การควบรวมกิจการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การควบรวมกิจการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Mar 2026 04:41:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าซื้อ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย มุ่งจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง https://thestandard.co/cpaxt-food-purveyor-malaysia-retail/ Wed, 04 Mar 2026 04:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1184030 ภาพประกอบข่าวซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย เพื่อขยายตลาดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. บริษัทย่อยภายใต้ บริ […]

The post ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าซื้อ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย มุ่งจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย เพื่อขยายตลาดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. บริษัทย่อยภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ CPAXT) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant รวม 50 สาขาในประเทศมาเลเซีย

 

รายการดังกล่าวเป็นการเข้าซื้อหุ้น 100% ของทุนจดทะเบียนของ The Food Purveyor Sdn. Bhd. สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยบริษัทเชื่อว่า

 

สำหรับการเข้าลงทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจค้าปลีกสู่ตลาดยุทธศาสตร์อย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงการขยายธุรกิจเพื่อครอบคลุมฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมผ่านเครือข่าย 50 สาขาของ The Food Purveyor และ เมื่อรวมกับโลตัสในประเทศมาเลเซียอีก 70 สาขา ส่งผลให้ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีเครือข่ายรวมกว่า 120 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

 

ทั้งนี้ การขยายธุรกิจสู่ทำเลศักยภาพในเขตเมืองและย่านรายได้สูง จะช่วยเสริมความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์และฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้รวดเร็วและการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญ โดยโลตัสมีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีกและการบริหารเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่บริษัท The Food Purveyor เชี่ยวชาญด้านตลาดค้าปลีกพรีเมียม เสริมศักยภาพการเติบโตครอบคลุมทุกระดับกำลังซื้อ

 

ทั้งนี้ คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ภายหลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การเข้าลงทุนในบริษัท The Food Purveyor ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของซีพี แอ็กซ์ตร้าในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน

The post ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าซื้อ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย มุ่งจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ https://thestandard.co/netflix-warner-bros-probe-monopoly/ Sat, 07 Feb 2026 12:53:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1175301 ภาพประกอบการสอบสวน Netflix โดย กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีพยายามผูกขาดตลาด หลังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Warner Bros.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มขยับตัวตรวจสอบดีลยักษ์ […]

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการสอบสวน Netflix โดย กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีพยายามผูกขาดตลาด หลังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Warner Bros.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มขยับตัวตรวจสอบดีลยักษ์ใหญ่ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมบันเทิงไปตลอดกาล หลัง Netflix ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการสตูดิโอและบริการสตรีมมิง HBO Max ของ Warner Bros. Discovery ด้วยมูลค่ามหาศาล

 

รายงานจาก The Wall Street Journal เปิดเผยว่า DOJ กำลังสืบสวนเชิงลึกว่า Netflix มีพฤติกรรมกีดกันทางการค้าหรือไม่ โดยมีการออกหมายเรียกทางแพ่งไปยังบริษัทบันเทิงคู่แข่ง เพื่อขอข้อมูลว่าดีลนี้จะนำไปสู่การผูกขาดตลาดในอนาคตหรือไม่ โดยในหมายเรียกดังกล่าวระบุข้อความสำคัญว่า

 

“ให้ระบุพฤติกรรมของ Netflix ที่อาจเข้าข่ายการกีดกันคู่แข่งออกจากตลาด อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างอำนาจเหนือตลาดหรืออำนาจผูกขาด”

 

ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจาก Netflix ตกลงที่จะจ่ายเงินสด 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.27 ล้านล้านบาท) เพื่อครอบครองอาณาจักร Warner Bros.

 

ทรัพย์สินที่ทำให้ Warner เป็นที่หมายปองของยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม HBO Max แต่คือคลังคอนเทนต์ระดับตำนาน โดย Reuters ระบุว่าทั้ง Netflix และคู่แข่งอย่าง Paramount ต่างต้องการครอบครองสตูดิโอภาพยนตร์และโทรทัศน์ชั้นนำ รวมถึงแฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Game of Thrones, Harry Potter และจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ DC Comics (Batman และ Superman)

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Netflix ยังมีคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Paramount ที่ยื่น Hostile Bid หรือการเสนอซื้อกิจการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบอร์ดบริหาร ด้วยมูลค่าที่สูงกว่าถึง 7.79 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท) เพื่อซื้อกิจการทั้งหมดของ Warner รวมถึงธุรกิจเคเบิลทีวีที่มีช่องดังอย่าง CNN และ TNT

 

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าจับตามองคือ ‘ส่วนแบ่งการตลาด’ ข้อมูลจาก Antenna ประเมินว่าหาก Netflix ควบรวมกับ HBO Max จะครองส่วนแบ่งตลาดสตรีมมิงแบบสมัครสมาชิกในสหรัฐฯ ราว 30% ซึ่งตามเกณฑ์ของ DOJ การควบรวมกิจการของคู่แข่งโดยตรงที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 30% มักถูกสันนิษฐานว่าผิดกฎหมาย แม้ว่าการผูกขาดโดยสมบูรณ์มักจะต้องมีส่วนแบ่งสูงถึง 60% ก็ตาม

 

Netflix ได้งัดข้อโต้แย้งทางกฎหมายออกมาสู้ โดยระบุว่าตัวเลข 30% นั้นไม่มีนัยสำคัญ เพราะ 80% ของผู้ที่เป็นสมาชิก HBO Max นั้นเป็นสมาชิก Netflix อยู่แล้ว ดังนั้นฐานลูกค้าจึงทับซ้อนกันมาก และหากวัดจาก ‘เวลาในการรับชม’ (Viewing Time) จริงๆ การควบรวมนี้จะครองส่วนแบ่งเพียง 10% ของเวลาดูทีวีในครัวเรือนสหรัฐฯ เท่านั้น

 

นอกจากนี้ Netflix ยังอ้างว่าดีลนี้ควรถูกมองว่าเป็น ‘การควบรวมในแนวดิ่ง’ (Vertical Merger) เพราะ Netflix ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ในขณะที่ Warner เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ (Supplier) ไม่ใช่การกินรวบคู่แข่งโดยตรง อีกทั้งบริษัทยังต้องแข่งขันกับ YouTube และแพลตฟอร์มวิดีโอฟรีอื่นๆ ไม่ใช่แค่สตรีมมิงแบบเสียเงินเท่านั้น

 

ในฟากของ Paramount ดูเหมือนจะมียุทธศาสตร์ที่เตรียมมาอย่างดี มาคาน เดลราฮีม (Makan Delrahim) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Paramount ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายต่อต้านการผูกขาดของ DOJ ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์วาระแรก เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยื่นฟ้องเพื่อระงับดีล Visa ซื้อ Plaid มูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2020

 

ในตอนนั้น Visa มีส่วนแบ่งตลาดเดบิตออนไลน์ถึง 70% ทำให้ DOJ เข้าขวางดีลจน Visa ต้องถอย ซึ่ง Delrahim กำลังใช้กรณีศึกษานี้เป็นบรรทัดฐานในการชี้ให้เห็นว่าดีลของ Netflix ก็ควรถูกตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกัน

 

สำหรับการสอบสวน Netflix นั้น รายงานข่าวระบุว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยปกติกระบวนการตรวจสอบการควบรวมกิจการอาจใช้เวลานานถึง 1 ปี แม้ว่าบางครั้งอาจเร็วกว่านั้น และไม่ใช่ทุกการสอบสวนจะนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย

 

สตีเวน ซันไชน์ (Steven Sunshine) ทนายความของ Netflix กล่าวว่า “จนถึงขณะนี้ ทาง DOJ ไม่ได้แจ้งและไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่ากำลังสอบสวน Netflix ในคดีผูกขาดแยกต่างหากจากกระบวนการตรวจสอบดีลตามปกติ”

 

นอกจากศึกในบ้านแล้ว ดีลนี้ยังต้องเผชิญการตรวจสอบในต่างประเทศ โดย Bloomberg รายงานว่านักการเมืองอังกฤษกว่าสิบคนได้เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันเปิดการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่คาดว่าจะเข้ามาตรวจสอบดีลของทั้ง Netflix และ Paramount อย่างเข้มงวดเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.53 บาท ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : Illustration by Brandon Bell/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% https://thestandard.co/telenor-sells-true-suphachai-shares/ Thu, 22 Jan 2026 10:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1168249 กราฟราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลง พร้อมโลโก้ Telenor และ TRUE

เทเลนอร์ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้กับ ศุภชัย เจียรวนนท์ แล […]

The post เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลง พร้อมโลโก้ Telenor และ TRUE

เทเลนอร์ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้กับ ศุภชัย เจียรวนนท์ และตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลือ 5.35% ของเทเลนอร์ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปี

 

ราคาหุ้น บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดการซื้อขายช่วงบ่ายวันนี้ (22 มกราคม) ที่ 11.50 บาท ก่อนจะร่วงลงไปแตะระดับ 10.50 บาท (ณ เวลา 15.45 น.) ลดลง 15.32% จากวันก่อนหน้า

 

TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้รับแจ้งจาก Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. หรือ เทเลนอร์ ผู้ถือหุ้นของบริษัทว่า เทเลนอร์ได้ลงนามในสัญญากับบริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE เพื่อขายหุ้นของบริษัทในสัดส่วน 24.95%

 

นอกจากนี้ เทเลนอร์และอะไรซ์ยังได้ตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลือ 5.35% ของเทเลนอร์ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ปิดการขายครั้งแรก โดยการทํารายการขายดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามแบบปฏิบัติทั่วไป บริษัทไม่คาดว่าการขายหุ้นของเทเลนอร์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อ บริษัทและการดําเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด

 

สำหรับเทเลนอร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ TRUE ในสัดส่วน 30.30% ตั้งแต่ต้นปี 2566 หลังจากการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC

 

ด้าน ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า การขายหุ้น TRUE ของเทเลนอร์เป็นหนึ่งในแผนของบริษัทมาหลายปี โดยต้องการจะลดสัดส่วนการลงทุนในเอเชีย แต่ไม่เคยบอกชัดเจนว่าจะขายหุ้น TRUE ออกมา

 

“หนึ่งในเป้าหมายของเทเลนอร์คือการลงทุนเพิ่มในยุโรป ตลาดคิดว่าเทเลนอร์อยากจะขายหุ้น TRUE แต่ไม่คิดว่าจะขายที่ระดับนี้ เพราะ TRUE กำลังดีขึ้น กำไรดีขึ้น และอุตสาหกรรมเหลือผู้เล่นแค่ 2 ราย”

 

อย่างไรก็ดี การที่คุณศุภชัยซื้อหุ้น TRUE ที่ระดับ 11.70 บาท หากมีการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเทเลนอร์ จะคิดเป็นมูลค่าราว 1.23 แสนล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจค่อนข้างมาก

 

ส่วนความกังวลว่าการขายหุ้นของเทเลนอร์ครั้งนี้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทเลคอมกำลังแย่ลงหรือไม่นั้น ศุภชัยมองว่า อาจจะเป็นคนละประเด็น เพราะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ากำไรของธุรกิจเทเลคอมเติบโตสูงมาก เมื่อเทียบกับ GDP และยังน่าจะเห็นการเก็บเกี่ยวกำไรไปได้อีกอย่างน้อย 2-3 ปี

 

ดังนั้นราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลงแรงล่าสุด เป็นการตอบสนองที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าความเป็นจริง เพราะอุตสาหกรรมยังเหมือนเดิม ขณะที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังเป็นชุดเดิม

 

สิ่งที่ตลาดกังวลมีอย่างเดียว คือวินัยการเงินอาจจะลดลงหรือไม่ หากเทเลนอร์ขายหุ้นออกไปแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น

The post เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง https://thestandard.co/big-firms-acquire-small-crisis/ Mon, 22 Dec 2025 08:11:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1156861 ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยการเคลื่อนไหวของบริษัทยัก […]

The post ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยการเคลื่อนไหวของบริษัทยักษ์ใหญ่ไทยที่เลือกใช้กลยุทธ์เข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) หรือร่วมทุนกับผู้เล่นรายเล็กในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2568 จากปัจจัยซ้ำเติมอย่างภัยพิบัติ และสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองจากการประกาศยุบสภา

 

อย่างไรก็ตาม แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเปราะบางเพียงใด ภาคเอกชนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ยังคงต้องเดินหน้าปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่หลายองค์กร เลือกใช้คือการแสวงหาโอกาสเติบโตระยะยาวผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ การเข้าถือหุ้น หรือการควบรวมกิจการกับธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีดีมานด์ เติบโต เช่น อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ความงาม ไปจนถึงธุรกิจคอนเทนต์และบันเทิง ซึ่งหลายดีลไม่เพียงช่วยเสริมรายได้ แต่ยังสะท้อนทิศทางการแข่งขันและโครงสร้างธุรกิจไทยในอนาคต

 

หากไล่เรียงตั้งแต่ปี 2021 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เริ่มต้นเกมรุกด้วยการเข้าลงทุนในร้านอาหารสุขภาพชื่อดัง ‘โอ้กะจู๋’ ผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR โดยเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 20% ร่วมกับบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามของ OR ในการต่อยอด Ecosystem นอกเหนือจากธุรกิจน้ำมัน ด้วยการผสานร้านอาหารเข้ากับสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการพัฒนาโมเดล Grab & Go ผ่าน Café Amazon ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคเหนือ ปัจจุบันโอ้กะจู๋มีสาขาทั้งหมด 41 แห่ง และยังถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกจับตาในแง่การขยายตัวอย่างยั่งยืน

 

ต่อมาในปี 2022 เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าซื้อหุ้น 30% ในธุรกิจร้านอาหาร ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ภายใต้บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองต์ กรุ๊ป ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 1.2 พันล้านบาท ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นการกระจายพอร์ตจากธุรกิจการเงินและเทคโนโลยีของเจมาร์ท สู่ธุรกิจ Consumer ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ โดยสุกี้ตี๋น้อยถูกวางบทบาทให้เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทำกำไรหลักของกลุ่ม พร้อมเป้าหมายการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีสาขากว่า 90 แห่ง และยังมีแผนเร่งขยายสาขาเพิ่มเติมในปี 2569

 

ขณะที่ฝั่งธุรกิจความงาม การเคลื่อนไหวของ Karmarts Public Company Limited (KAMART) ในปี 2025 ก็สะท้อนภาพการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน หลังเข้าซื้อหุ้น 30% ในบริษัท โฟร์ยูทู โค จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางไทย ‘4U2’ โดยดีลนี้มีเป้าหมายเพื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และเครือข่ายจัดจำหน่ายของ KAMART เข้ากับพลังแบรนด์ของ 4U2 เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดความงาม

 

ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น วงการเพลงไทยเองก็เผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ในปี 2024 GMM Music ภายใต้ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ประกาศรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์จาก Tencent Music Entertainment Group และ Tencent Holdings Limited ในสัดส่วน 10% คิดเป็นมูลค่าบริษัทประมาณ 25,700 ล้านบาท ผ่านการแลกเปลี่ยนเงินสดและหุ้นของ JOOX Thailand ดีลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปูทางสู่แผน Spin-Off และการผลักดัน ‘New Music Economy’ ของไทย ผ่านการเข้าถึงแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ระดับโลก เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงในอนาคต

 

ล่าสุดในปี 2025 เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ได้ตอกย้ำกลยุทธ์เสริมพอร์ตด้วยการเข้าถือหุ้น 40% ในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท (MP) ผู้บริหารแบรนด์ ‘ลัคกี้ สุกี้’ และ ‘ลัคกี้ บาร์บีคิว’ ด้วยมูลค่าลงทุนราว 940 ล้านบาท ดีลดังกล่าวถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ CRG ตามหามานานกว่า 2 ปี เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอร้านอาหารให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ พร้อมตั้งเป้าเร่งขยายสาขาปีละกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ในเครือเซ็นทรัล และมุ่งสู่เป้าหมาย 100 สาขาภายใน 3 ปี โดยอาศัยจุดแข็งด้าน Data Analytics ของพันธมิตรในการคัดเลือกทำเล เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

เมื่อพิจารณาภาพรวม ดีลซื้อ-ควบรวมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อการเติบโตในระยะสั้นเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการวางหมากเชิงกลยุทธ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไทย ที่ต้องการสร้างฐานรายได้ใหม่ กระจายความเสี่ยง และเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ และการจับมือกับพันธมิตรที่ใช่ อาจเป็นคำตอบสำคัญของการอยู่รอดในยุคต่อไป

 

ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 1ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 2ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 3ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 4ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 5ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 6

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว https://thestandard.co/harry-potter-netflix-deal/ Fri, 05 Dec 2025 11:37:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1151748 เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว

Warner Bros. Discovery ได้เข้าสู่การเจรจาแบบผูกขาด (Exc […]

The post เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว

Warner Bros. Discovery ได้เข้าสู่การเจรจาแบบผูกขาด (Exclusive Negotiations) เพื่อขายธุรกิจสตูดิโอภาพยนตร์และธุรกิจสตรีมมิง HBO Max ให้กับ Netflix แล้ว ตามการอ้างอิงแหล่งข่าววงในโดยสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

 

ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะมาในรูปแบบของเงินสดและหุ้น โดยมีมูลค่าประมาณ 28 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า Netflix ยื่นข้อเสนอราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น โดย Warner Bros. ยังคงเดินหน้าแผนที่จะแยกบริษัทออกเป็นสองส่วนก่อนที่จะปิดดีล ได้แก่ ส่วนที่เป็นสินทรัพย์สตูดิโอและสตรีมมิง และอีกส่วนที่เป็นธุรกิจเครือข่ายเคเบิลทั่วโลก เช่น CNN, TNT และ TBS

 

การตัดสินใจเข้าเจรจากับ Netflix สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับ เดวิด เอลลิสัน ซีอีโอของ Paramount ซึ่งพยายามเสนอซื้อบริษัท Warner Bros. ทั้งเครือ รวมถึงช่องเคเบิลต่างๆ โดย Paramount ได้ส่งจดหมายถึง เดวิด ซาสลาฟ ซีอีโอของ Warner Bros. วิจารณ์ว่า บริษัทได้ “เข้าสู่กระบวนการที่ขาดวิสัยทัศน์และมองเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น โดยมีผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประมูลเพียงรายเดียว” ซึ่งเชื่อว่าเป็น Netflix

 

ก่อนหน้านี้ Paramount พยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเสนอจ่ายค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญาสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) หากดีลไม่สำเร็จ เพื่อยืนยันว่าพวกเขามั่นใจว่าจะผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลได้รวดเร็ว แหล่งข่าวใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจพึงพอใจกับการควบรวมกับ Paramount มากกว่า เนื่องจากชอบแนวคิดที่ตระกูลเอลลิสันจะเข้ามาควบคุมสื่ออย่าง CNN และ CBS

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ซาสลาฟ เอนเอียงไปทาง Netflix ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำสัญญาเรื่องอิสระในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยรักษาอิทธิพลของเขาในฮอลลีวูดไว้ได้ โดย Netflix จะอนุญาตให้เขายังคงมีอำนาจควบคุมสตูดิโอ Warner แต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ Paramount เสนอเพียงตำแหน่งซีอีโอร่วมในบริษัทใหม่ ซึ่งเป็นบทบาทที่ซาสลาฟมองว่าไม่น่าสนใจ

 

นอกจากนี้ Netflix ยังสร้างความประหลาดใจให้กับวงการด้วยการให้คำมั่นว่าจะยังคงอนุญาตให้ภาพยนตร์ของ Warner Bros. เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวงกว้างต่อไป แม้ว่าโมเดลธุรกิจหลักของ Netflix จะเน้นการสร้างคอนเทนต์เพื่อดึงดูดสมาชิกเข้าแพลตฟอร์มก็ตาม

 

ถึงกระนั้น ดีลนี้ก็เผชิญกับแรงต้านจากบุคลากรระดับสูงในวงการ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Titanic และ Avatar ออกมาเตือนในสัปดาห์นี้ว่า การขาย Warner Bros. ให้กับยักษ์ใหญ่สตรีมมิงจะก่อให้เกิด ’การสูญเสียมูลค่าในระยะยาวอย่างมหาศาล’ ของอุตสาหกรรม

 

ในแง่ของกฎระเบียบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผูกขาดทางการค้าเตือนว่า การรวมตัวกันของแพลตฟอร์มสตรีมมิงชั้นนำของสหรัฐฯ สองรายอาจผ่านการอนุมัติได้ยาก แต่ผู้บริหารของ Netflix มั่นใจว่าการแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้ชมในปัจจุบันนั้นดุเดือดเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆ ไปได้

 

ในขณะที่ Comcast ซึ่งสนใจในส่วนธุรกิจสตูดิโอและสตรีมมิงเช่นกัน ถูกมองว่ากำลังหลุดวงโคจรการแข่งขันไป แม้คนใกล้ชิดบริษัทจะยืนยันว่าพวกเขายังคง ‘อยู่ในเกมการแข่งขันอย่างเต็มตัว’ ก็ตาม

 

การควบรวมกิจการครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นการผนึกกำลังระหว่างการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกของ Netflix กับคลังภาพยนตร์และรายการทีวีมหาศาลของ Warner Bros. ซึ่งรวมถึงแฟรนไชส์ Harry Potter, DC Comics และ Batman ไว้ด้วยกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.86 บาท ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2568

 

ภาพ: fireFX / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เตรียมดู Harry Potter บน Netflix? ดีลประวัติศาสตร์ส่อแววสำเร็จ หลัง Warner Bros. เลือกเจรจากับยักษ์สตรีมมิงเจ้าเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 3: ควบรวมกิจการ https://thestandard.co/family-business-survival-part-3/ Tue, 18 Nov 2025 03:49:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1144385 ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 3: ควบรวมกิจการ

ท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนเร็ว โครงสร้างธุรกิจมีความซ […]

The post ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 3: ควบรวมกิจการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 3: ควบรวมกิจการ

ท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนเร็ว โครงสร้างธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจครอบครัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มยอดขาย หรือขยายกิจการจากภายในเท่านั้น แต่เจ้าของธุรกิจครอบครัวยังต้องมองหาโอกาสจากภายนอกและใช้โอกาสนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจของตนเอง ในตอนสุดท้ายของบทความทางรอดธุรกิจครอบครัวนี้ ผู้เขียนจะพูดถึงกุญแจดอกสุดท้ายที่จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเกิดการเติบโตที่ก้าวกระโดดและยั่งยืน ซึ่งก็คือการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A)

 

M&A ดีกับธุรกิจครอบครัวอย่างไร

 

ผู้เขียนขอหยิบยกผลสำรวจความเห็นของซีอีโอทั่วโลกโดยเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนลในปีที่ผ่านมา พบว่า ซีอีโอบริษัทเอกชนถึง 46 เปอร์เซ็นต์มองว่ากิจกรรม M&A เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการสร้างการเติบโตในช่วงสามปีข้างหน้า รายงาน Global Family Business Report 2025 ก็ยืนยันข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่าธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจกรรม M&A มีผลประกอบการเฉลี่ยสูงกว่าธุรกิจที่ไม่ทำถึง 14 เปอร์เซ็นต์ โดยกิจกรรม M&A สามารถช่วยธุรกิจครอบครัวได้ดังนี้

 

1. ปลดล็อกศักยภาพการเติบโต การเข้าซื้อกิจการช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น ทั้งในแง่ของตลาดใหม่ และการเพิ่มความทันสมัย (modernization) และการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

2. เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งมองหาโอกาสในการนำเทคโนโลยีหรือระบบดิจิทัลมาใช้เพิ่มขึ้น การระดมทุนจากภายนอกจะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลกำไรอย่างยั่งยืน

 

3. เสริมความพร้อมในการส่งต่อธุรกิจ หนึ่งในอุปสรรคของการสืบทอด คือการขาดเงินทุนสำรองที่จะช่วยให้ผู้นำธุรกิจรุ่นปัจจุบันวางมืออย่างมั่นใจ เพื่อเปิดทางให้สมาชิกครอบครัวรุ่นถัดไปก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ M&A เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้จริงและมีความมั่นคง

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

 

องค์ประกอบของ M&A ที่ประสบความสำเร็จ

 

จากประสบการณ์ของผู้เขียน การทำ M&A ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจครอบครัวที่ต้องรักษาทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจและคุณค่าของครอบครัวไปพร้อมกัน ความสำเร็จของ M&A จึงขึ้นอยู่กับการวางแผนที่รอบด้าน และการเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีค่านิยมหลักและเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน โดยธุรกิจครอบครัวที่สามารถใช้ กิจกรรม M&A ขับเคลื่อนการเติบโตได้สำเร็จมักมีองค์ประกอบร่วมกันดังนี้:

  • มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการร่วมลงทุนกับกองทุนไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity: PE) ทั้งสองฝ่ายควรมีแนวทางการเติบโต และแผนการสืบทอดธุรกิจที่สอดประสานกัน
  • มีการวางแผนอย่างรอบคอบ ต้องพิจารณาคุณลักษณะและความต้องการของผู้ร่วมทุนอย่างละเอียด
  • มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการบางส่วน การลงทุนเพื่อการเติบโต หรือการปรับโครงสร้างทุน การเปิดทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจครอบครัว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เมื่อตัดสินใจทำ M&A แล้ว ก็ยังมีหลายประเด็นที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • บทบาทของบอร์ดบริหารในการควบคุมกระบวนการมีส่วนร่วม (engagement) การที่บอร์ดบริหารมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนจะช่วยให้ครอบครัว เจ้าของธุรกิจ และทีมบริหารเข้าใจตรงกัน และตัดสินใจได้โดยมีเป้าหมายร่วมกัน
  • การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence) อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการศึกษาประวัติและกลยุทธ์การลงทุนในอดีตของพาร์ตเนอร์จากกองทุน PE เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกัน
  • การทำสัญญาที่ชัดเจน ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย กลไกการตัดสินใจ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ การกำกับดูแล และกลยุทธ์การออกจากธุรกิจ (Exit Strategy) ไว้อย่างโปร่งใส
  • การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและโปร่งใส การประชุมและแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นประจำจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถติดตามความคืบหน้าและปัญหาที่อาจเกิดได้อย่างทันท่วงที
  • และสุดท้าย การบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างสมดุล การใช้เงินทุนอย่างระมัดระวัง โดยไม่ก่อหนี้เกินจำเป็น และการใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของกองทุน PE ในด้านกลยุทธ์และการเงิน ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้โดยไม่ลดทอนเสถียรภาพทางการเงิน

 

กุญแจสามดอก สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

 

สุดท้ายนี้ คำถามสำคัญที่ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านคิดจึงไม่ใช่แค่ “ธุรกิจเติบโตแค่ไหน” แต่คือ “ธุรกิจเติบโตอย่างไร และส่งต่ออะไรให้รุ่นต่อไป” ความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวไม่ได้เกิดจากกลยุทธ์ใดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยบรรษัทภิบาลที่ดี การดำเนินงานด้านความยั่งยืน และการเติบโตผ่าน M&A ทั้งสามเรื่องนี้เชื่อมโยงกัน – บอร์ดที่เข้มแข็งทำให้ M&A มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ ESG ช่วยคัดกรองพาร์ตเนอร์และชี้วัดความสำเร็จระยะยาว หากสามารถผสานทั้งสามเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้ ความสำเร็จอย่างยั่งยืนก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ธุรกิจอาจเริ่มต้นได้จากการนำแนวทางทั้งสามด้านมาทบทวนและประเมินตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

 

ภาพ: John M Lund Photography Inc / Getty Images

The post ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 3: ควบรวมกิจการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% https://thestandard.co/grab-goto-merger-creates-asean-giant/ Sat, 08 Nov 2025 08:26:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1141044 สะเทือน อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91%

Nikkei Asia รายงานว่า ปราเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำทำเนีย […]

The post สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือน อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91%

Nikkei Asia รายงานว่า ปราเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.) ว่า รัฐบาลกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง Grab และ GoTo สองคู่แข่งยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถและส่งอาหาร

 

การออกมายืนยันครั้งนี้ถือเป็น ‘ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่’ หลังจากที่มีข่าวลือเรื่องการเจรจาของทั้งสองบริษัทออกมาหลายครั้งในอดีต โดย ฮาดี ยืนยันว่าประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโตได้พบปะกับตัวแทนของทั้งสองบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้

 

รัฐบาลอินโดนีเซียมองว่าอุตสาหกรรมเรียกรถยนต์เป็นภาคส่วนที่ ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ต่อการสร้างงานและเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Gojek ในเครือ GoTo เพียงแห่งเดียวก็มีผู้ไรเดอร์ออนไลน์มากกว่า 3.1 ล้านคน

 

การรวมกันของสองบริษัทเรียกรถที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียจะสร้างผู้เล่นที่ ‘ครองตลาดเกือบทั้งหมด’ โดยข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า หากควบรวมกันสำเร็จ บริษัทใหม่จะมีส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซียสูงถึง 91%

 

ฮาดี กล่าวว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ และข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นนี้อาจเกี่ยวข้องกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซียอย่าง Danantara ด้วย “กลุ่มไรเดอร์ออนไลน์คือ ‘วีรบุรุษ’ ที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เขากล่าว

 

GoTo เป็นกลุ่มเทคโนโลยีในอินโดนีเซียที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ SoftBank Group และ Alibaba Group Holding ส่วน Grab ซึ่งจดทะเบียนในตลาด Nasdaq มีฐานอยู่ในสิงคโปร์และดำเนินงานใน 8 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Reuters เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า Grab กำลังมองหาข้อตกลงเพื่อซื้อคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง GoTo ในไตรมาสที่สองของปีนี้ โดยแหล่งข่าวระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจมีมูลค่าประเมิน GoTo อยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.267 แสนล้านบาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Sony Herdiana / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 1: บรรษัทภิบาลรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน https://thestandard.co/survival-family-business-governance-english-equivalent-of-the-full-headline/ Tue, 04 Nov 2025 08:27:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1139612 ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 1: บรรษัทภิบาลรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ธุรกิจครอบครัวคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกทั้ง […]

The post ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 1: บรรษัทภิบาลรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 1: บรรษัทภิบาลรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ธุรกิจครอบครัวคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกทั้งในแง่รายได้และการจ้างงาน การถ่ายโอนธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เงื่อนไขการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนเห็นว่า ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญกับบริบทใหม่ที่กดดันให้ต้องเร่งปรับตัว ‘การเติบโต’ ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘กำไร’ เท่านั้น แต่ต้องมีความยืดหยุ่น มีเป้าหมาย และสร้างคุณค่าอีกด้วย

 

รายงาน Global Family Business Report 2025 โดยเคพีเอ็มจีอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกว่า 2,700 ราย เพื่อศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จที่แท้จริง ได้ชี้ให้เห็นกุญแจหลักสามประการที่จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส หรือบรรษัทภิบาล นโยบายความยั่งยืนที่ชัดเจน และการขยายหรือปรับปรุงธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ หรือการลงทุนเชิงกลยุทธ์

 

ผู้เขียนจะขอหยิบแต่ละประเด็นมาเล่าให้เห็นภาพชัดขึ้น ผ่านบทความสามตอนต่อเนื่อง โดยตอนแรกนี้จะเจาะลึกถึงบทบาทของ ‘บรรษัทภิบาล’ ในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจครอบครัว

 

บรรษัทภิบาล เริ่มที่ ‘บอร์ดที่ทำงานจริง’

 

ธุรกิจครอบครัวหลายแห่ง ยังเข้าใจว่าบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของกฎระเบียบ หรือระบบควบคุมที่ซับซ้อนเท่านั้น แต่ในความจริง บรรษัทภิบาลคือ ระบบคิดและตัดสินใจที่โปร่งใส มีหลักการ และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของทั้งครอบครัวและธุรกิจ และหัวใจสำคัญของระบบนี้ก็คือ ‘บอร์ด’

 

ผู้เขียนขอหยิบยกผลการสำรวจของเคพีเอ็มจีที่ชี้ให้เห็นว่า การมีระบบบริหารและโครงสร้างที่มั่นคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร โดย 67% ของธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานสูง มีโครงสร้างบอร์ดอย่างเป็นทางการ และในกลุ่มที่มีความยั่งยืนสูง ก็พบว่า 70% มีบอร์ดที่ทำหน้าที่อย่างจริงจัง
ผู้เขียนมีความเห็นว่า ยิ่งธุรกิจครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้นความสำคัญของบอร์ดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะบอร์ดไม่ได้เป็นแค่กลไกการกำกับดูแลให้การบริหารจัดการองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ผลักดันนวัตกรรม และเชื่อมโยงประสบการณ์ของสมาชิกครอบครัวต่างรุ่นเข้าด้วยกัน รวมถึงช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจขนาดใหญ่ในยุคปัจจุบันไม่อาจมองข้ามได้

 

บอร์ดแบบไหนจึงจะ ‘เวิร์ก’ สำหรับธุรกิจครอบครัว

 

การมีบอร์ดเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันความสำเร็จของธุรกิจ บอร์ดนั้นต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมจึงจะขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแท้จริง ผู้เขียนขอนำเสนอว่าบอร์ดที่มีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้

 

  • มีเป้าหมายและค่านิยมที่สอดคล้องกับธุรกิจ มีมุมมองและหลักการที่สอดรับกับครอบครัว เพื่อให้สามารถนำธุรกิจให้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน
  • มีสมาชิกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศ หรือเจเนอเรชัน นอกจากนี้ สมาชิกของบอร์ดควรประกอบด้วยทั้งคนในและนอกครอบครัวที่มีความเป็นอิสระก็จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจครอบครัวนั้น ๆ เพื่อให้ได้มุมมองและความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย สดใหม่ ไม่ยึดติดกับความเคยชิน
  • เปิดกว้างทางความคิด บอร์ดที่ดีควรเป็นเวทีของมุมมองต่างรุ่น เน้นการมีส่วนร่วม กล้าเปิดรับนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นการปลูกฝัง Entrepreneurial mindset หรือ ‘ความเป็นผู้ประกอบการ’ ให้แก่สมาชิกรุ่นใหม่ของครอบครัว ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
  • กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกบอร์ดแต่ละคนอย่างชัดเจน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส ทำให้ดำเนินงานและเติบโตได้อย่างมั่นคงและมีทิศทาง
  • สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ การประชุมบอร์ดเป็นประจำ ช่วยให้สมาชิกบอร์ดทุกคนติดตามสถานการณ์ได้ทันเหตุการณ์ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของสมาชิกครอบครัว โดยเฉพาะสมาชิกรุ่นใหม่ที่จะต้องสืบทอดธุรกิจต่อไป
  • รับผิดชอบต่อผลประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านผลประกอบการและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน โดยต้องกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ และมีกระบวนการประเมินผลอย่างเป็นระบบ
  • วางแผนการสืบทอดอย่างมีระบบ การระบุและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในบอร์ดบนพื้นฐานของความสามารถและความคาดหวังของครอบครัว มีเกณฑ์การสืบทอดที่ชัดเจน และแผนงานที่เป็นขั้นตอน จะช่วยให้การส่งต่อธุรกิจสู่ทายาทเป็นไปอย่างราบรื่นและรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้

 

จะเห็นได้ว่า บรรษัทภิบาล นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการจัดการธุรกิจให้เติบโตอย่างโปร่งใสและเป็นระบบแล้ว ยังช่วยสร้างสมดุลระหว่าง ‘คุณค่า’ และ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวันที่ครอบครัวเตรียมส่งต่อกิจการ การตั้งบอร์ดที่ทำงานอย่างจริงจัง มีระบบบริหารและโครงสร้างที่มั่นคงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คือก้าวแรกที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านจาก ‘ธุรกิจครอบครัว’ ไปสู่ ‘ครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจอย่างมืออาชีพ’

 

กุญแจที่สองที่จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือนโยบายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจครอบครัวควรมีแนวทางรับมืออย่างไร ติดตามอ่านได้ในตอนถัดไปค่ะ

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

อ้างอิง:

  • รายงาน Global family business report 2025 ของเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล

The post ทางรอดธุรกิจครอบครัว ตอนที่ 1: บรรษัทภิบาลรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีล M&A ทั่วโลกชะงัก ต่ำสุดรอบ 20 ปี ผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ https://thestandard.co/global-ma-deals-stagnate-trump-tax-policy/ Wed, 07 May 2025 03:52:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1071882 ดีล M&A

กิจกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ทั่วโลกและในสหร […]

The post ดีล M&A ทั่วโลกชะงัก ต่ำสุดรอบ 20 ปี ผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีล M&A

กิจกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ทั่วโลกและในสหรัฐอเมริกา ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จุดชนวนสงครามการค้าโลก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนซบเซาหนักยิ่งกว่าช่วงที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตโควิด และวิกฤตการเงินโลกปี 2008

 

ข้อมูลจาก Dealogic ที่รวบรวมให้แก่ Reuters ชี้ว่า จำนวนสัญญา M&A ที่ประกาศทั่วโลกในเดือนเมษายน ลดลงเหลือเพียง 2,330 ดีล ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2005 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนในอดีตถึง 34%

 

สำหรับตลาด M&A ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา มีการลงนามในสัญญาเพียง 555 ดีล ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจำนวนน้อยที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2009

 

เหตุการณ์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกเองว่า ‘วันปลดแอก’ (Liberation Day) เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเขาได้ประกาศใช้มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทุกประเทศ ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วตลาดโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ซีอีโอของหลายบริษัท เช่น Chime ไปจนถึง StubHub ต้องตัดสินใจถอนแผนการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

 

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันยังทำให้วาณิชธนากร (Bankers) ซึ่งมีรายได้จากค่าธรรมเนียมและโบนัสจากการอำนวยความสะดวกในดีลต่างๆ ต้องแนะนำให้ลูกค้าชะลอแผนการทำ M&A และ IPO ออกไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนและสม่ำเสมอในนโยบายของสหรัฐฯ

 

ลอเรนโซ พาโอเลตติ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจของ Truist Securities กล่าวว่า “ผมแนะนำให้ลูกค้ารอไปก่อน ซีอีโอและซีเอฟโอยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่ากำแพงภาษีจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไร ดังนั้น การถือเงินสดไว้ก่อนจึงดีกว่า”

 

ก่อนหน้านี้ วาณิชธนากรหลายรายคาดการณ์ว่าปี 2025 จะเป็นปีทองสำหรับดีล M&A ภายใต้การบริหารของทรัมป์ที่สนับสนุนภาคธุรกิจ แต่แผนกำแพงภาษีที่จุดชนวนสงครามการค้าโลกได้ทำให้สถานการณ์พลิกผัน

 

มูลค่าดีลร่วงระนาว ความผันผวนพุ่ง

 

แม้จะมีดีลขนาดใหญ่บางดีล เช่น การเข้าซื้อกิจการบริษัทประมวลผลบัตรและบริการบัญชีมูลค่า 2.425 หมื่นล้านดอลลาร์ ของ Global Payments ในเดือนเมษายน ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการดิ่งลงของมูลค่ากิจกรรม M&A ทั่วโลก โดยข้อมูลจาก Dealogic แสดงให้เห็นว่า มูลค่าดีลในเดือนเมษายนร่วงลงเหลือ 2.43 แสนล้านดอลลาร์ ลดลงถึง 54% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาถึง 20%

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความซบเซา ยังมีจุดสว่างสำหรับดีล M&A ในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมูลค่าส่วนใหญ่อยู่ในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น อัลกอริทึมและซอฟต์แวร์ มากกว่าสินค้าที่จับต้องได้ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำแพงภาษี อุตสาหกรรมเทคโนโลยีคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของมูลค่าดีลรวมเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์ ที่ลงนามในปีนี้ในสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เองก็ครองสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่ากิจกรรมดีลทั่วโลก

 

เควิน ค็อกซ์ หัวหน้าฝ่าย M&A ระดับโลกของ Citi กล่าวว่า ความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกัน กลุ่มโทรคมนาคม สื่อ บริการ น้ำมันและก๊าซ และสาธารณูปโภค เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่บางส่วนของภาคอุตสาหกรรมการผลิต การดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยี กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่เนื่องจากการประกาศใช้ภาษี “ใครก็ตามที่เป็นผู้ผลิต ไม่ว่าจะนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ หรือส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปต่างประเทศ จะได้รับผลกระทบทั้งหมด” ค็อกซ์กล่าว

 

ทีมงานของเขากำลังแนะนำให้ลูกค้าใช้เวลาในการทำความเข้าใจความเสี่ยงเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นกับโมเดลธุรกิจของบริษัทเป้าหมายและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายน Citi ได้ให้คำปรึกษาแก่ Boeing ในการขาย Jeppesen ซึ่งเป็นบริษัทย่อยด้านซอฟต์แวร์การบิน ให้กับ Thoma Bravo ในมูลค่า 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดีลในกลุ่มเทคโนโลยี

 

ภาพ: metamorworks / Getty Images

อ้างอิง:

The post ดีล M&A ทั่วโลกชะงัก ต่ำสุดรอบ 20 ปี ผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ ‘ทีทีบี’ ปฏิเสธกระแสข่าวควบรวมกับ ‘กรุงไทย’ ยันไม่อยู่ในแผนงาน 5 ปีของแบงก์ https://thestandard.co/ttb-5-year-plan-no-merger-with-krungthai/ Fri, 21 Mar 2025 07:54:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1054711

ซีอีโอธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ปฏิเสธกระแสข่าวควบรวมกิจ […]

The post ซีอีโอ ‘ทีทีบี’ ปฏิเสธกระแสข่าวควบรวมกับ ‘กรุงไทย’ ยันไม่อยู่ในแผนงาน 5 ปีของแบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีอีโอธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ปฏิเสธกระแสข่าวควบรวมกิจการกับธนาคารกรุงไทย (KTB) ยันไม่ได้มีแผนควบรวมกิจการอยู่ในแผนงาน 5 ปีของธนาคาร

 

จากกระแสข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง TTB และ KTB ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้ง 2 บริษัท ปรับตัวขึ้นกว่า 5% และ 2% ตามลำดับ ก่อนที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงภายหลัง โดยราคาหุ้น TTB ขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 2.02 บาท ขณะที่ KTB ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 24 บาท

 

ล่าสุด ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB ระบุผ่าน CEO message สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ว่าสืบเนื่องจากที่สื่อกรุงเทพธุรกิจ ได้มีการลงข่าว ณ วันที่ 21 มีนาคม 2568 เรื่อง การควบรวมกิจการระหว่างทีทีบีและธนาคารกรุงไทย ซึ่งระบุว่า ทั้งสองธนาคารอยู่ระหว่างการควบรวมกิจการ

 

“ผมขอแจ้งเพื่อนพนักงานทุกท่านว่า ข่าวดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด เรามิได้อยู่ระหว่างการดำเนินการควบรวมกิจการกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารใด นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการธนาคารไม่เคยมีดำริหรือ มอบหมายเรื่องดังกล่าวให้ฝ่ายจัดการดำเนินการในเรื่องนี้ รวมทั้งธนาคารเองไม่ได้มีแผนการควบรวมกิจการอยู่ในแผนงาน 5 ปีของธนาคารแต่อย่างใด”

 

ด้าน KTB ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และในขณะนี้คณะกรรมการธนาคารไม่ได้มีดำริ หรือได้มอบหมายฝ่ายบริหารให้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการควบรวมกิจการตามที่เป็นข่าว

 

แนวคิดควบรวมแบงก์กรุงไทย-ทีทีบี อีกแผนหาเงินของ ‘คลัง’ ที่ไม่ง่าย

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการวาณิชธนกิจ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แนวคิดการควบรวมกิจการระหว่าง KTB และ TTB คาดว่ามาจะจากกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารทั้ง 2 แห่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังได้มีการศึกษาแนวทางบริหารจัดการพอร์ตหุ้นของกระทรวงการคลัง อีกทั้งมีการศึกษาการขายหุ้นในธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นมาจัดสรรเป็นงบประมาณเพื่อดำเนินการนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังไม่มีความจำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่ในธนาคารพาณิชย์ถึง 2 แห่ง

 

อย่างไรก็ดีหากกระทรวงการคลังมีการขายหุ้นของทั้ง KTB กับ TTB ที่ราคาในตลาดหุ้นปัจจุบัน เปรียบเทียบกับต้นทุนที่เข้าลงทุนจะต้องมีการขาดทุนจากการลงทุน ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะควบรวมกิจการของทั้ง KTB กับ TTB เพื่อเป็นการเพิ่มและรวมมูลค่าให้หุ้นของธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ที่เกิดจากการควบรวมให้สูงขึ้น จากนั้นก็จะเป็นโอกาสของกระทรวงการคลังที่จะขายหุ้น (Exit) ของธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ออกแล้วมีกำไร

 

“กระทรวงการคลัง คงพยายามผลักให้เกิดการควบรวมระหว่าง KTB กับ TTB แต่ในอีกมุมก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะทั้ง KTB กับ TTB แต่ละฝ่ายก็ไม่ได้ต้องการที่จะรวมกัน เพราะมองว่าต่างฝ่ายต้องเข้าไปอุ้มปัญหาของอีกฝ่าย รวมทั้งยังมีประเด็นที่ sensitive ตามมาว่าใครจะมาเป็นซีอีโอของแบงก์ใหม่ที่เกิดจากการควบรวม เพราะตอนนี้ KTB มี ผยง ศรีวณิช เป็นซีอีโอ ส่วน TTB มี ปิติ ตัณฑเกษม เป็นซีอีโอเรื่องนี้จึงมองว่าไม่ง่าย ” แหล่งข่าวกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH

The post ซีอีโอ ‘ทีทีบี’ ปฏิเสธกระแสข่าวควบรวมกับ ‘กรุงไทย’ ยันไม่อยู่ในแผนงาน 5 ปีของแบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda พร้อมหวนเจรจา Nissan หากซีอีโอลงจากตำแหน่ง แต่ระวัง Foxconn จ้องฮุบหุ้น เสี่ยง ‘เกมการเมือง’ ระดับชาติ? https://thestandard.co/honda-nissan-deal-depends-ceo-exit/ Tue, 18 Feb 2025 06:34:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1043252

Financial Times รายงานข่าวว่า Honda ยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่ […]

The post Honda พร้อมหวนเจรจา Nissan หากซีอีโอลงจากตำแหน่ง แต่ระวัง Foxconn จ้องฮุบหุ้น เสี่ยง ‘เกมการเมือง’ ระดับชาติ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

Financial Times รายงานข่าวว่า Honda ยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น เปิดทางเจรจาควบรวมกิจการกับ Nissan อีกครั้ง เพื่อสร้างบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ Makoto Uchida ซีอีโอคนปัจจุบันของ Nissan ต้องก้าวลงจากตำแหน่งเสียก่อน

 

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ระหว่าง Uchida และ Toshihiro Mibe ซีอีโอของ Honda ตึงเครียด เนื่องจาก Honda ไม่พอใจกับความล่าช้าในการปรับโครงสร้างองค์กรและปัญหาทางการเงินที่รุมเร้า Nissan อย่างหนักหน่วง

 

แหล่งข่าววงในเผยว่า Honda ต้องการให้ Nissan เป็นบริษัทในเครือที่ Honda เป็นเจ้าของทั้งหมด แทนที่จะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีสถานะเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ Nissan ปฏิเสธ ทำให้การเจรจาควบรวมกิจการล้มไม่เป็นท่าในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม Honda ยังคงสนใจในความสัมพันธ์ด้านทุนของ Nissan กับ Mitsubishi Motors โดยเฉพาะเทคโนโลยี Plug-in Hybrid และฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Mibe ถึงกับออกมาแสดงความเสียใจต่อสื่อมวลชนเมื่อการเจรจาล้มเหลว แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Mibe ระบุว่า เงื่อนไขสำคัญสำหรับการกลับมาเจรจาอีกครั้งคือการที่ Uchida ต้องลงจากตำแหน่งเท่านั้น

 

Honda ออกแถลงการณ์ว่า “หากมีการหยิบยกประเด็นการบูรณาการธุรกิจขึ้นมาอีกครั้ง เราจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเจรจา”

 

การเจรจาที่ล้มเหลวกับ Honda ทำให้ Nissan ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งขึ้น บริษัทกำลังเผชิญกับยอดขายที่ตกต่ำและภาระการชำระหนี้ที่ใกล้เข้ามา ทำให้ต้องเร่งหาพันธมิตรรายใหม่เพื่อความอยู่รอด

 

ฉากการเข้าซื้อกิจการเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อบริษัทเทคโนโลยีไต้หวันอย่าง Foxconn แสดงความสนใจที่จะเข้าซื้อหุ้นของ Nissan มาหลายเดือนแล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Foxconn ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าต้องการที่จะสร้างความมั่นใจในสัญญาการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากับ Nissan

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ Nissan อ่อนแอลง และสถาบันต่างๆ ในญี่ปุ่นพยายามกีดกัน Foxconn ที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป ข้อเสนอที่รุนแรงกว่าก็เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมา กลุ่มทุน Private Equity ระดับโลก รวมถึง KKR ซึ่งเป็นเจ้าของ Marelli ซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Nissan และบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ได้รับการทาบทามให้พิจารณาร่วมลงทุนใน Nissan

 

ที่ปรึกษาบางรายพยายามจัดตั้งกลุ่ม Consortium เพื่อแบ่งปันต้นทุนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อบริษัทที่ต้องการการปรับโครงสร้างขนานใหญ่ ข้อเสนอหนึ่งพิจารณาถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันที่ต้องการมีโรงงานผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

James Hong นักวิเคราะห์จาก Macquarie ให้ความเห็นว่า “ผู้ซื้อรายใดก็ตามสามารถมีแนวทางได้ 2 แบบ คือ เข้าซื้อทันที หรือรอจนกว่าพวกเขาจะประสบปัญหาและราคาลดลง ผู้ซื้อที่มีศักยภาพไม่จำเป็นต้องรีบร้อนซื้อ บริษัท Nissan ต่างหากที่ควรรีบร้อน”

 

Nissan กำลังเผชิญปัญหากระแสเงินสดที่น่ากังวลหากยอดขายยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีเงินสดสุทธิ 1.2 ล้านล้านเยน แต่ใช้เงินสดไปถึง 5.06 แสนล้านเยนในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ แหล่งข่าววงในกล่าวว่า Nissan จำเป็นต้องสร้างกระแสเงินสดให้เพียงพอ ไม่เพียงแต่เพื่อรองรับต้นทุนการปรับโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น เนื่องจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ

 

Uchida กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 กุมภาพันธ์) ว่า เขาต้องการก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อ Nissan กลับคืนสู่เส้นทางการฟื้นตัว แต่จะไปเร็วกว่านั้นหากถูกร้องขอ “ความรับผิดชอบของผม ‘ยิ่งใหญ่’ จริงๆ (แต่) การลงจากตำแหน่งโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย เป็นสิ่งที่ไม่มีความรับผิดชอบ” เขากล่าว “ไม่ใช่ความตั้งใจของผมที่จะยึดติดกับตำแหน่งนี้”

 

อ้างอิง:

The post Honda พร้อมหวนเจรจา Nissan หากซีอีโอลงจากตำแหน่ง แต่ระวัง Foxconn จ้องฮุบหุ้น เสี่ยง ‘เกมการเมือง’ ระดับชาติ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 https://thestandard.co/ptt-strategic-plan/ Fri, 14 Feb 2025 02:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1041660 ปตท.

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของโลกกำลังอยู่ในภาวะวัฏจักรขาลง ลาม […]

The post ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของโลกกำลังอยู่ในภาวะวัฏจักรขาลง ลามมาถึงกลุ่ม ปตท. เองก็โดนผลกระทบในรอบนี้ จึงจำเป็นต้องขยับตัวเพื่อนำพาธุรกิจให้รอดจากสถานการณ์นี้ หนึ่งในแนวทางที่กำลังศึกษาคือปรับพอร์ตกิจการบริษัทลูกนั่นคือ PTTGC, TOP และ IRPC

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากอุตสาหกรรมพลังงานใหม่สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า บมจ.ปตท. หรือ PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ซึ่งทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในธุรกิจกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี โดยปัจจุบันทีมผู้บริหารของกลุ่ม ปตท. อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาและปรับโครงสร้างของทั้ง 3 บริษัท เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการรับมือกับภาพอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของทั่วโลกที่กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลการกระทบที่โรงงานปิโตรเคมีของจีนที่มีสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) จำนวนมาก ส่งผลให้มีการผลิตสินค้ากลุ่มปิโตรเคมีออกมาล้นตลาด กดดันให้ราคาปิโตรเคมีทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ PTT อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างทั้ง 3 บริษัทในเครือ ปัจจุบันมีการศึกษาอยู่ในหลายแนวทาง ดังนี้

 

แนวทางที่ 1 ศึกษาแนวการควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัท คือ PTTGC, TOP และ IRPC ซึ่งปัจจุบัน ปตท. มีการถือหุ้นอยู่ในแต่ละบริษัทอยู่ที่ประมาณ 45% เพื่อรวมเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) โดยใช้จุดแข็งของแต่ละบริษัททำงานร่วมกันให้กลุ่มธุรกิจ เพราะปัจจุบันในแต่ละบริษัทยังมีธุรกิจที่ยังไม่ครบ Value Chain

 

“แนวคิดการควบรวมกิจการของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะคล้ายกับในอดีตที่ ปตท. ใช้ควบรวมกิจการธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้ธุรกิจไฟฟ้าจะแยกไปอยู่กับบริษัทต่างๆ ในเครือ ปตท. แต่มีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยนำธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นบริษัทแฟลกชิปธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ปัจจุบันคือ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC และในอดีต ปตท. ก็เคยควบรวมกิจการของ PTTCH กับ PTTAR มาแล้วคือ PTTGC ในปัจจุบัน” แหล่งข่าวกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH 

 

โรงกลั่นของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC

 

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าการควบรวม PTTGC, TOP และ IRPC จะมีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับของกรณีที่เคยควบรวมกิจการไฟฟ้าในเครือ ปตท. เพราะปรับโครงสร้างโดยการนำสินทรัพย์คือธุรกิจไฟฟ้าที่แยกอยู่กับแต่บริษัทในเครือ โดยนำสินทรัพย์นำมารวมกันอยู่ภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่คือ GPSC 

 

ขณะที่การควบรวม PTTGC, TOP และ IRPC จะเป็นการควบรวมบริษัทเดิมที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งทุกบริษัทยังเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

 

อีกทั้งหากมีการควบรวมกิจการสำเร็จ ในลำดับถัดไปอาจมีการศึกษาเรื่องการขายหุ้นของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวให้กับ Strategic Partner ต่างประเทศ เพื่อเข้ามาช่วยสร้าง Synergy รวมทั้งเสริมศักยภาพการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจรับมือกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังอยู่ในช่วง Downcycle

 

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากปตท. ทำให้การศึกษาแนวทางที่ 1 ต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง ยังไม่สามารถนำไปพิจารณาต่อได้ 

 

เล็งแบ่งขายหุ้น PTTGC-TOP-IRPC เพื่อลดสัดส่วนถือหุ้น

 

แนวทางที่ 2 ศึกษาแนวทางการขายหุ้นเพื่อลดสัดส่วนถือหุ้นในทั้ง 3 บริษัท คือ PTTGC, TOP และ IRPC โดย ปตท. จะพิจารณาขายหุ้นเป็นรายบริษัท เพื่อลดสัดส่วนให้ต่ำกว่าปัจจุบันที่ถือ 45% โดยมีแนวคิดที่จะขายหุ้นให้ Strategic Partner ต่างประเทศเช่นกัน เป้าหมายหลักคือบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง รวมถึงเปิดกว้างกับพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายอื่นๆ ที่มีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุนเพื่อขยายพอร์ตธุรกิจ ในการนำมาช่วยสร้าง Synergy ให้ทั้ง 3 บริษัทในเครือดังกล่าว

“โจทย์สำคัญในการขายหุ้นลดสัดส่วนในทั้ง 3 บริษัทนี้ ปตท. จะต้องไม่สูญเสียอำนาจในการบริหารจัดควบการบริหารงานด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

 

นอกจากนี้อาจมีการพิจารณาแนวทางอื่นๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย รวมทั้งมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ให้มีการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีด้วย ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของแนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีออกมาในช่วงปลายไตรมาส 2/68

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า ปตท. ได้ตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง และยูบีเอส กรุ๊ป เอจี เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการศึกษาการปรับโครงสร้างในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีของบริษัทในเครือ ปตท.

 

วงการวาณิชธนกิจคาด ปตท. อยากแบ่งขายหุ้นปิโตรเคมี

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการวาณิชธนกิจให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ที่ผ่านมากลุ่ม ปตท. มีความพยายามในการเจรจาเพื่อลดสัดส่วนด้วยการขายหุ้นของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นปิโตรเคมีให้กับ Strategic Partner ต่างประเทศ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจกลุ่มปิโตรเคมีกำลังเผชิญกับภาวะ Downcycle ส่งผลให้ไม่ได้รับความไว้ใจในการเข้าลงทุนจาก Strategic Partner ต่างประเทศ

 

โครงการ LSP ในประเทศเวียดนามของ SCGC มูลค่าลงทุนราว 1.7 แสนล้านบาท 

 

“ต้องยอมรับภาวะ Downcycle ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกตอนนี้มีผลกระทบบิ๊กคอร์ปที่อยู่ใน Sector นี้ของไทยหลายแห่ง เพราะก่อนหน้านี้ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย ก็เลื่อนแผนขายหุ้น IPO มาแล้ว โดย SCGC มีโครงการ Long Son Petrochemicals หรือ LSP ในประเทศเวียดนาม มูลค่าลงทุนราว 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งสร้างเสร็จในช่วง Downcycle ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เพราะราคาปิโตรเคมีที่กำลังตกต่ำทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์ที่สนใจ เพื่อแบ่งขายหุ้นในโครงการ LSP ให้ แต่ก็ยังไม่สามารถขายได้เช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว

 

The post ปตท. รับมือปิโตรเคมีขาลง ศึกษาปรับพอร์ตกิจการ PTTGC-TOP-IRPC พร้อมศึกษาลดสัดส่วนแบ่งขายหุ้นทั้ง 3 บริษัทให้พาร์ตเนอร์ต่างชาติ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลาย 2Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนยัน! ดีลควบรวม Honda-Nissan ล่มไม่เป็นท่า หลังเจรจาโครงสร้างบริษัทใหม่ไม่ลงตัว เพราะ Honda อยากขึ้นเป็น ‘ยานแม่’ แต่ Nissan ไม่ยอม https://thestandard.co/honda-nissan-abandon-merger-plan/ Thu, 13 Feb 2025 08:30:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1041410

หลังจากเป็นข่าวลือมาสักพักในที่สุดสองยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่ […]

The post ยืนยัน! ดีลควบรวม Honda-Nissan ล่มไม่เป็นท่า หลังเจรจาโครงสร้างบริษัทใหม่ไม่ลงตัว เพราะ Honda อยากขึ้นเป็น ‘ยานแม่’ แต่ Nissan ไม่ยอม appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเป็นข่าวลือมาสักพักในที่สุดสองยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Honda Motor และ Nissan Motor ก็ได้ออกมายอมรับถึงการยุติเจรจาควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการ หลังหารือกันอย่างหนักแต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเงื่อนไขสำคัญได้ ทำเอาความหวังที่จะเห็นบริษัทรถยนต์เบอร์ 4 ของโลกภายใต้แบรนด์ใหม่ต้องพังทลายลงอย่างน่าเสียดาย

 

แถลงการณ์ร่วมจาก Honda และ Nissan ระบุถึงการตัดสินใจยุติการพูดคุยครั้งนี้ว่าเป็นไปเพื่อ ‘จัดลำดับความสำคัญในการตัดสินใจและดำเนินมาตรการจัดการอย่างรวดเร็ว’ ท่ามกลางสภาพตลาดที่ผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ยุครถยนต์ไฟฟ้า’ อย่างเต็มตัว

 

แหล่งข่าววงในเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้ดีลยักษ์สะดุดคือ ข้อเสนอของ Honda ที่ต้องการปรับโครงสร้างการควบรวมกิจการ จากเดิมที่วางแผนจะจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมกัน กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่ Honda จะขึ้นเป็นบริษัทแม่ และ Nissan เป็นบริษัทลูก ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับ Nissan ที่ต้องการให้การควบรวมเป็นไปในรูปแบบ ‘หุ้นส่วนที่เท่าเทียม’ กันมากกว่า

 

ถึงแม้ดีลควบรวมกิจการจะต้องพับไป แต่ทั้งสองบริษัทยังยืนยันที่จะสานต่อความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อ ‘ยุคยานยนต์อัจฉริยะและรถยนต์ไฟฟ้า’ ที่กำลังมาถึง 

 

นอกจากนี้ Mitsubishi Motors ซึ่ง Nissan เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือสามฝ่ายกับ Nissan และ Honda ที่เคยลงนามไว้เมื่อเดือนธันวาคมเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทั้งสองค่ายรถยนต์เคยประกาศแผนการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมกันภายในเดือนสิงหาคม 2026 พร้อมลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเริ่มกระบวนการเจรจาควบรวมกิจการ โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายน 

 

ทว่าการเจรจาต้องชะงักงันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจาก Honda แสดงท่าทีชัดเจนว่า การควบรวมกิจการจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ Nissan สามารถฟื้นฟูผลประกอบการและมีแผนพลิกฟื้นธุรกิจที่น่าพอใจภายในสิ้นเดือนมกราคม แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ Honda จึงยื่นข้อเสนอดังกล่าวเพื่อ ‘เร่งมาตรการฟื้นฟู’ Nissan ให้เร็วขึ้น

 

หากการควบรวมกิจการสำเร็จลุล่วงจะทำให้เกิดกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจาก Toyota, Volkswagen และ Hyundai 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวดีลล่มเผยแพร่ออกมา หุ้นของ Nissan และ Honda ต่างร่วงระนาว โดยราคาหุ้นของ Nissan ที่เคยพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% และ Honda ที่เพิ่มขึ้นราว 26% เมื่อข่าวการเจรจาควบรวมกิจการถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม กลับลดลงมาเหลือเพียง 21% และ 11% ตามลำดับ

 

ปัจจุบัน Nissan กำลังเดินหน้าแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่ประกาศไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งรวมถึงการลดจำนวนพนักงานลง 9,000 ตำแหน่ง และลดกำลังการผลิตทั่วโลกลง 20% โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าจะส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตในภูมิภาคใดบ้าง 

 

แต่แหล่งข่าวคาดการณ์ว่า Nissan อาจจำเป็นต้อง ‘ลดกำลังการผลิตในจีน’ เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบัน Nissan มีโรงงานผลิตในจีนถึง 8 แห่งภายใต้กิจการร่วมทุนกับ Dongfeng Motor และได้ระงับการผลิตที่โรงงาน Changzhou ไปแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

สถานการณ์ของ Nissan ในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยบริษัทได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าค่ายอื่นๆ และยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการจับกุม Carlos Ghosn อดีตประธานบริษัทเมื่อปี 2018 ได้อย่างเต็มที่

 

อ้างอิง:

The post ยืนยัน! ดีลควบรวม Honda-Nissan ล่มไม่เป็นท่า หลังเจรจาโครงสร้างบริษัทใหม่ไม่ลงตัว เพราะ Honda อยากขึ้นเป็น ‘ยานแม่’ แต่ Nissan ไม่ยอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Foxconn อาจเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญดีลลับ Honda-Nissan? https://thestandard.co/foxconn-honda-nissan-deal/ Fri, 07 Feb 2025 10:22:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1039462 Foxconn

ทุกสายตาจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของ Foxconn […]

The post Foxconn อาจเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญดีลลับ Honda-Nissan? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Foxconn

ทุกสายตาจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของ Foxconn ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญต่อกลยุทธ์การเติบโตของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม EV ท่ามกลางรอยต่อดีลล่มของการควบรวมกิจการสองยักษ์ใหญ่ Honda-Nissan

 

รายงานข่าวระบุว่า การตัดสินใจของ Nissan ที่จะยุติการเจรจาควบรวมกิจการกับ Honda กำลังเปิดโอกาสให้ Foxconn บริษัทยักษ์ใหญ่จากไต้หวันเข้ามาเสนอแผนลงทุนใน Nissan อีกครั้ง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ดี หากย้อนไปช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวไต้หวันระบุว่า Foxconn กำลังเจรจากับ Renault ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Nissan เพื่อที่จะเข้าซื้อหุ้นของ Nissan ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Foxconn ในการเข้าสู่ตลาดรถยนต์และการสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่

 

สอดคล้องกับรายงานข่าวจาก Reuters ในวันนี้ว่า Nissan เปิดกว้างการแสวงหาโอกาสใหม่สำหรับคู่พันธมิตรธุรกิจ ส่วนหนึ่งเพราะรายได้ที่ลดลงจากกำไรการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2024 อยู่ที่ 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากถึง 99% เมื่อเทียบกับปี 2023 และปริมาณการผลิตรถน้อยลง อีกทั้งไม่มีรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดท้าชนคู่แข่งรายอื่น ตลอดจนมีการเลิกจ้างพนักงาน

 

เมื่อการควบรวมกิจการเพื่อก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 3 ของโลกของทั้งสองไม่เป็นไปตามที่คาด ก็ได้เปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกับ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติไต้หวันเข้ามาอีกครั้ง

 

โดยจุดประสงค์หลักคือต้องการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เพื่อต่อกรกับผู้ผลิตหลายแบรนด์จาก EV จีน

 

ทั้งนี้ รายงานข่าวยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริง ทว่าหากดีลครั้งใหม่เกิดขึ้นจริงและทั้งสองร่วมพัฒนาซัพพลายเชนพร้อมเข้าสู่ตลาด EV ก็อาจกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอนาคต ซึ่งจะไม่มีแค่แบรนด์จีนหรือแบรนด์จากสหรัฐฯ เท่านั้น

 

รวมถึงหาก Foxconn ร่วมมือกับ Nissan จะยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน EV ของ Foxconn ในเอเชียอีกด้วย โดยเฉพาะ Nissan มีฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ที่เกาะคิวชู ซึ่งมักเรียกกันว่าซิลิคอนแวลลีย์ของญี่ปุ่น ที่มีบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ตั้งอยู่จำนวนมาก รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกจากไต้หวันอีกราย นั่นคือ TSMC

 

ด้านโยจิ มูโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) กล่าวว่า การเจรจาควบรวมกิจการระหว่าง Honda และ Nissan คือการเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาไปข้างหน้า แต่เมื่อการเจรจาล้มเหลว Nissan ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเตรียมรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่สุด และหาก Foxconn ลงทุนใน Nissan ก็จะต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ครั้งใหญ่ล่วงหน้าต่อไป

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi, Anadolu / Getty Images

อ้างอิง:

The post Foxconn อาจเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญดีลลับ Honda-Nissan? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดบริหาร Nissan อาจปฏิเสธแผนควบรวมธุรกิจ หลัง Honda ปรับข้อเสนอใหม่ https://thestandard.co/nissan-may-reject-merger-plan/ Wed, 05 Feb 2025 13:04:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1038436

คณะกรรมการบริษัทของ Nissan มีแผนที่จะปฏิเสธเงื่อนไขของ […]

The post บอร์ดบริหาร Nissan อาจปฏิเสธแผนควบรวมธุรกิจ หลัง Honda ปรับข้อเสนอใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะกรรมการบริษัทของ Nissan มีแผนที่จะปฏิเสธเงื่อนไขของ Honda สำหรับการควบรวมกิจการของทั้งสองบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ส่งผลให้แผนการควบรวมที่ประกาศไว้ในช่วงไม่ถึง 2 เดือนที่ผ่านมาอาจจะต้องล่มลง

 

คณะกรรมการบริษัทของ Nissan มีกำหนดประชุมในวันพุธหน้า (12 กุมภาพันธ์) โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดของบริษัทเปิดเผยว่า ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายสำหรับการยกเลิกข้อตกลง

 

ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นทั้งสองรายประกาศเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ว่ามีแผนที่จะควบรวมธุรกิจภายใต้โครงสร้างที่ Nissan และ Honda จะเป็นบริษัทย่อยภายใต้บริษัท Holding เดียวกัน

 

หากการควบรวมของ Honda และ Nissan สำเร็จ จะทำให้เกิดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อิงจากยอดขายรถยนต์ โดยนอกจากทั้งสองค่ายแล้ว ยังมี Mitsubishi Motors ที่ Nissan เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา Honda ยื่นข้อเสนอใหม่ที่ทำให้ Nissan กลายเป็นบริษัทย่อยของ Honda แทนที่จะเป็นโครงสร้างที่เท่าเทียมกันอย่างที่วางแผนไว้ในตอนแรก จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว ทำให้ Nissan มองว่าข้อเสนอใหม่นี้ไม่สามารถยอมรับได้และวางแผนที่จะปฏิเสธ

 

อย่างไรก็ตาม Nissan และ Honda จะยังคงดำเนินการตามความร่วมมืออื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้าการเจรจาควบรวมกิจการ รวมถึงความร่วมมือด้านซอฟต์แวร์และรถยนต์ไฟฟ้า

 

ขณะที่ Honda ระบุว่ายังคงหารือเกี่ยวกับการควบรวมกิจการกับ Nissan และตั้งเป้าที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจโดยรวมภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์

 

หลังกระแสข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น Nissan ร่วงลง 4.9% ในช่วงบ่าย ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวจะระงับการซื้อขาย ขณะที่หุ้นของ Honda ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 8.2%

 

หากแผนการควบรวมของทั้งสองบริษัทยุติลง จะเพิ่มแรงกดดันต่อ Nissan ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ให้กู้ พนักงาน และลูกค้า ว่าบริษัทสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐฯ และจีน โดยที่ Nissan สูญเสียส่วนแบ่งในตลาดทั้งสองแห่ง

 

Nissan ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า จะปลดพนักงาน 9,000 คน และลดกำลังการผลิตลง 1 ใน 5 เพื่อลดต้นทุน

 

ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ Nissan น้อยกว่า Honda มากกว่า 5 เท่า โดย Nissan มีมูลค่า 1.44 ล้านล้านเยน หรือราว 3.2 แสนล้านบาท ส่วน Honda มีมูลค่า 7.92 ล้านล้านเยน หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท

 

ภาพ: odecam/Shutterstock, sylv1rob1/Shutterstock

The post บอร์ดบริหาร Nissan อาจปฏิเสธแผนควบรวมธุรกิจ หลัง Honda ปรับข้อเสนอใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Honda-Nissan’ มีแถลงการณ์ร่วม เตรียมควบรวมกิจการภายในกลางปี ​​2026 ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง https://thestandard.co/honda-nissan-merger-holding-company-2026/ Tue, 24 Dec 2024 03:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1022889 honda-nissan-merger-holding-company-2026

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda Motor และ […]

The post ‘Honda-Nissan’ มีแถลงการณ์ร่วม เตรียมควบรวมกิจการภายในกลางปี ​​2026 ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
honda-nissan-merger-holding-company-2026

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda Motor และ Nissan Motor ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ธันวาคม) ว่า พวกเขาวางแผนที่จะจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมกันภายในเดือนสิงหาคม 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการใช้พลังงานไฟฟ้าและการบูรณาการซอฟต์แวร์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

 

ทั้งนี้ บริษัททั้งสองได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อเริ่มหารือเกี่ยวกับการรวมธุรกิจภายใต้บริษัทโฮลดิ้งแห่งใหม่ในวันเดียวกัน โดยมีเป้าหมายให้ Honda และ Nissan ลงนามในข้อตกลงที่ชัดเจนภายในเดือนมิถุนายน 2025

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

Honda และ Nissan กล่าวในการแถลงการณ์ร่วมว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของทั้งสองบริษัทและอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และความเร็วของนวัตกรรมทางเทคโนโลยียังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การควบรวมกิจการจะช่วยสร้างธุรกิจที่คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้

 

โทชิฮิโระ มิเบะ ประธานและซีอีโอของ Honda กล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับคู่ค้าจาก Nissan ว่า การบูรณาการธุรกิจจะทำให้บริษัทสามารถบรรลุจุดแข็งด้านการแข่งขันที่แท้จริง ซึ่งไม่สามารถทำได้ภายในกรอบความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างๆ ในปัจจุบัน

 

Honda และ Nissan ระบุ ศักยภาพในการทำงานร่วมกัน 7 ประการ ที่พวกเขาสามารถได้รับจากการบูรณาการ ซึ่งรวมถึงฟังก์ชันการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน และการประหยัดต่อขนาด ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำให้แพลตฟอร์มรถยนต์เป็นมาตรฐาน

 

นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า การบูรณาการจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานและประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

หลัง ‘ร่วมมือ’ รายได้เกิน 30 ล้านล้านเยน

 

ในการแถลงการณ์ร่วมระบุว่า การบรรลุเป้าหมายการทำงานร่วมกันจะช่วยให้ Nissan และ Honda กลายเป็นบริษัทรถยนต์ระดับโลกที่มีรายได้จากการขายเกิน 30 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำไรจากการดำเนินงานมากกว่า 3 ล้านล้านเยน

 

นอกจากนี้ บริษัททั้งสองยังมีแผนที่จะอยู่ร่วมกันและพัฒนาแบรนด์ที่ Honda และ Nissan ถือครองอย่างเท่าเทียมกันต่อไป

 

หุ้นของบริษัทโฮลดิ้งมีแผนที่จะจดทะเบียนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว และหุ้นของ Nissan และ Honda จะถูกถอดออกจากการจดทะเบียน หลังจากกลายเป็นบริษัทลูกแล้ว

 

ก่อนที่การเจรจาควบรวมกิจการจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์ Honda และ Nissan ได้มองหาพันธมิตรด้านยานยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ยานยนต์อยู่แล้ว พันธมิตรทั้งสองได้ลงนามในสัญญาเมื่อเดือนสิงหาคมสำหรับการศึกษาร่วมกันเกี่ยวกับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพ โดย Mitsubishi Motors ก็เข้าร่วมการหารือนี้ด้วย

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post ‘Honda-Nissan’ มีแถลงการณ์ร่วม เตรียมควบรวมกิจการภายในกลางปี ​​2026 ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย วิเคราะห์เบื้องหลังแบรนด์รถญี่ปุ่น Honda Nissan และ Mitsubishi ดิ้นสู้จนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนควบรวมกิจการ? https://thestandard.co/japan-auto-industry-transformation-explained/ Thu, 19 Dec 2024 04:34:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1021312 รถญี่ปุ่น

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ Honda และ Nissan กำลังสำรวจความเป […]

The post รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย วิเคราะห์เบื้องหลังแบรนด์รถญี่ปุ่น Honda Nissan และ Mitsubishi ดิ้นสู้จนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนควบรวมกิจการ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถญี่ปุ่น

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ Honda และ Nissan กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการ เพื่อสร้างคู่แข่งรายสำคัญของในอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นและรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาและยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งความเป็นไปได้ก็อาจพิจารณาการจัดตั้ง ‘บริษัทโฮลดิ้ง’  

 

นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะนำ Mitsubishi ซึ่ง Nissan เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 24% เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้งด้วย 

 

ทันทีที่มีกระแสข่าวหุ้นนิสสันพุ่ง 23.7% และวันเดียวกันก็มีรายงานข่าวอีกว่า Foxconn ติดต่อขอซื้อหุ้นใหญ่ Nissan จนอาจถึงขั้น ‘เทกโอเวอร์’ ตามมาอีกด้วย 

 

แม้ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน แต่หากเกิดขึ้นจริงในอนาคต การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะสร้างพันธมิตรที่มีความสามารถในการแข่งขันสู้กับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Toyota และ Volkswagen รวมถึงแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีน BYD และ Tesla โดยคาดว่ายอดขายรถยนต์รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านคัน เมื่อรวมยอดขายของ Mitsubishi ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Nissan อยู่แล้ว

 

เกิดอะไรขึ้นกับสภาพคล่อง Honda-Nissan

 

หากดูจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) จะพบว่า Honda มีมาร์เก็ตแคป (ณ วันที่ 17 ธันวาคม) อยู่ที่ 6.8 ล้านล้านเยน (4.44 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งสูงกว่ามาร์เก็ตแคปของ Nissan ที่อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านเยน อย่างไรก็ตาม แม้จะรวมกันแล้วมาร์เก็ตแคปก็ยังน้อยกว่า Toyota ที่มีมาร์เก็ตแคปอยู่ถึง 42.2 ล้านล้านเยน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ประจวบกับในขณะนี้ Honda กำลังประสบปัญหาในการแข่งขันด้านการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น และแม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบผ่านความร่วมมือกับ GM แล้วก็ตาม ทว่าความร่วมมือนี้ก็อ่อนกำลังลง จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้ง Honda และ GM ได้ยุติความร่วมมือด้านรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ โดย GM หันไปผนึกกับ Hyundai แบรนด์ยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้แทน ทำให้ Honda ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับการเติบโตของรายได้ที่ชะลอตัวและผลกำไรที่ลดลง แถมบริษัทยังเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุนและภาระหนี้สิน

 

ทางด้าน Nissan หากดีลนี้สำเร็จจะดีต่อ Nissan ที่กำลังอยู่ในภาวะ ‘หายใจรวยริน’ จากปัญหาทางการเงิน และบริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นที่เป็นนักเคลื่อนไหวและภาระหนี้มหาศาล ซึ่งนำไปสู่การคาดเดาว่า Nissan อาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้จะเห็นว่าที่ผ่านมา Nissan เร่งหาผู้ลงทุนหลักรายใหม่ เพราะ Renault พันธมิตรเก่าแก่ประกาศลดสัดส่วนการถือหุ้น ท่ามกลางวิกฤตยอดขายที่ตกต่ำลงในจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อเร็วๆ นี้ แหล่งข่าววงในเผยว่า Nissan กำลังมองหาผู้ถือหุ้นระยะยาว เช่น ธนาคารหรือกลุ่มประกันภัย เพื่อเข้ามาแทนที่ Renault

 

โดยมีรายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า สถานการณ์ของ Nissan ณ เวลานี้ เข้าขั้น ‘วิกฤตและน่าเป็นห่วง’ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งกล่าวว่า “เรามีเวลา 12 หรือ 14 เดือน ในการเอาชีวิตให้รอด”

 

 

รถญี่ปุ่น

Screenshot

 

จึงไม่แปลกที่ Nissan และ Honda จะเร่งเจรจาความร่วมมือ และอาจเกิดการควบรวมในอนาคต โดยสรุปเหตุผลได้ว่า

  1. เพื่อพัฒนา EV และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ร่วมกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากคู่แข่งแบรนด์ EV จีน 
  2. ความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยเฉพาะการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะตั้งกำแพงภาษีรถยนต์ใหม่
  3. อุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันที่สูง ทำให้หลายๆ บริษัทต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
  4. ต่อสู้กับ Toyota ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของโลก 

 

รายงานข่าวระบุอีกว่า หากการควบรวมกิจการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ถือเป็นการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Fiat Chrysler เข้าร่วมกับ Groupe PSA ซึ่งตั้งอยู่ในฝรั่งเศส เพื่อก่อตั้งแบรนด์ Stellantis ในเดือนมกราคม 2021

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงตลาดยานยนต์ไทยที่อยู่ในภาวะซบเซาไม่แพ้กัน โดยจะเห็นว่าหลายค่ายรถญี่ปุ่นในไทยเองก็ต้องปรับกลยุทธ์ ย้าย ลด ยุติการผลิต หลายบริษัทลดชั่วโมงทำงานและยืนอยู่ในจุดเสี่ยง สาเหตุหลักมาจากการถูกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนถล่มอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหลักของการปรับสายการผลิตของแต่ละโรงงานที่เป็นค่ายรถญี่ปุ่นต้องปรับทัพใหม่ นั่นอาจเป็นเพราะ ‘นโยบาย’ ที่รัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ EV รวมถึงปลั๊กอินไฮบริด และไทยเองก็ได้ให้ผู้ประกอบการ ‘สร้างโรงงานที่เป็น Green Energy’ ตลอดจนมีนโยบายกระตุ้นการลงทุนไฮบริดควบคู่ EV

 

หมายความว่าอาจยังไม่ต้องถึงขั้นผลิต EV ล้วน แต่เป็นการผลิต ‘ปลั๊กอินไฮบริด’ ซึ่งต้องยอมรับว่าปีนี้รถยนต์ไฮบริดขายดีกว่าด้วย

 

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมองเป็นสัญญาณที่ดี

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH ในประเด็นนี้ว่า ค่ายรถญี่ปุ่นคงถึงเวลาปรับตัวจริงๆ เพราะข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมมองว่าเป็นข่าวดี ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ในเดือนมีนาคม โดย Honda และ Nissan ตกลงที่จะเริ่มการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการผลิตรถ EV และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ 

 

ก็อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองกำลังพิจารณาที่จะให้บริษัทใหม่ที่ควบรวมกันนั้นดำเนินงานในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง (บริษัทที่ถือหุ้นในกิจการอื่นเป็นหลัก) มากกว่าควบรวมหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งก็จะคล้ายคลึงกับแบรนด์ Stellantis ในช่วงปี 2021 เกิดการควบรวม Fiat Chrysler และ PSA เข้าด้วยกัน ทำให้มีแบรนด์รถยนต์ในมือมากถึง 14 แบรนด์ ประกอบด้วย Citroen, Fiat, Opel, Vauxhall, Peugeot, Abarth, Ram, Dodge, Chrysler, Jeep, Lancia, DS Automobiles, Alfa Romeo และ Maserati ส่งผลให้เครือดังกล่าวมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์

 

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่ากรณี Honda และ Nissan ตอนนี้ยังคงอยู่ในขั้นหารือ น่าจะเป็นการมองหาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เท่านั้น ยังไม่มีการประกาศควบรวมกิจการ ก็ต้องติดตามต่อไป แต่ที่แน่ๆ เป้าหมายของทั้งสองบริษัทคงจะเน้นไปที่การร่วมพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮโดรเจน สร้างความแข็งแกร่งร่วมกันจากความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดโลกมากกว่า”

 

สำหรับค่ายรถยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นอีกรายอย่าง Toyota ที่แม้จะครองตำแหน่งรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ปีนี้ Toyota ก็เผชิญกับยอดขายที่ลดลงในจีน เพราะการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด รวมถึงความต้องการของผู้ซื้อก็หันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

 

ทว่าหากดูแผนของ Toyota จะพบว่ากำลังเคลื่อนตัวสู่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน โดยมีการรายงานว่าสายการผลิตส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมดของกลุ่ม Toyota และ Lexus จะมุ่งไปสู่รถไฮบริด 

 

Akio Toyoda ประธานบริษัท Toyota กล่าวเมื่อต้นปี 2024 ว่า ส่วนแบ่งของ EV ทั่วโลกจะอยู่ที่ระดับสูงสุดเพียง 30% เท่านั้น Toyota จึงเลือกใช้กลยุทธ์เปลี่ยนผ่าน ‘หลากหลาย’ (Multi Pathway) ซึ่งวางตัวเลือกไว้ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เชื้อเพลิงสีเขียว และอาจรวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ในอนาคต

 

ดังนั้นในอนาคตจึงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งอาจเห็นการปรับกลยุทธ์หรือแสวงหาร่วมมือกับพาร์ตเนอร์รายอื่นๆ มากขึ้นหรือไม่

 

‘ไทย’ ยังอยู่ในเรดาร์ฐานการผลิต

 

สำหรับประเทศไทยที่มีฐานผลิตค่ายรถญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ทุกค่ายต่างมีแผนลงทุนในไทย โดยภายใน 5 ปี ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น 4 ราย พร้อมขยายการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย มูลค่าการลงทุน 1.5 แสนล้านบาท ได้แก่

  • บริษัท Toyota 5 หมื่นล้านบาท 
  • บริษัท Honda 5 หมื่นล้านบาท
  • บริษัท Isuzu 3 หมื่นล้านบาท
  • บริษัท Mitsubishi 2 หมื่นล้านบาท

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม อากิโอะ โทโยดะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เข้าหารือกับ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดย Toyota ระบุว่าจะรักษาฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และจะเพิ่มการลงทุนไม่ต่ำกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท เพื่ออัปเกรดสายการผลิตไปสู่รถไฮบริด จากเดิมที่เป็นฐานการผลิตของเครื่องยนต์สันดาปภายใน และจะมีการลงทุนเพิ่มเติมในชิ้นส่วนไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ เกียร์ ก็จะมีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะมีการจ้างงานและส่งต่อถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการวิจัยและพัฒนาบุคลากรให้เดินหน้าต่อ 

 

พร้อมกับย้ำว่าจะพยายามขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ฟื้นกลับคืนมา  

 

ภาพ: VCG / Getty Images

อ้างอิง:

The post รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย วิเคราะห์เบื้องหลังแบรนด์รถญี่ปุ่น Honda Nissan และ Mitsubishi ดิ้นสู้จนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนควบรวมกิจการ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ญี่ปุ่น Honda และ Nissan เตรียมเจรจาควบรวมกิจการ เล็งดึง Mitsubishi ร่วมด้วย https://thestandard.co/honda-nissan-possible-merger/ Wed, 18 Dec 2024 00:54:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1020757

สำนักข่าว Nikkei รายงานเมื่อวานนี้ (17 ธันวาคม) ว่า บริ […]

The post ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ญี่ปุ่น Honda และ Nissan เตรียมเจรจาควบรวมกิจการ เล็งดึง Mitsubishi ร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Nikkei รายงานเมื่อวานนี้ (17 ธันวาคม) ว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Nissan Motor และ Honda Motor มีแผนเข้าร่วมการเจรจาควบรวมกิจการเพื่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ดีขึ้น

 

ตามรายงานระบุว่า Honda และ Nissan กำลังพิจารณาที่จะดำเนินงานภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง และจะลงนามในบันทึกความเข้าใจในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้บริษัททั้งสองยังวางแผนที่จะนำ Mitsubishi Motors ซึ่ง Nissan เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 24% เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้งอีกด้วย

 

จากข้อมูลของ Nikkei ระบุว่า การควบรวมกิจการระหว่าง Honda-Nissan-Mitsubishi อาจทำให้บริษัทมียอดขายรถยนต์มากกว่า 8 ล้านคันต่อปี ซึ่งนั่นจะทำให้บริษัทนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก แม้จะยังต่ำกว่า Toyota Motor ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่มียอดขาย 11.2 ล้านคันในปี 2023 เช่นเดียวกับ Volkswagen ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ซึ่งรายงานยอดขายเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 9.2 ล้านคัน

 

อย่างไรก็ตาม Honda และ Nissan ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดย Honda เผยว่า “จากที่ประกาศในเดือนมีนาคมของปีนี้ Honda และ Nissan กำลังสำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ สำหรับความร่วมมือในอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของกันและกัน เราจะแจ้งให้ผู้ถือผลประโยชน์ของเราทราบเกี่ยวกับการอัปเดตใดๆ ในเวลาที่เหมาะสม”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รายงานการควบรวมกิจการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้ง 2 รายผนึกความร่วมมือกัน และขยับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับส่วนประกอบและซอฟต์แวร์ยานยนต์ร่วมกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

การควบรวมกิจการดังกล่าวถือเป็นการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Fiat Chrysler เข้าร่วมกับ PSA Groupe ซึ่งตั้งอยู่ในฝรั่งเศส เพื่อก่อตั้ง Stellantis ในเดือนมกราคม 2021

 

ที่ผ่านมา Honda พยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อตามทันคู่แข่งรายใหญ่ที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ล่าสุด Honda ได้เปลี่ยนแนวทางของตน โดยผลักดันยานยนต์ไฮบริดที่ใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้ว่าจะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าล้วนก็ตาม

 

ความร่วมมือระหว่าง Honda และ GM เริ่มลดลงทีละน้อย โดยล่าสุดเมื่อต้นเดือนนี้เองที่ความร่วมมือด้านรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Honda สิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน GM ก็ได้เสริมความสัมพันธ์กับ Hyundai Motor ของเกาหลีใต้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

ที่ปรึกษาด้านยานยนต์และผู้เชี่ยวชาญมองว่าการควบรวมกิจการระหว่าง Honda และ Nissan จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เช่น Tesla และผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วได้

 

หุ้นของ Honda ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ปิดตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 1% เมื่อวานนี้ หุ้นนอกตลาดของ Nissan ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างใหม่พุ่งขึ้นมากกว่า 11% มูลค่าของ Honda อยู่ที่ 6.8 ล้านล้านเยน (44,400 ล้านดอลลาร์) ณ เวลาปิดตลาดที่โตเกียวเมื่อวานนี้ สูงกว่ามูลค่าตลาดของ Nissan ที่ 1.3 ล้านล้านเยนอย่างมาก แต่มูลค่ารวมของทั้ง 2 บริษัทก็ยังน้อยกว่ามูลค่าตลาดของ Toyota ที่ 42.2 ล้านล้านเยน

 

ภาพ: WendellandCarolyn / Getty Images

อ้างอิง:

The post ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ญี่ปุ่น Honda และ Nissan เตรียมเจรจาควบรวมกิจการ เล็งดึง Mitsubishi ร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกคาด GULF ควบรวม INTUCH ได้บริษัทใหม่มูลค่า 1 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/gulf-merges-with-intuch/ Fri, 18 Oct 2024 08:50:48 +0000 https://thestandard.co/?p=997673

ราคาหุ้น GULF พุ่ง 67% ภายใน 3 เดือน หลังบริษัทประกาศคว […]

The post โบรกคาด GULF ควบรวม INTUCH ได้บริษัทใหม่มูลค่า 1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคาหุ้น GULF พุ่ง 67% ภายใน 3 เดือน หลังบริษัทประกาศควบรวมกับ INTUCH ตั้งบริษัทใหม่ (NewCo) โบรกคาด ดันมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท 

 

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ประกาศควบรวมธุรกิจกับ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ (NewCo) ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 

 

หลังการประกาศดังกล่าว ราคาหุ้น GULF และ INTUCH ต่างปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยราคาปรับตัวขึ้น 67% และ 50% มาแตะระดับ 70.75 บาท และ 114.50 บาท ตามลำดับ ภายในช่วงเวลา 3 เดือน 

 

กิจพัฒน วงษ์เมตตา ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน กลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี บล.บัวหลวง ประเมินว่า มูลค่าหุ้นของบริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นน่าจะสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จะทำให้ NewCo กลายเป็นหุ้นที่มีมูลค่ามากที่สุดอันดับ 2 ของไทยรองจาก บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ซึ่งปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท

 

ในมุมของ GULF เมื่อเปลี่ยนเป็น NewCo จะช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงจาก 1.7 เท่าเหลือ 0.9 เท่า และช่วยให้กำไรและกระแสเงินสดในแต่ละปีเพิ่มขึ้น 2 พันล้านบาท และ 5 พันล้านบาท ตามลำดับ 

 

“การลงทุนใหม่ๆ ของบริษัทจะทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เครดิตเรตติ้งก็น่าจะดีขึ้นด้วย ทำให้ต้นทุนการเงินในอนาคตต่ำลง” 

 

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ในระยะเริ่มต้นของ NewCo สัดส่วนรายได้จะมาจากธุรกิจไฟฟ้า 80% และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลราว 20% ก่อนจะค่อยๆ ปรับให้เป็นอย่างละ 50% จากโอกาสเติบโตในคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ 

 

คาดทิศทางกำไรปกติของ GULF งวดไตรมาส 3 ปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อน กดดันจากปริมาณขายไฟฟ้าโดยรวมในกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP หลังจากผ่านพ้นช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยในช่วงฤดูร้อน ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่คาดว่าจะอ่อนตัวจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

 

อีกทั้งส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดว่าจะปรับตัวลดลงอีกเล็กน้อย โดยหลักๆ เป็นผลมาจากการเข้าสู่ช่วง Low Season ของกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานลม BRK2 กำลังการผลิต 1,163 เมกะวัตต์ ที่ประเทศเยอรมนี ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม INTUCH คาดว่าจะยังสามารถประคองตัวได้ใกล้เคียงในระดับเดิมตามการรับรู้ผลประกอบการ ADVANC ที่คาดว่าจะมีรายได้จากการขายและบริการที่ดีขึ้น แต่จะถูกหักล้างจากค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าทิศทางกำไรปกติในช่วงไตรมาส 4 ของ GULF จะเห็นการฟื้นตัวขึ้นและทำระดับสูงสุดรายไตรมาสเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากการรับรู้โครงการ GPD เฟส 4 กำลังการผลิต 463.8 เมกะวัตต์ ที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

The post โบรกคาด GULF ควบรวม INTUCH ได้บริษัทใหม่มูลค่า 1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Michael Kors ปะทะรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สู้คดีควบรวมกิจการ อ้างแบรนด์เริ่มสั่นคลอนจากแรงกดดันของ TikTok และอิทธิพลของ Taylor Swift https://thestandard.co/tapestry-capri-antitrust-trial-michael-kors-testifies/ Tue, 17 Sep 2024 09:47:38 +0000 https://thestandard.co/?p=984618 Michael Kors

เปิดคำให้การของ Michael Kors แบรนด์แฟชั่นหรู ในคดีที่รั […]

The post Michael Kors ปะทะรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สู้คดีควบรวมกิจการ อ้างแบรนด์เริ่มสั่นคลอนจากแรงกดดันของ TikTok และอิทธิพลของ Taylor Swift appeared first on THE STANDARD.

]]>
Michael Kors

เปิดคำให้การของ Michael Kors แบรนด์แฟชั่นหรู ในคดีที่รัฐบาลกลางยื่นฟ้อง ขัดขวางการควบรวมกิจการระหว่าง Tapestry และ Capri บนความท้าทายในยุคโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok และอิทธิพลของ Taylor Swift ทำให้แบรนด์มีคนนิยมน้อยลง

 

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FTC) ได้ยื่นฟ้องเจ้าของแบรนด์หรู COACH, Michael Kors และ Versace เพื่อระงับการควบรวมกิจการบริษัทมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหากดีลนี้สำเร็จจะทำให้ 6 แบรนด์แฟชั่นถูกรวมอยู่ในบริษัทเดียวกัน ได้แก่ COACH, Kate Spade, Stuart Weitzman ของ Tapestry รวมถึง Versace, JIMMY CHOO และ Michael Kors ของ Capri

 

เมื่อไม่นานมานี้นักออกแบบแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง Michael Kors เข้าไปให้การที่รัฐบาลกลาง โดยได้อธิบายความท้าทายที่แบรนด์ต้องเผชิญความยากลำบากในการทำธุรกิจ ซึ่งตอนนี้คนหันไปสนใจเทรนด์ต่างๆ ผ่านช่องทาง TikTok

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายกระเป๋าถือบนแขนของคนดังอย่าง Taylor Swift และ Beyoncé ก็กลายเป็นเทรนด์ที่คนคอยติดตาม จึงทำให้แบรนด์เป็นที่สนใจในกลุ่มลูกค้าลดลง เห็นได้จากรายได้ของ Michael Kors ในไตรมาสล่าสุดที่ลดลงถึง 14.2%

 

ด้านทนายความของ Tapestry และ Capri อ้างว่าการแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าไม่เพียงแต่พิจารณาแบรนด์หรูที่มีราคาสูงกว่า แต่ยังมองหาแบรนด์แฟชั่นราคาถูก รวมถึงการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และตลาดมือสองอีกด้วย โดยการพิจารณาคดีนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มลังเลกับการซื้อสินค้าราคาสูง ทำให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมกระเป๋าเผชิญความท้าทายอย่างหนัก

 

ด้าน FTC ให้เหตุผลว่า การควบรวมของบริษัท โดยเฉพาะการที่ COACH และ Michael Kors เข้ามาอยู่ภายใต้เจ้าของเดียวกัน จะกลายเป็นผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมกระเป๋าที่มีอำนาจในการขึ้นราคาสินค้า อาจทำให้แบรนด์​นำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพเหมือนเดิมหรือต่ำลงก็เป็นไปได้ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ไม่ว่าบทสรุปของคดีความนี้จะออกมาในรูปแบบไหน แต่อุตสาหกรรมกระเป๋าก็ต้องเผชิญการแข่งขันที่นับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้นอยู่ดี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่ค่อยเอื้อในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมากนัก

 

อ้างอิง:

 

The post Michael Kors ปะทะรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สู้คดีควบรวมกิจการ อ้างแบรนด์เริ่มสั่นคลอนจากแรงกดดันของ TikTok และอิทธิพลของ Taylor Swift appeared first on THE STANDARD.

]]>