เป็นอีกครั้งที่การเปิดตัวสกินแคร์ใหม่ของ Dior Beauty สร […]
The post Dior เปิดตัว L’Or de Vie Le Grand Cérémonial Millésime 2024 Vintage appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งที่การเปิดตัวสกินแคร์ใหม่ของ Dior Beauty สร้างความฮือฮาและน่าจดจำ ล่าสุด Dior เปิดตัว L’Or de Vie Le Grand Cérémonial Millésime 2024 Vintage ทรีตเมนต์บำรุงผิวระดับลักชัวรีสุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ภายใน 3 เดือน ที่มาพร้อมราคา 161,040 บาท!
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์นี้ผสานความลับจาก Chateau d’Yquem ที่มีอายุกว่า 400 ปี โดยนำพลังแห่งองุ่น Yquem มาพัฒนาเป็นเทคโนโลยี Golden Drop
Life Technology ภายใต้การวิจัยของสถาบัน Dior Reverse Ageing Science โดยเน้นไปที่การบำรุงผิวครบวงจรที่แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนสำหรับใช้ตลอด 3 เดือน ได้แก่ ขั้นแรก เอสเซนส์กึ่งเซรั่มที่ฟื้นบำรุงล้ำลึกและผลัดผิวอย่างอ่อนโยน ขั้นที่สอง เซรั่ม oil-in-water ที่ช่วยให้ผิวดูกระชับมีมิติ และขั้นสุดท้าย เซรั่มกึ่งอีมัลชันที่อุดมด้วยเปปไทด์และไฮยาลูรอนิกแอซิด เพื่อให้ผิวดูอิ่มเอิบเปล่งประกาย ด้วยสารสกัดองุ่น Yquem ที่เข้มข้นกว่าเดิมถึง 6 เท่า จากการศึกษาทางจีโนมของ LVMH Research พบว่าสามารถตอบโจทย์การบำรุงผิว 7 ใน 12 สัญญาณแห่งวัย
ด้านบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์นำเสนอความสวยงามที่สมบูรณ์แบบด้วยขวดแก้วที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือจาก Salviati แห่งมูราโน พร้อมแอปพลิเคเตอร์แกะสลักลาย Cannage เอกลักษณ์ของ Dior ทั้ง 3 ขวดจัดวางในเคสอันประณีตพร้อมดิ้นทองสุดหรู สะท้อนถึงวัฒนธรรมแห่งความสมบูรณ์แบบและความเป็นเลิศด้านความงามของ Dior
ภาพ: Dior Beauty
The post Dior เปิดตัว L’Or de Vie Le Grand Cérémonial Millésime 2024 Vintage appeared first on THE STANDARD.
]]>
เทรนด์ Skinjectables คือการมาของสกินแคร์ที่พัฒนาเพื่อเล […]
The post เทรนด์ Skinjectables กำลังมา เน้นบำรุงผิวสวยแบบไม่ต้องฉีด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เทรนด์ Skinjectables คือการมาของสกินแคร์ที่พัฒนาเพื่อเลียนแบบผลลัพธ์ของทรีตเมนต์เสริมความงามแบบฉีดอย่าง Botox, filler หรือเลเซอร์ โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถใช้ที่บ้านได้ทุกวัน โดยมีแรงหนุนจากตลาดความงามแบบ aesthetics ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 15.4% ระหว่างปี 2023-2030 ทำให้แบรนด์สกินแคร์หันมาพัฒนาสูตรโมเลกุลเล็ก-เปปไทด์พลังสูงที่ให้ผลลัพธ์มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
ผู้บริโภครุ่นใหม่ต้องการผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่ความชุ่มชื้น จึงเกิดการผสานเทคโนโลยีเปปไทด์ที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อคล้าย Botox, โมเลกุลกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อให้ผิวเด้งฟูแบบ filler และสูตรผลัดผิวที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนเหมือนทำทรีตเมนต์เลเซอร์เบื้องต้น ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ครีมทาผิว” กับ “หัตถการคลินิก” แคบลงอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์ของ Skinjectables ยังจำกัดอยู่ที่ผิวชั้นบน ไม่สามารถแทนที่การฉีดลึกหรือปรับโครงสร้างผิวได้เต็มรูปแบบ จึงอาจมองว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นธรรมชาติ หรือยังไม่พร้อมเริ่มทำหัตถการ โดยทิศทางต่อไปจะเห็นสกินแคร์กลุ่มนี้จับคู่กับอุปกรณ์เสริม (device) เพื่อเร่งการซึมผ่านและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น สรุปง่ายๆ Skinjectables คือผิวแน่นฟูเรียบเนียนแบบคลินิก ในรูปแบบที่อ่อนโยนกว่า และใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post เทรนด์ Skinjectables กำลังมา เน้นบำรุงผิวสวยแบบไม่ต้องฉีด appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังเข้ารับการทำหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์ ทรีตเม […]
The post 5 ไอเท็มปลอบโยนผิวหลังทำหัตถการจากแบรนด์ Her Hyness appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังเข้ารับการทำหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือฉีดสารบำรุง ผิวจะอยู่ในภาวะที่อ่อนแอและบอบบางเป็นพิเศษ การดูแลผิวในช่วงนี้จึงต้องพิถีพิถันและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลอบประโลม ฟื้นฟู และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการเกิดอาการแพ้ ระคายเคือง และผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ การเลือกสกินแคร์ที่อ่อนโยน ปราศจากสารก่อการระคายเคือง และมีส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและซ่อมแซมผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้ THE STANDARD LIFE คัดสรรไอเท็มสุดปังจากแบรนด์ Her Hyness ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวอย่างอ่อนโยน ปราศจากสารอันตรายถึง 1,500 ชนิด และไม่มีสารก่อการระคายเคืองผิวหนังถึง 18 ชนิด จึงมั่นใจได้เลยว่ามีความปลอดภัยหากจะใช้บำรุงผิวหลังการทำหัตถการ มาสำรวจไปพร้อมๆ กันเลยว่ามีไอเท็มไหนน่าลองบ้าง?
สำหรับใครที่ต้องการฟื้นฟูผิวหลังทำหัตถการให้กลับมาอ่อนเยาว์และฉ่ำวาวเหมือนผิวกลาสสกิน แผ่นมาสก์รุ่นนี้เวิร์กสุดๆ เลยนะ เพราะโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีแผ่นมาสก์จากนาโนแพลทินัม ที่ผสานกับซูเปอร์แอนติเอจจิ้งเซรั่ม ช่วยฟื้นฟูผิวที่เผชิญกับมลภาวะและความเครียดได้อย่างล้ำลึก นอกจากนี้ยังช่วยลดเลือนริ้วรอยและเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเร่งด่วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ หรือผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด เพราะสามารถเติมเต็มความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและมีชีวิตชีวาขึ้นทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้
หลังทำหัตถการผิวจะบอบบางและไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ Royal Hya Water Sunscreen SPF50+ PA++++ กันแดดเนื้อน้ำที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้เนื้อสัมผัสจะบางเบาจนหลายคนสงสัยว่าจะปกป้องผิวได้จริงหรือ แต่ขอบอกเลยว่ากันแดดตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงและเชื่อถือได้จริง เพราะผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งบนผิวจริง และในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานระดับโลก เนื้อกันแดดติดทนปกป้องได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง หมดกังวลเรื่องหน้าหมองคล้ำระหว่างวันไปได้เลย
การทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงไม่ใช่แค่การดูแลภายนอก แต่ต้องเสริมสร้างจากภายในด้วย Hydra Glow Advanced Skin Booster Serum เซรั่มนี้จะช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ด้วยเทคโนโลยี Natural Autophagy Activator ที่ช่วยรีไซเคิลเซลล์ผิวเก่าและสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวไม่กลับไปอ่อนแอหรือแพ้ง่ายอีกต่อไป
หลังทำหัตถการผิวจะอ่อนแอและขาดน้ำได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปเพื่อชดเชย การใช้สลีปปิ้งมาสก์จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการฟื้นฟูผิวอย่างเร่งด่วน Her Hyness Royal Jelly & Marine Fossil Sleeping Mask จึงเป็นคำตอบที่ลงตัว มาสก์ตัวนี้มีเนื้อครีมที่เข้มข้นแต่บางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะหรือหนักหน้า ช่วยเติมความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิวที่บอบบางได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืน ตื่นเช้ามาผิวจะดูอิ่มฟู นุ่มเด้ง และมีความสมดุลมากขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผิวที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างอ่อนโยนหลังทำหัตถการ
อีกหนึ่งตัวละครเสริมหลังการทำหัตถการ หนุ่มๆ สาวๆ สามารถเพิ่มการบำรุงผิวให้ได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยน Skincare Routine ด้วยไอเท็ม Double Ampoule C White+Youth Shot แอมพูลที่สามารถแทรกเข้าไประหว่างขั้นตอนการใช้เซรั่มและครีมได้อย่างลงตัว คุณสมบัติช่วยฟื้นฟูผิวแบบครบวงจรในหลอดเดียว ทั้งการบูสต์ผิวใส ลดเลือนฝ้า กระ และจุดด่างดำ, ต้านอนุมูลอิสระเพื่อปกป้องผิว, ลดริ้วรอยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ และฟื้นฟู Skin Barrier ให้ผิวแข็งแรงขึ้นจากภายในสู่ภายนอก ทำให้คุณมีผิวที่สวย กระจ่างใส และแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
*เตรียมพบกับ กัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ จากแบรนด์ Her Hyness ได้ในเวที MAIN STAGE ของงาน The Secret Sauce Summit 2025 กับธีม Unleash the Business Beast เทศกาลธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีการยกทัพปีศาจผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ รวมคนระดับแถวหน้าของไทยที่กล้าคิด กล้าเปลี่ยน และสร้างสิ่งใหม่
ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของแบรนด์ไอจีขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เราไม่อยากให้พลาดงานนี้ เพราะทุกเวทีคัดสรรมาแล้วให้คุณ!
ทั้งหมดนี้ในราคาเพียง 3,990.- จำกัด 1,000 ใบเท่านั้น
สนใจซื้อบัตร Early Bird https://bit.ly/tsss25PA13SMS
พบกันวันที่ 16-17 September 2025 | UOB LIVE 6 Floor, EMSPHERE


ภาพ: Shutterstock, Courtesy of Her Hyness
The post 5 ไอเท็มปลอบโยนผิวหลังทำหัตถการจากแบรนด์ Her Hyness appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์มูจิ (MUJI) เดินหน้าลุยเทรนด์ความงามธรรมชาติ ด้วย […]
The post MUJI เปิดตัวสกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ในไทย เน้นพลังธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
แบรนด์มูจิ (MUJI) เดินหน้าลุยเทรนด์ความงามธรรมชาติ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 2 ซีรีส์พิเศษในตลาดไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้คอนเซปต์ ‘Power of Nature’ ที่มุ่งเน้นการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% เพื่อมอบผิวสุขภาพดีและความชุ่มชื้นที่ยาวนาน
โดยซีรีส์แรก ‘Sensitive Skin Series’ ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับผิวแพ้ง่าย ผสานส่วนผสมอ่อนโยนจากสารสกัดพืช น้ำมันหอมระเหย เซราไมด์ และกรดอะมิโน 5 ชนิด ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและลดปัญหาการระคายเคือง ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ของซีรีส์นี้คือ Toning Water ที่สร้างปรากฏการณ์ขายดีในญี่ปุ่นกว่า 300,000 ขวดในเพียงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมด้วย Moisturising Milk ที่มีสูตรหลากหลายเพื่อตอบสนองสภาพผิวที่แตกต่าง รวมถึง Moisturising Cream และ All-in-One Gel สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสะดวกรวดเร็ว
ซีรีส์ที่ 2 ‘Booster Series’ โดดเด่นด้วยการบำรุงล้ำลึกผ่านสารสกัดจากรำข้าวหมักเข้มข้นสูงกว่า 65% ที่ช่วยเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ดาวเด่นคือ Booster Serum (เซรั่มรำข้าวหมัก) ที่คว้าตำแหน่งสินค้าขายดีอันดับ 1 ในญี่ปุ่น ด้วยยอดขายสูงถึง 500,000 ขวดในหนึ่งสัปดาห์ อุดมไปด้วยวิตามิน 7 ชนิดและแร่ธาตุ 8 ชนิด นอกจากนี้ยังมี Booster Essence Lotion (โลชั่นรำข้าวหมัก) ที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกเสมือนสปาที่บ้าน
งานเปิดตัวครั้งนี้ยังมีนางแบบและนักแสดงสาว พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้งาน โดยเฉพาะ Booster Serum ที่ช่วยมอบผิวอิ่มน้ำและความสดใสที่เป็นธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ทั้ง 2 ซีรีส์ของมูจิ พร้อมให้ทุกคนสัมผัสแล้ววันนี้ที่ร้านมูจิทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการดูแลผิวด้วยพลังแห่งธรรมชาติแบบญี่ปุ่น

The post MUJI เปิดตัวสกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ในไทย เน้นพลังธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘Slugging’ (สลักกิ้ง) กลายเป็นคำศัพท์ที่ถูกพูดถึงอย่างก […]
The post เทรนด์ ‘Slugging’ ผิวคืออะไร? ทำความเข้าใจก่อนลอง! appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘Slugging’ (สลักกิ้ง) กลายเป็นคำศัพท์ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการบิวตี้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการดูแลผิวแบบเกาหลี (K-Beauty) เทรนด์นี้คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเป็น Occlusive หรือสารเคลือบผิว (เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อวาสลีน) ทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงผิวก่อนนอน เพื่อสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวไว้ตลอดคืน ชื่อ ‘Slugging’ มาจากลักษณะผิวที่ดูมันวาวคล้ายเมือกของหอยทาก (Slug) หลังจากการทาผลิตภัณฑ์นั่นเอง สำหรับใครที่กำลังสนใจเทรนด์นี้และอยากลองดูแลผิวด้วยวิธีนี้ดู LIFE ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนลองมาให้แล้ว ไปกันเลย
หัวใจสำคัญของเทคนิค Slugging คือการ ‘ล็อก’ ความชุ่มชื้นไว้ในผิว ผลิตภัณฑ์ประเภท Occlusive จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว ลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว (Transepidermal Water Loss: TEWL) ในช่วงเวลากลางคืนที่เรานอนหลับ ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวมีแนวโน้มจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย นอกจากนี้ ยังช่วยกักเก็บผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่เราทาไปก่อนหน้าให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
แม้ว่า Slugging จะมีประโยชน์ในเรื่องการให้ความชุ่มชื้น แต่ก็ไม่ใช่เทคนิคที่เหมาะกับทุกคนหรอกนะ
จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นว่าเทรนด์ Slugging ผิวเป็นเทคนิคการดูแลผิวที่เน้นการล็อกความชุ่มชื้นขั้นสุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งหรือต้องการฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรงอิ่มน้ำ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจสภาพผิวของตนเองและเลือกใช้วิธีการดูแลผิวที่เหมาะสม หากคุณมีผิวมันหรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวก่อนลองเทรนด์นี้

The post เทรนด์ ‘Slugging’ ผิวคืออะไร? ทำความเข้าใจก่อนลอง! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยใส ดูอ่อนเยาว์ไปนานๆ แต่ด้วยปัจจัยภา […]
The post 9 เคล็ดลับผิวดูเด็ก สดใส ไม่กลัวแก่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยใส ดูอ่อนเยาว์ไปนานๆ แต่ด้วยปัจจัยภายนอกที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด มลภาวะ หรือความเครียด ก็ล้วนเป็นตัวเร่งให้ผิวของเราดูแก่กว่าวัยทั้งสิ้น แต่ไม่ต้องกังวลนะ เพราะเราสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ลองมาดู 8 นิสัยที่ทำได้ง่ายๆ เพื่อผิวสวยสุขภาพดี อ่อนเยาว์ยาวนานกันเถอะ

แสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB คือศัตรูตัวร้ายที่ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและเต่งตึง การไม่ทาครีมกันแดดเป็นประจำจะเร่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย จุดด่างดำ ฝ้า กระ และผิวหย่อนคล้อยจนสังเกตได้ชัดเจน การสร้างเกราะป้องกันผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และ PA+++ เป็นประจำทุกวัน แม้ในวันที่ไม่มีแดดหรืออยู่ในที่ร่มก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมทาบริเวณใบหน้า ลำคอ และผิวกายส่วนที่สัมผัสกับแสงแดดด้วยนะ

ผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจะดูแห้งกร้าน หมองคล้ำ และเกิดริ้วรอยได้ง่าย การบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) กักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ นุ่มเนียน เปล่งปลั่ง และลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ น้อยๆ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid), กลีเซอรีน (Glycerin), หรือเซราไมด์ (Ceramides) เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อาหารที่เรากินเข้าไปมีผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้หลากสี โดยเฉพาะที่มีวิตามินซีและอีสูง จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ การได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพดีจะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและดูอ่อนเยาว์ อย่าลืมกินไขมันดี เช่น โอเมก้า 3 จากปลาทะเล หรืออะโวคาโด เพื่อผิวที่ชุ่มชื้นและสุขภาพดี

น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายและผิวพรรณ การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ (ประมาณ 8 แก้วต่อวัน หรือตามความต้องการของร่างกาย) จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น นำพาสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผิวดูสุขภาพดี การมีผิวที่ชุ่มชื้นจากภายในจะช่วยลดโอกาสการเกิดริ้วรอยและทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์

สารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์เป็นตัวการสำคัญที่เร่งให้ผิวแก่ก่อนวัย บุหรี่จะทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย และสีผิวไม่สม่ำเสมอ ส่วนแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผิวดูหมองคล้ำ และอาจทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยบนใบหน้า การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผิวให้ดูอ่อนเยาว์

การผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจะช่วยให้ผิวดูสดใสขึ้น แต่การสครับผิวที่บ่อยหรือรุนแรงเกินไปอาจทำลายเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวระคายเคือง แห้ง และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สครับที่อ่อนโยน และทำการสครับผิวเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ การเช็ดหรือถูผิวหน้าอย่างรุนแรงก็ควรหลีกเลี่ยง ควรใช้วิธีการที่นุ่มนวลเพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย

ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม รวมถึงสุขภาพผิวด้วย เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งสามารถกระตุ้นการอักเสบ ทำให้เกิดสิว ผิวหมองคล้ำ และเร่งกระบวนการแก่ของผิว การจัดการความเครียดด้วยวิธีต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ การทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย หรือการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ผิวพรรณสดใสและดูอ่อนเยาว์ขึ้น

การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะกระตุ้นกระบวนการไกลเคชัน (Glycation) ซึ่งโมเลกุลน้ำตาลจะเข้าไปจับกับโปรตีนในผิว เช่น คอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้โปรตีนเหล่านี้เสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และผิวดูแก่กว่าวัย การลดปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลแฝงอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการชะลอความเสื่อมของผิว

การนอนหลับที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ แต่คุณภาพของการนอนก็สำคัญไม่แพ้กัน การนอนหลับอย่างมีคุณภาพหมายถึงการนอนหลับอย่างสนิท หลับลึก และตื่นมาด้วยความสดชื่น การนอนหลับที่ดีจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิว หากนอนหลับไม่สนิท หรือมีปัจจัยรบกวนการนอนหลับ แม้จะนอนนาน ก็อาจทำให้ผิวดูอ่อนล้า หมองคล้ำ และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ลองปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมกับการพักผ่อน เช่น มืดสนิท เงียบสงบ และมีอุณหภูมิที่สบาย รวมถึงการสร้างสุขอนามัยในการนอนที่ดี เช่น การเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา
ภาพ: Shutterstock
The post 9 เคล็ดลับผิวดูเด็ก สดใส ไม่กลัวแก่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผ่านเทศกาลสงกรานต์มาแบบจัดเต็ม เล่นน้ำทั้งวัน เจอแดดทั้ […]
The post SOS ฟื้นผิวโทรมหลังสงกรานต์ ด้วย 5 สเต็ปกู้ผิวพัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผ่านเทศกาลสงกรานต์มาแบบจัดเต็ม เล่นน้ำทั้งวัน เจอแดดทั้งเช้า บ่าย เย็น ผิวเราเหนื่อยนะรู้ไหม? หลายคนอาจรู้สึกว่าผิวหน้าหมองคล้ำ ลอก แสบ หรือดูแห้งโทรมกว่าปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งรังสี UV ความร้อนจากแดด และคลอรีนในน้ำที่กระเด็นโดนหน้าซ้ำๆ ล้วนเป็นตัวการทำร้ายผิวทั้งนั้น แต่ไม่ต้องห่วง! ผิวที่พังฟื้นคืนกลับมาได้ถ้าเราให้เวลาและใช้วิธีดูแลที่เหมาะสม นี่คือ 5 สเต็ปง่ายๆ ที่จะช่วยรีเซ็ตผิวให้กลับมาสดใส สุขภาพดีอีกครั้ง

หลายคนรีบสครับผิวทันทีหลังสงกรานต์หวังลอกผิวหมองออก แต่เดี๋ยวก่อน…ผิวที่ผ่านแดดและโดนน้ำมาหนักๆ มักอ่อนแอและไวต่อการระคายเคือง เลือกใช้ Cleansing แบบ Gentle หรือ Micellar Water ที่ไม่มีน้ำหอมและแอลกอฮอล์ล้างหน้าแทน เพื่อไม่ให้ไปซ้ำเติมชั้นผิวที่อักเสบอยู่แล้ว

หลังผ่านความแห้งจากแดดและความระคายจากน้ำ คลอรีน หรือฝุ่น สิ่งแรกที่ผิวต้องการคือ ‘น้ำ’ ไม่ใช่ครีมหนาๆ เริ่มจาก Essence หรือ Toner แบบน้ำ ที่มี Hyaluronic Acid, Centella หรือ Aloe Vera เพื่อปลอบประโลม แล้วค่อยตามด้วย Serum หรือ Moisturizer ที่ช่วยล็อกความชุ่มชื้น

เวลานอนคือช่วงเวลาทองของผิว ให้ลองใช้ Sleeping Mask สูตรปลอบประโลมผิว หรือ Sheet Mask ที่เน้นการเติมน้ำและลดการอักเสบ อย่าเพิ่งเลือกสูตรขาวใสหรือ Anti-Aging ในช่วงนี้ เพราะผิวยังไม่พร้อม เลือกสูตรที่มี Niacinamide, Panthenol, หรือ Madecassoside แทน

การลงรองพื้นหนาๆ บ่อยๆ อาจไปอุดตันและกระตุ้นการอักเสบของผิวที่กำลังฟื้น ช่วงนี้ลองแต่งเบาๆ ด้วย Tinted Sunscreen หรือแป้งฝุ่นโปร่งแสง แล้วโฟกัสที่การบำรุงอย่างจริงจังมากกว่าการปกปิด

แม้จะผ่านช่วงสงกรานต์มาแล้ว แต่แดดไทยก็ไม่เคยเบา การทากันแดดที่มีค่า SPF50+ และ PA++++ ทุกเช้าเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง และควรเลือกสูตร Non-Comedogenic, Water Based หรือแบบ Physical Sunscreen เพื่อลดความระคายผิว

การนอนให้พอ ดื่มน้ำเยอะๆ กินผักและผลไม้ ช่วยให้ผิวฟื้นไวขึ้นอีกหลายเท่า ลองตั้งใจนอนให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมงในสัปดาห์นี้ และดื่มน้ำอุณหภูมิห้องให้ได้ 6-8 แก้วต่อวัน แค่เท่านี้ก็ช่วยให้ผิวที่เหนื่อยล้าได้ฟื้นแบบยั่งยืนแล้ว
ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล
The post SOS ฟื้นผิวโทรมหลังสงกรานต์ ด้วย 5 สเต็ปกู้ผิวพัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความนิยมของ Growth Factors และเปปไทด์ในวงการสกินแคร์ไม่ […]
The post รู้จัก Growth Factors และเปปไทด์ นวัตกรรมความงามที่จะมาแรงปีหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความนิยมของ Growth Factors และเปปไทด์ในวงการสกินแคร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในปี 2025 คาดว่าจะยิ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นในการฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ สองส่วนผสมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเท่านั้น แต่ยังทำงานเสมือนเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยซ่อมแซมและปกป้องผิวของเราตลอด 24 ชั่วโมง
Growth Factors ทำหน้าที่เหมือนวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่คอยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่และคอลลาเจน ในขณะที่เปปไทด์ทำหน้าที่เป็นทีมช่างก่อสร้างที่คอยเสริมความแข็งแรงให้กับเกราะป้องกันผิวชั้นนอก เมื่อทั้งสองทำงานร่วมกัน พวกมันสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบสำหรับผิวสุขภาพดี ไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น
แต่ความพิเศษไม่ได้หยุดแค่นั้น ในยุคที่ผู้คนต้องการวิธีการดูแลผิวที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ทั้ง Growth Factors และเปปไทด์ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว พวกมันทำงานได้ดีกับส่วนผสมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีหรือกรดไฮยาลูรอนิก และที่สำคัญคือใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนซับซ้อน เพียงแค่ทาผิวเป็นประจำ ผิวก็จะเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ (หลายคลินิกมีการเติม Growth Factors ในรูปแบบโปรตีนบริสุทธิ์เข้าสู่ผิวหนังโดยตรงเพื่อช่วยซ่อมแซมผิวเร่งด่วน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และลดเลือนริ้วรอย รวมทั้งปัญหาผิวต่างๆ)
Growth Factors และเปปไทด์จึงน่าจะเป็นคีย์สำคัญของงานผิวในปี 2025 อย่างแท้จริง ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลผิวแบบองค์รวมและยั่งยืน สองส่วนผสมนี้ไม่เพียงแต่มอบผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด แต่ยังเป็นมิตรกับผิวและเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นี่คือนวัตกรรมความงามที่ไม่ได้แค่ตามเทรนด์ แต่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการดูแลผิวในอนาคต
The post รู้จัก Growth Factors และเปปไทด์ นวัตกรรมความงามที่จะมาแรงปีหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาวงการความงามได้เห็นการเติบโตอย่า […]
The post ทำไมเปปไทด์คือกุญแจสำคัญแห่งผิวอ่อนเยาว์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาวงการความงามได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของนวัตกรรมการย้อนวัยผิว สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพฤติกรรมผู้บริโภคและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ความงาม การที่ประชากรทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการที่จะดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้บริโภคมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการดูแลผิว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ไม่ต้องผ่านการทำทรีตเมนต์ที่รุกล้ำ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นการค้นพบใหม่ๆ อย่างเทคโนโลยี Pepticology
ของ No7 Future Renew ที่ใช้เปปไทด์ธรรมชาติในการฟื้นฟูผิว สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับกลไกการทำงานของผิว การที่ผลิตภัณฑ์สามารถแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 4 สัปดาห์ พร้อมแก้ปัญหาผิว 5 ด้านในคราวเดียว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจของ No7 Future Renew คือการนำเสนอโซลูชันการดูแลผิวแบบครบวงจร ตั้งแต่เซรั่ม เดย์ครีม ไนต์ครีม อายครีม ไปจนถึงครีมกันแดด ที่ทุกไอเท็มได้รับการพัฒนาด้วยนวัตกรรม Pepticology
ซึ่งเป็นการผสานพลังของเปปไทด์ 2 ชนิด ได้แก่ คอลลาเจนเปปไทด์ และอีลาสติกไฟเบอร์เปปไทด์ ซึ่งมีอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ No7 Future Renew ที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันและการแก้ไขปัญหาผิว
เภสัชกรหญิงณญาตา ลาภอาภารัตน์ อธิบายว่า เปปไทด์เป็นกรดอะมิโนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผิวหนัง เป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่ผิวต้องการ โดยเฉพาะคอลลาเจน เมื่อเราอายุมากขึ้นการผลิตคอลลาเจนจะลดลง ส่งผลให้เกิดริ้วรอยและสัญญาณแห่งวัย การนำเปปไทด์มาใช้ในสกินแคร์จึงเป็นการเติมเต็มสิ่งที่ผิวขาดหายไป

เปปไทด์คือสารประกอบโปรตีนขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิว โดยจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและเต่งตึง นอกจากนี้ เปปไทด์ยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากมลภาวะและแสงแดด ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวดูสว่างใสขึ้น ลดเลือนรอยดำ รอยแดง และยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติอันหลากหลายทำให้เปปไทด์กลายเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยชะลอวัยและฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง

เปปไทด์เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย ผิวแพ้ง่าย หรือต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเปปไทด์หลายชนิด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม และควรปรึกษาเภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง
หากมองไปข้างหน้า แนวโน้มของนวัตกรรมย้อนวัยผิวจะยิ่งเติบโตและพัฒนาต่อไป โดยเน้นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ มุ่งเน้นทั้งการป้องกันและการแก้ไข พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วและยั่งยืนมากขึ้น การเปิดตัวของ No7 Future Renew จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงทิศทางของวงการความงามที่กำลังก้าวไปสู่ยุคใหม่ของการดูแลผิวที่ทั้งล้ำสมัยและเข้าถึงได้

การที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงนวัตกรรมระดับโลกในราคาที่จับต้องได้ผ่านช่องทางที่สะดวกทั้งร้านค้าและออนไลน์ ยิ่งตอกย้ำว่าอนาคตของการดูแลผิวจะเป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมล้ำสมัยและความสะดวกในการเข้าถึง ทำให้การมีผิวสวยอ่อนเยาว์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่ร้าน Boots ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ผ่าน Boots App, Lazada และ Shopee เพื่อสัมผัสประสบการณ์การดูแลผิวในระดับพรีเมียมที่ทุกคนเข้าถึงได้
ภาพ: Courtesy of Brand, Shutterstock
The post ทำไมเปปไทด์คือกุญแจสำคัญแห่งผิวอ่อนเยาว์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การมาสก์หน้าถือเป็นขั้นตอนพิเศษในการดูแลผิวที่ไม่ควรมอง […]
The post 8 ทริกเลือกมาสก์หน้าให้ตรงปัญหาผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
การมาสก์หน้าถือเป็นขั้นตอนพิเศษในการดูแลผิวที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูผิวแล้ว ยังเป็นการมอบช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายให้กับตัวเองด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเลือกมาสก์ให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง เพราะมาสก์แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ให้ถูกต้องจะช่วยแก้ปัญหาผิวได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น มาดู 8 ทริกการเลือกมาสก์หน้าให้ตรงกับปัญหาผิวของคุณกัน
The post 8 ทริกเลือกมาสก์หน้าให้ตรงปัญหาผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดูเหมือนว่าการใช้ชีทมาสก์บนเครื่องบินจะเป็นประเด็นที่ถก […]
The post ไม่ควรใช้ชีทมาสก์ตอนนั่งเครื่องบินจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดูเหมือนว่าการใช้ชีทมาสก์บนเครื่องบินจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงอยู่เรื่อยมาในโลกออนไลน์ แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเองก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันไป ตามปกติแล้วสิ่งที่เราต่างต้องเผชิญขณะนั่งเครื่องบินอย่างเลี่ยงไม่ได้คือสภาวะความชื้นต่ำในห้องโดยสาร และสิ่งที่ตามมาก็คือสภาพอากาศที่แห้งจัดจนส่งผลให้ผิวแห้งในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ เสียงส่วนหนึ่งเลยมองว่าการใช้ชีทมาสก์ขณะอยู่บนเครื่องบินจะทำให้ผิวหน้าถูกดูดความชุ่มชื้นออกจนยิ่งแห้งไปกันใหญ่ เนื่องจากเราต้องมาสก์ทิ้งไว้บนผิว 15-20 นาที ก่อนจะดึงออก แถมชีทมาสก์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดก็ยังทำจากเส้นใยธรรมชาติที่ดูดความชุ่มชื้นได้ดีอีกต่างหาก

“ชีทมาสก์เหมาะจะใช้ในสภาพอากาศที่ชื้นนะ แต่จะแย่กับสภาพอากาศที่แห้งอย่างห้องโดยสาร เพราะอะไรน่ะหรือ? สภาพอากาศในห้องโดยสารจะดูดเอาความชุ่มชื้นจากชีทมาสก์ออกไปจนทำให้ผิวคุณแห้งขั้นสุดอย่างไรล่ะ” Dr.Shereene Idriss แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่มีผู้ติดตามทาง Instagram กว่า 1.1 ล้านคน กล่าวในบทความทางเว็บไซต์ Dr. Idriss แบรนด์สกินแคร์ของเธอ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความสะอาด เนื่องจากต้องใช้มือสัมผัสกับชีทมาสก์ รวมไปถึงความเลอะเปรอะเปื้อนจากเซรั่มที่มากับแผ่นมาสก์อีก
ในขณะเดียวกัน เสียงอีกส่วนก็มองว่าชีทมาสก์เป็นตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวที่ดีขณะเดินทาง
Dr.Joyce Park แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เจ้าของแอ็กเคานต์ TikTok teawithmd ที่มีผู้ติดตามกว่า 6 แสนคน เผยว่า หนึ่งใน Skin Hack ของเธอขณะเดินทางคือการใช้ชีทมาสก์ โดยเธอแนะนำให้ล้างหน้าให้สะอาดและบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนตามด้วยชีทมาสก์
“ชีทมาสก์เป็นตัวช่วยในการทำให้สกินแคร์ซึมซาบสู่ผิวได้ดีขึ้น ทำให้ผิวชุ่มชื้น แนะนำให้ทาเนื้อมาสก์ลงมาถึงคอและมือเลย”
@teawithmd LEVEL UP your #airplaneskincare! Hacks for the frequent flyer do you do any of these? I’m still waiting to see someone else sheet masking on the plane! #skincareroutine #skincareproducts #skincare101 #sheetmask #planeskincare ♬ original sound – Dr. Joyce Dermatologist
นอกจากนี้ยังมีมาสก์สัญชาติเกาหลีอย่าง BIODANCE Bio-Collagen Real Deep Mask ที่กลายเป็นกระแสไปทั่วโลกออนไลน์ และยังเป็นมาสก์ที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและบิวตี้อินฟลูเอ็นเซอร์ใช้ขณะนั่งเครื่องบินแล้วติดใจกันเป็นแถว
จุดเด่นที่ทำให้มาสก์ตัวนี้เป็นที่เลื่องลือคือแผ่นไฮโดรเจลที่ให้ความรู้สึกเย็นบนผิว มอบผลลัพธ์งานผิวที่อิ่มเอิบฉ่ำวาวราวกระจก และยังสามารถมาสก์ทิ้งไว้บนผิวได้ข้ามคืน
Dr.Scott Walter ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่มีผู้ติดตามทาง TikTok กว่า 1.2 ล้านคน โพสต์คลิปวิดีโอรีวิวการใช้มาสก์ดังกล่าว เขาเริ่มจากการวัดความชุ่มชื้นของสภาพผิวก่อนใช้มาสก์ด้วยเครื่อง Corneometer โดยระดับของความชุ่มชื้นอยู่ที่ 12%, ความยืดหยุ่นอยู่ที่ 41%, ระดับน้ำมันอยู่ที่ 18% ส่วนอายุของผิวอยู่ที่ 33 หลังจากลองมาสก์ทิ้งไว้หลายชั่วโมง ตัวมาสก์ที่เดิมทีเป็นสีขาวขุ่นกลับกลายเป็นสีใส เมื่อลอกมาสก์ออก ผิวของเขาก็ดูชุ่มชื้นฉ่ำเงาขึ้นทันที
หลังจากวัดอีกครั้ง ความชุ่มชื้นของผิวเพิ่มเป็น 42%, ความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นเป็น 54%, ระดับน้ำมันในผิวเพิ่มขึ้นเป็น 35% ส่วนอายุผิวลดลงเหลือ 24
@denverskindoc Is this viral Korean Face mask worth it? I went full on SCIENCE NERD to find out! What do you think of the results?! #kbeauty #dermatologist #review #biodance #koreanskincare #travel #deepcollagenmask #collagenmask #sungbooneditor #koreanfacemask #hydration #science #nerd #skincare #corneometer ♬ original sound – Dr. Scott Walter | Derm
Dr.Mamina Turegano ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอีกคนที่มีผู้ติดตามทาง Instagram หลักล้านก็แนะนำให้ใช้มาสก์ดังกล่าวขณะนั่งเครื่องบินด้วยเช่นกัน
@dr.mamina Skincare on the plane may seem ridiculous, but it actually is such a hack to avoid dry skin after a long flight I am usually content with just doing 1 face mask for the flight, but I’m curious if any of you have a full routine for flights, let’s share more airplane hacks in the comments!
![]()
: @kiyana <3 #airplane #skincareontheplane #skincarehacks #skincaretips #dermatologist #derm #drmamina ♬ original sound – Dr. Mamina Turegano, MD
จากที่เห็นเราสามารถสรุปได้ว่า การใช้ชีทมาสก์บนเครื่องบินจะเวิร์กหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ ชนิดของมาสก์ รวมถึงสภาพผิวของแต่ละบุคคล
บางคนอาจรู้สึกว่าลงสกินแคร์แบบปกติยังดีกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด บางคนอาจใช้ชีทมาสก์เพราะสะดวก ง่าย ครบ จบในแผ่นเดียว ซึ่งก็ไม่ผิดอีกเช่นกัน แค่ใช้ตามระยะเวลาที่แนะนำบนฉลากก็พอ
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใดก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงเสมอคือเรื่องอนามัย ทำความสะอาดมือก่อนสัมผัสหน้าทุกครั้ง พกสเปรย์แอลกอฮอล์และทิชชูเปียกติดตัวขณะเดินทาง และแน่นอนว่าสุดท้ายคือการสังเกตสภาพผิวตัวเอง อะไรก็ตามที่สังคมว่าดีหรือไม่ดี…ลองด้วยตัวเอง แล้วคุณจะเป็นคนที่ให้คำตอบได้ดีที่สุด
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post ไม่ควรใช้ชีทมาสก์ตอนนั่งเครื่องบินจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยุคนี้แก็ดเจ็ตความงามมีมากมายเต็มท้องตลาด หน้ากาก LED ห […]
The post LED Mask คุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่อผิวที่ดีขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ยุคนี้แก็ดเจ็ตความงามมีมากมายเต็มท้องตลาด หน้ากาก LED หรือ LED Mask ก็เป็นหนึ่งไอเท็มที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้จะมีราคาสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังหลายท่านยอมรับในประสิทธิภาพของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ผิวหนังที่มักจะสงสัยในเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ยังมีมุมมองที่ดีต่ออุปกรณ์นี้
หน้ากาก LED ใช้หลักการเดียวกับการรักษาในคลินิกแพทย์ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักที่ประกอบด้วย
ข้อดีของหน้ากาก LED คือปลอดภัยสูง แม้สำหรับสตรีมีครรภ์ ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือรอยแผลเป็น และอาจช่วยบรรเทาอาการผิวหนังอักเสบได้ แม้แต่โรคผิวหนังที่รักษายาก เช่น โรคผิวหนังอักเสบ (Rosacea) อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคลมชัก ไมเกรน หรือมีปัญหาสีผิวเข้มผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะการใช้แสงสีน้ำเงินควรระมัดระวังในผู้ที่มีปัญหาสีผิวเข้มผิดปกติ เนื่องจากอาจกระตุ้นการผลิตเมลานิน
การใช้งานหน้ากาก LED ค่อนข้างง่าย ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย แต่นี่คือข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน เพราะอาจทำให้ผู้ใช้ขาดแรงจูงใจในการใช้อย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าการวิจัยจะแสดงผลลัพธ์ที่ดี เช่น ผิวที่หนาแน่นและยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ราคาที่สูงอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้บริโภคทั่วไป โดยหน้ากาก LED คุณภาพดีอย่าง SpectraLite ของ Dr Dennis Gross มีราคาสูงและต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเห็นผล จึงอาจสรุปเบื้องต้นได้ว่าหน้ากาก LED อาจคุ้มค่าสำหรับผู้ที่มีงบประมาณและความมุ่งมั่นในการใช้งานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ควรละเลยการดูแลผิวพื้นฐาน เช่น การทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง การบำรุงความชุ่มชื้น และการใช้ครีมกันแดด ซึ่งยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี
ภาพ: Courtesy of Dr Dennis Gross
อ้างอิง:
The post LED Mask คุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่อผิวที่ดีขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีเทรนด์ใหม่ล่าสุดของวงการความงามใน TikTok ที่ถูกขนานนา […]
The post ส่องเทรนด์ผิวจาก TikTok กรดไฮโปคลอรัสใช่ทางลัดกำจัดสิวจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีเทรนด์ใหม่ล่าสุดของวงการความงามใน TikTok ที่ถูกขนานนามว่าเป็นวิธีลัดในการกำจัดสิวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากคุณค้นหาคำว่า Hypochlorous หรือ กรดไฮโปคลอรัส บน TikTok ตอนนี้ จะพบว่ามีสาวๆ ที่มีลักษณะผิวเนียนใสไร้สิวมากมายกำลังพ่นสเปรย์หรือละอองน้ำบางอย่างลงบนใบหน้าของพวกเธอ บางคนทำสิ่งนี้บนเครื่องบิน สลับกับการทาเซรั่มเข้มข้นและครีมบำรุงหนาๆ บางคนก็ทำสิ่งนี้ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ยิมเพื่อช่วยให้รู้สึกสดชื่น ไม่ว่าจะทำที่ไหน พวกเขาต่างก็ชื่นชมผลลัพธ์กันสุดๆ ว่าแต่มันได้ผลจริงหรือไม่? และมีข้อควรระวังอะไรบ้างไหม? แล้วทางฝั่งของแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณมองเรื่องนี้อย่างไร ไปหาคำตอบด้วยกันเลย
กรดไฮโปคลอรัสแต่เดิมเป็นกรดที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในวงการเวชสำอาง ตอนนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย และถูกยกย่องว่าเป็นสุดยอดตัวช่วยในการป้องกันสิว แต่เหมือนกับเทรนด์ไวรัลทั่วไป ใครที่ยังไม่รู้จักกับสารนี้ก็ควรเข้าหามันด้วยความระมัดระวัง เพราะสเปรย์ที่อ้างว่าป้องกันสิวได้นั้นฟังดูเกินจริงไปหน่อย นักเขียนด้านความงามของสื่อดังในอังกฤษอย่าง Chloe Woodland จึงเก็บความสงสัยและข้อข้องใจเหล่านี้ไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อหาความจริงให้รู้ชัดๆ กันไปเลยว่า ส่วนผสมมหัศจรรย์นี้มีประสิทธิภาพสมคำร่ำลือจริงหรือไม่
Dr.Alexis Granite แพทย์ผิวหนังและผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ Joonbyrd อธิบายว่า “กรดไฮโปคลอรัสเป็นกรดอ่อนที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือพูดง่ายๆ คือมันเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อนั่นเอง กรดไฮโปคลอรัสไม่ได้ใช้เฉพาะกับผิวหนังเท่านั้น แต่จะพบได้ในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านด้วย แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะรูปแบบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวนั้นถูกเจือจางมาก (100 ส่วนในล้านส่วน) เพื่อความปลอดภัยทางผิวหนัง มันถูกสร้างขึ้นจากส่วนผสมของเกลือ น้ำ และน้ำส้มสายชู ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าอิเล็กโทรลิซิส
การทำงานของมันพูดง่ายๆ คือเป็นส่วนผสมที่ปลอดภัยสำหรับผิวบอบบางนี้ช่วยลดแบคทีเรียในรูขุมขนที่ก่อให้เกิดสิว Kimberley Medd หัวหน้าคลินิก Face the Future อธิบายว่า “มันเลียนแบบกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของร่างกาย ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ลดการอักเสบ และส่งเสริมการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหาย ความสามารถในการออกซิไดซ์และทำลายเชื้อโรคโดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองนี้เองที่ทำให้มันมีประสิทธิภาพและเหมาะกับทุกสภาพผิว”
สามารถใช้ได้ง่ายๆ และปรับให้ยืดหยุ่นตามไลฟ์สไตล์ตัวเอง โดยอาจเพิ่มเข้าไปในขั้นตอนดูแลผิว โดยทั่วไปแล้วจะใช้เช้าและเย็นบนผิวที่สะอาด ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เซรั่มและมอยส์เจอไรเซอร์ แต่ต้องแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์แห้งสนิทบนผิวแล้วก่อนทาตัวต่อไป ซึ่งสามารถพ่นกรดไฮโปคลอรัสบนใบหน้าและเช็ดส่วนเกินออกด้วยสำลีเพื่อทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนในตอนเช้า หรือถ้าอยู่ในชั่วโมงเร่งด่วนหลังออกกำลังกายและไม่สามารถล้างหน้าได้ทันที คุณสามารถใช้สเปรย์กรดไฮโปคลอรัสเพื่อฆ่าเชื้อบนผิวได้ แต่ไม่ควรใช้แทนขั้นตอนการดูแลผิวหลังออกกำลังกายตามปกติทั้งหมด
สำหรับผู้ที่สนใจลองใช้กรดไฮโปคลอรัส ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญด้านความงามก่อนเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ลงในขั้นตอนการดูแลผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีปัญหาผิวหนังที่เป็นอยู่แล้ว แม้ว่ากรดไฮโปคลอรัสจะเป็นที่นิยมในโลกโซเชียล แต่การใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ภาพ: Shutterstock
The post ส่องเทรนด์ผิวจาก TikTok กรดไฮโปคลอรัสใช่ทางลัดกำจัดสิวจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครจะคิดว่าใบหูน้อยๆ และคอเรียวๆ ของเราจะกลายเป็นจุดอ่อ […]
The post ใบหูและคอ สองจุดสำคัญที่คนมักลืมทากันแดด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครจะคิดว่าใบหูน้อยๆ และคอเรียวๆ ของเราจะกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญในการป้องกันแสงแดด? แต่นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม! เวลาเราทากันแดด เรามักจะเน้นที่ใบหน้า แขน และขา แต่กลับลืมไปว่าใบหูและคอก็เป็นส่วนที่โดนแสงแดดโดยตรงเช่นกัน ทั้งๆ ที่ผิวบริเวณนี้บอบบางและเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายจากรังสี UV ไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ของร่างกายเลย
การละเลยการทากันแดดที่ใบหูและคออาจนำไปสู่ปัญหาผิวหนังในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยก่อนวัย จุดด่างดำ หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะคอที่เป็นจุดที่บ่งบอกอายุได้ชัดเจน การปล่อยให้โดนแดดโดยไม่ป้องกันอาจทำให้คุณดูแก่กว่าวัยได้อย่างง่ายดาย
แล้วเราจะปกป้องใบหูน้อยๆ และคอเรียวๆ ของเราได้อย่างไร? เริ่มจากการเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง และอย่าลืมทาให้ทั่วทั้งใบหู ด้านหลังหู และรอบๆ คอทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การสวมหมวกปีกกว้างก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยบังแดดให้ใบหูและคอได้ดี และถ้าคุณใส่แว่นกันแดดก็จะช่วยปกป้องผิวรอบดวงตาได้อีกทางหนึ่ง
การทากันแดดที่ถูกต้องไม่ใช่แค่ทาลวกๆ แต่ต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน เริ่มจากการทาก่อนออกแดด 20 นาที เพื่อให้ผิวได้ดูดซึมและสร้างเกราะป้องกัน ทาให้ทั่วและสม่ำเสมอบนผิวที่สะอาดและแห้ง โดยใช้ปริมาณที่เพียงพอ ประมาณ 1 ช้อนชาสำหรับใบหน้า คอ และใบหู ที่สำคัญอย่าลืมทากันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะหลังว่ายน้ำหรือเหงื่อออกมาก
อย่าลืมหมั่นสังเกตผิวของคุณ โดยเฉพาะบริเวณใบหูและคอ หากพบความผิดปกติใดๆ เช่น รอยดำ รอยแดง หรือตุ่มแปลกๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
การดูแลผิวจากแสงแดดอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมีผิวสวยเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพผิวที่ดีในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น อย่าลืมทากันแดดให้ทั่วถึง โดยเฉพาะใบหูและคอที่มักถูกลืมบ่อยๆ ผิวสวยสุขภาพดีเริ่มต้นได้ง่ายๆ เพียงแค่ใส่ใจทุกตารางนิ้วของผิว
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post ใบหูและคอ สองจุดสำคัญที่คนมักลืมทากันแดด appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัปดาห์นี้วงการ บิวตี้ คึกคักสุดๆ กับไอเท็มใหม่ล่าสุดที […]
The post Beauty Roundup อัปเดตบิวตี้ไอเท็มออกใหม่รอบสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัปดาห์นี้วงการ บิวตี้ คึกคักสุดๆ กับไอเท็มใหม่ล่าสุดที่พร้อมจะมาปฏิวัติลุคของคุณ เตรียมพบกับผลิตภัณฑ์สุดปังที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางสุดปัง สกินแคร์บำรุงผิว หรือแก็ดเจ็ตความงามสุดล้ำ มาอัปเดตเทรนด์ความงามในรอบสัปดาห์นี้ไปพร้อมกันเลย!




Bouncy Skin Reactivating Serum เซรั่มสำหรับผิวหน้าที่ใช้ได้ทุกวัน ช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิวผ่านการเติมความชุ่มชื่นอย่างล้ำลึกและคอลลาเจน

ภาพ: Courtesy of Brands
The post Beauty Roundup อัปเดตบิวตี้ไอเท็มออกใหม่รอบสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าให้นึกถึงแบรนด์สกินแคร์ที่โดดเด่นเรื่องผลิตภัณฑ์บำรุ […]
The post รู้จัก IPSA ที่ใช้พลังพืชทะเลทรายหายากช่วยบำรุงผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าให้นึกถึงแบรนด์สกินแคร์ที่โดดเด่นเรื่องผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ครอบคลุมทุกปัญหาและสภาพผิว IPSA เป็นหนึ่งในแบรนด์ลำดับแรกๆ ที่ทำให้เรานึกถึง ด้วยประวัติที่มีมายาวนาน และยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเอง ทำให้แบรนด์นี้น่าสนใจจน LIFE อยากพาผู้อ่านไปรู้จักให้มากขึ้น เพราะ IPSA มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลผิว และเครื่องสำอางที่ครองใจคนรักผิวทั้งในประเทศญี่ปุ่นและทั่วภูมิภาคในเอเชีย ล่าสุดยังมีไอเท็มที่ได้ส่วนผสมอันน่าทึ่งอย่างพืชหายากจากดินแดนทะเลทราย ที่ช่วยดูแลผิวและป้องกันสัญญาณแห่งวัยที่น่าลองสุดๆ อีกด้วย

IPSA เป็นแบรนด์ความงามที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1986 โดยมีปรัชญาหลักคือ ‘CO-CREATION OF YOUR OWN RECIPE’ ซึ่งเน้นการสร้างสรรค์ตำรับความงาม (Recipe) ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อให้แต่ละคนได้ค้นพบความงามเฉพาะตัว โดยชื่อ IPSA มาจากภาษาละตินที่แปลว่า ‘ตัวตน’ หรือ ‘ความเป็นธรรมชาติ’ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวของตัวเอง และการแสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลนั่นเอง

ส่วนผสมที่น่าทึ่งที่สุดในตอนนี้อยู่ในผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Essence Lotion Ultimate ที่มีคุณค่าจากสารสกัดพืชหายากอย่าง Myrothamnus Flabellifolia Extract จากดินแดนทะเลทราย ซึ่งช่วยดูแลการกระจายของสัญญาณแห่งวัย และรักษาความยืดหยุ่นกระชับของผิว พร้อมด้วย AMINO5IN และ Sapindus Mukorossi Peel Extract ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ขณะที่ Sophora Angustifolia Root Extract ช่วยชะลอสัญญาณผิวที่เสื่อมสภาพ ฟื้นบำรุงให้ผิวดูละเอียดเรียบเนียน เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวอย่างเห็นได้ชัด

ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นคือสกินแคร์ในกลุ่ม ME ซึ่งมีมอยส์เจอไรเซอร์ให้เลือกถึง 16 สูตรตามประเภทผิว โดยมี Recipist หรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และช่วยให้แต่ละคนสามารถสร้างสรรค์สูตรความงามที่เหมาะกับตนเอง และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่น่าลองในตอนนี้คือ Essence Lotion Ultimate ที่สามารถดูแลผิวและช่วยชะลอสัญญาณผิวที่เสื่อมสภาพ และฟื้นบำรุงเพื่อผิวดูละเอียดเรียบเนียน

แบรนด์มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก ส่งเสริมความเท่าเทียม และเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีตลอดมา

ภาพ: Courtesy of IPSA
The post รู้จัก IPSA ที่ใช้พลังพืชทะเลทรายหายากช่วยบำรุงผิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
การดูแลผิวหน้าไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง เพราะวัตถุดิบจาก […]
The post 5 สูตรมาสก์หน้าจากวัตถุดิบในครัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
การดูแลผิวหน้าไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง เพราะวัตถุดิบจากในครัวของคุณก็สามารถสร้างมาสก์หน้าที่ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมได้เหมือนกัน
LIFE รวบรวม 5 สูตรทำมาสก์สดด้วยตัวเองที่ทำตามได้ง่ายๆ เพื่อสร้างผิวที่สวยใสและไร้สิวแบบไม่เปลืองเงิน ลองเลือกใช้สูตรที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณและทำสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แล้วจะรู้ว่าผิวสวยใสไร้สิวไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวหรือตู้เย็นของคุณให้เป็นประโยชน์
เหมาะสำหรับผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย และผิวที่มีปัญหาสิว ให้ความชุ่มชื้นและลดการอักเสบ โดยน้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและให้ความชุ่มชื้น ส่วนอบเชยมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบและช่วยในการต่อสู้กับสิว
ส่วนผสม
วิธีทำ
เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวมัน ผิวหมองคล้ำ ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อผิวใหม่ที่สดใส โยเกิร์ตมีแลคติกแอซิดช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและทำให้ผิวนุ่มนวล น้ำมะนาวมีวิตามินซีซึ่งจะช่วยในการลดความมันและสิว
ส่วนผสม
วิธีทำ
เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบ และผิวคล้ำเสีย ทำให้ผิวเนียนนุ่มและลดการอักเสบ ขมิ้นมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ ส่วนนมสดช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและนุ่มนวล
ส่วนผสม
วิธีทำ
เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบ และผิวคล้ำเสีย ช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้นและเปล่งปลั่ง อะโวคาโดมีวิตามินอีและกรดไขมันที่ช่วยในการให้ความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิว น้ำผึ้งช่วยลดการอักเสบและให้ความชุ่มชื้น
ส่วนผสม
วิธีทำ
เหมาะสำหรับผิวมัน ผิวที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง จะทำให้กระชับรูขุมขนและลดความมัน ไข่ขาวช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมัน น้ำมะนาวมีวิตามินซีซึ่งช่วยลดสิวและทำให้ผิวแลดูกระจ่างใส
ส่วนผสม
วิธีทำ
The post 5 สูตรมาสก์หน้าจากวัตถุดิบในครัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่รู้สึกว่าปีนี้มันช่างเหนื่อยล้า อยากหาที่แวะพักกา […]
The post Skincation 2 วัน 1 คืน บำรุงผิวสวยพร้อมปล่อยใจจอยที่ Public House x Biologique Recherche appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่รู้สึกว่าปีนี้มันช่างเหนื่อยล้า อยากหาที่แวะพักกายพักใจชาร์จพลังแบบสั้นๆ ในช่วงวันหยุดแบบไม่ต้องบินให้เหนื่อยกว่าเดิม เราอยากชวนแวะไป Skincation 2 วัน 1 คืน ที่ Public House x Biologique Recherche ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก นี่คือ ‘Skincation’ เพราะนี่คือการแวะไป Staycation ที่ได้ฟื้นบำรุงผิวแบบจัดเต็มไปด้วย

Courtesy of the Brands
โปรแกรม Skincation นี้เป็นการจับมือกันระหว่าง Public House โรงแรมดีไซน์เก๋ใจกลางสุขุมวิท กับแบรนด์สกินแคร์ลักชัวรีสัญชาติฝรั่งเศส Biologique Recherche ที่โดดเด่นเรื่องการผสานวิทยาศาสตร์และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน โดยทางแบรนด์ยังมีแฟลกชิปสปาใจกลางทองหล่อในชื่อ Biologique Recherche Ambassade Bangkok ซึ่งถือเป็นแฟลกชิปแรกในเอเชียอีกด้วย
สำหรับแพ็กเกจนี้เราเข้าพักใน Grand Deluxe Room ขนาด 34 ตารางเมตร ซึ่งกว้างเหลือเฟือสำหรับการนอนคนเดียว เตียงคิงไซส์ขนาด 7 ฟุต มินิบาร์ และโต๊ะทำงานสำหรับสายแบกโน้ตบุ๊กไปทุกที่อย่างเรา

ห้องน้ำที่แยกเป็นสัดส่วนและอุปกรณ์เครื่องใช้ครบครัน นอกจากนี้ยังมีมุมโซฟาให้ไปนอนเล่นอีกด้วย

มองดูโดยรวมแล้วก็สมกับที่นี่เป็นดีไซน์โฮเทล ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เข้าห้องมาแล้วต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพมุมนั้นมุมนี้โดยอัตโนมัติ

หลังจากพักผ่อนหย่อนใจในห้องหายเหนื่อยแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางไปปรนนิบัติผิวหน้ากันต่อที่ Biologique Recherche Ambassade Bangkok ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 49/10 ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง หากใครที่เป็นแฟนตัวยงของแบรนด์นี้ก็คงจะแฮปปี้กันไม่น้อย ด้วยบริการสุดจะไพรเวตและสมกับเป็นลักชัวรีแบรนด์ด้วยการตกแต่งที่เรียบหรู

สเต็ปแรกสิ่งที่เราจะต้องทำคือ Skin Analysis ซึ่งบอกเลยว่าเครื่องตรวจสภาพผิวของ Biologique Recherche มีความแม่นยำค่อนข้างสูง แม้จะมีเมกอัพก็ยังสามารถตรวจสภาพผิวได้อย่างล้ำลึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความชุ่มชื้น เกราะป้องกันผิว ริ้วรอย หรือจุดด่างดำ โดยหลังจากที่ตรวจครบทุกประการแล้ว เทอราพิสต์ก็จะแนะนำเป็นทรีตเมนต์ที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวที่สุด เรียกว่าเป็นการคัสตอมทรีตเมนต์แบบ 1:1 เลยทีเดียว

เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองก็จะเจอกับห้องทรีตเมนต์ที่กว้างขวาง มีความเป็นส่วนตัวสุดๆ และยังให้บรรยากาศสบายชวนเคลิ้มด้วย


สำหรับโปรแกรมที่ตอบโจทย์สภาพผิวเราในคราวนี้คือ Soin Restructurant et Lissant (6,000 บาท ต่อ 60 นาที) ที่ช่วยฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิว เผยผิวหน้าดูอิ่มเอิบยิ่งขึ้น นอกจากผิวหน้าแล้ว ทรีตเมนต์โปรแกรมนี้ยังบำรุงไปถึงลำคอและผิวบริเวณเนินอกอีกด้วย

หลังจากฟินไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ก็ถึงเวลากลับไปดินเนอร์ที่โรงแรม โดยพื้นที่ชั้นล่างจะเป็นบาร์และร้านอาหารที่คนทั่วไปสามารถแวะเวียนเข้ามาชิลได้ ซึ่งวันที่เราไปก็ประจวบเหมาะกับการมี Guestshift โดย Ivan Ostapov บาร์เทนเดอร์จากดูไบ มาครีเอตดริงก์เมนูพิเศษให้สำหรับ Public House งานนี้เราเลยสั่งค็อกเทลฝีมือของเจ้าตัวอย่าง XXTH Century Highball (390 บาท) มาลอง เบสแก้วนี้จะเป็นจินและเวอร์มุธ เพิ่มความซ่าสดชื่นด้วยเลมอน โซดา และบีทรูท ถือเป็นแก้วที่ดื่มง่ายและเหมาะจะเป็นแก้วสตาร์ทสำหรับค่ำคืน

สำหรับอาหารของที่นี่จะเน้นสไตล์เวสเทิร์น มีครบตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อย จานหลัก ยันของหวาน ครบเครื่อง งานนี้เราขอเป็นอะไรที่อิ่มท้องจานเดียวจบ เลยสั่งเป็น Josper-Grilled Pork Chop (690 บาท) พอร์กช็อปชิ้นโตย่างมาหอมๆ เสิร์ฟกับซอส Aji Blanco สลัดบร็อกโคลีร็อกเกตเพสโตและผักโขม

และทุกอย่างก็เพลินขึ้นไปอีกระดับเมื่อวงแจ๊สเริ่มบรรเลง ซึ่งวันที่เราไปนั้นได้พบกับนักร้องหนุ่ม Ardawan Habibzadeh ที่เรียกว่าสยบคนทั้งฟลอร์ได้อยู่หมัดกับพลังเสียงอันทรงเสน่ห์ของเจ้าตัว ใครที่ชอบแนวแจ๊สหรืออาร์แอนด์บีจะต้องฟินแน่นอน

หลังจากนอนเต็มอิ่มแล้วอะไรจะดีไปกว่าการได้ตื่นมาเอ็นจอยมื้อสายที่โรงแรม เมนูอาหารเช้าของที่นี่จะเป็นแบบ All-Day Breakfast สั่งได้ยาวๆ ยัน 4 ทุ่ม โดยมีให้เลือกหลากหลาย

ทางเราสั่งเป็น Salmon Eggs Benedict (450 บาท), Yogurt & Granola Bowl (290 บาท) และ Americano (110 บาท)

บอกเลยว่าโยเกิร์ตของที่นี่ดีมากจริงๆ ด้วยตัวโยเกิร์ตสไตล์กรีก ท็อปด้วยโฮมเมดมัลเบอร์รี กราโนล่า ผลไม้แห้ง และยังมีการใส่น้ำมันมะกรูดซึ่งให้เอกลักษณ์ความหอมที่ไม่เหมือนใคร


Skincation 2 วัน 1 คืน ถือเป็น Collaboration ที่แปลกใหม่และเก๋ดีสำหรับใครที่อยากมองหาการ Staycation ในวันหยุดแบบเร็วๆ ไม่ต้องเดินทาง ได้ทั้งการฟื้นบำรุงผิวแบบเร่งด่วนด้วยสกินแคร์สุดลักชัวรี พร้อมพักผ่อนในไวบ์คนเมือง โดยใครที่สนใจสามารถจองแพ็กเกจและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคมนี้
Address: สุขุมวิท ซอย 31
Instagram: https://www.instagram.com/p/CySq2vzrxzL, https://www.instagram.com/biologique_recherche_bangkok
Map:
ภาพ: วริศรา ลิ้มอนันตระกูล, Courtesy of the Brands
The post Skincation 2 วัน 1 คืน บำรุงผิวสวยพร้อมปล่อยใจจอยที่ Public House x Biologique Recherche appeared first on THE STANDARD.
]]>
เทรนด์บำรุงผิวด้วย Face Oil มาแรงมากในปี 2566 และกำลังไ […]
The post 9 น้ำมันบำรุงผิวยอดนิยมที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เทรนด์บำรุงผิวด้วย Face Oil มาแรงมากในปี 2566 และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประโยชน์ที่ดีต่อผิว เช่น มีฤทธิ์ในการต่อต้านริ้วรอยของผิว สามารถให้ความชุ่มชื้น และฟื้นฟูผิวได้ดีในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันผู้คนเริ่มตระหนักถึงคุณประโยชน์ของ Face Oil มากขึ้น และ Face Oil ในตลาดความงามปัจจุบันนี้ต่างแสวงหาโซลูชันเพื่อช่วยดูแลผิวจากส่วนผสมธรรมชาติและออร์แกนิกมากขึ้น ยิ่งทำให้น่าใช้มากขึ้น มีการเลือกใช้น้ำมันที่ดีต่อผิว เช่น โจโจบาออยล์ โรสฮิปออยล์ และอาร์แกนออยล์ สารสกัดเหล่านี้มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นและต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนี้ Face Oil หลายชนิดยังมีส่วนผสมออกฤทธิ์ เช่น เรตินอล วิตามินซี และกรดไฮยาลูโรนิก เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับผิวที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาผิวได้ดีอีกด้วย
LIFE จึงคัดสรร 9 Face Oil ที่มาแรงและน่าสนใจในปีนี้มาฝากผู้อ่านทุกคน เผื่อใครกำลังอยากเพิ่มการดูแลผิวด้วยน้ำมันจากธรรมชาติ ไอเท็มต่อไปนี้อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและตอบโจทย์คุณก็เป็นได้

ออยล์เซรั่มสูตรใหม่จาก THREE ที่เพิ่มความสามารถของผิวในการฟื้นฟูตัวเองให้มากกว่าเดิมในเวลากลางคืน มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากเมล็ดชาและแอสตริงเจนต์ และล็อกความชุ่มชื้นบนผิวด้วยโรสฮิปออยล์ โอลีฟออยล์ และโจโจบาออยล์ ขนาด 28 มิลลิลิตร ราคา 4,500 บาท

ออยล์บำรุงผิวหน้า Collagen Superfusion ผสานคอลลาเจนเมตริกซ์และสารสกัดจากพืช ใช้บำรุงผิวให้เปล่งประกายราวกับได้ทำสปาหรูด้วยตัวเองที่บ้าน ผลลัพธ์คือผิวที่อวบอิ่มและเรียบเนียนขึ้น แลดูสุขภาพดี สามารถใช้นวดให้ทั่วใบหน้าในตอนเช้าและตอนกลางคืนเป็นประจำ ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 3,300 บาท

ออยล์บำรุงผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม ด้วยคุณค่าการฟื้นบำรุงจากซิกเนเจอร์ออยล์ทั้ง 7 ชนิด ช่วยให้นุ่มชุ่มชื้น เผยผิวเนียนละเอียดน่าสัมผัส ช่วยให้ผิวโกลวสวยธรรมชาติ ผิวดูอิ่มน้ำ เนื้อออยล์สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมมอบกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกคามิลเลีย ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 1,850 บาท

น้ำมันหรูหราสกัดจากผลของต้นมารูลาที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก และปลอบประโลมผิวให้กลับมาแลดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี ปราศจากสารเคมีและน้ำหอม ผ่านกระบวนการสกัดเย็นที่ช่วยคงคุณค่าและความเข้มข้นไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุดมด้วยสารโพลีฟีนอลที่มีความเข้มข้นมากกว่าดาร์กช็อกโกแลต ชาเขียว และชาขาว อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องผิวจากมลภาวะและสิ่งแวดล้อมที่ทำร้ายผิว ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 2,850 บาท

น้ำมันบำรุงผิวที่เข้มข้นและทรงพลัง ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิวให้เรียบเนียน แลดูเปล่งประกายสุขภาพดี เนื้อน้ำมันมีความบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวรวดเร็ว มีส่วนผสมของน้ำมันโรสฮิป น้ำมันสกัดจากทับทิม น้ำมันจากซีบัคธอร์น และสารสกัดจากลูกยอ ภายในสารสกัดจากลูกยออุดมด้วยวิตามินกว่า 100 ชนิด รวมไปถึงแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวนุ่มเนียน แลดูอ่อนเยาว์ เป็นไอเท็ม Vegan & Cruelty Free ไม่มีส่วนผสมที่ทำมาจากสัตว์ และไม่ทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ผลิตภัณฑ์ของ KORA Organics ได้รับการรับรองเกี่ยวกับส่วนผสมธรรมชาติ และผ่านการรับรองตามมาตรฐานของ Cosmos ด้วย ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 2,990 บาท

น้ำมันบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นพร้อมฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก ช่วยสร้างความกระจ่างใสให้ผิวด้วยส่วนผสมของวิตามินซีและขมิ้นชัน ซึ่งมี Tetrahexyldecyl Ascorbate เป็นวิตามินซีที่มีความเสถียรสูง ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องผิวจากสัญญาณริ้วรอยที่เกิดจากความเครียด ไลฟ์สไตล์ที่หนักหน่วง หรือจากมลภาวะที่ทำร้ายผิว รวมถึงความหมองคล้ำ ความหย่อนคล้อย รอยแดง รอยดำ รอยสิว และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ให้กลับมาแลดูกระจ่างใส สุขภาพดียิ่งขึ้น และมี Golden Turmeric อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดรอยแดงและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ปลอบประโลมผิวให้ผ่อนคลาย รวมถึงส่วนผสมจาก Ginger Root Extract และ Bisabolol ที่ช่วยปรับสีผิวให้มีความสม่ำเสมอ ฟื้นฟูผิวบอบบางแพ้ง่ายให้แข็งแรง ขนาด 35 มิลลิลิตร ราคา 3,440 บาท

น้ำมันบำรุงผิวหน้าเข้มข้น เพื่อการบำรุงและปลอบประโลมผิวด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ในเวลากลางวันและกลางคืน เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจะมอบผลลัพธ์ของผิวกระจ่างใส และเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 1,800 บาท

ออยล์ตัวดังจาก Guerlain ที่เป็นผลผลิตจากการค้นคว้าวิจัยกว่า 10 ปี ในการศึกษาน้ำผึ้งที่มีพลังการดูแลผิวอย่างทรงพลัง ช่วยผิวให้ฟื้นฟูได้เร็วขึ้น 9 เท่า ทำให้ผิวอิ่มฟู เรียบเนียน และกระจ่างใสขึ้น และมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านริ้วรอยต่างๆ โดยเฉพาะผิวที่หย่อนคล้อย มีจุดเด่นของ Black Bee Repair Technology เป็นเทคโนโลยีเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการค้นพบล่าสุดทางประสาทวิทยาศาสตร์ว่าช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้เร็วตั้งแต่หยดแรกที่ใช้เลยทีเดียว ขนาด 50 มิลลิลิตร ราคา 6,200 บาท

Face Treatment Oil
ออยล์บำรุงผิวหน้าเพื่อมอบความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกและมีประสิทธิภาพ จุดเด่นอยู่ที่ส่วนผสมของธรรมชาติที่เป็นออร์แกนิก 100% สามารถซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิวโดยเฉพาะผิวแห้งมาก ช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรง เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย และสว่างกระจ่างใสยิ่งขึ้น ขนาด 30 มิลลิลิตร ราคา 1,900 บาท
ภาพ: Courtesy of Brands
The post 9 น้ำมันบำรุงผิวยอดนิยมที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครั้งแรกที่เราเห็น นท พนายางกูร บนจอทีวีคือสมัยที่เธอหิ […]
The post Passion Calling นท พนายางกูร ผู้หญิงที่เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครั้งแรกที่เราเห็น นท พนายางกูร บนจอทีวีคือสมัยที่เธอหิ้วอูคูเลเล่คู่ใจไปออดิชันในรายการ The Star 7 จากความสดใสน่ารักที่เป็นตัวเอง ผสานกับความสามารถทางดนตรีและการร้องเพลง ทำให้เธอคว้ารองชนะเลิศมาได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงไทยที่หล่อหลอมประสบการณ์ทั้งดีร้ายให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ
เมื่อเวลาผ่านไป แพสชันในชีวิตของเธอได้ผ่านไปค้นพบกับสเตจใหม่ๆ ของตัวเองไปเรื่อยๆ และหนึ่งในสิ่งที่เธอได้ค้นเจอนอกเหนือจากความรักด้านดนตรีแล้ว เธอยังค้นพบความรักที่มีให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ทำให้นั่นเป็นที่มาให้ THE STANDARD LIFE ชวน นท พนายางกูร มาพูดคุยถึงแพสชันที่ใหญ่ขึ้นของเธอ และนี่คือ Passion Calling กับ นท พนายางกูร ผู้หญิงที่เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ
ตอนนี้ทำอยู่หลายอย่างมากค่ะ หลักๆ ก็จะมีด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีองค์กรชื่อว่า High On Your Own Supply ซึ่งหลักๆ เราทำอยู่ที่เกาะเต่า ทำกับเด็กๆ ค่ะ ตอนนี้เรามีเด็กที่ทำด้วยประมาณ 30 คน เป็นเด็กท้องถิ่น โดยเราจะสอนน้องๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยใช้ศิลปะ อะไรที่มันสนุกๆ เป็นตัวขับเคลื่อน แล้วเราก็จะมีโปรเจกต์สนุกๆ กันเต็มไปหมดเลย อีกด้านหนึ่งจะเป็นทางด้านแบรนด์ นทมีแบรนด์ที่เพิ่งทำชื่อว่า โนเท็ป (Notep Store) ซึ่งเราสร้างแบรนด์นี้มาเพราะว่าอยากจะ Raise Awareness เรื่องการบริโภคให้มีสติมากขึ้น Conscious Consumption นทก็เลยคิดว่าทำยังไงให้สนุกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เราเลยสร้างมันออกมาเป็นโปรดักต์ต่างๆ ที่เป็น Upcycle, Recycle หรือว่า Natural เพื่อที่จะได้ให้คนเห็นว่าการที่เราใช้โปรดักต์เหล่านี้มันดีต่อตัวเขามากกว่า ดีต่อสังคมและดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ก่อนหน้านี้อาจจะคุ้นชินกับการที่เห็นนทในทีวี เป็นนักร้อง หรือว่าอาจจะเห็นทำนู่นทำนี่หลายอย่าง แต่ว่าทุกๆ อย่างนั้นหล่อหลอมเรามาเป็นเราในทุกวันนี้ได้ อย่างเมื่อก่อนนทเป็นนักร้องอยู่ใต้สังกัด The Star ตอนนั้นเราเองยังเด็ก ก็รู้สึกว่ายังไม่เต็มที่ เรายังอยากทำอะไรอีกเยอะเลย พอหมดสัญญานทก็เลยทำวงชื่อว่า X0809 กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ทำเองทุกอย่าง โปรดิวซ์เอง คือไม่มีค่ายอะไรเลย และก็ได้ไปทัวร์ในเอเชียหลายๆ ที่เลย สนุกมาก มีความสุขมาก แต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อเราไม่มีค่าย เราทำเองทุกอย่าง เป็นพีอาร์ เป็นมาร์เก็ตติ้ง เป็นโปรดิวเซอร์ เป็น Sound Engineer มันเยอะเกินไปเลยทำให้ Burnout ตอนนั้นเลยเหมือนหยุดทำไปแป๊บหนึ่ง รวมกับเพื่อนร่วมวงไปเรียนต่อด้วย ตอนนั้น Lost เลยรู้สึกว่าเราต้องหาอะไรสักอย่างให้เรากลับมาโอเค

ตอนนั้นเริ่มกลับมาทำงานศิลปะ เพราะว่าจริงๆ แล้ว Art and Music มันเป็น Two Core Value ของเราตั้งแต่เด็ก เราทิ้งมันไปตอนที่เราทำ Music มากๆ เราก็เลยกลับมาหา Art อีกรอบ พอได้ทำเรื่อง Art เราก็อยากจะทำ Topic เกี่ยวกับ Healing เพราะเราต้องการหนึ่งคือฮีลตัวเอง แล้วก็อยากฮีลคนรอบข้างด้วย เลยเริ่มรีเสิร์ชพวก Energy Work ต่างๆ Crystal, Reiki, Sound Healing ตอนนั้นคือไปเรียน Sound Healing ที่เนปาลเลย แล้วก็ไปรีเสิร์ช ไป Spiritual Journey ที่นั่น จนกระทั่งพอถึงจุดหนึ่งที่เราไปจนอิ่มตัวแล้ว
ตอนนั้นเลยรู้สึกว่าเราพร้อมสำหรับอะไรที่มันใหญ่กว่านี้ เลยเริ่มมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะรู้สึกว่าพอเราเข้าใจตัวเอง เราเข้าใจว่าเราคืออะไร เราจะเข้าใจว่าเราคือธรรมชาติ แล้วทำไมเราถึงต้องดูแลธรรมชาติ เลยรู้สึกว่าเราอยากใช้สื่อ เราอยากใช้เสียงที่เรามีในการสะสมต่างๆ ที่ผ่านมา มาพูดในสิ่งที่มันมีความหมายกว่า แค่พูดเรื่องตัวเอง หรือว่ามาขายของอะไรอย่างนี้ เรารู้สึกว่าเราอยากพูดเรื่องที่มันสำคัญ มันก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสมาธิ เรื่อง Wellness อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เลยมาถึงปัจจุบันนี้ได้
โอ้โห เปลี่ยนมากเลยนะ นทว่าเปลี่ยนมากๆ แต่ยังมี Core เดิม คือนทคนนี้ก็ยังเป็นเหมือนนทคนนั้น ตอนนั้น แต่แค่ยังไม่ได้ออกมาขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ายังเด็กอยู่ อาจจะด้วยหน้าที่การงานที่จะต้องเป็นไปตามที่บริษัทต้องการ มันก็เลยยังไม่ได้ออกมาเป็นแบบนี้ 100% แต่นทเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน การที่เราสะสมประสบการณ์หรือว่าได้เจอเรื่องต่างๆ มาในการทำงานในวงการ มันก็หล่อหลอมให้เราเข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง เข้าใจว่าเราต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไรมากขึ้น
นทว่าไม่ใช่ นทว่าแพสชันแรกน่าจะเป็นช่วงที่เริ่มฟอร์มวงแจ๊สที่เชียงใหม่ ตั้งแต่อายุ 13-14 ปีเลย มีวงกับเพื่อนๆ แล้วไปเล่นที่ North Gate ที่เชียงใหม่ นทว่านั่นเป็นแพสชันแรกที่เอาเราออกจาก Comfort Zone เพราะว่าตอนเด็กๆ จะไม่ค่อยกล้าร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะๆ เราแค่ชอบร้องเพลงต่อหน้าครอบครัว ต่อหน้าเพื่อนๆ หรือในห้องน้ำ การที่เราได้ไปแสดงใน Public Space ในที่ที่วง Professional เขาได้เล่นกัน ณ ตอนนั้นสำหรับเรามันเป็นการออกนอก Comfort Zone แล้วเป็นแพสชันแรกเลย
ถ้าเกิดว่าให้พูดตามตรงเลยคือช่วงแรกๆ ที่ได้เข้ามาลองชิมลางในการเป็นนักร้องอาชีพ ช่วงนั้นนทถือว่าค่อนข้างยากสำหรับตัวเองมาก เพราะว่าเราโตมาในแบบครอบครัวหรือสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เราเป็นตัวของตัวเอง ให้เราตัดสินใจทุกๆ อย่างเอง พอเรามาทำงานในค่ายก็เลยทำตามเขา เลยขัดแย้งกับตัวเองข้างใน รู้สึกว่าเป็นตัวเองไม่ได้ 100% แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลเราเข้าใจว่ามันคือ Process มันคือการทำงานกับคนในวงใหญ่ เราไม่สามารถเอาตัวเองเป็นตัวหลักได้ มันยังมีคนอื่นที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้ และเราต้องทำกับเขาให้มันออกมาเป็นผลงานที่ค่ายต้องการ

จริงๆ ก็รู้สึกอึดอัดตั้งแต่แรกเลย แต่ว่าเราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้มากขึ้น แล้วก็เรียนรู้ว่าเราจะออกมายังไง พอสัญญาหมด เราก็ Explore ออกมาเป็นตัวของตัวเอง เป็น X0809 ตอนนั้นก็บ้าคลั่งอยู่ แบบแต่งตัวแปลกๆ ทำเพลงแปลกๆ อะไรประมาณนี้ (หัวเราะ) หลังจาก Burnout จากตอนทำวง X0809 ก็กลับไปอยู่บ้าน เพราะว่ารู้สึกช่วงเวลาที่ผ่านมาเดินทางเยอะมากเลย ไม่ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว รู้สึกว่า It’s time to finally go back home อยู่กับยาย อยู่กับแม่ อยู่กับสุนัข เราก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วความสุขมันแค่นี้เอง
เราเหมือน Reset Value ในชีวิตตัวเองใหม่ค่ะ เมื่อก่อนอาจจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง สิ่งต่างๆ ที่เรายังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรแต่อยากได้จัง แต่พอเรามา Set Core Value ของเราใหม่ว่าจริงๆ สิ่งที่มันสำคัญคือครอบครัว คือตัวเอง คือสุขภาพ สุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต สิ่งนี้มันสำคัญที่สุดต่างหาก มัน Shift ทุกอย่าง วิธีการมองโลก วิธีการรีแอ็กกับทุกอย่างไปเลย การที่เรามารู้เรื่อง Wellness เรื่อง Meditation อะไรอย่างนี้มันเปลี่ยนทุกอย่างไปหมดเลย
หลังจากที่ทำเรื่อง Art and Wellness นทก็ไปทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่า Ready for Something Bigger พอทำเรื่องสิ่งแวดล้อมไปสักพักหนึ่งก็เห็นว่าเทรนด์ในเมืองไทยเรื่องการช้อปปิ้งออนไลน์ การซื้อของ การบริโภคของมันน่ากลัวเหมือนกันนะ ก็เลยรู้สึกว่า How can I be part of this? แต่ว่าทำให้มันสามารถเปลี่ยนไปในมุมมองที่เราอยากให้มันเป็นได้ เราก็เลยรู้สึกว่าโอเค เราสร้างแบรนด์ดีกว่า เราสร้างแบรนด์เราไม่ได้อยากขายของ ไม่ได้อยากหารายได้เพิ่มหรอก อันนั้นเป็นผลพลอยได้ แต่เราอยากที่จะมี Alternative Product อยากที่จะมี Alternative Optionให้กับผู้บริโภคว่าคุณสามารถที่จะดูเก๋ ดูสวย ใช้ของต่างๆ นี้ได้ แต่คุณสามารถ Contribute ให้กับโลก ให้กับสังคม ให้กับชุมชน ให้กับตัวเองได้ด้วยนะ

ชื่อแบรนด์จริงๆ เป็น Artist Name ของนทเอง คือ โนเท็ป (Notep) ก็เป็น Notep Store เป็น Store ของนท โดยจะขายของที่เรารู้สึกว่าอยากแชร์ เราใช้เองแล้วเราชอบ แล้วเราอยากจะแชร์ให้กับทุกคน
จริงๆ ไม่อยากเรียกว่าเป็น Second Job เพราะว่ามันเป็น Third, Fourth, Fifth ทำหลายสิ่งมาก จริงๆ ก็ยังเล่าให้ฟังไม่จบเลยว่าจริงๆ ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง คือยังมีอีกหลายๆ ด้านที่ยังไม่แตะ แต่เดี๋ยวค่อยๆ ไปแตะค่ะ อย่าง Notep Store เราจะเน้นแค่การผลิต Upcycling, Recycling หรือ Natural เท่านั้น โดยที่เรามี Motto ว่าเราอยากจะลดขยะและสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย คือเราอยากให้มัน Sustainable และ Actical ที่สุด
นทว่ามันก็มีความยากนะคะ ด้วยความที่เราทำงานศิลปะ ทำงานแนวอาร์ตมาตลอด เราไม่เคยต้องมาทำงานแนว Business มันก็จะมีเรื่องของ Stock, Inventory, Accounting ที่เราแบบอิหยังวะ (หัวเราะ) แต่ก็มีเพื่อนๆ หรือครอบครัวพอให้คำแนะนำได้อยู่ค่ะ ค่อยๆ เรียนรู้ไป นทเชื่อว่า Slow But Steady Wins The Race
มันเติมเต็มมากเลย เรามีความสุขมากเลยกับการที่ได้ครีเอตโปรดักต์ต่างๆ กางเกง เสื้อ แอ็กเซสซอรี เรามีความสุขที่ได้นำ Release Creativity ของเรามาทำเป็นของที่มันจับต้องได้และใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แชร์น้ำมันที่เราใช้เองจริงๆ อยู่แล้ว และมันดี ไม่เป็นพิษต่อปะการัง ให้กับคนอื่นได้ใช้เหมือนกัน เป็นความสุขที่ดีมาก

เรามี Expectation ที่เราคาดคิดเอาไว้ ที่เป็น Best Outcome ถามว่ามันถึงไหม มันอาจจะไม่ได้ถึงอย่างนั้นแต่ว่ามันดีไปอีกแบบ นทเชื่อมาตลอดอยู่แล้วว่าทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ Sold Out ภายใน 10 วันแรกเหมือนที่เราฝันเอาไว้ แต่ว่ามันก็มีทางของมัน แล้วตอนนี้ก็ได้ไปขายตามที่ต่างๆ ที่เราไม่คิดว่าเราจะได้ไปขาย เป็นความฝันมากๆ เป็นแบบ Life Goals Archive
อย่างล่าสุดสต๊อกล็อตสุดท้ายของ ‘บูรณะ’ คอลเล็กชัน จะได้ไปขายที่บาหลี ที่ Potato Head Club in Bali ซึ่งเป็นองค์กรที่นท Look up to มากๆ เพราะว่าเขาทำเรื่อง Sustainability ได้แบบสุดยอดมาก เขาสามารถ Manage Waste ของตัวเองได้ เขาเป็นทั้งบีชคลับ เป็นทั้งโรงแรม เป็นทั้งร้านอาหาร เป็นทั้ง Recording Studio เป็นเยอะแยะมากมาย ซึ่งเขาสามารถ Manage Waste เขาได้ให้ไป Landfill (ฝังกลบ) แค่ 5% เท่านั้น ถ้าเกิดเป็นองค์กรใหญ่ๆ ส่วนมากจะส่ง Waste ไปมากกว่า 50% ซึ่งสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้มีแค่ Sustainability แต่มีทั้ง Wellness, Music, Art, Design มันคือทุกๆ อย่างที่เรา Value
Head of Wellness ของเขา DM มาหาว่าอยากร่วมงานด้วย ก็เลยได้ไป Host Meditation Session แล้วก็ไปเวิร์กช็อปทำสร้อยคอ Recycling จากขยะด้วย แล้วก็ได้ไปทำ DJ ล่าสุดก็กลับไป Wellness Retreat ของเขาอีก เลยค่อนข้างสร้าง Relationship ที่ดีกับทีมค่ะ

อย่างอันนี้เป็นสร้อยคอที่ทำมาจากลูกปัดที่มาจากขยะพลาสติกพวกฝาขวดหรือว่าแพ็กเกจจิ้งอาหาร ซึ่งนทจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ที่สุด แต่ถ้าเกิดมี นทจะล้างแล้วส่งไปให้ Pasteurizer Plastic และก็ทำออกมาเป็นลูกปัดสีๆ เหล่านี้ สองตัวนี้เป็น Prototype สองตัวแรกค่ะ ซึ่งเราไม่ขาย เราเก็บไว้ใช้เอง ส่วนตัวจี้ ตัว Pendent ทำมาจากเซรามิกที่แตกแล้ว คือเรารู้สึกว่าเราอยากให้คุณค่าของสิ่งที่มันอาจจะเรียกว่าเป็นขยะหรือว่าเป็นสิ่งของเหลือใช้ เราอยากให้มันมีมูลค่า ให้มันมี Value อีกรอบ เราเลยเอามาทำเป็นอะไรอย่างนี้ ใช้ดีไซน์เป็นตัวแก้ปัญหา ทุกชิ้นด้วยความที่เป็น Upcycling Recycling เลยเป็นแบบชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น
แล้วนทก็นึกถึงความพิเศษของมันด้วยนะ เพราะมันจะไม่ซ้ำใครเลยค่ะ ออกแบบเอง ทำเองที่ห้อง วันหนึ่งก็ลองมามัดๆ ดูแล้วเวิร์ก สามารถเอาไปทำโมเดลเป็นเวิร์กช็อปได้ด้วย เวลาที่ไปงานต่างๆ เขาก็ชอบให้ทำเวิร์กช็อปอันนี้ค่ะ แล้วคนก็มาจอย คนก็สามารถภูมิใจว่าฉันทำเอง อย่างกางเกงอันนี้เป็นผ้าฝ้ายจากเชียงใหม่แล้วตัวเชือกเราทำกับชุมชนแม่บ้านที่เชียงใหม่แถวๆ บ้าน ให้เขาทำมือเป็นเชือกออกมา และเสื้อก็เป็นการ Upcycling ผ้าเก่า เป็นผ้าของเผ่าม้ง เราอยากอุดหนุนเขา เราเลยไปซื้อเขามา จริงๆ มันเป็นชายกระโปรงเขา เป็นผ้าเก่า แล้วเราก็เอามาทำกับผ้าค้างสต๊อก เป็นผ้าที่เหลือใช้แล้วเหมือนกัน เอามาต่อเป็นเสื้อแบบนี้

บ้านที่เชียงใหม่ของนทอยู่แถวๆ การ์ดหลวง ก็ชอบไปเดิน ไปคุย ขับมอเตอร์ไซค์ไป ไปเดิน ไปคุย มันก็กลายมาเป็นอย่างนี้ค่ะ ทุกอย่างมันก็เป็น Process ของการพบปะ การพูดคุยกับคน แล้วอันนี้เป็น Product ชิ้นแรกค่ะ เป็นน้ำมันที่ใช้เองเลย เวลาไปทะเล จะมีช่วงที่นทไปทะเลหนักๆ คือช่วงโควิด เหมือนอยากหาน้ำมันที่เราใช้เองแล้วไม่เป็นพิษต่อปะการังด้วย เลยเกิดมาเป็นสูตรนี้ พอใช้ไปถึงระดับหนึ่งรู้สึกว่าอยากแชร์จัง เพราะชอบมีคนมาถามว่าทำยังไง เลยอยากแชร์สูตรนี้ เลยออกมาเป็นขวดนี้ค่ะ
มีน้ำมันอยู่ 10 ชนิด เป็นออร์แกนิกหมดเลย ไม่มีสารเคมี ไม่ใช้น้ำหอม เราใช้เอสเซนเชียลออยล์แทน กลิ่นก็จะแบบ Wellness หน่อย เป็นลาเวนเดอร์ ซิตรัส ประมาณนี้ ทาหลังอาบน้ำแล้วนอนสบายมาก ที่สำคัญคือแพ็กเกจจิ้งเป็นขวดแก้ว ฝาเป็นอะลูมิเนียม เราพยายามใช้พลาสติกให้น้อยที่สุด จะมีแค่ตรงหัวจุกหยดนิดหนึ่ง เพื่อให้มันไม่เลอะค่ะ แล้วก็ Add Gimmick เป็นสร้อยหินให้คนสามารถเอาไปเป็นแหวน เป็นแอ็กเซสซอรีต่อได้ สติกเกอร์เป็นกระดาษด้วยไม่ใช่สติกเกอร์พลาสติก
ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ทุกวันนี้เหมือนมีลูกนะ แต่เป็นลูกที่เรามีความสุขกับการที่เราได้แต่งเติมเขา คือรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เราจะได้พัฒนาลายใหม่ โปรดักต์ใหม่ เพราะเรารู้สึกว่าได้เวลาลดขยะในแบบครีเอทีฟกันอีกแล้ว นทจบดีไซน์มา นทรู้สึกว่านทดีใจที่ได้เรียนดีไซน์ เพราะว่ามันเป็นอะไรที่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างสนุกและครีเอทีฟ
นทรู้สึกว่าในยุคปัจจุบันถ้าเราอยากจะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในเรื่องที่เข้าใจยากๆ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมเอง หรือว่าเรื่อง Meditation Wellness มันควรที่จะสื่อสารในทางที่มันสนุกที่สุด เพื่อที่เขาจะได้เปิดใจและอยากจะมาเข้าร่วม ก็เลยรู้สึกว่าเราสนุกกับการที่ได้คิด ได้ครีเอทีฟ แบบ Thinking ว่าโอเคเราจะแก้ปัญหานี้ยังไง เราจะทำให้คนมาสนใจยังไง

ทุกวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่ถือว่าเป็นแพสชันของเรา 100% เลย แฮปปี้มากที่ได้ทำในสิ่งนี้ แล้วก็ขอบคุณจักรวาลที่ทำให้มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสมูทมากเลยนะ นทว่านทโชคดีมากๆ ที่ได้มาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถึงแม้มันจะมีปัญหา มีสิ่งต่างๆ ที่ต้องผ่าน แต่นทว่ามันค่อนข้างสมูทในระดับหนึ่งในการที่เราสามารถมาทำตรงนี้ได้ แล้วมันสามารถหล่อเลี้ยงทำให้เรายังดูแลตัวเองได้ ดูแลองค์กรต่างๆ ที่เราทำได้ โดยที่ไม่ได้กระเสือกกระสนมากมายเกินไป
มันมีอยู่แล้วค่ะ ในทุกๆ อย่างมันต้องมีโมเมนต์ที่เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ นทว่ามันเป็น Process มันเป็น Growth เป็น Journey ที่ทุกคนจะต้องก้าวผ่านออกนอก Comfort Zone ตัวเอง เพื่อที่จะพัฒนาเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นของตัวเองได้ นทว่าตัวเองนี่แหละ ในทุกๆ คน ตัวเองคือสิ่งที่สามารถฮีลตัวเองได้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเองแล้วเราดึงตรงนั้นของตัวเองออกมาได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับเรา เราก็จะสามารถผ่านพ้นมันไปได้ แค่เราเชื่อมั่นในตัวเอง
นทเชื่อมั่นมากว่าในทุกวันนี้มีแค่ 1 งานไม่พอ อย่างตอนโควิดทำให้เห็นได้ชัดมากเลย คือก่อนโควิดนทเคยงงกับตัวเองนะว่าเราเป็นนกเป็ดน้ำ ทำไมเราทำอะไรได้หลายอย่างจังเลย แต่ว่ามันก็ยังไม่ได้แบบว้าวสักด้าน แต่พอช่วงโควิด ตอนนั้นคือ Thank God มากที่เราทำได้หลายอย่าง เพราะมันทำให้เรากระจายรายได้ มันทำให้เราไม่เดือดร้อนเลย ตอนนั้นคือแบบโชคดีมากๆ คือไม่เดือดร้อนเลยเรื่องการงาน เพราะว่าเราทำได้หลายอย่างมาก ทำให้พอมีงานอันนี้ เราก็ทำได้ อันนั้นเราก็ทำได้ อยู่บ้านเราก็ทำได้ มันเลยทำให้เราขอบคุณที่เราเป็นแบบนี้ แล้วรู้สึกว่าโอเค เราอยากจะผลักดัน อยากจะ Push ให้คนอื่นๆ เห็นความสำคัญของการลองสายใหม่ๆ ด้วย ออกนอก Comfort Zone ตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำสิ่งเดียว อย่างเดียว แต่ลองทำในสิ่งอื่นๆ ด้วย เพราะว่าเวลาอะไรเกิดขึ้นเรามีแผนสำรองรองรับ และที่สำคัญที่สุดนทว่ามันสนุกกว่า มันไม่เบื่อ มันสนุกมากเลย

จริงๆ Goal Vision สุดๆ ของเราเลยคืออยากทำเกาะเต่าให้เป็น Model Island ด้วยความที่เป็นเกาะขนาดเล็ก และคนบนเกาะค่อนข้าง Concious เรื่องสิ่งแวดล้อม มันเลยไม่ยากที่จะ Converse อีก 50% ก็มีแพลนที่จะขยายไปยังเกาะอื่นๆ ไหม ตอนนี้ยัง เพราะว่าเราอยากทำให้ตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน แต่มีแพลนที่จะเอาโมเดลนี้ไปพัฒนาเป็นโรงเรียน
ณ ปัจจุบันอันนี้เป็นโปรเจกต์ระยะยาวนะ แต่แอบมาเล่าให้ฟังก่อน คือนทมีเพื่อนสนิททำโรงเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ค่ะ แล้วเขามีโรงเรียนอยู่แล้วหลายๆ ที่ แต่เขาอยากสร้างโรงเรียนใหม่ที่มีโมเดลให้มัน Green ที่สุด สอนเด็กๆ ให้รักธรรมชาติ ให้อยู่กับธรรมชาติ แต่ก็ยังมีหลักสูตรที่เป็น IB ยังสามารถที่จะไปต่อยอดได้ แต่นทจะเข้ามาช่วยเป็น Consult ในด้าน Sustainability ว่าจะทำยังไงให้สามารถปลูกฝังเด็กๆ เรื่อง Climate Change ให้มันสนุกที่สุดได้ อันนี้คือการ Spin Off โปรเจกต์ที่เราทำที่เกาะเต่าให้มันไปต่อยอดได้ และที่สำคัญคือมันอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเรา ทำให้มันจะ Sustainable มากกว่า เพราะว่านทไม่ต้องเดินทางไปไหน นทสามารถทำงานอยู่ที่บ้านเกิดตัวเองได้ เป็น Begining Process มากๆ แอบมาเล่าให้ฟัง เพราะว่าเป็นโปรเจกต์ที่เราแฮปปี้มาก มันเหมือน Life Goal น่าจะอีกสักพักหนึ่งเลยกว่าจะได้เห็น มันจะต้องค่อยๆ ไป
นทว่าแบบ Don’t just dream just do it หลายๆ คนจะชอบคิดว่าแบบฉันฝันว่าอยากจะให้อย่างนี้ ฉันฝันจะอย่างนั้น คือนทก็ยังฝันอยู่ แต่นทรู้สึกว่าถ้าฝันอย่างเดียวมันก็จะไม่ออกมาเป็นจริง มันจะแค่อยู่ในความฝัน เราต้องลงมือทำเลย ไม่ต้องห่วงว่ามันจะออกมาไม่เป็นตามสิ่งที่คาดไว้ หรือมันจะไม่เป็นเหมือนที่ยังไงก็ตาม
นทรู้สึกว่าถ้าเราไม่ลงมือทำ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะออกมาเป็นยังไงได้ ทุกๆ ความผิดพลาด ทุกๆ ปัญหามันคือ Growth มันคือ Process ให้เราไปเป็น Better Version ของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นนทว่าลงมือทำเลย แล้วเราก็เรียนรู้จาก Journey ตรงนั้นไป ไม่ต้องรอให้มันสวยงามเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้วค่อยทำ เพราะว่าแล้วเมื่อไรล่ะมันจะเกิดขึ้น?

ในยุคนี้นทว่าอย่างหนึ่งที่ทุกคนสามารถ Keep in mind ได้คือทุกอย่างมันเร็วมาก และมันมีอะไรออกมาเยอะมากๆ ตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากทำอะไร ทำเลย เพราะถึงแม้มันไม่ดี เดี๋ยวคนก็ลืม แล้วเราก็ใช้ตรงนี้เป็นการเรียนรู้ของเราไป ให้เราได้เติบโต ให้เราได้พัฒนา ทำเลยค่ะ เพราะทุกอย่างตอนนี้มันเร็วมาก ไม่มีใครจำความผิดพลาดของเราได้ตลอดไป อีกอย่างหนึ่งที่อยากให้ Keep in mind ไว้ก็คือว่าทุกอย่างที่เราจะทำ Consequence ของมันเราอยากให้คิดไว้ว่าเราสร้างอะไรให้กับโลกใบนี้บ้าง และเราทิ้งอะไรไว้บ้าง ถ้าเราทิ้งไว้เยอะในแง่สมมติว่าเราทำแบรนด์ แต่เราแบบโอ้โห Waste ออกมาเยอะมากๆ เลย ก็เริ่มไม่ใช่แล้วแหละ เราต้องคิดถึง Consequence ของ Carbon Footprint ของเรา ของ Ecological Footprint ของเราว่าสิ่งที่เราทำมันสร้างตรงนี้เยอะขนาดไหน แล้วถ้ามันเยอะเราจะลดได้ยังไง เราอยากจะทิ้งอะไรไว้บนโลกใบนี้ เราอยากจะทิ้ง Legacy ของเราในแบบไหน ให้ลอง Keep in mind ตรงนี้เอาไว้
สำหรับคนรุ่นใหม่ โลกอยู่ในมือของคุณ อนาคตอยู่ในมือของคุณ คุณจะอยากให้มันเป็นยังไง คุณมีสิทธิ์มีเสียงในการสร้างออกมาให้เป็นไปอย่างงั้นได้ เพราะฉะนั้น Be the Change you want to see in the world หยุดคอมเพลน หยุดบ่น แต่ลงมือทำ แล้วก็ลงมือแก้ปัญหาสิ่งเหล่านั้นให้มันเป็นในทางที่เราต้องการอยากให้มันเป็น
นทเชื่อใน Karma กฎแห่งกรรม หรือทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว นทเชื่อนะ คือจากต่างๆ ที่เราใช้ชีวิตมา เราเห็น เรารู้สึกว่ายิ่งเราทำดี ทุกวันนี้ที่เราทำดีเราไม่ได้หวังอะไร แต่อยากบอกว่าที่เราทำไปมันเห็นผล เพราะฉะนั้นอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาทำดี เพราะมันดีจริงๆ ทุกอย่างพอเรา Raise Vibration ของเราให้มันมีแต่สิ่งดีๆ ให้มันมี Positive Energy เราก็จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามา งานที่เราได้รับ คนที่เข้ามาในชีวิตเรา ทุกๆ อย่างมันดีมาก พอเรามีแต่สิ่งดีๆ ให้ออกไป แล้วเราก็ได้สิ่งดีๆ กลับมา ความฝันที่เราเคยฝันเอาไว้มันก็เริ่มเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเรามีแต่ปล่อยสิ่งดีๆ ออกไป สิ่งดีๆ มันก็เลยถูกดึงดูดกลับมา

สุดท้ายฝาก Notep Store เอาไว้ น่าจะมีโปรดักต์และแคมเปญอะไรสนุกๆ แล้วก็ดีๆ ให้ทุกคนได้ติดตามเรื่อยๆ เลย นทเองมีแผนในหัวเยอะมาก เดี๋ยวรอติดตาม แล้วก็สามารถ Follow กันได้ใน Instagram นะคะ @notep_store หรือว่า https://www.notep.store/ นอกจากนี้จะมีโปรเจกต์ที่เป็น Healing สามารถติดตามได้ใน IG นทเหมือนกัน จะมีอัปเดตเรื่อยๆ นทมีชื่อว่า Heart Activation Selective เราจัดเป็น Ceremony ที่เราเปิดใจของคนให้รับ Opportunity ใหม่ๆ ให้รับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เราใช้ Cacao กับ Sound Healing เป็นตัวรัน นททำกับเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ แต่เราก็ทำมีที่กรุงเทพฯ ด้วย
The post Passion Calling นท พนายางกูร ผู้หญิงที่เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้ด้วยการลงมือทำ appeared first on THE STANDARD.
]]>