การป้องกันตัว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การป้องกันตัว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Jun 2024 09:38:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชั่งน้ำหนักเตรียมวางมวยงาน ‘Cops Combat’ การต่อสู้ระหว่างตำรวจกับตำรวจ https://thestandard.co/cops-combat/ Mon, 27 May 2024 09:19:58 +0000 https://thestandard.co/?p=938018 Cops Combat

วันนี้ (27 พฤษภาคม) ที่เวทีมวยราชดำเนิน บรรยากาศการชั่ง […]

The post ชั่งน้ำหนักเตรียมวางมวยงาน ‘Cops Combat’ การต่อสู้ระหว่างตำรวจกับตำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cops Combat

วันนี้ (27 พฤษภาคม) ที่เวทีมวยราชดำเนิน บรรยากาศการชั่งน้ำหนักนักสู้ภายในงานแข่งขันกีฬาต่อสู้ป้องกันตัวของตำรวจ ‘Cops Combat’ ภายใต้สโลแกน ‘วางยศ ลดอัตตา เกมกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย’ มีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

 

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมจะต้องเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9, กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.), กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.), กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.), กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.), สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.ศ.), โรงเรียนนักเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.), กองบังคับการ และในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

สำหรับรุ่นน้ำหนักในฝั่งชายสามารถขึ้นชกได้ตั้งแต่รุ่น 56 กิโลกรัม, รุ่น 62 กิโลกรัม, รุ่น 69 กิโลกรัม, รุ่น 77 กิโลกรัม, รุ่น 85 กิโลกรัม, รุ่น 94 กิโลกรัม และรุ่น 94 กิโลกรัมขึ้นไป 

 

สำหรับนักชกฝั่งหญิงมีตั้งแต่รุ่น 45 กิโลกรัม, รุ่น 48 กิโลกรัม, รุ่น 52 กิโลกรัม, รุ่น 57 กิโลกรัม, รุ่น 63 กิโลกรัม, รุ่น 70 กิโลกรัม และรุ่น 70 กิโลกรัมขึ้นไป 

 

โดยการแข่งขัน Cops Combat แบ่งการแข่งขันเป็นรุ่นน้ำหนัก ไม่จำกัดอายุและชั้นยศ โดยมีทั้งประเภทชายและหญิงรวม 16 รุ่น ในจำนวนนี้มีคู่เปิดไม่จำกัดรุ่นน้ำหนัก อายุ และชั้นยศ ซึ่งมีรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 แสนบาท 

 

สำหรับประชาชนที่สนใจจะเข้าชมสามารถเข้าชมได้โดยเตรียมแค่บัตรประจำตัวประชาชนมายื่นด้านหน้างานที่เวทีมวยราชดำเนิน และหากท่านใดที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ สามารถร่วมรับชม Live ได้ที่เพจ Cops Combat

 

The post ชั่งน้ำหนักเตรียมวางมวยงาน ‘Cops Combat’ การต่อสู้ระหว่างตำรวจกับตำรวจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจฝึกอบรม ‘หนี ซ่อน สู้’ เตรียมเจ้าหน้าที่ศูนย์การค้าให้พร้อมเฝ้าระวังเหตุกราดยิง https://thestandard.co/police-train-flee-hide-fight/ Tue, 17 Oct 2023 05:49:08 +0000 https://thestandard.co/?p=855490 ตำรวจฝึกอบรม หนี ซ่อน สู้

วันนี้ (17 ตุลาคม) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุม […]

The post ตำรวจฝึกอบรม ‘หนี ซ่อน สู้’ เตรียมเจ้าหน้าที่ศูนย์การค้าให้พร้อมเฝ้าระวังเหตุกราดยิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจฝึกอบรม หนี ซ่อน สู้

วันนี้ (17 ตุลาคม) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ปทุมวัน นำโดย พ.ต.อ. นพดล เทียมเมธา ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน, พ.ต.ท. ณัฐกิตติ์ ปิ่นทองดี รองผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน และ ร.ต.อ. ธัญอมร หนูนารถ รองสารวัตรปราบปราม สน.ปทุมวัน จัดกิจกรรมฝึกอบรมแผนเผชิญเหตุกราดยิง 

 

พ.ต.ท. ณัฐกิตติ์ กล่าวว่า การกราดยิงเป็นการก่ออาชญากรรมที่มีความรุนแรง กระทบวงกว้าง ผู้ก่อเหตุแสดงการกระทำออกมาด้วยความก้าวร้าว ทั้งนี้ผู้ก่อเหตุไม่เลือกเหยื่อ ไม่เจาะจงบุคคลหรือผู้เสียหาย ฉะนั้นความสูญเสียจึงสามารถเกิดได้กับทุกคน 

 

ตามหลักการอันดับแรก เจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่จะต้องหยุดยั้งผู้ก่อเหตุเพื่อหยุดการฆ่าก่อน จากนั้นจะต้องแยกคนร้าย เบนความสนใจ ขั้นสองเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิต หยุดการตายของประชาชนในพื้นที่เกิดเรื่อง

 

สำหรับปัจจัยการก่อเหตุ พ.ต.ท. ณัฐกิตติ์ กล่าวว่า จากผลสำรวจส่วนมากเกิดจากสุขภาพร่างกาย มีภาวะทางจิตใจที่อ่อนแอ ครอบครัวมีปัญหา ด้านสังคมผู้ก่อเหตุมีความคิดแบบสุดโต่ง มีพฤติกรรมแบ่งแยกเชื้อชาติ 

 

เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจเราแนะนำให้ประชาชนใช้หลักหนี ซ่อน และสู้ แต่หากจะสู้ต้องอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วเท่านั้น อีกหนึ่งสิ่งที่อยากขอความร่วมมือจากประชาชนคือการช่วยสังเกตคนร้าย เพื่อเป็นข้อมูลให้กับตำรวจ สังเกตการแต่งกาย เสื้อผ้า เพศ วัย รูปร่าง สีผิว ตำหนิรอยสัก แผลเป็น หากมีโอกาสให้ถ่ายภาพวิดีโอและแจ้งตำรวจ 191 

  

พ.ต.ท. ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องระวังคือการปั่นกระแส ประชาชนต้องรายงานเฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้น เพื่อให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

 

ด้าน ร.ต.อ. ธัญอมร กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนจะสามารถช่วยเจ้าหน้าที่ได้ดีที่สุดคือการพยายามบอกข้อมูลสถานที่เกิดเหตุที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่สำคัญที่สุดในการเข้าช่วยเหลือและการประเมินแผนการช่วยคือภาพกล้องวงจรปิด เพราะเปรียบเหมือนเป็นตาคอยสอดส่องพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่ปฏิบัติการการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม

 

ในส่วนของการหนี ซ่อน สู้ ร.ต.อ. ธัญอมร อธิบายไว้ดังนี้

 

การหนี ทุกคนไม่ควรจะมองหาทางออกเฉพาะประตูหลักเท่านั้น แต่จะต้องมองหาทางสำรองไว้ เช่น หน้าต่าง หรือทางลอด หากได้ยินเสียงอาวุธ เสียงแจ้งเตือน ประชาชนจะต้องวิ่งหนีให้ไกลจากจุดเกิดเหตุทันที พยายามวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม

 

การซ่อน เมื่อหนีไม่ได้ ให้เข้าไปในห้องใดห้องหนึ่ง ปิดประตู หาของขวางประตู ปิดเสียงโทรศัพท์ ปิดไฟ ทำตัวให้เงียบ และหมอบต่ำสุดที่สุด ถ้าซ่อนรวมกันให้แบ่งหน้าที่โดยจำลองหากคนร้ายเข้ามา ใครจะมีหน้าที่อะไร เช่น คนนี้อาจจะถือเก้าอี้เพื่อเตรียมสู้ อีกคนช่วยกันกั้นประตูไว้ และอีกคนอาจจะมองหาทางสำรอง 

 

สู้ ในส่วนนี้ตำรวจอยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายของประชาชน ขอให้เป็นเหตุที่จำเป็นจริงๆ ถึงจะสู้กับผู้ก่อเหตุ และขอให้ทุกคนร่วมกันสู้

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สาธิตโดยจำลองว่าหากกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องจะต้องเตรียมพร้อมและรับมืออย่างไร โดยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นผู้ที่เข้าร่วมสาธิต นอกจากนี้ตำรวจยังได้สอนวิธีการวิ่งเพื่อหลบวิถีกระสุน ไม่ควรวิ่งในลักษณะเส้นตรง แต่ควรวิ่งสลับไปมา

 

The post ตำรวจฝึกอบรม ‘หนี ซ่อน สู้’ เตรียมเจ้าหน้าที่ศูนย์การค้าให้พร้อมเฝ้าระวังเหตุกราดยิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
19 คู่มือเซฟตัวเองเมื่อต้องค้างแรมในที่ต่างถิ่นคนเดียว https://thestandard.co/life/19-tips-protect-yourself-traveling-alone/ Fri, 23 Jun 2023 00:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=806664 19 คู่มือเซฟตัวเอง

การท่องเที่ยวไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นเหมือน Bucketlist ของ […]

The post 19 คู่มือเซฟตัวเองเมื่อต้องค้างแรมในที่ต่างถิ่นคนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
19 คู่มือเซฟตัวเอง

การท่องเที่ยวไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นเหมือน Bucketlist ของใครหลายคนในยุคนี้ที่รักอิสระและสนุกไปกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเองเต็มร้อย ทว่าข่าวคราวโศกนาฏกรรมและภยันตรายจากการค้างแรมลำพังในที่ต่างถิ่นก็มีให้เห็นมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการถูกงัดห้อง การถูกแอบถ่าย หรืออาจถึงขั้นถูกบุกรุกมาทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ฆ่าชิงทรัพย์ ท่ามกลางสังคมที่มีความโหดร้ายขึ้นทุกวัน เราจะมีวิธีเซฟตัวเองอย่างไรในวันที่ต้องเดินทางและค้างแรมในที่ต่างถิ่นคนเดียว THE STANDARD LIFE รวบรวมคู่มือสำคัญ 19 ข้อมาให้แล้วที่นี่

 

เลี่ยงที่พักเปลี่ยว

สถานที่ตั้งของที่พักถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ไม่ควรเลือกพักในโรงแรมที่เปลี่ยวจนเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางเข้า-ออก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน

 

ระบบรักษาความปลอดภัยต้องหนาแน่น

ควรตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของที่พักให้ถี่ถ้วน หากใครก็ตามสามารถเข้าถึงตัวห้องพักได้โดยไม่ต้องใช้คีย์การ์ดหรือการยืนยันตัวตนได้ให้เปลี่ยนที่พักได้เลย ทางที่ดีคือควรมีแผนกต้อนรับให้ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

เช็กว่ามีใครแอบอยู่ในห้องพักหรือไม่

ทันทีที่เข้าห้องพักให้เดินดูทุกห้อง หลังม่าน ใต้เตียง ตู้เสื้อผ้า ทุกซอกทุกมุมที่สามารถมีคนเข้าไปซ่อนตัวได้ และควรทำแบบนี้ทุกครั้งที่กลับมาในห้อง

 

ตรวจหากล้องแอบถ่ายภายในห้อง

วิธีเช็กว่าภายในห้องมีการติดตั้งกล้องแอบถ่ายหรือไม่ด้วยตัวเอง คือการใช้ไฟฉายหรือกล้องสมาร์ทโฟน เริ่มแรกปิดไฟและม่านให้มืดสนิท หากใช้ไฟฉายส่องให้สังเกตหาแสงสะท้อนกะพริบในจุดที่สามารถมีกล้องซ่อนอยู่ได้

 

ส่วนใครที่ใช้กล้องสมาร์ทโฟนให้เปิดกล้องหลังแล้วส่องหาแสงสะท้อนที่กะพริบเช่นกัน หากลองตรวจสอบแล้วไม่พบแสงสะท้อนใดๆ ก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะวิธีนี้จะตรวจสอบได้ในกรณีที่กล้องแอบถ่ายใช้ระบบอินฟราเรดเท่านั้น

 

แนะนำให้ใช้วิธีเปิดแฟลชจากกล้องของสมาร์ทโฟนแล้วส่องเข้าไปในรูหรือซอกต่างๆ ที่คิดว่าจะมีกล้องซ่อนอยู่ได้ หากมีแสงสะท้อนให้สันนิษฐานว่าข้างในอาจมีวัสดุที่เป็นแก้วหรือเลนส์กล้อง แล้วนำเทปหรือสิ่งของไปบังรูไว้ หากกังวลแนะนำให้ย้ายห้องหรือที่พักจะดีกว่า

 

ใช้ผ้าขนหนูสอดสลักนิรภัยประตู

ภยันตรายสามารถมาได้ในทุกรูปแบบแม้เราจะล็อกประตูด้วยสลักนิรภัยแล้วก็ตาม เพื่อยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้น แนะนำให้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กสอดสลักนิรภัยประตูเพื่อไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมใดสอดเข้ามาเกี่ยวสลักได้

 

ติดที่หยุดประตู

อีกวิธียกระดับความปลอดภัยที่ได้ผลสำหรับการพักแรมต่างถิ่นคือการวางที่หยุดประตู (Door Stopper) ไว้ตรงพื้น เพื่อไม่ให้ใครเปิดประตูเข้ามาได้ โดยเฉพาะในยามวิกาล

 

เช็กกระจกในห้อง

ภยันตรายจากกระจกสองด้านหรือกระจกที่อีกด้านสามารถมองเห็นเราได้นั้นเป็นอะไรที่เราได้ยินมาตลอด แต่หลายครั้งเราก็อาจเผลอลืมที่จะตรวจสอบ วิธีง่ายๆ คือให้ใช้ปลายนิ้วจิ้มไปที่กระจก หากเห็นปลายนิ้วของเราชนกับเงาสะท้อนของกระจกนั้นแสดงว่าคือกระจกสองด้าน แต่หากปลายนิ้วมีระยะห่างของภาพที่เห็นไม่จรดกันแสดงว่านั่นคือกระจกเงาปกติ

 

แขวนป้าย Do Not Disturb ไว้หน้าห้อง

เวลาที่คุณไม่อยู่ให้แขวนป้าย Do Not Disturb ไว้หน้าห้อง เพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามารบกวน หรืออาจเปิดโทรทัศน์ไว้ด้วย แม้อาจจะการันตีไม่ได้ว่าจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนหรือไม่ แต่ก็ยังให้ความอุ่นใจได้มากกว่า

 

เก็บสิ่งของมีค่าไว้ในตู้เซฟหรือพกติดตัว

ที่พักหรือโรงแรมที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยสูงมักจะมีตู้เซฟอยู่เสมอ แนะนำให้เก็บสิ่งของมีค่าไว้ในตู้เซฟเสมอ แต่สิ่งที่ควรพกติดตัวไว้ตลอดคือพาสปอร์ต เงิน และบัตรเครดิต

 

อย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด

ไม่ว่าใครจะมาเคาะประตู อย่าบุ่มบ่ามเปิดประตูเด็ดขาด หากผู้ที่มาเคาะแจ้งว่าเป็น Room Service หรือ Housekeeper แนะนำให้ถามชื่อแล้วโทรศัพท์ตรวจสอบกับทางที่พักก่อน อาจฟังดูวุ่นวายหลายขั้นตอน แต่เพื่อความปลอดภัยจะป้องกันไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย

 

ล็อกหน้าต่างและปิดม่านให้เรียบร้อย

ช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนหย่อนใจอาจทำให้เราเผลอไม่ทันได้ระวังตัว โดยเฉพาะผู้หญิง ในขณะเปลี่ยนเสื้อผ้าแนะนำให้ปิดม่านและล็อกหน้าต่างให้เรียบร้อย คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคุณอาจกำลังถูกถ้ำมองจากที่ไหนสักแห่งก็ได้

 

ระวังการอัปเดตทางโซเชียล

โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่นำภยันตรายมาได้นักต่อนัก ดังนั้นทางที่ดีคืออย่าเพิ่งอัปเดตในทันทีว่าคุณกำลังพักอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะเลขห้อง

 

มองหาทางหนีไฟ

นอกจากการตรวจสอบที่พักแล้วควรสอดส่องหาทางหนีไฟด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้วิ่งหาทางออกทัน

 

คอยสังเกตว่ามีใครเดินตามหรือไม่

การจะเข้า-ออกที่พักและห้องพักในแต่ละครั้ง ควรหมั่นสังเกตหน้าสังเกตหลังเสมอว่ามีใครน่าสงสัยเดินตามหรือไม่ หากพบใครที่น่าสงสัยแนะนำให้รีบแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ที่พักทันที

 

ไม่ใส่หูฟังขณะเดินคนเดียว

นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว หูฟังก็เป็นเหมือนอีกอวัยวะที่งอกขึ้นมาสำหรับใครหลายคนในยุคนี้ หากคุณต้องเดินทางเข้า-ออกคนเดียว ไม่ว่าจะในตัวที่พักหรือที่ใดก็ตาม อย่าใส่หูฟังโดยเด็ดขาด เพื่อให้ตื่นตัวและรู้ทันเหตุการณ์รอบข้าง

 

เมื่อรู้ว่ามีคนเดินตามให้แกล้งคุยโทรศัพท์หรือเล่นละคร

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่รู้ว่ามีคนสะกดรอยตามบริเวณใกล้ที่พักหรือในตัวที่พักแน่ๆ ให้ทำทีว่ากำลังคุยโทรศัพท์กับปลายสายว่ากำลังจะเดินไปหาในไม่ช้า หรือทำทีเป็นตะโกนเรียกโบกไม้โบกมือให้กับแขกคนแปลกหน้าที่เห็นอยู่ไกลๆ แล้วรีบวิ่งไปหาให้ไวที่สุด

 

พกนกหวีดและปากกา

อุปกรณ์ป้องกันตัวที่พกพาง่ายและไม่ผิดกฎหมายก็คือนกหวีดและปากกา หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมาพยายามตั้งสติแล้วคว้ามาใช้โดยเร็ว

 

เลี่ยงการตอบว่ามาคนเดียว

ไม่ควรเปิดเผยกับคนแปลกหน้าว่าคุณมาเที่ยวคนเดียว อาจจะเลี่ยงตอบไปว่ามีนัดกับแก๊งเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก หรือทางที่ดีคือไม่ต้องไปคุยด้วยมาก

 

รายงานตัวกับคนที่ไว้ใจได้

สิ่งที่ควรทำเวลาค้างแรมในที่ต่างถิ่นคือการส่งข้อความรายงานตัว รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของที่พักให้กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจได้ ช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้อีกระดับ

 

The post 19 คู่มือเซฟตัวเองเมื่อต้องค้างแรมในที่ต่างถิ่นคนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เป็ดยางสีเหลือง’ สัญลักษณ์ใหม่ใน #ม็อบ18พฤศจิกา ที่กลายเป็นขวัญใจมวลชน https://thestandard.co/yellow-rubber-duck-a-new-symbol-in-mob-18nov/ Wed, 18 Nov 2020 11:24:32 +0000 https://thestandard.co/?p=422701 ‘เป็ดยางสีเหลือง’ สัญลักษณ์ใหม่ใน #ม็อบ18พฤศจิกา ที่กลายเป็นขวัญใจมวลชน

หนึ่งในสัญลักษณ์ในการชุมนุมราษฎรวันนี้ (18 พฤศจิกายน) ท […]

The post ‘เป็ดยางสีเหลือง’ สัญลักษณ์ใหม่ใน #ม็อบ18พฤศจิกา ที่กลายเป็นขวัญใจมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เป็ดยางสีเหลือง’ สัญลักษณ์ใหม่ใน #ม็อบ18พฤศจิกา ที่กลายเป็นขวัญใจมวลชน

หนึ่งในสัญลักษณ์ในการชุมนุมราษฎรวันนี้ (18 พฤศจิกายน) ที่นัดหมายรวมตัวที่แยกราชประสงค์ คือเป็ดยางเป่าลมสีเหลือง ที่มวลชนนำติดตัวมาทำกิจกรรมในการชุมนุมที่รัฐสภาวานนี้ ก่อนจะกลายสภาพเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวของผู้ชุมนุมหลายๆ คน ในการรับมือกับรถฉีดน้ำและแก๊สน้ำตา 

 

วันนี้เป็ดเหลืองตัวเดิมยังคงมาทำหน้าที่ในการชุมนุมที่ราชประสงค์ แม้บางตัวจะมีสภาพยับเยิน แต่ก็ยังคงมองเห็นเด่นชัดท่ามกลางมวลชน ขณะที่เวลา 17.02 น. มีรายงานว่า พบรถขนเป็ดยางมาถึงราชประสงค์ เพื่อเพิ่มจำนวน ‘มวลชนเป็ด’ ถือเป็นสีสันใหม่ในม็อบที่ผู้คนในโซเชียลยกให้เป็นขวัญใจมวลชน

 

 

ภาพ:  AFP

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘เป็ดยางสีเหลือง’ สัญลักษณ์ใหม่ใน #ม็อบ18พฤศจิกา ที่กลายเป็นขวัญใจมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปลี่ยน ‘ความกลัว’ ที่มีต่อผู้ป่วยโควิด-19 เป็น ‘การป้องกันตัว’ อย่างเข้าใจ https://thestandard.co/convert-fear-into-protection-for-coronavirus/ Wed, 22 Apr 2020 13:55:40 +0000 https://thestandard.co/?p=356796

โรคระบาดลึกลับในเมืองอู่ฮั่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนถึงตอ […]

The post เปลี่ยน ‘ความกลัว’ ที่มีต่อผู้ป่วยโควิด-19 เป็น ‘การป้องกันตัว’ อย่างเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โรคระบาดลึกลับในเมืองอู่ฮั่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้เรารู้แล้วว่าคือ โควิด-19 ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแพร่เชื้อในขณะที่มีอาการ และส่วนใหญ่แพร่เชื้อผ่านละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ โดยมีระยะฟักตัว 14 วัน 

 

หมายความว่าสมมติวันนี้เป็นวันแรกที่ นาย ก. ได้รับเชื้อ นับไปอีก 1-14 วัน (พรุ่งนี้ถึง 2 สัปดาห์ข้างหน้า) นาย ก. จะมีอาการเมื่อไรก็ได้ จึงเป็นที่มาของการกักตัว 14 วัน หลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่กรมควบคุมโรคเคยมีการประกาศให้ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาจากกรุงเทพฯ ต้องกักตัวสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน

 

แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการช่วง 5-6 วัน (ภายใน 1 สัปดาห์) หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการส่วนใหญ่ ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ เชื้อจึงอยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลาย  หรือเสมหะ ที่ผู้ป่วยพูด ไอ หรือจาม ออกมา จึงเป็นที่มาของการเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 2 เมตร หรือประมาณ 2 ช่วงแขน เพราะเป็นระยะที่ปลอดภัยจากละอองเหล่านั้น รวมไปถึงการสวมหน้ากากผ้า เพราะหน้ากากจะซับละอองจากเราไม่ให้กระเด็นออกไปหาผู้อื่น เหมือนไอจามปิดปากด้วยแขนเสื้อ และขณะเดียวกันหน้ากากก็ป้องกันไม่ให้เราสูดเอาละอองของผู้อื่นเข้ามาด้วย

 

จะสังเกตว่า ผมขีดเส้นใต้คำว่า ‘ส่วนใหญ่’ ไว้ เพราะธรรมชาติไม่มีความสมบูรณ์แบบ ผู้ป่วยบางส่วนสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนมีอาการ เราจึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเว้นระยะห่างจากผู้อื่น ถึงแม้เขาจะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม และบางส่วนแพร่เชื้อผ่านการหยิบจับ เพราะละอองอาจตกอยู่ตามผิวสัมผัส เนื่องจากผู้ป่วยนำมือที่ขยี้ตา ล้วงจมูก ปิดปาก มาหยิบจับสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน เช่น ปุ่มกด ราวบันได จึงเป็นที่มาของการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และการไม่นำมือมาจับใบหน้าของเราเองด้วย

 

‘มือถูสบู่-ไม่อยู่ใกล้-ใส่หน้ากาก’ จึงเป็นวิธีการป้องกันโควิด-19 ที่ทุกคนสามารถทำได้

 

แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็อดรู้สึกไม่ได้ที่จะกลัวติดเชื้อจากผู้ป่วยโควิด-19

 

ความกลัวต่อผู้ที่ต้องกักตัว

ผู้ที่ต้องกักตัวสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งอาจกักตัวที่บ้าน ศูนย์กักตัวของจังหวัด หรือสถานที่ที่รัฐบาลกำหนดให้ เช่น อาคารรับรองสัตหีบ เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เพราะเขาอาจเป็นญาติหรือเพื่อนใกล้ชิดกับผู้ป่วยคนก่อนหน้า หรือเดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรค 

 

หากกักตัวครบแล้ว เขาไม่มีอาการผิดปกติ ก็จะถือว่าเขาไม่ได้ติดเชื้อมาจากผู้ป่วยหรือพื้นที่เสี่ยงแต่อย่างใด แต่ถ้าเขามีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีเสมหะ ก็จะได้รับการตรวจหาเชื้อก่อน ถึงจะยืนยันว่าเป็น ‘ผู้ป่วย’ เพราะอาการของโควิด-19 ในช่วงแรกเหมือนกับโรคหวัดทั่วไป

 

ส่วนความกลัวต่อสถานที่กักตัว ซึ่งประชาชนในบางพื้นที่อาจประท้วงไม่ให้นำผู้ที่ต้องกักตัวเข้ามาสังเกตอาการ รวมถึงไม่ให้นำผู้ป่วยเข้ามากักโรคหรือตั้งโรงพยาบาลสนามในชุมชน เนื่องจากกลัวว่าจะติดเชื้อจากคนกลุ่มนี้ เพราะโรคนี้เป็นโรคใหม่สำหรับทุกคน และมีการนำเสนอข่าวทุกวัน จนเกิดภาพว่า โรคนี้ ‘ติดง่าย ตายเยอะ’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็รู้จักโรคนี้มากขึ้นว่าเป็นโรคที่ติดต่อผ่านการไอ จาม ในระยะ 2 เมตร หรือสัมผัสสิ่งของต่อจากผู้ป่วย ดังนั้นถ้าเราไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ป่วย โอกาสที่จะติดเชื้อต่อจากกันก็แทบไม่มีเลย

 

ความกลัวต่อผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อม

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการช่วง 5-6 วัน (ภายใน 1 สัปดาห์) หลังจากได้รับเชื้อ แต่อาจนานที่สุดได้ถึง 14 วัน 

 

ส่วนอาการจะแบ่งเป็น 80-15-5 คือ 

 

  • 80% เป็นผู้ป่วยอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการ 
  • 15% เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 
  • 5% เป็นผู้ป่วยวิกฤต 

 

ด้วยระยะฟักตัวที่ยาว และผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง จึงทำให้ผู้ป่วย 1 ราย มีระยะเวลาในการแพร่เชื้อได้นานหลายวันกว่าจะไปพบแพทย์และถูกแยกโรคที่โรงพยาบาล ต่างจากโรคซาร์สเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการหนัก ทำให้ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ตั้งแต่ช่วงแรก จึงไม่แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง

 

ผู้ป่วยจะหยุดแพร่เชื้อตั้งแต่ถูกกักโรคในโรงพยาบาล ส่วนเชื้อที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมมีงานวิจัยพบว่า อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ไม่เกิน 7 วัน คือ 1 วัน สำหรับกระดาษ, 2 วัน สำหรับเสื้อผ้า และ 3-7 วัน สำหรับโลหะและพลาสติก แต่เป็นงานวิจัยในสภาพอากาศเย็น สำหรับประเทศไทยเชื้อจึงควรมีอายุสั้นกว่านี้

 

แต่จุดตัดว่าสถานที่นั้นจะเป็นแหล่งแพร่เชื้ออยู่หรือไม่คือ การทำความสะอาดทั้งบ้านหรือห้องพัก สถานที่ทำงาน โดยการเช็ดถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70%, น้ำยาฟอกขาว (ไฮเตอร์) 1 ใน 100 ส่วน หรือเดทตอล และเปิดให้อากาศถ่ายเท หลังจากนั้นสถานที่นั้นก็จะถือว่าเป็น ‘พื้นที่สะอาด’ แล้ว 

 

ส่วนพื้นที่หรือสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น รถโดยสาร สถานีขนส่ง ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ควรมีการทำความสะอาดเป็นประจำทุกวัน ส่วนบริเวณที่มีคนสัมผัสจำนวนมาก เช่น ปุ่มกด ราวบันได ควรเพิ่มความถี่เป็นอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง

 

ความกลัวต่อผู้ป่วยหลังจากออกโรงพยาบาล

ความกลัวจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ตามแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในปัจจุบัน (ฉบับวันที่ 8 เมษายน 2563) ผู้ป่วยจะต้องพักสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2-7 วัน และย้ายไปสังเกตอาการต่อที่โรงพยาบาลสนาม (Designated Hospital) หรือโรงแรมพยาบาล (Hospitel) อีกอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันเริ่มป่วย ดังนั้นผู้ป่วยจะกลับมาบ้านเร็วที่สุดคือ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนและไม่แพร่เชื้อแล้ว แต่แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยพักฟื้นที่บ้านจนครบ 1 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย

 

ถ้าชุมชุนใดมีผู้ป่วยกลับออกจากโรงพยาบาลไป สามารถมั่นใจได้ว่า ผู้ป่วยจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับคนอื่นได้ และเขายังมีภูมิคุ้มกันแล้วด้วย ซึ่งโดยปกติร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้เขาไม่สามารถติดเชื้อซ้ำได้ หากชุมชนใดมีผู้ที่มีภูมิคุ้มกันเยอะ โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดในชุมชนก็จะลดลง 

 

ดังนั้น คนที่เราต้องกลัวไม่ใช่คนที่ ‘หายป่วย’ แล้ว แต่เป็นคนที่ ‘ยังไม่เคยป่วย’ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่ออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อนร่วมงานที่เดินทางมาจากหลายที่ และคนที่เราเดินสวนกันในชุมชน แต่ไม่ได้เว้นระยะห่างและสวมหน้ากากอนามัยต่างหาก

 

ความกลัวต่อผู้ป่วยที่เสียชีวิต

ผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยมีโอกาสเสียชีวิตต่ำมากอยู่ที่ 1.7% (ข้อมูล ณ 17 เมษายน 2563) โดยเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตลง จะมีบรรจุในถุงห่อศพมาตรฐาน 1-2 ชั้น และผ่านการทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายนอก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ของร่างผู้ตายแล้ว ดังนั้นจึงสามารถประกอบพิธีทางศาสนา และสามารถสัมผัสถุงศพภายนอก โดยสวมถุงมือได้ 

 

ส่วนการจัดการศพสามารถเผาหรือการฝังได้ตามประเพณี เพียงแต่จะไม่เปิดถุงบรรจุศพออก เพื่อรดน้ำศพ ทำความสะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือฉีดน้ำยารักษาสภาพศพ

 

เพราะฉะนั้นญาติสามารถเข้าร่วมพิธีศพโดยไม่ต้องกลัวว่าจะติดเชื้อจากผู้ตาย แต่จะต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อจากผู้ที่ไปร่วมงานแทน โลงเย็นสามารถนำมาทำความสะอาดและใช้ใหม่ได้ ส่วนการเก็บเถ้ากระดูกก็สามารถทำได้ตามปกติเช่นกัน เพราะเชื้อจะถูกทำลายที่อุณหภูมิสูงแล้ว

 

การป้องกันตัวอย่างเข้าใจ

เมื่อได้ยินว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 ในชุมชนที่เราอาศัยอยู่ ความรู้สึกแรกของเราคือ ความกลัว กลัวว่าจะติดเชื้อจากผู้ป่วยและญาติใกล้ชิด กลายเป็นความรังเกียจและขับไล่คนกลุ่มนี้ออกจากที่พัก (ไม่มีที่อยู่) ที่ทำงาน (ไม่มีรายได้) และชุมชน (ไม่มีผู้ให้ความช่วยเหลือ) 

 

ถึงแม้แพทย์จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านแล้ว แต่ความกลัวนี้ก็ยังไม่หายไป ผมจึงอยากทำความเข้าใจว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่แพร่เชื้อผ่านละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ และบางส่วนแพร่เชื้อผ่านการหยิบจับสิ่งของ เพราะฉะนั้นเราสามารถอยู่ร่วมกับพวกเขาได้หลังจากที่พ้นระยะกักตัวหรือกักโรคแล้ว

 

แต่ไม่ถึงกับตาม ‘ปกติ’ ที่เราคุ้นเคยกันอยู่เดิม

 

ทว่า เป็นตาม ‘ความปกติใหม่’ ซึ่งได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 2 เมตร และการสวมหน้ากากผ้าก่อนออกจากบ้าน หรือที่ผมสรุปเป็นคำคล้องจองว่า ‘มือถูสบู่-ไม่อยู่ใกล้-ใส่หน้ากาก’ โดยทำให้ติดเป็นนิสัย และไม่สนใจว่าเขาจะเป็นผู้ป่วย ผู้ที่มีความเสี่ยง ผู้ที่หายป่วยแล้ว หรือผู้ที่น่าจะดูแลตนเองเป็นอย่างดี (เลยไม่ต้องป้องกันตัวเอง) ซึ่งเราจะต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ไปอีกสักพักใหญ่ อย่างน้อยจนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันเชื้อฉีดให้กับทุกคน ถึงตอนนั้นเราก็อาจคุ้นชินกับสุขอนามัย 3 อย่างนี้แล้วก็ได้

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

 

The post เปลี่ยน ‘ความกลัว’ ที่มีต่อผู้ป่วยโควิด-19 เป็น ‘การป้องกันตัว’ อย่างเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>