็นต่างโดยพลการ มีการซ้อมทรมาน และสังหารพลเรือนโดยไม่ต้องรับผิดอย่างต่อเนื่อง

 

นับตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อปี 2021 ประชาชนเกือบ 3,000 รายถูกสังหาร ขณะที่ราว 1.5 ล้านรายต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นฐานภายในประเทศ และอีกกว่า 13,000 รายยังคงถูกควบคุมตัวในสภาพที่ไร้มนุษยธรรม โดยมีรายงานการประหารชีวิตประชาชนพลเรือน 4 ราย และมีผู้ต้องโทษประหารชีวิตอย่างน้อย 100 ราย ขณะที่เด็กชาวเมียนมาอีกกว่า 7.8 ล้านรายทั่วประเทศต้องออกจากโรงเรียน

 

การที่กองทัพเมียนมาเดินหน้าประหัตประหารชีวิตพลเรือนที่ถูกมองว่าต่อต้านระบอบทหารของตนเองนั้น มีส่วนช่วยแผ่ขยายบรรยากาศของความหวาดกลัวให้กระจายเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมถึงการโจมตีทั้งทางอากาศและทางบกต่อพลเรือน

 

มิงยู ฮาห์ รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาค ฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าสาเหตุที่กองทัพเมียนมายังคงสามารถละเมิดสิทธิมนุษยชนของพลเรือนทั่วทั้งประเทศได้เช่นนี้ เป็นเพราะทั่วโลกยังไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งกำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่ถูกหลงลืมไป

 

“เราไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ได้อีกต่อไป ในโอกาสครบรอบ 2 ปีรัฐประหารในครั้งนี้ ต้องเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีปฏิบัติการระดับโลกจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจากอาเซียน เพื่อคุ้มครองประชาชนในเมียนมา ซึ่งยังคงอยู่ใต้การกดขี่ของกองทัพเมียนมามาโดยตลอด”

 

ท่ามกลางอันตรายและการประหัตประหารอย่างร้ายแรง ยังมีผู้คนที่กล้าหาญในเมียนมาที่ยืนหยัดชุมนุมประท้วงโดยสงบต่อไป ก่อนจะถึงโอกาสครบรอบเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ร่วมชุมนุมประท้วงโดยการจัดงานรำลึกและกิจกรรมอื่นๆ ในหลายเมืองทั่วโลก รวมทั้งที่กรุงเทพมหานครและกรุงโซล เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาชนในเมียนมา

 

“การออกมาพูดเพื่อประชาชนในเมียนมาที่เสี่ยงต่อการถูกจำคุกอย่างยาวนาน การตกเป็นเหยื่อของการทรมานและการถูกสังหารระหว่างการควบคุมตัว เพื่อเเสดงการต่อต้านโดยสงบ ไม่ใช่การกระทำที่เป็นแค่เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นการแสดงพลังยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา ซึ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในตอนนี้ เพราะทำให้พวกเขามีกำลังใจมากขึ้น ช่วยให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาอันมืดมนนี้เพียงลำพัง”

 

โดยองค์การสหประชาชาติและรัฐบาลทั่วโลกจะต้องดำเนินงานมากกว่าแค่การส่งข้อความให้กำลังใจ แม้มติเมื่อเร็วๆ นี้ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ​เกี่ยวกับเมียนมาจะถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลทั่วโลกต้องเพิ่มการดำเนินงาน โดยต้องกดดันกองทัพเมียนมามากขึ้น เพื่อให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังโดยพลการ เพียงเพราะพวกเขาใช้สิทธิมนุษยชนของตนโดยสงบ

 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องเสนอกรณีเมียนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้งยังจะต้องบังคับใช้ข้อตกลงระดับโลกอย่างการห้ามซื้อขายอาวุธกับเมียนมา ซึ่งครอบคลุมถึงอาวุธ ยุทธภัณฑ์ เทคโนโลยีที่มีประโยชน์ทั้งทางทหารและพลเรือน และอุปกรณ์ด้านการทหารและความมั่นคง การอบรม และความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ

 

รัฐและบริษัทต่างๆ จะต้องระงับการจัดหา ซื้อขาย และส่งมอบทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการเป็นประเทศทางผ่าน การขนถ่ายสินค้าระหว่างอยู่ในทะเล และการเป็นนายหน้าเพื่อจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานให้กับเมียนมา จนกว่าจะมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อประกันว่าจะไม่มีการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานเพื่อสนับสนุนการละเมิดร้ายแรงต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

 

“สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเป็นเรื่องที่เกินจะยอมรับได้ ประชาชนในเมียนมาต้องทนทุกข์ทรมานทุกวัน และไม่มีเวลาเหลืออีกต่อไปแล้ว ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศรับฟังข้อเสนอให้มีปฏิบัติการ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยุติการละเมิดที่ร้ายแรงของกองทัพได้ ประชาคมโลกต้องไม่รีรออีกต่อไป ไม่ว่าจะสองปีหรือแม้แต่วันเดียว ในการดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติม เพื่อยุติการกระทำที่โหดร้ายของกองทัพเมียนมา”

 

ภาพ: AFP

อ้างอิง: 

The post 2 ปีหลังรัฐประหาร แอมเนสตี้เรียกร้องปฏิบัติการระดับโลก เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 ธันวาคม 1965 – เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน https://thestandard.co/onthisday30121965-2/ Fri, 30 Dec 2022 05:35:48 +0000 https://thestandard.co/?p=730925

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส คืออดีตประธานาธิบดีของฟิลลิปปินส์ท […]

The post 30 ธันวาคม 1965 – เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส คืออดีตประธานาธิบดีของฟิลลิปปินส์ที่ครองอำนาจยาวนานถึง 22 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 1965 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1986 โดยระหว่างที่อยู่ในอำนาจ เขาสร้างภาพจำของตัวเองเป็นทรราชผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเข่นฆ่าประชาชนผู้เห็นต่างภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ยาวนานเกือบทศวรรษ นอกจากนี้เขายังสร้างความอื้อฉาวจากการคอร์รัปชันท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน 

 

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1917 ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์คนที่ 10 ในปี 1965 ในช่วงแรกเขามีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ขจัดคอร์รัปชันและต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทำให้ฟิลลิปปินส์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่หลังชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 เขาได้ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 จำคุกนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม สั่งปิดสื่ออิสระทั้งหมด และกุมอำนาจภายใต้กฎหมายพิเศษมาอย่างยาวนาน 

 

รัฐบาลมาร์กอสในเวลานั้นจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อนำมาใช้ในโครงการประชานิยม ทำให้หนี้สิ้นของรัฐบาลเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในระยะเวลา 20 ปี ทำให้ฟิลลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในเอเชีย 

 

กระทั่งถึงเดือนสิงหาคม 1983 หลังเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำฝ่ายค้าน เบนิโญ อากีโน ประชาชนจึงออกมาประท้วงต่อต้านการครองตำแหน่งของมาร์กอส แม้จะมีการประกาศเลือกตั้งอีกครั้งในปี 1986 แต่กระแสโกงเลือกตั้งก็โหมกระแสความไม่พอใจของประชาชน จนสุดท้ายจึงเกิดการลุกฮือของ ‘พลังประชาชน’ และทำให้มาร์กอสต้องลี้ภัยในต่างประเทศพร้อมกับครอบครัว มีการเปิดเผยข้อมูลว่าในการลี้ภัยครั้งนั้นเขาได้นำทองคำแท่ง และเพชรพลอยบรรจุในกระเป๋าเดินทาง 24 ใบ และมีการประเมินกันว่าครอบครัวมาร์กอสได้เงินจากการคอร์รัปชันไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

หลังลี้ภัยได้ 3 ปี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เสียชีวิตในวันที่ 28 กันยายน 1989 จากภาวะไตล้มเหลว ปิดฉากประธานาธิบดีผู้อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งของโลกในวัย 72 ปี

The post 30 ธันวาคม 1965 – เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โออาร์’ ชะลอลงทุนเมียนมา ยอมรับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ขายหุ้น PTT-OR ทิ้ง เหตุเอี่ยวกองทัพเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชน https://thestandard.co/or-norwegian-pension-fund-ptt/ Mon, 19 Dec 2022 05:59:55 +0000 https://thestandard.co/?p=725567

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ยอมรับว่า Norwegian P […]

The post ‘โออาร์’ ชะลอลงทุนเมียนมา ยอมรับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ขายหุ้น PTT-OR ทิ้ง เหตุเอี่ยวกองทัพเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ยอมรับว่า Norwegian Pension Fund Global ได้มีการขายหุ้นของ OR กับบริษัทแม่ คือ บมจ.ปตท. (PTT) ที่ถืออยู่ทั้งหมดออกมาจริง โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลตัวเลข โดยสาเหตุของการขายหุ้นนั้นคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นนโนยบายการลงทุนของกองทุนในยุโรปที่ต้องการให้ความสำคัญในด้านความยั่งยืน (ESG) จึงเริ่มทยอยถอนการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นธุรกิจทำลายทรัพยากรของโลก 

 

แหล่งข่าวผู้บริหาร บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับกรณีที่ Norwegian Pension Fund Global อ้างเหตุผลในการขายว่า OR มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมาน่าจะเป็นปัจจัยเร่งให้กองทุนยุโรปขาย รวมถึง PTT ที่อยู่ในฐานะบริษัทแม่ 

 

อย่างไรก็ดี OR ขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมา เนื่องจากจุดประสงค์การเข้าไปในเมียนมาของบริษัทคือการเข้าไปประกอบธุรกิจ แต่อาจถูกมองว่า OR มีส่วนไปร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจของเมียนมาที่มีความเกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหาร จึงถูกมองว่าเกี่ยวข้องทางอ้อมกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

ทั้งนี้ หลังเกิดประเด็นทีมผู้บริหาร OR ได้เริ่มหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16-17 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อทำแผนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้ชี้แจงให้ข้อมูลกับนักลงทุนเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิด ซึ่งก็มีความเข้าใจที่ดีถึงลักษณะการลงทุนของกองทุนยุโรป อีกทั้งบริษัทมีกองทุนประเภทนี้ถือหุ้นเป็นสัดส่วนไม่ได้มาก

 

ด้านราคาหุ้นของ OR ที่ปรับตัวลงต่ำในรอบประมาณ 1 ปี ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นความตระหนกจากกระแสข่าวดังกล่าวที่เกิดขึ้น แต่ขอยืนยันว่าไมได้มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะธุรกิจในเมียนมายังอยู่ในช่วงเริ่มซึ่งใช้เงินลงทุนไปไม่มาก อีกทั้งยังไม่ได้เริ่มดำเนินธุรกิจ และปัจจุบันได้ชะลอการแผนการลงทุนไปแล้วเพื่อรอติดตามดูสถานการณ์

 

“การลงทุนของ OR ที่เข้าไปเริ่มลงทุนในเมียนมาก่อนหน้านี้เป็นช่วงก่อนเกิดรัฐประหาร ซึ่งสหรัฐอเมริกามีนโยบายสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา แต่พอมีรัฐประหารเมื่อต้นปี 2021 สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ทำให้ OR ชะลอไปก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราพอทราบอยู่แล้ว ซึ่งตั้งแต่ต้นปีนี้ก็เราก็หยุดการลงทุนธุรกิจคลังน้ำมันในเมียนมา ไม่ใส่เงินสดเข้าลงทุนไปเลย เพื่อรอสถานการณ์ ส่วนจะถึงขั้นต้อง Divest ยังต้องขอรอดูสถานการณ์อีกครั้งว่าจะมีการพลิกผันกลับมาหรือไม่ แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะยังเป็นช่วงเริ่มต้นเข้าไปลงทุน ยังไม่ได้เริ่ม Comercial จึงยังไม่ได้ใช้เงินเยอะ”

 

ด้านสำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ประกาศจะถอนการลงทุน PTT และ OR โดยให้เหตุผลว่าทั้ง 2 บริษัทมีส่วนช่วยกองทัพเมียนมาให้มีแหล่งรายได้ที่สามารถใช้เป็นเงินทุนในการปฏิบัติการทางทหารและละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน

 

คณะกรรมการบริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ ซึ่งมีมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัดสินใจถอนการลงทุนบริษัท Cognyte Software Ltd ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยและการวิเคราะห์ในอิสราเอล, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ของประเทศไทย โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่กองทุนยอมรับไม่ได้เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

โดยสภาจริยธรรมของกองทุนดังกล่าวยังระบุว่า ความร่วมมือของบริษัทไทยกับบริษัทของรัฐบาลและกองทัพเมียนมามีส่วนทำให้กองทัพมีแหล่งรายได้จำนวนมาก ที่สามารถใช้เป็นเงินทุนในการปฏิบัติการทางทหารและละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนได้

 

พร้อมทั้งอ้างถึงความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ ที่บริษัทมีส่วนในการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรงในสถานการณ์สงครามหรือความขัดแย้ง

 

ทั้งนี้ เมียนมากำลังเผชิญความวุ่นวาย นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 และใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อปราบปรามการประท้วง

 

ทั้งนี้ ทาง PTT และ OR ยังไม่ออกมาตอบการขอความคิดเห็นจาก Reuters เช่นเดียวกับโฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา

 

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  หรือ PTTEP เคยกล่าวว่าจะเข้าครอบครองกิจการแหล่งก๊าซยาดานาในเมียนมา หลังจากบริษัท TotalEnergies ของฝรั่งเศสประกาศออกจากเมียนมา

 

โดย PTTEP กล่าวว่า บริษัทตระหนักดีว่าการเข้าถึงพลังงานอย่างเท่าเทียมกันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับ

 

สำหรับกรณีของ Cognyte สภาจริยธรรมของกองทุนกล่าวว่า หลายรัฐซึ่งกล่าวว่าเป็นลูกค้าของผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเฝ้าระวังของบริษัทถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม Cognyte ยังไม่ได้ออกมาตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็น

 

กองทุนยังเปิดเผยว่าการตัดสินใจครั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของสภาจริยธรรมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน โดยไม่ได้กล่าวถึงสัดส่วนการถือหุ้นของกองทุนในบริษัทเหล่านี้ และไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถอนการลงทุน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post ‘โออาร์’ ชะลอลงทุนเมียนมา ยอมรับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ขายหุ้น PTT-OR ทิ้ง เหตุเอี่ยวกองทัพเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชน appeared first on THE STANDARD.

]]>