การปฏิวัติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การปฏิวัติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 30 Jun 2025 03:57:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ภูมิธรรมยืนยัน เหล่าทัพไม่คิดปฏิวัติ-อยากช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤต ขอม็อบอย่าทำประเทศมีปัญหา เมินโพลคะแนนแพทองธารรั้งอันดับ 5 https://thestandard.co/phumtham-rejects-coup-rumors/ Mon, 30 Jun 2025 03:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1090881

วันนี้ (30 มิถุนายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี แ […]

The post ภูมิธรรมยืนยัน เหล่าทัพไม่คิดปฏิวัติ-อยากช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤต ขอม็อบอย่าทำประเทศมีปัญหา เมินโพลคะแนนแพทองธารรั้งอันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 มิถุนายน) ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องประชาธิปไตยไทย ที่มีแกนนำบางคนกล่าวปราศรัยปลุกกระแสรัฐประหาร ว่า การปลุกกระแสรัฐประหารพยายามให้ตายก็ยาก เท่าที่ตนอยู่กระทรวงกลาโหมและได้พูดคุยกับผู้บังคับบัญชาทหารทั้ง 4 เหล่าทัพ เขาก็มองว่าวันนี้ประเทศวิกฤตและอยากจะช่วยเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นไปได้ ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของทหาร เขาอยากให้เราแก้ปัญหาให้ได้

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า การชุมนุมถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อะไรเป็นข้อเสนอที่ดีเราก็พร้อมรับฟัง แต่อะไรที่เป็นปัญหาต่อระบบการเมือง ต่อระบบกฎหมาย เราก็ต้องพิจารณาต่อไป และสิ่งที่ตนคิดว่าการยกระดับการชุมนุมไม่ได้มีประโยชน์อะไร เราได้ยื่นทูลเกล้าฯ ขอปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เดินหน้าไปให้ได้แล้ว ขออย่าใช้วิธีการแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตามไปขัดขวางหรือทำอะไรโดยไม่เหมาะสม ที่ผ่านมาเคยทำมาแล้วและเสียหายมาเป็น 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ม็อบ กปปส.

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า หลายคนที่อยู่บนเวทีก็ยังติดคดีเต็มไปหมด ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่ และศาลก็ตัดสิน บางส่วนแม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดแต่วิธีการที่ทำอยู่มันไม่ได้ ถ้ายังยืนยันที่จะทำอยู่ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

 

ส่วนการกลับมาของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เคยชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ถือว่าน่ากังวลหรือไม่สำหรับรัฐบาลแพทองธาร ภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน ไม่สามารถนำมาอ้างอิงกันได้ และอย่างที่บอก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นคดีความกันอยู่ คนที่ขึ้นเวทีส่วนใหญ่ก็ยังมีคดีความติดตัว ฉะนั้นอย่ามาหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อหวังให้เกิดการแก้ไขทางคดีต่างๆ ทำไม่ได้อยู่แล้ว

 

ส่วนกรณีที่ผลโพลที่ผลแสดงความนิยมของนายกรัฐมนตรีตกไปอยู่อันดับ 5 นั้น ภูมิธรรมกล่าวว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะผลโพลขึ้นๆ ลงๆ ท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นคนตัดสินผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้รัฐบาลยังคงเดินหน้าทำงานเต็มที่ ส่วนที่มีคนพยายามขัดขวางหรือสร้างเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ของตนเอง ประชาชนจะค่อยๆ พิจารณาและรับรู้

 

ภูมิธรรมยังกล่าวถึงโผ ครม. ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีชื่อนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อรองรับหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า ยังไม่โปรดเกล้าฯ จะรู้ได้อย่างไรว่าใครอยู่ตรงไหน

 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะเป็นลักษณะคล้ายกรณีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า อย่าไปจินตนาการ รอให้โปรดเกล้าฯ มาก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน

The post ภูมิธรรมยืนยัน เหล่าทัพไม่คิดปฏิวัติ-อยากช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤต ขอม็อบอย่าทำประเทศมีปัญหา เมินโพลคะแนนแพทองธารรั้งอันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. 67 : ทักษิณมอง ได้ สว. สีน้ำเงิน และ ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ สอบตก เพราะกติกาที่เซ็ตไว้หลังการปฏิวัติ วันนี้ต้องไว้ใจประชาชน https://thestandard.co/thaksin-comments-senate-election-results/ Fri, 28 Jun 2024 09:29:52 +0000 https://thestandard.co/?p=951286 ทักษิณ สมชาย

วันนี้ (28 มิถุนายน) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล […]

The post สว. 67 : ทักษิณมอง ได้ สว. สีน้ำเงิน และ ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ สอบตก เพราะกติกาที่เซ็ตไว้หลังการปฏิวัติ วันนี้ต้องไว้ใจประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ สมชาย

วันนี้ (28 มิถุนายน) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่ ที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับเลือก โดยทักษิณระบุว่า ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญสอนให้รู้ว่าการปฏิวัติทุกครั้งเกิดจากความไม่ไว้ใจประชาชน ประชาชนเลือกรัฐบาลมา ไม่ไว้ใจก็มีการปฏิวัติ

 

“พอมีปฏิวัติก็ออกกติกาส่วนกลางพยายามจะควบคุมให้ประชาชนทำโน่นทำนี่ตามต้องการ ผลสุดท้ายวันนี้ต้องกลับไปไว้ใจประชาชน ต้องเชื่อใจประชาชนว่าเขาจะเลือกรัฐบาล เลือกกติกา เลือกคน มากำหนดกติกาให้เขาได้ วันนี้กติกาที่เกิดขึ้น เกิดจากหลังคณะปฏิวัติ”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าผลการเลือก สว. พรรคภูมิใจไทย และพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้ สว. จำนวนมาก ทักษิณย้ำว่า นี่ไง เป็นเรื่องของกติกาที่ถูกเซ็ตหลังการปฏิวัติไว้แล้ว ไปคิดว่ากติกาที่ตัวเองคิดดีที่สุด เก่งที่สุด แต่ผลสุดท้ายคือการไม่ไว้ใจประชาชน ไม่ใช่สิ่งดี ต้องกลับไปไว้ใจประชาชน คือวิธีให้ประชาชนตัดสินใจชีวิตของเขาเองในการเลือกคนมาทำงาน จะดีที่สุด

 

“ถ้าส่วนกลางกติกาเป็นแบบนี้ ผลสุดท้ายต้องมีคนไปทำหน้าที่เลือกแทนประชาชน ซึ่ง สว. ชุดปัจจุบันก็มีผู้เลือกแทนประชาชน สว. ชุดใหม่ก็เลือกแทนประชาชน ดังนั้นวันนี้ขอให้กลับไปที่พื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องไว้ใจประชาชน อย่าไปดูถูกประชาชน เขาคิดของเขาเองได้ การตัดสินใจของประชาชนหมู่มากจะถูกต้องที่สุด”

 

ทักษิณยังมองว่าปรากฏการณ์เรื่อง สว. ที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรส่งผลต่อรัฐบาล แต่เป็นสิ่งที่ต้องประคับประคองไปเพื่อทำงานให้ประชาชนได้เท่านั้นเอง ยืนยันว่าไม่มีผลอะไรต่อรัฐบาล คุยกันรู้เรื่อง ทุกคนที่ทำงานด้วยกันก็คุยรู้เรื่อง และส่วนตัวเชื่อว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ทุกคน

 

ทักษิณยืนยันด้วยว่าผลการเลือก สว. ไม่เกี่ยวกับการที่ตนเองสิ้นมนตร์ขลัง เพราะตนเองไม่มีมนตร์ขลังเลย วันนี้อายุ 75 ปี ก็คนแก่คนหนึ่ง ไม่มีมนตร์ขลัง

The post สว. 67 : ทักษิณมอง ได้ สว. สีน้ำเงิน และ ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ สอบตก เพราะกติกาที่เซ็ตไว้หลังการปฏิวัติ วันนี้ต้องไว้ใจประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก YouTuber สู่เศรษฐีพันล้าน! เปิดเบื้องหลัง 10 ปีแห่งการปฏิวัติ ‘Creator Economy’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของโลกที่ไม่ใช่แค่ ‘อนาคต’ แต่คือ ‘ปัจจุบัน’ https://thestandard.co/youtuber-creator-economy-revolution/ Fri, 21 Jun 2024 09:28:08 +0000 https://thestandard.co/?p=948072

โลกที่เราเคยรู้จักกำลังสั่นสะเทือนจากคลื่นพลังสร้างสรรค […]

The post จาก YouTuber สู่เศรษฐีพันล้าน! เปิดเบื้องหลัง 10 ปีแห่งการปฏิวัติ ‘Creator Economy’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของโลกที่ไม่ใช่แค่ ‘อนาคต’ แต่คือ ‘ปัจจุบัน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกที่เราเคยรู้จักกำลังสั่นสะเทือนจากคลื่นพลังสร้างสรรค์ของเหล่าครีเอเตอร์! ผู้คนที่เคยคิดว่าการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์เป็นแค่งานอดิเรก ต่างตะลึงกับความสำเร็จสุดร้อนแรงของครีเอเตอร์ในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น YouTuber, TikToker หรือ KOL พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้สร้างเนื้อหา แต่คือผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังปฏิวัติวงการธุรกิจและสังคมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน! 

 

ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อที่ศึกษาวัฒนธรรมครีเอเตอร์มายาวนาน ‘เดวิด เครก’ นักวิชาการด้านโซเชียลมีเดียชื่อดังของโลก ได้บรรยายในงาน Global Creator Culture Summit ที่จัดโดย AIS ได้พาเราดำดิ่งสู่โลกที่ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ แต่คือหนทางแห่งความสำเร็จ และโซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่พื้นที่แสดงออก แต่คือสนามรบทางธุรกิจแห่งอนาคต! 

 

นี่คือการปฏิวัติครั้งสำคัญที่จะเขย่าโลกทั้งใบ ทุกคนต้องจับตาและปรับตัวให้ทัน เพราะโลกของครีเอเตอร์กำลังผงาดขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโลกที่ไม่ใช่แค่ ‘อนาคต’ แต่มันคือ ‘ปัจจุบัน’

 

จาก YouTuber สู่ผู้ประกอบการโซเชียลมีเดีย: นิยามใหม่ของ ‘ครีเอเตอร์’

 

เดวิด เครก รองศาสตราจารย์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน University of Southern California, the Annenberg (USC) ผู้สอนหลักสูตรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสื่อมากว่า 15 ปี และเป็นนักวิชาการรับเชิญจาก Harvard Law School เริ่มต้นด้วยการท้าทายความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับคำว่า ‘ครีเอเตอร์’ 

 

เขาไม่ได้มองว่าครีเอเตอร์เป็นเพียงแค่ YouTuber, TikToker หรือ Influencer แต่เป็น ‘ผู้ประกอบการโซเชียลมีเดีย’ ที่ใช้แพลตฟอร์มสร้างตัวตน สร้างชุมชน และสร้างรายได้อย่างเป็นระบบ พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้ผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นผู้สร้าง ‘แบรนด์’ ของตัวเอง ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอิทธิพลต่อสังคมในวงกว้าง

 

 

“ครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่คนที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ แต่พวกเขาคือผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และความสามารถในการสร้างธุรกิจจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” เครกกล่าว

 

เครกยังขยายความถึงความแตกต่างระหว่าง ‘ครีเอเตอร์’ กับ ‘ครีเอทีฟ’ หรือคนทำงานในวิถีสื่อดั้งเดิม เขาชี้ให้เห็นว่าครีเอเตอร์มีวิธีการทำงานที่แตกต่างออกไป พวกเขาไม่ได้ทำงานภายใต้กรอบของสตูดิโอหรือบริษัทผลิตสื่อ แต่ทำงานอย่างอิสระ ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงาน

 

10 ปีแห่งการปฏิวัติ: จาก ‘Social Media Entertainment’ สู่ ‘Creator Economy’

 

เครกนำเสนอผลงานวิจัยที่เขาทำร่วมกับเพื่อนร่วมงานตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การศึกษา YouTuber ในยุคแรกเริ่ม จนถึงการสำรวจวัฒนธรรมครีเอเตอร์ที่หลากหลายทั่วโลก เขาได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ และการเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนบริโภคและมีส่วนร่วมกับสื่อ

 

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราถามตัวเองว่า YouTuber จะสามารถเป็นตัวแทนฮอลลีวูดในยุคถัดไปได้หรือไม่? วันนี้ คำตอบคือ ใช่ พวกเขาไม่เพียงแค่เป็นผู้สร้างคอนเทนต์ แต่เป็นผู้สร้างอุตสาหกรรมใหม่” เครกกล่าว

 

 

เครกยกตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น MrBeast หรือ Jimmy Donaldson ถือเป็นครีเอเตอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เขามีพื้นเพมาจากชนบทของนอร์ทแคโรไลนาตะวันออก เริ่มมีชื่อเสียงจากการทำวิดีโอคอนเทนต์ที่น่าตื่นเต้น 

 

ปัจจุบัน เขามีผู้ติดตามในช่อง YouTube มากกว่า 250 ล้านคน ยังไม่รวม Instagram, X และ TikTok ด้วยอายุเพียง 25 ปี เขามีทีมงานมากกว่า 125 คน และตัวเขาเองมีมูลค่าถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท

 

นอกจากนี้ เครกยังกล่าวถึงการเติบโตของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งมีอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ที่แข็งแกร่งและมีมูลค่ามหาศาล

 

แรงงานสัมพันธ์แบบเครือข่าย: พลังของชุมชนออนไลน์

 

เครกได้นำเสนอแนวคิด ‘แรงงานสัมพันธ์แบบเครือข่าย’ ของ Nancy Baym เพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใครระหว่างครีเอเตอร์และชุมชนออนไลน์ของพวกเขา ครีเอเตอร์ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับเครือข่ายของเพื่อน ผู้ติดตาม แฟนคลับ และสมาชิก เพื่อสร้างรายได้และสร้างคุณค่าร่วมกัน

 

“ชุมชนออนไลน์เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับชุมชนของพวกเขา และสร้างคุณค่าให้กับพวกเขาอย่างต่อเนื่อง” เครกกล่าว

 

เครกยังระบุถึงช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ว่าจะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของการทำงานร่วมกันระหว่างโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มและครีเอเตอร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ครีเอเตอร์ไม่เพียงแค่ใช้ความสามารถในการสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มของตนเองเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากช่องทางอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน 

 

เมื่อดูจากคอนเทนต์ที่ครีเอเตอร์สร้างขึ้นจะพบว่า คอนเทนต์ไม่เหมือนกับภาพยนตร์หรือซีรีส์ทางทีวี รายการเรียลิตี้หรือสารคดี รายการแข่งขันความสามารถพิเศษ หรือรายการข่าว แม้แต่ชื่อของคอนเทนต์ก็มีความแตกต่างกัน โดยเราจะพบเจอคอนเทนต์เหล่านี้จาก TikTok, Tweet, Vlog หรือ Stream อีกทั้งยังมีการสื่อสารในคอนเทนต์นั้นๆ ได้แบบเรียลไทม์ 

 

 

ครีเอเตอร์มักจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนกดไลก์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็น เพื่อให้มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิม

 

ความท้าทายและโอกาสในยุค AI และ VTuber

 

เครกไม่ได้มองข้ามความท้าทายที่ครีเอเตอร์ต้องเผชิญในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยการเป็นครีเอเตอร์นั้นเป็นงานที่หนักและต้องใช้เวลา แม้มันจะดูเหมือนเป็นงานที่ง่าย สนุก สุขทุกวัน แต่ในความเป็นจริงครีเอเตอร์ผู้ประสบความสำเร็จที่ผมพบล้วนแล้วแต่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานนี้ 

 

งานนี้เป็นงานที่ซับซ้อน มีความท้าทาย ต้องทนรับแรงกดดันอย่างมหาศาลจากทั้งตัวแพลตฟอร์มเอง นักโฆษณา รัฐบาล และชุมชน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถของครีเอเตอร์ที่จะยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักได้อย่างยั่งยืน

 

ครีเอเตอร์ไม่ใช่คนเพียงกลุ่มเดียวที่มักเจอกับความไม่มั่นคงและความท้าทาย เพราะตัวแพลตฟอร์มเองก็อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง การปรับตัว และการแข่งขันเช่นเดียวกัน เช่น YouTube เปลี่ยนอัลกอริทึมในชั่วข้ามคืน ส่งผลให้ครีเอเตอร์สูญเสียรายได้จากการโฆษณาไปจำนวนมหาศาล ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Adpocalypse’ หรือฝั่งแพลตฟอร์มอย่าง Vine แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ต้องปิดตัวลงในระยะเวลาไม่นาน จากการปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้ครีเอเตอร์

 

อีกกรณี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง Twitch และเหล่าเกมเมอร์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว Twitch เป็นฝ่ายสูญเสียและพ่ายแพ้ต่อกระแสกดดันจากเหล่าเกมเมอร์

 

เขาได้พูดถึงการเกิดขึ้นของ AI และครีเอเตอร์เสมือน (VTuber) ที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และความนิยมของครีเอเตอร์มนุษย์

 

“AI และ VTuber เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับครีเอเตอร์ ครีเอเตอร์ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้จะเป็นผู้ที่อยู่รอดและเติบโตต่อไป” เครกกล่าว

 

การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและความยั่งยืนของครีเอเตอร์

 

เครกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับอาชีพครีเอเตอร์ เขาได้พูดถึงการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของครีเอเตอร์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป การรวมตัวกันของสมาคมสหภาพแรงงาน และการเจรจากับแพลตฟอร์มและนักโฆษณา เพื่อให้ครีเอเตอร์ได้รับการยอมรับและผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

 

“ครีเอเตอร์คือผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล พวกเขาสมควรได้รับการยอมรับและผลประโยชน์ที่เป็นธรรม” เครกกล่าว

 

เครกยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาและการฝึกอบรมสำหรับครีเอเตอร์ มหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ ทั่วโลกเริ่มเปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับเศรษฐกิจครีเอเตอร์ เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน

 

 

Wanghong Industry: มังกรผงาดแห่งเอเชีย

 

เครกให้ความสนใจเป็นพิเศษกับอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ในจีน หรือที่เรียกว่า ‘อุตสาหกรรมหว่างหง’ (Wanghong Industry) ซึ่งมาจากการที่แดนมังกรสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ของตนเอง เนื่องจากมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน 

 

ในเชิงนโยบาย ความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมหว่างหงและวัฒนธรรมครีเอเตอร์ระดับโลกคือ รัฐบาลจีนมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการสร้างระบบป้องกันความมั่นคงของตนเอง เพื่อปกป้องพลเมืองจากแพลตฟอร์มนอกประเทศ

 

นอกเหนือจากนั้นยังพัฒนาและขยายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มของตนเองด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก คนจีนทั่วประเทศไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนภาษาจีนเท่านั้น แต่ยังได้การสนับสนุนให้เป็นหว่างหงครีเอเตอร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถเป็น Influencer ชื่อดังได้ ทั้งบิวตี้ความงาม ชาวบ้าน ชาวนา แรงงานเกษตรกรในชนบท ล้วนต่างสามารถเป็นหว่างหงครีเอเตอร์ได้ 

 

เขายกตัวอย่างความสำเร็จของ VIYA ครีเอเตอร์ชื่อดังของจีน สามารถทำรายได้กว่า 1.25 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือเท่ากับ 365 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เพื่อโปรโมตสินค้าอุปโภคบริโภคสู่ชุมชนออนไลน์ของเธอ 

 

โดยเธอไม่เพียงแต่ขายผลิตภัณฑ์ความงามและไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรกับครีเอเตอร์รายใหญ่ที่สุดของอเมริกาในการโปรโมตสินค้าให้คนจีน แต่เธอขายสินค้าได้ทุกประเภท ตั้งแต่ไลฟ์ขายอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ไปจนถึงจรวด และเธอยังเคยถูกปรับด้วยภาษีย้อนหลังกว่า 250 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อปีที่แล้วด้วย

 

นี่เองทำให้ “โซเชียลคอมเมิร์ซสะท้อนถึงความสามารถของครีเอเตอร์หว่างหงในการโปรโมตสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ทรงประสิทธิภาพ” เขากล่าว

 

วัดมูลค่า Creator Economy: ความท้าทายและความเป็นไปได้

 

เครกตั้งคำถามถึงวิธีการวัดมูลค่าที่แท้จริงของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ เขาชี้ให้เห็นว่ารายงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมักจะมุ่งเน้นไปที่มูลค่ารวมของเม็ดเงินที่ครีเอเตอร์ทำได้ แต่ไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าที่ครีเอเตอร์นำมาสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น สื่อ โฆษณา โทรคมนาคม และอื่นๆ

 

“เศรษฐกิจครีเอเตอร์มีมูลค่ามากกว่าที่เราคิด มันเป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อนและมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ” เครกกล่าว

 

เครกได้ยกตัวอย่าง Influencer Marketing ที่มีมูลค่ากว่า 1.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2022 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของครีเอเตอร์ในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีรายงานเศรษฐกิจครีเอเตอร์เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก โดยมูลค่าเศรษฐกิจของเหล่าครีเอเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 7 แสนกว่าล้านบาท

 

กระนั้นข้อมูลนี้ทำให้นึกถึงรายงานเศรษฐกิจครีเอเตอร์ฉบับแรกที่อ่านในปี 2017 และได้ถามสื่อ The Economist ว่าพวกเขาได้ข้อมูลตัวเลขมาจากที่ไหน ซึ่งได้รับคำตอบว่า เราตั้งสมมติฐานขึ้นมาเฉกเช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์ทุกคน

 

จากรายงานเหล่านี้ เขาพบว่าส่วนใหญ่สนใจแค่มูลค่ารวมของเม็ดเงินที่ครีเอเตอร์ทำได้ แต่ไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าที่ครีเอเตอร์นำมาสู่อุตสาหกรรมแวดล้อมอื่นๆ เช่น ธุรกิจสื่อดั้งเดิม รายการเรียลิตี้ ดังนั้นหากให้ประเมิน เขาคิดว่าครีเอเตอร์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 7 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก

 

 

‘ครีเอเตอร์’ คืออนาคต: การปรับตัวขององค์กรและสังคม

 

เครกกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กรและสังคม เพื่อรองรับการเติบโตของวัฒนธรรมครีเอเตอร์ บริษัทต่างๆ เริ่มมองเห็นคุณค่าของครีเอเตอร์ในฐานะพนักงานที่มีความสามารถในการสร้างรายได้และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

 

นอกจากนี้สถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองเริ่มปรับตัวเพื่อรองรับการทำงานของครีเอเตอร์และชุมชนออนไลน์ของพวกเขา เพราะ “วัฒนธรรมครีเอเตอร์กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน เรียนรู้ และใช้ชีวิต” เครกกล่าว

 

เครกยกตัวอย่าง Walmart ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของสหรัฐฯ ที่ได้นำกลยุทธ์ของ TikTok มาปรับใช้ในการตลาด และสร้างแพลตฟอร์มครีเอเตอร์ของตัวเอง นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าองค์กรต่างๆ กำลังปรับตัวเพื่อเข้าสู่ยุคของครีเอเตอร์

 

เดวิด เครก ได้ทิ้งท้ายด้วยการย้ำว่า วัฒนธรรมครีเอเตอร์ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และมันกำลังเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยุคทองของครีเอเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเราทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของมัน

 

“อนาคตเป็นของครีเอเตอร์” เครกกล่าว

 

ภาพ: Billy F Blume Jr, DC Studio, Tint Media, rblfmr, Roman Samborskyi / Shutterstock

The post จาก YouTuber สู่เศรษฐีพันล้าน! เปิดเบื้องหลัง 10 ปีแห่งการปฏิวัติ ‘Creator Economy’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของโลกที่ไม่ใช่แค่ ‘อนาคต’ แต่คือ ‘ปัจจุบัน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุทินตอบวิโรจน์ ปฏิวัติกับปฏิรูปต้องแยกให้ออก เผยกลาโหมใช้ไม้อ่อนปฏิรูปกองทัพจากภายใน https://thestandard.co/sutin-answered-wiroj-revolution-and-reform/ Thu, 04 Apr 2024 06:51:40 +0000 https://thestandard.co/?p=919191 สุทิน คลังแสง

วันนี้ (4 เมษายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 32 […]

The post สุทินตอบวิโรจน์ ปฏิวัติกับปฏิรูปต้องแยกให้ออก เผยกลาโหมใช้ไม้อ่อนปฏิรูปกองทัพจากภายใน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุทิน คลังแสง

วันนี้ (4 เมษายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 32 สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 วาระพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ซึ่งสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เข้าชื่อกันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

 

ในช่วงหนึ่ง สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลุกขึ้นชี้แจงหลังสมาชิกได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า การอภิปรายทั่วไปคือการซักถามหรือเสนอแนะต่อรัฐบาล แต่ฟังการอภิปรายแล้วก็พบว่าเป็นข้อกล่าวหา โดยเฉพาะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายกล่าวหากระทรวงกลาโหมว่า รัฐบาลหลอกลวงตบตาประชาชน 

 

“ท่านวิโรจน์จั่วหัวว่า เราหลอกลวงประชาชนบ้าง ตบตาประชาชนบ้าง จริงๆ แล้วถ้าฟังวันนี้คนที่หลอกลวงประชาชน คนที่ตบตาประชาชน คือท่านวิโรจน์ ตบตาอย่างไร ท่านไปโฆษณาไว้ว่า การอภิปรายวันนี้จะคุณภาพคับแก้ว ชวนให้คนติดตามฟังเต็มบ้านเต็มเมือง แต่เอาเข้าจริงแล้วเป็นเรื่องเก่าๆ มาก เรื่องเดิมที่ท่านเคยพูด ผมเคยตอบ และ 90% เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลเก่า”

 

สุทินยังกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่วิโรจน์ยกมาเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้าจะให้ตอบทั้งหมดคงใช้เวลานานมาก แต่ทุกกรณีที่ยกมาทั้งหมดสะท้อนโครงสร้างที่ล้มเหลวของกองทัพที่มีมายาวนาน ซึ่งถ้ารัฐบาลแก้โครงสร้างได้ดี เรื่องเหล่านี้จะหายไป และขอให้วิโรจน์เสนอแนะการทำงานร่วมกับรัฐบาลต่อไปในอนาคต เพียงแต่ต้องยืนยันตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยังจำเป็นต้องมีกองทัพอยู่และต้องทำกองทัพให้ดีและมีคุณภาพ

 

สุทินกล่าวต่อไปว่า เดิมทีต้องการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกองทัพ โดยเอาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นบุคคลภายนอกเข้าไปจัดการ แต่ก็คิดได้ว่าควรดูข้างในก่อนว่าในกองทัพได้มีการปฏิรูปหรือตระหนักถึงปัญหาและดำเนินการแล้วหรือไม่ ซึ่งถ้าเขายังไม่ตระหนักเลยอาจต้องใช้ไม้แข็งคือใช้กระบวนทัศน์จากภายนอก โดยเมื่อเข้าไปดูภายในก็พบว่า หลายสิ่งกองทัพได้ทำอยู่แล้วเหมือนที่วิโรจน์บอก

 

“ท่านบอกว่าลุงตู่ทำอยู่แล้ว กองทัพทำอยู่แล้ว คุณสุทินไม่เห็นทำอะไร นั่นท่านก็ยอมรับว่าเขาทำอยู่แล้วนะ ซึ่งผมก็เห็นเหมือนกับท่านอยู่ ผมจึงเปลี่ยนใจว่าเอาไม้อ่อนก่อน ให้คนภายในเขาคิดและปฏิรูปเองก่อน ถ้าเขาไม่ทำหรือทำไม่ได้ดั่งใจเรา ค่อยกลับมาว่ากันที่กรรมการปฏิรูปจากภายนอก

 

“ปฏิรูปกับปฏิวัติท่านต้องคิดให้ต่างกันนะ นโยบายของท่านคือปฏิวัติกองทัพ ไม่ใช่ปฏิรูปกองทัพ ถ้าปฏิวัติก็คือฉับพลันทันด่วน ทำเองเปรี้ยงเลย ไม่ต้องให้มีส่วนร่วมทำงาน ปฏิรูปต้องค่อยเป็นค่อยไป ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ดังนั้นท่านไปดูว่า ที่ท่านเขียนไว้คือปฏิวัติหรือปฏิรูป ของผมเนี่ยปฏิรูป”

 

สุทินกล่าวต่อไปว่า หากตนเองอายุเท่าวิโรจน์คงจะเลือกใช้วิธีแบบปฏิวัติ แต่เมื่ออายุเท่านี้แล้ว คิดว่าการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ดีที่สุด ให้เขาทำเอง ถ้าเขาทำไม่ได้เราค่อยว่า แล้วได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกองทัพขึ้นมา 8 ชุด ซึ่งลงนามตั้งในเดือนที่ 2 หลังเป็นรัฐมนตรี ประกอบด้วย

 

  1. คณะทำงานขับเคลื่อนการปรับปรุงโครงสร้างการจัดส่วนราชการของ นขต.กห. และเหล่าทัพ
  2. คณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนารูปแบบการตรวจเลือกทหารกองประจำการและการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร
  3. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการและสวัสดิการของกำลังพล
  4. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  5. คณะทำงานขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ที่ดินในความครอบครองของกระทรวงกลาโหม
  6. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  7. คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  8. คณะกรรมการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ระยะที่ 1

The post สุทินตอบวิโรจน์ ปฏิวัติกับปฏิรูปต้องแยกให้ออก เผยกลาโหมใช้ไม้อ่อนปฏิรูปกองทัพจากภายใน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติชาย มุกสง: ‘ก๋วยเตี๋ยว’ อาหารของทุกชนชั้น สู่เมนูประชาธิปไตย กับเผด็จการแบบ ‘แกงบวน’ https://thestandard.co/noodles-food-of-all-classes/ Sat, 24 Jun 2023 06:29:04 +0000 https://thestandard.co/?p=807177 ชาติชาย มุกสง

เนื่องในโอกาส 24 มิถุนายน ครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง […]

The post ชาติชาย มุกสง: ‘ก๋วยเตี๋ยว’ อาหารของทุกชนชั้น สู่เมนูประชาธิปไตย กับเผด็จการแบบ ‘แกงบวน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติชาย มุกสง

เนื่องในโอกาส 24 มิถุนายน ครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยเข้าปีที่ 91 แต่มรดกจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรยังคงอยู่และใช้มาจนถึงปัจจุบัน 

 

หนึ่งในมรดกนั้นคืออาหารและวัฒนธรรมการกินของคนไทย โดยเฉพาะเมนู ‘ก๋วยเตี๋ยว’ ที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘อาหารแห่งประชาธิปไตย’

 

THE STANDARD ชวนผู้อ่าน-ผู้ติดตามร่วมค้นคำตอบ ย้อนประวัติศาสตร์ชาติไทยไปกับ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นักประวัติศาสตร์ด้านอาหารผู้เขียนหนังสือ ‘ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง 2475’ 

 

คนไทยกินดี-อยู่ดี เพราะคณะราษฎร?

 

“เรากินเพื่ออยู่” คือบทสนทนาแรกจาก ผศ.ดร.ชาติชาย นักประวัติศาสตร์ด้านอาหารของไทยให้คำนิยามเกี่ยวกับการกินของชาวสยาม ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติในปี 2475 และมีการปฏิวัติโภชนาการในเวลาต่อมา จนเปลี่ยนวัฒนธรรมการกินของคนไทยให้ดีขึ้น

 

 

ผศ.ดร.ชาติชาย เล่าย้อนว่า ในอดีตคนไทยไม่มีความรู้เกี่ยวกับการกินเลยว่าแท้ที่จริงมนุษย์เรากินไปเพื่ออะไร แต่ในโลกแบบไตรภูมิที่คนไทยเชื่อว่าต้องการกินแบบธาตุความสมดุล ประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ เพื่อให้ร่างกายมีความเป็นปกติสุขเท่านั้น

 

ขณะที่ความเชื่อด้านพุทธศาสนาก็มองว่าการกินเป็น ‘เรื่องกาม’ การที่จะกินให้ดีหรือจะกินให้อร่อยนั้นเป็นการบำรุงกาม ฉะนั้นการที่จะกินดี-อยู่ดี จึงไม่ใช่เป้าหมายและเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญมากนัก 

 

แต่ภายหลังการปฏิวัติในปี 2475 รัฐบาลจึงได้จัดตั้ง ‘กองส่งเสริมอาหาร’ ภายใต้กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย (ณ เวลานั้น) โดยมีเป้าหมายตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร คือ ต้องการเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชนให้แข็งแรงสมกับที่เป็นกำลังของชาติ ให้ความสำคัญกับราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ซึ่งกำหนดไว้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ที่ระบุว่า “ประเทศนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย” และมี นพ.ยงค์ ชุติมา เป็นหัวหน้ากองส่งเสริมอาหารคนแรก

 

จากนั้นได้เริ่มทำโฆษณาและส่งเสริมการกินอาหารตามหลักโภชนาการใหม่ พร้อมสอดแทรกความรู้ให้กินตามหลัก 5 หมู่ ประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน และไขมัน เพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรง

 

การเปลี่ยนการกินของประชาชน จากที่เคยกินอาหารตามธาตุ มารับสารอาหารที่รัฐกำหนดถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนการกินที่ในอดีตนั้นมีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน มาสู่การกินอย่างเท่าเทียม 

 

“ในอดีตชนชั้นนำกินอาหารที่ซับซ้อน หรูหรา หายาก นำเข้าจากต่างประเทศ ของแพง มีกรรมวิธี ต้องใช้เวลาผลิตนาน แต่ชนชั้นล่างนั้นกินง่าย กินเท่าที่มี มีรสชาติเผ็ดจัด-เค็มจัด และกินข้าวมากๆ” ผศ.ดร.ชาติชาย อธิบายการกินของคนไทยแต่ละชนชั้นในอดีต 

 

หลังจากที่มีการตั้งกองส่งเสริมอาหารขึ้นมา นพ.ยงค์ ได้เริ่มสำรวจพฤติกรรมการกินของคนไทย พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนการกินของคนไทย ให้กินข้าวน้อยๆ และกินกับข้าวมากๆ พร้อมให้ความรู้แก่ประชาชนเพิ่ม ให้เริ่มคิดเอง ปรุงเอง และทำเอง รวมถึงส่งเสริมการปลูกผักพืชสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ผลิตวัตถุดิบต่างๆ เองได้

 

 

ก๋วยเตี๋ยว จากอาหารชนชั้นต่ำ สู่อาหารแห่งประชาธิปไตย 

 

ภายหลังรัฐบาลส่งเสริมให้มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แล้ว ในช่วงที่ไทยต้องประสบกับสงครามเย็นที่มาพร้อมกับกองทัพญี่ปุ่นจำนวนหลายแสนชีวิต ทำให้ไทยมีภาระเรื่องปากท้องเพิ่มมากขึ้น ต้องผลิตอาหารเลี้ยงทหารญี่ปุ่นด้วย จนนำไปสู่การขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะข้าว รัฐบาลจึงคิดวิธีทำอาหารที่สามารถบำรุงเลี้ยงร่างกายได้ถูกต้องตามโภชนาการ ซึ่งเมนูนั้นคือ ‘ก๋วยเตี๋ยว’

 

แต่เดิมก๋วยเตี๋ยวมาพร้อมกับคนจีนตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดของคนจีน เป็นเมนูที่ทำเร็ว และเหมาะสำหรับคนใช้แรงงาน เมื่อต้องเผชิญกับภาวะสงคราม ไทยไม่สามารถนำเข้าสินค้าได้ จึงต้องผลิตอาหารที่จำเป็นในครัวเรือนขึ้นมาทั้งหมด รัฐบาลจึงเริ่มบูรณาการวัตถุดิบที่มีทั้งกุ้งแห้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำปลา น้ำตาล เนื้อสัตว์ และผักต่างๆ ที่มีให้กลายเป็นอาหารจานใหม่ นั่นคือก๋วยเตี๋ยว

 

 

ผศ.ดร.ชาติชาย บอกว่า จอมพล ป. ผู้ที่ได้คิดค้นและส่งเสริมการกินก๋วยเตี๋ยวเคยคำนวณทางคณิตศาสตร์ว่า “ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวคนละ 1 ชาม ประชากรมีประมาณ 18 ล้านคน กิน 18 ล้านชาม ใช้กุ้งแห้งกี่สตางค์ ถั่วงอกกี่สตางค์ ตั้งฉ่ายกี่สตางค์ น้ำปลากี่สตางค์ เมื่อมาอยู่ในชามก๋วยเตี๋ยว ทำให้ของที่ประชาชนผลิตนั้นได้รับเงินก็จะหมุนเวียนจากชามก๋วยเตี๋ยว เงินเหล่านั้นถือเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอาชีพให้แก่ราษฎร”

 

จอมพล ป. ส่งเสริมให้มีหาบก๋วยเตี๋ยวในทุกอำเภอ โดยนโยบายขายก๋วยเตี๋ยวไม่ใช่การขายเพื่อนึกสนุก เมื่อได้ศึกษาในรายละเอียดก็จะพบว่ามีการเปลี่ยนโภชนาการ ส่งเสริมการปลูกผักพืชสวนครัวและการเลี้ยงสัตว์อย่างจริงจัง จนกลายเป็นอุตสาหกรรม โดยนโยบายทั้งหมดเหล่านี้บูรณาการมาอยู่ในชามก๋วยเตี๋ยว

 

แม้ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารชนชั้นต่ำในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วเหตุใดคนไทยจึงหันมาบริโภคก๋วยเตี๋ยว ผศ.ดร.ชาติชาย บอกว่า หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 ในสมัยที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว พบหลักฐานว่าสูตรของจอมพล ป. นั้นใส่วัตถุดิบหลากหลาย และให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ตามโภชนาการใหม่ 

 

ผศ.ดร.ชาติชาย อธิบายเพิ่มว่า ก๋วยเตี๋ยวมีรสชาติที่เป็นกลาง มีความเสมอภาคทางด้านอาหาร ไม่มีการแบ่งชนชั้น เป็นอาหารที่ทุกคนกินได้ เข้าถึงได้ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเติมรสชาติตามที่ตนเองชอบได้ และสิ่งที่สำคัญเพราะก๋วยเตี๋ยวนั้นเกิดมาในยุคสมัยของคณะราษฎรที่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง 

 

อาหารประชาธิปไตย-เผด็จการ 

 

ก่อนจบบทสนทนา THE STANDARD ขอให้ ผศ.ดร.ชาติชาย ในฐานะนักประวัติศาสตร์ด้านอาหาร ตอบคำถามทิ้งท้ายถึง 3 เมนูอาหารที่ต้องนึกถึง เมื่อถามถึงอาหารประชาธิปไตย อาหารเผด็จการ และอาหารประชาธิปไตยแบบไทยๆ

 

สำหรับอาหารประชาธิปไตย นักประวัติศาสตร์ด้านอาหารบอกว่า คิดว่ายังเป็นก๋วยเตี๋ยว เพราะสามารถเลือกเส้นเองได้ ชอบกินเส้นแบบไหนก็เลือกเองได้ เป็นอาหารที่คนกินสามารถกำหนดได้มากที่สุด และก๋วยเตี๋ยวก็แหกทุกกฎ ให้มีอธิปไตยเหนือชามอาหารของตัวเองได้

 

 

ส่วนอาหารเผด็จการนั้น ต้องเป็นเมนูที่ทำยาก จึงขอเลือกเป็น ‘แกงบวน’ เป็นแกงโบราณที่ทำยาก พร้อมเปรียบว่ายากเหมือนการแก้รัฐธรรมนูญ แกงบวนเป็นแกงที่ซับซ้อน คนที่สามารถทำได้ต้องรู้สูตร รู้ขั้นตอน และไม่สามารถที่จะมาเผยแพร่กันได้ เหมือนเผด็จการ

 

และขอเลือกข้าวไข่เจียวเป็นเมนูอาหารที่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ผศ.ดร.ชาติชาย ให้เหตุผลว่า “ข้าวไข่เจียวมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นเมนูที่ใครก็กินได้ ทำเองได้ในแบบที่ตนเองต้องการ นับว่าเป็นสิ่งที่อธิปไตยมากๆ สามารถพลิกแพลงและมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยได้”

The post ชาติชาย มุกสง: ‘ก๋วยเตี๋ยว’ อาหารของทุกชนชั้น สู่เมนูประชาธิปไตย กับเผด็จการแบบ ‘แกงบวน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 สถานะของ ‘พระยามโนปกรณ์นิติธาดา’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายกฯ คนแรก และผู้เริ่มก่อรัฐประหาร https://thestandard.co/2-status-of-phraya-manopakorn-nithida/ Sat, 24 Jun 2023 06:23:27 +0000 https://thestandard.co/?p=807164 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

  เมื่อ 92 ปีมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้ง […]

The post 2 สถานะของ ‘พระยามโนปกรณ์นิติธาดา’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายกฯ คนแรก และผู้เริ่มก่อรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

 

เมื่อ 92 ปีมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 ได้นำความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาสู่ชีวิตของข้าราชการผู้หนึ่ง ผู้มีเกียรติยศชื่อเสียงปรากฏมาแต่เดิมว่าเป็นนักกฎหมายมือสะอาดให้ต้องละทิ้งชีวิตที่เงียบสงบที่มีมาแต่เดิมก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารคนแรกของประเทศในระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 

 

และดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับบุคคลผู้นี้มิใช่น้อย เพราะถัดมาอีกเพียงหนึ่งปี ในเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2476 ลมพายุทางการเมืองก็พัดพาท่านให้พลัดพรากจากที่อยู่ต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศที่เกาะปีนัง ซึ่งเวลานั้นอยู่ในความปกครองของอังกฤษ และไม่ได้หวนคืนกลับมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลยจนกระทั่งเสียชีวิตในเวลาอีก 15 ปีต่อมา

 

บุคคลผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น ท่านคือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ผู้ที่นักเรียนของทุกโรงเรียนในประเทศไทยจำได้แม่นยำว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

 

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา คือใคร

 

พระยามโนปกรณ์ฯ ผู้มีชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ท่านนี้ เกิดในตระกูลชาวไทยเชื้อสายจีน เมื่อพุทธศักราช 2427 กลางแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

 

เมื่อเติบใหญ่ขึ้นได้เข้าเรียนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตสยามแล้วได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อในชั้นเนติบัณฑิตที่สำนัก Middle Temple กรุงลอนดอน เรียนจบแล้วกลับมารับราชการเป็นผู้พิพากษาในกระทรวงยุติธรรม มีความเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับจนได้เป็นสมุหพระนิติศาสตร์ในที่สุด

 

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 ชื่อของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาปรากฏขึ้นในฐานะประธานกรรมการราษฎรตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราว พระพุทธศักราช 2475 ท่ามกลางความแปลกใจของหลายคน

 

พระยามโนปกรณ์นิติธาดาขณะปราศรัยต่อฝูงชนอาณาประชาราษฎร์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

ทำไมคณะราษฎรเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก

 

เหตุผลที่คณะราษฎรมิได้คัดสรรสมาชิกในคณะราษฎรเองขึ้นทำหน้าที่สำคัญดังกล่าว มีข้อสันนิษฐานว่าเป็นไปเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของคณะราษฎรว่ามิได้มุ่งปรารถนาแสวงหาอำนาจใส่ตนเองหรือพวกพ้อง จึงไปเสาะแสวงหาบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่สมาชิกของคณะราษฎรมาทำหน้าที่สำคัญในตำแหน่งดังกล่าว

 

วิธีคิดอย่างนี้ปรากฏขึ้นอีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย และมักจะได้ผลลงเอยอย่างเดียวกัน คือบุคคลภายนอกกับคณะรัฐประหารไปด้วยกันไม่รอด ต้องแยกทางกันเดินในที่สุด

 

อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นด้วยคุณสมบัติส่วนตัวของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเอง ที่เป็นนักกฎหมายมีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหามาก สำเร็จการศึกษากฎหมายทั้งในเมืองไทยและจากประเทศอังกฤษ เราต้องไม่ลืมว่าเวลานั้นอังกฤษยังเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่ในย่านนี้หลายประเทศ การมีประธานกรรมการราษฎรหรือที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็น ‘นักเรียนเก่าอังกฤษ’ น่าจะเป็นแต้มเครดิตของรัฐบาลใหม่มิใช่น้อย

 

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475

 

แต่ข้อสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย คือส่วนตัวของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเองเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักคุ้นเคยมาแต่เดิม ปรากฏชัดจาก คุณหญิงนิตย์ มโนปกรณ์นิติธาดา (สกุลเดิม สาณะเสน) ได้เข้ารับราชการในหน้าที่นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และได้อยู่ในขบวนตามเสด็จประพาสอินโดจีนฝรั่งเศสในช่วงต้นปีพุทธศักราช 2473 ด้วย 

 

เพราะคุณหญิงเป็นผู้มีความสามารถ โดยสามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาอิตาลีได้เป็นอย่างดี แต่เคราะห์กรรมก็ทำให้คุณหญิงต้องประสบอุบัติเหตุในระหว่างตามเสด็จปฏิบัติราชการคราวนั้นเอง เพราะรถยนต์ที่อยู่ในขบวนตามเสด็จพุ่งเข้าชนเสาโทรเลขเนื่องจากความประมาทของพลขับ งานศพของคุณหญิงจึงเป็นงานหลวง อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงพระมหากรุณาสร้างอนุสาวรีย์พระราชทานไว้ที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งยังปรากฏหลักฐานอยู่มาจนทุกวันนี้

 

ด้วยฐานะใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเช่นนี้ ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า คณะราษฎรคงหมายใจที่จะให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคณะราษฎรกับพระเจ้าแผ่นดินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

 

ส่วนเชื่อมแล้วสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

คณะราษฎรคงหมายใจที่จะให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคณะราษฎรกับพระเจ้าแผ่นดินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

 

พระยามโนปกรณ์นิติธาดาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการราษฎรตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนมาจนถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน แล้วเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

 

ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็เกิดวิกฤตขึ้น เพราะหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) มันสมองสำคัญของคณะราษฎร ได้เสนอเอกสารเป็นสมุดปกเหลืองที่เรียกว่า ‘เค้าโครงเศรษฐกิจ’ ต่อสาธารณะ เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจของประเทศสยามครั้งใหญ่ ในความเห็นของพระยามโนปกรณ์ฯ แล้ว แนวทางดังกล่าวเป็นแนวคิดฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งท่านไม่สบอัธยาศัยเลย แถมหลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็เป็นรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐมนตรีที่มีท่านเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องจึงอึดอัดยุ่งยากไปหมด

 

สมุดปกเหลืองนำเสนอ ‘เค้าโครงเศรษฐกิจ’ โดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์

 

เพื่อแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างดังกล่าว พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ตัดสินใจทำรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองยุคประชาธิปไตยของไทยขึ้น เป็นการทำรัฐประหารเงียบเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2476 โดยท่านได้สมคบกับสมาชิกบางส่วนของคณะราษฎรสายทหารบก ออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา พร้อมกันนั้นก็เนรเทศหลวงประดิษฐ์มนูธรรมไปประเทศฝรั่งเศส เรียกว่าขุดรากถอนโคนกันเลยทีเดียว

 

พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ตัดสินใจทำรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองยุคประชาธิปไตยของไทยขึ้น เป็นการทำรัฐประหารเงียบเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2476 

 

ใครเลยจะนึกว่า วลีที่ว่า ‘งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา’ ซึ่งพระยามโนปกรณ์ฯ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คิดค้นขึ้น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ยังมีคนย้อนยุคหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ทำให้เป็นที่หัวร่อหัวไห้กันทั่วทั้งประเทศ

 

เพราะในสายตาของผู้ที่เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาปฏิบัติไปคราวนั้น เป็นการกระทำนอกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น แต่ท่านก็ทำไปแล้วด้วยความตั้งใจอะไรก็แล้วแต่

 

จากคนสั่งเนรเทศปรีดี กลายเป็นคนถูกเนรเทศ

 

แต่แล้วอีกเพียงสองเดือนต่อมา กงเกวียนกำเกวียนก็ย้อนรอยมาถึงตัวท่าน ในเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2476 นั้นเอง พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎรชุดเดิมได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเนรเทศพระยามโนปกรณ์ไปอยู่ที่ปีนัง โดยให้เดินทางด้วยรถไฟไปในโอกาสแรก พร้อมกับเรียกตัวปรีดีกลับมาจากประเทศฝรั่งเศส

 

เกาะปีนังครั้งนั้นเป็นแหล่งลี้ภัยทางการเมืองของคนไทยชั้นนำหลายคน มีทั้งเจ้านายและนักการเมือง เจ้านายพระองค์สำคัญอย่าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฏ์ ส่วนนักการเมืองที่เป็นสามัญชนก็คือพระยามโนปกรณ์นิติธาดานี่เอง

 

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายถึงสภาพเมืองปีนังในยุคนั้นว่า

 

“…ที่ปีนังนี้แม้เป็นเกาะเล็กกว่าสิงคโปร์ก็เป็นที่เงียบสงัดกว่า อากาศดีกว่า ถ้าอยู่เสียทางที่เขาตั้งบ้านช่อง อย่าเข้าไปซอกแซกทางตำบลค้าขาย ก็อยู่ได้อย่างเงียบสงบเหมือนอย่างอยู่บ้านของตน นอกจากนั้น ที่ปีนังมีราษฎรที่เป็นไทยและมีพวกจีนที่คุ้นกับไทยมาก ทั้งมีภูเขาสูงสำหรับขึ้นหาอากาศเย็น และที่สุดส่งของมาจากบ้านก็ใกล้…”

 

ถ้าเราชาวไทยแวะไปเที่ยวเมืองปีนังทุกวันนี้ และประสงค์จะตามหาร่องรอยของชีวิตนายกรัฐมนตรีคนแรกของเมืองไทยที่ไปอยู่ที่ปีนังนานถึง 15 ปีก่อนจะถึงแก่อนิจกรรมในปีพุทธศักราช 2491 ผู้เขียนขอแนะนำให้แวะไปเยี่ยมชมสถานที่สักสองแห่ง

 


 

แห่งแรกคือวัดปิ่นบังอร เดิมชื่อวัดประตูลันจัง แล้วสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ ทรงตั้งชื่อใหม่ประทาน ปัจจุบันมีพระครูปัญญาศาสนานุรักษ์เป็นเจ้าอาวาส ที่วัดนี้มีซุ้มคูหาก่อสูงประมาณเมตรเศษ มีป้ายอักษรจารึกบอกนามของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาพร้อมทั้งวันเกิดและวันตายเสร็จสรรพ ที่อนุสรณ์สถานแห่งนี้ ในอดีตเคยมีศพของท่านฝังอยู่ แต่ภายหลังทายาทของท่านได้เชิญศพท่านขึ้นฌาปนกิจเสียแล้ว ถึงเหลือเพียงซุ้มคูหาที่ว่านี้เป็นอนุสรณ์

 

สิ่งที่ชวนให้ระลึกนึกถึงท่านอีกอย่างหนึ่งคือถนนชื่อ Jalan Mano แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า ถนนมโน เป็นถนนสายเล็กๆ มีความยาวไม่มากนัก ได้รับคำอธิบายว่าถนนนี้เคยเป็นที่ตั้งของบ้านพักอาศัยของท่านในสมัยลี้ภัยครั้งนั้น ถ้าไปเมืองปีนังแล้วอยากไปดูถนนสายนี้เปิดแผนที่กูเกิลดูก็ได้พบกันแน่นอน

 

 

ในโอกาสที่วันที่ 24 มิถุนายนเวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง การนำเรื่องราวของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมืองไทยมาบอกเล่าคงไม่ไร้ประโยชน์เสียเลยทีเดียว อย่างน้อยก็เป็นการบันทึกไว้อีกประโยคหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า ผู้ที่ทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ 90 ปีก่อน เรื่องราวตอนจบชีวิตของท่านเงียบเหงาและว้าเหว่พอสมควรเลยทีเดียว

 

บางทีประโยคสั้นๆ ประโยคนี้อาจจะเตือนใจใครก็ตามที่คิดจะทำรัฐประหาร (อีก) ได้บ้างกระมัง

 

ผู้ที่ทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ 90 ปีก่อน เรื่องราวตอนจบชีวิตของท่านเงียบเหงาและว้าเหว่พอสมควรเลยทีเดียว

 

The post 2 สถานะของ ‘พระยามโนปกรณ์นิติธาดา’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายกฯ คนแรก และผู้เริ่มก่อรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : รัฐบาลประชาธิปไตยทำให้คนตาย ปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบสุข? | THE STANDARD DEBATE https://thestandard.co/the-standard-debate-end-game-25/ Wed, 26 Apr 2023 05:24:25 +0000 https://thestandard.co/?p=781473 วิทยา แก้วภราดัย

วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ ชวนคิด คนโกงบ้านโก […]

The post เลือกตั้ง 2566 : รัฐบาลประชาธิปไตยทำให้คนตาย ปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบสุข? | THE STANDARD DEBATE appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ ชวนคิด คนโกงบ้านโกงเมืองทำให้เกิดรัฐประหาร ตั้งคำถามเคยเห็นไหมรัฐบาลประชาธิปไตยฆ่าคน ชี้ประยุทธ์ได้ตำแหน่งจากการโหวต ย้ำอย่าเอาวาทกรรมเผด็จการ-ประชาธิปไตยมาคุย สนแค่ว่าใครทำอะไรให้กับบ้านเมืองเป็นพอ

The post เลือกตั้ง 2566 : รัฐบาลประชาธิปไตยทำให้คนตาย ปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบสุข? | THE STANDARD DEBATE appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : มิ่งขวัญตอบ ไม่รู้ พล.อ. ประวิตรปฏิวัติจริงหรือไม่ | THE STANDARD DEBATE https://thestandard.co/the-standard-debate-end-game-19/ Wed, 26 Apr 2023 05:03:58 +0000 https://thestandard.co/?p=781452 มิ่งขวัญ ประวิตร

พรรคเพื่อไทยประกาศให้เลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ ต้องเลื […]

The post เลือกตั้ง 2566 : มิ่งขวัญตอบ ไม่รู้ พล.อ. ประวิตรปฏิวัติจริงหรือไม่ | THE STANDARD DEBATE appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิ่งขวัญ ประวิตร

พรรคเพื่อไทยประกาศให้เลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ ต้องเลือกพรรคเพื่อไทยเท่านั้น เพื่อไม่ให้ พล.อ. ประยุทธ์กลับมามีอำนาจอีก แต่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ปัด ไม่รู้ พล.อ. ประวิตรปฏิวัติจริงหรือไม่ ย้ำจะอยู่กับ พล.อ. ประวิตรจนถึงที่สุด และสิ่งที่ พล.อ. ประวิตรกล่าวไว้จะปรากฏผล

The post เลือกตั้ง 2566 : มิ่งขวัญตอบ ไม่รู้ พล.อ. ประวิตรปฏิวัติจริงหรือไม่ | THE STANDARD DEBATE appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพยักหน้ายืนยันไม่มีปฏิวัติ ย้ำกองทัพไม่ยุ่งการเมือง เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาล https://thestandard.co/politics-revolution/ Tue, 11 Oct 2022 07:14:20 +0000 https://thestandard.co/?p=694330 เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์

วันนี้ (11 ตุลาคม) พล.อ. เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการ […]

The post ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพยักหน้ายืนยันไม่มีปฏิวัติ ย้ำกองทัพไม่ยุ่งการเมือง เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์

วันนี้ (11 ตุลาคม) พล.อ. เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพนัดแรก หลังมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชุดใหม่ ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 22 ทั้งหมด ยกเว้นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่เป็นเตรียมทหารรุ่น 21 โดยทั้งหมดจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน ปี 2566 ถึงแนวโน้มการเมืองหลังจบการประชุม APEC ที่รัฐบาลอาจยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ ในจุดยืนและนโยบายของกองทัพว่า ความชัดเจนของกองทัพปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่กำหนดไว้ ความชัดเจนมีกำหนดอยู่ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดส่วนราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ดังนั้นหน่วยงานทหารทั้งกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ เราก็ยึดถือตามที่กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ ซึ่งก็ออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของแต่ละเหล่าทัพ อันนั้นคือหน้าที่ที่เรามี โดยไม่ต้องมีใครสั่ง เราเป็นเครื่องมือหน่วยงานของรัฐบาลที่เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศ เราก็ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อถามถึงเรื่องการเมือง ก็เป็นเรื่องการบริหารประเทศของฝ่ายการเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา และจัดตั้งรัฐบาลในด้านการเมือง ซึ่งเราก็ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเมือง ทหารเราก็มีความเกี่ยวพันกับการเมือง เพราะเราเป็นองค์กรเหมือนกับส่วนราชการอื่น แต่เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การดำเนินการทางการเมืองเป็นเรื่องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไร

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพอยู่กันครบ สามารถให้ความสบายใจในปีหน้าได้หรือไม่หากมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองและมีการชุมนุม บทบาทของกองทัพเป็นอย่างไร พล.อ. เฉลิมพลกล่าวว่า ในส่วนของทหารมีบทบาทตามขอบเขตอยู่แล้ว ประเทศเราพัฒนามาไกลมากแล้วก็ต้องให้ประชาชนช่วยกันดูเรื่องการดำเนินการทางการเมืองต่างๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของประเทศเป็นไปในแนวทางทางการเมือง ซึ่งตนเชื่อว่าความคาดหวังของทุกคนต้องการเห็นพัฒนาการของประเทศเรา ให้เป็นไปในรูปแบบภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราต้องการเห็นอย่างนั้น ทหารก็ต้องการเห็นอย่างนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม หรือในทางการเมืองต่างๆ จะเป็นอย่างไร ทหารก็ทำหน้าที่ของเราเท่านั้นเอง ก็ขอให้มีความเชื่อมั่นได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าให้ความเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการปฏิวัติ พล.อ. เฉลิมพล พยักหน้าและยิ้ม พร้อมกล่าวว่า “ครับผม”

 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่าทหารจะขยับหรือไม่ ผบ.ทบ. เอานิ้วชี้ไปที่ศีรษะพร้อมบอกว่า “ในหัวมีแต่ประชาชน ช่วยเหลือประชาชน ตอนนี้คิดถึงประชาชนก่อน”

 

พล.อ. ณรงค์พันธ์ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำว่า จะไปให้กำลังใจกำลังพลและเจ้าหน้าที่ ตอนนี้ทหารลงไปดูแลช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา ส่วนกองทัพเรือดูที่ฝั่งธนบุรี เชื่อมั่นว่าความสามัคคีจะทำให้รอดพ้นทุกอย่าง

The post ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพยักหน้ายืนยันไม่มีปฏิวัติ ย้ำกองทัพไม่ยุ่งการเมือง เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
15 มีนาคม 1917 – ซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียสละราชสมบัติ จุดสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟ https://thestandard.co/onthisday15031917/ Tue, 15 Mar 2022 06:47:06 +0000 https://thestandard.co/?p=605940 Nicholas II of Russia

การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 เป็นผลสืบเนื่องมาจากความยืดเ […]

The post 15 มีนาคม 1917 – ซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียสละราชสมบัติ จุดสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nicholas II of Russia

การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 เป็นผลสืบเนื่องมาจากความยืดเยื้อของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ขณะนั้นรัสเซียต้องต่อสู้กับฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี และตุรกี และเกิดเพลี่ยงพล้ำจนส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างหนัก เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาอาหารและสินค้าถีบตัวสูงขึ้น เกิดเป็นกระแสต่อต้านการทำสงคราม แต่ซาร์นิโคลัสที่ 2 องค์จักรพรรดิแห่งรัสเซีย ทรงยืนยันจะทำสงครามต่อไป และเสด็จไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง ส่วนภายในประเทศมอบให้ ซารีนา อเล็กซานดรา จักรพรรดินี เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์

 

การบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้นของ ซารีนา อเล็กซานดรา ขาดเสถียรภาพ เนื่องจากทรงเชื่อคำแนะนำของรัสปูติน ในการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดที่ไร้ความสามารถให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยังเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก และปลุกระดมให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐบาล 

 

จากวิกฤตทั้งหมดทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลอย่างหนัก โดยประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงและก่อจราจลตามเมืองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะรัฐบาลพยายามใช้กองกำลังในการสลายการชุมนุมซึ่งยิ่งเป็นการสุมไฟให้เหตุการณ์บานปลาย เวลาต่อมาประชาชนได้บุกยึดสถานีรถไฟ คลังอาวุธ เผาสถานที่ราชการสำคัญๆ จนกระทั่งหลายฝ่ายในรัฐบาลเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนประชาชน 

 

ในที่สุดผู้นำกองทัพและสมาชิกสภาดูมาจึงได้ถวายคำแนะนำให้ซาร์นิโลลัสที่ 2 สละราชสมบัติเพื่อกอบกู้ประเทศ ซึ่งพระองค์ตัดสินใจสละราชสมบัติให้แก่ ชาเรวิช อะเล็กเซย์ พระราชโอรสในวันที่ 15 มีนาคม ตามปฏิทินสากล ก่อนจะเปลี่ยนพระทัยในเย็นวันเดียวกันโดยแก้ไขคำสั่งมอบราชสมบัติให้แก่พระอนุชา แกรนด์ดยุกมิคาเอล อเล็กซานโดรวิช ซึ่งวันถัดมาแกรนด์ดยุกปฏิเสธราชสมบัติ จึงเป็นการปิดฉากราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมากว่า 300 ปี

The post 15 มีนาคม 1917 – ซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียสละราชสมบัติ จุดสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘หลังบ้าน’ และการปฏิวัติของคณะราษฎร 2475 กับ ชานันท์ ยอดหงษ์ https://thestandard.co/video-people-revolusion-2475-with-chanan/ Fri, 25 Jun 2021 14:17:24 +0000 https://thestandard.co/?p=504990 การปฏิวัติของคณะราษฎร 2475

การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองเข้าสู่ระบอบประ […]

The post ชมคลิป: ‘หลังบ้าน’ และการปฏิวัติของคณะราษฎร 2475 กับ ชานันท์ ยอดหงษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปฏิวัติของคณะราษฎร 2475

การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หรือเมื่อ 89 ปีที่แล้ว โดยคณะราษฎรกำลังอยู่ในกระแสธารของความสนใจของสังคม ทั้งการจัดงานรำลึกหรือแม้แต่มีหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

แต่ยังมีอีกหลายแง่มุมของคณะราษฎรที่ยังคงอยู่ในมุมที่หลายคนอาจไม่ค่อยรู้ โดยเฉพาะมุม ‘หลังบ้าน’ ของคณะราษฎร

 

THE STANDARD คุยกับ ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้เขียนหนังสือ หลังบ้านคณะราษฎร

 

ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์

The post ชมคลิป: ‘หลังบ้าน’ และการปฏิวัติของคณะราษฎร 2475 กับ ชานันท์ ยอดหงษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
89 ปีประชาธิปไตยไทย ทำความรู้จัก ‘คณะราษฎร’ ย้อนรอยปฏิวัติสยาม 24 มิถุนา 2475 https://thestandard.co/89-years-of-thailand-democracy-introduce-people-party/ Thu, 24 Jun 2021 00:47:42 +0000 https://thestandard.co/?p=504092 คณะราษฎร

‘ยี่สิบสี่ มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์  ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธ […]

The post 89 ปีประชาธิปไตยไทย ทำความรู้จัก ‘คณะราษฎร’ ย้อนรอยปฏิวัติสยาม 24 มิถุนา 2475 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะราษฎร

‘ยี่สิบสี่ มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์ 

ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย 

เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย

ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี 

สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่ 

เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์

ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย…’

 

ท่อนหนึ่งของเพลง วันชาติ 24 มิถุนา ประพันธ์โดย มนตรี ตราโมท ใน พ.ศ. 2483 ภายหลัง 8 ปีของวันปฏิวัติสยาม แม้ว่าในปัจจุบันวันชาติของประเทศไทยจะถูกเปลี่ยนไปเป็นวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี โดยรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่เนื้อหาสำคัญของ ‘อดีตวันชาติไทย’ ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง 

 

ในโอกาสของการครบรอบ 89 ปีที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ลองย้อนกลับมามองถึงเรื่องราวของ ‘คณะราษฎร’ ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติสยาม บุคคลสำคัญที่เนื้อหาในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์น้อยนักจะกล่าวถึง

 

คณะราษฎรเป็นใคร

คณะราษฎรคือกลุ่มบุคคลผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบ ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’ มาสู่ระบอบ ‘ประชาธิปไตย’ โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และได้ออกประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 

 

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

คณะราษฎรได้วาง ‘หลัก 6 ประการ’ สำหรับการปกครองประเทศ ลงในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 นอกจากเนื้อหาของสาเหตุและการปฏิวัติยึดอำนาจ ได้แก่

 

  • หลักเอกราช: จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
  • หลักความปลอดภัย: จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  • หลักเศรษฐกิจ: จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  • หลักเสมอภาค: จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่) 
  • หลักเสรีภาพ: จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
  • หลักการศึกษา: จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร 

 

ความเป็นมาของคณะราษฎร

คณะราษฎรก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองและพัฒนาชาติไทยตามหลัก 6 ประการ เพื่อแก้ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลขณะที่ประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจและภัยคุกคามจากต่างชาติ โดยกลุ่มผู้ก่อตั้งเป็นนักศึกษาและนักเรียนทหารที่ศึกษาและทำงานอยู่ในทวีปยุโรป มีการประชุมครั้งแรกที่บ้านพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 และเห็นพ้องร่วมกันว่าการปฏิวัติครั้งนี้จะต้องหลีกเลี่ยงการนองเลือด

 

คณะราษฎรมีใครบ้าง

จากการประชุมในบ้านพักกรุงปารีส คณะราษฎรมีผู้ก่อตั้ง 7 คน ได้แก่ 

 

  • ปรีดี พนมยงค์ นักศึกษากฎหมาย ประเทศฝรั่งเศส (ขณะก่อตั้งคณะราษฎรมีอายุ 26 ปี) นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ร.ท. แปลก ขีตตะสังคะ (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) นักเรียนทหารปืนใหญ่ ประเทศฝรั่งเศส (อายุ 29 ปี) นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศไทย ดำรงตำแหน่งนานที่สุด 15 ปี 23 วัน
  • ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี นักศึกษารัฐศาสตร์ ประเทศฝรั่งเศส (อายุ 29 ปี)
  • ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนทหารม้า ประเทศฝรั่งเศส (อายุ 26 ปี) 
  • ตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (อายุ 28 ปี)
  • จรูญ สิงหเสนี ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามในประเทศฝรั่งเศส (อายุ 28 ปี)
  • แนบ พหลโยธิน นักศึกษากฎหมาย ประเทศอังกฤษ (อายุ 26 ปี)

 

ต่อมาคณะราษฎรได้มีการหาพรรคพวกเพิ่มเติม จนแบ่งได้ 3 สายด้วยกัน ได้แก่ 

 

  • คณะราษฎรสายทหารบกจำนวน 36 คน (นำโดย พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา, พ.อ. พระยาทรงสุรเดช, พ.อ. พระยาฤทธิอัคเนย์ และ พ.ท. พระประศาสน์พิทยายุทธ) 
  • คณะราษฎรสายทหารเรือจำนวน 18 คน (นำโดย สินธุ์ กมลนาวิน) 
  • คณะราษฎรสายพลเรือนจำนวน 48 คน (นำโดย ปรีดี พนมยงค์) รวมทั้งสิ้น 102 คน 

 

ภายหลัง ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 รุ่งเช้าของการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศ คณะราษฎรให้ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้นำการปฏิวัติ

 

ทำไมถึงต้องเป็น ‘คณะราษฎร’

  • “ในการที่ผมเสนอให้คณะใช้ชื่อของคณะว่า ‘คณะราษฎร’ นั้นก็เพราะผู้ก่อการฯ ทุกคนเป็นราษฎรไทยแท้จริง และสมาชิกคณะราษฎรทั้งหลายยอมอุทิศตนและความเหนื่อยยากเพื่อราษฎรให้บรรลุถึงซึ่งประชาธิปไตย ดังที่นักประชาธิปไตยส่วนมากย่อมทราบว่า ประธานาธิบดีลินคอล์นได้สรุปคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ไว้อย่างเหมาะสมว่า ‘รัฐบาลของราษฎร, โดยราษฎร, เพื่อราษฎร’…” (ปรีดี พนมยงค์, คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 หน้า 24)
  • ในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย บุคคลไม่มีสิทธิรวมกันก่อตั้งคณะการเมือง คณะราษฎรจึงถือกำเนิดขึ้นเป็นการลับ ไม่สามารถประกาศให้ราษฎรหรือประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกับคณะได้
  • ปรีดี พนมยงค์ ยังได้ระบุไว้ภายในหนังสือ คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 อีกว่า ไม่มีตำรารัฐศาสตร์ใดสอนว่าหากจะตั้งชื่อคณะหรือพรรคการเมืองที่แปลชื่อเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘ราษฎร’ หรือ ‘ประชาชน’ ต้องเสนอให้ราษฎรหรือประชาชนจำนวนเท่าใดรับรู้ด้วยก่อน และในบางสมัยของรัฐบาลไทยยังมีการตั้งพรรคการเมืองในชื่อพรรคราษฎร, พรรคประชาชน และพรรคสหประชาไทย โดยไม่ได้มีราษฎร ประชาชน หรือประชาไทย รู้เห็นด้วยแต่อย่างใด 
  • “…ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้าเป็นทาสของพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกกันเป็นศัพท์ว่า ‘ศรีอาริย’ นั้นก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า” (ความตอนหนึ่งจาก ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) 

 

อ้างอิง: 

  • นคร พจนวรพงษ์, ข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองไทย (2549) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4
  • ปรีดี พนมยงค์, คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน (2542)

The post 89 ปีประชาธิปไตยไทย ทำความรู้จัก ‘คณะราษฎร’ ย้อนรอยปฏิวัติสยาม 24 มิถุนา 2475 appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 ธันวาคม 1965 – เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน https://thestandard.co/onthisday30121965/ Wed, 30 Dec 2020 16:42:48 +0000 https://thestandard.co/?p=438078 30 ธันวาคม 1965 เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส คืออดีตประธานาธิบดีของฟิลลิปปินส์ท […]

The post 30 ธันวาคม 1965 – เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 ธันวาคม 1965 เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส คืออดีตประธานาธิบดีของฟิลลิปปินส์ที่ครองอำนาจยาวนานถึง 22 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 1965 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1986 โดยระหว่างที่อยู่ในอำนาจ เขาสร้างภาพจำของตัวเองเป็นทรราชผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเข่นฆ่าประชาชนผู้เห็นต่างภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ยาวนานเกือบทศวรรษ นอกจากนี้เขายังสร้างความอื้อฉาวจากการคอร์รัปชันท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน 

 

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1917 ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์คนที่ 10 ในปี 1965 ในช่วงแรกเขามีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ขจัดคอร์รัปชันและต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทำให้ฟิลลิปปินส์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่หลังชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 เขาได้ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 จำคุกนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม สั่งปิดสื่ออิสระทั้งหมด และกุมอำนาจภายใต้กฎหมายพิเศษมาอย่างยาวนาน 

 

รัฐบาลมาร์กอสในเวลานั้นจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อนำมาใช้ในโครงการประชานิยม ทำให้หนี้สิ้นของรัฐบาลเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในระยะเวลา 20 ปี ทำให้ฟิลลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในเอเชีย 

 

กระทั่งถึงเดือนสิงหาคม 1983 หลังเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำฝ่ายค้าน เบนิโญ อากีโน ประชาชนจึงออกมาประท้วงต่อต้านการครองตำแหน่งของมาร์กอส แม้จะมีการประกาศเลือกตั้งอีกครั้งในปี 1986 แต่กระแสโกงเลือกตั้งก็โหมกระแสความไม่พอใจของประชาชน จนสุดท้ายจึงเกิดการลุกฮือของ ‘พลังประชาชน’ และทำให้มาร์กอสต้องลี้ภัยในต่างประเทศพร้อมกับครอบครัว มีการเปิดเผยข้อมูลว่าในการลี้ภัยครั้งนั้นเขาได้นำทองคำแท่ง และเพชรพลอยบรรจุในกระเป๋าเดินทาง 24 ใบ และมีการประเมินกันว่าครอบครัวมาร์กอสได้เงินจากการคอร์รัปชันไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

หลังลี้ภัยได้ 3 ปี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เสียชีวิตในวันที่ 28 กันยายน 1989 จากภาวะไตล้มเหลว ปิดฉากประธานาธิบดีผู้อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งของโลกในวัย 72 ปี

 

 

อ้างอิง: https://aseanpedia.wu.ac.th/site/readencyclopedia?id=133 

The post 30 ธันวาคม 1965 – เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ ก่อนถูกปฏิวัติโดยประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
17 มิถุนายน 1789 – ปฏิวัติฝรั่งเศส: เปลี่ยน ‘สภาฐานันดร’ เป็น ‘สภาแห่งชาติ’ https://thestandard.co/onthisday17june1789/ Mon, 17 Jun 2019 11:44:55 +0000 https://thestandard.co/?p=264075 ปฏิวัติฝรั่งเศส

หากพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสสังคมไทย มักคิดถึงเหตุการณ์ท […]

The post 17 มิถุนายน 1789 – ปฏิวัติฝรั่งเศส: เปลี่ยน ‘สภาฐานันดร’ เป็น ‘สภาแห่งชาติ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิวัติฝรั่งเศส

หากพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสสังคมไทย มักคิดถึงเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ ซึ่งเป็นที่เก็บอาวุธ เป็นคุก และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของราชวงศ์ที่ตั้งอยู่กลางกรุงปารีส หรืออาจคิดถึงการประหารชีวิตด้วยเครื่อง ‘กีโยตีน’

 

แต่อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสในแง่มุมของการถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยจากราชวงศ์มาสู่ชนชาติฝรั่งเศสในรูปแบบของ ‘สภา’ ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก

 

วันที่ 24 มกราคม 1789 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ประกาศให้มีการเลือกตั้งสภาฐานันดร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ฐานันดร หรือ 3 สภา ได้แก่ ฐานันดรขุนนาง ฐานันดรพระ และฐานันดรที่สาม ซึ่งทั้งสามฐานันดรนี้ต้องแยกกันประชุมและลงมติแยกกัน

 

ในการประชุมสภาฐานันดรวันแรก สมาชิกสภาฐานันดรที่สามเสนอวาระให้พิจารณายกเลิกการแยกประชุมในแต่ละฐานันดร และยกเลิกการลงมติในแต่ละฐานันดรแยกกัน

 

โดยเสนอให้ทั้งสามฐานันดรประชุมร่วมกันและลงมตินับคะแนนเป็นรายบุคคล แต่ฐานันดรพระและขุนนางปฏิเสธ

 

สภาฐานันดรที่สามจัดการเปลี่ยนชื่อเรียกตนเองเสียใหม่ว่า สภา Communes โดยหยิบยืมมาจาก House of Commons ของอังกฤษ และประกาศเชิญชวนสมาชิกสภาฐานันดรขุนนางและพระที่เห็นด้วยให้มาร่วมประชุมด้วยกัน

 

พร้อมยื่นคำขาดกำหนดเส้นตายในวันที่ 10 มิถุนายน หากพระและขุนนางยังไม่เข้าร่วม ฐานันดรที่สามก็จะประชุมต่อไปกันเอง

 

ในท้ายที่สุด มีสมาชิกสภาฐานันดรพระและสมาชิกสภาฐานันดรขุนนางบางส่วนมาร่วมในวันที่ 17 มิถุนายน 1789  

 

โดยที่ประชุมเสนอให้สภาฐานันดรเปลี่ยนสถานะตนเองเป็นสภาแห่งชาติ (Assemble Nationale) และที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 491 เสียงต่อ 90 เสียง

 

การเปลี่ยนจากสภาฐานันดรเป็นสภาแห่งชาติ ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงชื่อเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความคิดใหม่เรื่อง ‘อำนาจอธิปไตยแห่งชาติ’ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการกำเนิดกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ในฝรั่งเศส

 

โดยนับแต่นี้ อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของพระมหากษัตริย์อีกต่อไป แต่เป็นของ ‘ชาติ’ ซึ่งมี ‘สภาแห่งชาติ’ ที่ประกอบไปด้วยผู้แทนของชาติเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย

 

อ้างอิง: ปิยบุตร แสงกนกกุล, [ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส] ว่าด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16, มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19-25 พฤษภาคม 2560

The post 17 มิถุนายน 1789 – ปฏิวัติฝรั่งเศส: เปลี่ยน ‘สภาฐานันดร’ เป็น ‘สภาแห่งชาติ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกษียร เตชะพีระ ‘รัฐพันลึก’ การเบียดแย่งปะทะของ ‘อำนาจ’ สู่การหาจุดร่วมใหม่ที่ยังมองไม่เห็น https://thestandard.co/news-thailand-kasian-tejapira-talk-about-deep-state/ https://thestandard.co/news-thailand-kasian-tejapira-talk-about-deep-state/#respond Tue, 20 Jun 2017 07:34:03 +0000 https://thestandard.co/?p=8349

     ในงานเสวนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเ […]

The post เกษียร เตชะพีระ ‘รัฐพันลึก’ การเบียดแย่งปะทะของ ‘อำนาจ’ สู่การหาจุดร่วมใหม่ที่ยังมองไม่เห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ในงานเสวนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ’ ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ณ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเวทีพูดคุยในหลาย panel รวมทั้งมีการเปิดเวทีโดยการกล่าวปาฐกถาของ ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (คลิกอ่าน) ด้วย

 

 

     ขณะที่นักวิชาการคนสุดท้ายที่ขึ้นกล่าวในงานคือ ศ. ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้กล่าวเสวนาในหัวข้อ ‘ความขัดแย้งทางชนชั้นกับการเมืองมวลชนรอยัลลิสต์: ความย้อนแย้งของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยกับพระราชอำนาจนำในสังคมไทย’

     ศ. ดร. เกษียร เสวนาเกริ่นนำว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้ฟัง ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวทิ้งประเด็นที่น่าคิดไว้ 2 เรื่องคือ รัฐพันลึก หรือรัฐเร้นลึก (Deep State) และอีกประโยคสั้นๆ เกี่ยวกับการที่มีนักการเมืองนอกระบบเลือกตั้งมากขึ้น (State Elite) หรือเป็นนักการเมืองที่เป็นข้าราชการประจำ แต่มาเล่นการเมืองในระหว่างที่ไม่มีการเลือกตั้ง โดยต้องคิดต่อไปว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งอะไรอีกบ้าง

     “ผมจึงอยากทำในสิ่งที่ท่านอาจารย์เสกสรรค์เปรยขึ้น ท่านบอกว่าสิ่งที่เราควรทำคือการวิเคราะห์สถานการณ์รูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม (Concrete Analysis of the Concrete Situation) ผมคิดว่าทำแบบนี้อาจจะเป็นประโยชน์และน่าสนใจ และอาจจะมีความเชื่อมร้อยในสิ่งที่อาจารย์พูด”

     ศ. ดร. เกษียรจึงได้ต่อยอดงานวิจัยเป็นภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมือง มี 4 ประเด็นย่อยคือ 1. ตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย 2. กระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ หรือสภาวะสมัยใหม่แบบไทยๆ 3. ฉันทามติแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และ 4. การลากเส้นแบ่งเขตอำนาจใหม่ และการเมืองวัฒนธรรมของการหวนหาอดีต

 

 

ตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย

     ศ. ดร. เกษียรแสดงความคิดเห็นว่า ในแวดวงรัฐศาสตร์ไทย การค้นพบทางวิชาการในปี พ.ศ. 2559 คือบทความ รัฐพันลึก หรือ Deep State ของอาจารย์ ดร. เออเชนี เมรีโอ นักนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในบทความที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า ‘Thailand’s Deep State, Royal Power and the Constitutional Court (1997-2015)’, Journal of Contemporary Asia, 2016 บทความนี้ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก ถูกวิเคราะห์คิดต่อยอดจากนักวิจารณ์หลายคน เช่น ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นต้น ชื่อบทความในไทยว่า ‘รัฐเร้นลึกในไทย พระราชอำนาจ และศาลรัฐธรรมนูญ 2540-2558’ แปลโดย วีระ อนามศิลป์

     แนวคิดรัฐพันลึกเสนอว่า ในรัฐสมัยใหม่บางรัฐอย่างตุรกีหรืออเมริกาภายใต้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง ยังมีองค์กรรัฐ ราชการ หน่วยงานประจำต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ตุลาการบางหน่วย ถ้าในไทยก็คงรวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญบางแห่ง หรือแม้แต่ผู้บริหารบางมหาวิทยาลัยที่เป็นรัฐส่วนลึกหรือเร้นลึกซ้อนทับอยู่ในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ

     รัฐที่ว่านี้มีตรรกะและผลประโยชน์ของตัวเอง สามารถดำเนินงานอิสระจากรัฐบาลเลือกตั้งและอาจแข็งขืน หรือกระทั่งโค่นอำนาจรัฐบาลเลือกตั้งได้ แต่ประเทศไทยไม่ทันข้ามปี สภาพการณ์ความเป็นจริงของการเมืองก็เปลี่ยนไป เมื่อคิดถึงข่าวสารบ้านเมืองที่แปลกพิลึกพิสดารในช่วงหลังที่ผ่านมา หากลองนึกดูไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีข่าวแปลกๆ เยอะ อะไรที่มีอยู่ก็หายไป อะไรที่ไม่น่าแก้ได้ก็สามารถแก้ได้ สมดังที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้กล่าวไว้ว่าอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น อะไรที่เคยเห็นก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว มันสะท้อนแนวคิดรัฐพันลึกหรือรัฐซ้อนรัฐว่า อาจจะไม่พอเพียงเสียแล้วที่จะทำความเข้าใจสภาพการเมืองไทยที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ไปใหม่ในปี 2560

     “ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังประสบพบเห็นมันเหมือนตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย มันดูเสมือนหนึ่งรัฐหลายรัฐซ้อนกันอยู่ หลายต่อหลายชั้น”

 

 

กระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ หรือภาวะสมัยใหม่แบบไทยๆ

     ศ. ดร. เกษียรอธิบายว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากปรัชญายุครู้แจ้งของยุโรป อเมริกา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 แล้วแพร่กระจายไปทั่วโลก รวมทั้งสยามด้วย ผ่านระบอบอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งประกอบไปด้วยการปฏิวัติใหญ่ 3 ด้าน คือ 1. การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (The Scientific Revolution) โดยเฉพาะเหตุผลนิยม ประสบการณ์นิยม คติโลกวิสัย 2. การปฏิวัติอุตสาหกรรม (The Industrial Revolution) โดยเฉพาะระบบตลาด เศรษฐกิจทุนนิยม การแบ่งงานกันทำ 3. การปฏิวัติกระฎุมพี (The Bourgeois Revolution) ด้านการเมือง โดยเฉพาะระบอบรัฐธรรมนูญ เสรีนิยม ประชาธิปไตย ชาตินิยม เป็นต้น

     ในประสบการณ์ประเทศต่างๆ ของโลก กระบวนการปฏิวัติ 3 ด้านเพื่อไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ดังกล่าว มีลักษณะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน รุนแรง นองเลือด และทิ้งบาดแผลทางความคิดจิตใจไว้ในสังคมเป็นจำนวนมาก แต่ในกรณีประสบการณ์ของสยามหรือไทยนั้นค่อนข้างต่างออกไป กล่าวคือ มีลักษณะไปครึ่งทาง กึ่งๆ กลางๆ มีการประนีประนอม รอมชอมกันมาก กระบวนการไปสู่สภาวะสมัยใหม่ในไทยนั้นไม่เสร็จสิ้น เปลี่ยนผ่านเท่าไรก็ไม่ถึงจุดหมาย ไม่เสร็จสมบูรณ์สักที

     นักวิชาการหลายๆ คนที่ศึกษาการเมืองไทยแบบทวนกระแสได้เสนอคล้ายๆ กันว่า เมื่อเทียบกับในเอเชียอาคเนย์แล้ว ถึงแม้สยามไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกเต็มตัว แต่ก็อยู่ในสภาพอาณานิคมทางอ้อมที่ผนวกเข้ากับระบบทุนนิยมของอาณานิคมตะวันตกทั่วโลก ในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ภายใต้อำนาจอำนวยการของขุนนางท้องถิ่นในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สยามจึงมีลักษณะเป็นอัตตาณานิคม ฉะนั้นจึงไม่มีกระบวนการชาตินิยมจากประชาชนที่กู้ชาติต่างจากชาติ มีแต่กบฏลี้ลับครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งสมาชิกของคณะราษฎรผู้ก่อการล้วนแต่เป็นชนชั้นนำตัวแทนกลไกปกครองระบบราชการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ฉะนั้นสยามหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงยังไม่เป็นรัฐชาติเต็มตัว เป็นแค่รัฐราชการรวมศูนย์ ที่มีปัญหาความชอบธรรมเรื้อรังอยู่ภายใต้อุดมการณ์ราชาชาตินิยม เสนาชาตินิยม สลับกันไป

     ถ้าพูดในภาษาของอาจารย์นิธิก็คือ สยามกลายเป็นรัฐที่ไม่มีชาติ ไม่มีชาติที่แท้จริง ในความหมาย ‘ชุมชนในจินตกรรม’ ของพลเมืองที่เสมอภาคและความเป็นภราดรภาพต่อกัน ที่กุมอำนาจอธิปไตยร่วมกัน ถ้าคำว่าชาติหมายถึงคำนี้ อันนี้คือไทยไม่มี หากแต่ตกอยู่ในสภาพของสังคมที่ไม่เป็นชุมชนในจินตกรรมของคนไทย และคนไม่ไทยที่ไม่เท่าเทียมกัน จึงเกิดกรณีเหยื่อของรัฐที่ไม่มีชาติดังกล่าวนี้ให้พบเห็นอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นทนายสมชาย นีละไพจิตร ชัยภูมิ ป่าแส เป็นต้น

 

 

 

ฉันทามติแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

     สังคมภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พลิกผันปรับเปลี่ยนไปมา ระหว่างการผลักดันต่อสู้ขัดแย้งของโครงการ เปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ที่มีหลายโปรเจกต์ หลายโครงการ เช่น โครงการเสรีประชาธิปไตย โครงการสังคมนิยมประชาธิปไตย ของปรีดี พนมยงค์ โครงการชาตินิยมแบบอำนาจนิยมทางทหาร ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โครงการเสรีนิยมรอยัลลิสต์ ของหม่อมราชศ์วงศ์เสนีย์ ปราโมช และหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โครงการเผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหล่านี้คือทางเลือกโครงการต่างๆ ที่มุ่งสู่ความทันสมัยในแบบความเชื่อต่างๆ กันไป

     กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สังคมไทยจึงได้บรรลุฉันทามติของการประนีประนอม รอมชอม ของกระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ กับฐานการเมืองวัฒนธรรมไทยแบบอนุรักษนิยมที่ลงตัวในระดับหนึ่ง ระหว่างช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ซึ่งพอจะสรุปสาระสังเขปในด้านต่างๆ ได้ดังนี้

     ในแง่เศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจทุนนิยมที่เติบโตอย่างไม่สมดุล เมืองโต ชนบทลีบ โดยถ่วงทานด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

     ในแง่การเมือง คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความใหม่ด้านอุดมการณ์ ราชาชาตินิยม มีชาตินิยมบวกราชาชาตินิยม หรืออุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยภายใต้พระราชอำนาจนำ

     ในแง่ศาสนา คือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่บอกว่ารัฐเป็นกลางทางศาสนา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่รัฐที่เป็นพุทธเต็มตัว แต่มีองค์พระประมุขเป็นพุทธมามกะ

     อาจกล่าวได้ว่าฉันทามติแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เป็นแบบวิถีเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัยแบบไทยๆ ผ่านการประนีประนอม ต่อรอง คนข้างล่างได้บ้างแม้จะได้ไม่มาก คนชั้นกลางได้มากกว่าและขยายจำนวนออกไป ส่วนคนด้านบนได้มากที่สุด มันช่วยให้หลีกเลี่ยงการกวาดล้างแบบรุนแรงของกระบวนการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ มีฐานรองรับสนับสนุนจากคนชั้นต่างๆ ตามสมควร

     ขณะเดียวกันก็มีเส้นอำนาจและการแบ่งเขตอำนาจเชิงปฏิบัติหรือเสมือนจริงที่ใช้แบบแรก เส้นและเขตที่ว่าอาจไม่ต้องตรงกับเส้นอำนาจในการแบ่งเขตอำนาจตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญเสียเลยทีเดียว แต่ก็เป็นที่ยอมรับและเคารพกันว่าอำนาจของฝ่ายหนึ่งหยุดตรงนี้ อำนาจของอีกฝ่ายเริ่มตรงนั้น ไม่ก้าวก่ายกัน ยอมรับเคารพกัน โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นประหนึ่งอนุญาโตตุลาการสุดท้ายในยามที่มีความแตกต่างขัดแย้ง

     นอกจากนี้ภายใต้ฉันทามติดังกล่าว โครงการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ในทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางเสรีประชาธิปไตย สังคมนิยม ชุมชนนิยม ฯลฯ ต่างถูกแช่แข็งให้หยุดชะงักไว้ชั่วคราวด้วยบารมีแห่งพระราชอำนาจนำ

     จวบจนการปรากฏขึ้นของโครงการทางเลือกเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ หรือเปลี่ยนสู่ภาวะสมัยใหม่ในแนวทางประชานิยมเพื่อทุนนิยม บวกกับประชาธิปไตยอำนาจนิยม โดยผ่านการเลือกตั้งของรัฐบาล ดร. ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย ราว พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา

 

 

การลากเส้นแบ่งเขตอำนาจ การเมืองวัฒนธรรมของการหวนหาอดีต

     ปัจจุบันการเกิดสภาพอะไรที่เคยเห็นก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว เพราะผู้สนับสนุนโครงการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ อันเป็นทางเลือกในแนวทางต่างๆ ได้ฟื้นตัวโผล่ออกมาแย่งชิงพื้นที่กันเพื่อผลักดันแนวทางตัวเอง ในสถานการณ์อันเปราะบางที่ไม่มีอำนาจนำทางการเมือง อันเป็นที่ยอมรับในแง่ความชอบธรรม ไม่มีกรอบกติกาปกติของการแก้ไขหรือยุติความขัดแย้ง มีแต่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น และอำนาจบังคับด้วยกำลังที่ไม่อาจแก้ไขข้อขัดแย้งให้ตกไปได้

     โดยฝ่ายต่างๆ ที่เป็นเจ้าของโครงการที่เปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ แนวทางต่างๆ  ก็พยายามหวนหาช่วงอดีตหรือบ้านเก่าที่สอดรับกับอุดมคติของกลุ่มตนมากที่สุด บ้างก็หวนไปในสมัยรัชกาลที่ 5 (ในละครย้อนยุคค่อนข้างมาก) บ้างก็หวนไปสมัยรัชกาลที่ 7 บ้างก็หวนหายุคการปฏิวัติ และมาตรา 17 ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น เกิดเป็นกลุ่มในการหวนหาอดีตและวัฒนธรรมทางการเมือง ประเด็นคือมีคนแบบนี้เยอะมากที่มาหวนหาอดีตกันเยอะ เป็นเพราะอะไร

     ประเด็นคือ กลุ่มฝ่ายต่างๆ ที่มีโครงการของตัวเองไปเลือกหยิบอดีตที่คิดว่าโปรเจกต์ของตัวเองเหมาะที่สุด เด่นที่สุด ขณะเดียวกันกลุ่มอำนาจและสถาบันต่างๆ ซึ่งเหมือนตุ๊กตาแม่ลูกดกของรัสเซียต่างก็อาศัยช่วงที่เส้นอำนาจเดิมคลอนแคลน คลี่คลาย ฐานรองรับแนวทางการปฏิบัติประเพณีเดิม ขยับขยายเปลี่ยนแปลง พากันหาทางปรับเส้นอำนาจและเขตอำนาจกันใหม่ โดยผลักดันเส้นอำนาจใหม่ของตนไปให้กว้างที่สุด แผ่ขยายมากที่สุด กินพื้นที่อำนาจเก่า-ใหม่ให้มากที่สุด ด้วยความหวังว่าเส้นอำนาจที่ไกลที่สุดของตนซึ่งอยากให้อยู่ตรงนี้นั้น ฝ่ายอื่นจะยอมรับโดยดุษณี ได้ข้อยุติกันตรงนี้ แบบที่ทุกฝ่ายคิดและหวังแบบนี้ ดังเช่น คสช. และสถาบันอำนาจในเครือข่าย เร่งรีบผลักดันกฎหมายใหม่ๆ สารพัดออกมา แพร่ขยายเขตอำนาจความมั่นคงในหน่วยราชการไปสุดเอื้อม ก่อนที่จะจัดเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่

     ข้อที่น่าวิตกคือ เส้นอำนาจมันเบียดกันได้ ปะทะกันได้ แล้วจะหาข้อยุติอย่างไร จะยืดเยื้อไปนานเท่าไรจึงจะบรรลุฉันทามติใหม่ที่ค่อนข้างลงตัว และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มพลังใหม่

     “อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น อะไรที่เคยเห็นก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว ในแง่หนึ่งจึงเป็นการแสดงออกของภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมืองดังที่กล่าวมานี้เอง” ศ. ดร. เกษียร กล่าวทิ้งท้าย

The post เกษียร เตชะพีระ ‘รัฐพันลึก’ การเบียดแย่งปะทะของ ‘อำนาจ’ สู่การหาจุดร่วมใหม่ที่ยังมองไม่เห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-kasian-tejapira-talk-about-deep-state/feed/ 0