การปฏิรูปประเทศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การปฏิรูปประเทศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 17 May 2026 03:29:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สหรัฐฯ เสนอเงินช่วยเหลือคิวบา 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกปฏิรูปประเทศ https://thestandard.co/us-cuba-aid-reform/ Sun, 17 May 2026 03:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1208093 ธงชาติคิวบาและสหรัฐอเมริกาโบกสะบัด

สหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอเงินช่วยเ […]

The post สหรัฐฯ เสนอเงินช่วยเหลือคิวบา 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกปฏิรูปประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติคิวบาและสหรัฐอเมริกาโบกสะบัด

สหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่คิวบา โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์คิวบาจะต้องตกลงที่จะปฏิรูปประเทศตามที่สหรัฐฯ เห็นชอบ หากคิวบายอมรับเงื่อนไข เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปแจกจ่ายผ่านคริสตจักรคาทอลิกและองค์กรด้านมนุษยธรรมอิสระที่เชื่อถือได้ แทนที่จะมอบให้รัฐบาลคิวบาโดยตรง

 

สถานการณ์เลวร้ายลงในเดือนมกราคมหลังจากที่ทรัมป์ลักพาตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของคิวบา ทรัมป์ได้ตัดแหล่งเงินทุนและการจัดส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา พร้อมขู่จะลงโทษทางเศรษฐกิจต่อประเทศใดๆ ที่ส่งเชื้อเพลิงให้คิวบา จนกลายเป็นการปิดล้อมทางน้ำมันโดยพฤตินัย ส่งผลให้คิวบาซึ่งผลิตน้ำมันใช้เองได้เพียง 40% ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วเกาะ

 

ทางด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ​เตือนว่า คิวบาอาจเผชิญกับ ‘การล่มสลาย’ ทางด้านมนุษยธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงปัญหาระบบขนส่งหยุดชะงัก ราคาอาหารพุ่งสูง และการขาดแคลนไฟฟ้าในโรงพยาบาล แม้สหรัฐฯ จะอ้างว่าการคว่ำบาตรที่ยาวนานมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นมีจุดประสงค์เพื่อตอบโต้การกดขี่ของรัฐบาล แต่ผู้วิจารณ์ก็ออกมาระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ด้านมนุษยธรรมบนเกาะย่ำแย่ลง

 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ระบอบคอมมิวนิสต์เป็น ‘ต้นเหตุ’ ของความยากจนและเป็นอุปสรรคต่อการรับความช่วยเหลือของประชาชน

 

ที่ผ่านมาทรัมป์ได้ขู่หลายครั้งว่า คิวบาคือ ‘เป้าหมายต่อไป’ ในการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านสิ้นสุดลง

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ออกมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่โดยกล่าวหาว่า คิวบาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมกับเพิ่มเที่ยวบินสอดแนมรอบคิวบา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมเพิ่มกำลังทางทหารในทะเลแคริบเบียน

 

แฟ้มภาพ: Joshua Sukoff / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ เสนอเงินช่วยเหลือคิวบา 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกปฏิรูปประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี https://thestandard.co/tarique-rahman-bangladesh-pm/ Wed, 18 Feb 2026 05:28:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1179649 ภาพ ทาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ ผู้ชนะเลือกตั้งหลังลี้ภัย 17 ปี

ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเ […]

The post รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ ผู้ชนะเลือกตั้งหลังลี้ภัย 17 ปี

ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) วัย 60 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ หลังจากพรรค BNP คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก นับตั้งแต่การลุกฮือของนักศึกษาในปี 2024 ที่ขับไล่อดีตผู้นำเผด็จการอย่าง ชีค ฮาสินา ออกจากอำนาจ

 

พรรค BNP ของเขาชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น โดยกวาดที่นั่งไปได้อย่างน้อย 212 ที่นั่งจากทั้งหมด 299 เขตเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ในสภา ขณะที่พรรคอวามีลีก (Awami League) ของอดีตนายกฯ ฮาสินา ถูกสั่งห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้

 

ทาริก ราห์มาน คือใคร

 

ราห์มาน เป็นผู้นำตระกูล Zia ซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมากในบังกลาเทศ ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างเคยดำรงตำแหน่งอดีตผู้นำบังกลาเทศ โดย เซียอุร ราห์มาน ผู้เป็นพ่อ เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 6 ของบังกลาเทศ อีกทั้งยังเป็นวีรบุรุษสงครามในศึกประกาศอิสรภาพจากปากีสถาน ในปี 1971 และเป็นผู้ก่อตั้ง พรรค BNP ในปี 1978

 

ขณะที่ คาเลดา เซีย ผู้เป็นแม่ เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของโลกมุสลิม ต่อจาก เบนาซีร์ บุตโต นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของปากีสถาน

 

ราห์มานเพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2025 หลังลี้ภัยทางการเมืองในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรนานถึง 17 ปี ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรค BNP อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026 หลังการเสียชีวิตของคาเลดา เซีย

 

เส้นทางการเมืองของเขาไม่ได้ราบรื่นมากนัก เขาเคยถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต การใช้เส้นสาย (Nepotism) และการเล่นพรรคเล่นพวกจากคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งเขาปฏิเสธและต่อมาได้รับการล้างมลทินจากทุกข้อกล่าวหา

 

วาระการปฏิรูปบังกลาเทศ: ความคาดหวังและความท้าทาย

 

รัฐบาลชุดใหม่มีหน้าที่สำคัญในการนำ ‘กฎบัตรแห่งชาติเดือนกรกฎาคม’ (July National Charter) ไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยการปฏิรูปกว่า 80 รายการ โดยกฎบัตรนี้ผ่านการลงประชามติ ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนกว่า 60%

 

ในเนื้อหาการปฏิรูปนั้น มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การใช้ระบบรัฐสภาสองสภา (Two-Chamber Parliament) และการจำกัดอำนาจพรรครัฐบาลในการแก้ไขกฎหมายฝ่ายเดียว

 

ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักในการลุกฮือเมื่อปี 2024 คาดหวังความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และต้องการเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ในสภาที่มีความรู้ความสามารถ

 

นักวิเคราะห์มองว่า ความท้าทายที่แท้จริงคือ ราห์มานจะสามารถก้าวข้ามบทบาท ‘ผู้นำพรรค’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้นำประเทศ’ และยุติวงจรการแก้แค้นทางการเมืองที่ฝังรากลึกในบังกลาเทศได้หรือไม่

 

โดยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง มีตัวแทนระดับสูงจากต่างประเทศเข้าร่วม รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถานและประธานรัฐสภาอินเดีย แสดงให้เห็นถึงความสนใจจากนานาชาติต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

การขึ้นสู่อำนาจของราห์มาน จึงถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ หลังช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและการปกครองโดยรัฐบาลชั่วคราวเป็นเวลานานถึง 18 เดือน โดยมีโจทย์ใหญ่คือ การปฏิรูปประเทศตามความต้องการของประชาชนชาวบังกลาเทศ

 

แฟ้มภาพ: Elke Scholiers / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป https://thestandard.co/opinion-thailand-and-reform/ Sun, 21 Sep 2025 07:11:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1121199

ผมมีความคิดมานานแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้อง ‘ปฏิรูป […]

The post ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผมมีความคิดมานานแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้อง ‘ปฏิรูป’ คือเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำ ที่เคยทำมายาวนานอย่างน้อย 72 ปี ตั้งแต่ผมเกิด เพราะโลกและประเทศไทยเปลี่ยนไปมากเกินกว่าที่เราจะทำแบบเดิมแล้วยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาอย่างที่เคยเป็นมา

 

เหตุผลสำคัญก็คือ โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งทำให้ประเทศที่ ‘ตามไม่ทัน และยังทำงานด้วยความรู้และ ‘ภูมิปัญญาแบบเดิม’ พ่ายแพ้แก่ประเทศที่ก้าวหน้ากว่า

 

ประเด็นก็คือ ความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในอดีตนั้น อาศัย ‘การลงทุน’ เช่นการตั้งโรงงานจากต่างประเทศ และต่อมาก็จากคนไทยที่ร่ำรวยขึ้น และอาศัย ‘คนงาน’ ที่ทำงานการเกษตรในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ต่อมาก็อาศัยชาวต่างชาติรอบบ้านเราที่มาหางานที่มีค่าแรงสูงกว่าทำ

 

ตอนนี้คนไทยที่ย้ายมาทำงานตามโรงงานก็หมดแล้ว เพราะนอกจากจะไม่มีคนหนุ่มสาวในชนบทแล้ว คนไทยโดยรวมก็กำลังลดลงและจะลดลงเรื่อยๆ ส่วนคนที่ยังทำงานก็แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ยังทำงาน ‘แบบเดิม’ และด้วยเทคโนโลยีแบบเดิม และประสิทธิภาพก็ ‘เท่าเดิม’ ผลก็คือ ขนาดของเศรษฐกิจหรือ GDP ก็ไม่โตหรือโตน้อยมาก และถ้ายังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ GDP ก็อาจจะลดลงในอนาคต

 

การ ‘ปฏิรูป’ ที่ผมจะพูดถึงก็คือ 1. การเพิ่มจำนวนประชากรคนทำงาน และ 2. การเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน โดยที่ข้อ 1 นั้นดูเหมือนจะยากกว่าเนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยหรือแม้แต่คนที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ต่างก็ไม่อยากมีลูกมากเหมือนเดิม ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อยาก หรือไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกอย่างที่ต้องการ

 

การเพิ่มประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุดข้อแรกก็คือ การศึกษาหรือการสอนนักเรียนให้เก่งขึ้นในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องปฏิรูปการศึกษาทั้งหมด โดยข้อแรกจะต้องปรับให้การใช้ทรัพยากรหรืองบที่ใช้ในการสอนนักเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีที่ผมคิดว่าน่าจะทำได้ง่ายก็คือ ปิดโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยมากและให้เด็กไปเรียนรวมกันในโรงเรียนขนาดใหญ่ นี่จะทำให้เกิด Economies of Scale หรือต้นทุนการสอนต่อเด็กแต่ละคนลดลงได้มาก โดยที่เงินที่ประหยัดได้ก็จะถูกนำไปใช้ในการจ้างครูหรือเพิ่มและปรับปรุงอุปกรณ์การสอนให้ดีขึ้น

 

วิชาที่จะสอนแบบปฏิรูปนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็คือ STEM หรือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ต้องใช้ความคิดแบบเหตุผลมีตรรกะ และต้องลดวิชาเกี่ยวกับศิลปะศาสตร์ที่เน้นให้เด็กท่องจำลง นอกจากนั้น ต้องเพิ่มวิชาเกี่ยวกับ AI และการใช้ AI กับเด็กทุกคน

 

อีกวิชาหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นและมีประโยชน์มากก็คือภาษาอังกฤษ เหตุผลก็เพราะมันเป็นภาษาของ ‘โลก’ และ ‘ดิจิทัล’ คนที่ภาษาอังกฤษดีจะทำให้สามารถติดต่อกับคนทั่วโลกและเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ง่ายกว่าคนที่ไม่เชี่ยวชาญภาษานี้

 

การเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าจะสำเร็จนั้น จะต้องทำอย่างมีคุณภาพและได้ผลชัดเจน  อย่างครูภาษาอังกฤษนั้น ควรจะต้องเป็น Native Speaker หรือคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักหรือใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันเราแทบจะไม่มี ดังนั้น การจ้างครูจึงเป็นเรื่องใหญ่และอาจต้องใช้เงินมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถของ AI ในปัจจุบัน เราอาจจะสามารถให้ AI สอนโดยมีครูคนเดิมเป็นผู้สนับสนุนก็ได้

 

รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษานั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่พอให้คนในแวดวงการศึกษาคิดก็อาจจะบอกทันทีว่า ‘ทำไม่ได้’ อาจจะเพราะ ‘ไม่มีเงิน’ ‘ไม่มีครู’ ‘ยุบโรงเรียนไม่ได้’ ‘ลดวิชานั้นวิชานี้ไม่ได้’ และอีกร้อยแปด นั่นก็อาจจะเพราะว่าพวกเขา ‘ชินกับความคิดแบบเดิม’ ที่ทำมาแล้วอย่างน้อย 70-80 ปีขึ้นไปจนฝังอยู่ในสมองและมีแนวคิดว่าครูคือ ‘แม่พิมพ์’ ที่ปั๊มเด็กออกมาให้เหมือนกับตนเอง แต่ถ้าเราจะ ‘ปฏิรูป’ ก็ต้อง ‘คิดใหม่’ และก็จะต้องมีคนใหม่ๆ ที่อาจจะพูดในสิ่งที่ ‘ไร้สาระที่สุด’ เช่น ไม่ต้องมีครูก็ได้ เพราะ ‘AI สอนได้ และดีกว่า’ เป็นต้น

 

โรงเรียน ‘ใหม่’ นี้ อาจจะไม่ได้มีต้นทุนสูงก็ได้ เพราะถูกออกแบบมาให้มี Economies of Scale สูงมากคล้ายๆ กับสินค้าหลายอย่างในช่วงนี้ที่มีของ ‘คุณภาพดี ราคาถูก’ ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ และเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบไปถึงเรื่องของการเพิ่มประชากรได้ด้วยหากคนที่ไม่ต้องการมีลูกเพราะคิดว่าไม่สามารถให้การศึกษาที่ดีกับเด็กได้ ค้นพบว่าเขาไม่ต้องจ่ายเงินมากมายอะไรกับการเรียนในโรงเรียนใหม่ที่มีคุณภาพ พวกเขาก็อาจจะอยากมีลูกมากขึ้น 

 

การปฏิรูปเรื่องที่สองที่ผมว่าจำเป็นมากที่จะนำประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอีกระดับหนึ่งก็คือ การปฏิรูปในเรื่องของระบบราชการและการปกครอง ประเด็นก็คือ ประสิทธิภาพของระบบการปกครองและการให้บริการแก่ประชาชนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเทศอื่นที่ก้าวหน้ากว่า และสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัลเท่าที่ควรทั้งๆ ที่โลกและภาคเอกชนมีและใช้มันมานานแล้ว

 

เรื่องแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ หน่วยงานจำนวนไม่น้อยที่ให้บริการประชาชน เช่นกรมที่ดิน ยังไม่ได้ใช้ดิจิทัลทั้งๆ ที่เทคโนโลยีมีมานานแล้ว เช่น ระบบ GPS ที่บอกพิกัดได้ละเอียดมากพอน่าจะเป็นระดับเซ็นติเมตร แต่เราก็ยังใช้หมุดและคนรังวัดที่ดินจำนวนมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงการโอนและกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ยังอยู่ในรูปของกระดาษ

 

ผมเองคิดว่าระบบทั้งหมดนั้นควรจะอยู่ในรูป ‘Online’ เวลาจะซื้อหรือขายควรจะทำผ่านคอมพิวเตอร์แบบการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ เช่นเดียวกับการจ่ายภาษีที่ดินที่น่าจะจ่ายผ่านแพลตฟอร์มและตัดบัญชีธนาคารได้เลย  แต่ทั้งหมดนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย

 

หน่วยราชการอื่นๆ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ยังทำงานอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและบางทีก็ซ้ำซ้อน เรื่องเดียวกันแต่เราต้องผ่านหลายหน่วยงานทั้งๆ ที่ข้อมูลก็อยู่ในระบบของราชการอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ถ้าจะตั้งโรงงาน ก็จะต้องขออนุญาตและผ่านการอนุมัติจากหลายหน่วยงานและก็จะต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำๆทำไมเราไม่หาคนออกแบบระบบ ทำโปรแกรมที่ลิงค์ข้อมูลถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างสามารถพิจารณาและอนุมัติได้ทันทีจากปลายนิ้วของคนขอและคนอนุมัติ?

 

แม้แต่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นเช่น อำเภอและจังหวัด เองนั้น ก็ควรจะต้อง ‘ปฏิรูป’ เพราะเหตุผลที่ต้องแบ่งเป็นเขตแดนจำนวนมากก็เพราะในสมัยก่อนนั้นเราไม่มีระบบ Logistic ที่ดี การเดินทางเข้า ‘ส่วนกลาง’ ใช้เวลานานมาก อาจจะหลายๆ วัน แต่ทุกวันนี้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นออนไลน์หมดแล้ว การมีอยู่ของเขตการปกครองแบบท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ แทบไม่มีความจำเป็น ดังนั้น อำเภอหรือจังหวัดในปัจจุบันนั้น จึงมีจำนวนมากเกินไป สามารถยุบรวมกันได้ อย่างน้อยก็น่าจะสัก 2 จังหวัดเหลือ 1 จังหวัด เช่นเดียวกับอำเภอที่น่าจะสามารถลดลงได้ในอัตราส่วนที่มากกว่าด้วยซ้ำ

 

นอกจากจะลดงบประมาณลงได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มคุณภาพหรือประสิทธิภาพให้กับการปกครองหรือการให้บริการได้ เพราะคนจะใช้เวลาน้อยลงในการขอรับบริการ เนื่องจากมันเป็นดิจิทัล ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

 

การปฏิรูปอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยให้ประเทศก้าวหน้าหรือพัฒนาเร็วขึ้นก็คือเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศอื่นและเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของความมั่นคงซึ่งระยะหลังๆ นี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวโดยเฉพาะก็คือ ถ้าความมั่นคงไม่ดีมีศึกสงคราม เศรษฐกิจก็จะแย่ไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะการค้าขาย แต่การลงทุนก็จะถูกกระทบ นักลงทุนต่างชาติไม่อยากลงทุนในประเทศที่กำลังทำสงครามอย่างแน่นอน

 

เช่นเดียวกับสงครามก็คือเรื่องของความไม่สงบของสังคมภายในประเทศที่มักจะเกิดขึ้นจากอาชญากรรม การโกง และจากความไม่พอใจใน ‘กติกา’ ทางสังคมและการเมือง ซึ่งก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆเพราะความไม่สงบนั้นทำให้คนไม่มั่นใจที่จะมาลงทุนทำธุรกิจหรือแม้จะแค่มาท่องเที่ยวซึ่งก็เป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินให้แก่ประเทศมหาศาลและเป็นตัวสำคัญในการผลักดันให้ GDP เติบโตขึ้นได้ไม่น้อย

 

การปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้ก็คือ ทำให้ประเทศมีความสงบ มีความมั่นคง อาชญากรรมน้อย และผู้คนมีความพอใจกันทุกฝ่ายในด้านของการเมือง ซึ่งนั่นก็จะเป็นการส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ด้วยดี และสุดท้ายก็จะกลับมาส่งเสริมให้ประเทศมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ การปฏิรูปเรื่องนี้เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า  ความมั่นคงและความสงบนั้นมาจากหลายๆ มิติ ไม่ใช่เฉพาะการมีกำลังทางทหารหรือมีอาวุธที่เข้มแข็งในปัจจุบัน แต่มาจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเติบโตที่จะทำให้เรามีพลังที่จะต่อสู้และป้องกันศัตรูได้ในระยะยาวด้วย

 

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น ว่าที่จริงก็คล้ายๆ กับการแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือการเสนอนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มักจะ ‘เกิดขึ้นยาก’ หลายเรื่องเสนอหรือทำไปแล้วก็ไม่ได้รับความนิยม เรื่องที่ทำก็ไม่สำเร็จเพราะอาจจะถูกต่อต้านจนคนทำต้องล้มไปก่อน ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้สำหรับประเทศไทยแล้ว มันคงเป็นแค่ ‘ความฝัน’ แต่ผมเองก็ยังฝันว่าวันหนึ่งมันอาจจะเป็นความจริงได้

 

ภาพ: Vector mall/Shutterstock, Formatoriginal/Shuttersstock

 

อ้างอิง:

The post ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในวันที่ไทยยังนิ่ง? 50 ปีหลังไฟสงคราม เวียดนามเดินหน้าสู่ ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ ด้วยแผนปฏิรูปประเทศครั้งประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/vietnam-economic-powerhouse/ Fri, 29 Aug 2025 13:18:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1113362 vietnam-economic-powerhouse

หัวข้อในเนื้อหานี้   การปฏิวัติมหัศจรรย์ เมื่อถึงเ […]

The post ในวันที่ไทยยังนิ่ง? 50 ปีหลังไฟสงคราม เวียดนามเดินหน้าสู่ ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ ด้วยแผนปฏิรูปประเทศครั้งประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
vietnam-economic-powerhouse

 

รูปถ่ายของเด็กผู้หญิงตัวนิดเดียววิ่งร้องไห้กระจองอแงในร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ ถูกเพลิงนรกจากระเบิดนาปาล์มที่ปูพรมถล่มหมู่บ้านของเธอที่ได้รับการขนานนามภาพว่า ‘Napalm Girl’ คือภาพจำที่แสนเจ็บปวดที่ชัดเจนที่สุดจากสงครามเวียดนามที่แสนโหดร้าย

 

แต่จากวันแห่งความมืดมนอนธการ เวลาผ่านล่วงมาถึง 50 ปีแล้ว ถึงภาพความทรงจำที่เจ็บปวดนั้นแม้จะไม่มีวันถูกลบเลือน แต่เวียดนามเดินทางมาไกลแสนไกลแล้วจากวันนั้น

 

หลักฐานคือความเจริญที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วของพวกเขา โดยในปี 2024 อัตราการเจริญเติบโตของจีดีพีเวียดนามสูงกว่าในปี 1994 หรือ 30 ปีที่แล้วถึง 51 เท่า และเป็นชาติในอาเซียน (ASEAN) ที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุด

 

สูตรไม่ลับของความสำเร็จในระดับพลิกโชคชะตาของชาติคือนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ‘โด่ยเหมย’ (Doi Moi) ซึ่งถูกเสนอให้มีการใช้ตั้งแต่ปี 1986 และต้องใช้เวลาเกือบสิบปีกว่าความพยายามนั้นจะลงรากฝังลึกเป็นไม้ใหญ่ที่เริ่มผลิดอกออกผลเป็นความกินดีอยู่ดีของคนในชาติ

 

อย่างไรก็ดีเวลานี้เวียดนามไม่คิดที่จะหยุดแค่นี้ พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการก้าว ไม่สิ บางทีต้องเรียกว่าการทะยานในแบบของชาติที่มีความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจ

 

จากโด่ยเหมยที่เป็นความมหัศจรรย์ครั้งแรกในวันนั้น เวียดนามกำลังจะสร้างความมหัศจรรย์ครั้งใหม่เพื่อการเป็น ‘เสือเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ของเอเชีย

 

 เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

 

การปฏิวัติมหัศจรรย์

 

ในงานเลี้ยงฉลองที่นครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โต เลิม (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ

 

“ขอให้เราได้ก่อร่างสร้างตัวจากจิตวิญญาณของชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1975 และคุณค่ากับชัยชนะตลอด 40 ปีที่ผ่านมาภายใต้โด่ยเหมย”

 

คำว่าโด่ยเหมยมีความหมายว่า ‘การปฏิรูป’ หรือ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ถอดแบบมาจากนโยบายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ประเทศจีนในยุคของเติ้งเสี่ยวผิง พญามังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ใช้นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจนำทางประเทศจีนมาตั้งแต่ปี 1978

 

สำหรับเวียดนาม นโยบายโด่ย เหมย ถูกประกาศเป็นครั้งแรกในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 6 ในปี 1986 และได้เริ่มอย่างจริงจังในยุคของนายกรัฐมนตรี หวอ วัน เกียต (Vo Van Kiet) ในระหว่างปี 1991-1997 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

แม้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานถึง 40 ปีจากก้าวแรก และ 50 ปีจากวันที่ไม่มีคำว่าเวียดนามเหนือและใต้ก็ตาม

 

เมื่อถึงเวลาโด่ยเหมยจะผลิบานเอง

 

จากประเทศที่เจ็บปวดและบอบช้ำจากสงคราม เวียดนามค่อยๆพลิกฟื้นผืนดินทุกตารางของประเทศ ผ่านการค่อยๆเปิดประตูทีละบาน เริ่มจากการยกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าเวียดนามของสหรัฐอเมริกาในปี 1994 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่ต่างอะไรจากการเปิดประตูและกล่าวคำว่า ‘ซินจ่าว’ (สวัสดี) ต้อนรับการหลั่งไหลของทุนจากชาติตะวันตก

 

ก่อนที่เวียดนามจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของอาเซียนในปี 1995 ทำให้ได้สิทธิ์ในการเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2007 และการตั้งโรงงานขนาดยักษ์ของ Samsung เพื่อผลิตโทรศัพท์มือถือในปี 2009 ซึ่งใช้เงินลงทุนมากถึง 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.56 แสนล้านบาท)

 

และนับจากปี 2010 เป็นต้นมาเวียดนามได้กลายเป็นชาติผู้ผลิตที่สำคัญของโลกจากการที่แรงงานในประเทศจีนมีค่าแรงที่สูง จนเวียดนามเป็นผู้นำของเทรนด์ ‘China Plus 1’  ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ Samsung เท่านั้นที่เข้ามา แต่รวมถึง Apple ที่นับจากปี 2012 เป็นต้นมีการจ้างซัพพลายเออร์จากเวียดนามมากถึง 35 รายในปัจจุบัน ซึ่งมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าไทยที่มีซัพพลายเออร์ 24 ราย

 

ขณะที่ภาคการส่งออกของเวียดนามมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และจีน สองชาติมหาอำนาจ โดยเวียดนามส่งออกสินค้าไปจีนในปี 2024 ด้วยอัตราที่เติบโตจากปี 2012 ถึง 4 เท่า ซึ่งสูงกว่าไทยหรือมาเลเซีย

 

ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่เวียดนามทำรายได้จากการส่งออกสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งนั้นในปี 2024 มีการเติบโตจากปี 2012 มากถึง 6 เท่า ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติในยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (2009-2017) และทำให้เป็นชาติที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกต่อจากจีน, สหภาพยุโรป และเม็กซิโก

 

ถึงอย่างนั้นเวียดนามกลับไม่ได้มัวแต่หลงใหลและชื่นชมกับความสวยงามทางตัวเลขเศรษฐกิจ

 

ในทางตรงกันข้ามพวกเขาตระหนักว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะนำพาชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

 

ยุคสมัยใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว

 

 เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

ภาพ : AFP PHOTO/HOANG DINH Nam / AFP PHOTO / HOANG DINH NAM

 

ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์

 

โต เลิม ประกาศในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงเส้นทางต่อไปที่เวียดนามจะก้าวเดิน หมุดหมายใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศหลังจากผ่านพ้นการรวมชาติมาครบ 50 ปี และ 40 ปีของการปฏิรูปโด่ยเหมย

 

“เวียดนามกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของชาติ” คำประกาศจากผู้นำสร้างความฮึกเหิมให้แก่คนในชาติได้อย่างมาก 

 

ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ (Era of National Rise) นั้นคาดว่าจะมีการเปิดฉากในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2026 ที่กำลังจะถึงนี้ โดยที่มีเป้าหมายหลายประการด้วยกัน

 

เริ่มจากอย่างแรกคือการทำให้ประชาชนมั่งมี ประเทศชาติมั่นคง รักษาไว้ซึ่งระบอบสังคมนิยม และยืนหยัดทัดเทียมชาติมหาอำนาจของโลกในทวีปทั้ง 5 ให้ได้

 

ภายในปี 2030 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พวกเขาจะต้องเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้าทางภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ปากท้องของประชาชนต้องดี ต้องมีรายได้ปานกลางระดับสูง 

 

ภายในปี 2045 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศเวียดนาม พวกเขาจะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีรายได้สูง

 

นี่คือความทะเยอทะยานที่น่ายกย่อง เพียงแต่เวียดนามเองก็ตระหนักดีว่าการจะไปให้ถึงจุดหมายนี้ไม่ง่าย มีสิ่งที่พวกเขาต้องทำอีกมากมาย 

 

หนึ่งในนั้นคือการตัดสินใจที่สำคัญและทำได้ยากยิ่ง เพราะพวกเขาต้องรื้อบ้านใหม่ในระดับ ‘โครงสร้าง’

 

 เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

 

หากคิดจะบินขึ้นฟ้า

 

“เราต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐกลายเป็นที่หลบภัยของคนขี้เกียจ” คือคำประกาศกร้าวของ เหงียน ฮวา บินห์ (Nguyen Hoa Binh) รองนายกรัฐมนตรีแห่งเวียดนามในการประชุมกระทรวงมหาดไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว

 

ปัญหาของเวียดนามไม่ต่างจากอีกหลายประเทศที่ระบบราชการที่ควรจะเป็นระบบในการขับเคลื่อนประเทศกลับมีส่วนในการฉุดรั้งไม่ให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็นเพราะมีข้าราชการ คนทำงานที่มากเกินไป และไม่ได้ทำงานกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นองค์กรที่มีความอุ้ยอ้ายเทอะทะ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นมะเร็งกัดกินประเทศ

 

หากคิดจะบินขึ้นฟ้า ใยจะมาห่วงสัมภาระข้าวของที่ไม่จำเป็นกัน

 

การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น โดยจะมีการลดจำนวนกระทรวงและหน่วยงานรัฐ พร้อมปลดข้าราชการกว่า 1 แสนคน มุ่งกำจัดระบบราชการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค

 

หน่วยงานระดับกระทรวงในเวียดนามจะลดลงจาก 19 กระทรวงเหลือเพียง 14 กระทรวง และ 3 องค์กรเทียบเท่าระดับกระทรวง ขณะที่หน่วยการปกครองระดับจังหวัดจะถูกควบรวมและปรับลดจาก 63 หน่วย เหลือเพียง 34 หน่วย หรือเทียบง่ายๆคือจะจาก 63 จังหวัดจะเหลือแค่ 34 จังหวัดเท่านั้นโดยมีแค่จังหวัดสำคัญ 11 แห่งที่คงสถานะเดิม เช่น ฮานอย, โฮจิมินห์, เว้, ฮอยอัน

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแผนการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่นี้คือการที่จะมีข้าราชการและคนทำงานจำนวนมากที่ตกงานในระดับแสนคน ไม่นับในเรื่องของความสับสนวุ่นวายของการปฏิบัติงานที่ต้องปรับเข้ากับโครงสร้างการทำงานแบบใหม่

 

แต่ทั้งหมดก็เพื่อการก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า ที่เวียดนามไม่หวังจะก้าวเดิน แต่ต้องการจะทะยานไปให้ไกลกว่าชาติอื่นในอาเซียน

 

‘ซิลิคอนเบย์-ฮับการเงิน’ ที่ดานัง

 

อีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของเวียดนามคือการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเมืองสำคัญใหม่

 

ดานัง เมืองตากอากาศริมทะเลในฝันที่หลายคนที่อยากจะไปเยือนและมีโอกาสได้เหยียบหาดทรายขาวละเอียด (และสะพานมือสีทอง) สักครั้งกำลังจะถูกพัฒนาให้ไปในรูปโฉมใหม่สู่การเป็นเมืองที่เป็นทั้งศูนย์กลางเทคโนโลยี การค้า และการเงินแห่งใหม่ไม่ใช่แค่ของประเทศ แต่เป็นของภูมิภาคเลยทีเดียว (อ่านเพิ่มเติม ดานังทุ่มสุดตัวปั้น ‘Silicon Bay’ สร้างแล็บ 2 พันล้าน-ดึงบริษัทชิประดับโลก พร้อมเสนอยกเว้นภาษี 5 ปีดึงคนเก่ง ปูทางฮับ ‘การเงิน-การค้า-เทคโนโลยี’ ของเวียดนาม

เรื่องนี้เลือง เหวียน มินห์ เจียต ประธานคณะกรรมการประชาชนเมืองดานัง ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia ถึงแผนการจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) เพื่อดึงดูดเงินทุนมาสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย IFC ของดานังจะมุ่งเน้นไปที่การเงินสีเขียว (green finance) ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

โดยมี ‘หัวใจ’ 2 ดวงในแผนการนี้

 

หัวใจดวงแรกอยู่ที่ศูนย์กลางการเงินสำนักงานใหญ่ในโครงการ Danang Software Park 2 ซึ่งเป็นอาคารสูง 22 ชั้น พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนเพิ่มเติมบนคาบสมุทรเซินจ่า และยังมีการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างเกาะเทียมในอ่าวดานังอีกด้วย

 

และเพื่อเมืองสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยผสมผสานทั้งการผลิต อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ดานังจึงได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTZ) แห่งแรกของเวียดนาม บนพื้นที่เกือบ 1,900 เฮกตาร์ ซึ่งจะช่วยให้

 

หัวใจอีกดวงคือ Software Park 2 พื้นที่ขนาด 93,000 ตารางเมตร ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับบริษัทในอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันมหาศาลเพื่อให้ดานัง กลายเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี 

 

จากเมืองชายหาด ดานังจะเป็น ‘Silicon Bay’ โดยเวียดนามเองก็กำลังลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการประดิษฐ์ (Fabrication lab) มูลค่าเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.27 พันล้านบาท) และศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ

 

เพื่อสร้างแรงดึงดูดใจที่รุนแรง ดานัง เป็นเมืองแรกในเวียดนามที่เสนอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลา 5 ปีสำหรับบุคลากรในภาคเซมิคอนดักเตอร์และ AI รวมถึงการมอบเงินสนับสนุนพิเศษสำหรับนักวิทยาศาสตร์, เงินรางวัลสำหรับสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี และการสนับสนุนที่พัก

 

นอกจากนี้ยังมีการเร่งสร้างบุคลากรขึ้นเพื่อรองรับงานจำนวนมากในอนาคตโดยในปีที่แล้วมหาวิทยาลัย 19 แห่งในเมืองได้เปิดรับนักศึกษาในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ถึง 600 คน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 1,000 คนในปี 2025 ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนบริษัทในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าจากปี 2023

 

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เวียดนามมีอาวุธครบมือมากขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจ และไม่หวังพึ่งพาแค่เรื่องของการส่งออก การลงทุนจากต่างชาติ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

 

 เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

 

ยักษ์ 250 ตน

 

เป้าหมายที่ท้าทายในระยะสั้นของเวียดนามยังมีเรื่องของการทำให้ตัวเลขจีดีพีของประเทศไปให้ถึง 8% ในปี 2025 และทะยานไปให้ถึงเลข ‘2 หลัก’ ในปี 2026

 

เรื่องนี้เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก และนั่นนำมาสู่การประกาศเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลในโครงการขนาดยักษ์ที่เรียกว่า ‘เมกะโปรเจกต์’ ด้วยจำนวนเงินมากถึง 1.28 ล้านล้านดอง หรือกว่า 1.6. ล้านล้านบาท

 

จำนวนโครงการที่จะมีการลงทุนอยู่ที่ราว 250 โครงการซึ่งแบ่งออกเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน การขยายเส้นทางรถไฟ ระบบรถไฟ โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่างสะพาน Rach Mieu 2 ที่จะเชื่อมการเดินทางในตอนใต้ของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีการสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดด่งนายทางตอนใต้ของประเทศเพื่อทดแทนสนามบินแห่งเดิมในนครโฮจิมินห์ โดยคาดว่าจะเปิดใช้ภายในสิ้นปี 2025 นี้ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงทุนของทั้งของรัฐบาลเองและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศด้วย

 

ในด้านเทคโนโลยียังมีการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) แห่งใหม่ของบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ Viettel ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญที่การพัฒนาอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และศูนย์ข้อมูล

 

เมกะโปรเจกต์เหล่านี้จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่แรงผลักดันที่สำคัญของเวียดนาม แต่ยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามามากยิ่งขึ้นด้วย

 

ความท้าทายสู่เสือเศรษฐกิจเอเชีย

 

สุดท้ายเป้าหมายใหญ่ของเวียดนามคือการไปสู่การเป็น ‘เสือเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ของเอเชียให้ได้ภายในปี 2045 ที่ประเทศต้องเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีรายได้สูงอยู่ดีกินดี

 

อย่างไรก็ดีการจะไปให้ถึงจุดนั้นเองเวียดนามต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะการทำนั้นยากกว่าแค่การพูดเสมอ

 

ในเดือนเมษายน IMF ได้มีการปรับการคาดการณ์เกี่ยวกับการเติบโตของจีดีพีเวียดนามภายในเดือนตุลาคมปีนี้จาก 6.1% ลงมาที่ 5.2% ซึ่งแม้จะสูงกว่าจีดีพีของไทยที่คาดว่าจะเติบโตที่ 1.2% มาก แต่ก็ยังห่างไกลจาก 8% ที่เวียดนามตั้งเป้าหมายเอาไว้

 

ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต แม้เวียดนามจะถูกมองว่าเป็นรายใหญ่ของโลกแต่ปัญหาที่ถูกคาดว่ากำลังจะมาถึงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือการติดกับดักรายได้ปานกลาง โดย The Economist (ซึ่งถูกทางการเวียดนามแบนในเวลาต่อมา) คาดว่าภายในปี 2029 ค่าแรงของเวียดนามที่เคยเป็นแรงจูงใจสำคัญจะเพิ่มไปถึง 49% ทำให้ค่าแรงสูงขึ้นแต่ยังขาดความช่ำชองทางเทคโนโลยีทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้ามูลค่าสูงได้

 

ปัญหาอื่นๆ ยังมีอีกไม่น้อย เช่น การเริ่มขาดแคลนแรงงานจากชนบท และแรงงานที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยมีเพียงแค่ 10% ของแรงงานทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง ‘ภาษีทรัมป์’ มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในระยะยาวของประเทศถึง 2.5% 

 

อย่างไรก็ดี ด้วยเสถียรภาพทางการเมือง และความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธการเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามประกาศทำให้เป็นที่จับตามองของนานาประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทยซึ่งกำลังถูกมองว่าโดนเวียดนามแซงไปเรียบร้อยแล้วหลังประเทศชะงักงันมาร่วม 20 ปี แต่รวมถึงนานาประเทศที่เริ่มสนใจและมองเวียดนามในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม

 

ที่แน่ๆ คือเวียดนามเป็นชาตินักสู้ ผู้กลับมาจากความเจ็บปวดเจียนตายได้อย่างน่ามหัศจรรย์จากสงครามเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

 

ควันไฟ รอยเลือด คราบน้ำตา การสูญเสียในวันนั้นอาจจางลงแล้ว แต่มันยังเป็นพลังสำคัญในการไปสู่ความฝันที่จะเปลี่ยนเวียดนามให้เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

 

ไม่ว่าในปี 2035 และ 2045 พวกเขาจะไปถึงจุดไหน จะทำได้อย่างที่ฝันไว้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าอย่างน้อยถ้าตั้งใจแล้วมันต้องดีกว่าในปี 2025 อย่างแน่นอน



ภาพปก : danefromspain / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ในวันที่ไทยยังนิ่ง? 50 ปีหลังไฟสงคราม เวียดนามเดินหน้าสู่ ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ ด้วยแผนปฏิรูปประเทศครั้งประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว. ตปท. เชื่อ หากไทยเข้า OECD ได้ จะปฏิรูปประเทศเร็วขึ้น เหตุต้องดันมาตรฐานทุกด้านให้เป็นสากล https://thestandard.co/thailand-oecd-reform-standards/ Thu, 31 Oct 2024 12:18:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1002277 OECD

วันนี้ (31 ตุลาคม) ที่กระทรวงการต่างประเทศ มาริษ เสงี่ย […]

The post รมว. ตปท. เชื่อ หากไทยเข้า OECD ได้ จะปฏิรูปประเทศเร็วขึ้น เหตุต้องดันมาตรฐานทุกด้านให้เป็นสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD

วันนี้ (31 ตุลาคม) ที่กระทรวงการต่างประเทศ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ มาทีอัส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เดินทางมาเยือนไทยเพื่อหารือการเข้าเป็นสมาชิกOECD ว่า เลขาธิการ OECD เดินทางมาด้วยตัวเอง โดยหารือกับ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

 

มาริษกล่าวอีกว่า การเยือนของเลขาธิการ OECDเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มีวัตถุประสงค์ 2-3 อย่าง และเป็นการเริ่มเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECDของไทย โอกาสนี้เลขาธิการ OECDหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มกระบวนการกับภาคราชการของไทย

 

“ท่านได้รับทราบว่าความพร้อมของประเทศไทยไปถึงไหน มีข้อจำกัดอย่างไรในการที่จะเข้าร่วมกระบวนการของการเป็นสมาชิก ทำให้OECD มาเห็นและรับทราบ ทุกภาคส่วนของไทยก็รับทราบว่าเราต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีผลดีและผลกระทบอย่างไร” มาริษกล่าว

 

มาริษกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีและตนย้ำว่า เราต้องการเข้าเป็นสมาชิกของ OECDซึ่งผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในครั้งนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีการคำนวณว่าจะทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตขึ้นถึง 1.6% เนื่องจากเราจะเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจได้ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งก้าวข้ามรายได้ปานกลาง เนื่องจากประเทศไทยต้องปฏิรูปทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

 

“ถามว่าเราปฏิรูปอยู่หรือไม่ เราก็ปฏิรูปอยู่ แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานเป็นตัวชี้วัดว่าการปฏิรูปของประเทศก้าวไปสู่การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางหรือยัง การเข้าเป็นสมาชิก OECDจะทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานที่ชัดเจนและโปร่งใส กฎระเบียบทั้งหลายที่ทำให้เราเข้าเป็นสมาชิกภาคีกับเขา จะทำให้เรายกระดับทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทุกอย่างต้องโปร่งใส” มาริษกล่าว

 

OECD เห็นศักยภาพไทย พร้อมขยายกลุ่มครอบคลุมประเทศกำลังพัฒนา

 

มาริษยังกล่าวว่า OECDมองเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของประเทศไทย จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ OECDต้องการให้ประเทศไทยเข้าเป็นประเทศสมาชิก ในอดีตหลายคนพูดถึงกลุ่มประเทศ OECDว่าเป็น Rich Men Club หรือคลับของคนรวย หรือกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่หลังจากที่ OECDพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว การที่จะทำให้โลกทั้งใบอยู่ในมาตรฐานสากลเป็นสิ่งสำคัญ จึงขยายกรอบให้ครอบคลุมถึงประเทศกำลังพัฒนา

 

นอกจากนี้ประเทศไทยต้องการมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนให้ประเทศที่กำลังพัฒนามีสิทธิ์มีเสียงที่จะกำหนดทิศทางของโลก รวมทั้งทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นในการเข้ามาในธุรกิจการค้าอย่างเป็นธรรม และมีความโปร่งใสมากขึ้น

 

มาริษยังย้ำถึงจุดแข็งของประเทศไทยว่า เราสามารถพูดและทำให้เขาเห็น เช่น การนำมาตรฐานของ OECDไปช่วยโปรโมตเพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเห็นความสำคัญ และเข้ามาร่วมในการทำให้ประเทศมีมาตรฐานสากลมากขึ้น OECDก็จะเห็นว่าประเทศกำลังพัฒนามีคุณค่าในมิติด้านต่างๆ เราจะทำให้ OECDต้องฟังในสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องการ ทั้งนี้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีก็ต้องการเห็นประเทศไทยเข้าไปอยู่ในจอเรดาร์มากขึ้นด้วย

 

ไทยร่วม OECD ภายใน 5 ปี ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย

 

จากนั้นมาริษตอบคำถามสื่อมวลชนว่า การเข้าเป็นสมาชิกของ OECDสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่คนละขั้วอำนาจได้ทันที เรามองความร่วมมือในกรอบของการพัฒนา ไม่ได้เป็นการรวมกลุ่มทางการเมือง เป้าหมายของประเทศไทยคือพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน ไม่ได้ให้เกิดการแตกแยก

 

เมื่อถามว่าในกรอบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สิ่งที่เป็นเงื่อนไขในการเตรียมความพร้อมที่ยากที่สุดคืออะไร มาริษกล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ได้มีความยากลำบาก เพราะต่อให้ไม่มี OECDตนคิดว่าประเทศไทยก็ขับเคลื่อนไปสู่การเป็นมืออาชีพ มาตรฐานที่สูงขึ้นอยู่แล้ว เราต้องพัฒนาตัวเราเพื่อปฏิรูปประเทศให้มีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น แต่การที่เราเป็นสมาชิก OECDสามารถทำให้เราเร่งรัดกระบวนการเหล่านี้ได้

 

“ผมคิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนของประเทศไทยต้องการที่จะปฏิรูปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามีคนมาช่วยทำให้ปฏิรูปได้เร็วขึ้น เป็นที่ต้องการและมีมาตรฐานสากล เพราะฉะนั้นผมเห็นถึงประโยชน์ที่สำคัญของการเข้าเป็นสมาชิกOECD” มาริษกล่าว

 

ส่วนเป้าหมายของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเข้าเป็นสมาชิก OECDภายใน 5 ปีเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน กระทรวงการต่างประเทศสามารถเร่งรัดการเตรียมความพร้อมภายในประเทศไทยอย่างไร มาริษกล่าวว่า ก็ต้องพูดคุยกัน กระทรวงการต่างประเทศดูเรื่องนโยบาย ตนก็กำชับกระทรวงการต่างให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

มาริษกล่าวด้วยว่า การที่เราจะเข้าร่วม OECDได้ภายใน 5-10 ปีก็เป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราเข้าไปช่วยเติมเต็มในส่วนที่เขาขาด แน่นอนว่าเราเข้าไปมีส่วนช่วยเพื่อให้เกิดได้เร็วที่สุด ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกหน่วยราชการและทุกภาคส่วน

The post รมว. ตปท. เชื่อ หากไทยเข้า OECD ได้ จะปฏิรูปประเทศเร็วขึ้น เหตุต้องดันมาตรฐานทุกด้านให้เป็นสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยผลงาน 5 ปีปฏิรูปประเทศ ประชาชนพึงพอใจบริการภาครัฐ อันดับโลกหลายอย่างดีขึ้น https://thestandard.co/the-government-reveals-the-results-of-5-years-of-reforming-the-country/ Fri, 04 Mar 2022 06:21:54 +0000 https://thestandard.co/?p=601684 ปฏิรูปประเทศ

วันนี้ (4 มีนาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post รัฐบาลเผยผลงาน 5 ปีปฏิรูปประเทศ ประชาชนพึงพอใจบริการภาครัฐ อันดับโลกหลายอย่างดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูปประเทศ

วันนี้ (4 มีนาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศที่ปรับปรุงใหม่ 6 ประเด็น จากแผนการปฏิรูป 13 ด้าน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีขอให้มุ่งมั่นสร้างผลงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปฏิรูปประเทศตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน สอดคล้องกับผลการสำรวจขององค์กรต่างประเทศที่ประเมินประเทศไทย ดังนี้

 

  1. การพัฒนาบริการเพื่อความพึงพอใจของประชาชน ประชาชนมีความพึงพอใจต่อบริการภาครัฐในภาพรวมสูงขึ้นทุกปี ล่าสุดปี 2564 อยู่ที่ 84.81% โดยด้านเจ้าหน้าที่ให้บริการประชาชนพึงพอใจมากที่สุด และมีความพึงพอใจต่อการให้บริการในรูปแบบ E-Service ของที่ว่าการอำเภอ / ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ 86.53% เพราะผู้รับบริการเห็นว่าสะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากขึ้น 

 

ภาครัฐมีการบริการที่รวดเร็วขึ้น จากการปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาในการอนุมัติ / อนุญาต กว่า 532 ใบอนุญาต ทำให้บริการเร็วขึ้นเฉลี่ย 41.71% ด้านติดต่อราชการ ประชาชนสามารถติดต่อได้ง่ายขึ้น จากการออกมาตรการให้หน่วยงานภาครัฐยกเลิกการขอสำเนาเอกสารที่ราชการออกให้ประชาชน นอกจากนี้ยังมีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมให้ถูกลง รวมถึงการยกเลิกค่าธรรมเนียมในการให้บริการประชาชนแล้ว จำนวน 111 ใบอนุญาต ทั้งนี้ยังมีการปรับแก้กฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชนให้ผ่อนคลายมากขึ้น และยังปลดล็อกข้อจำกัดการบริหารราชการในพื้นที่ ส่งผลให้ระบบราชการไทยได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) ขององค์การสหประชาชาติต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 

 

  1. การยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการจัดอันดับระดับนานาชาติ 

 

  • อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้านประสิทธิภาพภาครัฐ โดย IMD (IMD Competitive Ranking) ในปี 2564 อยู่อันดับที่ 20 จาก 64 ประเทศ ดีขึ้น 3 อันดับจากปี 2563 มีปัจจัยย่อยด้านนโยบายภาษีที่ติด 1 ใน 6 อันดับแรก และด้านกฎหมายธุรกิจที่อันดับดีขึ้นถึง 8 อันดับเมื่อเทียบกับปี 2560 
  • อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย (Ease of Doing Business) โดยธนาคารโลก จัดอันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากอันดับที่ 49 ในปี 2559 เป็นอันดับที่ 21 ในปี 2563
  • อันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์โดยสหประชาชาติ ในปี 2563 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 57 จาก 193 ประเทศ ดีขึ้น 20 อันดับจากปี 2559 โดยในด้านการให้บริการออนไลน์ มีคะแนนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

  1. ความพร้อมด้านดิจิทัลของจังหวัด พบว่าหน่วยงานระดับจังหวัดมีความพร้อมมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาและปรับปรุงบริการให้เป็นดิจิทัลที่สูงขึ้น

 

“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนจากความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล การปฏิรูปประเทศไทยจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไปในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน” รัชดากล่าว

The post รัฐบาลเผยผลงาน 5 ปีปฏิรูปประเทศ ประชาชนพึงพอใจบริการภาครัฐ อันดับโลกหลายอย่างดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เห็นชอบแผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปประเทศรวม 881 โครงการ วงเงินรวม 6 หมื่นกว่าล้านบาท https://thestandard.co/big-rock-plan-180564/ Tue, 18 May 2021 11:15:49 +0000 https://thestandard.co/?p=490423 กิจกรรมปฏิรูปประเทศ

วันนี้ (18 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายก […]

The post ครม. เห็นชอบแผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปประเทศรวม 881 โครงการ วงเงินรวม 6 หมื่นกว่าล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิจกรรมปฏิรูปประเทศ

วันนี้ (18 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) ประกอบด้วยโครงการหรือการดำเนินงานเพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรม Big Rock ทั้ง 62 กิจกรรม รวม 881 โครงการ กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 66,502,240,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ใช้จ่ายจากงบประมาณประจำปี 2564-2565 และงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยคณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนกิจกรรม Big Rock อย่างเคร่งครัด บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในทุกระดับ เพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนด 

 

ทั้งนี้ แผนขับเคลื่อนกิจกรรม Big Rock เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายระดับการดำเนินงานตามขั้นตอนและวิธีการของกิจกรรม Big Rock ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ไปสู่การปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยมีการระบุ 

 

  1. หน่วยงานร่วมดำเนินการ
  2. เป้าหมายย่อย (Milestone) คือเป้าหมายของการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่จะส่งผลให้บรรลุเป้าหมายของกิจกรรม Big Rock
  3. ระยะเวลาที่คาดว่าจะแล้วเสร็จของแต่ละเป้าหมายย่อย โดยกำหนดระยะเวลาที่แล้วเสร็จ ณ สิ้นสุดไตรมาส 
  4. โครงการ/การดำเนินงานเพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรม Big Rock 

 

ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลผลิตตามเป้าหมายย่อยภายในระยะเวลาที่กำหนด ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการ แหล่งงบประมาณ และวงเงินงบประมาณที่ใช้ ซึ่งมีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ หรือการดำเนินงานรองรับกิจกรรม Big Rock ใน 3 ระดับ คือ

 

  1. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด หากไม่ดำเนินการจะทำให้การปฏิรูปประเทศไม่บรรลุผลตามที่กำหนด
  2. มีความจำเป็นเร่งด่วน
  3. มีความจำเป็นเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนงบประมาณตามกฎหมายต่อไป   

 

อนุชายังได้ยกตัวอย่างกิจกรรม Big Rock ด้านเศรษฐกิจ เช่น การสร้างเกษตรมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายย่อยคือการขยายพื้นที่ชลประทานอย่างเหมาะสม มีการสร้างผู้ประกอบการ Smart Farmer เพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอาหารและเศรษฐกิจชีวภาพ มีโครงการหรือการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรม Big Rock ได้แก่ โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (Smart Big Farming) และโครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้น ซึ่งผลผลิตที่จะได้คือ เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง และมีมูลค่าการจำหน่ายและการเจรจาธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีงบประมาณ 2564 เป็นต้น

The post ครม. เห็นชอบแผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปประเทศรวม 881 โครงการ วงเงินรวม 6 หมื่นกว่าล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ายค้าน แจงเหตุเสนอนับองค์ประชุมทำสภาล่ม เป็นการยกระดับให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของการปฏิรูปประเทศ https://thestandard.co/opposition-announced-quorum-counting-lead-to-the-council-fall/ Wed, 08 Jul 2020 08:47:47 +0000 https://thestandard.co/?p=378311

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา สุทิน คลังแสง ประธานค […]

The post ฝ่ายค้าน แจงเหตุเสนอนับองค์ประชุมทำสภาล่ม เป็นการยกระดับให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของการปฏิรูปประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา สุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปรัฐบาล) พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส. สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงภายหลังเกิดเหตุการณ์สภาล่มครั้งแรก ในสมัยประชุมครั้งที่ 2 ในการพิจารณาแผนรายงานการปฏิรูปประเทศ

 

สุทินกล่าวว่า การปฏิรูปประเทศคือคำมั่นสัญญาของรัฐบาล และเป็นข้ออ้างก่อนการยึดอำนาจ เช่น อ้างว่าต้องมี ส.ว. ช่วงเปลี่ยนผ่าน และเป็นข้ออ้างหลายๆ อย่างจนสังคมให้โอกาส ฝ่ายค้านให้ความร่วมมือ ซึ่งในการรายงานแผนการปฏิรูปทุก 3 เดือนนั้น เราให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ทุกภาคส่วนเห็นว่าการปฏิรูปไม่เกิด แม้แต่พันธมิตรที่สนับสนุนรัฐบาลก็ผิดหวัง และแม้กระทั่ง ส.ว. ยังออกมาพูดให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งเราต้องการสะท้อนเสียงของสังคมผ่านไปยังรัฐบาล แต่รัฐบาลทำเสมือนใช้สภาเป็นตรายางให้ มาครั้งนี้ รัฐบาลและ ส.ส. ฟากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ ไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้เราเสนอนับองค์ประชุมจนสภาล่ม ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ฝ่ายค้านหวังว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลตระหนักคิดได้ว่าจะเอาอย่างไรกับการปฏิรูปต่อ และเชื่อว่าสังคมจะเข้าใจเรา ทั้งนี้ การนับองค์ประชุมและการวอล์กเอาต์เป็นการกระตุ้นเตือน แต่ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญอีกเราก็จะยกระดับให้มากขึ้น

 

ด้าน นพ.ชลน่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นร่วมจากการประชุมวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่าเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เฝ้าติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลพบว่าผลการปฏิบัติจริงๆ ไม่เกิดขึ้นเลย อยู่ในขั้นตอนการจัดทำแผนปฏิรูป นำแผนปฏิรูปไปปรับปรุงซึ่งไม่ขยับเขยื้อน ในรัฐธรรมนูญประกาศใช้เมื่อปี 2560 กฎหมายแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศออกวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 หลังจากนั้นให้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่เท่าที่เราติดตามตรวจสอบ 2-3 ครั้งที่เรารับทราบรายงานก็มีข้อเสนอแนะข้อท้วงติงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ซึ่งเดิมเขาไม่สนใจส่งฝ่ายปฏิบัติคือ สำนักงานสภาพัฒน์ ในฐานะเป็นฝ่ายเลขาฯ นำรายงานมาเสนอต่อสภา ทั้งที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเขียนว่าคณะรัฐมนตรีนำเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งเสนอแยกระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและรายงานวุฒิสภา ซึ่งเขาได้เขียนกฎหมายแผนและขั้นตอนรองรับ ว่าผลสัมฤทธิ์ ตัวชี้วัดเป้าหมายจะรายงานในรอบปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้ติดตามทุก 3 เดือนว่าก้าวหน้าอย่างไร 

 

ดังนั้น วันนี้ฝ่ายค้านจึงใช้กลไกของสภา ในการบอกกล่าวกับคณะรัฐมนตรีผ่านประธานสภา ซึ่งการนับองค์ประชุมถือเป็นมาตรการที่เบาที่สุด

 

ทั้งนี้ ถ้าหากองค์ประชุมครบถือว่าเราพร้อมที่จะตรวจสอบรายงานนี้ได้ตลอด ซึ่งขออย่าใช้เราเป็นตรายาง แต่หากไม่มีความพร้อมแม้แต่ ส.ส. ซีกของรัฐบาลก็ยังไม่ให้ความสำคัญ จึงออกมาในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม หากองค์ประชุมครบในวันนี้มาตรการต่อไปเราจะวอล์กเอาต์เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมแต่เพียงมาตรการแรกเราก็ประสบความสำเร็จแล้ว

 

ขณะที่ครูมานิตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวก็ไม่ได้ตั้งใจขอนับองค์ประชุม แต่รัฐบาลละเลย ในขณะที่เราเฝ้าสภาตลอด เพราะที่ผ่านมาเราเคยชินกับการเป็นรัฐบาล ทั้งนี้ การปฏิรูปเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐมนตรี และ ส.ส. ซีกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ มูลเหตุการรัฐประหารก็เพราะท่านอ้างเรื่องการปฏิรูป แต่ท้ายที่สุดท่านกลับทำเป็นเพียงเอกสารรูทีนเข้ามาให้สภาพิจารณาเท่านั้น ซึ่งเหมือนไม่ให้เกียรติสภาและฝ่ายค้าน ในขณะที่เราตั้งใจทำงานให้ประเทศ อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้รัฐบาลเข้าใจ และตระหนักว่าสภาคือองค์กรที่สำคัญ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ฝ่ายค้าน แจงเหตุเสนอนับองค์ประชุมทำสภาล่ม เป็นการยกระดับให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของการปฏิรูปประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองการปฏิรูปประเทศผ่านสายตานักกฎหมาย นันทวัฒน์ บรมานันท์ จากคนวงในสู่ภาพขยายสังคม https://thestandard.co/nuntawat-public-law/ https://thestandard.co/nuntawat-public-law/#respond Fri, 09 Feb 2018 10:50:42 +0000 https://thestandard.co/?p=68956

หากเอ่ยชื่อนักกฎหมายมหาชนของประเทศไทย ศ.ดร.นันทวัฒน์ บร […]

The post มองการปฏิรูปประเทศผ่านสายตานักกฎหมาย นันทวัฒน์ บรมานันท์ จากคนวงในสู่ภาพขยายสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเอ่ยชื่อนักกฎหมายมหาชนของประเทศไทย ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ เป็นนักวิชาการอีกคนหนึ่งที่อยู่ในสารบบความเชี่ยวชาญด้านนี้

 

หลังพ้นจากเก้าอี้คณบดีคณะนิติศาสตร​์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กลับมาให้เวลาเต็มที่กับการทำงานวิชาการเหมือนอย่างที่เคยทำมาโดยตลอด

 

นอกจากงานสอนหนังสือที่เป็นหน้าที่หลักแล้วยังคงให้บริการความรู้ประชาชนด้วยการกลับมาเปิดดำเนินการเว็บไซต์ Public-Law อีกครั้ง หลังต้องหยุดนิ่งไปช่วงหนึ่งด้วยเหตุผลที่จะได้อธิบายขยายความต่อไป


THE STANDARD ชวนดร.นันทวัฒน์สนทนาหลายเรื่อง ตั้งแต่งานวิชาการที่จะทำต่อหลังพ้นภาระบริหารจนถึงเรื่องบ้านเมือง และในฐานะนักวิชาการที่เข้าไปคลุกวงในทำงานอย่างต่อเนื่องกับภาครัฐเพื่อให้เห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนอีกด้านหนึ่งด้วย

 


หลังพ้นหน้าที่คณบดี ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่

ก่อนจะเป็นคณบดีเมื่อ 4 ปีเศษที่แล้ว ผมก็ทำงานวิชาการค่อนข้างเยอะ ย้อนหลังก่อนเป็นคณบดีไป 15 ปีก็เขียนหนังสือ 30 กว่าเล่ม ทำงานวิจัย และทำเว็บไซต์เครือข่ายกฎหมายมหาชน


ที่ผ่านมาส่วนราชการต่างๆ เขาก็คาดหวังว่าเราจะช่วยเขาได้ ก็มีการเชิญไปเป็นกรรมการตามส่วนราชการต่างๆ จำได้ว่าก่อนเป็นคณบดี เป็นกรรมการ เป็นอนุกรรมการ คณะทำงาน เบ็ดเสร็จแล้วรวมเกือบ 50 แห่งนะครับ ถือว่าช่วงก่อนเป็นคณบดีผมก็จะยุ่งอยู่แต่กับงานวิชาการทั้งหมด

 

ตอนนี้ก็กลับมาทำงานสอนหนังสือเต็มที่ กลับมาทำเว็บไซต์ให้บริการความรู้ในด้านกฎหมายกับประชาชน แล้วก็ยังเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ ของภาครัฐอยู่บ้าง

 


แล้วทำไมต้องปิดเว็บไซต์ในช่วงนั้น

เว็บไซต์ Public-Law ของเราต้องเขียนบทความเอง ตอนเป็นคณบดีใหม่ๆ ก็ยังทำอยู่ แต่ตอนหลังมีประเด็นข้อขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงขึ้น มันก็จะมีบางเรื่องที่พอเอาออกมาวิเคราะห์แล้วไปเข้าทางของฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็โจมตีหาว่าเราเป็นพวก พอไปเข้าอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายก่อนหน้านี้ก็โจมตี ผมก็อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง การให้ความเห็น ผมก็ไม่ต้องการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


ตอนนั้นเราจะเห็นได้ว่าข้อขัดแย้งทางวิชาการและทางการเมืองมีสูงมาก พอมีข้อขัดแย้ง เมื่อเราให้ความเห็นไปโดนใจฝ่ายใด เราก็กลายเป็นพวกเขา ก่อนเป็นคณบดี ตอนทำเว็บไซต์ผมเคยถูกขู่ เคยถูกปิดนะครับ เคยมาสารพัดอย่าง เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรับเงินรับทอง แล้วก็มีการเขียนถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกโจมตี เพราะเรามีตำแหน่ง ก็เลยต้องหยุดเพื่อไม่ให้องค์กรถูกโยง


จนกระทั่งพอเป็นคณบดีครบวาระ ผมก็คิดว่าจะมาทำใหม่ คือเตรียมพร้อมที่จะลงจากตำแหน่งแล้วก็เดินหน้าทางวิชาการต่อ พอครบตำแหน่งคณบดี เว็บไซต์ก็เลยออนไลน์ ทีมงานได้ทำการอัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่ตลอด ตอนนี้กลับมาเปิดปกติแล้ว เราทำมาเป็น 10 กว่าปีแล้ว

 

 


มีเป้าหมายที่จะให้บริการความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายอย่างไรบ้าง

คนที่เขียนบทความมาลงกับเรามีจำนวนมาก ซึ่งทุกคนไม่ได้ค่าเขียนบทความ เป็นการร่วมมือทางวิชาการกัน ในช่วงหนึ่งบทความเหล่านี้ต้องมีคนอ่าน ผมก็ไปเชิญอาจารย์หลายท่านมาช่วยอ่าน จากเดิมที่ 12 เดือนแรกมีคนใช้เว็บไซต์ 2 หมื่นคนในช่วงปี 2544 ในช่วงสุดท้ายที่เราจะปิดไป ระยะเวลา 3 เดือนมีคนใช้ประมาณ 1 แสน ซึ่งถือว่าเราได้รับความไว้วางใจอย่างมาก


สื่อต่างๆ ก็จะดึง ตัดตอนเอาความเห็น เอาทุกอย่างของเราไปใช้ทั้งหมด นิสิตนักศึกษาก็จะเข้ามาใช้งานเยอะ เพราะว่าพักหลังจะทำเป็นรายละเอียดที่นักศึกษาสามารถนำเอาเนื้อหาไปใช้ทำวิทยานิพนธ์ได้ ก็มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นฐานข้อมูลทางวิชาการและสำหรับประชาชนที่จะเข้ามาเรียนรู้ศึกษา ซึ่งอาจจะยากหน่อย แต่ก็พยายามสื่อสารให้หลากหลายและเข้าใจง่าย

 

 

ปัจจุบันพื้นที่การสื่อสารมีมากขึ้น นักวิชาการก็มีช่องทางแสดงออก เว็บไซต์กฎหมายแบบนี้ยังจำเป็นหรือ

ที่ผ่านมานักวิชาการรุ่นเก่าบางคนก็ไปอยู่ในวงการเมือง บางคนก็วางมือไปแล้ว เราก็ไม่อยากไปรบกวนท่าน นักวิชาการรุ่นใหม่มีน้อยมากที่จะเขียน ส่วนมากเน้นการพูดมากกว่า หนังสือหรือตำราไม่ค่อยเขียน ก็ได้แต่คาดหวังว่าจะมีนักวิชาการรุ่นใหม่ที่ยังอยากจะร่วมงานกับเรา


สมัยก่อนพื้นที่ในการแสดงออกหรือช่องทางสื่อสารมันน้อย อยากให้คนอ่านเยอะๆ อาจต้องไปลงหนังสือพิมพ์ เรียกว่าพอเปิดเว็บไซต์ตอนนั้นก็เหมือนเป็นช่องทางพิเศษเพิ่มขึ้น เป็นเวทีให้เด็กรุ่นใหม่ได้แสดงความรู้ความสามารถ ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จ หลายคนที่ไปศึกษาต่างประเทศก็ส่งมา จนกระทั่งคนเหล่านั้นจำนวนหนึ่งก็กลับมา บางคนก็ยังเขียนต่อ แต่พอมีฐานทางวิชาการ มีฐานทางการทำงานของเขาก็ไม่ได้ส่งมาที่เราอีกต่อไป ก็ไปทำตามช่องทางของเขา เพราะฉะนั้น ถือว่าเราก็มีส่วนสร้างพื้นที่ให้นักวิชาการได้ปล่อยความรู้ของตนเองลงไปบ้าง


บอกว่ามีภาระงานมาก แต่ทำไมถึงรับตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในตอนนั้น

ตอน สปช. ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนมีความคิดเหมือนกันว่าเราสอนรัฐธรรมนูญ เราเรียนมาจากประเทศที่มีการปฏิวัติมานานมากแล้ว ตอนนี้พอมีรัฐประหาร เราก็เริ่มวิตกกันในหลายเรื่อง


ตอนที่มีการตั้ง สปช. มหาวิทยาลัยก็มีการเสนอชื่อคณบดีของคณะนิติศาสตร์และคณบดีของคณะรัฐศาสตร์ไป แต่ผมก็ปฏิเสธ ตอนนั้นก็มีการพูดในที่ประชุมว่าคณบดีคณะนิติศาสตร์จะให้อดีตคณบดีไปมากกว่า คืออาจารย์บวรศักดิ์ แต่ไปๆ มาๆ ไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีชื่อผมเป็น สปช. ไม่แน่ใจว่ามาจากทางอื่นด้วยหรือเปล่า เพราะว่าจากที่เราเคยอยู่ในส่วนราชการ อยู่ในกรรมการต่างๆ ก็มีการเสนอชื่อเราไปด้วย


ตอนที่เข้าไปเป็น สปช. ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต เพราะว่าผมต้องทำงานบริหาร ต้องสอนหนังสือด้วย ขณะเดียวกันก็รู้ว่าการเป็น สปช. ต้องประชุมทั้งวัน ต้องเข้าห้องประชุม ต้องนับองค์ประชุม เป็นตอนที่ลำบากมากในชีวิตผม เพราะผมไม่สามารถหอบงานไปทำได้ เป็นช่วงที่อึดอัดมากพอสมควรเหมือนกัน แล้วก็เป็นช่วงที่ทำอะไรไม่ได้มาก

 

 

แสดงว่ามีความคิดที่ไม่ตรงกับการทำงานของ สปช.

ผมมีความคิดเห็นไม่ตรงกับการทำงานของ สปช. ตั้งแต่ต้น คือผมอาจจะเป็นคนซ้ำซากในบางเรื่อง เพราะว่าผมเคยคิดถึงการแก้ไขปัญหาของประเทศ เมื่อ 10 ปีที่แล้วกับวันนี้ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม


ผมคิดว่าบ้านเรามีความเหลื่อมล้ำเยอะ แล้วทางเดียวที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้คือเราต้องปรับโครงสร้างประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการ คือสวัสดิการถ้วนหน้าเต็มรูปแบบจะเก็บภาษีอัตราสูงนะ แล้วก็ต้องมีมาตรการต่างๆ อีกเยอะ ผมจะพยายามพูดเรื่องนี้ ตอน สปช. ผมก็เสนอประเด็นนี้ แต่ในที่สุดแล้ว สปช. เองมีคนเสนอหลายเรื่องมาก เขาก็เลยไปทำเรื่อง quick win คือไปทำเรื่องเล็กๆ เป็นร้อยแปดพันเก้าเรื่อง ก็ถือว่า สปช. ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร

 


ตอนหมด สปช. มี สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ผมก็ได้รับการทาบทาม แต่ตอนนั้นผมพูดเต็มปากเลยว่า สปช. เนี่ยไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้น สปท. ก็ไม่รับ แต่พอมาคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในตอนนี้ ดูแล้วมันเป็นคณะย่อยที่มีเป้าชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ว่าการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งมันรวมถึงปฏิรูประบบการศึกษากฎหมายด้วย ก็คิดว่าตัวเองทำได้แน่นอนและมีเวลาแน่ ก็เลยตัดสินใจรับเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย

 


ในฐานะที่อยู่กับการปฏิรูปซึ่งเป็นงานหลักของ คสช. มองว่าการปฏิรูปของ คสช. เป็นอย่างไรบ้าง

ผมว่าช้า เพราะจริงๆ แล้วถ้าเราดูฐานของความเป็นไปได้ ตอนที่มีการรัฐประหาร ทุกคนก็อยู่ในภาวะความสงบ คำสั่งหรืออำนาจของ คสช. ทั้งหมดก็ยังดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้นผมไม่แน่ใจว่าทิศทางการปฏิรูปประเทศชัดเจนแค่ไหน


การตั้ง สปช. ขึ้นมาจะเห็นได้ว่าทุกคนพูดตรงกันว่าล้มเหลว เพราะมีแต่ข้อเสนอซึ่งเป็นเบี้ยหัวแตก ถึงวันนี้ผมไม่แน่ใจว่าข้อเสนอของทั้ง สปช. และ สปท. เป็นมรรคเป็นผลมากน้อยแค่ไหน


ผมก็คงมองเหมือนทุกคน แม้ผมอยู่ในกระบวนการด้วยก็มองแบบเดียวกัน คือมองว่าคนที่เข้ามาอยู่มีเลือดเก่ากับเลือดใหม่ เลือดเก่าเราจะเห็นได้ว่าเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่นก็ตาม เข้ามาแล้วก็พูดถึงว่ามาเป็นแล้วจะได้อะไรบ้าง ได้สิทธิ ได้อะไรยังไงบ้าง เพราะฉะนั้นการปฏิรูปกฎหมายก็ยังหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องนั้น ทำไมเวลานั่งเครื่องบินไปต่างจังหวัดถึงนั่งชั้นธุรกิจไม่ได้ ต้องมีบัตรประจำตัวไหม คือเราก็ยังวนเวียนอยู่กับรูปแบบ ซึ่งจริงๆ แล้วมันน่าจะไปให้ความสำคัญกับเนื้อหา เพราะฉะนั้นถ้า สปช. ทำได้เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ต้น ผมคิดว่าวันนี้มันจะเดินหน้าไปได้ ตอนนั้นเราเสียเวลาไปมาก เสียเงิน เสียทุกอย่างไปจำนวนมากเพื่อมาถึงจุดจบ เราจะเห็นได้ว่าการปฏิรูปประเทศจาก สปช. สปท. มาคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ มัน 3 ชุดเลย ผมมองว่าช้าและไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

 

 

แล้วคิดว่ามีกรรมการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จ?

คือผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าเราไปดูเรื่องยุทธศาสตร์ชาติกับเรื่องปฏิรูปประเทศแล้ว วันนี้ผมเห็นเฉพาะการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย 236 หน้าที่เราเสนอไป เราเสนอแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายไปตอนนี้


ตอนนี้คณะกรรมการปฏิรูปทั้งหมด ภาพมันยังไม่ชัด เพราะว่าผมดูด้านปฏิรูปกฎหมายเท่านั้น มันจะมีด้านอื่นอีกเยอะ เมื่อทำเสร็จสภาพัฒน์จะนำไปบูรณาการกับทุกด้านของแผนปฏิรูปประเทศ บูรณาการเสร็จก็จะทำเป็นแผนใหญ่ แล้วจากนั้นยุทธศาสตร์ชาติก็ต้องออกมา


คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมันตัดตอน ไม่รกรุงรังเหมือน สปช. และ สปท. มันเป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่า คนน้อยกว่า สปช. ด้วยซ้ำไป แล้วก็ถูกคุมด้วยหลายๆ อย่าง เช่น ประชุมเกินเดือนละกี่หน ได้เฉพาะเบี้ยประชุม ไม่มีเงินเดือน ไม่มีผู้ติดตาม คือการทำงานเป็นการแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นใน สปช. และ สปท.


แต่ในใจผมเองก็ยังไม่ค่อยถูกใจมากเท่าไร เพราะว่าผมยังอยากมองเห็นการปฏิรูปที่เป็นลักษณะใหญ่มากกว่า ถ้าเปิดเทปก็คือเหมือนรัฐสวัสดิการ เราต้องปฏิรูปทั้งหมด ปฏิรูปอะไรที่เป็นก้อนโตๆ ใช้ได้ ของผมที่มีปฏิรูประบบขายฝากก็เป็นประเด็นน้อยๆ อยู่บ้างนะครับ แต่ในภาพรวมก็คิดว่าน่าจะไปได้


จุดใหญ่ของการปฏิรูปกฎหมายคืออะไร

คือมันมีเรื่องเยอะมากที่เราทำจนผมจำได้ไม่หมด มีกฎหมายที่ต้องแก้อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด แต่ว่าจุดใหญ่ใจความที่เราต้องการดูมี 2 ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่ง กฎหมายที่มีอยู่แต่เดิมมันมีปัญหาอุปสรรค บางฉบับเก่า กฎหมายบางฉบับมีอนุบัญญัติ ก็ไปเขียนแล้วบอกว่าถ้าไม่มีอนุบัญญัติก็ใช้ของเก่าไปพลาง ไม่มีใครเขียน ไม่มีใครแก้ กฎหมายบางฉบับบอกให้มีอนุบัญญัติมา 5-6 ปีก็ยังไม่ออก กฎหมายบางฉบับก็เก่าเกินไป บางคนก็หยิบมาใช้ บางคนก็ไม่หยิบ พวกนี้ก็จะเกิดการสังคายนาใหม่ทั้งระบบ มีการทบทวนกฎหมายที่มีปัญหา มีการตัดหรือปรับแก้กฎหมายที่ใช้ไม่ได้ออกไป หรือว่าทำให้มันทันสมัยมากขึ้น มีการวางกลไกอนุญาตใหม่ เพราะว่าเรามีกฎหมายจำนวนมากที่ต้องขออนุญาตทำนั่นทำนี่ มีใบอนุญาตนั่นนี่ไปหมด มันชักช้า เป็นช่องทางของการทุจริตด้วย อันนี้ก็จะเป็นภาพใหญ่ๆ ที่ปรับ


ส่วนต่อมาคือระบบการศึกษากฎหมาย เราจะเห็นได้ว่าฐานของคนที่ทำคือการศึกษากฎหมายพื้นฐาน วันนี้จะเห็นได้ว่ามีคณะหรือภาควิชาที่สอนนิติศาสตร์เป็นร้อย ดังนั้นมาตรฐานมันก็ไม่เหมือนกัน ตรงนี้เราก็พยายามจะปรับวิธีการเรียนด้วย

 

 

พูดถึงการเรียนการสอนด้านกฎหมาย มันมีปัญหาให้ต้องรื้อใหม่อย่างไร

มันต้องแยกเป็น 2 ส่วน อันนี้ไม่ได้พูดถึงในฐานะที่เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศนะ แต่พูดถึงในฐานะที่อยู่ในวงการกฎหมาย อย่างแรกผมรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้กับสมัยก่อนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน การเรียนเพื่อเอาคะแนน การเรียนเพื่อเอาเกรด เลือกว่าอาจารย์คนไหนให้คะแนนดี อาจารย์คนไหนไม่ดุ ไม่เช็กชื่อ เป็นสาระสำคัญของการเรียน ไม่เฉพาะนิติศาสตร์ แต่รวมถึงบางศาสตร์ โดยเฉพาะสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้นต้องปรับวิธีคิดของคนใหม่ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไม่สามารถทำได้


ประการที่ 2 หลักสูตร พูดกันเยอะมากว่าของบ้านเรามันแปลก เราควรเริ่มสตาร์ทการเรียนกฎหมายเป็นปริญญาใบที่ 2 คือให้คนมีอายุมาเรียนแบบสหรัฐฯ อย่างที่คณะเราเองก็มีภาคบัณฑิตที่ต้องจบปริญญาตรีสาขาอื่นมาก่อน แต่เราไปเปิดภาคตอนเย็นเพื่อรองรับคนทำงาน เพราะฉะนั้นในฐานะที่เคยเป็นคณบดีมา 4 ปี ผมถือว่าสำเร็จ แต่น้อยมาก จะมีแค่คนกลุ่มหนึ่งที่มาเรียนอย่างตั้งใจแล้วเปลี่ยนสาขาวิชาชีพได้ คนอีกกลุ่มมาเรียนเพื่ออยากรู้ และคนอีกกลุ่มมาเรียนเพื่อรับปริญญาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่าว่าเรียนไปเพื่ออะไร


ที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเรากลัวก็คือหลักสูตรขาสั้น คือหลักสูตรที่มีเด็กมัธยมปลายไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิดได้น่ะครับ คุณเก็บหน่วยกิตได้ พอจบปุ๊บก็ไปเรียนต่ออีกนิดเดียวก็จบปริญญาตรี คุณเรียนปริญญาตรีตอนยังนุ่งขาสั้นอยู่เลย มันไม่ได้มีเฉพาะนิติศาสตร์สาขาเดียว เราก็จะมีคนจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี และไปเรียนเนติบัณฑิตได้ เป็นทนายความได้ เป็นผู้พิพากษาได้ แต่จะเหมาะหรือไม่ อันนี้เป็นคำถามเท่านั้นเองนะครับ และตรงนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย


จะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าต้องยกเลิก หรือต้องกำหนดอายุของคนที่จะไปเรียนเนติบัณฑิตว่าเท่าไรเพื่อไม่ให้โตไวเกินไป การโตไวในบางเรื่องเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ในวิชาชีพนักกฎหมาย เพราะมันต้องใช้ประสบการณ์ ต้องอาศัยอายุ อาศัยความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งตรงนี้แหละที่ต้องปฏิรูป

 

 

ทำไมมองดูแล้วเรามีกฎหมายมาก แต่ก็แก้อะไรไม่ได้เลย

บ้านเรามีกฎหมายจำนวนมาก แต่การบังคับใช้กฎหมายมันหย่อนยานมาก หย่อนยานแบบไม่น่าเชื่อด้วย ดูบนทางเท้า มันเป็นไปได้ยังไงที่เรายอมให้ทางเท้าเป็นจุดขายของได้ อันนี้ง่ายๆ เลย ทางเท้ามันออกแบบมาให้คนเดิน ยิ่งทางเดินกว้างยิ่งสบาย จูงลูกจูงหลานกันสบายเลย แต่วันนี้ทางเท้าเราเป็นที่จอดรถรับจ้าง เป็นที่ตั้งของหาบเร่แผงลอย บางแห่งมีทั้งเตา ทั้งกระทะ อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ตึกแถวที่ขายของก็ยื่นมาบนทางเท้า คือทุกคนรบกวนสิทธิ์ของคนอื่นไปหมดโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ทำอะไรเลย


เพราะฉะนั้นเมื่อคนก็ไม่มีวินัย เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่บังคับให้คนทำตาม ปัญหาหลักของเรากลายเป็นว่าไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่ทำยังไงถึงจะให้คนเคารพสิทธิผู้อื่น


ผมเข้าใจสภาพว่าเราอยู่ในเมืองหลวง แต่เมืองหลวงทุกแห่งก็มีสภาพคล้ายกัน คือมีคนเยอะ แล้วทุกคนก็แก่งแย่งกันอยู่ แก่งแย่งกันกิน แก่งแย่งกันทำงาน แก่งแย่งกันเดินทาง เพียงแต่ว่าภายใต้การแก่งแย่งนั้นมันต้องมีจุดสมดุลที่ว่าเราต้องเคารพสิทธิของคนอื่นด้วย


หลายครั้งรัฐก็ออกกฎหมายโดยคิดว่ามันจะแก้ปัญหาได้ แต่ก็เหมือนเดิม

ถ้าทุกคนต้องการอิสระ ทุกคนต้องการทำตามใจตัวเอง มันก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่เดินตามกฎ ผมว่าอาจจะมีองค์ประกอบหลายส่วน โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งว่าเราต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่นึกถึงเฉพาะตัวเอง เพราะทุกวันนี้เรามีคนที่นึกถึงแต่ตัวเองคนเดียว

The post มองการปฏิรูปประเทศผ่านสายตานักกฎหมาย นันทวัฒน์ บรมานันท์ จากคนวงในสู่ภาพขยายสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nuntawat-public-law/feed/ 0