การลงทุนเพื่อความยั่งยืน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การลงทุนเพื่อความยั่งย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Apr 2023 00:21:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เทรนด์ ‘Net Zero’ กับโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนในไทย https://thestandard.co/net-zero-sustainable-investing/ Wed, 12 Apr 2023 05:51:39 +0000 https://thestandard.co/?p=776069

ทั่วโลกกำลังพุ่งเป้าสู่การดูแลสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ให้ […]

The post เทรนด์ ‘Net Zero’ กับโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทั่วโลกกำลังพุ่งเป้าสู่การดูแลสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ให้ดีขึ้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ในทางคู่ขนานของการดำเนินการดังกล่าวก็ย่อมเป็นโอกาสในมุมของการลงทุนที่สามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอย่างยั่งยืน 

 

จากสัมมนา ‘เทรนด์ Net Zero โอกาสลงทุน ESG อย่างยั่งยืน’ จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.กวินทร์ ภู่พกสกุล ผู้อำนวยการ สำนักผลิตภัณฑ์การลงทุน ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้มาอัปเดตเทรนด์การลงทุนยุคใหม่ รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นรายเซ็กเตอร์ที่น่าสนใจผ่านเทรนด์ Net Zero และมองว่า “นักลงทุนที่สามารถศึกษาและตามเทรนด์ได้เร็วกว่า ก็จะมีความได้เปรียบกว่า เพราะสุดท้ายในระยะยาวทุกองค์กรต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแน่นอน”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


‘โลกรวน’ ก่อกวนถึงเศรษฐกิจ

 

ดร.กวินทร์ ภู่พกสกุล ระบุว่า จากข้อมูลปี 2020 มูลค่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติมากถึง 2.1 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าปี 2019 ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และทั่วโลกมุ่งสู่พันธสัญญาอุณหภูมิโลกภายในปี 2030 หรือ 2050 ไม่ควรเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยอย่าให้ถึงระดับ 2 องศาเซลเซียส เพราะจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เข้าขั้นวิกฤตหรือหายนะได้ อีกทั้งข้อมูลของ WWF ระบุว่า ถ้าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส มีโอกาสที่น้ำจะท่วม 100% และถ้า 2 องศาเซลเซียส มีโอกาสน้ำท่วมถึง 170% และส่งผลให้สัตว์หลายประเภทรวมถึงแมลงต่างๆ หายไปถึง 18% รวมทั้งพืชพันธ์ุหายไป 6% และผลจากภัยแล้ง น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จะทำให้เกิดผลกระทบมูลค่าสูงถึง 410 ล้านดอลลาร์

 

“จากกรณีศึกษาที่ดีสุดภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบัน โอกาสที่โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นน่าจะอยู่ที่ 2 องศาเซลเซียส จากที่เคยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 หรือ 2050 จะช่วยกันให้อุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้นำหลายประเทศปรับเป้าหมายและหาวิธีการเข้าสู่ Carbon Neutrality กับ Net Zero” 

 

ก่อนลงทุนต้องเข้าใจ Carbon Neutrality กับ Net Zero

 

‘Carbon Neutrality’ คือการพยายามลดการปล่อยคาร์บอนลงให้ได้ เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนที่เหลือที่ลดไม่ได้ต้องทำการชดเชยหรือกักเก็บด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้คาร์บอนเครดิตและการปลูกป่า 

 

ขณะที่ ‘Net Zero’ คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือการไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย โดยคำนึงถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต หรือตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ

 

ไทยเพิ่งเริ่ม ‘Carbon Neutrality’ แต่ทั่วโลกกำลังเป็น ‘Net Zero’

 

ปัจจุบันไทยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอยู่อันดับ 20 กว่าของโลก แม้ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนอันดับต้นๆ ของโลก แต่เมื่อดูผลกระทบด้าน Climate Change ไทยกลับเป็นอันดับที่ 9 ของโลกที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก และมีพื้นที่ประมาณ 40% เป็นพื้นที่ป่าไม้ โดยไทยมีกำหนดสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 เมื่อเทียบกับประชาคมโลกที่รักษาคำมั่นสัญญา Carbon Neutrality ปี 2030 และ Net Zero ปี 2050

 

เทรนด์ Net Zero มาแรง

 

ต้องยอมรับว่าตลอด 10-15 ปี ทั่วโลกผ่านการปรับเรื่อง ESG ได้ตามเป้าหมาย 80-90% อย่างบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในโลกที่กำลังก้าวสู่ Net Zero คือ Google และ Amazon เป็น 2 บริษัทแรกที่ประกาศว่า ถ้าประเทศไหนอยากให้บริษัททั้ง 2 แห่งไปตั้งสาขาในประเทศนั้น ต้องสามารถ Supply พลังงานทางเลือกให้ได้ก่อน

 

หรือมุมด้านการลงทุนก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มีการกดดันให้แบงก์ใหญ่ในยุโรปอย่าง Barclays-BNP ยุติการให้สินเชื่อกับบริษัทผลิตน้ำมันภายในปี 2023 หรือกรณีที่ Man Group-Amundi-HSBC ใช้สิทธิผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไปกดดันบริษัท J-Power บริษัทผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินของญี่ปุ่นให้ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไปใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น 

 

โอกาสการลงทุนใน Net Zero

 

เมื่อบริษัททั่วโลกเริ่มเอาเรื่อง Net Zero มาเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องไปให้ถึง ย่อมเป็นโอกาสของการลงทุนได้เช่นกัน โดยปี 2022 แม้เป็นปีที่แย่สำหรับภาคการลงทุน แต่กลับมีเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่ม Net Zero สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 1,110 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโดยหลักเข้ามาในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก

 

“ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ทำเรื่อง Carbon Neutrality ไปหมดแล้ว ดังนั้นนักลงทุนไทยควรปรับมุมมองการลงทุนให้อยู่ในกระแสที่เป็น Net Zero มากขึ้น”

 

  • ข้อดี

 

  1. การเลือกหุ้นที่มีเป้าหมาย Net Zero เท่ากับเป็นการลดความเสี่ยงทางด้านนโยบายแล้วครึ่งหนึ่ง โดยนักลงทุนต้องเข้าใจว่าการหาหุ้นที่มีความเสี่ยงด้าน ESG ต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อนโยบายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าการหาหุ้นที่มีอัตราการเติบโตหรือกำไรสูงสุด เพราะถ้าเทียบกับปัจจุบันปี 2023 กับปี 2030 ที่เป็นปีเป้าหมายที่ทั่วโลกพยายามเข้าถึง Carbon Neutrality เท่ากับเหลืออีกเพียง 7 ปีเท่านั้น 

 

  1. การใช้พลังงานทางเลือกจะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานระยะยาว ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มอัตรากำไรระยะยาวให้บริษัท แล้วส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่ดีได้เช่นกัน

 

  1. หลังจากนี้กระแสกดดัน Net Zero จะเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ลงทุนหุ้นกลุ่มนี้หรือไม่ได้เอาเรื่อง ESG มาอยู่ในการลงทุน จะเสมือนถูกกันออกจากอะไรบางอย่าง และถ้าเลือกลงทุนที่มี Net Zero และ ESG จะได้ประโยชน์อื่นมากกว่าตัวเงินเพียงอย่างเดียว

 

  • ข้อเสีย

 

การจะลงทุนตามเทรนด์ Net Zero หรือ ESG ต้องระมัดระวังเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าสิ่งที่ลงทุนนั้นเป็นการมุ่งสู่ Net Zero ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้ดำเนินการจริง นักลงทุนอาจต้องศึกษารายชื่อหุ้นที่ผ่านการตรวจสอบอย่างชัดเจนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 

 

เทรนด์ Net Zero มีผลิตภัณฑ์การลงทุนหลากหลาย

 

  1. หุ้น: แม้ว่าบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยจะมีเป้าหมาย Net Zero ยังค่อนข้างน้อย แต่นักลงทุนสามารถพิจารณาได้จากรายชื่อหุ้นยั่งยืน THSI หรือ Sustainability Investment ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำทุกปี ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดี หรือสามารถไปดูรายงานประจำปี 56-1 One Report ของแต่ละบริษัท ซึ่งจะมีการรายงานความยั่งยืนด้วย 

 

  1. กองทุนที่ลงทุนใน ESG: สำหรับกองทุนไทยเป็นกองทุน SRI Fund ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ซึ่งมีรายชื่อหุ้นและกลุ่มการลงทุนแบบยั่งยืนที่ผ่านการตรวจสอบอย่างชัดเจน และยังสามารถตรวจสอบการปฏิบัติการฟอกเขียวเบื้องต้นได้จาก Morningstar Analytic เพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่ง

 

  1. ดัชนี: ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลายบริษัทจัดอันดับดัชนีไม่ว่าจะเป็น MSCI, Nikkei หรือ S&P พยายามจะปรับตัวดัชนีเข้ากับ Net Zero หรือ Climate Change เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น เช่น Nikkei 225 Climate Change 1.5°C Target Index เป็นดัชนีพิจารณามาร์เก็ตแคปควบคู่ไปกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท หากบริษัทใดมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจะถูกปรับสัดส่วนน้ำหนักในดัชนีนี้ลดลง ในทางกลับกัน บริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำอาจมีสัดส่วนน้ำหนักที่มากกว่า 

 

  1. ตราสารหนี้: ตราสารหนี้ในประเทศไทยส่วนใหญ่คือ ตราสารหนี้สีเขียว หรือที่เรียกกันว่า Green Bond ส่วนใหญ่จะนำไปลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทางเลือกที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียนไทย นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม อาทิ อัตราผลตอบแทน วัตถุประสงค์การใช้เงิน อายุของตราสาร รวมถึงมาตรฐานในการออก Green Bond ได้จากสรุปข้อมูลสำคัญของตราสาร (Fact Sheet) 

 

โอกาสการลงทุน Net Zero ในไทย

 

ปัจจุบันไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่เข้าสู่ Net Zero อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นพอร์ตการลงทุนจะเป็นลักษณะผสมผสานระหว่างการลงทุนในพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมันหรือไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ กับการลงทุนในพลังงานทางเลือก แต่สัดส่วนพลังงานทางเลือกจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนขึ้น เพราะบริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่มีการปรับตัวไปสู่พลังงานทางเลือก ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า มีการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก หรือจะเป็นลักษณะการไปควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ที่มีการดำเนินงานด้านพลังงานทางเลือกอยู่แล้ว

 

กลุ่มพลังงานและกลุ่มขนส่งไทยต้องเร่งปรับตัว

 

อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากการควบคุมนโยบายแรกๆ คือ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มขนส่ง เนื่องจากเป็น 2 กลุ่มธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด ทำให้ต้องเร่งปรับตัวในการทำธุรกิจมากขึ้น ทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานทางเลือก เพื่อเดินทางสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2030 และ Net Zero ปี 2050 

 

ภาคครัวเรือนมีการติดตั้งโซลาร์รูฟหรือการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อย่างเครื่องบินหรือการเดินเรือยังต้องรอเวลาในการปรับเปลี่ยน เพราะการใช้พลังงานไฟฟ้าหรือโซลาร์อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่จะเป็นลักษณะกรีนไฮโดรเจนแทน ทั้งนี้ ตัวแปรที่ทำให้บริษัทเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้นเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ความต้องการใช้ที่เปลี่ยนไป และราคาการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 

 

ถึงจังหวะลงทุนหุ้นเกี่ยวกับรถไฟฟ้าในไทยจริงหรือ

 

แม้ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยปรับตัวสูงขึ้นในปี 2022 เพิ่มขึ้นถึง 206% แต่ปัจจุบันอาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อรถไฟฟ้า เพราะต้นทุนยังไม่ได้ถูกกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป โดยราคาแบตเตอรี่ถือเป็น 30-40% ของต้นทุนรถทั้งหมด ซึ่ง McKinsey คาดการณ์ว่าราคาต้นทุนรถไฟฟ้าจีนและยุโรปจะใกล้เคียงกับรถยนต์ประเภทสันดาปภายในปี 2030 อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการติดตั้งสถานีจ่ายไฟในไทยยังไม่รองรับได้ทั้งหมด ดังนั้นหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าอาจยังเป็นเพียงกระแสระยะสั้น เพราะทั้งหมดนี้ต้องรอดูนโยบาย

 

“อีก 2 ปีจะมีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากจีน และเริ่มมีการติดตั้งฐานการผลิตที่ไทยโดยมีเรื่องประโยชน์ทางภาษี ซึ่งหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องอาจต้องมีการปรับตัว แต่ต้องอย่าลืมว่าหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยส่วนใหญ่ยังเป็นฐานการผลิตจากค่ายยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นหลัก”

 

ทั้งนี้ กลุ่มชิ้นส่วนผลิตยานยนต์ไทยยังพึ่งพายอดขายของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งยังเป็นรถยนต์ประเภทสันดาปอยู่ ทำให้หุ้นไทยยังไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ อีกทั้งถ้าปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยมาเป็นรถไฟฟ้าเลย จากที่มีชิ้นส่วนประกอบทั้งหมด 30,000 ชิ้น จะเหลือ 1,500-3,000 ชิ้น ทำให้หุ้นบริษัทผู้ผลิตเดิมที่เป็นซัพพลายเออร์ไทยต้องมีการปรับตัว รวมทั้งมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมรถยนต์จะเปลี่ยนไป เพราะมีเรื่องของวัตถุดิบในการผลิตอย่างลิเธียมและนิกเกิล ซึ่งอินโดนีเซียประกาศแล้วว่ามีแร่ลิเธียมที่เพียงพอต่อการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้า และพร้อมเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ ขณะที่เวียดนามชูด้านค่าแรงที่ถูกกว่าในไทย ซึ่งในระยะยาวอยู่ที่การปรับตัวว่าไทยจะรับประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างไร

 

“ปัจจุบันราคาหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้ามีมูลค่าสูงกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายเก่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2019-2020 และเมื่อเทรนด์ชัดเจนจะมีการเติบโตอีกหลายเท่า คิดว่าเล่นได้ต่อ แต่เป็นในระยะยาว ขณะที่หุ้นชิ้นส่วนยานยนต์ที่เข้าสู่การลดคาร์บอนหรือ Net Zero ยังมีน้อย แต่ต้องดูว่าเมื่อใดที่บริษัทแม่ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปและญี่ปุ่นประกาศให้ Supply Chain ต้องใช้พลังงานทดแทนให้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนได้ ดังนั้นควรมีการศึกษาหรือเริ่มมองการลงทุนในบริษัทที่เริ่มมีการปรับตัวไว้ก่อน”

 

แม้ไทยจะขับเคลื่อนเรื่อง Net Zero ได้ช้า แต่เชื่อว่าอีกไม่เกิน 5 ปี กระแสความกดดันทั่วโลกจะบังคับให้เกิดการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักลงทุนควรศึกษา ทำการบ้าน และตามเทรนด์เพื่อวางแผนการลงทุนไว้ เพราะสุดท้ายในะระยะยาว ทุกองค์กรต้องปรับแผนการดำเนินงานเพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่นักลงทุนก็ยังสามารถหาผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวได้

 

อ้างอิง: 

The post เทรนด์ ‘Net Zero’ กับโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กบข. เผยพอร์ตโฟลิโอ 100% เป็น ESG ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ยืนยันไม่ได้ลงทุนเกี่ยวพัน Credit Suisse https://thestandard.co/gpf-portfolio-100-percent-esg/ Tue, 21 Mar 2023 06:56:43 +0000 https://thestandard.co/?p=766151

ข้าราชการวางใจได้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เผ […]

The post กบข. เผยพอร์ตโฟลิโอ 100% เป็น ESG ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ยืนยันไม่ได้ลงทุนเกี่ยวพัน Credit Suisse appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้าราชการวางใจได้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เผยพอร์ตโฟลิโอ 100% เป็น ESG ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ชี้การปรับพอร์ตไม่กระทบผลตอบแทน พร้อมยืนยันไม่ได้ลงทุนเกี่ยวพันกับ Credit Suisse และธนาคารภูมิภาคในสหรัฐฯ ที่ล้มไปเมื่อเร็วๆ นี้

 

วันนี้ (21 มีนาคม) ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยในงาน GPF-Bloomberg Sustainable Investing Forum 2023 ว่า พอร์ตโฟลิโอของ กบข. 100% เป็นการลงทุนที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance) หรือ ESG ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 หลังจาก กบข. ได้ผลักดันประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการตัดการลงทุนบางภาคส่วนออก (Exclusion) เช่น แอลกอฮอล์ และอาวุธ รวมไปถึงการตั้ง ESG-Focused Portfolio

 

“พอร์ตของเราเป็น ESG 100% แล้ว โดยถ้าเป็นพอร์ตในประเทศเราจะลงตามดัชนี SET THSI (SETTHSI) ซึ่งเป็น ESG อยู่แล้ว ถ้าเป็นพอร์ตต่างประเทศ ผู้จัดการกองทุนที่เราจ้างถูกกำหนดชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนเลือกแล้วว่า คุณต้องมีกระบวนการชัดเจนเกี่ยวกับ ESG ดังนั้น 100% ของพอร์ตเราเป็น ESG-Focused หมดเลย เราไม่ลงอะไรที่นอกเหนือจากเรื่องพวกนี้เลย” ดร.ศรีกัญญากล่าว

 

โดยจาก ESG ทั้ง 3 ด้าน กบข. จัดให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) มีความสำคัญสูงสุด ท่ามกลางประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ดร.ศรีกัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า กบข. มุ่งให้ความสำคัญกับ 3 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้แก่ เป้าหมายที่ 11 คือเมืองและการตั้งถิ่นฐานที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) ผ่านการลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งมีการพูดคุยกับบริษัทเกี่ยวกับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบตัว เป้าหมายที่ 12 คือ สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) โดยพิจารณากระบวนการและ Ecosystem ของบริษัททั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การใช้วัตถุดิบ การดูแลของเสีย การรีไซเคิล เป็นต้น เป้าหมายที่ 13 คือ ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น (Climate Action)

 

นอกจากนี้ กบข. ยังไม่เคยพบกรณีการฟอกเขียว เนื่องจากบริษัท กองทุน หรือแม้แต่บอนด์ที่ลงทุนเป็น ‘กลุ่มระดับลงทุน’ (Investment Grade) ชั้นนำเท่านั้น ซึ่งผ่านการคัดกรองและจับตามองอย่างเข้มงวดมาแล้ว

 

ดร.ศรีกัญญายืนยันอีกว่า การปรับพอร์ตโฟลิโอเป็น ESG 100% ไม่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุน โดยจากผลวิจัยทั่วไปแสดงให้เห็นว่า ESG กับผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) จะไปด้วยกัน เนื่องจากสะท้อนถึง Mindset ของผู้บริหารว่ากระตือรือร้นในการบริหารจัดการแค่ไหน เนื่องจาก ESG เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส

 

โดย กบข. เตรียมจะเปิดเผยผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาในเดือนพฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ดร.ศรีกัญญาระบุว่า ปีที่แล้ว กบข. เผชิญกับความผันผวนมาก เนื่องจากปี 2565 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปีที่ฉีกตำราการลงทุนหมดเลย ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นไม่ดี ราคาบอนด์ตก สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้สินทรัพย์ต่างๆ ได้รับผลกระทบไปหมด

 

ยืนยันไม่ได้รับผลกระทบจากกรณี Credit Suisse

ดร.ศรีกัญญากล่าวย้ำว่า กบข. ไม่ได้ลงทุนในธนาคารสหรัฐฯ ที่โดนสั่งปิด รวมถึงเครดิตสวิส (Credit Suisse) ที่เพิ่งเผชิญปัญหาและถูกเทกโอเวอร์โดย UBS ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมทั้งระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบ

 

“กรณีธนาคารภูมิภาคในสหรัฐฯ ล้ม และปมธนาคารเครดิตสวิส เป็นปัญหาเฉพาะตัว ไม่เหมือนกับช่วงเกิดวิกฤตซับไพรม์ที่มีผลกระทบลุกลาม ดังนั้นถ้าเราไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงก็ไม่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว”

 

สำหรับการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอในอนาคต ดร.ศรีกัญญากล่าวว่า การจัดการลงทุนของ กบข. มีทีมและโมเดลในการวิเคราะห์ว่า จะลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) และเพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ในสินทรัพย์อะไร แต่ ณ วันนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเราคิดว่าเรายังโอเคอยู่

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post กบข. เผยพอร์ตโฟลิโอ 100% เป็น ESG ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ยืนยันไม่ได้ลงทุนเกี่ยวพัน Credit Suisse appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ 5 อันดับ กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุด ลงทุนอะไรบ้าง https://thestandard.co/largest-sustainable-fund/ Thu, 18 Aug 2022 04:24:19 +0000 https://thestandard.co/?p=668625 กองทุนยั่งยืน

สำรวจการลงทุนของ 5 กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุดของไทย พ […]

The post สำรวจ 5 อันดับ กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุด ลงทุนอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนยั่งยืน

สำรวจการลงทุนของ 5 กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุดของไทย พบว่า ส่วนมากเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี, การแพทย์, ภาคการผลิต และพลังงาน โดยหุ้นเทคที่ 2 ใน 5 กองทุน ลงทุนในสัดส่วนที่มากที่สุดคือ หุ้น ASML บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติดัตช์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก 

 

ปัจจุบันการลงทุนในกองทุนยั่งยืนได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน และยังตอบโจทย์ด้าน ESG ซึ่งนักลงทุนและภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญอย่างมาก ขณะเดียวกันผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนยั่งยืนก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ในระยะยาวนั้นให้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป 

 

โดยข้อมูลจาก Morningstar Thailand ระบุว่า ในรอบปี 2021 หรือในรอบ 5 ปี Sustainability Index มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนแบบ Broad Market Index ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนยั่งยืน ที่นอกจากช่วยลดความเสี่ยง ESG แล้ว ยังสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าการลงทุนโดยทั่วไปได้

 

ส่วนในรอบครึ่งปีที่ผ่านมานั้น การลงทุนอย่างยั่งยืนมีผลตอบแทนไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดย Morningstar Global Markets Sustainability Index มีผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี -21.1% เทียบกับ Morningstar Global Markets Large-Mid Index -20.1% ซึ่ง Sustainability Index มีผลตอบแทนที่แย่กว่าเล็กน้อยนั้นมีเหตุผลจากการมีส่วนของการลงทุนในหุ้นเติบโตมากกว่า และส่วนของ Value ที่น้อยกว่า Global Markets Index ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้

 

กองทุนยั่งยืน

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post สำรวจ 5 อันดับ กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุด ลงทุนอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทย ผนึก ‘อบก.’ หนุน SMEs ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน https://thestandard.co/krung-thai-bank-tgo-support-smes-increase-business-efficiency-reduce-greenhouse-gas-emissions/ Fri, 05 Aug 2022 08:12:46 +0000 https://thestandard.co/?p=663377 กรุงไทย

ธนาคาร กรุงไทย ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน จับมือ อบ […]

The post กรุงไทย ผนึก ‘อบก.’ หนุน SMEs ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทย

ธนาคาร กรุงไทย ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน จับมือ อบก. สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

 

เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดเผยว่า อบก. และธนาคารกรุงไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการ ‘การส่งเสริมมาตรการสนับสนุนทางการเงิน (Financial Support) ให้กับผู้ประกอบการเพื่อการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก’ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย อบก. มีความพร้อมด้านเทคนิควิชาการในการวัดหรือประเมินปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ และการให้การรับรองคาร์บอนเครดิต รวมทั้งการให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตามความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน

 

วีระพงศ์ ศุภเศรษฐ์ศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) มาปรับใช้ในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจากการร่วมมือกันครั้งนี้ ธนาคารพร้อมที่จะเป็นแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการลงทุนติดตั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ ปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเครื่องจักร รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางด้านการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระเงินค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการนำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังพร้อมส่งเสริมให้ความรู้กับผู้ประกอบการ SMEs ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ กรุงไทยในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศ พร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระเงินค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการนำเข้าจากต่างประเทศ และสนับสนุนสินเชื่อที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เช่น สินเชื่อ Robotics & Automation เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มยอดผลิตได้ดังใจด้วยระบบอัตโนมัติ และดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี, สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อลงทุนในระบบบำบัดของเสียในธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี, สินเชื่อธุรกิจเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อการติดตั้ง Solar Rooftop ให้วงเงินสูง ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี, สินเชื่อนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย ฟรีดอกเบี้ยเงินกู้ 3 ปีแรก, สินเชื่อรักกันยาวๆ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ต่อปี วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี เป็นต้น สำหรับผู้สนใจติดต่อสำนักงานธุรกิจทั่วประเทศ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือโทร. 0 2111 1111

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post กรุงไทย ผนึก ‘อบก.’ หนุน SMEs ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจพี มอร์แกน’ คาดกองทุนเพื่อความยั่งยืนในเอเชียเติบโต 2 เท่าในปีหน้า หลังหน่วยงานกำกับให้การสนับสนุน https://thestandard.co/jpmorgan-says-asias-sustainability-funds-could-double/ Tue, 13 Apr 2021 07:05:50 +0000 https://thestandard.co/?p=475652 เจพี มอร์แกน

กระแสรักษ์โลกและการลงทุนสีเขียว หรือการลงทุนเพื่อความยั […]

The post ‘เจพี มอร์แกน’ คาดกองทุนเพื่อความยั่งยืนในเอเชียเติบโต 2 เท่าในปีหน้า หลังหน่วยงานกำกับให้การสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจพี มอร์แกน

กระแสรักษ์โลกและการลงทุนสีเขียว หรือการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ยังเป็นเทรนด์ของโลกแห่งการลงทุน โดยข้อมูลจาก เจพี มอร์แกน ระบุว่าปี 2020 กองทุนเพื่อความยั่งยันในเอเชียเติบโตขึ้น 2 เท่าจากปีก่อน และผลการสำรวจพบว่าในปี 2022 กองทุนเพื่อความยั่งยืนจะเติบโต 2 เท่าอีกครั้ง เหตุผลหลักคือการสนับสนุนของหน่วยงานกำกับดูแลแต่ละประเทศ 

 

สำนักข่าว CBNC รายงานว่า ผลงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของ เจพี มอร์แกน ระบุว่า ในปีหน้าหรือปี 2022 กองทุนเพื่อความยั่งยืนในเอเชียจะเติบโตขึ้น 2 เท่า หลังจากที่เติบโตอย่างมากในปี 2020 ที่ผ่านมา 

 

Elaine Wu หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) กล่าวกับ CNBC ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากหน่วยงานกำกับดูแลในเอเชียได้กำหนดให้บริษัทมหาชน หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และเชื่อว่ากองทุนเพื่อความยั่งยืนจะเป็นเทรนด์สำคัญในการลงทุนในเอเชีย 

 

เหตุผล 2 ประการหลักที่ทำให้กองทุนเพื่อความยั่งยืนจะกลายเป็นเทรนด์สำคัญ คือ 

  1. หน่วยงานกำกับดูแลในเอเชียออกกฎเกณฑ์กำหนดให้บริษัทมหาชนเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG 
  2. กองทุนขนาดใหญ่ในแต่ละประเทศให้ความสนใจและเริ่มต้นลงทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่น และสมาคมที่รับเงินบริจาคต่างๆ เริ่มเรียกร้องให้ผู้บริหารจัดการทรัพย์สินยึดหลัก ESG ในการลงทุนด้วย 

 

“กองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่นได้บูรณาการแนวทางการลงทุนเพื่อความยั่งยืนและธรรมาภิบาลมาตั้งต่ปี 2017 และสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมด้วย ไม่เพียงแค่ในเอเชียเท่านั้น เราเชื่อว่าในภูมิภาคอื่นทั่วโลกก็จะดำเนินนโยบายด้าน ESG เช่นกัน” Elaine Wu กล่าว

 

โดยสิ่งที่โลกของการลงทุนจะได้เห็นคือ ตัว E ที่มาจาก Environment หรือสิ่งแวดล้อมจะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลพบว่า เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) โดยจีนตั้งเป้าจะบรรลุเป้าหมายนี้ในปี 2060 

 

“นั่นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีที่จีนใช้พลังงาน โดยจีนจะต้องลดการพึ่งพาถ่านหินจากประมาณ 60% เหลือประมาณ 2% หรือ 3% และเราจะได้เห็นกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 5 ปีข้างหน้า” Elaine Wu กล่าว 

 

ขณะที่กองทุนเทมาเส็ก (Temasek) และแบล็กร็อก (BlackRock) มีแผนที่จะเป็นพันธมิตรกันจัดตั้งกองทุนภายใต้คอนเซปต์ Decarbonization Partners Funds เพื่อลงทุนในบริษัทเอกชนที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการผลิตคาร์บอน ในเบื้องต้นทั้งเทมาเส็กและแบล็กร็อกจะเริ่มลงทุนรวม 600 ล้านดอลลาร์ และจะเปิดระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก มีเป้าหมายระดมทุนอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

 

The post ‘เจพี มอร์แกน’ คาดกองทุนเพื่อความยั่งยืนในเอเชียเติบโต 2 เท่าในปีหน้า หลังหน่วยงานกำกับให้การสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>