การค้ามนุษย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การค้ามนุษย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 09 Jul 2026 05:38:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ เปิดฉากเยือนมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง สานสัมพันธ์ 2 ประเทศ เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ https://thestandard.co/thai-pm-malaysia-boost-trade-investment/ Thu, 09 Jul 2026 05:24:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1228663 ภาพนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

วันนี้ (9 กรกฎาคม) เวลา 11.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกั […]

The post นายกฯ เปิดฉากเยือนมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง สานสัมพันธ์ 2 ประเทศ เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

วันนี้ (9 กรกฎาคม) เวลา 11.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ

 

โอกาสนี้ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ

 

การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

 

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการหารือครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขยายการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการคมนาคม การยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยสามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

 

ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการขยายธุรกิจของไทยในมาเลเซีย

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซียเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

The post นายกฯ เปิดฉากเยือนมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง สานสัมพันธ์ 2 ประเทศ เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเปิดตัว ‘SHIELD’ เทคโนโลยีแรกของโลกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตร. ผนึก 10 ชาติ-องค์กรสากล สกัดเส้นทางค้ามนุษย์ข้ามชาติ https://thestandard.co/thailand-shield-anti-scam-trafficking/ Fri, 03 Jul 2026 06:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1226260 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารระดับสูงร่วมพิธีเปิดตัวเทคโนโลยี SHIELD

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ที่ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประ […]

The post ไทยเปิดตัว ‘SHIELD’ เทคโนโลยีแรกของโลกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตร. ผนึก 10 ชาติ-องค์กรสากล สกัดเส้นทางค้ามนุษย์ข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารระดับสูงร่วมพิธีเปิดตัวเทคโนโลยี SHIELD

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ที่ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เป็นประธานในพิธีปิดการหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ

 

ภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.), พินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ, พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร และ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศตคม.ตร. พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

ปัจจุบัน ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั่วโลก

 

ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่ตั้งอยู่กึ่งกลางและล้อมรอบด้วยประเทศเหล่านี้ ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายในการถูกใช้เป็นแหล่งซ่อนตัว พื้นที่ฟอกเงิน และจุดเชื่อมต่อในการหลอกลวงผู้คนจากทั่วโลก เพื่อนำพาไปบังคับขู่เข็ญให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขบวนการค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเหยื่อถูกบังคับขู่เข็ญนับแสนราย

 

ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์เป็นวาระสำคัญของชาติ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกำลังป้องกันและปราบปรามอย่างเด็ดขาด

 

ต่อยอดจากการประชุมหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเมื่อปลายปี 2568 ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดตัวนวัตกรรมที่ชื่อว่า SHIELD ซึ่งนับเป็นระบบแรกของโลกที่ออกแบบมาเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์โดยเฉพาะ ระบบนี้ครอบคลุมการทำงานสำคัญ 4 มิติ ได้แก่:

 

  1. การระบุพิกัดฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  2. การแกะรอยเส้นทางการเงินของอาชญากร
  3. การรวบรวมฐานข้อมูลเครือข่ายผู้กระทำผิด
  4. การระบุตัวตนเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายและเหยื่อจากการค้ามนุษย์

 

ปัจจุบัน เทคโนโลยี SHIELD ได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ โดยมี 10 ประเทศเข้าร่วมใช้งาน ได้แก่ ออสเตรเลีย, จีน, อินเดีย, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เนปาล, ฟิลิปปินส์, สาธารณรัฐเกาหลี และเวียดนาม ตลอดจนองค์กรความร่วมมือระดับโลก ได้แก่ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI)

 

พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก UNODC ให้เป็นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเชื่อมั่นว่าระบบ SHIELD จะสร้างพลังความร่วมมือระหว่างประเทศ และสามารถตอบสนองต่ออาชญากรรมได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนทั้งในมิติของการบังคับใช้กฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ มุ่งสู่เป้าหมายสำคัญในการทำให้ประเทศไทยและประชาคมโลก ปลอดจากอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติมากที่สุดในยุคศตวรรษที่ 21 ตามนโยบายที่เข้มงวดและจริงจังของรัฐบาลต่อไป

 

ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารระดับสูงร่วมพิธีเปิดตัวเทคโนโลยี SHIELD 1ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารระดับสูงร่วมพิธีเปิดตัวเทคโนโลยี SHIELD 2ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารระดับสูงร่วมพิธีเปิดตัวเทคโนโลยี SHIELD 3ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารระดับสูงร่วมพิธีเปิดตัวเทคโนโลยี SHIELD 4

The post ไทยเปิดตัว ‘SHIELD’ เทคโนโลยีแรกของโลกปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตร. ผนึก 10 ชาติ-องค์กรสากล สกัดเส้นทางค้ามนุษย์ข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหากพบตำรวจเอี่ยว https://thestandard.co/thai-police-crackdown-foreign-crime-nominees/ Tue, 12 May 2026 02:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1206110 พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแ […]

The post ​ ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหากพบตำรวจเอี่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกข้อสั่งการด่วนกำชับให้หน่วยงานในสังกัด เร่งตรวจสอบและปราบปรามคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบธุรกิจแอบแฝงในลักษณะนอมินี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยได้กำหนดกรอบการทำงานเชิงรุกออกเป็น 3 ระยะ

 

มาตรการระยะเร่งด่วน (3 เดือน) เอกซเรย์ ระดม กวาดล้าง

 

ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดทำฐานข้อมูลคนต่างชาติโดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ภัยความมั่นคง และขบวนการค้ามนุษย์ โดยเน้นการปิดล้อมเอกซเรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจับกุมดำเนินคดีทุกราย

 

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) บูรณาการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Joint Task Force) ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง, สำนักงาน ปปง., ธนาคารแห่งประเทศไทย, กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต และกรมที่ดิน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปราบปรามในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ โดยให้จัดลำดับความสำคัญในพื้นที่วิกฤตเป็นลำดับแรก

 

มาตรการระยะกลาง (6-9 เดือน) ขุดราก ถอนโคน

 

มอบหมายให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัด และหน่วยงานความมั่นคง ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐาน การขออยู่ต่อในราชอาณาจักร และการประกอบธุรกิจ หากพบการกระทำผิดให้พิจารณาเพิกถอนวีซ่า (การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร) ทันที

 

พร้อมทั้งให้ศึกษาและเสนอแนวทางแก้ไขช่องโหว่ของกฎหมายหรือระเบียบต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่

 

นอกจากนี้ ต้องสืบสวนขยายผลทลายเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดทุกรายแบบขุดราก ถอนโคน โดยเน้นย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนพัวพันหรือให้การช่วยเหลือ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและมาตรการทางปกครองอย่างเด็ดขาด

 

มาตรการระยะยาว (1-2 ปี) บูรณาการฐานข้อมูลและข่าวกรอง

 

เน้นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลคนต่างชาติให้เชื่อมโยงกับระบบ One Police ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนปราบปรามได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งให้ สตม. และกองการต่างประเทศ ประสานความร่วมมือกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) และหน่วยงานกงสุลของประเทศต้นทาง เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร คัดกรองบุคคลล่วงหน้า และปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลในบัญชีดำ (Watchlist) โดยให้การดำเนินงานทั้งหมดสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้กำชับข้าราชการตำรวจทุกนาย ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เรียกรับผลประโยชน์ หรือประพฤติมิชอบในคดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวโดยเด็ดขาด โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นต้องควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด หากตรวจพบความย่อหย่อนหรือการกระทำผิด จะถูกพิจารณาลงโทษทั้งทางอาญา วินัย และปกครองในทันที

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 191, 1599 หรือสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178

The post ​ ผบ.ตร. สั่งเดินหน้า 3 มาตรการ ปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย-นอมินีข้ามชาติ คาดโทษฟันวินัย-อาญาหากพบตำรวจเอี่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ พบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน บอกหากไม่มีท่านผมคงเป็นง่อยเปิดทางท้องถิ่นใช้งบช่วยภัยพิบัติทันที https://thestandard.co/pm-meets-village-headmen-disaster-relief-funds/ Mon, 11 May 2026 07:05:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1205926 นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบร […]

The post นายกฯ พบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน บอกหากไม่มีท่านผมคงเป็นง่อยเปิดทางท้องถิ่นใช้งบช่วยภัยพิบัติทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมี พลพีร์ สุวรรณฉวี วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีต้อนรับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ครั้งแรก เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นคนละคน พร้อมระบุต่อว่า สิ่งสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกส่วนท้องถิ่น เป็นตำแหน่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน จึงอยากให้ทุกท่านทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ดูแลความสุขความทุกข์ของราษฎร เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่เมื่อราษฎรเจอทุกข์จะนึกถึงและต้องไปหา

 

“เขาไปหาท่านก่อนมาหาพวกผมอีก ฉะนั้นต้องทำตัวเป็นคนกลางระหว่างภาครัฐและประชาชน ช่วยเหลือการปฏิบัติงานระดับท้องที่และการขับเคลื่อนงานของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และขอให้ทราบว่าพวกท่านมีความสำคัญกับตนจริง ๆ หากไม่มีพวกท่าน พวกผมคงเป็นง่อย”

 

เราจะได้พบกันตลอดระยะเวลาในการลงพื้นที่ วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ต้องไปหาประชาชนดีกว่า ไปเที่ยวก็คงไม่สนุก เพราะมีเรื่องในหัวเยอะแยะ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่จะทราบเรื่องราวจากปากคนที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน อีกทั้งช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ต่าง มีสิ่งที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป จึงขอให้ทุกคนศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายเบื้องต้น โดยเฉพาะกฎหมายที่สร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง ซึ่งทุกคนควรจะมีความรู้ความเข้าใจ ไม่ต้องถึงขั้นเรียนนิติศาสตร์ หรือเนติบัณฑิต ซึ่งต้องใช้กฎหมายเหล่านี้ปราบผู้มีอิทธิพล

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องไม่เป็นเอง แต่เป็นผู้มีอิทธิพลในด้านคุณงามความดี พร้อมย้ำว่า ทุกท่านก็มีอิทธิพลกับรัฐบาล หากเสนออะไรมารัฐบาลผมไม่ยอมรับฟังจะอยู่ได้หรือไม่ แบบนี้ถึงเรียกว่าเป็นอิทธิพลที่ดี ช่วยกันปราบมาเฟีย ซึ่งผู้มีอิทธิพลสามารถใช้พูดในทางที่ดีได้

 

นายกรัฐมนตรี ยังยกตัวอย่างสุภาษิตว่า ‘เตะหมาต้องดูเจ้าของ’ หากใครมาทำร้ายคนในปกครองของท่าน ประชาชนถือว่ามีพระคุณ ให้โอกาสเรามาทำงาน ฉะนั้นใครจะมาข่มเหงรังแกไม่ได้ สำหรับตนแล้วก็ไม่ยอมเหมือนกัน หากคนในปกครองของตนไม่ผิด ใครจะรังแกไม่ได้ ตนป้องไว้เต็มที่ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นนักปกครอง แต่หากประชาชนถูกริดรอน ไม่ใช่เป็นการบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นการบกพร่องต่อประชาชนที่เลือกเราให้เข้ามาทำหน้าที่ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นในตัวของพวกเรา

 

นายกรัฐมนตรี ยังมอบนโยบายสำคัญ คือ การปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติด สิ่งที่ตนดูแลควบคุมไม่ได้คือชุมชน เนื่องจากเป็นหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนการปราบปรามการลำเลียงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะอำนวยความสะดวกในการปราบปราม

 

รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพในการป้องกันสาธารณภัย โดยกระทรวงมหาดไทยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งการเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้บริหารในระดับแรก สามารถประกาศภัยพิบัติได้ในพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องรอผู้ว่าราชการจังหวัด

 

พร้อมระบุว่า ได้หารือกับผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอย่างจริงจัง กับสิ่งที่เป็นกังวลจากผู้ใหญ่บ้านว่าจะมานั่งตรวจสอบเมื่อน้ำท่วม ดินถล่ม ถนนขาด ซึ่งได้บอกไปว่าท้องถิ่นไม่มีเวลาประเมินสถานการณ์ หรืออาจติดต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอก็ยังไม่ได้ จึงได้รับคำยืนยันจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่าให้ดำเนินการได้ แต่เจตนาต้องสุจริต การดำเนินการต้องอธิบายได้ว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ว่างบประมาณที่เบิกไปได้ใช้ในภารกิจอย่างคุ้มค่าหรือไม่

 

“หากมีเจตนารมณ์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนแล้ว รัฐบาลจะไม่ให้ใครมาเอาผิดกับท่านได้ หากพวกท่านสุจริตจริง เพราะหากท่านผิดทีเดียว ระบบการปกครองจบสิ้น ช่วยเหลือชาวบ้านเวลาที่ชาวบ้านต้องการไม่ได้ แล้วจะมีรัฐบาลไว้ทำไม มีกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไว้ทำไม จะไปต่างอะไรกับการเป็นลูกบ้าน”

 

ส่วนเรื่องอาชญากรรม ขอให้เท่าทันกับการทำอาชญากรรมใหม่ๆ ทั้งการค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ ประชาชนบางคนถูกหลอกก็ถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว อดีตข้าราชการหลายคนก็โดนมาแล้ว จึงต้องมีการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม รัฐบาลได้ปราบปรามเครือข่าย แต่ขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านช่วยบอกกับชาวบ้านว่า การที่จะเรียกว่า สามล้อถูกหวย เป็นไปไม่ได้

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อ ในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชน ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ สนับสนุนนโยบายเพิ่มเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งในต้นเดือนมิถุนายนจะมีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประชาชนต้องไปขึ้นทะเบียน เพื่อได้รับสิทธิในโครงการ แต่ไม่ใช่โครงการคนละครึ่ง แต่มันเป็น 60:40 ที่ประชาชนออก 40% และรัฐจ่ายสมทบอีก 60% ซึ่งเงินเหล่านี้ก็จะช่วยเยียวยาให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ได้ของมากขึ้นโดยใช้เงินลดลง โดยรัฐบาลและประชาชนมีส่วนร่วมในระบบการเงินที่ถูกต้อง และต้องอยู่ในระบบของการเสียภาษี ซึ่งการทำทุกอย่างก็ต้องมีความโปร่งใส และเป็นวินัยในการใช้เงินให้กับประชาชน

 

“ผมก็ดูมาจากการดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัสเมื่อปีที่แล้ว (พฤศจิกายน 2568) เห็นว่าประชาชนมีความพึงพอใจ มีความสนุกในการใช้ และเป็นการเพิ่มเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจระดับ 100,000 ล้านบาท หากเม็ดเงินก้อนนี้เข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว จะเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจและเงินหมุนเวียนในระบบดีขึ้น ครั้งนี้เราจะออกโครงการเป็น 2 ช่วง ครั้งที่แล้วเราออกเงินเป็น 2,000 บาท แต่ครั้งนี้เราจะออก 4,000 บาท ในส่วนของประชาชนเป็นเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 4 เดือน สนับสนุนให้เป็น 40:60 เชื่อว่าประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยได้เพิ่มมากขึ้น ก็ฝากให้ทุกคนไปเร่งดำเนินการ ตรงนี้เป็นการร่วมมือกันในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเข้มแข็งในที่สุด”

 

อนุทิน ยังกล่าวต่ออีกว่า ในเรื่องของไทยช่วยไทย เรื่องของการลดค่าใช้จ่ายหลายอำเภอ เราได้จัดให้นำสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าตลาดทั่วไปเข้าไปขายเพื่อลดความเดือดร้อนให้กับประชาชน ยกตัวอย่างน้ำปลาที่มีฉลากเปลี่ยนไป ไม่ใช่ของปลอม แต่เป็นการลดค่าการตลาด-ค่าโฆษณาออกไป นำน้ำปลาคุณภาพดีมากรอกใส่ขวด โดยผู้ประกอบการก็ช่วยกันกรอกเพื่อเป็นการลดต้นทุน ลดการโฆษณา และกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงมหาดไทยร่วมมือกันนำมาขาย โดยไม่ต้องมีต้นทุนในเรื่องของการสร้างมูลค่าทางการตลาด จึงสามารถขายได้ต่ำกว่าราคาทั่วไปถึงร้อยละ 20-30 ซึ่งส่วนใหญ่ก็เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 20 ถือว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน โดยเราจะทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าวิกฤตการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งสินค้าเหล่านี้พอลงไปถึงชุมชน เราใช้ระบบรถพุ่มพวงนำสินค้าเหล่านี้ใส่รถพุ่มพวงขับไปในพื้นที่ตำบลต่าง ๆ 10-20 หมู่บ้าน เพื่อเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด ดังนั้นพวกเราเป็นทุกอย่างของชาวบ้าน ให้สามารถซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่า แต่คุณภาพเหมือนกันทุกอย่าง

 

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ว่า วันนี้เป็นการพบปะหารือกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยเป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลแรกที่ใกล้ชิดประชาชน จึงขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยเจ้าพนักงานเร่งสแกนชุมชนทุกชุมชนให้ปลอดภัยจากยาเสพติด ป้องกันการซื้อขาย การเสพ

 

ส่วนกรณีที่ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน อภิปรายโจมตีว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น จะบั่นทอนต่อการทำงานของข้าราชการหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ทำดีมีมากกว่า แต่ก็เห็นว่า สส. คนดังกล่าวได้ออกมาขออภัยแล้ว ดังนั้น ถ้าเขาพูดถูกก็คงไม่ออกมาขออภัย ซึ่งมันจบไปในตัวเองแล้ว

 

ทั้งนี้ภายหลังการมอบนโยบายฯ นายกฯร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มาร่วมงาน ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี จากนั้นนายกฯถ่ายรูปร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

 

นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา 1นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา 2นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา 3นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา 4นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา 5นายกรัฐมนตรี พบปะ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมอบนโยบายและรับฟังปัญหา 6

The post นายกฯ พบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน บอกหากไม่มีท่านผมคงเป็นง่อยเปิดทางท้องถิ่นใช้งบช่วยภัยพิบัติทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งเป้าสู่ Tier 1 ไทย-สหรัฐฯ ขยายความร่วมมือกวาดล้างคอลเซนเตอร์-ค้ามนุษย์ https://thestandard.co/thai-us-anti-human-trafficking/ Sun, 03 May 2026 03:54:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1203469 หน่วยงานไทยและ สหรัฐฯ ร่วมหารือยกระดับความร่วมมือปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

โฆษกรัฐบาลเผยว่า หน่วยงานไทยได้หารือร่วมกับสหรัฐอเมริกา […]

The post ตั้งเป้าสู่ Tier 1 ไทย-สหรัฐฯ ขยายความร่วมมือกวาดล้างคอลเซนเตอร์-ค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน่วยงานไทยและ สหรัฐฯ ร่วมหารือยกระดับความร่วมมือปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

โฆษกรัฐบาลเผยว่า หน่วยงานไทยได้หารือร่วมกับสหรัฐอเมริกา โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานเชิงลึกในการยกระดับความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์

 

การหารือมีขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 21-25 เมษายน ที่ผ่านมา โดย พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนิละบุตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน จะร่วมกับหน่วยงานสหรัฐฯ

 

ประเทศไทยยังได้รับคำชมจากสหรัฐฯ เรื่องการจัดตั้งวอร์รูม IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

 

อนึ่ง ในปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

 

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในวันนี้ (3 พฤษภาคม) ว่า จากนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจัง เชื่อว่าประเทศไทยสามารถตั้งเป้ายกระดับสถานะจากการประเมินการค้ามนุษย์ที่อยู่ Tier 2 ต่อเนื่องมาสี่ปี สู่ Tier 1 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

 

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำทุกภาคส่วนว่า ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด

 

ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ ‘SHIELD’ ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

“ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายความร่วมมือกับนานาชาติ การยกระดับระบบสืบสวน และการเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลกล่าว

The post ตั้งเป้าสู่ Tier 1 ไทย-สหรัฐฯ ขยายความร่วมมือกวาดล้างคอลเซนเตอร์-ค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ ​ตร.ไทย หารือสหรัฐฯ ทลายขุมข่ายคอลเซ็นเตอร์นับหมื่นชีวิต พบหลักฐานโยงค้าอวัยวะมนุษย์ชายแดนกัมพูชา https://thestandard.co/thai-us-call-center-human-trafficking/ Wed, 29 Apr 2026 05:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1202240 คณะผู้แทน ตร.ไทย นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. หารือกับเจ้าหน้าที่ สหรัฐฯ ในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ […]

The post ​ ​ตร.ไทย หารือสหรัฐฯ ทลายขุมข่ายคอลเซ็นเตอร์นับหมื่นชีวิต พบหลักฐานโยงค้าอวัยวะมนุษย์ชายแดนกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะผู้แทน ตร.ไทย นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. หารือกับเจ้าหน้าที่ สหรัฐฯ ในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) นำคณะผู้แทนระดับสูงของประเทศไทย เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 21-25 เมษายน 2569

 

โดยคณะผู้แทนประกอบด้วย หัทยา คูสกุล อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้, สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และภาคประชาสังคม เพื่อเข้าร่วมการประชุมและชี้แจงผลสัมฤทธิ์ของไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก

 

ในการเดินทางครั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้เข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยได้รับทราบถึงนโยบายเร่งด่วนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเด็ดขาด หลังพบว่าสร้างความเสียหายต่อพลเมืองอเมริกันกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 193,935 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา โดยฐานปฏิบัติการส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงประชากรจากกว่า 40 ประเทศไปบังคับใช้แรงงาน

 

ด้าน จานีน พีร์โร (Jeanine Pirro) หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจปราบปรามศูนย์หลอกลวงข้ามชาติของสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ Warroom IAC ที่บูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและค่ายมือถือ จนสามารถอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI)

 

ในการหารือระดับลึก พล.ต.อ.ธัชชัย ได้เปิดเผยข้อมูลข่าวกรองสำคัญเกี่ยวกับการทลายฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนช่องจอม ประเทศกัมพูชา ซึ่งพบเหยื่อหลากสัญชาติกว่า 10,000 คน ถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรมประเภท Romance Scam และหลอกลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังตรวจพบหลักฐานที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง อาทิ ข้อมูลพลเมืองอเมริกันเป้าหมายกว่า 10,000 ราย สถานที่กักขัง อุปกรณ์ทรมาน ไปจนถึงห้องเอกซเรย์และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ซึ่งนำไปสู่ข้อสันนิษฐานระดับนานาชาติเกี่ยวกับการลักลอบค้าอวัยวะมนุษย์ในตลาดมืด จากข้อมูลดังกล่าว ทางการสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญสูงสุดและตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือทางการข่าวและการสืบสวนร่วมกับไทย เพื่อขยายผลทลายเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

 

นอกจากประเด็นการปราบปรามอาชญากรรม คณะผู้แทนไทยยังได้หารือร่วมกับ เกบ เอโม (Gabe Amo) สมาชิกคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานติดตามและต่อต้านการค้ามนุษย์ (TIP Office) เพื่อนำเสนอความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทยจาก Tier 2 (ซึ่งรักษามาตรฐานมาต่อเนื่อง 4 ปี) ขึ้นสู่ระดับ Tier 1 ในปีนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศ

 

เพื่อเป็นการตอกย้ำจุดยืนในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาค พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า ในเดือนมิถุนายน 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ SHIELD ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มศูนย์กลางระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ โดยมีกว่า 10 ประเทศภาคีเครือข่าย รวมถึงสหรัฐอเมริกา เข้าร่วม

 

ระบบดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องพลเมืองจากการถูกฉ้อโกงและถูกหลอกไปใช้แรงงาน พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ประเทศไทยจะเดินหน้ากวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดนให้สิ้นซาก และจะไม่ยอมให้พื้นที่ของประเทศไทยตกเป็นทางผ่านของขบวนการเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

The post ​ ​ตร.ไทย หารือสหรัฐฯ ทลายขุมข่ายคอลเซ็นเตอร์นับหมื่นชีวิต พบหลักฐานโยงค้าอวัยวะมนุษย์ชายแดนกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจไทย เป็นเจ้าภาพประชุมนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจอาเซียน ชูเทคโนโลยีปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ https://thestandard.co/asean-police-forensic-anti-scammer-technology/ Mon, 09 Mar 2026 03:54:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1185654 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 8 เพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (9 มีนาคม) พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วยผ […]

The post ตำรวจไทย เป็นเจ้าภาพประชุมนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจอาเซียน ชูเทคโนโลยีปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 8 เพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (9 มีนาคม) พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเครือข่ายตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ครั้งที่ 8 (The 8th ASEAN Police Forensic Science Network Meeting) ซึ่งถือเป็นการประชุมย่อย (Sideline Meeting) ภายหลังที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนตำรวจจากประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมด้วย พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และ พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) เข้าร่วมสังเกตการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

พล.ต.ท.อาทิชา เปิดเผยว่า เครือข่ายตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียนถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือการบังคับใช้กฎหมาย ASEANAPOL โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ตลอดจนสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวนให้กระบวนการยุติธรรมในภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับวาระการประชุมในครั้งนี้ ได้พุ่งเป้าให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการบูรณาการความร่วมมือเพื่อรับมือและปราบปรามขบวนการมิจฉาชีพและการหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) ซึ่งปัจจุบันคนร้ายได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้จนเกิดรูปแบบอาชญากรรมที่ซับซ้อนและยากต่อการตรวจสอบ

 

การรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ในหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) การตรวจพิสูจน์เส้นทางการเงิน การตรวจทางชีววิทยาและดีเอ็นเอ ไปจนถึงการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคลี่คลายคดีและยกระดับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายของกลุ่มประเทศสมาชิก

 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ระบุเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. คณะผู้แทนตำรวจอาเซียนจากทุกประเทศมีกำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการปฏิบัติงานจริง (Lab Tour) ณ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ โดยจะมีการจัดกิจกรรมจำลองสถานการณ์การตรวจเก็บวัตถุพยานทางดิจิทัลและอาวุธปืน เพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ที่มุ่งเน้นความร่วมมือด้านการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืนต่อไป

The post ตำรวจไทย เป็นเจ้าภาพประชุมนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจอาเซียน ชูเทคโนโลยีปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล คลินตัน เข้าให้การสภาผู้แทนฯ ไต่สวนปมสัมพันธ์เอปสตีน ยืนยัน “ไม่ได้ทำผิด” https://thestandard.co/bill-clinton-epstein-testimony/ Sat, 28 Feb 2026 05:26:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182698 บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การต่อสภาฯ กรณี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันปฏิเสธการกระทำ […]

The post บิล คลินตัน เข้าให้การสภาผู้แทนฯ ไต่สวนปมสัมพันธ์เอปสตีน ยืนยัน “ไม่ได้ทำผิด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การต่อสภาฯ กรณี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันปฏิเสธการกระทำผิด ในการเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระหว่างการไต่สวนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์และค้ามนุษย์ ซึ่งชื่อของคลินตัน ปรากฎอย่างเด่นชัดในเอกสาร ‘เอปสตีนไฟล์’ ที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้

 

“ผมไม่เห็นอะไร และผมไม่ได้ทำอะไรผิด” คลินตันกล่าวในคำแถลงเปิดการไต่สวน

 

คลินตัน ยืนยันว่าเขาได้ตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีน ก่อนที่เอปสตีนจะถูกตัดสินว่ากระทำผิดทางเพศในปี 2008

 

การไต่สวนดังกล่าวซึ่งดำเนินการแบบปิดลับตลอดทั้งวันในนครนิวยอร์ก มีประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับการปรากฏชื่อของเขาในเอกสารเอปสตีนไฟล์ รวมถึงภาพถ่ายกับบุคคลที่ไม่ระบุชื่อในอ่างน้ำร้อน

 

การเข้าให้การของคลินตัน เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ ฮิลลารี คลินตัน ภริยาและอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่าเธอ ‘ไม่รู้เรื่อง’ เกี่ยวกับอาชญากรรมของเอปสตีนเช่นกัน

 

โดยการปรากฏชื่อในเอกสารไม่ได้บ่งชี้ถึงการกระทำผิด ซึ่งทั้งบิล และฮิลลารี คลินตัน ยังไม่ถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบจากเหยื่อของเอปสตีน ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวในขณะนี้

 

ทั้งนี้ คลินตัน ให้การว่า “เขาจะตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีน และจะไม่ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของเขาเลย หากรู้แม้เพียงเล็กน้อยว่าเอปสตีนกำลังทำอะไรอยู่”

 

“ผมจะแจ้งความเอง” คลินตันกล่าว

 

ด้านสำนักข่าว BBC รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าว ว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นตัวเขาขณะกำลังแช่ในอ่างน้ำร้อนกับบุคคลที่ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิง ซึ่งใบหน้าถูกปิดบังไว้เพื่อปกป้องตัวตน

 

โดยคลินตัน บอกกับคณะกรรมาธิการฯ ว่า “เขาไม่รู้จักเธอ” และเมื่อถูกถามว่าได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนดังกล่าวหรือไม่ เขาตอบว่า “ไม่”

 

เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน เรียกการไต่สวนที่กินเวลานานหลายชั่วโมงครั้งนี้ว่า “เป็นการให้การที่ได้ผลดีมาก”

 

“ประธานาธิบดีคลินตันตอบทุกคำถาม หรือพยายามตอบทุกคำถาม” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า วิดีโอการให้การและบันทึกคำให้การฉบับเต็มจะถูกเผยแพร่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

ขณะที่คลินตัน ได้โพสต์คลิปวิดีโอภายหลังการไต่สวน โดยส่วนใหญ่เป็นการกล่าวคำแถลงเปิดที่ยืนยันว่าเขา “ไม่รู้เรื่องอาชญากรรมของเอปสตีน ไม่ว่าพวกเขาจะแสดงรูปถ่ายของตนมากแค่ไหนก็ตาม”

 

“เมื่อวิดีโอการให้การของผมในวันนี้ถูกเผยแพร่ ผมหวังว่ามันจะกระตุ้นให้ทุกคนไปให้การต่อหน้าสภาคองเกรสเพื่อบอกสิ่งที่พวกเขารู้ ผมหวังว่ามันจะกระตุ้นให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยไฟล์ทั้งหมดและรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ผู้รอดชีวิตสมควรได้รับสิ่งนั้น” คลินตัน กล่าว

 

โดยก่อนหน้านี้คลินตันและภริยา ต่างปฏิเสธหมายเรียกจากคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ก่อนที่จะยอมเข้าให้การ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นสภา

 

แฟ้มภาพ : TRA/HB/ME/File Photo

 

อ้างอิง :

The post บิล คลินตัน เข้าให้การสภาผู้แทนฯ ไต่สวนปมสัมพันธ์เอปสตีน ยืนยัน “ไม่ได้ทำผิด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
WSJ เปิดเผย ‘บิล เกตส์’ ขอโทษพนักงานปมคบหาเอปสตีน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย-ไปเกาะส่วนตัว https://thestandard.co/bill-gates-epstein-apology-island/ Thu, 26 Feb 2026 03:01:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1181840 บิล เกตส์ อดีตผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์

The Wall Street Journal รายงาน บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่ […]

The post WSJ เปิดเผย ‘บิล เกตส์’ ขอโทษพนักงานปมคบหาเอปสตีน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย-ไปเกาะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ อดีตผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์

The Wall Street Journal รายงาน บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ออกมาขอโทษพนักงานในการประชุมทาวน์ฮอลล์ ปมคบหา เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนและค้ามนุษย์ แต่ปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยทำผิดกฎหมาย และไม่เคยไปเกาะลิตเติลเซนต์เจมส์ (Little St. James)

 

เมื่อวานนี้ (25 กุมภาพันธ์) The Wall Street Journal ออกรายงานพิเศษว่า เกตส์ออกมาขอโทษพนักงาน Gates Foundation ปมคบหากับเอปสตีนในการประชุมทาวน์ฮอลล์ขององค์กร ย้ำเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่คบค้าสมาคม และพาผู้บริหารของมูลนิธิทำความรู้จักกับอาชญากรรายนี้

 

รายงานระบุว่า ในทาวน์ฮอลล์ของมูลนิธิครั้งนี้ เกตส์พูดตรงไปตรงมา ตอบคำถามหลายข้อของพนักงานอย่างละเอียด เช่น ยอมรับว่าเคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงสาวรัสเซีย 2 คนเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คนแรกคือนักเล่นบริดจ์ และคนที่สองคือนักฟิสิกส์นิวเคลียร์

 

อย่างไรก็ดี เกตส์ปฏิเสธว่า ภาพถ่ายคู่ระหว่างเขากับผู้หญิงคนหนึ่งในเอปสตีนไฟล์ที่เผยแพร่ออกมา ไม่เป็นความจริง เพราะเขาไม่เคยใช้เวลากับเหยื่อหรือผู้หญิงรอบตัวเอปสตีนเลย

 

“ผมขอโทษที่คนอื่นๆ ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะความผิดพลาดที่ผมทำ” รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า เกตส์กล่าวเช่นนี้ต่อพนักงาน

 

ผู้ก่อตั้ง Microsoft ชี้แจงว่า เขารู้จักเอปสตีนในปี 2011 แม้จะรู้เรื่องว่า อาชญากรรายนี้ถูกจำกัดการเดินทาง 18 เดือน จากการรับสภาพข้อหาชักชวนผู้เยาว์ค้าประเวณีในปี 2008 แต่ไม่ได้ตรวจสอบประวัติอย่างเพียงพอ และยังคงพบปะเอปสตีนต่อไป แม้ เมลินดา เกตส์ นักธุรกิจและอดีตภรรยาจะแสดงความกังวลในปี 2013

 

เกตส์ระบุว่า ตอนนี้เขาทราบแล้วว่า เรื่องทั้งหมดแย่ร้อยเท่า ไม่ใช่แค่เอปสตีนมีประวัติอาชญากรรมในอดีต แต่ยังทำพฤติกรรมเลวร้ายต่อเนื่อง พร้อมให้เครดิตอดีตภรรยาที่มักตั้งแง่หรือแสดงความสงสัยตัวตนของนักการเงินรายนี้เรื่อยมา

 

“ผมไม่เคยค้างคืนกับเอปสตีน” เกตส์ย้ำว่า เขาพบเอปสตีนจริงจนถึงปี 2014 เคยขึ้นเครื่องบินส่วนตัว พบกันที่เยอรมนี ฝรั่งเศส นิวยอร์ก วอชิงตัน แต่ไม่เคยไปลิตเติลเซนส์เจมส์ เกาะส่วนตัว สถานที่ล่วงละเมิดทางเพศ และแหล่งซ่องสุ่มของเครือข่ายเอปสตีน

 

อนึ่ง The Wall Street Journal เคยรายงานในปี 2023 ว่า เกตส์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักเล่นบริดจ์รัสเซีย ซึ่งพบกันในปี 2010 ต่อมา เอปสตีนพบเธอในปี 2013 และออกค่าเล่าเรียนการเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ ทำให้เอปสตีนรู้เรื่อง จึงใช้เรื่องนี้กดดันเกตส์ด้วยการส่งอีเมลเพื่อขอให้ชดใช้ค่าเรียนดังกล่าว

 

ขณะที่ในเอปสตีนไฟล์ที่ถูกเปิดเผย ปรากฏว่า มีอีเมลที่เอปสตีนส่งให้ตัวเองในเดือนพฤษภาคม 2013 โดยฉบับแรก คือ ร่างจดหมายลาออกของ บอริส นิโคลิช ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของเกตส์ ส่วนอีเมลฉบับสองมีเนื้อหาปัญหาการสมรสของเกตส์และเมลินดา โดยระบุว่า เอปสตีนเป็นฝ่ายอำนวยความสะดวกใน ‘การนัดพบที่ผิดศีลธรรม’

 

นอกจากนี้ ยังมีอีเมลที่เอปสตีนเขียนส่งถึงนิโคลิชในวันที่ 4 กรกฎาคมถึงข่าวชู้สาวของเกตส์ว่า จะทำให้ผู้ก่อตั้ง Microsoft เปลี่ยนภาพลักษณ์จากคนร่ำรวยไปเป็นคนหน้าซื่อใจคด เมลินดาจะกลายเป็นตัวตลก พร้อมระบุชื่อของหญิงทั้ง 2 คน และย้ำว่า นี่จะกลายเป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน

 

ภาพ: Denis Balibouse / Reuters

 

อ้างอิง:

The post WSJ เปิดเผย ‘บิล เกตส์’ ขอโทษพนักงานปมคบหาเอปสตีน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย-ไปเกาะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น https://thestandard.co/cambodia-demands-thailand-troop-withdrawal/ Tue, 24 Feb 2026 12:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1181423 ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเท […]

The post กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและ ความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์)

 

โดยกล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชาหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

ในการแถลง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ชี้ว่าระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวที่เพิ่มขึ้น

 

เขากล่าวว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการเคารพอย่างเคร่งครัดต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งยกประสบการณ์ของกัมพูชาที่ผ่านพ้นความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะฟื้นคืนสู่สันติภาพผ่านกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดความยากจน การเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสตรีและการเสริมสร้างกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงาน

 

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า กัมพูชายังเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม ตั้งเป้าปลอดทุ่นระเบิดภายในปี 2030 และให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นในการฝึกอบรมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ควบคู่กับการเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น ‘ภัยคุกคามระดับโลก’ และยืนยันว่า กัมพูชามีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ ทำลายเครือข่ายอาชญากรรม ช่วยเหลือเหยื่อหลายพันคน และเตรียมออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว

 

ปรัก สุคน กล่าวถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า “ตั้งแต่กลางปี ​​2025 ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารของไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน และผลที่ตามมานั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”

 

เขาอ้างว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นอ่อนแอ” และกล่าวหาไทยว่า “ทำการตั้งฐานทัพทางทหารนอกแนวเส้นที่กำหนดไว้ และเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา”

 

“ในเมืองชายแดนที่ถูกยึดครองหลายแห่ง พลเรือนถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ขัดขวางการกลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือน” ปรัก สุคน กล่าว

 

เขากล่าวว่า ในหลายเมืองชายแดนที่ถูกยึดครอง พลเรือนกัมพูชาถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านถูกทำลาย ฝ่ายไทยมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ส่งผลให้ประชาชนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ พร้อมระบุว่า “การกระทำดังกล่าวละเมิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศ” และ “ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

 

“ตลอดช่วงเวลานี้ กัมพูชาได้แสดงความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด โดยการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รับประกันการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องแก่ผู้พลัดถิ่น และยังคงมุ่งมั่นอย่างแข็งขันต่อการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการเจรจาอย่างสันติเพื่อกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง”

 

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรียกร้องให้ไทย “ถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

พร้อมทั้งย้ำว่า “การคงอยู่ของกำลังทหารไทย ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกลับคืนสู่บ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือนกัมพูชา ตลอดจนการระงับข้อพิพาทอย่างสันติโดยยึดหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

 

“มีเพียงการดำเนินการเช่นนี้เท่านั้น ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และเคารพซึ่งกันและกันได้” ปรัก สุคนกล่าว

The post กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ผู้นำโลก’ ถึง ‘ปัญญาชน’ ใครบ้างมีชื่อใน ‘เอปสตีนไฟล์’ แฟ้มลับมหาเศรษฐีค้ามนุษย์? https://thestandard.co/epstein-files-elites-list/ Mon, 23 Feb 2026 08:53:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1180969 ภาพประกอบแสดงเอกสาร 'เอปสตีนไฟล์' พร้อมรายชื่อบุคคลสำคัญที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ามนุษย์ของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน

เมื่อเอกสาร ‘เอปสตีนไฟล์’ นับล้านหน้าถูกเปิดโปง สิ่งที่ […]

The post จาก ‘ผู้นำโลก’ ถึง ‘ปัญญาชน’ ใครบ้างมีชื่อใน ‘เอปสตีนไฟล์’ แฟ้มลับมหาเศรษฐีค้ามนุษย์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงเอกสาร 'เอปสตีนไฟล์' พร้อมรายชื่อบุคคลสำคัญที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ามนุษย์ของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน

เมื่อเอกสาร ‘เอปสตีนไฟล์’ นับล้านหน้าถูกเปิดโปง สิ่งที่สั่นคลอนโลกที่สุดคือ ‘รายชื่อ’ ของเหล่าชนชั้นนำที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรคดีล่วงละเมิดเยาวชนและค้ามนุษย์ผู้ล่วงลับ

 

ตั้งแต่ประธานาธิบดี มหาเศรษฐี ไปจนถึงปัญญาชนระดับโลก เหล่านี้คือกลุ่มคน 1% ของโลก ที่กำลังถูกสังคมตั้งคำถามถึงเส้นสายความสัมพันธ์ที่โยงใยว่า พวกเขาเกี่ยวข้องกับเอปสตีนในลักษณะใด และลึกซึ้งมากแค่ไหน

 

 

 

แน่นอนว่า การมีรายชื่อปรากฏไม่ได้หมายความว่า บุคคลเหล่านั้นคือผู้กระทำความผิดเสมอไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงและไม่อาจปฏิเสธได้คือ ‘วิกฤตความเชื่อถือ’ เพราะเพียงแค่ชื่อถูกโยงเข้ากับเครือข่ายอื้อฉาว หลายคนต้องแลกด้วยชื่อเสียงและอนาคตทางวิชาชีพ บางรายต้องลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน และอีกหลายรายกำลังเผชิญกับการสอบสวนครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

 

THE STANDARD เปิดรายชื่อบุคคลสำคัญบางส่วนจากหลากวงการ ที่ถูกระบุในแฟ้มเอปสตีน ใครบ้างที่กำลังอยู่ในสปอร์ตไลต์ของมหากาพย์แห่งอำนาจนี้?

 

จาก ‘ผู้นำโลก’ ถึง ‘ปัญญาชน’ ใครบ้างมีชื่อใน ‘เอปสตีนไฟล์’

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post จาก ‘ผู้นำโลก’ ถึง ‘ปัญญาชน’ ใครบ้างมีชื่อใน ‘เอปสตีนไฟล์’ แฟ้มลับมหาเศรษฐีค้ามนุษย์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. แถลงมติยึดทรัพย์เครือข่าย เบน สมิธ – เฉิน จื้อ และพวก รวม 1.3 หมื่นล้านบาท ส่งอัยการดำเนินการหลังคำคัดค้านฟังไม่ขึ้น https://thestandard.co/amlo-seizes-ben-smith-chen-zhi-assets/ Thu, 12 Feb 2026 04:47:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1177690 สำนักงาน ปปง. แถลงข่าวการยึดทรัพย์เครือข่าย เบน สมิธ และ เฉิน จื้อ รวมมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท

วานนี้ (11 กุมภาพันธ์) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอก […]

The post ปปง. แถลงมติยึดทรัพย์เครือข่าย เบน สมิธ – เฉิน จื้อ และพวก รวม 1.3 หมื่นล้านบาท ส่งอัยการดำเนินการหลังคำคัดค้านฟังไม่ขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงาน ปปง. แถลงข่าวการยึดทรัพย์เครือข่าย เบน สมิธ และ เฉิน จื้อ รวมมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท

วานนี้ (11 กุมภาพันธ์) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณาทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีรายใหญ่ โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว พบว่าคำชี้แจงและพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

 

ที่ประชุมจึงมีมติให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 4 คดีสำคัญ รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นประมาณ 13,074 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1. คดีเครือข่าย ‘เบน สมิธ’ และพวก (ฉ้อโกงประชาชน)

 

รายละเอียด: เป็นกรณีของแตงไทย, MR.LEAK YIM (ยิม เลียก), วิรินยา, MR.SMITH BEN (เบน สมิธ) และแคทรียา กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายและฉ้อโกงประชาชน โดยพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงกัน

 

ทรัพย์สิน: ที่ดิน, ห้องชุด, รถยนต์, เรือยอชท์ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวม 68 รายการ

 

มูลค่า: ประมาณ 12,123 ล้านบาท

 

2. คดี ‘เฉิน จื้อ’ และ Prince Group (อาชญากรรมออนไลน์/ค้ามนุษย์)

 

รายละเอียด: กรณีของ เฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งจากการตรวจสอบพบข้อมูลเชื่อมโยงเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์, การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉิน จื้อ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group กลุ่มธุรกิจข้ามชาติในกัมพูชา

 

ทรัพย์สิน: ที่ดิน, เงินสด, สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ รวม 96 รายการ

 

มูลค่า: ประมาณ 345 ล้านบาท

 

3. คดี ‘ก๊ก อาน’ (อาชญากรรมข้ามชาติ)

 

รายละเอียด: สืบเนื่องจากการจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน

 

ทรัพย์สิน: ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวม 89 รายการ

 

มูลค่า: ประมาณ 560 ล้านบาท

 

4. คดีหลอกเทรดหุ้น (เอื้ออังกูร)

 

รายละเอียด: กลุ่มมิจฉาชีพชักชวนประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านกลุ่มไลน์

 

ทรัพย์สิน: เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวม 31 รายการ

 

มูลค่า: ประมาณ 46 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ปปง. ระบุว่า สำหรับคดีดังกล่าวข้างต้น หากมีผู้เสียหายจากการกระทำความผิดมูลฐาน ทาง ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอนำทรัพย์สินดังกล่าวมาคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป เพื่อเป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามกระบวนการคุ้มครองสิทธิ

The post ปปง. แถลงมติยึดทรัพย์เครือข่าย เบน สมิธ – เฉิน จื้อ และพวก รวม 1.3 หมื่นล้านบาท ส่งอัยการดำเนินการหลังคำคัดค้านฟังไม่ขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นขอให้ศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้าน แก๊งค์ ‘ยิม เลียก’-‘เบน สมิธ’ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน https://thestandard.co/amlo-asset-seizure-leak-yim-ben-smith/ Thu, 12 Feb 2026 02:05:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1177598 เจ้าหน้าที่ ปปง. แถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้านบาท ของแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ

สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ […]

The post ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นขอให้ศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้าน แก๊งค์ ‘ยิม เลียก’-‘เบน สมิธ’ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ปปง. แถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้านบาท ของแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ

สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายคดีสำคัญที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในคดีสำคัญ 4 รายคดี รวมมูลค่า ประมาณ 13,074 ล้านบาท ดังนี้

 

1. รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก ได้หลอกลวงผู้เสียหาย มีข้อมูลเชื่อมโยง นายยิม เลียก และพบข้อมูลการทำธุรกรรม เชื่อมโยงไปยังนายเบน สมิธ ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ (ย.300 – 302/2568 และ ย.305/2568 เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท

 

2. รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก สำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยง นายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติในประเทศกัมพูชา

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 96 รายการ (ย.293/2568 เช่น ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ) รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท

 

3. รายคดี นายก๊ก อาน กับพวก สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 89 รายการ (ย.297/2568 เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท

 

4. รายคดี นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก กรณี กลุ่มมิจฉาชีพชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้น ผ่านกลุ่มไลน์

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 31 รายการ (ย.296/2568 เช่น เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

 

อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าวข้างต้น หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าว มาคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

 

เจ้าหน้าที่ ปปง. แถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้านบาท ของแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ 1

 

ภาพ: DC Studio / Shutterstock

The post ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นขอให้ศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้าน แก๊งค์ ‘ยิม เลียก’-‘เบน สมิธ’ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณกัมพูชา กวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่หลังจีนกดดันหนัก ตั้งเป้า ‘กำจัดหมด’ ในเมษายน เอาจริงหรือสร้างภาพ? https://thestandard.co/cambodia-scammer-china-crackdown-april/ Sat, 07 Feb 2026 12:14:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1175292 ภาพกราฟิกแสดงแผนที่และสถานการณ์การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ

ข่าวทางการกัมพูชาบุกกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ที […]

The post จับสัญญาณกัมพูชา กวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่หลังจีนกดดันหนัก ตั้งเป้า ‘กำจัดหมด’ ในเมษายน เอาจริงหรือสร้างภาพ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนที่และสถานการณ์การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ

ข่าวทางการกัมพูชาบุกกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ที่กาสิโนแห่งหนึ่ง ในเมืองบาเวต ติดชายแดนเวียดนาม ซึ่งภายในมีอาคารที่ถูกใช้เป็นศูนย์สแกมจำนวน 22 หลัง และมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 2,044 คน จาก 8 สัญชาติ ถือเป็นท่าทีเอาจริงเอาจังล่าสุด ในปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ของรัฐบาลฮุน มาเนต

 

ประเด็นสแกมเมอร์ในกัมพูชา เป็นที่เพ่งเล็งจากนานาชาติมากขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยรายงานจากทางการกัมพูชาที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม พบว่าช่วงระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีหลอกลวงออนไลน์แล้ว 5,106 คน จาก 23 สัญชาติ ซึ่ง 4,534 คนถูกส่งตัวหรือเนรเทศกลับประเทศบ้านเกิดแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการดำเนินการของทางการกัมพูชาในการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์นั้นถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด เนื่องจากพบข้อมูลที่บ่งชี้ในหลายกรณีว่าเป็นเพียงการสร้างภาพและมีการเตือนสมาชิกของขบวนการเหล่านี้ให้หลบหนีก่อน อีกทั้งยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีการจับกุมหรือดำเนินคดีกับกลุ่มชนชั้นนำที่ร่ำรวย หรือผู้นำทางการเมืองที่มีความเชื่อมโยงหรือสายสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้

 

แรงกดดันจากจีน-นานาชาติ

 

ปฏิบัติการกวาดล้างสแกมเมอร์ของทางการกัมพูชามีท่าที ‘ยกระดับ’ ชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่จีนเริ่มแสดงบทบาทประสานงานกับรัฐบาลกัมพูชา

 

หวังเหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เรียกร้องให้กัมพูชาเพิ่มความเข้มงวดปราบปรามอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ ในระหว่างการพบหารือกับรัฐมนตรีระดับสูงของกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา

 

ขณะที่ หลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนที่เคยมีบทบาทติดตามการปราบปรามสแกมเมอร์ในพื้นที่แนวชายแดนไทย ก็ได้เดินทางไปเยือนกรุงพนมเปญ และพบกับซอร์ ซกคา (Sar Sokha) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลกัมพูชาต้องให้คำมั่นว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งได้เพิ่มความพยายามในการโน้มน้าวให้กัมพูชา ลาว และเมียนมาส่งตัวชาวจีนหลายพันคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำงานในศูนย์สแกมกลับประเทศ

 

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว จีนยังได้ประกาศการประหารชีวิตหัวหน้าแก๊งอาชญากรและสมาชิกครอบครัว 11 คนที่ถูกส่งตัวจากเมียนมา และอีก 4 คนในสัปดาห์นี้

 

ก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชายังได้จับกุมและส่งตัวเฉินจื้อ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ผู้ก่อตั้ง Prince Group ให้แก่จีน และทางการจีนได้กำหนดเส้นตายให้ผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี ยอมมอบตัวก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์เพื่อแลกกับการลดโทษ

 

แรงกดดันจากท่าทีของจีนดังกล่าว สะท้อนผ่านข้อมูลชาวต่างชาติที่เดินทางออกจากกัมพูชา โดยพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีชาวต่างชาติเดินทางออกจากกัมพูชาจำนวน 110,095 คน จาก 6 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ในจำนวนนี้รวมทั้งผู้ที่ถูกเนรเทศ ตลอดจนเหยื่อและแรงงานในศูนย์สแกมที่หลบหนี

 

ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของกัมพูชา พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทางการกัมพูชาได้ปฏิบัติการบุกตรวจค้นศูนย์สแกมรวม 190 แห่ง ในจำนวนนี้รวมถึงกาสิโน 44 แห่ง ซึ่งครอบคลุมหลายจังหวัด อาทิ สีหนุวิลล์ กำปอต กันดาล และกรุงพนมเปญ และมีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 2,508 คน จาก 7 สัญชาติ รวมถึง สปป.ลาว เนปาล และมาเลเซีย

 

โดยทางการกัมพูชาอ้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศพันธมิตร ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และเกาหลีใต้

 

สำหรับเกาหลีใต้ซึ่งก่อนหน้านี้ปรากฎข่าวการเสียชีวิตของพลเรือนในศูนย์สแกมกัมพูชา จนทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเปิดปฏิบัติการส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการช่วยเหลือและจับกุมสมาชิกขบวนการ ล่าสุดยังมีรายงานการส่งตัวผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีใต้ 73 คน กลับประเทศ เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา

 

โดยประธานาธิบดีอีแจมยอง ยังได้โพสต์ข้อความเตือนบน X ทั้งในภาษาเกาหลีและภาษาเขมร ซึ่งมีเนื้อหาแข็งกร้าว และสร้างความไม่พอใจแก่ชาวกัมพูชา โดยระบุว่า “คุณคิดว่าคำเตือนของผมที่ว่าใครก็ตามที่ยุ่งกับชาวเกาหลีจะสูญเสียทุกอย่างเป็นเพียงคำพูดลอยๆ หรือ? เมื่อสาธารณรัฐเกาหลีให้คำมั่นสัญญา ก็จะทำตามนั้นจนถึงที่สุด”

 

ไม่กวาดล้างชนชั้นนำเอี่ยวสแกมเมอร์

 

เจคอบ ซิมส์ (Jacob Sims) นักวิจัยจากศูนย์เอเชีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวในการสัมมนาออนไลน์ที่จัดโดยศูนย์วิจัย Stimson Centre ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ โดยตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้นเป็น ‘ชนชั้นนำท้องถิ่น’ โดยอ้างถึงกลุ่มมหาเศรษฐีระดับสูงว่าเป็น ‘บุคคลที่แตะต้องไม่ได้’

 

โดยเขายินดีกับการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ของทางการกัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ และเรียกมันว่า “ความแตกต่างที่สำคัญ” จากความพยายามและคำมั่นสัญญาในอดีต ซึ่งดูเหมือนว่า “การแสดงออกเพียงผิวเผินนี้คือเรื่องจริง” และ “มีการปราบปรามอย่างแท้จริงเกิดขึ้น”

 

อย่างไรก็ตาม ซิมส์ มองว่า ปัจจัยหลายอย่างยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “การขาดการดำเนินการอย่างเป็นระบบต่อเครือข่ายของผู้ที่แตะต้องไม่ได้” ซึ่งหลายคนในเครือข่ายนี้เป็นเจ้าของหรือดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจฉ้อโกง

 

กรณีหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเกิดขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือการจับกุมกวง ลี นักธุรกิจชื่อดังสัญชาติกัมพูชาวัย 50 ปี ที่ถูกจับกุมในเดือนมกราคมในข้อหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์

 

ขณะที่ซิมส์ มองว่าการจับกุมบุคคลร่ำรวยที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่กรณีนั้นไม่เพียงพอ

 

“จนกว่าความรับผิดชอบในลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบมากขึ้นต่อชนชั้นสูงที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ มันอาจถูกมองว่า เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ และไม่ใช่การตอบสนองที่ผมคิดว่า น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” เขากล่าว

 

กำจัดหลอกลวงออนไลน์ให้หมดภายในเมษายน

 

รัฐบาลกัมพูชายังตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการกำจัดขบวนการหลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศให้หมดไปภายในเดือนเมษายนของปีนี้ โดยระบุว่าพวกเขาได้เพิ่มความพยายามจาก “การปราบปราม” ไปสู่ ​​“การกำจัดให้สิ้นซาก”

 

โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นอย่าง Kiri Post เตือนว่า “หากพบว่าเมืองหลวงหรือจังหวัดใดมีเว็บไซต์หลอกลวงออนไลน์ หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาล ต้องรับผิดชอบ”

 

ท่าทีเอาจริงดังกล่าว มีขึ้นในขณะที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีปิดการประชุมประจำปีของกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยประกาศคำเตือนอย่างเข้มงวดต่อเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจ ว่าจะมีการบังคับใช้ “มาตรการที่เข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้นกับทุกคนที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการหลอกลวงออนไลน์”

 

เขายังให้คำมั่นว่าจะ “ตัดเนื้อเน่าทิ้ง” และประกาศว่าจะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ทุจริตที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์

 

ขณะที่ พล.ต.อ. ซอร์ เทต (Sar Thet) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ยังได้ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อกำจัดขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ให้หมดไปจากประเทศ โดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำลายเครือข่ายอาชญากรที่ใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือ

 

อ้างอิง :

The post จับสัญญาณกัมพูชา กวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่หลังจีนกดดันหนัก ตั้งเป้า ‘กำจัดหมด’ ในเมษายน เอาจริงหรือสร้างภาพ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตีแผ่ ‘บ่อนโอร์เสม็ด’ นรกสแกมเมอร์กัมพูชาติดชายแดนไทย https://thestandard.co/o-smach-scam-cambodia-border/ Wed, 04 Feb 2026 04:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1173504 บ่อนโอร์เสม็ด รีสอร์ต

ห่างออกไปเพียงหลักร้อยเมตรจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กา […]

The post ตีแผ่ ‘บ่อนโอร์เสม็ด’ นรกสแกมเมอร์กัมพูชาติดชายแดนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ่อนโอร์เสม็ด รีสอร์ต

ห่างออกไปเพียงหลักร้อยเมตรจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ คือที่ตั้งของกาสิโนรีสอร์ตขนาดใหญ่ อย่าง บ่อนโอร์เสม็ด หรือ โอร์เสม็ด รีสอร์ต (O’Smach Resort & Casino) และ รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต (Royal Hill Resort & Casino) ซึ่งในอดีตเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวของกัมพูชา ที่ทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมข้ามแดนไปเสี่ยงโชค

 

อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมา กาสิโนรีสอร์ตเหล่านี้ เริ่มปรากฎการแปรสภาพเป็นฐานที่ตั้งของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งการค้ามนุษย์และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือสแกมเมอร์ โดยพบการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่คล้ายหอพักหลายหลัง ซึ่งมีการล้อมรั้วสูงติดลวดหนามและกล้องวงจรปิด พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยเฝ้าระวังอย่างมิดชิด

 

ทางเข้า รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ใกล้จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม

ทางเข้ารอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ใกล้จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม

 

รายงานจากโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Global Initiative against Transnational Organized Crime: GI-TOC) ที่ตีแผ่ปฏิบัติการไซเบอร์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2018 ชาวบ้านในเมืองโอร์เสม็ด เริ่มพบเห็นคนงานจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวจีนและชาวเวียดนามเข้าไปในอาคารของรีสอร์ตทั้งสองแห่ง

 

ขณะที่ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ชาวบ้านเล่าว่า ไม่พบ

 

คนงานต่างชาติออกมานอกอาคารอีกเลย ซึ่งแม้จะมีข้ออ้างว่าเป็นมาตรการป้องกันการระบาด แต่ข้อมูลจากผู้สังเกตการณ์ในท้องถิ่นคนหนึ่งเล่าว่า ภายในอาคารนั้น ‘มีครบทุกอย่าง’ ทั้ง ร้านค้า, คาราโอเกะ, ร้านอาหาร, ลานเบียร์ แต่ยกเว้น ‘อิสรภาพ’

 

ภายหลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด กรณีการหลอกลวงของกลุ่มสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน และมีคนไทยตกเป็นเหยื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งถูกหลอกลวงและถูกล่อลวงไปบังคับทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทรัพย์สินและชีวิตของคนไทย ทำให้ทางการไทยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการช่วยเหลือคนไทยและกวาดล้างขบวนการเหล่านี้

 

โดยในกรณีของกาสิโนรีสอร์ตในโอร์เสม็ดนั้น ทางการไทยเคยขอความช่วยเหลือไปยังทางการกัมพูชาเมื่อช่วงไม่กี่ปีก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระลอกล่าสุด แต่กลับได้คำตอบจากฝ่ายกัมพูชาว่า “เข้าไปดูแล้วไม่พบคนไทย” จึงทำให้ไม่มีการช่วยเหลือ ปราบปราม หรือแม้แต่ยืนยันว่ากาสิโนรีสอร์ตเหล่านี้ คือฐานที่ตั้งของขบวนการสแกมเมอร์

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุปะทะรอบล่าสุดระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา กองทัพไทยสามารถเข้ายึดครองพื้นที่รอบกาสิโนรีสอร์ตทั้งสองแห่งไว้ได้กว่า 100 ไร่ ซึ่งสภาพกาสิโนและอาคารโดยรอบได้รับความเสียหาย จากการถูกทหารไทยยิงปืนใหญ่โจมตี เนื่องจากตรวจพบว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 ลำ โจมตีฝ่ายไทยจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ

 

บ่อนโอร์เสม็ด รีสอร์ต สภาพภายในศูนย์สแกมเมอร์

 

หลังเข้ายึดพื้นที่ ทางกองทัพได้เข้าตรวจสอบและยืนยันอย่างชัดเจนด้วยหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้กาสิโนรีสอร์ตเหล่านี้ เป็นอาณาจักรสแกมเมอร์ในการหลอกลวงผู้คนจากหลายประเทศ และมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

 

ข้อมูลจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบว่า ฐานสแกมเมอร์ในลักษณะกลุ่มอาคารเช่นนี้ ยังขยายออกไปยังจุดอื่นๆ ของเมืองโอร์เสม็ด โดยมีไม่น้อยกว่า 7 จุด ไม่รวมจุดที่กำลังสร้างใหม่เป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมากอาศัยอยู่ โดยอาจมากถึงหลักพันหรือหลักหมื่นคนหากดูจากจำนวนอาคารรวมหลายสิบหลัง

 

ใครอยู่เบื้องหลัง บ่อนโอร์เสม็ด?

 

สำหรับ โอร์เสม็ด รีสอร์ต นั้นเป็นของ L.Y.P Group ของออกญา ลียงพัด (Ly Yong Phat) วุฒิสมาชิกและนักธุรกิจกัมพูชาผู้ร่ำรวยและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งถูกทางการไทยถอนสัญชาติและออกหมายจับในความผิดฐานฟอกเงินตั้งแต่ปลายปี 2025 ที่ผ่านมา

 

ส่วนกาสิโนรีสอร์ตอีกแห่ง คือ รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต นั้นเป็นของ Lim Heng Group ธุรกิจหลักของออกญา ลึม เฮง (Lim Heng) นักธุรกิจใหญ่กัมพูชาที่มีบ่อนในเครือหลายแห่งรวมถึงบ่อนสายตะกู บริเวณพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนไทย-กัมพูชา ตรงจุดผ่านแดนด่านช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

 

ลียงพัด ลึมเฮง

 

ที่ผ่านมาปรากฎข่าวน่าสงสัยเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของคนไทยและคนต่างชาติหลายครั้ง โดยเฉพาะในโอร์เสม็ด รีสอร์ต

 

GI-TOC รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2020 มีหญิงชาวจีนคนหนึ่งตกลงมาจากชั้นสองของรีสอร์ต โดยสื่อทั้งฉบับภาษาเขมรและภาษาอังกฤษอ้างว่าเธอกระโดดลงมา แต่มีเพียงแหล่งข่าวภาษากัมพูชาเท่านั้นที่ระบุว่า ดวงตาข้างหนึ่งของหญิงจีนรายนี้มีรอยฟกช้ำในลักษณะที่บ่งชี้ว่า ‘เธอถูกทำร้าย’

 

ในเดือนตุลาคม ปี 2022 กาสิโนแห่งนี้ ถูกเปิดโปงเรื่องการค้ามนุษย์และบังคับทำงานในขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ โดยสื่อบางสำนักตีแผ่เรื่องราวของโอร์เสม็ด รีสอร์ต ขณะที่ทางการกัมพูชาได้ทำการช่วยเหลือเหยื่อชาวต่างชาติ 75 คนออกมาจาก ‘นรกบนดิน’ แห่งนี้ ซึ่งเหยื่อหลายคนเล่าว่าพวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งในการทำงาน มีตั้งแต่สร้างประวัติและตัวตนออนไลน์ปลอม และการหลอกเหยื่อให้ ‘ลงทุน’ ในโครงการคริปโตเคอร์เรนซี

 

ซึ่งใครที่ขัดขืนหรือไม่ยอมทำตามคำสั่งจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ทั้งการอดอาหาร ทุบตี และทรมาน

 

“พวกเขาทรมานเหมือนสมัยเขมรแดง” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งในที่พักของศูนย์สแกมเผยกับ GI-TOC

 

สำหรับชาวบ้านในโอร์เสม็ด กิจกรรมภายในศูนย์สแกมเหล่านี้เป็นที่รู้กัน ชาวบ้านหลายคนอ้างว่า เคยเห็นผู้คนหลบหนีออกมาและวิ่งเข้าไปในป่าใกล้เคียง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการควบคุมเสรีภาพสื่อที่เข้มงวดของรัฐบาลตระกูลฮุน ทำให้เรื่องราวความรุนแรงจากภายในศูนย์สแกมส่วนใหญ่ไม่ถูกตีแผ่สู่โลกภายนอก

 

ทั้งนี้ เหยื่อหลายคน ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ในการเผยแพร่ข้อมูลและขอความช่วยเหลือ

 

รายงานของ GI-TOC ระบุว่า มีชาวบ้านจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือแรงงานที่หลบหนีออกจากศูนย์สแกมเหล่านี้ โดยจัดหาอาหาร เสื้อผ้า และบางคนยังให้เงินสดเพื่อใช้โทรหาญาติหรือเดินทางออกจากเมือง

 

รายงานที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ระบุว่าในช่วงเวลาไม่กี่เดือน มีชาวบ้านครอบครัวหนึ่งได้ให้การช่วยเหลือชาวเวียดนาม 30 คนที่หลบหนีออกมาจากโอร์เสม็ด รีสอร์ต

 

บ่อนโอร์เสม็ด หรือ โอร์เสม็ด รีสอร์ต (O'Smach Resort & Casino) และ รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต (Royal Hill Resort & Casino)

 

นอกจากนี้ยังพบว่า แรงงานชาวกัมพูชา ตั้งแต่คนทำความสะอาด พนักงานครัว และคนงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นคนไม่กี่กลุ่มที่สามารถเข้าออกพื้นที่ได้อย่างอิสระ ก็มีการให้ความช่วยเหลือเหยื่อบางส่วนในการหลบหนีด้วย

 

ภายในฐานสแกมเมอร์มีอะไรบ้าง?

 

สำหรับฐานสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ลึกเข้าไปด้านในเป็นที่ตั้งกลุ่มอาคารหลายหลังที่ถูกใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ความสูง 6 ชั้น 3 หลัง และอาคารขนาดเล็ก 3 หลัง ซึ่งมีทั้งจุดที่คาดว่าเป็นที่ทำงานของระดับหัวหน้าเครือข่าย และโรงอาหารขนาดใหญ่

 

ตึกสแกมเมอร์

 

สภาพภายในของกลุ่มอาคารเหล่านี้ ถูกเปิดโปงสู่สายตาชาวไทยและทั่วโลก ภายหลังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมข่าวทหารบก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เปิดภารกิจเชิญสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติหลายสำนัก อาทิ THE STANDARD, Reuters และ AP และหน่วยงานต่างชาติ เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตบางประเทศที่ได้รับผลกระทบ เช่น เกาหลีใต้ อินเดียและญี่ปุ่น เข้าตรวจสอบภายในอาคาร

 

เปิดโปง  โอร์เสม็ด รีสอร์ต

 

จากการตรวจสอบ พบหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ว่า อาคารเหล่านี้เป็นที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์อย่างชัดเจน อาทิ ห้องพักและห้องทำงานของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกลวงเหยื่อจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, อินเดีย, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, บราซิล, เวียดนาม,สิงคโปร์

 

ในบางห้องทำงาน มีการจัดฉากปลอมเป็นสำนักงานตำรวจของประเทศเหล่านี้ พร้อมด้วยชุดเครื่องแบบตำรวจปลอมของหลายประเทศ ธงชาติ และสคริปต์สนทนาสำหรับใช้ในการหลอกเหยื่อ ตลอดจนรายชื่อและข้อมูลของเหยื่อ เช่น ข้อมูลส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ รวมทั้งยังมีห้องเก็บเสียงขนาดเล็กที่ใช้ในการโทรศัพท์หลอกเหยื่ออย่างแนบเนียน

 

ศูนย์สแกมเมอร์ที่ปลอมแปลงเป็นสำนักงานตำรวจศูนย์สแกมเมอร์ที่ปลอมแปลงเป็นสำนักงานตำรวจ

 

ในบางจุดของอาคาร พบว่ามีห้องสำหรับกักขังเหยื่อที่ถูกหลอกลวงบังคับทำงานและมีอาวุธสำหรับใช้ทรมาน เช่น กระบองช็อตไฟฟ้า หรือกุญแจมือถูกทิ้งไว้

 

ห้องกักขังเหยื่อสแกมเมอร์

 

การโจมตีด้วยปืนใหญ่ของกองทัพไทย ทำให้สมาชิกขบวนการสแกมเมอร์หนีตายอย่างกะทันหัน โดยยังมีเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก รวมถึงอาหารที่ถูกทิ้งไว้จนเน่าเสีย

 

เสื้อผ้า ข้าวของ ภายในศูนย์สแกมเมอร์

 

หลักฐานอื่นๆ ที่พบ เช่น ซิมการ์ดจำนวนมากจาก 10 ประเทศ โดยมากสุดคือ ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐฯ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ตและบัตรประชาชนปลอมของ 9 ประเทศ และธนบัตรปลอมหลายประเทศ ส่วนอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดรฟ์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ใช้หลอกเหยื่อนั้น พบจำนวนเพียงไม่กี่สิบชิ้น ส่วนใหญ่คาดว่า กลุ่มสแกมเมอร์อาจมีการนำไปด้วยระหว่างหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายไปยังฐานสแกมแห่งใหม่

 

ห่างออกไปจากที่ตั้งของรอยัลฮิลล์ รีสอร์ตไม่ไกล ในฝั่งที่กัมพูชาควบคุม ยังพบเห็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มอีก โดยมีการจับตามองว่ากลุ่มอาคารเหล่านี้ ซึ่งมองด้วยตาเปล่ามีจำนวนหลายสิบหลัง อาจถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งใหม่ของกลุ่มสแกมเมอร์

 

ศูนย์สแกมเมอร์

 

ทั้งนี้ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ว่าเพื่อต้องการสื่อสารและให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่ามีการก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ โดยหลังตรวจสอบอาคารต่างๆ พบโครงสร้างของศูนย์สแกมเมอร์ ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว โดยกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่

 

ขณะที่ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าการลงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนนานาชาติในครั้งนี้ เพื่อความร่วมมือในอนาคตและมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก เช่น พาสปอร์ตที่ถูกทิ้งไว้ในฐานสแกมเมอร์ เพื่อใช้ในการสืบสวนและติดตามดำเนินคดีต่อไป

 

อย่างไรก็ตามสำหรับการปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์นั้น พบว่ามีการเคลื่อนย้ายฐานที่ตั้ง ทั้งจากกัมพูชาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา หรือย้ายออกห่างชายแดนไทยไปยังพื้นที่ติดชายแดนเวียดนาม

 

ขณะที่เขามองว่า หลังการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา จนถึงวันนี้สถิติคดีค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ที่หลอกลวงชาวไทยนั้นยังไม่มีตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางการไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง :

The post ตีแผ่ ‘บ่อนโอร์เสม็ด’ นรกสแกมเมอร์กัมพูชาติดชายแดนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพ ทหาร-ตำรวจ นำสื่อไทย ต่างชาติ บุกอาณาจักรสแกมเมอร์เขมร ชายแดนสุรินทร์ พบหลักฐานเพียบ จัดฉากหลอกเหยื่อนานาชาติ https://thestandard.co/thai-military-police-cambodia-scammer-raid/ Tue, 03 Feb 2026 06:19:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1173076 ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์

กรมข่าวทหารบก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิ […]

The post เปิดภาพ ทหาร-ตำรวจ นำสื่อไทย ต่างชาติ บุกอาณาจักรสแกมเมอร์เขมร ชายแดนสุรินทร์ พบหลักฐานเพียบ จัดฉากหลอกเหยื่อนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์

กรมข่าวทหารบก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เดินหน้าภารกิจตีแผ่ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชาสู่สายตานานาชาติ โดยเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย จำนวน 20 ประเทศ รวมถึง สหรัฐฯ, ฝรั่งเศส, มาเลเซีย, เวียดนาม, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI ของสหรัฐฯ, สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้, ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจของสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย และญี่ปุ่น, สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติหลายสำนัก อาทิ THE STANDARD, Reuters และ AP ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้าม เมืองโอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์หรือสแกมเมอร์

 

การลงพื้นที่ดังกล่าว เกิดขึ้นวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อมูลของขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก รวมถึงอธิบายสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนภายหลังเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติ พร้อมด้วย UNODC เข้าตรวจสอบฐานที่ตั้งของขบวนการสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในบ่อนกาสิโน 2 แห่ง คือโอร์เสม็ด รีสอร์ตและกาสิโน (O’Smach Resort&Casino) และรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต (Royal Hill Resort) ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดผ่านแดนช่องจอม

 

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ พร้อมคณะ ยังได้เข้าตรวจสอบภายในกลุ่มอาคารของรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ซึ่งประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ 6 ชั้น 3 หลัง ที่ได้รับความเสียหาย จากการถูกฝ่ายไทยยิงปืนใหญ่โจมตีในเหตุปะทะชายแดนเมื่อเดือนธันวาคม หลังตรวจพบว่า ทหารกัมพูชาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 ลำ โจมตีฝ่ายไทยจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภายหลังสิ้นสุดการปะทะฝ่ายทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่โดยรอบได้กว่า 100 ไร่

 

จากการตรวจสอบ พบว่าภายในอาคารเหล่านี้เป็นที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์อย่างชัดเจน โดยมีทั้งห้องพักและห้องทำงานของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกลวงเหยื่อจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, อินเดีย, ออสเตรเลีย, บราซิล, เวียดนาม,สิงคโปร์ ซึ่งในบางห้องทำงาน มีการจัดฉากปลอมเป็นสำนักงานตำรวจของประเทศเหล่านี้ พร้อมด้วยชุดเครื่องแบบตำรวจปลอม ธงชาติ และสคริปต์สนทนาสำหรับใช้ในการหลอกเหยื่อ รวมทั้งมีห้องเก็บเสียงขนาดเล็กที่ใช้ในการโทรศัพท์หลอกเหยื่อด้วย

 

ในบางจุดของอาคาร ยังมีห้องสำหรับกักขังเหยื่อที่ถูกหลอกลวงบังคับทำงานและมีอาวุธสำหรับใช้ทรมาน เช่น กระบองช็อตไฟฟ้า ถูกทิ้งไว้ โดยภายในที่ตั้งกลุ่มอาคารยังมีอาคารโรงอาหารแยกสำหรับใช้รองรับสมาชิกขบวนการจำนวนมาก

 

สภาพในห้องพักและห้องทำงานของขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ พบว่าหลายจุดได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของฝ่ายไทย โดยพบว่ายังมีเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก รวมถึงอาหารถูกทิ้งไว้จนเน่าเสีย ซึ่งคาดว่าเป็นการหนีตายจากการโจมตีอย่างกะทันหัน

 

ในส่วนของหลักฐานที่ใช้หลอกลวงเหยื่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่รวบรวมได้ พบซิมการ์ดจำนวน 871 ซิม จาก 10 ประเทศ มากสุดคือ ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐฯ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ตและบัตรประชาชนปลอมของ 9 ประเทศ และธนบัตรปลอมหลายประเทศ ส่วนอุปกรณ์ที่เป็นหลักฐานอื่นๆ เช่นฮาร์ดดิสก์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ใช้หลอกเหยื่อนั้น ส่วนใหญ่ไม่ถูกทิ้งไว้ โดยพบเพียงไม่กี่สิบชิ้น ซึ่งคาดว่ากลุ่มสแกมเมอร์อาจมีการนำไปด้วยระหว่างหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายไปยังฐานสแกมเมอร์แห่งใหม่

 

พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ระบุว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อต้องการสื่อสารและให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่ามีการก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ โดยหลังตรวจสอบอาคารต่างๆ พบโครงสร้างของศูนย์สแกมเมอร์ ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว โดยกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่

 

พล.ท.ธีรนันท์ ยังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ฝ่ายทางการไทยได้มีการประสานไปยังทางการกัมพูชาและแจ้งถึงจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็นฐานสแกมเมอร์หลายแห่งในประเทศกัมพูชา รวมถึงในพื้นที่เมืองโอร์เสม็ด ซึ่งพบมีคนไทยเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เหล่านี้ที่ถูกกักขังและทรมาน แต่กลับได้คำตอบว่า เข้าไปดูแล้วไม่พบคนไทยจึงไม่ได้รับการช่วยเหลือ

 

ขณะที่ในส่วนการคุมพื้นที่ของกองทัพนั้น พล.ท.ธีรนันท์ เผยว่าเป็นการปฏิบัติการตามถ้อยแถลงร่วมฯ โดยยึดหลักการวางกำลังภายหลังจากเหตุปะทะ คือฝ่ายไหนอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ส่วนการเจรจาทั้งหมดจะกลับไปที่ JBC และ GBC

 

ทางด้านพล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่าการลงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนนานาชาติในครั้งนี้ เพื่อความร่วมมือในอนาคตและมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก เช่น พาสปอร์ตที่ถูกทิ้งไว้ในฐานสแกมเมอร์ เพื่อใช้ในการสืบสวนและติดตามดำเนินคดีต่อไป

 

อย่างไรก็ตามสำหรับการปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์นั้น พบว่ามีการเคลื่อนย้ายฐานที่ตั้ง ทั้งจากกัมพูชาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา หรือย้ายออกห่างชายแดนไทยไปยังพื้นที่ติดชายแดนเวียดนาม

 

ขณะที่เขามองว่า หลังการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา สถิติคดีค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ที่หลอกลวงชาวไทยนั้นยังไม่มีตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางการไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

 

ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 1ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 2ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 3ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 5ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 6ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 7ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 8ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 9ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 10ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 11ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 12ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 13ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 14ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 15ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 16ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 17ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 18ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 19ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 20

The post เปิดภาพ ทหาร-ตำรวจ นำสื่อไทย ต่างชาติ บุกอาณาจักรสแกมเมอร์เขมร ชายแดนสุรินทร์ พบหลักฐานเพียบ จัดฉากหลอกเหยื่อนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอง ผบ.ตร. นำทีมตรวจเรือต่างชาติกลางทะเล ย้ำไทยยึดหลักสากล น่านน้ำไทยต้องปลอดการค้ามนุษย์ https://thestandard.co/thai-police-inspect-ships-trafficking/ Tue, 27 Jan 2026 05:28:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1169954 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. นำทีมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเรือสินค้าต่างชาติกลางทะเลเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์

วันนี้ (27 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญ […]

The post รอง ผบ.ตร. นำทีมตรวจเรือต่างชาติกลางทะเล ย้ำไทยยึดหลักสากล น่านน้ำไทยต้องปลอดการค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. นำทีมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเรือสินค้าต่างชาติกลางทะเลเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์

วันนี้ (27 มกราคม) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพด.ตร.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในทุกมิติ

 

โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิแรงงานทางทะเล ศูนย์ฯ จึงได้ออกข้อสั่งการให้มีการบูรณาการตรวจเข้มเรือสินค้าและเรือประมงที่เข้ามาในน่านน้ำไทย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการใช้แรงงานบังคับ หรือการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม

 

โดยวานนี้ (26 มกราคม) ศพด.ตร. ได้ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (กองบังคับการตำรวจน้ำ และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์), กระทรวงแรงงาน, กรมเจ้าท่า และภาคประชาสังคมอย่างกลุ่มสเตลล่ามาริส สังฆมณฑลจันทบุรี ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกเข้าตรวจสอบเรือสินค้าสัญชาติปานามา จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือ M.V. FONG KUO NO.819 และเรือ SEA GLORY II เพื่อดูแลคุ้มครองแรงงานด้วยมิติด้านมนุษยธรรมและตรวจสอบสภาพการทำงานอย่างใกล้ชิด

 

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ยึดหลักตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 (MLC, 2006) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเป้าหมายของสหประชาชาติ (UN) โดยมุ่งเน้นตรวจสอบมาตรฐานขั้นต่ำในการทำงานและการดำรงชีวิตของลูกเรือ อาทิ สภาพการจ้างที่เป็นธรรม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การจ่ายค่าจ้าง และช่องทางการร้องเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานทุกคน ไม่ว่าจะสัญชาติใด จะได้รับการคุ้มครองจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์ การเลือกปฏิบัติ หรือการถูกบังคับใช้แรงงาน

 

“การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ท่าเรือหรือผืนน้ำไทย เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือเป็นทางผ่านของการค้ามนุษย์” พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวเน้นย้ำ

 

พร้อมระบุว่า หากพบผู้ใดนำแรงงานมาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล โดย ศพด.ตร. จะยังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อตรวจสอบและกวาดล้างการค้ามนุษย์ทางทะเลอย่างต่อเนื่องต่อไป

The post รอง ผบ.ตร. นำทีมตรวจเรือต่างชาติกลางทะเล ย้ำไทยยึดหลักสากล น่านน้ำไทยต้องปลอดการค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาเอาจริง กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ แรงงานต่างชาติเคว้งนับพันกลางกรุงพนมเปญ ทางการย้ำต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ https://thestandard.co/cambodia-scammer-crackdown-workers-stranded/ Sat, 24 Jan 2026 03:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1168824 ภาพแรงงานต่างชาติรอความช่วยเหลือหลังกัมพูชากวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในกรุงพนมเปญ

กรุงพนมเปญกำลังเผชิญกับคลื่นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวต่างช […]

The post กัมพูชาเอาจริง กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ แรงงานต่างชาติเคว้งนับพันกลางกรุงพนมเปญ ทางการย้ำต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแรงงานต่างชาติรอความช่วยเหลือหลังกัมพูชากวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในกรุงพนมเปญ

กรุงพนมเปญกำลังเผชิญกับคลื่นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวต่างชาติจำนวนหลายพันคน ที่หลั่งไหลเข้ามายังเมืองหลวงหลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมและธุรกิจสีเทาอย่างเข้มข้น

 

แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากบริษัท ‘สแกมเมอร์’ (Scammer) ที่แตกตื่นจากการจับกุมบุคคลระดับสูงและแรงกดดันมหาศาลจากนานาชาติ แต่สิ่งที่ตามมาคือวิกฤตด้านมนุษยธรรม เมื่อหน่วยงานต่อต้านการค้ามนุษย์ออกมาเตือนว่า ผู้คนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในสถานะ ‘สุญญากาศ’ ที่เปราะบางและไร้ทางไป

 

รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการ “กำจัดธุรกิจสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยกับ Nikkei Asia ถึงบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการพิเศษเพื่อปราบปรามธุรกิจนี้ที่กินเวลานานถึง 4 ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในระดับนโยบาย

 

Sun Chanthol รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าชื่อเสียงของกัมพูชาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุตสาหกรรมนี้ โดย “เราจำเป็นต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของเราคืนมา เพราะในฐานะประเทศ เราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากธุรกิจสแกมเมอร์เหล่านี้” เขากล่าว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและเนรเทศ Chen Zhi นักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน ประธานกลุ่ม Prince Group กลับไปยังประเทศจีน โดยอัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่ากลุ่มธุรกิจนี้เป็นฉากหน้าของจักรวรรดิอาชญากรรมขนาดใหญ่

 

Chen Zhi เคยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาให้กับ Hun Sen ประธานวุฒิสภา ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้กดดันให้กัมพูชาจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาดมานานหลายเดือน

 

Wang Wenbin เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาเพิ่งหารือกับ Prak Sokhonn รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรี โดยหยิบยกประเด็นที่มีพลเมืองจีนจำนวนมากสูญหายในกัมพูชาเพราะธุรกิจสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและกัมพูชา”

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปราบปรามทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนมากตกค้าง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานจากประเทศในแถบแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศไม่มีสถานทูตประจำในกรุงพนมเปญ พวกเขาไปรวมตัวกันที่สำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ของสหประชาชาติ เพื่อขอคำแนะนำในการเดินทางออกจากประเทศ

 

ชายชาวอูกันดารายหนึ่งเล่าด้วยความกังวลว่า พวกเขาได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ IOM จะไม่อยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และไม่มีการตอบกลับทั้งทางโทรศัพท์ ข้อความ หรืออีเมล ขณะที่ Deepika Nath โฆษกสำนักงานภูมิภาคของ IOM ระบุเพียงสั้นๆ ว่ารับทราบสถานการณ์และกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่

 

Touch Sokhak โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ยืนยันว่ากัมพูชาจะเดินหน้าปราบปรามต่อไป โดยอธิบายถึงความตื่นตระหนกของแรงงานต่างชาติว่า “เกิดจากการแพร่กระจายข้อมูลปากต่อปากว่า ทางการกัมพูชาจะกวาดล้างหรือจับกุมแบบไม่เลือกหน้าเพื่อลงโทษ นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาหวาดกลัวและพยายามออกมาขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะจากสถานทูต”

 

เขากล่าวเสริมถึงมาตรการจัดการว่า ผู้ที่ ‘อยู่เกินกำหนดวีซ่า’ (Overstay) โดยเจตนาจะถูกปรับเต็มจำนวน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินหรือถูกขัดขวางไม่ให้เดินทางกลับ จะได้รับ ‘การพิจารณาเป็นพิเศษ’ โดยรัฐบาลหวังว่าจะปรับปรุงที่พักชั่วคราว

 

สำหรับชาวต่างชาติที่เป็นเหยื่อหรือติดค้างอยู่ แต่ก็ยอมรับว่า “หากประเทศอื่นๆ ช่วยสนับสนุนงบประมาณด้านที่พักหรือสถานที่ปลอดภัย จะเป็นเรื่องที่ดียิ่งขึ้น”

 

สำหรับการเดินทางกลับโดยได้รับการยกเว้นค่าปรับวีซ่า Touch Sokhak แนะนำว่าชาวต่างชาติต้องติดต่อสถานทูตของตนก่อน แล้วจึงประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา

 

ทว่าในทางปฏิบัติ Li ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคใหญ่หลวง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มาจากประเทศในแอฟริกา เนื่องจากสถานทูตส่วนใหญ่อยู่ในมาเลเซียหรือจีน

 

“ทุกๆ รายละเอียดเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่สะสม ตั้งแต่ความยากลำบากในการติดต่อให้ถูกคน การขอเอกสาร หรือแม้กระทั่งพวกเขาไม่มีที่อยู่สำหรับรับเอกสารการเดินทางด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรได้บ้าง” เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้

 

ภาพ : Magdalena Chodownik/Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post กัมพูชาเอาจริง กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ แรงงานต่างชาติเคว้งนับพันกลางกรุงพนมเปญ ทางการย้ำต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ย้ำภารกิจชูบทบาทประเทศไทยในเวทีดาวอส มองปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ ทำไทยหายเรดาร์โลก https://thestandard.co/sihasak-davos-thailand-radar/ Fri, 23 Jan 2026 01:21:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1168365 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ขณะร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post สีหศักดิ์ย้ำภารกิจชูบทบาทประเทศไทยในเวทีดาวอส มองปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ ทำไทยหายเรดาร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ขณะร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD ระหว่างร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเผยว่า ภารกิจในการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ในฐานะทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเขา และรัฐมนตรีอีก 2 คน คือเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลักๆ มีภารกิจที่สำคัญคือการชูบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการเดินหน้าเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ตลอดจนการนำเสนอบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

 

สีหศักดิ์ กล่าวอย่างมีความหวังว่า Message ที่ไทยอยากจะสื่อออกไปคือ “ประเทศไทยกลับมามีบทบาทในเรดาร์โลกอีกครั้ง”

 

แต่คำถามที่ว่าไทยกลับสู่เรดาร์โลกหรือยังนั้น เขาตอบว่า ในช่วงที่ผ่านมานานาชาติมีความคาดหวังกับประเทศไทย แต่เนื่องจากปัญหาการเมืองและการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจของไทยที่แผ่วลงไปบ้าง และการต่างประเทศของไทยที่จำกัดพื้นที่ ทำให้บทบาทของไทยในเรดาร์โลกนั้นก็หายไป

 

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าภารกิจการเข้าร่วมประชุม WEF นั้น เป็นประโยชน์สำหรับไทยในแง่ของการพบปะหารือทวิภาคีกับผู้แทนของประเทศต่างๆ หรือภาคเอกชนที่สำคัญ

 

ขณะที่การขึ้นพูดบนเวทีประชุม เช่น กรณีที่เขาขึ้นพูดในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาแรงงานบังคับ และสะท้อนการแก้ไขแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมประมง ก็มีผู้แทนนานาชาติ ทั้งจากภาครัฐและ NGO ให้ความสนใจ ยังเป็นการชูบทบาทว่าประเทศไทยนั้น ให้ความสนใจช่วยแก้ไขปัญหาระดับโลก

 

ทั้งนี้สีหศักดิ์ ยังได้ขึ้นกล่าวในประเด็นความปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ในเวทีประชุม WEF ในวันนี้ (22 มกราคม) โดยเขามองว่าการที่ไทยพยายามชูแนวคิดและการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ซึ่งภูมิภาคอาเซียนกำลังกลายเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นมีบทบาทและให้ความสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องการนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกนั้น สีหศักดิ์ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หรือท่าทีของไทยต่อประเด็นความขัดแย้งและการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

 

นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด เช่น กรณียุโรปหรือประเทศอื่นๆ ที่เริ่มถอยห่างจากสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันต่างๆ และมองหาพันธมิตรใหม่ๆ เช่นในเอเชียหรืออาเซียน สีหศักดิ์ชี้ว่า ไทยก็ต้องแสดงให้เห็นว่ามีบทบาทนำในอาเซียนอย่างไร และเรื่องเศรษฐกิจอาเซียนจะรวมตัวกันอย่างไร รวมถึงต้องชูบทบาทของไทยในประเด็นใหม่ๆ บ้าง เช่นเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

 

สำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นนั้น สีหศักดิ์มองว่า บทบาทและท่าทีของไทยไม่ใช่การเป็นกลาง ที่หมายถึงการไม่มีท่าทีอะไรเลย โดยในบางกรณีไทยอาจไม่ได้เลือกข้าง แต่หากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของไทย ที่อยู่ท่ามกลาง 2 มหาอำนาจที่มีท่าทีที่แตกต่างกันนั้น สิ่งสำคัญคือไทยต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน โดยจะเป็นกลางแต่ไม่รักษาผลประโยชน์ของไทยก็ไม่ได้

 

อีกสิ่งสำคัญคือไทยและภูมิภาคอาเซียต้องพยายามเป็น Safe Zone โดยผนึกกำลังกันในลักษณะที่ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนในขณะที่ทั่วทั้งภูมิภาคยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยจำนวนประชากรรวมกันกว่า 700 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่

The post สีหศักดิ์ย้ำภารกิจชูบทบาทประเทศไทยในเวทีดาวอส มองปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ ทำไทยหายเรดาร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ ชูวิสัยทัศน์บนเวทีดาวอส เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือสากลผ่านระบบข้อมูลเพื่อขจัดแรงงานบังคับ https://thestandard.co/sihasak-davos-vision-forced-labor/ Wed, 21 Jan 2026 02:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1167586 สีหศักดิ์ ชูวิสัยทัศน์บนเวทีดาวอส เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือสากลผ่านระบบข้อมูลเพื่อขจัดแรงงานบังคับ

วานนี้ (20 มกราคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการ […]

The post สีหศักดิ์ ชูวิสัยทัศน์บนเวทีดาวอส เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือสากลผ่านระบบข้อมูลเพื่อขจัดแรงงานบังคับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ ชูวิสัยทัศน์บนเวทีดาวอส เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือสากลผ่านระบบข้อมูลเพื่อขจัดแรงงานบังคับ

วานนี้ (20 มกราคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยระดับยุทธศาสตร์ ในหัวข้อ “From Data to Collective Action Against Forced Labour” ในห้วงการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยมีนาย Dan Viederman จาก Working Capital Innovation Fund และผู้แทนจาก Schwab Foundation for Social Entrepreneurship เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถ้อยแถลงเปิดการเสวนา โดยย้ำว่าปัญหาแรงงานบังคับเป็นความท้าทายที่ทวีความซับซ้อนอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัล และความเชื่อมโยงของการย้ายถิ่นฐานกับการค้ามนุษย์ โดยรัฐมนตรีฯ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านหลักการ 4 ประการ ได้แก่ การป้องกัน การคุ้มครอง การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือ

 

หัวใจสำคัญที่รัฐมนตรีฯ เน้นย้ำคือ การสร้าง “พันธมิตรบนฐานข้อมูล” (Data-driven Partnership) ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบข้ามพรมแดนและข้ามภาคส่วนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกตัวอย่างความสำเร็จของไทยในการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน จนส่งผลให้ไทยได้รับการยอมรับในฐานะ “ประเทศต้นแบบ” (Proof of Country: POC) ภายใต้โครงการ Global Data Partnership Against Forced Labour

 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าเป็นห่วงในยุคปัจจุบัน ได้แก่ การรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ แต่ยังส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยไทยพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือกับ WEF และภาคีเครือข่ายสากลเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน

The post สีหศักดิ์ ชูวิสัยทัศน์บนเวทีดาวอส เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือสากลผ่านระบบข้อมูลเพื่อขจัดแรงงานบังคับ appeared first on THE STANDARD.

]]>