การจัดซื้อจัดจ้าง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การจัดซื้อจัดจ้าง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 11 Jun 2026 12:27:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แพลน บี ชี้แจงไม่เกี่ยวข้องโครงการ TH-AI Passport ยืนยันไม่ได้เป็นคู่สัญญา ผู้ยื่นข้อเสนอ หรือผู้รับจ้าง https://thestandard.co/plan-b-clarifies-th-ai-passport-project/ Thu, 11 Jun 2026 12:27:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1217388 ภาพแถลงการณ์บริษัท แพลน บี มีเดีย ชี้แจงกรณีไม่เกี่ยวข้องโครงการ TH-AI Passport

บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ชี้แจงก […]

The post แพลน บี ชี้แจงไม่เกี่ยวข้องโครงการ TH-AI Passport ยืนยันไม่ได้เป็นคู่สัญญา ผู้ยื่นข้อเสนอ หรือผู้รับจ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงการณ์บริษัท แพลน บี มีเดีย ชี้แจงกรณีไม่เกี่ยวข้องโครงการ TH-AI Passport

บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบริษัทและบริษัทย่อย โดยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่ถูกกล่าวถึง และไม่ได้มีสถานะเป็นคู่สัญญาหรือผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด

 

วันนี้ (11 มิถุนายน) บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทฯ ขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีการอ้างถึงบนสื่อสังคมออนไลน์

 

แถลงการณ์ระบุว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อยไม่ได้เป็นคู่สัญญา ผู้ยื่นข้อเสนอ ผู้ได้รับคัดเลือก ผู้ชนะการเสนอราคา ผู้ร่วมค้า ผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการในโครงการดังกล่าว

 

นอกจากนี้ หากมีการกล่าวถึงการลงทุนหรือการดำเนินการของบุคคลใดในฐานะส่วนบุคคล หรือในนามนิติบุคคลอื่น บริษัทฯ ขอเรียนว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งแยกต่างหากจากการดำเนินงานของบริษัท แพลน บี มีเดีย และไม่ได้เป็นการดำเนินการในนามของบริษัทฯ

 

บริษัทฯ ยังย้ำว่าให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาโดยตลอด พร้อมขอให้ประชาชน นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องพิจารณาข้อมูลจากช่องทางทางการของบริษัทฯ และข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการที่ถูกกล่าวถึงและเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา คือโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วงเงิน 1,621 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ

The post แพลน บี ชี้แจงไม่เกี่ยวข้องโครงการ TH-AI Passport ยืนยันไม่ได้เป็นคู่สัญญา ผู้ยื่นข้อเสนอ หรือผู้รับจ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์เปิดตัว ‘Bangkok Red Flag AI’ ระบบจับโกง สืบทุจริตจากเอกสาร เพื่อกรุงเทพฯ ที่โปร่งใส https://thestandard.co/bangkok-red-flag-ai-anti-corruption/ Tue, 19 May 2026 04:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1208702 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ

แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน แสดงวิส […]

The post ชัยวัฒน์เปิดตัว ‘Bangkok Red Flag AI’ ระบบจับโกง สืบทุจริตจากเอกสาร เพื่อกรุงเทพฯ ที่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ

แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน แสดงวิสัยทัศน์การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมเปิดตัวระบบ AI จับโกง ที่สามารถตรวจจับความผิดปกติของเอกสารราชการ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้างและป้องกันการฮั้วได้ โดยย้ำความสำคัญของระบบที่ดี ไม่เพียงหวังพึ่งพา ‘คนดี’ เพียงอย่างเดียว

ดูภาพข่าว ▼ 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชน แถลงข่าวในวันนี้ (19 พฤษภาคม) หัวข้อ ‘กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง’ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า ปัญหาการทุจริตเป็นปัญหาเรื้อรังที่บ่อนทำลายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทำให้งบประมาณที่ควรนำไปพัฒนาเมืองและสวัสดิการรั่วไหล ทั้งในรูปแบบของการโกงงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างและการเรียกรับสินบนเพื่อขออนุญาตต่างๆ

 

สำหรับกรุงเทพมหานครที่มีงบประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านบาทนั้น ทางพรรคประชาชนมองเห็นโอกาสที่จะดึงเงินงบประมาณคืนกลับมาให้ชาวกรุงเทพฯ ได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการป้องกันการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างจำนวน 10,000 ล้านบาท และการประหยัดงบประมาณจากการแก้ปัญหาการเรียกรับส่วยและสินบนอีก 10,000 ล้านบาท

 

ชัยวัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารงานในอดีตที่ผ่านมาว่า แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในหลายยุคสมัย แต่ปัญหาการทุจริตก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคดีรถเรือดับเพลิง คดีฮั้วประมูลก่อสร้าง คดีจ้างเดินรถไฟฟ้า คดีไฟประดับลานคนเมือง โครงการเช่ารถขยะพลังงานไฟฟ้า โครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่มีราคาสูงผิดปกติ หรือแม้แต่โครงการซ่อมแซมสภา กทม. ที่มีปัญหาการเบิกจ่ายพื้นที่ทับซ้อนเกินจริง

 

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพาตัวบุคคลที่เชื่อว่าเป็นคนดีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีการสร้างระบบที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดสามารถกระทำการทุจริตได้”

 

ชัยวัฒน์ได้อธิบายถึงกระบวนการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่ฝังรากลึกมานานว่าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก คือการล็อกสเปกหรือการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าให้แคบจนเกินไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตเพียงรายเดียว, การจัดทำราคากลาง ซึ่งมักจะใช้วิธีการสืบราคาจากผู้จำหน่ายที่ได้มีการตกลงบวกเงินส่วนต่างหรือเงินทอนเตรียมไว้ล่วงหน้า, การล็อกเงื่อนไขคุณสมบัติผู้เข้าประมูลหรือการกำหนดระยะเวลาส่งมอบที่ผิดปกติเพื่อกีดกันผู้แข่งขันรายใหม่ และขั้นตอนสุดท้ายคือการฮั้วประมูลโดยการจัดฉากนำบริษัทเครือข่ายหรือนอมินีมาเสนอราคาคู่เทียบเพื่อให้ดูเหมือนว่ามีการแข่งขันจริง

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทุจริตเหล่านี้รอดพ้นการตรวจสอบไปได้ เป็นเพราะเอกสารคำของบประมาณมักจัดทำอยู่ในรูปแบบกระดาษหรือไฟล์รูปภาพที่ไม่สามารถนำไปประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ได้ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบโดยมนุษย์ในระยะเวลาที่จำกัด

 

เปิดตัว Bangkok Red Flag AI สืบทุจริตจากเอกสาร

 

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ชัยวัฒน์ได้นำเสนอระบบที่เรียกว่า ‘Bangkok Red Flag AI’ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและแจ้งเตือนความผิดปกติ โดยประกอบด้วยการทำงานหลัก 7 ด้าน

 

1. การบังคับให้เอกสารคำของบประมาณจากฝ่ายบริหารต้องจัดทำในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine Readable) เพื่อให้ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่อได้

 

2. จากนั้นระบบจะทำหน้าที่แจ้งเตือน (Red Flag) หากพบการกำหนดสเปกที่จำกัดแคบจนเกินไป

 

3. การเปรียบเทียบราคาจัดซื้อที่แพงกว่าปกติเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลในอดีต

 

4. การสร้างแคตตาล็อกราคากลางที่เชื่อมโยงกับราคาตลาดจริง

 

5. การวิเคราะห์เอกสารขอบเขตของงาน (TOR) เพื่อให้คะแนนความเสี่ยงในการทุจริต

 

6. การตรวจสอบความเชื่อมโยงของบริษัทที่เข้ามาแข่งขันประมูลว่ามีกรรมการหรือที่อยู่เดียวกันหรือไม่

 

และ 7. การตรวจสอบความผิดปกติจากร่องรอยดิจิทัล (Digital Forensic) ของเอกสารเพื่อป้องกันการฮั้วประมูล

 

นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยเจตจำนงที่แน่วแน่ของฝ่ายบริหาร ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วจากการบริหารงานในองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่สามารถประหยัดงบประมาณและใช้จ่ายได้ต่ำกว่าราคากลางมากที่สุดในประเทศถึงร้อยละ 26.7

 

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังได้มีการสาธิตระบบปฏิบัติการ AI เสมือนจริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตรวจจับการล็อกสเปกเครื่องออกกำลังกายและการตรวจสอบเครือข่ายบริษัทที่มีความใกล้ชิดกัน

 

ระบบ AI ผู้ช่วยจับโกง ต้องควบคู่ระบบราชการที่ดี

 

ในช่วงตอบข้อซักถาม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. และอดีต สส. พรรคประชาชน ได้ร่วมชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการบริหารและการทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยระบุว่า ความบกพร่องในการบริหารจัดการสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือการมีกลไกตรวจสอบเชิงระบบ หากมีระบบ AI เข้ามาช่วยคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดความอึดอัดใจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการอนุมัติงบประมาณ

 

สำหรับปัญหาการต่อรองเพื่อตัดงบประมาณของกลุ่ม ส.ก. บางส่วน เพื่อนำไปเรียกรับผลประโยชน์หรือนำผู้รับเหมาของตนเข้ามารับงานนั้น พรรคประชาชนมีแนวทางในการจัดการโดยการเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและเปิดเผยข้อมูลโครงการในทุกขั้นตอนให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส ซึ่งหากโครงการใดเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ประชาชนในพื้นที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องงบประมาณและตรวจสอบการทำงานของ ส.ก. ด้วยตนเอง

 

“AI เทคโนโลยีก็ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีระบบโครงสร้างการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯ กับ ส.ก. ก็ต้องดี ชิดเกินไปหรือห่างเกินไปก็ไม่ดี ที่แย่ที่สุดคือ ดูเหมือนห่างแต่หลังม่านใกล้ชิด อันนี้เลวร้ายที่สุด” วิโรจน์กล่าว

 

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ชัยวัฒน์ได้ชี้แจงถึงบทบาทของทีมบริหารที่พรรคประชาชนได้ทาบทามเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยระบุว่า แต่ละบุคคลมีหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกันตามความถนัด ทั้งการทำงานเบื้องหน้าในการรณรงค์หาเสียง และการทำงานเบื้องหลังเชิงนโยบาย โดยหลังจากนี้ทางพรรคจะเริ่มนำทีมบริหารลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อจัดทำนโยบายเฉพาะกลุ่ม

 

ชัยวัฒน์ได้ปิดท้ายด้วยการกล่าวให้เครดิตแก่ นิธิกร บุญยกุลเจริญ ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย

 

 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 1ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 2ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 3ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 4ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 5ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 6ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 7ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 8ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 9ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แถลงข่าวเปิดตัวระบบ ‘Bangkok Red Flag AI’ สำหรับจับโกงและสืบทุจริตในกรุงเทพฯ 10

The post ชัยวัฒน์เปิดตัว ‘Bangkok Red Flag AI’ ระบบจับโกง สืบทุจริตจากเอกสาร เพื่อกรุงเทพฯ ที่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน https://thestandard.co/bangkok-governor-finance-surplus/ Fri, 08 May 2026 09:49:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1205175 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้พูดถึงประเด็นสำคัญด้านการบริหารจัดการงบประมาณและภาระหนี้สินของเมือง

 

 

ชัชชาติ เปิดเผยถึงหลักการบริหารการเงินของ กทม. ว่า เป็นการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล (Balanced Budget) โดยเริ่มจากการประมาณการรายได้ที่จะจัดเก็บได้ แล้วจึงตั้งกรอบรายจ่ายให้สอดคล้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินและสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม. ใช้งบประมาณน้อยลงหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ปฏิเสธข้อดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

 

พร้อมชี้แจงว่า ส่วนต่างของงบประมาณที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลสัมฤทธิ์จากประสิทธิภาพในการบริหารงาน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การกวดขันจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีความรัดกุมมากขึ้น ทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย รวมถึงรายได้อื่น ๆ ประกอบกับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการต่างๆ ที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ กทม. ถูกลงจนเกิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือ

 

ชัชชาติ กล่าวว่า เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่นำไปใช้งาน แต่เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำส่งเข้าเป็นเงินสะสม ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมนำไปจัดตั้งเป็นงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การบริหารงบประมาณของ กทม. มีผลประกอบการเป็นบวกมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง

 

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ระบุถึงเหตุผลสำคัญที่ กทม. จำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินและเร่งเพิ่มเงินสะสมอย่างเคร่งครัด ว่าเป็นเพราะ กทม. มีภาระผูกพันทางการเงินที่มหาศาลรออยู่ นั่นคือการชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่และภาระหนักที่สุด ที่ผ่านมา กทม. ได้เบิกจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้ในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท

 

ซึ่งชัชชาติได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ หากนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น จะสามารถสร้างโรงพยาบาลได้ถึง 10 แห่ง สร้างโรงเรียนได้อีกหลายสิบแห่ง หรือสามารถพัฒนาระบบรถเมล์และรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก

 

ในตอนท้าย ชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า แม้ภาระหนี้สินดังกล่าวจะเป็นมรดกตกทอดมาจากผู้บริหารในอดีต แต่ในฐานะผู้บริหารชุดปัจจุบัน ก็ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารได้พยายามต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของ กทม. ให้รอบคอบที่สุด แต่ท้ายที่สุดเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา กทม. ก็พร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

The post ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนชี้หนังสือเรียน สกร. ด้อยคุณภาพ ใช้มา 20 ปี ตั้งข้อสังเกตจัดซื้อไม่โปร่งใส https://thestandard.co/people-party-sgr-textbook-procurement-criticism/ Thu, 30 Apr 2026 08:24:19 +0000 https://thestandard.co/people-party-sgr-textbook-procurement-criticism/ ปวิตรา สส.พรรคประชาชน แสดงตัวอย่างหนังสือเรียน สกร. ที่ถูกวิจารณ์ว่าล้าสมัยและด้อยคุณภาพ

สส. พรรคประชาชน นำโดย ธีรศักดิ์ จิระตราชู, ปวิตรา จิตตก […]

The post พรรคประชาชนชี้หนังสือเรียน สกร. ด้อยคุณภาพ ใช้มา 20 ปี ตั้งข้อสังเกตจัดซื้อไม่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปวิตรา สส.พรรคประชาชน แสดงตัวอย่างหนังสือเรียน สกร. ที่ถูกวิจารณ์ว่าล้าสมัยและด้อยคุณภาพ

สส. พรรคประชาชน นำโดย ธีรศักดิ์ จิระตราชู, ปวิตรา จิตตกิจ, พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ และ ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

 

ปวิตราได้นำตัวอย่างหนังสือแบบเรียนที่ สกร. จัดซื้อมาแสดงเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการชี้แจง โดยระบุว่าแบบเรียนดังกล่าวมีความล้าสมัยทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบ ภาพประกอบ รวมถึงการใช้หน้าปกพิมพ์สี่สีแต่เนื้อหาภายในเป็นรูปแบบขาวดำ

 

นอกจากปัญหาด้านคุณภาพของรูปแบบแล้ว ยังพบการตั้งราคาจำหน่ายที่สูงเกินความเหมาะสม โดยบางวิชามีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึง 800 บาท ยกตัวอย่างเช่น หนังสือความยาว 130 หน้า มีราคาจำหน่ายกว่า 200 บาท และหนังสือความยาว 90 หน้า มีราคาจำหน่ายกว่า 300 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าหนังสือของ สพฐ. มีการควบคุมราคาและจัดพิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์สี่สี สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เรียนในระบบ สกร. ต้องใช้แบบเรียนที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานปัจจุบัน

 

ปวิตราระบุเพิ่มเติมว่า เนื้อหาในหนังสือแบบเรียนของ สกร. มีเนื้อหาทางวิชาการน้อยและแบบฝึกหัดไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการนำหลักสูตรเก่าของปี 2551 มาตีพิมพ์ใหม่ ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรการศึกษาที่ควรปรับปรุงกับหนังสือเรียนที่ได้รับใบอนุญาตมานานกว่า 10 ปีและยังคงถูกนำมาใช้งานจนถึงปัจจุบัน การดำเนินงานในลักษณะนี้ก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน

 

ตัวแทนพรรคประชาชนได้เรียกร้องไปยังรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล สกร. ให้เข้ามาตรวจสอบและทำความกระจ่างในประเด็นนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปกับการศึกษาที่ตกยุคและไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เรียนได้จริง พร้อมระบุว่าหากกระบวนการจัดซื้อไม่สามารถตรวจสอบได้ อาจส่งผลให้สังคมลดความศรัทธาต่อระบบการศึกษาไทย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในตำแหน่งของรัฐมนตรีเอง

 

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความกล้าหาญของรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาว่า มีความกังวลต่อผู้มีอิทธิพลภายในกระทรวงจนละเว้นการจัดการกับปัญหาที่ตกค้างอยู่หรือไม่

 

นอกเหนือจากเรื่องแบบเรียน ปวิตรายังได้หยิบยกปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานของ สกร. โดยระบุว่าหน่วยการศึกษาหลายแห่ง เช่น ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ต้องใช้วิธีเช่าพื้นที่ของเอกชนหรือใช้พื้นที่ภายในวัดเพื่อจัดการเรียนการสอน และเมื่อเกิดความชำรุดทรุดโทรม ผู้ปฏิบัติงานต้องจัดหาทุนเพื่อซ่อมแซมด้วยตนเอง ซึ่งแม้การเรียนรู้จะไม่จำกัดสถานที่ แต่สภาพแวดล้อมทางกายภาพย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา

 

ในตอนท้าย สส. พรรคประชาชนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ สกร. ในฐานะพื้นที่แห่งอนาคตและโอกาสสำหรับประชาชนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาปกติ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน สถาบันที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้จึงควรได้รับการสนับสนุนให้อยู่ในระดับแนวหน้า มากกว่าการถูกลดทอนความสำคัญหรือปล่อยให้ดำเนินการด้วยมาตรฐานที่ถดถอยลง

The post พรรคประชาชนชี้หนังสือเรียน สกร. ด้อยคุณภาพ ใช้มา 20 ปี ตั้งข้อสังเกตจัดซื้อไม่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้านบาท ย้ำโปร่งใส เสริมรบ 3 มิติ https://thestandard.co/thai-navy-frigate-acquisition/ Fri, 03 Apr 2026 03:02:24 +0000 https://thestandard.co/thai-navy-frigate-acquisition/ พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต

วันนี้ (3 เมษายน) ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.ต. ปารั […]

The post กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้านบาท ย้ำโปร่งใส เสริมรบ 3 มิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต

วันนี้ (3 เมษายน) ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุถึงโครงการจัดหา เรือฟริเกต ของกองทัพเรือ ในปีงบประมาณ 2569 ว่า เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

 

รวมทั้งคำสั่งและมติของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่กองทัพเรือไทยจะได้รับ และให้สอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธการและวัตถุประสงค์การใช้งานของกองทัพเรือ

 

พล.ร.ต. ปารัช ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560-2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2566) ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกตรวม 8 ลำ โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ ได้แก่ การต่อต้านเรือผิวน้ำ, การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ

 

รวมทั้งรองรับภารกิจทางทหารนอกเหนือจากสงคราม เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ

 

พล.ร.ต. ปารัช กล่าวอีกว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยกำหนดส่งมอบ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ วงเงินรวม 17,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2574)

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือได้นำโครงการจัดหาเรือฟริเกตเข้าร่วมดำเนินการตามแนวทางข้อตกลงคุณธรรม เช่นเดียวกับโครงการจัดหาเรือประเภทอื่นๆ เพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

 

โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐผู้ยื่นเสนอราคา และผู้สังเกตการณ์อิสระ ร่วมลงนามยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้หรือรับสินบน และไม่กระทำการฮั้วประมูล ที่มักใช้กับโครงการวงเงินสูงหรือโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้สังเกตการณ์อิสระจะต้องมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ ไปจนถึงขั้นตอนบริหารสัญญาและการส่งมอบงาน

 

🔴 จาก ‘ถูกตีตก’ สู่ ‘อนุมัติ’

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 10 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติงบประมาณให้กองทัพเรือจัดหาเรือฟริเกต มูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท ตามคำขอของกองทัพเรือ ในขณะที่กองทัพเรือขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเดิม ให้อนุมัติหลักการให้กองทัพเรือจัดหาเรือฟริเกตรวมจำนวน 2 ลำ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ให้ได้รับงบประมาณก่อนเพียง 1 ลำ

 

โดยสาเหตุที่ควรจะมีการต่อเรือฟริเกต 2 ลำ เพราะโครงการนี้กองทัพเรือต้องการต่อเรือฟริเกตในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศที่ซบเซามานาน

 

และยิ่งกองทัพเรือกำลังมีวิกฤตการขาดแคลนเรือฟริเกตอย่างหนัก เพราะมีเรือฟริเกตเพียง 3-4 ลำจากจำนวนความต้องการขั้นต่ำสุด 8 ลำ ทำให้การลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการต่อเรือมีความจำเป็นมาก

 

ดังนั้น กองทัพเรือต้องสร้างความมั่นใจให้รัฐบาลและประชาชนผู้เสียภาษีว่า การต่อเรือฟริเกตจะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ลำแรก เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินภาษี 1.75 หมื่นล้านบาทอย่างแท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม โครงการจัดหาเรือฟริเกตเคยถูกตีตกในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ ในการพิจารณางบประมาณปี 2567 เนื่องจาก อนุ กมธ. มั่นคงฯ มองว่ากองทัพเรือไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดโครงการ และการจัดซื้อจากต่างประเทศได้ชัดเจนเพียงพอ ทำให้อาจเกิดความเสี่ยงเหมือนกรณีเรือดำน้ำ

 

ภายหลังมีความพยายามจะบรรจุโครงการนี้กลับเข้ามาในงบประมาณปี 2568 อีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่สามารถผ่านมติของคณะรัฐมนตรีได้ จนกระทั่งได้รับการพิจารณางบประมาณ 2569

 

🔴 4 ลำที่มี จากความต้องการ 8 ลำ

 

สำหรับประเทศไทย กองทัพเรือกำหนดความต้องการขั้นต่ำของเรือฟริเกตที่เพียงพอสำหรับดูแลน่านน้ำที่มีอาณาเขต 3.2 แสนตารางกิโลเมตรไว้ที่ 8 ลำ แต่ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตที่มีขีดความสามารถสูงเพียงพอเพียง 4 ลำ ได้แก่

 

  • เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช: เรือใหม่ที่สุดของกองทัพเรือที่ต่อจากเกาหลีใต้
  • เรือหลวงตากสินและเรือหลวงนเรศวร: เป็นเรือฟริเกตที่ต่อจากจีน แต่ภายหลังกองทัพเรือถอดระบบอาวุธของจีนออกและแทนที่ด้วยระบบอาวุธตะวันตกทั้งหมด
  • เรือหลวงรัตนโกสินทร์: เป็นเรือแฝดของเรือหลวงสุโขทัย

The post กองทัพเรือเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบ 1.7 หมื่นล้านบาท ย้ำโปร่งใส เสริมรบ 3 มิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สกสค. เดินหน้าทำขั้นตอนโปร่งใส ประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน 2569 วงเงิน 754 ล้าน ต่ำกว่างบ 25% ทำ Integrity Pact ดึง ป.ป.ช.-สตง.-ACT ร่วมสังเกตการณ์ ไร้ข้อร้องเรียน https://thestandard.co/owpcet-e-bidding-textbooks-pact/ Sat, 28 Feb 2026 06:58:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1182722 รองเลขาธิการ สกสค. ลงนามประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน 2569

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิก […]

The post สกสค. เดินหน้าทำขั้นตอนโปร่งใส ประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน 2569 วงเงิน 754 ล้าน ต่ำกว่างบ 25% ทำ Integrity Pact ดึง ป.ป.ช.-สตง.-ACT ร่วมสังเกตการณ์ ไร้ข้อร้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเลขาธิการ สกสค. ลงนามประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน 2569

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. รักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. ลงนามในประกาศผลการจัดซื้อจัดจ้าง โดยโครงการดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) บนระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และเปิดให้ยื่นข้อเสนอเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 256

 

5 เอกชนคว้างาน รวมกว่า 27 ล้านเล่ม

 

ผู้ชนะการเสนอราคามี 5 ราย ได้แก่

 

  • บริษัท วรรณชาติเพรส (2020) จำกัด ได้รับงาน 47 รายการ รวม 9,545,000 เล่ม วงเงินประมาณ 330.6 ล้านบาท
  • บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด ได้รับงาน 54 รายการ รวม 7,785,000 เล่ม วงเงินประมาณ 180.3 ล้านบาท
  • บริษัท อุดมศึกษา จำกัด ได้รับงาน 24 รายการ รวม 6,160,000 เล่ม วงเงินประมาณ 159.4 ล้านบาท
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ ได้รับงาน 24 รายการ รวม 3,340,000 เล่ม วงเงินประมาณ 79.5 ล้านบาท
  • บริษัท สยามเพรส จำกัด ได้รับงาน 1 รายการ จำนวน 450,000 เล่ม วงเงินประมาณ 4.4 ล้านบาท

 

รวมมูลค่าจัดจ้างทั้งสิ้นประมาณ 754.3 ล้านบาท จากราคากลาง 901.9 ล้านบาท

 

ประหยัดงบกว่า 255 ล้านบาท ต่ำกว่างบ 25%

 

รายงานระบุว่า วงเงินที่จัดหาได้ต่ำกว่างบประมาณที่ได้รับอนุมัติ 1,010 ล้านบาท เป็นจำนวน 255.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 และหากเทียบกับปีการศึกษา 2568 ซึ่งใช้งบประมาณราว 852 ล้านบาท โครงการปี 2569 มีวงเงินลดลงมากกว่า 100 ล้านบาท

 

ก่อนหน้านี้ ในปีการศึกษา 2568 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง เคยวินิจฉัยว่าการดำเนินการด้วยวิธีคัดเลือกไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทำให้การดำเนินงานในปีนี้ปรับมาใช้วิธี e-bidding อย่างเต็มรูปแบบ

 

วางกรอบโปร่งใส ทำ Integrity Pact ทุกขั้นตอน

 

สกสค. ระบุว่า โครงการปี 2569 ยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยมอบหมายให้นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ในฐานะประธานคณะทำงานร่างขอบเขตงาน (TOR) กำกับติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด

 

นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ของกรมบัญชีกลาง โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมบัญชีกลาง และองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

 

ผลการดำเนินโครงการในปีนี้ไม่มีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบอย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น

The post สกสค. เดินหน้าทำขั้นตอนโปร่งใส ประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน 2569 วงเงิน 754 ล้าน ต่ำกว่างบ 25% ทำ Integrity Pact ดึง ป.ป.ช.-สตง.-ACT ร่วมสังเกตการณ์ ไร้ข้อร้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส https://thestandard.co/bma-education-system-extension-tor/ Thu, 05 Feb 2026 04:33:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1173989 การประชุมสภา กทม. พิจารณาขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา

วานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อา […]

The post สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมสภา กทม. พิจารณาขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา

วานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 5) โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระสำคัญที่มีการพิจารณาคือ ญัตติขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินการรายการผูกพัน โครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา ซึ่งเสนอโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

ชัชชาติ ได้เสนอหลักการต่อที่ประชุมว่า โครงการดังกล่าวเดิมมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (ปีงบประมาณ 2568-2569) ด้วยวงเงินงบประมาณ 27,891,300 บาท และขณะนี้ได้ตัวผู้รับจ้างแล้วในวงเงิน 18,359,999 บาท แต่เนื่องจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความล่าช้า ทำให้ระยะเวลาดำเนินการที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะบริหารสัญญาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเดิม (300 วัน) จึงมีความจำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาฯ เพื่อขยายระยะเวลาผูกพันโครงการออกไปเป็น 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2568-2570 เพื่อให้สามารถลงนามในสัญญาและดำเนินโครงการต่อไปได้

 

นภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงถึงความล่าช้าที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงเร็ว หากล่าช้าอาจทำให้ระบบตกรุ่น และสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริง ซึ่ง พิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ได้ชี้แจงว่า ความล่าช้าเกิดจากความผิดพลาดในการกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ในการประมูลครั้งแรกที่ไม่ครอบคลุมเนื้องานสำคัญ คือ ระบบดูแลและติดตามการใช้สารเสพติดในโรงเรียน” ทำให้ต้องยกเลิกการประกวดราคาและดำเนินการใหม่

 

คำชี้แจงดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่สมาชิกสภาฯ โดยนภาพล ได้ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องจากผู้ชนะการประมูลรอบแรก และความพร้อมในการลงนามสัญญาหากสภาฯ อนุมัติ ขณะที่ กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก. เขตทุ่งครุ และ พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก. เขตยานนาวา ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นการจดทะเบียนกิจการร่วมค้าของผู้ยื่นซองประมูลที่เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนยื่นซอง ว่าอาจมีเจตนาที่ไม่สุจริตหรือมีการฮั้วประมูลหรือไม่

 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงความจำเป็นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันครูในสังกัด กทม. ต้องแบกรับภาระงานเอกสารจำนวนมาก โดยเฉพาะการกรอกผลการประเมิน (ปพ.) ซึ่งระบบสารสนเทศนี้จะเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนดังกล่าว เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่ ส่วนความผิดพลาดเรื่อง TOR ยอมรับว่าเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข แต่ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

 

ทางด้าน ผอ.สำนักการศึกษา ยืนยันว่าขณะนี้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว หากสภาฯ ให้ความเห็นชอบ ก็สามารถลงนามในสัญญาเพื่อเริ่มงานได้ทันที

 

ในช่วงท้ายของการอภิปราย สมาชิกสภาฯ หลายท่าน อาทิ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง และ เมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก. เขตปทุมวัน ได้ฝากข้อสังเกตให้ฝ่ายบริหารมีความรอบคอบในการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อนอันจะนำมาซึ่งความเสียหายและเสียโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียน

 

ภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการรายการผูกพันโครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอ เพื่อให้โครงการสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

The post สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
อผศ. ชี้แจงปมตัดชุดฟอร์ม-พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน https://thestandard.co/wvo-social-security-uniforms-calendars/ Fri, 30 Jan 2026 01:34:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1171285 ภาพประกอบการชี้แจงของ อผศ. กรณีจัดทำชุดฟอร์มและปฏิทินให้สำนักงานประกันสังคม

วานนี้ (29 มกราคม) องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) อ […]

The post อผศ. ชี้แจงปมตัดชุดฟอร์ม-พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการชี้แจงของ อผศ. กรณีจัดทำชุดฟอร์มและปฏิทินให้สำนักงานประกันสังคม

วานนี้ (29 มกราคม) องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ออกเอกสารชี้แจงกรณีการจัดทำชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ตามข่าวที่ปรากฏจากสื่อมวลชนในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

 

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานประกันสังคม ได้มีหนังสือเชิญชวนให้ อผศ. เสนอราคาในโครงการชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

 

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 อผศ. ได้เสนอราคาในโครงการดังกล่าว ซึ่ง อผศ. โดย สำนักงานกิจการโรงงานในอารักษ์ (สง.รอร.) สามารถดำเนินการได้ตามข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการ ส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563

 

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศว่า อผศ. เป็นผู้ชนะ การเสนอราคาตัดชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ประกันสังคม

 

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 สำนักงานประกันสังคม ได้ตกลงทำสัญญาจ้างโครงการ ชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม กับ อผศ. จำนวน 7,000 ชุดๆ ละ 5,000 บาท ประกอบด้วย

 

  • ชุดสูท จำนวน 1 ชุด/คน (เสื้อสูท 1 ตัว กางเกง/กระโปรง 1 ตัว) จำนวน 7,000 คน
  • เสื้อเชิ้ตแขนยาว จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 คน รวม 7,000 ตัว
  • เสื้อเชิ้ตแขนสั้น จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 คน รวม 7,000 ตัว
  • กางเกงชาย หรือกางเกง/กระโปรงหญิง จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 ตัว

 

และทำตราสัญลักษณ์ ของสำนักงานประกันสังคมเป็นสเตนเลสชุบสีทอง กลัดแบบมีมุมด้านหลัง เพื่อติดกระเป๋าเสื้อสูท จำนวน 7,000 ชิ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 35,000,000 บาท

 

กำหนดส่งมอบ วันที่ 17 มกราคม 2568 อผศ. ได้ส่งมอบชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ให้กับ สำนักงานประกันสังคม ภายในกำหนดสัญญาครบเรียบร้อย ซึ่งทุกขั้นตอนของ อผศ. ไม่ว่าจะเป็นการเสนอราคาหรือได้รับคัดเลือก จากการเสนอราคากับส่วนราชการต่างๆ อผศ. ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ

 

สำหรับกรณีการจัดทำปฏิทินประกันสังคม

 

  • สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ (สรพ.) เป็นหน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มีหน้าที่ในการดำเนินการผลิต ซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า จ้าง และรับจ้าง งานพิมพ์ พิมพ์เอกสาร สิ่งตีพิมพ์ กระดาษผลิตภัณฑ์กระดาษ วัสดุสำนักงาน วัสดุคอมพิวเตอร์ บรรจุภัณฑ์ทุกประเภท เครื่องเขียนแบบเรียนและอุปกรณ์การศึกษา รวมทั้งพัสดุเกี่ยวกับการพิมพ์ทุกชนิด จึงสามารถรับจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคมได้

 

  • สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ ได้รับการสั่งจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่
  • พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 63โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 49,940,000 บาท
  • พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 65 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 54,965,000 บาท
  • พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 67 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 54,977,000 บาท

 

  • ในการจัดพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ เป็นเพียงผู้รับจ้างตามที่สำนักงานประกันสังคมว่าจ้างเท่านั้น

 

  • การรับจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ มิได้เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ปฏิทินฯ ทุกปี เนื่องจากปัจจุบันโรงพิมพ์ของหน่วยงานรัฐ หรือภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐหรือโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ต่างได้รับสิทธิเท่าเทียมเสมอภาคกัน การจัดทำปฏิทินฯ สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยดำเนินการปฏิบัติให้เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

 

อผศ. มีสถานะเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล มีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ รวมทั้งผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ในการรักษาความมั่นคงของชาติ และเพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดี ที่ยอมเสียสละแม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยและคงความเป็นไทยมาจวบจนทุกวันนี้ โดยองค์การฯ ได้ให้การสงเคราะห์ แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก จำนวน 6 ด้าน ได้แก่

 

1.การสงเคราะห์ด้านการเกษตร

 

2.การสงเคราะห์ด้านการอาชีพ

 

3.การสงเคราะห์ด้านการสวัสดิการและการศึกษา

 

4.การสงเคราะห์ด้านการให้สินเชื่อ

 

5.การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล

 

6.การสงเคราะห์ด้านการส่งเสริมสิทธิและเกียรติ เพื่อให้ทหารผ่านศึก

 

มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสังคม

 

ทั้งนี้ อผศ. มีหน่วยงานกิจการพิเศษ จำนวน 7 หน่วย ในการดำเนินการจัดหารายได้ ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นของทั้ง 7 หน่วย จะนำมาใช้สมทบกับงบประมาณที่ได้รับเพื่อใช้ในการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทั้ง 6 ด้าน

The post อผศ. ชี้แจงปมตัดชุดฟอร์ม-พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ชัยธวัชเผย คกก. กลั่นกรองเคยเสนอให้สอบสวนเพิ่มก่อนปลด นพ. สุภัทร ทำไม อ.ก.พ. ไม่ดำเนินการ https://thestandard.co/chaithawat-questions-suphat-dismissal-probe/ Wed, 28 Jan 2026 06:40:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1170543 ชัยธวัชเผย คกก. กลั่นกรองเคยเสนอให้สอบสวนเพิ่มก่อนปลด นพ. สุภัทร ทำไม อ.ก.พ. ไม่ดำเนินการ

วันนี้ (28 มกราคม) ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไก […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ชัยธวัชเผย คกก. กลั่นกรองเคยเสนอให้สอบสวนเพิ่มก่อนปลด นพ. สุภัทร ทำไม อ.ก.พ. ไม่ดำเนินการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยธวัชเผย คกก. กลั่นกรองเคยเสนอให้สอบสวนเพิ่มก่อนปลด นพ. สุภัทร ทำไม อ.ก.พ. ไม่ดำเนินการ

วันนี้ (28 มกราคม) ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน แถลงถึงกรณีการออกคําสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรง ต่อ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ซึ่งกระทบต่อการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในขณะนี้

 

สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขวันนี้ พรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า นพ. สุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ เพราะขณะนี้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสาธารณสุข ยังไม่มีการลงนามในคําสั่งปลด นพ. สุภัทรตามมติของ อ.ก พ. และต่อให้มีการลงนามแล้ว นพ. สุภัทร ก็ยังคงสถานะผู้สมัครอยู่ ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าว

 

“สำหรับกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงถึงการมีมติของ อ.ก.พ. ปลด นพ.สุภัทร ออกจากราชการนั้น เป็นไปตามกระบวนการที่ชอบแล้วทุกประการ เป็นการทํางานตามกระบวนการที่ต้องพิจารณาโดยเร็ว หลังจากคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาแล้วเสร็จ แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการกลั่นกรองมีข้อเสนออะไรต่อ อ.ก.พ.” ชัยธวัชกล่าว

 

พรรคประชาชนเห็นว่า การแถลงดังกล่าวเป็นการแถลงข้อเท็จจริงโดยที่มีนัยสําคัญไม่ครบถ้วน เพราะเราทราบถึงข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองต่อ อ.ก.พ.ว่าข้อเท็จจริงที่ได้มีการสอบสวน ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรงต่อไป ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่

 

ดังนั้น คณะกรรมการกลั่นกรองจึงเห็นควรให้ดําเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

 

1. การดําเนินการจัดซื้อ ATK อันมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อ ทางราชการได้รับความเสียหายร้ายแรงอย่างไร และบริษัทผู้ขายได้ประโยชน์จากทางราชการอย่างไร

 

2. จากการสอบสวน ไม่พบข้อเท็จจริงว่า มีการเทียบเคียงข้อมูลการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลของบริษัทผู้ขาย ATK ว่าได้จําหน่ายให้กับหน่วยงานใดบ้างหรือไม่

 

แต่ปรากฏว่า อ.ก.พ.เสียงส่วนใหญ่ กลับไม่ได้สนใจพิจารณาให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งที่ที่เป็นประเด็นสําคัญในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงต่อ นพ. สุภัทร

 

พรรคประชาชนจึงเห็นว่า หากกระทรวงสาธารณสุข ลงนามปลด นพ. สุภัทร โดยไม่ชอบธรรม พรรคจะดําเนินการทางกฎหมายทุกช่องทาง ในการปกป้องสิทธิของประชาชน จังหวัดสงขลาเขต 2 ในการเลือกผู้แทนราษฎรที่ตนเองต้องการ รวมถึงปกป้องหลักธรรมาภิบาลในระบบราชการ และพรรคประชาชนจะดําเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจโดยมิชอบอย่างถึงที่สุด

 

เมื่อถามถึงกรณี นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส. เชียงราย เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ที่อ้างว่า ตัวเลขการจัดซื้อ ATK สูงกว่าราคาในท้องตลาด ชัยธวัชกล่าวว่า ในนามส่วนตัว ไม่อยากเสียเวลาโต้แย้ง รู้สึกเสียใจกับคุณหมอท่านนี้ เพราะเมื่อนึกถึงคุณหมอท่านนี้ทีไร ก็รู้สึกเสียใจทุกครั้งที่เคยไปช่วยหาเสียงที่จังหวัดเชียงราย เขต 1 ซึ่งบุคคลท่านนี้ทรยศต่อพี่น้องประชาชน

 

ชัยธวัชกล่าวถึงเรื่องการจัดซื้อ ATK ว่า จริงๆ แล้ว ข้อมูลมีเยอะ สามารถไปค้นได้ การซื้อแต่ละครั้ง เป็นอย่างไร ATK แต่ละเกรด เป็นอย่างไร ขอเตือนว่า ให้ระวังหากพูดเรื่องนี้เยอะ เพราะก่อนหน้านี้ ในช่วงนั้นก็มีการตั้งข้อสงสัย ข้อสังเกตกับการสั่งซื้อ ATK บริษัทเล่อปู๋ (Lepu) จากประเทศจีน ที่ผิดสังเกต ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แต่ก็ไม่เป็นไร เรื่องนี้ตนเองยินดี และคิดว่าประชาชนก็สนใจกับการซื้อ ATK และวัคซีนในขณะนั้นด้วย

 

ชัยธวัชยังเชื่อว่า นพ.สุภัทร ชี้แจงได้ แต่ประเด็นสําคัญคือข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่ควรให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน ว่าการกระทําของ นพ. สุภัทร มีการทุจริตจริงหรือไม่ และทําให้ราชการเสียหายร้ายแรงหรือไม่ นอกจากแค่เรื่องผิดระเบียบ เพราะถ้าจะลงโทษวินัยร้ายแรง ก็ต้องมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นเหมาะสมเพียงพอ

 

ชัยธวัเข้าใจว่า กระทรวงสาธารณสุข คงถูกกระแสสังกดดันไม่ไหว และถูกสังคมตั้งคําถามกับเรื่องนี้มาก จนต้องรีบมาชี้แจง จึงขอฝากคําถามไปยังปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ว่าทําไมจึงไม่พิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองที่ให้สอบสวนเพิ่ม พร้อมมองว่า ตามระเบียบ ปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ สามารถทบทวนมติได้ และให้ไปดําเนินเพิ่มเติมได้ พร้อมย้ำว่า ขอให้ดูตามไทม์ไลน์

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ชัยธวัชเผย คกก. กลั่นกรองเคยเสนอให้สอบสวนเพิ่มก่อนปลด นพ. สุภัทร ทำไม อ.ก.พ. ไม่ดำเนินการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พัฒนาย้ำไม่มีกลั่นแกล้ง- ตัดขาพรรคส้ม ปมที่ปลดหมอสุภัทรออกราชการ หลังพบนำ ATK มาใช้ ก่อนการจัดซื้อ ชี้ยังอุทธรณ์ได้ https://thestandard.co/phatthana-suphat-atk-dismissal/ Tue, 27 Jan 2026 03:07:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1169885 พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำลังแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ พร้อมยืนยันว่าไร้การกลั่นแกล้ง

​วันนี้ (27 มกราคม) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระท […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พัฒนาย้ำไม่มีกลั่นแกล้ง- ตัดขาพรรคส้ม ปมที่ปลดหมอสุภัทรออกราชการ หลังพบนำ ATK มาใช้ ก่อนการจัดซื้อ ชี้ยังอุทธรณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำลังแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ พร้อมยืนยันว่าไร้การกลั่นแกล้ง

​วันนี้ (27 มกราคม) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ในฐานะผู้สมัคร สส. หาดใหญ่ เขต 2 พรรคประชาชน ออกมาระบุถึงมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข ที่ปลดออกจากราชการว่าเป็นการกลั่นแกล้ง

 

พัฒนายืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการกลั่นแกล้ง และเป็นไปตามกรณีที่คณะกรรมการสอบสวน ได้ตรวจสอบและนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ. ของกระทรวงสาธารณสุข ตามวาระปกติ ฉะนั้นยืนยันว่าเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง โดยมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง

 

ส่วนกรณีที่ นพ.สุภัทร บอกว่าตนไม่เคยเข้าไปชี้แจงต่อคณะกรรมการเลย พัฒนายืนยันว่า ได้ชี้แจงเรียบร้อยหมด และในรายละเอียดของคณะกรรมการสอบสวนก็มีคำให้การ และมีการเรียกเข้ามาตามขั้นตอนปกติ

 

เมื่อถามว่า ความผิดคือการจัดซื้อผิดระเบียบราชการใช่หรือไม่ พัฒนากล่าวว่า รายละเอียดมีหลายอย่างซึ่งในข้อเท็จจริงได้มีการไปตรวจโควิด-19 โดยนำ ATK มาใช้ และมีการจัดซื้อจัดจ้างในภายหลังจำนวนหลายครั้ง จำนวนทั้งหมด 5 ครั้ง ซึ่ง ATK ดังกล่าวไม่ได้มีการเบิกของหลวง จึงไม่แน่ใจว่านำมาจากไหน พร้อมยืนยันว่าการทำหน้าที่ของ อ.ก.พ. เป็นไปตามหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละท่าน และตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นประธานของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

 

ส่วนที่มีการออกมาบอกว่าการจัดซื้อ ATK มีราคาถูก แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พัฒนา กล่าวว่า คำว่าถูกต้องนำไปเปรียบเทียบกับอะไร และในการจัดซื้อ ATK ตอนนั้น ตนก็ทราบว่ามีการจัดซื้อจากหลายแหล่ง ส่วนราคาจะถูกที่สุดหรือไม่ ก็ว่าไปตามคณะกรรมการการสอบสวน

 

เมื่อถามว่า นพ.สุภัทร ยังสามารถอุทธรณ์คำตัดสินได้ใช่หรือไม่ พัฒนา ระบุว่า ตามกฎหมายเป็นแบบนั้น ส่วนจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนต้องไปดูตามกฎหมาย

 

ส่วนที่มีการมองว่ามติดังกล่าวเป็นการตัดขาพรรคประชาชน เพราะทำให้ไม่สามารถหาผู้สมัคร สส. มาลงแทนได้ทันนั้น พัฒนาย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และในการประชุม อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวก็เป็นวาระเร่งด่วน และไม่ได้มีวาระเดียว ยังมีวาระการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาวินัยอีกเกือบ 20 รายการ ซึ่งมีการประชุมเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีนัยใดทางการเมือง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : พัฒนาย้ำไม่มีกลั่นแกล้ง- ตัดขาพรรคส้ม ปมที่ปลดหมอสุภัทรออกราชการ หลังพบนำ ATK มาใช้ ก่อนการจัดซื้อ ชี้ยังอุทธรณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ https://thestandard.co/social-security-it-budget-review/ Thu, 15 Jan 2026 12:53:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1165749 ‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ

วันนี้ (15 มกราคม) ที่สำนักงานประกันสังคม สำนักงานใหญ่ […]

The post ‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ

วันนี้ (15 มกราคม) ที่สำนักงานประกันสังคม สำนักงานใหญ่ กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า จัดกิจกรรม ‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ โดยมีการเชิญบุคลากรจากแวดวง IT เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการจัดสรรงบประมาณด้าน IT ของสำนักงานกองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท

 

กิจกรรมในวันนี้ เริ่มต้นด้วยนำเสนอจากตัวแทนกองทุนประกันสังคม เกี่ยวกับการปรับระบบไอทีที่ผ่านมาของสำนักงานกองทุนประกันสังคม ไปจนถึงรายละเอียดทางเทคนิค วิธีการดำเนินงาน อุปสรรค รวมถึงวิธีการใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานกองทุนประกันสังคมที่เกี่ยวกับด้านไอที โดยระหว่างการนำเสนอ ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนจากผู้ร่วมรับฟังการนำเสนอ

 

ในช่วงหนึ่งของการสนทนา ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี บอร์ดประกันสังคม สัดส่วนลูกจ้าง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนโดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประกันสังคมในรอบปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนระบบไอทีครั้งใหญ่ กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนมากกว่า 15 ล้านคน มีเงินเข้าปีหนึ่งมากกว่า 3 แสนล้านบาท ดูแลเงินสิทธิประโยชน์กว่า 1 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานมากกว่า 5 พันล้านบาททุกปี และที่สำคัญคือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณด้านไอทีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

 

“การจัดงานเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามและการทำงานของอนุกรรมการไอที โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลในโครงการที่มีการตั้งข้อสงสัยในวันนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีผลทำให้ทุกอย่างเดินไปในทางที่บวกมากขึ้นได้ ขณะที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่ประชุมกันในบอร์ด แต่เหตุผลว่าทำไมต้องมาฟ้องประชาชนและทำให้เรื่องสาธารณะ ก็เพราะเรื่องนี้ลำพังบอร์ดอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันได้ 100% แต่หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่บวกขึ้นบอร์ดก็น่าจะสามารถผลักดันอะไรได้เยอะขึ้น”

 

ษัษฐรัมย์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการทำงานของบอร์ดประกันสังคมได้รับการสนับสนุนผลักดัน โดยที่หลายเรื่องมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ต้องการเห็นสำนักงานฯ ดีขึ้นในทุกระดับร่วมสนับสนุน แต่ที่ไม่ให้ความร่วมมือก็มี โดยเฉพาะในสิ่งที่มีผลประโยชน์มากและไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ก็ต้องยอมรับว่า บอร์ดประกันสังคมฝ่ายพวกตนก็ต้องใช้พลังเยอะเหมือนกันในการทำให้ทุกอย่างมีความเป็นปกติมากขึ้น

 

สิ่งที่มีการพูดคุยกันในวันนี้ ที่หลายคนร่วมแลกเปลี่ยนว่าเป็นการติดบั๊กของระบบ หากจะทำให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจของบอร์ด แต่เป็นอำนาจของรัฐบาล คือการการทำให้องค์กรมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยการนำออกนอกระบบราชการ อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใสมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต้ถ้าสำนักงานฯ ยังค้างอยู่กับระบบแบบนี้ สิทธิประโยชน์หลายอย่างก็จะติดขัด ไม่ได้รับการผลักดันอย่างที่สมควรเป็น

 

“และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่บอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างวันนี้พอที่จะทำได้ และควรที่จะมีการทำต่อไปในอนาคต คือการทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลและทำให้การใช้จ่ายเป็นที่ตรวจสอบได้โดยสาธารณะต่อไป ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิดได้ยากขึ้นแล้ว หากมีการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งเพื่อกีดกันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งอยู่ในชั้นประชาพิจารณ์”

 

‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 1‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 2‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 3‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 4‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 5‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 6

The post ‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ศิริกัญญาชูปฏิรูปภาครัฐให้ Clean และ Lean ชี้หากอุดช่องโหว่ทุจริต จะมีงบประมาณไปพัฒนาประเทศได้เท่าขึ้นภาษี 1% https://thestandard.co/sirikanya-reform-clean-lean-govt/ Sun, 11 Jan 2026 09:26:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1163917 ศิริกัญญา ชู ปฏิรูป ภาครัฐ ให้ Clean และ Lean ชี้ หาก อุด ช่องโหว่ ทุจริต จะ มี งบประมาณ ไป พัฒนา ประเทศ ได้ เท่า ขึ้น ภาษี 1 %

วันนี้ (11 มกราคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประช […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ศิริกัญญาชูปฏิรูปภาครัฐให้ Clean และ Lean ชี้หากอุดช่องโหว่ทุจริต จะมีงบประมาณไปพัฒนาประเทศได้เท่าขึ้นภาษี 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ชู ปฏิรูป ภาครัฐ ให้ Clean และ Lean ชี้ หาก อุด ช่องโหว่ ทุจริต จะ มี งบประมาณ ไป พัฒนา ประเทศ ได้ เท่า ขึ้น ภาษี 1 %

วันนี้ (11 มกราคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ที่ถูกวางตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านปฏิรูปภาครัฐของรัฐบาลพรรคประชาชน กล่าวถึงเป้าหมายหลักคือ รัฐโปร่งใสไร้คอรัปชั่นมีเรา รัฐไม่เทา และรัฐที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ล้าสมัย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการ ตอบสนองฉับไว เป็น 2 เรื่องที่แยกกันไม่ได้ คือรัฐที่ต้อง Clean และ Lean

 

ศิริกัญญาชี้ว่า ในด้าน Lean ต้องกิโยตินกฎหมาย ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อปิดช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ ถ้ายังทำแบบเดิมอาจจะใช้เวลาอีก 20 ปี จึงเสนอ Operation 18 คือเร่งรัดภารกิจทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน และหากกรณีที่ถูกเรียกรับผลประโยชน์ ภายใน 30 วัน จะต้องได้รับใบอนุญาตทันที หากยังไม่มีคำตอบในเวลาดังกล่าว ถือว่าอนุญาตโดยอัตโนมัติ

 

สำหรับการลงโทษทุจริต ที่บางพรรคโฆษณาว่าต้องลงโทษประหาร แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรับโทษจริง ปัญหาจึงไม่ใช่โทษไม่แรงพอ แต่เพราะขาดพยานหลักฐานไปดำเนินคดี ยังไม่มีใครเอาจริงกับเรื่องนี้ แต่เราเอาจริง เราต้องปรับแรงจูงใจให้ผู้ที่กำลังสมรู้ร่วมคิดกันโกงให้วงแตกให้ได้ ใครออกมาแฉก่อนอาจจะได้รับพิจารณาลดโทษ หรือถูกกันตัวเป็นพยาน ข้าราชการน้ำดีที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตจะได้รับการคุ้มครองและรางวัล

 

ศิริกัญญากล่าวด้วยว่า ข้อมูลต่างๆ ทางด้านการจัดซื้อจัดจ้าง กรรมการ ผู้ถือหุ้น และบัญชีทรัพย์สิน ต้องโปร่งใสและเชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพื่อนำมาป้องกันการทุจริตในอนาคต การเปิดประมูลต้องเลิกล็อกมง ด้วยการประมูลแบบเฉพาะเจาะจง หากเราสามารถอุดรูรั่วเหล่านี้จะสามารถประหยัดเงินนำมาพัฒนาประเทศได้พอๆกับการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1%

 

“เราอยากให้ข้าราชการทำงานได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเสียเวลากับกองเอกสาร เหลือแต่งานที่มีคุณค่า คืนข้าราชการให้ได้ทำงานที่มีความหมาย และกลับไปรับใช้ประชาชน” ศิริกัญญาระบุ

The post เลือกตั้ง 2569 : ศิริกัญญาชูปฏิรูปภาครัฐให้ Clean และ Lean ชี้หากอุดช่องโหว่ทุจริต จะมีงบประมาณไปพัฒนาประเทศได้เท่าขึ้นภาษี 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าการ สตง. ชี้แจงข้อสังเกตการใช้เฟอร์นิเจอร์แพง บอกเจ้าหน้าที่เกิน 80% นั่งราคาปกติ ย้ำไม่มีห้องดูหนัง แต่เป็นแบบหนึ่งของห้องประชุม https://thestandard.co/sao-chief-defends-costly-furniture/ Wed, 30 Apr 2025 11:05:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1069989

วันนี้ (30 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา มณเฑียร เจริญผล ผู้ว่ […]

The post ผู้ว่าการ สตง. ชี้แจงข้อสังเกตการใช้เฟอร์นิเจอร์แพง บอกเจ้าหน้าที่เกิน 80% นั่งราคาปกติ ย้ำไม่มีห้องดูหนัง แต่เป็นแบบหนึ่งของห้องประชุม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา มณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า โครงการก่อสร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาสูง โดยอธิบายว่า ในการออกแบบ สมมติว่ามีเงินอยู่ 300 ล้านบาท สร้างสำนักงาน 1 หลังพร้อมอยู่ และจ้างคนออกแบบพร้อมครุภัณฑ์ในอาคารแต่ละชั้น ที่ต้องระบุอย่างชัดเจนว่า ครุภัณฑ์มาจากห้างร้านไหน

 

มณเฑียรกล่าวต่อไปว่า สตง. มีหน้าที่ตรวจว่าการออกแบบครุภัณฑ์นั้นเหมาะสมเชื่อถือได้หรือไม่ กรณีเป็นที่เป็นข่าวนั้น คือครุภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการออกแบบ แต่จะเป็นครุภัณฑ์จริงๆ ได้ ต้องมีการก่อสร้างให้เสร็จ และหลังก่อสร้างเสร็จก็ต้องดูว่าเหมาะสมตามแบบราชการหรือไม่ 

 

“สำหรับในส่วนราชการหากมีการปรับแบบ เพิ่มงานเท่ากับเพิ่มเงิน ลดงานก็เท่ากับลดเงิน ซึ่งปัจจุบันแบบของ สตง. ได้มีการลดเงิน”

 

สำหรับกรณีฝักบัวราคาราว 10,000 กว่าบาท และเก้าอี้ห้องประชุมตัวละราว 90,000 บาทนั้น มณเฑียรชี้แจงว่า สตง. มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 2,400 คน เก้าอี้ตัวละ 1-2 หมื่นบาท โดยปกติการสร้างบริษัทจะกำหนดว่าชั้นที่สูงเป็นพื้นที่สำหรับผู้บริหาร

 

“ดังนั้นครุภัณฑ์จะมีการออกแบบตามฐานะ เก้าอี้แพงมีเพียงชุดเดียวคือเก้าอี้ของประธานและเก้าอี้ของกรรมการในห้องประชุม หลายคนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ สตง. ทุกคนต้องนั่งเก้าอี้ตัวละ 90,000 บาท แต่ความจริงไม่ใช่ ดูรายละเอียดจากกรมบัญชีกลางได้ เจ้าหน้าที่เกิน 80% นั่งเก้าอี้ปกติ ปัจจุบันทุกบริษัทต้องมีห้องน้ำ หากไปดูแบบของฝักบัวมีอยู่ 2 แบบ เมื่อทำจริงเอาทั้ง 2 แบบมารวมกัน ฝักบัวจึงแพง” 

 

มณเฑียรอธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ออกแบบได้เสนอราคาครุภัณฑ์มา สตง. มีหน้าที่ดูว่าเหมาะสมหรือไม่ และดูว่าบริษัทผู้ออกแบบได้อ้างอิงครุภัณฑ์ชิ้นดังกล่าวมาจากร้านใด ราคาถูกต้องหรือไม่ ก่อนย้ำว่าเป็นขั้นตอนการออกแบบไม่ใช่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง 

 

ขณะที่ประเด็นเก้าอี้ตามฐานะหากเทียบตำแหน่งของบริหารในสำนักงานก็เทียบเท่าระดับรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย สามารถศึกษาได้ ว่าประธานเทียบเท่าตำแหน่งอะไร หรือตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเทียบเท่าตำแหน่งอะไร กฎหมายมีเขียนไว้ 

 

ส่วนที่มีการออกมาเปิดเผยว่ามีห้องฉายภาพยนตร์ในอาคารสำนักงาน สตง. นั้น มณเฑียรชี้แจงว่า ทั้งหมดเรียกว่าห้องประชุม หลังห้องประชุมจะเขียนว่าเป็นห้องแบบใด เช่น ห้อง Classroom และห้อง Theater ย้ำว่าไม่มีห้องฉายภาพยนตร์ เป็นเพียงลักษณะของห้องประชุม จึงขอแก้ข่าวว่า สตง. ไม่มีห้องดูหนัง

The post ผู้ว่าการ สตง. ชี้แจงข้อสังเกตการใช้เฟอร์นิเจอร์แพง บอกเจ้าหน้าที่เกิน 80% นั่งราคาปกติ ย้ำไม่มีห้องดูหนัง แต่เป็นแบบหนึ่งของห้องประชุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แผ่นดินไหว ตึก สตง. ถล่ม สะเทือนทุนจีนสีเทา | END GAME #107 https://thestandard.co/end-game-107/ Sat, 05 Apr 2025 02:11:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1060886

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มลงม […]

The post ชมคลิป: แผ่นดินไหว ตึก สตง. ถล่ม สะเทือนทุนจีนสีเทา | END GAME #107 appeared first on THE STANDARD.

]]>

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มลงมา จะนับว่ากรุงเทพฯ และประเทศไทยผ่านพ้นไปได้อย่างดี

 

แต่ตึกถล่มตึกเดียวสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ ทั้งชีวิตผู้สูญเสีย ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อระบบราชการในมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้าง

 

แต่ถ้าจะมองเหตุการณ์นี้ให้พอมีความหวังอยู่บ้าง แผ่นดินไหวเหมือนทำให้กำแพงที่บังความผิดปกติต่างๆ ในสังคมพังลงมา ให้เราได้เห็นปัญหาโครงสร้างทุนจีนที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย สังคมได้แต่ตั้งตารอว่าหน่วยงานรัฐจะช่วยเร่งกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ผ่านการทำความจริงให้ปรากฏและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

The post ชมคลิป: แผ่นดินไหว ตึก สตง. ถล่ม สะเทือนทุนจีนสีเทา | END GAME #107 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย ขยาย 24 โครงการ? – ฝุ่นพิษ วิกฤตการจัดการ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow280168/ Tue, 28 Jan 2025 11:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1035423

ทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย ขยาย 24 โครงการ? – ฝ […]

The post ชมคลิป: ทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย ขยาย 24 โครงการ? – ฝุ่นพิษ วิกฤตการจัดการ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย ขยาย 24 โครงการ? – ฝุ่นพิษ วิกฤตการจัดการ

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ช่วง

 

  • ช่วงที่ 1 เจาะมหากาพย์ทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กับ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน
  • ช่วงที่ 2 ชำแหละปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 วิกฤตการจัดการรัฐบาล กับ ผศ. ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 28 มกราคม 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกาย ขยาย 24 โครงการ? – ฝุ่นพิษ วิกฤตการจัดการ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ACT เปิดข้อมูล ‘10 ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง’ ใน อบจ. พบอดีตนายก อบจ.อุบลราชธานีทุจริตมากสุด 42 คดี ส่วนอดีตนายก อบจ.สงขลามีคดีพัวพันมากกว่าจังหวัดอื่น https://thestandard.co/act-procurement-corruption-pao-officials/ Mon, 09 Dec 2024 11:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1017721 ACT ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง

วันนี้ (9 ธันวาคม) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) […]

The post ACT เปิดข้อมูล ‘10 ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง’ ใน อบจ. พบอดีตนายก อบจ.อุบลราชธานีทุจริตมากสุด 42 คดี ส่วนอดีตนายก อบจ.สงขลามีคดีพัวพันมากกว่าจังหวัดอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ACT ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง

วันนี้ (9 ธันวาคม) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) Anti-Corruption Organization of Thailand หรือ ACT รายงานข้อมูล ‘10 ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง’ ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปี (พ.ศ. 2547-2567) ซึ่งใน 10 คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างล้วนเป็นคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมมูลค่าความเสียหายประมาณการไม่น้อยกว่า 377,000,000 บาท ประกอบด้วย

 

  1. ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง 42 คดีของอดีตนายก อบจ.อุบลราชธานี ผู้มีคดีทุจริตมากที่สุดในประเทศไทย ปี 2566 คือ พรชัย โควสุรัตน์ อดีตนายก อบจ.อุบลราชธานี 3 สมัยระหว่างปี 2547-2558 กับพวก ถูกร้องเรียนมากถึง 42 คดี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลไปแล้วหลายคดี มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 114,000,000 บาท ทำให้พรชัยกลายเป็นอดีตนายก อบจ. ที่มีคดีทุจริตมากที่สุดในประเทศไทย หลายคดีถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาจำคุก รวมระยะเวลาจำคุกกว่า 30 ปี ปัจจุบันพรชัยอยู่ในสถานะหนีคดี

 

  1. ทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ โดยอดีตนายก อบจ.ปทุมธานี ปี 2554 เกิดอุทกภัยในจังหวัด ทำให้ อบจ.ปทุมธานีจัดซื้อถุงยังชีพ 2 ครั้ง รวม 6,000 ถุง มูลค่า 3,000,000 บาท เป็นเหตุให้ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ชาญ พวงเพ็ชร์ กับพวก รวม 12 คน ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ เมื่อศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี ส่งผลให้ชาญต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเพิ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายก อบจ.ปทุมธานี ต่อมาในปี 2567 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 ปี 18 เดือน นอกจากนี้ ชาญยังมีคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงถึงกว่า 40,000,000 บาท ปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. 

 

  1. ทุจริตจ้างเหมาขุดลอกลำน้ำของ อบจ.ลำปาง ช่วงปี 2549-2550 สุนี สมมี อดีตนายก อบจ.ลำปาง กับพวก รวม 9 คน ร่วมกันทุจริตโครงการจ้างเหมาขุดลอกลำน้ำ ต่อมา ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด เพราะพบว่ามีการจัดฉากตั้งบริษัทรับเหมาเพื่อเข้าร่วมประมูลรับงานมากถึง 29 โครงการ ทำใบเสนอราคาเท็จ ยื่นเสนอราคาเท็จ และปลอมลายมือชื่อกรรมการเปิดซองสอบราคา เพื่อใช้เบิกจ่ายเงินงบประมาณ มีการจ่ายเงินทอนคิดเป็นเงินเกือบ 100,000,000 บาท และยังใช้สำนักงาน อบจ.ลำปางเป็นที่แบ่งเงินทุจริต

 

ส่วนผู้รับเหมาที่ทำงานจริงรับเงินแค่ 60% ศาลพิพากษาจำคุกรวม 116 ปี แต่ให้คงจำคุกจริง 50 ปี นอกจากนี้ สุนียังถูกจำคุก 8 ปี จากคดีทุจริตจ้างเหมาถมดินอีก 7 โครงการ และมีคดีฐานยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ศาลฎีกาสั่งห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี จำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี

 

  1. ทุจริตเงินอุดหนุนสมาคมกีฬา โดยอดีตนายก อบจ.พิจิตร ปี 2565 ชาติชาย เจียมศรีพงษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.พิจิตร ชาติชายกับพวกถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจากการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดพิจิตร ซึ่งชาติชายดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ นั้นด้วย เมื่อสมาคมฯ มีหนังสือขอรับเงินสนับสนุนจาก อบจ. โดยไม่มีรายละเอียดค่าใช้จ่ายในโครงการประกอบการพิจารณา และชาติชายอนุมัติเบิกจ่ายเงินตลอด 3 ปี เป็นเงินรวม 15,654,115.12 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้สมาคมฯ ส่งต่อให้แก่ทีมสโมสรฟุตบอลที่ชาติชายเป็นที่ปรึกษาคือสโมสรฟุตบอลพิจิตรเอฟซี และผู้จัดการสนามสโมสรฟุตบอล ทีทีเอ็ม เอฟซี พิจิตร ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาจำคุก 9 ปี 12 เดือน ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้

 

  1. ทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายและหนังสือเรียน โดยอดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร ปี 2565 จุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร ถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานทุจริตจัดซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย และศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 12 ปี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ต่อมาปี 2567 ถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีทุจริตจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนการสอน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,000,000 บาท ด้วยวิธีพิเศษ ฐานละเลยปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง คดีนี้หมดอายุความแล้ว

 

  1. ทุจริตจัดซื้อท่อระบายน้ำมิชอบ โดยอดีตนายก อบจ.พะเยา ปี 2561 วรวิทย์ บุรณศิริ อดีตนายก อบจ.พะเยา ถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจากการจัดซื้อท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก งบประมาณ 241,800 บาท เพื่อนำไปใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัด ต่อมาปี 2564 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษวรวิทย์ จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี นอกจากนี้ วรวิทย์ยังถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดในคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกร 426,250 ต้น งบประมาณ 17,050,000 บาท ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในชั้นศาลพิจารณา

 

  1. ทุจริตทำถนน 6 โครงการ โดยอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา ปี 2567 นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา ถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีทุจริตโครงการก่อสร้างถนนหลายโครงการ โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 25 ปี ส่วนบริษัทผู้รับเหมา 3 รายถูกปรับรายละ 40,000 บาท โดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนามทุกรายโดนโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้

 

  1. ทุจริตเงินอุดหนุนวัด โดยอดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ ปี 2565 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ กับพวก ทุจริตการจัดสรรเงินอุดหนุนวัดในจังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างปี 2554-2556 รวม 68 โครงการ งบประมาณรวม 836,129,125 บาท โดยเงินเหล่านี้จะต้องนำไปใช้เพื่อบูรณะบำรุงวัดและเตาเผาศพ แต่กลับมีเงินทอนครึ่งหนึ่งของเงินอุดหนุนที่วัดเหล่านี้ควรจะได้ มูลค่าความเสียหายกว่า 100,000,000 บาท โดย ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดและทำส่งสำนวนให้กับอัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ

 

  1. 5 คดีทุจริตโดยอดีตนายก อบจ.สงขลา ระหว่างปี 2551-2552 นวพล บุญญามณี อดีตนายก อบจ.สงขลา กับพวก ถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด

 

เริ่มที่คดีที่ 1 ทุจริตโครงการส่งเสริมพัฒนาสุขภาพประชาชน โครงการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ ด้วยการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ พร้อมชี้มูลความผิดเอกชนที่เป็นสถานพยาบาล ฐานร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการทุจริตต่อการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

 

คดีที่ 2 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดการสมยอมกันเสนอราคาโครงการจัดซื้อกุ้งก้ามกราม 40 ล้านตัว งบประมาณ 10,000,000 บาท โดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้เสนอราคาบางราย คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 7 ปี

 

คดีที่ 3 ทุจริตการสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างทางหลวงชนบท 30 เส้นทางวงเงินรวม 8,068,000 บาท ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตัดสินจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา

 

คดีที่ 4 นำรถยนต์ราชการไปจำนำที่บ่อนการพนัน ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 18 ปี 24 เดือน

 

คดีที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโครงการจ้างสำรวจและออกแบบถนนลาดยางทางหลวงชนบท ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี มีข้อสังเกตว่าจังหวัดสงขลายังมีคดีทุจริตพัวพันอดีตนายก อบจ. มากกว่าจังหวัดใดในประเทศไทย เมื่อนับรวมอีก 2 ราย คือ นิพนธ์ บุญญามณี และ อุทิศ ชูช่วย

 

  1. ทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ Care Set โดยอดีตนายก อบจ.ลำพูน ช่วงโรคโควิดระบาดในปี 2563 นิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายก อบจ.ลำพูนในขณะนั้นจัดซื้อชุดของใช้ประจำวันเพื่อแจกผู้สูงอายุ วงเงิน 16,343,000 บาท ต่อมา ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายฮั้ว จากนั้นยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ จนมีคำพิพากษาในปี 2566 ให้จำคุกเจ้าของบริษัทที่เกี่ยวข้องคนละ 2 ปี ปรับ 120,000 บาท ให้จำคุกรองปลัด อบจ. 3 ปี และร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 5,918,769.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ อบจ.ลำพูน

 

ส่วนรองนายก อบจ. 2 คน, ปลัด 1 คน และรองปลัด 1 คน ศาลพิพากษาให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ปรับคนละ 100,000 บาท และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 5,918,769.80 บาท พร้อมดอกเบี้ย สำหรับอดีตนายก อบจ.ลำพูน ศาลพิพากษายกฟ้อง ปัจจุบัน ป.ป.ช. กำลังเตรียมการขออุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

 

มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ ACT เปิดเผยว่า จากผลโพลโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในปี 2567 ระบุว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 95 รับรู้ว่ามีคอร์รัปชันโกงกินงบประมาณท้องถิ่นใน อบจ. เป็นจำนวนเงินมหาศาล และตามสถิติของ ป.ป.ช. ยังพบว่าคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องที่มีการร้องเรียนมากที่สุด

 

เฉพาะในปี 2566 ปีเดียวมีการร้องเรียนมากถึง 827 เรื่อง ไม่นับการร้องเรียนอีกจำนวนหนึ่งผ่านหน่วยงานอื่นๆ อีก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และศูนย์ดำรงธรรม แต่ข้อมูลทุจริตจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับหายากมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขคดีที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดหรือศาลตัดสินแล้วกลับพบน้อยมาก หากสืบค้นจากเว็บไซต์ ป.ป.ช. ในช่วงปี 2554-2563 พบข้อมูลแค่ 11 คดี จากนั้นไม่พบการอัปเดตข้อมูลอีกเลย นอกจากนั้นยังพบอีกว่า ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีคดีร่ำรวยผิดปกติน้อยมาก กล่าวคือพบคดีร่ำรวยผิดปกติที่ศาลตัดสินยึดทรัพย์แล้ว 1 คดี และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีอีกเพียง 2 คดีเท่านั้น

 

ทั้งๆ ที่ระบบ ACTAi (https://actai.co/) แสดงข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองต่อ ป.ป.ช. พบว่านายก อบจ. หลายคนมีทรัพย์สินเป็นพันล้านบาท และนายก อบจ. จำนวนมากรวยเกินร้อยล้านบาท ไม่นับรวมความมั่งคั่งของคนในครอบครัว

 

“ตัวเลขอย่างนี้ ผมขอชวนประชาชนช่วยกันถาม ป.ป.ช. และกระทรวงมหาดไทย ว่าพวกท่านคิดอย่างไร สงสัยบ้างไหมว่าทำไมคนไทยทั้งประเทศรู้ว่ามีคอร์รัปชัน แต่พวกท่านไม่รู้จริงหรือ? ทั้งหมดคือความจริงที่ต้องย้ำให้คนไทยตระหนักว่า หากเราปล่อยให้พวกคดโกงชนะการเลือกตั้งครั้งใหญ่ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้จะเกิดวิกฤตใหญ่ตามมาอย่างไร” มานะกล่าว

 

เมื่อดูจากเรื่องที่สังคมรับรู้และคดีที่มีคนร้องเรียนในแต่ละปีฟันธงเลยว่าส่วนใหญ่รอดและหลายคดีเงียบ เฉพาะการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างใน อบจ. เฉพาะ 10 ทุจริตที่ ACT ค้นพบและเผยแพร่นี้ สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของกลโกงในการจัดซื้อจัดจ้าง มีทั้งให้บริษัทพรรคพวกหรือคนในครอบครัวมารับงาน, มีการทำเอกสารเท็จ, ปกปิดข้อมูล, ไม่เปิดประมูลทั่วไปแต่เน้นใช้วิธีเฉพาะเจาะจง, ฮั้วประมูล อบจ.เอง, บริหารสัญญาจนรัฐเสียเปรียบ ฯลฯ

 

“ถ้ามองในแง่ของกระบวนการยุติธรรม สะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาคดีคอร์รัปชันใช้เวลานานมาก แม้ศาลตัดสินว่าผิดจริงก็ลงโทษเบา รอลงอาญาก็มาก และเกือบทั้งหมดไม่ยึดทรัพย์คนโกง” มานะกล่าว

 

เมื่อถามว่า มองเห็นทางออกของการตัดห่วงโซ่คอร์รัปชันระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจฮั้วประมูลหรือทุจริตจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ มานะระบุว่า ทำได้ แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะทุกกลโกงย่อมมีช่องโหว่ โดยยกตัวอย่างกรณี ‘อดีตกำนันนก นครปฐม’ ประมูลงานรัฐได้กว่าหมื่นล้านบาท เพราะมีเครือข่ายใหญ่ มีบ้านใหญ่หนุนหลัง ดังนั้นหน่วยงานรัฐอย่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องสอบเส้นทางการเงิน แล้วร่วมมือกับหน่วยงานด้านภาษีทั้งกรมสรรพากรและกรมศุลกากร เชิญชวนมาร่วมตรวจสอบ ตัดวงจรเอกชนทุกรายที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง, ผู้รับเหมาช่วง, การเสียภาษีรายได้, ภาษีการค้า, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ใครออกและใช้ใบเสร็จปลอม, การซื้อขายวัตถุดิบ, การสต็อกสินค้า, การส่งออกนำเข้าสินค้า และจำนวนลูกจ้าง

 

ขณะที่ อบจ. เอง หากมีเจตนารมณ์ดีในการดูแลคุณภาพชีวิตคนในชุมชน สามารถบริหารงบประมาณแบบเน้นการมีส่วนร่วมกับประชาชน และเปิดเผยข้อมูลให้ทุกคนเข้าถึงได้ หรือที่เรียกว่ากระบวนการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) เป็นต้นว่าแผนการจัดทำโครงการลงทุนของ อบจ. จะทำอะไร ใช้งบประมาณเท่าไร ต้องให้ประชาชนรู้และร่วมตัดสินใจว่าอะไรเกิดประโยชน์ร่วมกัน อะไรฟุ่มเฟือย จะต้องเผยแพร่งบประมาณประจำปี จากนั้นทุก 6 เดือนก็กลับมารายงานว่าทำอะไร ใช้เงินไปจำนวนมากน้อยแค่ไหน

 

มานะกล่าวทิ้งท้ายว่า “สำคัญที่สุดคือประชาชนต้องร่วมปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น สอดส่องสิ่งผิดปกติ และอย่าเลือกคนซื้อเสียงให้เขากลับมาถอนทุนคืน”

The post ACT เปิดข้อมูล ‘10 ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง’ ใน อบจ. พบอดีตนายก อบจ.อุบลราชธานีทุจริตมากสุด 42 คดี ส่วนอดีตนายก อบจ.สงขลามีคดีพัวพันมากกว่าจังหวัดอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ ก.ตร. ยืนยัน ที่ประชุมเลือก ‘พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ’ เป็น ผบ.ตร. ด้วยความละเอียดรอบคอบ ส่วนปม ป.ป.ช. สอบการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นผล https://thestandard.co/pol-gen-kittirat-as-the-national-police-chief/ Mon, 07 Oct 2024 11:23:03 +0000 https://thestandard.co/?p=992871

วันนี้ (7 ตุลาคม) เวลา 16.45 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาต […]

The post เลขาฯ ก.ตร. ยืนยัน ที่ประชุมเลือก ‘พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ’ เป็น ผบ.ตร. ด้วยความละเอียดรอบคอบ ส่วนปม ป.ป.ช. สอบการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นผล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 ตุลาคม) เวลา 16.45 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 หลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2567 มีวาระแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 15 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินลงจากห้องประชุมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อม พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

 

เมื่อถามว่าที่ประชุมมีการเสนอชื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ใช่คนในใจที่นายกฯ คิดไว้หรือเปล่า และใช่คนที่เดินข้างๆ หรือไม่ นายกฯ ยิ้มก่อนจะหันมาตอบว่าให้ตำรวจเป็นคนแถลง และเดินทางกลับทันที

 

ด้าน พล.ต.ท. อนุชา รมยะนันทน์ ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ในฐานะเลขานุการ กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวันนี้ที่ประชุมมีมติเรียบร้อย ซึ่งการดำเนินการแต่งตั้งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่เสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติให้ที่ประชุมลงมติ ทั้งหมดดำเนินการตามกฎหมาย หลังจากนี้เป็นขั้นตอนที่จะต้องทำตามกฎหมายต่อเพื่อให้มีผลสมบูรณ์

 

วันนี้นายกรัฐมนตรีได้เสนอชื่อแคนดิเดตเพียง 1 รายชื่อ และในที่ประชุมได้อภิปรายตรวจสอบข้อมูลทั้งประวัติการรับราชการ ความประพฤติ ลำดับอาวุโส ทุกอย่างอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน จนนำมาสู่การลงมติที่เป็นเอกฉันท์ ไม่มีการคัดค้าน กรอบระยะเวลาในที่ประชุมเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป

 

พล.ต.ท. อนุชา กล่าวต่อว่า การพิจารณาผู้เหมาะสมของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ แคนดิเดตทั้ง 3 ท่านได้นำส่งข้อมูลส่วนตัวและผลการดำเนินการไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าเพื่อประกอบการพิจารณา

 

ในส่วนการพิจารณาแต่งตั้งตั้งแต่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปจนถึงผู้บังคับการมีการขยายระยะเวลาการแต่งตั้ง คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2567 หรืออาจจะเสร็จเร็วกว่านั้นก็เป็นได้

 

เมื่อถามถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) กล่าวหา พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ของกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (ตำรวจ 191) พล.ต.ท. อนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้ที่ประชุมได้พิจารณาก่อนที่จะประชุมวาระวันนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่ด้วยสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่ตัดสินความผิดหรือออกคำสั่งใดๆ ฉะนั้นแล้ว พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์

 

 

The post เลขาฯ ก.ตร. ยืนยัน ที่ประชุมเลือก ‘พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ’ เป็น ผบ.ตร. ด้วยความละเอียดรอบคอบ ส่วนปม ป.ป.ช. สอบการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจของราชการไทย” เปิดใจผู้ออกกำลังกายในสวนรถไฟ กทม. เมื่อราคาเครื่องออกกำลังกายแพงเท่ารถยนต์มือสอง https://thestandard.co/exercisers-opinion-bangkok-equipment/ Mon, 10 Jun 2024 11:46:29 +0000 https://thestandard.co/?p=943586 เครื่องออกกำลังกาย ใน สวนรถไฟ กทม.

ความคืบหน้ากรณีที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเท […]

The post “ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจของราชการไทย” เปิดใจผู้ออกกำลังกายในสวนรถไฟ กทม. เมื่อราคาเครื่องออกกำลังกายแพงเท่ารถยนต์มือสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องออกกำลังกาย ใน สวนรถไฟ กทม.

ความคืบหน้ากรณีที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย’ เผยแพร่ข้อมูลและเอกสารการจัดซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย (เครื่องออกกำลังกาย) ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งต่อมาพบว่ามีหลายโครงการอาจเข้าข่ายการทุจริต เนื่องจากราคาของอุปกรณ์ที่ กทม. จัดซื้อ และราคากลางในสัญญา มูลค่าสูงเกินกว่าราคาในท้องตลาด 

 

วันนี้ (10 มิถุนายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจในส่วนพื้นที่ออกกำลังกายภายในสวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบว่า มีประชาชนมาใช้บริการเครื่องออกกำลังกายในพื้นที่ตามปกติ โดยทยอยมาเป็นช่วงเวลา ไม่หนาแน่น

 

จากการพูดคุยกับผู้ที่มาออกกำลังกาย ส่วนมากทราบว่าเครื่องออกกำลังกายในสวนนี้กำลังตกเป็นประเด็นเรื่องการทุจริตการจัดซื้อ โดยทุกคนเห็นตรงกันว่าราคาแพงเกินกว่าความเป็นจริง ราคาไม่เหมาะสม มีหนึ่งรายที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และเป็นกรรมการประจำคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องคอยจัดซื้ออุปกรณ์ไว้ให้บริการกับลูกบ้าน จึงทราบราคาที่แท้จริง

 

“ตอนที่ทราบข่าวยอมรับว่าไม่ตกใจ เพราะคิดว่าราชการไทยต้องมีเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ประชาชนที่มาใช้บริการต่างก็คาดหวังที่จะได้ใช้อุปกรณ์ที่ดี มีคุณภาพ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขราคาที่เป็นจริง การที่มีข่าวนำเสนอเรื่องราคา เชื่อว่าประชาชนทั้งหมดเห็นด้วยว่าการจัดซื้อเป็นไปโดยไม่ชอบ ของดีในท้องตลาดไม่มีที่ไหนราคาแพงขนาดนี้”

 

ขณะที่ผู้ออกกำลังกายอีกหนึ่งรายยอมรับว่า เพิ่งทราบวันนี้ว่าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ทุกวันเป็นอุปกรณ์ที่มีประเด็น ส่วนตัวมองว่าไม่สมเหตุสมผล แม้สภาพอุปกรณ์จะดี ทันสมัย แต่ไม่ได้มีใครคาดคิดว่าราคาต่อ 1 เครื่องจะสูงเท่าราคารถยนต์มือสอง

 

“เป็นคนหนึ่งที่ใช้เครื่องออกกำลังกายในส่วนนี้เป็นประจำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตกใจกับราคาที่เป็นข่าว ที่ผ่านมาแม้จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่เสีย แต่เป็นการเปลี่ยนอะไหล่เท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนเครื่องใหม่ จึงคิดว่าราคาไม่ควรสูงอย่างที่เป็นข่าว”

 

สำหรับรายละเอียดราคาการจัดซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย 11 รายการของศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ มีดังนี้

 

  • จักรยานนั่งเอนปั่นแบบมีพนักพิง จำนวน 3 เครื่อง เครื่องละ 483,000 บาท
  • จักรยานนั่งปั่นแบบนั่งตรง จำนวน 2 เครื่อง เครื่องละ 451,000 บาท
  • อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า จำนวน 1 เครื่อง เครื่องละ 466,000 บาท
  • อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อขาด้านหน้าและขาด้านหลัง จำนวน 1 เครื่อง เครื่องละ 477,500 บาท
  • อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ อก และหลังแขน จำนวน 1 เครื่อง เครื่องละ 483,000 บาท
  • อุปกรณ์บริหารกล้ามเนื้ออเนกประสงค์ จำนวน 1 เครื่อง เครื่องละ 652,000 บาท
  • ชุดดัมบ์เบลพร้อมชั้นวาง จำนวน 1 ชุด ชุดละ 276,000 บาท
  • เก้าอี้ฝึกดัมบ์เบลแบบปรับระดับได้ จำนวน 1 ตัว ตัวละ 96,000 บาท
  • เก้าอี้ยกน้ำหนักแบบราบ จำนวน 1 ตัว ตัวละ 80,000 บาท
  • ชุดแผ่นน้ำหนักโอลิมปิก จำนวน 2 ชุด ชุดละ 41,000 บาท
  • ชุดบาร์ยกน้ำหนัก จำนวน 1 ชุด ชุดละ 36,000 บาท

 

ราคารวม 4,999,500 บาท

 

 

อ้างอิง: เพจเฟซบุ๊ก ‘ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย’

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post “ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจของราชการไทย” เปิดใจผู้ออกกำลังกายในสวนรถไฟ กทม. เมื่อราคาเครื่องออกกำลังกายแพงเท่ารถยนต์มือสอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ กทม. นำแถลงปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ชี้ว่าปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ ไม่มีฮั้วเลือกบริษัท-ปั่นราคา https://thestandard.co/chadchart-announcement-topic-purchasing-exercise-equipment/ Thu, 06 Jun 2024 05:10:44 +0000 https://thestandard.co/?p=941888

วันนี้ (5 มิถุนายน) ที่หน้าห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการก […]

The post ผู้ว่าฯ กทม. นำแถลงปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ชี้ว่าปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ ไม่มีฮั้วเลือกบริษัท-ปั่นราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 มิถุนายน) ที่หน้าห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) (เสาชิงช้า) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยตัวแทนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ร่วมแถลงข่าวข้อสงสัยในการซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายของศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ และศูนย์กีฬาวารีภิรมย์

 

ชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสซึ่งเป็นนโยบายของเรา โดย กทม. มี 3 ส่วน มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายประจำ และฝ่ายนิติบัญญัติ ทำงานร่วมกัน ซึ่งตาข่ายที่ช่วยเรื่องการป้องกันคอร์รัปชันมี 4 ขั้นตอน +1 ที่ต้องทำงานกันอย่างสอดคล้อง คือ 1. งบประมาณที่จะต้องดูให้รอบคอบ 2. กระบวนการเข้าสภานิติบัญญัติที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งเราเป็นอิสระ ไม่มีทีมในสภา 3. พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เป็นฝ่ายประจำที่ดูแล ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง และ 4. การตรวจรับงาน และสุดท้ายคือกระบวนการทางภาคเอกชนที่มีส่วนอย่างมาก เช่น เว็บไซต์ ACT AI

 

อย่างไรก็ตามในส่วนของข้อบัญญัติที่เข้าสภาจะต้องเพิ่มความละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายประจำจะต้องชี้แจงได้ การตรวจรับงานต้องเข้มข้นขึ้น การปรับปรุงต้องเป็นไปทั้ง 4 กระบวนการ ซึ่งกระบวนการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ต้องขอบคุณ ACT ที่มีข้อสังเกตขึ้นมา และทั้ง 3 ฝ่ายของ กทม. ต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่าปัญหานี้ไม่ได้หมดไป แต่มีอยู่ เราต้องเดินหน้าตรวจสอบและปรับปรุง ซึ่งเรามีคณะกรรมการป้องกันเรื่องการทุจริตอยู่แล้ว และสั่งให้ตรวจสอบทันทีที่ทราบเรื่องเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันในการตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมา เราเอาจริงจังและไม่ยอมรับการทุจริต ซึ่งประชาชนก็รับไม่ได้ ถ้าราคาสูงเกินไปต้องมีผู้รับผิดชอบ

 

ชัชชาติกล่าวอีกว่า เราต้องยอมรับว่าเรื่องความไม่โปร่งใสเป็นเรื่องใหญ่ของทุกองค์กร หากพบต้องขยายต่อ ซึ่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง จะต้องมีการปรับปรุงในอนาคต ยืนยันว่าผิดก็คือผิด ไม่ใช่ถูก ไม่ใช่บอกว่าเคยทำมาแล้วจะสามารถทำได้ ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบราคากลางต้องเข้มข้นและตอบสังคมได้ พร้อมยืนยันว่าฝ่ายบริหารไม่มีกรอบในการกำหนดให้เอาเจ้าไหน จะไปปั่นราคาแบบใดทั้งสิ้น ต้องทำตามระเบียบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราชการและประชาชน หากมีคนทำผิดต้องไม่เอาไว้และดำเนินการให้เต็มที่ ซึ่ง สตง. ก็ทำหน้าที่ไป และคณะกรรมการตรวจสอบของเราก็จะทำหน้าที่คู่ขนานกันไป

 

ผิดคือผิด ผู้ว่าฯ ต้องรับผิดชอบ

 

เมื่อถามว่า กทม. ทราบว่ามีการทุจริตในช่วงใด ชัชชาติกล่าวว่า ตนเพิ่งทราบข่าว เพราะไปร่วมการประชุมผู้ว่าฯ โลก และเมื่อทราบก็ไม่สบายใจ ยังไม่รู้รายละเอียด ไม่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้น เข้าใจว่าในการจัดซื้อจัดจ้างจะนำราคาที่เคยซื้อเป็นฐาน แต่ต้องมีการปรับปรุงระบบ ไม่ใช่แค่ กทม. แต่เป็นทั้งประเทศ และไม่ใช่เฉพาะเคสนี้ ซึ่งในแง่ของความไม่ดีก็มีข้อดีที่ทำให้เราเห็นปัญหาและขยายผลในเชิงโครงสร้าง

 

“ยอมรับว่ายังมีเรื่องไม่โปร่งใสอยู่ ถ้าเราไม่ยอมรับปัญหา เราแก้ปัญหาไม่ได้ มีก็ต้องมี ปรับปรุงได้แน่นอน ทางผมไม่เคยกลัว เพราะเราไม่เคยสั่งอะไรผิด ไม่เคยบอกว่าทำอะไรไม่ดี เรายินดีให้ตรวจสอบ ยืนแก้ผ้าให้ดูได้เลย เราไม่เคยกลัว ผิดก็ต้องผิด เพราะเราไม่เคยสั่งให้ทำผิด เราไม่กลัวที่จะไปตอบทุกคน ฝ่ายบริหารยืนยันไม่เคยไปสั่งให้ทำไม่ดี เรามีแต่สั่งให้โปร่งใส แต่ผมเป็นผู้ว่าฯ ผมต้องรับผิดชอบ ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าบอกว่า กทม. โปร่งใส คือโกหก” ชัชชาติกล่าว

 

ส่วนโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ผู้ว่าฯ คนเก่าหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า ไม่ใช่ผู้ว่าฯ คนเก่า แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่เราใส่เพิ่มจากโครงการอื่นที่โดนตัดเพื่อให้ผ่าน เพราะไม่อยากให้งบหายไป เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครอนุมัติ ทำให้ไม่มีเวลาดูอย่างละเอียดเหมือนโครงการชุดแรก และจำนวนงบประมาณยังอยู่ในกรอบของโครงการ ฉะนั้นเราโทษคนอื่นไม่ได้ ยอมรับว่าทุกอย่างไม่ได้เพอร์เฟกต์ 100% การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายมีมาหลายสมัย ในกรณีนี้พูดว่าแพง-ไม่แพงไม่ได้ แต่มีข้อสงสัย ประชาชนเอ๊ะ ถ้าเราไม่เอ๊ะก็บ้าแล้ว พร้อมย้ำว่าไม่เห็นโครงการนี้มาก่อน แต่เมื่อเห็นแล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ซึ่งดีที่ประชาชนร่วมตรวจสอบ แต่จะหวังพึ่งประชาชนทั้งหมดไม่ได้ และเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หยั่งรากลึกมา 10-20 ปี ไม่ใช่แค่ กทม. แต่เป็นทั้งประเทศ เป็นข้อมูลจุดพลังที่ฉายไปในที่มืด

 

ชัชชาติกล่าวด้วยว่า ตามหลักอุปกรณ์ในศูนย์ต้องใช้ได้ ส่วนกรณีที่หม้อแปลงระเบิดทำให้ไม่สามารถใช้ได้นั้น ตนไม่ทราบ ยืนยันว่าจะตรวจสอบทุกโครงการของ กทม.

 

“หากพบว่ามีการทุจริตจริงจะต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เราเชื่อมั่นว่าไม่ได้สั่งการ ดำเนินการตามกฎหมาย ถ้ามีการฮั้วเกิดขึ้น เชื่อว่ามีกฎหมายรุนแรงอยู่แล้ว” ชัชชาติกล่าว

 

พร้อมให้ความร่วมมือ สตง.

 

ด้านวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้ให้ข้อมูลทั้งหมดกับ สตง. ไปแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือ และผลการตรวจสอบเป็นอย่างไรก็พร้อมเปิดเผยให้ทราบ

 

กทม. ไม่ได้ตั้งราคาขึ้นเอง

 

ด้านสมบูรณ์ หอมนาน ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กล่าวว่า เครื่องออกกำลังกายทุกศูนย์ขณะนี้ยังสามารถใช้งานได้และให้บริการอยู่ ยืนยันว่าประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการได้ทุกศูนย์ และตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ระบุว่า ให้คณะกรรมการต้องไปสืบราคาจากท้องตลาดไม่น้อยกว่า 3 ราย และนำราคาต่ำสุดมาเป็นราคากลาง และต้องเป็นบริษัทที่ขายเครื่องออกกำลังกาย ซึ่ง กทม. ไม่ได้ตั้งราคาขึ้นเอง โดยดำเนินการตาม e-bidding ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งหน่วยงานจะไม่ทราบคนประมูล จะทราบภายหลังการประมูลจบ ซึ่งราคาที่ได้มาหากไม่เกินราคากลางจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จึงอยากเชิญชวนให้เข้าร่วมประมูล

 

“กรุงเทพมหานครไม่ตั้งใจซื้อ 300,000-400,000 บาทแบบในโซเชียล ถ้าซื้อ 30,000 บาทได้ก็ดี 100,000-200,000 บาทได้ก็ยิ่งดี ถ้าเขายอมรับในความเสี่ยงและเงื่อนไข เครื่องออกกำลังกายของสำนักฯ ใช้ต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง เพราะบริษัทจะต้องมาเปลี่ยนอุปกรณ์ทันที ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ต้องยกเครื่องออก บริษัทต้องยอมรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ด้วย เพราะเราเปิดให้บริการประชาชนทุกวัน” สมบูรณ์กล่าว

 

สมบูรณ์กล่าวอีกว่า ซึ่งการสืบราคาจากบริษัทที่มั่นคง มีมาตรฐานว่าจะไม่ทิ้งงาน ไม่ทิ้งบริการหลังการขาย ของต้องมีคุณภาพ ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคากลางแต่ละโครงการจะไม่ตรงกัน ทั้งนี้ขอให้รอการตรวจสอบ หากคณะกรรมการกำหนดราคากลางทำผิด ทุจริต ก็ต้องถูกลงโทษอยู่แล้ว
ส่วนคนที่จะประมูลได้ต้องมีหนังสือผลงานในการประมูลหรือไม่นั้น สมบูรณ์กล่าวว่า ถ้าไม่ใช้ก็จะเป็นประเด็นที่น่าห่วงที่จะนำของมาให้บริการประชาชน ซึ่งหากมีความจำเป็น คณะกรรมการกำหนดราคากลางสามารถกำหนดผลงานได้ไม่เกิน 50% ซึ่งเป็นระเบียบของกรมบัญชีกลาง กทม. ไม่ได้ตั้งขึ้นเอง

 

มีระบบตรวจสอบย้อนหลังจากเอกชน

 

ศานนท์กล่าวว่า ในรายละเอียดของโครงการมีจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ครบถ้วน จึงต้องมีผ่านประชาชนเข้ามาตรวจสอบ สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด ให้ประชาชนสามารถเข้ามาดูทุกสัญญาและข้อบัญญัติงบประมาณได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างข้อบัญญัติปี 2568 ซึ่งหากแล้วเสร็จจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้ และทุกโครงการจะเข้าไปในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ e-GP ที่กรมบัญชีกลางให้กรอกทุกโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

 

ศานนท์กล่าวอีกว่า อยากให้มีระบบ AI เข้าไปตรวจสอบว่าหากการจัดซื้อใกล้กับราคากลางมากเกินไป หรือการ e-bidding ที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลงานน้อยกว่าปกติ หรือราคาที่ต่ำกว่า 40% จะมีธงขึ้นเตือน อย่างไรก็ตามจากข้อมูลเว็บไซต์ ACT AI พบว่าบริษัทที่ชนะประมูลเข้ามาตั้งแต่ปี 2565 เป็นปีที่เริ่มก่อนที่ทีมจะเข้ามาทำหน้าที่ และเป็นเจ้าเดิมที่ทำงานกับ กทม. มาก่อนแล้ว มีราคาลู่วิ่งที่เสนอมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ประมาณ 600,000 บาท และมีการจัดซื้อในปี 2566 และ 2567 ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังไปได้

 

ขณะที่ตัวแทน ACT ระบุว่า ประชาชนต้องมีข้อมูลเพื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งในเว็บไซต์ ACT AI เป็นข้อมูลที่ดึงมาจาก e-GP ของกรมบัญชีกลาง มีความน่าเชื่อถือได้ มีทั้งหมด 36 ล้านโครงการ งบประมาณทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท ซึ่งในกรณีของเครื่องออกกำลังกายตรวจเช็กได้ว่ามีผู้เสนอโครงการเพียงแค่ 2 ราย มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต นอกจากนี้ในระบบยังสามารถตรวจสอบผู้ชนะประมูล รวมถึงชื่อกรรมการบริหารบริษัทว่าเป็นใคร ทำให้สามารถตรวจสอบการรับงานของบริษัทดังกล่าวได้

 

เพจดังพบความผิดปกติ 9 โครงการ กทม.

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ‘ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย’ เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า กทม. จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ศูนย์กีฬา กทม. จำนวน 9 โครงการ ประกอบด้วย

 

  • ศูนย์กีฬาวารีภิรมย์ 4,999,990 บาท
  • ศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ 4,998,800 บาท
  • ศูนย์กีฬามิตรไมตรี 11 ล้านบาท
  • ศูนย์กีฬาอ่อนนุช 15.6 ล้านบาท
  • ศูนย์นันทนาการวัดดอกไม้ 11.5 ล้านบาท
  • ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา 12.1 ล้านบาท
  • ส่วนนันทนาการ สำนักงานนันทนาการและส่งเสริมการเรียนรู้ 17.9 ล้านบาท
  • ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) 11.1 ล้านบาท
  • ครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพทางกายผู้สูงอายุ 24 ล้านบาท

The post ผู้ว่าฯ กทม. นำแถลงปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ชี้ว่าปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ ไม่มีฮั้วเลือกบริษัท-ปั่นราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับกลยุทธ์องค์กรไทย จัดซื้อจัดจ้างอย่างไรให้ไปสู่ความยั่งยืน https://thestandard.co/conduct-procurement-towards-sustainability/ Thu, 09 May 2024 09:38:59 +0000 https://thestandard.co/?p=931590

แนวโน้ม Sustainable Supply Chain เป็นปัจจัยเร่งให้องค์ก […]

The post ปรับกลยุทธ์องค์กรไทย จัดซื้อจัดจ้างอย่างไรให้ไปสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

แนวโน้ม Sustainable Supply Chain เป็นปัจจัยเร่งให้องค์กรต้องจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน อีกทั้งจะช่วยสร้าง Resilient Supply Chain และเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร

 

การผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับแนวโน้ม Sustainable Supply Chain ต้องเริ่มต้นจากการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน นำมาซึ่งแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องคัดเลือกผู้จำหน่ายวัตถุดิบที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงไม่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม อีกทั้งผู้ประกอบการมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงที่หลากหลาย รวมถึงยังคาดการณ์และรับมือได้ยาก เช่น วิกฤตโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

โดยการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนจะช่วยสร้าง Resilient Supply Chain ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนจะช่วยให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร ทั้งสร้างความโปร่งใส ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี

 

หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องขยับเป้าหมายไปสู่การจัดซื้อจัดจ้าง ที่ครอบคลุมการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มเติม

 

ปัจจุบันไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ดำเนินนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในด้านสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียว ในรูปแบบการกำหนดเกณฑ์สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงกำหนดเป้าหมายสัดส่วนมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในปี 2024 อยู่ที่ 60% ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการประเภทเดียวกัน และกำหนดให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไปสู่ 80% ในปี 2027 ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐอาจดำเนินการตาม Sustainable Public Procurement Approach ที่ UNEP พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับประเทศที่ต้องการขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้มุ่งไปสู่ความยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

การจัดซื้อจัดจ้างของภาคเอกชนอย่างยั่งยืนในไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นการดำเนินการเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ จึงจำเป็นต้องส่งเสริม SMEs

 

การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนสำหรับ SMEs อาจอยู่ในรูปแบบการจัดทำแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน ตลอดจนการให้แต้มต่อสำหรับ SMEs ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนในการเข้าประมูลการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ การฝึกอบรมให้ SMEs สามารถดำเนินการเพื่อให้ได้รับ ISO 20400 ได้ในวงกว้าง ไปจนถึงมาตรการทางภาษี อย่างการนำค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงค่าใช้จ่ายการอบรมเกี่ยวกับ ISO 20400 ไปใช้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้

 

นอกจาก e-Procurement แล้ว เทคโนโลยีอื่นๆ ยังมีบทบาทสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน

 

ผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับคู่ค้าจำนวนมาก อาจนำเทคโนโลยี เช่น Data Analytics, AI มาสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ อาจนำ Robotic Process Automation (RPA) มาช่วยเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างในส่วนที่เป็นขั้นตอนซ้ำๆ กันให้เป็นระบบอัตโนมัติ อีกทั้งอาจนำเทคโนโลยีด้าน Supply Chain Traceability มาช่วยตรวจสอบคู่ค้าอีกด้วย ในส่วนของ SMEs จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้มีการใช้ e-Procurement ผ่านการสนับสนุนเงินทุน และองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีการใช้ e-Procurement อยู่แล้วได้

The post ปรับกลยุทธ์องค์กรไทย จัดซื้อจัดจ้างอย่างไรให้ไปสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>