การปฏิรูปภาษี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การปฏิรูปภาษี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 10 Feb 2026 13:06:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘เอกนิติ’ ปิดตำนาน ‘ช้อปดี มีคืน’ เตรียมดัน TISA ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/ekniti-ends-shop-dee-mee-kuen-tax-reform/ Tue, 10 Feb 2026 13:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1177128 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงมาตรการลดหย่อนภาษี

‘เอกนิติ’ ประกาศปิดตำนานมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค […]

The post ‘เอกนิติ’ ปิดตำนาน ‘ช้อปดี มีคืน’ เตรียมดัน TISA ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงมาตรการลดหย่อนภาษี

‘เอกนิติ’ ประกาศปิดตำนานมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค อย่างเช่น มาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt โดยเตรียมดัน TISA เพื่อปฏิรูประบบการลดหย่อนใหม่ พร้อมเล็งขยายเวลาลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เหลือ 1% ต่อ

 

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า จะไม่นำมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค อย่างเช่น มาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt กลับมาใช้อีกในอนาคต แต่จะใช้มาตรการอื่นลดหย่อนภาษีแทน เนื่องจากมองว่ามาตรการลักษณะดังกล่าวไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเยอะ

 

พร้อมทั้งระบุว่า จะผลักดันโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) มาเป็นปฏิรูประบบการลดหย่อนภาษีใหม่แทน

 

โดยดร.เอกนิติ ยังกล่าวว่า กำลังพิจารณาขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) โดยระบุว่า จำเป็นต้องขอดูข้อกฎหมายก่อน เพราะตามหลักการแล้ว กระทรวงการคลังต้องการอำนวยความสะดวก และช่วยเรื่องสภาพคล่อง

 

ทั้งนี้ มาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ลงเหลือ 1% ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และต้องกลับไปใช้อัตราปกติที่หัก 1% สำหรับค่าขนส่ง, หัก 2% ค่าโฆษณา, หัก 3% ในจ้างงานเหมา และหัก 5% สำหรับค่าเช่า

The post ‘เอกนิติ’ ปิดตำนาน ‘ช้อปดี มีคืน’ เตรียมดัน TISA ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูประบบภาษี! ‘ดร.เอกนิติ’ รมว.คลังเร่งทบทวน สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้-มาตรการยกเว้นภาษี หวังเพิ่มรายได้ภาครัฐ https://thestandard.co/income-tax-deduction-review-thailand/ Thu, 09 Oct 2025 08:04:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1128565 ปฏิรูประบบภาษี

‘ดร.เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประกาศเตรียมทบทวน ‘สิ […]

The post ปฏิรูประบบภาษี! ‘ดร.เอกนิติ’ รมว.คลังเร่งทบทวน สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้-มาตรการยกเว้นภาษี หวังเพิ่มรายได้ภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูประบบภาษี

‘ดร.เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประกาศเตรียมทบทวน ‘สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้’ และ ‘มาตรการยกเว้นภาษีต่างๆ’ พร้อมเร่งนำดิจิทัลมาใช้เพื่อขยายฐานภาษี หวังเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐในระดับที่ ‘มากพอสมควร’

 

วันนี้ (9 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมทบทวนสิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ต่างๆ รวมทั้งทบทวนมาตรการยกเว้นภาษีต่างๆ ที่กระทรวงการคลังเคยประกาศไว้ในอดีต รวมถึงการนำดิจิทัลมาใช้เพื่อขยายฐานภาษีในประเทศ

 

“ทุกวันนี้ การลดหย่อนเรา ‘สะเปะสะปะ’ และไม่มีกรอบที่ชัดเจน ดังนั้นจึงเตรียมกำหนดเพดานใหม่ (Ceiling) ว่าแต่ละปีจะมีเพดานอยู่ที่เท่าไหร่” ดร.เอกนิติกล่าว ในงาน Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap ซึ่งจัดโดยบริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

 

โดยการทบทวนครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปรับปรุงกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ท่ามกลางแรงกดดันด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติงระดับโลก 2 แห่งอย่าง Moody’s และ Fitch Ratings เพิ่งปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงจากเสถียรภาพ เป็นเชิงลบ

 

รองนายกฯ และรมว.คลัง ยังยืนยันว่า แผนการปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) นี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการแก้พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) และกฎกระทรวงเท่านั้นเป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีนี้ ซึ่งต้องแก้แค่ประมวลรัษฎากรเท่านั้น

 

ดร.เอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังเตรียมเผยรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจนในเดือนพฤศจิกายนนี้ เนื่องจากปัจจุบันกำลังตั้งทีมศึกษาอยู่ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่า แผนการต่างๆ จะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐได้มากพอสมควร

 

คลังจัดเก็บรายได้ 11 เดือนแรกต่ำเป้า

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของกระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) โดยระบุว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 2,504,140 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.9% ‘แต่ต่ำกว่าประมาณการ 1.3%’ เนื่องมาจากภาษีรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ จากมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และปริมาณรถยนต์ที่ชำระภาษีต่ำกว่าที่ประมาณการไว้

 

นอกจากนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการจากการใช้สิทธิประโยชน์จากเขตปลอดอากรเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างไรก็ดี การจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่นและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ โดยกระทรวงการคลังได้มีการติดตาม

การจัดเก็บรายได้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารรายได้ให้เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้มั่นคง

 

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอการทบทวน ‘ทั้งสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้และมาตรการยกเว้นภาษี’ เป็นสิ่งที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องบ่อยครั้ง รวมถึง รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 15 ปีระหว่าง (ปี 2548 และ 2563) รายการสิทธิลดหย่อนภาษีในแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 90 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ‘เพิ่มขึ้นอย่างมาก’

 

The post ปฏิรูประบบภาษี! ‘ดร.เอกนิติ’ รมว.คลังเร่งทบทวน สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้-มาตรการยกเว้นภาษี หวังเพิ่มรายได้ภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘One Big, Beautiful Bill’ ใกล้ผ่านเป็นกฎหมาย สหรัฐฯ ลุยปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ แต่เพิ่มความเสี่ยงเครดิตเรตติ้งและเงินดอลลาร์ https://thestandard.co/one-big-beautiful-bill-nears-approval/ Wed, 02 Jul 2025 11:50:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1092108

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ ที่รู้จ […]

The post จับตา ‘One Big, Beautiful Bill’ ใกล้ผ่านเป็นกฎหมาย สหรัฐฯ ลุยปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ แต่เพิ่มความเสี่ยงเครดิตเรตติ้งและเงินดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ ที่รู้จักกันในชื่อ ‘One Big, Beautiful Bill Act’ (OBBBA) ด้วยคะแนนฉิวเฉียด 51 ต่อ 50 เสียง ไปในคืนวันอังคารที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม)

 

โดยร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปลงคะแนนเสียงยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งเหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวก็จะสามารถเสนอร่างให้ประธานาธิบดีลงนามได้ทันก่อนเส้นตายวันที่ 4 กรกฎาคมนี้

 

ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อสานต่อนโยบาย ‘American First’ ซึ่งจะทำให้การลดภาษีจาก Tax Cut Jobs Act ในปี 2017 ที่กำลังจะหมดอายุในปลายปีนี้ กลายเป็นมีผลถาวร และมีสาระสำคัญที่น่าจับตา ดังนี้

 

สหรัฐฯ เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ ร่างดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการเพิ่มภาระงบประมาณ และเพิ่มหนี้สาธารณะจนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้ว่าหนี้สาธารณะสหรัฐฯ อาจแตะเพดานหนี้ในเดือนสิงหาคมนี้

 

ด้านสำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) คาดการณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้งบประมาณสหรัฐขาดดุลขึ้นอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 10 ปี และมองว่า สหรัฐฯ อาจผิดนัดชำระหนี้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายนปีนี้ได้

 

ล่าสุด วุฒิสภาได้อนุมัติขยายเพดานหนี้เพิ่มอีก 5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มอำนาจในการกู้ยืมของรัฐบาลกลาง ซึ่งสูงกว่าสภาล่างที่เสนอให้ขยายเพียง 4 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น โดยปัจจุบัน สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า ร่างกฎหมาย ‘One Big, Beautiful Bill’ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากนัก เพราะเป็นการชดเชยกันระหว่างการลดรายจ่ายบางส่วน เพื่อนำไปเพิ่มรายจ่ายอีกส่วน ทำให้จะยังไม่มีผลกระทบสำคัญให้เห็นภายใน 1-2 ปีนี้

 

ทั้งนี้ ดร.จิติพล ชี้ว่า ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้ที่ต้องพึ่งพาโครงการคุ้มครองทางสังคมแทน รวมถึงภาคธุรกิจยานยนต์ที่อาจต้องปรับทิศทางกิจการต่อไป หลังถูกตัดลดสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

‘หนี้สาธารณะ’ เรื่องเล็ก ‘เครดิตเรตติ้ง’ เรื่องใหญ่

 

แม้ร่างกฎหมายดังกล่าว อาจทำให้สหรัฐขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ และมีหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ ตลอดทศวรรษข้างหน้า แต่ ดร.จิติพล มองว่า “ไม่เป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ สามารถพิมพ์เงินเองได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์มากกว่า”

 

เมื่อพิจารณาระดับหนี้ที่จะสูงขึ้น ดร.จิติพล ชี้ว่า สหรัฐจำเป็นต้องมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงถึง 5%-6% จึงจะสามารถรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีได้ เพื่อคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ให้อยู่ในระดับ AA

 

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันอยู่เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งประเมินเครดิตเรตติ้งได้แค่ระดับ BBB เท่านั้น

 

ด้วยแนวโน้มเรตติ้งเช่นนี้ สกุลเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในที่สุด และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ จะต้องสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่อไป ฉะนั้นแล้ว โจทย์สำคัญของสหรัฐฯ จึงอยู่ที่เครดิตเรตติ้ง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นหลัก

 

ปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ ไล่ตั้งแต่ลดภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มเกือบ 2 เท่า

 

นอกจากผลกระทบต่อเรื่องการคลังสหรัฐฯ แล้ว หาก One Big, Beautiful Bill ผ่านเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้จริง สิ่งที่จะตามมาคือการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ ซึ่งจะครอบคลุมหลายด้าน 

 

เริ่มจากขยายการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มเป็น 1,000 ดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 1,500 ให้กับหัวหน้าครอบครัว ส่วนคู่สมรสจะได้รับการลดหย่อนเป็นจำนวน 2,000 ดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วได้รับการขยายเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2017

 

โดยร่างกฎหมายของวุฒิสภา ได้ปรับเพิ่มการลดหย่อนให้กับผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเป็น 6,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ 4,000 ดอลลาร์ แต่รายได้รวมจะต้องไม่เกิน 75,000 ดอลลาร์ หากยื่นแบบโสด และไม่เกิน 150,000 ดอลลาร์ หากยื่นแบบสมรส ซึ่งมาตรการทั้งหมดกล่าวมาจะมีผลชั่วคราวถึงปี 2028 เท่านั้น

 

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือพนักงานในภาคบริการและความงาม โดยจะยกเลิกภาษีทั้งหมดที่เรียกเก็บจากทิป และค่าล่วงเวลา (OT) รวมถึงหักลดหย่อนดอกเบี้ยสินเชื่อ สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ประกอบในอเมริกา ซึ่งมีผลถึงปี 2028 เช่นกัน

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังหักลดหย่อนภาษีระดับมลรัฐและภาษีระดับท้องถิ่น (SALT) เพิ่มจาก 10,000 ดอลลาร์ เป็น 40,000 ดอลลาร์ ซึ่งวุฒิสภาคงมาตรการดังกล่าวให้มีผลถึงปี 2028 เท่านั้น

 

ทั้งนี้ วุฒิสภาเห็นชอบให้หักภาษีลดหย่อนบุตรเพิ่มเป็น 2,200 ดอลลาร์ จากเดิมที่ 2,000 ดอลลาร์ แต่ยังต่ำกว่าที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอไว้ 300 ดอลลาร์ และวุฒิสภาปรับให้ลดหย่อนแค่ฝ่ายเดียว ต่างจากสภาล่างที่อนุมัติให้ลดหย่อนได้ทั้งพ่อและแม่

 

ลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านพลังงานทดแทน

 

ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะมีการปรับยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายประการที่เคยใช้สมัยรัฐบาลโจ ไบเดน เพื่อดึงดูดภาคธุรกิจและผู้บริโภคให้เข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยจะสิ้นสุดลงปลายปีนี้ เช่นเดียวกับเงินอุดหนุนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด

 

อย่างไรก็ตาม วุฒิสภาเลือกลงมติถอนภาษีสรรพสามิตที่จะเรียกเก็บต่ออุตสาหกรรมพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ออกไปในนาทีสุดท้าย โดยยังคงสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ แต่จะลดอัตราลดหย่อนเหลือเพียง 60% หากเริ่มดำเนินการในปี 2026 ก่อนจะเหลือ 20% หากเริ่มในปี 2027 และจะมีผลถึงปี 2028 เท่านั้น

 

ตัดงบโครงการคุ้มครองทางสังคม

 

เพื่อชดเชยงบประมาณที่ลดลงจากการลดหย่อนภาษี พรรครีพับลิกันจำเป็นต้องตัดงบโครงการคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ขนาดใหญ่ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่ Medicaid ซึ่งเป็นโครงการประกันสุขภาพของรัฐที่คุ้มครองผู้มีรายได้ต่ำ และผู้ทุพพลภาพ และโครงการแสตมป์อาหาร (SNAP)

 

ทางวุฒิสภาได้เพิ่มข้อจำกัดในการใช้สิทธิ์ Medicaid มากขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ขอใช้สิทธิ์ จำเป็นต้องทำงานหรือเป็นอาสาสมัครอย่างน้อย 80 ชั่วโมงต่อเดือน เริ่มในเดือนธันวาคมปี 2026 และกำหนดให้มีการลงทะเบียนใหม่จากเดิมปีละครั้ง เป็นทุก 6 เดือน ซึ่งผู้ลงทะเบียนจะต้องแสดงหลักฐานยืนยันรายได้และที่พำนักอีกด้วย

 

นอกจากนี้ วุฒิสภายังมีการเสนอให้ลดภาษีผู้ให้บริการ Medicaid ลงเหลือ 3.5% จาก 6% เริ่มในปี 2032 ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับสมาชิกรีพับลิกันบางส่วนในรัฐที่ได้รับประโยชน์จากภาษีส่วนนี้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในชนบท ทำให้วุฒิสภาต้องชะลอการลดภาษี และเพิ่มเงินทุนให้กับโรงพยาบาลในชนบทอีก 50,000 ล้านดอลลาร์

 

ส่วนโครงการแสตมป์อาหาร รัฐบาลกลางต้องการให้รัฐต่าง ๆ มีส่วนร่วมมากขึ้น โดยจะให้เงินสนับสนุนรัฐที่มีอัตราการจ่ายเงินผิดพลาดน้อยกว่า 6% ต่อไป แต่รัฐที่เหลือจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 5% ถึง 15% ของค่าใช้จ่าย และมีผลในปี 2028

 

เพิ่มความมั่นคงชายแดน

 

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) จะได้รับงบประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับสถานที่กักกัน และอีก 14,000 ล้านดอลลาร์ ในการดำเนินการเนรเทศ รวมถึงเพิ่มงบสำหรับจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมอีก 10,000 คนภายในปี 2029

 

ทั้งนี้ จะมีการจัดสรรเงินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการก่อสร้างป้อมชายแดนใหม่ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงกั้นชายแดนที่ติดกับเม็กซิโกด้วย

 

อ้างอิง:

The post จับตา ‘One Big, Beautiful Bill’ ใกล้ผ่านเป็นกฎหมาย สหรัฐฯ ลุยปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ แต่เพิ่มความเสี่ยงเครดิตเรตติ้งและเงินดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย “Big, Beautiful Bill” ของทรัมป์ คืออะไร มีอะไรที่สำคัญบ้างในนั้น และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? https://thestandard.co/big-beautiful-bill/ Wed, 02 Jul 2025 08:12:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1091938 big-beautiful-bill

วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายขนาดม […]

The post วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย “Big, Beautiful Bill” ของทรัมป์ คืออะไร มีอะไรที่สำคัญบ้างในนั้น และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
big-beautiful-bill

วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายขนาดมหึมาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หรือที่เขาเรียกว่า “Big, Beautiful Bill” เมื่อวันอังคาร (1 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา หลังจากการอ่าน ถกเถียง และลงมติในชุดแก้ไขต่อเนื่องเกือบ 48 ชั่วโมง

 

ร่างกฎหมายนี้ยังต้องเผชิญเส้นทางที่ท้าทายในการผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะกลายเป็นกฎหมายฉบับสมบูรณ์ โดยเนื้อหาในร่างฉบับนี้รวมถึงการตัดลดงบประมาณในโครงการสุขภาพและโภชนาการยอดนิยม ขณะเดียวกันก็ให้การลดภาษีรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์

 

“Big, Beautiful Bill” คืออะไร?

 

นี่คือร่างกฎหมายชุดใหญ่ที่รวมหลายมาตรการเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งการลดภาษี, เพิ่มงบประมาณในด้านกลาโหมและความมั่นคงชายแดน, และการตัดงบสวัสดิการสังคม

 

เป้าหมายหลักของร่างนี้ คือการขยายเวลาการลดภาษีตามนโยบายเดิมของทรัมป์ในปี 2017 ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในปลายปี 2025 โดยร่างนี้จะทำให้การลดภาษีส่วนใหญ่มีผลถาวร พร้อมเพิ่มงบประมาณให้กับนโยบายด้านความมั่นคงชายแดน กองทัพ และโครงการพลังงานบางประเภท

 

เพื่อชดเชยงบประมาณบางส่วน รัฐบาลจะตัดลดงบด้านสุขภาพและอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อย

 

ตามการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ร่างกฎหมายนี้จะทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่หนี้รวมของรัฐบาลอยู่ที่ราว 36.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

อะไรอยู่ในร่างกฎหมายนี้บ้าง?

 

ลดภาษี

 

ทรัมป์เคยลงนามในกฎหมาย Tax Cuts and Jobs Act เมื่อปี 2017 ที่ให้การลดหย่อนภาษีและเพิ่มการหักลดหย่อนมาตรฐาน โดยเน้นผลประโยชน์ต่อกลุ่มรายได้สูงเป็นหลัก ร่างใหม่นี้จะขยายผลการลดภาษีให้เป็นถาวร และเพิ่มการลดหย่อนเพิ่มเติมตามที่ทรัมป์หาเสียงไว้

 

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการปรับเพิ่มเพดานการหักภาษีท้องถิ่น (State and Local Taxes – SALT deduction) จาก 10,000 ดอลลาร์ เป็น 40,000 ดอลลาร์ เป็นเวลา 5 ปี

 

นอกจากนี้ ผู้เสียภาษียังสามารถหักรายได้จากทิป, ค่าล่วงเวลา, และดอกเบี้ยจากเงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ได้ รวมแล้ว มูลค่าการลดภาษีอยู่ที่ประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์

 

เครดิตภาษีเด็ก (Child Tax Credit)

 

หากร่างนี้ไม่ผ่าน เครดิตภาษีบุตรต่อคนต่อปีจะลดลงจาก 2,000 ดอลลาร์ เหลือ 1,000 ดอลลาร์ในปี 2026 แต่หากผ่าน ร่างนี้จะเพิ่มเครดิตเป็น 2,200 ดอลลาร์ ต่อคนต่อปี

 

ความมั่นคงชายแดน

 

ร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับนโยบายความมั่นคงของทรัมป์ โดยประกอบด้วย

 

  • งบ 46,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐฯ–เม็กซิโก
  • งบ 45,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มจำนวนเตียงในศูนย์กักตัวผู้อพยพ
  • งบเพิ่มเติมสำหรับการจ้างเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) เพิ่มอีก 10,000 คน ภายในปี 2029 เพื่อรองรับแผนการเนรเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ตัดงบ Medicaid และ SNAP

 

เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในด้านอื่น พรรครีพับลิกันเสนอให้ตัดงบ Medicaid และโครงการอาหาร SNAP โดยระบุว่า ต้องการปรับเป้าโครงการให้มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางจริง ๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์, เด็ก, และผู้พิการ รวมถึงป้องกันการใช้สิทธิเกินจริง

 

อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลของ CBO หากร่างนี้กลายเป็นกฎหมาย จะมีชาวอเมริกันราว 11.8 ล้านคน ไม่มีประกันสุขภาพ ภายในปี 2034

 

ลดสิทธิประโยชน์พลังงานสะอาด

 

ร่างนี้ยังเสนอให้ลดหรือยกเลิกแรงจูงใจด้านภาษีที่เคยผลักดันภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act ของประธานาธิบดีไบเดน โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะหมดอายุเร็วขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ แทนที่จะสิ้นสุดในปี 2032

 

ใครได้ประโยชน์มากที่สุด?

 

จากข้อมูลของ Budget Lab มหาวิทยาลัยเยล ระบุว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากร่างนี้ ในขณะที่กลุ่มรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบด้านลบ

  • กลุ่มรายได้น้อยที่สุด รายได้จะลดลงเฉลี่ย 2.5% เนื่องจากถูกตัดสวัสดิการ
  • กลุ่มรายได้สูง รายได้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.2%

 

ใครโหวตให้ร่างนี้ผ่าน?

 

สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ลงมติเห็นชอบ และสามารถผ่านร่างนี้ด้วยคะแนน 51 ต่อ 50 โดยเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี เป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด

 

ทรัมป์ตั้งเป้าให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาคองเกรสทั้งหมดให้ทันภายในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่า “เป็นเรื่องยากมาก” ที่จะสำเร็จตามเส้นตายดังกล่าว เนื่องจากยังต้องรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร

 

พรรครีพับลิกันต่างชื่นชมว่าเป็น “ชัยชนะครั้งสำคัญ” ส่วนทรัมป์กล่าวว่า “เป็นข่าวที่ไพเราะที่สุดที่เคยได้ยิน” 

 

ขณะที่พรรคเดโมแครตวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดย ส.ว. ชัค ชูเมอร์ กล่าวในสภาว่า “วันนี้จะตามหลอกหลอนพรรครีพับลิกันไปอีกนาน” และ “พวกเขาเปื้อนรอยอัปยศให้กับวุฒิสภาแห่งนี้”

 

องค์กรหอการค้าสหรัฐฯ และอีกกว่า 145 องค์กรสนับสนุนร่างนี้ โดยชี้ว่าจะส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน แต่ในอีกด้าน กลุ่มด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเตือนว่า ร่างนี้จะทำให้ผู้คนจำนวนมากตกหล่นจากระบบ และเพิ่มค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่รัฐต้องแบกรับ

 

ทั้งนี้ นักข่าวจากวอชิงตันของ Al Jazeera รายงานจากผลสำรวจความเห็นล่าสุดที่พบว่าการสนับสนุนร่างนี้ลดลง “เดิมทีทรัมป์ได้รับการสนับสนุนมากกว่า 50% แต่ตอนนี้ลดลงต่ำกว่านั้น เพราะประชาชนเริ่มเห็นว่า ร่างนี้อาจตัดสิทธิสวัสดิการที่เขาเคยให้คำมั่นว่าจะปกป้องไว้” 

 

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อ?

 

ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่คณะกรรมาธิการกฎของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะพิจารณาว่าจะจัดการอภิปรายในชั้นสภาอย่างไร หากผ่านขั้นตอนนี้ ร่างกฎหมายจะเข้าสู่การอภิปรายและลงมติในที่ประชุมสภาเต็มรูปแบบ อาจเร็วที่สุดในวันพุธนี้

 

หากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับฉบับที่วุฒิสภาแก้ไข ร่างจะถูกส่งตรงให้ทรัมป์ลงนามเป็นกฎหมาย แต่หากไม่เห็นชอบ ก็อาจส่งกลับวุฒิสภา หรือจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างสองสภาเพื่อหาข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน

 

ภาพ: Evelyn Hockstein /  REUTERS 

 

อ้างอิง:

The post วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย “Big, Beautiful Bill” ของทรัมป์ คืออะไร มีอะไรที่สำคัญบ้างในนั้น และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึก ‘แผนปฏิรูปภาษี 15-15-15’ อุ้มคนรวย ทำคนจนลำบาก จริงหรือ? | Exclusive Interview EP.18 https://thestandard.co/wealth-exclusive-interview-ep-18/ Fri, 31 Jan 2025 09:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1036604 wealth-exclusive-interview-ep-18

ขณะที่รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับ ‘การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ […]

The post ชมคลิป: เจาะลึก ‘แผนปฏิรูปภาษี 15-15-15’ อุ้มคนรวย ทำคนจนลำบาก จริงหรือ? | Exclusive Interview EP.18 appeared first on THE STANDARD.

]]>
wealth-exclusive-interview-ep-18

ขณะที่รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับ ‘การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่’ ท่ามกลางปัญหาขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต โดยบางกระแสข่าวก็ระบุว่า รัฐบาลอาจใช้สูตร 15-15-15 กล่าวคือ

 

การปรับ ‘ขึ้น’ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับ 10% ไปสู่ระดับ 15%
การปรับ ‘ลด’ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากระดับ 20% ไปสู่ระดับ 15%
การปรับ ‘ลด’ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากระดับสูงสุดที่ 35% ไปสู่ระดับ 15%

 

โดยแนวคิดเบื้องหลังสูตรนี้ อาจมาจากความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดการลงทุนในประเทศให้เพิ่มขึ้น ผ่านการปรับ ‘ลด’ อัตราภาษีเงินได้ และปรับ ‘ขึ้น’ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อชดเชย

 

อย่างไรก็ตาม หากการปฏิรูปภาษีเป็นไปตามสูตรนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดอาจเป็นบริษัทขนาดใหญ่และผู้มีรายได้สูงหรือไม่ ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางอาจต้อง ‘แบก’ หรือรับภาระทางภาษีมากขึ้น หรือจนอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยแย่ลง

 

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหลายคน รวมถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยวันนี้ต้องการ ‘การปฏิรูปภาษี’ อย่างจริงจัง

 

กระน้ัน ประเทศไทยควรวางแผน ‘การปฏิรูปภาษี’ อย่างไร ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศมากที่สุด เพื่อเพิ่มการจัดเก็บรายได้และการขาดดุลทางการคลังของรัฐบาล ช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมๆ กัน

 

ร่วมหาคำตอบกับ รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

The post ชมคลิป: เจาะลึก ‘แผนปฏิรูปภาษี 15-15-15’ อุ้มคนรวย ทำคนจนลำบาก จริงหรือ? | Exclusive Interview EP.18 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ตอบกระทู้ศิริกัญญา ยืนยันภาษี 15% เป็นเพียงแนวทางศึกษา หวังผลลัพธ์ที่ดีสุด ไม่มีธง เพื่อให้เป็นอิสระ https://thestandard.co/jullapan-responds-sirikanya/ Thu, 12 Dec 2024 10:11:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1018951 จุลพันธ์ตอบกระทู้ศิริกัญญา ยืนยันภาษี 15%

วันนี้ (12 ธันวาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นก […]

The post จุลพันธ์ตอบกระทู้ศิริกัญญา ยืนยันภาษี 15% เป็นเพียงแนวทางศึกษา หวังผลลัพธ์ที่ดีสุด ไม่มีธง เพื่อให้เป็นอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ตอบกระทู้ศิริกัญญา ยืนยันภาษี 15%

วันนี้ (12 ธันวาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 วาระพิจารณากระทู้ถามสด ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรีเรื่องโครงสร้างภาษี โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายให้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตอบกระทู้

 

ศิริกัญญาตั้งคำถามกรณีที่ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงปลัดกระทรวงการคลัง มีแนวคิดที่จะศึกษาว่าจะปฏิรูปโครงสร้างภาษีและการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วย โดยพิชัยเสนอภาษี 3 ตัว คือ ‘2 ลด 1 เพิ่ม’ ได้แก่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 20% เหลือ 15% การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จากเดิมจัดเก็บเป็นขั้นบันไดมาเป็นเรตเดียวกันทั้งประเทศคือ 15% และการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกันคือ 15% จึงขอทราบวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการศึกษาการปฏิรูปโครงสร้างภาษีว่าต้องการเก็บรายได้เข้ารัฐให้มากขึ้นหรือไม่ ให้โจทย์หน่วยงานที่ศึกษาไปหรือไม่ว่าต้องการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นเท่าไร อัตราที่ควรจะเป็นคือ 15% ของทั้ง 3 ภาษีใช่หรือไม่ รวมถึงตั้งโจทย์ไว้หรือไม่ว่าใครควรจะต้องรับภาระภาษีในการปฏิรูป หรือใครควรจะได้รับการลดภาษีลง

 

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า หากจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 15% จริงนั้น มีการคำนวณไว้หรือไม่ว่าทุก 1% ที่ลดลงนั้นจะทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลงเท่าไร ซึ่งหากลองคำนวณคร่าวๆ ก็จะลดลงประมาณ 30% หรือ 1.9 แสนล้านบาท และในปี 2566 ที่มีการลดภาษีลง หากดูเป็นตัวเงินจะพบว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น แต่หากเทียบกับ GDP จะพบว่าลดลงด้วยซ้ำ หรือหากจะอ้างว่าอยากลดภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาษีเพิ่มเติมจากบริษัทตามมาตรการต้องเสียภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax: GMT) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ออกกฎว่าประเทศที่เข้าร่วมต้องเก็บภาษีในอัตรา 15% แต่คิดว่ากระทรวงการคลังก็เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว

 

“การที่จะเก็บภาษีในอัตรา 15% สำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไปนั้นมีรายได้ไม่ถึง 3 แสนบาทต่อเดือน จำเป็นต้องจ่ายภาษีมากขึ้น การทำงาน 12 เดือนเท่ากับเขาต้องเสียเงินเดือน 1 เดือนไปเป็นภาษี ซึ่งกลับหัวกลับหางกับความตั้งใจของบุคคลธรรมดาที่ต้องสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี หากท่านอยากจัดเก็บรายได้ให้มากขึ้นและกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ทำไมจึงเลือกที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง ทำให้คนธรรมดาต้องจ่ายภาษีเพิ่ม และกลับไปเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม” ศิริกัญญากล่าว

 

จากนั้นจุลพันธ์ชี้แจงว่า กระทรวงการคลังศึกษาการปฏิรูปภาษีอย่างจริงจัง รวมถึงแนวความคิดในการเดินหน้าภาษีชดเชยให้กับผู้ยากไร้ เรียกว่าสวัสดิการถ้วนหน้าผ่านทางโครงสร้างภาษี เรามีปัญหาในเรื่องโครงสร้างภาษีมาอย่างยาวนาน การจัดเก็บรายได้ของรัฐเทียบกับ GDP 14% เศษ ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานของโลกค่อนข้างมาก ที่เฉลี่ยจะตกอยู่ที่ 18% สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ถึงตัวเลขที่เราต้องการมาจากการลดหย่อนหลายเรื่อง รวมถึง VAT ภาษีเงินได้ประเภทต่างๆ ผูกพันกันจนเป็นใยเดียวกัน จึงต้องมาศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อให้รัฐจัดเก็บรายได้มากขึ้นและเกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะมีความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งต้องกระทบกับประชาชนให้ได้น้อยที่สุด

 

“ตัวเลขไม่มีการตั้งเป้าว่าเป็นเท่าไร แต่แนวความคิดที่พูดคุยกัน ตัวเลข 15% ก็เป็นไปได้ว่ามีการพูดคุยกันในระดับนานาชาติ เช่น OECD พูดถึงภาษีเงินได้นิติบุคคล 15% เป็นขั้นต่ำ โดยหลักคิดทุกประเทศไม่ควรมีการแข่งขันกันในเรื่องลดอัตราภาษีอีกต่อไปแล้ว ในอดีตแข่งกันลดราคา ลดหย่อน สุดท้ายไม่มีรายได้เข้ารัฐพอที่จะนำไปพัฒนาประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้จึงมีเกณฑ์ขึ้นมาว่าทุกประเทศเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% สุดท้ายคงเป็นทิศทางของโลกที่จะต้องไหลเข้าสู่ตัวเลขนี้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ เราก็คิดว่า 15% เป็นหนึ่งในตัวเลือกเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายจะต้องดึงตัวเลขทั้งหมดเข้ามาอยู่ที่ 15% อยู่ในขั้นตอนของการศึกษา ท่านก็รู้ว่ากระบวนการเรื่องภาษีไม่สามารถเปลี่ยนแบบพลิกฟ้าพลิกดินได้ มีเรื่องของระยะเวลา” จุลพันธ์กล่าว

 

จุลพันธ์ยังชี้แจงเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า ยังไม่มีข้อตกลง ข้อสั่งการ และความชัดเจนใดๆ เป็นเพียงแค่แนวความคิด แต่ข้อเสนอนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศให้มากขึ้น ไทยกำลังจะเข้าร่วม OECD พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้เก็บภาษีแบบแนวระนาบ แต่เป็นภาษีแบบคนรวยจ่ายมากกว่าคนจน อย่างไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันและผลกระทบกับประเทศ ที่มีความเกี่ยวเนื่องทั้งเรื่องการแข่งขันทางการค้าและคู่ค้า เพื่อกำหนดให้เป็นอัตราที่เหมาะสม

 

“ไม่มีโจทย์ ไม่มีเป้า ไม่มีธง เราก็จะเดินหน้าไป และหวังว่าสุดท้ายเราจะได้โจทย์ที่ดีที่สุด และสุดท้ายกลไกเหล่านี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็มีโอกาสกลับมาหารือกันในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาอีกอยู่ดี ท่านคงได้มีโอกาสพูดคุยกับผมอีกครั้งหนึ่ง” จุลพันธ์กล่าว

 

ศิริกัญญากล่าวว่า จากการฟังรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็รู้สึกเหนื่อย เพราะไม่มีเป้าหมาย เราจะไปอย่างไรต่อ และไม่รู้ว่าปฏิรูปเสร็จแล้วจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ รวมถึงท่านยังคิดที่จะดึงดูดนักลงทุนด้วยภาษี ทั้งที่หากเข้าร่วมกับภาคีนี้ก็ต้องเก็บภาษีที่ 15% เหมือนกันหมด แทนที่จะไปเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านอื่นๆ หรือเพิ่มทักษะให้คนไทยด้วยกันเอง แต่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะท่านก็ไม่มีโจทย์ ไม่มีธง เท่ากับสิ่งที่พูดไปก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

 

จุลพันธ์จึงตอบติดตลกว่า “เอาใจท่านยากพอสมควร พอตอบว่ามีธง มีเป้าหมาย แล้วท่านก็จะมาอีกวิธีหนึ่ง จึงบอกว่าไม่มีธง เพราะเปิดการศึกษาให้เป็นอิสระ”

 

ก่อนจุลพันธ์จะย้ำว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้ ส่วนตัวก็ไม่กล้าที่จะการันตีประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นคนพูด เพราะยังไม่เคยได้ยินจริงๆ ไม่แน่ใจว่าจับประเด็นมาถูกต้องหรือไม่ด้วยซ้ำ ซึ่งหวังว่าถูก แต่สุดท้ายไม่เป็นไร มีประเด็นจั่วหัวมาแล้วอย่างนี้คงมีเวลาในสภากันอีกครั้งหนึ่ง

The post จุลพันธ์ตอบกระทู้ศิริกัญญา ยืนยันภาษี 15% เป็นเพียงแนวทางศึกษา หวังผลลัพธ์ที่ดีสุด ไม่มีธง เพื่อให้เป็นอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปฏิรูปภาษี’ แม้จะทำให้รายได้รัฐเพิ่มเกือบ 8 แสนล้านบาท แต่อาจแลกด้วยเศรษฐกิจที่หดตัว -2.4% https://thestandard.co/tax-reform-impact-thailand-economy/ Mon, 09 Dec 2024 09:05:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1017676 ‘ปฏิรูปภาษี’

The post ‘ปฏิรูปภาษี’ แม้จะทำให้รายได้รัฐเพิ่มเกือบ 8 แสนล้านบาท แต่อาจแลกด้วยเศรษฐกิจที่หดตัว -2.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปฏิรูปภาษี’

The post ‘ปฏิรูปภาษี’ แม้จะทำให้รายได้รัฐเพิ่มเกือบ 8 แสนล้านบาท แต่อาจแลกด้วยเศรษฐกิจที่หดตัว -2.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกล ยื่นกฎหมายเปลี่ยนประเทศเข้าสภาอีก 4 ชุด ‘ปฏิรูประบบภาษี-ปฏิรูปที่ดิน-คืนชีวิตชาวประมง-คุ้มครองสิทธิแรงงาน’ https://thestandard.co/mfp-law-to-change/ Thu, 24 Aug 2023 10:46:16 +0000 https://thestandard.co/?p=833414

วันนี้ (24 สิงหาคม) ที่รัฐสภา สส. พรรคก้าวไกล นำโดย เซี […]

The post ก้าวไกล ยื่นกฎหมายเปลี่ยนประเทศเข้าสภาอีก 4 ชุด ‘ปฏิรูประบบภาษี-ปฏิรูปที่ดิน-คืนชีวิตชาวประมง-คุ้มครองสิทธิแรงงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 สิงหาคม) ที่รัฐสภา สส. พรรคก้าวไกล นำโดย เซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ, พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ และ ศักดินัย นุ่มหนู สส. ตราด พร้อมด้วย สส. พรรคก้าวไกลในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลและทำการประมง ร่วมแถลงข่าวเสนอร่างกฎหมายเปลี่ยนประเทศ จำนวน 4 ชุด รวม 10 ฉบับ ได้แก่ ชุดกฎหมายปฏิรูประบบภาษี 3 ฉบับ, ชุดกฎหมายปฏิรูปที่ดิน 2 ฉบับ, ชุดกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน 4 ฉบับ และชุดกฎหมายคืนชีวิตชาวประมง 1 ฉบับ 

 

พริษฐ์กล่าวว่า ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าพรรคก้าวไกลทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์และพร้อมทำงานเชิงรุก คือไม่เพียงแต่ตรวจสอบทักท้วงการทำงานของรัฐบาลที่เราคิดว่าไม่ตอบโจทย์ประเทศ แต่จะทำงานเชิงรุกในการผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงที่เราได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวิธีหนึ่งที่สามารถผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงได้ คือการเสนอชุดกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภา 

 

“จำนวน สส. ก้าวไกล 150 คน หากกฎหมายที่เราเสนอได้รับความเห็นชอบจาก สส. อีก 100 คนขึ้นไป จะทำให้กฎหมายนั้นผ่านสภา นโยบายหลายอย่างที่เราสื่อสารกับพี่น้องประชาชนจะเป็นจริงได้ แม้พรรคก้าวไกลไม่ได้มีอำนาจฝ่ายบริหาร” พริษฐ์ระบุ 

 

พริษฐ์กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลได้ยื่นชุดกฎหมายเปลี่ยนประเทศอย่างต่อเนื่อง วันนี้ยื่นเพิ่มเติมอีก 4 ชุด คือ 1. ชุดปฏิรูประบบภาษี ให้รัฐหารายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเก็บภาษีที่ดินแบบรวมแปลง 2. ชุดปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฏิรูปที่ดินที่พรรคเสนอในช่วงการเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นคือร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดอย่างเป็นธรรม โดยวันนี้เสนอร่างกฎหมายเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีร่างกฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับอื่นๆ ที่จะเสนอในครั้งต่อไป 3. ชุดกฎหมายเกี่ยวกับการประมง ซึ่งพรรคก้าวไกลเสนอตั้งแต่สภาชุดที่แล้วแต่ค้างการพิจารณาอยู่ ดูแนวโน้มว่า ครม. ชุดใหม่จะยืนยันร่างดังกล่าวไม่ทัน เราจึงยื่นร่างกฎหมายประมงเข้าสู่สภาอีกครั้ง และ 4. ชุดคุ้มครองสิทธิแรงงาน 

 

ด้าน ศักดินัย นุ่มหนู กล่าวถึงชุดกฎหมายประมงว่า ในสภาชุดที่แล้วได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาของพี่น้องชาวประมง จนถึงวันนี้ความเดือดร้อนยังไม่คลี่คลาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยื่นกฎหมายเข้าไปใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ปัญหาของพี่น้องประมงทั้ง 22 จังหวัดทั่วประเทศได้รับการดูแลแก้ไข โดยในแง่กระบวนการ พี่น้องชาวประมงได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในร่างกฎหมายฉบับนี้ 

 

ขณะที่ เซีย จำปาทอง กล่าวว่า พรรคก้าวไกลมีความตั้งใจผลักดันกฎหมายที่เราได้นำเสนอต่อประชาชน แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีสิทธิในการรวมตัว การเจรจาต่อรอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มีชั่วโมงการทำงานน้อยลง และผู้สูงอายุจะมีหลักประกันรายได้อย่างเพียงพอ โดยกฎหมายเหล่านี้พี่น้องแรงงานได้มีส่วนร่วมในการเสนอตั้งแต่ต้น และขอยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นจริง

 

จากนั้นเครือข่ายผู้ใช้แรงงานกลุ่มต่างๆ ซึ่งร่วมการแถลงข่าว ได้กล่าวสนับสนุนชุดกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานของพรรคก้าวไกล โดยตัวแทนจากสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างระบุว่า กฎหมายเดิม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ไม่สอดคล้องกับการจ้างงานในปัจจุบัน ร่างกฎหมายสหภาพแรงงานที่เสนอในวันนี้จึงมีความสำคัญ พูดถึงประชาธิปไตยในที่ทำงาน ทำให้คนทำงานมีสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพ มีอำนาจในการต่อรอง 

 

ขณะที่ตัวแทนกลุ่มแรงงานนอกระบบ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.บำนาญถ้วนหน้าของพรรคก้าวไกล โดยชี้ว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปัจจุบัน ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ไม่สามารถสร้างความมั่นคงในชีวิต บำนาญถ้วนหน้าของพรรคก้าวไกลจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ส่วนตัวแทนแรงงานจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวสนับสนุนนโยบายลาคลอด 180 วัน ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสุขภาพของผู้หญิง สอดคล้องกับหลักสากลขององค์การอนามัยโลก

The post ก้าวไกล ยื่นกฎหมายเปลี่ยนประเทศเข้าสภาอีก 4 ชุด ‘ปฏิรูประบบภาษี-ปฏิรูปที่ดิน-คืนชีวิตชาวประมง-คุ้มครองสิทธิแรงงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BEPS 2.0 ผลกระทบและความท้าทายจากการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก https://thestandard.co/beps-2-0-impact-and-challenge/ Fri, 03 Dec 2021 06:46:44 +0000 https://thestandard.co/?p=567314 BEPS 2.0

จากบทความที่แล้วเรื่อง ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 […]

The post BEPS 2.0 ผลกระทบและความท้าทายจากการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BEPS 2.0

จากบทความที่แล้วเรื่อง ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 ได้กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีกรอบความร่วมมือทางภาษี หรือ Inclusive Framework กับประเทศอื่นๆ อีกหลายร้อยกว่าประเทศทั่วโลกในปี 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาที่บริษัทข้ามชาติเลี่ยงภาษีโดยวิธีกัดกร่อนฐานภาษีและเคลื่อนย้ายกำไร หรือ Base Erosion and Profit Shifting (BEPS) โดยมีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) เป็นหัวเรือใหญ่ในการออกมาตรการ 15 ข้อ (15 BEPS action points) เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม OECD เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการศึกษาหนทางผสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบแนวทางที่เรียกว่า BEPS 2.0 เพื่อพิชิตความท้าทายด้านการจัดเก็บภาษีในโลกยุคดิจิทัลและข้อจำกัดในการจัดเก็บภาษีภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา OECD ประเทศกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่และสหภาพยุโรป (หรือ G20) และประเทศภาคี Inclusive Framework (รวมถึงประเทศไทย) ได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก โดยยึดตามกฎเกณฑ์ภายใต้ BEPS 2.0 ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้างจากการแก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้ของประเทศที่ร่วมลงนามทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

 

BEPS 2.0 ถือได้ว่าเป็น Game Changer หรือสิ่งที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมของกลุ่มบริษัทข้ามชาติทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงแนวทางการวางแผนภาษีที่เคยมีในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง โดย BEPS 2.0 ตั้งอยู่บนสองเสาหลัก (Two Pillars) ดังนี้

 

  • เสาหลักแรก หรือ Pillar One เป็นความตกลงระหว่างประเทศที่ริเริ่มแนวคิดใหม่ให้แต่ละประเทศมีสิทธิ์ในการจัดเก็บภาษีโดยไม่ต้องคำนึงว่ามีตัวตนในทางกายภาพ (Physical Presence) ในประเทศดังกล่าว เช่น มีบริษัท สาขา หรือผู้ทำการแทนดังในอดีต 
  • กลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้จากงบการเงินรวมมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโร จะต้องมีการแบ่งสรรกำไรเพิ่มอีกร้อยละ 25 ในส่วนที่มีอัตราการทำกำไรก่อนภาษีเกินจากร้อยละ 10 ให้กับประเทศที่ทำการตลาดและขายกับลูกค้าปลายทาง (End Customers) ตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้าเงื่อนไขและมีบริษัทลูกในไทยเป็นผู้ทำการขายและการตลาดกับลูกค้าในประเทศไทย (Market Jurisdiction) จะมีการแบ่งสรรกำไรจากบริษัทแม่ให้กับบริษัทลูกในไทยเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจะได้ภาษีมากขึ้นจาก Pillar One
  • ในทางกลับกันบริษัทข้ามชาติจากประเทศไทยที่มีบริษัทลูกอยู่ต่างประเทศและเข้าเงื่อนไข Pillar One ก็ต้องแบ่งสรรกำไรและจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นใน Market Jurisdiction ที่บริษัทลูกดำเนินการขายและการตลาดให้กับ End Customers
  • ในส่วนของเสาหลักที่สอง หรือ Pillar Two เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศให้มีการกำหนดจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม (Top Up Tax) หากอัตราภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ซึ่งพิจารณาจากอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ในแต่ละประเทศนั้นต่ำกว่าร้อยละ 15
  • ตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มบริษัทข้ามชาติของต่างประเทศมีรายได้จากงบการเงินรวมเกินกว่า 750 ล้านยูโร และมีบริษัทลูกอยู่ที่ประเทศไทยที่มีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าร้อยละ 15 (อาจจะเนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI หรือมีการใช้ขาดทุนสะสม เป็นต้น) รัฐในประเทศแม่สูงสุดจะสามารถยื่นมือเข้ามามีอำนาจจัดเก็บภาษีจากกำไรในประเทศไทยเพื่อให้อัตราภาษีที่แท้จริงเป็นร้อยละ 15 
  • ในทางกลับกัน บริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่สูงสุดอยู่ที่ประเทศไทยและมีบริษัทลูกอยู่ต่างประเทศพร้อมทั้งเข้าเงื่อนไข Pillar Two กรมสรรพากรไทยมีสิทธิ์ที่จะจัดเก็บภาษีถ้าบริษัทลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยรวมมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าร้อยละ 15 

 

ทั้งนี้ OECD อยู่ในระหว่างการพัฒนากฎเกณฑ์และวางแนวทางประกอบกับเงื่อนไขให้แต่ละประเทศแก้ไขกฎหมายภาษี รวมไปถึงอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยมีกำหนดเวลาภายในต้นปี 2565 สำหรับ Pillar One และปลายเดือนพฤศจิกายน 2564 สำหรับ Pillar Two

 

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางภาษี ขอสรุปผลกระทบและความท้าทายจาก BEPS 2.0 ในสามประเด็นหลัก ดังต่อไปนี้

 

1. ความไม่แน่นอนในการกำหนดต้นทุนทางภาษีของการดำเนินธุรกิจข้ามชาติ

BEPS 2.0 ประกอบด้วยกฎเกณฑ์ที่บรรดาประเทศภาคีต้องปฏิบัติตามภายใต้ข้อตกลงพหุภาคี (Multilateral Agreement) ซึ่งจะมีผลในการแก้ไขอนุสัญญาภาษีซ้อนที่มีอยู่ระหว่างประเทศ รวมไปถึงกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายภาษีในแต่ละประเทศ รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละประเทศ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีขึ้นช้าเร็วต่างกันในแต่ละประเทศ รวมถึงเงื่อนไขที่กำหนดอาจมีเนื้อหาและความละเอียดที่ต่างกัน ส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบจาก BEPS 2.0 ในการทำธุรกรรมในแต่ละประเทศ การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดโครงสร้างการลงทุนและเคลื่อนย้ายเงินลงทุน รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายกำไรระหว่างประเทศ เมื่อคำนึงถึงต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นจากสิทธิในการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้นของหน่วยงานจัดเก็บภาษีในแต่ละประเทศ และความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกันของแต่ละประเทศ (Exchange Of Information)

 

2. ความท้าทายของแต่ละประเทศในการกำหนดนโยบายและกฎเกณฑ์ทางภาษีสำหรับบริษัทข้ามชาติ

ด้วยเหตุที่กฎเกณฑ์และเงื่อนไขรวมไปถึงการปรับใช้ BEPS 2.0 มีความละเอียดและซับซ้อน ทั้งในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ หน่วยงานจัดเก็บภาษีในแต่ละประเทศจึงอยู่ในช่วงที่เผชิญความท้าทายและแรงกดดันทางการเมืองในระดับระหว่างประเทศ ในการแก้ไขกฎหมายภาษีและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในทางที่สอดคล้องกับข้อตกลงภายใต้กรอบ BEPS 2.0 ซึ่งอาจมีผลกระทบเป็น Domino Effect ไปยังการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของบริษัทข้ามชาติในประเทศ

 

3. ความเป็นไปได้ของข้อพิพาททางภาษีที่จะเพิ่มมากขึ้น

เนื่องด้วย BEPS 2.0 เป็นเรื่องใหม่ทั้งในฝั่งของหน่วยงานจัดเก็บภาษีและผู้เสียภาษี โอกาสในการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทศและการเกิดข้อพิพาททางภาษีเป็นไปได้ว่าจะมีเพิ่มสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของการพิจารณาและตีความเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ภายใต้ BEPS 2.0 รวมถึงความพร้อมของหน่วยงานจัดเก็บภาษีในการตรวจสอบและประเมินผู้เสียภาษี

 

ในฝั่งขององค์กรธุรกิจที่เป็นผู้เสียภาษี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบขนานใหญ่จาก BEPS 2.0 ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้ โดยลองเอา Design Thinking Framework มาประยุกต์ใช้

 

  • Empathize: โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์และเงื่อนไขภายใต้ BEPS 2.0 ในรายละเอียด
  • Define: โดยประเมินผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลกในภาพรวมต่อ Supply Chain และ Operating Model เพื่อกำหนดแนวทางในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติด้านภาษีต่อกลุ่มบริษัท ควรใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน บัญชี และภาษี (Data & Analytics) เช่น ข้อมูลจาก Country-By-Country Reporting ที่มีการส่งกรมสรรพกรในปีที่ผ่านมา 
  • Ideate: โดยกำหนดแนวทางการบริหาร ปรับโครงสร้างองค์กรและการดำเนินธุรกิจในประเทศที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน และจากต้นทุนทางภาษีที่อาจเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 
  • Prototype: โดยทำ Financial Model/Simulation ขึ้นมาดูเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในอนาคตจากการปรับรูปแบบโครงสร้างและธุรกิจต่างๆ ตลอดจนจัดเตรียมข้อมูล ข้อสรุปของการศึกษาผลกระทบ (รวมไปถึงการคำนวณที่เกี่ยวข้อง) และแนวทางของกลุ่มบริษัทเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการวางแผนภาษีและบริหารความเสี่ยงทางภาษี และข้อพิพาททางภาษีที่อาจเกิดขึ้นในการตรวจสอบภาษีของหน่วยงานจัดเก็บภาษีในแต่ละประเทศ (Documentation and Substantiation)
  • Test: เริ่มมีการดำเนินการโครงสร้างธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ก่อนที่ Pillar One และ Pillar Two มีการบังคับใช้ (OECD มีแผนที่จะเริ่มใช้เบื้องต้นในปี 2566) 

 

เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจ ทาง เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างและเงื่อนไขเบื้องต้นของ BEPS 2.0 เท่านั้น ในรายละเอียด เคพีเอ็มจี ประเทศไทย มีคณะทำงานที่ปรึกษาภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ และเครื่องมือในการให้คำปรึกษาองค์กรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ในการศึกษาและรับมือผลกระทบจาก BEPS 2.0 ล่วงหน้า

 

ที่ได้กล่าวมาเป็นภาพรวมของ BEPS 2.0 อย่างไรก็ตาม องค์กรธุรกิจและบริษัทข้ามชาติยังคงต้องจับตาความเคลื่อนไหวและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีในประเทศไทยและต่างประเทศที่จะได้รับผลกระทบจาก BEPS 2.0 หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

The post BEPS 2.0 ผลกระทบและความท้าทายจากการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาประชุม G20 สุดสัปดาห์นี้ หารือแผนปฏิรูปภาษีโลก https://thestandard.co/global-tax-reform-minimum-rate-g20/ Thu, 08 Jul 2021 04:15:55 +0000 https://thestandard.co/?p=509902 ประชุม G20

ทั่วโลกจับตาการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 หรือ […]

The post จับตาประชุม G20 สุดสัปดาห์นี้ หารือแผนปฏิรูปภาษีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชุม G20

ทั่วโลกจับตาการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 หรือ G20 ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ โดยหัวข้อการหารือของการประชุมในครั้งนี้ก็คือแผนการปฏิรูปภาษี หรือ Global Tax Reform ที่ชาติสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 130 ประเทศ ยกมือสนับสนุน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

แดเนียล ฟรังโก รัฐมนตรีคลังอิตาลี แสดงความเชื่อมั่นว่า ที่ประชุม G20 จะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการเมืองที่จะเป็นฐานในการสนับสนุนนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาปัตยกรรมภาษีระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วมด้วย

 

นอกจากประเด็นในเรื่องของการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำให้เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลกแล้ว ที่ประชุมยังจะมีการหารือในเรื่องของการเดินหน้าจัดเก็บภาษีบริษัทที่เข้าไปลงทุนและทำรายได้ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศนั้นๆ ก็ตาม

 

ด้าน คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้นำชาติ G20 ต้องให้ความช่วยเหลือประเทศยากจนทั่วโลก ในการยืนหยัดเผชิญหน้ากับวิกฤตการระบาดของโควิด ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้นำ IMF วิตกกังวลมากที่สุดก็คือ ความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาติร่ำรวยกับยากจนที่กว้างมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรที่ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ หรือ G20 จะยื่นมือช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนาไม่ให้ร่วงถอยหลังมากไปกว่านี้ โดยประเด็นที่ต้องเร่งช่วยมากที่สุดก็คือการจัดหา จัดส่ง และกระจายวัคซีน ให้กับประเทศยากจน

 

ขณะที่ประเทศอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้วในปีนี้ แต่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ต่างถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพราะเข้าไม่ถึงวัคซีน ไม่สามารถควบคุมอัตราการแพร่ระบาด และขาดนโยบายสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ

 

IMF ประเมินว่า ประเทศรายได้ต่ำจำเป็นต้องได้รับเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้าเพื่อสู้กับโควิด และอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อให้ไล่ทันประเทศร่ำรวย

 

อ้างอิง:

The post จับตาประชุม G20 สุดสัปดาห์นี้ หารือแผนปฏิรูปภาษีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
G7 เตรียมปฏิรูประบบภาษีโลกครั้งใหม่: สรรพากรเชื่อมีทั้งผลบวกและผลกระทบต่อไทย มั่นใจ ‘อีอีซี’ ยังน่าลงทุน https://thestandard.co/g7-new-global-tax-reform/ Tue, 22 Jun 2021 01:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=503062 ปฏิรูประบบภาษี

การกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้อยู่ในระดับต่ำ รวมถ […]

The post G7 เตรียมปฏิรูประบบภาษีโลกครั้งใหม่: สรรพากรเชื่อมีทั้งผลบวกและผลกระทบต่อไทย มั่นใจ ‘อีอีซี’ ยังน่าลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูประบบภาษี

การกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการให้สิทธิพิเศษทางภาษีอื่นๆ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศขนาดเล็กใช้ดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศของตน เพื่อสร้างงานและรายได้จากค่าธรรมเนียมและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ 

 

ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จำนวนมากนิยมจดทะเบียนในประเทศที่ปลอดภาษี หรือมีอัตราภาษีเงินได้ต่ำและให้สิทธิพิเศษทางภาษีสูง หรือที่รู้จักกันในชื่อ Tax Havens เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูงจากประเทศถิ่นที่อยู่ แน่นอนว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นประเทศถิ่นที่อยู่ของบริษัทเหล่านี้ย่อมไม่พึงพอใจกติกาดังกล่าวนัก และมองว่ากติกาภาษีที่ใช้อยู่ไม่เป็นธรรม เพราะทำให้พวกเขาสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมมากขึ้น

 

ตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้คือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง OECD ซึ่งจัดตั้งกรอบการเจรจาเพื่อวางมาตรการป้องกันการถูกกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไรไปต่างประเทศ หรือ Base Erosion and Profit Shifting (BEPS) โดยมี 139 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เข้าร่วมภายใต้กรอบเจรจานี้ด้วย

 

เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา กลุ่ม OECD ได้สรุปแนวคิดเบื้องต้นเพื่อป้องกันปัญหา BEPS ออกมาเป็น 2 เสา (Pillars) เสาแรกจะเป็นการพูดถึงคุณสมบัติของบริษัทข้ามชาติที่ประกอบธุรกิจดิจิทัล (Automated Digital Business and Customer Facing Business) และการคำนวณกำไรของบริษัทดังกล่าว เพื่อนำกำไรบางส่วนมาจัดสรรให้กับประเทศที่บริษัทได้ให้บริการแก่ลูกค้าในประเทศนั้น และเสียภาษีในประเทศแหล่งเงินได้ดังกล่าว

 

ในวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (G7) บรรลุข้อตกลงเบื้องต้น เห็นควรให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 10% จัดสรรกำไร 20% ของกำไรส่วนที่เกิน 10% ให้แก่ประเทศที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่และเสียภาษีในประเทศนั้น

 

สำหรับเสาที่สองจะเป็นการพูดถึงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ หรือ Global Minimum Tax Rate ซึ่งในกรณีที่บริษัทข้ามชาติที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่ OECD กำหนด รัฐบาลประเทศที่บริษัทแม่จดทะเบียนนิติบุคคลจะมีสิทธิ์จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มได้จนถึงอัตราภาษีขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้แต่ละประเทศแข่งกันลดภาษีให้ต่ำกว่าประเทศอื่น และป้องกันบริษัทโยกย้ายกำไรไปในประเทศที่เสียภาษีต่ำกว่า

 

โดยในการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 รอบล่าสุด กลุ่ม G7 เองได้แสดงท่าทีสนับสนุนแนวคิดปฏิรูประบบภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และมีการเสนอตัวเลขอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำออกมาด้วยว่าควรอยู่ที่ 15% 

 

ท่าทีของกลุ่ม G7 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศปลอดภาษีหรือ Tax Havens ที่อาจจะต้องงัดกลุยทธ์อื่นๆ มาใช้เพื่อดึงดูดนักลงทุนแทนการใช้ภาษี

 

THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ถึงผลกระทบจากแผนการปฏิรูประบบภาษีตามแนวคิดของ OECD ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย และสิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการเพื่อรักษาความน่าดึงดูดในสายตานักลงทุนต่างชาติ

 

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า แผนการปฏิรูปภาษีครั้งนี้โดยรวมถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยลดการแข่งขันการลดอัตราภาษีเงินได้ (Race to the Bottom) โดยสำหรับประเทศไทยมองว่าจะมีทั้งส่วนที่ได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบ

 

“ส่วนที่เราได้ประโยชน์ชัดเจนคือเสาที่ 1 เพราะบริษัทไทยที่มีรายได้และมีอัตราผลกำไรตามหลักเกณฑ์ที่ G7 ตกลงกันนั้นแทบไม่มีเลย ทำให้ส่วนนี้ประเทศไทยจะได้รับส่วนแบ่งจากกำไรส่วนเกินของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศอื่น แต่ทำธุรกิจสร้างรายได้จากประเทศไทยเข้ามาเพิ่มเติม” เอกนิติกล่าว

  

สำหรับเสาที่ 2 เอกนิติเชื่อว่า จะมีทั้งส่วนที่ไทยได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบ โดยส่วนที่ได้ประโยชน์คือไทยจะมีสิทธิ์เข้าไปจัดเก็บภาษีขั้นต่ำจากกลุ่มบริษัทที่หลบเลี่ยงไปจดทะเบียนใน Tax Havens ได้ ขณะเดียวกัน ไทยก็จะได้รับผลกระทบในแง่ที่ไม่สามารถให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ Tax Incentives เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้เช่นกัน 

 

“เรื่องนี้จะกลายเป็นกติกาใหม่ของโลก เราคงไม่ร่วมมือไม่ได้ ในอดีตประเทศที่ไม่เข้าร่วมก็จะถูกกดดันจากประเทศอื่นๆ ส่วนเรื่องการชั่งน้ำหนักว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างใดจะมากกว่ากัน คงต้องใช้เวลาศึกษา เพราะข้อเสนอต่างๆ ในเวลานี้ยังเป็นแค่แนวคิดเบื้องต้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย” อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว

 

เมื่อถามว่ากรณีที่ไทยไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยได้ จะส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอีอีซีของไทยหรือไม่ เอกนิติกล่าวว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะมีผลกระทบไม่มาก เนื่องจากภาษีเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจว่าจะเข้าไปลงทุนในประเทศใด และมีน้ำหนักไม่มากนักเหมือนเทียบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ระบบกฎหมาย ห่วงโซ่อุปทาน และแรงงาน

 

“หากตัดปัจจัยเรื่องภาษีออกไป ประเทศไทยน่าจะมีความได้เปรียบ ด้วยเพราะโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง ท่าเรือ ห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เราดีกว่าหลายประเทศ จุดอ่อนของเราอาจจะอยู่ที่คุณภาพแรงงาน ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปเร่งพัฒนาเพื่อทำให้เราน่าดึงดูดยิ่งขึ้น” เอกนิติกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post G7 เตรียมปฏิรูประบบภาษีโลกครั้งใหม่: สรรพากรเชื่อมีทั้งผลบวกและผลกระทบต่อไทย มั่นใจ ‘อีอีซี’ ยังน่าลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนยังไม่ขานรับข้อตกลง G7 ที่ปฏิรูประบบภาษีโลก เชื่อใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะนำมาบังคับใช้จริง https://thestandard.co/investors-g7-reforms-global-tax-system/ Mon, 07 Jun 2021 01:50:01 +0000 https://thestandard.co/?p=497009 ข้อตกลง G7

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกความสนใจจากทั่วโลกได้ทันที […]

The post นักลงทุนยังไม่ขานรับข้อตกลง G7 ที่ปฏิรูประบบภาษีโลก เชื่อใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะนำมาบังคับใช้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อตกลง G7

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกความสนใจจากทั่วโลกได้ทันที เมื่อบรรดารัฐมนตรีคลังจากกลุ่มชาติเศรษฐกิจชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์เพื่อปฏิรูประบบภาษีโลก ซึ่งจะได้สอดคล้องเหมาะสมกับโลกยุคดิจิทัล และเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกับทุกประเทศทั่วโลกอีกทางหนึ่งด้วย

 

สถานีโทรทัศน์ CNN รวบรวมความคิดเห็นของบรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนในตลาดที่ส่วนใหญ่กล่าวตรงกันว่า ข้อตกลงในเรื่องการปฏิรูปภาษีถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ค่อยถูกใจและออกจะหวาดวิตกเสียมากกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อรายได้โดยรวมของบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย

 

ทั้งนี้ หลังจากเป็นที่ถกเถียงกันมานานร่วมหลายปีว่าสมควรมีการปรับปรุงกฎระเบียบมาตรการภาษีที่บริษัทต่างๆ ต้องเสียภาษี ไม่เฉพาะแต่เพียงประเทศที่บริษัทเข้าไปตั้งสำนักงานอยู่เท่านั้น แต่หมายรวมให้กับประเทศที่ตนเข้าไปทำการค้าด้วย ในที่สุด G7 ก็เห็นชอบในหลักการดังกล่าวด้วยการเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกอย่างน้อย 15% จากบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินการอยู่ในประเทศนั้นๆ รวมถึงปราบปรามการหลบเลี่ยงภาษีเพื่อความเป็นธรรมในการจัดสรรสิทธิ์การเก็บภาษี โดยที่แต่ละประเทศจะได้รับสิทธิ์ในการเก็บภาษีจากบริษัทข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสามารถในการทำกำไรมากที่สุด

 

ความเห็นชอบจาก G7 ทำให้โอกาสที่กฎหมายจัดเก็บภาษีขั้นต่ำที่สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เป็นแกนนำในการสนับสนุน จะเป็นความจริงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์มองว่า การประชุมของบรรดาผู้นำในกลุ่ม G7 ที่เมืองคอร์นวอลล์ของอังกฤษในช่วงสัปดาห์นี้ จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับเสียงสนับสนุนในการประชุมรัฐมนตรีคลัง กลุ่ม G20 ที่เมืองเวนิสของอิตาลีในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

 

ความเห็นชอบจากบรรดาชาติเศรษฐกิจชั้นนำของโลกจะเป็นเสมือนชนวนกระตุ้นอย่างดีที่เร่งรัดให้การเจรจาในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีอยู่กว่า 140 ประเทศทั่วโลก  

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะริเริ่มขึ้นด้วยเจตนาที่ดี แต่หลายฝ่าย รวมถึง เอลเก เอเซน นักวิเคราะห์นโยบายจากศูนย์นโยบายภาษีโลก (Center for Global Tax Policy) ของ Tax Foundation มองว่า มีแนวโน้มที่รัฐบาลอีกหลายประเทศจะลุกขึ้นมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเทศที่เก็บภาษีอยู่ในระดับต่ำและใช้ข้อได้เปรียบด้านภาษีเป็นตัวดึงดูดให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ เข้าไปตั้งออฟฟิศภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศไอร์แลนด์ที่เก็บภาษีนิติบุคคลเพียง 12.5% เท่านั้น

 

ทั้งนี้ หากบรรดาประเทศที่ใช้มาตรการภาษีดึงดูดบริษัทต่างชาติไม่เห็นด้วย และประเทศยักษ์ใหญ่ไม่กดดันมากพอ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นก็มีผลเป็นเพียงความเห็นชอบร่วมกัน แต่ไม่อาจนำไปปฏิบัติได้จริง

 

ขณะเดียวกันในมุมมองของนักลงทุน แม้จะวิตกกังวล แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นประเด็นที่สามารถปล่อยวางไว้ได้ เนื่องจากมองว่าผู้นำทั่วโลกต้องใช้เวลาในการเจรจาพูดคุย เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับนโยบายดังกล่าว

 

เจรฟฟรีย์ แซกส์ หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของ Citi Private Bank กล่าวว่า ต่อให้ข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลที่ชัดเจนต่อมาตรฐานภาษีโลก แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญก็คือ ระยะเวลาที่จะนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ว่าจะรวดเร็วแค่ไหน และผลกระทบโดยตรงกับรายได้ของบริษัทว่าจะมากน้อยเพียงใด  

 

โดยก่อนหน้านี้ Citi คาดการณ์ว่า บริษัททั่วโลกจะมีรายได้ต่อหุ้นเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 30% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นราว 12% ในปีหน้า ก่อนยอมรับว่าแนวโน้มการปฏิรูปภาษีอาจทำให้ทางธนาคารต้องปรับลดการคาดการณ์ดังกล่าวลง

 

เยลเลนออกโรงหนุนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ประเด็นเรื่องอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเป็นปัจจัยน่าวิตกในหมู่นักลงทุนในสหรัฐฯ เนื่องจากกลัวว่าเงินเฟ้อที่สูงจะกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคากลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

ล่าสุด เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Bloomberg ชี้ให้เห็นข้อดีของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่า

 

โดยเยลเลนระบุว่า แผนการใช้จ่ายของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนปีละ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้มากพอที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อในระยะยาวได้ หรือหากว่ามีโอกาสเป็นเช่นนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยน่าจะส่งผลดีต่อมุมมองทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากกว่า หลังจากที่ต้องรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเกินไปมานานนับสิบปี ดังนั้นถ้ามาตรการของไบเดนจะทำให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยขยับขึ้นมาได้ ย่อมเป็นข่าวดีแน่นอน

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนยังไม่ขานรับข้อตกลง G7 ที่ปฏิรูประบบภาษีโลก เชื่อใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะนำมาบังคับใช้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคลอมเบียประท้วงเดือดต้านปฏิรูปภาษี เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บกว่า 900 ราย https://thestandard.co/colombia-protest-against-tax-reform/ Tue, 11 May 2021 08:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=487456 โคลอมเบีย ปฏิรูปภาษี

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ประชาชนชาวโคลอมเบียรวมตัวนัดหยุดงาน […]

The post โคลอมเบียประท้วงเดือดต้านปฏิรูปภาษี เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บกว่า 900 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคลอมเบีย ปฏิรูปภาษี

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ประชาชนชาวโคลอมเบียรวมตัวนัดหยุดงานประท้วงการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ ต้านข้อเสนอจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม และปฏิรูประบบสาธารณสุขของประธานาธิบดีอิบัน ดูเก มาร์เกซ เกิดการประท้วงยืดเยื้อเกือบ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่ 28 เมษายนที่ผ่านมา

 

การชุมนุมประท้วงบานปลายกลายเป็นการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเหตุให้มียอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 900 ราย ทางด้านองค์การด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch ระบุ ยอดผู้เสียชีวิตอาจอยู่ที่อย่างน้อย 38 รายแล้ว ขณะที่ Temblores และ Indepaz องค์การด้านสิทธิมนุษยชนท้องถิ่นของโคลอมเบียชี้ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 47 รายแล้ว ถูกจับกุมและสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในรอบหลายปีของโคลอมเบีย

 

ขณะที่มีการพบกันระหว่างแกนนำประชาชนชาวโคลอมเบียกับประธานาธิบดีอิบัน ดูเก เมื่อวานที่ผ่านมา โดยรัฐบาลระบุต้องการบรรลุข้อตกลงร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม ล่าสุด แผนปฏิรูปภาษีดังกล่าวถูกระงับไปแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐยุติการใช้ความรุนแรง

 

โคลอมเบีย ปฏิรูปภาษี

ภาพ: Luis Robayo / AFP

 

ภาพ: Luis Robayo / AFP

 

ภาพ: Pedro Pardo / AFP

 

ภาพ: Joaquin Sarmiento / AFP

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post โคลอมเบียประท้วงเดือดต้านปฏิรูปภาษี เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บกว่า 900 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลาวเดีย จักรพันธ์ุ – THE STANDARD Daily 19 พฤศจิกายน 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily19112561/ https://thestandard.co/thestandarddaily19112561/#respond Tue, 20 Nov 2018 02:14:13 +0000 https://thestandard.co/?p=150157

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 19 พฤศจิก […]

The post คลาวเดีย จักรพันธ์ุ – THE STANDARD Daily 19 พฤศจิกายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 เวลา 20.00 น. 

 

  • คุยสด เปิดเส้นทางชีวิต ‘คลาวเดีย จักรพันธ์ุ’ นางแบบและนักแสดงสาวมากความสามารถ ผู้อยู่ในวงการบันเทิงไทยมากว่า 27 ปี กับการหวนกลับมาสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง
  • พร้อมประเด็นข่าวน่าสนใจประจำวันนี้ ย้อนรอยภาษีที่ดิน 25 ปี 12 รัฐบาล สู่ก้าวแรกของการปฏิรูปภาษีที่ต้องใช้อีกหลายก้าว

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post คลาวเดีย จักรพันธ์ุ – THE STANDARD Daily 19 พฤศจิกายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily19112561/feed/ 0