การควบคุมอารมณ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การควบคุมอารมณ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 19 May 2026 01:12:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 Slow Morning: เช้าที่ไม่รีบ คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดของวัน https://thestandard.co/life/slow-morning-best-investment-day/ Tue, 19 May 2026 01:12:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1208637 ภาพเช้าที่สงบ คนกำลังจิบกาแฟหรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย สะท้อนแนวคิด Slow Morning

เช้าของคนเมืองจำนวนมาก มักเริ่มต้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก บ […]

The post Slow Morning: เช้าที่ไม่รีบ คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดของวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเช้าที่สงบ คนกำลังจิบกาแฟหรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย สะท้อนแนวคิด Slow Morning

เช้าของคนเมืองจำนวนมาก มักเริ่มต้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก บางคนเช็กมือถือทันทีที่ลืมตา และมาพร้อมความรู้สึกเหมือนกำลังตามอะไรบางอย่างไม่ทัน ทั้งที่วันยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ เรารีบตอบข้อความ รีบดื่มกาแฟ รีบออกจากบ้าน และใช้ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเหมือนเป็นสนามแข่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันโดยไม่รู้ตัว

 

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง ‘Slow Morning’ เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานเมืองใหญ่ที่เริ่มรู้สึกว่า การเริ่มต้นวันแบบเร่งรีบอาจกำลังดึงพลังงานชีวิตออกไปมากกว่าที่คิด

 

Slow Morning ไม่ได้หมายถึงการตื่นสาย หรือใช้ชีวิตแบบไม่ทำอะไรเลย แต่มันคือการให้เวลากับตัวเองในช่วงเช้าอย่างตั้งใจ ก่อนที่โลกภายนอกจะเริ่มเรียกร้องอะไรจากเรา เป็นเช้าที่ไม่จำเป็นต้อง Productive ทันที และไม่ต้องเริ่มต้นด้วยความเครียดโดยอัตโนมัติ

 

มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่า ช่วงเวลาหลังตื่นนอนมีผลต่อระดับความเครียด สมาธิ และการควบคุมอารมณ์ตลอดทั้งวัน เพราะร่างกายกำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากโหมดพักผ่อนเข้าสู่โหมดตื่นตัว หากเราเริ่มต้นวันด้วยความเร่งรีบ สมองอาจเข้าสู่ภาวะ alert หรือโหมดระวังภัยเร็วเกินไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกเหมือนวันทั้งวันถูกเร่งโดยไม่จำเป็น

 

ตรงกันข้าม การให้เวลากับตัวเองอย่างช้าๆ แม้เพียง 20-30 นาที อาจช่วยให้ระบบประสาทค่อยๆ ปรับตัวได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดม่านรับแสงแดดอ่อนๆ การชงกาแฟเอง การยืดเส้นเบาๆ เปิดเพลงคลอ อ่านหนังสือไม่กี่หน้า หรือแม้แต่การนั่งเงียบๆ โดยไม่จับมือถือทันที สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่สำหรับสมองและร่างกาย มันคือสัญญาณว่า “วันนี้เราไม่ได้กำลังเอาชีวิตรอด แต่กำลังใช้ชีวิตอยู่จริงๆ”

 

เอาจริงๆ หลายคนอาจมองว่าการใช้เวลาแบบนี้คือความฟุ่มเฟือยของคนมีเวลา แต่จริงๆ แล้ว Slow Morning อาจเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มที่สุดก็ได้นะ เพราะมันไม่ใช่แค่การซื้อความสงบชั่วคราว แต่คือการซื้อคุณภาพของพลังงานที่เราจะใช้ทั้งวันเลยล่ะ

 

แน่นอนว่าเราอาจยังต้องทำงานหนัก ยังมีเดดไลน์ ยังมีประชุม และยังต้องรับมือกับโลกที่หมุนเร็วเหมือนเดิม แต่เช้าที่ไม่รีบสามารถเปลี่ยนวิธีที่เราอยู่กับวันนั้นได้อย่างมาก บางครั้งความแตกต่างระหว่างวันที่เหนื่อยจนหมดแรง กับวันที่เหนื่อยแต่ยังรู้สึกโอเค อาจเริ่มต้นจาก 30 นาทีแรกหลังลืมตาก็ได้ ลองปรับมายด์เซ็ตและนิสัยตัวเองใหม่ ลองตื่นเช้ามาแล้วไม่รีบวิ่งตามโลกทันที อาจกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบของ self-care ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนี้

 

The post Slow Morning: เช้าที่ไม่รีบ คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดของวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Silent Charisma: 5 วิธีสร้างเสน่ห์ที่ทรงพลังแบบเงียบๆ https://thestandard.co/life/silent-charisma-powerful-charm/ Sun, 12 Apr 2026 02:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1196144 ภาพประกอบแสดงถึงบุคคลที่ดูสงบนิ่ง สุขุม แต่แฝงด้วยเสน่ห์และความน่าดึงดูดอย่างเป็นธรรมชาติ

การมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดที่สุด ไม่จำเป็นต้องมาจากการเป็น […]

The post Silent Charisma: 5 วิธีสร้างเสน่ห์ที่ทรงพลังแบบเงียบๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงบุคคลที่ดูสงบนิ่ง สุขุม แต่แฝงด้วยเสน่ห์และความน่าดึงดูดอย่างเป็นธรรมชาติ

การมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดที่สุด ไม่จำเป็นต้องมาจากการเป็นจุดสนใจเสมอไป ในทางจิตวิทยา Silent Charisma คือพลังดึงดูดที่ไม่ได้มาจากการป่าวประกาศ แต่มาจากความสงบนิ่งที่ดูมั่นคง และการควบคุมสภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ดี แม้ในสถานการณ์ที่วุ่นวายหรือตึงเครียด ความนิ่งนี้เองที่จะสะท้อนวุฒิภาวะ และเพิ่มความน่าค้นหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

หากคุณอยากค่อยๆ พัฒนาเสน่ห์ในแบบที่ดูไม่ต้องพยายาม ลองดู 5 แนวทางนี้ที่จะช่วยเปลี่ยนบุคลิกให้ดูนิ่ง สุขุม และมีพลังในแบบเรียบง่าย

 

1. ฝึกพลังของการหยุดนิ่ง

 

การไม่รีบร้อนตอบโต้ และการเว้นจังหวะหยุดคิดก่อนพูดเพียง 2-3 วินาที นอกจากจะช่วยให้คำพูดดูมีน้ำหนักและผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว ยังสะท้อนถึงความมั่นคงภายใน และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างสุขุม

 

2. บริหาร Active Listening

 

การรับฟังอย่างตั้งใจ การสบตาอย่างพอดี และการตอบสนองอย่างเหมาะสม จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงพื้นที่ปลอดภัย การเป็นผู้ฟังที่ดีจะทำให้คนค่อยๆ เปิดใจ และรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ใกล้คุณ

 

3. การรู้กาลเทศะและให้เกียรติสถานการณ์

 

เสน่ห์ที่แท้จริง เริ่มจากการรู้จักปรับตัวให้เข้ากับกาลเทศะโดยไม่เสียจุดยืน วางตัวได้เหมาะสม และให้เกียรติทั้งผู้คนและสถานที่ในทุกบริบท ความน่าเชื่อถือจะค่อยๆ เกิดขึ้น เมื่อคนรอบข้างเห็นว่าคุณรู้ว่าควรอยู่ในบทบาทแบบไหนในแต่ละสถานการณ์

 

ความฉลาดในการเลือกนำเสนอตัวเองให้ถูกที่ถูกทางนี่แหละ คืออีกหนึ่งพลังเงียบที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ดูสง่างามและน่าเชื่อถือได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

4. เคารพพื้นที่ส่วนตัว

 

คนที่มี Silent Charisma จะรู้ขอบเขตของตัวเองและผู้อื่นเสมอ การกล้าปฏิเสธสิ่งที่รบกวนพลังงานอย่างสุภาพ และการไม่ก้าวก่ายพื้นที่ของใคร คือการสะท้อนถึงความมั่นคงภายในและการรู้จักคุณค่าของตัวเอง

 

ความนิ่งที่มีขอบเขตนี้จะค่อยๆ สร้างความสบายใจให้คนรอบข้าง โดยที่คุณไม่ต้องฝืน

 

5. สร้างเสน่ห์ผ่านกลิ่น

 

นอกจากการวางตัว ‘กลิ่น’ คืออีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารตัวตนได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก สำหรับใครที่ต้องการเสริมเสน่ห์แบบนิ่งและลึก การเลือกกลิ่นที่สะอาด นุ่มนวล แต่มีมิติ จะช่วยทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ให้คนรับรู้โดยไม่ต้องตั้งใจดึงความสนใจ

 

Meant to Be Seen จาก Nishane เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจด้วย Orris Butter ที่เป็นหัวใจของกลิ่น มอบความละเมียดละไมและความหรูหรา เมื่อความสดชื่นของ Bergamot ผสานกับความอุ่นลุ่มลึกของ Sandalwood กลิ่นจะค่อยๆ พัฒนาเป็น Skin Scent ที่แนบผิว ไม่รบกวนใคร แต่ชวนให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกถึงความตั้งใจในรายละเอียดโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรให้มากความ

 

อ้างอิง:

The post Silent Charisma: 5 วิธีสร้างเสน่ห์ที่ทรงพลังแบบเงียบๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน https://thestandard.co/thailand-happiness-dopamine-economy/ Mon, 30 Mar 2026 13:50:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1192905 ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังไถฟีดโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาความสุขจาก Dopamine Economy

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้ […]

The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังไถฟีดโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาความสุขจาก Dopamine Economy

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทยประจำปี 2569 ในหัวข้อ ‘Dopamine Economy: เมื่อพลังใจกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด’ โดยเจาะลึกข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศกว่า 2,074 คน ครอบคลุมผู้บริโภค 3 เจเนอเรชัน เพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ

 

 
 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เมื่อพบว่าแนวโน้ม ‘ความสุขในอนาคต’ ของคนไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง แบรนด์จึงถูกท้าทายให้ต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากการเป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้า ก้าวสู่บทบาทใหม่ในการเป็น ‘ผู้บริหารจัดการโดพามีน’ เพื่อสร้างความผูกพันและอยู่รอดในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

 

ทำความเข้าใจโดพามีนและวิกฤตความสุขของคนไทย

 

ข้อมูลที่น่าตกใจจากงานวิจัยคือ มีคนไทยเพียง 7% เท่านั้นที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘โดพามีน’ ทั้งที่สารเคมีในสมองชนิดนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่คอยควบคุมแรงจูงใจและผลักดันให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมหรือการลงมือทำสิ่งต่างๆ

 

ในยุคที่ผู้คนถูกกระหน่ำด้วยสิ่งเร้าตลอดเวลา ทั้งจากโซเชียลมีเดีย การช้อปปิ้งออนไลน์ และความบันเทิงรูปแบบต่างๆ สมองจึงเกิดความเคยชินและเรียกร้องหาแรงกระตุ้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกมีความสุขเท่าเดิม ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน ยิ่งบั่นทอนความหวังของคนไทย ส่งผลให้ตัวเลขความคาดหวังว่าชีวิตในอนาคตจะมีความสุขลดลงจาก 51% ในปี 2565 เหลือเพียง 44% ในปี 2568 หรือต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

 

เมื่อเผชิญกับความเครียดสะสม คนไทยจึงหันเข้าหา ‘Happiness Spike’ หรือการเสพความสุขแบบฉับพลันเพื่อประคองสภาพจิตใจแบบวันต่อวัน โดย 61% ยอมรับว่ามีพฤติกรรมไถฟีดโซเชียลมีเดียแบบไร้จุดหมาย และ 48% เลือกที่จะซื้อของให้รางวัลตัวเองเพื่อเติมพลังใจ

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า กลไกทางอารมณ์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มากกว่าการตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลด้านฟังก์ชันของสินค้า

 

เจาะลึกความต้องการโดพามีนที่แตกต่างในแต่ละวัย

 

ผลวิจัยระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยมีรูปแบบความต้องการโดพามีนและเผชิญกับช่องว่างทางอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแบรนด์จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อตอบสนองให้ตรงจุด

 

  • Gen Z (18-28 ปี): กลุ่มนักอัปเกรดชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการเติบโต พวกเขาโหยหาความสำเร็จและความภาคภูมิใจ แต่ในความเป็นจริงกลับเผชิญภาวะ ‘Mismatch’ หรือความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายกับพฤติกรรม เพราะมักจะพึ่งพาสิ่งกระตุ้นระยะสั้น เช่น การไถโซเชียลมีเดีย (67%) หรือการกินของหวานเยียวยาจิตใจ (24%) แทนที่จะลงมือทำเพื่อเป้าหมายระยะยาว
  • Gen Y (29-44 ปี): กลุ่มคนที่แบกรับหลายบทบาทและพยายามตามหาความสมดุลในชีวิต พวกเขาต้องการสร้างวินัยและอยากเห็นคนที่รักมีความสุข แต่ด้วยความเครียดจากหน้าที่การงาน ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกใช้วิธี ‘ให้รางวัลตัวเอง’ (Self-reward) สูงถึง 54.5% เพื่อหนีความเหนื่อยล้า นำไปสู่ภาวะ ‘Misfocus’ ที่การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ กลับกลายเป็นตัวขโมยเวลาและทำลายสมดุลชีวิตเสียเอง
  • Silver Generation (45-69 ปี): รุ่นใหญ่ที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยการค้นหา ‘ความหมาย’ คนกลุ่มนี้เผชิญกับภาวะ ‘Misperception’ หรือการถูกสังคมตีกรอบให้ต้องใช้ชีวิตช้าลง ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขายังคงมีไฟ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (49%) และไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยว

 

กลยุทธ์แบรนด์เพื่อเติมเต็มรางวัลทางอารมณ์

 

เพื่อปิดช่องว่างความรู้สึกไม่ถูกเติมเต็มของผู้บริโภค สถาบันวิจัยฯ ได้เสนอแนะแนวทางให้แบรนด์ปรับตัวเพื่อเข้าไปนั่งในใจของแต่ละเจเนอเรชัน ดังนี้

 

สำหรับกลุ่ม Gen Z แบรนด์ควรเปลี่ยนจากการนำเสนอความสุขฉับพลัน มาเป็นการช่วยสร้างระบบความสำเร็จเล็กๆ (Small Win System) เพื่อให้พวกเขาสะสมความภูมิใจและเห็นพัฒนาการของตัวเองแบบรายวัน เช่น การทำ CRM ที่วัดผลความก้าวหน้า

 

ส่วนกลุ่ม Gen Y แบรนด์ต้องเข้ามาช่วยดึงสติและคืนสมดุลชีวิต โดยออกแบบแคมเปญที่ให้พวกเขาได้พักผ่อนจริงๆ โดยไม่สูญเสียเวลาไปกับสิ่งรบกวน เช่น ฟีเจอร์ช่วยเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรหยุดพักการใช้แอปพลิเคชัน

 

และสำหรับ Silver Generation แบรนด์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาพจำของสังคม โดยสร้างพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ เช่น การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนรุ่นใหญ่กับคนรุ่นใหม่ เพื่อคืนความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตของพวกเขา

 

เมื่อแบรนด์สามารถเข้าไปอุดช่องว่างทางอารมณ์ได้อย่างตรงจุด ข้อมูลระบุว่าคนไทยกว่า 78% พร้อมที่จะ ‘เปิดใจ’ สนับสนุนแบรนด์ที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกให้กับชีวิต การตลาดในยุค Dopamine Economy จึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือศิลปะในการเติมพลังใจให้ผู้คนลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

 

ภาพ : KieferPix / Shutterstock

The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Inside Mindset ถอดวิธีคิด ‘เอฟวัน’ เทพไชยา วันที่ก้าวสู่แชมป์ World Open https://thestandard.co/thepchaiya-mindset-world-open-champion/ Wed, 25 Mar 2026 03:34:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1191001 ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open

หลังชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ ‘เอฟวัน’ เทพไชยา อุ่นหน […]

The post Inside Mindset ถอดวิธีคิด ‘เอฟวัน’ เทพไชยา วันที่ก้าวสู่แชมป์ World Open appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open

หลังชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ ‘เอฟวัน’ เทพไชยา อุ่นหนู ที่โค่นตำนานอย่าง รอนนี่ โอซุลลิแวน คว้าแชมป์ World Open 2026

 

คำถามที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องฝีมือบนโต๊ะ แต่คือ ‘วิธีคิด’ หรือ Mindset ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้

 

เพราะสำหรับกีฬาสนุกเกอร์ มันคือเกมที่ทุกช็อตตัดสินกันด้วยสมาธิ ความนิ่ง และการควบคุมอารมณ์ในวินาทีที่กดดันที่สุด

 

THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้สกัดบทเรียนสำคัญจาก ‘New เอฟวัน’ ในวันที่เขากลายเป็นผู้ชนะเหนือรอนนี่ และคว้าแชมป์ในค่ำคืนที่เขาเรียกมันว่า ‘Best Final’

 

ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open 1ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open 2ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open 3ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open 4ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open 5ภาพ เทพไชยา อุ่นหนู หรือ เอฟวัน นักสนุกเกอร์ชาวไทย หลังคว้าแชมป์ World Open 6

The post Inside Mindset ถอดวิธีคิด ‘เอฟวัน’ เทพไชยา วันที่ก้าวสู่แชมป์ World Open appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ https://thestandard.co/life/healthy-lunch-balance-body-mind/ Mon, 15 Dec 2025 06:48:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1154796 ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ

หลายคนรู้สึกว่า “บ่ายทีไร สมองเบลอ ง่วง เหนื่อยง่าย” ทั […]

The post ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ

หลายคนรู้สึกว่า “บ่ายทีไร สมองเบลอ ง่วง เหนื่อยง่าย” ทั้งที่นอนพอแล้ว ปัญหานี้มักไม่ได้อยู่ที่การพักผ่อนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สิ่งที่เราเลือกกินในมื้อกลางวันด้วยนะ อาหารกลางวันที่ดี ไม่ควรแค่ทำให้อิ่ม แต่ควรช่วยให้ร่างกายมีพลัง สมองปลอดโปร่ง และอารมณ์นิ่งขึ้นในช่วงครึ่งวันหลัง ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

 

1. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พลังงานที่ไม่ตกวูบ

 

เลือกคาร์บที่ย่อยช้า เช่น ข้าวกล้อง ควินัว มันหวาน หรือโฮลวีต ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดอาการง่วง เบลอ และอารมณ์แปรปรวนช่วงบ่าย เมื่อสมองไม่ต้องรับมือกับน้ำตาลขึ้นๆ ลงๆ เราจะโฟกัสงานได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกล้าเร็ว

 

2. โปรตีนคุณภาพ ตัวช่วยสมองและอารมณ์

 

โปรตีนไม่ได้ช่วยแค่กล้ามเนื้อ แต่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนินและโดพามีน แหล่งโปรตีนที่เหมาะกับมื้อกลางวัน ได้แก่ ปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้ เทมเป้ หรือถั่วต่างๆ ช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากของหวาน และทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น

 

3. ไขมันดี เติมพลังใจแบบไม่หนักตัว

 

ไขมันดีจากอะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก หรือปลาทะเล ช่วยบำรุงสมอง ลดการอักเสบ และสัมพันธ์กับอารมณ์ที่มั่นคง มื้อกลางวันที่มีไขมันดีในปริมาณเหมาะสม จะช่วยให้รู้สึกพอใจ ไม่หงุดหงิด และไม่โหยหาของจุกจิกระหว่างวัน

 

4. ผักสีเขียวและไฟเบอร์ ตัวรีเซ็ตระบบภายใน

 

ไฟเบอร์ช่วยให้ลำไส้ทำงานดี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพใจ เพราะลำไส้คือแหล่งผลิตสารสื่อประสาทจำนวนมาก ผักใบเขียว บรอกโคลี แครอต หรือเห็ด ยังช่วยให้การย่อยลื่นไหล ไม่แน่นท้อง ไม่ง่วงหลังอาหาร

 

5. จังหวะการกิน สำคัญไม่แพ้สิ่งที่กิน

 

กินช้า เคี้ยวให้ละเอียด และไม่รีบเร่งเกินไป ช่วยให้ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกทำงานดีขึ้น ร่างกายเข้าสู่โหมดฟื้นฟู ไม่ใช่โหมดเครียดมื้อกลางวันที่กินอย่างรู้ตัว แม้จะสั้น แต่ช่วยรีเซ็ตใจได้มากกว่าที่คิด

 

ไอเดีย Healthy Lunch ที่บาลานซ์กายและใจ

 

  • ข้าวกล้อง+แซลมอนย่าง+ผักลวก+อะโวคาโด
  • สลัดโปรตีนสูง ใส่ไข่ต้ม ถั่ว ธัญพืช และน้ำสลัดน้ำมันมะกอก
  • โฮลวีตแรปไก่ย่าง+ผักหลากสี
  • ข้าวควินัว+เต้าหู้ผัดเห็ด+ซุปใส

 

เพราะมื้อกลางวันไม่ใช่แค่การเติมพลังให้ร่างกาย แต่คือ ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราดูแลใจตัวเองระหว่างวัน เลือกกินให้ดี คุณจะรู้สึกได้ว่าบ่ายนั้นเบาขึ้น ใจนิ่งขึ้น และทำงานกับชีวิตได้อย่างอ่อนโยนมากขึ้น

The post ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emotional Weather Forecast: ชวนมาเช็กพยากรณ์อารมณ์ประจำสัปดาห์ https://thestandard.co/life/emotional-weather-forecast/ Wed, 19 Nov 2025 00:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1144784 Emotional Weather Forecast: ชวนมาเช็กพยากรณ์อารมณ์ประจำสัปดาห์

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเริ่ม “เช็กพยากรณ์อารมณ์” ของตัวเอง […]

The post Emotional Weather Forecast: ชวนมาเช็กพยากรณ์อารมณ์ประจำสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emotional Weather Forecast: ชวนมาเช็กพยากรณ์อารมณ์ประจำสัปดาห์

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเริ่ม “เช็กพยากรณ์อารมณ์” ของตัวเอง เหมือนที่เราเช็กพยากรณ์อากาศทุกเช้า เพราะสภาพใจของเราก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางวันแดดออกดี บางวันมีเมฆมาก และบางวันก็อาจเกิดพายุโดยไม่ทันตั้งตัว แนวคิด Emotional Weather Forecast คือการหยุดสักนิด เพื่อถามตัวเองว่า วันนี้อากาศในใจเราเป็นอย่างไร ไม่ใช่เพื่อควบคุมมัน แต่เพื่อเข้าใจและเตรียมใจรับมืออย่างอ่อนโยน

 

หลายคนคิดว่าอารมณ์ควรดีอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ความผันผวนคือธรรมชาติของมนุษย์ การรู้เท่าทันอารมณ์จึงไม่ใช่การหนีเมฆฝน แต่คือการพก “ร่มแห่งสติ” ติดตัวไว้ในทุกวัน ลองสังเกตใจตัวเองแบบง่ายๆ ด้วยมุมมองต่อไปนี้

 

วันนี้อากาศในใจฉันเป็นแบบไหน?

 

แนวคิดจากงานของ Harvard Health ชี้ว่า การสังเกตอารมณ์อย่างมีสติ (mindful awareness) สามารถช่วยให้สมองตอบสนองต่อความเครียดได้อย่างสมดุลมากขึ้น เพราะเมื่อเรา “รับรู้” อารมณ์ แทนที่จะ “จมอยู่ในมัน” สมองส่วนควบคุมอารมณ์จะเริ่มทำงานได้ดีขึ้น ลองตั้งชื่ออารมณ์ของตัวเอง เช่น “ตอนนี้ฉันรู้สึกเหนื่อย” หรือ “ฉันรู้สึกกลัว” เพราะการระบุชื่อความรู้สึกอย่างชัดเจนคือจุดเริ่มต้นของการคืนอำนาจให้กับตัวเอง

 

ฉันเหนื่อยเพราะพายุจากภายนอก หรือพายุในใจของตัวเอง?



Dr. Susan David ผู้เขียน Emotional Agility อธิบายว่า การแยกแยะระหว่าง
“อารมณ์ที่เกิดจากสถานการณ์จริง” กับ “อารมณ์ที่เกิดจากการตีความของเราเอง” คือทักษะสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่าสิ่งที่ทำให้เหนื่อยคือเหตุการณ์รอบตัว หรือเสียงในใจที่บอกว่า “เรายังไม่ดีพอ” เพราะหลายครั้ง ความเหนื่อยที่เรารู้สึกไม่ได้มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่มาจากความคาดหวังที่เราสร้างขึ้นเอง

 

อะไรคือสิ่งที่ช่วยให้ท้องฟ้าในใจฉันกลับมาโปร่งอีกครั้ง?


นักประสาทวิทยาอย่าง Dr. Andrew Huberman จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อธิบายว่า การเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงสั้นๆ เช่น การเดินเล่น การรับแสงแดดยามเช้า หรือการหายใจลึกๆ สามารถช่วยให้ระบบประสาทที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูและผ่อนคลาย (parasympathetic nervous system) ทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่าฟ้าในใจเริ่มขุ่น ลองเปิดพื้นที่เล็กๆ ให้แสงเข้ามา เช่น เดินช้าๆ สักสิบนาที เปิดเพลงที่ชอบ หรืออยู่นิ่งๆ กับลมหายใจ บางครั้งแสงที่ทำให้ใจเราอบอุ่นขึ้น ไม่ได้มาจากท้องฟ้า แต่มาจากวิธีที่เรายอมให้ตัวเองได้พัก

 

การเช็ก “พยากรณ์อารมณ์” ไม่ได้ทำให้เราควบคุมทุกอย่างได้ แต่มันช่วยให้เรามีสติรู้ทัน และเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างอ่อนโยน สุขภาพใจที่ดี ไม่ได้หมายถึงการไม่มีเมฆเลย แต่คือการรู้ว่าเมฆมาจากไหน และเลือกจะอยู่กับมันอย่างเข้าใจ เพราะหลังฝนตกหนักเสมอ ฟ้าย่อมใสกว่าเดิมเสมอ

The post Emotional Weather Forecast: ชวนมาเช็กพยากรณ์อารมณ์ประจำสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแนวคิด Sisu ความหมายของการอยู่รอดในวันที่เปราะบาง https://thestandard.co/life/sisu-finnish-power-keep-going-when-tired/ Sun, 26 Oct 2025 07:38:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1135728 sisu-finnish-power-keep-going-when-tired

คำว่า Sisu มีรากศัพท์จากภาษาฟินนิชที่แปลว่า ภายใน, ข้าง […]

The post รู้จักแนวคิด Sisu ความหมายของการอยู่รอดในวันที่เปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
sisu-finnish-power-keep-going-when-tired

คำว่า Sisu มีรากศัพท์จากภาษาฟินนิชที่แปลว่า ภายใน, ข้างใน หรือเป็นอารมณ์ของการมีใจกล้าหาญ โดยในวัฒนธรรมฟินแลนด์ให้คุณค่าแก่ Sisu สูงมาก โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยชาวฟินแลนด์ที่แสดงออกเมื่อเผชิญกับความลำบากต่างๆ เช่น สภาพอากาศอันโหดร้าย, สงคราม หรือการผ่านบททดสอบต่างๆ ในชีวิต แม้แต่ในวารสาร Time ก็ยังเคยระบุว่า Sisu คือ the word that explains Finland เลยล่ะ!
Life จึงขอพาผู้อ่านไปรู้จักกับแนวคิดนี้ให้มากขึ้น 

 

มีบางวันที่เรารู้สึกว่า เราเหนื่อยเกินไปแล้วทั้งร่างกาย อารมณ์ และความคิด เหมือนแบตที่ชาร์จยังไงก็ไม่ค่อยเข้า เหมือนกำลังเดินอยู่บนถนนที่ยาวไกล และไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ตรงไหน หลายคนอาจจะรู้สึกว่าบางวันแค่ลุกขึ้นมาอยู่กับโลกอีกหนึ่งวัน
ก็ถือเป็นความกล้าขั้นสูงที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้แล้ว และในวัฒนธรรมของฟินแลนด์ มีคำหนึ่งที่อธิบายความรู้สึกนี้ได้ลึกมาก คำนั้นคือ Sisu (อ่านว่า ซี-ซู)

 

มันไม่ได้แปลว่า อดทน เฉยๆ ไม่ใช่แค่ความเข้มแข็ง หรือใจสู้อย่างที่เราคุ้นเคย
แต่เป็นพลังเงียบที่เกิดขึ้นในตอนที่เราคิดว่า เราไม่ไหวแล้ว แต่เรายังเลือกจะก้าวต่อไปอีกหนึ่งก้าว และก้าวนั้น มันสำคัญมาก เพราะมันคือก้าวที่เกิดในวันที่หัวใจแทบจะไม่มีแรงเหลือ

 

Sisu คืออะไร?

 

Sisu คือการนิ่งอยู่กับความเจ็บปวด โดยไม่วิ่งหนี คือการยอมรับว่ามันยาก แต่มันไม่ใช่จุดจบ และเป็นแนวคิดที่สอนให้รู้ว่าแม้ตอนนี้เรากลัว เหนื่อย ท้อ แต่อย่างน้อยเราจะยังไม่ยอมแพ้ในวันนี้ มันคือแรงขับเคลื่อนพิเศษที่อยู่ข้างใน ไม่ได้ดัง ไม่ต้องประกาศ แต่มันทำให้เรายังเป็นเราอยู่ได้ในวันที่โลกดูโหดเกินไป



สิ่งสำคัญคือ Sisu ไม่บังคับให้เราเก่งตลอด ไม่ใช่ ต้องสู้สิ! ต้องเข้มแข็งสิ! เพราะความดื้อดึง หรือกดความรู้สึกจนพัง นั่นไม่ใช่ Sisu

 

Sisu อ่อนโยนกว่านั้น เพราะมันคือการซื่อสัตย์กับตัวเองว่า ตอนนี้ฉันเหนื่อยมาก
แต่ฉันจะค่อยๆ เดินต่อทีละลมหายใจ โดยไม่ทำร้ายตัวเอง Sisu มีหัวใจ
และหัวใจของมันคือการใจดีต่อตัวเอง

 

เราทุกคนมี Sisu อยู่แล้วไม่ต้องฝึกเพิ่ม แค่ต้องมองเห็นมันในตัวเอง คุณเคยผ่านเรื่องหนักในชีวิตมาแล้ว คุณเคยร้องไห้จนไม่มีน้ำตา แต่ก็ยังตื่นขึ้นมาวันรุ่งขึ้น


คุณเคยเสียใจจนแทบขาดใจ แต่หัวใจของคุณก็ยังเต้นอยู่ นั่นแหละ Sisu มันอยู่ตรงนั้นเสมอ เพียงแต่เราไม่ได้เรียกมันด้วยชื่อนี้เท่านั้นเอง

 

ถ้าวันนี้คุณรู้สึกเหนื่อย ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องรีบฮึด ไม่ต้องเก่งตอนนี้ก็ได้ ขอแค่
หายใจเข้าช้าๆ วางความคิดลงทีละนิด แล้วบอกตัวเองเบาๆ ว่าฉันกำลังพยายามอยู่ และแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้

 

Sisu ไม่ใช่การพุ่งไปไกล มันคือการอยู่กับปัจจุบันให้ไหว และค่อยๆ ขยับเข้าหาพรุ่งนี้ ช้าแค่ไหนก็ได้ แต่ขอให้คุณยังอยู่ตรงนี้กับหัวใจที่ยังเต้น เท่านี้…ก็ถือว่าคุณเดินอยู่บนเส้นทางแล้ว

The post รู้จักแนวคิด Sisu ความหมายของการอยู่รอดในวันที่เปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อไรเราจะหยุดทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ? https://thestandard.co/life/stop-meaningless-arguments/ Tue, 03 Dec 2024 06:00:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1015311

“วันนี้กินอะไรดี?” คำถามธรรมดาที่อาจนำไปสู่การทะเลาะกัน […]

The post เมื่อไรเราจะหยุดทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“วันนี้กินอะไรดี?” คำถามธรรมดาที่อาจนำไปสู่การทะเลาะกันได้ง่ายๆ เพราะพอฝ่ายหนึ่งเสนอร้าน อีกฝ่ายก็บอก
“ไม่เอา กินบ่อยแล้ว เบื่อ”
พอถามต่อว่า “แล้วจะกินอะไร?”
ก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ไม่รู้ แล้วจะถามทำไม?” 

 

นอกจากนี้ยังมีประโยคชวนหงุดหงิดอย่าง
“ทำไมไม่อ่านข้อความ?”
“ทำไมกดไลก์รูปเพื่อน แต่ไม่กดไลก์รูปฉัน?”
“ทำไมออนไลน์อยู่แต่ไม่ตอบแชต?”

 

ถ้าคุณเคยเจอสถานการณ์เหล่านี้ เรามีแนวทางในการปรับตัวและแก้ไขพฤติกรรมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้ราบรื่นกว่าเดิมมาฝาก 

 


 

เมื่อโซเชียลมีเดียและชีวิตประจำวันกลายเป็นสนามรบของความรัก

 

เดี๋ยวนี้การสื่อสารผ่านหน้าจอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้วใช่ไหมล่ะ?
แต่เราก็อาจลืมไปว่าบางครั้งการ ‘ออฟไลน์’ ก็เป็นเรื่องปกติ การที่แฟนไม่ได้ตอบข้อความทันทีหรือไม่เห็นด้วยกับตัวเลือกร้านอาหารของเรา ไม่ได้หมายความว่าเขาหรือเธอไม่รักหรือกำลังจงใจทำให้เราหงุดหงิด ความจริงแล้วการทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำนองนี้มักมีสาเหตุมาจากความไม่มั่นคงในตัวเอง เรามักจะกังวลมากเกินไปกับพฤติกรรมของคนรัก บวกกับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดการตีความผิดๆ และความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน 

 

แล้วอะไรคือกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์ที่มั่นคง

 

การมีวุฒิภาวะทางอารมณ์คือคำตอบ เพราะวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดีจะเพิ่มความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกของตัวเองเมื่อเกิดความไม่พอใจ แทนที่จะระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เราจะมีทางออกที่ดีต่อใจมากกว่านั้น ลองหยุดหายใจลึกๆ และให้เวลาตัวเองคิดทบทวน บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราโกรธอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่คิด

 

การฝึกควบคุมอารมณ์ไม่ได้หมายถึงการเก็บกด แต่หมายถึงการเลือกวิธีแสดงออกที่เหมาะสม เช่น แทนที่จะพูดว่า “ทำไมไม่รู้จักคิดซะบ้าง” ลองเปลี่ยนเป็น “ฉันรู้สึกไม่ดีเมื่อเธอตอบช้า” การสื่อสารแบบนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกของเราโดยไม่รู้สึกถูกโจมตี

 

วิธีจัดการกับความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน

 

การหยุดและถามตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ลองถามตัวเองว่า เรื่องที่กำลังทะเลาะกันสำคัญขนาดไหน ถ้าผ่านไป 1 ปี เราจะยังจำเรื่องนี้ได้ไหม หรือมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจหรือเปล่า

 

แทนที่จะโกรธเงียบหรือโพสต์ระบายทางโซเชียลมีเดียเพื่อประกาศให้คนทั้งโลกรู้
ลองเปลี่ยนวิธีมาเป็นการสื่อสารอย่างเปิดใจ บอกความรู้สึกไปตรงๆ เช่น “ที่ฉันถามเรื่องอาหารเพราะอยากให้เราได้กินในสิ่งที่เราทั้งคู่ชอบ ช่วยบอกได้ไหมว่ามีเมนูไหนที่เราชอบเหมือนกันบ้าง?” 

 

สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงในยุคดิจิทัล

 

การสร้างความไว้ใจเป็นพื้นฐานสำคัญ เราต้องเชื่อใจในความรู้สึกที่มีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องคอยจับผิดกันในโซเชียลมีเดีย หรือคาดหวังให้อีกฝ่ายต้องเห็นด้วยกับเราในทุกเรื่อง การพัฒนาตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ทำความเข้าใจความไม่มั่นคงของตัวเอง หาวิธีจัดการกับความวิตกกังวล และที่สำคัญคือการใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน สร้างความทรงจำดีๆ แทนการจดจ่อกับเรื่องเล็กน้อย

 

จริงๆ แล้วการทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจเป็นสัญญาณว่าเราต้องหันมาใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความไว้ใจ การสื่อสาร หรือการเข้าใจซึ่งกันและกัน จำไว้ว่าความรักที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่การตอบคำถาม “วันนี้กินอะไรดี?” ได้ถูกใจ หรือความเร็วในการตอบแชต แต่วัดที่ความเข้าใจ การให้อภัย และการเติบโตไปด้วยกัน

The post เมื่อไรเราจะหยุดทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำระดับสูงระวัง! แค่ยกเสียงนิดเดียว ลูกน้องตีความหนักกว่าที่คิด https://thestandard.co/leader-voice-impact-employee-perception/ Sun, 10 Nov 2024 08:59:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1006793 ผู้นำ

ยิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร หรือ ผู้นำ ระดับสูงเท่า […]

The post ผู้นำระดับสูงระวัง! แค่ยกเสียงนิดเดียว ลูกน้องตีความหนักกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำ

ยิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร หรือ ผู้นำ ระดับสูงเท่าไร ยิ่งต้องระมัดระวังการแสดงออกทางอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น เพราะทุกการแสดงออกของคุณจะถูกจับตามองและตีความจากทีมงานแตกต่างกันไปตามระดับตำแหน่ง

 

แบรนดอน สมิธ นักบำบัดและโค้ชด้านอาชีพที่รู้จักกันในนาม The Workplace Therapist เผยว่า แม้เพียงการเผลอยกระดับเสียงขึ้นเล็กน้อยในที่ประชุม ก็อาจถูกตีความแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่คุณดำรงอยู่ในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีลูกน้องในการดูแลจำนวนมาก

 

“ทุกครั้งที่คุณได้เลื่อนตำแหน่ง ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของคุณจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นในสายตาของทีม ระดับตำแหน่งของคุณมีผลต่อการตีความของพวกเขา” สมิธกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า การที่ผู้บริหารแสดงสีหน้าไม่พอใจเพียงเล็กน้อย อาจถูกทีมตีความว่าเป็นความโกรธระดับรุนแรงได้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

 


 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ผู้นำ จะไม่สามารถแสดงความผิดหวังหรือความหงุดหงิดได้เลย เพียงแต่ต้องแสดงออกอย่างมีชั้นเชิงและเหมาะสม รวมถึงต้องรู้จักจังหวะเวลาในการถอยออกมาจากสถานการณ์ที่อาจทำให้เสียการควบคุม

 

ปัญหาสำคัญที่สมิธพบในองค์กรทั่วไปคือ ‘ไม่มีใครกล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริง’ ทำให้เกิดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างผู้นำกับทีมงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดและบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียด

 

เมื่อรู้สึกว่าควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทางที่ดีที่สุดคือการถอยออกมาจากสถานการณ์นั้น “คุณควรถอยออกมาและหาคนที่คุณสามารถพูดคุยด้วยได้ หรือหาทางระบายความรู้สึกในรูปแบบอื่น” สมิธแนะนำ แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่เงียบหายไปโดยไม่บอกกล่าว

 

เอมี เอ็ดมอนด์สัน ศาสตราจารย์ด้านภาวะ ผู้นำ และการจัดการจาก Harvard University และผู้เขียนหนังสือ The Fearless Organization: Creating Psychological Safety in the Workplace for Learning, Innovation, and Growth แนะนำว่า ควรบอกทีมก่อนที่จะถอยออกมา เพื่อสร้างความเข้าใจและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี

 

“คุณก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ลองพูดว่าตอนนี้ผมรู้สึกหงุดหงิดมากและกำลังเสี่ยงที่จะพูดอะไรบางอย่างที่อาจเสียใจภายหลัง ขอเวลาให้ผมจัดการกับความรู้สึกสักครู่ แล้วจะกลับมาพร้อมกับสภาพจิตใจที่ดีขึ้น” เอ็ดมอนด์สันยกตัวอย่างประโยคที่ผู้นำสามารถใช้สื่อสารกับทีมได้

 

การสื่อสารถึงความรู้สึกและความต้องการพักสักครู่จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความโปร่งใสและความไว้วางใจในทีม ดีกว่าการเงียบหายไปโดยไม่บอกกล่าว สมิธเน้นย้ำว่า “หากคุณหายหน้าไปกะทันหันถึง 2 วันโดยไม่บอกกล่าว ทีมงานจะรู้สึกไม่มั่นคงและขาดความเชื่อมั่นในตัวคุณ”

 

ท้ายที่สุดการเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้หมายถึงการไม่แสดงอารมณ์เลย แต่หมายถึงการรู้จักจัดการและสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับทุกคนในทีม

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำระดับสูงระวัง! แค่ยกเสียงนิดเดียว ลูกน้องตีความหนักกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หยุดเหวี่ยงวีน ระบายอารมณ์ เพราะมันไม่ใช่ทางออกที่รอด https://thestandard.co/life/stop-emotional-outbursts/ Tue, 29 Oct 2024 10:08:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1001393

Brad J. Bushman จาก The Ohio State University ผู้เชี่ยว […]

The post หยุดเหวี่ยงวีน ระบายอารมณ์ เพราะมันไม่ใช่ทางออกที่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Brad J. Bushman จาก The Ohio State University ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเรื่องอารมณ์ กล่าวว่าการระบายความโกรธเป็น “สิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณสามารถทำได้” เพราะเปรียบเสมือนการ “เติมเชื้อไฟ” ให้อารมณ์ลุกโชนมากขึ้น แม้ในอดีตนักจิตวิทยาจะเชื่อในทฤษฎีการปลดปล่อยอารมณ์ที่ว่าการระบายความรู้สึกด้านลบออกมาดีกว่าการเก็บกด แต่งานวิจัยในปัจจุบันกลับแสดงให้เห็นว่ายิ่งระบาย ยิ่งโกรธ ยิ่งก้าวร้าว

 

เชื่อว่าเมื่อหลายคนเผชิญกับความโกรธและความหงุดหงิดก็คงอยากระบายความรู้สึกที่มีกับคนรอบข้าง การเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้อารมณ์เสีย บ่นถึงงานที่น่ารำคาญ หรือคำพูดที่ไม่น่าฟัง มักให้ความรู้สึกโล่งอกในทันที แต่นักวิจัยกลับพบว่าการระบายอารมณ์อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ แล้วถ้าการระบายอารมณ์ไม่ใช่ทางรอด แล้ววิธีไหนกันล่ะที่จะดีต่อสุขภาพจิตใจของเรา?

 


 

เราควรทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความโกรธหรือความหงุดหงิด

 

คำตอบอยู่ที่การจัดการอารมณ์อย่างสร้างสรรค์ การทำสมาธิ โยคะ และการหายใจลึกๆ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความโกรธได้ดีกว่าการระบาย นอกจากวิธีเหล่านี้แล้ว การมองสถานการณ์ในแง่บวก การยอมรับ และการมองเห็นอารมณ์ขันในเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าคนที่ใช้วิธีเหล่านี้มีสุขภาพจิตดีกว่าคนที่เลือกระบายอารมณ์

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกด้านลบจะเป็นสิ่งต้องห้ามเสมอไป การปรึกษานักบำบัดเพื่อทำความเข้าใจสาเหตุของอารมณ์ หรือการพูดคุยเพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรม ถือเป็นการใช้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญคือการเลือกคนที่จะพูดคุยด้วย งานวิจัยพบว่าการระบายกับคนที่ไว้ใจและรู้วิธีรับฟังที่เหมาะสมจะให้ผลดีกว่าการระบายกับทุกคนที่เราพบเจอ

 

รู้จักเทคนิค ‘แมลงวันบนกำแพง’

 

เทคนิคที่น่าสนใจอีกอย่างคือการมองสถานการณ์แบบ ‘แมลงวันบนกำแพง’ หรือการสมมติว่าเราเป็นคนนอกที่มองเหตุการณ์นั้นๆ วิธีนี้ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและลดอารมณ์ร้อนลงได้ บางครั้งการพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดก็เป็นวิธีที่ได้ผล โดยเฉพาะกับคนที่มีแนวโน้มจะครุ่นคิดซ้ำๆ

 

จำไว้ว่าแม้การระบายอารมณ์จะให้ความรู้สึกดีในระยะสั้น แต่อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการความโกรธหรือความหงุดหงิด การฝึกสติ การหายใจ และการมองหามุมมองใหม่ๆ อาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการรักษาสมดุลทางอารมณ์ของเรา

 

 

อ้างอิง:

The post หยุดเหวี่ยงวีน ระบายอารมณ์ เพราะมันไม่ใช่ทางออกที่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่เหล็กแห่งความสุข 5 เหตุผลที่เราถูกดึงดูดด้วยพลังบวก https://thestandard.co/life/positive-attraction-five-reasons/ Thu, 29 Aug 2024 06:29:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=976951

คนที่อยู่ใกล้แล้วเราได้เป็นตัวของตัวเอง ผ่อนคลาย และไร้ […]

The post แม่เหล็กแห่งความสุข 5 เหตุผลที่เราถูกดึงดูดด้วยพลังบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>

คนที่อยู่ใกล้แล้วเราได้เป็นตัวของตัวเอง ผ่อนคลาย และไร้กำแพงปิดกั้น พวกเขาคือคนที่มีพลังบวกที่ส่งต่อถึงคนอื่นได้ และมักจะเปล่งประกายความสดใสอยู่เสมอ คนเหล่านี้มักจะมองโลกในแง่ดี มีรอยยิ้มติดใบหน้า และมีทัศนคติที่ไม่เป็นลบ แล้วรู้ไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกถูกดึงดูดไปหาคนเหล่านี้ LIFE ชวนผู้อ่านมาลองเจาะลึกกันว่าอะไรคือเสน่ห์ลับๆ ของคนที่มองโลกในแง่ดี

 


 

1. อารมณ์คือพลังงานที่ติดต่อได้

 

จิตวิทยาสมัยใหม่พิสูจน์แล้วว่าอารมณ์สามารถ ‘ติดต่อ’ กันได้ เช่น เมื่อเราอยู่ใกล้คนที่มีความสุข สมองของเราจะเริ่มปลดปล่อยสารเคมีแห่งความสุขออกมา ไม่ว่าจะเป็น โดพามีน (Dopamine) เซโรโทนิน (Serotonin) และออกซิโทซิน (Oxytocin) นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Emotional Contagion’ หรือการแพร่กระจายทางอารมณ์ ลองนึกถึงโมเมนต์ที่คุณอยู่กับแก๊งเพื่อนแล้วเล่าเรื่องตลกโปกฮาที่เรียกเสียงหัวเราะ คุณอาจสังเกตได้ว่าตัวเองเริ่มยิ้มและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

2. การมองโลกแง่ดีคือการเปิดมุมมองที่กว้างขึ้น

 

คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะมีมุมมองที่กว้างและยืดหยุ่นกว่า สามารถมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง แม้แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การอยู่ใกล้คนเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่าปัญหาของเราเล็กลงและมีทางออกเสมอ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทีมงานกำลังเครียดกับโปรเจกต์ที่มีเดดไลน์กระชั้นชิด คนที่มองโลกในแง่ดีอาจเสนอมุมมองใหม่ว่า “นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้พิสูจน์ความสามารถของทีม” ทำให้ทุกคนรู้สึกมีแรงบันดาลใจและกระตือรือร้นมากขึ้น

 

3. พลังบวกช่วยปรับอารมณ์ให้ยืดหยุ่นได้ 

 

คนที่มีทัศนคติเชิงบวกมักจะมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์สูง พวกเขาสามารถฟื้นตัวจากความผิดหวังได้เร็วและไม่จมอยู่กับปัญหา การอยู่ใกล้คนเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นคงมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะสามารถรับมือได้ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจแพลนทริปไปเที่ยวกับแก๊งเพื่อน แต่มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เพื่อนที่มองโลกในแง่ดีอาจเสนอให้จัดปาร์ตี้เล็กๆ ในบ้านแทน ทำให้ทุกคนรู้สึกดีขึ้นและมีความสุขกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

 

4. พลังบวกช่วยส่งเสริมกันและกัน

 

คนที่มีพลังงานบวกมักจะเป็นคนที่ชอบสนับสนุนและให้กำลังใจผู้อื่น พวกเขามองเห็นศักยภาพในตัวเราที่บางครั้งเราอาจมองข้ามไป การอยู่ใกล้คนเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตัวเอง เช่น สมมติว่าคุณกำลังลังเลที่จะสมัครงานใหม่เพราะกลัวว่าตัวเองไม่เก่งพอ เพื่อนที่มองโลกในแง่ดีอาจชี้ให้เห็นถึงความสามารถที่คุณมีและเชียร์ให้ลองสมัครดู

 

5. การมองโลกในแง่ดี การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

 

คนที่มีทัศนคติเชิงบวกมักจะสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร พวกเขามักจะมีอารมณ์ขันและทำให้สถานการณ์ตึงเครียดผ่อนคลายลงได้ การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เช่น ในการประชุมที่เริ่มมีความขัดแย้งหรือมีคนเห็นไม่ตรงกัน คนที่มองโลกในแง่ดีอาจใช้อารมณ์ขันเพื่อลดความตึงเครียด และนำการสนทนากลับมาสู่จุดที่สร้างสรรค์ได้

The post แม่เหล็กแห่งความสุข 5 เหตุผลที่เราถูกดึงดูดด้วยพลังบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เตือน! เริ่มต้นใช้แท็บเล็ตเร็วเกินไป เด็กเสี่ยง ‘เจ้าอารมณ์-ฉุนเฉียวง่าย’ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-16082024-5/ Sun, 18 Aug 2024 02:00:55 +0000 https://thestandard.co/?p=972162

CNN เผยผลการศึกษาฉบับใหม่ล่าสุดพบว่า ยิ่งเด็กเริ่มต้นใช […]

The post ชมคลิป: เตือน! เริ่มต้นใช้แท็บเล็ตเร็วเกินไป เด็กเสี่ยง ‘เจ้าอารมณ์-ฉุนเฉียวง่าย’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

CNN เผยผลการศึกษาฉบับใหม่ล่าสุดพบว่า ยิ่งเด็กเริ่มต้นใช้แท็บเล็ตอายุน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่ำ แสดงความก้าวร้าว ฉุนเฉียวได้บ่อยมากขึ้น พร้อมคำแนะนำสำหรับการใช้แท็บเล็ตสำหรับเด็กและผู้ปกครอง

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เตือน! เริ่มต้นใช้แท็บเล็ตเร็วเกินไป เด็กเสี่ยง ‘เจ้าอารมณ์-ฉุนเฉียวง่าย’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>