การบริโภค Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การบริโภค/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 08:07:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 คลังหั่นคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เหลือ 1.6% เซ่นพิษสงคราม เผยยังไม่รวมแผนกู้เงิน ชี้งบทุก 1 แสนล้านบาท ดัน GDP เพิ่ม 0.2% https://thestandard.co/thailand-gdp-cut-middle-east-war/ Tue, 28 Apr 2026 08:07:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1201951 อินโฟกราฟิกสรุปกระทรวงการคลังหั่น GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6% ยังไม่รวมเงินกู้

กระทรวงการคลังหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ 2569 ลงเหลือ […]

The post คลังหั่นคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เหลือ 1.6% เซ่นพิษสงคราม เผยยังไม่รวมแผนกู้เงิน ชี้งบทุก 1 แสนล้านบาท ดัน GDP เพิ่ม 0.2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกสรุปกระทรวงการคลังหั่น GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6% ยังไม่รวมเงินกู้

กระทรวงการคลังหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ 2569 ลงเหลือ 1.6% จากที่เคยประเมินว่าจะโต 2.0% ชี้ประมาณการ GDP ปัจจุบันยังไม่นับรวมแผนออกพ.ร.บ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท แต่ประเมินว่า งบประมาณทุกๆ 1 แสนล้านบาทที่ไหลไปยังภาคการลงทุนและภาคการบริโภคจะช่วยดัน GDP ได้ราว 0.2%

 

 
 

วันนี้ (27 เมษายน) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานคลังสมองของกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.หั่นประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงเหลือ 1.6% จากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.0% เนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน

 

เปิด 4 ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

 

วินิจกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่า ยังคงมีแรงสนับสนุนจาก 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ที่คาดว่า จะยังคงเติบโตได้ดีในปี ดังนี้

 

  • การส่งออกที่ขยายตัว 6.2% จากอานิสงค์ของอุตสาหกรรมดิจิตัลเทคโนโลยี
  • การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว 2.3% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย
  • การลงทุนขยายตัว 3.2% จากกลไกส่งเสริมการลงทุน Thailand Fast Pass
  • การใช้จ่ายภาครัฐจะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจ เนื่องจากคาดว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา แบ่งเป็นการบริโภคภาครัฐที่ขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว 1.7%

 

เปิด 4 ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยปี 2569

 

วินิจกล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยต้องชะลอลงในปี 2569 ประกอบด้วย

 

  • ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จะยืดเยื้อยาวนานจนกระทบราคาพลังงานและต้นทุนการส่งออก
  • ความผันผวนของการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการกีดกันทางการค้า สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภัยแล้ง
  • ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

ชี้ประมาณการ GDP นี้ยังไม่นับรวมแผนออกพ.ร.บ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม วินิจกล่าวต่อว่า ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของ สศค. ตั้งบนสมมติฐานว่า สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงภายในกลางปี 2569 และยังไม่นับรวมการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล

 

ขณะที่ สมมติฐานการใช้จ่ายภาครัฐเป็นการ อิงตามข้อมูลในการใช้จ่ายของงบประมาณประจำปี 2569 และไตรมาสแรกของกรอบการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2570

 

แม้ยังไม่ได้รวมพ.ร.ก.เงินกู้เข้าไป แต่ทางสศค. เปิดเผยว่า จากการประเมินของสศค.พบว่า งบประมาณทุกๆ 1 แสนล้านบาท ที่ไหลไปยังภาคการลงทุนและภาคการบริโภค จะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.2%

 

ดังนั้น ตามการประเมินนี้สะท้อนว่า หากรัฐบาลกู้เงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท (ซึ่งคิดเป็น 2.62% ของ GDP ไทยขนาด 19 ล้านล้านบาท) อาจหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ราว 1.0%

 

สำหรับการประเมินประสิทธิผลของโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รอบต่อไปที่จะเกิด วินิจกล่าวว่า จำเป็นต้องรอดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกที ส่วนประสิทธิผลทางเศรษฐกิจของมาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ รอบที่ผ่านมา (ที่ดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568) ตามการศึกษาของ สศค.พบว่า มีตัวคูณทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0.7 ขึ้นไป

 

The post คลังหั่นคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เหลือ 1.6% เซ่นพิษสงคราม เผยยังไม่รวมแผนกู้เงิน ชี้งบทุก 1 แสนล้านบาท ดัน GDP เพิ่ม 0.2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
“คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ https://thestandard.co/wongwian-yai-prices-rising-cost/ Fri, 20 Mar 2026 10:37:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1189667 ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น

วันนี้ (20 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น

วันนี้ (20 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ ตลาดวงเวียนใหญ่ พบว่าบรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคต่างสะท้อนความกังวลต่อภาระค่าครองชีพที่เตรียมเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้

 

จากการสอบถามผู้ประกอบการร้านค้าภายในตลาด พบว่าสัญญาณการปรับขึ้นราคาเริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว โดยร้านจำหน่ายน้ำมันปาล์มทั้งแบบแบ่งขายและแบบขวด เปิดเผยว่า ซัพพลายเออร์ได้แจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการปรับราคาขึ้นอีกขวดละ 2 บาท

 

ในขณะที่ร้านจำหน่ายข้าวสารระบุว่า ทางผู้จัดส่งได้แจ้งเงื่อนไขเช่นกันว่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงปรับตัวสูงขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องขยับราคาข้าวสารตามต้นทุนค่าขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้านร้านขายส่งสินค้าเบ็ดเตล็ด (ร้านโชห่วย) สะท้อนความลำบากใจว่า ขนาดสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา ตลาดก็ยังซบเซาอย่างหนัก รู้สึกสงสารผู้บริโภคที่ต้องซื้อของแพง แต่หากต้นทุนปรับขึ้น ทางร้านก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปรับราคาขายตามกลไกตลาดเพื่อให้อยู่รอด

 

เสียงสะท้อนความเดือดร้อนไม่ได้มีเพียงฝั่งพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนในฐานะนายจ้างที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของในตลาด ได้เปิดเผยถึงความยากลำบากในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองว่า นโยบายของรัฐบาลที่แนะนำให้ประชาชนสำรองเงินออมไว้ใช้ 3-6 เดือนนั้น ในความเป็นจริงทำได้ยากมาก ลูกจ้างของตนมีเงินใช้ไม่ถึงเดือนก็หมดแล้ว ส่วนตัวนายจ้างเองก็แบกรับภาระหนักจนแทบจะรับไม่ไหวเช่นกัน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาอย่างตรงจุด พร้อมตัดพ้อว่า “คนรวยไม่ใช่พวกเรา”

 

ความกังวลของพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดวงเวียนใหญ่ สอดคล้องกับข้อมูลความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ยืนยันว่า มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหลายรายการ เตรียมจ่อปรับขึ้นราคาในช่วงสัปดาห์หน้าและต้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงาน

 

ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 1ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 2ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 3ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 4ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 5ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 6ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 7ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 8ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 9ภาพบรรยากาศตลาดวงเวียนใหญ่ที่เงียบเหงา ผู้คนจับจ่ายน้อยลง สะท้อนความกังวลจากราคาสินค้าที่เตรียมปรับขึ้น 10

The post “คนรวยไม่ใช่พวกเรา” เสียงสะท้อนจากคนซื้อ-คนขาย ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อสินค้าจ่อขยับราคาสวนทางกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ปิดตำนาน ‘ช้อปดี มีคืน’ เตรียมดัน TISA ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/ekniti-ends-shop-dee-mee-kuen-tax-reform/ Tue, 10 Feb 2026 13:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1177128 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงมาตรการลดหย่อนภาษี

‘เอกนิติ’ ประกาศปิดตำนานมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค […]

The post ‘เอกนิติ’ ปิดตำนาน ‘ช้อปดี มีคืน’ เตรียมดัน TISA ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงมาตรการลดหย่อนภาษี

‘เอกนิติ’ ประกาศปิดตำนานมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค อย่างเช่น มาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt โดยเตรียมดัน TISA เพื่อปฏิรูประบบการลดหย่อนใหม่ พร้อมเล็งขยายเวลาลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เหลือ 1% ต่อ

 

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า จะไม่นำมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค อย่างเช่น มาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt กลับมาใช้อีกในอนาคต แต่จะใช้มาตรการอื่นลดหย่อนภาษีแทน เนื่องจากมองว่ามาตรการลักษณะดังกล่าวไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเยอะ

 

พร้อมทั้งระบุว่า จะผลักดันโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) มาเป็นปฏิรูประบบการลดหย่อนภาษีใหม่แทน

 

โดยดร.เอกนิติ ยังกล่าวว่า กำลังพิจารณาขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) โดยระบุว่า จำเป็นต้องขอดูข้อกฎหมายก่อน เพราะตามหลักการแล้ว กระทรวงการคลังต้องการอำนวยความสะดวก และช่วยเรื่องสภาพคล่อง

 

ทั้งนี้ มาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ลงเหลือ 1% ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และต้องกลับไปใช้อัตราปกติที่หัก 1% สำหรับค่าขนส่ง, หัก 2% ค่าโฆษณา, หัก 3% ในจ้างงานเหมา และหัก 5% สำหรับค่าเช่า

The post ‘เอกนิติ’ ปิดตำนาน ‘ช้อปดี มีคืน’ เตรียมดัน TISA ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภคไทยปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี https://thestandard.co/scb-eic-debt-trap-middle-upper/ Mon, 08 Dec 2025 08:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1152324 SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภค ไทย ปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณน่ากังวล เมื่อ ‘การบริโภคภาคเอกชน’ […]

The post SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภคไทยปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภค ไทย ปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณน่ากังวล เมื่อ ‘การบริโภคภาคเอกชน’ เครื่องยนต์หลักที่เคยแบก GDP กำลังจะหมดแรง SCB EIC เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคล่าสุด พบสัญญาณอันตราย ‘รายได้โตไม่ทันรายจ่าย’ ลุกลามจากกลุ่มเปราะบางสู่ ‘คนรายได้ปานกลาง-สูง’ พร้อมเปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดรั้งกำลังซื้อในระยะข้างหน้า

 

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง โดยประเมิน GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.1% และมองว่าปีหน้าจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% ซึ่งหนึ่งในปัจจัยกดดันสำคัญคือ การบริโภคภาคเอกชน ที่ขยายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

เจาะลึก 3 ปัจจัย ทำไมการบริโภคไทย ‘หมดแรง’

 

ดร.ปุณยวัจน์ ระบุว่า การบริโภคภาคเอกชนถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่มีสัดส่วนเกือบ 60% ของ GDP ไทย ในอดีตเคยเติบโตได้ระดับ 5-6% แต่ในปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 2.6% และปีหน้าอาจเหลือเพียง 1.9% ซึ่งหากตัดช่วงวิกฤตโควิด-19 ออกไป จะถือเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีโดยมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่:

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ โดยดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการบริโภคที่ชะลอตัว
  • การเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น (Credit Crunch) ซึ่งแม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงมาอยู่ที่ 87% แต่เป็นการลดลงที่ไม่สะท้อนสุขภาพการเงินที่ดี เพราะเกิดจากสินเชื่อครัวเรือนที่ติดลบ ติดต่อกัน 2 ไตรมาสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนว่าคนไทยกู้เงินมาบริโภคได้ยากขึ้นเนื่องจากปัญหาคุณภาพหนี้ (NPL)
  • รายได้ฟื้นตัวช้ากว่าที่คิด ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยความจริงที่น่าตกใจว่า รายได้ของครัวเรือนไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ‘ลดลง’ เมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนหน้า ในรูปของตัวเงิน สวนทางกับภาวะปกติที่รายได้ควรเติบโตขึ้น

 

SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภค ไทย ปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี 1

 

เจาะผลสำรวจ SCB EIC เมื่อ ‘คนรายได้สูง’ เริ่มสั่นคลอน

 

จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค (SCB EIC Consumer Survey) ในช่วงสิ้น
ไตรมาสที่ 3 ปีนี้ จากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 2,000 คน พบข้อมูลที่สะท้อนความเปราะบางทางการเงินที่รุนแรงขึ้น ดังนี้

 

1. พบปัญหา ‘รายได้โตไม่ทันรายจ่าย’ ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 70% ระบุว่ารายได้เท่าเดิมหรือลดลง ในขณะที่ 90% ระบุว่ารายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคกว่า 1 ใน 3 เผชิญปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่าย ที่น่ากังวลคือ ปัญหานี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มรายได้น้อย ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน อีกต่อไป แต่เริ่มลามเข้าสู่ กลุ่มรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง 30,000 – 50,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งพบว่ามีปัญหานี้ถึง 50% หรือครึ่งหนึ่งของกลุ่ม

 

2. ภาระหนี้ชนเพดาน (Debt Service Ratio) สูงลิ่ว ในกลุ่มที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย พบว่า 35% ต้องนำเงินรายได้ไปจ่ายหนี้มากกว่า 60% ต่อเดือน และที่น่าตกใจที่สุดคือ กลุ่มรายได้น้อยกว่า 1 ใน 5 ระบุว่าต้องจ่ายหนี้มากกว่า 100% ของรายได้ หรือ หาเงินได้ 100 บาท ต้องจ่ายหนี้มากกว่า 100 บาท ซึ่งสะท้อนว่าต้องดึงเงินเก็บมาใช้หรือกู้นอกระบบมาหมุนเวียน

 

3. กลุ่มเสี่ยงใหม่ จ่ายไหวแต่ ‘ตึงมือ’ ผลสำรวจพบกลุ่ม ‘สีเหลืองและสีเทา’ หรือกลุ่มคนที่มีรายได้ 30,000 – 100,000 บาท ซึ่งปัจจุบันยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่ยอมรับว่าการจ่ายหนี้เริ่มมีปัญหาและตึงตัวมาก คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ในอนาคต หากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ

 

SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภค ไทย ปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี 2

 

4. กับดักสินเชื่อดิจิทัลและพฤติกรรมฟุ่มเฟือย สำหรับกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว นอกจากสาเหตุเรื่องรายได้ไม่พอจ่าย อีกปัจจัยที่เพิ่มขึ้นคือ ‘การก่อหนี้เกินตัว’ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย เช่น แอปพลิเคชันเงินกู้ หรือ Buy Now Pay Later ซึ่งพบว่าราว 4-5% ของผู้ผิดนัดชำระหนี้ระบุว่าสินเชื่อรูปแบบนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หมุนเงินไม่ทัน

 

แนะทางออกแก้หนี้อย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ ‘3 ป.’

 

ดร.ปุณยวัจน์ ทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องยากแต่จำเป็นต้องทำ โดยเสนอแนวทาง 3 ด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ดังนี้

  • ป. ปรับ โดยภาครัฐ ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการแก้หนี้ เช่น การค้ำประกันเครดิต หรือมาตรการจูงใจสถาบันการเงิน
  • ป. ปล่อย โดยสถาบันการเงิน ปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) และควรมีกลไก ‘ให้รางวัล’ ลูกหนี้วินัยดีให้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เน้นแต่บทลงโทษ
  • ป. เปลี่ยน โดยลูกหนี้ ผู้กู้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วางแผนการเงิน และหารายได้เสริมเพื่อลดความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ การแก้หนี้จะสำเร็จได้ เศรษฐกิจต้องเติบโตไปพร้อมกัน เพื่อให้รายได้ของประชาชนกลับมาขยายตัวและรองรับภาระหนี้ได้ในระยะยาว

The post SCB EIC เปิดผลสำรวจ ‘กับดักหนี้’ ลามคนชั้นกลาง-บน เสี่ยงฉุดการบริโภคไทยปีหน้าโตต่ำสุดในรอบ 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยพร้อมขึ้น VAT หรือยัง? เปิดข้อเสนอถึงรัฐบาล หลังนักวิชาการห่วง ‘มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษี’ ถูกกระทบซ้ำสอง KResearch คาดฉุดการบริโภคลงเกือบ 0.1% https://thestandard.co/thailand-raise-vat-salaried-workers-hit/ Fri, 21 Nov 2025 08:43:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1145882 เศรษฐกิจไทยพร้อมขึ้น VAT หรือยัง? เปิดข้อเสนอถึงรัฐบาล หลังนักวิชาการห่วง ‘มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษี’ ถูกกระทบซ้ำสอง KResearch คาดฉุดการบริโภคลงเกือบ 0.1%

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว […]

The post เศรษฐกิจไทยพร้อมขึ้น VAT หรือยัง? เปิดข้อเสนอถึงรัฐบาล หลังนักวิชาการห่วง ‘มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษี’ ถูกกระทบซ้ำสอง KResearch คาดฉุดการบริโภคลงเกือบ 0.1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยพร้อมขึ้น VAT หรือยัง? เปิดข้อเสนอถึงรัฐบาล หลังนักวิชาการห่วง ‘มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษี’ ถูกกระทบซ้ำสอง KResearch คาดฉุดการบริโภคลงเกือบ 0.1%

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งยอมรับว่า มีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1.5% (จากอัตรา 7% ในปัจจุบัน เป็นจัดเก็บที่อัตรา 8.5%) และอีก 1.5% (เป็นจัดเก็บที่อัตรา 10.0%) ในปีงบประมาณ 2571 และ 2573 ตามลำดับ บนเงื่อนไขที่ว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มศักยภาพ

 

โดยแผนการปรับขึ้น VAT นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework: MTFF) ฉบับใหม่ สำหรับปีงบประมาณ 2570-2573 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

โดยความพยายามดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำต่อประชาชน นักลงทุน และสถาบันอันดับจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ให้เห็นว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักวินัยการเงินการคลัง และมีความมุ่งมั่นในการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

 

ทำไมรัฐบาลจะขึ้น VAT ฐานะทางการคลังไทยเปราะบางแค่ไหน

 

รศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในรายการ MORNING WEALTH โดยมองว่า สาเหตุหลักที่รัฐบาลวางแผนปรับขึ้น VAT เนื่องมาจาก ‘ภาคการคลังไทยถึงขีดสุดแล้ว’ ท่ามกลางภาวะที่รายจ่ายลดลงต่อเนื่อง และรายจ่ายกำลังเพิ่มขึ้น จนทำให้รัฐบาลไทย ‘ขาดดุลทางการคลัง’ หนักขึ้น

 

รศ. ดร. อธิภัทร กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ไทยขาดดุลทางการคลังที่ 4-5% ต่อ GDP ‘แทบจะเป็นเรื่องปกติ’ ตัวอย่างเช่น ในปีงบประมาณ 2569 ก็คาดว่า ไทยจะขาดดุลทางการคลังอยู่ที่ 4.4% ของ GDP ทำให้นักลงทุนและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) เริ่มมีความกังวลต่อวินัยทางการคลังของรัฐบาล

 

“มีการส่งสัญญาณเตือนจาก Fitch และ Moody’s ที่ได้ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลงแล้ว ขณะที่ S&P ยังคงไว้ที่ระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ (stable) ภายใต้เงื่อนไขว่า รัฐบาลจะปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ตามที่คาดไว้” รศ. ดร. อธิภัทรกล่าว

 

นอกจากนี้ รายได้ของรัฐบาลไทยยังลดลงต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้ ที่เคยอยู่ที่ระดับ 17% ต่อ GDP แต่ปัจจุบันรายได้รัฐบาลไทยเหลือเพียง 14% ต่อ GDP เท่านั้น ขณะที่รายจ่ายกำลังจะเพิ่มไปถึง 19% ต่อ GDP หากไม่มีการดำเนินการใดๆ

 

ดังนั้น รศ. ดร. อธิภัทร จึงมองว่า เมื่อไหร่ที่รัฐต้องการรายได้ VAT จะกลายเป็นการหารายได้ที่รัฐมองเป็นอันดับแรก เนื่องจากกฎหมายไทยกำหนด VAT อยู่ที่ระดับ 10% อยู่แล้ว

 

โดย รศ. ดร. อธิภัทร กล่าวว่า ทุก 1% ของการปรับขึ้น VAT จะสร้างรายได้ประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท แต่หากมีการหักมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มรายได้น้อย รายได้สุทธิจะเหลือประมาณ 0.4% ต่อ GDP “ดังนั้น ในแง่เม็ดเงินถือว่า มีนัยสำคัญมาก”

 

ขึ้น VAT กระทบใครมากที่สุด

 

รศ. ดร. อธิภัทร กล่าวต่อว่า การขึ้น VAT กลุ่มคนที่กระทบที่สุดคือ ‘คนทั้งประเทศ’ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน จะเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบซ้ำสอง เนื่องจากมนุษย์เงินเดือน แบกภาษี 80% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่แล้ว

 

KResearch คาดขึ้น VAT ครั้งละ 1.5% เพิ่มรายได้รัฐ 0.7% ของ GDP ฉุดการบริโภคเฉียด 0.1%

 

ขณะที่ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการคำนวณคร่าวๆ พบว่า การเพิ่ม VAT ในอัตรา 1.5% ในปี 2571 จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐบาลได้ประมาณ 0 7% ของ GDP แต่ละฉุดการบริโภคลงเกือบ 0.1% บนสมมุติฐานที่ว่า การบริโภคครัวเรือนราว 60% เสียภาษี VAT

 

โดยณัฐพรอธิบายเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้น VAT ครั้งละ 1.5% จะมีผลกระทบต่อการบริโภคอยู่แล้ว เนื่องจาก VAT ขึ้นแปลว่า ผู้บริโภคจะต้องจ่ายราคาสินค้าสูงขึ้นอยู่แล้ว เช่น จาก 7% เป็น 8.5% นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า ในปัจจุบัน ร้านอาหารต่างๆ ที่โดน VAT จะปรับราคาสูงขึ้น โดยการส่งต่อภาระภาษี VAT นี้ก็คาดว่า จะส่งผลกระทบทำให้การบริโภคลดลง

 

“อย่าลืมว่า พอรายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้น การบริโภค (consumption) อาจจะชะลอลง เห็นได้จากตัวอย่างในหลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่เคยปรับขึ้นภาษี VAT การบริโภคก็หดตัว ประมาณ 1-2 ไตรมาส”

 

ณัฐพร ยังกล่าวต่อว่า “ถ้าเข้าไปดูในตะกร้าสินค้า สมมุติว่า 60% ของตะกร้าสินค้ามี VAT คำนวณออกมาจะทำให้การบริโภคลดลงเกือบๆ 0.1% ของ GDP”

 

ถอดบทเรียนจาก ประเทศที่ขึ้น VAT สำเร็จ

 

รศ. ดร. อธิภัทร ได้ยกตัวอย่าง ประเทศอื่นๆ ที่ขึ้น VAT สำเร็จ ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ที่มีมาตรการรองรับผลกระทบ ญี่ปุ่นที่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า จะนำเงินที่ขึ้นภาษีไปทำอะไร รวมถึงมีการสื่อสารต่อสาธารณชนและเอกชนอย่างชัดเจน

 

โดยสิงคโปร์ที่ขึ้นภาษีสินค้าและบริการ (GST) จาก 7% เป็น 9% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการประกาศล่วงหน้า และสร้าง Road Map ให้สาธารณชนเห็นชัดเจนว่า จะขึ้นเมื่อไหร่ รวมทั้งมีแผนที่จะชดเชยและรองรับผลกระทบกับกลุ่มต่างๆ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้เงินช่วยเหลือกับคนทั้งประเทศ โดยวางแผนการให้เงินช่วยเหลือในระยะ 5 ปี โดยค่อยๆ ลดลง (phase out)

 

ส่วนในญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จจากการขึ้น VAT จาก 5% เป็น 8% และ 10% โดยใช้เวลาเกือบ 10 ปี มีโมเดลที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นมีการระบุชัดเจนว่า เงินที่ขึ้น VAT จะเอาไปทำอะไรบ้าง ผ่านการทำบัญชีแยกชัดเจน เช่น เอาเงินไปดูแลกลุ่มสูงวัย และกลุ่มเปราะบางอย่างไรบ้าง

 

เปิดข้อแนะนำ รัฐบาลควรขึ้น VAT อย่างไร

 

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวจากโควิดค่อนข้างช้า ทำให้รายได้และการบริโภคยังโตได้ไม่เต็มศักยภาพ ท่ามกลางภาวะที่ตัวชี้วัดทางการคลังต่างๆ แย่ลงอย่างต่อเนื่อง THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวมข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญถึงรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มศักยภาพทางการคลังผ่านการขึ้น VAT ดังนี้

 

  • ควรขึ้น VAT เมื่อการบริโภคฟื้นตัว

 

รศ. ดร. อธิภัทร กล่าวว่า การขึ้น VAT วันนี้เลย ผมคิดว่า ไม่ควรทำแน่นอน ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่การบริโภคภาคเอกชนไม่ได้โตสักเท่าไหร่ แต่เมื่อการบริโภคฟื้นตัวกลับมา และรัฐบาลก็วางแผนล่วงหน้าว่า จะขึ้นเมื่อไหร่ให้ชัดเจน เพื่อทำให้การขึ้น VAT มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับผลกระทบได้ดี

 

  • ควรค่อยๆ ทยอยขึ้น VAT

 

รศ. ดร. อธิภัทร ยังมองว่า การขึ้น VAT ในอัตรา 1.5% (จากระดับ 7% ไปอยู่ที่ 8.5%) ในปี 2571 เลยอาจจะ ‘สูงเกินไป’ พร้อมทั้งมองว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขึ้น VAT 1.5% ในทีเดียว โดยอาจจะขึ้นทีละ 0.5% ก็สามารถทำได้

 

  • ควรสื่อสารแผนการขึ้น VAT อย่างชัดเจน

 

รศ. ดร. อธิภัทร แนะต่อว่า รัฐบาลควรสื่อสารแผนการขึ้น VAT อย่างชัดเจน
(Announcement Plan) โดยยิ่งประกาศเร็วเท่าไหร่ สาธารณชนและเอกชนก็จะยิ่งวางแผนได้ดีขึ้น สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agencies) ก็จะสบายใจได้มากขึ้น

 

แนะรัฐบาลทำ ‘บัญชีแยกชัดเจน’ ระบุใช้เงิน VAT เพื่ออะไร หนทางสู่การยอมรับ

 

รศ. ดร. อธิภัทร กล่าวต่อว่า แม้ไทยอาจไม่ต้องทำถึงขั้นระบุเจาะจง (Earmark) ว่าจะนำเอาเงินที่ขึ้น VAT นี้ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร เนื่องจากกฎหมายการคลังห้ามไว้ แต่การทำบัญชีแยกชัดเจนก็อาจทำให้คนไทยยอมรับการขึ้น VAT ได้มากขึ้น

 

  • ควรปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งองค์รวม ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT

 

รศ. ดร. อธิภัทร กล่าวว่า VAT ไม่ควรเป็นสิ่งเดียวที่รัฐทำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการคลัง โดยถ้ารัฐบาลขึ้น VAT โดยไม่แตะโครงสร้างภาษีอื่นเลย กลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดคือ มนุษย์เงินเดือน ที่เป็นของจ่ายภาษี 80% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้น จึงอยากเห็นการเก็บภาษีที่ทั่วถึงมากขึ้น และเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อทำให้คนไทยเต็มใจเป็นส่วนหนึ่งของระบบภาษีมากขึ้น

 

รศ. ดร. อธิภัทร อธิบายต่อว่า ถ้ารัฐบาลต้องการขึ้น VAT แล้วให้สังคมยอมรับได้ก็ควรจะต้องมองโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น การขยายฐานให้กว้างขึ้นครอบคลุมไปถึงกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เสียภาษี ไปจนถึงการปรับเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร ที่มีรายรับเกิน 1 8 ล้านบาทต่อปี โดยทำให้เกณฑ์ดังกล่าวปฏิบัติตามได้มากขึ้น มีความเป็นธรรมมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายที่องค์กรหรือธุรกิจต้องจ่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Cost) ลง

 

  • อย่าลืมกันงบไว้บรรเทาผลกระทบ พร้อมเตรียมแผนสำรองหากขึ้น VAT ไม่ได้

 

ณัฐพร ยังแนะว่า ถ้ารัฐบาลจะปรับขึ้น VAT อาจจะต้องกันงบประมาณสำรองเอาไว้บางส่วน สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบ โดยการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน เช่น ผู้ซื้อ หรือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจจะดำเนินการได้ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือมาตรการลดค่าครองชีพในรูปแบบต่างๆ ได้

 

“ทั้งนี้ VAT จะขึ้นได้จริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอีก 2 ปี ซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ณ ตอนนั้น อาจจะเอื้อ หรืออาจจะไม่เอื้อก็คงต้องไปว่ากันอีกที ซึ่งวันนี้ทางกระทรวงการคลังก็พูดเองว่า ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเศรษฐกิจด้วย ถ้าเงื่อนไขไม่เอื้ออำนวยก็อาจจะต้องไปใช้เครื่องมืออื่น” ณัฐพรกล่าว

 

ภาพ: icon0.com/Shutterstock

The post เศรษฐกิจไทยพร้อมขึ้น VAT หรือยัง? เปิดข้อเสนอถึงรัฐบาล หลังนักวิชาการห่วง ‘มนุษย์เงินเดือนจ่ายภาษี’ ถูกกระทบซ้ำสอง KResearch คาดฉุดการบริโภคลงเกือบ 0.1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
​โอนวันนี้เงินช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดค่าใช้จ่าย โฆษกรัฐบาลแย้มเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ต้นปีหน้า https://thestandard.co/welfare-card-aid-transfer-2026-signup/ Sat, 01 Nov 2025 02:40:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1138562 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำ […]

The post ​โอนวันนี้เงินช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดค่าใช้จ่าย โฆษกรัฐบาลแย้มเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะถูกโอนเข้าบัญชี ซึ่งคาดว่า เงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,700 บาทต่อคน

 

สิริพงศ์กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งปี 2568 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้เกิดการบริโภค การผลิต และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน

 

ทั้งนี้ ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจํานวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจํานวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป สามารถใช้วงเงินได้ที่ร้านธงฟ้าฯ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม

 

“ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึงกลุ่มที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” สิริพงศ์กล่าว

The post ​โอนวันนี้เงินช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดค่าใช้จ่าย โฆษกรัฐบาลแย้มเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร หงส์ไทย สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค https://thestandard.co/hong-thai-inhaler-microbe-warning/ Tue, 28 Oct 2025 09:24:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1136573 อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร **หงส์ไทย** สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค

วานนี้ (27 ตุลาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไ […]

The post อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร หงส์ไทย สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร **หงส์ไทย** สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค

วานนี้ (27 ตุลาคม) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเรื่องผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62) ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 มี วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นผู้ลงนาม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญระบุว่า

 

แจ้งผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62 สถานที่ผลิต หงส์ไทยพาณิชย์ เลขที่ 434 ถนนพุทธมณฑลสาย 2 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160 รุ่นการผลิต 000332 วันที่ผลิต 9 ธันวาคม 2567 วันที่สิ้นอายุ 8 ธันวาคม 2570 ให้ประชาชนรับทราบ

 

ทั้งนี้ อย. ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร หงส์ไทยพาณิชย์ และส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ณ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

 

ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐาน ในรายการทดสอบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ โดยพบความผิดปกติในรายการ Total Aerobic Microbial Count, Total Combined Yeasts and Mould Count และ Clostridium spp.

 

การตรวจสอบนี้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เกณฑ์มาตรฐาน ค่าความบริสุทธิ์ หรือคุณลักษณะอื่นอันมีความสำคัญต่อคุณภาพ สำหรับตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ขึ้นทะเบียน แจ้งรายละเอียด หรือจดแจ้ง พ.ศ. 2564

 

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐานตามมาตรา 60 (2) แห่งพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 การผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐานเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 (2) ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ตามมาตรา 103

 

ส่วนผู้ใดขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดมาตรฐาน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

 

อย. ระบุว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จึงขอประกาศให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อหรือบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าว และขณะนี้สำนักงานอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดต่อไป

The post อย. เผยผลตรวจยาดมผสมสมุนไพร หงส์ไทย สูตร 2 รุ่นผลิต 000332 ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ สั่งระวังการบริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริโภคไม่ฟื้น…ไทยจะติดกับดักเศรษฐกิจซึมยาวหรือไม่? https://thestandard.co/thai-economy-slowdown-2025-consumption-debt/ Wed, 25 Jun 2025 10:41:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1089067 ดัชนีรายได้เกษตรกรไทยชะลอตัวในปี 2568

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2565-2567) การบริโภคภาคเอกชนภา […]

The post การบริโภคไม่ฟื้น…ไทยจะติดกับดักเศรษฐกิจซึมยาวหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีรายได้เกษตรกรไทยชะลอตัวในปี 2568

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2565-2567) การบริโภคภาคเอกชนภายในประเทศเติบโตชะลอตัว โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 การบริโภคภาคเอกชนไทยขยายตัวได้เพียง 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าการขยายตัวของ GDP ไทยที่ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บ่งชี้ถึงกำลังซื้อของครัวเรือนภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ หรือยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ และเมื่อภาคเศรษฐกิจจริงไม่มีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคขั้นสุดท้ายของครัวเรือน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซึม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยไม่คึกคักเท่าที่ควร

 

รายงาน Wealth Insight ของทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ในส่วนของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ถือเป็นแรงกดดันหลักต่อการบริโภคภาคเอกชนไทย แม้ในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงต่อเนื่อง จากระดับ 91.3% ในไตรมาส 4 ปี 2566 สู่ระดับ 88.4% ในไตรมาส 4 ปี 2567 แต่กลับไม่ได้ทำให้การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมเร่งตัวขึ้น นั่นเป็นเพราะธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ขณะเดียวกันลูกหนี้ก็มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยมีข้อสังเกตจากกลุ่มลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special mention loan) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มียอดค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและจำเป็นต้องเฝ้าระวังติดตามเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสตกชั้นเป็นหนี้เสีย หรือ NPLs สูง โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยอย่างสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล

 

นอกเหนือจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นแรงกดดันการบริโภคภายในประเทศ หากวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคตามระดับรายได้จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีสัญญาณหลายประการที่บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงในทุกกลุ่ม ดังนี้

 

  • รายได้เกษตรกรเติบโตชะลอลง สาเหตุหลักมาจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรพืชผลสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เจอภาวะภัยแล้ง เช่น ข้าว มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น ปัจจุบันครัวเรือนเกษตรในไทยมีอยู่ราว 7.7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนราว 32.1% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2568) หรือครอบคลุมจำนวนประชากรไทยราว 23 ล้านคน นับว่ายังคงเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญของไทย

 

  • ยอดจำหน่ายสินค้าคงทนอย่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์หดตัวมากถึง 15.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รวมรถ SUV) และรถจักรยานยนต์ขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ทำให้ยอดขายรถยนต์โดยรวมยังคงหดตัวราว 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมที่อ่อนแอ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ระดับล่างถึงระดับกลาง อาทิ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงกลุ่มเจ้าของกิจการขนาด Micro SMEs

 

  • การปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่เข้าสู่โซนหดตัว สินเชื่อบ้านในชั้นที่ถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 19.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับว่าเป็นการขยายตัวด้วยเลข 2 หลักเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน สะท้อนถึงกำลังซื้อของกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงบนที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด

 

  • กลุ่มธุรกิจเผชิญแรงกดดันสูง เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคทุกกลุ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง ย่อมส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จำเป็นต้องพึ่งพิงกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจอย่างทั่วถึงในระยะข้างหน้าจึงเป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมาก

 

ดัชนีรายได้เกษตรกรไทยชะลอตัวในปี 2568

ดัชนีรายได้เกษตรกร

ที่มา: OAE, CEIC, Bualuang Research

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงการบริโภคภาคเอกชนเป็นรายสินค้าและบริการ จะพบว่า ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอ กลุ่มอาหารยังสามารถเติบโตได้ค่อนข้างคงที่ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้าอุปโภคอย่างเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ของตกแต่งภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการบริการร้านอาหารและโรงแรม เป็นต้น

 

และหากพิจารณาถึงข้อมูลการบริโภคภาคเอกชนเป็นรายสินค้า ร่วมกับการพิจารณาข้อมูลด้านการผลิตและการนำเข้า จะพบว่าผู้ผลิตไทยในสินค้าบางกลุ่มกำลังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างเข้มข้นจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย อาทิ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงของใช้เบ็ดเตล็ด สะท้อนจากข้อมูลการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศของกลุ่มสินค้าดังกล่าวไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับภาคการผลิต ในขณะเดียวกัน มูลค่าการนำเข้าสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจากจีนกลับขยายตัวได้ค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญ

 

นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตคนไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน อาจเผชิญกับแรงกดดันในการแย่งชิงกำลังซื้อที่เติบโตได้อย่างจำกัดและมีทิศทางชะลอตัวกับกลุ่มทุนจีนที่มีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากการผลิตที่ล้นตลาด (Over supply) ส่งผลให้ภาคธุรกิจ SMEs ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ฟื้นตัวและมีแนวโน้มต้องปิดกิจการมากขึ้น และย่อมจะสะท้อนกลับมาสู่การจ้างงานที่ลดลง อันเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างรายได้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

 

สรุป หากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะในบริบทที่ภาคครัวเรือนมีภาระหนี้สูง ซึ่งกระทบต่อรายได้คงเหลือ รวมไปถึงในบริบทของภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ก็จะยิ่งบั่นทอนศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภคในระดับฐานราก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก และท้ายที่สุดอาจเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

 

ภาพ: Shutterstock AI Generator

The post การบริโภคไม่ฟื้น…ไทยจะติดกับดักเศรษฐกิจซึมยาวหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดบริโภคจีนต่ำกว่าคาด แรงส่งจากโรงงานแข็งแกร่งไม่พอชดเชยผลกระทบจากภาษีการค้า https://thestandard.co/china-economy-retail-output-april/ Tue, 20 May 2025 02:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1076080 โรงงานอุตสาหกรรมจีนในมณฑลกวางตุ้งดำเนินการผลิตท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเติบโตเกินคาดในเดือนเมษายน ขณะ […]

The post ยอดบริโภคจีนต่ำกว่าคาด แรงส่งจากโรงงานแข็งแกร่งไม่พอชดเชยผลกระทบจากภาษีการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานอุตสาหกรรมจีนในมณฑลกวางตุ้งดำเนินการผลิตท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเติบโตเกินคาดในเดือนเมษายน ขณะที่การบริโภคกลับซบเซา สะท้อนถึงความท้าทายที่ยังคงอยู่สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก แม้สถานการณ์ตึงเครียดด้านการค้ากับสหรัฐฯ จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Output) ในเดือนเมษายนขยายตัว 6.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยจากผลสำรวจนักวิเคราะห์ของ Bloomberg อย่างมาก ขณะที่ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้านการบริโภค เติบโตเพียง 5.1% ลดลงจากเดือนมีนาคมและต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้

 

แม้ภาคการผลิตจะยังแข็งแกร่ง แต่การบริโภคที่อ่อนแอลงในเดือนเมษายนสะท้อนถึงความจำเป็นในการออกนโยบายสนับสนุนเพิ่มเติม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าอาจเกิดความประมาทหลังจากที่มีการพักการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วันวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อ แรงกดดันจากภาวะเงินฝืด และความกังวลเกี่ยวกับการว่างงาน ล้วนฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งนี้ รัฐบาลจีนตั้งเป้าเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2025 ไว้ที่ประมาณ 5% และได้ประกาศให้การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเป็นนโยบายหลักในปีนี้

 

อัตราการว่างงานในเขตเมืองของจีนลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.1% ในเดือนเมษายน ขณะที่การเติบโตของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอลงเหลือ 4% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี ราคาบ้านใหม่ในจีนลดลงเร็วขึ้นในเดือนเดียวกัน

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ โดยการลงทุนในภาคนี้หดตัวลงลึกขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก

 

การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง จากการออกพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนภาคการผลิตชะลอลงเล็กน้อย สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของภาคธุรกิจจากสงครามการค้า

 

เงินหยวนในตลาดนอกประเทศ (Offshore Yuan) แทบไม่เปลี่ยนแปลงหลังการประกาศข้อมูลดังกล่าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปีลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 1.66% ดัชนีหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงลดช่วงติดลบและปิดตลาดโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า

 

ภาพรวมเศรษฐกิจล่าสุดนี้เป็นมุมมองที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ว่า จีนรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นอย่างรุนแรงจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ได้อย่างไร แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงพักรบด้านภาษีในเดือนพฤษภาคม แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาขั้นสุดท้ายยังคงทำให้ภาคธุรกิจลังเลที่จะขยายการผลิตหรือเริ่มโครงการลงทุนใหม่ๆ

 

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายของการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็ยิ่งตอกย้ำว่าจีนสามารถหลีกเลี่ยงภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสงครามการค้าที่โดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้จุดชนวน นอกจากนี้ ยอดส่งออกของจีนในเดือนเมษายนก็เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ โดยบริษัทจีนปรับเปลี่ยนเส้นทางการส่งสินค้าไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป เพื่อชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างหนัก

 

หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Nomura Holdings Inc. ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2025 ขึ้นเป็น 4.5% จากเดิม 4% การปรับเพิ่มคาดการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่ง เช่น Goldman Sachs Group Inc., JPMorgan Chase & Co. และ ING Groep NV ที่ต่างก็ได้ปรับประมาณการขึ้นเช่นกัน หลังจากการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีความคืบหน้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

ภาพ: Chu Baorui/VCG via Getty Images

อ้างอิง:

The post ยอดบริโภคจีนต่ำกว่าคาด แรงส่งจากโรงงานแข็งแกร่งไม่พอชดเชยผลกระทบจากภาษีการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเล็งเก็บภาษี ‘โซเดียม-ไขมัน’ เผ่าภูมิสั่งกรมสรรพสามิตศึกษา ตั้งเป้าคนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568 https://thestandard.co/thailand-considers-sodium-fat-tax/ Tue, 05 Nov 2024 13:34:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1004816

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว […]

The post ไทยเล็งเก็บภาษี ‘โซเดียม-ไขมัน’ เผ่าภูมิสั่งกรมสรรพสามิตศึกษา ตั้งเป้าคนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิต โดยสั่งศึกษากลไก ภาษีโซเดียม ในสินค้าบางประเภท รวมทั้ง ภาษีไขมัน เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมและไขมัน ตั้งเป้าคนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568 สำหรับนโยบายอื่นๆ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

  1. ยานยนต์: ใช้กลไกภาษีกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ โดยเฉพาะการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมจากอุตสาหกรรมขนาดเล็กถึงใหญ่ รวมถึงการจ้างงาน โดยใช้ภาษีสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิต PHEV, BEV และ FCEV ให้เพิ่มขึ้นในประเทศ แต่ยังคงรักษาฐานการผลิตรถยนต์ ICE และ HEV ไว้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องกำหนดเวลาชัดเจน และให้แนวทางว่ากรมสรรพสามิตสามารถสูญเสียรายได้ในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศได้

 

  1. น้ำมัน: กำหนดกลไกราคาคาร์บอนในภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน 6 ประเภท ซึ่งไทยจะเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน โดยคำนวณจากค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเบื้องต้นกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ โดยต้องไม่ให้กระทบต่อราคาพลังงาน

 

  1. สุขภาพของประชาชน: ใช้กลไกภาษีเพื่อสนับสนุนการแพทย์เชิงป้องกัน ลดการบริโภคอาหารที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี ลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยดำเนินการจัดเก็บภาษีความหวานแบบผสมต่อเนื่อง และเข้าสู่เฟส 4 ตามกำหนดเวลา

 

นอกจากนี้ ยังให้กรมสรรพสามิตศึกษาพิจารณากลไกภาษีโซเดียมในสินค้าบางประเภทที่ไม่อยู่ในสินค้าควบคุม รวมทั้งภาษีไขมัน เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมและไขมัน ตั้งเป้าคนไทยลดการบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568 ทั้งนี้ ต้องมีระยะเวลาก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ให้ผู้ประกอบการปรับตัว

 

  1. แบตเตอรี่: ให้ศึกษาพิจารณาเปลี่ยนจากอัตราคงที่ 8% เป็นอัตราแบบขั้นบันได โดยคำนึงถึงปัจจัย Life Cycle และค่าพลังงานจำเพาะต่อน้ำหนัก รวมถึงชนิดของแบตเตอรี่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สะอาด อุตสาหกรรมรถยนต์ EV

 

  1. บุหรี่: ให้จัดเก็บภาษีแบบผสม โดยพิจารณาและศึกษาความเหมาะสมในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single Rate) เพื่อลดการบิดเบือนกลไกราคา โดยให้พิจารณาปัจจัยความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และสนับสนุนผู้เพาะปลูกใบยาสูบในประเทศด้วย รวมทั้งดำเนินการระบบตรวจติดตามบุหรี่โดยใช้ระบบ QR Code ในบุหรี่ เพื่อป้องกันบุหรี่เถื่อนทั้งระบบ พร้อมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีและแหล่งที่มาของบุหรี่ เพื่อมั่นใจได้ว่าเป็นบุหรี่ที่ได้มาตรฐานและตรวจสอบโดยกรมสรรพสามิต

 

ดร.เผ่าภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการดำเนินงานของกรมสรรพสามิตปีงบประมาณ 2567 (เดือนตุลาคม 2566 – กันยายน 2567) สะท้อนถึงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนั้นยังสะท้อนถึงการใช้จ่ายในประเทศที่ดีขึ้นตามการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากสินค้าและบริการในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ภาษีเครื่องดื่ม ขยายตัวสูงถึง 8% ภาษีกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ (ไนต์คลับและดิสโก้เธค) และภาษีสนามกอล์ฟ จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น 31.3% และ 12.4% ตามลำดับ สำหรับการจัดเก็บภาษีแบตเตอรี่สูงขึ้นกว่าปีก่อน 15.6% ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีการเติบโตขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้ 523,676 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 จากปีก่อน

 

นอกจากนี้ ด้านการปราบปรามนั้น ผลการปราบปรามเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 33,359 คดี สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 28.1 เงินค่าปรับนำส่งคลังจำนวน 690.75 ล้านบาท โดยเกิดจากการที่กรมสรรพสามิตยกระดับการทำงานเชิงรุกในด้านการปราบปรามทั้งระบบ ทั้งศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสืบค้นในทุกช่องทาง

 

รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอกองค์กร เพื่อจับกุมขบวนการผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้สินค้าหนีภาษีหลุดลอด เพราะอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย จนส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตของพี่น้องประชาชน อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีโดยสุจริต และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตพร้อมขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการทางภาษีดังกล่าว ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตให้ความสำคัญในการดำเนินมาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และดูแลพี่น้องประชาชน

 

รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยการเดินหน้านโยบายที่สนับสนุนสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เพื่อให้การดำเนินงานของกรมฯ สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม การปรับตัวที่รวดเร็วของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยนำกลยุทธ์ EASE Excise มายกระดับการทำงานทั้งระบบ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ตามยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิต ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สร้างมาตรฐานสากล เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืนสืบไป

The post ไทยเล็งเก็บภาษี ‘โซเดียม-ไขมัน’ เผ่าภูมิสั่งกรมสรรพสามิตศึกษา ตั้งเป้าคนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP ไทยไตรมาส 2 เร่งตัวขึ้น 2.3% เหตุการบริโภคประชาชน การอุปโภคภาครัฐ และส่งออกดีขึ้น สภาพัฒน์คาดทั้งปีโต 2.5% https://thestandard.co/gdp-q2-2024-2-3-percent/ Mon, 19 Aug 2024 04:26:11 +0000 https://thestandard.co/?p=972609

สภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัว 2.3% เร่งตัวขึ้ […]

The post GDP ไทยไตรมาส 2 เร่งตัวขึ้น 2.3% เหตุการบริโภคประชาชน การอุปโภคภาครัฐ และส่งออกดีขึ้น สภาพัฒน์คาดทั้งปีโต 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>

สภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัว 2.3% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน เหตุการบริโภค การอุปโภครัฐบาล และส่งออกดีขึ้น คาด GDP ทั้งปีโต 2.5% (ค่ากลาง)

 

วันนี้ (19 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/67 ขยายตัว 2.3% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.6% ในไตรมาส 1/67 เมื่อรวมครึ่งแรกของปี 2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9%

 

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนปรับตัวดีขึ้นมาจากการอุปโภคภาครัฐบาล, การส่งออกสินค้าและบริการปรับตัวดีขึ้น, การอุปโภคภาคเอกชนขยายตัว, การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว, สาขาที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งและการขายปลีก สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ขยายตัวต่อเนื่อง แม้ว่าการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐปรับตัวลดลง, สาขาการก่อสร้างและเกษตรกรรมปรับตัวลดลง

 

เมื่อเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/67 ขยายตัวจากไตรมาส 1/67 0.8% (QoQ_SA)

 

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567

 

สภาพัฒน์ปรับเปลี่ยนคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.3-2.8% (ค่ากลางการประมาณการ 2.5%) จากก่อนหน้านี้ ช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง 2.0-3.0% เนื่องจากปัจจัยสำคัญ ดังนี้ การลงทุนภาคเอกชนทั้งปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% เท่านั้น จากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 3.2% และการลงทุนภาครัฐทั้งปี 2567 คาดว่าดีขึ้น เหลือติดลบ 0.7% เท่านั้น จากติดลบ 1.8% ในประมาณการครั้งก่อน

 

สำหรับปัจจัยสนับสนุนปี 2567 ได้แก่

 

  • การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว
  • การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ
  • การเพิ่มขึ้นของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง
  • การกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ ของภาคการส่งออกตามการฟื้นตัวของการค้าโลก

 

ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงปี 2567

 

  • ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และมาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับระดับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML) ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าสินเชื่อชะลอลง

 

  • ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะลานีญา ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะฝนตกหนักผิดปกติ จนนำไปสู่ปัญหาอุทกภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

 

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก

จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก การชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจจีน และทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของหลายประเทศสำคัญที่ยังคงไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา

 

  • การฟื้นตัวที่ล่าช้าของภาคการผลิตและการปรับโครงสร้างภาคการผลิต

ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยยังคงขยายตัวในระดับต่ำ การลงทุนภาคเอกชนมีแรงในการฟื้นตัวได้ช้า สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มค้าส่งออกสำคัญ

 

แนะแนวทางบริหารจัดการช่วงที่เหลือของปี

 

สภาพัฒน์ยังแนะว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2567 ควรให้ความสำคัญกับ 8 ประการดังนี้

 

  1. การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
  2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน
  3. การปกป้องภาคการผลิตจากการทุ่มตลาดและการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม
  4. การดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs
  5. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
  6. การเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  7. การเร่งรัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (PM2.5) และการเตรียมความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ
  8. การเตรียมมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบและใช้ประโยชน์จากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก

 

อ้างอิง:

The post GDP ไทยไตรมาส 2 เร่งตัวขึ้น 2.3% เหตุการบริโภคประชาชน การอุปโภคภาครัฐ และส่งออกดีขึ้น สภาพัฒน์คาดทั้งปีโต 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวั่น ‘การบริโภค’ 2 ประเทศมหาอำนาจชะลอรุนแรง ฉุดเศรษฐกิจโลกซึมยาว https://thestandard.co/fear-consumption-2-major-countries-slow-down/ Mon, 24 Jul 2023 03:31:47 +0000 https://thestandard.co/?p=821235

The post หวั่น ‘การบริโภค’ 2 ประเทศมหาอำนาจชะลอรุนแรง ฉุดเศรษฐกิจโลกซึมยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post หวั่น ‘การบริโภค’ 2 ประเทศมหาอำนาจชะลอรุนแรง ฉุดเศรษฐกิจโลกซึมยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดการบริโภคน้ำตาลได้? https://thestandard.co/life/high-sugar-consumption-effect/ Thu, 08 Jun 2023 05:24:40 +0000 https://thestandard.co/?p=800669 การบริโภคน้ำตาล

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล เมื่อคุณล […]

The post ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดการบริโภคน้ำตาลได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริโภคน้ำตาล

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล

เมื่อคุณลดการบริโภคน้ำตาล ร่างกายจะตอบสนองในขั้นต้นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความฉับพลันของการเปลี่ยนแปลง โดยน้ำตาลสามารถกระตุ้นการหลั่งสารโดพามีนในสมอง ซึ่งทำให้เรารู้สึกดีและอยากอาหารมากขึ้น อาการที่เกิดขึ้นหลังลดน้ำตาลจึงมีทั้งเกิดความอยากอาหาร เกิดอารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงอาการปวดศีรษะ บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราว

 

ผลกระทบระยะยาวต่อร่างกายเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล

ผลกระทบระยะยาวของการลดน้ำตาลคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีมากมาย แม้ในระยะแรกของการลดน้ำตาลจะมีผลกระทบชั่วคราวเล็กๆ น้อยๆ ตามอาการที่กล่าวไปข้างต้น แต่เมื่อคุณสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ การลดน้ำตาลจะมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายดังนี้

 

  • น้ำหนักลดลง ส่งผลดีต่อคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะในอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมักมีปริมาณแคลอรีสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย การลดน้ำตาลสามารถช่วยลดปริมาณแคลอรี ช่วยควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักได้ดี

 

  • ลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง การบริโภคน้ำตาลมากๆ มักเกี่ยวข้องกับต้นเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) และโรคหัวใจ การลดน้ำตาลสามารถช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ตัวอย่างเช่น การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลให้น้อยลง สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคเบาหวานประเภท 2 ได้ด้วย

 

  • ระบบการย่อยอาหารจะดีขึ้น อาหารที่มีน้ำตาลสูงสามารถเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ของคุณ การลดน้ำตาลสามารถช่วยคืนสมดุลที่ดีต่อสุขภาพได้

 

  • สุขภาพผิวพรรณจะดีขึ้นเมื่อคุณลดน้ำตาลได้ เพราะการมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงพบว่ามีส่วนทำให้เกิดสิวและเป็นต้นตอของผิวแก่ก่อนวัย การลดการบริโภคน้ำตาลสามารถช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นได้อย่างเห็นผลชัดเจน

 

ผลกระทบระยะยาวต่อจิตใจเมื่อลดการบริโภคน้ำตาล

 

  • สมองจะมีฟังก์ชันการรับรู้ที่ดีมากขึ้น เพราะการบริโภคน้ำตาลสูงอาจส่งผลเสียต่อความจำและการทำงานของสมอง แต่ถ้าคุณสามารถลดการบริโภคน้ำตาล ได้จะช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองและส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจ

 

  • อารมณ์ดีขึ้น แม้ว่าน้ำตาลจะช่วยเพิ่มพลังงานอย่างรวดเร็วและทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ผลกระทบเหล่านี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว ซึ่งมักตามมาด้วยปัญหา ‘น้ำตาลพุ่ง’ ซึ่งนำไปสู่พลังงานต่ำและอารมณ์แปรปรวน การลดน้ำตาลสามารถทำให้ความผันผวนของอารมณ์เหล่านี้คงที่ได้

 

  • การนอนหลับที่ดีขึ้น รู้ไหมว่าการบริโภคน้ำตาลมื้อดึกหรือใกล้เวลานอนมันจะรบกวนคุณภาพการนอนหลับของคุณให้ย่ำแย่ลง ดังนั้นการลดน้ำตาลนอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกาย ยังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นำไปสู่การทำงานด้านการรับรู้และอารมณ์ที่ดีขึ้นด้วย

 

TIP: แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรตัดน้ำตาลออกทั้งหมด เพราะร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 10% ของแคลอรีต่อวัน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้คนเราสามารถบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัมต่อวันเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post ร่างกายจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดการบริโภคน้ำตาลได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TIP: การลด หรือเลี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์ มีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้ https://thestandard.co/life/life-tip-13052023/ Sat, 13 May 2023 02:57:14 +0000 https://thestandard.co/?p=789403 ลด เนื้อสัตว์ ลด โลกร้อน

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายท […]

The post LIFE TIP: การลด หรือเลี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์ มีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลด เนื้อสัตว์ ลด โลกร้อน

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศทั้งทางบกและทางทะเล เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต เป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas หรือ GHG) ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหมือนกระจกสะท้อนไม่ให้ความร้อนและรังสีจากดวงอาทิตย์ออกจากพื้นผิวโลก ภาวะนี้เกิดขึ้นทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อโลกมากมาย เช่น การละลายของธารน้ำแข็ง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและน้ำท่วม สภาพอากาศที่แปรปรวน การให้ความสำคัญกับ Sustainability จึงสำคัญมาก  

 

องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้ความหมายของ Sustainability ไว้ว่า การตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบัน โดยไม่ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นถัดไป ดังนั้นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable health behaviours) ไปพร้อมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน (Sustainability literacy) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงแค่คนในรุ่นปัจจุบัน แต่รวมถึงของคนรุ่นถัดไปอีกด้วย อีกหนึ่งวิธีรักษ์โลกที่ทุกคนสามารถปรับได้ในชีวิตประจำวันมีดังนี้ 

 

  • ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ มีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้ เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่เกิดจากระบบการผลิตอาหาร ซึ่งประมาณ 30-50% มาจากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ รายงานจาก McKinsey Sustainability เดือนกันยายน ปี 2021 กล่าวว่า สัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างวัวและแกะ ปล่อยก๊าซมีเทนในระหว่างการย่อยอาหาร พร้อมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 70 ของการปล่อยมลพิษทางการเกษตร หากเปรียบเทียบสัตว์เหล่านี้เป็นประเทศ สัตว์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าทุกประเทศในโลกเป็นรองแค่ประเทศจีน
  • รายงาน The EAT-Lancet Commission on Food, Planet, Health ที่ให้ความสำคัญต่อประโยชน์ทางด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป สรุปรายงานว่า แนวทางการรับประทานอาหารแบบ ‘ยืดหยุ่น’ (Flexitarian) โดยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยพืชเกือบทุกวัน สลับกับการรับประทานเนื้อหรือปลาเล็กน้อยเป็นบางครั้ง เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน Win-Win ทั้งเราและโลก
  • หากทุกคนรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบ (Plant-based Diet) มากขึ้น และหยุดการปล่อยมลพิษจากภาคส่วนอื่นๆ มีโอกาสสูงถึง 50% ที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้ 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ และหากปรับปรุงระบบการผลิตอาหารออกไปในส่วนต่างๆ เช่น การลดขยะอาหาร (Food Waste) โอกาสที่จะทำข้อตกลงได้สำเร็จจะเพิ่มขึ้นเป็น 67%

The post LIFE TIP: การลด หรือเลี่ยงบริโภคเนื้อสัตว์ มีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานของโลก! สถิติชี้แรงงานอินเดียส่งเงินกลับประเทศมากสุดเมื่อปี 2022 ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ฟากเศรษฐกิจยังแกร่งแม้ส่งออกหดตัว https://thestandard.co/indian-workers-remittances-2022/ Fri, 21 Apr 2023 07:37:27 +0000 https://thestandard.co/?p=779467 เศรษฐกิจ อินเดีย

จากข้อมูลของธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อปี 2022 มีการ […]

The post พนักงานของโลก! สถิติชี้แรงงานอินเดียส่งเงินกลับประเทศมากสุดเมื่อปี 2022 ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ฟากเศรษฐกิจยังแกร่งแม้ส่งออกหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ อินเดีย

จากข้อมูลของธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อปี 2022 มีการส่งเงินระหว่างประเทศทั่วโลกรวมกันมากถึง 6.3 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 21.5 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่ากับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในแต่ละประเทศเหล่านั้น

 

อินเดียถือเป็นชาติที่รับเงินจากการโอนกลับจากต่างประเทศมากที่สุด โดยข้อมูลจาก UN ระบุว่า มีชาวอินเดีย 18 ล้านคนที่อาศัยอยู่นอกประเทศ ถือเป็นประเทศที่มีประชาชนอาศัยอยู่นอกประเทศมากที่สุด 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

เมื่อปี 2022 อินเดียส่งเงินกลับบ้านทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน 

 

ทางด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอินเดียยังคงมีความทนทานได้ในระดับสูง แม้เผชิญกับการหดตัวของการส่งออกและการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของจำนวนประชากรจนแซงหน้าประเทศจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก 

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Nirmala Sitharaman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินเดีย กล่าวว่า รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แม้เธอจะแสดงความกังวลต่อการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของ OPEC+ และผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ขณะที่การอ่อนตัวของอุปสงค์ต่อภาคการผลิตสินค้าและบริการอาจฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินเดียได้

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากปัจจัยที่สำคัญในด้านต่างๆ ของเศรษฐกิจอินเดียโดยภาพรวม จะเห็นว่าหลายส่วนยังคงมีความแข็งแกร่ง 

 

การผลิต

 

การสำรวจความเห็นของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสะท้อนว่า กิจกรรมการผลิตฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทานทุเลาลงจากการที่ผู้ผลิตสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ง่ายขึ้น ขณะที่กิจกรรมในภาคบริการทรงตัวสำหรับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 12 ปี เมื่อเดือนก่อนหน้า 

 

การส่งออก

 

การส่งออกหดตัว 13.9% ในเดือนมีนาคม ลดลง 4 เดือนติดต่อกัน ขณะที่การนำเข้าลดลง 7.9% จากปีก่อน 

 

“แรงต้านจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจเริ่มส่งผลกระทบหนักขึ้นต่อการส่งออก” Rahul Bajoria นักเศรษฐศาสตร์ของ Barclays Plc. กล่าว ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโตได้ 57% ในเดือนมีนาคม หลังจากที่โรงงานประกอบสมาร์ทโฟนเริ่มดำเนินงาน ปัจจุบัน Apple ผลิต iPhone ในอินเดียคิดเป็นสัดส่วน 7% ของเครื่องทั้งหมด 

 

การบริโภค

 

สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินแกว่งตัวกลับมาเป็นบวกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อทรงตัวในระดับ 15-15.52% จากข้อมูลของธนาคารกลางอินเดีย 

 

การเก็บภาษีจากสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน สู่ระดับ 1.6 ล้านล้านรูปี หรือราว 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการจดทะเบียนรถใหม่ลดลงเหลือโต 14% จากเดือนกุมภาพันธ์ที่โต 16% แต่ยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลยังคงเติบโต 14.42% 

 

Sentiment ตลาด

 

ความต้องการใช้ไฟฟ้าซึ่งถูกใช้วัดอุปสงค์ต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรมทรงตัว ในช่วงพีคของเดือนมีนาคม ความต้องการใช้ลดลงจาก 181 กิกะวัตต์ สู่ระดับ 170 กิกะวัตต์ ส่วนตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 7.45% สู่ระดับ 7.80% 

 

อ้างอิง:

The post พนักงานของโลก! สถิติชี้แรงงานอินเดียส่งเงินกลับประเทศมากสุดเมื่อปี 2022 ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ฟากเศรษฐกิจยังแกร่งแม้ส่งออกหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดทำพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยน การซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่การป่วยจะเกิดขึ้น https://thestandard.co/covid-changed-behavior-thai-people/ Tue, 18 Apr 2023 07:58:01 +0000 https://thestandard.co/?p=778177 พฤติกรรม การซื้อสิ้นค้า

เป็นที่รู้กันว่าการระบาดของโควิดทำให้พฤติกรรมของผู้บริโ […]

The post โควิดทำพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยน การซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่การป่วยจะเกิดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
พฤติกรรม การซื้อสิ้นค้า

เป็นที่รู้กันว่าการระบาดของโควิดทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยเปลี่ยนไปในทุกแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ในปัจจุบันไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่โรคจะเกิดขึ้น

 

“การซื้อสินค้าสุขภาพในวันนี้คือการป้องกัน ไม่ใช่ป่วยแล้วถึงมาซื้อกิน แต่ต้องบำรุงให้แข็งแรงด้วย” อรพรรณ พงศ์พานิช Head of Customer Experience บู๊ทส์ รีเทล ประเทศไทย กล่าว “ตอนนี้สินค้าในกลุ่มสุขภาพหากเป็นความงามและดูแลตัวเองไปด้วยจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สิ่งที่น่าสนใจคือ อรพรรณมองว่า เทรนด์การดูแลรักษาภาพลักษณ์มาแน่ๆ นอกจากการซื้อวิตามินที่ต้องบำรุงสุขภาพแล้ว เทรนด์สกินแคร์ใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจเรื่องฟื้นฟูและบำรุงไปพร้อมนัก นอกจากนี้คนไทยยังหันมาโฟกัสส่วนผสม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

 

สิ่งที่อรพรรณมองเห็นสอดคล้องไปกับผลสำรวจที่พบว่า นักช้อปไทยชอบการซื้อสินค้าที่จัดโปรโมชัน และยังตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ พบว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีเป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับนักช้อปไทย โดย 75% ของนักช้อปจะยอมจ่ายเงินมากขึ้น ถ้าแบรนด์หรือร้านค้านั้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขาได้ 

 

ซึ่งผลสำรวจเทรนด์ความงามระดับโลกปี 2566 เผยว่าความงามและสุขภาพที่ดีในทุกช่วงอายุเป็นการช่วยยกระดับฟื้นฟูจิตใจให้ดีขึ้นหลังจากวิกฤตโควิด และยังพบว่าคนไทยมากกว่า 65% มีความใส่ใจกับการดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ 

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้บู๊ทส์นำมาปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำร้านค้าแบบใหม่ แบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ เน้นสินค้าสุขภาพ เน้นสินค้าความงาม และผสมผสานระหว่างสินค้าสุขภาพและความงาม นอกจากนี้ยังคัดสรรสินค้าจากอินไซต์ลูกค้าให้มีสินค้าสุขภาพและความงามตรงใจลูกค้าแต่ละพื้นที่

 

มีการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าคุณภาพภายใต้แบรนด์บู๊ทส์ในราคาจับต้องได้ และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟนำเข้าจากอังกฤษ โดยมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เกือบทุกเดือน 

 

รวมถึงการนำอินไซต์ของนักช้อปไทยมาทำเป็นโปรโมชัน ‘บู๊ทส์ มิกซ์แอนด์แมทช์’ (Boots Mix & Match) เลือกคละสินค้าสุขภาพและความงามที่ใช่แบบ 1 แถม 1 คละได้ โดยมีสินค้าเข้ารวม 1,200 รายการ

 

แคมเปญดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2564 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จึงจัดเป็นโปรโมชันต่อเนื่องไตรมาสละ 1 ครั้ง โดยโปรฯ นี้ช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านบู๊ทส์ให้เติบโตทุกช่องทางถึง 2 เท่า 

 

การจัดโปรฯ บ่อยครั้งทำให้เกิดความท้าทายว่า ผู้บริโภคจะรอซื้อสินค้าเฉพาะโปรโมชันหรือไม่? แต่เรื่องนี้อรพรรณย้ำว่า สร้างผลกระทบไม่มากนัก เพราะบู๊ทส์จะเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกโปรโมชัน

 

“ลูกค้าตามหาสินค้าโปรโมชันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องมีแคมเปญเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ส่วนหนึ่งจะเป็นการตอกย้ำว่า เรามีความคุ้มค่าและให้ประสบการณ์ที่แตกต่างซึ่งจะเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่ง”

 

ทั้งนี้ปี 2565 ตลาดรีเทลมีมูลค่ากว่า 121,896 ล้านบาท เติบโต 10% โดยสินค้ากลุ่มสุขภาพและสกินแคร์ ยอดขายโตแรงสะท้อนศักยภาพในการเติบโตของตลาดรีเทลสุขภาพและความงามในไทยว่ามีทิศทางที่ดีในปี 2566 โดย EIC มีการคาดการณ์ว่าตลาดรีเทลจะมีการเติบโต 9% และ 13% ในหมวดธุรกิจค้าปลีกสุขภาพ 

The post โควิดทำพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยน การซื้อวิตามิน-สินค้าบำรุง ไม่ใช่เพื่อ ‘รักษา’ แต่ต้อง ‘ป้องกัน’ ก่อนที่การป่วยจะเกิดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อเป็นเหตุ! นักการตลาดต้องปรับตัว เมื่อคนไทยลดค่าใช้จ่าย ลดความถี่ในการจับจ่าย และลดประเภทสินค้าที่ซื้อในตลาด FMCG https://thestandard.co/inflation-marketers-must-adapt/ Tue, 18 Apr 2023 05:27:21 +0000 https://thestandard.co/?p=778069 การบริโภค ไทย

ในขณะที่ไทยกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ หากควา […]

The post เงินเฟ้อเป็นเหตุ! นักการตลาดต้องปรับตัว เมื่อคนไทยลดค่าใช้จ่าย ลดความถี่ในการจับจ่าย และลดประเภทสินค้าที่ซื้อในตลาด FMCG appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริโภค ไทย

ในขณะที่ไทยกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ หากความท้าทายคืออัตราเงินเฟ้อก็พุ่งสูงสุดในรอบ 14 ปี ทำให้ผู้บริโภคไม่เพียงปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่เท่านั้น แต่พวกเขายังเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายและการบริโภคสื่ออีกด้วย

 

Kantar เปิดรายงานวิจัย Kantar: 2023 Thailand FMCG Outlook ฉายภาพผู้บริโภคในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และการบริโภคสื่อและการใช้งานแอปพลิเคชันอย่างไรบ้าง ซึ่งช่วยให้นักการตลาดเห็นภาพตลาดปัจจุบันที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและทิศทางสำคัญที่ต้องมุ่งเน้นไปในปี 2566 และหลังจากนี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

รายงานเผยว่า เงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาระดับประเทศ แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไปสู่ภาวะซบเซาหรือถดถอยได้ แม้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะเป็นภาคธุรกิจที่ประกอบด้วยหมวดหมู่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้บริโภค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบของเงินเฟ้อได้ส่งผลกระทบต่อตลาดนี้เป็นอย่างมาก โดยราคาข้าวเพิ่มขึ้น 0.5% และ 31% สำหรับน้ำมันปรุงอาหาร

 

มีสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยน้ำมันปรุงอาหาร ซอสถั่วเหลือง ผงซักฟอก น้ำยาบ้วนปาก ปลากระป๋อง และนมผงดัดแปลงสำหรับทารกได้รับผลกระทบมากที่สุด แบรนด์และผู้ผลิตในหมวดหมู่เหล่านี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านราคาและนำเสนอความคุ้มค่า เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริโภคยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของตนได้

 

ขณะที่ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป โดยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายมากขึ้น มีเพียง 5% เท่านั้นที่รู้สึกว่าสถานการณ์ทางการเงินแย่ลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ด้านการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคนอกบ้าน (Out-of-home FMCG) แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังการแพร่ระบาด สินค้าอุปโภคบริโภคแบบซื้อกลับบ้าน (Take-home FMCG) ถึงจุดสูงสุดในช่วงโควิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายด้านอาหารสดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

 

แต่ขณะนี้กำลังซื้อของตลาดเริ่มลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท จากภาวะเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลงในหมวดอาหารสด เช่น ไข่ เนื้อหมู ผัก และผลไม้ อาหารสดที่มีราคาแพงส่งผลให้ยอดขายและฐานผู้ซื้อลดลง มีเพียงเบเกอรีและปลาเท่านั้นที่สามารถเพิ่มผู้ซื้อได้มากขึ้นในยุคเงินเฟ้อนี้

 

การขยายตัวของเมืองยังคงเป็นแนวโน้มในประเทศไทยซึ่งนำไปสู่สัดส่วนที่สูงขึ้นของครัวเรือนขนาดเล็ก และเนื่องจากการสนับสนุนจากรัฐบาลน้อยลงและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ครัวเรือนทุกขนาดและทุกช่วงชีวิตได้ลดค่าใช้จ่าย ลดความถี่ในการจับจ่าย และลดประเภทสินค้าที่ซื้อ อย่างไรก็ตามครัวเรือนที่ประกอบด้วยคนโสดและคนมีคู่ยังคงเติบโตในแง่ของมูลค่ายอดขาย 

 

แม้ว่าผู้คนจะเลือกสรรมากขึ้นเมื่อจับจ่ายและตัดการซื้อลง แต่สินค้าบางประเภทก็ยังคงเติบโตได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ สิ่งเหล่านี้มีปัจจัยบางอย่างที่เหมือนกันคือ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ส่งเสริมสุขภาพของผู้คน และมีความสำคัญต่อความต้องการของผู้บริโภคแม้ได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูง

 

การใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภคบริโภคบนช่องทางออนไลน์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ว่าข้อจำกัดจากโควิดจะสิ้นสุดลง ผู้คนเปลี่ยนการใช้จ่ายกลับไปช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งช่วยให้ช่องทางนี้ได้รับส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมา 

 

ร้านค้าออฟไลน์ต้องแข่งขันไม่เพียงแต่กับร้านค้าจริงอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มออนไลน์อีกด้วย เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเริ่มซื้อของออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2565 โดยเห็นผู้คนซื้อสินค้าน้อยลงแต่จับจ่ายบ่อยขึ้น

 

แม้ว่าสินค้าดูแลส่วนบุคคลยังครองตลาดใน E-Commerce อย่างไรก็ตามแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันเหมาะสมกับกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ จึงควรให้ความสำคัญกับสถานที่ที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของตนอยู่

 

ขณะเดียวกันการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการเดินทาง นักการตลาดต้องรู้ด้วยว่าจะสามารถเชื่อมโยงพวกเขาได้จากที่ไหน สื่อดั้งเดิมกำลังได้รับความนิยมน้อยลง ในขณะที่ TikTok กำลังสร้างกำไรอย่างมากในการเจาะตลาด (Penetration) แต่ผู้คนใช้เวลาโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 30 นาทีในการใช้แอปในแต่ละวัน แล้วแบรนด์ต่างๆ จะจับกระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

 

คนแต่ละเจเนอเรชันมีความต้องการและความชอบที่แตกต่างกัน ดังนั้นพวกเขาจึงบริโภคสื่อที่แตกต่างกันและในรูปแบบที่แตกต่างกัน การวางแผนสื่อผสมที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มความตั้งใจในการซื้อ (Purchase Intention) และท้ายที่สุดคือการสร้างยอดขาย 

The post เงินเฟ้อเป็นเหตุ! นักการตลาดต้องปรับตัว เมื่อคนไทยลดค่าใช้จ่าย ลดความถี่ในการจับจ่าย และลดประเภทสินค้าที่ซื้อในตลาด FMCG appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกนเศรษฐกิจไทยมีโมเมนตัม ‘เดินหน้าต่อ’ หลังเลือกตั้ง https://thestandard.co/scanning-thai-economy-has-momentum/ Mon, 17 Apr 2023 08:36:57 +0000 https://thestandard.co/?p=777748 เศรษฐกิจไทย

นับถอยหลังก้าวสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 27 และคาดว่ […]

The post สแกนเศรษฐกิจไทยมีโมเมนตัม ‘เดินหน้าต่อ’ หลังเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

นับถอยหลังก้าวสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 27 และคาดว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งได้ราวเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่บ้าง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายภาครัฐในส่วนงบลงทุนที่เป็นโครงการใหญ่ แต่ในภาพรวมมองเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปต่อได้ไม่สะดุดท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว อีกทั้งคาดว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

เม็ดเงินเลือกตั้งราว 6 พันล้านบาทกระจายเข้าสู่ระบบ หนุนเศรษฐกิจในไตรมาส 2 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกหนุนให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ด้วยงบประมาณสำหรับการจัดเลือกตั้งในปีนี้มีวงเงินอยู่ที่ 5.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากการเลือกตั้งครั้งก่อนปี 2562 โดยข้อมูลย้อนหลังในปี 2540-2562 ที่มีการเลือกตั้งทั่วไป (ไม่นับปีที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งและปีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่) พบว่าภาพรวมการบริโภคขยายตัวดี โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนโตเฉลี่ย 5-6% ในไตรมาสที่มีการเลือกตั้งและในปีที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 

 

ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีโมเมนตัมเติบโตดีต่อเนื่อง ปัจจัยหลักๆ มาจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวมากขึ้น จากการที่ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศเป้าหมายอันดับต้นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนหลังทางการจีนปลดล็อกให้เดินทางระหว่างประเทศได้ในรอบ 3 ปี ทำให้กระแสการท่องเที่ยวของชาวจีนจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากช่วงก่อนสถานการณ์โควิด ชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกมากที่สุดกว่า 150 ล้านคน และในปี 2566 มีแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจะปักหมุดที่ไทยแตะ 5-6 ล้านคน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมปีนี้จะอยู่ที่ 29.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 หรือคิดเป็น 74% ก่อนช่วงสถานการณ์โควิด นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนถือเป็นอีกปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวปรับดีขึ้นค่อนข้างเร็ว สอดคล้องกับการฟื้นตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยวและระดับการจ้างงานในตลาดแรงงานไทยที่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนวิกฤตโควิดแล้ว และการบริโภคสินค้าคงทนที่เร่งตัวจากกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ตลอดจนการเข้ามาทำตลาดรถ EV ของผู้ผลิต ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ โดยประเมินว่าการบริโภคภาคเอกชนในปี 2566 จะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.9% 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะได้อานิสงส์การเปิดประเทศของจีนซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าหลัก รวมทั้งเป็นนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคกลุ่มหลักของโลก แต่ตัวเลขการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 จะอยู่ในทิศทางที่ไม่สดใสนัก ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่เป็นตลาดสินค้าเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่แนวโน้มราคาลดลง เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เม็ดพลาสติก แต่คาดว่าสถานการณ์ส่งออกจะปรับดีขึ้นฟื้นตัวเป็นบวกในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ภาพรวมยอดส่งออกสินค้าในปี 2566 หดตัวเล็กน้อยที่ 0.5% เทียบกับที่ขยายตัว 5.5% ในปี 2565 เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว และความมั่งคั่งของผู้บริโภค (Wealth Effect) มีแนวโน้มลดลงจากความผันผวนในตลาดการเงินที่มีอยู่สูงจากกรณีปัญหาของธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้อุปสงค์การนำเข้าสินค้าปรับลดลงตาม

 

สำหรับเครื่องยนต์ด้านการลงทุนยังไม่โดดเด่นมากในปีนี้ เริ่มจากการลงทุนภาครัฐที่รอรัฐบาลใหม่มาสานต่อ โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ที่มูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท อาทิ รถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เฟส 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ระบบขนส่งมวลชนภูมิภาค 4 จังหวัด สำหรับการลงทุนภาคเอกชน ตั้งแต่ต้นปี 2566 เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณดีต่อเนื่องตามความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ปรับดีขึ้น ตลอดจนการลงทุนมีแนวโน้มเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละราว 4-5 แสนล้านบาท เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการอนุมัติเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) ในช่วงปี 2563-2565 และหากย้อนดูข้อมูลสำหรับในปีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป พบว่าภาคเอกชนชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากได้รัฐบาลใหม่แล้วบรรยากาศการลงทุนเอกชนก็จะค่อนข้างปรับสู่โหมดปกติ สำหรับในปีนี้ คาดว่าจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และชัดเจนมากขึ้นในปี 2567 สอดคล้องกับการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และสถานีชาร์จ ที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รวมแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ทยอยมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น จากแนวโน้มนักลงทุนในต่างประเทศจะทยอยย้ายฐานผลิตจากจีนสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะส่วนที่ผลิตในจีนเพื่อส่งออก เนื่องจากหากผลิตที่อาเซียนและส่งออกไปสหรัฐฯ ก็จะไม่ถูกกีดกันทางการค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ตั้งในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)

 

จากแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดีต่อเนื่องและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้เร็ว รวมทั้งบรรยากาศการลงทุนที่ปรับดีขึ้น แม้การส่งออกจะไม่สดใสนัก แต่โดยรวมแล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ยังเติบโตได้ต่อเนื่องที่ 3.4% อย่างไรก็ดี มองในระยะยาวความท้าทายของเศรษฐกิจไทยจะยังคงมีอยู่ ตราบใดที่เรายังพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ การลงทุนภาครัฐยังไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ การสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี การส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือสินค้าใหม่ที่จะเป็นฐานรายได้ให้กับประเทศในอนาคต เป็นโจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เศรษฐกิจไทยอยู่รอดจากความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และอยู่บนเส้นทางเติบโตได้ต่อเนื่อง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post สแกนเศรษฐกิจไทยมีโมเมนตัม ‘เดินหน้าต่อ’ หลังเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
UN เตือน วิกฤตน้ำโลกจากการบริโภคเกินจำเป็นและภาวะโลกรวน อาจรุนแรงจน ‘ควบคุมไม่ได้’ https://thestandard.co/un-warns-of-global-water-crisis/ Thu, 23 Mar 2023 03:52:12 +0000 https://thestandard.co/?p=767133

องค์การสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานการพัฒนาน้ำโลก เตื […]

The post UN เตือน วิกฤตน้ำโลกจากการบริโภคเกินจำเป็นและภาวะโลกรวน อาจรุนแรงจน ‘ควบคุมไม่ได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานการพัฒนาน้ำโลก เตือนโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ อันเนื่องจากความต้องการบริโภคน้ำที่เพิ่มมากขึ้นและผลกระทบที่ขยายตัวจากภาวะโลกรวน ซึ่งก่อให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำทั่วโลก

 

การเผยแพร่รายงานของ UN มีขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดด้านน้ำ ปี 2023 (UN 2023 Water Conference) ที่จัดขึ้นในนครนิวยอร์กเมื่อวานนี้ (22 มีนาคม)

 

โดยรายงานระบุว่า อัตราการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ต่อปี ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของจำนวนประชากรและรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป 

 

นอกจากนี้คาดว่าภายในปี 2050 จำนวนประชาชนในเขตเมืองที่ขาดแคลนน้ำจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 930 ล้านคนในปี 2016 เป็นกว่า 2.4 พันล้านคน หรือเกือบ 2 เท่า โดยความต้องการน้ำในเขตเมืองก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 80% ภายในปี 2050 เช่นกัน

 

ทั้งนี้ ริชาร์ด คอนเนอร์ ผู้เขียนหลักของรายงาน กล่าวในการแถลงข่าว โดยเน้นย้ำว่า “หากไม่มีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จะเกิดวิกฤตการณ์ทั่วโลกขึ้นอย่างแน่นอน”

 

จากข้อมูลในรายงานชี้ว่าการเข้าถึงน้ำนั้นเป็นปัญหาใหญ่ ณ ปัจจุบัน โดยพบว่าประชากรกว่า 2 พันล้านคนไม่มีน้ำดื่มสะอาดสำหรับบริโภค และ 3.6 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงน้ำที่มีการจัดการสุขอนามัยอย่างปลอดภัย

 

ขณะที่ราว 10% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตความเครียดน้ำ (Water Stress) หรือภาวะขาดแคลนน้ำจืดในระดับที่สูงอยู่แล้ว

 

โดยรายงานระบุว่า ภาวะขาดแคลนน้ำตามฤดูกาลจะเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เช่น แอฟริกากลาง เอเชียตะวันออก และบางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันภาวะขาดแคลนจะยิ่งเลวร้ายลงในแถบตะวันออกกลางและภูมิภาคซาเฮล (Sahel) ซึ่งเป็นเขตรอยต่อทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา ซึ่งขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว

 

คอนเนอร์ยังชี้ว่าการเติบโตของเมืองและอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรกำลังเพิ่มปัญหาการขาดแคลนน้ำที่มีอยู่ โดยภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวพบว่าใช้น้ำมากถึง 70% ของทั้งโลก

 

ขณะที่ภัยแล้งที่รุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นจากภาวะโลกรวน ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศ ซึ่งอาจมีผลกระทบที่ ‘ร้ายแรง’ ทั้งต่อพันธุ์พืชและสัตว์

 

อย่างไรก็ตาม คอนเนอร์ระบุว่าทางออกของวิกฤตน้ำโลกนี้ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่ดียิ่งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรน้ำ โดยการควบคุมน้ำท่วมและมลพิษ การแบ่งปันข้อมูล และความพยายามเพื่อลดระดับมลพิษจากโลกที่ร้อนขึ้น ควรเปิดประตูไปสู่ความร่วมมือเพิ่มเติม และเพิ่มการเข้าถึงกองทุนน้ำให้มากขึ้น

 

ภาพ: Christopher Furlong / Getty Images

อ้างอิง:

The post UN เตือน วิกฤตน้ำโลกจากการบริโภคเกินจำเป็นและภาวะโลกรวน อาจรุนแรงจน ‘ควบคุมไม่ได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงจีนยุคใหม่: จากช้างเท้าหลังสู่กลุ่มผู้บริโภคทรงอิทธิพลที่สุดของโลก https://thestandard.co/modern-chinese-women/ Sat, 18 Mar 2023 00:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=764656

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตสังคมจีนเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ และมี […]

The post ผู้หญิงจีนยุคใหม่: จากช้างเท้าหลังสู่กลุ่มผู้บริโภคทรงอิทธิพลที่สุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตสังคมจีนเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ และมีโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ค่อนข้างจำกัดสิทธิของผู้หญิง แต่ในปัจจุบันทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป เมื่อผู้หญิงจีนกำลังเลือกใช้ชีวิตโสด และมุ่งมั่นในหน้าที่การงาน จนกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดโลก 

 

ผู้หญิงจีนเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพล เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และถ้ามองให้กว้างขึ้น ผู้หญิงในเอเชียมีความมั่งคั่งมากกว่าผู้หญิงในภูมิภาคอื่นๆ ยกเว้นอเมริกาเหนือ โดยจีนเพียงแห่งเดียวก็มีเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตัวเองคิดเป็น 2 ใน 3 ของทั้งโลก นำหน้าสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


จากข้อมูลของ Accenture บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ประเทศจีนมีผู้บริโภคหญิงเกือบ 400 ล้านคนที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายมากถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ราวๆ 48 ล้านล้านบาท) ต่อปี

 

แม้จะยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น การเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ความไม่เท่าเทียมของรายได้ ความคาดหวังทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม พวกเธอกำลังพิสูจน์ว่าไม่ต้องการผู้ชายหรือครอบครัวเพื่อเติมเต็มความสุข แต่กำลังหาเงินเพื่อหาความสุขให้ตัวเอง 

 

ในปี 2022 อัตราการแต่งงานและการเกิดของจีนอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราการเกิดลดลงเหลือ 6.77 ต่อ 1,000 คน จาก 7.52 ในปีก่อนหน้า ทำให้ประชากรจีนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี แม้ทางการจีนจะออกนโยบายจูงใจต่างๆ เช่น ให้คู่บ่าวสาวลาหยุดงานโดยได้รับค่าจ้าง 30 วัน หรือเสนอเงินช่วยเหลือสำหรับการคลอดบุตร ก็ไม่เป็นผล เพราะนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรแล้ว การมีครอบครัวมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในสายอาชีพรวมถึงการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมการทำงานของจีน

 

ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดคือผู้หญิงจีนมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากขึ้น จากการศึกษาของ JD.com ในปี 2021 สัดส่วนการบริโภคของผู้หญิงเพื่อความต้องการของตนเองมากกว่าเพื่อครอบครัวอยู่ที่ 54% โดยใช้ไปกับสินค้าฟุ่มเฟือย การศึกษาและฝึกอบรม การท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพเป็นหลัก เทรนด์นี้เห็นได้ชัดในกลุ่มเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางการเงิน 

 

ตามรายงานของ De Beers ในปีที่ผ่านมาผู้หญิงจีนซื้อเพชรเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปี 2018 นอกจากนี้ยังเป็นผู้ซื้อเครื่องประดับทองรายสำคัญของโลก ซึ่งคาดว่าความต้องการจะเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากจีนผ่อนปรนนโยบายเกี่ยวกับโควิด

 

การสำรวจในกลุ่ม High-Net-Worth Individuals หรือ HNWI (ผู้ที่มีทรัพย์สินเป็นเงินสดในธนาคารหรือเงินลงทุน มูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์) จำนวน 750 คน ทั้งชายและหญิง ของสถาบันวิจัย Hurun พบว่า คนในกลุ่มนี้ตั้งใจที่จะใช้จ่ายกับเครื่องประดับ นาฬิกา และแฟชั่นมากขึ้น โดยแบรนด์แฟชั่นขวัญใจเศรษฐินีจีน ได้แก่ Hermès, Louis Vuitton และ CHANEL ส่วนเครื่องประดับได้แก่ Bulgari, Cartier และ Van Cleef & Arpels ในขณะที่ Rolex, Patek Philippe และ Bulgari เป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุด 

 

โดย GAM Investments เปิดเผยว่า กระเป๋า Hermès Birkin สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 14.2% ตั้งแต่ปี 1980-2015 ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8.7% ของ S&P 500 ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคชาวจีนที่เข้าใจการลงทุนก็หันไปหาเครื่องประดับทองและแบรนด์นาฬิกาหรู เช่น Rolex และ Patek Philippe ในช่วงที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัว สินค้าหรูหราระดับพรีเมียมและคลาสสิกจะยังคงดึงดูดความสนใจของคนกลุ่มนี้ในจีนต่อไปในอนาคตอันใกล้

 

นอกจากนี้ ผู้หญิงจีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองทั้งด้านร่างกายหรือจิตใจ ในปี 2022 ผู้หญิงบน JD.com ใช้เวลามากกว่าผู้ชาย 1.43 เท่า ไปกับฟิตเนสและอุปกรณ์กลางแจ้ง สอดคล้องกับข้อมูลของ LeFit เครือข่ายฟิตเนสของจีน พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง คิดเป็น 54% และความถี่ในการออกกำลังกายก็สูงกว่าผู้ชายด้วย ขณะที่การใช้จ่ายไปกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบปีต่อปี

 

เมื่อเลือกที่จะไม่มีครอบครัว ผู้หญิงจีนก็หันมาดูแลสัตว์เลี้ยงแทนลูก จากรายงานของ Bain พบว่า 45% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงรายใหม่ในจีนเกิดในช่วงปี 1990 และ 60% เป็นผู้หญิงโดยทุ่มเทกำลังทรัพย์เพื่อดูแลเพื่อนสี่ขา ทำให้ค่าอาหารเฉลี่ยต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวเพิ่มขึ้น 15% ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้รายงานจาก Alibaba ยังระบุว่า ในช่วงเทศกาลวันคนโสดปี 2022 ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมแซงหน้าหมวดหมู่อาหารสัตว์ประเภทอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงจีนต้องการแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนขนฟูของตน

 

 

อ้างอิง: 

The post ผู้หญิงจีนยุคใหม่: จากช้างเท้าหลังสู่กลุ่มผู้บริโภคทรงอิทธิพลที่สุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>