การผิดนัดชำระหนี้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การผิดนัดชำระหนี้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 Jan 2026 10:02:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ https://thestandard.co/thai-debenture-default-crisis-2025/ Mon, 26 Jan 2026 01:42:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1169400 TRIS Rating

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) เผยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ […]

The post TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRIS Rating

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) เผยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งรวมการเลื่อนชำระหนี้ประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งจำนวนรวมของผู้ผิดนัดและผู้เลื่อนชำระหนี้สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 โดยการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

 

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยรายงาน ‘สถิติการผิดนัดชำระหนี้ (Default) และอัตราการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิต (Rating Transition) ในประเทศไทยประจำปี 2568’ โดยระบุว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2568 แตะระดับ 2.9% ขณะที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งรวมการเลื่อนชำระหนี้ประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้คุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสารที่ได้รับการจัดอันดับหลายรายปรับตัวลดลง

 

TRIS Rating ยังระบุว่า โดยในปี 2568 มีผู้ออกตราสาร 6 รายที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) และ 6 รายที่เลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า (42%) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (17%) และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (17%) โดยในกลุ่มผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นมี 2 รายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุน (Investment Grade) ที่ระดับ BBB- ในปี 2567 ส่วนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุน

 

แนวโน้ม (Outlook) อันดับเครดิตไปในทิศทางลบ (Negative) ในปี 2568

 

นอกจากนี้ ในปี 2568 การปรับอันดับเครดิตยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางลบ โดยมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเพียง 13 รายเมื่อเทียบกับการปรับลดอันดับเครดิต 31 ราย (รวมการผิดนัดชำระหนี้ 6 รายและการเลื่อนชำระหนี้ 6 ราย) จาก ณ ต้นปี 2568 มีผู้ออกตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งจำนวน 222 ราย

 

สำหรับผู้ออกตราสารที่เหลืออีก 208 รายนั้น ถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิต 13 ราย ส่งผลให้อัตราส่วนการปรับลดต่อการปรับเพิ่มอันดับเครดิตอยู่ที่ 2.38 เท่า ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.64 เท่าในปี 2567 และหากไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ขอยกเลิกอันดับเครดิต สัดส่วนอันดับเครดิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (Stability Rate) ใน 1 ปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 78.85% จาก 76.61% ในปีก่อนหน้า

 

TRIS Rating ยังระบุว่า แนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) สำหรับผู้ออกตราสารในภาคเอกชนมีสัญญาณอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2568 โดยมีผู้ออกตราสารจำนวน 31 รายที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มในเชิง ‘ลบ’ (Negative) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ออกตราสารที่มีแนวโน้มในเชิง ‘บวก’ (Positive) ที่มีเพียง 3 รายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของแนวโน้มในเชิง ‘ลบ’ นี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย รองลงมาคือธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สัดส่วน 20% และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สัดส่วน 10% โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความท้าทายด้านเครดิตที่ยังคงมีอยู่ในกลุ่มภาคธุรกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

จำนวนบริษัทผิดนัด-เลื่อนหนี้แซงวิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’

 

“การผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยจำนวนรวมของผู้ผิดนัดและผู้เลื่อนชำระหนี้สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 โดยมี 2 รายที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับลงทุนได้ (BBB-) ในปีก่อนหน้า ในขณะที่จำนวนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุนได้” TRIS Rating

 

ทั้งนี้ จากกรณีวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามาเป็นระบบลอยตัวแบบมีการควบคุม ส่งผลให้มูลค่าสกุลเงินท้องถิ่นที่ใช้ในการชำระหนี้ต่างประเทศสูงขึ้นอย่างมาก

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งกับบริษัทด้านการเงินและไม่ใช่ โดยอัตราการผิดนัดชำระหนี้รายปีของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้งในปี 2540 อยู่ในระดับสูงผิดปกติที่ 35% โดยในปีนั้นมีผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้จำนวน 6 ราย และ 5 รายในจำนวนนั้นเป็นบริษัทด้านการเงิน ที่ต้องปิดกิจการตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

สำหรับการปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตนั้นครอบคลุมในหลายธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิต ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ในขณะที่ธุรกิจการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ และธุรกิจร้านอาหารมีสัดส่วนประมาณกลุ่มละ 9%

 

ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้หรือเลื่อนชำระหนี้และยกเลิกอันดับเครดิตภายในปีเดียวกันจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือเลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ไม่ใช่กลุ่มที่ยกเลิกอันดับเครดิต (Withdrawal) นอกจากนี้ การวิเคราะห์จะพิจารณาเฉพาะการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตช่วงต้นปีกับปลายปีเท่านั้น โดยไม่รวมการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตที่เกิดขึ้นระหว่างปี

 

มองบวก บริษัทไทยส่วนใหญ่อันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB

 

อย่างไรก็ดี TRIS Rating ระบุว่า อันดับเครดิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งอยู่ในกลุ่ม A และ BBB ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วน 35.10% และ 32.69% ของอันดับเครดิตที่ประกาศต่อสาธารณะ (ไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ยกเลิกอันดับเครดิต ผิดนัดชำระหนี้และเลื่อนชำระหนี้) ตามลำดับ

 

เปิดสถิติ ส่องแนวโน้มระยะยาว ปี 2537-2568 ตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

TRIS Rating กล่าวต่ออว่า แนวโน้มในระยะยาวแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยจำนวนผู้ออกตราสารที่มีการผิดนัดชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 34 รายจาก 28 รายในช่วงปี 2537-2567 ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Default Rates – CDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 0.99% 2.11% และ 3.11% ตามลำดับ จากเดิม 0.85%, 1.81% และ 2.61% ในช่วงปี 2537-2567

 

โดยหากรวมผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้ด้วยก็จะทำให้จำนวนผู้ออกตราสารที่มีการผิดนัดและผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 51 รายจาก 39 รายในช่วงปี 2537-2567 ซึ่งส่งผลให้อัตราการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Defaults and Deferrals – CDDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1.54% 3.15% และ 4.62% ตามลำดับ จากเดิมที่ 1.21% 2.55% และ 3.68% ในช่วงปี 2537-2567

 

The post TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ ‘ภาคธุรกิจ’ จ่ายหนี้ไม่ไหว-ผิดนัดชำระเพิ่ม KResearch ห่วงภาษีทรัมป์อาจฉุดแนวโน้มชำระหนี้ครึ่งปีหลัง ‘ถดถอย’ ลุกลามถึงธุรกิจใหญ่ https://thestandard.co/kresearch-credit-quality-warning/ Mon, 18 Aug 2025 00:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1108301 kresearch-credit-quality-warning

หัวข้อในเนื้อหานี้ ครึ่งหลังแนวโน้ม ‘ชำระหนี้’ มีโอกาสถ […]

The post เปิดลิสต์ ‘ภาคธุรกิจ’ จ่ายหนี้ไม่ไหว-ผิดนัดชำระเพิ่ม KResearch ห่วงภาษีทรัมป์อาจฉุดแนวโน้มชำระหนี้ครึ่งปีหลัง ‘ถดถอย’ ลุกลามถึงธุรกิจใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
kresearch-credit-quality-warning

หัวข้อในเนื้อหานี้


 

KResearch เผยคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงแทบทุกประเภทธุรกิจแย่ลง การผิดนัดชำระเพิ่ม ห่วงภาษีทรัมป์ฉุดแนวโน้มการชำระหนี้ในครึ่งหลังของปีนี้ ‘ถดถอย’ และลุกลามถึงธุรกิจขนาดใหญ่

 

กฤษฏิ์ แก้วหิรัญ นักวิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า ตามฐานข้อมูลบัญชีลูกหนี้ธุรกิจของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ซึ่งเป็นข้อมูลไตรมาส 1/2568 พบว่า สินเชื่อธุรกิจมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นในหลายประเภทธุรกิจ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ดังนี้

 

สินเชื่อธุรกิจการผลิต (Manufacturing) มีสัดส่วนสินเชื่อที่ผิดนัดชำระ 31-90 วัน (SM) และหนี้ที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วัน (NPL) อยู่ที่ 7.36% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘ลดลง’ จากระดับ 8.18% จากสิ้นปี 2567 

 

  • สินเชื่อธุรกิจภาคค้าส่งและค้าปลีก (Wholesale & Retail) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 8.76% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 8.08% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ (Construction & Real Estate) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 7.94% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 7.16% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อธุรกิจที่พักแรม (Accommodation) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 6.18% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 5.00% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อธุรกิจคมนาคม (Transportation) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 7.30% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 7.01% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อภาคเกษตร (Agriculture) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 18.43% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 16.55% จากสิ้นปี 2567
  • สินเชื่อข้อมูล (Information) มีสัดส่วนสินเชื่อ SM และ NPL อยู่ที่ 5.60% ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ‘เพิ่มขึ้น’ จากระดับ 2.88% จากสิ้นปี 2567

 

สินเชื่อธุรกิจ

 

ครึ่งหลังแนวโน้ม ‘ชำระหนี้’ มีโอกาสถดถอย ลุกลามถึงธุรกิจขนาดใหญ่

 

กฤษฏิ์กล่าวว่า “โดยสรุปจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจที่เติบโต 3.1% ในไตรมาสแรกของปี 2568 ไม่ได้สะท้อนกลับมาที่คุณภาพสินเชื่อ เห็นได้จากคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงในทุกประเภทธุรกิจ ยกเว้น ‘ภาคการผลิต’ ที่ได้อานิสงส์จากการส่งออกที่เติบโตดีขึ้น แต่ในระยะครึ่งหลังของปี ไทยกำลังเผชิญกับภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่งออกครึ่งปีหลังอาจพลิกติดลบ จึงอาจจะเห็นการปรับขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อที่ผิดนัดชำระ และคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลงอาจลุกลามขึ้น และอาจลุกลามไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่”

 

พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า “ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลจะอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ใน ‘ระดับสูงที่สุด’ และส่วนที่เป็นธุรกิจ SME รายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับกำลังซื้อของตลาดในประเทศ เช่น ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก พบว่าคุณภาพหนี้ที่ด้อยลงในกลุ่ม SME รายเล็ก-ย่อยในช่วงก่อนหน้านี้ ได้ขยายมาสู่ธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น ส่วนธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาพลบจะขยายมาถึงธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากผลของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบการส่งออก และภาพกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา อาจทำให้แนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้ของประเภทธุรกิจต่างๆ ข้างต้น มีโอกาสถดถอยลงอีกในไตรมาสที่เหลือของปีนี้”

 

ความสามารถชำระหนี้

 

ธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งผิดนัดชำระมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตามฐานข้อมูลบัญชีลูกหนี้ธุรกิจของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ซึ่งเป็นข้อมูลไตรมาส 1/2568 พบว่า ลูกค้าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน เพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

  • กลุ่มธุรกิจขนาด Super Micro มีหนี้เสีย (NPL)ในสัดส่วนสูงถึง 14.81% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาด Micro มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 12.11% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (Small) มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 9.75% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (Medium) มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 6.51% ของสินเชื่อรวม
  • กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Large) มีหนี้เสีย (NPL) ในสัดส่วน 1.37% ของสินเชื่อรวม

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending (RL) และแนวทางดูแลคุณภาพหนี้เชิงรุกของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้ค้างชำระ 1-30 วัน มีทิศทางที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นมา

 

ธุรกิจขนาดเล็ก

 

กนง.ลดดอกเบี้ยรอบล่าสุด ลดภาระลูกหนี้ 7,000 ล้านบาท

 

ดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า หลังกนง.มีมติ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามรอบนี้ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจปรับลดลงประมาณ 7,000 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานที่เริ่มคำนวณผลของภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงในช่วงระหว่างสิงหาคม-พฤศจิกายน

 

นอกจากนี้ ดร. กาญจนา ประเมินว่า สินเชื่อที่ได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยรอบนี้ คิดเป็นประมาณ 60% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ คิดเป็นเม็ดเงินราว

 

โดยกลุ่มสินเชื่อที่คาดว่า จะได้รับอานิสงส์มากที่สุดมี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น Home For Cash และ (2) สินเชื่อธุรกิจ เนื่องจากโดยปกติแล้ว สินเชื่อธุรกิจจะผูกกับดอกเบี้ยลอยตัว 

 

ดร. กาญจนา

 

เชื่อจังหวะลดดอกเบี้ย กนง. ยังเหมาะสม ไม่ช้าเกินไป

 

ดร. กาญจนา ยังมองว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง.รอบนี้จะช่วยลดภาระของกลุ่ม SME ได้ และไม่ถือเป็นจังหวะที่ช้าเกินไป เนื่องจาก ช่วงก่อนหน้านี้ ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากนโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ของธปท. ก็มีค่อนข้างจำกัด

 

“คิดว่า Timing เหมาะสม เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง ที่เศรษฐกิจกำลังจะแย่ลงกำลังจะโดนผลกระทบจากเรื่องภาษีของทรัมป์” ดร. กาญจนากล่าว

 

ธัญญลักษณ์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุน มากกว่าชะลอการตกชั้น หรือการไหลจาก SM เป็น NPL เนื่องจาก แต่หากสุดท้าย SME เจอปัญหาที่รุนแรงขึ้น เช่น ขายของไม่ได้ การลดดอกเบี้ยก็เป็นเพียงการยืดลมหายใจเท่านั้น ถ้ารายได้ยังไม่กลับมา การลดดอกเบี้ยก็จะเป็นการยืดปัญหา หรือเป็นการช่วยประคับประคองมากกว่า

 

โจทย์แก้หนี้ระยะถัดไป ไทยยังมีช่องโหว่อะไรที่ต้องปิดบ้าง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ทางการไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยอาจเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการ Asset Warehousing รอบใหม่ อันถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

 

ขณะที่ เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล (Out-of-Court Workouts) เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ อาทิ ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น

 

นอกจากนี้ เนื่องจากเมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายมีระยะเวลาพิจารณาคดีทางกฎหมายที่เร็วขึ้น ก็น่าจะช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

 

รวมถึงควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรกๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้หนี้ต่างๆ ดังกล่าว เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

 

ธัญญลักษณ์ แนะเพิ่มเติมว่า เพื่อส่งเสริมกลไกการแก้หนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระยะต่อไป ผู้กำหนดนโยบายควรรวมข้อมูลประวัติลูกหนี้ให้อยู่ที่เดียวกัน เพื่อทำให้เห็นข้อมูลลูกหนี้ทั้งหมด 

 

“การเห็นประวัติลูกหนี้ที่มากพอ และการรวมข้อมูลสำคัญไว้ในที่เดียวจะทำให้สามารถวางแผนการแก้หนี้ และจัดกลุ่มลูกหนี้ เพื่อวางแผนมาตรการการแก้หนี้ที่เหมาะสมได้” ธัญญลักษณ์ กล่าว

 

ธัญญลักษณ์

The post เปิดลิสต์ ‘ภาคธุรกิจ’ จ่ายหนี้ไม่ไหว-ผิดนัดชำระเพิ่ม KResearch ห่วงภาษีทรัมป์อาจฉุดแนวโน้มชำระหนี้ครึ่งปีหลัง ‘ถดถอย’ ลุกลามถึงธุรกิจใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiBMA เผย 9 เดือนแรกปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระ 1,876 ล้านบาท https://thestandard.co/bonds-deferred-payment-for-the-first-9-months/ Mon, 07 Oct 2024 11:58:01 +0000 https://thestandard.co/?p=992907

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26, […]

The post ThaiBMA เผย 9 เดือนแรกปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระ 1,876 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระไปแล้ว 1,876 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปี (ตุลาคม-ธันวาคม) ThaiBMA เผยหลัง Fed ลดดอกเบี้ยหนุน Fund Flow ไหลกลับไทย พบนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (Net Buy) ตราสารหนี้ไทยที่ 58,561 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3

 

วันนี้ (7 ตุลาคม) อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระรวม 1,876 ล้านบาท จากผู้ออก (Issuer) 4 ราย ได้แก่ บริษัท พี พี ฮอลิเดย์ จำกัด (PPH), บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด (CISSA), บริษัท ไอริส กรุ๊ป (IRIS) และ บริษัท เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX) 

 

ส่วนจำนวนหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระใน 9 เดือนแรก มีมูลค่ารวม 26,890 ล้านบาท จากผู้ออก 12 ราย (เป็นผู้ออกที่เคยเลื่อนกำหนดชำระมาก่อน 4 ราย) ทั้งนี้ ย้อนไปในปี 2023 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระ 37 รุ่นจากผู้ออก 14 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 12,443 ล้านบาท

 

โดยบริษัทส่วนหนึ่งที่ขอยืดการชำระหนี้ออกไปในปีนี้ ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD, บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ PROEN, บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA 

 

อริยาเปิดเผยอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปี (ตุลาคม-ธันวาคม) มีหุ้นกู้ระยะยาวเตรียมครบกำหนด 212,194 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ 89% ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Investment Grade ส่วนหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) คิดเป็น 11% เท่านั้น สำหรับในปี 2568 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดอีก 889,962 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ 85% อยู่ในกลุ่ม Investment Grade ส่วนหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) คิดเป็น 15%

 

ต่างชาติเร่งซื้อสุทธิบอนด์ไทยทะลุ 5.8 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 3

 

ขณะที่ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เป็นการขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 6,902 ล้านบาท เป็นผลรวมของการขายสุทธิตราสารหนี้ไทยในช่วง 2 ไตรมาสแรกที่ 65,463 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (Net Buy) ตราสารหนี้ไทยที่ 58,561 ล้านบาท ภายหลังการประกาศตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่แสดงถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จนมีการคาดการณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังใกล้เข้ามา 

 

ดังนั้นเมื่อการประชุมรอบเดือนกันยายนมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ตามคาด ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.4% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยอายุคงเหลือของตราสารหนี้ไทยที่ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองมีอายุเฉลี่ย 8.8 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.6 ปีเมื่อสิ้นปี 2566

 

ดร.สมจินต์ กล่าวอีกว่า ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างเท่ากับ 17.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.9% จากสิ้นปีที่แล้ว 
จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นสำคัญ ในขณะที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) มีมูลค่า 704,153 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าการออกในปีที่แล้ว โดยหุ้นกู้ที่ออกส่วนใหญ่กว่า 94% อยู่ในกลุ่ม Investment Grade  

 

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออกหุ้นกู้ระยะยาวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพลังงาน

The post ThaiBMA เผย 9 เดือนแรกปีนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนชำระไปแล้ว 26,890 ล้านบาท ผิดนัดชำระ 1,876 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘อิ๊กดราซิล’ ดิ่งหนักเฉียดฟลอร์ หลังแจ้งผิดชำระหนี้สถาบันการเงิน 8 ล้านบาท เหตุไม่มีความแน่นอนเรื่องสภาพคล่อง https://thestandard.co/ygg-crisis-8m-default/ Thu, 15 Aug 2024 10:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=971479 หุ้น อิ๊กดราซิล

ราคาหุ้น บมจ.อิ๊กดราซิล กรุ๊ป หรือ YGG เปิดการซื้อขายภา […]

The post หุ้น ‘อิ๊กดราซิล’ ดิ่งหนักเฉียดฟลอร์ หลังแจ้งผิดชำระหนี้สถาบันการเงิน 8 ล้านบาท เหตุไม่มีความแน่นอนเรื่องสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น อิ๊กดราซิล

ราคาหุ้น บมจ.อิ๊กดราซิล กรุ๊ป หรือ YGG เปิดการซื้อขายภาคเช้าวันนี้ (15 สิงหาคม) ที่ระดับ 0.90 บาท ติดลบ 25% โดยระหว่างการซื้อขายขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1.10 บาท ติดลบ 8.33% ส่วนราคาต่ำสุดลงไปแตะที่ระดับ 0.85 บาท ติดลบ 29.17% และปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 0.89 บาท ติดลบ 25.83%

 

ธนัช จุวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิ๊กดาซิล กรุ๊ป แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่บริษัทได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 9 ล้านบาทให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นประเภทมีหลักประกัน โดยบริษัทใช้เงินสดเป็นหลักประกันจำนวน 1.3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5.75% ต่อปี และมีกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2567

 

แต่เนื่องจากบริษัทมีความไม่แน่นอนในเรื่องสภาวะสภาพคล่อง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 บริษัทจึงสามารถชำระคืนเงินต้นเพียง 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยบริษัทผิดนัดชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นในส่วนที่เหลือ 8 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาขอเลื่อนการชำระคืนของเงินต้นและดอกเบี้ย

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 บมจ.อิ๊กดราซิล กรุ๊ป ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในช่วงวันที่ 11-17 กรกฎาคม 2567 ธนัชได้ถูกทำรายการขายหุ้น (Forced Sell) ผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเติม จากที่ได้เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ดังนี้

 

  1. เมื่อวันที่ 11 และ 15 กรกฎาคม 2567 ธนัชได้ขายหุ้นของบริษัท จำนวนรวม 3,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 0.50% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์

 

  1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ธนัชได้ขายหุ้นของบริษัท จำนวน 7,200,000 หุ้น หรือคิดเป็น 1.20% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์

 

  1. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ธนัชได้ขายหุ้นของบริษัท จำนวน 9,800,000 หุ้นหรือคิดเป็น 1.63% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์

 

ส่งผลให้ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ธนัชถือหุ้น YGG จำนวน 5,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 0.96% เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 11 จากเดิมเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ถือครองหุ้นจำนวน 247,679,026 หุ้น สัดส่วน 41.143% ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 และต่อมาถูก Forced Sell รอบแรก ทำให้ธนัชมีสัดส่วนถือหุ้นเหลือ 25,800,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.286%

 

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2567 ธนัชถูก Forced Sell ทั้ง 3 วัน รวมเป็นจำนวน 221,879,026 หุ้น คิดเป็น 36.86% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นธนัชถูก Forced Sell ทั้งหมด 241,879,026 หุ้น เท่ากับ 40.19% หลุดจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1

 

ทั้งนี้ โครงสร้างผู้ถือหุ้น YGG 10 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2567) เป็นดังนี้

 

  1. ศรุต ทับลอย ถือจำนวน 46,489,728 หุ้น คิดเป็น 7.723%
  2. แสงชัย วสุนธรา ถือจำนวน 19,580,100 หุ้น คิดเป็น 3.253%
  3. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือจำนวน 17,981,897 หุ้น คิดเป็น 2.987%
  4. สุขสันต์ ยศะสินธุ์ ถือจำนวน 16,600,000 หุ้น คิดเป็น 2.757%
  5. สิทธาเกติ์ ปุกหุต ถือจำนวน 16,000,000 หุ้น คิดเป็น 2.658%
  6. วรัตม์เวช เหรียญเดชาเวชกุล ถือจำนวน 12,404,000 หุ้น คิดเป็น 2.060%
  7. กษิดิศ ดุลยจินดา ถือจำนวน 9,330,000 หุ้น คิดเป็น 1.550%
  8. วนนท์ วรรณป้าน ถือจำนวน 7,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.163%
  9. ศุภกิจ งามจิตรเจริญ ถือจำนวน 6,822,500 หุ้น คิดเป็น 1.133%
  10. อรรณพ ลิ้มประเสริฐ ถือจำนวน 6,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.997%

The post หุ้น ‘อิ๊กดราซิล’ ดิ่งหนักเฉียดฟลอร์ หลังแจ้งผิดชำระหนี้สถาบันการเงิน 8 ล้านบาท เหตุไม่มีความแน่นอนเรื่องสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมูลค่าหุ้นกู้ผิดนัด-เลื่อนชำระในครึ่งแรกปีนี้ เฉียด 2 หมื่นล้านบาทแล้ว https://thestandard.co/thai-bond-defaults-2024-half-year/ Wed, 03 Jul 2024 01:15:35 +0000 https://thestandard.co/?p=953043 หุ้นกู้

เปิดมูลค่าหุ้นกู้ผิดนัด-เลื่อนชำระในครึ่งแรกปีนี้ เฉียด […]

The post เปิดมูลค่าหุ้นกู้ผิดนัด-เลื่อนชำระในครึ่งแรกปีนี้ เฉียด 2 หมื่นล้านบาทแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกู้

เปิดมูลค่าหุ้นกู้ผิดนัด-เลื่อนชำระในครึ่งแรกปีนี้ เฉียด 2 หมื่นล้านบาทแล้ว สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผย มีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระ 4.42 แสนล้านบาทในครึ่งหลังของปี แต่ยังมองบวกคาดทั้งปีสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น พร้อมคงเป้าประมาณการการออกหุ้นกู้ระยะยาวทั้งปีไว้ที่ 9 แสนล้าน – 1 ล้านล้านบาท

 

วานนี้ (2 กรกฎาคม) อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มูลค่าหุ้นกู้ที่มีปัญหา ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ (Default) และหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระ (Delay) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่ารวม 19,977 ล้านบาท

 

แบ่งเป็นหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระราว 1,101 ล้านบาท จากผู้ออก (Issuer) ทั้งหมด 3 รายได้แก่ พี พี ฮอลิเดย์ (PPH) บริษัทท่องเที่ยว, ซิซซา กรุ๊ป (CISSA) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก และไอริส กรุ๊ป (IRIS) โดยทั้ง 3 รายนี้ล้วนเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีปัญหาสะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด

 

ขณะที่หุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระในครึ่งแรกของปีมีมูลค่ารวม 18,876 ล้านบาท (สูงกว่ายอดหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระทั้งปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 12,443 ล้านบาท) โดยมาจากผู้ออกทั้งหมด 9 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง จนต้องขอยืดอายุหุ้นกู้ทั้งหมด 5 รุ่น รวมมูลค่า 14,455 ล้านบาท

 

“ผู้ออกรายใหม่ในกลุ่มเลื่อนกำหนดชำระในครึ่งแรกของปีนี้มักให้เหตุผลว่า ภาวะตลาดทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามประมาณการ ทำให้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้เต็มจำนวน จึงต้องขอยืดอายุหรือผ่อนชำระไปก่อน” อริยากล่าว

 

 

 

จับตาหุ้นกู้ครบกำหนดชำระ 4.42 แสนล้านบาทในครึ่งหลังของปี

 

ในครึ่งหลังของปีนี้ อริยาเปิดเผยว่า จะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดรวม 4.42 แสนล้านบาท โดย 89% ของหุ้นกู้ครบกำหนดในครึ่งหลังของปีนี้อยู่ในกลุ่ม Investment Grade

 

 

สำหรับแนวโน้มทั้งปีนี้ ThaiBMA ยังคงประมาณการการออกหุ้นกู้ระยะยาวทั้งปีไว้ที่ 9 แสนล้าน – 1 ล้านล้านบาท หลังจากครึ่งแรกของปีนี้มีการออกหุ้นกู้ระยะยาวไปแล้ว 494,371 ล้านบาท

 

สำหรับภาพรวมครึ่งแรกของปี 2567 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างเท่ากับ 17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.7% จากสิ้นปีที่แล้ว จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นหลัก ในส่วนของการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) มีมูลค่า 494,371 ล้านบาท โดย 95% เป็นการออกของหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade ส่วนอีก 5% เป็นกลุ่ม High Yield ซึ่งมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการออกของกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นหุ้นกู้มีประกันในสัดส่วนที่สูงถึง 81% สำหรับในครึ่งแรกของปี 2567 สูงขึ้นจาก 48% ในปี 2566 และมีอายุการออกเฉลี่ยที่ 2.2 ปี ลดลงจาก 2.5 ปี ในปี 2566

 

สำหรับแนวโน้มในอนาคต อริยามองว่า “โดยรวมแล้วจากสถานการณ์ในตลาดปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีเหตุการณ์ผิดนัดชำระ แต่หากเทียบจากปริมาณและนัยในปีนี้น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น แม้จะมีการเลื่อนกำหนดชำระก็ตาม”

The post เปิดมูลค่าหุ้นกู้ผิดนัด-เลื่อนชำระในครึ่งแรกปีนี้ เฉียด 2 หมื่นล้านบาทแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: ศุภวุฒิ สายเชื้อ เตือน หาก GDP โตต่ำกว่าคาด ปัญหาผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้อาจลุกลามได้ https://thestandard.co/supavud-warned-gdp-effect-debt-payment/ Tue, 16 Jan 2024 12:03:34 +0000 https://thestandard.co/?p=888450 ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจก […]

The post EXCLUSIVE: ศุภวุฒิ สายเชื้อ เตือน หาก GDP โตต่ำกว่าคาด ปัญหาผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้อาจลุกลามได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร แสดงความกังวลว่า หากเศรษฐกิจโตต่ำผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้ปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้ ‘แย่ลง’ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อาจกระทบต่อรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทต่างๆ

 

แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะถูกมองว่าเป็นใจกลางของวิกฤตหุ้นกู้ผิดนัดชำระระลอกใหม่ หลังจากเกิดกรณี บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) และ บจก.สยามนุวัตร (SNW) เรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอพิจารณาอนุมัติการขยายวันครบกำหนดไถ่ถอนออกไป รวมไปถึงการผิดชำระหุ้นกู้ของบริษัท พี พี ฮอลิเดย์ จำกัด (PPH) มูลค่า 392 ล้านบาทเมื่อต้นปี

 

อย่างไรก็ตาม ศุภวุฒิกล่าวเตือนว่า ปัญหาการต่ออายุหุ้นกู้ (Roll Over) ระลอกนี้อาจจะไม่จำกัดอยู่แค่ในภาคอสังหาเท่านั้น แต่ต้องไปดูเป็นรายบริษัทไป โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้ที่ต้อง Roll Over มาก เมื่อเทียบกับรายได้หรือกระแสเงินสด (Cash Flow) ของบริษัท

 

พร้อมทั้งเตือนว่า หากเศรษฐกิจโตต่ำผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้ปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้ ‘แย่ลง’

 

“ถ้าปีนี้เศรษฐกิจฟื้นตัวจริงอย่างที่แบงก์ชาติประมาณการว่าจะอยู่ที่ 3.2% เทียบกับปี 2023 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% ท่ามกลางเงินเฟ้ออยู่ที่ 1-2% กระแสเงินสดของบริษัทก็คาดว่าจะดีขึ้น แต่หากเศรษฐกิจโตไม่เป็นตามคาดก็อาจเป็นปัญหา” ศุภวุฒิกล่าว

 

ปัญหาหุ้นกู้ Roll Over รอบนี้เกิดจากอะไร

 

ศุภวุฒิอธิบายว่า การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงปีที่ผ่านมา 2022-2023 เพื่อคุมเงินเฟ้อ

 

รวมไปถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากระดับ 1.25% ไปสู่ 2.5% ที่ทำให้ต้นทุนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งระบบสูงขึ้น ทำให้การออกบอนด์ใหม่และ Roll Over ‘ยากขึ้น’ เนื่องจากบริษัทผู้ออกบอนด์ (Issuers) ต้องเสนอดอกเบี้ยที่แพงขึ้น ประจวบเหมาะกับภาวะที่หุ้นกู้หลายตัวใกล้ครบกำหนด Roll Over จึงนำมาสู่วิกฤตระลอกใหม่

 

ศุภวุฒิยังชี้ให้เห็นว่า ในปี 2566 เริ่มพบปัญหาว่า บางบริษัทออกบอนด์มาขายไม่หมด โดยมีสัดส่วนบอนด์ที่ขายไม่ครบ คิดเป็นเพียง 1.3% ของการขายทั้งหมดเทียบกับ 0.9% ในปี 2565 (ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)

 

“ผมมีความเป็นห่วงว่าในปีนี้ผู้ออกตราสารหนี้จะขายหุ้นกู้หมดหรือไม่ ถ้าขายไม่หมดจะทำอย่างไร ถ้าต้องไปกู้แบงก์ แบงก์ก็ไม่ค่อยยอมปล่อยกู้ เพราะระมัดระวังมากขึ้น ต้องสำรองหนี้เสียมากขึ้น” ศุภวุฒิกล่าว

 

หุ้นกู้ปี 2567 ส่อเบี้ยวหนี้พุ่ง

 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ประเมินว่าแนวโน้มความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทไทยในปี 2567 มีความเสี่ยงจะเห็นการผิดชำระหนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในปี 2566 มีมูลค่ารวมทั้งหมด 1.64 หมื่นล้านบาท 

 

เนื่องจากในปี 2566 จะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดและ Roll Over ครบกำหนดชำระจำนวนมากรวมทั้งสิ้นประมาณ 8.9 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้คุณภาพดีที่มีเครดิตเรตติ้งในระดับสูงกว่า A ขึ้นไปมูลค่ารวม 6.9 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 77% จึงมีความกังวลว่าจะมีความเสี่ยงจะผิดชำระหนี้ในระดับสูง 

 

โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีดอกเบี้ยสูงและไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นที่มีมูลค่าครบกำหนดชำระในปีนี้มูลค่าประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ 6% ของหุ้นกู้ในระบบทั้งหมดที่กำลังจะครบกำหนดในปีนี้ 

 

ขณะที่กลุ่มบริษัทหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงผิดชำระสูงสุดคือ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงงบดุลที่มีความเสี่ยงสูง

 

เนื่องจากมี 3 ปัจจัยกดดันภาพรวมตลาดหุ้นกู้ ได้แก่ 

 

  1. ความเสี่ยงของผลกระทบของดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น
  2. ผลกระทบจากความเสี่ยงของดอกเบี้ยที่ชะลอตัว
  3. นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ทำให้การ Roll Over ทำได้ยากขึ้น

 

ด้าน สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีนี้เชื่อว่ายังเป็นปีที่ผันผวนสูง เนื่องจากสถานการณ์ตลาดหุ้นคาดว่าผู้ลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น และปัจจุบันก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งเรื่องบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ จึงทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนลง สะท้อนได้จากวอลุ่มการซื้อ-ขายต่อวันของตลาดที่ปรับตัวลดลง รวมถึงทำให้หุ้นไม่ปรับตัวขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งถือว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นวิกฤตแห่งศรัทธา

 

ขณะที่มองว่าตอนนี้สภาพคล่องส่วนใหญ่ไปกองกันอยู่ที่สหรัฐฯ เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่ระดับสูงถึง 5% จึงทำให้การโยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะต้องทำผลตอบแทนแข่งกับดอกเบี้ยที่มากกว่าระดับ 5% จนกว่าทิศทางดอกเบี้ยปรับลดตามภาวะที่น่าจะเป็น ประกอบกับยังมีเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะประเทศที่เคยทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตเริ่มโตได้น้อยลง โดยทั้งสองเรื่องถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายในการลงทุนของปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่าหุ้นไทยยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าอยู่เป็นจำนวนมาก (Undervalue) โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ที่พบว่า ส่วนใหญ่ยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาว 

 

ทั้งนี้ สรุปมองว่าปี 2567 ยังเป็นปีที่ตลาดหุ้นโลกและไทยยังคงมีความผันผวน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัย ดังนี้

 

  1. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเกิดภาวะถดถอยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่จะลดลงเร็วตามที่ตลาดการเงินกำลังคาดหรือไม่ โดยหากเป็นไปตามคาดจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นไทย ด้านเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้การเติบโตชะลอตัวลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา และกำลังสูญเสียความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับอินเดีย 

 

นอกจากนี้ยังต้องติดตามนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นว่าจะเริ่มหยุดผ่อนคลายเมื่อไร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความคืบหน้าของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่

 

  1. เรื่อง Geopolitics นั้นถือว่าเป็นปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินเพิ่มขึ้นบางช่วงเวลา เนื่องจากมีโอกาสกระทบต่อเศรษฐกิจโดยผ่านทั้งทางเงินเฟ้อหากความขัดแย้งกระทบต่อราคาพลังงานและอาหาร รวมถึงการขนส่งสินค้าหรือก่อให้เกิดสงครามด้านเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้างขึ้น เช่น กรณีสหรัฐฯ-จีน โดยในปี 2567 ต้องติดตามท่าทีของจีนกับไต้หวันหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จสมบูรณ์ (ผลกระทบต่อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์) และการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนอีกด้วย

 

  1. ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ ซึ่งคาดการณ์ยากแต่ไม่ควรมองข้าม

 

ด้าน ปิยศักดิ์ มานะสันต์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ประเมินเป้าหมาย SET Index ปีนี้อยู่ที่ระดับ 1,650-1,700 จุด โดยจุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ที่ 1,400-1,450 จุด พร้อมแนะนำหุ้นเด่นปี 2567 เน้นโฟกัสที่คุณภาพและการฟื้นตัวของผลประกอบการ ได้แก่ AMATA, BBL, BEM, BDMS, CPALL, CRC, GULF, OR, SCC และ SCGP

 

ขณะที่ประเมินว่า เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว ยุโรปและสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 และจะทำให้ Fed ลดดอกเบี้ย 1% ในครึ่งปีแรก ในขณะที่เศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเงินฝืด ด้านเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มองว่า มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2567 หากมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตผ่านตามที่นายกฯ ประกาศจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 4.1% แต่หากมาตรการไม่ผ่าน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 3.2% โดยคาดว่า ธปท. จะไม่ลดดอกเบี้ยในปี 2667 โดยมี 2 ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. เงินเฟ้อที่หดตัวต่อเนื่อง และ 2. การทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล

The post EXCLUSIVE: ศุภวุฒิ สายเชื้อ เตือน หาก GDP โตต่ำกว่าคาด ปัญหาผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้อาจลุกลามได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 อสังหาใหญ่ย้ำฐานะการเงินแกร่ง เตรียมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด หวังฟื้นความเชื่อมั่น https://thestandard.co/mqdc-anan-strong-financial-position/ Mon, 15 Jan 2024 09:59:43 +0000 https://thestandard.co/?p=887986

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจอย […]

The post 2 อสังหาใหญ่ย้ำฐานะการเงินแกร่ง เตรียมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด หวังฟื้นความเชื่อมั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจอย่างมากก็คือหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ ซึ่งเป็นความกังวลที่ต่อเนื่องจากมาจากปี 2566 โดยในช่วงต้นปีประเดิมด้วยกรณีของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD ผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยที่มีมูลค่างานสูงสุดเป็นอันดับ 1 ซึ่งมี ‘เจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต’ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และยังนั่งเก้าอี้ประธานบริหาร แจ้งขอเลื่อนจ่ายหนี้หุ้นกู้ 2 ปีทั้ง 5 รุ่น วงเงินรวม 1.45 หมื่นล้านบาท แลกกับการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25-0.50% โดยจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ทุกชุดในวันที่ 17 มกราคมนี้ เพื่อขอมติผู้ถือหุ้นกู้ให้โหวตรับในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะการผิดนัดชำระหนี้

 

การขอเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ทำให้ความกังวลลุกลามไปยังภาคส่วนอื่นที่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ภาครับเหมาก่อสร้าง ภาคแรงงาน และภาคเอกชนที่เป็นผู้เสนอขายหุ้นกู้ด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้แหล่งเงินทุน (Source of Fund) ในตลาดตราสารหนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 2 รายใหญ่ได้ตอกย้ำถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยการประกาศว่าพร้อมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่กำลังจะครบกำหนด 

 

MQDC พร้อมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในเดือนมกราคมนี้ทั้งก้อน 

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ยืนยันว่า บริษัทได้จัดเตรียมเงินสดเพื่อชำระหุ้นกู้ตามกำหนดชำระให้กับผู้ถือหุ้นกู้ ที่จะครบกำหนดในเดือนมกราคม 2567 โดยจะครบกำหนดในวันที่ 22 มกราคม 2567 เป็นจำนวน 4,100 ล้านบาท และวันที่ 29 มกราคม 2567 เป็นจำนวน 5,604 ล้านบาท ไว้เรียบร้อยแล้ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

บริษัทขอยืนยันว่า บริษัทยังคงดำเนินกิจการเป็นอย่างดี โดยโครงการที่เป็นโครงการใหญ่และเป็นโครงการแฟลกชิปของ MQDC อย่าง The Forestias นั้น จะเสร็จสิ้นในปี 2567 นี้ และจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้นปีอย่างต่อเนื่อง

 

อนันดาฯ เตรียมชำระหุ้นกู้คืนตามกำหนด 100% มูลค่า 3,826 ล้านบาท 

 

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นโดยการชำระคืนหุ้นกู้ตามกำหนด 100% ในวันที่ 15 มกราคม 2567 มูลค่า 3,826 ล้านบาท และพร้อมชำระหุ้นกู้รอบถัดไปตามกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2567 มูลค่า 3,231 ล้านบาท

 

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN กล่าวว่า ตามที่บริษัทได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ และบริษัทได้ดำเนินการชำระหุ้นกู้คืนตามกำหนด 100% ให้กับนักลงทุนทุกท่านในวันที่ 15 มกราคม 2567 มูลค่า 3,826 ล้านบาท และพร้อมชำระคืนหุ้นกู้รอบถัดไปตามกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2567 มูลค่า 3,231 ล้านบาท

 

ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินงานภายใต้จุดยืน URBAN LIVING SOLUTIONS เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งช่วยในการแก้ปัญหาของคนเมือง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดีขึ้น โดยสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานที่วางไว้ทั้งในเรื่องยอดขาย (Pre-Sales) ที่เติบโตขึ้น 11% หรือ 19,535 ล้านบาท ยอดโอนที่สามารถเติบโตขึ้น 10% หรือ 13,186 ล้านบาท และยอดขายตลาดต่างประเทศ (Inter Market) เติบโตขึ้น 102% หรือ 6,989 ล้านบาท

 

รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานของสินค้าและการบริการหลังการขาย เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจในการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองให้มากที่สุดตามมาตรฐาน ANANDA SURE

 

สำหรับปี 2567 บริษัทยังคงเดินหน้าลุยตามแผนธุรกิจใหม่ที่วางไว้ ทั้ง New Projects, New Businesses และ New Global Partners และยังคงยึดมั่นที่จะส่งมอบที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้กับคนเมือง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอย่างเต็มที่ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้ชีวิตของคนเมืองทุกคน เตรียมพบกับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้

The post 2 อสังหาใหญ่ย้ำฐานะการเงินแกร่ง เตรียมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด หวังฟื้นความเชื่อมั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จับตา ITD ส่อเบี้ยวหนี้ 1.08 แสนล้าน เสี่ยงล้มละลาย-วิกฤตลุกลาม | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-10012024-2/ Wed, 10 Jan 2024 06:07:15 +0000 https://thestandard.co/?p=886061

ปัญหา ‘หุ้นกู้’ ผิดนัดชำระหนี้จะกลายเป็นวิกฤตอีกระลอกหร […]

The post ชมคลิป: จับตา ITD ส่อเบี้ยวหนี้ 1.08 แสนล้าน เสี่ยงล้มละลาย-วิกฤตลุกลาม | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปัญหา ‘หุ้นกู้’ ผิดนัดชำระหนี้จะกลายเป็นวิกฤตอีกระลอกหรือไม่ หลัง ITD ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีมูลค่างานสูงสุดเป็นอันดับ 1 ส่อเบี้ยวหนี้ 1.08 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์มองเสี่ยงล้มละลาย และอาจลุกลามกระทบแบงก์เจ้าหนี้ แรงงานก่อสร้าง และโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล

 

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: จับตา ITD ส่อเบี้ยวหนี้ 1.08 แสนล้าน เสี่ยงล้มละลาย-วิกฤตลุกลาม | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed เผยยอดผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตของกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลในสหรัฐฯ พุ่ง คาดค่าครองชีพสูงขึ้นกดดันให้คนต้องพึ่งเงินในอนาคต https://thestandard.co/defaulted-credit-card-payments/ Wed, 08 Nov 2023 05:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=863621 ผู้หญิงท่าทางเครียดถือบัตรเครดิตไว้ในมือที่ก่ายหน้าผาก

ผลการศึกษาล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขานิวยอร์ก […]

The post Fed เผยยอดผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตของกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลในสหรัฐฯ พุ่ง คาดค่าครองชีพสูงขึ้นกดดันให้คนต้องพึ่งเงินในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงท่าทางเครียดถือบัตรเครดิตไว้ในมือที่ก่ายหน้าผาก

ผลการศึกษาล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขานิวยอร์ก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 พฤศจิกายน) พบว่าปริมาณหนี้บัตรเครดิตและจำนวนของคนที่ผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่สามที่ผ่านมา

 

โดยรายงานระบุว่ายอดใช้จ่ายบัตรเครดิตของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.08 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่การเพิ่มขึ้นของหนี้บัตรเครดิตคงค้างเมื่อเทียบเป็นรายปีเพิ่มขึ้นถึง 1.54 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 1999

 

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ถือบัตรเครดิตที่มีการผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วันได้เพิ่มขึ้นเป็น 5.78% จาก 3.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทั้งนี้ แม้ว่าการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะมีการกระจายตัวตามฐานรายได้และภูมิภาคต่างๆ ที่หลากหลาย แต่การผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวกลับรุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล (ผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2540 หรือ ค.ศ. 1982-2000) และผู้ที่กู้ยืมรถยนต์หรือสินเชื่อเพื่อการศึกษา

 

ข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 38 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้กู้บางรายที่ต้องแบกรับภาระหนี้บัตรเครดิต

 

ทีมนักวิจัยของ Fed สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเมื่อพิจารณาจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและเศรษฐกิจโดยรวม การเพิ่มขึ้นเหล่านี้ค่อนข้างน่าประหลาดใจและถือเป็นสิ่งที่ทางทีมนักวิจัยตั้งใจจะเจาะลึกและศึกษาติดตามต่อไป

 

ในทางกลับกัน อัตราการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตของกลุ่ม Gen Z, Gen X และรุ่นเบบี้บูมเมอร์ยังอยู่ในระดับก่อนเกิดโควิด

 

การศึกษายังพบว่าอัตราดอกเบี้ยซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากนโยบาย Fed อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตของชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่ค่าครองชีพและค่าที่พักที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ผู้กู้ต้องพึ่งพาสินเชื่อมากขึ้น

 

อ้างอิง:

The post Fed เผยยอดผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตของกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลในสหรัฐฯ พุ่ง คาดค่าครองชีพสูงขึ้นกดดันให้คนต้องพึ่งเงินในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข่าวดี! จีนส่งสัญญาณสนับสนุน Vanke บริษัทอสังหารายใหญ่อีกแห่ง ที่กำลังประสบปัญหา https://thestandard.co/china-signals-support-for-vanke/ Tue, 07 Nov 2023 04:48:45 +0000 https://thestandard.co/?p=863227 vanke

หลังจากรัฐบาลจีนยอมปล่อยให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ […]

The post ข่าวดี! จีนส่งสัญญาณสนับสนุน Vanke บริษัทอสังหารายใหญ่อีกแห่ง ที่กำลังประสบปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
vanke

หลังจากรัฐบาลจีนยอมปล่อยให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 2 แห่งอย่าง China Evergrande และ Country Garden ที่เข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ทางการจีนได้ส่งสัญญาณให้การสนับสนุน Vanke บริษัทอสังหารายใหญ่อีกแห่งที่กำลังประสบปัญหาแล้ว หลังหุ้นกู้บริษัทถูกกดดันหนัก

 

โดยหุ้นกู้ของ China Vanke Co. บริษัทอสังหารายใหญ่อันดับ 2 ของจีน เมื่อพิจารณาจากยอดขายตามสัญญา ร่วงหนักสู่ระดับต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ (Distressed Level) จนจุดหนึ่งแตะระดับต่ำกว่า 60 เซนต์เมื่อเดือนก่อน 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น Vanke กลับได้รับสัญญาณการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากทางการเมืองเซินเจิ้น ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนจากทางการจีนที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนัก

 

โดย Vanke มีโอกาสโทรศัพท์พูดคุยกับทางการเซินเจิ้น โดยหลังจากการพูดคุย Vanke ก็ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า “บริษัทจะชำระหนี้หุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศและเงินหยวนได้ตรงเวลาอย่างแน่นอน” และ “ตลาดไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย” 

 

หลังข่าวนี้เผยแพร่ไป เจ้าหนี้ของ Vanke ต่างแสดงความยินดี เห็นได้จากหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นมากถึง 1% ในเช้าวันอังคาร (7 พฤศจิกายน) หลังจากหุ้นกู้หลายชุดพุ่งขึ้นถึง 12 เซนต์ในวันจันทร์ ราคาล่าสุดอยู่ในช่วง 54-95 เซนต์

 

ด้านคณะกรรมการกำกับดูแลและจัดการสินทรัพย์ของรัฐบาลจีน ระบุว่า มั่นใจว่า Vanke จะมีเงินสดและเครื่องมือเพียงพอ ที่จะสนับสนุนการสร้างบ้านที่มีความจำเป็น

 

ขณะที่บริษัท Shenzhen Metro Group Co. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Vanke กล่าวว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้น และกำลังเตรียมที่จะซื้อหุ้นกู้ของ Vanke ในเวลาที่เหมาะสมด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะนับเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในวงกว้างหรือไม่นั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่ความเชื่อมั่นที่ Vanke ได้รับก็ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ China Evergrande Group และ Country Garden Holdings Co. กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากบริษัททั้ง 2 แห่งเผชิญกับการผิดนัดชำระหุ้นกู้ และกำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ขณะที่วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนก็เข้าสู่ปีที่ 4

 

อ้างอิง:

The post ข่าวดี! จีนส่งสัญญาณสนับสนุน Vanke บริษัทอสังหารายใหญ่อีกแห่ง ที่กำลังประสบปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Country Garden เบี้ยวหนี้หุ้นกู้ ‘ดอลลาร์’ ครั้งแรก ส่อลามเป็นวิกฤตมากแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-26102023/ Thu, 26 Oct 2023 08:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=858926

จับตา Country Garden เบี้ยวหนี้หุ้นกู้สกุลดอลลาร์ครั้งแ […]

The post ชมคลิป: Country Garden เบี้ยวหนี้หุ้นกู้ ‘ดอลลาร์’ ครั้งแรก ส่อลามเป็นวิกฤตมากแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

จับตา Country Garden เบี้ยวหนี้หุ้นกู้สกุลดอลลาร์ครั้งแรก ส่อลามเป็นวิกฤตมากแค่ไหน พูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนสายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Country Garden เบี้ยวหนี้หุ้นกู้ ‘ดอลลาร์’ ครั้งแรก ส่อลามเป็นวิกฤตมากแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
Country Garden ผิดนัดชำระบอนด์สกุลดอลลาร์เป็นครั้งแรกแล้ว หลังไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 15.4 ล้านดอลลาร์ที่ครบกำหนดผ่อนผันได้ https://thestandard.co/country-garden-default-on-bond-payment/ Wed, 25 Oct 2023 09:58:54 +0000 https://thestandard.co/?p=858461 ป้าย Country Garden

Country Garden Holdings บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รา […]

The post Country Garden ผิดนัดชำระบอนด์สกุลดอลลาร์เป็นครั้งแรกแล้ว หลังไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 15.4 ล้านดอลลาร์ที่ครบกำหนดผ่อนผันได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้าย Country Garden

Country Garden Holdings บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกหลังจากประสบปัญหาด้านสภาพคล่องมาพักใหญ่ โดยข้อมูลจาก Citicorp International Ltd ซึ่งเป็นทรัสตี (Trustee) ที่ดูแลผู้ถือครองพันธบัตรของบริษัท ระบุว่า Country Garden ได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์จำนวน 15.4 ล้านดอลลาร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ความล้มเหลวในการชำระดอกเบี้ยพันธบัตรภายในระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 17 กันยายน ทำให้ Country Garden เข้าข่ายการผิดนัดชำระตามหนังสือแจ้งที่ส่งถึงผู้ถือครองหุ้นกู้โดย Citicorp 

 

ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ทรัสตีสามารถร้องขอให้บริษัทชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดได้ทันทีหากผู้ถือหุ้นกู้ที่ถือครองหุ้นกู้คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 25% ของยอดเงินคงค้างทั้งหมดแสดงความจำนง แต่ปัจจุบันยังไม่พบว่ามีเจ้าหนี้รายใดที่แสดงความต้องการดังกล่าว

 

ปัจจุบัน Country Garden ถือเป็นหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สูงที่สุดในโลก และการไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันในการชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศล่าสุดนี้นับเป็นสัญญาณว่าบริษัทอาจต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

 

ล่าสุด สำนักข่าว Bloomberg ได้สอบถามข้อมูลไปยังโฆษกของ Citigroup ซึ่งเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของเจ้าหนี้พันธบัตรที่มีการผิดนัดชำระดอกเบี้ย แต่ได้รับการปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ขณะที่ Country Garden ก็ยังไม่มีคำชี้แจงออกมาเช่นกัน

 

นอกจากหนี้พันธบัตรสกุลเงินต่างประเทศแล้ว ปัจจุบัน Country Garden ยังมีหนี้พันธบัตรสกุลเงินหยวนที่ได้รับการยืดเวลาชำระรวมคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.47 ล้านหยวน แต่ทั้งหมดยังไม่เข้าข่ายว่าผิดนัดชำระ

 

อ้างอิง:

The post Country Garden ผิดนัดชำระบอนด์สกุลดอลลาร์เป็นครั้งแรกแล้ว หลังไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยมูลค่า 15.4 ล้านดอลลาร์ที่ครบกำหนดผ่อนผันได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคาด Q4 ไร้ปัญหาหุ้นกู้ Default แม้ยีลด์หุ้นกู้เอกชนปรับตัว 64-87 bps ในไตรมาส 3 https://thestandard.co/thaibma-q4-and-bond-default/ Thu, 05 Oct 2023 11:20:40 +0000 https://thestandard.co/?p=851087

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาด ไตรมาส 4 ไทยไร้ปัญ […]

The post สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคาด Q4 ไร้ปัญหาหุ้นกู้ Default แม้ยีลด์หุ้นกู้เอกชนปรับตัว 64-87 bps ในไตรมาส 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาด ไตรมาส 4 ไทยไร้ปัญหาหุ้นกู้ Default แม้ตั้งแต่ต้นปี Sentiment ตลาดระส่ำจากกรณีผิดนัดชำระของ STARK ไปจนถึง JKN ขณะที่ต้นทุนหรือยีลด์หุ้นกู้เอกชนก็ปรับตัว 64-87 bps ในไตรมาส 3

 

วันนี้ (5 ตุลาคม) ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2566 ตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัวได้ 5.8% จากสิ้นปีที่แล้ว โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชนเป็นสำคัญ แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นมาตลอดตั้งแต่ต้นปี ทำให้ต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้นมากจนบริษัทเอกชนที่เปราะบางบางรายเกิดปัญหาในการชำระหนี้คืน

 

โดยมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 มีมูลค่าเท่ากับ 16.7 ล้านล้านบาท (คิดเป็นมูลค่า 96% ของ GDP) ขยายตัว 5.8% จากสิ้นปีที่แล้ว

 

โดยในส่วนของการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) ในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2566 มีมูลค่า 824,557 ล้านบาท คิดเป็น 65% ของมูลค่าการออกทั้งปี 2565 โดยผู้ออกภาคเอกชนที่มีอันดับเครดิตสูงยังสามารถออกและเสนอขายหุ้นกู้ได้ตามที่ต้องการ

 

ขณะที่ผู้ออกบางส่วนได้ชะลอการออกหุ้นกู้ไปก่อนเพื่อรอจังหวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการออกสูงสุดคือกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ ตามมาด้วยกลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร

 

ThaiBMA ยังเผยว่า อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Yield Curve) อายุ 5 ปีของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 64-87 bps ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2566 ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 อันดับเครดิต AAA ปรับตัวมาอยู่ที่ 3.48%, AA ที่ 3.73%, A ที่ 3.94%, BBB+ ที่ 4.95% และ BBB ที่ 5.90%

 

 

ภาพรวมหุ้นกู้ที่มีปัญหาในไตรมาส 3

 

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยยังเปิดเผยว่า มูลค่าคงค้างหุ้นกู้ที่มีปัญหา ณ วันที่ 30 กันยายน (ไม่รวมหุ้นกู้ที่อยู่ในการฟื้นฟูกิจการ) อยู่ที่ 39,765 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ 21,843 ล้านบาท คือหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ 7 บริษัท ได้แก่ ACAP, ALL, APEX, DR, IFEC, JKN และ STARK

 

 

จับตาสัญญาณ Default ตลาดหุ้นกู้ไทยไตรมาส 4

 

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยยังเปิดเผยอีกว่า ในไตรมาส 4 ปีนี้จะมีหุ้นกู้ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) ครบกำหนดทั้งสิ้น 156,750 ล้านบาท โดยจำนวนนี้ 85% เป็นระดับ Investment Grade อยู่ที่ 49 บริษัท ส่วนหุ้นกู้ High Yield ซึ่งรวมถึงหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ คิดเป็น 15% อยู่ที่ 35 บริษัท โดยจำนวนนี้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์

 

 

อย่างไรก็ตาม อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เชื่อว่าในไตรมาส 4 จะไม่เห็นการผิดนัดชำระหุ้นกู้ของบริษัทไทยแล้ว เนื่องจากทุกบริษัทต่างระมัดระวังขึ้น

 

“Sentiment ตลาดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นปี เช่น ตั้งแต่กรณีการผิดนัดชำระของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ออกตราสารหนี้ที่มีกำหนดไถ่ถอนหรือจ่ายดอกเบี้ยก็ต่างระมัดระวัง ไม่ได้วางใจแล้วว่าจะออกมาต่ออายุหุ้นกู้ (Roll Over) ได้ ดังนั้นก่อนที่จะออกก็ต้องมีการหาแหล่งสำรองเงินเอาไว้แล้ว เช่น หากกลับไปหาแบงก์ไม่ได้ก็ต้องไปหยิบยืมเงินจากวงเงินที่พอมีอยู่ เช่น จากผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ ในกรณีบริษัทเล็กๆ ส่วนบริษัทใหญ่ก็มีทางเลือกเยอะ” อริยากล่าว

 

สำหรับการประมาณการยอดการออกหุ้นกู้ในปี 2566 อริยาคาดว่ายอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวทั้งปี 2566 มีโอกาสแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท สูงกว่ายอดการออกเฉลี่ยในช่วง 7 ปี (ปี 2559-2565) ที่ 9.5 แสนล้านบาท

The post สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคาด Q4 ไร้ปัญหาหุ้นกู้ Default แม้ยีลด์หุ้นกู้เอกชนปรับตัว 64-87 bps ในไตรมาส 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไชน่า เอเวอร์แกรนด์’ เผชิญวิกฤตปรับโครงสร้างหนี้ เหตุไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ ‘เสี่ยงล้ม-ผิดนัดชำระหนี้’ https://thestandard.co/china-evergrande-liquidation-risk/ Tue, 26 Sep 2023 05:48:15 +0000 https://thestandard.co/?p=846324

ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป (China Evergrande Group) บริษ […]

The post ‘ไชน่า เอเวอร์แกรนด์’ เผชิญวิกฤตปรับโครงสร้างหนี้ เหตุไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ ‘เสี่ยงล้ม-ผิดนัดชำระหนี้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป (China Evergrande Group) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน กำลังหมดเวลาลงเรื่อยๆ ในการดำเนินการด้านการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ หลังจากที่ไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ จนเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มูลค่ามหาศาลของบริษัท 

 

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไชน่า เอเวอร์แกรนด์มีข่าวลบที่เซอร์ไพรส์ตลาดออกมาอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงตั้งแต่การประกาศยกเลิกการประชุมเจ้าหนี้รายใหญ่ในนาทีสุดท้าย โดยอ้างว่าบริษัทต้องการพิจารณาทบทวนแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทใหม่ การควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจัดการเงินของทางการจีน และการขาดคุณสมบัติตามกฎระเบียบในการออกหุ้นกู้ใหม่ 

 

ขณะที่แถลงการณ์ของบริษัทระบุชัดว่า เนื่องจากมีการสอบสวนอย่างต่อเนื่องในบริษัท เหิงต้า เรียล เอสเตท กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทำให้เอเวอร์แกรนด์ขาดคุณสมบัติในการออกหุ้นกู้ใหม่ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จนเกิดผลกระทบครั้งใหม่ต่อแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เหิงต้า เรียล เอสเตทเปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีนได้เข้ามาตรวจสอบบริษัท เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าอาจกระทำการละเมิดกฎระเบียบด้านการเปิดเผยข้อมูล

 

รายงานระบุว่า ปัญหาล่าสุดที่เอเวอร์แกรนด์กำลังเผชิญในขณะนี้มีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเซินเจิ้นได้จับกุมตัวพนักงานหลายคนในหน่วยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของเอเวอร์แกรนด์ ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นเอเวอร์แกรนด์ร่วงลงอย่างหนักในช่วงเวลาดังกล่าว และสะท้อนให้เห็นว่า เอเวอร์แกรนด์กำลังเผชิญปัญหารุมเร้าในด้านต่างๆ นอกเหนือไปจากปัญหาหนี้สินมูลค่ามหาศาล

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดส่งผลให้หุ้นของเอเวอร์แกรนด์ร่วงมากถึง 24% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 กันยายน) โดยขณะนี้เอเวอร์แกรนด์ถือเป็นจุดศูนย์กลางของวิกฤตอสังหาริมทรัพย์จีน และบริษัทกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันในการสรุปพิมพ์เขียวแม่แบบสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ในต่างประเทศ เนื่องจากต้องต่อสู้กับกองหนี้สินรวมที่ใหญ่กว่า มูลค่า 2.39 ล้านล้านหยวน ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ในโลก

 

ปัจจุบันเอเวอร์แกรนด์อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งรวมถึงการตัดขายสินทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้มูลค่า 3.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความเชื่อมั่นในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ 

 

ขณะเดียวกัน เอเวอร์แกรนด์ก็กำลังตกอยู่ในช่วงเวลานับถอยหลัง โดยบริษัทต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีในวันที่ 30 ตุลาคม ณ ศาลฮ่องกง เกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอน ซึ่งอาจนำไปสู่การบีบบังคับให้เอเวอร์แกรนด์ต้องเลิกกิจการ 

 

ทั้งนี้ วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนดูจะยังไม่จบลงง่ายๆ โดยนอกจากไชน่า เอเวอร์แกรนด์แล้ว ล่าสุดไชน่า โอเชียนไวด์ (China Oceanwide) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สัญชาติจีน เพิ่งได้รับคำสั่งศาลประเทศเบอร์มิวดาให้เลิกกิจการกับบริษัท เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 กันยายน) พร้อมแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีชั่วคราวร่วมกัน (JPL) ในเบอร์มิวดา 2 คน และในฮ่องกง 1 คน เพื่อมาดูแลเรื่องการจัดการทรัพย์สินและชำระบัญชี โดยการฟ้องร้องมีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2022

 

การตัดสินใจดังกล่าวของศาลเบอร์มิวดายังส่งผลให้หุ้นของไชน่า โอเชียนไวด์ ในตลาดฮ่องกง ถูกสั่งระงับการซื้อ-ขายทันที และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุว่า หุ้นของบริษัทจะยังคงระงับการซื้อ-ขายจนกว่าจะมีความคืบหน้าใดๆ ต่อไป 

 

มรสุมของไชน่า โอเชียนไวด์ ทั้งหมด ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้บริษัทมีรายได้เป็นศูนย์ เมื่อเทียบกับรายได้ของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 28.02 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง และมีการขาดทุนสุทธิ 709.10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 1.16 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง และมีหนี้สินอยู่ถึง 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง

 

อ้างอิง:

The post ‘ไชน่า เอเวอร์แกรนด์’ เผชิญวิกฤตปรับโครงสร้างหนี้ เหตุไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ ‘เสี่ยงล้ม-ผิดนัดชำระหนี้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน JKN จากมุมนักวิชาการ ชี้ปัญหาหลัก ‘ลงทุนหนัก เงินสดขาดมือ เลือกกู้ระยะสั้น’ https://thestandard.co/jkn-from-an-academic-perspective/ Mon, 11 Sep 2023 09:13:52 +0000 https://thestandard.co/?p=840215 จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

เรื่องราวการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่าราว 600 ล้านบาท […]

The post ถอดบทเรียน JKN จากมุมนักวิชาการ ชี้ปัญหาหลัก ‘ลงทุนหนัก เงินสดขาดมือ เลือกกู้ระยะสั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

เรื่องราวการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่าราว 600 ล้านบาท ของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ยังคงมีพัฒนาการออกให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่บริษัทและผู้บริหารอย่าง แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ กำลังเร่งหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

 

เพื่อเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาให้กับนักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ที่กำลังติดตาม THE STANDARD WEALTH อยากพาทุกคนมาร่วมวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของนักวิชาการด้านบัญชีและการเงิน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สุภัทรกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีการผิดนัดชำระหนี้ของ JKN หากวิเคราะห์ดูงบการเงินจะพบว่า ผลการดำเนินงานก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะในปี 2562-2566 ยังมีกำไรอย่างต่อเนื่อง

 

แกะงบกระแสเงินสดต้นตอวิกฤตสภาพคล่อง

 

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจงบกระแสเงินสดตามหลักการบัญชีในเบื้องต้นกันก่อน ซึ่งถูกจัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

 

  1. งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cash Flow from Operating Activites: CFO) คือ กระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการ เช่น ซื้อหรือขายสินค้าที่เป็นการดำเนินธุรกิจปกติประจำวัน

 

  1. งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Cash Flow from Investing Activities: CFI) คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น การซื้อหรือลงทุนขยายอาคารสำนักงาน การลงทุนขยายโรงงาน หรือการได้มาและขายสินทรัพย์ระยะยาวและเงินลงทุนอื่นๆ 

 

  1. งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินทุน (Cash Flow from Financing Activities: CFF) คือ กระแสเงินสดที่เกิดจากการจัดหาเงินทุนจากผู้ลงทุนและเจ้าหนี้ตัวอย่าง ในฝั่งรายรับ เช่น ออกจำหน่ายหุ้นกู้ หุ้นกู้ และการกู้ยืมเงินระยะยาว ส่วนในฝั่งรายจ่าย เช่น จ่ายชำระหนี้ระยะยาว และการจ่ายเงินปันผล

 

ทั้งนี้ เมื่อดูจากงบกระแสเงินสดของ JKN ในช่วงปี 2562 ถึงไตรมาส 2 ปี 2566 ซึ่งมีการลงทุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณสะท้อนว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงการสร้างการเติบโต ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการดำเนินธุรกิจ จะเห็นได้จากงบกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนในช่วงดังกล่าวที่ติดลบ 

 

แต่จากการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทมีเงินสดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานไม่เพียงพอสำหรับรองรับการลงทุนของบริษัท ซึ่งจะเห็นว่าในไตรมาส 2/66 บริษัทมีการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ส่งผลให้งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนติดลบ 1,589 ล้านบาท ขณะที่งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานจะเป็นบวกที่ 1,100 ล้านบาท ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับใช้รองรับการลงทุนในไตรมาส 2/66 

 

ดังนั้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องจัดหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกเพื่อนำมาใช้ในการขยายธุรกิจด้วย ขณะที่งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินทุนในไตรมาส 2/66 ได้ค่อนข้างน้อยเพียง 264 ล้านบาท ส่งผลให้ในไตรมาส 2/66 เงินสดของ JKN ลดลงไปมากพอสมควร จึงส่งผลกระทบให้มีเงินสดไม่เพียงพอที่จะชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของหุ้นกู้มูลค่า 609.98 ล้านบาท ที่ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา

 

งบการเงิน JKN ปี 2562 – ไตรมาส 2/66

 

งบการเงิน JKN

 

วิเคราะห์ปัญหาเหตุเบี้ยวหุ้นกู้


ในมุมของรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย มองว่าปัญหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 

 

  1. JKN ไม่สามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อต่ออายุหุ้นกู้เดิม (Rollover) ซึ่งปกติการ Rollover หุ้นกู้สามารถทำได้ตามแผนการจัดเงินโดยทั่วไป แต่เนื่องจากผลกระทบจากการขาดความเชื่อมั่นของภาพรวมตลาดหุ้นกู้ และตลาดหุ้นกู้ซบเซาจากกรณีปัญหาของ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ส่งผลกระทบให้ Rollover หุ้นกู้ในรอบนี้ไม่สำเร็จ

 

  1. ปัญหาเรื่องการเรียกชำระเงินจากลูกหนี้ เนื่องจากงบกระแสเงินสดของ JKN พบว่ามียอดลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมียอดลูกหนี้ค้างหนี้สุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 2/66 ถึง 2,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1,620 ล้านบาท และข้อมูลของหมายเหตุประกอบงบการเงินยังพบว่า มียอดหนี้กว่า 1,600 ล้านบาทที่เกินกำหนดชำระหนี้ (Overdue) ไปแล้ว ส่งผลให้ JKN มีเงินสดเข้ามายังบริษัทช้ากว่าที่ควรจะเป็น

 

  1. ณ สิ้นไตรมาส 2/66 JKN มีอัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ระดับ 1.58 เท่า ซึ่งถือว่าสูง และเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้กู้ไปแล้ว จึงส่งผลให้การขอกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์สามารถทำได้ยาก

 

“โดยปกติบริษัทขนาดใหญ่จะมีงบกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนที่มักจะติดลบเสมอ บ่งชี้ว่าบริษัทกำลังเติบโต ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย แต่ถ้าหมุนเงินจากกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานหรือกระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินทุนมาได้ไม่เพียงพอเท่าทันการเติบโต ก็จะเกิดการติดขัดได้ดังเช่นกรณีของ JKN แต่จากงบการเงินของ JKN ไม่ได้บ่งบอกว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการดำเนินงาน” รรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย กล่าว

 

ความเสี่ยงของการเลือกกู้ระยะสั้น

 

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.คณิสร์ แสงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า บริษัทที่มีกำไรไม่ได้แปลว่าบริษัทมีสภาพคล่องหรือมีกระแสเงินสดเพียงพอเสมอ อย่าง JKN จะเห็นว่าบริษัททำกำไรได้ต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันจะเห็นว่าบริษัทลงทุนมากกว่ากำไรที่หาได้ ทำให้กระแสเงินสดอิสระติดลบในแต่ละปีที่ผ่านมา 

 

“ซึ่งเรื่องนี้ (กระแสเงินสดอิสระติดลบ) ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ถ้าเกิดคิดว่าบริษัทกำลังต้องการเติบโตและขยายตัว แต่คำถามสำคัญคือ เราเอาเงินจากไหนมาขยาย คล้ายกับบริษัทสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่เป็นเช่นนี้ แต่ใช้วิธีการระดมทุนไปต่อเนื่อง” รองศาสตราจารย์ ดร.คณิสร์ กล่าว

 

ก่อนอื่นมีคำศัพท์ 4 คำที่ต้องรู้

 

  1. ระยะเวลาในการชำระหนี้ (Matuarity) ว่าจะต้องชำระคืนหนี้เมื่อใดหลังจากกู้ยืมมาแล้ว ซึ่งระยะเวลาการกู้ยืมผ่านหุ้นกู้ส่วนมากแล้วจะสั้นกว่าการกู้ยืมผ่านธนาคาร

 

  1. กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เงินสดที่บริษัทสามารถนำมาใช้จ่ายได้จริง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน หาได้จากการนำกำไรหักออกด้วยงบในการลงทุน

 

  1. สภาพคล่องของกิจการ โดยมากแล้วมักจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการชำระหนี้

 

  1. สภาพคล่องของสินทรัพย์ อย่างเงินสดเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุด แต่สินทรัพย์บางอย่างก็มีสภาพคล่องต่ำ เช่น สิทธิในการถ่ายทอด

 

กรณีของ JKN จากรายงานประจำปีของบริษัท ณ สิ้นปี 2565 มีการกู้ยืมสถาบันการเงิน 537 ล้านบาท และมีหุ้นกู้ที่ระยะเวลาการชำระหนี้ประมาณ 2 ปี สองส่วนนี้รวมกันกว่า 3 พันล้านบาท และก็ยังมีหุ้นกู้แปลงสภาพอีกด้วย 

 

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมบริษัทถึงตัดสินใจกู้ระยะสั้นแทนที่จะกู้ระยะยาว ซึ่งอาจเป็นเพราะต้นทุนทางการเงินของการกู้ระยะสั้นต่ำกว่า แต่ความเสี่ยงที่มาคู่กันกับการกู้ระยะสั้นคือระยะเวลาจ่ายคืนหนี้ที่มาถึงเร็วกว่า 

 

นอกจากนี้ หากไปดูตัวเลขลูกหนี้การค้าของ JKN ณ สิ้นปี 2565 ราว 1.6 พันล้านบาท เป็นลูกหนี้ที่เกินกำหนดชำระราวครึ่งหนึ่ง ซึ่งในส่วนนี้เป็นลูกหนี้ที่เกินกำหนดชำระถึง 6 เดือน ราว 24% ของลูกหนี้การค้าทั้งหมด 

 

“ส่วนนี้บ่งชี้ว่าธุรกิจของ JKN ขยายตัวค่อนข้างเร็ว แต่ยอมให้จ่ายเงินช้าได้ โดยสรุปแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ JKN คือ สภาพคล่องที่เตรียมไว้ไม่ได้เพียงพอต่อจำนวนที่จำเป็นต้องใช้ชำระหนี้ และบริษัทไม่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอกับการชำระหนี้ทั้งหมด แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นปัญหาเพราะสามารถดึงสภาพคล่องส่วนอื่นมาใช้ได้ นั่นคือการกู้ยืมเพิ่มเติม” รองศาสตราจารย์ ดร.คณิสร์ กล่าว

 

สรุปแนวทางแก้ปัญหา JKN ผ่านมุม 2 นักวิชาการ

 

  1. การเร่งเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้า โดยเฉพาะส่วนที่ Overdue ไปแล้วจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินสดเข้ามายังบริษัท ใช้แก้ปัญหาสภาพคล่องที่กำลังเผชิญได้ 

 

  1. เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อยืดอายุและไม่ให้ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายหนี้ส่วนอื่นที่เป็นการ Cross Default 

 

  1. เจรจาเพื่อขอจ่ายเป็นหุ้นแทนเงินสด หรือหาผู้ลงทุนมาร่วมลงทุน ซึ่งจะแลกมาด้วยอำนาจในการบริหารที่ลดลงของผู้ถือหุ้นเดิม

 

  1. ขายสินทรัพย์เพื่อนำมาชำระหนี้ ซึ่งต้องประเมินดูว่าบริษัทจำเป็นจะต้องขายสินทรัพย์มากน้อยเพียงใด และมีสินทรัพย์เพียงพอหรือไม่ 

 

จับ 3 ข้อสังเกต บริษัทเสี่ยงเบี้ยวหนี้หุ้นกู้

 

สำหรับวิธีหรือข้อสังเกตเกี่ยวกับการพิจารณาความเสี่ยงของหุ้นกู้ของบริษัทขนาดกลางหรือขนาดเล็กแห่งอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงจะประสบปัญหาการผิดชำระหนี้ มีข้อสังเกตดังนี้

 

  1. ยังมีความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานได้ต่อเนื่องหรือไม่ หากมีผลขาดทุน เริ่มเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 

 

  1. พิจารณาดูระดับหนี้ โดยดูได้จากอัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หากมี D/E Ratio สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกันจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะกระทบกับความสามารถในการชำระหนี้

 

  1. พิจารณาว่าหุ้นกู้ที่ถืออยู่ใกล้ครบกำหนดชำระแล้วหรือไม่ เพราะหากภาพรวมตลาดหุ้นยังคงซบเซาอาจจะส่งผลให้ Rollover หุ้นกู้ที่ครบอายุไม่ได้

The post ถอดบทเรียน JKN จากมุมนักวิชาการ ชี้ปัญหาหลัก ‘ลงทุนหนัก เงินสดขาดมือ เลือกกู้ระยะสั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผันผวนเริ่มลดลง ปรับความเสี่ยงในพอร์ตได้เพิ่มขึ้น https://thestandard.co/volatility-began-to-decrease/ Fri, 08 Sep 2023 06:05:40 +0000 https://thestandard.co/?p=839061 การลงทุน

บรรยากาศการลงทุนในเดือนที่ผ่านมาถือได้ว่าไม่เกินความคาด […]

The post ผันผวนเริ่มลดลง ปรับความเสี่ยงในพอร์ตได้เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

บรรยากาศการลงทุนในเดือนที่ผ่านมาถือได้ว่าไม่เกินความคาดหมายนัก พัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศยังเป็นแกนหลักในช่วงครึ่งแรกของเดือน หลังจากนั้นภาพความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลที่เปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทยและนำไปสู่การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ทำให้ปัจจัยทางการเมืองเริ่มเบาบางลงไปในช่วงปลายเดือน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศเริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้น เริ่มจากความวิตกกังวลที่มีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่อาจจะก่อให้เกิดภาวะการชะลอตัวครั้งใหม่ของเศรษฐกิจจีน และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed รวมทั้งประเด็นของการลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐอเมริกาโดย Fitch Ratings

 

ขอเริ่มที่สหรัฐอเมริกาซึ่งโดน Fitch Ratings ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ จาก AAA เป็น AA+ ทำให้นักลงทุนมีความกังวลกับฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว ขณะเดียวกันถ้อยแถลงของประธาน Fed อย่าง Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Economic Symposium ที่ยังไม่ปิดโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อหากจำเป็น แต่จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ซึ่งตีความได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ มาถึงหรือใกล้เคียงจุดสูงสุดมากแล้ว

 

มาทางฝั่งเอเชียกันบ้าง ตลาดเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ในภาคอสังหา และ Shadow Banking ของจีน หลัง Country Garden ขอผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ และ China Evergrande ยื่นเรื่องต่อศาลนิวยอร์กขอพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 15 ซึ่งเป็นกลไกจัดการคดีล้มละลายที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งประเทศ

 

ขณะเดียวกัน บริษัท Zhongzhi Enterprise ซึ่งเป็น Private Wealth รายใหญ่สุดของจีนได้ผิดนัดการจ่ายผลตอบแทนบนผลิตภัณฑ์การเงินที่ลงทุนใน Zhongrong Trust แก่ลูกค้า เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่น่าจะชะลอตัวลงจนอาจกลายเป็น Hard Landing ได้

 

สำหรับปัจจัยในประเทศไทยของเรา ประเด็นการเมืองและการเปลี่ยนขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทยก่อให้เกิดการรวมตัวของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้สร้างความมั่นใจให้กับ สว. ที่มีต่อประเด็นเปราะบางในหลายประเด็นว่าจะไม่ถูกแตะต้องและเปลี่ยนแปลงโดยพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะแล้วเสร็จได้ในเดือนกันยายน

 

ดังนั้นในแง่มุมของการลงทุน สัญญาณบวกเริ่มชัดเจนขึ้นขณะที่ความผันผวนเริ่มลดลง เนื่องจากพัฒนาการของปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนมีความชัดเจน เริ่มจากเรื่องการเมืองในประเทศที่พ้นภาวะเปราะบางมาได้ และอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลซึ่งไม่น่าจะมีปัจจัยอะไรมาแทรก ตามมาด้วยนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกที่เริ่มใกล้จุดสูงสุดแล้ว ส่วนความกังวลที่มีต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ นั้น นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าน่าจะปรับขึ้นในครั้งถัดไปคือเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นในส่วนของตลาดตราสารหนี้ก็น่าจะผันผวนน้อยลงในเดือนกันยายนนี้เช่นกัน

 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ฟากรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหา ได้แก่ ให้สิทธิในการวางเงินดาวน์ที่น้อยลงสำหรับการซื้อบ้านหลังแรก และดอกเบี้ยอัตราถูกพิเศษ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่น่าจะเพียงพอต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ คาดว่าน่าจะมีมาตรการขนาดใหญ่กว่าตามมา แต่อาจจะไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ส่วนการลดภาษีแสตมป์การซื้อขายหุ้นเหลือ 0.05% จาก 0.1% อันนี้เป็นแค่การกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น

จากภาวะการลงทุนที่มีความผันผวนน้อยลง ทำให้นักลงทุนสามารถที่จะปรับสถานะความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนในรายหลักทรัพย์ได้ โดยคัดเลือกบริษัทที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนที่ยังรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลางถึงสูง โดยภาพน้ำหนักรวมผมยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไว้ที่ 45% โดยแบ่งเป็นสหรัฐฯ และจีนรวมกันไม่เกิน 15% ญี่ปุ่นคงน้ำหนักไว้ที่ 10% ไทย 20% ตราสารหนี้และตลาดเงิน 40% แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 20% เป็นตราสารหนี้ระยะกลางของเอกชนที่อยู่ในระดับ Investment Grade ประมาณ 10% ตลาดเงิน 10% ทอง น้ำมัน และรีท รวมกันประมาณ 15% โดยเน้นไปที่รีท

The post ผันผวนเริ่มลดลง ปรับความเสี่ยงในพอร์ตได้เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกู้ JKN ไม่รอด มีอีก 6 รุ่นถูก Cross Default รวม 2.76 พันล้านบาท ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ส่งหนังสือทวงหนี้ https://thestandard.co/another-6-of-jkn-bonds-were-cross-defaulted/ Wed, 06 Sep 2023 06:04:01 +0000 https://thestandard.co/?p=838090 จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

ปัญหาหุ้นกู้ JKN ลามต่อ บล.เอเซียพลัส และ บล.ดาโอ ในฐาน […]

The post หุ้นกู้ JKN ไม่รอด มีอีก 6 รุ่นถูก Cross Default รวม 2.76 พันล้านบาท ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ส่งหนังสือทวงหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

ปัญหาหุ้นกู้ JKN ลามต่อ บล.เอเซียพลัส และ บล.ดาโอ ในฐานะผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ส่งหนังสือแจ้งว่า หุ้นกู้ JKN จำนวน 6 รุ่น มูลค่า 2.76 พันล้านบาท เกิด Cross Default พร้อมทวงหนี้ ขณะที่ แอน จักรพงษ์ ยืนยัน ไม่เบี้ยวจ่ายหนี้  

 

แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้รับหนังสือแจ้งจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดาโอ (ประเทศไทย) ในฐานะผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

 

ฉบับที่ 1 จาก บล.เอเซีย พลัส แจ้งเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A โดยให้บริษัทฯ ชำระเงินต้นคงค้างพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดภายในระยะเวลาที่กำหนด 

 

ฉบับที่ 2 จาก บล.เอเซีย พลัส แจ้งการผิดนัดชำระหนี้ (Cross Default) หุ้นกู้รุ่น JKN 246A มูลค่าหนี้คงค้าง 578.60 ล้านบาท และให้ชี้แจงแนวทางการแก้ไขส่งมายังผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ภายในวันที่ 8 กันยายน 2566 รวมถึงดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วันนับจากวันที่ 1 กันยายน 2566

 

ฉบับที่ 3 จาก บล.ดาโอ ในฐานผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เกี่ยวกับการสอบถามรายละเอียดการแก้ไขเหตุผิดนัดของหุ้นกู้รุ่น JKN239A และแจ้งการ Cross Default หุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ของบริษัท ดังนี้

 

  1. หุ้นกู้รุ่น JKN243A มูลค่าหนี้คงค้าง 300 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567
  2. หุ้นกู้รุ่น JKN240A มูลค่าหนี้คงค้าง 400 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567
  3. หุ้นกู้รุ่น JKN24NA มูลค่าหนี้คงค้าง 800 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567
  4. หุ้นกู้รุ่น JKN252A มูลค่าหนี้คงค้าง 525 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568
  5. หุ้นกู้รุ่น JKN255A มูลค่าหนี้คงค้าง 156.60 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ทั้งนี้ หุ้นกู้ของ JKN จำนวน 6 รุ่นที่เกิดกรณี Cross Default มูลค่าหนี้คงค้างรวม 2.76 พันล้านบาท

 

บริษัทฯ​ จะดำเนินการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้สำหรับหุ้นกู้รุ่น JKN239A ในวันที่ 27 กันยายน 2566 เพื่อพิจารณาแผนการชำระหนี้ตามหุ้นกู้รุ่น JKN239A รวมถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้และเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ 

 

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการจัดเตรียมแผนการชำระหนี้ตามหุ้นกู้รุ่น JKN239A และจัดเตรียมหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นกู้ โดยหากบริษัทฯ ดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว บริษัทฯ จะแจ้งแผนการชำระเงินสำหรับหุ้นกู้รุ่น JKN239A ต่อไป

 

รวมทั้งบริษัทฯ จะจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้สำหรับหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ของบริษัทฯ​ ทุกรุ่น ภายในกำหนดระยะเวลาตามข้อกำหนดสิทธิที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการขอผ่อนผันให้เหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ (Cross Default) ให้ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ของบริษัท และไม่เรียกชำระหนี้ตามหุ้นกู้โดยพลัน (Call Default) 

 

บริษัทฯ ขอยืนยันและรับรองว่า บริษัทมีความตั้งใจและขอให้มีความเชื่อมั่นว่าบริษัทฯ มีเจตนาที่จะชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดของหุ้นกู้ทุกรุ่นของบริษัทฯ

 

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นล่าสุด ซื้อ-ขายอยู่ที่ 1.16 บาท ลดลง 0.06 บาท หรือ 4.92%

The post หุ้นกู้ JKN ไม่รอด มีอีก 6 รุ่นถูก Cross Default รวม 2.76 พันล้านบาท ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ส่งหนังสือทวงหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-050866-3/ Tue, 05 Sep 2023 07:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=837673

ตั้งแต่ต้นปี 2566 มีบริษัทจดทะเบียนไทยหลายรายที่ประสบปั […]

The post ชมคลิป: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตั้งแต่ต้นปี 2566 มีบริษัทจดทะเบียนไทยหลายรายที่ประสบปัญหาชำระคืนหนี้ จากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ลงทุนในหุ้นกู้เหล่านี้ THE STANDARD WEALTH จะพาไปถอดบทเรียนความผิดพลาดที่บริษัทต่างๆ ควรหาวิธีป้องกัน ในขณะที่นักลงทุนก็ควรหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงในลักษณะเหล่านี้ ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond https://thestandard.co/5-companies-default-of-debt-payment/ Mon, 04 Sep 2023 06:37:53 +0000 https://thestandard.co/?p=837184 เบี้ยวหนี้หุ้นกู้

หลายคนน่าจะพอได้ยินเรื่องราวของการผิดนัดชำระหนี้ของบริษ […]

The post EXCLUSIVE: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบี้ยวหนี้หุ้นกู้

หลายคนน่าจะพอได้ยินเรื่องราวของการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยหลายแห่ง ล่าสุดคือกรณีของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ที่ไม่สามารถจ่ายคืนหนี้จำนวน 609 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดจ่ายคืนเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา 

 

ไม่เพียงแค่ JKN เท่านั้น ตั้งแต่ต้นปี 2566 ยังมีบริษัทจดทะเบียนอีกหลายรายที่ประสบปัญหาขาดแคลนกระแสเงินสดที่จะนำมาชำระคืนหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้แต่ต้น ทำให้แต่ละบริษัทต้องพยายามเจรจาเพื่อขอแบ่งชำระหนี้ หรือยืดการชำระหนี้ออกไป 

 

ทั้งกรณีของ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) จำนวนเกือบ 9.2 พันล้านบาท, บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) จำนวน 2.4 พันล้านบาท, บมจ.ช ทวี (CHO) จำนวน 416 ล้านบาท รวมทั้ง บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) จำนวน 669 ล้านบาท 

 

สำหรับเหตุผลของการผิดนัดชำระหนี้ของแต่ละบริษัทมักจะถูกสรุปออกมาด้วยประโยคที่ว่า “บริษัทขาดสภาพคล่อง กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่เพียงพอ” แต่สาเหตุเบื้องหลังที่นำไปสู่การขาดสภาพคล่องที่ว่านี้ แต่ละบริษัทอาจมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป 

 

จากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ลงทุนในหุ้นกู้เหล่านี้ THE STANDARD WEALTH อยากพาไปถอดบทเรียนความผิดพลาดที่บริษัทต่างๆ ควรหาวิธีป้องกัน ขณะที่นักลงทุนก็อาจหลีกเลี่ยงหากกำลังพิจารณาที่จะลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงในลักษณะเหล่านี้

 

ลงทุนเกินตัว

 

เรื่องราวของการ ‘ลงทุนเกินตัว’ เป็นหนึ่งในกรณีที่เรามักพบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงปัจจุบัน อย่างกรณีของ JKN หากเราลองไปดูในรายละเอียดของงบการเงินปี 2565 

 

แม้ว่าบริษัทจะมีเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาถึง 1.11 พันล้านบาท แต่ขณะเดียวกันบริษัทก็ใช้เงินเพื่อลงทุนในด้านต่างๆ ไปเกือบ 3 พันล้านบาท ทั้งการซื้อลิขสิทธิ์รายการไปกว่า 2.1 พันล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ Miss Universe ราว 550 ล้านบาท รวมทั้งการลงทุนในหลักทรัพย์ การลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ อีกกว่า 100 ล้านบาท 

 

เมื่อเงินที่หามาได้กับเงินที่ใช้เพื่อลงทุนไม่สอดคล้องกัน บริษัทย่อมต้องอาศัยการก่อหนี้เพิ่ม อย่างปี 2565 บริษัทต้องออกหุ้นกู้ใหม่กว่า 2 พันล้านบาท ยังไม่รวมการกู้ยืมจากธนาคารเพิ่มเติม 

 

การใช้จ่ายที่ดูเหมือนจะเกินกำลังของ JKN ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้หรือปีก่อน แต่เริ่มมีเค้าลางมาตั้งแต่ปี 2564 ในปีนั้นบริษัททำงานหาเงินมาได้สุทธิ 511 ล้านบาท แต่กลับมีการลงทุนก้อนใหญ่กว่าเป็นจำนวน 2.1 พันล้านบาท ทั้งการซื้อลิขสิทธิ์รายการต่างๆ จำนวน 1.2 พันล้านบาท รวมทั้งซื้อกิจการและลงทุนในบริษัทย่อย 983 ล้านบาท 

 

แล้วถามว่าบริษัทนำเงินจากไหนมาลงทุน แน่นอนว่าย่อมมาจากการก่อหนี้ ทั้งในส่วนของการกู้ธนาคารและการขายหุ้นกู้ ทำให้หนี้สินของ JKN โดยภาพรวมตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 3.1 พันล้านบาท มาเป็น 7.3 พันล้านบาท

 

อีกกรณีที่คล้ายกันคือ การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของ ALL เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณในทางลบมาตั้งแต่ปี 2565 หลังจากบริษัทวางเป้าที่จะกระโดดไปเป็น 1 ใน 10 ผู้นำของวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย จนเร่งลงทุนซื้อที่ดินและเปิดโครงการจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถบริหารสภาพคล่องให้เพียงพอต่อความต้องการ 

 

เงินสดที่ขาดมือนำไปสู่โครงการที่ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ตามแผน อย่างโครงการ Impression เอกมัย ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2562 หรือโครงการ The Excel ลาซาล 17 จนมีลูกค้าที่จ่ายเงินผ่อนชำระไปแล้วออกมาแสดงความไม่พอใจ หรือแม้แต่ที่ดินที่ซื้อมาบางแห่งก็ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผน เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 

 

ขณะที่แนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้บริหารที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ กลับเป็นความพยายามที่จะมุ่งไปสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งบริหารสินทรัพย์ บริหารหนี้ และคาร์บอนเครดิต ในระหว่างที่ธุรกิจหลักอย่างอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้แข็งแรงเพียงพอ  

 

ทุจริตภายใน

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อบริษัทและผู้ลงทุนคือ การทุจริตของบริษัท ซึ่งเราได้รับรู้เรื่องราวกันมาพอสมควรจากกรณีของ STARK 

 

เมื่อเป็นกรณีของการทุจริต หลายครั้งมักมีเรื่องของการตกแต่งบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ตัวเลขการเงินที่เราได้เห็นในแต่ละไตรมาสอาจไม่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้ทั้งหมด แต่ก็อาจมีบางอย่างที่พอจะช่วยให้เราตั้งคำถามได้ว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่

 

ถ้าย้อนกลับไปดูผลประกอบการของ STARK ช่วงปี 2563-2564 หรือแม้กระทั่ง 9 เดือนแรกของปี 2565 (ก่อนที่จะมีการแก้ไขตัวเลขทางบัญชีให้ถูกต้อง) จะเห็นว่ากำไรสุทธิของ STARK เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ความผิดปกติที่ชวนให้ตั้งคำถามอย่างหนึ่งคือ ทำไมเงินสดของบริษัทถึงติดลบอยู่ตลอด

 

อย่างในงบการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/65 STARK มีกำไร 2.96 พันล้านบาท แต่กลับมีเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ 1.79 พันล้านบาท 

 

คำตอบของคำถามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเรื่องราวการทุจริตของ STARK ถูกตีแผ่ออกมาเรื่อยๆ ทั้งการสร้างยอดขายและลูกหนี้การค้าเทียม การบันทึกมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง 

 

ซึ่งในท้ายที่สุดจากการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) ปรากฏว่าในปี 2565 แทนที่บริษัทจะมีกำไรในระดับ 2-3 พันล้านบาทอย่างที่รายงานไว้ก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วกลับมีผลขาดทุนสุทธิมากถึง 6.65 พันล้านบาท, มีขาดทุนสะสมจำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท และยังมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน จนทำให้ส่วนของเจ้าของติดลบ 4.4 พันล้านบาท 

 

กำไรไม่พอจ่ายหนี้

 

กรณีของ CHO ดูเหมือนว่าความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้อาจจะสะท้อนออกมาผ่านผลขาดทุนสุทธิของบริษัทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากขาดทุน 238 ล้านบาท ในปี 2563 ขยับมาเป็น 475 ล้านบาท และ 642 ล้านบาท ในปี 2564-2565 

 

และหากลองดูในรายละเอียดของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ก็จะเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนหนี้ปีละกว่า 200 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องพึ่งพิงการกู้ยืมมาโดยตลอด

 

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ CGD ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ขอยืดเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้ไปอีก 1 ปี และขอแบ่งชำระคืนเงินต้น คงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าบริษัทจะเร่งสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอหรือไม่ 

 

แม้ว่าปี 2565 CGD จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 229 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดที่หามาได้ยังคงไม่เพียงพอต่อภาระดอกเบี้ย ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มดูดีขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา 

 

หุ้นกู้ไม่มีเรตติ้ง

 

สำหรับการลงทุน หากเลือกได้ทุกคนก็คงอยากได้ผลตอบแทนสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผลตอบแทนย่อมมาคู่กับความเสี่ยง สำหรับหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่ในแวดวงการเงินมักจะเรียกกันว่า High Yield Bond คือหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) หรือมีเรตติ้งต่ำกว่า BBB หรือเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bond) 

 

หากเราดูหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ในปีนี้ของทั้ง 5 หุ้นดังกล่าว จะเห็นว่าหุ้นกู้ของ 4 ใน 5 บริษัทข้างต้น ได้แก่ JKN, ALL, CHO และ CGD ต่างไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ STARK ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ ไปเหลือ D 

 

แม้ว่าหุ้นกู้ทุกตัวที่เป็น High Yield Bond จะไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ไปเสียหมด แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นหุ้นกู้ที่เรตติ้งต่ำกว่า Investment Grade ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่บริษัทอาจผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเหล่านี้จะเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและบุคคลที่มีสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป

 

เจาะลึกงบการเงิน

 

“ในมุมของผู้ลงทุนคงไม่สามารถที่จะดูงบการเงินแค่ผิวเผินอีกแล้ว ไม่สามารถที่จะพิจารณาเพียงตัวเลขกำไรหรือขาดทุน แต่ต้องเจาะลึกดูว่าฐานะการเงินของบริษัทแข็งแรงหรือไม่ มีกระแสเงินสดเพียงพอกับภาระดอกเบี้ยหรือไม่ บางบริษัทที่พึ่งพิงการออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาชำระแทนชุดเก่า (Rollover) ไปเรื่อยๆ อาจมีปัญหาได้เมื่อตลาดติดขัด” อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าว

 

อริยากล่าวต่อว่า การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของหลายบริษัทส่งผลให้หุ้นกู้ประเภท High Yield Bond บางส่วนไม่สามารถขายได้หมดตามที่ต้องการ หรือบางบริษัทอาจต้องนำสินทรัพย์บางส่วนมาวางค้ำประกัน จากเดิมที่หุ้นกู้เกือบทั้งหมดในตลาดไม่จำเป็นจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 

 

ขณะที่นักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) บางส่วนเริ่มชะลอการลงทุน เพราะได้รับความเสียหาย หรือเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นกู้ที่เรตติ้งสูงแทน 

 

“ก่อนหน้านี้ผู้ที่ลงทุนในหุ้นกู้ที่เป็น High Yield Bond เกือบ 100% คือกลุ่ม High Net Worth ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้เหล่านี้ทำได้ยากขึ้น แต่กลับกันหุ้นกู้ที่เรตติ้งสูงก็มีความต้องการสูงขึ้น” 

 

ในมุมของหน่วยงานกำกับอาจต้องทบทวนความเข้มข้นในการควบคุมเกี่ยวกับการออกขายหุ้นกู้ เพราะหากเทียบกับการกู้ยืมเงินรูปแบบอื่นแล้ว การออกหุ้นกู้อาจผ่อนปรนกว่ามาก ทำให้บางบริษัทเลือกเข้ามาหาประโยชน์จากช่องว่างนี้ เช่น การที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เริ่มเห็นมากขึ้นทั่วโลก หรือการกำหนดเงื่อนไขทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับที่ผู้ออกหุ้นกู้จะต้องปฏิบัติตาม

 

ทั้งนี้ ต้นทุนของการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.56% แต่สำหรับหุ้นกู้อายุ 10 ปี ต้นทุนยังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าในระดับประมาณ 0.15% 

The post EXCLUSIVE: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 5-6 ก.ย. นี้ Country Garden เสี่ยง Cross-Default มูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/country-garden-risks-cross-default/ Sun, 03 Sep 2023 06:13:20 +0000 https://thestandard.co/?p=836951 Country Garden LOGO

จับตาสัปดาห์นี้ Country Garden เสี่ยง Cross-Default มูล […]

The post จับตา 5-6 ก.ย. นี้ Country Garden เสี่ยง Cross-Default มูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Country Garden LOGO

จับตาสัปดาห์นี้ Country Garden เสี่ยง Cross-Default มูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ด้าน JPMorgan เตือนว่า Country Garden ยังต้องจ่ายเงินต้น-ดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ครบกำหนดอีกกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

 

Country Garden บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน ซึ่งกำลังประสบปัญหาหนี้สิน กำลังเผชิญเส้นตายการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์มูลค่า 22.5 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 5-6 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) 30 วัน

 

โดยหนังสือพิมพ์ South China Morning รายงานว่า หาก Country Garden พลาดการจ่ายดอกเบี้ยครั้งนี้อาจทำให้บริษัทเกิด Cross-Default หรือการผิดนัดชำระไขว้ ซึ่งหมายถึงการที่ลูกหนี้ผิดนัดกับเจ้าหนี้รายหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการผิดนัดกับเจ้าหนี้อีกรายด้วย ซึ่งรวมถึงการกู้ยืมจากธนาคารจำนวน 1.56 แสนล้านหยวน (หรือราว 21.5 ล้านดอลลาร์) ด้วย

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Country Garden ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหนี้ หลังบริษัทขอขยายเวลาผ่อนผัน (Grace Period) การชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้สกุลเงินหยวนมูลค่า 3.9 พันล้านหยวนที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 4 กันยายนนี้ ออกไปอีก 40 วันปฏิทิน

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นการรวบรวมเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศที่จะครบกำหนดชำระภายในสัปดาห์นี้ 

 

โดยจากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน แสดงให้เห็นว่า Country Garden มีหุ้นกู้สกุลเงินหยวนและต่างประเทศ หุ้นกู้แปลงสภาพ และเงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระภายในระยะเวลา 1 ปี จำนวน 1.08 แสนล้านหยวน และหนี้ระยะยาว 1.49 แสนล้านหยวน หรือรวมประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

โดยตามการวิเคราะห์ของ JPMorgan ยังระบุด้วยว่า Country Garden ยังต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ครบกำหนดอีกกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่า Country Garden จะหาเงินมาชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่จะเส้นตาย Default ในสัปดาห์นี้ได้สำเร็จ แต่ก็ยังเผชิญกับวิกฤตขาดสภาพคล่องต่อไปอยู่ดี

 

ตามข้อมูลของ Bloomberg ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า หลังจากวิกฤตขาดแคลนเงินสดของ Country Garden ปะทุขึ้นมา หุ้นกู้สกุลเงินหยวนและสกุลเงินต่างประเทศทั้งหมดของ Country Garden มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สูญเสียมูลค่าที่ระบุไว้หน้าตั๋วไปแล้วอย่างน้อย 90%

 

อ้างอิง:

The post จับตา 5-6 ก.ย. นี้ Country Garden เสี่ยง Cross-Default มูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>