การลงทุนทางเลือก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การลงทุนทางเลือก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 28 Aug 2023 03:25:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อการลงทุนแบบดั้งเดิมผันผวนเกินไป นักลงทุนรุ่นใหม่จึงปันใจให้การลงทุนทางเลือก https://thestandard.co/millennial-z-alternative-investments/ Mon, 28 Aug 2023 03:25:07 +0000 https://thestandard.co/?p=834438

อาจจะเพราะคนในเจเนอเรชัน Millennial และ Z (ผู้ที่เกิดทศ […]

The post เมื่อการลงทุนแบบดั้งเดิมผันผวนเกินไป นักลงทุนรุ่นใหม่จึงปันใจให้การลงทุนทางเลือก appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาจจะเพราะคนในเจเนอเรชัน Millennial และ Z (ผู้ที่เกิดทศวรรษที่ 80 – ต้น 2000) ต้องเผชิญความผันผวนด้านเศรษฐกิจแทบจะตลอดช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ ไปจนถึงการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้คนรุ่นนี้ไม่มั่นใจในการลงทุนแบบดั้งเดิม เช่น หุ้น และพันธบัตร แต่เลือกกระจายความเสี่ยงไปยังการลงทุนทางเลือกมากเป็นพิเศษ 

 

จากการศึกษาล่าสุดของ Bank of America พบว่า 75% ของชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 21-42 ปี คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่การลงทุนในหุ้นและพันธบัตรจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และ 80% ของนักลงทุนรุ่นใหม่มองหาการลงทุนทางเลือก เช่น คราวด์ฟันดิง (การระดมทุนแบบหุ้น) สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ และของสะสม เทียบกับ 21% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุมากกว่า สอดรับกับผลการวิจัยของ Lansons บริษัทด้านการวางกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันแม้ชาวอเมริกันน้อยกว่า 10% จะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก แต่ในจำนวนนั้นคือ Gen Z 30% และ Millennial ถึง 25% 

 

ความสนใจในการลงทุนทางเลือกที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปต่อการลงทุน การออม และการสะสมความมั่งคั่งในคนหนุ่มสาว โดยกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่ไม่เพียงแต่ให้ผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังป้องกันความผันผวนของตลาด อีกทั้งยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบัน โดยกระจายไปในการลงทุนรูปแบบต่างๆ เช่น

 

  • อสังหาริมทรัพย์: คนรุ่น Millennial คิดเป็น 43% ของการซื้อบ้านทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาในปี 2021 ซึ่งอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมีความมั่นคงเมื่อเวลาผ่านไป อีกทั้งยังสร้างรายได้เชิงรับ หรือ Passive Income เห็นผลกำไรในระยะยาวจากการแข็งค่าของราคา ทำหน้าที่ป้องกันภาวะเงินเฟ้ออีกด้วย เมื่อราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น มูลค่าบ้านและค่าเช่าก็มักจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

 

  • การลงทุนแบบคราวด์ฟันดิง: หรือการระดมทุนแบบหุ้น โดยนักลงทุนรวมเงินเข้าด้วยกันเพื่อสนับสนุนโครงการ ธุรกิจ หรือร่วมทุนโดยเฉพาะ ในกิจการต่างๆ เช่น สตาร์ทอัพ การขยายธุรกิจ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนสนับสนุนกิจการต่างๆ ที่เชื่อมั่น ขณะเดียวกันก็ได้รับผลตอบแทนด้วย 

 

  • สินค้าโภคภัณฑ์: เช่น ทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตร เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาด โดยมีแนวโน้มว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อด้วย อย่างไรก็ตาม สินค้าโภคภัณฑ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้นักลงทุนมองหาการลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น ในขณะที่ทองคำมีความโดดเด่นเป็นแหล่งสะสมมูลค่ามาอย่างยาวนาน และเป็นแหล่งหลบภัยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่มั่นคง มีสภาพคล่อง สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย

 

  • ของสะสม: การลงทุนจากสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น งานศิลปะ ของโบราณ หนังสือหายาก ไวน์วินเทจ นาฬิกา เครื่องประดับต่างๆ รองเท้าผ้าใบระดับไฮเอนด์ ฯลฯ อาจทำให้ได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป รวมทั้งของสะสมมีความสัมพันธ์ต่ำกับการลงทุนทางการเงินแบบดั้งเดิมทั้งหุ้นและพันธบัตร จึงเหมาะสมในการรักษาเงินทุนในช่วงเวลาที่มีความผันผวน ตามรายงานของ Art Basel and UBS ในปี 2021 พบว่า 30% ของนักสะสมรุ่น Millennial ใช้เงินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ไปกับงานศิลปะและของสะสมในช่วงปี 2020 ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าอย่างเบบี้บูมเมอร์ที่มีเพียง 17% ที่กล้าเสี่ยงซื้องานศิลปะในช่วงวิกฤต

 

คนในกลุ่ม Millennial และ Gen Z กำลังกลายเป็นกลุ่มที่มั่งคั่งที่สุด จากรายงานของ Art Basel and UBS ในปี 2021 โดยจะมีทรัพย์สินระหว่าง 20-70 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ทั้งจากการได้รับเป็นมรดกและจำนวนมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สร้างฐานะขึ้นมาจากธุรกิจด้านเทคโนโลยี ทำให้ตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อการสะสมกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้สอดรับกับกำลังซื้อของกลุ่มนี้ที่เป็นกลุ่มผู้ซื้อที่เติบโตที่สุดของตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยในปี 2022 และคาดว่าจะมีจำนวนคิดเป็น 70% ของการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยภายในปี 2025 ตามข้อมูลของ Bain & Company  

 

ความท้าทายก็คือมุมมองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่อสินค้าหรูหราได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการมองว่าเป็นเรื่องสถานะ ศักดิ์ศรี และความเก่าแก่ของแบรนด์ ยังต้องครอบคลุมถึงความยั่งยืน ความโปร่งใส เทคโนโลยี และนวัตกรรมหมุนเวียนต่างๆ เข้าไปด้วย โดย 84% ของผู้บริโภค Gen Z และ 73% ของคนรุ่น Millennial จะใช้จ่ายมากขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างยั่งยืนและมาจากแหล่งที่มีจริยธรรม ตามข้อมูลของ Tata Consultancy Services และมองว่าการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมือสองเป็นการลงทุนที่ยั่งยืนและทำกำไรได้ภายหลัง แทนที่จะเป็นสัญลักษณ์สถานะเหมือนที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลงทุนทางเลือกสามารถให้ผลตอบแทนดึงดูดใจและป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ได้ แต่ก็มีความท้าทายด้วย โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องที่อาจจะสู้กับการลงทุนแบบดั้งเดิมทั้งหุ้นและพันธบัตรไม่ได้ รวมถึงการผันผวนเรื่องราคาในบางสินทรัพย์มีมากกว่า 

 

นอกจากนี้ ตลาดเหล่านี้ยังได้รับการควบคุมและโปร่งใสน้อยกว่า ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงและประเมินมูลค่าการลงทุนยากขึ้น อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่านักลงรุ่นใหม่พร้อมใจที่จะเสี่ยงด้วยมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าแน่นอน

 

อ้างอิง: 

The post เมื่อการลงทุนแบบดั้งเดิมผันผวนเกินไป นักลงทุนรุ่นใหม่จึงปันใจให้การลงทุนทางเลือก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสในการลงทุนครั้งใหม่? เมื่อ ‘รองเท้าสนีกเกอร์’ กลายเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลก https://thestandard.co/sneakers-next-big-investment-opportunity-stockxs-scott/ Wed, 20 Oct 2021 03:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=550190 รองเท้าสนีกเกอร์

การซื้อ-ขายรองเท้าผ้าใบหายาก เกิดเป็นเทรนด์มาสักพักใหญ่ […]

The post โอกาสในการลงทุนครั้งใหม่? เมื่อ ‘รองเท้าสนีกเกอร์’ กลายเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้าสนีกเกอร์

การซื้อ-ขายรองเท้าผ้าใบหายาก เกิดเป็นเทรนด์มาสักพักใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ซึ่งในปัจจุบันเทรนด์การซื้อ-ขายรองเท้าผ้าใบหายากนี้เติบโตขึ้นมาก โดย สกอตต์ คัตเลอร์ ประธานกรรมการบริหารจาก StockX แพลตฟอร์มจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายในสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบมองว่า “เทรนด์นี้เป็นโอกาสในการลงทุนครั้งใหญ่”

 

เนื่องจากรองเท้าผ้าใบได้กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ซื้อขายกันอย่างร้อนแรงทั่วโลก เทียบเท่าสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง ทองคำ และเทียบกับสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง กระเป๋า Hermès ได้เลย และการเติบโตที่น่าเหลือเชื่อของตลาดซื้อ-ขายออนไลน์อย่าง StockX โดยในเดือนเมษายน 2021 ได้ออกมาประกาศว่า บริษัทมีมูลค่าถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.2 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

 

StockX ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ในเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน โดยกลุ่มผู้ชื่นชอบรองเท้าสนีกเกอร์ 3 คน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตลาดสำหรับรองเท้าผ้าใบหายากและของสะสมอื่นๆ เช่น ของเล่น เกมคอนโซล การ์ดซื้อขายสินค้า และเสื้อผ้าแนวสตรีท โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นอะไรก็ได้ที่คนรุ่นมิลเลนเนียลและเด็ก Gen-Z นิยมอยู่ในสมัยนี้

 

วิธีการซื้อ-ขายของ StockX นั้นแตกต่างจากตลาดออนไลน์อื่นๆ อย่าง Amazon และ Farfetch โดยโมเดลธุรกิจของบริษัทจะมีกลไกการซื้อ-ขายเหมือนกับหลักการของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งเป็นบริษัทที่ สกอตต์ คัตเลอร์ ซีอีโอคนปัจจุบันเคยทำงานอยู่ ก่อนที่จะย้ายไปที่บริษัทขายตั๋ว Stubhub และย้ายไปอีกที่เว็บไซต์ประมูลอย่าง eBay และที่สุดท้ายก็คือ StockX แห่งนี้ในปี 2019 

 

โดยกลไกซื้อ-ขายคือ StockX จะให้ผู้ซื้อตั้ง ‘ราคาเสนอ (Bids)’ ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่พวกเขายินดีจ่าย และผู้ขายตั้ง ‘ราคาขาย (Asks)’ คือจำนวนเงินขั้นต่ำที่พวกเขายินดีขาย โดยการทำธุรกรรมจะเกิดขึ้นหากราคาเสนอสูงเท่ากับหรือมากกว่าราคาขาย และ StockX จะคิดค่าคอมมิชชันจากการขายในแต่ละครั้ง

 

สิ่งที่พบคือ มีการซื้อ-ขายกันตั้งแต่สินค้ายอดนิยมอย่างรองเท้าผ้าใบ Dior Jordan 1 ที่สามารถขายไปได้สูงถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 3 แสนบาท ไปจนถึงรองเท้าที่ราคาไม่แพงมาก ในหลักหลายร้อยดอลลาร์ ซึ่ง StockX ถือเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจการซื้อ-ขายต่อของรองเท้าผ้าใบ ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ในเดือนพฤษภาคม 2020 Sotheby’’s บริษัทเก่าแก่ด้านการประมูล ได้มีการประมูล Air Jordan 1s พร้อมลายเซ็นไปได้ในราคาถึง 560,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18 ล้านบาท และก่อนหน้านั้นในเดือนสิงหาคม 2020 มีการขาย Nike Air Jordan 1s คู่หนึ่งที่เคยสวมใส่โดยนักบาสเกตบอล NBA ในตำนานอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ในปี 1985 ถูกขายในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Christie’s ในราคาสูงลิ่วถึง 615,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากถึง 20 ล้านบาท

 

แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะมาจากสินค้าหายากที่เกี่ยวข้องกับผู้เล่น NBA ในตำนานมากที่สุดตลอดกาลอย่าง ไมเคิล จอร์แดน แต่ก็สะท้อนถึงความเฟื่องฟูของตลาดการซื้อ-ขายต่อรองเท้าผ้าใบทั่วโลก ซึ่งตามการวิจัยของ Cowen Equity Research คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2030

 

“ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของเราในปัจจุบันมองว่ารองเท้าผ้าใบและของสะสมต่างก็เป็นโอกาสในการลงทุน และเป็นสินทรัพย์ทางเลือก” คัตทเลอร์กล่าว “นี่เป็นการขับเคลื่อนอีกขั้นของการเติบโตของธุรกิจทั่วโลก เนื่องจากผู้บริโภคเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการลงทุนในสินทรัพย์แบบใหม่ อย่างสินค้าเหล่านี้ที่ซื้อขายกันใน StockX”

 

คัตเลอร์เป็นนักลงทุนรายแรกในบริษัท และเป็นที่ปรึกษาในการก่อตั้งบริษัท ได้เข้าร่วม StockX เพื่อช่วยขยายธุรกิจไปทั่วโลก รวมถึงขยายเข้าสู่สินค้าหมวดหมู่อื่นๆ นอกเหนือจากรองเท้าผ้าใบอีกด้วย

 

“สิ่งที่ผลักดันการเติบโตของเราอย่างแท้จริง คือการเติบโตของสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ผู้บริโภคยุคต่อไป’ ทั่วโลก ในสินค้าที่เราได้เรียกว่ากลายเป็น ‘วัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน’ และสินค้าเหล่านี้ไม่ใช่แค่รองเท้าผ้าใบแล้ว โดยครอบคลุมไปยังหมวดหมู่ต่างๆ เช่น เครื่องแต่งกาย ของสะสม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์” คัตเลอร์กล่าว “เราเห็นการเติบโตอย่างแท้จริงของการซื้อ-ขายในสินค้าหมวดหมู่ต่างๆ และมีการเติบโตแบบนี้เช่นเดียวกันในทุกที่ทั่วโลก”

 

StockX ซื้อขายเฉพาะสินค้าใหม่เอี่ยมเท่านั้น ไม่ซื้อสินค้าคงคลังใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังมีศูนย์รับรองความถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้านั้นเป็นของแท้ก่อนจัดส่ง

 

ในปี 2020 บริษัทได้เปิดศูนย์รับรองความถูกต้องในฮ่องกงเพื่อรองรับผู้ซื้อและผู้ขายที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ และในปีเดียวกันนั้น StockX รายงานการเติบโตของผู้ขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในฮ่องกง ซึ่ง StockX ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มียอดขายสูงสุด ไม่เพียงแต่รองเท้าผ้าใบเท่านั้น แต่สำหรับของสะสมอย่าง ตุ๊กตา Kaws และ BE@RBRICK ด้วยเช่นกัน

 

แม้ว่า StockX จะเกี่ยวข้องกับการขายรองเท้าผ้าใบเป็นหลัก ซึ่งปกติแล้วลูกค้ารองเท้าผ้าใบส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย แต่หมวดหมู่ต่างๆ อย่าง กระเป๋าถือก็มีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกระเป๋าอย่างแบรนด์ Telfar 

 

“ต้องขอบคุณการผสมเข้าด้วยกันของรองเท้าผ้าใบกับแฟชั่น เสื้อผ้ากับสตรีทแวร์ การผสมกันเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นการเติบโตอย่างมากในกลุ่มผู้ซื้อ-ขายที่เป็นผู้หญิง” คัตเลอร์กล่าว “ผู้ที่ลงขายครั้งแรกหลายแสนรายบนแพลตฟอร์มของเราในปีที่แล้วล้วนเป็นผู้หญิงทั้งนั้น การเติบโตของยอดขายของกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา”

 

จากปัจจัยที่โลกแฟชั่นเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้ StockX ได้ประโยชน์จากปัจจัยนี้เช่นเดียวกัน “คุณคงเคยเห็นการร่วมมือกันระหว่าง Louis Vuitton กับ Supreme หรืออีกคู่อย่าง Dior กับ Nike และคู่สุดท้ายอย่าง The North Face กับ Gucci แบรนด์หรูขนาดใหญ่กำลังไล่ตามผู้บริโภค ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริโภครุ่นต่อไป โดยมีการคอลแลบและร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ต่างๆ มากมาย รวมถึงแบรนด์เหล่านี้กำลังใช้โมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันไป เช่น การผลิตอย่างจำนวนจำกัด เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภครุ่นใหม่” คัตเลอร์กล่าว สำหรับในส่วนของข่าวลือเรื่องการเข้า IPO ของบริษัท คัตเลอร์ไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ

 

อ้างอิง:

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post โอกาสในการลงทุนครั้งใหม่? เมื่อ ‘รองเท้าสนีกเกอร์’ กลายเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สนีกเกอร์’ ของสะสมคนรุ่นใหม่ แต่สร้างกำไรงดงาม ลองฟังความเห็นนักสะสมวัย 15 ปี https://thestandard.co/sneaker-collecting-investment/ Sun, 04 Apr 2021 04:43:26 +0000 https://thestandard.co/?p=472236 สนีกเกอร์

สำหรับคนในเจเนอเรชันก่อน รองเท้าผ้าใบหรือสนีกเกอร์ อาจม […]

The post ‘สนีกเกอร์’ ของสะสมคนรุ่นใหม่ แต่สร้างกำไรงดงาม ลองฟังความเห็นนักสะสมวัย 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนีกเกอร์

สำหรับคนในเจเนอเรชันก่อน รองเท้าผ้าใบหรือสนีกเกอร์ อาจมีไว้สำหรับเล่นกีฬา แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ นี่คือการลงทุนทางเลือกที่ทั้งสนองตอบความชอบส่วนตัวและสร้างกำไรอย่างงามได้ในอนาคต ด้วยการเจริญเติบโตของตลาด 20% ต่อปี และมูลค่าตลาดรีเซลทั่วโลกกำลังจะแตะ 6.3 หมื่นล้านบาทในปี 2030 จึงทำให้มีนักลงทุนรายใหม่เริ่มหันมาสนใจสะสมรองเท้าสนีกเกอร์มากขึ้น และด้วยความที่เป็นสินค้าที่โดนใจวัยรุ่น เราจึงได้เห็นนักลงทุนที่อายุน้อยๆ เข้ามาอยู่ในวงการนี้ 

 

“ผมเริ่มสะสมรองเท้าผ้าใบคู่แรกคือ Nike X Off-White The Ten ตอนอายุ 13 ปี ตอนนี้ผมอายุ 15 ปีครับ” เซน-ปาราเมศ รัศมีแจ่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการสะสมรองเท้าที่ทำรายได้ให้เขาถึง 3 แสนบาท และเคยทำกำไรต่อคู่สูงสุดถึง 20,000 บาท นับเป็นเงินที่มากโขทีเดียวในวัยที่เพิ่งทำบัตรประชาชน 

 

“ผมมองว่าการแต่งตัวให้เด่น คนจะสังเกตที่รองเท้าและมองว่าเท้าเป็นส่วนสำคัญ ก็เลยเริ่มชอบมาตั้งแต่ตอนนั้น จากนั้นก็หาข้อมูลจากใน Instagram และเว็บไซต์ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ตอนแรกซื้อมาไม่ได้กะจะเอามาขาย แต่พอได้ดูตามร้านค้าออนไลน์ก็เลยได้เห็นว่ารองเท้าที่เรามีอยู่ราคามันขึ้นนะ เลยคิดว่ามันทำกำไรจากตรงนี้ได้” เขาเริ่มจากการไลฟ์ขายรองเท้าตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มสะสม จากนั้นก็โพสต์ขายตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยเลือกจากร้านที่น่าเชื่อถือ อ่านจากคอมเมนต์ต่างๆ ซึ่งเป็นช่องทางที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนที่สะสมสนีกเกอร์จะอยู่ในช่วงวัยประมาณ 13-35 ปี ที่คุ้นเคยกับระบบออนไลน์อยู่แล้ว อีกช่องทางคือไปฝากขายที่หน้าร้านในย่านสยามสแควร์

 

ตลาดรีเซลรองเท้าสนีกเกอร์เป็นเพียงไม่กี่ตลาดที่สนองตอบความต้องการด้านอารมณ์และผลตอบแทนอย่างลงตัว เพราะสินค้าเองก็มีสตอรีเฉพาะที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวมันเองจนถึงราคาให้สูงขึ้นได้ไม่ยาก และคนที่รักจริงๆ ก็ยอมควักกระเป๋าซื้อได้ง่ายๆ เช่นกัน ในปี 2019 รองเท้ารุ่น Jordan 5 Retro Trophy Room University Red (F&F) มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่คู่ละ 160,000 บาท เป็นรองเท้าที่ทำกำไรสูงสุดเมื่อเทียบจากราคาเริ่มต้น หรืออย่าง Jordan 1 Retro High Dior ก็ราคาพุ่งขึ้นไปถึงหลักหมื่นดอลลาร์ ก่อนที่จะวางจำหน่ายเสียด้วยด้วยซ้ำ ส่วนในยุคหลังๆ ต้องยอมรับว่ารองเท้าที่รันวงการรีเซล ก็เห็นจะเป็นสนีกเกอร์ลิมิเต็ดเอดิชันของแบรนด์ต่างๆ ที่ร่วมทำกับเซเลบริตี้ชื่อดัง อย่าง คานเย เวสต์ หรือ ทราวิส สก็อตต์

“ตอนนี้คนอายุประมาณ 13-14 ปี ก็เห็นว่ามีการซื้อขายแล้วครับ เพราะตลาดมันเปิดกว้างมาก อีกอย่างตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ดี รองเท้าดีๆ หายาก ก็หาซื้อกันได้ ไม่ต้องไปซื้อถึงต่างประเทศ ราคาอาจจะสูงแต่ได้ความชัวร์มากกว่า เพราะการสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ เราไม่รู้ว่าสินค้าจะมีตำหนิจากการส่งสินค้ามาถึงเรา” เซนเล่าเสริม และยังให้ข้อแนะนำสำหรับคนที่อยากลงมาเล่นในสนามนักสะสมสนีกเกอร์ “อย่างแรกเลยคือ ต้องนึกถึงเรื่องราคา สำคัญมาก บางคนไม่มีงบถึงขนาดนั้นก็อาจจะต้องดูรุ่นที่เรามีเงินพอที่จะซื้อได้ แล้วค่อยๆ สะสมจากตรงนั้น ข้อต่อมาก็คือ เรื่องสภาพของรองเท้า โดยเฉพาะรองเท้ามือสองบางคู่ผลิตมานานแล้ว อาจจะทำให้กาวเสื่อมสภาพหรืออาจจะหลุดได้ ทางที่ดีควรใส่กล่องแล้วนำซองกันชื้นใส่ไว้ด้วย เพื่อรักษาการใช้งานของรองเท้า และถ้าเป็นไปได้เก็บไว้ในห้องแอร์ด้วยก็ดีครับ”

5 รองเท้าสนีกเกอร์รุ่นแนะนำ

 

1. Jordan 1 Retro High Dior

ราคา 190,000-300,000 บาท 

 

สนีกเกอร์

 

รุ่นนี้ออกมาได้ไม่นานและเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในแวดวงของนักสะสมรองเท้า เพราะแบรนด์ Dior ได้รับความนิยมอยู่แล้ว ยิ่งได้มาทำกับ Nike ยิ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น อีกอย่างคือผลิตออกมาเพียง 8,500 คู่ และทุกคู่จะนัมเบอร์ว่าเป็นคู่ที่เท่าไร โดยวันแรกที่ขายในเมืองไทย ราคาพุ่งขึ้นไปถึง 600,000-700,000 บาท แต่ตอนนี้ราคาเริ่มลดลงมาอยู่ที่ราวๆ 190,000-300,000 บาท 

 

2. Nike MAG Back to the Future

ราคา 300,000-350,000 บาท

 

สนีกเกอร์

 

รองเท้ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ทำร่วมกับภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future ในปี ค.ศ. 1985 ถือได้ว่ามีการออกแบบได้เท่และล้ำสมัยมาก รองเท้ารุ่นนี้สามารถเปิด-ปิดไฟและผูกเชือกได้เอง ถือว่าเป็นรองเท้าที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง เพราะรองเท้ามือหนึ่ง สภาพดีๆ หายากมาก ราคาอยู่ที่ประมาณ 300,000-350,000 บาท

 

 

3. Nike Air Yeezy 2 Red October

ราคา 100,000-150,000 บาท 

 

สนีกเกอร์

 

เป็นรุ่น ‘ของมันต้องมี’ สำหรับนักสะสม เพราะเป็นรุ่นที่ คานเย เวสต์ ทำกับค่าย Nike ซึ่ง ณ ปัจจุบันคานเยได้ย้ายมาอยู่ค่าย Adidas แล้ว ทำให้รองเท้ารุ่นนี้ราคาพุ่งสูงขึ้นมาก

 

4. Nike X Off-White The Ten: Air Jordan 1 Off-White Chicago

ราคา 95,000-150,000 บาท

 

สนีกเกอร์

 

ออกแบบโดย เวอร์จิล แอบโลห์ ตัวเครื่องหมาย Swoosh ได้รับการเย็บติดกับรองเท้าด้วยด้ายสีน้ำเงิน และพิมพ์คำว่า Air ตรงกลางของพื้นรองเท้า

 

5. Air Jordan 1 High OG TS SP Travis Scott

ราคา 50,000-55,000 บาท

 

สนีกเกอร์

 

รองเท้าที่ทำร่วมกับ ทราวิส สก็อตต์ แรปเปอร์ชื่อดัง ตรงสัญลักษณ์ Swoosh มีการดีไซน์ให้กลับหน้ากลับหลัง ดูเท่ แตกต่างจากรองเท้า Nike รุ่นอื่นๆ 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

The post ‘สนีกเกอร์’ ของสะสมคนรุ่นใหม่ แต่สร้างกำไรงดงาม ลองฟังความเห็นนักสะสมวัย 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>