การผ่าตัด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การผ่าตัด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 18 Jul 2025 04:10:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้จัก ‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอด กับความท้าทายนำการรักษาในไทย สู่ระดับนานาชาติ https://thestandard.co/sira-laohathai-lung-surgeon-thailand/ Fri, 18 Jul 2025 04:10:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1097667 รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอดกับทีมผ่าตัด ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้ […]

The post รู้จัก ‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอด กับความท้าทายนำการรักษาในไทย สู่ระดับนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอดกับทีมผ่าตัด ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

 

“ในช่วงเวลา 6 ปีที่กลับมาจากเมืองนอก ได้ช่วยทำการผ่าตัดคนไข้มากกว่า 4,000 ราย เราก็มีทั้งข่าวดี และข่าวไม่ดี ในบางรายก็ยังมีบางส่วนที่เราไม่สามารถช่วยเหลือคนไข้ไว้ได้เนื่องจากว่าคนไข้มาค่อนข้างช้า แล้วก็หวังว่าอนาคตการรักษาของเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาต่อ เพื่อเรายังคงช่วยคนไข้ทุกชีวิตให้กลับมาสู่เขาได้ต่อไป”

 

นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นที่ ‘หมอเจ’ หรือ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอด หมอผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดปอด และทรวงอก ประจำโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้เปิดเผยให้ฟังถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่หมอ ที่ต้องการอุทิศชีวิตเพื่อดูแลรักษา ‘ปอด’ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

หมอเจ ยังอธิบายต่อไปว่า ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าสมมติว่าในเมื่อเรายังมีแรงอยู่เราทำได้ แล้วทำไมเราถึงจะไม่ทำ ทุกคน มีเพียงแค่หนึ่งชีวิตก็ต้องการหาที่พึ่ง ถ้าเราอยู่จุดนั้นได้ทำตามความฝันที่เราสามารถช่วยผู้ป่วยที่จะทำให้เขาหายก็ไปหาเขาได้ จึงเป็นเหมือนคติที่ยังทำผ่าตัดหรือยังรักษาผู้ป่วยอย่างหนักในทุกๆ วัน เพื่อให้คนไข้กลับมาหาหมอได้ ถ้าครอบครัวป่วยก็จะมีหมออีกคนที่เหมือนเราที่คอยทุ่มเท ทำให้เขากลับมาสู่อ้อมอกอ้อมใจเช่นเดียวกัน    

 

 

ความฝันของหมอเจ กับการช่วยชีวิตมนุษย์

 

จริงๆ ต้องบอกว่าสมัยตอนที่เรียนอยู่ เรามีความใฝ่ฝันที่เราอาจจะเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ฉะนั้นตอนช่วงเวลา 6 ปี เราได้เจอคนไข้หลายรูปแบบมากๆ โดยเฉพาะคนไข้หัวใจที่อัตราการรอคอยในการผ่าตัดนาน เราได้เจอคนไข้หลายคนที่เป็นโรคหัวใจแล้วก็เสียชีวิต เนื่องจากว่าคิวผ่าตัดยาวนาน เขาเข้ามาโรงพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายก็ยังไม่ถึงคิวผ่าตัด เพราะว่าหมอผ่าตัดในเมืองไทย มันน้อยมากๆ

 

จนกระทั่งทำให้เราตัดสินใจแล้วว่าเราจะเลือกทางเดินนี้เพื่อที่จะเข้ามารักษาตัวโรคหัวใจ และทรวงอก ก็คือ เป็นหมอผ่าตัดหัวใจ และปอด เพราะในช่วงนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในประเทศหมอผ่าตัดมีแค่ไม่กี่หมื่น ตอนสมัยผมเรียนอยู่รุ่นที่มันติดๆ กันทั้งประเทศมีคนเรียนแค่ 4 คนทั้งประเทศไทยเลย ฉะนั้นจะเห็นว่ายังมีหมออีกมากที่ขาดแคลน แล้วเราไม่อยากจะเจอ หรือสัมผัสว่าคนไข้สูญเสียเป็นมากกว่านี้แล้ว อย่างน้อยเราอาจจะเป็นกำลังหนึ่งที่จะมาช่วยลดอัตราการรอคอยการผ่าตัดในกลุ่มคนไข้หัวใจในประเทศไทยได้ เลยตัดสินใจเข้ามาเรียนการผ่าตัด

 

ในช่วงที่เข้ามาสมัคร หรือเข้ามาเรียนผ่าตัดโรคหัวใจหรือผ่าตัดปอด สำหรับผ่าตัดปอด และหัวใจ ต้องยอมรับว่าในช่วงที่เรียนนั้น เรียกว่าค่อนข้างจะหนักหน่วงมากๆ ตอนที่เรียนอยู่ไม่มีใครเรียนเลย ที่โรงพยาบาลสังกัดคือโรงพยาบาลรามาธิบดี คือรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ทั้งหมดลาออกหมด เนื่องจากว่าทนความหนักไม่ไหว

 

ผมโตขึ้นมากับความที่เป็นผู้นำ หรือการที่เรียนแล้วต้องดูแลตัวเองแล้ว ก็ดูแลน้องๆ ที่เรียนต่อจากเราเป็นรุ่นถัดๆ ไป บริหารจัดการทุกอย่างคนเดียวในโรงพยาบาล แล้วก็ต้องดีลกับคนไข้ช่วยผ่าตัดโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี เพื่อที่จะจบการศึกษามาได้

 

ทีนี้จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เรามาโฟกัสเรื่องการผ่าตัดปอด ซึ่งเหตุผลก็คือว่า ตอนที่ผมได้เรียนอยู่เวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าจริงๆ แล้วหมอในประเทศไทยในช่วงนั้น ผมคิดว่าหมอผ่าตัดมีแค่ประมาณ 100 คน นิดๆ ที่ดูแลทั้งประเทศทั้งเอกชน และรัฐบาล ซึ่งมันไม่เพียงพอกับคนไข้ 70 ล้านคน แต่ว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ หมอผ่าตัดปอดมีน้อยกว่านั้นอีก หมายความว่าต้องอธิบายว่าจริงๆ แล้วหมอผ่าตัดทรวงอกคือ เราสามารถผ่าตัดได้ทั้งปอด และหัวใจ แล้วก็คนในประเทศไทย ที่เป็นหมอผ่าตัดร้อยกว่าคนนั้นเขามีความสนใจด้านการผ่าตัดหัวใจค่อนข้างมาก

 

เพราะฉะนั้นการผ่าตัดหัวใจในประเทศไทยค่อนข้างที่จะทัดเทียมกับระบบนานาชาติ ซึ่งมีความแข็งแรง และมีความเก่งกาจ และมาตรฐานทัดเทียมเลย แต่แค่ผ่าตัดปอด น้อยคนมากๆ ที่สนใจการผ่าตัดปอดนี้ ซึ่งน้อยกว่าการผ่าตัดหัวใจ ในช่วงที่ผมเรียนอยู่ ผมรู้สึกได้ว่า มีไม่ถึง 5-6 คน เท่านั้นสำหรับอาจารย์ทั้งประเทศ

 

 

ประสบการณ์เรียน การทำงานและประสบการณ์ชีวิต

 

ทีนี้ประเด็นก็คือ พอเราได้เข้ามาอยู่ในวงการผ่าตัดปอด และหัวใจแล้ว พบว่าจริงๆแล้วยังมีหมอผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย เก่งๆ หลายท่าน กลับกันการผ่าตัดปอดค่อนข้างจะล้าหลังมากๆ ซึ่งทำให้เหมือนกับว่าเราเห็นแล้วว่า มันมีช่องว่างขนาดใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบระดับของประเทศไทย กับนานาชาติ แต่ว่าผ่าตัดหัวใจค่อนข้างที่จะนิ่งแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่มีความสนใจขึ้นมาว่า เราอยากพัฒนาต่อยอดวงการผ่าตัดปอดในบ้านเราให้สูงขึ้น จึงเป็นที่มาว่าเป็นการสมัครไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ

 

การไปสมัครต่อที่ต่างประเทศ ได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศเกาหลี ทุนในที่นี้เป็นทุนที่เปิดมาให้กับประเทศเอเชียทั้งทวีปเลยปีละ 1 คน ตอนนั้นสมัครไป 2 รอบ รอบแรกไม่ได้รับเลือก ปีต่อมาก็สมัครใหม่ ก็ปรากฏว่าโชคดีมากๆ ที่ได้รับเลือก ซึ่งเป็นคนที่ 3 ของทวีปเอเชียที่ได้ไป ดังนั้นทวีปเอเชียก็แข่งกันเกือบ 10 ประเทศ เราก็ได้ไปคนที่ 3 และเป็นคนแรกของประเทศไทย ตอนนั้นน่าจะเป็นปี 2017 เลยได้มีโอกาสไปเรียนรู้เทคนิคการผ่าตัดปอดทุกอย่าง

 

สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ตอนที่เราเข้าไปเรียนรู้ในช่วงระยะเวลา 1 ปี เราพบว่ามันมีช่องว่างมหาศาลของประเทศไทย กับของต่างประเทศ โดยรวมต้องพูดง่ายๆ ว่าสัดส่วนการรักษาคนไข้ผ่าตัดส่องกล้องกับการผ่าตัดแบบเปิด

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ ประเทศไทยเราในช่วงที่ผมก่อนที่จะไปเรียน คนไข้เข้ามาโอกาสได้รับการผ่าตัดส่องกล้องอยู่แค่ประมาณ 20% เท่านั้นเอง ส่วนถ้า 80% เป็นผ่าตัดแบบเปิด แต่ตอนที่ผมไปอยู่เมืองนอก อัตราส่วนของการผ่าตัดส่องกล้องเรียกว่าแทบจะสูง 80-90% เลย การพัฒนาด้วยเทคโนโลยีทุกอย่าง หรือเทคนิคการผ่าตัดค่อนข้างมีบทบาทมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องที่พัฒนากว่าเมืองไทยมากๆ

 

ฉะนั้นช่วงระยะเวลาที่เราไปอยู่ 1 ปี ทำให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ขึ้นมา แล้วรู้สึกว่าจริงๆ เป็นสิ่งที่คนไทยควรได้รับด้วยวิธีการรักษา

 

อย่างไรก็ตามก็ยังมองอยู่ว่าแค่นั้นคงไม่เพียงพอที่จะพาประเทศไทยไปสู่ระดับทัดเทียมกับนานาชาติได้ ผมเลยตัดสินใจว่าจะต้องบินไปดูอีกหลายที่เพื่อดูความแตกต่างของทางเทคนิค เลยได้มีโอกาสไปอยู่ที่ประเทศไต้หวัน ประเทศญี่ปุ่นแล้วก็สหรัฐอเมริกา ไปดูเทคนิคต่างๆ ว่าแต่ละประเทศจุดแข็ง จุดอ่อนเขาเป็นอย่างไร และนำเทคนิคต่างๆ มารวบรวมกัน กลับมาเริ่มรักษาคนไข้ที่ประเทศเดียวกัน

 

ประมาณปี 2019 ผมก็กลับมาที่เมืองไทย เริ่มเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาล (รพ.) วชิรพยาบาลแห่งแรก ตอนนั้นตัวโรงพยาบาลววชิรพยาบาล เรามีหน่วยงานค่อนข้างที่จะเป็นทีมผ่าตัดหัวใจ และปอด แต่การผ่าตัดปอดยังไม่ค่อยมากนัก เราต้องการผ่าตัดปอดในปีนั้นช่วยเหลือคนไข้แค่ประมาณ 40 กว่าราย ซึ่งจริงๆ แล้ว อัตราส่วนมันควรจะมากกว่านั้นเยอะ เราเริ่มรันทีมเราให้ความรู้ไม่ว่าจะเป็นทีมพยาบาล ทีมห้องผ่าตัด ทีมวิสัญญีแล้วก็เพื่อนแพทย์ด้วยกัน

 

โดยเฉพาะเราสร้างทีมสาขาขึ้นมาที่วชิรพยาบาลของเรา ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอโรคมะเร็ง คุณหมอโรคปอด เข้ามาร่วมฟอร์มทีมกันเพื่อส่งเสริมการผ่าตัดปอด ปีแรกเราทำผ่าตัดจาก 40 รายขึ้นมาเป็น 80 รายปัจจุบันผ่านมา 5 ปี ผ่าตัดคนไข้เกือบ 800 รายต่อปี นับว่าเป็นสถานที่ ที่รับการผ่าตัดช่วยเหลือคนไข้ผ่าตัดเฉพาะปอดมากที่สุดในประเทศไทยติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว

 

 

ผุดโปรเจกต์ พาการผ่าตัดปอดสู่ระดับนานาชาติ

 

เนื่องจากการผ่าตัดมันมีการพัฒนาค่อนข้างมาก เราก็จะมีฝันอีกว่าจริงๆ แล้วการผ่าตัดหรือการรักษาในประเทศไทย ของเราควรจะเทียบเท่านานาชาติ มันเลยเป็น project ถัดไปที่ว่า เราจะทำอย่างไรดีที่จะทำให้นำพาบ้านเมืองของเราเข้าสู่ระดับนานาชาติ ทัดเทียมเกาหลี กับสหรัฐอเมริกา ทำให้คนไทยไม่ต้องบินไปรักษาที่เขา รักษาที่เราก็ได้ผลการรักษาที่เท่าเทียมกัน เลยเป็นที่มาของการเปิดโปรเจกต์ นำพาการผ่าตัดปอดสู่ระดับนานาชาติ

 

เราเริ่มมีผลงานในช่วง 5 ปีนี้ เราเก็บสะสมข้อมูลคนไข้มากกว่า 2,000-3,000 ราย ที่เราได้ทำการผ่าตัดไป มีผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติ แล้วเรามีผลงานวิจัยที่ได้รับเชิญในระดับเวทีนานาชาติหลายประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งส่งผลทำให้มีหมอแต่ละประเทศสนใจเข้ามาดูงานที่ประเทศไทยเรา

 

ปัจจุบันวชิรพยาบาลของเราได้เริ่มเปิดโปรเจกต์ เป็นผ่าตัดแบบพี่สอนน้องก่อน ซึ่งเริ่มกันมา 5 ปีแล้ว เราสอนแพทย์รุ่นใหม่คือศัลยแพทย์สมองที่จบไป เข้ามาสู่การอบรมการผ่าตัดส่องกล้อง มีหมอมากกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ สำหรับใครที่เข้ามาฝึกอบรมที่นี่ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเราก้าวสู่สเต็ปถัดไปคือ การผ่าตัดส่องกล้องระดับนานาชาติ ด้วยการที่เราเปิดระบบฝึกการสอนของหมอต่างชาติ ปัจจุบันมีหมอต่างชาติเข้ามาฝึกอบรมในวชิรพยาบาลมากกว่า 100 คน มากกว่า 5 ประเทศ ส่วนมากจะเป็นอินเดีย มีแพทย์ชาวอินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และแพทย์ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกลุ่มตะวันออกเฉียงใต้ ที่อยู่ใกล้บ้านเรา เขามองเราว่ามีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในเรื่องของการผ่าตัดปอดในประเทศไทย

 

ปัจจุบันการพัฒนาการผ่าตัดปอดในวชิรพยาบาลของเรา สามารถเพิ่มศักยภาพในการส่องกล้อง โดยปัจจุบันโอกาสที่จะผ่าตัดส่องกล้องสำเร็จสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 80-90% เทียบกับเมืองนอกได้ โดยเปลี่ยนจาก 20% เมื่อสมัยก่อนประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว เข้ามาสู่ 80-90% ผู้ป่วยสามารถรับการผ่าตัดส่องกล้องได้

 

รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอดกับทีมผ่าตัด ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

 

ฉากชีวิตช่วงเรียนเฉพาะทาง

 

ก่อนที่ผมจะมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รักษาชีวิต หรือว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการผ่าตัดปัจจุบันมากกว่า 1,000 รายต่อปี จริงๆ แล้วสมัยตอนที่ผมเรียนอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผมเกรดไม่ค่อยดี เกรดผมอยู่ประมาณเกือบ 3 เกาะกลุ่มอยู่ตรงกลาง แล้วก็เป็นคนที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนมากเท่าไร

 

แต่ว่าพอจังหวะที่มีชีวิตเปลี่ยนก็คือ จังหวะตอนที่เราได้ไปเริ่มทำงานแล้ว ตอนเป็นแพทย์ตอนปี 6 เราได้สัมผัสคนไข้จริงๆ จึงเริ่มรู้แล้วว่าปัญหาของเขาคืออะไร ฉะนั้นตอนที่ผมอยู่ตอนปี 6 เราเจอคนไข้เสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เล่าให้ฟังตอนต้น เราเจอว่าคนไข้กลับมานอนโรงพยาบาลแล้ว คิวผ่าตัดอีก 3 ปี 3 เดือนก็มาอีก แล้วหัวใจวาย เลยมาเป็นจุดเปลี่ยน

 

ผมว่ามันถึงเวลาแล้ว ถ้าผมทำได้คนนี้ต้องรอด เลยเป็นที่มาของการเรียนผ่าตัดหัวใจ และทรวงอก ตอนที่เรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง บอกเลยว่ายากมาก หนักมาก เพราะว่าอยู่เวรทุกวัน 24 ชั่วโมงคนเดียว ไม่มีใคร ทุกคนลาออกหมด เพราะว่าทนแรงหนักไม่ไหว เรายืนผ่าตัดตั้งแต่ 8 โมงเช้า บางวันเลิก 2 ทุ่ม บางวันเลิกเที่ยงคืนเสร็จแล้วต้องมาเฝ้า ICU ต่อ 7 โมงเช้า เริ่มต้นใหม่เป็นอย่างนี้ตลอด 5 ปี ทำให้จริงๆ แล้วตอนที่ผ่านมาค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่หนักหน่วงมากๆ

 

แต่สิ่งที่ทำให้มันยังคงทนอยู่คือ เราคิดว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เราทำงานหนัก

 

ศัลยแพทย์กลุ่มผ่าตัดปอดและหัวใจทุกคนก็ทำงานหนักเหมือนกัน อาจารย์ทุกท่านก็มีชีวิตเหมือนกัน ยืนผ่าตัดด้วยกันแล้วก็มาเฝ้าคนไข้กันต่อ แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ป่วยกลับบ้านได้ ฉะนั้นตัดสินใจว่าเราก็จะเข้ามาเรียนต่อด้านนี้ฉะนั้นตอนที่เรียนมา มันก็ค่อนข้างที่จะหนักมากๆ แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนก็คือ ช่วงที่อยู่ปี 4 ปี 5 เริ่มรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น แล้วเราเห็นว่าจริงๆ แล้วมันมีบางอย่างที่มันแย่กว่า มันมีบางอย่างที่ยังสามารถพัฒนาได้มากกว่าก็เลยมาสนใจด้านการผ่าตัดปอด ก็เลยเป็นที่มาของเฟส 2 ที่เล่าไป

 

ทีนี้ตอนที่ผมกลับมาจากเมืองนอกปี 2018 ผมกลับมาที่ประเทศไทยครั้งแรก หลังจากที่ไปมาหลายประเทศ ปรากฏว่ากว่าจะได้ทำงานครั้งแรกคือผ่านไป 1 ปี ตอนนั้นเข้ามาด้วยปัญหาหลายๆอย่าง ทำให้เราไม่สามารถก้าวไปตามความฝันได้ที่จะพัฒนาการผ่าตัดปอด จนปี 2019 ได้เริ่มมาทำงานที่วชิรพยาบาลในครั้งแรก ซึ่งเป็นสถานที่ ที่มีศักยภาพแล้วก็เป็นคณะแพทย์ที่สามารถนำพาทีมเข้ามาช่วยรักษาคนไทยได้มากขึ้น

 

ก้าวสู่ศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค

 

จริงๆ แล้วการรักษาในปัจจุบัน โดยการผ่าตัดปอด ของวชิรพยาบาล มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงมากๆ ความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า 1% เท่านั้นเอง

 

เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย และการผ่าตัดปอดที่เรา หากเทียบกับนานาชาติ ได้ทำให้ความเสี่ยงในการผ่าตัดน้อยกว่า 1% และผู้ป่วยที่เข้ามาก็มีความเสี่ยงน้อยมาก ทำให้เขามั่นใจผลการรักษาในประเทศไทยเรา กลายเป็นเซ็นเตอร์ ให้ต่างชาติบินเข้ามาดูงาน มาดูว่าทำอย่างไร ถึงทำให้ความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนมันน้อยมาก และโอกาสสำเร็จในการผ่าตัดผ่านกล้องก็สูงมาก

 

 

ผ่าตัดปอดไทยไม่แพ้ใครในโลก 

 

ในความคิดตอนที่ไปดูงานมาผมคิดว่าเขาก็มีสองมือ เราก็มีสองมือถูกไหม ทุกอย่างอุปกรณ์เขาก็มี เราก็มี แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้ ทำไมประเทศไทย เราทำไม่ได้เหมือนประเทศเขา

 

ในความเชื่อของผมถ้าสมมติเขาทำได้ แล้วถ้าอุปกรณ์มันมีเหมือนกัน เมืองไทยก็ต้องทำได้ คนไข้คนไทยที่ต้องการผ่าตัด ถ้าเราทำได้เขาไม่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปผ่าตัดที่ต่างประเทศ หรือเขาอาจจะมีความเชื่อใจว่ามีการพัฒนาทำให้ครอบครัวเขาอยู่รอดกันไปอีกยาว สิ่งที่ต้องการสื่อก็คือ ถ้าเขาทำได้ ผมว่าผมก็น่าจะทำได้ แล้วถ้าผมทำได้เขาก็สามารถอยู่กับครอบครัวเขาได้อีกยาว สามารถช่วยคนได้เยอะ

 

ผมมองว่าความฝันต่อไปของผมคือ ผมหวังว่าของทางวชิรพยาบาลของเราจะสามารถเป็นผู้นำหรือว่าการผ่าตัดของการรักษาการผ่าตัดโรคปอด และสามารถสอนแพทย์รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในต่างชาติ ให้มาเรียนรู้ แล้วสามารถกลับไปเริ่ม Setting โรงพยาบาลของตนเองในแต่ละที่ ทำให้เขามีระดับการพัฒนา แล้วทำให้ภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยกลับไปฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

 

 

ชีวิตในห้องผ่าตัด 24 ชั่วโมง กับคำถามที่เปลี่ยนชีวิต

 

จริงๆ แล้วบางทีตอนที่เรียนอยู่ตอน 5 ปี ด้วยความที่มันอยู่คนเดียว มันเรียนคนเดียว เราเป็นหัวหน้าทีมคนเดียว ตั้งแต่ตอนเป็นแพทย์ประจำบ้านปีที่ 2 เรามองทั้งซ้ายทั้งขวาไม่มีเพื่อนร่วมทาง งานก็หนักอยู่เวร 24 ชั่วโมงติดต่อกันอยู่ทุกวันๆ แล้วก็มองว่าจริงๆ แล้วมันตอบโจทย์ชีวิตจริงหรือเปล่า 

 

ขณะที่เห็นคนอื่นเขามีเวลากับครอบครัว เขามีเวลาไปรับประทานข้าวกับครอบครัว เราไม่มีเลย ชีวิตของเราคือ การผ่าตัด เราดูคนไข้ เราวนลูปอยู่แค่นี้ 5 ปีเต็มๆ

 

สิ่งที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ คนไข้หลายๆ คนที่เขาเหนื่อยอยู่หรือเขามีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือว่าคนไข้ที่เป็นมะเร็งก็สามารถกลับเข้าไป เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันคงอยากกลับไปสู่จุดเริ่มต้น แล้วลองคิดกลับไปว่าทำไมเราถึงมาเรียน ก็คือ การที่เราเห็นคนไข้เสียชีวิตต่อหน้าต่อตา เพราะว่าไม่มีคิวผ่าตัด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกว่าเรามีความมุ่งมั่นมาก

 

ถ้าเราทำได้ก็จะช่วยคนได้อีกหลายพันคนในอนาคต ฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าต้องกัดฟัน ดังนั้นช่วงระยะเวลา 5 ปี ก็ลำบากมันมีอยากลาออกหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็กลับมาดูความมุ่งมั่นในตอนเรียน ตอนที่จะสมัครทำให้มันผ่านไปได้

 

 

มากกว่าแค่การผ่าตัด: ความร่วมมือของทีมแพทย์ที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วย

 

ผมว่ามีคนไข้หลายคนนะ ปัจจุบันมีเยอะมาก มีคนไข้ล่าสุดมาจากภาคตะวันออก คนไข้รายนี้เป็นเด็กหนุ่มอายุ 17 ปี แล้วคนไข้คนนี้มาด้วยอาการเหนื่อยมาก โดยรักษาเป็นโรคหอบหืด ทีนี้เข้าไปในห้องฉุกเฉินก็พบว่ามีภาวะหลอดลมอุดตัน พูดง่ายๆ เวลาหายใจเราเอาลมใช่ไหม 

 

ลมพวกนี้มันเอาเนื้องอกขวางอยู่ ซึ่งพอมันขวางอยู่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันทำให้เขาหายใจไม่ได้ เหมือนคนกำลังจมน้ำ กำลังจะตายเป็นเด็กอยู่ ด้วยความที่ว่าโรคเนื้องอกในหลอดลมเป็นโรคที่ค่อนข้างจะซับซ้อนมากๆ แต่ประเทศไทย มีอยู่แค่ไม่กี่โรงพยาบาลที่รักษาได้ 

 

สิ่งที่เกิดก็คือ คนไข้คนนี้เขาเกิดเหตุขึ้นมาที่ไกลมากประมาณ 300-400 กิโลเมตร ทั้งภาคตะวันออกไม่มีใครรักษาได้ อาจจะเป็นการผ่าตัด ทีนี้เขาประสานไปเกือบ 15 ถึง 20 โรงพยาบาลไม่มีใครรับ เนื่องจากว่าเตียงเต็ม ขาดอุปกรณ์ทุกอย่าง โดยเฉพาะคนไข้ก็โทรศัพท์มาหาผม ถามว่าช่วยรับตัวไปได้ไหม 

 

ตอนนั้นผมบรรยายอยู่ผมก็บอกว่าโอเคส่งมาเลย ทีนี้การผ่าตัดซับซ้อนมาก ต้องอาศัยคนเกือบ 30-40 คนในการผ่าตัด เหตุผลที่ใช้ 30-40 คน เพราะว่ามันมีหลายทีมเข้ามาร่วมดูแล มันจะเป็นคุณหมอโรคปอด คุณหมอดมยา เครื่องเทคโนโลยีหัวใจ ซึ่งต้องทำการผ่าตัดโดยการใส่เครื่อง เพราะว่าคนไข้หายใจไม่ได้แล้ว ตอนที่เข้าไปดูผ่าตัดหลอดลมเหลือแค่ 2 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง เด็กหนุ่มคนนี้กำลังจะเสียชีวิต

 

ต่อมาสภาพแย่มาก เลยต้องใส่เครื่องพยุงหัวใจเทียม เพื่อทำให้เขาหายใจได้  หลังผ่าตัดผู้ป่วยก็กลับมาหายใจได้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยใช้ระยะเวลานอนประมาณ 5 วันกลับบ้าน จากคนไข้ที่กำลังจะเสียชีวิต เรารับตัวมาทำการผ่าตัด แล้วคนไข้สามารถกลับไป โดยโรคตัวนี้ที่เขาเป็นโอกาสหายขาดมันสูงมากๆ เพราะว่ามันเป็นตัวเนื้องอกชนิดหนึ่งที่อาการมันรุนแรง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผ่าตัดออกไปได้หมด โอกาสหายหมดก็จะสูง อันนี้จะเป็นอีกกรณีหนึ่งที่เราเจอ

 

อีกกรณีหนึ่งก็คือ กลุ่มคนไข้ที่บินมาจากนราธิวาส มีกลุ่มคนไข้หลายคนที่บินมาจากภาคใต้ เช่น กลุ่มคนไข้ที่เป็นโรคปอด หรือโรคตับ ที่บินขึ้นมา เขาบอกว่าการผ่าตัดแบบเปิดยังไม่ค่อยแพร่หลายในภาคใต้ หลายๆ ท่านไม่มีความมั่นใจในการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เขาก็เลยบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อขึ้นมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพราะว่าการผ่าตัดแบบส่องกล้องมันก็จะฟื้นตัวไวกว่า ฉะนั้นก็จะมีกลุ่มคนไข้ที่บินมาเนื่องจากว่ากลัวการผ่าตัด แต่คนไข้อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ คนไข้ที่อายุสูง มากๆ 80-90 แล้วแต่ละที่ปฏิเสธผ่าตัดก็คือ อายุมาก โรคประจำตัวเยอะ แต่ว่าครอบครัวเขาก็ต้องการให้คุณพ่อรอด เขาก็จะเข้ามาปรึกษาทีมเราที่จะเข้ามารักษา ฉะนั้นถ้าสมมติเรามีทีมที่ดี มันก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไว ฉะนั้นปัจจุบันมีคนไข้ที่ผ่าตัด 80 ปีขึ้นไป มากกว่า 100 ราย โดยอายุมากที่สุดที่เราผ่าตัดไปก็คือ 100 ปี ซึ่งเราก็ทำการผ่าตัดให้คนไข้สามารถกลับบ้านได้ ฉะนั้นถ้าเราคุยความเสี่ยงทุกอย่างแล้วผู้ป่วยโอเค แล้วมีการผ่าตัดที่ดี ผู้ป่วยก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้ ซึ่งจะแตกต่างจากเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว

 

 

ไม่ใช่แค่ผ่าตัด แต่คือการพัฒนาระบบแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

 

ตอนนี้เราวางแผนว่า เราเริ่มมีการบรรยายและเราตีพิมพ์ผลงานวิจัยนานาชาติ ปัจจุบันเราตีพิมพ์มากกว่า 20-30 ฉบับ เพื่อให้มีการแพร่หลายในวงการผ่าตัดระดับนานาชาติ อันที่ 2 เราเริ่มเปิดโครงการฝึกอบรมของตัวแพทย์ต่างชาติหรือศัลยแพทย์ต่างชาติที่เข้ามาฝึกอบรมที่วชิรพยาบาลของเรา เป็นระยะสั้น 3 เดือน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ตอนนี้ที่เข้ามาก็มีหลายประเทศของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาดูงาน แล้วนอกจากมีหมอ ฉะนั้นการที่เรามีศูนย์รวมหรือการเปิดพวกนี้ขึ้นมา จะส่งผลให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งนอกจากเราจะส่งเสริมเขา เขายังส่งเสริมเราเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างพันธมิตร และต่อยอดในอนาคตได้

 

ความใฝ่ฝันที่ต้องการให้ประเทศไทย กลายเป็นฮับในการรักษาโรคในประเทศไทย ในระดับนานาชาติ โรคใดบ้าง ในระดับอาเซียนเอเชีย และระดับโลก ปกติต้องบอกเลยว่า จริงๆ ทุกครั้งที่ทำการผ่าตัด เราค่อนข้างที่จะแฮปปี้กับมัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนไข้มาอยู่กับเรา แล้วเราผ่าตัดหาย แล้วเขาก็มาตรวจเช็กว่ายังมีชีวิตอยู่กับครอบครัว ก็ทำให้เราอยากจะทำงานด้านนี้ต่อ ยกตัวอย่าง ผมมีคนไข้คนหนึ่งอายุ 82 ปี เพิ่งเสียไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คนนี้ลูกพามาด้วยน้ำท่วมปอด เจอครั้งแรกเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ระยะสุดท้ายแล้ว มาถึงปุ๊บ บอกว่าไม่เคยตรวจเลยมันจะเป็นน้ำท่วมปอด พอผมแจ้งข่าวดูจากทุกอย่างปุ๊บนั่งร้องไห้กันทั้งครอบครัวเลย แต่คุณแม่ก็ยังไม่รู้ ฉะนั้นเราก็บอกเลยว่าวิธีการรักษามีอะไรบ้าง 

 

หลักการก็คือ เราก็คงเอาน้ำออกมาทำให้หายเหนื่อย เราเอาชิ้นเนื้อเยื่อหุ้มปอดไปตรวจดูว่าให้ยาพุ่งเป้าได้ไหม ถ้าสมมติว่าให้ยาพุ่งเป้าได้ คนไข้กินยาพุ่งเป้าต่อ ก็ต้องให้ยาคีโมต่อ คนนี้โชคดีมากๆ ที่สามารถผ่าตัดส่องกล้องเรียบร้อยดี อายุ 82 ปี แล้วก็เอาน้ำออก แล้วก็กินยาพุ่งเป้าต่อ ปัจจุบันตอนนี้จากตอนแรกที่เขานั่งร้องไห้ ตอนนี้ 85 ปีแล้วเขาก็ยังแข็งแรงไปเที่ยวใช้ชีวิต แล้วก็กลับมาตรวจเช็กกันอยู่ ครอบครัวก็มีความสุขมากๆ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นระยะ 4 แต่ว่าปัจจุบันนวัตกรรมหรือตัวยามันก็พัฒนาไปมาก ผู้ป่วยก็สามารถมีอายุยืนยาวได้มากขึ้นกว่าเดิม เหลืออีกรายหนึ่งตลกมาก ที่ว่าผู้ป่วยเหมือนกัน เป็นพ่อพยาบาลตรวจเจอเป็นมะเร็งปอด อายุ 93 ปีผมก็ถามว่า 93 ปีแล้ว ยังอยากจะผ่าตัดอีกเหรอ เขาบอกว่าอยากให้คุณพ่อมีอายุยืนยาว คุณพ่อยังเดินเที่ยวเล่นไปต่างจังหวัดได้อยู่ก็เลย โชคดีที่ว่าตอนที่เราผ่าตัดไปเป็นระยะเริ่มต้น ตอนนี้ผู้ป่วย 96 ปีแล้วก็ยังแข็งแรง มาตรวจยังอยู่ ฉะนั้นต้องบอกจริงๆ ว่าสิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกว่าเรายังคงอยากทำงานเฉพาะทางด้านนี้อยู่ ซึ่งอยากให้ผู้ป่วยอยู่กับครอบครัวเขาไปนานๆ

 

ปัจจุบันมีโรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการส่องกล้องผ่าตัดปอด มีโรคอะไรบ้าง จริงๆ แล้วต้องบอกเลยว่า การตระหนักสุขภาพมันเป็นสิ่งสำคัญนะ ถ้าเราตรวจสุขภาพได้เร็ว เราจะได้มีโอกาสรักษาหายขาด ทีนี้การรักษาการผ่าตัดในประเทศไทย พัฒนาค่อนข้างมาก 

 

ประเทศไทยเราเป็นศูนย์รวมการรักษาของการแพทย์ ที่เรียกว่าดีมากๆ ในโลก มีหลายประเทศบินเข้ามารักษาในประเทศไทย เนื่องจากว่าประเทศไทยมีจุดเด่นนอกจากจะมีการแพทย์ที่ดี ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวรวมทั้งมีงานวิจัยที่รองรับระดับนานาชาติ ฉะนั้นเราก็จะหวังว่าจริงๆ แล้วในอนาคตเอาไว้แพทย์รุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาสืบสานต่อสิ่งที่ผมทำไว้ ทำให้พาเมืองไทยของเราเข้ามาสู่ระดับนานาชาติ ซึ่งคำว่านานาชาติไม่ใช่เรื่องการรักษา แต่นานาชาติคือ เรารักษาคนไข้ ได้ดีเท่าต่างประเทศ ผลการรักษาได้เทียบเท่าต่างประเทศเพื่อทำให้คนไข้อยู่กับครอบครัวเขาไปได้อีกนาน

 

 

อยากฝากอะไรไว้ให้กับแพทย์ ผู้ป่วย และประชาชน 

 

ปัจจุบันก็จะมีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาศึกษาต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายถูกกว่า มีเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย แล้วพวกเขาเชื่อมั่นในวงการแพทย์ไทย โดยเฉพาะศัลยแพทย์ที่เป็นหมอผ่าตัดที่อยู่ตามประเทศต่าง ๆ ก็อยากมาฝึกอบรมที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลเพื่อมาดูเทคนิคการผ่าตัดใหม่ ๆ ว่าทำอย่างไรถึงได้ผลลัพธ์หรือผลการรักษาที่น่าพอใจ แต่ประเด็นก็คือ เขาอยากจะมาดูเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งประเทศเราเป็นประเทศที่ค่อนข้างมาง่าย สะดวก และการแพทย์ทันสมัย

The post รู้จัก ‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ ศัลยแพทย์ผ่าตัดปอด กับความท้าทายนำการรักษาในไทย สู่ระดับนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.จุฬาลงกรณ์ผ่าตัดรักษา ‘โรคหยุดหายใจขณะหลับ’ ด้วยเทคนิคใหม่สำเร็จแห่งแรกในไทย https://thestandard.co/hgns-osa-chula/ Tue, 08 Jul 2025 00:58:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1094004 hgns-osa-chula

วานนี้ (7 กรกฎาคม) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยท […]

The post รพ.จุฬาลงกรณ์ผ่าตัดรักษา ‘โรคหยุดหายใจขณะหลับ’ ด้วยเทคนิคใหม่สำเร็จแห่งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
hgns-osa-chula

วานนี้ (7 กรกฎาคม) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยทีมแพทย์จากศูนย์นิทราเวชและสหสาขาวิชาชีพ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ด้วยเทคนิคใหม่ การกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 (Hypoglossal Nerve Stimulation: HGNS) นับเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแห่งที่ 4 ในเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งจะเพิ่มทางเลือกการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

 

รศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน หัวหน้าศูนย์นิทราเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ และนายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) พบได้ถึง 14% ของประชากรทั่วไป และสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด การรักษาหลักคือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) แต่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถทนต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ได้

 

“ทีมแพทย์จึงได้ค้นหาวิธีการรักษาใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย” รศ.พญ.นฤชากล่าว 

 

โดยล่าสุดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิค HGNS ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่มีแผลเล็ก ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ป่วย OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก โดยโรงพยาบาลมีแผนจะเปิดให้บริการการรักษาด้วยวิธี HGNS ในอนาคตอันใกล้

 

ผศ. (พิเศษ) พญ.นทมณฑ์ ชรากร หัวหน้าหน่วยโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ อธิบายว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีศักยภาพสูงในการดูแลผู้ป่วยโรคจากการนอนหลับทุกประเภท โดยเทคนิค HGNS ซึ่งอุปกรณ์ได้รับการรับรองจาก อย. ไทยเมื่อปี 2567 

 

มีหลักการคือการฝังกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Implantable Device) บริเวณเหนือกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นไฟฟ้าที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 ทางขวา ทำให้กล้ามเนื้อลิ้น (Genioglossus Muscle) เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ขณะที่อุปกรณ์จับสัญญาณการหายใจ เพื่อให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง ผู้ป่วยสามารถเปิด-ปิดอุปกรณ์ได้ง่ายผ่านรีโมทคอนโทรล

 

ผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธี HGNS ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก ไม่สามารถทนการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกได้ และมีข้อบ่งชี้ตามเกณฑ์กำหนด เทคนิคนี้ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ตั้งแต่ปี 2557 และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

 

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวสรุปว่า นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สามารถนำเทคนิคนี้มารักษาผู้ป่วยได้สำเร็จเป็นที่แรกของประเทศไทย และเป็นลำดับที่สี่ของเอเชีย เป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีความประสงค์จะรักษาด้วยเทคนิคนี้จำเป็นต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีข้อบ่งชี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

 

 

The post รพ.จุฬาลงกรณ์ผ่าตัดรักษา ‘โรคหยุดหายใจขณะหลับ’ ด้วยเทคนิคใหม่สำเร็จแห่งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะวิธีผ่าตัดยุคใหม่ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด | THE STANDARD https://thestandard.co/ruamjairak-mis/ Mon, 18 Dec 2023 10:12:25 +0000 https://thestandard.co/?p=878163

รู้หรือไม่ว่าการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำให้ค […]

The post ชมคลิป: เจาะวิธีผ่าตัดยุคใหม่ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

รู้หรือไม่ว่าการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำให้คนไข้ ‘แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว’ กว่าที่คิด

 

Minimally Invasive Surgery (MIS) หรือการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก คือทางเลือกสำหรับการผ่าตัดในยุคใหม่ และมีแนวโน้มว่าวิธีการผ่าตัดนี้จะถูกใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทนการผ่าตัดเปิดแบบเดิม

 

THE STANDARD ร่วมกับโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62 พาไปเจาะลึกวิธีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กที่ปัจจุบันใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย พาดูกระบวนการและอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ พร้อมคุยข้อสงสัยกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

[ADVERTORIAL]

The post ชมคลิป: เจาะวิธีผ่าตัดยุคใหม่ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอนดี โรเบิร์ตสัน พลาดลงสนามราว 3 เดือน หลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดรักษาหัวไหล่ https://thestandard.co/andy-robertson-liverpool-shoulder-injury/ Sat, 21 Oct 2023 05:15:54 +0000 https://thestandard.co/?p=857073 แอนดี โรเบิร์ตสัน

วานนี้ (20 ตุลาคม) The Athletic รายงานว่า แอนดี โรเบิร์ […]

The post แอนดี โรเบิร์ตสัน พลาดลงสนามราว 3 เดือน หลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดรักษาหัวไหล่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอนดี โรเบิร์ตสัน

วานนี้ (20 ตุลาคม) The Athletic รายงานว่า แอนดี โรเบิร์ตสัน ฟูลแบ็กของลิเวอร์พูล จะต้องพักจากการลงเล่นราว 3 เดือน หลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่

 

กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ได้รับบาดเจ็บในเกมยูโร 2024 รอบคัดเลือก ที่ทีมของเขาพ่ายต่อสเปน 0-2 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังเข้าปะทะกับ อูไน ซิมอน ผู้รักษาประตูของทัพกระทิงดุ

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้โรเบิร์ตสันมีอาการไหล่ขวาหลุด และกลับมาที่ลิเวอร์พูลเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดกับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของสโมสร

 

หากไม่มีการผ่าตัดเขาสามารถกลับมาเล่นได้ภายในสี่สัปดาห์ แต่นั่นแลกมากับความเสี่ยงอย่างมากที่อาการบาดเจ็บที่ไหล่อาจจะกลับมาอีกครั้ง

 

ดังนั้นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลที่สุดคือให้เขาเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งจะใช้เวลาพักประมาณ 10-12 สัปดาห์ โดยคาดว่าการผ่าตัดจะมีขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

เรื่องดังกล่าวได้รับการยืนยันจาก เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมหงส์แดง โดยกล่าวว่า “หลังการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเกือบทุกคน ดูเหมือนว่าการผ่าตัดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว และนั่นหมายความว่าเขาจะต้องพักสักระยะ”

 

หมายความว่าโรเบิร์ตสันไม่น่าจะได้ลงสนามอีกอย่างน้อยจนจบปี 2023 และจะพลาดเกมพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญหลายนัด อย่างการพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล

 

นักเตะวัย 29 ปี ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปแล้ว 275 นัดนับตั้งแต่เขาย้ายมาจากฮัลล์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ หรือราว 355 ล้านบาท ในปี 2017 และนี่จะเป็นการพักจากการลงสนามที่ยาวนานที่สุดในอาชีพค้าแข้งที่แอนฟิลด์ด้วย

 

อ้างอิง: 

 

The post แอนดี โรเบิร์ตสัน พลาดลงสนามราว 3 เดือน หลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดรักษาหัวไหล่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Surgery Support IV Drip ทางเลือกของการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดหรือศัลยกรรมแบบเร่งด่วน https://thestandard.co/life/post-surgery-support-iv-drip/ Fri, 25 Aug 2023 02:00:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=833372 Post-Surgery Support IV Drip

ใครที่กำลังจะตัดสินใจผ่าตัดหรือทำศัลยกรรมนั้นต่างรู้ดีว […]

The post Post-Surgery Support IV Drip ทางเลือกของการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดหรือศัลยกรรมแบบเร่งด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Surgery Support IV Drip

ใครที่กำลังจะตัดสินใจผ่าตัดหรือทำศัลยกรรมนั้นต่างรู้ดีว่า ต้องมีวินัยและความใส่ใจในการดูแลตัวเองหลังจากนั้นมากเป็นพิเศษเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไว นอกจากการพักผ่อน งดกิจกรรมที่ใช้แรง และรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว หนึ่งในวิธีที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดหรือศัลยกรรมได้ไวคือการดริปวิตามิน 

 

ล่าสุด VIVID by Verita Health บาร์วิตามินสีสันจัดจ้านที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เปิดตัว Post-Surgery Support IV Drip วิตามินสูตรเข้มข้นเกรดพรีเมียม คิดค้นโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดหรือทำศัลยกรรมแบบเร่งด่วน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อ ลดอาการอักเสบของหลอดเลือด จึงช่วยลดเวลาในการพักฟื้นร่างกายให้กลับมาเป็นปกติได้ไวยิ่งขึ้น

 

จุดเด่นของ IV Drip สูตรนี้คือ กรดโฟลิก (Folic Acid) วิตามินทรงพลัง ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย แต่ยังช่วยป้องกันภัยคุกคามที่แฝงตัวอยู่ในร่างกายอย่างโรคเบาหวาน โดยกรดโฟลิกจะทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญน้ำตาล และกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และเป็นตัวนำหลักที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของตับ 

 

ในการเข้ารับการดริปวิตามินแต่ละครั้งจะใช้เวลาอยู่ที่ 40 นาที หรือหากมีเวลาน้อยก็สามารถเลือกรับบริการแบบ IV Express 15 นาที ได้เช่นกัน 

 

ภาพ: Courtesy of VIVID by Verita Health

The post Post-Surgery Support IV Drip ทางเลือกของการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดหรือศัลยกรรมแบบเร่งด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เซนอลแถลงยืนยัน ‘เยอร์เรียน ทิมเบอร์’ เตรียมผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า คาดพักยาว 6 เดือน https://thestandard.co/arsenal-confirmed-jurrien-timber-knee-surgery/ Thu, 17 Aug 2023 01:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=830137 เยอร์เรียน ทิมเบอร์

วันนี้ (16 สิงหาคม) อาร์เซนอล ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก อั […]

The post อาร์เซนอลแถลงยืนยัน ‘เยอร์เรียน ทิมเบอร์’ เตรียมผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า คาดพักยาว 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยอร์เรียน ทิมเบอร์

วันนี้ (16 สิงหาคม) อาร์เซนอล ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกแถลงการณ์ถึงอาการบาดเจ็บของ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ปราการหลังดาวรุ่งวัย 22 ปี ที่ย้ายมาจากอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยราคา 38 ล้านปอนด์ ในตลาดซื้อขายซัมเมอร์ 2023

 

โดยให้ข้อมูลว่า ทิมเบอร์ได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าขวา ในเกมที่เดอะกันเนอร์สเอาชนะน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งดาวเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์จะเข้ารับการผ่าตัดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

สโมสรกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทิมเบอร์จะไม่สามารถลงเล่นได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง (สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่า 6 เดือน)

 

“การสนับสนุนและความเชี่ยวชาญจากทีมแพทย์ของเราและทุกคนที่สโมสรจะมุ่งเน้นไปที่โปรแกรมการฟื้นฟูของทิมเบอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะฟื้นตัวได้ดีและกลับมาเล่นให้กับทีมได้โดยเร็วที่สุด”

 

ทั้งนี้ โปรแกรมนัดต่อไปของทัพปืนใหญ่ อาร์เซนอล มีคิวลงเล่นศึกพรีเมียร์ลีกนัดที่ 2 ของฤดูกาล พบกับคริสตัล พาเลซ ในคืนวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

อ้างอิง:

The post อาร์เซนอลแถลงยืนยัน ‘เยอร์เรียน ทิมเบอร์’ เตรียมผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า คาดพักยาว 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยืนยัน เควิน เดอ บรอยน์ บาดเจ็บบริเวณแฮมสตริง คาดพักราว 3-4 เดือน และอาจต้องผ่าตัด https://thestandard.co/pep-guardiola-confirmed-kevin-de-bruyne-hamstring-injury/ Wed, 16 Aug 2023 01:21:04 +0000 https://thestandard.co/?p=829725 เควิน เดอ บรอยน์

วันนี้ (15 สิงหาคม) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชส […]

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยืนยัน เควิน เดอ บรอยน์ บาดเจ็บบริเวณแฮมสตริง คาดพักราว 3-4 เดือน และอาจต้องผ่าตัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน เดอ บรอยน์

วันนี้ (15 สิงหาคม) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันว่า เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพวัย 32 ปี จะเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง ซึ่งจะพลาดลงสนามช่วยทีมเป็นเวลา 3-4 เดือน และอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดด้วย

 

โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เดอ บรอยน์ มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมาตั้งแต่ปลายฤดูกาลก่อน ซึ่งอาการบาดเจ็บล่าสุดเกิดขึ้นในเกมที่แมนฯ ซิตี้เอาชนะเบิร์นลีย์ 3-0 เมื่อเขามีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังหรือกล้ามเนื้อแฮมสตริง (ตามรายงานก่อนหน้านี้) จนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 23 ของเกม

 

“มันเป็นอาการบาดเจ็บที่หนัก เราต้องตัดสินใจว่าเขาจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่

 

“การตัดสินใจเกี่ยวกับการผ่าตัดจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และเขาอาจพลาดการลงสนามไป 3-4 เดือน” กวาร์ดิโอลากล่าว

 

ทั้งนี้ ทัพ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังมีคิวลงเล่นศึกชิงถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2023 กับเซบียา ในคืนวันพุธที่ 16 สิงหาคม เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

อ้างอิง:

The post เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยืนยัน เควิน เดอ บรอยน์ บาดเจ็บบริเวณแฮมสตริง คาดพักราว 3-4 เดือน และอาจต้องผ่าตัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายคนหนึ่งยอมเป็นหนี้ 5 ปี เพื่อกู้เงิน 2.8 ล้านบาท สำหรับผ่าตัดยืดขาและทำให้สูงขึ้น 3 นิ้ว หลังมอง ‘คนที่ตัวสูงดูเหมือนจะมีชีวิตที่ง่ายกว่าคนอื่น’ https://thestandard.co/john-lovedale-height-surgery/ Sun, 06 Nov 2022 05:24:11 +0000 https://thestandard.co/?p=704895 John Lovedale

นิตยสาร GQ รายงานว่า มีชายคนหนึ่งกู้เงิน 75,000 ดอลลาร์ […]

The post ชายคนหนึ่งยอมเป็นหนี้ 5 ปี เพื่อกู้เงิน 2.8 ล้านบาท สำหรับผ่าตัดยืดขาและทำให้สูงขึ้น 3 นิ้ว หลังมอง ‘คนที่ตัวสูงดูเหมือนจะมีชีวิตที่ง่ายกว่าคนอื่น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
John Lovedale

นิตยสาร GQ รายงานว่า มีชายคนหนึ่งกู้เงิน 75,000 ดอลลาร์ หรือราว 2.8 ล้านบาท เพื่อผ่าตัดยืดขาและทำให้เขาสูงขึ้น 3 นิ้ว

 

John Lovedale อธิบายว่าทำไมเขาจึงเข้ารับการผ่าตัดที่เจ็บปวดเป็นเวลานานหลายเดือนว่า “ผมสังเกตเห็นว่าคนที่ตัวสูงดูเหมือนจะมีชีวิตที่ง่ายกว่าคนอื่น มันเหมือนกับโลกปรับตัวตามพวกเขา” โดยก่อนเข้ารับการผ่าตัดเขาสูงประมาณ 5.85 ฟุต ซึ่งน้อยกว่าความสูงเฉลี่ยของชาวอเมริกันที่ 5.9 ฟุต


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


จากรายงานของ GQ บอกว่าเขากู้เงินจากธนาคารออนไลน์อย่าง SoFi เพื่อชำระค่าผ่าตัด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 70,000-150,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับคุณว่าอยากสูงขึ้น 3, 4, 5 หรือ 6 นิ้ว

 

และตอนนี้เขาต้องจ่ายเงิน 1,200 ดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อชำระหนี้ ซึ่งมีระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 5 ปี “คนจะมองคุณต่างไปหากคุณสูง ตอนนี้มีคนมองผมที่ยิมมากขึ้นแล้ว” เขากล่าว ทั้งนี้ เขาได้ยินเกี่ยวกับการยืดขาของศัลยแพทย์ Kevin Debiparshad ครั้งแรกบน Facebook

 

Debiparshad เป็นหนึ่งในศัลยแพทย์เพียงไม่กี่คนในอเมริกาเหนือที่ทำศัลยกรรมเสริมความงามให้กับขา เขาก่อตั้งสถาบัน LimbplastX ใกล้ลาสเวกัสในปี 2016 และธุรกิจของคลินิกก็เฟื่องฟูในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ Debiparshad กล่าวกับ GQ ว่า เดิมทีการยืดขาเพื่อเสริมสวยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยผู้ป่วยที่มีอาการทางแพทย์จริง แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นการศัลยกรรมเสริมความงามทั่วไปแล้ว

 

ขั้นตอนการผ่าตัดนั้นฟังดูเจ็บปวดกว่าปกติ โดยแพทย์จะเจาะกระดูกโคนขาของผู้ป่วยหรือกระดูกต้นขา แล้วสอดตะปูโลหะที่ปรับได้เข้าไป GQ รายงานว่าตะปูจะขยายออกเล็กน้อยทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ด้วยรีโมตคอนโทรลแบบแม่เหล็ก

 

ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะค่อยๆ ยืดกระดูกและขาในการรักษา Debiparshad บอกกับ GQ ว่า “คุณต้องมีวินัยทางจิต มันเหมือนกับการฝึกสำหรับการวิ่งมาราธอน”

 

เขาเผยว่าผู้ป่วยของเขาหลายคนเป็นพนักงานจากบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เช่น Google, Amazon, Microsoft และ Meta

 

อ้างอิง:

The post ชายคนหนึ่งยอมเป็นหนี้ 5 ปี เพื่อกู้เงิน 2.8 ล้านบาท สำหรับผ่าตัดยืดขาและทำให้สูงขึ้น 3 นิ้ว หลังมอง ‘คนที่ตัวสูงดูเหมือนจะมีชีวิตที่ง่ายกว่าคนอื่น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป็อกบา เข้ารับการผ่าตัดเข่า คาดพัก 2 เดือน ลุ้นหายทันช่วยฝรั่งเศสลุยฟุตบอลโลกปลายปีนี้หรือไม่ https://thestandard.co/paul-pogba-knee-surgery/ Tue, 06 Sep 2022 03:54:47 +0000 https://thestandard.co/?p=676849 พอล ป็อกบา

วันนี้ (6 กันยายน) สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า พอล […]

The post ป็อกบา เข้ารับการผ่าตัดเข่า คาดพัก 2 เดือน ลุ้นหายทันช่วยฝรั่งเศสลุยฟุตบอลโลกปลายปีนี้หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พอล ป็อกบา

วันนี้ (6 กันยายน) สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า พอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส วัย 29 ปี ของยูเวนตุส ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดที่หัวเข่า หลังมีอาการบาดเจ็บเข่าเรื้อรังตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยคาดว่าเขาจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 เดือน ทำให้เป็นที่จับตามองของสื่อว่าป็อกบาจะหายทันเพื่อมีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสลุยศึกฟุตบอลโลกช่วงปลายปีนี้ที่กาตาร์หรือไม่

 

มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี กุนซือยูเวนตุส ได้กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของป็อกบาว่า เช้านี้ป็อกบาเข้าฝึกซ้อมเป็นครั้งที่สองกับทีม แต่แล้วก็ต้องหยุดไป และเขาตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด

 

เมื่อสื่อถามต่อว่าป็อกบาจะหายทันช่วยฝรั่งเศสในฟุตบอลโลกหรือไม่ อัลเลกรีกล่าวเสริมว่า ฟุตบอลโลกไม่ใช่ปัญหาของผม ปัญหาของยูเวนตุสคือการที่เขาจะกลับมาในเดือนมกราคม เราจะได้เขากลับมาในเดือนมกราคม

 

ทั้งนี้ ในฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่ม แชมป์เก่าฝรั่งเศสอยู่ในกลุ่ม D ร่วมกับออสเตรเลีย, เดนมาร์ก และตูนิเซีย โดยมีคิวลงสนามในศึกฟุตบอลโลกนัดแรกพบกับออสเตรเลีย ในวันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 02.00 น.

 

อ้างอิง:

The post ป็อกบา เข้ารับการผ่าตัดเข่า คาดพัก 2 เดือน ลุ้นหายทันช่วยฝรั่งเศสลุยฟุตบอลโลกปลายปีนี้หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
13 มกราคม 2379 หมอบรัดเลย์ผ่าตัดพระภิกษุในสยาม https://thestandard.co/onthisday13012379-2/ Thu, 13 Jan 2022 01:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=581670 Dan Beach Bradley

การรักษาโดยวิธีผ่าตัด เท่าที่มีหลักฐานบันทึก พบการผ่าตั […]

The post 13 มกราคม 2379 หมอบรัดเลย์ผ่าตัดพระภิกษุในสยาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dan Beach Bradley

การรักษาโดยวิธีผ่าตัด เท่าที่มีหลักฐานบันทึก พบการผ่าตัดในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง เวลานั้นเป็นช่วงที่มิชชันนารีเข้ามาประเทศไทย หนึ่งในมิชชันนารีคือ นพ.แดน บีช แบรดลีย์ หรือที่คนไทยเรียกว่าหมอบรัดเลย์ 

 

การผ่าตัดครั้งที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมอบรัดเลย์และการแพทย์สมัยใหม่ของมิชชันนารีคือ การตัดแขนพระภิกษุรูปหนึ่ง เหตุเกิดในงานฉลองวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (วันที่ 13 มกราคม 2379) เมื่อปืนใหญ่ที่นำไปทำเป็นกระบอกสำหรับจุดไฟพะเนียงหรือพลุ ระเบิดขึ้นในขณะที่จุดชนวน ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายหลายคน หมอบรัดเลย์ซึ่งมีบ้านอยู่แถวนั้นได้มารักษาคนเจ็บ มีพระรูปหนึ่งได้รับบาดเจ็บจนกระดูกแขนแตกละเอียด จำเป็นต้องตัดแขน เพราะถ้าไม่ตัดออกอาจติดเชื้อ ส่วนเนื้อที่ตายทางการแพทย์ถือว่าเป็นพิษ วิธีการตัดแขนตัดขาไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทยสมัยนั้น เพราะไม่เชื่อว่าจะช่วยให้รอดชีวิต แต่พระสงฆ์รูปนั้นยอม แม้ว่าจะยังไม่มียาสลบและยาชาใช้ เมื่อตัดแขน เย็บผูกหลอดเลือด แล้วก็เย็บแผล โดยดึงหนังลงมาหุ้มปิดปากแผล การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ บาดแผลหายสนิทในเวลาไม่นาน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนไทยหันมาสนใจการแพทย์สมัยใหม่ของมิชชันนารี ค่อยๆ ยอมรับวิธีการรักษาแบบตะวันตก โดยเฉพาะกล้ารับการผ่าตัดมากขึ้น

 

อ้างอิง: พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

The post 13 มกราคม 2379 หมอบรัดเลย์ผ่าตัดพระภิกษุในสยาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Park So-Dam กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ https://thestandard.co/park-so-dam-recovering-after-thyroid-cancer-surgery/ Tue, 14 Dec 2021 03:51:15 +0000 https://thestandard.co/?p=571017 Park So-Dam

ทำเอาหลายคนตกใจไปตามๆ กัน เมื่อต้นสังกัดของ พัคโซดัม นั […]

The post Park So-Dam กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Park So-Dam

ทำเอาหลายคนตกใจไปตามๆ กัน เมื่อต้นสังกัดของ พัคโซดัม นักแสดงสาวที่หลายคนจดจำเธอได้จากการรับบท เจสสิก้า ในภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีใต้ที่คว้ารางวัลออสการ์ได้สำเร็จอย่าง Parasite ได้ออกแถลงการณ์ว่า เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดหลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดพิลลารี และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว

 

Artist Company ต้นสังกัดของ พัคโซดัม เปิดเผยกับทาง CNN เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เธอรู้สึกผิดหวังและเสียดายเช่นกันที่ต้องพลาดการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง Special Delivery ทั้งหมด 

 

“ทางบริษัทอยากจะขอบคุณทุกคนสำหรับการสนับสนุนภาพยนตร์เรื่อง Special Delivery, พัคโซดัม รวมไปถึงนักแสดงท่านอื่นๆ และทีมงานทุกคนอีกครั้ง และขอให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ลำบากนี้ไปด้วยกัน

 

“พัคโซดัม จะโฟกัสไปที่การรักษาตัวเอง เพื่อที่เธอจะได้กลับมาเจอทุกคนอย่างแข็งแรงอีกครั้งในอนาคต และ Artist Company ก็จะช่วยให้เธอได้ฟื้นฟูสุขภาพอย่างเต็มที่เช่นกัน”

 

ด้าน Mayo Clinic ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งต่อมไทรอยด์ว่าที่จริงแล้วมะเร็งต่อมไทรอยด์นั้นมีมากมายหลายชนิด บางชนิดก็ลามอย่างรวดเร็ว แต่บางชนิดก็เติบโตอย่างช้าๆ และสามารถรักษาให้หายได้

 

“ดูเหมือนว่าจำนวนของคนที่เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์จะเพิ่มมากขึ้น แพทย์บางคนคิดว่าอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้วงการแพทย์สามารถค้นหามะเร็งชนิดใหม่ที่เราไม่เคยพบมาก่อนในอดีต”

 

เชื่อว่าตอนนี้คอหนังทั่วโลกต่างก็เอาใจช่วยให้ พัคโซดัม หายดีและกลับมาทำงานแสดงที่เธอรักได้อีกครั้งในเร็ววัน

 

ภาพ: Kevork Djansezian / Getty Images 

อ้างอิง:

The post Park So-Dam กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอลเลียตต์ เตรียมเข้ารับการผ่าตัดข้อเท้าภายในสัปดาห์นี้ เจ้าตัวกำลังใจดี มอบเสื้อให้เด็กที่โรงพยาบาล https://thestandard.co/harvey-elliott-prepare-to-undergo-ankle-surgery-within-this-week/ Mon, 13 Sep 2021 07:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=536029 Harvey Elliott

ความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ กองกลางด […]

The post เอลเลียตต์ เตรียมเข้ารับการผ่าตัดข้อเท้าภายในสัปดาห์นี้ เจ้าตัวกำลังใจดี มอบเสื้อให้เด็กที่โรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Harvey Elliott

ความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ กองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีของทีมลิเวอร์พูล ซึ่งได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นข้อเท้าข้างซ้ายหลุดจากตำแหน่งในเกมกับลีดส์ ยูไนเต็ดเมื่อคืนที่ผ่านมา คาดว่าจะเข้ารับการผ่าตัดภายในสัปดาห์นี้

 

เอลเลียตต์ซึ่งฟอร์มกำลังโดดเด่นได้ลงสนามเป็นตัวจริง 3 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกโชคร้ายได้รับบาดเจ็บในจังหวะที่ถูก ปาสกาล สเตราก์ กองหลังลีดส์ ยูไนเต็ด กระโดดเสียบสไลด์สองขาใส่ก่อนจะเสียหลักทับข้อเท้าซ้ายถึงขั้นทำให้ข้อเท้าหลุดบิดผิดรูปอย่างน่ากลัว 

 

หลังจากเหตุการณ์เอลเลียตต์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองลีดส์ทันที โดยเจ้าตัวยังกำลังใจดีโพสต์ภาพและข้อความบอกกับแฟนๆ ให้คลายกังวลว่าจะรีบรักษาตัวและกลับมาลงสนามให้ได้อีกครั้ง และมีการเปิดเผยจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรายหนึ่งว่า ลูกชายที่ได้รับบาดเจ็บแขนหักและนอนรักษาตัวอยู่เตียงติดกับดาวเตะลิเวอร์พูล ทำให้ได้รับเสื้อและรองเท้าของดาวเตะลิเวอร์พูลด้วย เพื่อเป็นกำลังใจให้รีบหายไวๆ

 

สำหรับเอลเลียตต์ ตามรายงานข่าวจาก The Athletic เปิดเผยว่า มีการจัดกระดูกเข้าที่และกลับไปที่บ้านแล้ว แต่คาดว่าจะมีการผ่าตัดเพื่อรักษาซ่อมแซมส่วนที่เสียหายภายในสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันอังคารที่จะถึงนี้ โดยยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่จะสามารถหายกลับมาได้แต่อย่างใด

 

การเสียดาวเตะรายนี้ไปเป็นเรื่องที่กระทบต่อลิเวอร์พูลอย่างรุนแรง เนื่องจากเอลเลียตต์เป็นดาวรุ่งพรสวรรค์ที่ถูกคาดหวังสูงและเริ่มแสดงพัฒนาการในการเล่นให้เห็นอย่างรวดเร็ว จนสามารถเอาชนะใจ เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมรวมถึงแฟนๆ เช่นเดียวกับคนในวงการฟุตบอลจำนวนมากที่ต่างอวยพรขอให้หายกลับมาลงสนามได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post เอลเลียตต์ เตรียมเข้ารับการผ่าตัดข้อเท้าภายในสัปดาห์นี้ เจ้าตัวกำลังใจดี มอบเสื้อให้เด็กที่โรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เปเล’ เผยเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา https://thestandard.co/pele-tumor-surgery/ Tue, 07 Sep 2021 13:04:19 +0000 https://thestandard.co/?p=534140 เปเล

เปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิล เปิดเผยว่าได้เข้ารับกา […]

The post ‘เปเล’ เผยเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปเล

เปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิล เปิดเผยว่าได้เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเวลานี้อาการปลอดภัยและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

ตำนานผู้ยิ่งใหญ่วัย 80 ปี เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่เมื่อ 5 วันก่อนหน้านี้ โดยได้แจ้งว่าเป็นการตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ แต่ล่าสุดเปเลได้โพสต์ข้อความเล่าถึงการผ่าตัดเนื้องอกที่ตรวจพบล่าสุดในลำไส้ใหญ่ออกไป

 

เจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลก 3 สมัย โพสต์ข้อความบน Instagram ว่า “เพื่อนๆ ของผม ขอบคุณสำหรับข้อความที่แสดงความห่วงใยมา ผมขอขอบคุณพระเจ้าที่ผมรู้สึกดี และสามารถให้คุณหมอฟาบิโอและคุณหมอมิเกลได้ดูแลสุขภาพของผม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้เข้ารับการผ่าตัดชิ้นเนื้อที่น่าสงสัยที่ลำไส้ใหญ่ขวา ชิ้นเนื้อนี้ถูกตรวจพบในการตรวจสุขภาพที่ผมแจ้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

“โชคดี ผมคุ้นเคยกับการฉลองชัยชนะเคียงข้างคุณ ผมจะเผชิญหน้ากับการแข่งขันนัดนี้ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า การมองในแง่ดี และมีความสุขกับชีวิตที่ได้อยู่รอบข้างครอบครัวและเพื่อนที่ผมรัก”

 

สุขภาพของเปเลเป็นที่วิตกกังวลสำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก โดยเมื่อมีข่าวการป่วยเป็นระยะเมื่อปีกลาย เอดินโญ ผู้เป็นลูกชาย ได้เผยว่าพ่อรู้สึกอับอายไม่กล้าออกจากบ้าน เนื่องจากตอนนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถเดินเหินได้เองโดยไม่มีคนช่วยพยุง

 

อ้างอิง:

The post ‘เปเล’ เผยเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจพบ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ สอดคล้องกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นของทรานส์เจนเดอร์ https://thestandard.co/gender-confirmation-surgery-cohere-transgender-mental-health/ Fri, 07 May 2021 08:03:23 +0000 https://thestandard.co/?p=485406 ผลสำรวจพบ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ สอดคล้องกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นของทรานส์เจนเดอร์

เมื่อสังคมเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ เราจึงได้เห […]

The post ผลสำรวจพบ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ สอดคล้องกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นของทรานส์เจนเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจพบ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ สอดคล้องกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นของทรานส์เจนเดอร์

เมื่อสังคมเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ เราจึงได้เห็นหลายๆ ประเทศไฟเขียวให้กับกฎหมายสมรสเท่าเทียม หรืออนุมัติเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อให้ตรงตามเพศสภาพของบุคคลมากยิ่งขึ้น แต่นอกจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่นิยามตัวเองนอกเหนือจากคำว่าชายหรือหญิงได้มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตตามเพศสภาพของตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ผลการวิจัยเผยว่า ยังส่งผลต่อ ‘สุขภาพจิต’ ในเชิงบวกอีกด้วย

 

JAMA Surgery รายงานผลการเปรียบเทียบระดับความทุกข์ในจิตใจ ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และการใช้สารเสพติดของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (Transgender) ที่ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว กับผู้ที่ต้องการแต่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด พบว่า อาสาสมัครที่ไม่ได้รับการผ่าตั มีแนวโน้มที่จะรายงานว่าพวกเขามีความทุกข์และคิดฆ่าตัวตายมากกว่าเท่าตัว และรายงานมีการดื่มสุราหรือใช้ยาสูบสูงขึ้นเช่นกัน

 

แอนโทนี อัลมาซาน นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 จากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษานี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การผ่าตัดแปลงเพศหรือการยืนยันเพศสภาพที่แท้จริง ‘ทุกรูปแบบ’ สามารถช่วยชีวิตกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้ ซึ่งพื้นที่ที่มีนโยบายจำกัดการเข้าถึงการดูแลเหล่านี้อาจทำให้ชีวิตของพวกเขาอยู่ในความเสี่ยง และจากหลักฐานที่เราได้มา ก็ทำให้เห็นแล้วว่าเราควรขยายการดูแลเหล่านี้มากขึ้น

 

ในปัจจุบัน การแพทย์ที่สามารถช่วยยืนยันเพศสภาพของบุคคลนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการศัลยกรรมปรับโครงหน้า การผ่าตัดเปลี่ยนหลอดลม การเสริมหน้าอก การผ่าตัดมดลูก หรือการผ่าตัดช่องคลอด

 

รายงานของ JAMA Surgery ยังพบอีกว่า ในบรรดาผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม ระบุว่าตนมีความสนใจที่จะทำขั้นตอนเหล่านี้อย่างน้อย 1 ขั้นตอน โดย 13% ของพวกเขาได้รับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 ปีก่อนที่จะเข้ารับการสอบถาม ในขณะที่อีก 59% ต้องการที่จะทำ แต่ยังไม่เคยทำ

 

โดยรวมแล้ว การผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพช่วยลดความทุกข์ในจิตใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศลงถึง 42% ลดความคิดอยากฆ่าตัวตายลง 44% และลดการใช้สารเสพติดลง 35% แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ทำแบบสอบถามกล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ เราไม่ควรตีความว่าคนข้ามเพศทุกคนต้องการที่จะรับการผ่าตัดเสมอไป

 

อเล็กซ์ เคอโรห์เลียน ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาด้านสุขภาพของ LGBTQIA+ แห่งชาติในบอสตันระบุว่า “การผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพมีหลากหลายวิธี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องการวิธีเหล่านี้ เรายังไม่สามารถตั้งสมมติฐานใดๆ ได้” 

 

อเล็กซ์ยังเสริมอีกว่า บทบาทของแพทย์และศัลยแพทย์คือการช่วยให้แต่ละบุคคลได้มีโอกาสพิจารณาว่าอะไรที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา และเขาก็ได้อ้างอิงผลการศึกษาในปี 2020 ที่พบว่า การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามเพศสภาพที่ชอบด้วยกฎหมายมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ในขณะเดียวกันก็มีความเห็นที่เกี่ยวข้องจาก เดวิน คูน หัวหน้าผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของ Johns Hopkins Center for Transgender Health โดยเขาและเพื่อนร่วมงานระบุว่า การศึกษานี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพที่มีต่อสุขภาพจิต แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างของข้อมูล เช่น คำถามที่ใช้ในแบบสำรวจเพื่อหาระดับความทุกข์ทางจิตสังคม (Psychosocial) หรือความเป็นไปได้ในการคัดกรองสุขภาพจิตที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด ซึ่งเหล่านี้อาจทำให้ผลวิจัยมีความสับสน

 

อย่างไรก็ตาม เดวินได้กล่าวทิ้งท้าย โดยหวังว่าเมื่อการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพเป็นเรื่องที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น หรือข้อมูลที่เก็บมาประสิทธิภาพที่มากพอ ก็จะสามารถสนับสนุนแนวทางที่ดีที่สุดให้กับกลุ่มหลากหลายทางเพศได้

 

แม้การศัลยกรรมหรือการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพจะเป็นทางเลือกหรือการตัดสินใจส่วนบุคคลของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ แต่จากผลการศึกษาดังกล่าวทำให้เห็นว่า รัฐบาลควรเล็งเห็นความสำคัญของการตั้งนโยบายหรือการเข้าถึงการดูแลเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของพวกเขาในระยะยาว

 

ภาพ: Sabrina Bracher via ShutterStock

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ผลสำรวจพบ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ สอดคล้องกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้นของทรานส์เจนเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เล่นไวโอลินขณะผ่าตัด ภาพการรักษาที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน https://thestandard.co/play-violin-while-taking-surgery/ Thu, 20 Feb 2020 09:51:13 +0000 https://thestandard.co/?p=333161

นี่คือคลิปวิดีโอขณะที่นักไวโอลินได้รับอนุญาตให้เล่นเครื […]

The post เล่นไวโอลินขณะผ่าตัด ภาพการรักษาที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>

นี่คือคลิปวิดีโอขณะที่นักไวโอลินได้รับอนุญาตให้เล่นเครื่องดนตรีชิ้นโปรดได้ขณะผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เพื่อให้แน่ใจว่า สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของมือ และความสามารถในการเล่นไวโอลินนี้ จะไม่ได้รับผลกระทบภายหลังจากการผ่าตัด นับเป็นภาพการรักษาที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

 

คำเตือน: คลิปวิดีโอนี้บันทึกภาพขณะผ่าตัด โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

The post เล่นไวโอลินขณะผ่าตัด ภาพการรักษาที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในไต https://thestandard.co/melania-trump-kidney-surgery/ https://thestandard.co/melania-trump-kidney-surgery/#respond Tue, 15 May 2018 03:03:02 +0000 https://thestandard.co/?p=90632

ทำเนียบขาวรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า นางเมลาเนีย […]

The post เมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในไต appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำเนียบขาวรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า นางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ได้เข้าแอดมิตที่โรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในไต ซึ่งล่าสุดการผ่าตัดประสบผลสำเร็จด้วยดี โดยนางเมลาเนียจะฟักฟื้นร่างกายอยู่ที่โรงพยาบาลในรัฐแมริแลนด์ตลอดทั้งสัปดาห์นี้

 

ทั้งนี้ สเตฟานี กริสแฮม โฆษกส่วนตัวของนางเมลาเนียยังเผยอีกว่า สตรีหมายเลข 1 ต้องการให้ร่างกายกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เดินหน้าแคมเปญต่างๆ เพื่อเด็กอเมริกันต่อไป

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางเมลาเนียเพิ่งเปิดตัวแคมเปญ Be Best โดยมีจุดประสงค์เพื่อสอนให้เด็กๆ ทุกคนรู้เท่าทันสื่อโซเชียล เห็นความสำคัญของสุขภาพกายและสุขภาพจิต รวมถึงต่อสู้กับการถูก Bullying อีกด้วย

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกเฝ้าจับตาบทบาทของสตรีผู้ยืนเคียงข้างผู้นำสหรัฐฯ มาโดยตลอด แต่ผลงานของทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนียเองก็กลับยังไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควรในสายตาของพลเมืองอเมริกัน

 

อ้างอิง:

The post เมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ เข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในไต appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/melania-trump-kidney-surgery/feed/ 0
คนอวัยวะหมู https://thestandard.co/opinion-tomorrow-crispr-cas9/ https://thestandard.co/opinion-tomorrow-crispr-cas9/#respond Sun, 04 Jun 2017 09:16:31 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=2099

    นานมาแล้ว สมัยที่ผมยังทำนิตยสาร Trendy Ma […]

The post คนอวัยวะหมู appeared first on THE STANDARD.

]]>

    นานมาแล้ว สมัยที่ผมยังทำนิตยสาร Trendy Man โดยมีพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เป็นบรรณาธิการบริหาร (ซึ่งมากกว่า 20 ปีที่แล้ว) คอลัมน์หนึ่งที่ผมเคยเขียนให้กับนิตยสารเล่มนี้เป็นเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์นี่แหละครับ

    ตอนนั้นจำได้ติดใจเลยว่ามีข่าวเรื่องนักวิทยาศาสตร์พยายามจะปลูกถ่ายอวัยวะ โดยนำเอาอวัยวะของหมูมาใส่ไว้ในร่างกายมนุษย์ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอย่าว่าแต่มนุษย์กับหมูเลยครับ มนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันยังต้องทดสอบมากมายไม่ให้เกิดการปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่ปลูกถ่ายเข้าไป แล้วถ้าเป็นมนุษย์กับหมูที่อยู่กันคนละสปีชีส์ มันจะเกิดขึ้นง่ายๆ ได้อย่างไรกัน

    ใช่ครับ – ไม่สำเร็จ!

    ที่จริงต้องบอกว่าการผ่าตัดสำเร็จอยู่นะครับ แต่ว่าสำเร็จได้เพียงไม่กี่วันผู้ป่วยก็เสียชีวิตลง

    ผมรำลึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็เมื่อต้องจรดนิ้วมือลงพิมพ์คอลัมน์ Tomorrow ครั้งแรกให้กับ THE STANDARD นี่แหละครับ เพราะคอลัมน์นี้ตั้งใจจะเขียนถึงเรื่องทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ เป็นความก้าวหน้าใหม่ๆ ต่างๆ ที่ส่งผลต่อสังคมของเรา แล้วปรากฏว่าพอลองค้นข้อมูลดู ผมพบว่าเรื่องของการนำอวัยวะหมูมาใช้กับคนน่ะ ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปีมันก็ยังไม่สำเร็จนะครับ แต่กระนั้นความก้าวหน้าใหญ่ก็ดูเหมือนใกล้จะเกิดขึ้นเต็มทีแล้ว

    ดังนั้นเพื่อให้เป็นสิริมงคล (เป็นคำพูดที่เป็นวิทยาศาสตร์มาก!) และเป็นการรำลึกถึงช่วงเวลายาวนานที่เคยทำงานกับพี่โหน่งมา (จริงๆ ชื่อคอลัมน์ว่า Tomorrow ก็เคยเขียนให้กับ a day ในช่วง 2 ปีแรกด้วย) ก็เลยขอหยิบเรื่องนี้มาเล่านะครับ

    หลายคนอาจจะคิดว่าการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะไม่น่าเป็นเรื่องยากเท่าไร ก็แค่เอาของใหม่ใส่เข้าไปก็สิ้นเรื่อง แต่เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลกอย่าง หยางลูฮัน (Yang Luhan) ซึ่งเป็นนักพันธุศาสตร์ชื่อดังอยู่ที่เคมบริดจ์ แมสซาชูเซตส์ บอกเราว่าไม่ง่ายเลยสักนิด

    แต่ที่บอกว่า ‘ไม่ง่าย’ นั้น หยางบอกด้วยหัวใจเต็มร้อยนะครับว่าถึงจะ ‘ไม่ง่าย’ แต่เธอไม่ยอมย่อท้อหรอก

    ฟังจากนามสกุลของเธอ เราคงรู้นะครับว่าเธอมีเชื้อสายจีน ดังนั้นเธอจึงสนใจการทำวิจัยเรื่องนี้มาก เพราะเธอรู้ว่าในจีนมีคนที่กำลังรอการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอยู่มากถึง 2 ล้านคน ซึ่งถ้าไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเร็วพอ คนเหล่านี้จะต้องตาย

    ก่อนหน้านี้หยางมีงานศึกษาวิจัยที่โด่งดังระดับโลกมาแล้ว สมัยที่เธอยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ฮาร์วาร์ด เธอเป็นหนึ่งในทีมที่ทำงานเรื่องเทคโนโลยีตัดต่อยีนใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า CRISPR-Cas9 ซึ่งย่อมาจากคำยืดยาวมากๆ ว่า Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats

    เห็นคำนี้แล้วก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ แค่จับคำสุดท้ายว่า Repeats ให้ได้ก็จะพอเข้าใจแล้วละครับ

    คือไอ้เจ้า CRISPR มันคือดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ที่เรียกว่า โพรแคริโอต (prokaryote)​ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีเยื่อหุ้มออร์แกเนลล์ (โอ๊ย! ไปกันใหญ่แล้ว) เอาอย่างนี้แล้วกันครับ เอาเป็นว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดึกดำบรรพ์มาก แล้วข้างในตัวมันก็จะมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอลอยๆ อยู่ ไม่ได้อยู่ในนิวเคลียสอีกที เวลาเอามาทำอะไรๆ ก็เลยสะดวกหน่อย

    ในดีเอ็นเอมันจะเป็นสายพันธุกรรมที่มี ‘เบส’ เรียงเป็นตับ เบสพวกนี้มี 4 ตัว แต่จะเรียงสลับกันไปมายังไงก็แล้วแต่ แต่คำว่า Repeats จะเป็นช่วงของดีเอ็นเอที่มีการเรียงลำดับเบสแบบ ‘ซ้ำ’ กัน ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทในการ ‘ป้องกันตัว’ ของแบคทีเรีย สามารถเอามาทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ ‘กรรไกร’ ตัดชิ้นส่วนของดีเอ็นเออื่นๆ ได้ โดย CRISPR มีอยู่หลายชนิด คำว่า Cas9 นั้นหมายถึงโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งก็เอาไว้ทำหน้าที่ในการ ‘ตัด’ ที่ต่างตำแหน่งกัน

    สรุปง่ายๆ อีกทีก็คือ คุณหยางนี่เธอทำวิจัยว่าจะหา ‘กรรไกร’ แบบไหนมาตัดต่อสารพันธุกรรมของหมูดี

    แล้วตัดทำไมกันล่ะ

    นี่แหละครับคือปัญหา เพราะมีการค้นพบว่าในสารพันธุกรรมของหมูนั้นมี ‘ยีน’ อยู่หลายสิบยีนที่เป็นอันตรายเวลาที่เราเอาอวัยวะของหมูมาใส่ไว้ในร่างกายมนุษย์ แต่เจ้า CRISPR สามารถทำตัวเป็นกรรไกรตัดยีนเหล่านี้ออกไปได้ถึง 62 ยีน (ซึ่งไม่ใช่ว่าตัดกันมั่วๆ นะครับ แต่ต้องจำเพาะเจาะจง)

    แล้วการตัดยีนที่ว่าก็ไม่ใช่เอาก้อนอวัยวะหมูมาก้อนหนึ่ง จากนั้นก็เอา CRISPR ไปทาๆ แล้วก็จะเกิดการตัดยีนที่ไม่พึงปรารถนาทิ้งไปในบัดดลนะครับ ทว่าสิ่งที่หยางต้องการจะทำก็คือตัดยีนเหล่านี้ในตัวอ่อนของหมูออก แล้วค่อยนำตัวอ่อนไปฝังในแม่หมูอีกทีหนึ่ง จะได้คลอดออกมาเป็นหมูที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรม เพื่อให้สามารถนำอวัยวะของหมูไปใส่ในร่างกายมนุษย์ได้โดยไม่เป็นอันตราย

    ปกติแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะต่างสปีชีส์ ( Xenotransplantation) แบบนี้คือจะเกิดการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดเนื้องอก ลูคีเมีย หรือการเสื่อมของระบบประสาทได้ โดย CRISPR จะไปตัดยีนที่ทำให้เกิดอาการนี้ทิ้งไป ผลที่คาดหวังไว้ก็คือ Xenotransplantation จะเกิดขึ้นได้

    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการปลูกถ่ายอวัยวะไปอย่างสิ้นเชิง!

    ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่างานของหยางกำลังจะประสบความสำเร็จนะครับ เพราะเธอเพิ่งจะระดมทุนได้ (ตอนนี้ได้มาราว 38 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว) แต่ในเวลาเดียวกัน หยางก็ไม่ได้คิดจะทำแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เธอเพิ่งมีส่วนเขียนโครงการใหม่ที่ ‘ทะเยอทะยาน’ ขึ้นไปอีกขั้น

    หยางบอกว่า ก็ในเมื่อเราสามารถตัดต่อยีนได้แล้ว จะเอาอะไรมาต่อกับอะไรก็ได้ (อันนี้พูดกันแบบลวกๆ หยาบๆ นะครับ เพราะของจริงมันไม่ได้ง่ายอะไรปานนั้น) แล้วทำไมเราถึงไม่ ‘สังเคราะห์’ ยีนของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเลยล่ะ จะได้ทำให้เกิดยีนของมนุษย์ในแบบที่ปลอดมะเร็ง หรือสามารถต้านไวรัสได้ด้วยตัวเองในระดับยีนกันเลยทีเดียว

    พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คล้ายๆ สร้างมนุษย์ที่เป็น ‘จีเอ็มโอ’ ขึ้นมานั่นแหละครับ!

    อย่างไรก็ตาม หยางไม่ได้จะไปไกลถึงขั้นนั้นตั้งแต่ตอนนี้นะครับ เธอเพียงแต่วางแผนจะสร้าง designer pigs หรือหมูที่ผ่านการออกแบบทางพันธุกรรมให้ได้เสียก่อน ซึ่งตอนนี้ก็ยังติดปัญหาอยู่หลายเรื่อง เช่น แม่หมูที่อุ้มท้องหมูแบบนี้มักจะแท้งเสียก่อน เป็นต้น

    หลายคนอาจจะบอกว่าการทดลองพวกนี้ผิดศีลธรรมหรืออะไรต่อมิอะไร แต่สำหรับหยาง เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์จะต้อง ‘คิดใหญ่’ และก้าวไปข้างหน้า หยางบอกด้วยว่า คนทั่วไปคิดว่าการปลูกถ่ายอวัยวะต่างสปีชีส์แบบนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะได้ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นงานใหญ่มาก ไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดต่อดีเอ็นเอเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทดลองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าด้วย เช่น จะทดลองเรื่องนี้ในมนุษย์อย่างไร กับใคร และจะรู้ได้อย่างไรว่าได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจจริงๆ ไม่มีผลข้างเคียงประหลาดๆ ทั้งผลทางวิทยาศาสตร์และผลทางสังคมวัฒนธรรมด้วย

    มนุษย์ทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงได้แต่เฝ้าจับตาดูกันต่อไปว่าอนาคตของมวลมนุษยชาติในวันพรุ่งนี้,

    จะเป็นอย่างไร

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post คนอวัยวะหมู appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-tomorrow-crispr-cas9/feed/ 0