การรีไฟแนนซ์ (Refinance) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การรีไฟแนนซ์-refinance/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Aug 2024 12:20:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นอสังหาริมทรัพย์จีนพุ่ง 8% หลังรัฐบาลอาจเปิดให้ลูกหนี้บ้านรีไฟแนนซ์ต่างแบงก์ https://thestandard.co/chinese-real-estate-stock-rise/ Fri, 30 Aug 2024 12:20:24 +0000 https://thestandard.co/?p=977744 อสังหาริมทรัพย์จีน

จีนกำลังพิจารณาอนุญาตให้เจ้าของบ้านรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้า […]

The post หุ้นอสังหาริมทรัพย์จีนพุ่ง 8% หลังรัฐบาลอาจเปิดให้ลูกหนี้บ้านรีไฟแนนซ์ต่างแบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาริมทรัพย์จีน

จีนกำลังพิจารณาอนุญาตให้เจ้าของบ้านรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน รวมมูลค่าสูงถึง 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับครอบครัวหลายล้านครัวเรือนและกระตุ้นการบริโภค

 

ภายใต้แผนนี้ เจ้าของบ้านจะสามารถเจรจาเงื่อนไขกับผู้ให้กู้รายปัจจุบันได้ก่อนเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารมักจะกำหนดราคาสินเชื่อบ้านใหม่ พวกเขายังจะได้รับอนุญาตให้รีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก

 

ทางการกำลังเร่งผลักดันเพื่อลดต้นทุนสินเชื่อบ้าน โดยธนาคารต่างๆ ก็ตอบสนองด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหลังแรกที่คงค้าง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าการพิจารณาล่าสุดนี้จะใช้กับบ้านทุกหลังหรือไม่

 

“หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจะเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนกำลังดำเนินมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ปกป้องความมั่งคั่งของครัวเรือน และกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อม” Raymond Cheng หัวหน้าฝ่ายวิจัยอสังหาริมทรัพย์ของจีนของ CGS International Securities Hong Kong กล่าว

 

ดัชนีหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ Bloomberg พุ่งขึ้นมากกว่า 8% ในการซื้อ-ขายช่วงบ่ายวันนี้ (31 สิงหาคม) หุ้นของ Shimao Group Holdings Ltd. พุ่งขึ้นมากถึง 28% และ China Vanke Co. พุ่งขึ้นสูงสุด 17% ในฮ่องกง

 

แผนใหม่นี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือลูกหนี้บ้านเดิม หลังจากที่ผู้ซื้อบ้านใหม่ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หากได้รับการอนุมัติ อาจช่วยบรรเทาภาระสินเชื่อบ้านได้เร็วกว่าที่คาดไว้

 

Shujin Chen นักเศรษฐศาสตร์ของจีนที่ Jefferies Financial Group ประมาณการว่า การรีไฟแนนซ์อาจลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่มีอยู่ได้สูงสุด 1% ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้เจ้าของบ้านได้ประมาณ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

“การเคลื่อนไหวนี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง หากเจ้าของบ้านได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนธนาคารเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงในระยะยาว มันจะเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และดีกว่าการลดลงครั้งเดียว รวมทั้งอาจช่วยกระตุ้นการบริโภคเล็กน้อย แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ซื้อบ้านได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกอยู่แล้ว” Shujin Chen กล่าว

 

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารอาจลดลงประมาณ 0.1% ซึ่งยัง ‘บริหารจัดการได้’ เนื่องจากธนาคารมีวิธีการต่างๆ รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อรองรับผลกระทบ

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเฉลี่ยของอุตสาหกรรมธนาคารลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.54% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 1.8% ที่ถือว่าจำเป็นต่อการรักษาผลกำไรที่เหมาะสม

 

มาตรการที่แข็งกร้าวของจีนในการลดต้นทุนสินเชื่อบ้านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ช่วยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์รายใหม่ อัตราดอกเบี้ย Prime Rate 5 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสินเชื่อบ้านระยะยาว ถูกลดลงเหลือ 3.85% ในเดือนกรกฎาคม 

 

วิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 4 ได้ฉุดเศรษฐกิจหลายส่วน ตั้งแต่ตลาดงานไปจนถึงการบริโภคและความมั่งคั่งของครัวเรือน ในขณะที่ยอดค้าปลีกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการฟื้นตัวตามฤดูกาล และยังคงต่ำกว่าแนวโน้มก่อนเกิดโรคระบาด

 

ยอดสินเชื่อบ้านคงค้างของจีนอยู่ที่ 38.2 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมีนาคม และนับเป็นสินทรัพย์ชั้นดีของผู้ให้กู้ชาวจีน สินเชื่อบ้านคงค้างของจีนมากกว่า 90% เป็นของบ้านหลังแรก ณ สิ้นปี 2021 ตามข้อมูลสาธารณะล่าสุดที่มีอยู่จากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคาร

 

The post หุ้นอสังหาริมทรัพย์จีนพุ่ง 8% หลังรัฐบาลอาจเปิดให้ลูกหนี้บ้านรีไฟแนนซ์ต่างแบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD เตือน 40% ของบอนด์เอกชน-รัฐบาลทั่วโลกใกล้ครบกำหนดในเวลาเพียง 3 ปีนี้ รัฐบาล-เอกชนจะหาเงินรีไฟแนนซ์ทันไหม? https://thestandard.co/oecd-warns-about-debt-market-danger-as-maturity-wall-looms/ Mon, 11 Mar 2024 01:23:45 +0000 https://thestandard.co/?p=909518 OECD

OECD เตือนเกี่ยวกับอันตรายของตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากกำ […]

The post OECD เตือน 40% ของบอนด์เอกชน-รัฐบาลทั่วโลกใกล้ครบกำหนดในเวลาเพียง 3 ปีนี้ รัฐบาล-เอกชนจะหาเงินรีไฟแนนซ์ทันไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD

OECD เตือนเกี่ยวกับอันตรายของตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากกำแพงครบกำหนด (Maturity Wall) กำลังใกล้เข้ามา โดยประมาณ 40% ของพันธบัตรรัฐบาลและบอนด์เอกชนจ่อครบกำหนดในระยะเวลาเพียง 3 ปีนี้

 

ตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เนื่องจากรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ต้องรีไฟแนนซ์หนี้ประมาณ 40% ของบอนด์ที่จะครบกำหนดในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยต้นทุนในการรีไฟแนนซ์ก็ยังมีความเสี่ยงจะสูงขึ้นจากเรตปัจจุบัน

 

ในรายงานของ OECD ยังประเมินว่า หนี้ภาครัฐทั้งหมดที่ออกโดยประเทศสมาชิก 38 ประเทศ (ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก) จะเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 56 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้

 

OECD กล่าวว่า ปัจจัยบวกต่างๆ ระหว่างปี 2008-2022 ทำให้รัฐบาลและบริษัทต่างๆ สามารถกู้ยืมเงินได้ในราคาที่ต่ำ (Low Cost) อย่างไรก็ดี ประมาณ 40% ของพันธบัตรรัฐบาล และ 37% ของบอนด์เอกชนทั่วโลก เตรียมครบกำหนดภายในปี 2026

 

“เมื่อถึงเวลานั้น (ปี 2026) ผู้ออกตราสารต่างๆ (Issuers) มีแนวโน้มที่จะต้องรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น แม้ว่าธนาคารกลางจะประสบความสำเร็จในการลดอัตราเงินเฟ้อก็ตาม” OECD ระบุ

 

“ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคใหม่ของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกในอัตราที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ” Mathias Cormann เลขาธิการ OECD กล่าวในแถลงการณ์

 

พร้อมทั้งแนะว่า ผู้ดูแลตลาดในประเทศต่างๆ จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งประเด็นความยั่งยืนของหนี้ในภาคธุรกิจ และความเสี่ยงโดยรวมในภาคการเงิน

 

OECD เตือนว่า ประเทศที่มีหนี้สินสูงหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศสมาชิกบางส่วน อาจเผชิญกับวงจรเชิงลบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การเติบโตที่ช้า และการขาดดุลที่เพิ่มขึ้น

 

“เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพของพันธบัตรระดับการลงทุนที่ลดลง และความสามารถที่จำกัดของตลาดในการดูดซับอุปทาน ที่ไม่ใช่ระดับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลกระทบของการปรับลดอันดับที่อาจเกิดขึ้นจึงสมควรได้รับการพิจารณาด้วย” รายงานระบุ

 

อ้างอิง:

The post OECD เตือน 40% ของบอนด์เอกชน-รัฐบาลทั่วโลกใกล้ครบกำหนดในเวลาเพียง 3 ปีนี้ รัฐบาล-เอกชนจะหาเงินรีไฟแนนซ์ทันไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb ส่งสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ช่วยให้คนมีบ้านมีชีวิตทางการเงินดีขึ้น ส่งโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษทั้งแบบคงที่และลอยตัวเฉลี่ย 3 ปีแรกเริ่มต้น 3.25% ต่อปี https://thestandard.co/ttb-home-loan-refinance/ Wed, 30 Aug 2023 08:38:57 +0000 https://thestandard.co/?p=835588

ทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี (ttb) ตอกย้ำพันธกิจช่วยให้คนมี […]

The post ttb ส่งสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ช่วยให้คนมีบ้านมีชีวิตทางการเงินดีขึ้น ส่งโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษทั้งแบบคงที่และลอยตัวเฉลี่ย 3 ปีแรกเริ่มต้น 3.25% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี (ttb) ตอกย้ำพันธกิจช่วยให้คนมีบ้านมีชีวิตทางการเงินดีขึ้น ส่งสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์เป็นโซลูชันช่วยลูกค้าผ่อนหนักให้เป็นเบาในช่วงภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ลดภาระดอกเบี้ย ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง พร้อมโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษทั้งแบบคงที่และลอยตัวเฉลี่ย 3 ปีแรกเริ่มต้น 3.25% ต่อปี ผ่อนเบาๆ เริ่มต้นล้านละ 6,000 บาทต่อเดือน ฟรีค่าใช้จ่ายต่างๆ ช่วยลูกค้าประหยัดเงิน 

 

จเร เจียรธนะกานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจากสถิติของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์พบว่า คนผ่อนบ้านไม่สามารถผ่อนต่อได้ไหวและปล่อยให้บ้านโดนยึดมากกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้นทีทีบี ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านสินเชื่อบ้าน จึงนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่จะช่วยให้ลูกค้ามีภาะหนี้บ้านที่เบาลงและคลายความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยบ้านได้มากขึ้น ด้วยสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี (ttb home loan refinance)

 

สำหรับสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี เป็นทางเลือกที่จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย ลดค่างวด ให้ลูกค้าผ่อนต่อเดือนได้สบายขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าผ่อนบ้านที่ต้องการลดภาระดอกเบี้ยในยามดอกเบี้ยสูง ลดค่างวดผ่อนต่อเดือนให้เบาลง หรือจะผ่อนเท่าเดิมก็ช่วยให้ปิดหนี้บ้านได้เร็วขึ้น และอีกหนึ่งความโดดเด่นคือ สามารถนำบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการผ่อนมาขอวงเงินกู้เพิ่มเติม เพื่อรับเงินก้อนไปเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายประจำวันหรือใช้รวบหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงให้เหลือผ่อนที่เดียวกับทีทีบี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 

 

นอกจากนี้ลูกค้ายังเลือกรับเป็นวงเงินสำรองในบัตรกดเงินสด บ้านแลกเงิน ช่วยให้อุ่นใจ พร้อมรับมือกับเรื่องฉุกเฉินที่มีโอกาสเกิดได้ตลอดเวลา สะดวก เบิกใช้วงเงินได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช้ไม่เสียดอกเบี้ย หากใช้ก็คิดดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.67% ต่อเดือน ผ่อนคืนขั้นต่ำเพียง 1% ของยอดเงินที่ใช้ และยังสามารถผ่อนสินค้าและบริการผ่าน ttb pay plan ได้ในอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 60 เดือน

 

นอกจากนี้สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี มาพร้อมกับโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษที่ลูกค้าสามารถเลือกอัตราดอกเบี้ยได้ตรงใจทั้งแบบดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว โดยดอกเบี้ยคงที่ปีแรกอยู่ที่ 2.75% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.35% ต่อปี หรือดอกเบี้ยลอยตัว เฉลี่ย 3 ปีแรก เริ่ม 3.25% ต่อปี พร้อมมอบสิทธิพิเศษทั้งฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยและฟรีค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ อีกทั้งยังมีทางเลือกแบบฟรีค่าจดทะเบียนจำนองได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงได้อีกทางหนึ่ง 

 

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่ยื่นรีไฟแนนซ์บ้านกับทีทีบีและได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงจากธนาคาร  

 

และสำหรับลูกค้าที่สมัครสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี พร้อมบัตรกดเงินสด บ้านแลกเงิน ทีทีบี ธนาคารมีโปรโมชันพิเศษ ฟรีค่าจดทะเบียนจำนองส่วนของวงเงินบัตรกดเงินสดสำหรับลูกค้าที่ได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เท่านั้น โดยเงื่อนไขเป็นตามประกาศธนาคาร

 

“ทีทีบีเชื่อมั่นว่า สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี จะช่วยให้จำนวนบ้านโดนยึดมีสัดส่วนที่น้อยลง ลูกค้ากลุ่มคนมีบ้านผ่อนบ้านได้อย่างสบายใจมากขึ้น ด้วยค่างวดผ่อนที่เบาลงเริ่มต้นเพียง 6,000 บาท สำหรับวงเงินสินเชื่อทุก 1 ล้านบาท หรือคนที่มีกำลังผ่อนค่างวดเท่าเดิม การรีไฟแนนซ์ก็จะเป็นทางลัดที่ช่วยให้ลูกค้าปิดหนี้บ้านได้เร็วขึ้น รวมถึงมีสภาพคล่องทางการเงินที่มากขึ้น 

 

ทั้งนี้ คาดว่าภายในสิ้นปี 2566 ทีทีบีจะสามารถช่วยลูกค้ากลุ่มคนมีบ้านผ่านสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี ได้มากถึง 6,000 ราย และเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อบ้านในปีนี้ได้ถึง 60,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย เป็นไปตามพันธกิจของทีทีบีที่เดินหน้าช่วยให้กลุ่มคนมีบ้านมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นรอบด้านได้อย่างยั่งยืน” จเรกล่าวสรุป

The post ttb ส่งสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ช่วยให้คนมีบ้านมีชีวิตทางการเงินดีขึ้น ส่งโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษทั้งแบบคงที่และลอยตัวเฉลี่ย 3 ปีแรกเริ่มต้น 3.25% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา! หนี้บริษัททั่วโลกมูลค่ากว่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์จ่อระเบิด ซัดบริษัทล้มละลาย ภัยคุกคามเศรษฐกิจโลก? https://thestandard.co/corporate-debt-threatens-global-economy/ Mon, 24 Jul 2023 09:33:16 +0000 https://thestandard.co/?p=821451 หนี้บริษัท

มูลค่าหนี้ที่มีปัญหา (Distressed Debt) ของบริษัททั่วโลก […]

The post จับตา! หนี้บริษัททั่วโลกมูลค่ากว่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์จ่อระเบิด ซัดบริษัทล้มละลาย ภัยคุกคามเศรษฐกิจโลก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้บริษัท

มูลค่าหนี้ที่มีปัญหา (Distressed Debt) ของบริษัททั่วโลกทะลุ 5.9 แสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก นับเป็นเรื่องที่น่ากังวลเนื่องจากปัญหาดังกล่าวอาจฉุดให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และทำให้ตลาดสินเชื่อตึงเครียดขึ้นอีก

 

นอกจากนี้ ข้อมูลต่างๆ ยังชี้ให้เห็นว่า มีหุ้นกู้จำนวนมากทั่วโลกจะครบกำหนดไถ่ถอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศกลับทำให้ต้นทุนในการรีไฟแนนซ์ของบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทเครดิตเรตติ้งหลายแห่งเห็นพ้องกันว่า ‘คลื่นการผิดนัดชำระ’ ลูกต่อๆ ไปอาจอยู่ไม่ไกล

 

Richard Cooper หุ้นส่วนของ Cleary Gottlieb สำนักงานกฎหมายชั้นนำที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลการยื่นฟ้องล้มละลายขององค์กรทั่วโลกนานหลายทศวรรษ เตือนว่าโลกกำลังเห็นการผิดนัดชำระของบริษัทจำนวนมาก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สอดคล้องกับการรวบรวมข้อมูลของ Bloomberg พบว่า หนี้ที่มีปัญหาของบริษัททั่วโลก (Corporate-Debt Distress) ขณะนี้มีมูลค่ากว่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 17.24 ล้านล้านบาท) แล้ว โดยภาคส่วน (Sector) ที่มีหนี้และหุ้นกู้ที่มีปัญหามากที่สุดคือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่าหนี้และหุ้นกู้ที่มีปัญหาสูงถึง 1.68 แสนล้านดอลลาร์ รองลงมาคือภาคโทรคมนาคม สาธารณสุขและเภสัชภัณฑ์ ค้าปลีก และซอฟต์แวร์และบริการต่างๆ

 

อ้างอิง: Bloomberg

 

ทั้งนี้ ตามรายงานของ Bloomberg ระบุว่า หุ้นกู้ (Bonds) และสินเชื่อ (Loans) ของบริษัทที่มีปัญหา (Distressed) หมายถึงหุ้นกู้ที่มีการซื้อ-ขายต่ำกว่า 80 เซนต์ และมีสเปรดมากกว่า 1,000 Basis Points

 

เปิดสาเหตุของปัญหาหนี้บริษัททั่วโลก

 

สำหรับสาเหตุของปัญหานี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทบางแห่งปรับตัวไม่ทัน กระแสการทำงานทางไกล (Remote Work) ที่ทำให้อาคารสำนักงานหลายแห่งในฮ่องกง ลอนดอน และซานฟรานซิสโกว่างเปล่า

 

นอกจากนี้ อีกสาเหตุของปัญหานี้ยังมาจากการก่อหนี้เพิ่มขึ้น ในยุคที่ธนาคารกลางทั่วโลกหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางช่วงที่ผ่านมา และแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับสูงไว้นานขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ กำลังสร้างภาระที่หนักขึ้นสำหรับบริษัทต่างๆ

 

ตามข้อมูลของ S&P Global ในสหรัฐอเมริกาปริมาณของหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High-Yield Bonds) และ Leveraged Loans ซึ่งหมายถึงสินเชื่อที่สถาบันการเงินให้แก่ผู้กู้ที่มีหนี้ในระดับสูงหรือมีอันดับเครดิตต่ำอยู่แล้ว เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปี 2008 โดยอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2021 หรือก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน (ปี 2021) ยอดขาย Junk Bond ในยุโรปก็พุ่งขึ้นกว่า 40% เพียงปีเดียว นับเป็นสินทรัพย์อีกประเภทที่ต้องจับตา เนื่องจาก Junk Bond เหล่านี้จะครบกำหนดไถ่ถอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ฝั่งเอกชน ‘รีไฟแนนซ์ยากขึ้น’

 

ด้านธนาคาร ABN AMRO ในเนเธอร์แลนด์ เตือนว่า อายุครบกำหนดไถ่ถอนเฉลี่ย (Average Maturity) ของหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงของยุโรป สั้นสุดในรอบเกือบ 4 ปีในเดือนพฤษภาคม เทียบกับค่าเฉลี่ยที่มากกว่า 6 ปี ระหว่างปี 2005-2007 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหมายความว่าในรอบนี้บริษัทต่างๆ มีเวลาน้อยกว่าเดิมในการรีไฟแนนซ์ นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศยังทำให้ต้นทุนการรีไฟแนนซ์ของบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้น 

 

ทั้งนี้ การไม่สามารถรีไฟแนนซ์หนี้ที่ครบกำหนดได้นับเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทต่างๆ ผิดนัดชำระหนี้

 

เครดิตเรตติ้งเห็นพ้อง ‘คลื่นการผิดนัดชำระ’ อยู่ไม่ไกล

 

ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในจีนและยุโรป และความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อ ภาระการชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของบริษัทเหล่านั้นอาจมากเกินไปสำหรับบางธุรกิจ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว กองหุ้นกู้และสินเชื่อที่มีปัญหาได้พุ่งขึ้นกว่า 360% แล้วตั้งแต่ปี 2021

 

ดังนั้น หากปัญหานี้ยังคงลุกลามต่อไปอาจนำไปสู่วัฏจักรของการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้างครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2008 ได้

 

ในรายงานล่าสุดของ Moody’s Investors Service เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวว่า อัตราการผิดนัดชำระสำหรับบริษัทระดับเก็งกำไร (Speculative-Grade Companies) ทั่วโลก คาดว่าจะสูงถึง 5.1% ในปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในช่วง 12 เดือนสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2023

 

โดยภายใต้สถานการณ์ที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุด (Most Pessimistic Scenario) อัตราดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 13.7% ซึ่งสูงกว่าระดับในช่วงวิกฤตสินเชื่อ (Credit Crash) เมื่อปี 2008-2009

 

ขณะที่ S&P Global ก็คาดว่าอัตราการผิดนัดชำระสำหรับบริษัทระดับต่ำกว่าลงทุน (Sub-Investment Grade) ของสหรัฐฯ และยุโรปจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.25% และ 3.6% ตามลำดับ ภายในเดือนมีนาคม 2024 นับว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากระดับ 2.5% และ 2.8% ในคาดการณ์เดือนมีนาคมนี้

 

ส่องสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ไทย

 

ศักดิ์ดา พงศ์เจริญยง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด บริษัทเครดิตเรตติ้งที่มีจำนวนลูกค้าจัดอันดับเครดิตมากที่สุดในประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตลาดหุ้นกู้โดยรวมของไทย ‘ไม่น่าเป็นห่วง’ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวอยู่ นอกจากนี้ตัวเลขทางการเงินต่างๆ ของบริษัทไทยยังดูดีขึ้นจากปีที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ที่มีอันดับเรตติ้งต่ำและหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ (Non-Rated) มีโอกาสที่จะเห็นการผิดนัดชำระมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบที่สะสมมาจากช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของโควิดซึ่งยังไม่สามารถฟื้นตัวได้

 

อ้างอิง:

The post จับตา! หนี้บริษัททั่วโลกมูลค่ากว่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์จ่อระเบิด ซัดบริษัทล้มละลาย ภัยคุกคามเศรษฐกิจโลก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอร์แกน สแตนลีย์ เตือนความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ภาคอสังหารอปะทุ และอาจกดดันราคาประเมินอาคารพาณิชย์ร่วง 40% https://thestandard.co/morgan-stanley-refinance-warning/ Sun, 09 Apr 2023 07:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=774662 Morgan Stanley

จากวิกฤตแบงก์สหรัฐฯ ลามสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ […]

The post มอร์แกน สแตนลีย์ เตือนความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ภาคอสังหารอปะทุ และอาจกดดันราคาประเมินอาคารพาณิชย์ร่วง 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morgan Stanley

จากวิกฤตแบงก์สหรัฐฯ ลามสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) เผยความเสี่ยงจากการรีไฟแนนซ์กำลังรออยู่ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากและมีมูลค่าเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่อาคารสำนักงาน คลังสินค้า และร้านค้าปลีก ซึ่งความท้าทายก็คือ เมื่อแบงก์ทั่วสหรัฐฯ ตกอยู่ในวิกฤตสภาพคล่อง แล้วใครจะเป็นผู้ปล่อยกู้ หรือผู้ให้รีไฟแนนซ์ 

 

James Egan นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley เปิดเผยข้อมูลว่า หนี้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ เกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์มีกำหนดชำระคืนก่อนสิ้นปี 2025 กำลังเผชิญกับความท้าทายใหญ่ คือใครจะปล่อยกู้ 

 

“ความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์อยู่เบื้องหน้า สำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อาคารสำนักงานไปจนถึงร้านค้าและคลังสินค้า” Egan เขียนไว้ในรายงาน 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกัน Morgan Stanley คาดการณ์ว่า มูลค่าสำนักงานและทรัพย์สินประเภทร้านค้าปลีก อาจลดลงมากถึง 40% จากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ

 

ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตธนาคารขนาดเล็กและระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นแหล่งสินเชื่อที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เมื่อปีที่แล้ว กำลังได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินฝาก หลังการล่มสลายของ Silicon Valley Bank ทำให้เกิดความกังวลว่าจะลดความสามารถในการจัดหาเงินทุนให้กับผู้กู้

 

กำแพงหนี้รอบนี้มีระยะเวลาครบกำหนดคือในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะแตะระดับสูงสุดที่ 5.50 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2027 ตามรายงานของ Morgan Stanley โดยที่ภาคธนาคารต่างๆ เป็นเจ้าของมากกว่าครึ่งหนึ่งของหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันเพื่อการพาณิชย์ของหน่วยงาน – พันธบัตรที่ได้รับการสนับสนุนจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ และออกโดยหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น Fannie Mae ซึ่งล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาคส่วนนี้ทั้งสิ้น 

 

“บทบาทที่ธนาคารมีในระบบนิเวศนี้ ไม่เพียงแต่ในฐานะผู้ให้กู้ แต่ยังรวมถึงผู้ซื้อด้วย” Egan กล่าว ซึ่งปัจจัยนี้จะทำให้เกิดคลื่นของการรีไฟแนนซ์ที่กำลังจะมาถึง 

 

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระได้ส่งผลเสียต่อดีลประเภท Commercial Mortgage-Backed Security (CMBS) แล้ว โดยยอดขายหลักทรัพย์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลลดลงประมาณ 80% ในไตรมาสแรกเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง นั่นก็คือมาตรฐานการให้กู้ยืมที่มีความอนุรักษนิยมมากขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน ช่วยให้ผู้กู้และผู้ให้กู้ได้รับการปกป้องในระดับหนึ่งจากมูลค่าที่ลดลง 

 

ถึงกระนั้น ขนาดของปัญหาที่ภาคธนาคารเผชิญก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามรายงานระบุว่า 70% ของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์อื่นๆ ที่จะครบกำหนดในอีก 5 ปีข้างหน้านั้นเป็นเจ้าของโดยธนาคาร

 

“อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์จำเป็นต้องปรับราคาใหม่ และต้องการวิธีอื่นในการรีไฟแนนซ์หนี้” นักวิเคราะห์กล่าว

 

Tolu Alamutu นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุในรายงานว่า ผู้ออกและเสนอขายสินทรัพย์ (Issuer) ประเภทอสังหาริมทรัพย์ในยุโรป และครบกำหนดชำระคืนหนี้ภายในปีนี้ มีมูลค่ามากกว่า 24,000 ล้านยูโร 

 

“แน่นอนว่าเราเห็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำทุกวิถีทางเพื่อยกเลิก-ลดขนาดโปรแกรมการลงทุน กิจการร่วมค้ามากขึ้น การซื้อคืนพันธบัตร และหากเป็นไปได้ การลดเงินปันผล” Alamutu ระบุในอีเมล “การตัดขายก็เป็นที่สนใจเช่นกัน แต่ความคิดเห็นล่าสุดจาก Issuer ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ยอมรับว่า ยังไม่ง่ายที่จะขายพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่”

 

อ้างอิง: 

The post มอร์แกน สแตนลีย์ เตือนความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ภาคอสังหารอปะทุ และอาจกดดันราคาประเมินอาคารพาณิชย์ร่วง 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รีไฟแนนซ์กับรีเทนชันต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับเรา | เงินทองของจริง EP.107 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-107/ Tue, 06 Dec 2022 10:38:53 +0000 https://thestandard.co/?p=720421

รีเทนชันคืออะไร แตกต่างกับรีไฟแนนซ์อย่างไร แล้วแบบไหนเห […]

The post ชมคลิป: รีไฟแนนซ์กับรีเทนชันต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับเรา | เงินทองของจริง EP.107 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

รีเทนชันคืออะไร แตกต่างกับรีไฟแนนซ์อย่างไร แล้วแบบไหนเหมาะกับเราที่สุด วิธีการเลือกระหว่างรีไฟแนนซ์กับรีเทนชัน

 

รายการ ‘เงินทองของจริง’ การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการ สนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: รีไฟแนนซ์กับรีเทนชันต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับเรา | เงินทองของจริง EP.107 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การรีไฟแนนซ์จะเสียเครดิตบูโรไหม รีไฟแนนซ์ได้บ่อยขนาดไหน | เงินทองของจริง EP.32 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-32/ Tue, 23 Aug 2022 02:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=670343 การรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์คืออะไร การรีไฟแนนซ์จะทำให้เสียเครดิตบูโรไหม แ […]

The post ชมคลิป: การรีไฟแนนซ์จะเสียเครดิตบูโรไหม รีไฟแนนซ์ได้บ่อยขนาดไหน | เงินทองของจริง EP.32 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
การรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์คืออะไร การรีไฟแนนซ์จะทำให้เสียเครดิตบูโรไหม แล้วเรารีไฟแนนซ์ได้บ่อยขนาดไหน

 

รายการ ‘เงินทองของจริง’ การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการสนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: การรีไฟแนนซ์จะเสียเครดิตบูโรไหม รีไฟแนนซ์ได้บ่อยขนาดไหน | เงินทองของจริง EP.32 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ถอยรถคันใหม่ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องอะไรบ้าง | Wealth Q&A https://thestandard.co/wealth-qa-how-to-get-new-car/ Sun, 27 Mar 2022 04:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=610577 ไฟแนนซ์

คำถาม (Q): ถอยรถคันใหม่ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องอะไรบ้าง ( […]

The post ชมคลิป: ถอยรถคันใหม่ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องอะไรบ้าง | Wealth Q&A appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟแนนซ์

คำถาม (Q): ถอยรถคันใหม่ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องอะไรบ้าง (5 เคล็ดลับก่อนยื่นไฟแนนซ์)

คำตอบ (A): ติดตามคำตอบได้ในคลิปนี้

 

อ้างอิง:

The post ชมคลิป: ถอยรถคันใหม่ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องอะไรบ้าง | Wealth Q&A appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ งัดมาตรการจูงใจรวมหนี้ หวังลดข้อจำกัดการรีไฟแนนซ์ บรรเทาภาระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ https://thestandard.co/bank-of-thailand-decrease-refinance-problem/ Mon, 22 Nov 2021 07:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=562591 แบงก์ชาติ

แบงก์ชาติเปิดมาตรการช่วยรายย่อย สนับสนุนการรีไฟแนนซ์และ […]

The post แบงก์ชาติ งัดมาตรการจูงใจรวมหนี้ หวังลดข้อจำกัดการรีไฟแนนซ์ บรรเทาภาระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ

แบงก์ชาติเปิดมาตรการช่วยรายย่อย สนับสนุนการรีไฟแนนซ์และรวมหนี้ให้อยู่ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน หวังช่วยลดภาระดอกเบี้ย จูงใจแบงก์ด้วยการคำนวณน้ำหนักความเสี่ยงสินเชื่อรายย่อยที่รวมเข้ามาเท่าสินเชื่อบ้านที่ 35% ตลอดอายุสัญญา ช่วยลดต้นทุนการตั้งสำรอง พร้อมกำชับแบงก์ห้ามเก็บค่าปรับ Prepayment Fee เปิดทางลูกหนี้สินเชื่อบุคคลโปะหนี้ก่อนกำหนด

 

อรมนต์ จันทพันธ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านมาตรการแก้หนี้ระยะยาวด้วยการรีไฟแนนซ์ (Refinance) และการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ว่ามาตรการรวมหนี้ครั้งนี้ได้ขยายขอบเขตการรวมหนี้ทั้งสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นให้สามารถทำข้ามสถาบันการเงินได้ด้วย 

 

จากเดิมที่การรวมหนี้ทำได้เฉพาะหนี้ในสถาบันการเงินเดียวกัน ช่วยให้ลูกหนี้มีภาระดอกเบี้ยลดลง โดยลูกหนี้สามารถนำหนี้รายย่อยอื่นๆ มารวมกับสินเชื่อบ้านที่เป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน ความเสี่ยงและอัตราดอกเบี้ยจึงต่ำกว่า ทำให้ลูกหนี้มีภาระดอกเบี้ยและการผ่อนค่างวดลดลง

 

ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญของการรวมหนี้คือภาระหนี้ของลูกหนี้ต้องลดลงจริง หรือดอกเบี้ยต้องไม่เกินดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเดิมบวก 2% สนับสนุนให้ลูกหนี้บริหารจัดการหนี้ได้ดีขึ้นจริง ดังนั้นสถาบันการเงินผู้รับโอนหนี้จะต้องมีหลักฐานการชำระกลับไปยังเจ้าหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล ทั้งนี้การรวมหนี้ต้องไม่เกินมูลค่าหลักประกัน

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรวมหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ทั้งการจัดชั้นหนี้ การกันเงินสำรอง และการดำรงเงินกองทุน เพื่อลดต้นทุนให้กับสถาบันการเงินที่ช่วยเหลือลูกหนี้ โดยสถาบันการเงินที่รับรวมหนี้จะสามารถคำนวณน้ำหนักความเสี่ยงสินเชื่อ (Risk-Weight) รายย่อยอื่นที่รับรวมเข้ามาในระดับเดียวกับการคำนวณน้ำหนักความเสี่ยงสินเชื่อบ้านจะอยู่ที่ 35% ไปตลอดอายุสัญญา จากปกติที่น้ำหนักความเสี่ยงสินเชื่อรายย่อยจะอยู่ที่ 75% เท่ากับต้นทุนของสถาบันการเงินลดลง 50%

 

“ในมุมของสถาบันการเงินแม้จะมีรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง แต่ได้ประโยชน์จากการรวมหนี้ นอกจากต้นทุนที่ลดลงแล้วยังช่วยให้สถาบันการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงดีขึ้นด้วย หากลูกหนี้มีคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับการผ่อนปรนหลักเกณฑ์จาก ธปท. อีกด้วย”

 

นอกจากนี้ ธปท. จะผลักดันการรวมหนี้ด้วยการลดต้นทุนการรีไฟแนนซ์ โดยการห้ามสถาบันการเงินเรียกเก็บค่าปรับจากการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนครบกำหนด (Prepayment Fee) สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เอื้อให้กับลูกหนี้สินเชื่อบุคคคสามารถโปะหนี้ได้ก่อนกำหนด น่าจะช่วยเพิ่มการแข่งขันสินเชื่อรายย่อยอีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่าสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะทยอยเสนอผลิตภัณฑ์การรวมหนี้ได้ภายในสิ้นปีนี้

 

อรมนต์กล่าวว่า ประโยชน์จากการรวมหนี้ที่ลูกหนี้ได้รับคือ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยแต่ละประเภทมีตั้งแต่ระดับ 16-33% ขณะที่ดอกเบี้ยจากการรวมหนี้จะอยู่ที่ราว 8% เท่านั้น (ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านอยู่ที่ MRR 6% + 2%) ช่วยให้ลูกหนี้ตัวเบาขึ้นได้  

 

นอกจากนี้ยังช่วยบริหารจัดการการชำระหนี้ให้มาอยู่ในบิลเดียว ส่วนความกังวลเรื่องข้อมูลเครดิตหากเข้าปรับโครงสร้างหนี้นั้น หากลูกหนี้ยังไม่เป็นหนี้เสียจะไม่มีการรายงานข้อมูลเครดิต ลูกหนี้จึงควรเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ลูกหนี้ควรรู้ คือลูกหนี้จะต้องให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลกับสถาบันการเงิน เพื่อกระบวนการรวมหนี้ไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงินปรับลดวงเงินของลูกหนี้เท่ากับจำนวนหนี้ที่รีไฟแนซ์ออกไปเพื่อลดภาระหนี้ของลูกหนี้อีกด้วย

 

ด้าน สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 กล่าวว่า ความคืบหน้ามาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 ในส่วนของการแก้หนี้เดิมนั้นได้ช่วยเหลือลูกหนี้ภาคธุรกิจและรายย่อยไปแล้ว 6.69 ล้านบัญชี มูลหนี้ 3.82 ล้านล้านบาท ส่วนมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ ณ วันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีลูกหนี้เข้าร่วม 178 ราย คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนมา 2.5 หมื่นล้านบาท จากผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรม อพาร์ตเมนต์ โรงงาน สปา

 

สำหรับการให้สินเชื่อฟื้นฟูนั้นได้รับการอนุมัติแล้ว 1.26 แสนล้านบาทจากวงเงิน 2.5 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้กว่า 4 หมื่นราย หรือเฉลี่ย 3.2 ล้านบาท ช่วยกระจายเม็ดเงินให้กับลูกหนี้ SMEs ขนาดกลางและรายเล็กจำนวนมาก

 

ส่วนสินเชื่อดิจิทัลพีโลน ที่ ธปท. ได้ให้ไลเซนส์กับผู้ประกอบการไปแล้ว 7 ราย เริ่มปล่อยสินเชื่อได้แล้ว 4 ราย ทำให้ยอดคงค้างล่าสุดอยู่ที่ 2 พันล้านบาท จากลูกหนี้ 4.16 แสนราย หรือเฉลี่ยรายละ 5,000 บาท เป็นการกระจายสินเชื่อให้ผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบการเงินได้

 

ในด้านของการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวนั้นมีผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อใหม่ในช่วงมีนาคม-ตุลาคม 2563 แล้ว 1.25 แสนล้านบาท ผ่านสถาบันการเงินและสินเชื่อซอฟต์โลน ส่วนการแก้ไขหนี้เดิมนั้นมีลูกหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ 2.92 แสนล้านบาท ที่เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ทั้งนี้ที่ผ่านมา ธปท. พยายามดูแลสถาบันการเงินให้มีความมั่นคง ทำหน้าที่ในระบบเศรษฐกิจได้ โดยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเติบโตดีเมื่อเทียบภูมิภาค โดยสิ้นไตรมาส 3 สินเชื่อมีการเติบโต 5.6% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด ขณะที่คุณภาพสินเชื่ออาจจะเสื่อมเล็กน้อยซึ่งมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาช่วยชะลอคุณภาพสินเชื่อได้

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post แบงก์ชาติ งัดมาตรการจูงใจรวมหนี้ หวังลดข้อจำกัดการรีไฟแนนซ์ บรรเทาภาระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>