การปฏิรูปการศึกษา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การปฏิรูปการศึกษา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Jan 2026 07:53:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กทม. กางแผนปฏิรูปการศึกษา ปักหมุดปี 2574 ขออนุมัติตั้ง โรงเรียนนานาชาติสังกัด กทม. เต็มรูปแบบ https://thestandard.co/bma-education-reform-international-school/ Wed, 28 Jan 2026 07:53:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1170591 ภาพผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงแผนปฏิรูปการศึกษา และการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสังกัดกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (28 มกราคม) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประช […]

The post กทม. กางแผนปฏิรูปการศึกษา ปักหมุดปี 2574 ขออนุมัติตั้ง โรงเรียนนานาชาติสังกัด กทม. เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงแผนปฏิรูปการศึกษา และการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสังกัดกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (28 มกราคม) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม วาระสำคัญที่มีการพิจารณาคือกระทู้ถามสดของ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง เรื่อง ความคืบหน้าการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยการเปิดการเรียนการสอนโรงเรียนนานาชาติในสังกัดกรุงเทพมหานคร

 

สุทธิชัย ได้ลุกขึ้นอภิปรายทวงถามความคืบหน้าจากฝ่ายบริหาร โดยระบุว่า ตนได้อภิปรายและผลักดันเรื่องงบประมาณเพื่อการนี้มาต่อเนื่องถึง 4 ปี แต่กลับยังไม่เห็นความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมจากผู้บริหาร ทั้งที่กรุงเทพมหานครมีความพร้อมทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรครู จึงขอเสนอให้มีการนำร่องโรงเรียนในสังกัด กทม. ยกระดับสู่มาตรฐานนานาชาติให้ได้อย่างน้อยเขตละ 1 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการของประชากรที่มีความหลากหลายและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ปัญหาสำคัญขณะนี้อยู่ที่ความพร้อมและความกล้าตัดสินใจของผู้บริหารว่าจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจังหรือไม่

 

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลุกขึ้นชี้แจงในเบื้องต้นว่า กทม. ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นลำดับต้นๆ แต่การพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมสูงสุดทั้งในด้านบุคลากรครูและตัวของนักเรียนเอง

 

ขณะที่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงรายละเอียดแผนการดำเนินงานว่า การจัดทำหลักสูตรนานาชาติไม่ได้คำนึงถึงเพียงด้านวิชาการ แต่ต้องดูความพร้อมของสภาพแวดล้อมและครูผู้สอนด้วย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา กทม. ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อม และมีเป้าหมายที่จะสร้างโมเดลต้นแบบเพื่อขยายผลสร้างความเท่าเทียมให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในอนาคต

 

สำหรับแผนการดำเนินงานล่าสุด กทม. ได้คัดเลือก โรงเรียนมหรรณพาราม เป็นโรงเรียนนำร่องต้นแบบ เนื่องจากมีความพร้อมพื้นฐานจากการเป็นโรงเรียนสองภาษา (Bilingual) และมีครูชาวต่างชาติทำการเรียนการสอนในทุกระดับชั้นอยู่แล้ว ซึ่งเอื้อต่อการปรับเปลี่ยนสู่หลักสูตรนานาชาติได้ทันที โดยในปีการศึกษา 2569 นี้ จะเริ่มกระบวนการเปิดรับสมัครนักเรียน และในช่วงปิดภาคเรียนจะจัดกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ (English Camp) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักเรียนต่างชาติผ่านระบบออนไลน์

 

ทั้งนี้ รองผู้ว่าฯ ศานนท์ ระบุไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่า ระหว่างปี 2570 – 2573 จะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ตามลำดับ และในปี 2574 จะดำเนินการขออนุมัติจัดตั้งเป็นโรงเรียนหลักสูตรนานาชาติสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับแผนการยกระดับทักษะภาษาอังกฤษให้กับบุคลากรครูในโรงเรียนสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นไปพร้อมกัน

The post กทม. กางแผนปฏิรูปการศึกษา ปักหมุดปี 2574 ขออนุมัติตั้ง โรงเรียนนานาชาติสังกัด กทม. เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหาประเทศไทยอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/thai-kaow-mai-party-office/ Fri, 07 Nov 2025 08:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1140741 เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรร […]

The post เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหาประเทศไทยอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า การเปิดที่ทำการพรรคในวันนี้เสมือนเป็นการขึ้นบ้านใหม่ เปิดหัวใจ เปิดความหวัง และเปิดพลังของคนรุ่นใหม่ เพื่อเริ่ม ‘ก้าวใหม่ของประเทศไทย’ ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่เชื่อว่า การเมืองไทยแบบใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังของความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของทุกคน

 

“นับตั้งแต่เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ทีมงานทุกฝ่ายได้ทำงานกันอย่างเข้มข้น รวมทั้งมีการเปิดสาขาพรรคและแต่งตั้งตัวแทนประจำจังหวัด เพื่อคัดสรรบุคลากรคุณภาพที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาสร้างการเมืองใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศให้เข้มแข็ง ผ่านนโยบายเรือธง ‘ธนู 4 ดอก’ ได้แก่ การปฏิรูปการศึกษา การสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างค่านิยมใหม่เพื่อปราบทุจริต” สุชัชวีร์กล่าว

 

สุชัชวีร์ย้ำว่า ทุกพรรคมีดี มีคนดี แต่เรามีแนวทางที่ชัดเจนว่าการก่อตั้งพรรคไทยก้าวใหม่เพื่อมาทำงานแก้ปัญหาของประเทศ ที่ตอนนี้ไม่มีใครตั้งใจจะทำ เพราะหากไม่แก้ปัญหาที่รากฐาน และแก้ปัญหาฉาบฉวยไม่ได้อีกต่อไป เรามาเพื่อทำ ไม่ได้มาเพื่อที่จะพูด เรามีทางออกวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นี่คือ ความตั้งใจไม่ไปเข้ามาเพื่อเพิ่มความขัดแย้ง และพร้อมร่วมมือกับทุกพรรคที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้จริงๆ

 

“เราตั้งใจสร้างนักการเมืองคุณภาพที่มีอุดมการณ์ร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศเริ่มต้นด้วยการศึกษา สร้างคุณภาพชีวิตใหม่จัดการปัญหาคอรัปชั่น จึงต้องขอคะแนน ย้ำทุกคะแนนถ้าเลือกได้ผม ถ้าเลือกเรา ได้คนไปดูแลท่าน อนาคตลูกหลานของท่าน ทุกคะแนนของท่านคือคะแนนที่จะสร้าง ความเปลี่ยนแปลงของไทยที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การแก้ปัญหาฉาบฉวย ไม่ได้มาเพื่อขอกำลังใจ แต่นี่คือเดิมพันชีวิตของเราทุกคน ดังนั้น ขอทุกคะแนนเสียงให้พรรคไทยก้าวใหม่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง” สุชัชวีร์กล่าว

 

ด้านคุณหญิง กัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย ได้บอกกับตนเองว่า การศึกษาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศทุกด้าน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พรรคไทยก้าวใหม่กำลังจะพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตและให้ลูกหลานของเราทุกคนอยู่ในโลกดิจิทัลที่โหดร้ายอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นเราต้องการมือต้องการพลังของทุกคนที่คิดถึงอนาคตของลูกหลาน

 

“ภาวนาว่าชีวิตที่เหลือจะทำสิ่งนี้ให้กับประเทศไทยประสบความสำเร็จ โดยจะใช้ตัวเองเพื่อสร้างและผลักดันโอกาสให้กับลูกหลานคนไทยทุกคน ให้ได้มีโอกาสเรียนรู้เฉกเช่นตนเอง” คุณหญิงกัลยากล่าว

 

เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน 1
เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน 2
เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน 3
เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน 4
เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหา ประเทศไทย อย่างยั่งยืน 5

The post เปิดบ้าน ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ สุชัชวีร์ประกาศ หวังสร้างนักการเมืองคุณภาพ แก้ปัญหาประเทศไทยอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังภารกิจแก้เกมระบบการศึกษา ปลดล็อกศักยภาพคนไทย ของ ‘สภาการศึกษา’ ผ่าน L.E.A.R.N Pillar [Advertorial] https://thestandard.co/onec-learn-pillar-thailand-education/ Fri, 03 Oct 2025 06:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1125200 สภาการศึกษา ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนไทย ผ่าน 5 เสาหลัก L.E.A.R.N

การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูม […]

The post เบื้องหลังภารกิจแก้เกมระบบการศึกษา ปลดล็อกศักยภาพคนไทย ของ ‘สภาการศึกษา’ ผ่าน L.E.A.R.N Pillar [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาการศึกษา ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนไทย ผ่าน 5 เสาหลัก L.E.A.R.N

การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนเป็นอุปสรรคและปัจจัยท้าทายต่อ ‘การพัฒนาศักยภาพคนไทย’

 

จากดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ปี 2565 ไทยอยู่ในอันดับที่ 66 จาก 193 ประเทศ จัดอยู่ในกลุ่ม ‘การพัฒนามนุษย์สูง’ แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง

 

ขณะที่ ดัชนีทุนมนุษย์ (HCI) ของ World Bank เผยให้เห็นความท้าทายเชิงคุณภาพ รายงานล่าสุดจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (Thailand Development Research Institute: TDRI), UNICEF และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 2568 ระบุว่า เด็กแรกเกิดในไทยจะสามารถพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ได้เพียง 61% เมื่ออายุ 18 ปี

 

 

และเมื่อดูตัวชี้วัดอื่นๆ อย่างดัชนีความพร้อม AI (AIPI) ปี 2565 ไทยอยู่ที่อันดับ 54 จาก 160 ประเทศ ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงดัชนีทุนมนุษย์และตลาดแรงงาน IMF ไทยได้คะแนนเพียง 0.34 จาก 1.0 บ่งชี้ว่าการเตรียมคนให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานคุณภาพยังต่ำ

 

นี่ไม่ใช่เพียงสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อลดช่องว่างเชิงโครงสร้างและปลดล็อกศักยภาพคนไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนลึกไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาแบบเดิมๆ อาจไม่สามารถรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนและท้าทายได้อีกต่อไป

 

 

The Standard มีโอกาสพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ฟันเฟืองสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับจูนเข็มทิศใหม่ผ่าน ทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย (Thailand’s Human Capital Development Compass) ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของทุกคน ทุกช่วงวัย ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเติบโตเป็น ‘พลเมืองที่เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และก้าวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน’  

 

ดร.ประวิต บอกว่า “แนวทางนี้จะทำให้เราปรับตัวได้เร็วขึ้น” เพราะท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเมกะเทรนด์และความเสี่ยงระดับโลก ถ้ายังปรับแก้ ถกเถียงเรื่องแผนการศึกษาชาติอยู่ ไทยอาจถูกทิ้งห่าง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ดร.ประวิต ได้ฉายภาพ กับดัก 3 มิติ ที่ฉุดรั้งการศึกษาไทย และจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพคนไทยในอนาคต

 

  • การพัฒนาศักยภาพคนทำได้ไม่เต็มที่: คนไทยมีศักยภาพสูง แต่ไม่มีกระบวนการที่จะผลักดันให้พวกเขาไปถึงขีดความสามารถสูงสุดได้ ระบบการศึกษาที่แข็งตัวและปรับตัวช้ากลายเป็นอุปสรรคที่ดึงศักยภาพของเด็กไว้
  • การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ: ประเทศไทยทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาในสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สูงตาม สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘ไม่มีเงิน” แต่อยู่ที่ ‘การใช้เงินยังไม่ดีพอ’
  • ระบบขาดความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ (Accountability): เมื่อเกิดปัญหา เช่น เด็กอ่านหนังสือไม่ออก หรือบัณฑิตจบใหม่ไม่มีทักษะตรงตามตลาดแรงงาน กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน ทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“ถ้ามองให้ดี รากของปัญหาเรื่องการพัฒนาศักยภาพคนไทยมันมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและระบบการศึกษาที่ไม่สามารถดึงศักยภาพเด็กออกมาได้เต็มที่ ทับซ้อนอยู่เรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาคือการจัดสรรทรัพยากรโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนหรือแต่ละโรงเรียน อาจต้องจำแนกหรือออกแบบระบบที่ช่วยให้คนมีโอกาสพัฒนาตัวเองไปยังจุดที่เท่าเทียมได้มากขึ้น”

 

“ส่วนประเด็นเรื่องระบบการศึกษา เนื่องจากหลักสูตร การสอน ครู และระบบโดยรวมยังแข็งตัว ปรับตัวช้า ทำให้เด็กเก่ง ศักยภาพสูงถูกจำกัดให้พัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ นอกจากนั้นเรายังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อพัฒนาเด็ก ข้อมูลจาก OECD พบว่าไทยมีเด็กที่เป็น Talent มากถึง 15% แต่เรายังไม่มีระบบค้นหาและพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างทั่วถึง”

 

“ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่มีทางพัฒนาเด็กให้เก่งเท่ากันได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องพัฒนาเด็กศักยภาพสูงให้เป็น ‘หัวขบวน’ ฉุดลากคนใน GEN เขา เมื่อเขาเข้าสู่ระบบแรงงาน เขาจะไม่เป็นภาระข้ามรุ่น”

 

 

“นี่เป็นโจทย์ที่ผมอยากจะเข้ามาแก้” ดร.ประวิต บอกว่า การทบทวนเป้าหมายการศึกษาของประเทศใหม่เป็นเรื่องสำคัญ เป้าหมายที่จะเห็นเด็กเป็น ‘คนดี คนเก่ง และมีความสุข’ ไม่สะท้อนความเป็นจริงในโลกยุคใหม่อีกต่อไป

 

“เวลาพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ผมพยายามจะเรียนรู้บทเรียนต่างๆ จาก ดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะท่านถือเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เกิด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.ฉบับแรกของประเทศที่มีกฎหมายด้านการศึกษา ใช้กฎหมายเป็นแม่บทในการนำทางการปฏิรูปในมิติเชิงโครงสร้าง กระบวนการ การจัดการ รวมไปถึงการออกแบบผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดการศึกษาในประเทศทั้งหมด”

 

จึงเป็นที่มาของการหารือระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วน ร่วมกันออกแบบ ‘Thailand’s Human Capital Development Compass’ เพื่อบ่มเพาะศักยภาพคนไทยให้เหมาะสมตามช่วงวัยของผู้เรียน ตั้งแต่การสร้างครอบครัว เด็กแรกเกิด วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมีระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค มีคุณภาพ มีความยืดหยุ่น เป็นฐานรากสำคัญ ซึ่งจะขับเคลื่อนบน 5 เสาหลักสำคัญ L.E.A.R.N.

 

 

  • L – Learner Agency (ศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน) ผู้เรียนยุคใหม่ต้องครอบคลุมคนทุกช่วงวัยและต้องอยู่ในระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สามารถปรับตัวและสร้างความมั่นคงให้ตัวเองได้
  • E – Educator Excellence (บุคลากรทางการศึกษามีสุขภาวะที่ดีและมีความเป็นเลิศ) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะที่ทันสมัย เร่ง Upskill และ Reskill พร้อมดูแลสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะปัจจุบันวิกฤตคนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นครูเป็นปัญหาทั่วโลก เนื่องจากเป็นอาชีพที่หนักและกดดัน
  • A – Allocation (การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ) ทั้งการกระจายโอกาส หลักสูตร อุปกรณ์ และครูที่มีคุณภาพให้ทั่วถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
  • R – Reach (การเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสำหรับทุกคน) สร้างระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นนอกห้องเรียน ให้ทุกคนสามารถเลือกเรียนเพื่อเพิ่มทักษะได้ตามความต้องการ ผ่านเครื่องมืออย่าง Credit Bank (ธนาคารหน่วยกิต) ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากหลักสูตรต่างๆ แล้วนำมาเทียบโอนวุฒิการศึกษาในภายหลังได้ หรือ Micro-Credentials หลักสูตรระยะสั้นที่รับรองทักษะเฉพาะทาง ทำให้คนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเรียนจบตามระบบ
  • N – Network (การบริการจัดการแบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม) ผลักดันให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่จำกัดแค่ในโรงเรียน โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการ ชุมชน หรือท้องถิ่น สามารถออกแบบหลักสูตรและจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง (Area-based Education) เพื่อพัฒนาคนในพื้นที่ของตน

 

“ข้อมูลจากนานาชาติชี้ว่า ประเทศที่เด็กเข้าสู่ระบบการเรียนรู้เร็ว โอกาสที่จะมีความสามารถในการแข่งขันยิ่งสูง แต่โรงเรียนแบบดั้งเดิมกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาศักยภาพเด็ก ถ้าเราปลดล็อกและเปิดระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นขึ้น ใช้ระบบ Credit Bank หรือ Micro-Credentials จะทำให้การเรียนรู้ยุคใหม่ไม่ต้องเรียนตามลำดับชั้นแบบเดิม แต่พัฒนาตามศักยภาพและจังหวะของแต่ละคนได้”

 

ดร.ประวิต ยกตัวอย่างเรื่องโอกาสในชีวิตของเด็กบางคนมีช่วงเวลาจำกัด เช่น เด็กที่มีความสามารถด้านกีฬาแล้วเขาได้รับโอกาสทำสิ่งนั้น หากระบบการศึกษาไม่ยืดหยุ่น เด็กอาจพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาศักยภาพ แต่ระบบที่ยืดหยุ่นจะทำให้เขาได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่โดยไม่เสียโอกาสทางการศึกษา”

 

“การพัฒนาศักยภาพคนไทยต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ยืดหยุ่น และพร้อมปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้ติดกับระบบเดิมที่แข็งตัวเกินไป และทั้ง 5 แกน L.E.A.R.N. จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน”

 

 

ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเริ่มมีการขับเคลื่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Credit Bank หรือการทำ Area-based Education พื้นที่นำร่องด้านการศึกษาในระดับประถมกว่า 10 จังหวัด

 

“เราได้เห็นปัจจัยความสำเร็จ เงื่อนไข และองค์ความรู้ที่ชัดเจน ทำให้เห็นว่าทิศทางที่เรามุ่งไปถูกต้อง ต่อจากนี้จะต้องผลักดันให้เป็นกระแสขับเคลื่อนร่วมกันทั้งระบบ”

 

ดร.ประวิต ยังชี้ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนตามแนวทางนี้สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้จริง อาจช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบได้

 

“มันคือการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น นั่นคือ การพัฒนาคนไทยให้เป็น Active Citizen ที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว ดูแลตัวเองได้และทำประโยชน์ให้สังคมได้ พร้อมตั้งรับพายุการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผันผวน อาชีพเกิดใหม่ เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถ้าจะทำให้ยั่งยืน จะแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยไม่ได้ ต้องพัฒนาทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อให้พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลงระยะยาวอย่างมั่นคง”

 

ดร.ประวิต มองว่าหากไม่เร่งทำตอนนี้ “เราจะเสียโอกาสในการแข่งขัน”

 

ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษามี 15 ตัวชี้วัดคุณภาพของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา จะเน้นไปที่ 5 มิติหลัก พบว่า คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ระดับกลางค่อนไปทางต่ำ เมื่อดูตัวชี้วัดประสิทธิภาพการบริหาร พบว่า งบมีแต่จัดการไม่ดี ส่วนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษา และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและตลาดแรงงาน ภาพรวมอยู่ในระดับดี

 

“แต่ถ้ามองภาพรวม ตอนนี้เราถูกมาเลเซียแซงหน้าไปแล้ว ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามกำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีการพัฒนาแต่อัตราเร่งของเรายังช้าเกินไป เราต้องกล้าที่จะลองผิดลองถูกและปรับตัวให้เร็วกว่านี้”

 

ตัวชี้วัดว่าการปรับจูนเข็มทิศใหม่ผ่านทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย (Thailand’s Human Capital Development Compass) ทั้ง 5 แกนสำเร็จหรือไม่นั้น ดร.ประวิต บอกว่าอาจจะต้องวัดกันที่ ‘ผลลัพธ์ของคน’ ไม่ใช่ ‘กระบวนการ’ “เพราะปลายทางที่เราปักธงไว้คือ ความอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงในชีวิต การปรับตัวทันโลก และความสุขในการใช้ชีวิต 

 

นั่นหมายความว่า เด็กไทยต้องได้รับการดูแลที่ได้มาตรฐานตั้งแต่ปฐมวัย วัยทำงานมีอัตราการ Reskill และ Upskill สูงขึ้น สามารถพัฒนาอาชีพหรือเปลี่ยนสู่อาชีพใหม่ได้ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุ ได้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ ลดภาวะซึมเศร้า และมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ”

 

 

“จากนี้ไปกระบวนการต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ให้เร็วที่สุด เพราะในอนาคตทักษะแรงงานกว่า 40% จะเปลี่ยนไป เด็กไทยที่จบจากระบบการศึกษาและพร้อมทำงานในโลกใหม่มีเพียง 49%”

 

ดร.ประวิต มองว่า นอกเหนือจากระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น มีการ Reskill และ Upskill เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาท ลดการผูกขาดหลักสูตร เปิดระบบการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น รองรับทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน

 

“ปัจจุบัน สภาการศึกษาได้ทำ ‘รายงานสถานการณ์การศึกษา’ ทุกไตรมาส เพื่อตรวจสอบตัวชี้วัดจุดที่ทำได้และทำไม่ได้ เพื่อเร่งการพัฒนา กระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไข”

 

มองภาพใหญ่ ‘การพัฒนาศักยภาพคนไทย’ เป็นบิ๊กโปรเจกต์ที่ต้อง Learning by Doing กันไปทั่งองคาพยพ ตั้งแต่รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง ‘คนไทยทุกคน’ ในบทบาท Learner

 

ดร.ประวิต บอกว่า สิ่งสำคัญคือ เปิดรับ เรียนรู้ และแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ขณะเดียวกันต้องปรับตัว อย่าปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง

 

“ถ้ามองในมิติความยั่งยืน ทุกการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเรียนรู้เป็นครั้งคราว หรือเรียนเพื่อไปสู่อาชีพใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ระยะยาวมันเกิดผลดีกับตัวเราทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

 

อ้างอิง:

The post เบื้องหลังภารกิจแก้เกมระบบการศึกษา ปลดล็อกศักยภาพคนไทย ของ ‘สภาการศึกษา’ ผ่าน L.E.A.R.N Pillar [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามประกาศภารกิจชาติ ปั้นประชากร ‘สองภาษา’ อังกฤษเป็นภาษาที่สอง ทุ่มไม่อั้น ตั้งแต่เด็กอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย https://thestandard.co/vietnam-english-bilingual/ Sun, 16 Mar 2025 09:40:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1052796 vietnam-english-bilingual

กระทรวงศึกษาธิการเวียดนามเดินหน้าแผนการใหญ่ ผลักดันให้ภ […]

The post เวียดนามประกาศภารกิจชาติ ปั้นประชากร ‘สองภาษา’ อังกฤษเป็นภาษาที่สอง ทุ่มไม่อั้น ตั้งแต่เด็กอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
vietnam-english-bilingual

กระทรวงศึกษาธิการเวียดนามเดินหน้าแผนการใหญ่ ผลักดันให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่สองของประเทศ โดยได้มีการจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางรากฐานการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญที่จะยกระดับการศึกษาของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ

 

แผนระยะยาวนี้จะเริ่มตั้งแต่ปี 2025 ไปจนถึง 2045 โดยมีเป้าหมายทะเยอทะยานที่จะสร้างประชากรที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มทดลองในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนำร่องหลายแห่ง เพื่อประเมินความเป็นไปได้และปรับปรุงแนวทางการดำเนินการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

 

Pham Ngoc Thuong รองรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรม เน้นย้ำในที่ประชุมว่า การนำโมเดลจากต่างประเทศมาใช้ต้องปรับให้เข้ากับบริบทสังคมและวัฒนธรรมของเวียดนาม โดยไม่ลอกเลียนแบบทั้งหมด เขากล่าวว่า “เราต้องเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวของประเทศอื่น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างระบบที่เป็นของเราเอง” 

 

ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการประกอบด้วย การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมครูให้มีความพร้อม การสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม

 

การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนแผนนี้ให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลดช่องว่างระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทที่ห่างไกล การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ แอปพลิเคชัน และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลจะช่วยให้นักเรียนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น ช่วยประหยัดเวลา และลดความต้องการครูสอนภาษาอังกฤษจำนวนมากซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดในปัจจุบัน

 

ในด้านของผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา รองศาสตราจารย์ Nguyen Van Trao จากมหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งชาติฮานอย เสนอว่าแผนนี้ต้องระบุบทบาทและความรับผิดชอบของระบบอุดมศึกษาให้ชัดเจน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยด้านศึกษาศาสตร์ซึ่งจะเป็นแหล่งผลิตครูภาษาอังกฤษในอนาคต 

 

การพัฒนาหลักสูตรสำหรับฝึกอบรมครูต้องได้มาตรฐานและทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ขณะเดียวกัน สื่อการสอนและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของเวียดนาม โครงสร้างพื้นฐานในสถาบันฝึกครูต้องได้รับการปรับปรุง 

 

และต้องมีแผนที่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายการรับนักศึกษา การสนับสนุนทางการเงินสำหรับครูและนักเรียน รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษทั้งในและต่างประเทศ

 

ด้าน ดร. Nguyen Thanh Binh จากมหาวิทยาลัยการศึกษาโฮจิมินห์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แผนนี้จะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่คำนึงถึงการเข้าถึงของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและภูเขา ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและโอกาสทางการศึกษา 

 

เขาเสนอให้มีการสร้างกลไกพิเศษเพื่อสนับสนุนโรงเรียนและนักเรียนในพื้นที่เหล่านี้ นอกจากนี้ ยังต้องแก้ไขปัญหาความแตกต่างในคุณภาพของครูผู้สอนระหว่างเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท ซึ่งอาจทำได้ผ่านการฝึกอบรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนครู หรือโครงการพี่เลี้ยงสำหรับครูในพื้นที่ห่างไกล 

 

นอกจากนี้ การระดมทุนจากแหล่งต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ จะช่วยให้มีงบประมาณเพียงพอในการพัฒนาบริการให้คำปรึกษาและเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

 

ตามแผนการที่วางไว้ ภายในปี 2035 โรงเรียนอนุบาลทุกแห่งที่มีคุณสมบัติพร้อมจะเริ่มสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กอายุ 3-5 ปีทั่วประเทศ โดยเน้นการสอนผ่านเกม เพลง และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และภายในปี 2045 จะขยายไปยังเด็กก่อนวัยเรียนทุกคน รวมถึงเด็กในเนิร์สเซอรี เพื่อปูพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาตั้งแต่เยาว์วัย

 

สำหรับการศึกษาภาคบังคับ ภายในปี 2035 นักเรียนทุกคนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะได้เรียนตามหลักสูตรภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในระดับพื้นฐาน (ระดับ 1-3) โดยเน้นทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวัน 

 

ส่วนภายในปี 2045 โรงเรียนทุกแห่งจะเปิดสอนถึงระดับสูง (ระดับ 4-6) ซึ่งครอบคลุมทักษะการคิดวิเคราะห์ การอภิปราย และการนำเสนอที่ซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะนำหลักสูตรระดับสูงมาใช้ด้วย เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมในการทำงานในบริษัทข้ามชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศ

 

สถาบันอาชีวศึกษาทุกแห่งก็ไม่ได้ถูกละเลย โดยจะมีการบูรณาการภาษาอังกฤษเฉพาะทางเข้ากับหลักสูตรวิชาชีพ เช่น ภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยว การโรงแรม อุตสาหกรรมการผลิต หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผู้จบการศึกษาสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ เวียดนามยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาต่อเนื่องให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2030 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใหญ่ที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพหรือการศึกษาต่อด้วย

 

ภาพ: xuanhuongho / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เวียดนามประกาศภารกิจชาติ ปั้นประชากร ‘สองภาษา’ อังกฤษเป็นภาษาที่สอง ทุ่มไม่อั้น ตั้งแต่เด็กอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมี ก้าวไกล ไม่เห็นภาพการปฏิรูปการศึกษาในนโยบายรัฐบาล ‘กว้าง-ไม่ครอบคลุม’ เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว เสนอต้องกระจายอำนาจในโรงเรียน 4 ด้าน https://thestandard.co/parliament-policy-120966-13/ Tue, 12 Sep 2023 06:55:41 +0000 https://thestandard.co/?p=840708 ปารมี ไวจงเจริญ

วันนี้ (12 กันยายน) ที่ประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา ครั […]

The post ปารมี ก้าวไกล ไม่เห็นภาพการปฏิรูปการศึกษาในนโยบายรัฐบาล ‘กว้าง-ไม่ครอบคลุม’ เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว เสนอต้องกระจายอำนาจในโรงเรียน 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมี ไวจงเจริญ

วันนี้ (12 กันยายน) ที่ประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 746 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

 

ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายถึงนโยบายด้านการศึกษาว่า ตนเองในฐานะอดีตครู มีความกังวลใจต่อนโยบายด้านการศึกษา เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลกว้างและไม่ครอบคลุมทุกมิติของปัญหาทางด้านการศึกษา หากเป็นเข็มทิศในการปฏิรูปการศึกษาไทย ประเทศนี้จะหลงอยู่ในเข็มทิศนี้แน่นอน ขณะเดียวกัน นโยบายดังกล่าวยังมีความคล้ายคลึงกับรัฐบาลเดิม ที่ไม่สามารถเข้าถึงแก่นปัญหาของบุคลากรที่ต้องแบกความทุกข์ของการศึกษาไทย 

 

คำแถลงของรัฐบาลไม่มีการพูดถึงสารตั้งต้นสำคัญของหลุมดำในการศึกษาไทย คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติแม้แต่คำเดียว จากการศึกษาจากหลายหน่วยงานต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การปฏิรูปการศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องมีจินตนาการในการจัดสรรอำนาจ งบประมาณ ทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งรัฐบาลต้องชัดเจนว่าจะใช้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ หรือ พ.ร.บ.ฉบับเก่าของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งมีบุคลากรจำนวนมากรับไม่ได้

 

ปารมีกล่าวอีกว่า คำแถลงของรัฐบาล “…การกระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง…” นั้นเป็นการใช้คำที่สวยหรูและดูดี แต่เขียนไว้สั้นและไม่เห็นภาพของการปฏิบัติ รวมถึงไม่ได้ลงรายละเอียดในการปฏิรูป ซึ่งการกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือ การกระจายอำนาจในโรงเรียน และต้องกระจายอำนาจใน 4 ด้าน คือ

 

  1. กระจายอำนาจงานบริหารทั่วไป ให้อำนาจผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง 
  2. กระจายอำนาจในการบริหารงานบุคคล ให้เลือกโรงเรียนเลือกครูได้เอง
  3. กระจายอำนาจในการบริหารวิชาการ หลักสูตรทุกโรงเรียนไม่จำเป็นต้องใช้หลักสูตรเดียวกัน 
  4. กระจายอำนาจในการใช้งบประมาณ 

 

“จะกระจายอำนาจไม่ได้ ถ้าไม่แตะโครงสร้างอันใหญ่เทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาเป็นกระทรวงที่ใหญ่โตเทอะทะและซับซ้อนมาก ใช้ระบบการบริหารงานแบบสั่งบนลงล่าง และรวมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางมากๆ ที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง”

 

ปารมีกล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้อยแถลงการณ์ของรัฐบาลนั้นกว้างมาก และสามารถปฏิรูปการศึกษาได้ยากมาก หวังว่าจะนำข้อกังวลใจไปปรับใช้เพื่อให้สามารถทำลายหลุมดำของการศึกษาไทยที่มืดมิดมาอย่างยาวนานได้

The post ปารมี ก้าวไกล ไม่เห็นภาพการปฏิรูปการศึกษาในนโยบายรัฐบาล ‘กว้าง-ไม่ครอบคลุม’ เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว เสนอต้องกระจายอำนาจในโรงเรียน 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษา เมื่อเด็กหลุดนอกระบบสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคคือคำตอบ? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow110966/ Mon, 11 Sep 2023 13:19:34 +0000 https://thestandard.co/?p=840399 The Standard NOW

ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษา เมื่อเด็กหลุดนอกระบบสะท้อนความเหล […]

The post ชมคลิป: ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษา เมื่อเด็กหลุดนอกระบบสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคคือคำตอบ? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Standard NOW

ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษา เมื่อเด็กหลุดนอกระบบสะท้อนความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคคือคำตอบ?

 

พูดคุยกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 11 กันยายน 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษา เมื่อเด็กหลุดนอกระบบสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคคือคำตอบ? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Starfish Education’ จากความรักเล็กๆ สู่ภารกิจยิ่งใหญ่ เพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ให้ทันศตวรรษใหม่ ไร้เหลื่อมล้ำอย่างบูรณาการ [Advertorial] https://thestandard.co/starfish-education/ Thu, 14 Jan 2021 11:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=442127 ‘Starfish Education’ จากความรักเล็กๆ สู่ภารกิจยิ่งใหญ่ เพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ให้ทันศตวรรษใหม่ ไร้เหลื่อมล้ำอย่างบูรณาการ [Advertorial]

น่าดีใจไม่น้อยเมื่อได้รู้ว่ามีกลุ่มคนที่ได้พยายามทุ่มเท […]

The post ‘Starfish Education’ จากความรักเล็กๆ สู่ภารกิจยิ่งใหญ่ เพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ให้ทันศตวรรษใหม่ ไร้เหลื่อมล้ำอย่างบูรณาการ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Starfish Education’ จากความรักเล็กๆ สู่ภารกิจยิ่งใหญ่ เพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ให้ทันศตวรรษใหม่ ไร้เหลื่อมล้ำอย่างบูรณาการ [Advertorial]

น่าดีใจไม่น้อยเมื่อได้รู้ว่ามีกลุ่มคนที่ได้พยายามทุ่มเทต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อพัฒนาความรู้ให้แก่เด็กไทย ตลอดจนกลุ่มชาติพันธุ์บนยอดดอยอย่างเท่าเทียม มองข้ามความเหลื่อมล้ำ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 

 

น่าดีใจยิ่งกว่าเมื่อได้รู้ว่ากระบวนการทำงานอย่างบูรณาการด้านการศึกษาที่ว่าผลิดอกออกผล ขยายไปสู่วงกว้าง มอบทักษะสำคัญต่อศตวรรษหน้าไปสู่เด็กๆ ในโรงเรียนกว่า 150 แห่ง เป็นที่เรียบร้อย

 

ทั้งหมดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ Starfish Education ดำเนินการปิดทองหลังพระ เบื้องหลังการศึกษาไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันขับเคลื่อนโดยผู้บริหารสาวเก่ง ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร หรือที่รู้จักกันในนามของ ดร.แพร ซีอีโอบริษัท Starfish Education Social Enterprise Co., Ltd. องค์กรเอกชนที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

 

พร้อมควบตำแหน่งประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตของโรงเรียนบ้านปลาดาว เป็นโรงเรียนเอกชนประเภทศึกษาสงเคราะห์ ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดสอนในระดับชั้นปฐมวัยและประถมศึกษาภายใต้การบริหารของมูลนิธิฯ ที่เธอบอกกับเราว่า “สิ่งที่ทำทุกวันนี้เป็นความสุข แม้รู้ว่ายากก็ตามที”   

 

 

จากโรงเรียนยอดดอยห่างไกล สู่รูปแบบการสอนตามตัวตนของเด็กๆ  

“การที่แพรได้มาเจอกับ ดร.ริชาร์ด พี ฮ็อกแลนด์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม หลังจากเรียนจบมาใหม่ๆ ทำให้แนวคิดเรื่องการศึกษาไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะท่านมีแนวคิดในเรื่องการจัดการศึกษาให้กับเด็ก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างน่าสนใจ ทั้งที่ตัวท่านเองไม่ใช่คนไทย 

 

“เลยตัดสินใจรับงานไปเป็นผู้จัดการมูลนิธิฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปลาดาว ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำให้แพรได้เห็นปัญหาลึกๆ จริงๆ ว่าแผนการเรียนสำเร็จรูปตามระบบไม่ตอบโจทย์ ในเมื่อเด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ต่างกันสูงมาก เราจึงตั้งคำถามถึงกระบวนการสอนว่าสิ่งนี้ใช่คำตอบหรือไม่

 

“ถ้าอย่างนั้นลองมาเริ่มกันใหม่ โดยจินตนาการว่า ถ้าแพรเป็นเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแรก วัยอนุบาลประมาณ 3-4 ขวบ มาอยู่ที่นี่ มูลนิธิฯ ที่เป็นโรงเรียนประจำ พวกเขาต้องการเรียนรู้อะไรจริงๆ แล้วเริ่มปรับนวัตกรรมการเรียนการสอนตามความต้องการของเด็กๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งกว่า 14 ปีที่ผ่านมา ตัวมูลนิธิฯ ถือว่าพัฒนาไปไกลมาก และตอนนี้เราหันมาโฟกัสเรื่องการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กในปัจจุบันและอนาคตอย่างจริงจัง” 

 

 

นวัตกรรมของการศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กๆ แต่ต้องบูรณาการทั้งระบบ

“การทำงานด้านการศึกษา สุดท้ายแล้วทุกคนก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือนวัตกรรมที่เกิดการเรียนรู้ เกิดผลวิจัยใหม่ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงกับเด็ก เราจึงดำเนินการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น

 

โปรแกรม Starfish Academy โครงการพัฒนาครู โดยเน้นนวัตกรรมการเรียนรู้ ที่เกิดจากศึกษา วิจัย ที่โรงเรียนบ้านปลาดาว เช่น การเรียนแบบ Problem Based Learning หรือการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน, Makerspace และนวัตกรรมที่ส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ อ่านออก เขียนภาษาไทย ได้เร็วขึ้น

 

โปรแกรม Starfish Class (www.starfishclass.com) เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยในการประเมินผู้เรียน โดยเน้นเรื่องของสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ที่เป็น Ed Tech การนำเทคโนโลยีมาใช้ในห้องเรียนและในการบริหารจัดการ

 

โปรแกรม Starfish Maker ที่จัดพื้นที่นักสร้างสรรค์ Makerspace เช่นเดียวกับโรงเรียนในต่างประเทศหรือโรงเรียนนานาชาติที่จำเป็นต้องมีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เล่น ได้ค้นหาตัวเอง สามารถฝึกทักษะต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์แพงๆ ซึ่งเราคิดกระบวนการที่เรียกว่า STEAM Design  Process ขึ้นมา เป็น Design Thinking แบบง่ายๆ ให้เด็กเขาใช้ในโรงเรียนได้ มี 5 ขั้นตอน ได้แก่

 

  • เริ่มจากการถาม
  • การจินตนาการ
  • การวางแผน เป็นการเข้าสู่กระบวนการคิดและวิเคราะห์
  • การสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง
  • การคิดสะท้อนกลับ แล้วกลับไปทำใหม่

 

ซึ่งเห็นได้ว่า 5 ขั้นตอนเหล่านี้ เป็นเครื่องมือในการสร้างทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 และเป็นสิ่งที่เด็กไม่เคยได้ทำในโรงเรียนไทยมาก่อน เอาแค่ขั้นตอนการถาม เด็กมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ถามในห้องเรียน ยิ่งเรื่องจินตนาการยิ่งไม่มีเลย ดังนั้นการเรียนแบบบูรณาการในแบบของเราคือ การทำให้เด็กค้นพบตัวเอง และทำอะไรแบบไม่ต้องมีขีดจำกัด กระบวนการเรียนรู้นี้เปิดโอกาสให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ได้ค้นพบศักยภาพ ความชอบ และความถนัด

 

รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ Starfish Labz (www.starfishlabz.com) สำหรับนักการศึกษา ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 ในรูปแบบคอร์ส บทความ และวิดีโอ ประเด็นความรู้ต่างๆ ที่น่าสนใจ หรือสิ่งที่เราสอนไว้ให้เครือข่ายและคนทั่วไปได้เข้ามาใช้งานได้ฟรีๆ อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเรามีสมาชิกมากกว่า 120,000 คน 

 

 

จุดเริ่มต้นของความยุ่งเหยิงที่ทำให้ทุกวินาทีมีค่า

“ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ซับซ้อนมาก และไม่มีทางจะแก้ได้จบ เพราะปัญหาจะเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเรื่อยๆ จากตรงนี้ไปยังอนาคต ตอนนี้คือจุดเริ่มต้นของความยุ่งเหยิงเท่านั้น เรียกว่าเป็น Disrupt ใน Disrupt ซึ่งจะเกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก

 

“แต่ในส่วนของเรา เรามีหลายโครงการ หลายองค์กรในเมืองไทย ถ้าเราทำอย่างดีที่สุด อันนั้นก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของเราเองแล้ว 

  

“เหมือนกับเรื่องเล่าต้นกำเนิดชื่อมูลนิธิฯ ที่ว่ามีปลาดาวเกยตื้นกำลังจะตายมากมายอยู่บนหาด และเราไม่สามารถช่วยได้ทุกตัว แต่อย่างน้อยตัวที่เราโยนกลับลงไปในทะเลก็ยังรอด เช่นกัน เราไม่สามารถจะช่วยทุกคนแก้ไขได้ทุกเรื่อง แต่กับคนที่เราได้ช่วย เราก็ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเค้า ถ้าเรามัวแต่คิดถึงปัญหาที่มากมายแล้วเรารู้สึกท้อถอย รู้สึกหมดพลัง เราก็จะไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยค่ะ”  

 

ผู้ใดหรือหน่วยงานใดสนใจสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยไปพร้อมกัน สามารถคลิกเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ starfishedutrust.org 

The post ‘Starfish Education’ จากความรักเล็กๆ สู่ภารกิจยิ่งใหญ่ เพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ให้ทันศตวรรษใหม่ ไร้เหลื่อมล้ำอย่างบูรณาการ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภชัยเสนอ 5 มาตรวัด ‘ปฏิรูปการศึกษา’ ชูแนวคิดหนุนเด็กไทย ปั้น ‘สตาร์ทอัพ’ ฝึกเป็นเจ้าของกิจการก่อนเรียนจบ https://thestandard.co/proposed-5-measures-education-reform/ Tue, 15 Sep 2020 11:07:41 +0000 https://thestandard.co/?p=397071

แนวคิด ‘การปฏิรูปการศึกษาไทย’ คือสิ่งที่ผู้คนตลอดจนหน่ว […]

The post ศุภชัยเสนอ 5 มาตรวัด ‘ปฏิรูปการศึกษา’ ชูแนวคิดหนุนเด็กไทย ปั้น ‘สตาร์ทอัพ’ ฝึกเป็นเจ้าของกิจการก่อนเรียนจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แนวคิด ‘การปฏิรูปการศึกษาไทย’ คือสิ่งที่ผู้คนตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลากหลายอุตสาหกรรมต่างก็ได้แสดงทัศนะและเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะสามารถผลิตบุคลากรออกมาให้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและหน่วยงานที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงประเด็นการปฏิรูประบบการศึกษาไทย และการยกระดับแรงงานในอนาคตให้มีทักษะพร้อมรองรับความต้องการของตลาด

 

โดยได้เสนอ 5 มาตรวัดที่จะเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการพลิกโฉมการศึกษาไทย ประกอบด้วย

1. ความโปร่งใสในการเปิดเผยประสิทธิภาพของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งออกมาตามเกณฑ์การประเมินที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านเพื่อก่อให้เกิด ‘กลไกตลาด’ และการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนนั้นๆ

 

2. ความเป็นผู้นำ โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งศุภชัยมองว่าผู้นำในสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งต้องมีความพร้อมที่จะ ‘ปรับปรุง’ และเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

 

“ผมมีโอกาสได้พบ เวนดี้ ค็อปป์ ผู้ก่อตั้งขององค์กร ‘Teach For All’ เขาบอกว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนคือ ‘ผู้นำ’ และต้องเป็นผู้นำที่มีอายุยังไม่มาก เฉลี่ยประมาณ 28-32 ปี ในที่นี้ความหมายไม่ใช่ว่าผู้นำรุ่นใหม่เก่งกว่าผู้นำรุ่นเก่า แต่ผู้นำรุ่นใหม่ยินดีที่จะทุ่ม 5-10 ปีลงไปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยที่รู้ว่าแม้เขาจะล้มสักกี่ครั้ง ระหว่างทางก็ยังลุกขึ้นยืนใหม่ได้ 

 

“แต่ถ้าเป็นผู้นำที่มีอายุ กว่าจะไต่เต้าไประดับสูงได้ อายุก็ใกล้เกษียณแล้ว เขาก็จะมองการเปลี่ยนแปลงหรือความล้มเหลวในอีกรูปแบบ มองว่าจะเกษียณอย่างไรให้สวยงามที่สุด ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมาก”

 

3. การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา โดยผู้ใหญ่หรือครูจะต้องเปลี่ยนตัวเองจากที่เคยเป็น ‘ผู้ออกคำสั่ง’ มาเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ผู้ดึงศักยภาพ ดึงเอาความสนใจของเด็กแต่ละคนออกมาให้ได้มากที่สุด

 

4. คือการทำให้เกิด ‘ความเท่าเทียม’ ในระบบการศึกษา ที่ครูและลูกศิษย์จะต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันโดยไม่เกิดอคติ

 

5. ‘เทคโนโลยี’ ทั้งในด้านเครื่องมือ การเข้าถึงอุปกรณ์ และแหล่งข้อมูลและข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการปรับมุมคิดของการศึกษาไทยในการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากการได้ลงมือทำ ปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง (Action Learning Base) มากกว่าการเรียนรู้ด้วยการท่องจำตำราเรียน รวมไปถึงการนำฐานข้อมูล Big Data และปัญญาประดิษฐ์ AI มาบิดมุมใช้ประโยชน์สูงสุดให้เกิดขึ้นกับระบบการศึกษา 

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ศุภชัยเสนอแนวคิดการสนับสนุน ‘กองทุน Angel Fund’ แบบให้เปล่ากับนักเรียนและนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อฝึกฝนให้เด็กๆ เกิดไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาเพนพอยต์ต่างๆ นำเงินทุนที่ได้รับไปปลุกปั้นสตาร์ทอัพหรือธุรกิจของตัวเองขึ้นมา 

 

เพราะประโยชน์ของโครงการรูปแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อความคาดหวังที่จะมีสตาร์ทอัพหรือนวัตกรรมเจ๋งๆ ของไทยที่สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้เท่านั้น แต่ยังนับรวมถึงการปลูกฝัง ‘วิธีคิด’ การเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือนวัตกรให้กับเด็กๆ เหล่านั้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

“ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วจะมีเด็กๆ จำนวนไม่มากที่ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของโครงการรูปแบบนี้ แต่สำหรับเด็กจำนวนหลายพันคนที่ได้เข้ามาในโครงการนี้ สิ่งที่เขาได้รับคือ ‘แนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม’ เพราะเขาเสียเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีเพื่อคิดว่าจะสร้างธุรกิจขึ้นมาอย่างไร ไปแก้ปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ด้วยวิธีไหน อะไรแบบนี้เราเรียกว่าเป็นการเรียนจากการปฏิบัติ (Action Learning) แล้วเอาความคิดไปจดจ่อกับการสร้าง ‘คุณค่า’ ว่าอะไรคือส่ิงที่ตลาดต้องการ

 

“เราต้องเริ่มให้อินเซนทีฟกับเด็กในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม แล้วในที่สุด 10% ของเด็กๆ กลุ่มนี้ก็จะกลายเป็น ‘ต้นแบบ Role Model’ ให้กับเด็กๆ อีก 90% ที่เหลือ หรืออย่างน้อยที่สุด แม้ว่าในโครงการนี้จะมีเด็กที่เข้าไปร่วมและกลายเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จได้จริงๆ เพียง 2% แต่พวกเขาก็จะกลายเป็นแบบอย่างของเพื่อนๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกันทันที

 

“ผมคิดว่าสถาบันการศึกษาทุกวันนี้จะต้องเป็น ‘สนามฝึกแห่งใหม่’ (Training Ground) เหมือนวันนี้เราทำโปรแกรมฝึกงานให้เด็กมีประสบการณ์จริง เราสอนให้เขาเข้าไปทำงานในองค์กร บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้ว แต่กลับไม่ได้สอนให้เขาเป็น ‘ผู้นำ’ มีความคิดริเริ่ม หรือเป็น ‘นักบุกเบิก’ สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เราต้องสอนสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะคนทุกคนต่างก็มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในตัวเอง สอนเรื่องทีมเวิร์ก ปลูกฝังให้ทุกคนมีความเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ (Co-founder) 

 

“เพราะถึงแม้ว่าวันหนึ่งเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ แต่เขาก็ยังสามารถไปทำงานในบริษัท พร้อมด้วยศักยภาพการเป็นผู้นำที่มีความคิดริเริ่ม คิดทุกอย่างโดยมองไปที่ความต้องการของตลาดได้อย่างตรงจุด สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลิต ‘แรงงานแห่งอนาคต’ (Future Workforce) หรือบุคลากรของประเทศในยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ขึ้นมา” ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ศุภชัยเสนอ 5 มาตรวัด ‘ปฏิรูปการศึกษา’ ชูแนวคิดหนุนเด็กไทย ปั้น ‘สตาร์ทอัพ’ ฝึกเป็นเจ้าของกิจการก่อนเรียนจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฏฐพล แถลงตอบ 10 ข้อเรียกร้องนักเรียนก่อนชุมนุมใหญ่หน้ากระทรวงวันนี้ เผยเงื่อนไขให้ลาออกคือคุกคาม https://thestandard.co/answer-10-requests-to-students-before-the-rally-ministry-of-education/ Sat, 05 Sep 2020 08:23:35 +0000 https://thestandard.co/?p=394511

วันนี้ (5 กันยายน) ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post ณัฏฐพล แถลงตอบ 10 ข้อเรียกร้องนักเรียนก่อนชุมนุมใหญ่หน้ากระทรวงวันนี้ เผยเงื่อนไขให้ลาออกคือคุกคาม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 กันยายน) ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนที่เวลา 15.00 น. ในวันนี้ นักเรียนนัดชุมนุมหน้ากระทรวง เรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษา ระบุว่าข้อเสนอต่างๆ ของกลุ่มนักเรียนที่มาเรียกร้องบริเวณหน้ากระทรวงเป็นข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด กระทรวงต้องฟังความคิดเห็นหลายด้าน เช่น ครู ผู้อำนวยการ รวมถึงแนวทางปฏิบัติของประเทศและนานาชาติ ว่าการขับเคลื่อนการศึกษา การปฏิรูปหรือการจะเปลี่ยนแปลงอะไรนั้นแนวทางที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

 

ซึ่งในหลายข้อเรียกร้องนั้นกระทรวงศึกษาธิการเตรียมพร้อมจะปฏิรูปอยู่แล้ว แต่อาจมีบางเรื่องที่ยังไม่พร้อม เช่น เรื่องชุดแต่งกายนักเรียน ถ้าผมยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีอยู่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เพราะมองว่านานาประเทศก็ยังใช้ยูนิฟอร์มของชุดนักเรียนอยู่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าชุดนักเรียนสามารถทำให้น้องๆ ปลอดภัยจากการถูกคุกคามต่างๆ ได้ และเท่าที่รับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนบางคน บอกว่าหากยกเลิกชุดนักเรียนจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยได้ไล่เรียงประเด็นต่างๆ ดังนี้ 

 

ทรงผม เรายกเลิกระเบียบข้อที่ 7 ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาตัดสินใจว่า ทรงผมควรจะมีระเบียบอย่างไร มีรายละเอียดของการไว้ผม ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ใช้เสรีภาพ แต่ก็มีการรักษาระเบียบความสะอาดต่างๆ หวังว่าจะหมดปัญหาไปในเรื่องนี้

 

การแต่งกาย ทั่วโลกยังมีระเบียบที่เป็นแบบนี้ เราไม่มีความจำเป็น ณ ปัจจุบันที่จะเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคตต้องทำความเข้าใจเรื่องความพร้อมถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลง ชุดนักเรียนเป็นการรักษาความปลอดภัย เวลานักเรียนใส่ชุดนักเรียน ทำให้เห็นว่านักเรียนอยู่ตรงไหนอย่างไร ควรจะดูแลเขาอย่างไร ประเทศไทยอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับการแต่งกายแบบฟรีดอม เพราะเมื่อถามไปที่โรงเรียนต่างๆ นักเรียนส่วนใหญ่อยากมีชุดนักเรียน อยากมีระเบียบวินัย และมีเสียงสะท้อนว่าถ้าไม่มีชุดอาจจะมีความเหลื่อมล้ำมากกว่านี้อีก ปัญหาต่างๆ อาจจะตามมาเพิ่มขึ้น

 

ความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน เวลานี้รัฐบาลผ่านกฎหมายคู่ชีวิตแล้ว รอกระบวนการในสภาฯ ประเทศเรามีความเข้าใจและให้ความสำคัญเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ก็เหมือนหลายๆ ประเทศ ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการเริ่มต้น ถือว่าเป็นสิ่งดีที่ทำให้เห็นว่าเราเข้าใจและยอมรับ

 

การคุกคาม ทางกระทรวงได้เปิดศูนย์ขึ้นมาแล้ว เราให้ครูออกจากราชการชั่วคราวแล้ว 15 คน เราก็พยายามเปิดช่องทางให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว

 

ภาระครูที่มากเกินไป ไม่ใช่แค่นักเรียนร้องเรียนมา แต่เราก็รับฟังมาจากครูเช่นกัน ถ้าลดภาระตรงนี้ให้ครูมีเวลากับเด็กมากขึ้น ก็น่าจะดีกับเด็กนักเรียน เรื่องนี้เราพร้อมที่จะปลดล็อก

 

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เราจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาให้ข้อมูลเรื่องการเรียนการสอน ให้เข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้น ผ่านติวเตอร์เพื่อเป็นการหาความรู้ที่เพิ่มเติม ผ่านแพลตฟอร์มของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ในทุกภูมิภาค

 

หลักสูตรการศึกษา คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีครูต่างประเทศเพิ่มขึ้นในจำนวนหลายอัตรา กระบวนการได้มีการพูดคุยกับประเทศต่างๆ ที่ให้ความสนใจแล้ว

 

ปรับหลักสูตรการศึกษา เราทราบดีว่าหลักสูตรการศึกษามีข้อที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้าง ในปี 2565 เราก็คาดหวังว่าจะผลักดันให้เกิดทั่วประเทศ เมื่อมีข้อเรียกร้องให้ปรับเข้ากับสภาพปัจจุบัน ก็มีช่องทางที่เราจะสามารถทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้หลักสูตรตรงกับความต้องการของไทยและโลก

 

ยกเลิกโอเน็ต มีการเรียกมาพูดคุย เพราะปีนี้เป็นปีที่การศึกษาไม่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถทำการทดสอบในมาตรฐานเดียวกันได้ และอาจมีการระบาดในอนาคต ก็ยิ่งจะทำให้ความพร้อมแตกต่างกันออกไป จะพิจารณาดูความจำเป็นในการสอบของปีนี้ 

 

เวลานี้มีการเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในโรงเรียนและแพลตฟอร์มที่เปิดขึ้นมา ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องมาพูดคุยกัน เจอกันทุกเดือน เอาเวลาไปเรียนหนังสือหรือทำอย่างอื่น เพราะสุดท้ายมันก็มีข้อจำกัดว่าเราจะฟังกันไปถึงเมื่อไร

 

ณัฏฐพล กล่าวว่า ความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการ คือมีกระบวนการที่รับฟังและเราก็ต้องนำไปศึกษา ส่วนคุณครูที่ตักเตือนเด็กมีร้อยกว่าคน ในคณะที่มีครูอีกกว่า 5 แสนคนที่ไม่ได้ทำแบบนี้ ทั้งครูและผู้ปกครองมีความเข้าใจ 

 

เมื่อถามถึงการคุกคามในโรงเรียนนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายหรือมีข้อสั่งการอย่างไรบ้าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า หลังจากที่รับฟังความคิดเห็นของนักเรียนแล้ว การคุกคามต่างๆ แทบจะไม่มี ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครองเริ่มทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่สามารถยืนยันว่าทุกคนจะเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ทั้งหมด เพราะปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่มั่นใจว่า 99% เข้าใจในแนวทางนี้ และพยายามหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

 

“ส่วนการนัดชุมนุมในวันนี้ช่วงเวลา 15.00 น. ตามปกติแล้วตนมีสิทธิ์ที่จะไปพบหรือไม่ไปพบก็ได้ แต่มองว่าการพูดคุยและเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด” ณัฏฐพล กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะมีการดีเบตกับนักเรียนหรือไม่ ณัฏฐพลระบุว่า การดีเบตหมายความว่าทั้งสองฝ่ายคิดเห็นแต่งต่างกัน แต่ตนเองไม่ได้มองแตกต่างกับนักเรียน เพราะหลายเรื่องกระทรวงกำลังดำเนินการ ซึ่งหากไม่ใช่ความเห็นที่แตกต่างก็ไม่ใช่การดีเบต

 

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า 1 เงื่อนไขของนักเรียนคือ ถ้ารัฐมนตรีทำตามข้อเรียกร้องไม่ได้อยากให้พิจารณาลาออกจากตำแหน่ง มองอย่างไร ณัฏฐพล ระบุว่า “ผมว่าอันนี้แหละครับคือการคุกคาม หากผมทำไม่ได้ ขณะที่ผมแสดงออกว่า เรื่องที่น้องพูดมาวันนั้นผมพยายามแก้ไขปัญหา กระทรวงศึกษาฯ ทั้งกระทรวงพร้อมขับเคลื่อนให้ทันสมัย ทุกคนเข้าใจปฏิรูปอย่างรวดเร็ว เพราะปัญหาจะตามมา รวมถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจ แล้วยังคิดว่า ควรไล่เราออกไปเหรอ”

 

สำหรับประกาศข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนเลวและเครือข่ายนักเรียน 50 โรงเรียนทั่วประเทศนั้น มี 3 ข้อ 1 เงื่อนไข 3 ข้อเรียกร้องคือ

 

  1. หยุดคุกคามนักเรียน

กระทรวงศึกษาธิการต้องปกป้องนักเรียนจากการถูกคุกคามทั้งจากหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวง

 

  1. ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง

กระทรวงศึกษาธิการต้องยกเลิกกฎหรือระเบียบของกระทรวงฯ ที่มีเนื้อหาเป็นการกดขี่นักเรียน ละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวนักเรียน

 

  1. ปฏิรูปการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการต้องวางแผนปฏิรูประบบการศึกษาทั้งหมด เพื่อขจัดปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียน เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษา ปัญหาหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ ปัญหาภาระงานครู ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครู ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการด้วย

 

1 เงื่อนไข

หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป

หากกระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถดำเนินการข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้นได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ผู้มีความสามารถมากกว่าเข้ามาดำเนินการแทน

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ณัฏฐพล แถลงตอบ 10 ข้อเรียกร้องนักเรียนก่อนชุมนุมใหญ่หน้ากระทรวงวันนี้ เผยเงื่อนไขให้ลาออกคือคุกคาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร? (ทำไมไทยถึงทำไม่ได้…) https://thestandard.co/finland-education-lessons-learned/ https://thestandard.co/finland-education-lessons-learned/#respond Wed, 20 Dec 2017 09:17:17 +0000 https://thestandard.co/?p=56702

เรียนฟรี ไม่มีการบ้าน ไม่มีการสอบวัดเกรด…   คำเหล่ […]

The post ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร? (ทำไมไทยถึงทำไม่ได้…) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรียนฟรี ไม่มีการบ้าน ไม่มีการสอบวัดเกรด…

 

คำเหล่านี้ที่เราได้ยินกันหนาหูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมทั้งหมดของประเทศเล็กๆ ในกลุ่มนอร์ดิกที่ได้ชื่อว่า ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก

 

แต่ด้วยความที่ ‘ฟินแลนด์’ มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน การพัฒนาด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลก็พร้อมทุ่มเทและทุ่มทุนต่อการพัฒนามนุษย์ เพราะรู้ดีว่าคือทรัพยากรสำคัญที่มีคุณค่าและจะนำพามาซึ่งการพัฒนาประเทศในทุกด้าน รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ปริมณฑลใหม่ในวันที่ธุรกิจผลิตไม้หรือเทคโนโลยีสารสนเทศแบบเดิมที่เคยทำเงินให้ประเทศเริ่มซบเซา

 

ดร.พาซี ซาห์ลเบิร์ก (Pasi Sahlberg) หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาการศึกษาของฟินแลนด์ อดีตอธิบดีกระทรวงศึกษาธิการประเทศฟินแลนด์ ศาสตราจารย์รับเชิญภาคปฏิบัติให้กับบัณฑิตวิทยาลัยด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นักวิชาการติด 1 ใน 3 ของโลก ผู้ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและวิเคราะห์การปฏิรูปการศึกษาจากทั่วมุมโลกจะมาเฉลยว่า ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร

 

และโดยไม่ตั้งใจ บางคำตอบของ ดร.พาซี ก็แง้มให้เห็น ‘จุดบอด’ ว่าทำไมการศึกษาไทยใน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านการปฏิรูปครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงยังไม่ไปไหน…

 

สังคมทั้งหมดมีส่วนในการโฟกัสกับความสุข ความเป็นอยู่ และสุขภาพที่ดีของเด็กๆ ในประเทศร่วมกัน

 

ครูของฟินแลนด์คือทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างมากในระบบการศึกษาของประเทศ ฟินแลนด์มีหลักการพัฒนาบุคลากรครูเป็นอย่างไร

ผมยอมรับว่าครูเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่ดีที่สุดที่เรามี แต่อย่าลืมความจริงที่ว่า สังคมทั้งหมดมีส่วนในการโฟกัสกับความสุข ความเป็นอยู่ และสุขภาพที่ดีของเด็กๆ ในประเทศร่วมกัน หน้าที่ครูจะง่ายขึ้นถ้าได้สอนเด็กที่มีความสุข มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อนที่เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากการนำเด็กที่มีพื้นฐานหรือมีภูมิหลังที่แตกต่างกันมารวมอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน เป็นการผสมผสานทางสังคมด้วยภูมิหลัง ความสามารถ และฐานะของเด็ก และสิ่งที่เราวางแผนกันไว้คือ ครูจะต้องมีความสามารถในการรับมือกับห้องเรียนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายนี้ได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปแบบการสอนที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม เมื่อประเทศอื่นๆ อย่างนอร์เวย์หรือสวีเดนตัดสินใจที่จะออกแบบหลักสูตรครูให้เข้มข้นขึ้น ต้องเรียนถึงระดับปริญญาโทเหมือนเรา แต่พวกเขากลับไปเน้นที่รายวิชาอย่างคณิตศาสตร์หรือวรรณกรรมแทน ไม่ได้ให้ความสนใจกับความรู้ในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางภูมิหลังของเด็กเหมือนอย่างที่ฟินแลนด์เป็น

 

ครูของเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความแตกต่าง การให้ความช่วยเหลือพิเศษ จิตวิทยาเด็ก เพื่อช่วยให้ครูได้เข้าใจการผสมผสานในสังคมและความหลากหลายในห้องเรียน นี่เป็นเหตุผลอันดับ 1 ว่าทำไมครูถึงต้องเรียนให้ลึกและรู้ให้จริง

 

เราไม่สามารถสรุปได้เลยว่าคนที่ได้คะแนนดีที่สุด หรือฉลาดมากในห้องเรียนจะสามารถมาเป็นครูที่ดีได้

 

จริงหรือไม่ ที่คนเป็นครูในฟินแลนด์ได้ต้องเป็นนักเรียนคะแนนสูงสุดของคณะ

ไม่เป็นความจริงเลย ในความเป็นจริงคือเราสามารถรับครูได้เพียง 10% จากใบสมัครทั้งหมดที่ส่งมาในโรงเรียนประถม และ 10% ที่รับเข้ามานั้นก็ไม่ได้ว่าคนเหล่านั้นมีคะแนนสูงสุดในคณะ มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีการอ้างอิงว่ามีคะแนนสูงสุด ส่วนที่เหลือคือรับเข้าเพราะความสามารถในด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเชิงวิชาการ เราไม่สามารถสรุปได้เลยว่าคนที่ได้คะแนนดีที่สุด หรือฉลาดมากในห้องเรียนจะสามารถมาเป็นครูที่ดีได้

 

คุณอาจถนัดการสอนฟุตบอล สอนดนตรี สอนเด็กให้ทำงานร่วมกับชุมชน พวกเขาอาจเป็นครูที่ดีในความสนใจอื่น เมื่อมีใครสักคนเป็นแบบนี้และสมัครเข้ามาในระบบการเรียนการสอน ถ้าหากคุณมีประสบการณ์ มีภูมิหลัง มีวัตถุประสงค์ในสิ่งที่คุณทำ นั่นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการมีเกรดที่ดีหรือคะแนนสูงลิบ

 

เด็กที่จบการศึกษาจากโรงเรียนของเราด้วยเกรดที่สูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถถูกยอมรับให้เป็นครูได้ พวกเขาอาจเป็นทนายหรือหมอ แต่การเป็นครูคือเรื่องที่ต่างออกไป คุณต้องแสดงให้เห็นว่าทำอะไรได้ และจะประยุกต์ความถนัดของตัวเองในเรื่องการสอนได้อย่างไร

 

ในแง่การปฏิรูปการศึกษาที่เป็นระดับนโยบายรัฐ คุณสร้างความร่วมมือหรือเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ถ้าหากคุณลองดูการปฏิรูปการศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่ผู้คนจะคิดว่าเป็นรัฐบาลที่ริเริ่ม ตัวอย่างคือการที่รัฐบาลสามารถปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ได้เกือบทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คำถามต่อมาคือ การนำไปใช้จริงล่ะ จะมีการปรับใช้อย่างไร?

 

ผมกลับคิดว่าเป็นเรื่องสายเกินไปที่จะมาคิดเรื่องว่าใครคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะสร้างความร่วมมือกับพวกเขาได้อย่างไร ถ้าหากเป็นครู ครอบครัว ลูกจ้าง และชุมชนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยส่วนมากแล้วก็ทำให้การปฏิรูปการศึกษาทั่วโลกล้มเหลว กรณีที่ประสบความสำเร็จจึงเป็นสิ่งเกิดขึ้นยากมาก นั่นเป็นเพราะการปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นเรื่องของการวางแผนและการออกแบบเพื่อเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จได้โดยไม่มีการพิจารณาอย่างเป็นทางการหรือการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนหน่วยงานที่หลากหลาย

 

สิ่งสำคัญจริงๆ จึงไม่ใช่การหาวิธีการที่ดีในการสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลายและพาร์ตเนอร์ที่จะเข้ามาช่วยวางแผน ออกแบบ เตรียมความพร้อม ไม่ใช่เลย จากประสบการณ์ของผม สิ่งสำคัญคือการหาวิธีการปรับใช้ได้จริงผ่านการมีส่วนร่วมต่างหาก

 

แล้วฟินแลนด์สร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างไร

ฟินแลนด์มีประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากที่บอกไปข้างต้น อย่างน้อยก็ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยออกตัวว่าเรากำลังปฏิรูป หรือเรามีพาร์ตเนอร์ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมคิดหรือวางแผน นี่คือกุญแจสำคัญ

 

เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือหรือแผนตัดสินใจร่วมสารพัด คุณจะค้นพบว่าการปรับใช้จริงไปเลยนั้นง่ายกว่ามาก ครูโดยส่วนใหญ่จะอยู่กับสหภาพครู และสหภาพจะเป็นตัวแทนในการพูดคุยกับรัฐบาล ร่วมคิดและเปลี่ยนแปลงการศึกษา บางครั้งก็เกิดขึ้นจากผู้มีส่วนร่วมที่ต่างกันออกไปในการช่วยคิดและวางแผน สิ่งสำคัญจริงๆ จึงไม่ใช่การหาวิธีการที่ดีในการสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลายและพาร์ตเนอร์ที่จะเข้ามาช่วยวางแผน ออกแบบ เตรียมความพร้อม ไม่ใช่เลย จากประสบการณ์ของผม สิ่งสำคัญคือการหาวิธีการปรับใช้ได้จริงผ่านการมีส่วนร่วมต่างหาก

 

รัฐบาลของคุณและผมสามารถใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ที่เรียกว่า ‘การสำรวจความคิดเห็นออนไลน์’ ที่สามารถส่งให้กับครู ครอบครัว และลูกจ้างต่างๆ เพราะผู้คนจะรู้สึกดีเมื่อคุณถามความคิดเห็นจากพวกเขา ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำให้สิ่งที่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาบอกจริงๆ หรือไม่ แต่พวกเขาจะเกิดความรู้สึกที่ดี อย่างน้อยก็ตอนที่ถูกถาม นี่คืออีกระดับของการมีข้อตกลงร่วมกันภายในกลุ่ม ถ้าหากคุณไม่เคยถามอะไรกับผู้คนเลย แค่พูดเรื่องการปฏิรูปใหม่และบอกพวกเขาว่าต้องนำไปปรับใช้ในโรงเรียน พวกเขาจะมีคำถามแน่นอนว่าทำไมต้องทำด้วย                                                                                                                                                                                                                                                    

แล้วถ้ามีคนไม่เห็นด้วย เราต้องเปลี่ยนทัศนคติผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

ทัศนคติหรือวิธีคิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถเปลี่ยนทัศนคติได้มากขนาดไหน ถ้าหากว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเริ่มคิดได้ว่า ใครก็ตามที่มีส่วนต่อการปฏิรูปนั้นให้ความสำคัญกับความคิดเห็น เหมือนกับเวลาที่เราถามเด็กหรือคนรุ่นใหม่ว่า “ชอบทำอะไร?” แล้วพวกเขาก็ตอบในสิ่งที่พวกเขาชอบหรือต้องการ อย่างน้อยก็สร้างให้เกิดบทสนทนา

 

รัฐบาลคือตัวแทนของการส่งสัญญาณว่าเสียงของทุกคนเป็นเรื่องสำคัญ และพวกเราให้ความสนใจกับความคิดเห็นของคุณ เหมือนเด็กวัยรุ่น ถ้าหากคนเป็นพ่อแม่หมั่นถามความคิดเห็นจากพวกเขา เด็กจะรู้ทันทีว่าตัวเองนั้นมีความสำคัญ เป็นไอเดียเดียวกัน

 

การพูดเรื่องทัศนคติเป็นตัวอย่างที่ดีเมื่ออยู่ในบริบทของการศึกษา พ่อแม่หรือครอบครัวส่วนใหญ่เมื่อถามเรื่องระบบการศึกษา พวกเขามักจะคิดเกี่ยวกับลูกของพวกเขาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเด็กคนอื่น ถ้าหากพ่อแม่ทุกคนคิดกันแบบนี้ จะไม่มีระบบการศึกษาที่ดีเกิดขึ้นได้จริง พวกเขาจำเป็นต้องใส่ใจหรือนึกถึงเด็กคนอื่น และครอบครัวอื่น

 

ตัวอย่างที่ดีคือโครงการ London Challenge ของประเทศอังกฤษ เป็นระบบย่อยที่มีชื่อเสียงมากด้านการเปลี่ยนแปลง มีหัวใจสำคัญคือ ครูใหญ่จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อโรงเรียนอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนของตัวเอง ในฟินแลนด์ เมื่อคุณได้รับการว่าจ้างเป็นครูใหญ่ สิ่งที่จะเจอคือคำถามที่ต้องตอบเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาจะสามารถรับผิดชอบโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงด้วยได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องเดียวกับการเปลี่ยนทัศนคติของครอบครัวที่บอกไปข้างต้น ยิ่งคนเป็นพ่อแม่เริ่มต้นที่จะคิดถึงคอมมูนิตี้มากเท่าไร และสำหรับระดับประเทศแล้วเป็นเรื่องดีกว่าที่จะคิดถึงครอบครัวอื่นๆ อย่างเช่นครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยว โรงเรียนจะมีบทบาทในการดูแลเด็กที่โตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องการทัศนคติใหม่

 

ไอเดียของโรงเรียนเป็นเรื่องของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี สำคัญสุดคือการรู้จักตัวเอง (Self-Awareness) มากกว่าอ่าน เขียน หรือเรียนเลข

 

ระบบการศึกษาของฟินแลนด์กลายเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาติ กลายเป็นต้นแบบการเรียนการสอนให้กับอีกหลายประเทศ แต่จะเป็นไปได้จริงหรือ ในเมื่อแต่ละประเทศก็มีบริบทเฉพาะของตัวเอง

คำตอบที่ดีที่สุดคือ อย่าแม้แต่จะพยายาม ผู้คนส่วนใหญ่หรือประเทศส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เข้าใจระบบการศึกษาของฟินแลนด์อย่างแท้จริง 99% ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรือนักวิจัย พวกเขาลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเรียนเพียง 5 โรงเรียน และเห็นการสอนรายวิชาอย่างคณิตศาสตร์ 5 นาที ประวัติศาสตร์ 4 นาที ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น ไอเดียของโรงเรียนเป็นเรื่องของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี สำคัญสุดคือการรู้จักตัวเอง (Self-Awareness) มากกว่าอ่าน เขียน หรือเรียนเลข ไอเดียเรื่องการปรับประยุกต์ใช้ระบบการสอนของเราเข้ากับประเทศตัวเองจึงเป็นไอเดียที่ไม่ดีนัก แต่สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือการพยายามระบุสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ของฟินแลนด์ ไม่ได้หมายความให้ลอกเลียนแบบ แต่เราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้มากกว่า

 

ฟินแลนด์มีวัฒนธรรมที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อใจ ผมต้องไปที่หน่วยงานรัฐเพื่อทำให้พวกเขาแน่ใจว่าโรงเรียนต่างๆ ในประเทศนั้นเป็นไปตามมาตรฐาน ผมเคยตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจรับผิดชอบว่า จะแน่ใจได้อย่างไรว่าโรงเรียนหรือครูนั้นดำเนินงานไปตามมาตรฐานหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้? คำตอบคือ แน่ใจอยู่แล้ว เพราะพวกเขารู้ดีว่าครูจะต้องทำงานในสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากวัฒนธรรมความเชื่อใจกันจากฟินแลนด์

 

สิ่งที่เสียไปสำหรับฟินแลนด์คือการอ่าน การอ่านที่หายไประหว่างการใช้โซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมจะส่งผลกับสมองหรือการพัฒนาทางอารมณ์ของผู้เล่น ประชากรของยุโรปตะวันตก 20-25% ของเด็กรุ่นใหม่มีปัญหาสุขภาพจิตเพราะโซเชียลมีเดีย

 

เด็กนักเรียนในฟินแลนด์ติดโซเชียลมีเดียกันบ้างไหม คนเป็นครูรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

จริงๆ ฟินแลนด์รับมือกับเรื่องนี้ได้ไม่ค่อยดี อาจเป็นเพราะนี่คือเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องไม่ดี แต่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ครูในฟินแลนด์อาจรับมือได้ไม่ดีนัก นักเรียนกว่าครึ่งของเราหรือเด็กรุ่นใหม่นั้นใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าหากการใช้เวลาในโรงเรียนคือ 6 ชั่วโมงต่อวัน นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นเราจะเหลือเวลา 8 ชั่วโมงในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ นั่นหมายความว่าต้องมีบางสิ่งที่เสียไประหว่างการที่เราออนไลน์อยู่ สิ่งที่เสียไปสำหรับฟินแลนด์คือการอ่าน การอ่านที่หายไประหว่างการใช้โซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมจะส่งผลกับสมองหรือการพัฒนาทางอารมณ์ของผู้เล่น ประชากรของยุโรปตะวันตก 20-25% ของเด็กรุ่นใหม่มีปัญหาสุขภาพจิตเพราะโซเชียลมีเดีย

 

ผมคิดว่าถ้าเด็กได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงไปกับการแก้โจทย์เลข หรือใช้เวลาไปกับการเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงแม่ของพวกเขาในทุกสัปดาห์ นั่นคือโรงเรียนในฝันเลย พวกเราจะสอนให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน และประเด็นต่างๆ ในสังคม นั่นต่างหากคือสิ่งที่เด็กต้องการ

 

ถ้าลองดูมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการลดละการใช้ไอแพดหรืออุปกรณ์อื่นๆ ผมเคยใช้เวลา 3 ปีในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยที่นักศึกษาอายุราวๆ 25 ปี กว่า 95% นั้นมีแล็ปท็อป โดยในระหว่างที่ผมสอน นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ช้อปปิ้งออนไลน์ เล่นโซเชียลมีเดีย เช็กอีเมล นี่เป็นสิ่งที่แย้งกับ ‘Multitask’ (การทำกิจกรรมได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน) เพราะไม่มีใครที่จะสามารถช้อปปิ้งไปพร้อมกับฟังอาจารย์สอนได้จริง เป็นเรื่องง่ายกว่าที่ระดับโรงเรียนจะปฏิเสธเทคโนโลยี ยิ่งถ้าหากคุณดูตัวอย่างจากบิล เกตส์, สตีฟ จ็อบส์ คนที่ไฮเทคมากๆ กลับส่งลูกของพวกเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ไม่ใช้เทคโนโลยี เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าอะไรคือผลที่ตามมากับการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น และเด็กๆ ก็ไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะรับมือ นี่เป็นคำถามที่ดีว่า ทำไมคนอื่นถึงยังส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีการใช้เทคโนโลยี และทำไมผมถึงจะส่งลูกของผมเข้าโรงเรียนที่ไม่มีการใช้เทคโนโลยี ถ้าหากผมมีทางเลือก ผมก็จะเลือกให้ลูกผมเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีเทคโนโลยีหรือจำกัดการใช้งานเมื่อจำเป็นเท่านั้น ผมคิดว่าถ้าเด็กได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงไปกับการแก้โจทย์เลข หรือใช้เวลาไปกับการเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงแม่ของพวกเขาในทุกสัปดาห์ นั่นคือโรงเรียนในฝันเลย พวกเราจะสอนให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน และประเด็นต่างๆ ในสังคม นั่นต่างหากคือสิ่งที่เด็กต้องการ

 

เช่นเดียวกับในฟินแลนด์ที่ผมบอกว่าเรายังรับมือกับเรื่องนี้ได้ไม่ดีนัก เรายังไม่มีการรับรู้ในระดับชาติและความเข้าใจร่วมกันถึงข้อดีของโซเชียลมีเดีย ที่ต้องมาพร้อมกับข้อควรระวังและความกังวลด้วยเช่นกัน ถ้าหากคุณเดินไปในโรงเรียนที่ฟินแลนด์ในวันนี้แล้วถามว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นกังวลที่สุดในตอนนี้? คำตอบจะไม่ใช่เรื่องหลักสูตร แต่จะเป็นเด็กกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะควบคุมหรือจัดการการใช้งาน เพราะผู้มีอำนาจในประเทศของเราได้ให้ความเห็นไว้ว่า การแบนหรือห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนนั้นเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องอิสรภาพในการแสดงออก ครูใหญ่ในบางโรงเรียนก็บอกว่าไม่ควรสั่งห้ามหรือตั้งกฎการใช้งานแต่อย่างใด นี่ยังเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไขร่วมกันต่อไป

 

คุณมาประเทศไทยหลายครั้ง มีความคิดเห็นอย่างไรต่อระบบการศึกษาของประเทศไทยบ้าง

จริงๆ ผมยังรู้ไม่มากพอ แต่สิ่งที่ผมได้จากนักศึกษาในชั้นเรียนที่บอกผมว่า ประเด็นสำคัญของการศึกษาในประเทศไทยคือความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และโรงเรียนชนบท นี่เป็นสิ่งที่จะไม่เกิดในฟินแลนด์เลย ผมอ่านบทความหนึ่งที่เขียนถึงเรื่องมาตรฐานที่แตกต่างกันของโรงเรียนในประเทศไทย ในตอนแรกผมไม่เชื่อ แต่ในรายงานนั้นระบุว่า เด็กชนบทจะไม่เข้าเรียนเพราะเลือกที่จะช่วยพ่อแม่ทำงานในไร่นา ต่างกับเด็กในกรุงเทพฯ ผมอาจไม่มีความเห็นต่อเรื่องนี้มาก แต่คิดว่าระบบการศึกษาไทยตอนนี้ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีก

 

ความยืดหยุ่นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะสามารถทำอะไรได้ตามที่ต้องการ แต่หมายถึงการมีกรอบวิธีคิดที่ใช้ภายในโรงเรียนว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถให้กับเด็กๆ หรือชุมชนได้ โดยไม่ต้องสูญเสียมาตรฐานหรือคุณภาพ แต่ทำให้แน่ใจได้ว่าสามารถสนับสนุนโรงเรียนและครูในท้องถิ่น อะไรที่พวกเขาควรสอนให้กับเด็กๆ ในกรณีที่โรงเรียนหรือชุมชนมีความเห็นร่วมกันว่าเด็กควรจะเรียนรู้ในทักษะอื่นๆ นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าความยืดหยุ่น ซึ่งระบบการศึกษาควรพยายามที่จะมีตรงนี้

 

อะไรคือสิ่งที่เป็นกังวลที่สุดในตอนนี้? คำตอบจะไม่ใช่เรื่องหลักสูตร แต่จะเป็นเด็กกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะควบคุมหรือจัดการการใช้งาน เพราะผู้มีอำนาจในประเทศของเราได้ให้ความเห็นไว้ว่า การแบนหรือห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนนั้นเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องอิสรภาพในการแสดงออก

 

ระบบการสอนที่เรียกว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) กรณีในฟินแลนด์ คุณว่าระบบการสอนแบบนี้จะช่วยเตรียมตัวให้เด็กสามารถมีอาชีพหรือทำงานในอนาคตได้อย่างไร

ทั้งการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นสิ่งที่ถูกคิดค้นนอกฟินแลนด์ แต่แน่นอน สำหรับผมสิ่งที่น่าสนใจคือการร่วมมือ แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบไหน คำตอบของคำถามนี้คือ ผมคิดว่าถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยให้ครูและเด็กมีส่วนร่วมระหว่างกันมากขึ้นในการเรียนและการสอน จะช่วยให้พวกเขาพร้อมกับการใช้ชีวิตในอนาคต แน่นอนว่าทีมเวิร์กคือระบบสำคัญที่เราอยากให้นักเรียนของเราเข้าใจ นี่จึงเป็นข้อดีของการเรียนร่วมกับผู้อื่นในห้องเรียน แต่ผมจะพูดอีกว่า ระบบการสอนแบบเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก มีโรงเรียนในประเทศอื่นที่ทำมาก่อน ในฟินแลนด์ก็มีโรงเรียนที่ปรับใช้เพียง 5% เท่านั้น

 

จากจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเมื่อ 40 ปีก่อน โรงเรียน หน่วยงาน หรือครูในฟินแลนด์ได้มีการติดตามผลจากนักเรียนบ้างไหม

การติดตามผลในเรื่องนี้ใช้เวลาและเงินจำนวนมาก และเป็นเรื่องยากเสมอที่จะวัดผลที่ได้จากระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย หรืออื่นๆ คำตอบที่น่าเชื่อถืออาจไม่มีสำหรับคำถามนี้ แต่ถ้าหากคุณมองฟินแลนด์ในสังคมโดยรวม ไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษา แต่เป็นความสำเร็จในด้านอื่นที่สามารถบ่งชี้ได้ในระดับนานาชาติ เทคโนโลยี การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใส รัฐบาลที่ดี สิทธิสตรี ฟินแลนด์เราทำเรื่องเหล่านี้ได้ดี นี่อาจเป็นคำตอบว่าการศึกษาที่ดีได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานตรงนี้ให้แข็งแรง

The post ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร? (ทำไมไทยถึงทำไม่ได้…) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/finland-education-lessons-learned/feed/ 0
“คุณภาพการศึกษาต่ำทำให้ประชาธิปไตยไม่งอกเงย” คุยกับผู้ก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเมียนมาในวันที่การศึกษายังไม่ปฏิรูป https://thestandard.co/news-world-asean-myanmar-education/ https://thestandard.co/news-world-asean-myanmar-education/#respond Sun, 04 Jun 2017 19:04:19 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=375

     เมียนมา คือประเทศที่อยู่ภายใต้การปก […]

The post “คุณภาพการศึกษาต่ำทำให้ประชาธิปไตยไม่งอกเงย” คุยกับผู้ก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเมียนมาในวันที่การศึกษายังไม่ปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมียนมา คือประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนท้ายที่สุดปลายปี ค.ศ. 2015 อำนาจการปกครองประเทศเมียนมาได้ถูกเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากพรรค National League for Democracy (NLD) ที่นำโดย ออง ซาน ซู จี กวาดชัยชนะไปอย่างท่วมท้น

     แต่เส้นทางสู่ประชาธิปไตยของเมียนมานั้นยังคงขรุขระแม้ทหารจะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วก็ตาม อำนาจของทหารที่ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 2008 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของประชาธิปไตยเมียนมา ทหารยังมีอำนาจการตัดสินใจในกิจการพลเรือนบางส่วน ทั้งผ่านสมาชิกวุฒิสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีที่สำคัญๆ

     แต่นอกจากอุปสรรคข้างต้นแล้ว พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 หรือสมัยที่ทหารยังอยู่ในอำนาจนั้นถูกกลุ่มนักศึกษา อาจารย์ และภาคประชาสังคมมองว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยเช่นกัน เพราะรัฐบาลทหารใช้อำนาจเบ็ดเสร็จควบคุมเนื้อหาวิชาและหลักสูตร ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักสูตรการศึกษาของรัฐบาลละเลยวัฒนธรรมและภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ รวมถึงจำกัดสิทธิเสรีภาพการก่อตั้งองค์กรนักศึกษาอย่างเป็นอิสระ

     ถึงแม้วันนี้เมียนมามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาแล้วปีเศษ แต่ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับนี้ยังคงถูกบังคับใช้แม้เนื้อหาบางส่วนจะถูกปรับเปลี่ยนแล้วก็ตาม THE STANDARD ได้พูดคุยกับ Lin Htet Naing ผู้ก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเมียนมา และเป็นสามีของ Phyoe Phyoe Aung นักกิจกรรม ผู้ที่ออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ทั้งสองถูกรัฐบาลทหารจับกุมในปี ค.ศ. 2015 ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาและเลือกพัฒนาสังคมเมียนมาผ่านการศึกษา เพื่อสะท้อนอีกเสียงของคนรุ่นใหม่ในเมียนมาต่ออนาคตของประเทศพวกเขา

     เพราะ ‘การศึกษา’ คืออีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสังคมประชาธิปไตย

 

 

อนาคตของชาติที่ถูกควบคุมความคิดผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

     ผ่านไปแล้วกว่าปีเศษที่เมียนมาได้เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่กลุ่มนักศึกษา อาจารย์ และภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลทหารพยายามจำกัดเสรีภาพของนักศึกษาผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังคงถูกบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้

     เนื้อหาใจความสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่เป็นชนวนให้นักศึกษาออกมาเดินขบวนประท้วงในปี ค.ศ. 2015 มี 3 ประเด็น คือ

     1. รัฐบาลเมียนมาไม่ยอมให้ภาคการศึกษาอย่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายการศึกษา ซึ่งขาดการรับฟังเสียงของประชาชน

     2. พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ไม่ให้ความสำคัญต่อภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในเมียนมา ทั้งๆ ที่เมียนมาเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์  

     3. พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ไม่ให้อิสระนักศึกษาในการก่อตั้งองค์กรนักศึกษา โดยรายงานของ Asia Foundation ระบุว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังสะท้อนอำนาจของรัฐบาลเมียนมาที่รวมการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centralisation) ซึ่ง Lin Htet Naing ผู้ก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเมียนมามองว่า อำนาจของรัฐบาลที่ไม่กระจายอำนาจนั้นไม่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย

     “เมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุด นโยบายการศึกษาที่มีลักษณะกระจายอำนาจไปยังหลายกลุ่มจึงเหมาะสมกับเมียนมามากที่สุด และจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่เมียนมาเผชิญมาเป็นเวลานาน การกระจายอำนาจให้เหมาะสมจะสร้างสันติภาพในเมียนมาได้”

     หากเรามองว่า ‘ประชาธิปไตย’ ไม่ใช่สิ่งที่จะมีได้ชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยเวลาในการงอกเงย ‘การศึกษา’ คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สังคมเกิดปัญญาและทำให้สังคมประชาธิปไตยแข็งแรง Lin Htet Naing จึงมองว่า นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลทหารต้องการควบคุมทิศทางการศึกษา เพราะสิ่งนี้หมายถึงการควบคุมอนาคตของชาติผ่านการป้อนข้อมูลในโรงเรียน โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมือง

     “เผด็จการทหารต้องการควบคุมทุกภาคส่วน เพราะต้องการให้อำนาจยังอยู่ในมือพวกเขา พวกเขาจึงพยายามล้างสมองคนรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบผ่านนโยบายการศึกษาอย่างเช่น สิ่งที่เราเรียนในห้องเรียน หรือการรวมตัวของนักศึกษา และนี่คือสาเหตุว่าทำไมพวกเขาจึงต้องมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่รวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ที่ทำให้พวกเขาควบคุมกฎหมายเกี่ยวกับระบบการศึกษาได้เบ็ดเสร็จ และการศึกษาคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ทหารสามารถควมคุมประเทศได้ง่ายขึ้น ประชาชนจะถูกปลูกฝังว่านักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นคนไม่ดี และหลักสูตรการศึกษาของเราไม่ได้สร้างให้คนมีทักษะการคิดวิเคราะห์มากพอที่จะทำให้พวกเขาตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกสอนในโรงเรียน ประชาชนส่วนใหญ่ของเมียนมาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอีกด้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ รัฐบาลทหารยังคงเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อผ่านหลักสูตรการศึกษา”

 

ประชาชนส่วนใหญ่ของเมียนมาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอีกด้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ รัฐบาลทหารยังคงเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อผ่านหลักสูตรการศึกษา

 

รัฐบาล NLD ไม่กล้าเปลี่ยนอะไรเต็มที่ เพราะนโยบายปรองดองกับทหาร

     ในสมัยหาเสียงเลือกตั้งพรรค NLD ออง ซาน ซู จี เคยให้คำมั่นไว้ว่า หากพรรคของเธอชนะ เธอจะเปลี่ยน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เพื่อเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้กับภาคประชาชนมากขึ้น รวมถึงให้คุณค่ากับภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงทำให้ภาคการศึกษาตั้งความหวังว่า เมื่อพรรค NLD เข้ามาสู่อำนาจนั้น รัฐบาลจะรื้อระบบการศึกษาที่ระบุอยู่ในพ.ร.บ.ฉบับนี้

     อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2016 กระทรวงศึกษาธิการของเมียนมามีทีท่าว่าจะใช้ระบบการศึกษานี้ต่อไป และแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่รัฐบาล NLD เตรียมทำนั้นถูกกลุ่มนักศึกษาวิจารณ์ว่า ขาดการมีส่วนร่วมของอาจารย์และนักศึกษาอย่างที่รัฐบาลทหารเคยทำ ซึ่ง Lin Htet Naing ชี้ว่า แม้เมียนมาจะเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 2008 ที่อำนาจของทหารยังแทรกแซงอยู่ในการเมืองนั้น ทำให้รัฐบาลของพรรค NLD ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้มาก

     “สิ่งเหล่านี้ทำให้พรรค NLD เชื่อว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะเปลี่ยนในตอนนี้ นอกจากนี้พรรค NLD ยังยึดนโยบายปรองดองกับทหาร จึงทำให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงที่จะโต้แย้งกับทหารเพื่อพยายามแก้ปัญหาหลักๆ ก่อน อย่างเช่น การสร้างสันติภาพในเมียนมา”

 

 

การศึกษาคือปัจจัยสำคัญที่สร้างสังคมประชาธิปไตย

     ทั้ง Lin Htet Naing และ Phyoe Phyoe Aung คือนักกิจกรรมที่ผ่านการต่อสู้กับรัฐบาลทหารมาอย่างโหดร้าย Lin Htet Naing เข้าร่วมการปฏิวัติในปี ค.ศ. 2007 และถูกรัฐบาลทหารจับกุมในปี ค.ศ. 2008 เป็นระยะเวลา 3 ปี 4 เดือน ก่อนที่จะมาเข้าร่วมขบวนต่อต้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติอีกครั้งในปี ค.ศ. 2015 ร่วมกับ Phyoe Phyoe Aung และทั้งคู่ถูกจับกุมอีกครั้งในปีเดียวกัน

     Lin Htet Naing เปิดเผยว่า “ประสบการณ์การถูกจับกุมนั้นโหดร้ายมาก อย่างไรก็ตามการเป็นนักโทษทางการเมืองภายใต้รัฐบาลทหารกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นต่างกัน นักศึกษาเพียงต้องการเสรีภาพทางการศึกษา สิทธิในการก่อตั้งองค์กรนักศึกษา และแม้ว่าพวกเราจะพยายามเรียกร้องสิ่งนี้ผ่านการพูดคุย แต่รัฐบาลทหารไม่ได้ทำให้การพูดคุยนั้นง่ายขึ้น พวกเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องของเรา พวกเราจึงต้องตัดสินใจออกมาต่อต้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และท้ายที่สุดรัฐบาลทหารเลือกที่จะใช้วิธีรุนแรง ปราบปราและจับกุมพวกเรา”

     ปัจจุบันนี้ Lin Htet Naing ไม่ได้ทำงานอยู่ในสหพันธ์นักศึกษาเมียนมาแล้ว แต่เขาทำงานด้านการศึกษาต่อด้วยการก่อตั้ง The Wings Capacity Building School โครงการการศึกษาที่สนับสนุนการศึกษาทางเลือกให้กับเยาวชนในเมียนมา เพราะเขาเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยสร้างสันติภาพและสังคมประชาธิปไตย

     “ประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาต่ำ ประชาธิปไตยไม่สามารถงอกเงยได้ การศึกษาควรถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ที่สร้างวัฒนธรรมแห่งประชาธิปไตยให้กับประชาชน”

     ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับปัญหาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง Lin Htet Naing จึงมองว่า การพยายามต่อสู้กับความไม่ถูกต้องไม่จำเป็นจะต้องจำกัดอยู่แค่ภายในชาติ แต่สามารถร่วมมือกันได้ระหว่างคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคนี้เพื่อสะท้อนปัญหาซึ่งกันและกัน

     “ปัญหาในเมียนมาก็กระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วยเช่นกัน ผมคิดว่าความร่วมมือกับคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคนี้จะช่วยทำให้ประเทศเราสามารถเดินไปสู่ประชาธิปไตยได้ประสบความสำเร็จ เพราะเรายังมีอุปสรรคที่ขัดขวางประชาธิปไตยอย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 2008 การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ รวมถึงการพูดคุยระหว่างคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคนี้จะช่วยทำให้เราต่อสู้กับความไม่ถูกต้องได้เข้มแข็งขึ้น พวกเราจะมีความรู้มากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยพาประเทศในภูมิภาคนี้ก้าวผ่านสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้”

     ในยุคสมัยใหม่ที่เส้นพรมแดนดูจะจางลงเรื่อยๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ก็เช่นกัน

     การต่อสู้กับความไม่ถูกต้องสามารถถูกส่งต่อ แลกเปลี่ยน และสะท้อนเสียงซึ่งกันและกันได้ จนอาจทำให้เสียงที่คอยตั้งคำถามและตรวจสอบอำนาจในสังคมไปถึงจุดที่เข้มแข็งและหนักแน่นมากพอ

 

อ้างอิง:

     – Zobrist, Brook, Patrick McCormick (December 2013). “Preliminary Assessment of Decentralization in Education”. The Asia Foundation. Retrieved 13 March 2015.

     – www.goo.gl/0yigiJ

     – www.goo.gl/YaqkjR

 

 

The post “คุณภาพการศึกษาต่ำทำให้ประชาธิปไตยไม่งอกเงย” คุยกับผู้ก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเมียนมาในวันที่การศึกษายังไม่ปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-asean-myanmar-education/feed/ 0