การบวชนาค Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การบวชนาค/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 Oct 2020 17:21:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ แต่ไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนา (1) https://thestandard.co/buddhism-and-sexual-diversity/ Tue, 25 Aug 2020 10:08:53 +0000 https://thestandard.co/?p=391492 บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ

​เมื่อกล่าวถึงพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ปัญหาที่ถกเถียงกันในสังคม […]

The post บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ แต่ไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนา (1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ

​เมื่อกล่าวถึงพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ปัญหาที่ถกเถียงกันในสังคมไทยไม่ใช่แค่เรื่องที่จะบอกว่าคนเป็นตุ๊ด-แต๋ว บวชได้หรือไม่ได้ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ว่าคนในสังคมส่วนใหญ่มักมองเขาไปในแง่ลบเป็นหลักตั้งแต่เริ่มต้น เช่น เป็นพวกบัณเฑาะก์ ลักเพศ วิปริตผิดเพศ มักมากในกามราคะ นิยมความรุนแรง ผิดพระวินัย เป็นกลุ่มที่จะสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการพระสงฆ์ หรือมากกว่านั้นคือมองว่าเป็นตัวเสื่อมของศาสนา เป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม

 

วิธีคิดแบบนี้สังเกตได้จากงานศึกษาเกี่ยวกับบัณเฑาะก์ในพุทธศาสนาไทย อย่างงานศึกษาของพระมหาสักชายในปี 2551 ที่ศึกษาวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์ในพระภิกษุ-สามเณรไทยในปัจจุบัน ก็มองว่าพฤติกรรมของบัณเฑาะก์คือสิ่งที่เป็นปัญหาและนำไปสู่การทำผิดพระวินัย หรือการศึกษาของพระมหาอดุลย์ในปี 2549 ศึกษาวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์กับการบรรลุธรรม ก็อธิบายว่าการเบี่ยงเบนทางเพศและกามวิตถารเป็นเรื่องอกุศลกรรมและวิบากกรรมในอดีต บุคคลที่เรียกว่า ‘บัณเฑาะก์’ กลายเป็นคนที่น่ารังเกียจทางสังคม และไม่สามารถบวชเรียนเพื่อการบรรลุธรรมได้ โดยมองว่าคนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่ม ‘อภัพบุคคล’ กล่าวคือเป็นผู้มีระดับสติปัญญาเพียงแค่รับรู้และเข้าใจหลักธรรมในขั้นพื้นฐานเท่านั้นไม่สามารถบรรลุธรรมได้  

 

งานศึกษาทั้งสองนี้ถือได้ว่าวางอยู่บนบรรทัดฐานของสังคมที่มองบัณเฑาะก์นั้นคือกะเทย คือกลุ่มคนที่เป็นภัยต่อสังคม เป็นกลุ่มมักมากในกามราคะ และเป็นตัวเสื่อมของศาสนา ซึ่งแน่นอน บรรทัดฐานนี้ถือเป็นบรรทัดฐานหลักของคนในสังคมไทยใช้มองหรือเข้าใจกลุ่มพระตุ๊ด-เณรแต๋ว หรือกลุ่มตุ๊ด-แต๋ว ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศว่าเป็น ‘ผู้ที่ไม่สมควรที่จะเป็นนักบวชและไม่สามารถบรรลุธรรมได้’

 

บัณเฑาะก์ในสังคมไทย ปัญหาที่มากกว่าตุ๊ด-แต๋ว บวชพระได้หรือไม่

ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ว่าตุ๊ด-แต๋ว บวชพระได้หรือไม่ หรือการนิยามคำว่าบัณเฑาะก์ในทางพระวินัยจะเป็นเช่นไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมไทยสร้างเข้าใจและการรับรู้ไปแล้วว่า ‘บัณเฑาะก์ = กะเทย = ลักเพศ’ หากดูความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะเห็นความหมายที่สะท้อนภาพความเข้าใจแบบเหมารวมได้เป็นอย่างดี โดยให้ความหมายคำว่า ‘บัณเฑาะก์หมายถึงกะเทย’ หรือให้ความหมายคำว่า ‘ลักเพศ’ ว่าการทำหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่น คฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ หรือผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง นี่คือความหมายและความเข้าใจหลักของคนในสังคมต่อคำว่าบัณเฑาะก์ ดังนั้นประเด็นเรื่องเพศสภาวะและเพศวิถีของภิกษุ-สามเณร จึงเป็นสิ่งที่สังคมมีคำตอบอยู่แล้วว่าภิกษุ-สามเณร ที่เป็นบัณเฑาะก์คือผู้ที่ไม่สมควรเป็นนักบวช

 

แต่หากกลับไปพิจารณการตีความคำอธิบายในทางศาสนากลับพบว่า บัณเฑาะก์หรือลักเพศที่ห้ามบวชนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ผู้ที่เป็น ‘กะเทย’ หรือผู้ที่มีรสนิยมทางเพศกับเพศเดียวกัน หรือชายที่มีอารมณ์ความเป็นหญิง หรือความหมายในเชิงเพศวิถีเท่านั้น

 

หากดูจากคำอธิบายลักษณะของบัณเฑาะก์ที่ห้ามบวชที่อรรถกถาจารย์ได้ตีความเพิ่มเติมหลังยุคพุทธกาลแล้วนั้นจะพบว่า บัณเฑาะก์นั้นมีมากถึง 5 ประเภท คือ 

 

  1. อาสิตตบัณเฑาะก์ คือ ชายที่อมอวัยะเพศของชายอื่น 
  2. อุสุยยบัณเฑาะก์ คือ ชายที่ชอบพอใจในการดูกิจกรรมร่วมเพศระหว่างชายกับชาย
  3. โอปักกมิยบัณเฑาะก์ คือ บุคคลที่ถูกตอน เช่น ขันที
  4. ปักขบัณเฑาะก์ คือ บัณเฑาะก์ในช่วงข้ามแรม แต่ช่วงข้างขึ้นไม่เป็น 
  5. นปุงสกัปบัณเฑาะก์ คือ ผู้มีความบกพร่องทางเพศสภาพ คือไม่ปรากฏเพศที่แน่ชัด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ อรรถกถากล่าวไว้ว่า บัณเฑาะก์ประเภท 1 อาสิตตบัณเฑาะก์ และประเภท 2 อุสุยยบัณเฑาะก์ นั้นสามารถบวชได้ ส่วนประเภทที่ 4 ปักขบัณเฑาะก์นั้นสามารถบวชได้ในวันที่ไม่ได้มีกำหนัด ส่วนบัณเฑาะก์ประเภทที่ไม่สามารถบวชได้คือ ประเภทที่ 3 และ 5 คือบุคคลที่ถูกตอน หรือมีความบกพร่องทางเพศสภาพ 

 

หากจะอธิบายตามความเข้าใจนั้นหมายถึงว่า บุคคลที่ไม่สามารถบวชได้คือบุคคลที่บกพร่องทางร่างกายเป็นหลัก นั่นหมายความว่า อรรถกถาจารย์ไม่ได้นิยามบัณเฑาะก์ที่เรื่องของจิตใจหรือเพศวิถี ส่วนปักขบัณเฑาะก์นั้น ซึ่งกลุ่มนี้หากใช้มุมมองในปัจจุบันอธิบายอาจจะหมายถึงบุคคลที่เป็นโรคทางจิตเภท นั่นหมายความว่า ‘บัณเฑาะก์ไม่เท่ากับกะเทย’ ตามความเข้าใจของคนในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่านั้นที่ควรจะพิจารณาไปอีกระดับหนึ่งคือ ในสังคมปัจจุบันที่ยังตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของรักต่างเพศ (Heteronormativity) โดยเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องเพศสรีระ (Biological Sex) ในแบบคู่ตรงข้ามชายและหญิง ทำให้กะเทยถูกเข้าใจว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตเภท เห็นได้จากข้อยกเว้นการเกณฑ์ทหารหลายครั้ง นี่คืออคติทางสังคมที่ซ้อนทับเข้าไปผนวกในเรื่องบัณเฑาะก์ทางศาสนา

 

ส่วนในพระไตรปิฎกปัณฑกวัตถุในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 ที่เล่าว่า “…ปณฺฑโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนโน น อุปสมฺปาเทตพฺโพ…” “…ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบันคือบัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย…” โดยเล่าว่า มีบัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชแล้วเกิดกามราคะ เลยไปชวนพระสงฆ์กับเณรมีอะไรกัน แต่พระกับเณรปฏิเสธ พระบัณเฑาะก์นั้นจึงไปชวนคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า เมื่อมีอะไรกับคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าแล้ว เขาก็เลยเอาไปพูดเหมารวมว่า พระสงฆ์ไม่ใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าเลยให้บัณเฑาะก์รูปนั้นสึก หากพิจารณาให้ชัดเจนนั้นจะเห็นว่า ข้อลงโทษของพระพุทธเจ้ากับภิกษุบัณเฑาะก์รูปนั้นคือโทษเรื่องของการเสพเมถุน การไม่รักษาพรหมจรรย์ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้หมายถึงการลงโทษพระสงฆ์ที่เป็นบัณเฑาะก์ หรือเป็นข้อบัญญัติเพื่อห้ามบัณเฑาะก์บวช

 

บัณเฑาะก์-ลักเพศ ตัวบทพระวินัยกับความหมายทางโลก

ไม่เพียงแค่บัณเฑาะก์ที่ไม่ได้หมายถึงกะเทยตามแบบที่เข้าใจกันในสังคมปัจจุบันแล้ว ‘ลักเพศ’ ในคำอธิบายทางพุทธศาสนาก็ไม่ได้หมายถึงกะเทยในความหมายทำนองที่เข้าใจด้วยเช่นกัน ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 มีพุทธบัญญัติขับไล่อนุปสัมบันที่เป็นคนที่เป็น ‘เถยยสังวาสกะ’ ออกไปดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งคำดังกล่าวภาษาไทยแปลว่า ‘ลักเพศ’ แต่คำอธิบายในวินัยไม่ได้หมายถึงลักเพศที่ตรงกับความหมายภาษาไทยที่เราเข้าใจกันว่าหมายถึง กะเทย ผู้ที่เป็นผู้ชายแต่งตัวเป็นหญิง แต่ความหมายของเถยยสังวาสกะหมายถึง 

 

  1. ลักเพศ ที่หมายถึงผู้ที่ปลอมเป็นพระภิกษุ ไม่ได้ผ่านการอุปสมบท แต่บวชเอง แล้วอ้างว่าเป็นพระภิกษุ กล่าวง่ายๆ คือผู้แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในกฎหมายอาญา
  2. ลักเพศที่หมายถึงคนลักสังวาส คือเป็นเณรหรือพระสงฆ์ที่อ้างพรรษาว่าได้บวชมานานกว่าความจริง เพื่อยินดีกับเกียรติยศและความเคารพนับถือ 
  3. ลักเพศทั้งอ้างว่าเป็นพระภิกษุและมีพรรษาสูงเกินจริง

 

นั่นหมายความว่า คำนิยามในตัวบทพระวินัย บัณเฑาะก์ที่ห้ามบวช ลักเพศ ไม่ได้หมายถึงกะเทย ตุ๊ด แต๋ว ที่มีความหมายในเรื่องเพศวิถี และการลงโทษพระภิกษุบัณเฑาะก์ในพุทธประวัติก็เป็นเรื่องของการเสพเมถุนและการทำให้ศาสนาเสียชื่อเสียง ไม่ได้หมายถึงการลงโทษเพียงเพราะเป็นบัณเฑาะก์ ดังจะเห็นได้ว่าในพุทธประวัติก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งที่มีนามว่า พระวักกลิ เป็นผู้ที่หลงในรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้ามา และมักเกิดความกระวนกระวายใจทุกครั้งหากไม่ได้เจอพระพุทธเจ้า ซึ่งหมายตีความในลักษณะนี้อาจจะเป็นกลุ่มบัณเฑาะก์ที่หลงรูปความเป็นชายเพศเดียวกัน แต่ก็สามารถบวชและบรรลุธรรมได้เช่นกัน

 

กล่าวโดยสรุปแล้ว หากดูความหมายของคำว่าบัณเฑาะก์หรือลักเพศ ไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่ากะเทย ตุ๊ด แต๋ว บัณเฑาะก์ แบบที่เข้าใจกันในปัจจุบัน หรือแม้แต่พระบัณเฑาะก์ที่ถูกขับออกจากพุทธศาสนาที่ปรากฏเรื่องราวในพุทธประวัติก็ไม่ได้มีเหตุเพราะว่าพระภิกษุรูปนั้นเป็นบัณเฑาะก์ แต่หมายถึงการกระทำที่ผิดวินัยขึ้นสูงคือ การเสพเมถุนกับเพศเดียวกัน ซึ่งการเสพเมถุนนั้นก็ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ว่าบัณเฑาะก์เท่านั้นที่กระทำ พระภิกษุที่เป็นชายแท้ก็สามารถกระทำได้เช่นกัน

 

ตุ๊ด-แต๋ว บวชไม่ได้ vs. อคติทางเพศในสังคมไทย

ดังนั้นหากพิจารณาตามนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าพระวินัยหรือตัวบทคัมภีร์ไม่ได้มีปัญหากับบัณเฑาะก์ที่หมายถึงกะเทย ตุ๊ด แต๋ว ในความหมายเชิงเพศวิถี นั่นหมายความว่าบัณเฑาะก์ในเชิงเพศวิถีนั้นบวชได้ ถึงแม้การอนุญาตให้บัณเฑาะก์นี้ในพระวินัยจะไม่ได้มีความหมายในเชิงเพศวิถี แต่เป็นกำหนดจากเครื่องเพศที่สมบูรณ์ แต่ในเชิงการตีความคำอธิบายนั้นก็เห็นได้ว่า บัณเฑาะก์ในเชิงเพศวิถีก็ยังสามารถบวชได้เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าพระตุ๊ด-เณรแต๋ว หรือตุ๊ด-แต๋ว จะบวชได้หรือไม่ได้ตามพระวินัย แต่ปัญหาที่เข้าใจว่า ‘บวชไม่ได้’ นั้นเกิดจากอคติทางเพศในสังคมปัจจุบันและความเข้าใจที่คาดเคลื่อนของชาวพุทธไทยที่ตีขลุมไปเองของเรื่องเพศในทางศาสนา

 

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาในประเด็นนี้ยังมีอีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถอธิบายเนื้อหาจบได้เพียงบทความเดียว ความซับซ้อนของมายาคติในสังคมนั้นมีหลายชั้นที่ซ้อนทับกัน ทั้งเรื่องเสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพทางโลกที่เป็นปัญหาการทำความเข้าใจเรื่องตุ๊ด-แต๋ว บวช หรือเรื่องพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ซึ่งจะขออธิบายเพิ่มเติมในบทความถัดไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง: 

  • ชานันท์ ยอดหงษ์, เพราะฉันคือ ‘ชายจริง-หญิงแท้’ วาทกรรมที่ทำให้การยอมรับ LGBT ในสังคมเป็นแค่เรื่องปลอมๆ https://thematter.co/thinkers/how-lgbqt-recognition-is-fake/111285
  • นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, เพศและความเป็นชายในพุทธศาสนา กับการควบคุมภิกษุ สามเณร และบัณเฑาะก์, วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2559) น.3-25.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์, พระตุ๊ด-เณรแต๋ว, มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552.
  • พระมหาสักชาย กนฺตสีโล, การศึกษาวิเคราะห์เรื่อง “บัณเฑาะก์” ในกลุ่มพระภิกษุสามเณรไทยในปัจจุบัน, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2551.
  • พระมหาอดุลย์ ยโสธโร, เรื่องการศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์กับการบรรลุธรรม, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2549.
  • พระมหาอิสระ ชัยภักดี, ตีความ “บัณเฑาะก์” เป็นกะเทย บวชพระได้ไหม?, มิวเซียมสยามออนไลน์,  https://m.museumsiam.org/da-detail2.php?MID=3&CID=177&CONID=3040&SCID=242
  • วักกลิ ผู้หลงใหลในพระพุทธเจ้า, Goodlife Update,https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/97689.html

The post บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ แต่ไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนา (1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
มติมหาเถรสมาคม ห้ามจัดงานบวชเสียงดัง-แสดงไม่เหมาะสมในพื้นที่วัด ฝ่าฝืนเจ้าอาวาสมีความผิด https://thestandard.co/dont-arrange-a-loud-ordination-ceremony/ https://thestandard.co/dont-arrange-a-loud-ordination-ceremony/#respond Fri, 01 Mar 2019 04:55:17 +0000 https://thestandard.co/?p=212001

หลังการประชุมมหาเถรสมาคม หรือ มส. เมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) […]

The post มติมหาเถรสมาคม ห้ามจัดงานบวชเสียงดัง-แสดงไม่เหมาะสมในพื้นที่วัด ฝ่าฝืนเจ้าอาวาสมีความผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังการประชุมมหาเถรสมาคม หรือ มส. เมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) นายวีระ จำลอง ผู้ช่วยโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ได้นำประเด็นการจัดงานบวชที่วัดสิงห์ ซึ่งทางเจ้าภาพที่จัดงานมีการใช้เครื่องเสียงดังจนกระทบกับนักเรียนที่กำลังสอบอยู่ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ แม้มีการแจ้งขอความร่วมมือจากทางเจ้าอาวาสวัดสิงห์แล้ว แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้ทางผู้จัดงานบางส่วน เป็นเหตุให้มีการยกพวกเข้ามาทำร้ายร่างกายครู และนักเรียนที่เข้าสอบ

 

พศ. จึงได้นำเรื่องดังกล่าวหารือ มส. เพื่อออกเป็นแนวปฏิบัติในการจัดงานบวชให้กับวัดต่างๆ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ โดย มส. มีมติว่าให้ พศ. แจ้งกำชับไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตามมติ มส. ในเรื่องการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณวัด การห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณวัด และเรื่องการแสดงไม่เหมาะสมในวัด

 

ซึ่งใจความสำคัญระบุว่า การจัดแสดงที่ไม่เหมาะสม หากเป็นการจัดในวัด เจ้าอาวาสวัดมีอำนาจในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินการ หากการจัดแสดงอยู่นอกวัด เจ้าอาวาสวัดไม่สามารถดำเนินการได้ ฉะนั้น หากจะให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปให้ความช่วยเหลือเจ้าอาวาสในการจัดงาน เพื่อเป็นงานบุญล้วนๆ และให้ทุกวัดปฏิบัติตามระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดงานวัด พ.ศ. 2537 ข้อ 7 อย่างเคร่งครัด

 

สำหรับระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการจัดงานวัด พ.ศ. 2537 ข้อ 7 ระบุว่า การจัดงานวัดทุกประเภท ห้ามมิให้มี 1. การแสดงใดๆ อันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ 2. การพนันและการหารายได้โดยวิธีเสี่ยงโชคเลียนแบบการพนัน 3. การเต้นรำวงและการแสดงภาพนิ่งหรือภาพยนตร์ลามกอนาจาร 4. การแสดงระบำหรือการแสดงอย่างอื่นที่เป็นการยั่วยุกามารมณ์ 5. การแข่งขันมวย การทรมานสัตว์ 6. การจำหน่ายสุราเมรัยและการเลี้ยงสุราเมรัย 7. การประกวดสาวงามและการแสดงการแต่งกายที่ขัดต่อศีลธรรมและวัฒนธรรม ทั้งนี้ หากเจ้าอาวาสฝ่าฝืนจะมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ 1. ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ 2. ปลดจากตำแหน่งหน้าที่ 3. ตำหนิโทษ 4. ภาคทัณฑ์

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post มติมหาเถรสมาคม ห้ามจัดงานบวชเสียงดัง-แสดงไม่เหมาะสมในพื้นที่วัด ฝ่าฝืนเจ้าอาวาสมีความผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dont-arrange-a-loud-ordination-ceremony/feed/ 0
‘บวชนาคระทึก’ ปัญหาอยู่ที่พิธีกรรมหรือความไม่เข้าใจในสิทธิเสรีภาพ https://thestandard.co/buddhist-ordination/ https://thestandard.co/buddhist-ordination/#respond Mon, 25 Feb 2019 11:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=208369

การบวชนาคถือเป็นพิธีกรรมที่มีจุดกำเนิดในภูมิภาคอุษาคเนย […]

The post ‘บวชนาคระทึก’ ปัญหาอยู่ที่พิธีกรรมหรือความไม่เข้าใจในสิทธิเสรีภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การบวชนาคถือเป็นพิธีกรรมที่มีจุดกำเนิดในภูมิภาคอุษาคเนย์ ไม่ได้มีในชมพูทวีปหรืออินเดียโบราณ เพราะในวินัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติหรือกล่าวถึงเรื่องพิธีกรรมการบวชนาคให้เป็นพระ แต่ในประเพณีไทยตั้งแต่โบราณ กลับเรียกการอุปสมบทว่า พิธีกรรมบวชนาคให้เป็นพระ ไม่ใช่การบวชคนให้เป็นพระ

 

ความเชื่อดังกล่าวเกิดขึ้นจากตำนานเรื่องเล่าที่เชื่อกันว่า ในสมัยพุทธกาลมีพญานาคผู้มีฤทธิ์ตนหนึ่ง มีความฝักใฝ่ในพุทธศาสนาจึงได้แอบแปลงกายเป็นคนมาขอบวชเป็นพระ แต่ด้วยญาณอันวิเศษของพระพุทธเจ้า ทำให้เห็นว่าบุคคลคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นนาคที่แปลงกลายมา จึงขับให้ลาสิกขา

 

พญานาคจึงร้องต่อพระพุทธเจ้าว่า ต่อไปภายหน้าแม้นาคจะบวชไม่ได้ก็ขอให้ผู้ที่กำลังเตรียมตัวเพื่อจะขอบวชนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘นาค’ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดประเพณีเรียกว่า ‘ทำขวัญนาค’ ‘ขานนาค’ หรือ ‘บวชนาค’ ดังนั้นในกระบวนการหนึ่งของการบวชจึงจำเป็นต้องมีการ ‘ขานนาค’ ที่พระคู่สวด (พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์) ต้องกล่าวถามแก่บุคคลที่จะขอบวชเป็นภาษาบาลีว่า “มนุสฺโสสิ” ที่แปลว่า เป็นคนหรือเปล่า กลายมาเป็นประเพณีหนึ่งในการบวชพระในสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ตีความสัญญะของพิธีกรรมการบวชนาคไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นการปะทะ/ประสาน/ต่อรองกันระหว่างผีและพุทธ นาคในที่นี้จึงมีความหมายในเชิงของผู้ที่ไม่มีอารยะ หรือคนพื้นเมืองในอุษาคเนย์เดิม ที่ยังคงนับถือผี และมีวัฒนธรรมสายแม่นั้นเอง

 

ผู้หญิงจึงมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต รวมถึงการเป็นหมอรักษาด้วย ดังนั้นแม่จึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมดังกล่าว เพราะแม่ถือเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมเดิม จะต้องเป็นผู้คอยอุ้มผ้าไตรของลูกชาย เพื่อส่งเข้าสู่อุโบสถเพื่อทำอุปสมบทหรือบวช เมื่อบวชเสร็จจึงหมายถึงการตัดขาดระหว่างแม่กับลูก แม่ก็ไม่สามารถแตะเนื้อตัวลูก (ในฐานะพระ) ได้อีก จึงเป็นการตัดขาดระหว่างพุทธกับผี

 

คติว่าด้วยแม่กับการส่งลูกชายบวชนี้สะท้อนผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ ในสังคมไทยด้วย เช่น วัฒนธรรมเรื่องผ้า โดยกล่าวกันว่าผู้หญิงคนหนึ่งนั้น ในชีวิตหนึ่งจะต้องทอผ้าสำคัญๆ อยู่ 4 ผืนด้วยกันคือ 1. ผ้าอ้อมให้ลูก 2. ผ้าใส่แต่งงาน 3. ผ้าจีวรลูก และ 4. ผ้าไว้ใส่ตอนตัวเองตาย (ผ้าห่อศพ) หากแม่คนใดมีลูกสาว ผ้าจีวรก็จะถูกทอเป็นผ้าห่อธัมม์แทน

 

 

อย่างไรก็ตามค่านิยมว่าด้วยการบวชนาคหรือบวชพระในสังคมไทยกลับมีลักษณะที่เปลี่ยนไป การบวชจากเดิมคือการสละแล้วซึ่งทางโลก มุ่งสู่คุณค่าในทางหลักธรรม เพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมุ่งสู่ความคาดหวังอันสูงสุดคือ การเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทางของการบวช แต่การบวชในปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องของคุณค่าและหน้าที่อันเป็นค่านิยมสำคัญในสังคมไทยคือ ค่านิยมว่าด้วยการเป็น ‘ลูกที่ดี’ และ การเป็น ‘พ่อแม่ที่ดี’

 

คุณค่าว่าด้วยการเป็นลูกที่ดี เกิดขึ้นจากค่านิยมที่เชื่อกันว่า การบวชเป็นการสร้างบุญที่ได้กุศลมาก เป็นโอกาสอันดีที่ลูกชายจะตอบแทนพระคุณบิดามารดา โดยเชื่อว่า ‘ลูกชายที่บวชเรียนจะสามารถช่วยให้บิดามารดาได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์’ ดังนั้นการบวชจึงเป็นเรื่องการตอบแทนคุณพ่อแม่ ลูกที่ประสงค์บวช (หรือแม้แต่ถูกบังคับ) ให้พ่อแม่จึงมีคุณค่ากับการเป็นลูกกตัญญู ในปัจจุบันเราจึงพบเห็นการบวชตามประเพณี หรือการบวชตามคุณค่าดังกล่าวนี้เป็นค่านิยมหลักของคนในสังคมไทย ไม่ว่าจะ บวช 7 วัน 15 วัน 1 เดือน หรือมากที่สุดคือ 3 เดือน หรือ 1 พรรษา

 

 

ส่วนคุณค่าการเป็น ‘พ่อแม่ที่ดี’ หากลูกคนใดประสงค์บวชให้แล้ว จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเพื่อเตรียมการบวชให้ลูกอย่างดี หรือเรียกภาษาชาวบ้านๆ ว่า ‘ทุ่มทุน’ ไม่ว่าจะเงินทอง มหรสพ ความบันเทิงต่างๆ ซึ่งเราจะเห็นค่านิยมนี้ได้ในบทเพลงที่เกี่ยวกับการบวชเพลงหนึ่ง คือเพลง ‘กล่อมใจนาค’ ประพันธ์โดย ครูไวพจน์ เพชรสุพรรณ ศิลปินแห่งชาติ โดยมีเนื้อร้องสะท้อนค่านิยมดังกล่าวนี้ได้อย่างชัดเจนว่า

 

“…จะเข็ญใจทำไร่ทำนา กู้เงินเขามาไม่อนาทร พ่อรวบรวมเงินไว้เป็นก้อน เห็นลูกห่มจีวรพ่อก็ชื่นอุรา […] นาคบ้านเหนือเขามีหนังรำวง พ่อนาคก็คงจะประสงค์หมายมั่น จะคิดประชันจะคิดประชันขันแข่ง พ่อก็มีใบแดงเป็นปึกหนา อย่าทุกข์ใจปล่อยจิตรวนเร นั่นแน่ะลิเกของเราก็มา บวชลูกทั้งที ต้องให้มีสง่า ทั้งเครื่องขยายไฟฟ้า ดังแจ่มจ้าสุขใจ…”

 

จากเหตุการณ์ผู้ร่วมพิธีแห่นาคบุกทำร้ายผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และเด็กนักเรียนที่กำลังสอบที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เนื่องจากไม่พอใจที่ทางโรงเรียนได้มีการตักเตือนให้มีการเบาเสียงในพิธีแห่นาคลงนั้น ถือเป็นภาพการสะท้อนของการปะทะกันระหว่างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทย คือประเพณีการบวชนาค กับคุณค่าใหม่ในสังคมปัจจุบันเรื่องของสิทธิและเสรีภาพในความต้องการความสงบเพื่อสมาธิในการสอบของเด็กๆ

 

ฝ่ายงานบวชก็พยายามใช้วัฒนธรรมประเพณีในการอ้างความชอบธรรมดังที่มีคำพูดปรากฏเป็นหัวข้อข่าวที่ว่า “งานบวชจะให้เดินเงียบๆ ได้อย่างไร” ส่วนเด็กนักเรียนที่กำลังนั่งสอบก็ถูกรบกวนจากเสียงของเครื่องแห่จากพิธีบวช ถือเป็นการละเมิดสิทธิของเขา ซึ่งต้องการความสงบเพื่อสร้างสมาธิในการทำข้อสอบอันมีผลต่ออนาคตอันเป็นคุณค่าของตนในปัจจุบัน เมื่อเกิดการปะทะกันจึงทำให้เกิดปัญหาตามมา จากความคึกคะนองของอีกฝ่ายที่อ้างความชอบธรรมฝ่ายประเพณี จึงนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่ออีกฝ่ายผ่านการอ้างความชอบธรรมตามประเพณีเช่นกัน

 

 

เหตุการณ์นี้มีลักษณะคล้ายกับกรณีปัญหาเรื่องระฆังวัดกับคอนโดที่เคยเป็นข่าวมาเมื่อไม่นานมานี้ พระก็อ้างความชอบธรรมของการตีระฆังด้วยเกณฑ์คุณค่าทางศาสนา คอนโดก็อ้างความชอบธรรมด้วยเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่ถูกรบกวนด้วยเสียงระฆัง ต่างกันเพียงกรณีคอนโดไม่เกิดความรุนแรง

 

ทีนี้ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวประเพณีหรือพิธีกรรม แต่ผู้เขียนคิดว่าปัญหามันอยู่ที่ว่าคนในสังคมไทยไม่เข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพดีพอ คนไทยมักอ้างสิทธิเสรีภาพเพื่ออ้างความชอบธรรมในการกระทำใดใดของตัวเอง โดยไม่สนว่าสิ่งที่ตัวเองกระทำนั้นเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่นอยู่หรือไม่ เหมือนคำพูดที่มักพูดติดปากออกมาง่ายๆ ว่า “สิทธิของกู กูจะทำอะไรก็ได้”

 

คำคำนี้สะท้อนภาพปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน มันจึงทำให้เกิดกรณีการละเมิดสิทธิเสรีภาพต่างๆ จำนวนมาก และถูกมองข้ามอย่างหน้าตาเฉยในสังคมไทย

 

นอกจากอ้างสิทธิเสรีภาพอย่างมั่วๆ แล้ว ยังพร้อมอ้างสิทธิการใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหาอีกด้วย ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่อย่างยิ่งในสังคมไทยไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ทั้งการทำรัฐประหารในทางการเมือง การขัดขวางการเลือกตั้ง ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จนถึงเหตุการณ์แห่นาคระทึกที่เป็นข่าว สิ่งเหล่านี้เป็นการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาโดยการอ้างสิทธิความชอบธรรมฝ่ายวัฒนธรรมทั้งนั้น อย่างในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายงานบวชก็อ้างอิงการจัดกิจกรรมพิธีกรรมของตัวเอง ผ่านคุณค่าเชิงวัฒนธรรม แต่กลับไม่ระลึกถึงสิทธิของผู้อื่นที่กำลังถูกละเมิด

 

ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเกิดความไม่พอใจ ก็ใช้คุณค่าเชิงวัฒนธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรม (ทำ) ในการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา มากกว่าการกลับมาคำนึงและพิจารณาถึงพฤติกรรมหรือการกระทำของตนเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น หรือสิทธิของเรานั้นไปกระทบสิทธิของใครต่อใครหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนคิดว่านี่แหละคือตัวปัญหา และส่งผลต่อปัญหาใหญ่ๆ อีกมากในสังคมไทย

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • www.matichon.co.th/columnists/news_216181
  • www.youtube.com/watch?v=gi_GNiQkbfE
  • ชนกมาลย์ คงยก, “ผ้า” สื่อกลางระหว่างความเชื่อกับพิธีกรรม: กรณีศึกษาผ้านาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง, วารสารดำรงวิชาการ, ฉบับเดือน ก.ค.-ธ.ค.2561, ปีที่ 17 ฉบับที่ 2., น. 79-96.

The post ‘บวชนาคระทึก’ ปัญหาอยู่ที่พิธีกรรมหรือความไม่เข้าใจในสิทธิเสรีภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/buddhist-ordination/feed/ 0