การท่องเที่ยว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การท่องเที่ยว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 31 Oct 2026 03:46:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รัฐบาลเปิด 3 โครงการเที่ยวส่งท้ายปี ลดตั๋วบิน-หนุนรถทัวร์-เอาใจคนโสด หวังสร้างรายได้ 629 ล้านบาท https://thestandard.co/thailand-tourism-stimulus-campaigns-yearend/ Sat, 31 Oct 2026 03:46:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1273694 ภาพประกอบแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงท้ายปีของรัฐบาลและ ททท.

วันนี้ (31 ตุลาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจ […]

The post รัฐบาลเปิด 3 โครงการเที่ยวส่งท้ายปี ลดตั๋วบิน-หนุนรถทัวร์-เอาใจคนโสด หวังสร้างรายได้ 629 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงท้ายปีของรัฐบาลและ ททท.

วันนี้ (31 ตุลาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาผนึกกำลังพันธมิตรภาคธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน เปิดตัว โครงการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ภายใต้ยุทธศาสตร์ The Year of Transformation ประกอบด้วย 3 โครงการ ดังนี้

 

  1. โครงการ ‘บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป’ ร่วมกับ 7 สายการบิน มอบส่วนลดบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศทุกเส้นทาง 500 บาทต่อเที่ยว ผ่านรหัสโปรโมชัน ‘FLYTODOM’
  2. โครงการ ‘Amazing Thailand เที่ยวทั่วไทยไปกับทัวร์’ ร่วมกับพันธมิตร 9 หน่วยงาน สนับสนุนค่าใช้จ่ายรถโดยสารไม่ประจำทาง ทั้งรถบัสและรถตู้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวแบบหมู่คณะครอบคลุม 5 ภูมิภาค

 

และ 3. โครงการ ‘เส้นทางคนโสด SINGLE JOURNEY 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘โสดแล้วไง ไปด้วยกัน’ จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์ 8 กิจกรรม และนำเสนอ 10 เส้นทางท่องเที่ยว ครอบคลุม 5 ภูมิภาค มุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ มิตรภาพ และตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย

 

พลอยทะเลกล่าวว่า การดำเนินงานทั้ง 3 โครงการ คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 629 ล้านบาท พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและกระจายรายได้ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และมีแผนกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ผ่านเทศกาลและอีเวนต์ในช่วงปลายปี ภายใต้แนวคิด Festival Economy ซึ่งใช้เทศกาลและอีเวนต์เป็นแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่เมืองและชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงเทศกาลระดับนานาชาติภายใต้ Thailand Festival Season 2026 ได้แก่ VIJIT CHAO PHRAYA 2026, Pattaya International Fireworks Festival 2026, Wonderfruit 2026 และ Tomorrowland Thailand 2026 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น

The post รัฐบาลเปิด 3 โครงการเที่ยวส่งท้ายปี ลดตั๋วบิน-หนุนรถทัวร์-เอาใจคนโสด หวังสร้างรายได้ 629 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Langham, Shanghai, Xintiandi โรงแรมที่ทำให้การเที่ยวเซี่ยงไฮ้สะดวกสบายยิ่งขึ้น https://thestandard.co/life/the-langham-shanghai-xintiandi-review/ Sun, 25 Oct 2026 02:00:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1271438 บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi

ถ้าถามว่าไปเซี่ยงไฮ้ควรพักย่านไหน? สำหรับคนที่ชอบเดินเล […]

The post The Langham, Shanghai, Xintiandi โรงแรมที่ทำให้การเที่ยวเซี่ยงไฮ้สะดวกสบายยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi

ถ้าถามว่าไปเซี่ยงไฮ้ควรพักย่านไหน? สำหรับคนที่ชอบเดินเล่น สำรวจคาเฟ่ แวะร้านอาหารใหม่ๆ หรือใช้เวลาไปกับการช้อปปิ้ง เราคิดว่า Xintiandi น่าจะเป็นหนึ่งในย่านที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และแบรนด์ดังแล้ว เสน่ห์ของย่านนี้ยังอยู่ที่การผสมผสานอาคารเก่าสไตล์ Shikumen เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้ Xintiandi เป็นย่านที่เดินสนุกได้ตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 1

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 2

ย่าน Xintiandi คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน

 

และถ้าจะเลือกโรงแรมที่ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้ได้อย่างเต็มที่ The Langham, Shanghai, Xintiandi ก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะโรงแรมตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสู่ย่าน Xintiandi ใกล้กับถนนช้อปปิ้ง Huaihai Road เรียกได้ว่าแค่ก้าวออกจากโรงแรม ก็เริ่มกิน ดื่ม เที่ยว ช้อปปิ้งได้เลย

 

แต่ก่อนจะมาถึงเซี่ยงไฮ้ ทริปนี้เราแวะฮ่องกงและเดินทางต่อกับ Cathay Pacific โดยมีโอกาสใช้เวลาที่ The Wing, First เลานจ์ซึ่งเพิ่งปรับโฉมใหม่ที่สนามบินฮ่องกง สิ่งที่เราชอบคือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งพักอยู่ในโรงแรมมากกว่าสนามบิน มีทั้งมุมพักผ่อน พื้นที่รับประทานอาหาร และโซนส่วนตัวให้ใช้เวลาระหว่างรอขึ้นเครื่อง นับเป็นความสะดวกสบายให้สมกับที่จะไปเช็กอินกันต่อที่ The Langham, Shanghai, Xintiandi

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 3

The Wing, First

 

Why Here?

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 4

 

ถ้าพูดถึง Xintiandi หลายคนอาจนึกถึงย่านช้อปปิ้งของเซี่ยงไฮ้ แต่ความน่าสนใจของพื้นที่นี้ไม่ได้มีแค่ร้านค้าและร้านอาหาร เพราะเสน่ห์อีกอย่างคือสถาปัตยกรรม Shikumen ที่ผสมผสานอิทธิพลตะวันตกกับรูปแบบบ้านเรือนแบบจีน ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ท่ามกลางร้านค้าและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 5

 

The Langham, Shanghai, Xintiandi เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2010 และถือเป็นโรงแรมแฟลกชิปของ Langham Hotels & Resorts ในประเทศจีน ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนถนน Madang Road โดยมี Xintiandi อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที และยังใกล้กับ Huaihai Road ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนช้อปปิ้งสำคัญของเซี่ยงไฮ้

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 6

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 7

Cadet

The Langham Club

 

ในแง่ของตัวอาคาร The Langham, Shanghai, Xintiandi เป็นโรงแรมสูง 28 ชั้น ออกแบบโดยทีมที่มี Peter Remedios นักออกแบบภายในโรงแรมระดับนานาชาติ และ Kohn Pedersen Fox Associates (KPF) บริษัทสถาปัตยกรรมจากนิวยอร์กเข้ามามีส่วนร่วม ดีไซน์ของโรงแรมเลือกผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับบริบทของย่านเก่า โดยใช้โทนสีอบอุ่นและวัสดุอย่างหินสีเทา ขณะที่ภายในยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราแบบคลาสสิกของ The Langham เอาไว้

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 8

Chairman Suite

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 9

สระว่ายน้ำในร่ม

 

โรงแรมมีห้องพักทั้งหมด 357 ห้อง รวม 41 ห้องสวีท โดยห้องพักเริ่มต้นมีพื้นที่ 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าให้พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างดีสำหรับการเข้าพักในเมืองใหญ่ ส่วนห้องพักขนาดใหญ่ที่สุดคือ Chairman Suite ที่มีพื้นที่ถึง 345 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีห้องอาหาร สระว่ายน้ำในร่ม ฟิตเนส และสปาให้บริการครบครัน

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 10

Premier room

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 11

Chuan Spa

 

Worth It

 

  • โลเคชั่นคือจุดแข็งที่สุดของที่นี่ เพราะโรงแรมตั้งอยู่ใจกลาง Xintiandi หนึ่งในย่านไลฟ์สไตล์ที่น่าเดินที่สุดของเซี่ยงไฮ้ รายล้อมด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ และแหล่งช้อปปิ้ง รวมถึงอยู่ใกล้ Huaihai Road ทำให้สามารถออกไปสำรวจเมืองได้ง่าย หรือจะแวะกลับมาพักที่โรงแรมระหว่างวันก็สะดวก

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 12

 

  • ห้องพักกว้างขวางและครบครัน ห้องพักเริ่มต้นที่ 40 ตารางเมตร ตกแต่งในสไตล์ Contemporary Luxury มีหน้าต่างกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งเตียง Signature Blissful Bed เครื่องชงกาแฟ และห้องน้ำที่แยกพื้นที่ใช้งานเป็นสัดส่วน

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 13

Superior room

 

  • งานบริการที่ยังคงเสน่ห์ของโรงแรมห้าดาวแบบคลาสสิก The Langham ให้ความสำคัญกับการบริการแบบ Traditional Luxury Hospitality ที่เน้นความสุภาพ ความใส่ใจ และความเป็นมืออาชีพ มากกว่าการสร้างความประทับใจด้วยเทคโนโลยีหรือดีไซน์หวือหวา ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์ยึดถือมาตลอดกว่า 160 ปี

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 14

 

  • เรื่องอาหารก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ โดยเฉพาะ T’ang Court ร้านอาหารจีนกวางตุ้งระดับ 2 ดาวมิชลิน ประจำปี 2026 รวมถึง Afternoon Tea ที่ Lobby Lounge ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ซิกเนเจอร์ของ The Langham ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1865

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 15

T’ang Court

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 16

Cadet

 

Good For

 

The Langham, Shanghai, Xintiandi เหมาะกับคนที่กำลังวางแผนเที่ยวเซี่ยงไฮ้และอยากพักในย่านที่มีทุกอย่างอยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะคนที่ชอบเดินสำรวจเมือง แวะคาเฟ่ ช้อปปิ้ง และออกไปดินเนอร์ตอนกลางคืน เพราะทำเลของโรงแรมช่วยให้ใช้เวลากับกิจกรรมเหล่านี้ได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางมากนัก

 

The Langham, Shanghai, Xintiandi

Location: 99 Madang Road, Xintiandi, Shanghai 200021, China

Getting There: เดินประมาณ 3 นาทีถึงย่าน Xintiandi หรือเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 40 นาทีจาก Hongqiao Airport และ 60 นาทีจาก Pudong Airport ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร

Website: https://www.langhamhotels.com/shanghai

The post The Langham, Shanghai, Xintiandi โรงแรมที่ทำให้การเที่ยวเซี่ยงไฮ้สะดวกสบายยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 Small town in Japan ที่น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่ https://thestandard.co/life/8-small-towns-in-japan/ Mon, 19 Oct 2026 09:07:40 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1269803 ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

โตเกียว โอซาก้า เกียวโต มักเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลาย […]

The post 8 Small town in Japan ที่น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

โตเกียว โอซาก้า เกียวโต มักเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลายคนนึกถึงยามเมื่อเดินทางเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยความสะดวกสบาย แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และแลนด์มาร์กดังที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก แต่หากคุณเป็นแฟนญี่ปุ่นตัวยงจะรู้ว่า ญี่ปุ่นมียังมีเมืองน่าเที่ยวน่าสนใจรอนักเดินทางอยู่อีกมาก ซึ่งเสน่ห์ของเมืองเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสถานที่ท่องเที่ยวเสมอไป หากแต่อยู่ในวิถีชีวิตเรียบง่าย ถนนสายเก่าที่เรียงรายด้วยบ้านไม้ ร้านอาหารเล็กๆ ที่สืบทอดสูตรกันมาหลายรุ่น หรือทิวทัศน์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บางเมืองเหมาะกับการเดินเล่นอย่างไม่เร่งรีบ บางเมืองมีศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ค้นหา ขณะที่บางแห่งก็เป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่

 

สำหรับใครที่เคยเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง หรือกำลังมองหาจุดหมายใหม่ที่แตกต่างจากเส้นทางเดิมๆ เราคัดเลือก 8 เมืองน่าเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์และเหตุผลที่ควรค่าแก่การออกเดินทางไปเยือนสักครั้ง

 

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 1

 

Kanazawa, Ishikawa

 

เมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ที่ยังรักษากลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิม

 

หากชอบบรรยากาศเมืองเก่าแบบเกียวโต แต่ต้องการสัมผัสญี่ปุ่นในอีกมุมหนึ่ง Kanazawa คือคำตอบ เมืองนี้เคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมของแคว้นคางะ ปัจจุบันยังคงรักษามรดกทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นย่านฮิงาชิชายะ (Higashi Chaya) ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้โบราณ ย่านซามูไรนางามาจิ (Nagamachi) หรือสวนเค็นโรคุเอ็น (Kenrokuen) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามสวนภูมิทัศน์ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกัน คานาซาวะก็ไม่ได้มีดีแค่ความเก่าแก่ แต่ยังเป็นเมืองที่ศิลปะร่วมสมัยเติบโตเคียงคู่ไปกับงานหัตถกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Museum of Contemporary Art) รวมถึงงานทองคำเปลวที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมือง ส่วนสายกินต้องไม่พลาดอาหารทะเลสดๆ จากตลาดโอมิโจ (Omicho Market) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น

 

Best Time: ฤดูใบไม้ผลิสำหรับซากุระ และฤดูใบไม้ร่วงสำหรับสีสันในสวนเค็นโรคุเอ็น

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 2

 

Matsumoto, Nagano

 

เมืองปราสาทกลางเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น

 

เมืองขนาดกะทัดรัดในจังหวัดนากาโนะที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติเอาไว้ด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ โดยมีแลนด์มาร์กสำคัญเป็น ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) หรือที่รู้จักกันในชื่อปราสาทอีกา จากผนังสีดำอันโดดเด่น โดยเป็นหนึ่งในปราสาทเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ยังคงมีหอคอยหลักดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและมีเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง ทิวทัศน์บริเวณปราสาทยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ

 

นอกจากปราสาทแล้ว เมืองนี้ยังมีถนนนากามาจิ (Nakamachi Street) ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารโกดังเก่าสไตล์คุระ ร้านกาแฟ และร้านงานคราฟต์ ขณะที่ Matsumoto City Museum of Art เป็นอีกจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับคนรักศิลปะ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของศิลปินระดับโลกอย่างยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) และหากมีเวลาเพิ่มอีกสักวัน มัตสึโมโตะยังเป็นฐานสำหรับเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติของคามิโคจิ (Kamikochi) ได้อีกด้วย

 

Best Time: เมษายน–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน โดยคามิโคจิมีฤดูกาลเปิดให้เข้าชมแยกต่างหาก

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 3

 

Takayama, Gifu

 

เดินเล่นเมืองเก่า ชิมเนื้อฮิดะ สัมผัสชีวิตญี่ปุ่นในอดีต

 

ทาคายามะ หรือที่หลายคนเรียกว่า ฮิดะทาคายามะ เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดกิฟุที่ขึ้นชื่อเรื่องการอนุรักษ์บรรยากาศญี่ปุ่นยุคเอโดะเอาไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะย่านซันมาจิซูจิ (Sanmachi Suji) ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารไม้สีน้ำตาลเข้ม ร้านสาเก โรงน้ำชา และร้านค้าท้องถิ่นที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน การเดินเล่นในย่านนี้จึงให้ความรู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน

 

มาแล้วห้ามพลาดเนื้อฮิดะ (Hida Beef) ที่มีชื่อเสียงเรื่องความนุ่มและไขมันแทรกสวยงาม รวมถึงตลาดเช้ามิยากาวะ (Miyagawa Morning Market) ที่ชาวบ้านนำผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองมาวางขาย เมืองนี้ยังเป็นจุดตั้งต้นยอดนิยมสำหรับเดินทางไปหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) จึงเหมาะกับนักเดินทางที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นในบรรยากาศชนบทและธรรมชาติไปพร้อมกัน

 

Best Time: เมษายนและตุลาคม ซึ่งตรงกับเทศกาลทาคายามะ รวมถึงฤดูหนาวสำหรับหิมะ

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 4

 

Kurashiki, Okayama

 

เมืองริมคลองสุดโรแมนติกที่ศิลปะและประวัติศาสตร์บรรจบกัน

 

คุราชิกิ (Kurashiki) อาจไม่ใช่ชื่อแรกๆ ที่นักท่องเที่ยวไทยนึกถึง แต่สำหรับคนที่หลงใหลเมืองเก่าและการเดินเล่นอย่างไม่เร่งรีบ ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของภูมิภาคชูโกกุ จุดเด่นอยู่ที่ย่านประวัติศาสตร์บิคัง (Bikan Historical Quarter) ซึ่งมีคลองสายเล็กไหลผ่านอาคารโกดังสีขาวแบบดั้งเดิมและต้นหลิวที่ทอดกิ่งลงสู่ผิวน้ำ บรรยากาศชวนให้เดินสำรวจตรอกซอกซอย แวะร้านกาแฟ หรือเลือกซื้อสินค้างานคราฟต์ท้องถิ่น

 

ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาระ (Ohara Museum of Art) ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะตะวันตกและญี่ปุ่นในอาคารสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก นอกจากนี้ยังมีร้านขายสินค้าผ้าเดนิมและงานสิ่งทอ ฯลฯ ที่ทำให้คุราชิกิเป็นเมืองที่เหมาะกับคนรักการออกแบบ งานฝีมือ และประวัติศาสตร์

 

Best Time: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อากาศเหมาะกับการเดินเล่นริมคลอง

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 5

 

Onomichi, Hiroshima

 

เมืองริมทะเลแสนสงบ เหมาะเดินเล่นและปั่นจักรยาน

 

เมืองท่าขนาดเล็กในจังหวัดฮิโรชิมะที่มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับกับแนวชายฝั่งเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยถนนสายแคบ บันไดหิน วัดเก่า และบ้านเรือนที่ตั้งลดหลั่นไปตามไหล่เขา ซึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมคือการเดินเล่นตามเส้นทาง Temple Walk ที่เชื่อมต่อวัดหลายแห่ง โดยมีจุดไฮไลท์เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์เมืองและทะเลจากบริเวณวัดเซ็นโคจิ

 

นอกจากนี้ โอโนมิจิเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ โดยเฉพาะสายปั่นจักร์ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานชิมานามิไคโด (Shimanami Kaido) เส้นทางระยะทางราว 70 กิโลเมตรที่เชื่อมเกาะฮอนชูกับเกาะชิโกกุ ผ่านสะพานและเกาะเล็กๆ กลางทะเลเซโตะใน ระหว่างทางนักปั่นจะได้สัมผัสวิวทะเล หมู่บ้านชาวประมง และสวนผลไม้ท้องถิ่น ส่วนใครไม่ถนัดปั่นจักรยานก็สามารถใช้เวลาสบายๆ กับการเดินเล่นในเมือง แวะคาเฟ่ หรือชิมโอโนมิจิราเมน อาหารขึ้นชื่อของพื้นที่ได้เช่นกัน

 

Best Time: มีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน เหมาะกับการปั่นจักรยานและเดินเล่น

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 6

 

Aomori

 

เมืองแห่งแอปเปิ้ล ศิลปะ และเทศกาลฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่

 

เมืองทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูที่หลายคนอาจคุ้นชื่อจากเทศกาลเนบุตะ (Nebuta Matsuri) งานเทศกาลฤดูร้อนที่มีขบวนโคมไฟกระดาษขนาดยักษ์รูปนักรบและตัวละครในตำนานเคลื่อนผ่านถนน ท่ามกลางเสียงดนตรีและการเต้นรำอย่างสนุกสนาน อาโอโมริยังเป็นจุดหมายสำหรับคนรักอาหารและศิลปะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแอปเปิลซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำแอปเปิล ขนมหวาน หรือไซเดอร์ รวมถึง A-FACTORY อาคารริมอ่าวที่รวบรวมสินค้าและอาหารท้องถิ่นเอาไว้

 

ส่วนสายอาร์ตควรแวะ Aomori Museum of Art สถานที่จัดแสดงผลงานของศิลปินญี่ปุ่น รวมถึงโยชิโตโมะ นาระ (Yoshitomo Nara) เจ้าของผลงานประติมากรรมสุนัขสีขาวขนาดใหญ่ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของพิพิธภัณฑ์ เมืองนี้ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นฐานออกไปสำรวจธรรมชาติของจังหวัดอาโอโมริ เช่น ลำธารโออิราเสะและทะเลสาบโทวาดะ อีกด้วย

 

Best Time: ต้นเดือนสิงหาคมสำหรับเทศกาลเนบุตะ หรือฤดูใบไม้ร่วงสำหรับการชมธรรมชาติ

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 7

 

Nagasaki

 

เมืองท่าผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตะวันตก

 

เมืองท่าทางตะวันตกของเกาะคิวชูที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเคยเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ญี่ปุ่นใช้ติดต่อค้าขายกับต่างชาติในช่วงที่ประเทศจำกัดความสัมพันธ์กับโลกภายนอก อิทธิพลจากจีนและยุโรปจึงยังปรากฏให้เห็นผ่านสถาปัตยกรรม อาหาร และวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสวนโกลเวอร์ (Glover Garden) ซึ่งรวบรวมอาคารสไตล์ตะวันตกเก่าแก่ ย่านชินจิไชน่าทาวน์ (Shinchi Chinatown) หรือโบสถ์โออุระ (Oura Cathedral) ที่สะท้อนประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาในญี่ปุ่น

 

นอกจากนี้ นางาซากิยังเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์โลกจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูในปี 1945 ซึ่งสามารถเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ที่ Nagasaki Atomic Bomb Museum และ Peace Park และยังมีวิวท่าเรือและภูเขาที่สวยงาม โดยเฉพาะทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากภูเขาอินาสะ (Mount Inasa) ที่มองเห็นแสงไฟของเมืองทอดยาวไปตามหุบเขา ก่อนปิดท้ายวันด้วยจัมปง (Champon) บะหมี่น้ำที่สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารจีนและญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ

 

Best Time: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเทศกาลโคมไฟนางาซากิที่จัดตามปฏิทินจันทรคติ

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 8

 

Beppu, Oita

 

เมืองออนเซนที่แช่ทุกวันได้โดยไม่ซ้ำ

 

มีชื่อเสียงเรื่องแหล่งน้ำพุร้อนจำนวนมาก จนสามารถมองเห็นไอน้ำลอยขึ้นจากอาคารและถนนในหลายย่าน โดยเฉพาะย่านคันนาวะ (Kannawa) ซึ่งเต็มไปด้วยเรียวกัง โรงอาบน้ำสาธารณะ และร้านอาหารที่ใช้ไอน้ำธรรมชาติในการปรุง กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการเที่ยวชมบ่อน้ำพุร้อนจิโกกุ (Jigoku) หรือที่เรียกกันว่า ‘บ่อนรก’ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบของแร่ธาตุและสภาพทางธรณีวิทยา เช่น Umi Jigoku ที่มีน้ำสีฟ้าสดใส หรือ Chinoike Jigoku ที่มีสีแดงจากแร่ธาตุในดิน โดยบ่อเหล่านี้มีไว้สำหรับชม ไม่ใช่ลงแช่ ส่วนใครอยากสัมผัสวัฒนธรรมออนเซ็นอย่างแท้จริงก็สามารถเลือกพักเรียวกัง แช่น้ำพุร้อน หรือทดลองอบทรายร้อนริมทะเลได้ เบปปุเหมาะกับการเดินทางแบบ Slow Travel ที่ให้เวลากับการพักผ่อนมากกว่าการเร่งเก็บสถานที่ท่องเที่ยว

 

Best Time: ตุลาคม–เมษายน โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นที่เหมาะกับการแช่ออนเซ็น

 

ภาพ: Shutterstock

The post 8 Small town in Japan ที่น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมผัส ‘กุ้ยหลิน’ เมืองในภาพวาด พร้อมกินดื่มไม่อั้น นอนสบายที่ Club Med Guilin https://thestandard.co/life/guilin-club-med-china-travel/ Sat, 10 Oct 2026 01:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266686 ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน

“กุ้ยหลินมีอะไร?” นี่คือคำถามแรกที่เราแอบสง […]

The post สัมผัส ‘กุ้ยหลิน’ เมืองในภาพวาด พร้อมกินดื่มไม่อั้น นอนสบายที่ Club Med Guilin appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน

“กุ้ยหลินมีอะไร?” นี่คือคำถามแรกที่เราแอบสงสัยเมื่อนึกถึงเมืองเล็กๆ เมืองนี้ในประเทศจีน เพราะส่วนใหญ่เวลาแพลนจะไปเที่ยวจีน เรามักจะนึกถึงเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้เป็นหลัก จนกระทั่งเราได้มีโอกาสหนีความวุ่นวายไปสัมผัสจึงได้ค้นพบว่า เมืองที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำแห่งนี้ มีเสน่ห์ เรื่องราวที่น่าหลงใหลซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด

 

Why here?

 

ทริปนี้เราเช็กอินที่ Club Med Guilin รีสอร์ตที่ห้อมล้อมด้วยขุนเขาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ และยังตอบโจทย์คนที่เน้นการพัก เล่น กิน ดื่มแบบไม่อั้นอย่างสบายใจด้วยคอนเซปต์ ‘All-inclusive’

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 1

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 2

 

สำหรับห้องพักที่เราเข้าพักเป็นประเภท Superior Room ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคอนเทมโพรารีที่แทรกกลิ่นอายศิลปะจีนเอาไว้อย่างลงตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 3

 

ไวบ์โดยรวมของที่นี่ไม่ได้เหมือนโรงแรมทั่วไปเพราะตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 46 เฮกตาร์ ใจกลาง Yuzi Paradise สวนประติมากรรมกลางแจ้งระดับโลก ทำให้ทุกการเดินเล่นในรีสอร์ตเหมือนได้เสพงานศิลปะท่ามกลางพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยยอดเขาหินปูนทรงคาสต์ (Karst Peaks) และหุบเขาเขียวขจี

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 4

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 5

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 6

 

ที่นี่ยังมี Natural Eco-pool สระว่ายน้ำกลางแจ้งบรรยากาศชวนกระโจนลงไปดับร้อน (เปิดให้บริการในช่วงพฤษภาคม-ตุลาคม) หรือถ้าไม่พร้อมสู้แดด ก็ยังมีสระว่ายน้ำในร่มให้ได้ใช้บริการเช่นกัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 7

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 8

 

ใครที่ชอบออกกำลังกายรับรองว่าฟิน เพราะที่นี่คือสวรรค์ของสายแอ็กทีฟโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นสารพัดคอร์ตสำหรับขาแร็กเกตอย่าง Padel, Pickleball, Tennis สนามบอล สนามกอล์ฟ สนามบาส สนามยิงธนู ไปจนถึงผาจำลอง

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 9

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 10

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 11

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 12

 

รวมไปถึง Flying Trapeze ที่ให้เราได้สวมบทนักกายกรรมฝึกโหนบินกลางอากาศ ซึ่งพอได้ลองครั้งแรกบอกเลยว่าสนุกเกินคาด แถมทำให้รู้ว่า Grip Strength ที่ซุ่มซ้อมในยิมมาตลอด… มีประโยชน์ก็วันนี้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 13

 

สำหรับใครที่ไม่ถนัดกิจกรรม Outdoor ก็ยังมียิมและคลาสปรับสมดุลกายใจอย่างโยคะและไทเก๊กให้บริการ

 

เรียกว่ามีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ หรือถ้าเน้นผ่อนคลายเท่านั้น แนะนำให้แวะไปใช้บริการสปา

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 14

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 15

 

สปาที่นี่จะใช้ผลิตภัณฑ์จาก Ahava ที่เน้นใช้พลังการฟื้นฟูจากแร่ธาตุ โคลน และเกลือจากทะเล Dead Sea ที่เลื่องชื่อเรื่องการดูแลผิวมานานนับศตวรรษ ได้ผ่อนคลายพร้อมผิวสวยกลับไปพร้อมกัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 16

 

ชมกิจกรรมไปแล้ว จะพลาดส่วนสำคัญอันดับหนึ่งของรีสอร์ตอย่าง ‘ห้องอาหาร’ ไปได้อย่างไร จากห้องพัก เราสามารถเดินทอดน่องชิลๆ ไปยังห้องอาหารหลัก The Atelier ได้ หรือถ้าอยากเซฟแรงก็สามารถใช้บริการ Buggy ได้เช่นกัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 17

 

ห้องอาหารเสิร์ฟไลน์อาหารนานาชาติสลับสับเปลี่ยนทุกมื้อ ตั้งแต่เมนูท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่างก๋วยเตี๋ยวกุ้ยหลิน อาหารจีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ไปจนถึงอาหารไทย

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 18

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 19

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 20

 

ใครเป็นแฟนเมนูเผ็ดร้อนสไตล์เสฉวนหรือหมาล่า ขอให้ได้เจอเมนูหมูผัดพริกเสฉวนและสเตชันหมาล่าที่ให้เราเลือกเครื่องได้ไม่อั้น หรือหากวันที่คุณไปเจอเพียงเมนูหมูผัดพริกเสฉวน เราขอแนะนำให้นำไปท็อปบนก๋วยเตี๋ยวกุ้ยหลินร้อนๆ เชื่อเถอะ ไม่จบที่ชามเดียว!

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 21

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 22

 

บรรยากาศโต๊ะในห้องอาหารชวนผ่อนคลายดีมาก จะเลือกมุมริมหน้าต่างชมวิวน้ำตกและธรรมชาติโดยรอบ หรือจะนั่งรับลมเย็นๆ ด้านนอกช่วงเช้าสบายไม่แพ้กัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 23

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 24

 

มาถึงกุ้ยหลินแล้ว จะอยู่แค่ในรีสอร์ตก็คงจะเหมือนมาไม่ถึง ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งรถบัสจากรีสอร์ตมุ่งหน้าสู่แม่น้ำอวี้หลง (Yulong River) เพื่อล่องแพชมวิวธรรมชาติที่ว่ากันว่าสวยดุจภาพวาด แต่หารู้ไม่…ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความบันเทิง

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 25

 

“กิจกรรมวันนี้จะเปียกไหม?” เสียงจากผู้ร่วมทริปเอ่ยถาม ไกด์ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เปียกค่ะ แค่ยกเท้าให้ลอยไว้ รองเท้าอาจมีเปียกนิดหน่อย” พวกเราพยักหน้าหงึกๆ รับคำแนะนำอย่างว่าง่าย

 

เมื่อเดินทางมาถึง ไกด์แนะนำให้เราต่างเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยเพราะต้องล่องแพเป็นชั่วโมง แน่นอนว่าการจะเข้าห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวมักทำใจเราต่างตุ้มต่อมทุกครั้งที่แง้มประตู แต่ก็โชคดีที่ไม่ประสบพบเจอสิ่งใด แต่พกแมสก์สองชั้นมาด้วยก็จะดีกว่า

 

หลังจากนั้นเราจับคู่กับเพื่อน สแกนบัตรเข้าสู่โซนแพไม้ไผ่ที่จอดเรียงราย

 

จังหวะก้าวลงแพครั้งแรกมีโคลงเคลงชวนเกร็งเล็กน้อย แต่ก็รีบสับขานั่งตั้งหลักได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 26

 

เมื่อล่องออกจากฝั่ง สัมผัสแรกคือความสงบของสายน้ำและขุนเขาตรงหน้า เสียงไม้ถ่อกระทบผิวน้ำเบาๆ ผสานลมเย็นสบาย ทุกอย่างดูสงบจนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่เราได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้คือเมื่อไรกันนะ…

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 27

 

ลองยกกล้องดิจิทัลที่เตรียมมาขึ้นถ่ายก็ทำให้เห็นเลยว่า วิวที่สวยเหมือนภาพวาดนั้นไม่เกินจริงสักนิด

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 28

 

ทว่า ปล่อยใจชมวิวทิวไผ่ได้ไม่นาน เราก็เผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘บันไดเลื่อนในแม่น้ำ’ สัญชาตญาณบอกให้รีบเก็บกล้องลงกระเป๋าเพื่อความปลอดภัย

 

ลุงพายแพของเราเข้าใกล้บันไดเลื่อนเรื่อยๆ จนกระทั่งลำแพยกตัวขึ้นประหนึ่งรถไฟเหาะที่เพิ่งปล่อยตัวอย่างช้าๆ นาทีนั้น เสียงไกด์ลอยเข้ามาในหัว “ยกเท้าให้ลอยไว้” เรากับเพื่อนรีบยกขาลอยพรึ่บ พร้อมกอดกระเป๋าแน่น

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 29

 

“ตู้มมมมมม!”

 

แพกระโจนลงน้ำพร้อมคลื่นสาดกระเซ็นรอบทิศ! ผมที่เซ็ตมาตอนเช้าอย่างดีเหมือนโดนสระใหม่ ก้มมองดูกางเกง…เปียกไปครึ่งตัว กระเป๋าผ้าชุ่มฉ่ำ

 

“ไม่เปียกกี่โมง?” เราถามกันขำๆ พลางเช็ดน้ำออกจากหน้า แต่พอเหลือบมองเท้า… เออ รองเท้าไม่เปียกจริง แต่ส่วนอื่นคือฉ่ำ!

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 30

 

ไม่รู้เสียงโหวกเหวกโวยวายปนขำของเรากับเพื่อน ทำให้ลุงคนพายเข้าใจผิดว่าเราสนุกชอบใจหรือไม่ เพราะหลังจากนั้น ลุงเอาแต่ใส่เกียร์พุ่งชนทุกบันไดเลื่อนแบบไม่ยั้ง

 

พอเริ่มปลงกับความเปียก ก็นั่งปล่อยจอยหวังให้ตัวแห้ง… ทว่าความระทึกก็ได้มาเยือนอีกครั้ง

 

เมื่อจู่ๆ มีแพอีกสองลำล่องมาขนาบข้าง พร้อมบทสนทนาภาษาท้องถิ่นระหว่าง 3 ลุงพายแพที่เราฟังไม่ออก

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 31

 

ความใกล้ของแพลำขวาทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ไม้พายจะเหวี่ยงมาฟาดหน้าเข้าสักทีไหม… แล้วเพียงไม่กี่วินาทีถัดมา!

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 32

 

ลุงปล่อยไม้พายหลุดมือลอยมาตรงหน้าเราประหนึ่งรู้คิว มือหนึ่งกำลังถือโทรศัพท์บันทึกภาพเหตุการณ์ทุกอย่าง อีกมือรีบคว้าไม้พายไว้ด้วยความไวแสงก่อนจะฟาดหน้า ทุกอย่างเกิดขึ้นไวจนสมองประมวลแทบไม่ทัน บางทีก็ได้แต่คิดและสงสัยว่า หรือที่จริงแล้ว ลุงเขาเข้าใจภาษาไทยนะ…เรียกว่าเป็นประสบการณ์ล่องแพที่เราจะไม่มีวันลืมจริงๆ

 

หลังจากพาตัวเองกลับเข้าฝั่ง เราแวะไปเติมพลังกับอาหารท้องถิ่น ทั้งเมนูน้ำแกงเต้าหู้ดำ ผัดรากบัว ไก่ย่าง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นรสชาติที่น่าจะถูกปากคนไทยเลยล่ะ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 33

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 34

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 35

 

อิ่มท้องแล้ว ลุยต่อที่เขาหรูอี้ (Ruyi Peak) หรือที่หลายคนเรียกกันว่าสะพานแดง

 

การเดินทางขึ้นไปต้องนั่ง Cable Car ประมาณ 15 นาที ใครกลัวความสูงอาจจะมีขาสั่นเล็กน้อย แนะนำให้พกยาดมยาหม่อง และเกาะขาเพื่อนยึดเหนี่ยวจิตใจไว้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 36

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 37

 

จุดไฮไลต์แรกคือสะพานแดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่เสิร์ฟวิวทิวเขาสุดอลังการ แม้จะมีความโคลงเคลงให้ใจสั่นเล็กน้อยตอนเดิน แต่ก็ผ่านไปได้พร้อมรูปสวยจับใจ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 38

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 39

 

เมื่อข้ามมาอีกฝั่ง เราจะเจอกับคาเฟ่เครื่องดื่ม แนะนำอย่างยิ่งให้ลอง

 

‘น้ำอ้อยแห้ว’ ต้มสดใหม่ หอม เย็นสดชื่น หวานน้อย ซึ่งเป็นเมนูที่หาดื่มได้ยากจริงๆ ในยุคนี้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 40

 

เดินต่ออีกนิดจะเจออีกจุดชมวิวบนลานกว้างที่มีบริการถ่ายรูปด้วยโดรนในราคาประมาณ 100 หยวน ซึ่งถ้ามองลงมาจากจุดนี้จะมองเห็น The Glass Skywalk ทางเดินกระจกท้าความสูง แต่ถ้าใจไม่สู้ก็สามารถเลือกเส้นทาง Forest Walkway แทนได้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 41

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 42

 

เมื่อเดินลัดเลาะลงมาถึง The Glass Skywalk ทุกคนจะต้องสวมถุงผ้าครอบรองเท้าเพื่อป้องกันกระจกเสียหาย

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 43

 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดทำคอนเทนต์ตรงนี้จริงๆ แต่สู้ทางเดินกระจกไม่ไหวก็สามารถเลือกเดินบริเวณโซนตะแกรงได้ ถือเป็นจุดวัดใจที่คุ้มค่ากับวิวหลักล้านสุดๆ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 44

 

ข้อแนะนำสำคัญสำหรับการเดินทางมาที่นี่คือ ควรสวมใส่รองเท้าผ้าใบ และเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพราะอากาศข้างบนค่อนข้างร้อนอบอ้าว เหงื่อฉ่ำตลอดทาง

 

จากนั้นเราแวะไปเดินเล่นต่อที่เมืองโบราณหยางซั่ว (Yangshuo Ancient Town) ซึมซับเสน่ห์ตรอกซอกซอยเก่าแก่และอาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์ รายล้อมไปด้วยอาหารและขนมท้องถิ่น รวมถึงของทำมือน่ารักๆ ให้ได้ช้อปติดมือ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 45

 

ก่อนจะปิดท้ายด้วยจุดชมวิวริมแม่น้ำหลีเจียง ตำบลซิงผิง (Xingping) ซึ่งเป็นต้นแบบภาพบนด้านหลังธนบัตร 20 หยวนของจีนนั่นเอง เรียกว่าเป็นจุดเช็กอินในประวัติศาสตร์ที่ถ้ามากุ้ยหลินแล้ว ควรแวะมาชมให้ได้เลยล่ะ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 46

 

หลังผจญภัยมาทั้งวัน อะไรจะดีไปกว่าการได้กลับมาทิ้งตัวที่รีสอร์ต จัดเต็มมื้อเย็นแบบไม่อั้น พร้อมชมโชว์สนุกๆ และปาร์ตี้สนุกๆ จากทีม G.O. (Gentle Organizer) ที่ชวนเราเต้นเบิร์นดินเนอร์จนหิวใหม่อีกรอบ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 47

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 48

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 49

 

Worth it

 

  • All-inclusive & Free-flow: จ่ายครั้งเดียวจบ กินดื่มไม่อั้นที่ Club Med Guilin
  • Active Life: กิจกรรมในรีสอร์ตแน่น มีให้เลือกทำได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
  • Unexpected Adventure: ประสบการณ์ล่องแพแม่น้ำอวี้หลงสุดพีคที่จะจำไปตลอดชีวิต
  • Ultimate Scenic Trek: ท้าความสูงบนเขาหรูอี้ ชิมน้ำอ้อยแห้วสดชื่น และเดิน Glass Skywalk วิวหลักล้าน
  • Iconic Landscape: ได้สัมผัสทิวทัศน์จริงบนหลังธนบัตร 20 หยวนด้วยตาตัวเอง

 

Good for

ทริปนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเปิดประสบการณ์สัมผัสธรรมชาติในจีนแบบสะดวกสบาย ไม่ต้องปวดหัวกับการเดินทางหรือวางแผนมื้ออาหาร เพราะ Club Med Guilin จัดสรรให้ครบจบในที่เดียว ตอบโจทย์ทั้งสายถ่ายภาพ สายแอดเวนเจอร์ สายฟิต และคนที่อยากพาตัวเองมาฮีลใจท่ามกลางภูเขาและสายน้ำระดับตำนานสักครั้งในชีวิต

 

Club Med Guilin

Address: กุ้ยหลิน 541006, เขตปกครองตนเองกว่างซี (กวางสี), ประเทศจีน

Budget: แพ็กเกจ: ฮ่องกง-กุ้ยหลิน-Club Med Guilin 6 วัน 5 คืน (เดินทาง 6-11 พฤศจิกายน)

  • เริ่มต้นที่ 55,900 บาท/ ห้องพักละ 2 ท่าน (พักเดี่ยวเพิ่มเติม 7,600 บาท/ ท่าน)
  • รวมตั๋วเครื่องบินตรงไป-กลับ สายการบิน Emirates
  • รวมกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง 23 กก. 1 ใบ/ Carry-on 7 กก. 1 ใบ
  • รถไฟความเร็วสูง ฮ่องกง-กุ้ยหลิน ชั้น 2
  • ที่พัก Club Med Guilin 3 คืน, โรงแรม 5 ดาวในฮ่องnvguhuกง 2 คืน
  • บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขบริษัท
  • ค่าทิปหัวหน้าทัวร์และคนขับรถ

Tel: 02 035 6788

Website: https://www.clubmed.co.th/

Instagram: https://www.instagram.com/clubmed/

Facebook: https://www.facebook.com/ClubMedThailand

 

ภาพ: Club Med Guilin

The post สัมผัส ‘กุ้ยหลิน’ เมืองในภาพวาด พร้อมกินดื่มไม่อั้น นอนสบายที่ Club Med Guilin appeared first on THE STANDARD.

]]>
3.2 ล้านคน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Thai Festival กับโจทย์ใหม่ของการทูตสาธารณะไทย https://thestandard.co/thai-festival-public-diplomacy/ Wed, 07 Oct 2026 10:46:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1265763

ตลอดสองวันของงาน Tout à fait Thaï 2026 เทศกาลไทยในกรุงป […]

The post 3.2 ล้านคน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Thai Festival กับโจทย์ใหม่ของการทูตสาธารณะไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดสองวันของงาน Tout à fait Thaï 2026 เทศกาลไทยในกรุงปารีส ที่สวนบากาแตล ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่งานแทบตลอด เธอเห็นคนฝรั่งเศสต่อคิวซื้ออาหารไทย คนรุ่นใหม่รอดูศิลปินไทย ขณะที่มวยไทย งานหัตถกรรม และกิจกรรมช่วงค่ำต่างดึงผู้ชมหลากหลายวัยเข้ามาในพื้นที่เดียวกัน

 

 
 

แต่ปารีสเป็นเพียงปลายทางของภาพใหญ่ ตลอดปี 2026 Thai Festival จัดขึ้นใน 42 เมืองทั่วโลก มี 12 เมืองหลัก และมีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 3.2 ล้านคน ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD หลังจบงาน อธิบดีกรมสารนิเทศชวนมองให้ไกลกว่าตัวเลข เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงมีคนเข้าร่วมกี่คน แต่คือ เมื่อเดินออกจากงานแล้ว พวกเขารู้จักประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่ อยากเดินทางมาไทย ซื้อสินค้าไทย หรือเชื่อมโยงกับคนไทยมากขึ้นหรือไม่

 

นี่คือโจทย์ที่กำลังทำให้ Thai Festival ขยับจากงานวัฒนธรรม ไปสู่เครื่องมือของ การทูตสาธารณะไทย

 

thai-festival-public-diplomacy

 

จากงานวัฒนธรรม สู่พื้นที่เชื่อมประเทศไทยกับโลก

 

ใจไทยอธิบายว่า เป้าหมายของ Thai Festival มี 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างภาพลักษณ์และความนิยมต่อประเทศไทย การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

 

แนวคิดนี้ทำให้ Thai Festival กว้างกว่าการนำเสนออาหาร นาฏศิลป์ หรือมวยไทย เพราะกระทรวงการต่างประเทศพยายามใช้พื้นที่เดียวกันเชื่อมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเข้าด้วยกัน

 

ปีนี้ยังเห็นความพยายามเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ปารีสขยายกิจกรรมไปถึงช่วงค่ำ มีทั้งดนตรี ดีเจ งานออกแบบ และศิลปินรุ่นใหม่ ขณะที่ยังรักษารากของวัฒนธรรมไทยไว้ ภายใต้แนวคิด ชีวิตและพลังสร้างสรรค์

 

thai-festival-public-diplomacy

 

เมื่อ Thai Festival กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

 

งานเติบโตไปไกล โตเกียวมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3 แสนคน ขณะที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1 แสนคน

 

ส่วนในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เทศกาลไทยได้ถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินกิจกรรมของเมือง ทำให้ผู้คนรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งของปี Thai Festival จะกลับมาอีกครั้ง

 

thai-festival-public-diplomacy

 

นี่คือความสำเร็จอีกระดับ เพราะเมื่อเทศกาลของต่างประเทศกลายเป็นกิจกรรมประจำปีของเมือง ความสัมพันธ์ก็ขยับจากการ “มารู้จักกันครั้งหนึ่ง” ไปสู่ความคุ้นเคยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในชีวิตของผู้คน

 

แต่สำหรับกรมสารนิเทศ ตัวเลขยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

 

“จำนวนคนเป็นแค่หนึ่งในปัจจัย เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต้องไปดูต่อว่าหลังจากที่คนเหล่านี้มาเข้าร่วมงานแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อไป”

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ทัศนคติที่มีต่อประเทศไทย ความชื่นชอบในสินค้าและวัฒนธรรมไทย รวมถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการค้าและการท่องเที่ยว

 

มีกรณีที่ผู้ประกอบการพบผู้ซื้อรายใหม่จากงาน บางรายมีการนำสินค้าไปทดลองใช้ก่อนพัฒนาเป็นคำสั่งซื้อในภายหลัง ขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถใช้เทศกาลเป็นพื้นที่ทดสอบตลาดต่างประเทศได้

 

thai-festival-public-diplomacy

 

ในโลกที่แบ่งขั้ว ความรู้สึกที่ดีมีความหมายมากขึ้น

 

อีกบริบทหนึ่งที่ทำให้การทูตสาธารณะมีความสำคัญมากขึ้น คือโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในมุมของกรมสารนิเทศ Thai Festival จึงไม่ควรถูกแยกออกจากนโยบายต่างประเทศ แต่ต้องเชื่อมกับความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเป้าหมายมากขึ้น

 

กรณีปารีส งานปีนี้เชื่อมโยงกับวาระ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส ทำให้เทศกาลเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

ฐานสำคัญที่สุดยังคงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพราะเมื่อคนรู้จัก เข้าใจ และมีทัศนคติที่ดีต่ออีกประเทศหนึ่ง ความสัมพันธ์ในมิติอื่นก็มีพื้นที่ให้เติบโตได้ง่ายขึ้น การทูตสาธารณะจึงไม่ได้เริ่มจากโต๊ะเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากประสบการณ์ ความสนใจ ความคุ้นเคย และความรู้สึกของคนธรรมดา

 

thai-festival-public-diplomacy

 

แม้ปีนี้จะจัดงานถึง 42 เมือง แต่ยังมีพื้นที่ให้ หนึ่งในเมืองที่ใจไทย เอ่ยถึงคือ นิวยอร์ก ซึ่งมีชุมชนไทยเข้มแข็ง จนมีถนนที่ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า Little Thailand Way และถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนา Thai Festival ให้เต็มรูปแบบมากขึ้นในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่กว่าการเพิ่มจำนวนเมือง คือการทำให้แต่ละแห่งสร้างผลลัพธ์ได้ลึกขึ้น และเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่เข้าด้วยกัน

 

“หัวใจคือการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่อยู่ในพื้นที่”

 

สำหรับปีหน้า ทิศทางหลักจะยังคงให้น้ำหนักกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันจะเพิ่มมิติเรื่อง ความยั่งยืน ให้ชัดขึ้น ตั้งแต่การนำเสนอสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไปจนถึงวิธีบริหารจัดการงาน เช่น การใช้พลังงาน การจัดการขยะ และการลดการปล่อยคาร์บอน

 

“เราอยากให้งานเทศกาลไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ โจทย์ในแต่ละปีก็อาจมีจุดเน้นแตกต่างกันไป เราต้องพยายามปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

 

thai-festival-public-diplomacy

 

ท้ายที่สุด ตัวเลข 3.2 ล้านคน อาจบอกได้ว่า Thai Festival เดินทางไปถึงผู้คนมากเพียงใด แต่การทูตสาธารณะที่มีพลังไม่ได้วัดเพียงจำนวนคนที่ “เห็นประเทศไทย”

 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ หลังจากได้รู้จักแล้ว พวกเขาอยากเดินเข้ามาหาประเทศไทยต่อหรือไม่

 

       

The post 3.2 ล้านคน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Thai Festival กับโจทย์ใหม่ของการทูตสาธารณะไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Autumn Calling! 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชีย ที่ควรไปปักหมุดในทันสักครั้ง https://thestandard.co/life/asia-autumn-foliage-spots/ Thu, 01 Oct 2026 11:43:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1262791 ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม

ฤดูใบไม้ร่วงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเอเชีย แต่ค่อยๆ เ […]

The post Autumn Calling! 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชีย ที่ควรไปปักหมุดในทันสักครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม

ฤดูใบไม้ร่วงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเอเชีย แต่ค่อยๆ เดินทางจากพื้นที่สูงและดินแดนทางเหนือ ไล่ลงมายังเมืองและพื้นที่ทางใต้ ตั้งแต่ภูเขาของฮอกไกโดที่เริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่เดือนกันยายน ป่าแดงบนเทือกเขาของเกาหลีในเดือนตุลาคม ก่อนจะมาถึงเกียวโตในเดือนพฤศจิกายน และลากยาวไปจนถึงภูเขาของไต้หวันในช่วงปลายปี สำหรับคนที่กำลังวางแผน Autumn Trip นี่คือ 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชียที่น่าเก็บไว้ในลิสต์

 

 
 

1. Daisetsuzan National Park, ญี่ปุ่น

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 1

 

ตามหาใบไม้แดงชุดแรกของญี่ปุ่น

 

ถ้าอยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสีก่อนใครในญี่ปุ่นให้ขึ้นเหนือไปยัง Daisetsuzan อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด พื้นที่ธรรมชาติขนาดมหึมากว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ หุบเขา บ่อน้ำพุร้อน และยอดเขาสูงหลายลูก รวมถึง Asahidake ยอดเขาที่สูงที่สุดของฮอกไกโด ด้วยตำแหน่งทางเหนือและพื้นที่ซึ่งมีระดับความสูงแตกต่างกันมาก Daisetsuzan จึงเป็นหนึ่งในสถานที่แรกๆ ของญี่ปุ่นที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี บางพื้นที่เริ่มเห็นสีตั้งแต่เดือนกันยายน โดยเริ่มจากพุ่มไม้สีแดงบนยอดเขา ก่อนค่อยๆ ไหลลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ที่นี่จุดเที่ยวนิยมคือ Asahidake และ Kurodake ที่มีกระเช้าพาขึ้นสู่พื้นที่สูง จึงสามารถชมทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีได้กว้างสุดสายตาได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินเขาระยะไกล

 

Best Time: กลางกันยายน–ต้นตุลาคม

 

2. Nikko, ญี่ปุ่น

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 2

 

เมืองมรดกโลกที่ไล่เฉดสีจากภูเขาลงมาถึงวัด

 

ห่างจากโตเกียวเพียงราว 2 ชั่วโมง Nikko เป็นเมืองกลางขุนเขาที่มีทั้งวัดและศาลเจ้าเก่าแก่ รวมถึงธรรมชาติสวยๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไฮไลต์สำคัญคือ Toshogu Shrine ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวัดและศาลเจ้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่ไม่ว่าจะเดินหรือถ่ายรูปมุมไหนก็สวย นอกจากนี้ยังมี Oku-Nikko พื้นที่ธรรมชาติบนภูเขาที่มีทั้งทะเลสาบ Chuzenji น้ำตก Kegon และทุ่งชุ่มน้ำ Senjogahara

 

ความพิเศษของ Nikko ในฤดูใบไม้ร่วงคือ ใบไม้ไม่ได้เปลี่ยนสีพร้อมกันทั้งเมือง เพราะแต่ละพื้นที่มีระดับความสูงต่างกัน สีแดงและเหลืองจึงเริ่มปรากฏบนภูเขาและบริเวณ Oku-Nikko ก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ลงมายังทะเลสาบ น้ำตก และพื้นที่รอบตัวเมือง ทำให้ Nikko มีช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีค่อนข้างยาว และแต่ละช่วงเวลาก็ให้ภาพของฤดูใบไม้ร่วงที่แตกต่างกัน

 

Best Time: ต้นตุลาคม–กลางพฤศจิกายน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 5

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 6

 

3. Kyoto, ญี่ปุ่น

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 3

 

เมืองหลวงเก่าถูกย้อมด้วยสีแดงของ Momiji

 

ถ้าซากุระคือภาพจำของเกียวโตในฤดูใบไม้ผลิ Momiji หรือใบเมเปิลแดงก็คงเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง เกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นแห่งนี้เต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า สวน และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เมื่อทั้งหมดถูกล้อมด้วยใบไม้สีแดง ส้ม และทอง เมืองทั้งเมืองจึงเหมือนเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีมีแทบทุกย่าน ตั้งแต่ Tofuku-ji ที่มองจากสะพานลงไปเห็นทะเลเมเปิลเบื้องล่าง, Eikando ที่ขึ้นชื่อเรื่องใบไม้แดง, Nanzen-ji ไปจนถึง Arashiyama ซึ่งมีภูเขาเปลี่ยนสีเป็นฉากหลังของแม่น้ำ Katsura ยิ่งไปกว่านั้นวัดหลายแห่งยังเปิด Autumn Illumination ให้ชมสวนและใบไม้แดงยามค่ำคืน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกแบบเจาะจงไม่ได้ เราเลยยกให้เกียวโตทั้งเมืองเป็นหนึ่งในจุดหมายของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คลาสสิกที่สุดของเอเชีย

 

Best Time: กลาง–ปลายพฤศจิกายน

 

4. Seoraksan National Park, เกาหลีใต้

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 4

 

ภูเขาหินกลางทะเลใบไม้แดงของเกาหลี

 

หนึ่งในภาพจำของฤดูใบไม้ร่วงเกาหลีคือภูเขาหินสีเทาที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางป่าสีแดง ส้ม และเหลือง และ Seoraksan คือหนึ่งในสถานที่ที่ได้เห็นภาพนั้นชัดที่สุด

 

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ ใกล้เมืองชายทะเล Sokcho ภูมิประเทศเต็มไปด้วยยอดเขาหินแกรนิต หน้าผา หุบเขา ลำธาร น้ำตก และวัดพุทธเก่าแก่ จึงเป็นจุดหมายของนัก Hiking ตลอดทั้งปี แต่จะสวยเป็นพิเศษในเดือนตุลาคม เมื่ออากาศเย็นจากทางเหนือทำให้ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีก่อนพื้นที่อื่นของประเทศ หากไม่อยากเดินเขาหนัก สามารถขึ้น Seorak Cable Car ไปยังบริเวณ Gwongeumseong เพื่อชมแนวภูเขาและป่าที่กำลังเปลี่ยนสีจากมุมสูงได้

 

Best Time: กลาง–ปลายตุลาคม

 

5. Naejangsan National Park, เกาหลีใต้

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 5

 

อุโมงค์เมเปิลแห่งฤดูใบไม้ร่วง

 

เมื่อฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของ Seoraksan ทางเหนือเริ่มผ่านช่วงพีก สีสันของฤดูใบไม้ร่วงจะค่อยๆ เดินทางลงมายังทางตอนใต้ Naejangsan ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โด่งดังที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่งเส้นทางยอดนิยมคือ เส้นทางสู่ Naejangsa Temple วัดพุทธกลางหุบเขาที่เรียงรายด้วยต้นเมเปิลทั้งสองฝั่ง เมื่อเข้าสู่ช่วงพีกกิ่งไม้เหนือศีรษะจะเปลี่ยนเป็นแดง ส้ม และทองจนเกิดเป็นอุโมงค์ใบไม้ตามธรรมชาติ รอบอุทยานยังมีน้ำตก ทะเลสาบ เส้นทางเดินป่า และกระเช้าที่พาขึ้นไปชมผืนป่าจากมุมสูง หากอยากเห็นฤดูใบไม้ร่วงของเกาหลีใต้แบบจัดเต็ม ที่นี่คือหนึ่งในจุดที่ไม่ควรพลาด

 

Best Time:ปลายตุลาคม–กลางพฤศจิกายน

 

6. Seoul, เกาหลีใต้

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 6

 

ใบไม้เปลี่ยนสีกลางเมืองที่ไม่ต้องขึ้นเขาก็เจอ

 

โซลเป็นอีกหนึ่งเมืองที่เรารู้สึกว่าคล้ายกับเกียวโต คือไม่จำเป็นต้องออกเดินทางไกลเพื่อสัมผัสฤดูใบไม้ร่วง เพราะตั้งแต่พระราชวังเก่า ถนน มหาวิทยาลัย ไปจนถึงสวนสาธารณะทั่วเมือง ต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนสีในช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายน ใคร

 

อยากได้ภาพคลาสสิกให้ไป Gyeongbokgung หรือ Changdeokgung ที่ใบเมเปิลสีแดงและแปะก๊วยสีทองตัดกับหลังคาพระราชวังเกาหลี หรือเดินเล่นบริเวณ Deoksugung Stone Wall Road ซึ่งเปลี่ยนเป็นถนนสีเหลืองเมื่อใบแปะก๊วยเริ่มร่วง ส่วนใครอยากใกล้ธรรมชาติขึ้นอีกหน่อย Namsan และ Bukhansan ก็อยู่ไม่ไกล ความสนุกจึงอยู่ตรงที่เราสามารถเที่ยวเมือง กิน ดื่ม และเข้าพิพิธภัณฑ์ตามปกติ โดยมีใบไม้เปลี่ยนสีเป็นฉากหลังตลอดทั้งทริป

 

Best Time: ปลายตุลาคม–กลางพฤศจิกายน

 

7. Mutianyu Great Wall, จีน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 7

 

กำแพงเมืองจีนทอดตัวผ่านภูเขาสีแดงและทอง

 

Mutianyu เป็นหนึ่งในช่วงของกำแพงเมืองจีนที่เดินทางไปได้สะดวกจากปักกิ่ง และมีแนวกำแพงกับหอสังเกตการณ์ที่ได้รับการบูรณะค่อนข้างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษในฤดูใบไม้ร่วงคือภูเขาซึ่งโอบล้อมกำแพงแทบทุกทิศทาง เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ป่าบนภูเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดง ส้ม และทอง ขณะที่กำแพงหินทอดตัวขึ้นลงตามแนวสันเขาไปจนลับสายตา กลายเป็นทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีที่แตกต่างจากสวนและวัดของญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง นักท่องเที่ยวสามารถเดินบนกำแพงเพื่อหามุมชมวิว หรือใช้ Cable Car ขึ้นไปด้านบนก่อนค่อยเดินสำรวจตามแนวกำแพงก็ได้

 

Best Time: กลางตุลาคม–ต้นพฤศจิกายน

 

8. Jiuzhaigou Valley, จีน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 8

 

ป่าสีทอง ทะเลสาบสีฟ้า เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาด

 

Jiuzhaigou หรือ ‘หุบเขาเก้าหมู่บ้าน พื้นที่อนุรักษ์และมรดกโลกบนพื้นที่สูงทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน มีชื่อเสียงจากทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ น้ำตก ภูเขา และป่าที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขา ฤดูใบไม้ร่วงทำให้ภูมิทัศน์ที่มีสีสันอยู่แล้วของ Jiuzhaigou ยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก เพราะป่ารอบทะเลสาบจะเปลี่ยนเป็นเหลือง ส้ม และแดง สะท้อนลงบนผิวน้ำสีฟ้าใส บางจุดยังมองเห็นยอดเขาสูงเป็นฉากหลัง ภาพที่ได้จึงไม่ใช่แค่ ‘ใบไม้สีส้มแดง’ หากแต่เป็นการวางสีของน้ำ ป่า และภูเขาที่สวยงามรวมกับภาพวาด ซึ่งทำให้ช่วงเดือนตุลาคมถือเป็นช่วงสวยที่สุดช่วงหนึ่งของที่นี่

 

Best Time: กลาง–ปลายตุลาคม

 

9. Hunza Valley, ปากีสถาน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 9

 

หุบเขาสีทองกลางเทือกเขาคาราโครัม

 

ทางตอนเหนือของปากีสถาน ท่ามกลางเทือกเขา Karakoram คือที่ตั้งของ Hunza Valley หุบเขาบนพื้นที่สูงที่รายล้อมด้วยยอดเขาสูงหลายพันเมตร ธารน้ำแข็ง และหมู่บ้านเล็กๆ ที่กระจายตัวตามไหล่เขา ด้วยภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ ที่นี่จึงสวยแทบทุกฤดู แต่หนึ่งในช่วงที่โดดเด่นที่สุดคือฤดูใบไม้ร่วง

 

เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ต้น Poplar, Apricot, Mulberry และไม้ผลต่างๆ ที่ปลูกอยู่ทั่วหุบเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลืองทอง ส้ม และแดง ทำให้หมู่บ้านและพื้นที่เกษตรด้านล่างดูราวกับถูกย้อมด้วยสีอันสดใสขณะที่ฉากหลังยังคงเป็นยอดเขาสูงของ Karakoram โดยเฉพาะบริเวณ Passu ที่มองเห็นยอดเขาแหลมของ Passu Cones โผล่ขึ้นเหนือผืนป่าสีทอง เป็นหนึ่งในภาพฤดูใบไม้ร่วงที่แตกต่างจากภาพใบเมเปิลแดงของญี่ปุ่นและเกาหลีอย่างสิ้นเชิง

 

Best Time: ต้น–ปลายตุลาคม

 

10. Alishan, ไต้หวัน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 10

 

รถไฟสายเก่า ทะเลหมอก และใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขา

 

หลายคนรู้จัก Alishan จากพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก ป่าสนไซเปรส รวมถึงรถไฟสีแดงของ Alishan Forest Railway แต่เมื่ออากาศเริ่มเย็นในช่วงปลายปี ภูเขาแห่งนี้ก็มีอีกหนึ่งบรรยากาศให้ตามหา นั่นคือสีแดงและทองของไม้ผลัดใบที่ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาในผืนป่า

 

Alishan ไม่ใช่ภูเขาเพียงลูกเดียว แต่เป็นพื้นที่ภูเขาขนาดใหญ่ที่มีระดับความสูงแตกต่างกัน จึงมีทั้งป่าสน ไซเปรส ไร่ชา และพืชพรรณหลากหลายชนิด ใบไม้ร่วงของที่นี่ไม่ได้มาในรูปภูเขาสีแดงทั้งลูกแบบเกาหลี แต่เป็นใบเมเปิลและไม้ผลัดใบที่แต้มสีอยู่ท่ามกลางป่าสีเขียว ยิ่งเมื่อจับคู่กับหมอกยามเช้า ทางรถไฟสายเก่า และแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านต้นไม้ ก็กลายเป็นฤดูใบไม้ร่วงอีกแบบที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

 

Best Time: พฤศจิกายน–ธันวาคม

The post Autumn Calling! 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชีย ที่ควรไปปักหมุดในทันสักครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Fernweh ความรู้สึกอยากไปเยือนสถานที่สวยๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน https://thestandard.co/life/fernweh-travel-unknown-places/ Sun, 27 Sep 2026 11:15:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1260405 ภาพวิวทิวทัศน์ภูเขาและธรรมชาติที่สวยงาม

เคยไหม? เห็นภาพที่เที่ยวสวยๆ แล้วอยากไปเยือนสักครั้ง อา […]

The post รู้จัก Fernweh ความรู้สึกอยากไปเยือนสถานที่สวยๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิวทิวทัศน์ภูเขาและธรรมชาติที่สวยงาม

เคยไหม? เห็นภาพที่เที่ยวสวยๆ แล้วอยากไปเยือนสักครั้ง อาการนี้เรียกว่า Fernweh ความโหยหาสถานที่ไกลๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน LIFE ชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจความรู้สึกนี้และวิธีฮีลใจไปพร้อมๆ กัน

 

ภาษาเยอรมันมีคำว่า Fernweh ใช้เรียกความโหยหาสถานที่ไกลๆ ต่างจาก Heimweh ที่หมายถึงความคิดถึงบ้าน คำนี้จึงช่วยอธิบายความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่ได้อยากกลับไปหาสิ่งคุ้นเคย แต่อยากออกไปพบสิ่งที่ยังไม่รู้จัก

 

ศาสตราจารย์ ดร.ปีเตอร์ วัลช์บูร์เกอร์ (Peter Walschburger) จากภาควิชาจิตวิทยา ที่ Freie Universität Berlin อธิบายว่า Fernweh สัมพันธ์กับความอยากออกไปพบสิ่งใหม่ ความรู้สึกนี้อาจผุดขึ้นเมื่อเราเริ่มเบื่อสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย และจินตนาการว่าข้างนอกยังมีอะไรให้ลองอีกบ้าง แต่เหตุผลและระดับความรู้สึกของแต่ละคนย่อมต่างกัน

 

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับตารางเดิมๆ ความอยากไปไกลอาจเป็นเพียงสัญญาณว่าเราอยากเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย ยังไม่ต้องรีบจองตั๋วก็ได้ ลองจดชื่อสถานที่ที่สะดุดใจ อ่านเรื่องราวของมัน หรือเริ่มจากคาเฟ่ ถนน และย่านที่ไม่เคยแวะในเมืองตัวเอง เพราะบางทีสิ่งที่ใจตามหา อาจเริ่มจากการได้เห็นอะไรใหม่ๆ ใกล้ตัวก็ได้นะ

The post รู้จัก Fernweh ความรู้สึกอยากไปเยือนสถานที่สวยๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยกระดับอุตสาหกรรมเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง สอวช. จับมือ อพท. มอบ อววน. ขยายผล https://thestandard.co/nxpo-dasta-regenerative-tourism/ Fri, 11 Sep 2026 08:22:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1253742 ภาพพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ อพท.

วันนี้ (11 กันยายน ) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิ […]

The post ยกระดับอุตสาหกรรมเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง สอวช. จับมือ อพท. มอบ อววน. ขยายผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ อพท.

วันนี้ (11 กันยายน ) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ ‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ (Regenerative Tourism)

 

โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม มี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และ วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นสักขีพยาน

 

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปใช้พัฒนาและขยายผลในพื้นที่พิเศษของ อพท. เชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมพัฒนามาตรฐานและแนวทางวัดผลที่สอดคล้องกับระดับสากล เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

 

การขับเคลื่อนดังกล่าวมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น ‘Meaningful & High Value Destination’ ที่การท่องเที่ยวไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน อววน. เข้ากับแนวคิด ‘Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้’ ของกระทรวง อว. ตลอดจนการขับเคลื่อนของ กรอ. ท่องเที่ยว และ ‘นโยบายชุมชนพลัส’ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน และสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากฐานรากอย่างยั่งยืน

 

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย โดย สอวช. จะร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย พร้อมใช้กลไกของกระทรวง อว. เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่พื้นที่ของ อพท.

 

รวมทั้งประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร การมีส่วนร่วมของชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำผลจากพื้นที่ไปใช้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

ด้านศิริปกรณ์กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะสร้างกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ได้แก่ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า

 

ทั้งสองหน่วยงานกำหนดกรอบความร่วมมือ 4 ด้านหลัก ได้แก่

 

  • การพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย เปลี่ยนจากการรักษาทรัพยากรสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรม ใช้กลไก อววน. พัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและผลักดันผลลัพธ์สู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ
  • การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและเครือข่าย เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมพัฒนา ‘Regenerative Tourism Lab’ เพื่อทดลองโมเดลที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และประยุกต์แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)
  • การพัฒนาเครื่องมือและระบบวัดผล จัดทำเกณฑ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และเหมาะสมกับบริบทไทย
  • การพัฒนาศักยภาพคน ทั้งบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

 

ภายในงานยังมีการบรรยายหัวข้อ ‘ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน’ โดย ศิรพันธ์ วัฒนจินดา และ พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE นำเสนอการใช้ ECOLIFE Platform เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมด้านความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่

The post ยกระดับอุตสาหกรรมเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง สอวช. จับมือ อพท. มอบ อววน. ขยายผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่พักยกเลิกจองฝ่ายเดียว ร้านค้าโก่งราคา แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนหนักสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/south-korea-tourist-complaints-record/ Mon, 07 Sep 2026 12:45:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1251831 นักท่องเที่ยวในกรุงโซล เกาหลีใต้

เรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นทำสถิ […]

The post ที่พักยกเลิกจองฝ่ายเดียว ร้านค้าโก่งราคา แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนหนักสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวในกรุงโซล เกาหลีใต้

เรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ยังไม่หมดปี โดยปัญหาที่ถูกร้องเรียนมีตั้งแต่คนขับแท็กซี่ขับรถหวาดเสียว ไปจนถึงร้านค้าในห้างสรรพสินค้าคิดราคาเกินจริง
 

 
ข้อมูลที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) รวบรวมไว้ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้มีเรื่องร้องเรียนทั่วประเทศ 1,753 เรื่อง ซึ่งมากกว่าตัวเลข 1,744 เรื่องของทั้งปี 2025 ไปแล้ว ทั้งที่ผ่านไปเพียง 7 เดือนเท่านั้น
 
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญคือมันเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวเกาหลีใต้กำลังเฟื่องฟู เพราะเป็นครั้งแรกที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 10 ล้านคนตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งปีแรก อีกทั้งดุลบัญชีท่องเที่ยวของประเทศยังเกินดุลต่อเนื่องหลายเดือน
 
สำหรับช่องทางร้องเรียนนั้นมาจาก 2 ทาง คือเว็บไซต์ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการท่องเที่ยว และสายด่วนล่ามเพื่อการท่องเที่ยวหมายเลข 1330
 
ผู้ใช้บริการทั้ง 2 ช่องทางส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากติดปัญหาด้านภาษาเวลาต้องไปร้องเรียนกับผู้ประกอบการโดยตรง ทำให้ตัวเลขที่ปรากฏสะท้อนเสียงของคนกลุ่มนี้เป็นหลัก
 
หากดูย้อนหลังจะเห็นว่าเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2018 ยกเว้นเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด
 
ปีแรกที่เก็บข้อมูลมีเรื่องร้องเรียน 1,263 เรื่อง ตามด้วย 1,165 เรื่องในปี 2019 ก่อนจะดิ่งลงเหลือ 364 เรื่องในปี 2020, 119 เรื่องในปี 2021 และ 288 เรื่องในปี 2022 จากมาตรการจำกัดการเดินทางในช่วงโรคระบาด
 
จากนั้นตัวเลขก็ไต่กลับขึ้นมาพร้อมกับการฟื้นตัวของความต้องการเดินทาง โดยอยู่ที่ 902 เรื่องในปี 2023, 1,543 เรื่องในปี 2024 และ 1,744 เรื่องในปี 2025 ก่อนที่ยอดของปีนี้จะแซงสถิติเดิมภายในเวลาเพียง 7 เดือน
 

ที่พักและช้อปปิ้งครองครึ่งหนึ่งของเรื่องร้องเรียน

 
เมื่อแยกตามประเภทปัญหา กลุ่มที่พักและการช้อปปิ้งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด
 
อันดับ 1 คือที่พักทั่วไป ซึ่งครอบคลุมปัญหาอย่างการยกเลิกการจองฝ่ายเดียวและการเรียกเก็บค่าปรับที่สูงเกินไป โดยมี 500 เรื่อง ตามมาด้วยปัญหาจากการช้อปปิ้ง ทั้งการบริการที่ไม่เป็นมิตรและข้อพิพาทเรื่องราคา ซึ่งมี 376 เรื่อง
 
อันดับ 3 คือปัญหาเกี่ยวกับสนามบินและสายการบิน ทั้งการดำเนินงานของสายการบินและสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบินที่ไม่เพียงพอ ซึ่งมี 186 เรื่อง
 
ส่วนอันดับ 4 คือแท็กซี่ที่ 182 เรื่อง โดยปัญหาหลักคือการปฏิเสธไม่กดมิเตอร์และการขับรถหวาดเสียว ตามด้วยปัญหาเกี่ยวกับโรงแรมที่ 146 เรื่อง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการจองฝ่ายเดียว, การบริการที่แย่ และความสะอาด
 
ที่น่าสังเกตคือปัญหาเรื่องค่าปรับการยกเลิกที่พักที่ไม่เป็นธรรมมักปะทุขึ้นซ้ำๆ ในช่วงที่มีอีเวนต์ใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตของวง BTS ซึ่งผู้ที่ติดตามอุตสาหกรรมนี้มองว่าการแก้ปัญหาด้านบริการที่เป็นต้นตอ คือกุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตของการท่องเที่ยวเกาหลีใต้เอาไว้
 

ปูซานพุ่ง 2.5 เท่าหลังคอนเสิร์ต BTS

 
กรุงโซลมีเรื่องร้องเรียนมากที่สุดที่ 665 เรื่อง ตามด้วยเมืองปูซานทางตะวันออกเฉียงใต้ที่ 594 เรื่อง, เมืองอินชอนที่ 176 เรื่อง และเกาะเชจูซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางตอนใต้ที่ 155 เรื่อง
 
กรณีที่น่าสนใจที่สุดคือปูซาน ซึ่งเรื่องร้องเรียนในช่วงมกราคมถึงกรกฎาคมพุ่งขึ้นเป็นราว 2.5 เท่าของ 239 เรื่องในช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการที่เมืองนี้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ของ BTS เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งดึงผู้มาเยือนเข้าเมืองราว 110,000 คน
 
หากแยกตามสัญชาติ ผู้ร้องเรียนจากจีนมีจำนวนมากที่สุดที่ 680 เรื่อง ตามด้วยชาวเกาหลีใต้เองที่ 276 เรื่อง, ชาวญี่ปุ่นที่ 263 เรื่อง, ชาวไต้หวันที่ 182 เรื่อง และชาวฮ่องกงที่ 87 เรื่อง
 
ในภาพรวม นักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 84.3% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 15.7% เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ
 

นักวิชาการชี้ต้นตอคือโครงสร้างพื้นฐานที่ตามไม่ทัน

 
ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันปรับปรุงความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเอาไว้
 
ยุน จีฮวาน อาจารย์ด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยคยองฮี ให้ความเห็นว่าเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัว เรื่องร้องเรียนและตัวชี้วัดเชิงลบอื่นก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 
เขาระบุกับสำนักข่าว Yonhap ว่าสาเหตุหนึ่งของการพุ่งขึ้นครั้งนี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ
 
ทางออกที่เขาเสนอคือการเพิ่มปริมาณระบบขนส่งและที่พัก ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันดึงลูกค้ามากขึ้น และมาตรฐานการบริการก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ยุนเตือนว่าประสบการณ์แย่ๆ ที่ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้
 
ภาพ : LegoCamera / Shutterstock
 อ้างอิง:

The post ที่พักยกเลิกจองฝ่ายเดียว ร้านค้าโก่งราคา แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนหนักสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กอินที่อุดรธานี รับกระเป๋าที่โตเกียว Sky ConX กับเป้าหมายดันอุดรฯ ขึ้นเป็นฮับการบินอีสานของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ https://thestandard.co/vietjet-udon-thani-aviation-hub/ Mon, 31 Aug 2026 11:36:55 +0000 https://thestandard.co/vietjet-udon-thani-aviation-hub/ ภาพผู้บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ วรเนติ หล้าพระบาง พร้อมภาพประกอบบริการ Sky ConX

การบินจากอุดรธานีไปญี่ปุ่นแต่เดิมต้องซื้อตั๋วแยกกันสองใ […]

The post เช็กอินที่อุดรธานี รับกระเป๋าที่โตเกียว Sky ConX กับเป้าหมายดันอุดรฯ ขึ้นเป็นฮับการบินอีสานของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ วรเนติ หล้าพระบาง พร้อมภาพประกอบบริการ Sky ConX

การบินจากอุดรธานีไปญี่ปุ่นแต่เดิมต้องซื้อตั๋วแยกกันสองใบ เมื่อถึงกรุงเทพฯ ผู้โดยสารต้องรับกระเป๋าออกจากสายพานแล้วไปเช็กอินใหม่ และหากไฟลต์แรกดีเลย์จนตกเครื่องต่อ ความเสี่ยงนั้นตกอยู่กับผู้โดยสารเอง

 

 
 

 

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์จึงเปิดบริการ Sky ConX ขึ้นมาลดขั้นตอนดังกล่าว ให้เหลือการเช็กอินครั้งเดียวที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี โดยสัมภาระจะถูกส่งตรงไปรับที่ปลายทาง ใช้เวลารอเปลี่ยนเครื่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิราว 3-4 ชั่วโมงในสองเส้นทางแรกที่เปิดให้บริการ

 

จุดหมายที่เชื่อมต่อได้ครอบคลุมโตเกียว (นาริตะ), โอซาก้า (คันไซ), ไทเป และดานัง รวมถึงเมืองอื่นในเครือข่ายของสายการบิน โดยเส้นทางที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการก่อนคือเส้นทางอุดรธานีสู่ไทเป และอุดรธานีสู่โตเกียว

 

วิธีนี้นับเป็นการพาสนามบินภูมิภาคเข้าไปอยู่ในเครือข่ายการบินระหว่างประเทศ โดยยังไม่ต้องเปิดเส้นทางบินตรง ซึ่งต้องใช้ทั้งเครื่องบิน สิทธิการบิน และความต้องการเดินทางที่มากพอจะเติมเต็มทุกเที่ยว และเป็นก้าวแรกของโรดแมปที่เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางไว้ร่วมกับกระทรวงคมนาคมและกรมท่าอากาศยาน ในการผลักดันอุดรธานีขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ทำไมอุดรธานีถึงได้เป็นจังหวัดนำร่อง?

 

เหตุผลข้อแรกคือขนาดของตลาดที่มีอยู่จริงแล้ว ปี 2568 ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีมีผู้โดยสารใช้บริการรวมกว่า 2 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 ของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นฐานผู้โดยสารที่หนาแน่นพอจะรองรับบริการเชื่อมต่อระหว่างประเทศได้

 

ข้อที่สองคือกำลังซื้อในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานีมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดอยู่ที่ 132,615 ล้านบาท เติบโตในอัตรา 6.25% ต่อปี ควบคู่กับบทบาทการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไมซ์และแหล่งนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งหมายถึงผู้โดยสารกลุ่มธุรกิจที่เดินทางสม่ำเสมอ ไม่ได้พึ่งฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเดียว

 

ข้อที่สามคือทำเลที่วางตัวเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่าอุดรธานีเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับเวียดนามและลาว และมีความผูกพันทางวัฒนธรรมกับเวียดนามในระดับลึก ซึ่งเป็นทุนที่จังหวัดอื่นในภาคเดียวกันไม่มี

 

จาก 2 เที่ยวบินต่อวัน สู่แผนเพิ่มความถี่และขยายไปสนามบินอื่น

 

สิ่งที่วรเนติยอมรับคือ ที่ผ่านมาสายการบินจำเป็นต้องจัดสรรฝูงบินไปเน้นเส้นทางท่องเที่ยวเป็นหลักเพราะข้อจำกัดเรื่องจำนวนเครื่องบิน ทำให้แม้จะเริ่มบินสู่อุดรธานี ขอนแก่น และอุบลราชธานี มาตั้งแต่ปี 2563 แต่ความถี่ก็ยังอยู่ที่ราว 2 เที่ยวบินต่อวันมาโดยตลอด ทั้งที่ทั้งสามจังหวัดมีศักยภาพรองรับได้มากกว่านั้น

 

การเพิ่มความถี่จึงเป็นอีกขาที่เดินคู่กับ Sky ConX โดยเส้นทางอุดรธานีถึงกรุงเทพฯ ขยับเป็น 3 เที่ยวบินต่อวันตั้งแต่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา และเพิ่มเป็น 4 เที่ยวบินต่อวันในเดือนกันยายน ขณะที่เป้าหมายซึ่งสายการบินประกาศไว้คือแตะระดับสูงสุด 5 เที่ยวบินต่อวันภายในปีนี้

 

หากการตอบรับเป็นไปตามที่คาด สายการบินเตรียมขยายโมเดล Sky ConX จากอุดรธานีไปยังท่าอากาศยานขอนแก่นในช่วงปลายปีนี้ และท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีในช่วงต้นปีหน้า พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินที่ขอนแก่น อุบลราชธานี และสุราษฎร์ธานีไปพร้อมกัน

 

ส่วนเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี ซึ่งมีการพูดถึงเส้นทางอุดรธานีสู่โฮจิมินห์เป็นตัวเลือกแรก ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นศึกษาความเป็นไปได้ และยังไม่มีการยืนยันกำหนดเปิดให้บริการ

 

โจทย์ที่รออยู่นอกรั้วสนามบิน

 

สิ่งที่วรเนติมองว่าท้าทายที่สุดในการทำให้เส้นทางบินตรงเกิดขึ้นจริง อยู่นอกอำนาจของสายการบินเกือบทั้งหมด เพราะหากดึงนักท่องเที่ยวเวียดนามให้บินมาลงที่อุดรธานีได้สำเร็จ คำถามถัดมาคือพวกเขาจะเดินทางต่อไปไหนและด้วยวิธีใด

 

ปัญหาที่เห็นชัดคือเรื่องข้อมูลและภาษา นักท่องเที่ยวเวียดนามส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง ขณะที่ป้ายบอกทางและข้อมูลท่องเที่ยวทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเวียดนามในพื้นที่ยังไม่ได้จัดเตรียมไว้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเดินทางต่อไปท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ต้องหาทางเอง จุดนี้ต้องอาศัยหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันวางระบบข้อมูลและจุดบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมารองรับ

 

อีกจุดที่สายการบินมองว่ามีศักยภาพสูงคือ ‘เวียดนามทาวน์’ ในตัวจังหวัด ซึ่งได้รับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทางเท้า และภูมิทัศน์ไปแล้ว แต่กิจกรรมท่องเที่ยวยังไม่เกิดขึ้นเต็มที่ ปัจจุบันร้านค้าในย่านนี้เปิดขายเพียงช่วง 11.00-13.00 น. และอาหารก็หมดภายในเวลาดังกล่าว

 

ข้อเสนอของวรเนติคือการขยายเวลาเปิดให้บริการตลอดวัน ทำเป็นถนนคนเดินประจำทุกวันเสาร์ จัดเทศกาลอาหารเวียดนามในช่วงฤดูหนาว และจัดงานตรุษญวนอย่างจริงจังในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่คนเวียดนามหยุดยาวติดต่อกันถึง 2 สัปดาห์และนิยมออกเดินทาง หากทำได้สำเร็จ อุดรธานีจะกลายเป็นทางเลือกที่ดึงนักท่องเที่ยวเวียดนามออกจากกรุงเทพฯ และภูเก็ตได้

 

ในฝั่งของตัวเอง สายการบินพร้อมสนับสนุนทั้งการจัดโรดโชว์ การพาคณะมาสำรวจแหล่งท่องเที่ยว และการจัดจับคู่ธุรกิจเพื่อเชื่อมผู้ประกอบการอุดรธานีเข้ากับพันธมิตรฝั่งเวียดนาม โดยเงื่อนไขที่วรเนติวางไว้ชัดเจนคือเมื่อแหล่งท่องเที่ยวพร้อมและมีความต้องการเดินทางหนาแน่นพอ สายการบินก็พร้อมเปิดเส้นทางบินตรงให้

 

สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง วรเนติประเมินว่าสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงจุดที่ต้องการ เพราะพฤติกรรมผู้โดยสารยังผันผวนและชะลอการตัดสินใจ ประกอบกับต้นทุนน้ำมันที่เคยผ่อนคลายไปช่วงหนึ่งกลับมาขยับขึ้นอีกครั้ง จนส่งผลให้ราคาบัตรโดยสารต้องปรับตามและทำให้ผู้โดยสารบางส่วนเลือกรอดูสถานการณ์ก่อน

 

แต่สิ่งที่สายการบินยังมั่นใจคือไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว จะเป็นจังหวะที่การเดินทางกลับมาคึกคักอีกครั้ง และเป็นบทพิสูจน์รอบแรกว่าโมเดลการเชื่อมสนามบินภูมิภาคเข้ากับเครือข่ายระหว่างประเทศจะไปได้ไกลแค่ไหน

The post เช็กอินที่อุดรธานี รับกระเป๋าที่โตเกียว Sky ConX กับเป้าหมายดันอุดรฯ ขึ้นเป็นฮับการบินอีสานของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบบี้บูมเมอร์กลุ่มที่มั่งคั่งที่สุด กำลังเทเงินเที่ยวรอบโลก ยอมจ่ายทริปละ 3 ล้านบาท ด้วยความคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก https://thestandard.co/wealthy-baby-boomers-world-travel/ Mon, 24 Aug 2026 07:15:04 +0000 https://thestandard.co/wealthy-baby-boomers-world-travel/ กลุ่มเพื่อนผู้สูงอายุที่กระตือรือร้นและมีความสุขกำลังวิ่งออกกำลังกาย

คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ซึ่งถือครองความมั่งคั่งรวมกันมากกว่า […]

The post เบบี้บูมเมอร์กลุ่มที่มั่งคั่งที่สุด กำลังเทเงินเที่ยวรอบโลก ยอมจ่ายทริปละ 3 ล้านบาท ด้วยความคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเพื่อนผู้สูงอายุที่กระตือรือร้นและมีความสุขกำลังวิ่งออกกำลังกาย

คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ซึ่งถือครองความมั่งคั่งรวมกันมากกว่าคนรุ่นใดที่ยังมีชีวิตอยู่ กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวโลก ด้วยการทุ่มเงินไปกับการเดินทางในระดับที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัวตาม

 

 

เหตุผลมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งอายุขัยที่ยาวขึ้น, เวลาว่างที่มีมากกว่า และสุขภาพที่แข็งแรงกว่ารุ่นพ่อแม่และปู่ย่าตายาย

 

แต่สิ่งที่เร่งให้ตัดสินใจเร็วขึ้นคือความรู้สึกว่าเวลาเหลือน้อยลง เพราะกลุ่มแรกของคนรุ่นนี้เข้าสู่วัย 80 ปีแล้ว จึงเกิดความเร่งด่วนที่จะได้เห็นโลกให้มากที่สุดเท่าที่ยังทำได้

 

ตัวอย่างที่สะท้อนความคิดนี้คือ จีน โจว วัย 69 ปี ที่ออกเดินทางหลังสามีและแม่เสียชีวิตห่างกันเพียง 6 เดือน โดยจองทัวร์ 21 วันด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปเยือน 6 ประเทศ ทั้งขี่อูฐในอียิปต์, ล่องแม่น้ำไนล์ และไปกอดหินที่เอฟเบอรีในอังกฤษ

 

ทริปดังกล่าวมีราคา 93,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.04 ล้านบาท) และปัจจุบันเธอจองทริปเครื่องบินส่วนตัวอีกครั้งเพื่อไปเยือน 6 ประเทศในแอฟริกา โดยให้เหตุผลว่าอยากทำตอนนี้ในขณะที่ยังไหว พร้อมยอมรับว่าตัวเองโชคดีที่มีกำลังจ่ายสำหรับทริปแบบนี้

 

เที่ยวแบบผจญภัย แต่ขอความสบายควบคู่กันไป

 

พฤติกรรมของคนรุ่นนี้กำลังเปลี่ยนหน้าตาธุรกิจท่องเที่ยวหลายด้าน โดยคนกลุ่มเดียวกับที่เคยโบกรถข้ามประเทศและแบกเป้เที่ยวยุโรปตอนหนุ่มสาว ตอนนี้หันไปเที่ยวซาฟารีและเดินป่าในเซเรนเกติผ่านทัวร์ที่มีไกด์ดูแล ซึ่งมีทั้งเส้นทางแบบง่ายและแบบท้าทายให้เลือก

 

สิ่งที่ต่างจากเดิมคือคนรุ่นนี้ต้องการทั้งการผจญภัยและความสบายไปพร้อมกัน ทั้งที่พักที่ดี อาหารอร่อย การเดินทางเชื่อมต่อที่ราบรื่น และความยุ่งยากเรื่องสัมภาระที่น้อยลง

 

ความต้องการดังกล่าวทำให้เกิดบริการเฉพาะกลุ่ม อย่างการส่งกระเป๋าล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องลากขึ้นลงสนามบินหรือขึ้นลงเรือสำราญ

 

โดยหลายคนยอมจ่ายให้บริษัทอย่าง Luggage Forward เป็นเงิน 144 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,700 บาท) เพื่อส่งกระเป๋าหนัก 23 กิโลกรัมภายในสหรัฐฯ และ 374 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,200 บาท) สำหรับส่งไปอังกฤษ

 

ออเดรย์ โคเฮาต์ ผู้บริหารร่วมของบริษัทดังกล่าว ระบุว่าลูกค้าหลักคือคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวกและบริการลูกค้าที่ดี จนบริษัทต้องจ้างพนักงานรับสายเพิ่ม เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ต้องการคุยกับบอต

 

ด้านที่พักก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดย เจมส์ โมเสส ประธาน Road Scholar องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ก่อตั้งมา 50 ปี ระบุว่าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เปลี่ยนวิธีที่องค์กรทำสัญญาเรื่องที่พักไปอย่างมาก

 

จุดเปลี่ยนนี้ต่างจากจุดเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง เพราะองค์กรก่อตั้งในชื่อ Elderhostel เพื่อจัดทริปและคลาสเรียนให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ไม่รังเกียจการพักในหอพักนักศึกษาที่ว่างอยู่ ขณะที่ปัจจุบันบางทริปมีที่พักระดับโรงแรม 4 และ 5 ดาวให้เลือก

 

ปัจจุบันราว 80% ของนักเดินทางกับ Road Scholar เป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์กรเริ่มทำทริปเครื่องบินส่วนตัวตั้งแต่ปี 2019 เพื่อให้ผู้เดินทางได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหลายแห่งในทริปเดียว

 

โมเสสสรุปแนวคิดของคนรุ่นนี้ว่าคือการถามตัวเองว่าเหลือเวลาอีกเท่าไร และอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง จึงต้องการทำให้ได้มากที่สุดในกรอบเวลาที่สมเหตุสมผล

 

มีทั้งกลุ่มที่จ่ายหนัก และกลุ่มที่ล่าดีล

 

แม้ภาพจำของคนรุ่นนี้จะเป็นการใช้จ่ายหนัก แต่ในความเป็นจริงยังมีนักล่าดีลอยู่จำนวนไม่น้อย โดยผลสำรวจล่าสุดของ AARP พบว่าชาวอเมริกันสูงวัยวางแผนเดินทาง 4 ทริปในปี 2026 ซึ่งกลุ่มที่ใช้จ่ายมากที่สุดคือคนวัย 60 ปี

 

ผลสำรวจเดียวกันยังพบว่าไม่ว่ารายได้เท่าไร คนรุ่นนี้ก็มองหาดีลราคาถูก โดยหลายคนใช้ AI ช่วยหาดีลท่องเที่ยวที่คุ้มที่สุด รวมถึงใช้ส่วนลดจากโปรแกรมสะสมคะแนน

 

ฝั่งธุรกิจนำเที่ยวก็เห็นความคึกคักชัดเจน โดย เดวิด พอร์เตอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Roaming Boomers Travel Services ระบุว่ายอดจองปีนี้เพิ่มขึ้น 20% ส่วนใหญ่เป็นการล่องเรือสำราญขนาดเล็กระดับหรู จนคำถามใหญ่ที่สุดของเขาคือจะตามความต้องการให้ทันอย่างไร

 

พอร์เตอร์มองว่าส่วนหนึ่งของการเติบโตมาจากตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นจนเงินออมเพื่อการเกษียณของคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นตาม โดยลูกค้าจำนวนมากของเขาคือกลุ่มที่เขาเรียกว่าเศรษฐีเงินล้านชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจและกลุ่มวิชาชีพที่มีสินทรัพย์ระหว่าง 1-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.68-326.80 ล้านบาท)

 

สำหรับราคานั้น ยอดจองเฉลี่ยของทริปล่องเรือสำราญทั้งหมดอยู่ที่ราว 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 817,000 บาท) ขณะที่ทริปล่องเรือรอบโลกระดับบนอาจสูงเกิน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.80 ล้านบาท) ต่อคู่

 

ในอีกด้านหนึ่ง คนรุ่นนี้จำนวนมากก็วางแผนการเงินอย่างรัดกุม อย่างกรณีของ มาร์ก เดนเนน วัย 72 ปี ที่เคยขึ้นเครื่องบินทุกสองสัปดาห์เพื่อทำงานขายจนสะสมไมล์ได้ราว 4 ล้านไมล์ และเคยบอกภรรยาไว้ว่าจะพากันเที่ยวเมื่อเกษียณ

 

ปัจจุบันทั้งคู่ใช้ไมล์สะสมไปเกือบหมดกับทริปยุโรปและการเที่ยวอุทยานแห่งชาติทั่วสหรัฐฯ โดยเดินทางใหญ่ปีละราว 4 ครั้ง สลับกับทริปสั้น 3 วันเป็นครั้งคราว ซึ่งแม้ฐานะจะสบาย แต่ก็ยังคุมงบรายเดือนและกันเงินไว้สำหรับทริปในอนาคต

 

เลือกทริปที่คุ้มค่ากับเวลาที่เหลือ

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกอย่างคือวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน โดย วิกเตอร์ เมดินา ผู้ก่อตั้ง Palante Wealth Advisors ระบุว่าลูกค้าของเขาแบ่งเงินออกเป็นกระปุกตามวัตถุประสงค์ ซึ่งรวมถึงกระปุกสำหรับชีวิตที่ดีอย่างการท่องเที่ยว

 

เขาเล่าว่าลูกค้ามีความตั้งใจในการเลือกทริปมากขึ้น โดยชั่งน้ำหนักว่าทริปไหนคุ้มค่าที่จะไป ด้วยคำถามว่าหากเหลือทริปให้เดินทางอีกจำนวนหนึ่ง ทริปไหนคือทริปที่มีความหมายและจะทำให้ได้ประสบการณ์สูงสุด

 

ผลที่ตามมาคือหลายคนเลือกจอง Airbnb ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่น แทนการพักโรงแรมดีๆ ในยุโรปหนึ่งสัปดาห์

 

อีกกรณีที่น่าสนใจคือ ลีแอนน์ และ ลีออน ไรแลนด์ คู่สามีภรรยาในออสเตรเลีย ที่ตัดสินใจเกษียณตั้งแต่วัย 50 กลางๆ หลังที่ปรึกษาการเงินบอกกับพวกเขาว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องมาแล้ว ทั้งการเก็บออมและปลดหนี้ จึงมีเงินพอที่จะออกไปเห็นโลก

 

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เดินทางไปครบทุกทวีป ทั้งกำแพงเมืองจีน, มาชูปิกชู และสวนสนุกดิสนีย์ทุกแห่งทั่วโลก โดยปีหน้ามีแผนไปเวียดนาม, โมร็อกโก และโปรตุเกส

 

ที่น่าสนใจคือทั้งคู่ไม่เคยซื้อรถใหม่จนกระทั่งเกษียณ ปัจจุบันเดินทางปีละ 20 สัปดาห์ ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.31 ล้านบาท) โดยยืดงบด้วยการหาตั๋วเครื่องบินราคาดี, พักโรงแรมระดับกลาง และใช้กระเป๋าถือขึ้นเครื่องเท่านั้น

 

ลีแอนน์วัย 61 ปี ยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เพื่อนวัยเกษียณผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ SKIClub ซึ่งย่อมาจากการใช้มรดกของลูกให้หมด สะท้อนแนวคิดของคนรุ่นนี้ที่เลือกใช้เงินไปกับประสบการณ์ในช่วงที่ยังเดินทางไหว

 

ภาพ : PixieMe / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.68 บาท ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post เบบี้บูมเมอร์กลุ่มที่มั่งคั่งที่สุด กำลังเทเงินเที่ยวรอบโลก ยอมจ่ายทริปละ 3 ล้านบาท ด้วยความคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Social Healing เทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่เชื่อว่าการเยียวยาเกิดขึ้นระหว่างคนกับคน https://thestandard.co/life/social-healing-wellness-travel-connection/ Tue, 18 Aug 2026 10:04:07 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1243307 ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน

ลองนึกถึงภาพของ Wellness Holiday สักทริป ภาพแรกที่ปรากฏ […]

The post Social Healing เทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่เชื่อว่าการเยียวยาเกิดขึ้นระหว่างคนกับคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน

ลองนึกถึงภาพของ Wellness Holiday สักทริป ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในหัวของคุณคืออะไร? ห้องสปาที่อบอวลด้วยกลิ่น Essential Oil เสียงดนตรีเบาๆ คลอไปกับคลาสโยคะยามเช้า การนั่งสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ หรือเข้าโปรแกรม Retreat ที่ไหนสักแห่งที่ชวนเราวางโทรศัพท์ ปิดเสียงจากโลกภายนอก และใช้เวลากลับมาอยู่กับตัวเอง

 

 
 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเดินทางเพื่อสุขภาพมักถูกผูกเข้ากับแนวคิดเรื่อง ‘Me Time’ เราเดินทางเพื่อพักจากงาน พักจากเมือง พักจากหน้าจอ หรือแม้กระทั่งพักจากผู้คน แต่ท่ามกลางโลกที่ดูเหมือนเชื่อมต่อกันมากกว่าครั้งไหนๆ กลับมีอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ ‘ความเหงา’

 

จากรายงาน ‘From Loneliness to Social Connection: Charting a Path to Healthier Societies’ ของ WHO Commission on Social Connection ในปี 2025 พบว่า ประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับความเหงา และประเมินว่าความเหงามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตประมาณ 871,000 คนต่อปี WHO จึงเสนอให้มอง ‘Social Connection’ หรือความเชื่อมโยงทางสังคม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพ เช่นเดียวกับสุขภาพกายและสุขภาพใจ

 

และนั่นทำให้นิยาม Wellness เริ่มเปลี่ยนไป เพราะมนุษย์เราอาจไม่ต้องการแค่สุขภาพกายและใจ อาจต้องการเชื่อมโยงกับใครสักคนมากกว่าที่เราคิด

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 1

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 2

 

เมื่อ Wellness ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง

 

WHO ให้นิยาม Social Connection ว่าคือวิธีที่มนุษย์สัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยไม่ได้วัดว่าเรามีเพื่อนกี่คน แต่ครอบคลุมถึงรูปแบบของความสัมพันธ์ การสนับสนุนที่เราได้รับและมอบให้ รวมถึงคุณภาพของความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย

 

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ Wellness จึงไม่ได้มีเพียง Physical และ Mental แต่ยังมี Social Well-being หรือการมีความสัมพันธ์ที่มีความหมายอยู่ด้วย และน่าสนใจว่าองค์ประกอบนี้เป็นสิ่งที่ ‘การเดินทาง’ สามารถสร้างขึ้นได้โดยธรรมชาติ

 

ลองนึกถึงการออก Hiking กับคนแปลกหน้า นั่งกินอาหารบนโต๊ะยาวใน Retreat สักแห่ง การเข้าคลาสทำอาหารกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก หรือบทสนทนารอบกองไฟหลังจากเดินป่ามาด้วยกันทั้งวัน ฯลฯ ในทางมานุษยวิทยามีคำว่า ‘Communitas’ ที่ใช้อธิบายความรู้สึกผูกพันและความเท่าเทียมที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนซึ่งกำลังผ่านประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน และแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อธิบายประสบการณ์การเดินทางและการแสวงบุญมายาวนาน

 

มีงานวิจัยใน Annals of Tourism Research ฉบับเดือนมกราคม 2026 ศึกษาการท่องเที่ยวแบบแสวงบุญในประเทศจีน พบว่ารูปแบบของการเยียวยาที่เกิดขึ้นผ่านการอยู่ร่วมกันของผู้เดินทาง โดยพูดถึงทั้ง Communitas และแนวคิด ‘Co-healing’ หรือการเยียวยาที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างผู้คน แม้ในพื้นที่ที่ผู้เดินทางมีความเชื่อและภูมิหลังแตกต่างกัน

 

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบทสนทนากับคนแปลกหน้าระหว่างเดินทางจึงแตกต่างจาก Small Talk ในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อออกจากบ้าน เราไม่ได้เพียงออกจากสถานที่เดิม แต่ชั่วขณะหนึ่งเรายังออกจากบทบาทเดิมๆ ของตัวเองด้วย เราไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้า ลูกน้อง พ่อ แม่ หรือตำแหน่งใดในนามบัตร เหลือเพียงนักเดินทางสองคนที่บังเอิญนั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกัน

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 3

 

จาก Me Time สู่ We Time

 

หากลองย้อนดูวิวัฒนาการของ Wellness Travel เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จากยุคหนึ่ง Wellness คือ ‘Service’ เราเดินเข้า Spa นอนลงบนเตียง แล้วปล่อยให้ Therapist เป็นผู้ดูแลร่างกายของเรา ต่อมา Wellness กลายเป็น ‘Participation’ เราเดินทางไป Retreat เพื่อฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ทำ Breathwork เดินป่า เรียนรู้เรื่องอาหาร หรือลองสร้างกิจวัตรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

 

แต่ปัจจุบัน Wellness อีกรูปแบบกำลังก่อตัวขึ้น ‘Relationship’ แทนที่จะถามเพียงว่า “ฉันจะดูแลตัวเองอย่างไร” เราเริ่มถามว่า “ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวส่งผลต่อการมีชีวิตที่ดีอย่างไร” กิจกรรมที่ดูธรรมดาอย่าง Communal Dining, Group Hiking, Cooking Class, Craft Workshop, Community Sauna หรือ Storytelling Circle จึงสามารถถูกมองผ่านมิติของ Wellness ได้ใหม่ เพราะเป้าหมายอาจไม่ใช่การ ‘รักษา’ ใคร แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์ได้พบและเชื่อมโยงกัน

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 4

 

ทำไมการเดินทางจึงเหมาะกับ Social Healing

 

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของการเดินทางคือ การพาเราออกจาก Routine เมื่อสถานที่ เวลา และคนรอบตัวเปลี่ยน พฤติกรรมบางอย่างของเราก็เปลี่ยนตาม

 

งานศึกษาด้าน Wellness Tourism จากนักท่องเที่ยว 445 คน พบว่าองค์ประกอบของประสบการณ์ท่องเที่ยว ทั้งความบันเทิง สุนทรียภาพ และความรู้สึกหลีกออกจากชีวิตประจำวัน สามารถส่งผลต่อทั้ง Hedonic Well-being หรือความสุขและความพึงพอใจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น และ Eudaimonic Well-being ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหมาย การเติบโต และการมีชีวิตที่ดีในระยะยาว

 

การเดินทางจึงอาจมีศักยภาพมากกว่าการพาเรา ‘หนี’ จากชีวิตประจำวัน แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เราได้ทดลองวิธีใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ทั้งการกิน การพัก การอยู่กับธรรมชาติ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนที่เราอาจไม่มีโอกาสพบในชีวิตปกติ โรงแรมในอนาคตอาจไม่ได้ขายแค่ห้องพัก แต่ขาย ‘Belonging’ นี่อาจเป็นอีกโจทย์ที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Hospitality

 

ที่ผ่านมา Hospitality ให้ความสำคัญกับ Privacy ตั้งแต่ห้องพักและ Villa ส่วนตัว ไปจนถึงประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อคนเพียงคนเดียว แต่ถ้า Social Connection กลายเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของ Well-being โจทย์ใหม่อาจไม่ใช่เพียง “เราจะสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้แขกได้ดีแค่ไหน” แต่รวมถึง “เราจะสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนอยากพบกันได้อย่างไร?”

 

Lobby อาจไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับนั่งรอ แต่กลายเป็น Living Room ของคนทั้งโรงแรม โต๊ะอาหารอาจยาวขึ้นเพื่อให้คนแปลกหน้าได้นั่งร่วมกัน Wellness Program อาจมี Group Hiking หรือ Community Dinner คั่นอยู่ระหว่าง Yoga และ Massage ขณะที่กิจกรรมกับชุมชนท้องถิ่นอาจไม่ได้มีไว้เพียงให้นักท่องเที่ยว ‘ดู’ วิถีชีวิต แต่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ลงมือทำบางอย่างร่วมกัน และถ้าเป็นเช่นนั้น การออกแบบ Wellness Experience จึงอาจไม่ได้คิดเพียงเรื่อง Treatment, Nutrition, Sleep หรือ Movement แต่ต้องมีคำว่า Connection เพิ่มเข้ามาในสมการด้วย

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 5

 

Social Healing ไม่ได้แปลว่าเราต้องคุยกับทุกคน

 

จาก Spa ที่เรานอนเงียบๆ คนเดียว มาสู่ Retreat ที่เราฝึกดูแลตัวเอง Wellness Travel อาจกำลังเดินทางต่อไปสู่ยุคที่การเยียวยาเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ระหว่างทางเดินขึ้นเขา ในห้อง Sauna หรือในวงสนทนากับคนที่เมื่อวานเรายังไม่รู้จักชื่อ

 

เพราะท้ายที่สุด การมีชีวิตที่ดีอาจไม่ได้ประกอบขึ้นจากเพียงร่างกายที่แข็งแรงหรือจิตใจที่สงบ แต่รวมถึงความรู้สึกว่าเรายังเชื่อมโยงกับใครบางคน และยังเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง

 

แน่นอนว่าการเดินทางคนเดียว ความเงียบ และ Solitude ยังคงมีคุณค่า เพราะการอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับความเหงา เช่นเดียวกับการอยู่ท่ามกลางผู้คนก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับใครเสมอไป

 

Social Healing จึงไม่ใช่การบอกว่านักเดินทางทุกคนต้องเข้าวงสนทนา ทำ Group Activity หรือกลับจากทริปพร้อมเพื่อนใหม่ เพราะความเงียบและการอยู่กับตัวเองยังคงเป็นส่วนสำคัญของการพักผ่อน สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเพียงการเพิ่ม ‘Connection’ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของ Wellness ให้เราเลือกได้ว่า ในช่วงเวลานั้นต้องการอยู่ลำพัง หรืออยากแบ่งปันประสบการณ์บางอย่างกับคนอื่น

 

บางวันการเยียวยาอาจเกิดขึ้นระหว่างการนั่งเงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ขณะที่บางวันอาจเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ระหว่างการเดินทางกับคนแปลกหน้า หรือจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

Wellness Travel ในอนาคตจึงอาจไม่ได้มีหน้าที่เพียงพาเรากลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง แต่ยังสร้างพื้นที่ให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้าง เพราะบางทีทริปที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นที่สุด อาจไม่ใช่ทริปที่พาเราออกไปไกลจากผู้คน แต่อาจเป็นทริปที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรายังเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

The post Social Healing เทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่เชื่อว่าการเยียวยาเกิดขึ้นระหว่างคนกับคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
OMO5 Tokyo Gotanda โรงแรมวิวสวยในโตเกียวที่ชวนเราออกไปสนุกกับย่าน https://thestandard.co/life/omo5-tokyo-gotanda-explore-neighborhood/ Fri, 14 Aug 2026 09:51:07 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1242022 ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว

Gotanda อาจไม่ใช่ย่านยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในโตเกีย […]

The post OMO5 Tokyo Gotanda โรงแรมวิวสวยในโตเกียวที่ชวนเราออกไปสนุกกับย่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว

Gotanda อาจไม่ใช่ย่านยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในโตเกียว แต่สำหรับคนท้องถิ่นนี่คือย่านแห่งความสนุกเต็มไปด้วยออฟฟิศ ร้านอาหาร อิซากายะ และร้านเล็กๆ ตามตรอกซอกซอยที่คนเมืองชอบแวะเวียนตั้งแต่เช้าจรดถึงค่ำ เป็นบรรยากาศของโตเกียวที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อนักท่องเที่ยว แต่มีเสน่ห์จากชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นจริง และนั่นทำให้การมาพัก OMO5 Tokyo Gotanda นั่นสนุกกว่าที่คิดไว้

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 1ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 2

 

Why here?

 

OMO5 Tokyo Gotanda เป็นโรงแรมในเครือ Hoshino Resort ที่หยิบแนวคิดของแบรนด์ OMO ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับย่านรอบตัวมาใช้ ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนชั้น 14-20 ของตึก GOTANDA JP BUILDING ห่างจากสถานี Gotanda ด้วยการเดินประมาณ 8 นาที จากตรงนี้สามารถใช้ JR Yamanote Line เชื่อมต่อไปยังย่านสำคัญของโตเกียวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น Shibuya ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 3 สถานี, Shinagawa เพียง 2 สถานีเท่านั้น หรือแม้แต่สนามบินนานาชาติฮาเนดะ

 

ด้วยความที่โรงแรมตั้งอยู่บนชั้นสูงของอาคาร จึงทำให้ที่นี่ได้เปรียบเรื่องวิวเมือง ห้องพักมอบวิวเมืองผ่านกระจกใสบานโต เผยให้เห็นวิวแบบเต็มตา โดยเฉพาะช่วงหลังพระอาทิตย์ตก เมื่อแสงจากอาคารรอบๆ เปลี่ยนหน้าต่างห้องให้กลายเป็นภาพ Night View ของโตเกียวแบบที่ไม่ต้องออกไปหาจุดชมวิวที่ไหน

 

OMO Base บนชั้น 14 ซึ่งทำหน้าที่มากกว่าล็อบบี้ เพราะรวมทั้งคาเฟ่ พื้นที่นั่งเล่น Go-KINJO Map และพื้นที่สำหรับวางแผนเที่ยวเอาไว้ด้วยกัน นักเดินทางสามารถแวะมานั่งเล่น นั่งพักผ่อน สอบถามข้อมูล หาอะไรกิน หรือหากิจกรรมต่างๆ ได้จากที่นี่ นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเชื่อมต่อกับ Sky Garden สวนลอยฟ้าที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เราได้นั่งพักจากความวุ่นวายของเมือง

 

แม้ผิวเผิน OMO5 Tokyo Gotanda จะแลดูคล้าย Business Hotel หลายแห่งในญี่ปุ่น แต่สิ่งที่แตกต่างคือประสบการณ์การเข้าพัก ไม่ใช่แค่เพราะมี Facilities มากกว่า แต่เป็นวิธีที่โรงแรมพยายามเชื่อมทุกอย่างกลับไปหาเมือง ตั้งแต่ Neighborhood Guide, Go-KINJO Map ไปจนถึงกิจกรรมที่ชวนเราออกไปสำรวจย่าน Gotanda ซึ่งช่วยให้เรารู้จักย่านหนึ่งของโตเกียวได้ง่ายโดยไม่ต้องเริ่มค้นหาทุกอย่างจากศูนย์

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 3ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 4ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 5

 

Worth it

 

  • Deluxe Room ห้องพักของที่นี่ เริ่มต้น 19 ตารางเมตร แต่ถ้าคุณอยากนอนมองวิวเมืองแบบเต็มตาตั้งแต่แรกตื่น เราแนะนำให้จองห้องพักแบบ Deluxe ขึ้นไป ด้วยขนาดห้องที่ใหญ่ สามารถนอนได้สูงสุดถึง 4 คน มีพื้นที่ไว้สำหรับนั่งเล่น ทำให้มองเห็นวิวเมืองโตเกียวในทุกอิริยาบถ
  • อาหารเช้าของที่นี่ แม้จะดูเรียบง่าย แต่อร่อยมาก โดยเฉพาะเซตอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเป็นข้าวปั้นหน้าต่างๆ บอกเลยว่าห้ามพลาด!
  • Go-KINJO Map คือหัวใจของการพักที่นี่ให้สนุก แผนที่ย่านขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือน Cheat Sheet สำหรับการเที่ยว Gotanda เพราะแทนที่จะรวมเฉพาะแลนด์มาร์กยอดนิยม ทีม OMO กลับออกไปสำรวจละแวกใกล้เคียงด้วยตัวเอง ก่อนคัดร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ และ Local Spot ที่น่าสนใจมาปักหมุดไว้ช่วยให้เราเริ่มทำความรู้จัก Gotanda ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่เพิ่งมาพักย่านนี้เป็นครั้งแรก
  • และถ้าคุณเป็นนักกินแต่มีเวลาน้อย แนะนำ ‘Gotanda Gourmet Express Pass’ กิจกรรมหรือพาสพิเศษที่ OMO5 ทำร่วมกับร้านอาหารยอดนิยมในย่าน Gotanda เพื่อให้แขกของโรงแรมออกไปสัมผัสวัฒนธรรมการกินของย่านได้ง่ายขึ้น โดยคัดเลือกร้านและเมนูที่สะท้อนคาแรกเตอร์ของ Gotanda มาให้ ไม่ต้องเริ่มต้นค้นหาร้านเองทั้งหมด
  • ที่นี่เป็น Pet-Friendly Hotel ด้วยนะ มีสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่วิ่งเล่นให้น้องหมาด้วย เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนนำสัตว์เลี้ยงมาด้วย ที่นี่เหมาะมาก

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 6ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 7ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 8ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 9ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 10ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 11ภาพมุมสูงของโรงแรม OMO5 Tokyo Gotanda ที่มองเห็นวิวเมืองโตเกียว 12

 

Good for

 

เราว่า OMO5 Tokyo Gotanda เหมาะสำหรับนักเดินทางที่สนุกกับการสำรวจย่าน คนที่เคยมาโตเกียวแล้ว และกำลังอยากรู้จักเมืองนี้ในมุมใหม่ โดยเฉพาะคนที่เริ่มรู้สึกว่า Shibuya, Shinjuku หรือ Ginza คุ้นเคยเกินไป และอยากลองใช้ชีวิตอยู่ในย่านที่มีจังหวะใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันของคนโตเกียวมากขึ้น รวมถึงสายกินที่พร้อมออกจากโรงแรมตอนเย็น แล้วปล่อยให้ร้านเล็กๆ และบาร์รอบ Gotanda กลายเป็นโปรแกรมของค่ำคืนนั้น

 

OMO5 Tokyo Gotanda

Location: Gotanda, Tokyo

Budget: เริ่มต้นที่ 4,500 บาท ต่อคืน

Instagram: www.instagram.com/omo5tokyogotanda

Website: https://hoshinoresorts.com/en/hotels/omo5tokyogotanda

Map: https://maps.app.goo.gl/9R7ENaKbJUMLu8dK7

 

 

The post OMO5 Tokyo Gotanda โรงแรมวิวสวยในโตเกียวที่ชวนเราออกไปสนุกกับย่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘เมืองล้าหลัง’ สู่ ‘จุดหมายระดับโลก’ ถอดโมเดล ‘ไถตง’ พลิกเศรษฐกิจด้วยเทศกาลบอลลูน https://thestandard.co/taitungs-balloon-festival-model/ Fri, 14 Aug 2026 05:47:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1241848 บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง

จะพลิกฟื้นเมืองที่ไม่มีใครอยากมาลงทุน ให้กลายเป็นจุดหมา […]

The post จาก ‘เมืองล้าหลัง’ สู่ ‘จุดหมายระดับโลก’ ถอดโมเดล ‘ไถตง’ พลิกเศรษฐกิจด้วยเทศกาลบอลลูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง

จะพลิกฟื้นเมืองที่ไม่มีใครอยากมาลงทุน ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกได้อย่างไร?

 

คำถามนี้คือหนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่นเดียวกับ ‘ไถตง’ จังหวัดทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ซึ่งเคยเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านภูมิประเทศ การเดินทาง งบประมาณ และการลงทุน

 

แทนที่จะพัฒนาไปตามเส้นทางเมืองอุตสาหกรรมเหมือนพื้นที่อื่น ไถตงเลือกใช้ธรรมชาติและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นต้นทุน หนึ่งในความสำเร็จที่จับต้องได้ชัดเจนคือ ‘เทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง’ (Taiwan International Balloon Festival) ที่เริ่มต้นจากบอลลูนเพียง 2 ลูกเมื่อกว่า 15 ปีก่อน จนกลายเป็นเทศกาลที่สร้างชื่อให้ไถตงในระดับนานาชาติ

 

THE STANDARD ลงพื้นที่ไถตง เกาะติดเทศกาลบอลลูนนานาชาติ พร้อมพูดคุยกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนงานเพื่อสำรวจว่า เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า ‘ล้าหลังและห่างไกล’ พลิกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นจุดแข็ง และพาตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกได้อย่างไร

 

จากเมืองยากจนสู่การมองหาโอกาสบนท้องฟ้า

 

‘เกาะโดดเดี่ยว’

‘ล้าหลัง ห่างไกลเมือง’

‘เมืองยากจน’

 

เหล่านี้คือคำที่เคยถูกใช้บรรยายภาพของไถตง หลังพื้นที่แห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยปราการธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแนวเทือกเขากลาง (Central Mountain Range) ที่กั้นพื้นที่ฝั่งตะวันตก หรือเทือกเขาชายฝั่ง (Coastal Mountain Range) ที่พาดผ่านพื้นที่ ขณะที่ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก

 

แม้ลักษณะที่ตั้งจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับไถตง ด้วยการเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยภูเขา หุบเขา และแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 160 กิโลเมตร ทว่าในอีกด้านหนึ่ง กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินทางเข้าออกเป็นไปอย่างลำบาก ทั้งเส้นทางรถไฟและถนนมีข้อจำกัด ตั๋วรถไฟหาได้ยากในช่วงที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ส่วนการเดินทางด้วยเครื่องบินมีค่าใช้จ่ายสูง

 

ข้อจำกัดดังกล่าวยังส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคการลงทุน เพราะภาคเอกชนจำนวนหนึ่งลังเลที่จะเข้ามาทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากต้องคำนึงถึงต้นทุนด้านการเดินทางและการขนส่ง ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงนั้นส่วนใหญ่ยังจัดขึ้นเป็นครั้งคราว ขาดเอกลักษณ์ และไม่สามารถดึงให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้นานนัก

 

THE STANDARD ได้พูดคุยกับ หง กั๋วชิน (Hung Kuo-chin) รองผู้อำนวยการกรมคมนาคมและพัฒนาการท่องเที่ยว รัฐบาลจังหวัดไถตง โดยเขาย้อนเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของงานเทศกาลว่า เมื่อราว 16 ปีก่อน ไถตงเป็นจังหวัดยากจน มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับเมืองและเทศมณฑลอื่นของไต้หวัน รัฐบาลท้องถิ่นจึงพยายามมองหากิจกรรมใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างจุดขายให้กับพื้นที่

 

หนึ่งในคำตอบอยู่ที่ลู่เหย่ เมืองที่มีชื่อเสียงด้านพาราไกลดิ้งและกิจกรรมทางอากาศ แม้ในเวลานั้น ความนิยมของกิจกรรมเหล่านี้จะเริ่มลดลง แต่รัฐบาลไถตงมองเห็นศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะลักษณะทางธรรมชาติที่ตั้งอยู่ระหว่างแนวเทือกเขากลางกับเทือกเขาชายฝั่ง ขณะที่ช่วงเช้าและเย็นมีกระแสลมค่อนข้างนิ่งและเหมาะกับการบินบอลลูน

 

จุดเริ่มต้นของเทศกาลเกิดขึ้นในยุคของ หวง เจี้ยนถิง (Justin Huang) อดีตผู้ว่าการจังหวัดไถตง โดยมี เฉินซูฮุ่ย อดีตเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของกรมการท่องเที่ยวไถตง เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันแนวคิดเรื่องบอลลูนร้อนให้เกิดขึ้นจริง

 

ระหว่างการหารือของรัฐบาลท้องถิ่นครั้งหนึ่ง มีผู้หยิบยกเรื่อง ‘บอลลูนร้อน’ ขึ้นมาพูดถึง ทำให้เฉินนึกถึงเทศกาลบอลลูนที่เธอเคยเห็นระหว่างไปปฏิบัติงานในนิวซีแลนด์และแคนาดา และมองว่า กิจกรรมลักษณะเดียวกันน่าจะนำมาพัฒนาในไถตงได้

 

แต่การนำบอลลูนร้อนเข้ามาในพื้นที่เวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไต้หวันยังไม่พร้อม โดยต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ ตั้งแต่บอลลูนร้อน นักบินที่ได้รับใบอนุญาต ไปจนถึงระบบรองรับกิจกรรมดังกล่าวอย่างชัดเจน ขณะที่บอลลูนร้อนถูกจัดอยู่ในประเภทอากาศยาน จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานการบินพลเรือน

 

นิตยสาร Common Wealth Magazine รายงานว่า เฉินต้องเดินหน้าเจรจากับสำนักงานการบินพลเรือนมากกว่า 100 ครั้งภายในหนึ่งปี พร้อมประสานนักบินและบอลลูนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมกิจกรรม ก่อนที่ไถตงจะเปิดเทศกาลบอลลูนร้อนครั้งแรกของไต้หวันในปี 2011

 

ปั้นเทศกาลระดับโลกด้วยแนวคิด ‘เศรษฐกิจช้า’

 

หงเล่ากับ THE STANDARD ว่า ในปีแรก เทศกาลมีบอลลูนเพียง 2 ลูก ซึ่งต้องส่งคำเชิญไปยังต่างประเทศ เพราะเวลานั้น ไต้หวันยังไม่มีบอลลูนเป็นของตนเอง อีกทั้งยังไม่มีทีมงานภาคพื้นดินและระบบฝึกบุคลากรรองรับกิจกรรมประเภทนี้

 

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว รัฐบาลไถตงทำงานประสานร่วมกับรัฐบาลกลาง โดยใช้เวลาตลอดกว่า 15 ปีเพื่อพัฒนากฎระเบียบ ฝึกบุคลากร และสร้างระบบรองรับการบินบอลลูนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เทศกาลก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2012 งานถูกขยายระยะเวลาจัดเป็น 2 เดือน มีผู้เข้าร่วมราว 8.8 แสนคน และสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน

 

ในปัจจุบัน หงเผยว่า เทศกาลดังกล่าวสามารถดึงบอลลูนจากหลายประเทศเข้าร่วมได้มากกว่า 40-50 ลูกต่อปี ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดไปสู่การส่งบอลลูนของไต้หวันไปร่วมงานในต่างประเทศ การจัดการแข่งขันที่ลู่เหย่ และการนำบอลลูนไปจัดแสดงในพื้นที่อื่น โดยในปี 2018 Travel Channel ยังเลือกเทศกาลแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 12 เทศกาลบอลลูนที่น่าตื่นตาตื่นใจของโลก

 

ความสำเร็จของเทศกาลยังสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาไถตงในระยะต่อมา โดยเฉพาะในยุคของ เหยาชิ่งหลิง (April Yao) ผู้ว่าการจังหวัดไถตงคนปัจจุบัน ซึ่งผลักดันแนวคิด ‘เศรษฐกิจช้า’ (Slow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าจากทรัพยากรที่ไถตงมีอยู่แล้ว ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง

 

แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนโจทย์ว่า ไถตงจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร โดยยังรักษาเสน่ห์และจังหวะชีวิตของพื้นที่เอาไว้ รัฐบาลท้องถิ่นจึงนำจุดเด่นของแต่ละชุมชนมาต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่อาหารท้องถิ่น การท่องเที่ยวชุมชน การดูดาว การโต้คลื่น ไปจนถึงเทศกาลบอลลูน ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักไถตงมากกว่าจากงานใดงานหนึ่ง

 

เหยาเคยอธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า หากธรรมชาติมอบท้องฟ้าให้ไถตง ก็ใช้ท้องฟ้าสร้างมูลค่า หากมีภูเขาและทะเล ก็ใช้ภูเขาและทะเลเป็นจุดแข็งของพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาให้เหมือนเมืองอุตสาหกรรมทางฝั่งตะวันตกของไต้หวัน

 

7 สัปดาห์บนท้องฟ้า อะไรทำให้บอลลูนไถตงแตกต่างจากที่อื่น

 

เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ในปี 2026 เทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตงจึงกลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง ณ ที่ราบสูงลู่เหย่ ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม 2026 โดยมีบอลลูนมากกว่า 40 ลูกจากหลายประเทศเข้าร่วม เช่น นอร์ทมาซิโดเนีย ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์

 

ไฮไลต์สำคัญ คือ ความร่วมมือกับ Chiikawa คาแรกเตอร์ยอดนิยมจากญี่ปุ่น พร้อมด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น บอลลูนแบบตรึงสาย การแสดงแสงสีในช่วงกลางคืน และกิจกรรมที่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นของไถตง

 

THE STANDARD มีโอกาสลงพื้นที่ที่ราบสูงลู่เหย่ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 12 สิงหาคม โดยงานเริ่มตั้งแต่เวลา 04.00 น. ซึ่งพบว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากมารอชมและต่อคิวขึ้นบอลลูนกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ยังมีทีมงานจากหลายชาติ รวมถึงชาวไทยที่ทำหน้าที่ดูแลบอลลูนภายในงาน

 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ THE STANDARD ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ ‘บอลลูนแบบตรึงสาย’ ซึ่งตัวบอลลูนจะถูกยึดเชือกไว้กับพื้น ก่อนค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นที่จัดงาน โดยในมุมมองจากตะกร้าบอลลูนสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของที่ราบสูงลู่เหย่ ทั้งแนวเทือกเขาที่โอบล้อมพื้นที่ เนินเขาที่มีผู้คนจับจองพื้นที่ชมงาน และบอลลูนรูปทรงต่างๆ ที่กำลังเตรียมขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในเช้าวันนั้นเปลี่ยนไป เมื่อความเร็วลมเพิ่มขึ้น ก่อนที่ผู้จัดจะประกาศยุติกิจกรรมการบินในเวลาประมาณ 08.00 น. เพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนที่ยังรอขึ้นบอลลูนต้องยุติการรอ โดยผู้ที่ซื้อบัตรสำหรับเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกสามารถดำเนินการขอคืนเงินได้ตามเงื่อนไขของผู้จัดงาน

 

เพื่อฉายภาพเบื้องหลังการบินบอลลูน THE STANDARD ยังพูดคุยกับ วูต บักเกอร์ (Wout Bakker) ผู้อำนวยการการบินชาวเนเธอร์แลนด์ของเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง ซึ่งทำงานร่วมกับเทศกาลมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปี โดยรับหน้าที่ควบคุมการบินและประเมินสภาพอากาศ เพื่อตัดสินใจว่า กิจกรรมในแต่ละรอบสามารถดำเนินต่อไปได้หรือควรหยุดเพื่อความปลอดภัย

 

บักเกอร์มองว่า ความพิเศษของการชมบอลลูนที่ไถตง คือ ระยะเวลาจัดงานที่ยาวนานถึง 7 สัปดาห์ รวมถึงภูมิประเทศแบบเนินเขาของที่ราบสูงลู่เหย่ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นบอลลูนจากมุมสูง นั่งพักหรือดื่มกาแฟระหว่างชมกิจกรรม

 

ขณะที่ในบางช่วง หากสถานการณ์ปลอดภัย ผู้ชมยังสามารถลงไปเดินชมและถ่ายภาพบอลลูนในระยะใกล้ได้ ต่างจากเทศกาลบอลลูนหลายแห่งที่จัดบนพื้นที่ราบและจำกัดผู้ชมให้อยู่หลังแนวกั้น

 

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญของการชมบอลลูนอย่างหนึ่ง คือ ‘สภาพอากาศ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดไม่สามารถควบคุมได้ บักเกอร์อธิบายว่า แม้บางครั้ง เมื่อมองจากพื้นดินจะดูเหมือนลมสงบ แต่เมื่อบอลลูนลอยสูงขึ้น กระแสลมอาจแรงขึ้นจนทำให้บอลลูนสั่นหรือเคลื่อนตัวไม่มั่นคง โดยหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ควบคุมการบินจะตัดสินใจหยุดหรือยกเลิกเที่ยวบินทันที

 

เขายอมรับว่า การตัดสินใจดังกล่าวอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนผิดหวัง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาแล้วไม่ได้ขึ้นบอลลูน แต่สำหรับบักเกอร์ ความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขที่ต้องมาก่อนเสมอ

 

“เราไม่เสี่ยง หากลมแรงเกินไป เราก็ไม่บิน” บักเกอร์กล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้กับการบินบอลลูนทั่วโลก เพราะกิจกรรมประเภทนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศโดยตรง นักท่องเที่ยวบางคนอาจต้องกลับมาหลายครั้งกว่าจะได้ขึ้นบิน หากในแต่ละครั้งสภาพลมไม่เอื้ออำนวย

 

ส่วนหงอธิบายไปในทางเดียวกันว่า ก่อนเริ่มกิจกรรมในแต่ละวัน ผู้ดำเนินงานจะอธิบายให้นักท่องเที่ยวทราบตั้งแต่ขั้นตอนการนำบอลลูนขึ้นบินไปจนถึงวิธีประเมินสภาพอากาศ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า หากกระแสลมแรงขึ้นหรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง กิจกรรมอาจต้องหยุดลงทันที

 

เขาย้ำว่า วิธีนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจเหตุผลของการยกเลิกเที่ยวบินมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหลังพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

 

แต่นอกจากการดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาไถตงผ่านเทศกาลบอลลูนแล้ว หงยอมรับว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่น คือ การทำให้ไถตงเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่นในเอเชีย ไถตงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

 

เขายกประเทศไทยขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า คนไต้หวันจำนวนมากรู้จักเชียงใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวไทยอาจยังไม่คุ้นเคยกับไถตง อีกทั้งการเดินทางยังมีความยากลำบากพอสมควร

 

หงเปิดเผยว่า รัฐบาลท้องถิ่นไถตงพยายามเดินหน้าเชิงรุกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดประเทศไทยมากขึ้น โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการได้เดินทางไปประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ พร้อมมองถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเส้นทางบินที่เชื่อมไทยกับไถตง เพื่อเปิดทางให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกขึ้น

 

สำหรับหง เทศกาลบอลลูนมีบทบาทมากกว่าการเป็นกิจกรรมในช่วงฤดูร้อน เพราะยังทำหน้าที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยพาชื่อของไถตงออกไปให้คนภายนอกรู้จักมากขึ้น

 

“เราอยากให้ผู้คนจากทั่วไต้หวัน รวมถึงจากทั่วโลก ได้รู้จักไถตงมากขึ้น และไม่ได้เดินทางมาที่นี่เพียงแค่ช่วงสุดสัปดาห์” เขาทิ้งท้าย

 

บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง 1บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง 2บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง 3บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง 4บอลลูนหลากสีสันลอยอยู่เหนือที่ราบสูงลู่เหย่ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติไถตง 5

 

อ้างอิง:

The post จาก ‘เมืองล้าหลัง’ สู่ ‘จุดหมายระดับโลก’ ถอดโมเดล ‘ไถตง’ พลิกเศรษฐกิจด้วยเทศกาลบอลลูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม https://thestandard.co/airasia-move-flight-search-mother-day-travel/ Wed, 12 Aug 2026 12:41:31 +0000 https://thestandard.co/airasia-move-flight-search-mother-day-travel/ ภาพมุมสูงของภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

ความสนใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง […]

The post น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

ความสนใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางโดยรวม สะท้อนจากข้อมูลวิเคราะห์ความสนใจด้านการท่องเที่ยวล่าสุดของ AirAsia MOVE ที่พบว่ายอดค้นหาเที่ยวบินจากประเทศไทยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 86%

 

 

 

ยอดค้นหาที่ฟื้นตัวภายใต้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่าย

 

ตัวเลข 86% มาจากการเปรียบเทียบยอดค้นหาเที่ยวบินเฉลี่ยต่อวันในช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2569 กับค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุดครึ่งแรกของปี

 

การเปรียบเทียบสองช่วงเวลานี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสนใจเดินทางภายใต้สภาพแวดล้อมทางตลาดที่ต่างกัน โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนการเดินทางและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จนนำไปสู่คำถามว่านักท่องเที่ยวไทยจะชะลอหรือทบทวนแผนการเดินทางหรือไม่

 

ขณะที่ช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคมเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลไทยเพิ่มการติดตามและบริหารจัดการราคาน้ำมันภายในประเทศ ท่ามกลางการปรับราคาหลายครั้งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม แม้ราคาน้ำมันยังคงผันผวนต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว การเพิ่มขึ้นของยอดค้นหา 86% สะท้อนว่านักท่องเที่ยวไทยกลับมากระตือรือร้นกับการค้นหาจุดหมายปลายทางและวางแผนการเดินทางในอนาคตมากขึ้น แม้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่ายจะยังคงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม AirAsia MOVE ระบุว่ายอดค้นหาเที่ยวบินอาจไม่ได้เปลี่ยนเป็นยอดจองทั้งหมด แต่ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสนใจนักท่องเที่ยว รวมถึงจุดหมายที่ผู้บริโภคกำลังพิจารณาสำหรับวันหยุดในอนาคต

 

จุดหมายวันแม่ที่กระจายตัวมากขึ้น

 

เมื่อพิจารณาความสนใจเฉพาะช่วงก่อนวันหยุดยาววันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ข้อมูลของ AirAsia MOVE ระบุว่านักท่องเที่ยวไทยกำลังพิจารณาจุดหมายปลายทางที่หลากหลายขึ้น

 

สำหรับการเดินทางภายในประเทศ เชียงใหม่, ภูเก็ต, น่าน และสุราษฎร์ธานี ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัวและการพักผ่อนระยะสั้น

 

สำหรับจุดหมายต่างประเทศ นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสนใจญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับเวียดนาม, จีน, มาเลเซีย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน และมัลดีฟส์

 

หากดูภาพรวมความสนใจของคนไทยในช่วงวันหยุดยาววันแม่ ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ โดยโตเกียว, โอซาก้า, ฟุกุโอกะ และซัปโปโร ติดอันดับเมืองที่มีการค้นหาสูงที่สุด ขณะที่เวียดนามได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดานังและญาจาง ส่วนจุดหมายในประเทศอย่างภูเก็ต, กระบี่, เชียงใหม่, เชียงราย และหาดใหญ่ ยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง

 

เมืองรองของไทยเป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทเด่นขึ้น ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการวันหยุดริมทะเล การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม และทางเลือกใหม่นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวหลัก

 

คนทุกวัยออกเดินทาง และการเดินทางเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้น

 

แม้วันแม่แห่งชาติจะเป็นเทศกาลที่เชื่อมโยงกับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว แต่ข้อมูลของ AirAsia MOVE พบว่าความสนใจด้านการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในนักเดินทางทุกช่วงวัย

 

นักท่องเที่ยวอายุ 30-39 ปี มีสัดส่วนการค้นหาเที่ยวบินสูงที่สุด ตามด้วยกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ตามลำดับ

 

รูปแบบการเดินทางก็หลากหลายขึ้นเช่นกัน นอกเหนือจากการเดินทางคนเดียวและการเดินทางเป็นคู่ การเดินทางเป็นกลุ่มยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความต้องการกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนผ่านประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน

 

สำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ใด AirAsia MOVE แนะนำให้เลือกจุดหมายตามรูปแบบการท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ โดยกลุ่มพักผ่อนริมทะเลมีภูเก็ต, กระบี่, ดานัง, ญาจาง และมัลดีฟส์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพักผ่อนในเมืองมีเชียงใหม่, เชียงราย, โตเกียว, โอซาก้า และฉางซา กลุ่มทริประยะสั้นเดินทางสะดวกมีดานัง, กัวลาลัมเปอร์ ไทเป และฮ่องกง ขณะที่กลุ่มเปิดประสบการณ์ในจุดหมายใหม่มีน่าน, ระนอง, นราธิวาส, อุบลราชธานี และอัลมาตี

 

ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา Country Representative ประจำประเทศไทย AirAsia MOVE ระบุว่าแม้ราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางจะยังผันผวน แต่นักท่องเที่ยวไทยยังสนใจค้นหาจุดหมายและวางแผนการเดินทางที่มีความหมายร่วมกับคนสำคัญ โดยวันหยุดยาวอย่างวันแม่แห่งชาติถือเป็นโอกาสให้ครอบครัวและเพื่อนได้ใช้เวลาร่วมกัน

 

“การมองเห็นความสนใจด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้จุดหมายปลายทางและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค” ฉัททันต์กล่าว

 

ภาพ : FocusStocker / Shutterstock

The post น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อถนนกลายเป็นรันเวย์ ‘แยกรินคำ’ จัด LANNA HAUTE COUTURE กลางสายฝน https://thestandard.co/lanna-haute-couture-rinkham-chiang-mai/ Sun, 09 Aug 2026 02:21:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1239947 นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่

วานนี้ (8 สิงหาคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที […]

The post เมื่อถนนกลายเป็นรันเวย์ ‘แยกรินคำ’ จัด LANNA HAUTE COUTURE กลางสายฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่

วานนี้ (8 สิงหาคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่บริเวณสี่แยกรินคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เก็บภาพบรรยากาศแฟชั่นโชว์ ‘LANNA HAUTE COUTURE’ ภายใต้แนวคิด ‘When the Streets Become Couture’ ซึ่งเปลี่ยนทางม้าลายหน้าศูนย์การค้า MAYA Lifestyle Shopping Center, Chiangmai ให้กลายเป็นรันเวย์แฟชั่นร่วมสมัย ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

 

กิจกรรมดังกล่าวจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมชมโดยรอบ ขณะที่นายแบบและนางแบบกว่า 40 ชีวิต ร่วมถ่ายทอดผลงานจาก 6 ดีไซเนอร์ชั้นนำของภาคเหนือ นำเสนอผ้าทอพื้นถิ่น ศิลปะ และอัตลักษณ์ล้านนาผ่านการแสดงรูปแบบ Flashmob

 

แม้ฝนจะตกต่อเนื่องตลอดการจัดงาน แต่กลับสร้างภาพบรรยากาศที่แปลกตาและน่าจดจำ โดยกิจกรรมครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นการจัดแฟชั่นโชว์บนทางม้าลายครั้งแรกของภาคเหนือและประเทศไทย

 

LANNA HAUTE COUTURE เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ‘Amazing Thailand: What Does Thailand Feel Like?’ ที่ ททท. มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผ่านการผสานศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัย และพื้นที่สาธารณะ เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของเชียงใหม่สู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

สำหรับสี่แยกรินคำถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเชียงใหม่ เป็นจุดเชื่อมระหว่างศูนย์การค้า MAYA Lifestyle Shopping Center โครงการ Think Park และย่านนิมมานเหมินท์ จึงมีผู้คนสัญจรอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน และได้รับการขนานนามในโลกโซเชียลว่า ‘แยกชิบูย่าเมืองไทย’

 

การเปลี่ยนทางม้าลายกลางเมืองให้เป็นรันเวย์ ท่ามกลางสายฝน จึงไม่เพียงสร้างสีสันให้กับพื้นที่ แต่ยังเป็นการผสานวิถีชีวิตคนเมืองเข้ากับศิลปะและวัฒนธรรมล้านนา สร้างภาพจำใหม่ให้กับเชียงใหม่ในมุมที่แตกต่างออกไป

 

นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 1นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 2นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 3นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 4นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 5นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 6นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 7นายแบบนางแบบเดินแฟชั่นโชว์ LANNA HAUTE COUTURE บนทางม้าลายกลางสายฝนที่แยกรินคำ เชียงใหม่ 8

The post เมื่อถนนกลายเป็นรันเวย์ ‘แยกรินคำ’ จัด LANNA HAUTE COUTURE กลางสายฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 เหตุผลที่คนเที่ยวเก่ง เลือกออกเดินทางในหน้าฝน (วิทยาศาสตร์ยืนยัน) https://thestandard.co/life/rainy-season-travel-benefits/ Mon, 27 Jul 2026 12:43:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1235701 ภาพภูเขาในฤดูฝน มีหมอกปกคลุม

หลายคนมองว่าหน้าฝนคือช่วงเวลาที่ควรเก็บกระเป๋าไว้ก่อน เ […]

The post 7 เหตุผลที่คนเที่ยวเก่ง เลือกออกเดินทางในหน้าฝน (วิทยาศาสตร์ยืนยัน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภูเขาในฤดูฝน มีหมอกปกคลุม

หลายคนมองว่าหน้าฝนคือช่วงเวลาที่ควรเก็บกระเป๋าไว้ก่อน เพราะกังวลเรื่องฝนตก รถติด หรือแผนการเดินทางที่อาจคลาดเคลื่อน แต่สำหรับนักเดินทางมืออาชีพ ฤดูฝนหรือ Green Season กลับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี เพราะนอกจากธรรมชาติจะฟื้นคืนชีวิตแล้ว ในทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว ฤดูนี้ยังมีเสน่ห์แอบซ่อนอยู่อีกมากมาย หากคุณยังลังเล ลองดู 7 เหตุผลที่ทำให้คนเที่ยวเก่งตั้งตารอฤดูฝนมากกว่าฤดูไหนๆ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ภาพภูเขาในฤดูฝน มีหมอกปกคลุม 1

 

1. ธรรมชาติสวยที่สุด และวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ‘กลิ่นฝน’ ช่วยบำบัดจิตใจ

 

หลังจากผ่านความแห้งแล้งในฤดูร้อน ป่าไม้และภูเขาจะกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง น้ำตกเต็มสาย และมีหมอกลอยคลอเคลียตามยอดเขา แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือ ‘Petrichor’ หรือกลิ่นหอมสดชื่นของดินและหญ้าหลังฝนตก ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าเป็นกลิ่นของสาร Geosmin ที่แบคทีเรียในดินปล่อยออกมาเมื่อเจอหยดน้ำ กลิ่นนี้มีผลต่อจิตวิทยาในการช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายสมอง และกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยม

 

2. นักท่องเที่ยวน้อยกว่า สร้างความสุขทางอารมณ์ได้ลึกซึ้งกว่า

 

ช่วง Low Season แหล่งท่องเที่ยว คาเฟ่ หรือจุดชมวิวจะไร้ความแออัด งานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์การท่องเที่ยวระบุว่า การเดินทางในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นประชากรต่ำ (ลดภาวะ Overtourism) ส่งผลให้เกิด Emotional Well-being หรือภาวะผ่อนคลายทางอารมณ์ที่สูงกว่า คุณจะมีเวลาซึมซับบรรยากาศ ถ่ายรูปได้สบายๆ และเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

3. ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 30% – 50%

 

ในทางเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว ช่วง Green Season ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และรีสอร์ตหรูมักจัดโปรโมชั่นลดราคาลง 30% ถึง 50% ทำให้คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนระดับ Hi-End ได้ในงบสบายกระเป๋า นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตลอดทั้งปี ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วง High Season

 

ภาพภูเขาในฤดูฝน มีหมอกปกคลุม 2

 

4. ได้สัมผัส ‘อีกมุมมอง’ ของจุดหมายเดิม

 

สถานที่เดียวกันอาจให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาสีเขียวขจี ลำธารที่มีสายน้ำไหลเต็มเปี่ยม หรือหมู่บ้านกลางหุบเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยสายหมอก ความพิเศษคือปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายอย่างเผยให้เห็นเฉพาะในช่วงเวลาไม่กี่เดือนนี้ของปีเท่านั้น

 

5. อากาศเย็นสบาย พร้อม ‘Pink Noise’ จากสายฝนที่ช่วยให้หลับสบาย

 

แม้อุณหภูมิจะลดลงจนเดินเที่ยวได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยแดด แต่ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างคือเสียงฝน ผลการศึกษาด้านระบบประสาทและการนอนหลับระบุว่า เสียงฝนตกจัดเป็น Pink Noise (คลื่นเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ) ซึ่งช่วยลดการทำงานของสมองส่วนที่วิตกกังวล ช่วยปรับคลื่นสมองให้สงบ และส่งผลให้การนอนพักผ่อนในทริปนั้นเป็นการพักผ่อนที่ลึกและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

 

 

ภาพภูเขาในฤดูฝน มีหมอกปกคลุม 3

 

 

6. แสงและมิติภาพถ่ายระดับ Masterpiece

 

สำหรับสายถ่ายภาพ ฤดูฝนคือช่วงเวลาทอง แสงแดดที่ถูกกรองผ่านชั้นเมฆจะมีความนุ่มนวล (Soft Light) เงาไม่แข็ง ถนนเปียกที่สะท้อนแสงไฟ และหมอกบางๆ ที่ลอยเหนือยอดเขา ล้วนเป็นองค์ประกอบทางศิลปะที่ช่วยเพิ่ม Storytelling และอารมณ์ความรู้สึกให้ภาพถ่ายมีมิติมากกว่าช่วงแดดจัด

 

7. ฝึกการเดินทางแบบยืดหยุ่น และสร้างความทรงจำที่ไม่อยู่ในแผน

 

การเที่ยวหน้าฝนสอนให้เรายืดหยุ่นกับชีวิต หลายครั้งช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดของทริปกลับไม่ได้อยู่ในแพลน แต่เกิดจากการได้นั่งจิบกาแฟหลบฝนในร้านเล็กๆ การได้นั่งคุยกับคนท้องถิ่นระหว่างรอฝนซา หรือการค้นพบสถานที่ลับๆ โดยบังเอิญ การเดินทางที่ไม่ต้องเป๊ะทุกนาทีมักจะกลายเป็นความทรงจำที่ตราตรึงใจที่สุดเสมอ

 

 

ภาพภูเขาในฤดูฝน มีหมอกปกคลุม 4

 

 

💡 Tip สำหรับคนเที่ยวเก่ง: พกอะไรไปหน้าฝนให้ทริปราบรื่น?

 

  • กระเป๋ากันน้ำ (Dry Bag): ปกป้องกล้อง เอกสาร และอุปกรณ์ไอที
  • เสื้อกันลม/กันฝนระบายอากาศได้ดี (Gore-Tex): ทำให้มือทั้งสองข้างว่าง เดินเที่ยวสะดวกกว่าถือร่ม
  • รองเท้าแห้งไวหรือรองเท้าลุยน้ำ: ลดความอับชื้น ยึดเกาะดี ไม่เสี่ยงต่อการลื่นไถล

 

การเที่ยวหน้าฝนไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเปียกปอนตลอดทั้งวัน แต่คือการเปิดใจรับธรรมชาติในเวอร์ชันที่มีชีวิตชีวาที่สุด ได้เดินทางอย่างผ่อนคลายในงบประมาณที่คุ้มค่า เพราะบางครั้ง จุดหมายปลายทางที่สวยที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าฟ้าจะใสแค่ไหน แต่อยู่ที่เรารู้จักเลือกช่วงเวลาออกไปสัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างต่างหาก

 

ภาพ: พลอยจันทร์, Shutterstock

The post 7 เหตุผลที่คนเที่ยวเก่ง เลือกออกเดินทางในหน้าฝน (วิทยาศาสตร์ยืนยัน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Gastronomy Tourism เที่ยวเชิงอาหารโตแรง เจาะลึกโอกาสไทยก้าวสู่ Destination ระดับโลก เป็นไปได้แค่ไหน https://thestandard.co/thailand-gastronomy-tourism-opportunity/ Mon, 20 Jul 2026 06:56:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1232834 เชฟกำลังจัดจานอาหารในร้านอาหารหรู

การท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism กำลังกลา […]

The post ถอดรหัส Gastronomy Tourism เที่ยวเชิงอาหารโตแรง เจาะลึกโอกาสไทยก้าวสู่ Destination ระดับโลก เป็นไปได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชฟกำลังจัดจานอาหารในร้านอาหารหรู

การท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกจับตามอง ไม่ใช่เพียงแค่การชิมอาหาร แต่คือรูปแบบการเดินทางที่ใช้อาหารเป็นแรงจูงใจหลักและเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ครอบคลุมตั้งแต่การออกไปเรียนรู้ที่มาของจานอาหาร การทัวร์เชิงเกษตร การทดลองทำอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงการเข้าร่วมเทศกาลอาหาร

 

 
 

โชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า Gastronomy Tourism ไม่ใช่เพียงแค่การชิมอาหาร แต่คือรูปแบบการเดินทางที่ใช้อาหารเป็นแรงจูงใจหลักและเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ครอบคลุมตั้งแต่การออกไปเรียนรู้ที่มาของจานอาหาร การทัวร์เชิงเกษตร เช่น ฟาร์มโคนม ไร่ชา การทดลองทำอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงการเข้าร่วมเทศกาลอาหาร

 

โดยเทรนด์นี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย World Food Travel Association ประเมินว่า ตลาดการท่องเที่ยวเชิงอาหารในปี 2024 มีมูลค่าราว 13,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะพุ่งทะยานสู่ 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2034 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 20% ต่อปี ปัจจัยผลักดันหลักมาจากไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) ที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่และลึกซึ้ง รวมถึงอิทธิพลมหาศาลจากโซเชียลมีเดียและคอนเทนต์รีวิวอาหาร

 

ถอดบทเรียนความสำเร็จ ‘ญี่ปุ่น’ แชมป์ภาพลักษณ์ระดับโลก

 

หากพูดถึงต้นแบบความสำเร็จ ‘ญี่ปุ่น’ คือประเทศที่ครองแชมป์ผู้นำด้านภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร จากผลสำรวจของ ททท. ร่วมกับ Kinetic Consulting ความโดดเด่นนี้มาจากความหลากหลายของวัตถุดิบที่สดใหม่ตามฤดูกาล ความพิถีพิถันในการปรุง รสชาติที่มีความซับซ้อน (อูมามิ) และมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง

 

แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติอย่างเป็นระบบ รัฐบาลกลางมีการอุดหนุนงบประมาณราว 50 ล้านเยนต่อโครงการให้กับรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อนำวัฒนธรรมอาหารมาต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวในเมืองรอง ลดปัญหา Over Tourism นอกจากนี้ยังมีการดึงภาคเอกชนอย่างบริษัทรถไฟมาร่วมจัดแคมเปญ เสิร์ฟอาหารปรุงสดจากวัตถุดิบท้องถิ่นบนเส้นทางเดินรถไฟ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

 

5 จุดแข็งของไทย สู่การเป็น Gastronomy Destination

 

SCB EIC มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในการก้าวเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

 

  • ความพร้อมเชิงกายภาพ: ไทยมีความมั่นคงด้านอาหาร ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
  • อัตลักษณ์รสชาติที่โดดเด่น: อาหารไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีชื่อเสียงในระดับโลกมาอย่างยาวนาน
  • มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับสากล: การได้รับรางวัล Michelin Star อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม Street Food, Fine Dining และ Chef Table ช่วยการันตีคุณภาพและยกระดับภาพลักษณ์วงการอาหารไทยให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
  • โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวครบครัน: ความหลากหลายของที่พัก ระบบคมนาคมที่ครอบคลุม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย
  • นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ: การผลักดันอาหารไทยให้เป็น Soft Power การสนับสนุนใช้วัตถุดิบ GI ท้องถิ่น การโปรโมตท่องเที่ยวเมืองรอง และการจัดงานเทศกาลอาหารระดับโลก

 
ความท้าทายที่ไทยต้องเร่งปลดล็อก แม้จะมีจุดแข็งมากมาย แต่ไทยยังต้องพัฒนาและต่อยอดอีกหลายมิติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีดังนี้

 

  • ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย: โดยเฉพาะความสะอาดในร้านอาหารริมทาง (Street Food) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • สร้างมูลค่าด้วย Storytelling: พัฒนาทักษะการเล่าเรื่องและสร้างแบรนด์อาหารท้องถิ่นให้น่าสนใจ
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ครอบคลุม: พัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยในการรีวิว ชี้เป้าร้านลับในเมืองรอง การจองห้องพัก และระบบชำระเงินให้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ขยายผลการท่องเที่ยวเชิงเกษตร: ดึงเกษตรกรผู้ผลิตต้นน้ำเข้ามาอยู่ใน Ecosystem เพื่อขยายเส้นทางการท่องเที่ยวให้กว้างขึ้น
  • ต่อยอด Soft Power และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ: สอดแทรกเรื่องราวอาหารลงในสื่อระดับสากล ซีรีส์ และภาพยนตร์ พร้อมนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเพื่อออกแบบแคมเปญให้ตรงใจ

 

ขณะที่มีความท้าทายที่สำคัญที่สุดของไทยคือ การเชื่อมต่อนโยบายอย่างเป็นระบบครบวงจร (End-to-End) SCB EIC เสนอว่าไทยควรสร้าง Gastronomy Platform ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเพื่อเชื่อมคนตั้งแต่ต้นน้ำ (ผู้ผลิต) กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ (นักท่องเที่ยว) แพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็นทั้ง Marketplace, Data Hub และ Experience Sharing Platform ซึ่งจะช่วยยกระดับการเข้าถึงข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการตลาด และลดต้นทุนรวมของอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Nelson Antoine / Shutterstock

The post ถอดรหัส Gastronomy Tourism เที่ยวเชิงอาหารโตแรง เจาะลึกโอกาสไทยก้าวสู่ Destination ระดับโลก เป็นไปได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond https://thestandard.co/life/belmond-slow-luxury-travel/ Sun, 19 Jul 2026 02:30:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1232318 ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ

เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmo […]

The post ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ

เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmond กลับเลือกที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ช้าลง นี่คือบทสนทนาว่าด้วยเวลา การพักผ่อน และรถไฟที่สวยที่สุด

 

เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกับ Gary Franklin ผู้รับผิดชอบเป็น Senior Vice President, Trains & Cruises ของ Belmond แบรนด์ลักชัวรีในเครือ LVMH เขาคนนี้เป็นผู้ดูแลประสบการณ์การเดินทางของรถไฟและเรือสำราญระดับไอคอนิกหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Venice Simplon-Orient-Express, Eastern & Oriental Express, Royal Scotsman รวมถึง Britannic Explorer รถไฟนอนลักชัวรีสายแรกของอังกฤษและเวลส์ที่เปิดตัวในปี 2025

 

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 1

 

Gary เชื่อว่าเวลาคือความหรูหราที่มีค่ามากที่สุดในยุคนี้ และเป็นเหตุผลที่แนวคิด Slow Luxury กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่การเดินทางที่ช้าลง แต่คือการได้ใช้เวลากับตัวเอง กับผู้คนรอบข้าง และกับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่

 

และนี่คือความเปลี่ยนแปลงของนักเดินทางลักชัวรี ความหมายของ Slow Luxury และเหตุผลที่เวลากำลังกลายเป็น Ultimate Luxury ของโลกยุคใหม่

 

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คุณคิดว่านักเดินทางลักชัวรีเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

 

“หลังโควิด ผู้คนให้คุณค่ากับเวลามากขึ้นอย่างชัดเจน วันนี้เวลาคือ Ultimate Luxury ที่ Belmond เราเชื่อว่าผู้คนไม่ได้แค่ใช้เวลา แต่กำลังลงทุนกับเวลา

 

ช่วงที่ทุกคนต้องหยุดอยู่บ้าน หลายคนได้ทบทวนชีวิตและกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือการใช้เวลาร่วมกัน อีกอย่างที่เราเห็นคือ นักเดินทางลักชัวรีมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเวลา และเลือกลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างมีคุณค่ามากขึ้น”

 

ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ อะไรที่ทำให้คนกลับมาสนใจการเดินทางด้วยรถไฟอีกครั้ง?

 

“ผมคิดว่ามันมีหลายเหตุผล อย่างแรกคือผู้คนเริ่มใส่ใจการออกแบบรูปแบบการเดินทางของตัวเองมากขึ้น พวกเขามองหาประสบการณ์ที่ช้าลง แต่ยังคงมีคุณค่าและความหมาย ทุกวันนี้การเดินทางไม่ใช่แค่การพาตัวเองไปถึงจุดหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด

 

คนรุ่นใหม่เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรู้ว่าการเดินทางด้วยรถไฟเป็นมิตรกับโลกมากกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน

 

แต่ถ้าจะให้ผมตอบสั้นๆ เหตุผลหลักก็คือ มันเป็นการเดินทางที่สวยงาม คุณได้นั่งอยู่ในห้องพักส่วนตัว มองวิวเมืองและธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง ได้เห็นมุมที่ไม่มีวันเห็นจากเครื่องบิน นั่นคือประสบการณ์ที่แตกต่างจริงๆ”

 

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 2

 

‘Slow Luxury’ ในความหมายของคุณคืออะไร?

 

“สำหรับผม Slow Luxury คือการได้วางโทรศัพท์ลง กลับมาใช้ชีวิตแบบอนาล็อก อ่านหนังสือ พูดคุยกับคนรอบตัว และใช้เวลากับสิ่งตรงหน้า ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณมีเวลาพัก มีเวลามองวิว มีเวลาพูดคุยกับผู้ร่วมเดินทาง หรือแม้แต่แต่งตัวไปดินเนอร์โดยไม่ต้องเร่งรีบ นอกจากนั้นคุณยังมีพื้นที่ส่วนตัวในห้องพัก นอนหลับสบาย ตื่นเช้ามาพร้อมวิวธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง สำหรับผม นั่นคือความหรูหราที่แท้จริง”

 

คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่คนยินดี ‘จ่ายมากขึ้น’ กับการเดินทางที่ช้าลง?

 

“ผมอยากใช้คำว่า ‘ลงทุน’ มากกว่าคำว่า ‘จ่าย’ วันนี้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของการเดินทางแบบ Slow Travel มากขึ้น พวกเขาเลือกใช้เวลาอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้า และมองเห็นผลตอบแทนจากเวลาที่ลงทุนไป ทั้งในรูปของความสุข ความทรงจำ และคุณค่าที่จะอยู่กับพวกเขาไปอีกนาน

 

อีกอย่างคือ Slow Luxury เปิดโอกาสให้ผู้คนค้นพบความสนใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกระหว่างการเดินทาง หรือการลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นความหลงใหลที่ติดตัวไปตลอดชีวิต”

 

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 3ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 4

 

ยุคนี้สิ่งที่นักเดินทางต้องการแตกต่างจาก 10 ปีที่แล้วอย่างไร?

 

“ผมคิดว่าพวกเขาต้องการความเรียบง่าย และไม่อยากต้องตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิต ทุกวันนี้คนจำนวนมากเผชิญกับ Decision Fatigue พวกเขาจึงมองหาแบรนด์ที่สามารถดูแลรายละเอียดต่างๆ ให้ได้ เพื่อให้ตัวเองได้พักจากการตัดสินใจบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังต้องการความ Authentic พวกเขาอยากสัมผัสสถานที่จริง ผู้คนจริง และวัฒนธรรมจริง

 

ยกตัวอย่าง Britannic Explorer เมื่อรถไฟเดินทางไป Cornwall อาหารที่เสิร์ฟก็มาจากฟาร์มในพื้นที่ หรือเมื่อเดินทางเข้าสู่ Wales ซีฟู้ดที่รับประทานก็มาจากชาวประมงในชุมชนเดียวกับที่คุณกำลังเดินทางผ่าน สำหรับผม นั่นคือความหมายของความ Authentic

 

ความหรูหรา คือประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกและกลายเป็นความทรงจำ เป็นเรื่องที่คุณยังอยากเล่าให้คนอื่นฟัง แม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายปี ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้คนกำลังมองหา และมันยังส่งผลต่อความสุขและ Well-being ของพวกเขาด้วย”

 

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 5

 

ในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณคิดว่านักเดินทางลักชัวรีจะให้คุณค่ากับอะไรมากที่สุด?

 

“ผมคิดว่าโลกจะยิ่งหมุนเร็วขึ้น ดังนั้นคำถามที่ว่า ‘เราจะลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างไร’ จะยิ่งสำคัญขึ้น อีกเรื่องคือ Human Connection ทุกวันนี้ชีวิตของเราผ่านหน้าจอมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายครั้งเราไม่รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว

 

ผมเชื่อว่าในอนาคต ผู้คนจะยิ่งให้คุณค่ากับการได้ใช้เวลาร่วมกันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รัก เพื่อนใหม่ หรือแม้แต่ทีมงานที่คอยดูแลระหว่างการเดินทาง เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ก็ยังต้องการปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากัน และช่วงเวลาเหล่านี้จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ”

The post ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย https://thestandard.co/tourism-ministry-private-sector-boost/ Thu, 16 Jul 2026 04:05:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1231332 สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังกล่าวในที่ประชุม

กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาร่วมมือกับภาคเอกชน บูรณาการความ […]

The post กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังกล่าวในที่ประชุม

กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาร่วมมือกับภาคเอกชน บูรณาการความร่วมมือผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมพิจารณาข้อเสนอจากภาคเอกชน อย่างโครงการ ‘เที่ยวทั่วไทย พลัส’ หรือโครงการ Fly Thai All the Feelings สนับสนุนส่วนลดค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ดูภาพข่าว 

วันนี้ (15 กรกฎาคม) สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ครั้งที่ 1/2569

 

เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการกำหนดแนวทางและมาตรการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้สามารถรับมือกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันด้านการท่องเที่ยว และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอจากภาคเอกชนในการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 โดยมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

 

  • โครงการเที่ยวทั่วไทย พลัส (Co-payment) ซึ่งมุ่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พักและการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานราก
  • โครงการ Thailand Air Connect เพื่อสนับสนุนการเพิ่มความถี่เที่ยวบิน การเปิดเส้นทางบินใหม่ และดึงดูดเที่ยวบินจากต่างประเทศ
  • ข้อเสนอโครงการ Fly Thai All the Feelings ที่ภาคเอกชนเสนอให้สนับสนุนส่วนลดค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินโครงการในด้านวัตถุประสงค์ รูปแบบการดำเนินงาน กรอบระยะเวลา กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

พร้อมพิจารณาในหลักการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำรายละเอียดโครงการเสนออนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อพิจารณาและเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันมาตรการที่สามาระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย อันจะนำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

 

กระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยว

The post กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>