การลดหย่อนภาษี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การลดหย่อนภาษี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 10 Dec 2025 10:52:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ? https://thestandard.co/tax-expert-questions-800k-deduction-equity/ Wed, 10 Dec 2025 07:25:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1153194 ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ?

ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ?   คำถามนี้โผล่ […]

The post ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ?

ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ?

 

คำถามนี้โผล่ขึ้นมาในหัวทันทีที่ผมอ่านข่าว ‘ลดหย่อนภาษีเพื่อการออม 800,000 บาท + บัญชี TISA’

 

แล้วลองคิดภาพคนส่วนใหญ่ในประเทศดู พวกเขายังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะลงทุนอะไรดี เพราะทั้งปีอาจไม่มีแม้แต่ ‘เงินเก็บ 8,000 บาท’ ให้ตัวเอง

 

น่าแปลกใจเหมือนกันที่เห็นคนส่วนใหญ่ตั้งคำถามถึง ‘เกมลดหย่อนภาษี’ ด้วยการเริ่มต้นด้วยคำว่า “ถ้ามีเงินเก็บ 800,000 บาทต่อปี แบบไหนดีกว่ากัน”

 

นี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามที่อยากจะชวนทุกคนไปหาคำตอบเพิ่มกันครับ

 

สรุปเงื่อนไขที่จะเข้า ครม. แบบสั้น ๆ
แม้ว่าจะตอนนี้จะยังเข้าไม่ทัน แต่ก็จับประเด็นได้ว่า รวมเพดานลดหย่อน ‘การออมระยะยาว’ ไว้ที่ 800,000 บาทต่อปี โดยรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน

  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
  • เงินสะสม PVD / กบข. / กองทุนโรงเรียนเอกชน / กอช.
  • กองทุนลดหย่อนภาษี RMF และ ThaiESG
  • และสถานีต่อไป คือ เงินลงทุนบางประเภทในบัญชี TISA

 

แต่ทั้งหมดนี้เริ่มต้นในปี 2569 ไม่ใช่ตอนนี้ ดังนั้นยังมีเวลาทำความเข้าใจอีกเยอะ และที่สำคัญ คือ เวลาหาเงินมาลดหย่อนด้วยครับ เพราะอันนี้สำคัญสุดสำหรับหลายคน

 

จากอัตราภาษีขั้นบันได เป็น ตัวคูณใหม่

  • คนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี → คูณ 1.3 เท่า
  • คนที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี → 0.7 เท่า

 

เข้าใจว่า รายได้ คือ ก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนใดๆ และไม่ใช่เงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีนะครับผม

 

แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอกครับ สูตรคำนวณภาษีเอย… จงซับซ้อนยิ่งขึ้น
มีบางสินทรัพย์ เช่น ThaiESG หรือหลักทรัพย์ที่รัฐกำหนดในบัญชี TISA ยังได้สิทธิ์ ‘คูณเพิ่ม’ อีก เช่น 1.2 เท่า ก่อนจะเอาไปเข้าเกมคูณ 1.3 หรือ 0.7 อีกรอบ

 

ที่สำคัญคือ ลงทุนเกิน 800,000 ก็ได้นะ ไม่ต้องกลัวเรื่องซื้อเกินแล้ว แต่ลดหย่อนไม่ได้แค่นั้น

 

โดยต้องถือทั้งหมดนี้ไว้อย่างน้อย 5 ปี และขาย/ไถ่ถอนเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป

 

หลักการของ TISA เพิ่มเติมที่พอเข้าใจ คือ เปิดผ่านโบรก / บลจ. ภายใต้ระบบ Digital Access Platform

 

นอกจากนั้นยังมีพวกดอกเบี้ย ปันผล กำไรจากการขายใน TISA บางส่วนจะ ‘ยกเว้นภาษี’ ถ้าทำตามกติกา ที่กำหนด (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ทั้งหมดอิงจากข่าวตอนนี้ ยังต้องรอร่างกฎหมายจริงยืนยันอีกที

 

ไปต่อ ไปวิเคราะห์กัน

 

ประเด็นทั้งหมดนี้ทำเพื่ออะไร ?


คำตอบที่พอหาได้ คือ รัฐไม่อยากเสียรายได้เพิ่ม อยากควบคุมวินัยการคลัง และอยากใช้ภาษี ‘กระจายสิทธิ + กระตุ้นการออม + เสริมตลาดทุนไทย’

 

ฟังดูมีเหตุผลในเชิงนโยบาย แต่พอแยกทีละมุม เราจะเห็นทั้ง ‘ข้อดีที่น่าชื่นชม’ และ ‘คำถามที่ยังค้างใจ’

 

โอเคไปต่อ..

 

ภาษีไม่มีวันแฟร์สำหรับทุกคน?


ก่อนจะทะเลาะกันว่าอะไรดี หรือ ไม่ดี ผมว่าเราต้องยอมรับความจริงข้อนึงก่อนว่า
ไม่มีระบบภาษีไหนในโลกนี้ที่ทุกคนรู้สึกแฟร์พร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

 

ถ้ารัฐออกนโยบาย ‘ช่วยคนจน–คนรายได้น้อย’ คนรายได้สูงจะรู้สึกว่า ‘กูจ่ายเยอะสุดนะจ๊ะเตง’

 

ถ้ารัฐออกนโยบาย ‘ลดหย่อนเต็มที่ให้คนเสียภาษีเยอะ’ คนฐานล่างจะมองว่า ‘อ้าว แล้วคนไม่มีเงินจะไปอยู่ไหน’

 

ดีไซน์รอบนี้เลือกจะ ‘ดึง privilege บางส่วนจากคนรายได้สูง’ แล้วโยนแรงจูงใจเพิ่มให้คนที่รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านเก็บเงิน

 

ในเชิงแนวคิด มันเหมือนจะเดินเข้าทิศ ‘ลดความเหลื่อมล้ำในหมู่คนที่พอออมได้’ แต่ถ้าซูมออกกว่านั้น ยังมีอีกกลุ่มใหญ่ที่เงียบมาก คือ ‘คนที่ไม่มีเงินออม’หรือ ทุกวันนี้แบบว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง

 

คนกลุ่มนี้ไม่ต้องถามว่า ‘ลดหย่อนด้วยอะไรดี’ เอาแค่ชีวิตวันนี้กูรอดไปก่อนก็ยากพอแล้ว

 

แน่นอนว่า คนบางคนในกลุ่มที่ว่านี้ เป็นผู้เสียภาษีตามปกติ เพียงแต่ชีวิตไม่มีเงินไปคิดลดหย่อน

 

เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่า ‘ใครเสียประโยชน์?’ มันไม่ใช่แค่เกมระหว่าง คนรายได้ 1.5 ล้าน กับ 1.51 ล้าน แต่มี ‘เงาคนบางกลุ่ม’ ที่ถูกกัดอยู่ข้างนอก โดยที่เรายังไม่เคยชวนเขาเข้ามาตั้งคำถามตั้งแต่แรก

 

ตัวเลข 800,000 บาทคือตัวเลข แต่ชีวิตจริงไม่ใช่อยู่ด้วยตัวเลข อยู่ด้วยเงินจ้า

 

‘ถ้าลงทุนเต็ม 800,000 บาท จะลดหย่อนได้เท่าไร?’

 

‘ถ้าคนรายได้เกิน 1.5 ล้าน จะกระทบยังไงบ้าง’

 

‘คนรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้าน ลงทุนยังไงให้คุ้มสุด’

 

แล้วก็เริ่มคำนวณกันอย่างสวยงาม

  • ฐานภาษี 15% → ประหยัดเท่านี้
  • ฐาน 30% → ประหยัดเท่านั้น
  • ถ้าคูณ 1.3, 0.7, 1.2 ต่อเข้าไปอีก

 

เอาจริงๆ ชื่นชมทั้งวิธีคิดและวิธีหาคำตอบนะครับ แต่ปัญหาของการยึดตัวเลข 800,000 บาทตั้งต้นไว้ เราต้องเข้าใจกันว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาออมถึงระดับนั้นเลย

 

ผมบรรยายเรื่องภาษีช่วงนี้ คำถามที่ได้รับมากที่สุด คือ ‘จะเอาเงินจากไหนมาลดหย่อนดี’ ไม่ใช่ ‘มีเงินเท่านี้ลดหย่อนอะไรได้บ้าง’ ด้วยซ้ำ

 

และที่สำคัญ คนที่ออมถึง 800,000 บาทหรือมากกว่า เขาก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า ควรจะลงขนาดนั้นไหม

 

เขามีลูก มีพ่อแม่ มีหนี้บ้าน หนี้รถ และอื่นๆ การจะล็อกเงินก้อนแบบนี้ที่ต้องถือ 5 ปี แถมขายตอนอายุ 55 ปีขึ้นไป มันไม่ใช่เรื่องสูตร แต่มันคือเรื่อง ‘สภาพคล่องทั้งชีวิต’

 

แน่นอนว่ามีคนที่ทำได้ แต่เราก็ต้องยอมรับกันด้วยว่า ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกคน

 

ดังนั้นจำนวนที่ว่าทั้งหมดนี้ อาจจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วย

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ การลงทุนเพื่อลดภาษีโดยไม่มองบริบทชีวิต ทำให้คน ‘ซื้อเพราะกลัวเสียสิทธิ’ ไม่ใช่ ‘ลงทุนเพราะเข้าใจว่าเหมาะกับเป้าหมายตัวเอง’

 

พอถึงจังหวะชีวิตเปลี่ยน ต้องใช้เงิน แต่ดันติดเงื่อนไข 55 ปี อันนี้ไม่โอเคเหมือนกัน
แม้ว่าจะมีโอกาสนำเงินทั้งหมดที่ลงทุนนี้ไปใช้เป็นหลักประกันได้ เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะได้จริงๆ อย่างที่ต้องการไหม

 

คำถามที่ควรถามเพิ่ม คือ
สำหรับคนที่เก็บได้ 20,000-200,000 บาทต่อปี ระบบนี้ดีไซน์มาช่วยเขาจริงๆ ใช่ไหมครับ

 

และอีกคำถามหนึ่งซึ่งควรถาม คือ เราจะทำยังไงให้คนที่ยังไม่มีเงินเก็บ 8,000 บาท
มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาเล่นเกมการออมระยะยาวได้บ้าง ไม่ใช่บอกว่าต้องพยายาม สู้ๆ ดูสิฉันทำได้เพราะคนเรามีหลากหลายกว่าที่คิด

 

อีกหนึ่งคำถามที่ต้องตอบให้ชัด คือ จุดตัด 1.5 ล้านบาท – เส้นนี้มาจากไหน?
สมมติฐานอะไรซ่อนอยู่หลัง 1.3 กับ 0.7?

 

ตัวเลข 1.5 ล้านบาทถูกตั้งให้เป็น ‘เส้นแบ่งโลก’ ในเชิงภาพใหญ่ เราเข้าใจได้ว่ารัฐอยาก ‘เพิ่มน้ำหนักให้ฐานกลาง’

 

แต่คำถามที่ยังไม่มีใครตอบชัดๆ คือ เส้น 1.5 ล้านบาท มาจากอะไร ใครอยู่แถวนี้มากที่สุด และมันทำให้กระทบแค่ไหน เมื่อบังคับใช้ตัวเลขนี้จริงๆ เพราะคนรายได้ 1.5 ล้าน กับเกิน 1.5 ล้านลงทุนในจำนวนใกล้ๆ กัน แต่ผลที่ได้ต่างกันหลายหมื่นจากการข้ามเส้นเดียว

 

ในทางเทคนิค รัฐสามารถใช้วิธีอื่นได้ เช่น ให้ตัวแปรมัน ‘สไลด์’ ตามช่วงรายได้
หรืออัตราภาษีเงินได้ที่เสียในปัจจุบัน แต่เอาเถอะ ฉันมันก็คนธรรมดา
ได้แต่พูด แต่วิจารณ์ จะไปรู้อะไรเล่า

 

ว่าแต่ ตัวเลข 1.3 กับ 0.7 มาจากไหนนะ? โอเค.. ไม่ถามก็ได้

 

ปัญหาหลักของเราจริงๆ อาจไม่ใช่ ‘ลดหย่อนได้เท่าไร’ แต่อยู่ที่ ‘เราเช็กการใช้ภาษีของรัฐมากแค่ไหน’

 

เวลามีนโยบายภาษีใหม่ๆ เราจะได้ยินคำถามทำนองว่า ‘ทำไมไม่ไปเก็บคนรวยนอกระบบก่อน?’ ‘ทำไมไม่ปิดรูรั่วคอร์รัปชันก่อน?’ คำถามเหล่านี้ถูกต้อง และควรถาม

 

แต่มีอีกประเด็นที่เราคุยกันน้อยมาก คือในฐานะคนจ่ายภาษี เราควรตั้งคำถามเรื่อง ‘คุณภาพการใช้จ่ายภาครัฐ’ มากขึ้นไหม และจะตั้งคำถามนี้ได้อย่างไรดี เพื่อให้เราพอใจกับคำตอบ

 

อ้อ แต่เขาบอกว่าจะมีเลือกตั้งเร็วๆ นี้ ไม่แน่ใจว่าถามตอนนั้นจะดีไหม อยากฟังสัญญาประชาคมจัง

 

เอาจริงๆ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลไหน เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับนโยบายภาษีของเขาอยู่ดี

 

คำถามคือเรามีระบบตรวจสอบมากพอหรือยัง มากกว่าการหวังแค่คนดีมาใช้เงินภาษีให้เรา

 

เราสามารถเก่งมากในเกม ‘เลือก RMF/ThaiESG/TISA ยังไงให้ลดหย่อนได้มากสุด’ แต่ถ้าเราไม่เก่งเลยในเกม ‘เช็กการบ้านรัฐ + ทวงถามการใช้ภาษี’ เราก็ยังอยู่ในประเทศที่ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสก็ยังอยู่เหมือนเดิม

 

ประเทศที่คนเสียภาษีเยอะแค่ไหน แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้อะไรกลับคืนมา

 

TAX Privilege ที่เราควร ‘คาดหวังอย่างมีสติ’ คืออะไรกันแน่? แล้วเราควรได้มันแน่เหรอ

 

สำหรับคนที่เสียภาษีเยอะมาทั้งชีวิต ความรู้สึกฝังลึกมีอยู่จริงว่า “กูจ่ายเยอะมาตลอด แต่สิทธิที่ได้ไม่ได้เยอะกว่าคนอื่นเท่าไหร่ วันนี้พอถึงเวลาเล่นเกมลดหย่อน ก็โดนหั่นสิทธิอีก แบกจนเหนื่อย”

 

แต่ในส่วนหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมาสิทธิลดหย่อนภาษีด้านการออม
ไปตกกับกลุ่มผู้มีรายได้สูงเยอะเกินไป ถึงเวลาต้องดึงกลับมาหน่อยให้เหมาะสม

 

โดยส่วนตัวผมว่า TAX Privilege ที่ดี ไม่ควรสุดโต่งไปทางไหนทางหนึ่ง ไม่ใช่ยิ่งรวย ยิ่งลดหย่อนได้โหด แต่ก็ไม่ใช่แบบที่ตัดสิทธิคนในระบบภาษีจนแทบไม่เหลืออะไร แล้วปลอบใจด้วย 400 บาท ปีละครั้ง เอาไปใช้กันเลย

 

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นพร้อมกันคือ

 

1. ถ้าจะ ‘ลดสิทธิ’ ของผู้มีรายได้สูงจริงๆ รัฐต้องกล้าหันไปจัดการสิทธิพิเศษของกลุ่มอื่นด้วย BOI, ช่องโหว่ของทุนใหญ่, ไปจนถึงสวัสดิการ/โครงการที่ใช้เงินกู้หรือภาษีแบบไม่คุ้มค่า

 

2. ถ้าอยากให้คนฐานบนรู้สึกว่า ‘ไม่ได้เจ็บตัวฟรี’ รัฐต้องทำให้เขารู้สึกว่า ‘เงินภาษีที่จ่ายไป ถูกใช้เพื่อสร้างระบบที่ดีขึ้นจริงๆ’ ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการศึกษา สาธารณสุข และโอกาสของคนข้างล่าง

 

3. สำหรับคนฐานล่างและนอกระบบ อาจจะอยากได้แค่ การเข้าถึงประกันสังคมที่มีคุณภาพ สวัสดิการพื้นฐานที่แท้จริง ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีแฝง ที่ไม่กินสัดส่วนรายได้เขามากเกินไป

 

ถ้าเราคุยเรื่อง privilege แบบแค่ใครลดหย่อนได้เท่าไร? แบบไหนแฟร์ที่สุด
เราจะลืมง่ายมาก ว่าคนจำนวนมหาศาลในประเทศนี้ไม่มี privilege ใดๆ ให้ใช้เลยแม้แต่นิดเดียว

 

ดังนั้น อาจจะต้องคุยกันทุกมุมมากกว่าแค่มุมการออมและการจัดการเงิน

 

แต่จะคุยกับใครดีหว่า? โอเค ผมคุยคนเดียวนี่แหละครับ

 

สรุปทั้งหมดนี้ TISA, ตัวคูณ 1.3 / 0.7, เพดาน 800,000, เส้น 1.5 ล้าน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และควรคุยกันต่อให้ละเอียด

 

แต่ก่อนจะเถียงกันต่อในแต่ละประเด็น เพื่อให้เห็นคำถามและคำตอบที่ดีที่สุด ผมอยากชวนกลับไปที่คำถามแรกอีกที นั่นคือ ‘ในประเทศที่คนจำนวนมากยังถามตัวเองอยู่ทุกเดือนว่าจะหาเงินให้พอใช้สิ้นเดือนจากไหนดี’

 

เกมลดหย่อนภาษีไม่ควรจบที่ 800,000 บาท แต่ควรไปต่อในมุมที่อยากทำให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี และรู้ว่าตัวเองจะสร้างชีวิตที่มีเงินออมได้อย่างไร?

 

ขอบคุณครับ

 

ภาพ: tuaindeed/Getty Images

The post ผมจะหาเงิน 800,000 บาทมาจากไหนครับ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท จูงใจชนชั้นกลาง-รายได้น้อย ออมเงินผ่านการลงทุน https://thestandard.co/tisa-middle-class-savings-incentive/ Tue, 09 Dec 2025 14:15:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1153006 ลดหย่อนภาษี

ข่าวดีของรัฐบาล แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับมนุษย์เงินเดือน […]

The post ส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท จูงใจชนชั้นกลาง-รายได้น้อย ออมเงินผ่านการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดหย่อนภาษี

ข่าวดีของรัฐบาล แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลังเมื่อวานนี้ (8 ธันวาคม 2568) ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว ‘โครงการ TISA’ บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินออมระยะยาว รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุน และลดการขาดดุลทางการคลัง จากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่มากขึ้น เรียกว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว

 

เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลตั้งใจ ช่วยประชาชนให้มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ แต่หนทางกว่าจะไปถึงปลายทางนั้นไม่ง่าย เพราะใช้วิธีเพิ่มตัวคูณส่วนลดภาษีให้กับคนรายได้ปานกลาง-รายได้น้อย เพื่อจูงใจให้ออมเงิน แต่กลับปรับส่วนลดภาษีของคนที่รายได้สูงตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทลง ในขณะที่คนกลุ่มนี้เป็นเดอะแบก เสียภาษีเยอะสุดที่อัตรา 25-35% เมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดที่อยู่ในระบบภาษี

 

ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนแตกเป็นสองเสียงว่า นโยบายนี้เข้ามาเพื่อช่วยลดภาระคนที่ตั้งใจจ่ายภาษีดีมาตลอด หรือมาซ้ำเติมคนที่เป็นเดอะแบกอยู่แล้วให้มีทางเลือกน้อยลงไปอีก

 

THE STANDARD WEALTH พาส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ใครได้ ใครเสีย?

 

The post ส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท จูงใจชนชั้นกลาง-รายได้น้อย ออมเงินผ่านการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปรับการลดหย่อนภาษีเพื่อการออม : รัฐทำไปทำไม และคำถามที่สังคมรอคำตอบ https://thestandard.co/tax-deduction-savings-thailand/ Tue, 09 Dec 2025 03:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1152586 การปรับการลดหย่อนภาษีเพื่อการออม : รัฐทำไปทำไม และคำถามที่สังคมรอคำตอบ

รัฐบาลกำลัง ‘ปรับโครงสร้างการลดหย่อนภาษี’ สำหรับการออมแ […]

The post การปรับการลดหย่อนภาษีเพื่อการออม : รัฐทำไปทำไม และคำถามที่สังคมรอคำตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปรับการลดหย่อนภาษีเพื่อการออม : รัฐทำไปทำไม และคำถามที่สังคมรอคำตอบ

รัฐบาลกำลัง ‘ปรับโครงสร้างการลดหย่อนภาษี’ สำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว

 

ใครรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านต่อปี อาจรู้สึกดีใจที่สิทธิในการลดหย่อนเพิ่มขึ้น

 

แต่ก็มีอีกหลายคนตั้งคำถามว่า…

 

ทำไมต้องลดสิทธิของมนุษย์เงินเดือนรายได้สูงที่เป็นคนแบบระบบภาษีอยู่
ทำไมรัฐไม่ไปตามเก็บภาษีจากคนรวยนอกระบบหรือปิดช่องคอรัปชันก่อน

 

คำถามเหล่านี้ สะท้อนข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ว่าโครงสร้างการคลังไทยยังมีจุดอ่อนทั้งในเรื่อง เศรษฐกิจนอกระบบ ช่องว่างในการเก็บภาษีจากทุนขนาดใหญ่ รวมไปถึงประสิทธิภาพการใช้จ่ายของรัฐ ซึ่งทั้งหมดควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่นโยบายใหม่นี้พยายามแก้คือ อีกหนึ่งจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ฝังอยู่ในระบบภาษีมานาน

 

นั่นคือการให้สิทธิลดหย่อนตามขั้นบันไดภาษี ที่ยิ่งรายได้สูงยิ่งได้ประโยชน์มาก
เช่น คนที่อยู่ในขั้นภาษี 35% ได้ลดหย่อนเหมือนรัฐให้ส่วนลด 35 บาทจากทุก 100 บาทที่ลงทุน
แต่คนรายได้กลาง – ล่าง ได้ส่วนลดเพียง 5 – 15 บาท

 

กลไกแบบนี้เป็นสิ่งที่เรามองว่าปกติและเป็นที่คุ้นเคยกันมานาน
แต่ในความจริงกลับ ‘ขยายความเหลื่อมล้ำ’ โดยไม่ตั้งใจและไม่ส่งแรงจูงใจไปยังกลุ่มที่ควรได้รับการส่งเสริมการออม

 

แน่นอน ระบบใหม่นี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ และมีจุดอ่อนที่สำคัญ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็น ‘เดอะแบก’ ของระบบภาษี

 

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้พวกเขาไม่รู้สึกว่า ‘เจ็บตัวฟรี’
โดยเฉพาะคนที่รายได้เกิน 1.5 ล้านเพียงเล็กน้อย อาจรู้สึกเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะที่มนุษย์เงินเดือนซึ่งไม่มีทางเลือกในการวางแผนภาษีแบบผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของบริษัท ก็อาจรู้สึกเสียเปรียบเช่นกัน

 

เมื่อพิจารณาในมุมรัฐ ร่วมกับข้อจำกัดด้านกฎหมาย และภาวะขาดดุลการคลังระดับ 4 – 5% ต่อ GDP ที่ทำให้ประเทศสุ่มเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

 

การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจเป็น ‘ก้าวแรกที่จำเป็น’
เพื่อนำระบบลดหย่อนภาษีกลับมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงนโยบาย และควบคุมภาระการคลังในระยะยาวให้มากขึ้น

 

ในโพสต์นี้ ผมขอชวนสำรวจนโยบายใหม่นี้ ผ่านมุมมองด้าน แรงจูงใจ ความเป็นธรรม การลด pain point เรื่องค่าธรรมเนียม และความท้าทายที่ยังต้องจับตาครับ

 

1. ระบบปัจจุบันสร้างแรงจูงใจผิดกลุ่ม
วันนี้การลดหย่อนภาษีให้แรงจูงใจตาม ‘ขั้นบันไดภาษี’
ยิ่งรายได้สูง ยิ่งได้ลดหย่อนมาก

 

คนที่เสียภาษี 30 – 35% เหมือนรัฐให้ ‘ส่วนลด’ 30 – 35% ของเงินลงทุน

 

คนรายได้กลาง–ล่าง ได้ลดหย่อนแค่ 5-15% ไม่รู้สึกคุ้มพอที่จะออมระยะยาว

 

ระบบใหม่ใช้ ‘ตัวคูณ’ แทน โดย
คนรายได้ ≤ 1.5 ล้าน ใช้ตัวคูณ 1.3 เท่า
เช่น หากอยู่ในขั้นภาษี 15% แล้วลงทุน 100,000 บาท จะได้รับสิทธิลดหย่อนเทียบเท่า 130,000 บาท ทำให้ได้ ‘ส่วนลดภาษี’ เพิ่มเป็น 19.5% จากเดิม 15%

 

คนรายได้ > 1.5 ล้าน ใช้ตัวคูณ 0.7 เท่า
เช่น หากอยู่ในขั้นภาษี 30% แล้วลงทุน 100,000 บาท จะได้รับสิทธิลดหย่อนเทียบเท่า 70,000 บาท ทำให้ได้ ‘ส่วนลดภาษี’ เหลือเพียง 21% จากเดิม 30%

 

เป้าหมายของการปรับนี้ คือการ ‘ส่งแรงจูงใจ’ ไปยังกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางหรือน้อย

 

ข้อเสียคือ ระบบซับซ้อนขึ้น
และใครที่อยู่ ‘เหนือเส้นรายได้’ เพียงเล็กน้อย อาจรู้สึกเสียสิทธิ
ทางเลือกที่ง่ายกว่านี้คือการใช้ Tax Credit ให้อัตราส่วนลดแบบตรงๆ
แต่กฎหมายไทยยังไม่เปิดทางให้ทำ

 

2. ลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ภาษี
ทุกวันนี้ราว 50% ของต้นทุนการคลังจากการลดหย่อนการออม เป็นของกลุ่มรายได้สูงสุด Top 5%

 

การลดตัวคูณของกลุ่มรายได้สูง (เหลือ 0.7 เท่า)
และเพิ่มให้กลุ่มรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้าน (เป็น 1.3 เท่า)
ไม่ใช่แค่ประหยัดต้นทุนการคลัง
แต่เป็นความพยายาม ‘กระจายแรงจูงใจทางภาษี’ อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

3. รวมเพดาน ลดความวุ่นวาย ช่วยตลาดทุนมีเสถียรภาพ
โครงสร้างปัจจุบันแยกกันหลายเพดาน (เช่น วง RMF/PVD 30% ต่อรายได้ไม่เกิน 500,000 บาท และวง Thai ESG ไม่เกิน 300,000)

 

โครงสร้างใหม่รวมทุกสิทธิไว้ที่ 800,000 บาทต่อปี
ไม่ต้องคูณ % ต่อรายได้หลายรอบ

 

และที่สำคัญที่สุด เป็นโครงสร้างระยะยาว ลดแรงขายพร้อมกันแบบตอน LTF หมดอายุ

 

ช่วยให้ตลาดทุนมีเงินไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ
สร้างเสถียรภาพจากแรงจูงใจภาษีในระยะยาว

 

4. เปิดทางเลือกใหม่ ค่าธรรมเนียมต่ำลง
ปัจจุบันผู้เสียภาษีที่อยากใช้สิทธิลดหย่อนมักต้องซื้อกองทุนรวมลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมสูงกว่ากองทุนทั่วไป นี่คือ Pain point สำคัญของผู้เสียภาษี

 

แต่ระบบใหม่เปิดทางเลือก Individual Saving Account (ISA)
เปิดโอกาสให้ลงทุนผ่านสินทรัพย์ต้นทุนต่ำอย่าง ETF ได้ ช่วยลดภาระค่าธรรมเนียม

 

5. ความท้าทายของนโยบาย: กระทบผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็น ‘เดอะแบก’ ของระบบภาษี
นี่คือความท้าทายที่สำคัญ และผมขอเน้นว่าผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทเหล่านี้ คือกลุ่มที่แบกรับมากกว่า 70% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด

 

แม้นโยบายนี้จะพยายามส่งแรงจูงใจไปยังกลุ่มรายได้กลาง–ล่าง แต่รัฐต้องไม่ละเลยความรู้สึกของคนที่อยู่ในระบบภาษีมาตลอด

 

หากรัฐจะปรับลดสิทธิลดหย่อนของกลุ่มนี้ ก็ควรแสดงให้เห็นว่า ตระหนักถึงคุณค่าของเงินภาษีที่คนกลุ่มนี้จ่ายอยู่
ไม่ใช่แค่การเยียวยาด้วยโครงการชั่วคราวแบบ ‘เพิ่มสิทธิ 400 บาทในคนละครึ่ง’ แล้วจบ

 

นโยบายในอนาคตจึงไม่ควร ‘ลงที่กลุ่มเดียว’ แต่ต้องเดินหน้า ทบทวนสิทธิประโยชน์ทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน

 

เช่น สิทธิประโยชน์อื่นๆ ในระบบ PIT สิทธิประโยชน์ BOI รวมไปถึงการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต่างๆ ก็ควรถูกตั้งคำถามว่าคุ้มค่าและตรงจุดเพียงพอหรือไม่

 

สุดท้ายนี้ เพื่อไม่ให้คนรายได้เกิน 1.5 ล้าน ‘เจ็บตัวฟรี’ การปรับสิทธิลดหย่อนเพื่อการออมไม่ควรจบแค่ตรงนี้ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งระบบ เพื่อให้คนที่อยู่ในระบบภาษีรู้สึกว่า รัฐเห็นคุณค่า และให้เกียรติการมีส่วนร่วมของพวกเขาอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Chris Stein/Getty Images

อ้างอิง:

The post การปรับการลดหย่อนภาษีเพื่อการออม : รัฐทำไปทำไม และคำถามที่สังคมรอคำตอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังชง 3 มาตรการการออมเข้าครม. เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท แต่คนรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า https://thestandard.co/thai-finance-ministry-tax-deduction-800k-income-group-split/ Mon, 08 Dec 2025 10:59:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1152451 คลังชง 3 มาตรการการออมเข้าครม. เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท แต่คนรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า

เอกนิติ รมว.คลัง ชง 3 มาตรการการออมเข้า ครม.เศรษฐกิจ เพ […]

The post คลังชง 3 มาตรการการออมเข้าครม. เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท แต่คนรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังชง 3 มาตรการการออมเข้าครม. เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท แต่คนรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า

เอกนิติ รมว.คลัง ชง 3 มาตรการการออมเข้า ครม.เศรษฐกิจ เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดเป็น 800,000 บาท แต่ปรับสูตรคำนวณลดหย่อนระหว่างคนรายได้สูงกว่าและต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี

 

วันนี้ (8 ธันวาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจครั้งที่ 7/2568 ได้หารือ 3 มาตรการการออม ภายใต้ เสาหลักที่ 5 ‘เพิ่มการออมภาคประชาชน’ ของนโยบาย ‘Quick Big Win’ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจะมีการเพิ่มแหล่งระดมเงินออม รวมถึงเพิ่มความเป็นธรรมให้คนรายได้น้อย และระดมเงินเข้าตลาดทุนมากขึ้น

 

โดยมาตรการที่ 1 คือการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดเป็น 800,000 บาท ให้กับผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งจะเป็นการลดหย่อนถาวร ไม่จำเป็นต้องขอใหม่ปีต่อปี และจะมีการปรับเกณฑ์ลดหย่อนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อย

 

โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 เท่า ส่วนผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า ต่างจากเดิมที่ทุกคนซื้อลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ในกรอบเพดานสูงสุด

 

“ทุกคนจะได้เต็มที่สูงสุด 800,000 บาทเหมือนกัน นับเป็นการจัดระบบให้มีความเรียบร้อย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

นอกจากนี้ มีมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย วงเงิน 200,000 บาทแรก ให้กับผู้ที่ถือหน่วยลงทุนเกิน 5 ปีอีกด้วย

 

มาตรการที่ 2 จำหน่าย พันธบัตร ‘ออม พลัส’ ให้กับประชาชนทุกเดือน ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง โดยมีราคาขั้นต่ำที่ 1,000 บาท ตามราคาตลาด นับเป็นการเพิ่มแรงจูงใจสำหรับการออม

 

มาตรการที่ 3 ยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัย ไม่ว่าจะเป็น ประกันน้ำท่วม หรือประกันท่องเที่ยว เพื่อทำให้ผู้ซื้อประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) กล้าซื้อประกันมากขึ้น

 

ดร.เอกนิติระบุว่า “การยกเว้นอากรจะช่วยให้คนกล้าซื้อประกัน เพราะโลกทุกวันนี้ความเสี่ยงเยอะขึ้น”

 

สำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รวมถึงความคืบหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ดร.เอกนิติระบุว่าอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดร่วมกับทีมเศรษฐกิจ โดยจะชี้แจงอีกครั้งเมื่อได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ระบุว่าทั้งสองมาตรการยังไม่ได้มีการหารือกันในครม.เศรษฐกิจครั้งนี้

 

ส่วนกรณีเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อการเจรจาการค้ากับทางสหรัฐฯ ด้านดร.เอกนิติ ระบุว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมอบนโยบายให้หารือกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติมองว่า ไทยไม่ใช่ฝ่ายผิด เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดการโจมตีก่อนโดยกล่าวว่า “แต่เราไม่ได้เป็นคนทำผิด วันนี้เขาเป็นคนทำผิดมาโจมตีเราก่อน”

The post คลังชง 3 มาตรการการออมเข้าครม. เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท แต่คนรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ลดหย่อนได้น้อยลงเป็น 0.7 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปมาตรการ ‘ติดโซลาร์บ้าน’ หลังรัฐบาลไฟเขียว ลดหย่อนภาษีคนไทยสูงสุด 2 แสนบาท นาน 3 ปี https://thestandard.co/home-solar-tax-deduction/ Tue, 25 Nov 2025 12:55:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1147534 สรุปมาตรการ ‘ติด โซลาร์บ้าน’ หลังรัฐบาลไฟเขียว ลดหย่อนภาษีคนไทยสูงสุด 2 แสนบาท นาน 3 ปี

ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษี กระตุ้นติดตั้ง Solar Rooftop บ้ […]

The post สรุปมาตรการ ‘ติดโซลาร์บ้าน’ หลังรัฐบาลไฟเขียว ลดหย่อนภาษีคนไทยสูงสุด 2 แสนบาท นาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปมาตรการ ‘ติด โซลาร์บ้าน’ หลังรัฐบาลไฟเขียว ลดหย่อนภาษีคนไทยสูงสุด 2 แสนบาท นาน 3 ปี

ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษี กระตุ้นติดตั้ง Solar Rooftop บ้านอยู่อาศัย ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์พีค (kWp) ดันเม็ดเงินลงทุนภาคพลังงานกว่า 2.4 แสนล้านบาท

 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการภาษีด้านพลังงานชุดใหญ่ที่กระทรวงพลังงานเสนอ ภายใต้นโยบาย ‘Quick Big Win’ โดยมีเป้าหมาย ลดค่าไฟฟ้าประชาชน ส่งเสริมพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 240,000 ล้านบาท

 

ประกอบด้วยมาตรการสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดค่าไฟฟ้ารายเดือน

 

  • เปิดสิทธิให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ Solar Rooftop แบบเชื่อมต่อโครงข่าย (On-grid) ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์พีค (kWp) มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • ต้องเป็นระบบใหม่ ได้รับอนุญาตเชื่อมต่อจากการไฟฟ้า และได้รับใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice
  • คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิกว่า 90,000 ครัวเรือน ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า LNG ถึง 94,000 ตัน
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 0.28 ล้านตันต่อปี พร้อมกับสร้างงานใหม่ในภาคพลังงานสะอาดกว่า 450 อัตรา และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากกว่า 20,250 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ครม.ยังได้อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพพลังงานสูง 5 ดาว อาทิ ปั๊มความร้อน สีทาผนังอาคาร กระจก ตู้เย็นเครื่องปรับอากาศ พัดลมไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน เครื่องซักผ้า

 

โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีถึง 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุน โดยเป็นผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)-40(8) และนิติบุคคลที่ต้องการลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว โดยอุปกรณ์และเครื่องจักรที่เข้าร่วมมาตรการทั้งหมดต้องเป็นของใหม่ ได้รับมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด และต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice เท่านั้น

 

มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้า 30,000 ล้านหน่วยต่อปี ลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้กว่า 110,000 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 15 ล้านตันต่อปี และสร้างการลงทุนใหม่ไม่น้อยกว่า 220,000 ล้านบาท

 

ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพโรงงานและธุรกิจทั่วประเทศ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอุปกรณ์ประหยัดพลังงานให้เติบโตอย่างเป็นระบบ

 

ทั้งนี้ ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้หลังจากที่ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้จนถึง 31 ธันวาคม 2571

 

อรรถพล กล่าวย้ำว่า มาตรการทางภาษีดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการผลักดันประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืน พร้อมสร้างผลประโยชน์โดยตรงให้กับประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าที่ลดลงทันทีในภาคครัวเรือน หรือการลดต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ

 

รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุด ‘เสนา’ เป็นบริษัทอสังหารายแรกและรายเดียวของไทย ได้รับเลือกจาก ‘แม็คนิก้า’ พร้อมทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น นำร่องทดสอบแผงโซลาร์เพอรอฟสไกต์ (Perovskite Solar Cell) นวัตกรรมระดับเปลี่ยนโลกโซลาร์ สู่ประเทศไทย

 

ttb analytics ประเมินว่า ด้วยราคาค่าไฟที่สูง ส่งผลให้ ผู้ประกอบการ ประชาชน หันมาติดโซลาร์ ผลักดันมูลค่าตลาดโซลาร์รูฟทอปในไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 22% นับตั้งแต่ปี 2565–2568 หรือแตะที่ระดับ 6.7 หมื่นล้านบาท จากค่าแผงโซลาร์เซลล์และค่าติดตั้งที่ปรับลดลงจนทำให้ระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นจากเดิมที่คืนทุนในเวลา 9-12 ปี เป็น 6-8 ปีในปัจจุบัน (ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน)

 

ภาพ: Miha Vodlan/Getty image

The post สรุปมาตรการ ‘ติดโซลาร์บ้าน’ หลังรัฐบาลไฟเขียว ลดหย่อนภาษีคนไทยสูงสุด 2 แสนบาท นาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานออฟฟิศ ซื้อลดหย่อนภาษีตัวไหนดี https://thestandard.co/office-worker-tax-deduction-guide/ Thu, 13 Nov 2025 06:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1142887 พนักงานออฟฟิศ ซื้อ ลดหย่อนภาษีตัวไหนดี

สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเรา ที่อาจกำลัง ‘หัวฟู’ กับการเ […]

The post พนักงานออฟฟิศ ซื้อลดหย่อนภาษีตัวไหนดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานออฟฟิศ ซื้อ ลดหย่อนภาษีตัวไหนดี

สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเรา ที่อาจกำลัง ‘หัวฟู’ กับการเคลียร์งานส่งท้ายปี อย่าลืมว่ายังมีอีกหนึ่ง ‘เดดไลน์’ สำคัญรออยู่ นั่นคือโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษี

 

นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องกลับมาตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนทั้งหมด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเซฟเงินที่เราหามาทั้งปี และเปลี่ยนภาระภาษีที่ (อาจจะ) ต้องจ่าย ให้กลายเป็นเงินออมเพื่ออนาคต

 

แต่คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางตัวเลือกที่แสนวุ่นวาย ทั้งประกัน, RMF, ThaiESG และอีกสารพัด พนักงานออฟฟิศแบบเราควรเลือกซื้อตัวไหนให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตที่สุด?

 

ข้อควรรู้ของพนักงานออฟฟิศ ก่อนเลือกซื้อลดหย่อน

 

ความเป็นพนักงานออฟฟิศหรือมนุษย์เงินเดือน มีบริบทเฉพาะที่ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภาษี

 

1. PVD (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) โควต้าแรกที่ต้องนับ

 

จุดนี้สำคัญที่สุด และแตกต่างจากอาชีพอิสระโดยสิ้นเชิง เพราะเงิน PVD ที่เราสะสมในแต่ละปีจะถูกนับรวมอยู่ใน ‘โควต้าเกษียณ 500,000 บาท’ ก่อนที่จะคิดซื้อ RMF หรือประกันบำนาญ ต้องตรวจสอบยอด PVD ปีนี้ก่อนเสมอ ว่าเราใช้โควต้าไปแล้วเท่าไหร่ และเหลือให้ซื้อเพิ่มได้อีกเท่าไหร่

 

2. ทบทวน ‘สวัสดิการที่มี’ ก่อนซื้อประกันเพิ่ม

 

ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่มีทั้ง ‘ประกันสังคม’ และ ‘ประกันสุขภาพกลุ่ม’ ของบริษัทอยู่แล้ว การซื้อประกันสุขภาพส่วนตัวเพื่อลดหย่อนจึงไม่ควรเริ่มจากศูนย์ แต่ควรเป็นการซื้อเพื่อ ‘อุดช่องโหว่’ หรือ Top-up จากสวัสดิการเดิม เช่น เพิ่มค่าห้อง หรือซื้อความคุ้มครองโรคร้ายแรง เพื่อให้ได้ความคุ้มครองเหมาะสมโดยไม่จ่ายเบี้ยซ้ำซ้อน

 

เลือกลดหย่อนตัวไหนดี? ได้ทั้งลดภาษี ได้ทั้งแผนการเงินที่ดี

 

พนักงานออฟฟิศอย่างเรามีตัวช่วยลดหย่อนเด็ดๆ ที่ไม่เพียงช่วยประหยัดภาษี แต่ยังตอบโจทย์ชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย

 

1. ทำประกัน ป้องกันความเสี่ยง

 

หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการเงิน คือการมีเกราะป้องกันความเสี่ยงก่อน หากเจ็บป่วยหนัก เงินเก็บทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา

 

ประกันชีวิต (ทั่วไป/สะสมทรัพย์) และประกันสุขภาพ สามารถใช้สิทธิรวมกันได้สูงสุด 100,000 บาท (โดยส่วนของประกันสุขภาพใช้ได้ไม่เกิน 25,000 บาท)

 

  • ข้อดี: ได้ความคุ้มครองทันที, ประกันชีวิตแบบ 10 ปีขึ้นไปช่วยสร้างวินัยการออม, ประกันสุขภาพช่วยจัดการความเสี่ยงค่ารักษา
  • ข้อควรพิจารณา: เป็นภาระระยะยาว (ประกันชีวิต) หรือเบี้ยประกันอาจเพิ่มขึ้นตามอายุ (ประกันสุขภาพ)

 

เหมาะสำหรับ ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว, ต้องการสร้างวินัยการออม, หรือมีสวัสดิการสุขภาพไม่ครอบคลุม

 

2. RMF: ลงทุนวางแผนเกษียณ

 

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือเครื่องมือวางแผนเกษียณที่ให้เราลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย (หุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ) เพื่อคาดหวังผลตอบแทนระยะยาว

 

RMF สามารถลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งโควต้านี้ต้องนับรวมกับ PVD, กบข., และประกันบำนาญ

 

  • ข้อดี: มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย เหมาะกับทุกระดับความเสี่ยง, มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี และถือครองจนถึงอายุ 55 ปี มีความเสี่ยงจากตลาดลงทุน

 

เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการออมเพื่อเกษียณอย่างจริงจัง มีวินัย และมีช่องว่างในโควต้า 500,000 บาท

 

3. ThaiESG: ลดหย่อนได้ ลงทุนได้

 

น้องใหม่มาแรง ThaiESG (Thailand ESG Fund) คือกองทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม

 

ความพิเศษคือ ThaiESG มีโควต้าลดหย่อนเพิ่มแยกต่างหากอีก 300,000 บาท (สูงสุด 30% ของเงินได้) เหมาะกับผู้ที่ใช้โควต้าเกษียณ 500,000 บาทเต็มแล้ว แลกกับการถือครอง 5 ปีเต็ม

 

  • ข้อดี: เป็นสิทธิลดหย่อนที่ “เพิ่ม” เข้ามา, ได้ลงทุนในธุรกิจไทยแนวยั่งยืน
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องถือครอง 5 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน), เป็นกองทุนใหม่ที่เน้นลงทุนในไทยและมีให้เลือกไม่มาก

 

เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการสิทธิลดหย่อนเพิ่ม หรือผู้ที่ต้องการลงทุนระยะกลางในธุรกิจยั่งยืน

 

4. ประกันบำนาญ (Pension Insurance)

 

เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อ ‘การันตีรายได้หลังเกษียณ’ โดยเฉพาะ ช่วยสร้างวินัยออมระยะยาวและจ่ายผลประโยชน์คืนในรูปเงินบำนาญ

 

เบี้ยประกันลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (ซึ่งถูกนับรวมในโควต้าเกษียณ 500,000 บาท)

 

  • ข้อดี: การันตีผลตอบแทนและกระแสเงินสดแน่นอนหลังเกษียณ ไม่มีความผันผวนเหมือนการลงทุน
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องออมระยะยาวถึงอายุ 55–60 ปี สภาพคล่องต่ำ และผลตอบแทนมักต่ำกว่า RMF

 

เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการความมั่นคงสูง รับความเสี่ยงต่ำ และอยากมีรายได้แน่นอนหลังเกษียณ

 

สิทธิลดหย่อนอื่นๆ ที่ชาวออฟฟิศไม่ควรมองข้าม

 

1. ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย

 

สิทธิประโยชน์ก้อนใหญ่ของคนผ่อนบ้านหรือคอนโดฯ สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงทั้งปีมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท (หากกู้ร่วม ให้แบ่งสิทธิตามสัดส่วน)

 

2. เงินบริจาค

 

การสนับสนุนมูลนิธิ สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลรัฐ สามารถลดหย่อนได้ตามจริง หรือสูงสุด 2 เท่าในกรณีพิเศษ เช่น โรงพยาบาลรัฐ โดยไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น แนะนำให้บริจาคผ่านระบบ e-Donation เพื่อความสะดวกและตรวจสอบได้ง่าย

 

3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ชั่วคราว)

 

ติดตามนโยบายภาครัฐช่วงปลายปี เช่น Easy E-Receipt หรือ เที่ยวดีมีคืน เพื่อเปลี่ยนค่าใช้จ่ายจำเป็นให้กลายเป็นวงเงินลดหย่อนเพิ่มเติม

 

ซื้อลดหย่อนแต่พอดี อย่าซื้อเกินโควต้า

 

การซื้อลดหย่อนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การซื้อให้เต็มทุกโควต้า แต่คือการซื้อเพื่อลด “เงินได้สุทธิ” ให้อยู่ในฐานภาษีที่ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้

 

เป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้ ‘เงินได้สุทธิ’ เหลือไม่เกิน 150,000 บาท เพราะฐานนี้เสียภาษี 0%

 

ตัวอย่าง:

 

เงินเดือน 40,000 บาท (ไม่มีโบนัส)

เงินได้ทั้งปี = 40,000 × 12 = 480,000 บาท

หักลดหย่อนพื้นฐาน (ส่วนตัว + ค่าใช้จ่าย + ประกันสังคม) สมมติ 169,000 บาท

เงินได้สุทธิก่อนลดหย่อนเพิ่ม = 311,000 บาท

 

เพื่อไม่ต้องเสียภาษี เป้าหมายคือทำให้เหลือ 150,000 บาท

ดังนั้น ยอดที่ควรซื้อเพิ่มคือ 161,000 บาท

 

สำหรับพนักงานเงินเดือน 40,000 บาท จึงไม่จำเป็นต้องซื้อ RMF 500,000 + ThaiESG 300,000 + ประกัน 100,000 รวม 900,000 บาท เพราะซื้อเพิ่มเพียง 161,000 บาท ก็เพียงพอให้ไม่ต้องเสียภาษีแล้ว

 

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรคำนวณเงินได้สุทธิของตนเองให้ชัด และสำรวจสิทธิ์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ทางภาษีอย่างคุ้มค่า โดยไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงิน

 

สรุป:

 

การซื้อลดหย่อนภาษีสำหรับพนักงานออฟฟิศ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินไป หากรู้จักวางแผน ตรวจสอบสิทธิ์ และเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ทุกบาทที่จ่ายจะไม่สูญเปล่า แต่กลายเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม

 

ภาพ: Sergiy Trofimov Photography/Getty Images

อ้างอิง:

The post พนักงานออฟฟิศ ซื้อลดหย่อนภาษีตัวไหนดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขทุกข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มัดรวมคำถาม-คำตอบ 22 ข้อ https://thestandard.co/tiew-dee-mee-kuen-faqs/ Mon, 03 Nov 2025 12:44:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1139355 ไขทุกข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มัดรวม คำถาม-คำตอบ 22 ข้อ

รวมข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มาตรการสนับสนุนการ […]

The post ไขทุกข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มัดรวมคำถาม-คำตอบ 22 ข้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขทุกข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มัดรวม คำถาม-คำตอบ 22 ข้อ

รวมข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ประกอบด้วย มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านฝึกอบรม ประชุม และสัมมนาของภาครัฐ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

 


 

รวมคำถามสำหรับ ‘บุคคลธรรมดา’

 

1. โฮมสเตย์ไทยที่เข้าข่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา) คือโฮมสเตย์ไทยใดบ้าง?

 

ตอบ: โฮมสเตย์ตามประกาศกรมการก่องเที่ยว เรื่อง รายชื่อโฮมสเตย์ที่ได้รับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อโฮมสเตย์ได้ที่ https:/www.dot.go.th/news/inform/detail/7918 และโฮมสเตย์นั้นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร

 

2. ร้านอาหารต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พักหรือไม่?

 

ตอบ: เป็นร้านอาหารใดก็ได้ไม่จำกัดว่าต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พัก และไม่จำเป็นต้องมีการพักโรงแรม โฮมสเตย์ หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม จึงสามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหาร การท่องเที่ยวโดยไม่มีการเข้าพักดังกล่าว ก็สามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหารได้เช่นกัน

 

3. ค่าบริการของร้านอาหารคือค่าใช้จ่ายใด?

 

ตอบ: 1. ค่าอาหาร 2. ค่าเครื่องดื่ม 3. ค่าบริการอื่น ๆ ในการใช้บริการของร้านอาหาร เช่น Service Charge

 

4. ผู้มีเงินได้สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวที่สามารถออก e-Tax Invoice ได้จากที่ใด?

 

ตอบ: สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร

 

5. e-Tax Invoice คืออะไร และแตกต่างจากใบคำกับภาษีในรูปแบบกระดาษอย่างไร?

 

ตอบ: e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีอีก

 

6. ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กับระบบการขอใบกำกับภาษี โดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร?

 

ตอบ: แตกต่างกันที่วิธีการจัดทำและการนำส่ง e-Tax Invoice แต่ e-Tax Invoice ที่จัดทำจากทั้ง 2 ระบบสามารถเป็นหลักฐานในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้

 

7. ผู้ประกอบการจดเบียนภาษีมูลเพิ่มสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้อย่างไร

 

ตอบ: ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

 

8. ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ในประเทศ (สำหรับบุคคลธธรรมดา)?

 

ตอบ: หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งรวมถึง e-Tax Invoice by Time Stamp ทั้งนี้ ใบกำกับภาษีต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้มีเงินได้ และต้องมี วัน เดือน ปีที่เข้าพักหรือรับบริการจากร้านอาหารและจังหวัดที่ที่พักหรือร้านอาหารตั้งอยู่

 


 

รวมคำถามสำหรับ ‘มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล’

 

1. ห้องพักและห้องสัมมนาต้องอยู่ที่เดียวกันหรือไม่

 

ตอบ: ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน

 

2. รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาคือรายจ่ายใด

 

ตอบ: ค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดการ ค่าวิทยากร และค่าวัสดอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการอบรมสัมมนา เช่น ค่าเอกสารประกอบการอบรม ค่าจ้างถ่ายเอกสาร ค่าบันทึกภาพและเสียง ค่าจัดทำสื่อที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม เป็นต้น

 

3. ผู้ต้องการใช้สิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้จากที่ใด

 

ตอบ: สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

 

4. e-Tax Invoice และ e-Receipt คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบกระดาษอย่างไร และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) กับระบบการขอทำใบกำกับภาษี โดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

 

ตอบ: e-Tax Invoice และ e-Receipt คือ ใบกำกับภาษีและใบรับที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและใบรับ และไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice และ e-Receipt ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีหรือใบรับอีก

 

5. ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้อย่างไร

 

ตอบ: ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้ที่เว็บโชต์ของกรมสรรพากร ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

 

6. ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

 

ตอบ: หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตร 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากรที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)

 

7. ผู้ใช้สิทธิสามารถขอ e-Tax Invoice และ e-Receipt จากผู้ประกอบการได้อย่างไร

 

ตอบ: หากเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้ออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt จากกรมสรรพากร ผู้ใช้สิทธิสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Tax Invoice เว้นแต่ค่าขนส่งสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Receipt

 

8. ผู้ต้องการใช้สิทธิต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนาหรือไม่

 

ตอบ: ต้องจัดทำโครงการอบรมรมสัมมนา โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบโครงการ

 


 

รวมคำถามสำหรับ ‘มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก’

 

1. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร มีลักษณะอย่างไร

 

ตอบ: ต้องไม่อาจแยกจากอาคารได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้บบสลาย หรือทำให้ให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

 

2. โรงแรมที่สามารถใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มีอะไรบ้าง

 

ตอบ: โรงแรมตามพระราชบัญญัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งหมายถึง สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ เพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคคลอื่นใด โดยมีค่าตอบแทน และแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

 

1.) โรงแรมประเภท 1 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก และมีห้องพักไม่เกิน50 ห้อง

2.) โรงแรมประเภท 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักเกิน 50 ห้องขึ้นไป หรือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร

3.) โรงแรมประเภท 3 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการหรือห้องประชุมสัมมนา

4.) โรงแรมประเภท 4 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการและห้องประชุมสัมสัมมนา

 

3. หากปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ได้มีการจ่ายเงินไปแล้ว จะใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่ อย่างไร

 

ตอบ: ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เนื่องจากต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

 

4. หากจ้างออกแบบปรับปรุงโรงแรมโดยจ่ายเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จและไม่พร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จะสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

 

ตอบ: ไม่สามารถใช้สิทธิได้ อย่างไรก็ดี หากมีการลงทนปรับปรงโรงแรมแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และมีการบันทึกค่าจ้างออกแบบดังกล่าว รวมอยู่ในบูลค่าของทรัพย์สินก็สามารถใช้สิทธิได้

 

5. การซ่อมแซมอาคารสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

 

ตอบ: หากเป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ไม่สามารถใช้สิทธิได้

 

6. หากต้องการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก จะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องใช้หลักฐานใด

 

ตอบ:

 

1.) ต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงินและแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (http://www.rd.go.th) ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

 

2.) ต้องจัดทำรายงานแสดงรายละเอียดของทรัพย์สินที่ใช้สิทธิตามที่อธิบดีกรมสุรรพากร ประกาศกำหนดและเก็บรักษารายงานดังกล่าว รวมทั้งเอกสารประกอบการลงรายการ ในรายงานไว้ ณ สถานประกอบการ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องมีสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง หรือข้อตกลงในลักษณะทำนองเดียวกันรวมอยู่ด้วย

The post ไขทุกข้อสงสัย มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ มัดรวมคำถาม-คำตอบ 22 ข้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะมาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.นี้ https://thestandard.co/thailand-travel-tax-break-policy/ Tue, 21 Oct 2025 08:43:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1133419 เจาะมาตรการ เที่ยวดี มีคืน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค. - 15 ธ.ค.นี้

รัฐบาลอัด 5 มาตรการท่องเที่ยว เร่งเครื่องก่อนช่วงไฮซีซั […]

The post เจาะมาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะมาตรการ เที่ยวดี มีคืน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค. - 15 ธ.ค.นี้

รัฐบาลอัด 5 มาตรการท่องเที่ยว เร่งเครื่องก่อนช่วงไฮซีซั่น ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านฝึกอบรม ประชุม และสัมมนาของภาครัฐ ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

 

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคาดหวังว่า มาตรการต่างๆ นี้จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569

 

1. มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สูงสุด 3 หมื่นบาท

 

มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา โดยบุคคลธรรมดาสามารถลดหย่อนค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารได้ ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น

  • 10,000 บาทแรก ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบกระดาษ/ e-Tax Invoice
  • 10,000 บาทถัดไป ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น

 

เงื่อนไขการลดหย่อน สำหรับเมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง:

  • เมืองรองได้ 1.5 เท่า

 

(หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท)

  • นอกจากเมืองรองได้ 1 เท่า

 

(หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท)

 

ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

 

ผู้ใช้สิทธิ: บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

 

ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้: ค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย และค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารตามจำนวนที่จ่ายจริงให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

2. ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสำหรับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

 

มาตรการภาษีสำหรับ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถลดหย่อนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

 

ระยะเวลาโครงการ : เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

 

ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

 

เงื่อนไข เมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง :

  • เมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 2 เท่า
  • นอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 1.5 เท่า

 

หมายเหตุ: ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น เว้นค่าขนส่ง แต่ต้องมี e-Receipt

 

ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้ :

  • รายจ่ายสำหรับการจัดสัมมนา ประกอบด้วย รายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว
  • กรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่งๆ เกิดขึ้นในท้องที่เมืองรองและเมืองอื่นต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใด และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

 

3. เร่งรัดเบิกจ่าย ค่าใช้จ่ายภาครัฐฯ ด้านการฝึกอบรม (Front Load)

 

มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. โดยให้พิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

 

โดยกำหนดให้เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา

 

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท.

 

ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

 

หมายเหตุ: กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

 

พร้อมขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป

 

4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

 

มาตรการหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

 

ระยะเวลา : 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

 

ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม

 

หมายเหตุ : สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย
(1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
(2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

 

ทั้งนี้ ให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

 

5. ลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง-หย่อนใจ

 

มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี

 

ระยะเวลา : 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569

 

ผู้ใช้สิทธิ : กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น

 

ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับ

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

 

เช็ค! รายชื่อ 55 จังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง

  • ภาคเหนือ – เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่, ลำปาง, ลำพูน, อุตรดิตถ์, แม่ฮ่องสอน
  • ภาคตะวันตก – ตาก, ราชบุรี
  • ภาคกลาง – กำแพงเพชร, ชัยนาท, นครนายก, นครสวรรค์, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, ลพบุรี, สมุทรสงคราม, สิงห์บุรี, สุโขทัย, สุพรรณบุรี, อ่างทอง, อุทัยธานี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, นครพนม, บุรีรัมย์, บึงกาฬ, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สุรินทร์, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุดรธานี, อุบลราชธานี, เลย
  • ภาคตะวันออก – จันทบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, สระแก้ว
  • ภาคใต้ – ชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ระนอง, สตูล, ยะลา

 

เช็ค! รายชื่อพื้นที่บางอำเภอใน 15 จังหวัด

  • กระบี่ – อำเภอเขาพนม, อำเภอปลายพระยา, อำเภอลำทับ
  • กาญจนบุรี – อำเภอด่านมะขามเตี้ย, อำเภอท่าม่วง, อำเภอท่ามะกา, อำเภอบ่อพลอย, อำเภอพนมทวน, อำเภอเลาขวัญ, อำเภอหนองปรือ, อำเภอห้วยกระเจา
  • ขอนแก่น – อำเภอกระนวน, อำเภอเขาสวนกวาง, อำเภอโคกโพธิ์ไชย, อำเภอชนบท, อำเภอชุมแพ, อำเภอซำสูง, อำเภอน้ำพอง, อำเภอโนนศิลา, อำเภอบ้านไผ่, อำเภอบ้านฝาง, อำเภอบ้านแฮด, อำเภอเปือยน้อย, อำเภอพระยืน, อำเภอพล, อำเภอภูผาม่าน, อำเภอภูเวียง, อำเภอมัญจาคีรี, อำเภอเวียงเก่า, อำเภอแวงน้อย, อำเภอแวงใหญ่, อำเภอสีชมพู, อำเภอหนองนาคำ, อำเภอหนองเรือ, อำเภอหนองสองห้อง, อำเภออุบลรัตน์,
  • ฉะเชิงเทรา – อำเภอคลองเขื่อน, อำเภอท่าตะเกียบ, อำเภอบางน้ำเปรี้ยว,อำเภอแปลงยาว, อำเภอราชสาส์น, อำเภอสนามชัยเขต,
  • ชลบุรี – อำเภอเกาะจันทร์, อำเภอบ่อทอง, อำเภอบ้านบึง, อำเภอพนัสนิคม, อำเภอพานทอง, อำเภอหนองใหญ่,
  • เชียงใหม่ – อำเภอกัลยาณิวัฒนา, อำเภอไชยปราการ, อำเภอดอยเต่า, อำเภอดอยสะเก็ด, อำเภอดอยหล่อ, อำเภอพร้าว, อำเภอแม่แจ่ม, อำเภอแม่แตง, อำเภอแม่วาง, อำเภอแม่อาย, อำเภอเวียงแหง, อำเภอสะเมิง, อำเภอสันทราย, อำเภอสันป่าตอง, อำเภอสารภี, อำเภออมก๋อย, อำเภอฮอด,
  • นครราชสีมา – อำเภอแก้งสนามนาง, อำเภอขามทะเลสอ, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอคง, อำเภอครบุรี, อำเภอจักราช, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอชุมพวง, อำเภอโชคชัย, อำเภอด่านขุนทด, อำเภอเทพารักษ์, อำเภอโนนแดง, อำเภอโนนไทย, อำเภอโนนสูง, อำเภอบัวลาย, อำเภอบัวใหญ่, อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอประทาย, อำเภอปักธงชัย, อำเภอพระทองคำ, อำเภอพิมาย, อำเภอเมืองยาง, อำเภอลำทะเมนชัย, อำเภอวังน้ำเขียว, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอสีดา, อำเภอสูงเนิน, อำเภอเสิงสาง, อำเภอหนองบุญมาก, อำเภอห้วยแถลง,
  • ประจวบคีรีขันธ์ – อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์, อำเภอกุยบุรี, อำเภอทับสะแก, อำเภอบางสะพาน, อำเภอบางสะพานน้อย,
  • พระนครศรีอยุธยา – อำเภอท่าเรือ, อำเภอนครหลวง, อำเภอบางซ้าย, อำเภอบางบาล, อำเภอบางปะหัน, อำเภอบ้านแพรก, อำเภอผักไห่, อำเภอภาชี, อำเภอมหาราช, อำเภอลาดบัวหลวง, อำเภอวังน้อย, อำเภอเสนา, อำเภออุทัย,
  • พังงา – อำเภอเมืองพังงา, อำเภอกะปง, อำเภอคุระบุรี, อำเภอทับปุด, อำเภอท้ายเหมือง, อำเภอเกาะยาว, อำเภอตะกั่วทุ่ง
  • เพชรบุรี – อำเภอบ้านลาด, อำเภอหนองหญ้าปล้อง
  • ระยอง – อำเภอเขาชะเมา, อำเภอนิคมพัฒนา, อำเภอบ้านค่าย, อำเภอบ้านฉาง, อำเภอปลวกแดง, อำเภอวังจันทร์
  • สงขลา – อำเภอเมืองสงขลา, อำเภอกระแสสินธุ์, อำเภอคลองหอยโข่ง, อำเภอควนเนียง, อำเภอจะนะ, อำเภอเทพา, อำเภอนาทวี, อำเภอนาหม่อม, อำเภอบางกล่ำ, อำเภอระโนด, อำเภอรัตภูมิ, อำเภอสทิงพระ, อำเภอสะเดา, อำเภอสะบ้าย้อย, อำเภอสิงหนคร
  • สระบุรี – อำเภอแก่งคอย, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอดอนพุด, อำเภอบ้านหมอ, อำเภอวังม่วง, อำเภอวิหารแดง, อำเภอหนองแค, อำเภอหนองแซง, อำเภอหนองโดน
  • สุราษฎร์ธานี – อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี, อำเภอกาญจนดิษฐ์, อำเภอคีรีรัฐนิคม, อำเภอเคียนซา, อำเภอชัยบุรี, อำเภอไชยา, อำเภอดอนสัก, อำเภอท่าฉาง, อำเภอท่าชนะ, อำเภอบ้านนาเดิม, อำเภอบ้านนาสาร, อำเภอพระแสง, อำเภอพุนพิน, อำเภอวิภาวดี, อำเภอเวียงสระ

The post เจาะมาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูประบบภาษี! ‘ดร.เอกนิติ’ รมว.คลังเร่งทบทวน สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้-มาตรการยกเว้นภาษี หวังเพิ่มรายได้ภาครัฐ https://thestandard.co/income-tax-deduction-review-thailand/ Thu, 09 Oct 2025 08:04:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1128565 ปฏิรูประบบภาษี

‘ดร.เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประกาศเตรียมทบทวน ‘สิ […]

The post ปฏิรูประบบภาษี! ‘ดร.เอกนิติ’ รมว.คลังเร่งทบทวน สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้-มาตรการยกเว้นภาษี หวังเพิ่มรายได้ภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูประบบภาษี

‘ดร.เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประกาศเตรียมทบทวน ‘สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้’ และ ‘มาตรการยกเว้นภาษีต่างๆ’ พร้อมเร่งนำดิจิทัลมาใช้เพื่อขยายฐานภาษี หวังเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐในระดับที่ ‘มากพอสมควร’

 

วันนี้ (9 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมทบทวนสิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ต่างๆ รวมทั้งทบทวนมาตรการยกเว้นภาษีต่างๆ ที่กระทรวงการคลังเคยประกาศไว้ในอดีต รวมถึงการนำดิจิทัลมาใช้เพื่อขยายฐานภาษีในประเทศ

 

“ทุกวันนี้ การลดหย่อนเรา ‘สะเปะสะปะ’ และไม่มีกรอบที่ชัดเจน ดังนั้นจึงเตรียมกำหนดเพดานใหม่ (Ceiling) ว่าแต่ละปีจะมีเพดานอยู่ที่เท่าไหร่” ดร.เอกนิติกล่าว ในงาน Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap ซึ่งจัดโดยบริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

 

โดยการทบทวนครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปรับปรุงกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ท่ามกลางแรงกดดันด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติงระดับโลก 2 แห่งอย่าง Moody’s และ Fitch Ratings เพิ่งปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงจากเสถียรภาพ เป็นเชิงลบ

 

รองนายกฯ และรมว.คลัง ยังยืนยันว่า แผนการปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) นี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการแก้พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) และกฎกระทรวงเท่านั้นเป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีนี้ ซึ่งต้องแก้แค่ประมวลรัษฎากรเท่านั้น

 

ดร.เอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังเตรียมเผยรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจนในเดือนพฤศจิกายนนี้ เนื่องจากปัจจุบันกำลังตั้งทีมศึกษาอยู่ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่า แผนการต่างๆ จะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐได้มากพอสมควร

 

คลังจัดเก็บรายได้ 11 เดือนแรกต่ำเป้า

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของกระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) โดยระบุว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 2,504,140 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.9% ‘แต่ต่ำกว่าประมาณการ 1.3%’ เนื่องมาจากภาษีรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ จากมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และปริมาณรถยนต์ที่ชำระภาษีต่ำกว่าที่ประมาณการไว้

 

นอกจากนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการจากการใช้สิทธิประโยชน์จากเขตปลอดอากรเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างไรก็ดี การจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่นและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ โดยกระทรวงการคลังได้มีการติดตาม

การจัดเก็บรายได้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารรายได้ให้เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้มั่นคง

 

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอการทบทวน ‘ทั้งสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้และมาตรการยกเว้นภาษี’ เป็นสิ่งที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องบ่อยครั้ง รวมถึง รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 15 ปีระหว่าง (ปี 2548 และ 2563) รายการสิทธิลดหย่อนภาษีในแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 90 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ‘เพิ่มขึ้นอย่างมาก’

 

The post ปฏิรูประบบภาษี! ‘ดร.เอกนิติ’ รมว.คลังเร่งทบทวน สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้-มาตรการยกเว้นภาษี หวังเพิ่มรายได้ภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อรรถพล’ กางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน ลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ ไม่ขึ้นค่าไฟ-ลดราคาน้ำมัน https://thestandard.co/attaphol-freeze-energy-price-quick-big-win/ Wed, 08 Oct 2025 11:40:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1128222 attaphol-freeze-energy-price-quick-big-win

‘อรรถพล’ ฟรีซราคาพลังงาน ย้ำไม่ขึ้นราคาไปอีก 4 เดือน เด […]

The post ‘อรรถพล’ กางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน ลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ ไม่ขึ้นค่าไฟ-ลดราคาน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
attaphol-freeze-energy-price-quick-big-win

‘อรรถพล’ ฟรีซราคาพลังงาน ย้ำไม่ขึ้นราคาไปอีก 4 เดือน เดินหน้านโยบาย Quick Big Win เต็มสูบ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 700,000 ล้านบาท

 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยนโยบายพลังงานว่า ในช่วง 4 เดือนนับจากนี้ จะเร่งผลักดันนโยบาย ‘Quick Big Win’ ด้านพลังงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยคาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับด้านนโยบายพลังงานจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 700,000 ล้านบาท เกิดการสร้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สู่เป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นในปี 2593 จากปี 2608

 

“สบายใจได้เลยว่า ค่าไฟงวดเดือนม.ค. -เม.ย. 2569 ยืนยันไม่สูงกว่างวดปัจจุบันที่ประชาชนจ่ายอยู่ที่ 3. 94 บาทต่อหน่วย แต่จะลดค่าไฟได้มากกว่านี้หรือไม่ คงต้องหาแนวทาง ซึ่งก็พยายามจะหาโอกาสในการลดลงกว่านี้ ต้องติดตามดูสถานการณ์โลก และเงื่อนไขสัญญาต่างๆ ส่วนราคาน้ำมันดีเซล กระทรวงพลังงานยืนยันตรึงอยู่ในเพดานไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร รวมถึงเบนซินตลอดช่วงที่ยังทำงานอยู่ในตำแหน่งนี้ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก ก็พยายามจะหาวิธีปรับลดลงอีก ขอให้มั่นใจได้ว่าเงินที่รัฐบาลใส่ไปในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จะไม่ถูกดูดกลับด้วยค่าเชื้อเพลิงพลังงานแน่นอน” อรรถพล กล่าว

 

สำหรับนโยบายด้านพลังงาน ภาคประชาชน จะผลักดันโครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อชุมชน ช่วยลดค่าไฟในชุมชน คาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ภายในเดือนพ.ย.2568 เกิดการสร้างงาน 1,600 ตำแหน่ง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ 30,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0. 80 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ตั้งเป้าหมาย 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 50 ระบบ วงเงิน 536 ล้านบาท กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 1,150 ระบบ วงเงิน 11,960 ล้านบาท กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ ตั้งเป้าหมายลดค่าพลังงาน 1,500 บาทต่อไร่ต่อปี คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 12,500 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0. 06 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

การเร่งรัดมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ แต่ไม่เกินจริง 200,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน เริ่มดำเนินการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้ากว่า 585 ล้านหน่วยต่อปี เกิดการสร้างงานกว่า 450 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0. 28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

โครงการโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ จากเขื่อนภูมิพล 778 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ 770 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ 90 เมกะวัตต์ คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 53,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0. 82 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

นโยบายด้านพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม จะทำสัญญาซื้อขายพลังงานโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงานโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) 2,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งจะเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาร่างหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการ TPA ภายในเดือนพ.ย. นี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 2,600 เมกะวัตต์ เกิดการสร้างงานกว่า 3,094 ตำแหน่ง คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ 65,000 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 1. 66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งการพัฒนาระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าด้วยกรอบงบประมาณเดิม สามารถรองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าได้ 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจังหวัดชลบุรี 650 เมกะวัตต์ ระยอง 150 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย ที่ต้องการไฟฟ้าประมาณ 3,817. 5 เมกะวัตต์ ในปี 2580 คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปี 2568-2570 ประมาณ 1,380 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ในปี 2580

 

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไกกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานได้ 10 ktoe ต่อปี คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 800 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0 03 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

 

สำหรับการสร้างความยั่งยืนระยะยาว รองรับ Net Zero ปี 2593 จะผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 1.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) จะทบทวนรายละเอียดให้ตอบโจทย์กับเป้าหมายใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และนโยบายพลังงาน เช่น พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน

 

การพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) นำร่องในแหล่งอาทิตย์ เริ่มการเก็บคาร์บอนในปี 2571 ปริมาณการกักเก็บตลอดโครงการรวม 8 ล้านตันคาร์บอน และแหล่งอ่าวไทยตอนบน เริ่มการเก็บคาร์บอนในปี 2577 ปริมาณการกักเก็บตลอดโครงการ 225 ล้านตันคาร์บอน รวมสามารถกักเก็บคาร์บอนได้กว่า 230 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี เกิดการสร้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ 540,000 ล้านบาท ลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 6.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

The post ‘อรรถพล’ กางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน ลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ ไม่ขึ้นค่าไฟ-ลดราคาน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี ไม่ต้องรอสิ้นปี แนะกลยุทธ์ RMF vs. Thai ESG เลือกซื้อแบบไหนให้คุ้ม https://thestandard.co/tax-saving-rmf-thai-esg/ Wed, 08 Oct 2025 00:54:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1127878 ลดหย่อนภาษี

ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นักลงทุนหลายคนเริ่มมองหาช่องทางก […]

The post โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี ไม่ต้องรอสิ้นปี แนะกลยุทธ์ RMF vs. Thai ESG เลือกซื้อแบบไหนให้คุ้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดหย่อนภาษี

ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นักลงทุนหลายคนเริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ แม้ว่าการวางแผนลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุดควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มวางแผนในช่วงปลายปี

 

ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า การบริหารจัดการภาษีเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้ประจำ ส่วนเรื่องจังหวะเวลาในการลงทุนนั้น แนะนำว่า เราสามารถทยอยลงทุนได้ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถจับจังหวะเวลาการขึ้นลงของตลาดได้อย่างแม่นยำ

 

แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว นักลงทุนก็ยังสามารถเริ่มลงทุนได้ทัน โดยใช้วิธี “ทยอยลงทุน” ซึ่งการทยอยลงทุนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่เรียกว่า Market Timing Risk และช่วยลดความเสี่ยงด้าน Operational Risk หากรอซื้อในช่วงวันสุดท้ายของปี

 

เปรียบเทียบ RMF กับ Thai ESG กองทุนลดหย่อนภาษีหลักในปัจจุบัน

 

ดร. รัฐศรัณย์ ได้อธิบายถึงกองทุนลดหย่อนภาษีที่นักลงทุนสามารถใช้ได้ในปัจจุบัน คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) โดยทั้งสองกองทุนนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านวัตถุประสงค์และเงื่อนไข

 

สำหรับ RMF ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเกษียณโดยเฉพาะ เนื่องจากรัฐบาลมองว่าบางคนอาจมีเงินเกษียณไม่เพียงพอ ด้วยวัตถุประสงค์นี้ RMF จึงกำหนดเงื่อนไขการถือครองที่เข้มงวด คือ ต้องถือไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถขายคืนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย ตั้งแต่หุ้นโลก ตราสารหนี้ ไปจนถึงทองคำ

 

อย่างไรก็ตาม กองทุนประเภทนี้จะไม่มีการปันผล เพื่อให้เงินเติบโตอย่างเต็มที่สำหรับการเกษียณ นอกจากนี้ RMF ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี โดยเว้นได้ไม่เกิน 1 ปี และนักลงทุนมักใช้กลยุทธ์ลงทุนเพียง 1 บาท เพื่อรักษาสิทธิ์ไว้ได้

 

ส่วน Thai ESG ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกมาใหม่ มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยที่เน้นความยั่งยืน (ESG) Thai ESG กำหนดให้ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยที่เน้น ESG ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ในแง่ของการถือครองนั้น กำหนดไว้ที่ 5 ปีขึ้นไป โดยนับแบบวันชนวัน แต่มีความยืดหยุ่นกว่า RMF คือ ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี และกองทุนประเภทนี้อาจมีการปันผลได้

 

มิติของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก

 

สำหรับ RMF นั้น เงินลงทุนสูงสุดที่ใช้ลดหย่อนได้คือ ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท แต่วงเงิน 500,000 บาทนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกับสิทธิลดหย่อนอื่น ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) กบข. หรือเบี้ยประกันบำนาญ

 

ในขณะที่ Thai ESG นั้น เป็นก้อนที่แยกออกมาจากวงเงิน 500,000 บาทของ RMF/สิทธิอื่น ๆ อย่างชัดเจน Thai ESG สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน โดยมีวงเงินสูงสุดถึง 300,000 บาท ซึ่งสิทธินี้จะให้เต็มจำนวนนี้ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 และหลังจากนั้น (ปี 2570–2575) วงเงินสูงสุดจะเหลือเพียง 100,000 บาท

 

ดังนั้น การลงทุนใน Thai ESG ในช่วงปีนี้และปีหน้าจะได้รับสิทธิลดหย่อนเต็มที่ 300,000 บาท ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก Thai ESG มีระยะเวลาการรับสิทธิ์ลดหย่อนตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2575

 

InnovestX ได้คัดเลือกกองทุนแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีในไตรมาส 4

 

1. กองทุน RMF

 

InnovestX ได้คัดสรรกองทุน RMF มาหลากหลายประเภท เช่น กองทุนหุ้นโลก/สหรัฐฯ ได้แก่ KKP PG RMF-H, KUS 500X RMF, และ B-INNOTECH RMF นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่เน้นเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม คือ Principal VNEQ RMF หรือสำหรับนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัย InnovestX แนะนำ KKP INF และ UOB GMF-H

 

Top Pick สำหรับ RMF คือ KUS 500X RMF เนื่องจาก InnovestX มองเห็นศักยภาพของหุ้นสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว

 

2. กองทุน Thai ESG

 

Thai ESG เน้นการสนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ไทย ที่เน้น ESG กองทุนแนะนำได้แก่ KTNZ Thai ESG เน้นหุ้นไทยขนาดใหญ่ใน SET 100 ที่มีการตั้งเป้า Net Zero, KKP GB Thai ESG เน้นตราสารหนี้ภาครัฐบาลไทย, และ SCBTM เป็นกองทุนผสมไทยยั่งยืน ลงทุนเชิงรุก มีความยืดหยุ่นระหว่างหุ้นและตราสารหนี้

 

Top Pick สำหรับ Thai ESG คือ KKP GB Thai ESG ดร. รัฐศรัณย์ชี้ว่า การเลือกกองทุนตราสารหนี้สำหรับ Thai ESG จะช่วยในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอให้สมดุล หากนักลงทุนเลือกลงทุน RMF ในรูปแบบหุ้น นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ที่แนะนำยังมีค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่ค่อนข้างต่ำ

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสะดวกในการลงทุนก้อนใหญ่ InnovestX ได้เพิ่มความสะดวกในการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีโดย สามารถใช้บัตรเครดิตตัดซื้อได้ การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตช่วยให้นักลงทุนสามารถสะสมแต้มบัตรเครดิตได้

 

แนะนำอย่ารอซื้อวันสุดท้าย

 

ดร. รัฐศรัณย์ แนะนำนักลงทุนอย่างชัดเจนว่า ไม่ควรซื้อกองทุนในช่วงวันสุดท้ายหรือสัปดาห์สุดท้ายของปี แม้ว่าจะเป็นวันทำการสุดท้ายตามกำหนด แต่ในทางปฏิบัติอาจมีความเสี่ยงที่ธุรกรรมจะเกิดข้อผิดพลาดหรือหลุดสิทธิ์ได้ จึงควรใช้กลยุทธ์การทยอยซื้อตั้งแต่วันนี้ โดยอาจแบ่งเงินลงทุนออกเป็นหลายงวด เช่น แบ่งซื้อทุกวันที่ 7 ของเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เพื่อลดความเสี่ยงทั้งด้านตลาด (Market Timing) และด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

 

ภาพ: maybeiii / Shutterstock

The post โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี ไม่ต้องรอสิ้นปี แนะกลยุทธ์ RMF vs. Thai ESG เลือกซื้อแบบไหนให้คุ้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริจาคอย่างไร ได้ทั้งบุญและได้ลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/donation-tax-deduction/ Sun, 21 Sep 2025 04:05:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1118392 คู่มือการบริจาคลดหย่อนภาษี ทำบุญและช่วยสังคม พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี

การทำบุญเป็นสิ่งหนึ่งที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แ […]

The post บริจาคอย่างไร ได้ทั้งบุญและได้ลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่มือการบริจาคลดหย่อนภาษี ทำบุญและช่วยสังคม พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี

การทำบุญเป็นสิ่งหนึ่งที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ ว่าการบริจาคไม่ได้ให้แค่ความสุขทางใจเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย 

 

การบริจาคที่ถูกต้องตามกฎหมายนอกจากจะได้ทำบุญกับองค์กรที่เราศรัทธา พร้อมกับประหยัดเงินในกระเป๋าไปพร้อมๆ กัน วันนี้มีคู่มือสำหรับผู้ใจบุญว่าบริจาคแบบไหนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้บ้าง

 

1. การบริจาคเพื่อการศึกษา

 

การสนับสนุนการศึกษาเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยพัฒนาประเทศในระยะยาว การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กับโรงเรียน, มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้อง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังจากหักค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว

 

ตัวอย่าง ถ้าบริจาคเงิน 10,000 บาท ให้กับโรงเรียน สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 20,000 บาท

 

2. การบริจาคเพื่อโรงพยาบาลและสถานพยาบาลของรัฐ

 

การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี การบริจาคให้กับโรงพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ

 

ตัวอย่าง หากบริจาค 5,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลของรัฐ สามารถลดหย่อนได้ 10,000 บาท

 

3. การบริจาคให้แก่องค์กรสาธารณกุศล

 

องค์กรสาธารณกุศลเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ เช่น วัดวาอาราม, การช่วยเหลือผู้ประสบภัย, การดูแลเด็กกำพร้า, หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริจาคให้กับองค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนด สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ

 

เราสามารถตรวจสอบรายชื่อองค์กรที่ได้รับการประกาศจากกรมสรรพากรได้ เพื่อให้แน่ใจว่าการบริจาคของเราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จริง

 

4. การบริจาคให้แก่พรรคการเมือง

 

การบริจาคให้แก่พรรคการเมืองถือเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ การบริจาคเงินให้พรรคการเมืองสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี

 

วิธีการลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาค

 

1. เตรียมหลักฐานการบริจาค

 

หลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ ใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบอนุโมทนาบัตร ที่ระบุข้อมูลสำคัญดังนี้:

 

  • ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ของผู้บริจาค (ต้องเป็นชื่อเดียวกับผู้ที่ยื่นลดหย่อน)
  • วันที่บริจาค
  • จำนวนเงินที่บริจาค
  • ชื่อและที่อยู่ของหน่วยงานที่รับบริจาค

 

ข้อควรระวัง: สำหรับการบริจาคให้วัดตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ควรบริจาคผ่าน ระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร เพื่อความสะดวกและเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง

 

2. กรอกข้อมูลการลดหย่อนในแบบแสดงรายการภาษี

 

เมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปี (ช่วงต้นปี) ให้เรานำหลักฐานการบริจาคมาใช้ในการกรอกข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) ในช่องที่กำหนดสำหรับเงินบริจาค

 

3. เก็บหลักฐานไว้เพื่อตรวจสอบ

 

แม้จะยื่นภาษีออนไลน์ เราก็ควรเก็บหลักฐานการบริจาคที่เป็นกระดาษไว้ อย่างน้อย 5 ปี เผื่อกรณีที่กรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภายหลัง (ยกเว้นการบริจาคผ่านระบบ e-Donation ที่ข้อมูลจะถูกส่งตรงไปที่กรมสรรพากรแล้ว)

 

ลดหย่อนบุพการี ทำบุญกับพระในบ้าน

 

นอกจาคการบริจาคให้กับสังคมแล้ว การดูแลคนในครอบครัวก็ได้สิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีเหมือนกัน โดยลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท หากดูแลทั้งพ่อและแม่ สามารถลดหย่อนได้รวม 60,000 บาท

 

โดยพ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมี รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีภาษี และ ต้องเป็นพ่อแม่แท้ๆ หรือพ่อแม่ของคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสคนนั้นต้องไม่มีรายได้ในปีภาษีที่ยื่นลดหย่อน

 

นอกจากนี้ พ่อแม่หนึ่งคนจะสามารถลดหย่อนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่สามารถแบ่งกันใช้ได้ เช่น หากพี่ชายใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้พ่อแล้ว น้องสาวจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้พ่อซ้ำได้อีก

 

เป็นคนใจบุญ ประหยัดภาษีได้แค่ไหน

 

สมมติว่า เราเป็นพนักงานเงินเดือนทั่วไปไม่มีรายได้เสริม มีหักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และ ลดหย่อนเบี้ยประกันสังคม 9,000 บาท และ เพิ่มการลดหย่อนจากการบริจาคและการดูแลบุพการี

 

  • บริจาค: 20,000 บาท (สมมติว่าเป็นเงินบริจาควัดทั่วไป)
  • อุปการะพ่อแม่: 60,000 บาท (ดูแลทั้งพ่อและแม่)

 

 

ในฐานเงินเดือนที่ต่างกัน ผลลัพธ์การลดหย่อนภาษีก็ต่างกันออกไป

 

  • เงินเดือน 20,000 บาท: เงินได้สุทธิยังอยู่ในขั้นยกเว้นภาษี (ไม่เกิน 150,000 บาท) แม้จะมีการลดหย่อนพิเศษก็ไม่ได้ทำให้ประหยัดภาษีเพิ่มขึ้น
  • เงินเดือน 30,000 บาท: ฐานภาษีอยู่ที่ 5% การลดหย่อนพิเศษช่วยให้เงินได้สุทธิลดลงจนเข้าสู่ขั้นยกเว้นภาษี ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเลย
  • เงินเดือน 50,000 บาท: ฐานภาษีอยู่ที่ 10% การลดหย่อนพิเศษช่วยลดเงินได้สุทธิลงมาช่วยประหยัดภาษีได้ถึง 8,000 บาท
  • เงินเดือน 100,000 บาท: ฐานภาษีอยู่ที่ 25% การลดหย่อนพิเศษช่วยลดเงินได้สุทธิลงมาอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่า (20%) และช่วยประหยัดภาษีได้ 17,500 บาท

 

การบริจาคที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทุกคนที่ต้องการทำความดีและช่วยพัฒนาสังคมไปพร้อมๆ กับการวางแผนภาษีอย่างชาญฉลาด แต่อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนยื่นภาษี เพื่อให้การทำบุญของเราเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ประโยชน์สูงสุด

 

ภาพ: B4LLS/Getty Images 

อ้างอิง:

The post บริจาคอย่างไร ได้ทั้งบุญและได้ลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติเพิ่มลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อ-ขาย ‘งานศิลปะ’ คาดดันตลาดโตอีกกว่า 100 ล้านบาทต่อปี https://thestandard.co/govt-tax-measures-art/ Tue, 19 Aug 2025 10:46:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1108981 govt-tax-measures-art

ครม. อนุมัติ ลดหย่อนงานศิลปะทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขาย ลดหย่อนผ […]

The post ครม. อนุมัติเพิ่มลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อ-ขาย ‘งานศิลปะ’ คาดดันตลาดโตอีกกว่า 100 ล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
govt-tax-measures-art

ครม. อนุมัติ ลดหย่อนงานศิลปะทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขาย ลดหย่อนผู้ซื้อไม่เกิน 100,000 บาท เอื้อศิลปินหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 60% หนุนส่งเสริม Soft Power ไทยไปสู่โลก คาดช่วยตลาดโตอีกไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

 

วันนี้ (19 สิงหาคม) คณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) มีมติ อนุมัติหลักการร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ตามที่กรมสรรพากรจากกระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอ

  

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริม Soft Power ของประเทศ กระทรวงการคลังได้สนองนโยบายดังกล่าวด้วยการนำเสนอมาตรการภาษี 2 มาตรการดังนี้

  

มาตรการแรก มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทในแต่ละปีภาษี สำหรับการซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 

 

โดยต้องซื้อจากศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ศิลปินศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ หรือศิลปินที่ได้ขึ้นทะเบียนศิลปินกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือซื้อจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่จำหน่ายงานศิลปะหรือจัดประมูลงานศิลปะ เฉพาะงานศิลปะที่จัดทำหรือสร้างสรรค์โดยศิลปินข้างต้น 

 

ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปหรือใบรับ พร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดงานศิลปะ

  

มาตรการที่สอง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ให้ศิลปินผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากรที่เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระประณีตศิลปกรรม หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เพิ่มขึ้น จาก 30% เป็น 60% ตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไปเป็นการถาวร โดยไม่กำหนดประเภทศิลปิน

 

ทั้งนี้ จุลพันธ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะจะช่วยให้การซื้อขายงานศิลปะในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท ส่งเสริมให้ศิลปินผลิตงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น และผลักดันให้มีการจัดแสดงงานศิลปะระดับประเทศและระดับนานาชาติในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย 

 

ขณะที่มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะจะช่วยบรรเทาภาระภาษีและสร้างแรงจูงใจให้ศิลปินผลิตงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยรวมแล้วการออกมาตรการภาษีทั้ง 2 มาตรการนี้จะทำให้ประเทศไทยมี Soft Power ด้านศิลปะในระดับโลก

The post ครม. อนุมัติเพิ่มลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อ-ขาย ‘งานศิลปะ’ คาดดันตลาดโตอีกกว่า 100 ล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569 https://thestandard.co/donation-tax-deduction-e-donation-2026/ Mon, 18 Aug 2025 04:56:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1108357 ภาพแสดงการบริจาคเงินผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร

วันนี้ (18 สิงหาคม) ปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ไ […]

The post บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการบริจาคเงินผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร

วันนี้ (18 สิงหาคม) ปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ได้ส่งหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง การพัฒนาวิธีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคให้แก่วัดวาอาราม โดยให้ใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร 

 

ใจความหนังสือระบุว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อยกระดับบริการภาครัฐให้ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้น 

 

กรมสรรพากรในฐานะหน่วยงานที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้บริจาคให้แก่วัดวาอาราม จึงจะดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคแก่ วัดวาอาราม, มูลนิธิ, สมาคม, กองทุน และองค์กรที่ได้รับการประกาศโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เป็นองค์กรหรือสถานสาธารณกุศล สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานการบริจาคที่เป็นกระดาษ และได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้น เพื่อลดภาระการจัดทำและเก็บหลักฐานการรับบริจาคสำหรับหน่วยรับบริจาค และส่งเสริมความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของหน่วยรับบริจาค

 

การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดให้การบริจาคให้แก่ วัดวาอาราม, มูลนิธิ, สมาคม, กองทุน และองค์กรต่าง ๆ ที่ผู้บริจาคได้รับสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคหรือหักรายจ่ายการบริจาค ต้องใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากรเท่านั้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

 

เพื่อสนับสนุนการพระศาสนาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคหรือหักรายจ่ายการบริจาคได้ กรมสรรพากรจึงขอความร่วมมือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการประชาสัมพันธ์ไปยังวัดทุกแห่งที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 

 

หากวัดใดยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ขอได้โปรดดำเนินการดังนี้

 

  1. การตรวจสอบข้อมูลการมีเลขประจำตัวหน่วยรับบริจาคและลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานระบบ e-Donation

 

สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) โดยเข้าไปที่เมนู นิติบุคคล > หน่วยรับบริจาค > ตรวจสอบข้อมูลหน่วยรับบริจาค

 

หากตรวจสอบไม่พบข้อมูล สามารถติดต่อขอมีเลขประจำตัวหน่วยรับบริจาคได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่วัดตั้งอยู่

 

  1. การลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร

 

หน่วยรับบริจาคที่มีเลขประจำตัวแล้ว สามารถลงทะเบียนบนเว็บไซต์กรมสรรพากรได้เลย โดยขอความร่วมมือให้ผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด หรือผู้รับมอบอำนาจ มาแสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร 

 

พร้อมยื่นเอกสารประกอบการลงทะเบียนดังต่อไปนี้ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่วัดตั้งอยู่

 

  • ใบลงทะเบียนระบบ e-Donation พร้อมลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจ

   

  • สำเนาหนังสือรับรองการจัดตั้งวัด พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง หรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด

 

  • สำเนาหนังสือการแต่งตั้งผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง

   

  • หนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง (กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน)

 

สำหรับวัดที่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานระบบ e-Donation แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่แต่อย่างใด 

 

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้มอบหมายให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่อำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน รวมถึงประสานงานกับธนาคารในพื้นที่เพื่อขอความร่วมมืออำนวยความสะดวกให้แก่วัดในการใช้งานระบบ e-Donation สำหรับการรับบริจาคผ่านธนาคาร (QR Code หรือ Bar Code)

The post บริจาคเงินให้วัดหรือมูลนิธิเพื่อลดหย่อนภาษีต้องผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร มีผล 1 ม.ค. 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพากร ออก 3 มาตรการภาษี ช่วยประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ขยายเวลายื่น-ลดหย่อนซ่อมบ้าน รถ-ยกเว้นภาษีเงินช่วยเหลือ https://thestandard.co/thai-cambodia-border-tax-measures/ Sun, 10 Aug 2025 03:17:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1105788 รองโฆษกรัฐบาลแถลงมาตรการภาษีช่วยประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (10 สิงหาคม) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post สรรพากร ออก 3 มาตรการภาษี ช่วยประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ขยายเวลายื่น-ลดหย่อนซ่อมบ้าน รถ-ยกเว้นภาษีเงินช่วยเหลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษกรัฐบาลแถลงมาตรการภาษีช่วยประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (10 สิงหาคม) ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ออก 3 มาตรการภาษี ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทั้ง 7 จังหวัด (ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี) ให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการที่ต้องชำระภาษี ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ โดยมี 3 มาตรการสำคัญ มีดังนี้

 

  1. ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีทุกประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมถึงการขยายเวลาการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ที่มีกำหนดการดำเนินการระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม -29 กันยายน 2568 ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียภาษีในพื้นที่

 

  1. มาตรการลดหย่อนภาษีค่าซ่อมแซม แบ่งออกเป็นค่าซ่อมแซมบ้าน สามารถนำค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568 มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าซ่อมแซมรถ สามารถนำค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568 มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท

 

  1. ยกเว้นภาษีสำหรับเงินช่วยเหลือเยียวยา โดยกรมสรรพากรจะออกประกาศยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินช่วยเหลือเยียวยาที่ผู้ได้รับผลกระทบได้รับ ดังนี้ เงินเยียวยาที่ได้รับจากรัฐบาล เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการบริจาคหรือช่วยเหลือ ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังไม่ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมายในปัจจุบัน

 

“รัฐบาลพร้อมเคียงข้างประชาชน เดินหน้าบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเยียวยาอย่างเต็มกำลังความสามารถ และพร้อมขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถฟื้นตัว กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว” ศศิกานต์ กล่าว

The post สรรพากร ออก 3 มาตรการภาษี ช่วยประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ขยายเวลายื่น-ลดหย่อนซ่อมบ้าน รถ-ยกเว้นภาษีเงินช่วยเหลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน: มาตรการลดหย่อนภาษีดีจริง แต่ยังต้องมี ‘แพ็กเกจ’ เสริมให้เติบโตยั่งยืน https://thestandard.co/solar-rooftop-tax-benefits-thailand/ Sun, 27 Jul 2025 07:59:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1100600 แผง โซลาร์รูฟท็อป บนหลังคาบ้านในประเทศไทย ภายใต้นโยบายลดหย่อนภาษีปี 2025

เมื่อ 24 มิถุนายน 2025 ครม. อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษีสำ […]

The post โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน: มาตรการลดหย่อนภาษีดีจริง แต่ยังต้องมี ‘แพ็กเกจ’ เสริมให้เติบโตยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผง โซลาร์รูฟท็อป บนหลังคาบ้านในประเทศไทย ภายใต้นโยบายลดหย่อนภาษีปี 2025

เมื่อ 24 มิถุนายน 2025 ครม. อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัย สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท แต่มาตรการยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยผู้ขอใช้สิทธิต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) และเป็นผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1)-(8) ของประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ระบบที่ติดตั้งต้องเป็นแบบ On-grid ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อกับโครงข่ายของการไฟฟ้า โดยกำหนดขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ และต้องมีเอกสารประกอบการติดตั้งครบถ้วน มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคครัวเรือน ท่ามกลางแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นและความตื่นตัวของประชาชนต่อพลังงานสะอาด 

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด และยังไม่มีกำหนดวันที่แน่ชัดในการประกาศใช้

 

 

มาตรการลดหย่อนภาษี จะเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้ภาคครัวเรือนตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดยกระทรวงพลังงานระบุว่าในปี 2023 ศักยภาพรวมอยู่ที่ราว 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด สะท้อนว่าการติดตั้งยังสามารถเติบโตได้อีกมาก 

 

ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคของ SCB EIC ในช่วงต้นปี 2025 พบว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถาม 2,257 ราย สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนในการติดตั้งที่อยู่ในระดับสูง มาตรการลดหย่อนภาษี 200,000 บาท จึงคาดว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคบางส่วนตัดสินใจติดตั้งได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจะช่วยลดภาระภาษีได้ราว 6,100 – 50,000 บาท ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจส่วนหนึ่งในการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังถือเป็น สัญญาณเชิงนโยบายจากภาครัฐ ที่แสดงถึงความจริงจังในการสนับสนุนพลังงานสะอาดจากภาคประชาชน

 

แม้มาตรการลดหย่อนภาษีจะเป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่ตรงใจผู้บริโภค แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ โดยจากผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘การให้เงินอุดหนุนการติดตั้ง’ มากที่สุด (26% ของผู้ตอบแบบสอบถาม) รองลงมาคือ ‘การลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง’ (20%) ขณะที่ความต้องการอื่นๆ ที่ผู้บริโภคอยากให้รัฐสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การปลดล็อกการขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี (15%) การเสนอขายระบบโซลาร์รูฟท็อปในราคาที่ถูกกว่าตลาด (14%) การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราเดียวกับราคาขายปลีก (13%) และการผ่อนปรนขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง (12%) สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคต้องการ ‘แพ็กเกจนโยบาย’ ที่ครบถ้วน ทั้งในมิติของต้นทุน การเข้าถึงระบบ และสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง

 

 

นอกจากนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เนื่องจากยังมีอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้ง โดยจากผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า ผู้บริโภคยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 3 ด้านในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ได้แก่ 

 

  1. การตรวจสอบความน่าเชื่อถือและราคาที่เหมาะสมของผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้ 
  2. ข้อจำกัดในการจัดหาเงินส่วนตัว โดยกว่า 50% ของผู้ติดตั้งใช้เงินสดและการจัดหาเงินส่วนตัวเพื่อจ่ายเองซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการหาแหล่งเงินทุนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งสะท้อนความต้องการแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายของผู้บริโภค 
  3. ความยุ่งยากของกระบวนการขออนุญาตจากภาครัฐ ทั้งในด้านการติดต่อหน่วยงาน การเตรียมเอกสาร และการนัดตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

 

SCB EIC เสนอ 3 แนวทางที่จะเป็นมาตรการเสริมสำหรับภาครัฐในการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะสั้นควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. จัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ 
  2. แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผ่านมาตรการอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อให้เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น 
  3. ลดความยุ่งยากของขั้นตอนการขออนุญาต โดยจัดตั้งระบบ One-stop service สำหรับการติดตั้งในที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ในระยะยาว ภาครัฐยังสามารถพิจารณาออกมาตรการเสริมเพิ่มเติม เช่น การเปิดเสรีการขายไฟฟ้า และการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net-metering) เพื่อเร่งการขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือนอย่างยั่งยืน

 

ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน โดยเฉพาะใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 

 

  1. การสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการติดตั้ง ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และความเหมาะสมในการติดตั้ง ข้อมูลราคาที่โปร่งใส ตลอดจนมีการรับประกันและบริการหลังการขาย เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจของผู้บริโภค
  2. การพัฒนาแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย ผ่านการร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการติดตั้งและสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคที่ต้องการติดตั้ง แต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น 
  3. ผู้ให้บริการติดตั้งควรมีบริการดำเนินการขออนุญาตติดตั้งแทนผู้บริโภค ในกรณีที่ยังไม่มี เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากยังเผชิญปัญหาในการขออนุญาตติดตั้งเอง นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสามารถเสนอลดราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้ง เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น เนื่องจากผลการสำรวจผู้บริโภคของ SCB EIC พบว่า การได้รับส่วนลดเป็นหนึ่งในปัจจัยเสริมสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

 

หากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะสามารถปลดล็อกศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกหลังคาบ้าน และเดินหน้าสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

 

อ่านบทความฉบับเต็มต่อที่: 

The post โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน: มาตรการลดหย่อนภาษีดีจริง แต่ยังต้องมี ‘แพ็กเกจ’ เสริมให้เติบโตยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกประกันชีวิตอย่างไรให้เหมาะกับเรา https://thestandard.co/how-to-choose-life-insurance/ Mon, 07 Jul 2025 08:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1093796 อินโฟกราฟิกแนะนำประเภท ประกันชีวิต และการเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายส่วนบุคคล

“หนูจะได้อะไรจากการซื้อประกันชีวิต” เสียงดังกล่าวดังขึ้ […]

The post เลือกประกันชีวิตอย่างไรให้เหมาะกับเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแนะนำประเภท ประกันชีวิต และการเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายส่วนบุคคล

“หนูจะได้อะไรจากการซื้อประกันชีวิต” เสียงดังกล่าวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของร้านกาแฟสไตล์คาเฟ่ ย่านชานเมือง หลากหลายสายตาพลันจับจ้องไปที่ต้นตอของเสียง พบหญิงสาววัยรุ่นกำลังสนทนาอยู่กับหญิงวัยกลางคนซึ่งคาดเดาได้ว่าคงเป็นตัวแทนขาย ประกันชีวิต คำถามของหญิงสาวรายนั้นชวนให้ย้อนกลับมาถามตัวเองในวันที่ซื้อประกันชีวิตฉบับแรกเหมือนกันว่า ‘วันนั้นเราซื้อประกันชีวิตเพราะอะไรนะ?’

 

ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ผมซื้อประกันชีวิตฉบับแรกโดยมีจุดประสงค์เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี ส่วนเรื่องประเภทของแบบประกันหรือความคุ้มครองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ขอแค่นำไปลดหย่อนภาษีได้เป็นพอ และขอยอมรับตรงนี้ครับว่าหลังจากซื้อประกันชีวิตไปแล้วถึงค่อยมาศึกษารายละเอียดผลประโยชน์และความคุ้มครอง อย่างไรก็ดีพอเราได้ศึกษามากขึ้นพบว่าผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมีความหลากหลายมาก และด้วยโจทย์ความต้องการของเราที่ปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและสถานการณ์ ก็ได้ประกันชีวิตนี่แหละเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการความเสี่ยงรวมถึงใช้สำหรับการวางแผนการเงิน 

 

กลับมาที่ปัจจุบัน สังเกตได้ว่าคนไทยมีความตื่นตัวและให้ความสนใจกับประกันชีวิตมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการตระหนักถึงความเสี่ยงที่เข้ามาใกล้ตัว โดยเฉพาะตั้งแต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 บริษัทประกันชีวิตเองก็พัฒนาและเสนอสินค้าประกันชีวิตเพื่อครอบคลุมความต้องการของลูกค้า ซึ่งบางทีก็ตามมาด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน ตัวผมเองในฐานะที่ทำงานอยู่ในวงการการเงินและพอมีความรู้เกี่ยวกับการประกันชีวิตอยู่บ้าง มักจะได้รับคำถามให้ช่วยแนะนำว่าควรซื้อประกันชีวิตแบบไหนดี จึงขอใช้บทความนี้ในการแชร์แนวคิดการเลือกซื้อประกันชีวิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านทุกท่าน

 

ก่อนอื่นคงต้องเริ่มจากคำถามที่ว่า ‘เราต้องการอะไรจากประกันชีวิต’ ถ้าย้อนกลับไปที่ประกันฉบับแรกของผม คำตอบคงจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางภาษี แต่ถ้าลองพิจารณาถึงแก่นแท้ของการซื้อประกันจะพบว่าเราจ่ายเบี้ยประกันให้บริษัทประกันชีวิตเพื่อแลกกับความคุ้มครองบางอย่าง โดยหากความต้องการของเราคือความคุ้มครองชีวิตก็อาจพิจารณาประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term) หรือประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) ซึ่งประกันชีวิตทั้งสองแบบนี้แม้จะให้ความคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตเท่านั้น แต่ก็มีจุดเด่นในการให้ความคุ้มครองชีวิตที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับเบี้ยประกันภัยที่ชำระ โดยประกันชีวิตในกลุ่มนี้เหมาะกับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว สามารถใช้เป็นหลักประกันให้กับครอบครัวในกรณีเสียชีวิต หรืออาจใช้สำหรับการส่งมอบมรดกให้แก่ทายาท 

 

ส่วนใครที่มองหาประกันชีวิตที่นอกเหนือจากการให้ความคุ้มครองชีวิตแล้วยังมีบทบาทด้านการออมและการลงทุนร่วมด้วย ก็อาจพิจารณาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) และประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ซึ่งประกันชีวิตในกลุ่มหลังนี้จะถูกออกแบบให้มีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า 

 

โดยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) จะมีลักษณะคล้ายการออมในรูปแบบเงินฝากประจำหรือการลงทุนในตราสารหนี้ โดยลูกค้าจะชำระเบี้ยประกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยได้รับความคุ้มครองชีวิตและได้รับผลประโยชน์ซึ่งโดยปกติจะประกอบด้วยเงินคืนรายปี และเงินก้อน ณ วันสิ้นสุดสัญญาตามกรมธรรม์ ส่วนใหญ่แล้วแบบประกันประเภทนี้มักใช้สำหรับการออมเงินเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การออมเงินเพื่อการศึกษาบุตร หรือการออมเงินเพื่อการเกษียณในรูปแบบของบำเหน็จ เป็นต้น 

 

ส่วนใครที่ต้องการวางแผนเกษียณแต่ประสงค์จะได้รับเงินในรูปแบบของบำนาญก็ลองพิจารณาประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) ซึ่งออกแบบมาเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ โดยผู้ซื้อประกันสามารถอุ่นใจได้ว่าจะได้รับผลประโยชน์ต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสียชีวิตหรือครบกำหนดสัญญา ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดไว้ที่อายุครบ 85 ปี 90 ปี หรือ 99 ปี เป็นต้น 

 

ส่วนผู้ที่มองหาประกันชีวิตที่สามารถออกแบบได้เองระหว่างความคุ้มครองชีวิตกับผลตอบแทนด้านการลงทุน ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจโดยแบบประกันดังกล่าวยังคงให้ความคุ้มครองชีวิต แต่มีจุดเด่นที่ลูกค้ามีอิสระในการกำหนดว่าเบี้ยประกันที่ชำระจะเป็นสัดส่วนของความคุ้มครองชีวิตและสัดส่วนของการลงทุนอย่างละเท่าไร และภายใต้สัดส่วนของการลงทุนลูกค้ายังสามารถกำหนดประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนได้เอง ซึ่งผลตอบแทนของแบบประกัน Unit Linked จะขึ้นกับผลตอบแทนของสินทรัพย์ลงทุน

 

เชื่อหรือไม่ครับว่าโดยปกติหลังจากที่ได้แนะนำแบบประกันชีวิตทั้ง 5 แบบข้างต้น มักจะมีคำถามตามมาทันทีว่า ‘แล้วประกันสุขภาพอยู่ไหน’ ผมไม่ได้ลืมครับ เพียงแต่ว่าประกันชีวิตทั้ง 5 แบบที่แนะนำไป เราจะเรียกแบบประกันในกลุ่มนี้ว่า ‘สัญญาหลัก’ ขณะที่ประกันสุขภาพนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ‘สัญญาเพิ่มเติม’ ซึ่งเป็นสัญญาแนบที่เพิ่มความคุ้มครองเฉพาะเจาะจงในบางเรื่อง ลูกค้ามีสิทธิจะเลือกหรือไม่ก็ได้ ประกอบไปด้วย ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ประกันทุพพลภาพ และประกันคุ้มครองอุบัติเหตุ โดยสัญญาเพิ่มเติมจะไม่สามารถซื้อแยกต่างหากได้ จำเป็นจะต้องแนบกับสัญญาหลักเท่านั้น 

 

ซึ่งจากข้อจำกัดดังกล่าว หากต้องการความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มครองตลอดชีวิต ไม่ต้องซื้อใหม่ และแถลงสุขภาพใหม่จึงควรเลือกแนบสัญญาเพิ่มเติมเข้ากับสัญญาหลักที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีวิต เช่น ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) เป็นต้น โดยสัญญาเพิ่มเติมที่อยากให้พิจารณามีไว้เป็นอันดับแรกคือ ความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยอาจจะเป็น ‘ประกันสุขภาพ’ หรือ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ ก็ได้ เนื่องจากสัญญาเพิ่มเติมกลุ่มนี้มักจะมีความเข้มงวดในการพิจารณารับประกันซึ่งขึ้นอยู่กับประวัติการเจ็บป่วยของลูกค้า บริษัทประกันอาจยกเว้นความคุ้มครองในบางโรค หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณารีบทำประกันสุขภาพในขณะที่ยังมีสุขภาพดี

 

ก่อนจากกันไป หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อประกันชีวิตให้เหมาะสมกับความต้องการเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนการเงิน ส่วนในบทความหน้าเราจะพาไปเจาะลึกถึงเทคนิคการเลือกซื้อประกันชีวิตให้คุ้มค่าแต่จะเป็นแบบประกันไหน มารอลุ้นกันครับ

 

ภาพ: Peter Dazeley/Getty Images

The post เลือกประกันชีวิตอย่างไรให้เหมาะกับเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเงื่อนไข ‘ติดโซลาร์บ้าน’ เผยคนไทยลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 2 แสนบาท https://thestandard.co/solar-rooftop-tax-deduction/ Wed, 25 Jun 2025 10:32:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1089063 บ้านติดตั้งแผง Solar Rooftop พร้อมมาตรการลดหย่อนภาษี

คณะรัฐมนตรีไฟเขียวใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี จูง […]

The post เปิดเงื่อนไข ‘ติดโซลาร์บ้าน’ เผยคนไทยลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 2 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านติดตั้งแผง Solar Rooftop พร้อมมาตรการลดหย่อนภาษี

คณะรัฐมนตรีไฟเขียวใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี จูงใจผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนลดภาระค่าไฟด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop เผยประชาชนคนไทยสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ถึง 200,000 บาท พีระพันธุ์ชี้ช่วยลดนำเข้า LNG เพิ่มสัดส่วนใช้พลังงานทดแทนในประเทศ

 

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้นำข้อเสนอของกระทรวงพลังงานเรื่องการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อ 24 มิ.ย. เพื่อเป็นอีกแนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งของผู้บริโภคและของประเทศในภาพรวม ซึ่งเห็นชอบใช้มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีหนุนพลังงานทดแทน จูงใจผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนลงทุนลดภาระค่าไฟ ติดตั้ง Solar Rooftop มีสิทธิลดหย่อนภาษีได้ถึง 200,000 บาท และเตรียมนำร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้า ครม. เร็วๆ นี้

 

“การใช้กลไกสิทธิประโยชน์ทางภาษีสนับสนุนจะสามารถช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในการใช้พลังงานยั่งยืน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อผลิตไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว และสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน”

 

ทั้งนี้ แนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่

 

  •  การส่งเสริมการลงทุนและการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการทางภาษี
  • การส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี ซึ่งมีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

 

1. มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภคสนใจลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และผลักดันให้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.1 ประชาชนผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (6) (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ 1.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะหักทำใช้จ่าย/รายจ่ายในการซื้อหรือการลงทุนในทรัพย์สินประเภทวัสดุอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ จำนวน 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง

 

เปิด 3 เงื่อนไข

 

  • การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในทรัพย์สินประเภทวัสดุ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ ต้องได้รับการรับรองฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง หรือฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกระทรวงพลังงาน

 

  • ทรัพย์สินประเภทวัสดุ อุปกรณ์ หรือเครื่องจักร ต้องมีลักษณะ เช่น

 

    1. อยู่ในราชอาณาจักรและไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
    2. ได้มาและพร้อมใช้งานตามวัตถุประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2571
    3. ไม่เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้น
    4. ไม่เป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ในกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

 

  • ต้องมีหลักฐานใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มรูปแบบผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ของกรมสรรพากร

 

2. มาตรการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนและลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือนทั่วประเทศ และเพิ่มสัดส่วนของมาตรการการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนกลุ่มบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะสามารถนำเงินลงทุนในการติดตั้งระบบ Solar Rooftop มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในวงเงินที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

เปิด 7 เงื่อนไข

 

  • เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (เฉพาะบ้านอยู่อาศัย)
  • เป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (1)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
  • ชื่อผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 1 บุคคล ต้องตรงกับชื่อเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านอยู่อาศัย
  • สิทธิการลดหย่อนภาษี 1 บุคคล ต่อ 1 มิเตอร์ ต่อ 1 ระบบ
  • ระบบ Solar rooftop ที่ติดตั้งต้องเป็นระบบ On-grid และมีกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุด (KWp) ต่อหลัง
  • ต้องเป็นระบบที่มีการจัดซื้อ ติดตั้ง และยื่นขออนุญาตเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
  • มีหลักฐานใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (Tax Invoice) ของการจัดซื้อและติดตั้งระบบ Solar Rooftop และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารขออนุญาตเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า

 

ภาพ: RyanJLane / Getty Images

The post เปิดเงื่อนไข ‘ติดโซลาร์บ้าน’ เผยคนไทยลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 2 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน Thai ESGX ดีเดย์เริ่มเปิดขายวันนี้วันแรกพร้อมกัน 37 กองทุน และเปิดให้สับเปลี่ยนกองทุนจาก LTF ใช้ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ 8 แสนบาท https://thestandard.co/thai-esgx-fund-launch-2025-2/ Fri, 02 May 2025 05:57:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1070542 thai-esgx-fund-launch-2025

สมาคมบริษัทจัดการลงทุนและสมาชิกบริษัทจัดการลงทุน 19 แห่ […]

The post กองทุน Thai ESGX ดีเดย์เริ่มเปิดขายวันนี้วันแรกพร้อมกัน 37 กองทุน และเปิดให้สับเปลี่ยนกองทุนจาก LTF ใช้ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ 8 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-esgx-fund-launch-2025

สมาคมบริษัทจัดการลงทุนและสมาชิกบริษัทจัดการลงทุน 19 แห่ง โชว์ความพร้อมสนับสนุนภาครัฐโดยกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในการสนับสนุนให้เกิดเสถียรภาพในตลาดทุนไทย และส่งเสริมกิจการที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมนำเสนอ 37 กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) ซึ่งประกอบด้วยกองทุนรวมประเภทหุ้นไทย 22 กองทุน และกองทุนรูปแบบผสม 15 กองทุนที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ทำงานประจำ ประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือผู้มีอาชีพอิสระ (Freelance) ที่ต้องการการลงทุนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในวงเงินที่เพิ่มขึ้น โดยทั้ง 37 กองทุนจะเริ่มเปิดเสนอขายพร้อมกันในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป

 

ชวินดา หาญรัตนกูล  นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า ภาครัฐโดยกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน รวมถึงเห็นประโยชน์ของกองทุน Thai ESG ที่ได้เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อสองปีก่อน 

 

ดังนั้นจึงได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับกองทุนน้องใหม่คือ Thai ESGX ทั้งในส่วนของวงเงินลดหย่อนใหม่พิเศษอีก 300,000 บาท และวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนระยะยาวที่ใส่ใจความยั่งยืนด้วยการสับเปลี่ยน LTF มายัง Thai ESGX ในวงเงินรวมอีก 500,000 บาท หรือรวมเป็นวงเงินลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 8 แสนบาท ในรอบปีภาษี 2568-2572 นั้น 

 

ในฐานะผู้บริหารและจัดการลงทุนจึงตั้งใจและพร้อมใจกันที่จะแสดงถึง ความมุ่งมั่นของอุตสาหกรรมเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าการลงทุนของตนจะมีประสิทธิภาพในระยะยาว มีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดทุนไทย และมีส่วนช่วยผลักดันบริษัทจดทะเบียนไทยและบริษัทผู้ออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนให้มุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality, Net Zero มีการใส่ใจสังคมและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลเพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

 

โดยที่ผ่านมา AIMC ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนายกระดับ ESG ในตลาดทุนไทย ทุก บลจ. ได้ดำเนินการตามนโยบายธรรมาภิบาลการลงทุน (I-code Policy) การนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้ในกระบวนการคัดเลือกสินทรัพย์และการลงทุน การเตรียมการในการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Risk) 

 

รวมถึงการมีคณะทำงานร่วม AIMC – ESG Policy and Collective Action เพื่อตรวจสอบติดตามบริษัทจดทะเบียนที่อาจไม่ปฏิบัติตาม ESG และความร่วมมือในการจัดทำ Negative List เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้จัดการกองทุนใช้กลั่นกรองบริษัทจดทะเบียนเพื่อลงทุน เป็นต้น ดังนั้นผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่า บริษัทจัดการลงทุนจะสามารถบริหารจัดการกองทุนในรูปแบบ ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักสากล

 

ผู้สนใจสามารถลงทุนใน Thai ESGX วงเงินลดหย่อนใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.นี้ หรือแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ที่มีอยู่ทั้งหมด ทุกกองทุน ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.นี้เช่นกัน โดยทั้งส่วนเงินลงทุนเพิ่ม หรือส่วนสับเปลี่ยน LTF เดิม สามารถดำเนินการได้ภายใน 30 มิ.ย.นี้เท่านั้น ด้วยระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัด บลจ. และผู้สนับสนุนการขายที่ได้รับการแต่งตั้งจึงพร้อมแล้วที่จะร่วมมือกันเพื่อสื่อสารประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำผู้ลงทุน และสำหรับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุน Thai ESGX และรวมถึง ThaiESG สามารถติดต่อโดยตรงกับบริษัทจัดการลงทุนหรือตัวแทนขายที่ได้รับการแต่งตั้ง และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมครบวงจรได้ที่ WWW.ThailandESG.com 

 

เปิดรายชื่อกองทุนรวม Thai ESGX ที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.

ณ 30 เมษายน 2568

 

เปิดรายชื่อกองทุนรวม Thai ESGX

ภาพ: Graphic and Photo Stocker/Shutterstock

The post กองทุน Thai ESGX ดีเดย์เริ่มเปิดขายวันนี้วันแรกพร้อมกัน 37 กองทุน และเปิดให้สับเปลี่ยนกองทุนจาก LTF ใช้ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ 8 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESG Bond: การลงทุนที่ผสานความยั่งยืน-โอกาสสร้างผลตอบแทนและลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/esg-bond-sustainable-investment-tax-benefits/ Sat, 22 Mar 2025 06:10:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1055020 แผนภาพแสดงการเติบโตของมูลค่า ESG Bond ในประเทศไทยจาก 23,000 ล้านบาทในปี 2562 สู่ 179,866 ล้านบาทในปี 2566

ในยุคที่ ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ กลายเป็นหัวใจของหลายธุร […]

The post ESG Bond: การลงทุนที่ผสานความยั่งยืน-โอกาสสร้างผลตอบแทนและลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพแสดงการเติบโตของมูลค่า ESG Bond ในประเทศไทยจาก 23,000 ล้านบาทในปี 2562 สู่ 179,866 ล้านบาทในปี 2566

ในยุคที่ ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ กลายเป็นหัวใจของหลายธุรกิจ การลงทุนใน ESG Bond หรือตราสารหนี้ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่ดี (Environmental, Social and Governance) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ด้วยศักยภาพและโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ESG Bond จึงเป็นทางเลือกที่ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าทางการเงิน แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย 

 

ESG Bond จึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ออกโดยองค์กรหรือบริษัทที่มุ่งมั่นในการระดมทุน เพื่อนำไปใช้สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีผลเชิงบวกต่อสังคม หรือมีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการปรับปรุงมาตรฐานการทำงานและสวัสดิการของพนักงาน เป็นต้น

 

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เผยแพร่รายงานที่วิเคราะห์การลงทุนใน ESG อยู่หลายฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในบริษัทที่มีการคำนึงถึง ESG ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสของการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างเช่นในงานวิจัยโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อปี 2566 พบว่าบริษัทที่มีคะแนน ESG สูงกว่ามักจะมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่ดี และมีประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่มีคะแนนต่ำกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทที่มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีสามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมหรือการฟ้องร้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ยังมีการประเมินว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ESG Bond ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตระดับประมาณร้อยละ 20-30 ต่อปี สำหรับในประเทศไทยที่มีการออก ESG Bond เป็นครั้งแรกในปี 2562 จนกระทั่งถึงปี 2566 มูลค่าการออก ESG Bond เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 23,000 ล้านบาท เป็น 179,866 ล้านบาท หรือเติบโต 8 เท่าในช่วงเวลาเพียง 5 ปี (อ้างอิง: บทความ ‘ESG Bond ดีต่อโลก ดีต่อใจนักลงทุน’ โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าว ตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Bond) เป็น ESG Bond ที่มีมูลค่าการออกสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างกำลังเร่งระดมทุนเพื่อไปดำเนินโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งนักลงทุนจะสามารถได้รับประโยชน์ในหลายๆ ด้านจากการลงทุนใน ESG Bond เช่น

 

  • ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ: ESG Bond ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากหลักทรัพย์ประเภทนี้มักมาพร้อมด้วยการจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดเวลาที่ชัดเจน นี่เป็นข้อได้เปรียบสำหรับนักลงทุนที่มองหาการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ
  • การสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน: โดยการลงทุนใน ESG Bond นักลงทุนจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม และปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคม
  • การลดความเสี่ยง: การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีการบริหารจัดการด้าน ESG ที่ดีมักมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากมีการจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดีกว่า ซึ่งส่งผลให้พันธบัตรเหล่านี้มีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย นักลงทุนที่ลงทุนใน ESG Bond อาจได้รับการลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โดยการลดหย่อนภาษีนี้ช่วยเพิ่มผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ

 

อย่างไรก็ดี การลงทุนใน ESG Bond ก็มีความเสี่ยงด้านอื่นที่ไม่ต่างจากการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ผู้ออกตราสารอาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าตราสารทางบัญชี หรือความเสี่ยงด้านนโยบายควบคุมที่มีความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางกฎหมาย หรือการควบคุมที่จะส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินงานของบริษัท

 

โดยตั้งแต่ปลายปี 2566 รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนที่ยั่งยืน จึงได้มีการเริ่มโครงการกองทุน Thai ESG เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจยั่งยืนในประเทศอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันทางด้านตลาดทุน โดยกองทุน Thai ESG มีจุดประสงค์ให้ประชาชน เกิดการออมเงินระยะยาวอย่างยั่งยืน ด้วยการลดหย่อนภาษีที่เป็นข้อดึงดูดนักลงทุน

 

โดยทุกวันนี้ กองทุน Thai ESG มีครบทุกนโยบายการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นในหุ้นและ/หรือตราสารหนี้ ของบริษัทที่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคม หรือมีธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งกองทุนจะต้องลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 80% ในตราสารที่เกี่ยวเนื่องกับ ESG ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ประสงค์จะแบกรับความเสี่ยงมาก การเลือกลงทุนกับกองทุน Thai ESG ที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างผลตอบแทนในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และยังช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตของนักลงทุนได้ เมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก

ภาพ: witsarut sakorn / Getty Images

The post ESG Bond: การลงทุนที่ผสานความยั่งยืน-โอกาสสร้างผลตอบแทนและลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>